CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => นิยายที่โพสจนจบแล้ว => ข้อความที่เริ่มโดย: ZIar ที่ 13-02-2011 15:59:02

หัวข้อ: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 34 (25/04/11) [END]
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 13-02-2011 15:59:02
****************************************************

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2. ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


****************************************************


สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้เซียร์ก็มาขอใช้พื้นที่บอร์ดอีกแล้ว
ครั้งนี้เปิดจองสองเรื่องนะคะ เนื่องจาก สัตยาธิษฐาน ยังคงมีคนถามหาอยู่เป็นระยะ เลยตัดสินใจอย่างหนักแน่นว่า จะรีปรินท์รอบสุดท้ายแล้วค่ะ ใครพลาดครั้งนี้ก็พลาดไปเลยนะคะ

งั้นมาดูรายละเอียดกันนะคะ ^ ^


บัลลังก์ปีกหงส์

ภาพปก

(http://i.imgur.com/0p8d7.jpg)

(http://i.imgur.com/iPkjJ.jpg)

ของแถม (ที่คั่น)

(http://i.imgur.com/hrOwM.jpg)


เรื่องย่อ

เมื่อพญาหงส์แห่งฮ่องกงทิ้งบัลลังก์ไว้เบื้องหลังแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ถูกเลือกขึ้นมาแทนที่ท่ามกลางการคัดค้านของคนในและการต่อต้านจากคนนอก ชายผู้หนึ่งได้ถูกส่งมาเพื่อให้ความช่วยเหลือโดยคนที่ไม่น่าไว้ใจมากที่สุดและชายคนนั้นก็มีเลศนัยในทุกย่างก้าว แล้วเซินเฟยจะเชื่อใจใครได้ในโลกที่ทุกสิ่งต้องแลกมาด้วยผลประโยชน์เช่นนี้

สำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้เชิญทดลองอ่านได้>>>ที่นี่ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1316922#msg1316922)<<<


ข้อมูลหนังสือ

ผู้แต่ง+ภาพ+everything : Ziar
ราคา : 550 บาท (รวมค่าส่งแล้ว)/ชุด (ชุดละ2เล่ม)
ระยะเวลาการจอง : 1 พฤษภาคม 2554 - 30 มิถุนายน 2554
หมายเหตุ : ขอสงวนวิธีการส่งไปรษณีย์เป็นการส่งแบบลงทะเบียนเท่านั้นนะคะ


=================================



สัตยาธิษฐาน

ภาพปก

(http://i.imgur.com/G62Ya.jpg)

ของแถม (ที่คั่น)

(http://h.imagehost.org/0461/NovSat-Bookmark.jpg)


เรื่องย่อ
เมื่อนาคตนหนึ่งหนีจากการล่าสังหารของครุฑมาได้ เขาก็จำศีลในถ้ำของตัวเองและเฝ้ารอจนกระทั่งวันหนึ่งจึงคืบคลานขึ้นมาบนบกแล้วจำแลงร่างเข้าสู่ครรภ์ของหญิงสาว ก่อนจะเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเ้ป็นเวลาเดียวกับที่ครุฑมาจุติเช่นเดียวกัน เป้าหมายของนาคคือการแก้แค้นครุฑ แต่เป้าหมายของครุฑกลับเป็นการไถ่โทษแก่นาค เป้าหมายที่คู่ขนานนี้จะบรรจบอย่างไร ติดตามได้ภายในเล่มค่ะ

สำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้เชิญทดลองอ่านได้>>>ที่นี่ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21637.0)<<<


ข้อมูลหนังสือ

ผู้แต่ง+ภาพ+everything : Ziar
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งแล้ว)/เล่ม
ระยะเวลาการจอง : 1 พฤษภาคม 2554 - 30 มิถุนายน 2554
หมายเหตุ : ขอสงวนวิธีการส่งไปรษณีย์เป็นการส่งแบบลงทะเบียนเท่านั้นนะคะ




พิเศษ: สำหรับใครที่จองทั้งสองเรื่อง จะมีส่วนลดให้ 50 บาท จาก 800 บาทเหลือ 750 บาทนะคะ (อย่าโอนเกินมานะคะ XD)



สำหรับผู้ที่ตัดสินใจจะสั่งจองแน่แล้ว ขอให้เลื่อนลงไปดูรายละเอียดการโอนเงินและสั่งจองได้เลยค่ะ


อ้างถึง
รายละเอียดการโอนเงิน

บัญชีออมทรัพย์
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาซอยประชาสงเคราะห์ 30
ชื่อบัญชี นางสาว อลิสา เทพนะ
เลขบัญชี 102-234896-9

หลังจากโอนเงินแล้ว ขอให้ส่งรายละเอียดการจองมาที่ tsuki_himeแอทhotmail.com โดยระบุข้อมูลตามนี้นะคะ

หัวข้อ : [สั่งจอง] บัลลังก์ปีกหงส์ / สัตยาธิษฐาน (สั่งเรื่องไหนก็พิมพ์ชื่อเรื่องนั้นนะคะ)

รายละเอียด
ชื่อ-นามสกุล(ผู้สั่ง) :
ที่อยู่ :
หลักฐานการโอน : (สแกนมาจะดีที่สุดค่ะ หรือถ้าสแกนไม่ได้ก็ขอเลขที่สลิปค่ะ)
วัน+เวลาโอนตามสลิป :


สำคัญ! ผู้ที่แจ้งทางเมลล์แล้ว เซียร์จะมีการแจ้งตอบกลับไป ดังนั้นใครที่เซียร์ำไม่ตอบกลับภายใน 1 อาทิตย์อย่าชะล่าใจ เพราะมันหมายความว่าเซียร์ไม่ได้รับเมลล์ของท่านนะคะ



**********************************************************



สารบัญ

ตอนที่ 1 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1316922#msg1316922) ตอนที่ 2 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1318348#msg1318348) ตอนที่ 3 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1320405#msg1320405) ตอนที่ 4 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1322631#msg1322631) ตอนที่ 5 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1324011#msg1324011) ตอนที่ 6 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1325232#msg1325232) ตอนที่ 7 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1326725#msg1326725) ตอนที่ 8 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1327463#msg1327463) ตอนที่ 9 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1330047#msg1330047) ตอนที่ 10 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1331757#msg1331757)
ตอนที่ 11 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1332756#msg1332756) ตอนที่ 12 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1333932#msg1333932) ตอนที่ 13 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1335166#msg1335166) ตอนที่ 14 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1337360#msg1337360) ตอนที่ 15 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1338007#msg1338007) ตอนที่ 16 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1338725#msg1338725) ตอนที่ 17 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1339261#msg1339261) ตอนที่ 18 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1340761#msg1340761) ตอนที่ 19 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1342294#msg1342294) ตอนที่ 20 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1343194#msg1343194)
ตอนที่ 21 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1365482#msg1365482) ตอนที่ 22 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1366625#msg1366625) ตอนที่ 23 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1368030#msg1368030) ตอนที่ 24 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1370137#msg1370137) ตอนที่ 25 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1371603#msg1371603) ตอนที่ 26 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1373227#msg1373227) ตอนที่ 27 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1375571#msg1375571) ตอนที่ 28 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1376968#msg1376968) ตอนที่ 29 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1398989#msg1398989) ตอนที่ 30 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1400436#msg1400436)
ตอนที่ 31 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1401858#msg1401858) ตอนที่ 32 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1402826#msg1402826) ตอนที่ 33 (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1405029#msg1405029) ตอนที่ 34 จบ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=21932.msg1430284#msg1430284)

-------------------------------------------
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 13-02-2011 16:00:41
-1-



ในฮ่องกง อำนาจมืดถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนนับแต่มีการก่อตั้งสมาคมขึ้นมาภายในเกาะเล็ก ๆ ที่เป็นหนึ่งในรากฐานเศรษฐกิจของโลก เพื่อคานอำนาจของผู้หิวกระหายจึงต้องมีผู้กุมอำนาจสูงสุด ชิงหลง จูเชว่ ไป๋หู่ และเสวียนอู่ คือตำแหน่งของตระกูลใหญ่สี่ตระกูลซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักสี่ต้นค้ำอำนาจฟ้าให้ยังคงตั้งตระหง่านเหนือผืนดิน หากเพียงเสาหลักทั้งสี่ยังคงแข็งแกร่ง อำนาจมืดทั้งหมดในฮ่องกงจะอยู่ในกำมืออย่างไม่มีวันสั่นคลอน เช่นนั้นแล้วหากจะเปรียบเสาหลักทั้งสี่เป็นดังผู้อยู่เหนือบัลลังก์ราชาก็คงไม่ผิด

โดยปกติแล้ว เพื่อการสืบทอดตำแหน่งอย่างไร้ข้อกังขา ผู้มีสายเลือดตรงเท่านั้นจึงจะมีสิทธิสืบทอดตำแหน่ง สายรองของตระกูลแทบจะไม่มีสิทธิใด ๆ กับการปกครอง แต่แล้ว....กลับมีเสาหลักต้นหนึ่งล้มข้อปฏิบัตินั้น จูเชว่คนล่าสุดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไร้ทายาท ทิ้งไว้เพียงมรณบัตรและงานศพที่ไร้ร่างกลบฝัง

ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายที่ไม่อาจหาผู้สืบทอดได้นั้น พินัยกรรมลับที่จูเชว่มอบให้กับภรรยาชาวญี่ปุ่นที่สมรสกันทางกฏหมายก็ถูกเปิดออก

ในพินัยกรรมนั้นระบุให้ผู้เป็นภรรยารับหลานชายสายรองคนหนึ่งเป็นลูกบุญธรรม และให้เป็นผู้รับช่วงต่ออย่างถูกต้อง

แน่นอนว่ากระแสคัดค้านย่อมเกิดขึ้นจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่ญาติพี่น้องที่จ้องจะขึ้นมาเป็นสายหลักของตระกูลแทน เพราะการที่จูเชว่รับคนในสายรองมาเป็นบุตรบุญธรรมนั้นแสดงว่าแม้แต่พ่อแม่ที่แท้จริงของเจ้าตัวก็จะไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากตำแหน่งที่ถูกมอบให้บุตรชายของตนเอง

ส่วนทางด้านชิงหลง ไป๋หู่ และเสวียนอู่เมื่อได้รับรู้เรื่องนี้กลับไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร พวกเขาเพียงแต่เฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ ว่าเด็กอายุ 12 ปีที่ไม่รู้เรื่องราวในโลกมืดเลยจะสามารถไปได้ไกลสักแค่ไหน หากพลาดพลั้งจนทำให้ฐานอำนาจสั่นคลอน พวกเขาก็พร้อมจะเข้าควบคุมการมอบอำนาจของจูเชว่ได้ในทันที

นับแต่วันนั้น เซินเฟย ก็ถูกนำตัวเข้าบ้านใหญ่และห้ามพบกับครอบครัวที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง เขาได้รับการดูแลโดยภรรยาของจูเชว่คนเก่าที่เป็นทั้งแม่บุญธรรมและผู้แทนอำนาจจนกว่าเขาจะอายุครบ 18 ปี

------------------>

เวลา 6 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าที่ใครจะทันคาดคิดแม้แต่เซินเฟย พอรู้ตัวอีกครั้ง เขาก็ผ่านพิธีมอบอำนาจและกลายเป็นจูเชว่ไปเสียแล้ว

และตอนนี้....เขาก็กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานของจูเชว่ มีกล้องโทรศัพท์จ่อหน้า ไมค์ตัวหนี่งติดอยู่ที่ปกเสื้อสูท และมีนักข่าวสาวสวยกำลังป้อนคำถามให้เขาราวกับเขาเป็นดาราชื่อดัง

“....ตอนนี้คุณเซินรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?”

ดูเหมือนก่อนคำถามนี้จะมีอารัมภบทร่ายยาวมาก่อนแต่เขาไม่ทันได้ฟังเพราะมัวแต่นึกกังวลกับชายคนหนึ่งที่ยืนรออยู่หน้าประตู

วันนี้มีคนของไป๋หู่มาหาเขาแต่เช้า แจ้งว่าไป๋หู่จะมาเยี่ยมในตอนบ่าย

โดยปกติแล้วชิงหลง ไป๋หู่ และเสวียนอู่ แทบจะไม่เคยติดต่อกันมากเกินความจำเป็น แม้แต่กับเขาก็ได้พบกันเพียงตอนงานศพของเสวียนอู่คนก่อนเมื่อ 3 ปีที่แล้วเท่านั้น การมาหาถึงที่เช่นนี้ อาจมองได้ว่าเป็นความห่วงใย หรือท้าทายก็ได้ทั้งนั้น เซินเฟยรู้ได้ว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่

“คุณเซินคะ?” นักข่าวสาวเอ่ยเรียกเมื่อนักธุรกิจหนุ่มที่เธอให้สัมภาษณ์ยังคงนั่งเงียบไม่หือไม่อือ

“ครับ หากจะถามว่าผมรู้สึกยังไงผมก็คงตอบได้ยาก แต่ผมก็ตั้งใจว่าจะสืบทอดสิ่งที่คุณอา....พ่อบุญธรรมของผมคาดหวังเอาไว้” เซินเฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบลื่นไม่ได้แสดงอาการตระหนกหรือประหม่าแม้สักน้อย

“เอ่อ....ถ้าอย่างนั้น...คุณพอจะบอกได้ไหมคะว่าอะไรคือสิ่งที่พ่อบุญธรรมของคุณคาดหวัง?”

“เรื่องอย่างนี้คอยดูเอาเองจะไม่สนุกกว่าหรือครับ?”

แน่นอนว่าสิ่งที่ตอบออกไปเป็นเพียงการพูดสร้างภาพเท่านั้น เซินเฟยไม่เคยได้สนทนากับพ่อบุญธรรมของตัวเองเลยแม้สักครั้งจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายนั้นคาดหวังอะไรเอาไว้ แม้แต่เหตุผลที่รับคนสายรองอย่างเขาเข้ามาอยู่ในสายหลัก เขาก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับได้ ดังนั้น การพูดเลี่ยงด้วยการบอกให้รอลุ้นหรือรอเฝ้าดูถือเป็นกลยุทธิ์อย่างหนึ่งสำหรับการหลีกหนีคำถามเจาะลึกของพวกชอบสอดรู้สอดเห็น

“แหม ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องดูต่อไปสินะคะ” นักข่าวสาวฝืนหัวเราะตามหน้าที่ “แล้วคุณคิดอย่างไรคะที่คนอื่น ๆ จะมองว่าคุณเป็นลูกบุญธรรม แต่กลับได้ทุกอย่างมาครอง”

มุมปากของเซินเฟยกระตุกน้อย ๆ ด้วยอารมณ์ที่เริ่มกรุ่นขึ้นมา

ความจริงแล้วผู้หญิงคนนี้คงอยากจะถามเขาว่า ‘คุณคิดยังไงที่คนอื่น ๆ มองว่าคุณเป็นแค่ลูกบุญธรรมเท่านั้น แต่กลับได้ทุกอย่างมาครอง’ เสียมากกว่า

“เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นผมไม่ใส่ใจหรอกครับ” เซินเฟยตอบด้วยคำพูดสร้างภาพตามแบบฉบับนักธุกิจต่อไป

เรื่องที่เขาเป็นแค่ลูกบุญธรรมนี้ เขาก็ถูกเสียดสีลับหลังอยู่ตลอดเวลานับแต่ก้าวเข้าบ้านใหญ่ ทั้งจากคนในเองและจากสายรองทั้งหลายที่ไม่พอใจ แม้แต่พ่อแม่ของเขาที่ภายนอกเหมือนห่วงใยแต่ทุกครั้งที่โทรมาก็ชอบย้ำว่า ‘อย่าลืมพ่อกับแม่นะ’ ก็บอกให้เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากเขา บางทีมันก็จริงอย่างที่คนอื่นว่ากัน ยิ่งอยู่สูงขึ้นเท่านั้นก็ยิ่งมองเห็นรอบข้างชัดเจนขึ้นเท่านั้น ญาติ ๆ ที่เขาเคยมองว่าดีแสนดี ตอนนี้ยังต้องคอยระวังคมเขี้ยวที่พร้อมจะขย้ำคอเขาแทบทุกเวลา

แม่บุญธรรมของเขาก็ใช่จะปกป้องเขาได้ตลอดไป เพราะในสายตาคนในบ้านต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอเพียงแค่แต่งงานตามกฏหมาย ที่ยังสงบอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะทุกคนยังยำเกรงต่อจูเชว่ที่หายตัวไปเท่านั้น

หลังจากสัมภาษณ์มาได้ 1 ชั่วโมงเต็ม เซินเฟยก็สังเกตเห็นคนในทีมข่าวเริ่มให้สัญญาณว่าหมดเวลา

“ตายจริง เวลาผ่านมาขนาดนี้แล้วหรือคะเนี่ย” หญิงสาวทำเสียงตกอกตกใจอย่างมีจริตจะก้าน “ยังไงก็ขอขอบคุณคุณเซินมากนะคะที่เสียสละเวลาให้สัมภาษณ์”

หลังจากนั้นนักข่าวสาวก็สาธยายรายการข่าวและโฆษณาก่อนที่กล้องจะตัดไป

เซินเฟยลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วดึงไมค์ออกจากปกเสื้อก่อนเดินไปที่ประตู ทันใดนั้นหัวหน้าทีมข่าวก็เดินนอบเข้ามาหา

“ต้องขอขอบคุณคุณเซินมากนะครับ” ฝ่ายนั้นดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ศีรษะที่ล้านไปเสียครึ่งปรากฏเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมออกมา

เซินเฟยไม่นึกแปลกใจในท่าทีของอีกฝ่าย หากเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการใดวงการหนึ่งย่อมรู้จักผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างดี หัวหน้าทีมคนนี้คงจะถูกสั่งมาให้คุมทีมเป็นพิเศษเป็นแน่

“หลังจากนี้ผมมีธุระต่อ มีอะไรก็ฝากไว้ที่เลขาของผมก็แล้วกัน” เซินเฟยกล่าวแล้วเดินออกมา หน้าประตูนั้นมีคนรอเขาอยู่นานแล้ว “ไป๋หู่มาถึงหรือยัง?”

“ท่านไป๋หู่รออยู่ในห้องรับแขกครับ” ผู้ชายท่าทางขึงขังกล่าวตอบ

เซินเฟยไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเดินนำบอดี้การ์ดส่วนตัวของไป๋หู่ที่มารอเฝ้าเขาแต่เช้าไปยังห้องรับแขกของอาคารหลักในบริษัท

เพียงแค่มายืนอยู่หน้าห้อง เซินเฟยก็รู้สึกได้ว่าหัวใจตนเองกำลังเต้นเป็นรัวกลอง อาจเพราะไป๋หู่ที่เขาได้พบเมื่อ 3 ปีก่อนนั้นแสดงท่าทางไม่แยแสไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ต่างจากชิงหลงที่ดูจะให้ความสนใจเขามากกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อย การที่ไป๋หู่มาพบจะอนุมานเป็นอะไรได้บ้างก็ยากจะคาดเดา

ชายที่ตามหลังเขามาเปิดประตูอย่างรู้หน้าที่

ห้องรับแขก VIP ของบริษัทมีชายคนหนึ่งจับจองโซฟาตัวยาวอยู่ เยื้องไปด้านหลังมีบอดี้การ์ดชุดดำยืนคุมเชิงด้วยสีหน้านิ่งสนิท เซินเฟยเดินเข้าไปนั่งที่โซฟายาวฝั่งตรงข้ามโดยไม่แสดงอาการประหม่าออกมาให้เห็น

“แปลกจังนะครับที่คนอย่างคุณมาเยี่ยมผมถึงที่นี่” น้ำเสียงของเซินเฟยค่อนจะกระด้างอยู่เล็กน้อย มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าไป๋หู่และจูเชว่มีความขัดแย้งส่วนตัวกันในสมัยก่อน แม้เรื่องนั้นจะไม่ได้เกี่ยวพันกับเซินเฟยเลยแม้สักนิด แต่เมื่อมาอยู่ในฐานะจูเชว่จะว่าไม่เกี่ยวก็คงไม่ได้ กระนั้นด้วยความรู้สึกส่วนตัว เซินเฟยก็ยังไม่ค่อยชอบผู้ชายคนนี้อยู่ดี

“เธอเป็นน้องใหม่ของวงการ มันก็ต้องดูแลกันหน่อยจริงไหม?” ไป๋หู่ว่าพลางเสยผมที่หงอกตั้งแต่เด็กด้วยผลจากพันธุกรรมของตนเอง

ดูแล?

ความหมายที่แท้จริงน่าจะเป็น....จับตาดู....

“คุณคิดดีแล้วหรือครับที่จะเข้ามาแทรกแซงฐานะจูเชว่ของผม” เซินเฟยหรี่ตาลงอย่างคลางแคลง

“อย่ามองแบบนั้นสิ ฉันก็แค่คิดเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น”

“คนอื่น ๆ ?”

“ก็ชิงหลงกับเสวียนอู่ไง” ไป๋หู่ว่าแล้วหัวเราะในคอ “พวกเขาก็คิดว่าเธอควรจะมีคนดูแล แต่ก็แค่ไม่พูดออกมา ส่วนฉันมันพวกไม่ชอบคิดเฉย ๆ แต่ชอบลงมือทำ”

เซินเฟยเม้มปากจนเป็นเส้นตรง แน่นอนเขารู้ว่าสำหรับทั้งสามคนนั้นแล้ว เขาเป็นเพียงเด็กอมมือที่ไร้ประสบการณ์ จะเรียกว่าผู้สืบทอดโดยชอบธรรมก็เรียกไม่เต็มปาก มันก็สมควรอยู่หรอกที่จะนึกระแวง แต่มาพูดกันตรง ๆ เช่นนี้นอกจากจะไม่ใช่การรักษามารยาทแล้ว ยังเป็นการตอกกันซึ่ง ๆ หน้าว่าในสายตาของผู้ชายคนนี้แล้ว เขาเป็นเสาหลักที่มีรอยร้าวพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อหากไร้คานพยุง

จะดูถูกกันก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ!

แม้จะคิดในใจเช่นนั้นแต่ก็พูดออกมาไม่ได้ เซินเฟยเก็บอารมณ์ไว้หลังใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะพูดต่อ

“แล้วคุณคิดว่าควรจะทำยังไง?”

“คิดอยู่แล้วว่าเธอต้องเป็นเด็กดี” ไป๋หู่ยิ้มกว้าง แต่ฟังอย่างไรก็ไม่ได้รู้สึกเลยว่านั่นคือคำชม “ฉันจะให้คนของฉันกับเธอคนหนึ่ง เขาเป็นคนมีความสามารถ ทำงานกับฉันมานานจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาจะเป็นผู้ช่วยที่ดีได้แน่นอนฉันขอรับรอง”

คิดจะแทรกแซงจริง ๆ งั้นสินะ.....

“คนของผมมีความสามารถพออยู่แล้ว หรือคุณไม่ไว้ใจกระทั่งคนของจูเชว่รุ่นก่อน” เซินเฟยไม่ยอมให้อีกฝ่ายกินง่ายนัก เขาเองก็ใช่จะต่อรองเจรจาไม่เป็น การใส่หน้ากากเข้าหากันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ปุถุชนและปกติยิ่งกว่าสำหรับคนที่เป็นทั้งมาเฟียและนักธุกิจอย่างพวกเขา

“แน่นอน ฉันไว้ใจ แต่ยังไงฉัน....กับอีกสองคนก็ต้องการความแน่นอน บอกตามตรงว่าเธอยังไม่ได้แสดงอะไรให้พวกเราเห็นเลยแม้แต่นิดเดียวว่าเธอเหมาะสมและพร้อมจะทำหน้าที่ด้วยตัวเอง มันก็ไม่แปลกเพราะเธอเพิ่งดำรงตำแหน่ง แต่ก็ถือซะว่าเป็นหลักประกันความไว้ใจ ว่าไงล่ะ?” ดูเหมือนการพูดอ้อมค้อมไปมาจะทำให้ไป๋หู่รู้สึกรำคาญไม่น้อยที่ต้องมาต่อปากต่อคำกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จึงเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็ยังมีการรักษาน้ำใจตามมารยาทอยู่บ้าง

“หลักประกันความไว้ใจ? นั่นคือคำพูดที่คุณใช้กับผมซึ่งเป็นจูเชว่หรือครับ?” น้ำเสียงของเซินเฟยกดต่ำลงตามอารมณ์ที่คุกรุ่น “เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมมีข้อแม้”

“ว่ามาเลย”

“คนของคุณไม่มีสิทธิยุ่งกับสิ่งที่ผมไม่ได้สั่ง และระหว่างที่ทำงานกับผม คำสั่งของคุณต้องไม่มีผลกับเขา”

รอบคอบดี...

ไป๋หู่นึกชมในใจ แต่ก็นึกขันกับความระแวดระวังเกินเหตุนั่นด้วยเช่นกัน

“ฉันจะบอกกับเขาตามนั้น อีกสามวันฉันจะให้เขามาแนะนำตัวกับเธอด้วยตัวเอง” ไป๋หู่ว่าพลางโคลงศีรษะเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พอดีฉันมีธุระต้องไปทำต่อ เธอคงไม่ว่าอะไรถ้าฉันจะขอตัวกลับก่อน”

“ไม่ครับ ผมจะให้คนไปส่งที่รถ” เซินเฟยพูดแล้วลุกขึ้นแต่แล้วอีกฝ่ายกลับยกมือปราม

“ช่างเถอะ ๆ ฉันลงไปเอง แล้วเจอกันใหม่นะ ขอให้สนุกกับตำแหน่งจูเชว่นะ” หลังกล่าวจบ ไป๋หู่ก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้เซินเฟยนั่งอยู่เพียงลำพัง

เขาลุกขึ้นจากโซฟา เอามือไพล่หลังแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองลงไปและรออยู่ไม่นานร่างสูงใหญ่ของผู้ดำรงตำแหน่งไป๋หู่คนปัจจุบันก็ปรากฏขึ้นก่อนที่จะหายไปใต้หลังคารถสีดำสนิท เซินเฟยหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก การมาเยือนของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อยดังที่คาดไว้

ในความคิดของเขา มันออกจะไม่ยุติธรรมอยู่มาก ทั้งที่เสวียนอู่คนปัจจุบันอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่ซ้ำยังเป็นผู้หญิง แต่กลับได้รับความไว้วางใจและความเคารพมากกว่าอย่างเทียบไม่ติด

แต่จะแปลกอะไร ข่าวลือหลายสายต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์ร้ายกาจราวกับงูพิษ ในตอนอายุยังน้อยถึงกับขายพี่ชายฝาแฝดตัวเองให้เป็นคนรักลับ ๆ ของไป๋หู่และขึ้นเป็นทายาทแทนเมื่อพี่ชายฝาแฝดตัดสินใจออกจากตระกูล แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนยำเกรง ส่วนเขาที่เพิ่งจะเข้าตระกูลหลักตอนอายุ 12 จะเทียบอะไรได้กับคนสายตรงที่ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นนายเหนือคน

ทุกวันนี้ก็มีเรื่องยุ่งยากใจมากพออยู่แล้ว ไป๋หู่กลับมาสร้างปัญหาให้เขามากยิ่งขึ้น

คนในควบคุมยากก็จริง แต่ยังใช้อำนาจสยบได้ คนนอกที่ถูกหยิบยื่นให้จะใช้สิ่งใดมาสยบกัน?

“คุณเซิน” เสียงเลขาหนุ่มซึ่งเป็นคนในตระกูลคนรับใช้บ้านตระกูลเซินกล่าวเรีย ทำให้เซินเฟยหลุดจากภวังค์

“นักข่าวไปหมดแล้วใช่ไหม?”

“ครับ”

“อืม” เซินเฟยเพียงรับในคอแล้วหมุนตัวกลับมา “แล้วมีอะไรอีกหรือเปล่า?”

“พวกบอร์ดบริหารบอกว่าการประชุมเช้าวันพรุ่งนี้ พวกเขาต้องการฟังความเห็นของคุณเซินในที่ประชุมเกี่ยวกับนโยบายของบริษัท” เลขาแซ่หวางตอบกลับด้วยท่าทางเหมือนไม่อยากจะพูด ตัวเขานั้นไม่ได้อคติอะไรกับเซินเฟย พ่อและปู่ของเขามักเสี้ยมสอนจนจำขึ้นใจว่าให้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดก็พอ เรื่องนอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องของนาย บ่าวเช่นพวกเขาไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยว

เซินเฟยได้ฟังแล้วก็อดจะถอนใจไม่ได้

พวกผู้อาวุโสในบริษัทก็จ้องจะขย้ำเขาอยู่เช่นกัน การอยู่ท่ามกลางเสือ สิงห์พวกนี้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเป็นที่สุด

“เรื่องที่ผมสั่งให้พวกหัวหน้าแผนกไปจัดการเรียบร้อยหรือยัง?” เซินเฟยเอ่ยถามต่อขณะเดินกลับห้องทำงาน

“พวกเขาขอเวลาอีก 2-3 วันครับ”

“แล้วเรื่องแก๊งค์ที่มาก่อความวุ่นวายในระยะนี้ล่ะ?”

“ผมสั่งให้คนลงไปจัดการแล้วครับ คิดว่าอีกไม่นานคงจะสงบเหมือนเดิม”

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 13-02-2011 16:00:59
การเป็นคนควบคุมธุรกิจทั้งด้านหน้าและหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เซินเฟยต้องแบ่งแยกทั้งสองอย่างออกจากกันและดูแลทั้งคู่พร้อม ๆ กัน มันอาจจะง่ายกว่าถ้ามีคนน่าไว้ใจช่วยดูแลฝั่งหนึ่ง ทว่าด้วยอำนาจล้นเหลือที่มีในมือแล้วยากนักจะหาคนที่ไว้ใจมาทำงานแทนได้ ยิ่งอำนาจยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งเย้ายวนมากเท่านั้น แม้แต่สุนัขที่สัตย์ซื่อที่สุดก็อาจกลายเป็นจิ้งจอกได้ในพริบตา

ที่วุ่นวายที่สุดเห็นจะเป็นธุรกิจเบื้องหลัง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการผลัดเปลี่ยนมือ ก็จะต้องมีพวกไม่กลัวตายออกมาก่อกวนอยู่ร่ำไป

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับ?” เลขาหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นจ้านายของตนยังคงขึงหน้าตึง เขาเดาว่าไป๋หู่จะต้องพูดอะไรไม่ถูกหูเข้าแน่ ๆ

“อีกเดี๋ยวคุณจะมีผู้ช่วยเพิ่ม” เซินเฟยว่าพลางเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะอย่างครุ่นคิด

“ผู้ช่วย? ผมทำหน้าที่บกพร่องหรือครับ!?” ชายหนุ่มผู้เป็นเลขาเบิกตากว้าง แม้แต่สวรรค์ยังรู้ว่าเขาเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมไร้ข้อบกพร่อง จูเชว่รุ่นก่อนเอ่ยชมเขาแทบไม่เว้นแต่ละวัน แล้วทำไมจูเชว่คนนี้ถึงได้จะหาคนมาช่วยเขา หากเรื่องนี้ถึงหูปู่ของเขาที่เป็นหัวหน้าพ่อบ้านตระกูลเซินอยู่ ท่านคงจะลมจับเป็นแน่!

“คิดมากไปแล้วอาซิง” มีหรือที่เซินเฟยจะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นตูมขนาดไหน ก็มันบ่งบอกทางสีหน้าถึงขนาดนั้น

“แล้ว...แล้วทำไม....”

“ไป๋หู่เสนอมาผมก็ต้องรับ” เขาว่าพลางประสานมือบนโต๊ะ

“ไป๋หู่หรือครับ?” หวางซิงมุ่นคิ้ว ผู้ชายคนนั้นดูไม่ใช่คนที่จะห่วงใยคนอื่นถึงขนาดยอมสละคนมาช่วยเหลือสักนิด

“อืม” เซินเฟยรับในคอโดยไม่ได้อธิบายอะไรต่อ หวางซิงซึ่งรู้ขอบเขตหน้าที่ตนเองดีจึงปิดปาดเงียบเช่นกัน เมื่อผู้เป็นนายไม่ได้สั่งการอะไรต่อ เขาก็เดินจึงถอยออกไปยืนห่าง ๆ และปล่อยให้เซินเฟยได้สำรวจเอกสารที่กำลังกองรอลายเซ็นอนุมัติบนโต๊ะ

-------------------->

เสียงรถแล่นเข้ามาในบริเวณบ้านใหญ่ของตระกูลเซิน คนรับใช้ที่มีหน้าที่เปิดประตูรีบวิ่งออกมารับอย่างนอบน้อม เมื่อประตูรถเปิดออก เรือนร่างสูงโปร่งของเจ้าบ้านคนปัจจุบันก้าวออกมาพร้อมกับเลขาหนุ่มที่ถือกระเป๋าเอกสารอยู่ในมือ

“ทำไมวันนี้ถึงกลับค่ำขนาดนี้ล่ะเสี่ยวเฟย” หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านแล้วดึงเสื้อสูทจากแขนเจ้าของไปถือเสียเอง

“งานยุ่งนิดหน่อยครับ ว่าแต่...วันนี้พวกญาติ ๆ มาวุ่นวายที่บ้านหรือครับ?” เซินเฟยดึงเสื้อกลับไม่ทันจึงได้แต่ปล่อยให้แม่บุญธรรมทำตามใจต้องการแม้จะนึกเหนื่อยใจอยู่เล็กน้อยที่อีกฝ่ายยังเห็นเขาเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

“จะกล้ามาวุ่นวายอะไรมากมายกันล่ะ ก็มาอย่างเคยนั่นแหละ บอกว่าลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ อาก็เคยส่งคนไปดูอยู่นะ ก็เห็นสุขสบายกันดีจะตายไป” หญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นอเมริกาตอบ เธอเป็นถึงลูกสาวของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น แม้จะไม่ใช่ลูกในไส้แต่เป็นลูกของภรรยากับชู้ ถึงอย่างไรก็เป็นลูกสาวคนเดียวที่เป็นทายาท ดังนั้นเรื่องทำนองนี้เธอจึงคุ้นชินกับมันตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับจูเชว่คนก่อนเสียอีก

“งั้นหรือครับ....” เซินเฟยได้แต่ทอดถอนใจ นึกสมเพชคนพวกนั้นอย่างอดไม่ได้ เห็นแม่บุญธรรมของเขาเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวก็มาเลียแข้งเลียขาให้ใจอ่อน นี่ถือว่ายังน้อย เคยถึงขั้นยุให้แต่งงานใหม่กับคนในตระกูลสักคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ

“วันนี้มีเรื่องเหนื่อยใจล่ะสิ?” หญิงสาวมีสามารถมองคนออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งนับประสาอะไรกับเด็กที่ตนเองเลี้ยงมากับมือ เธอคาดเดาอารมณ์ของเซินเฟยได้ไม่ยากเลยสักนิด

“เปล่านี่ครับ”

“อาซิง”

“ครับนายหญิง?”

เมื่อเห็นว่าหลานชายไม่ยอมตอบ หญิงสาวจึงหันไปหาเลขาผู้ใกล้ชิดแทน

“วันนี้ที่บริษัทเป็นยังไงบ้าง?”

“เอ่อ.....” เมื่อถูกถามเช่นนี้หวางซิงก็รู้ได้ทันทีว่านายหญิงของเขาต้องการถามอะไร แต่เมื่อมองหน้าเซินเฟยเขาก็ได้แต่อ้ำอึ้งไม่รู้ว่าควรจะตอบหรือไม่

“คุณอาครับ เรื่องของบริษัทผมจัดการเองได้ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” เซินเฟยตัดบทแล้วพาหญิงสาวผู้เป็นอาสะใภ้เดินเข้าไปในห้องอาหารซึ่งพ่อบ้านหวางผู้ชรากำลังทำหน้าที่อย่างขันแข็ง

“เคยบอกให้เรียกว่าแม่ตั้งหลายหนแล้วนะ” เธออดจะงอนเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงเซินเฟยก็ไม่ยอมเรียกเธอเป็นแม่เสียที

“นายหญิงซากุระ นายน้อย” พ่อบ้านหวางเอ่ยพลางโค้มให้ทั้งสอง “โต๊ะอาหารเตรียมกำลังจะเสร็จแล้วล่ะครับ วันนี้ผมทำไก่ตุ๋นที่นายน้อยชอบเอาไว้ด้วย เดี๋ยวผมไปยกมาให้นะครับ” พ่อบ้านหวางกล่าวก่อนจะกวักมือเรียกให้หวางซิงผู้เป็นหลานเข้าไปช่วยงานในครัว

เมื่อพ่อบ้านกับเลขาลับหลังไปแล้ว ซากุระจึงหันมาหาหลานชายแล้วกุมมืออีกฝ่ายอย่างห่วงใย

“บอกอาไม่ได้หรือ?”

เซินเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงชอบใช้ความใจอ่อนของเขาให้เป็นประโยชน์ในสถานการณ์อย่างนี้เสมอนะ

“ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกครับ”

เมื่อเซินเฟยยืนยันเช่นนั้น ซากุระก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ เธอรู้ว่าจะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นแต่ในเมื่อเซินเฟยไม่ยอมบอกเธอก็ไม่อยากจะคาดคั้นให้มากเกินไป ในตอนนี้ลูกบุญธรรมของเธอก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เริ่มมีความคิดอ่านอยากพึ่งพาตนเอง ซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีสำหรับคนที่ดำรงตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้ ซึ่งทำให้ซากุระอดไม่ได้ที่จะเปรียบเซินเฟยกับสามีของเธอ เซินหมิงเฟิ่ง นิสัยชอบเก็บเรื่องยุ่งยากไว้ในใจนั้น สองคนนี้เหมือนกันราวกับแกะเลยทีเดียว

หลังมื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบ ๆ พวกเขาก็ย้ายมานั่งด้วยกันในห้องหนังสือ

เซินเฟิงมองดูรูปพ่อบุญธรรมที่ประดับอยู่บนกำแพง เขาไม่เคยเจอหน้าอีกฝ่าย แต่พวกเขาสองคนดูไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่ ก็ไม่น่าแปลก พวกเขาแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเสียด้วยซ้ำ พ่อบุญธรรมของเขาผมสีน้ำตาล ตากลมโต แม่บุญธรรมก็ผมสีน้ำตาลม้วนเป็นลอน ส่วนเขานั้นผมสีดำสนิทยืดตรง ซ้ำรูปตายังเรียวรี หางตาชี้ มองแล้วไม่ต่างกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างนี้ก็ไม่น่าแปลกที่มองมุมไหนคนก็ดูออกว่าเขาเป็นลูกที่ถูกรับมาเลี้ยง

เขาเคยถามแม่บุญธรรมว่าอาของเขายังไม่ได้ตายไปจริง ๆ ใช่ไหม เธอก็เพียงยิ้มให้โดยไม่ได้พูดอะไร เขาอยากจะรู้จริง ๆ ว่าที่อาของเขาทิ้งตระกูลไปแล้วรับเขาเป็นลูกบุญธรรมนั้นเป็นเพราะอะไรและทำไม แต่ถึงอย่างนั้นนั่นก็เป็นเรื่องอดีต ตัวเขาในตอนนี้เลิกที่จะสงสัยอะไรที่ไร้สาระอย่างนั้น เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องให้คิดมากเกินกว่าจะไปนึกสงสัยในสิ่งที่ไม่มีวันได้คำตอบ

“คุณอาไม่คิดจะแต่งงานใหม่จริง ๆ หรือครับ?” เซินเฟยเพียงถามขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย

“ไม่ล่ะ ชีวิตอาตอนนี้ก็มีความสุขดี เสี่ยวเฟยก็เป็นลูกที่ดี อาจะยังต้องการอะไรอีกล่ะ?” ซากุระตอบพลางหัวเราะ เรื่องของตระกูลเซินและเซินเฟยเป็นสิ่งที่เซินหมิงเฟิ่งฝากฝังเอาไว้ก่อนที่จะจากไป แม้จะน่าปวดหัวแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ทุกข์ทรมานเธอจึงพึงพอใจและไม่หวังอะไรไปมากกว่านี้

เซินเฟยไม่ได้พูดอะไรต่อ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าแม้ไม่ต้องพูดก็สามารถเข้าใจได้

เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 4 ทุ่ม เซินเฟยจึงขอตัวขึ้นนอนเพราะตอนเช้ามีประชุมใหญ่ที่เขาต้องไปยืนให้บอร์ดบริหารหาเรื่องสับจนละเอียด ถ้าสมองไม่พร้อมเห็นจะต่อกรได้ยาก

-------------------------->

การประชุมดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี อาจเพราะผู้บริหารพวกนั้นยังจำได้ว่านอกจากตำแหน่งประธานเครือตระกูลเซินแล้ว เขายังพ่วงเครดิตจูเชว่มาด้วย จึงยังไม่กล้าแหย่หนวดเสือมากนัก ซึ่งเขาก็จำต้องปรามคนเหล่านั้นให้อยู่หมัด มิเช่นนั้นหากเขาอ่อนข้อให้ก็รังแต่จะทำให้เหลิงจนกลับมาเหยียบเขาได้ในภายหลัง

“จับตาคนพวกนั้นไว้ก็ดี” เซินเฟยเปรยกับหวางซิง ซึ่งเลขาหนุ่มก็รับคำทันควัน

“จริงสิครับคุณเซิน วันนี้หมอจือแจ้งว่าจะมาตรวจสุขภาพที่บ้านตอนเย็น”

“วันนี้?” เซินเฟยเลิกคิ้ว “ตามกำหนดต้องอีก 5 วันไม่ใช่หรือ?”

“ครับ คุณหมอบอกว่าวันนั้นอาจมีงานอื่นเข้ามาเลยขอเลื่อนวัน ไม่ทราบว่าคุณเซินจะว่ายังไงครับ”

“ตามนั้นก็แล้วกัน ยังไงเย็นนี้ผมก็พอจะกลับเร็วได้” เซินเฟยตอบ หวางซิงจึงรีบขอปลีกตัวไปทำตามคำสั่งที่ได้รับในทันที

เซินเฟยเดินกลับห้องคนเดียว ปากก็พึมพำ...

“หมอจือจะมางั้นหรือ....”

------------------------->

ในตอนที่เซินเฟยกลับถึงบ้าน เขาก็พบว่าหมอจือ หมอประจำตระกูลของเขากำลังนั่งคุยกับอาสะใภ้อย่างออกรส เมื่อเขาเดินเข้าไป หมอจือก็หันมายิ้มให้อย่างสุภาพ

“ยินดีที่ได้พบครับคุณเซิน” หมอหนุ่มกล่าวตามมารยาทแต่ก็เป็นคำที่ฟังดูห่างไกล

เซินเฟยกับจือหยินได้พบกันตั้งแต่ที่เซินเฟยเข้ามาเป็นคนในสายตระกูลหลัก ตอนนั้นซือหยินยังเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ตามพ่อมาเรียนรู้งานรับใช้ตระกูลเซินเดือนละครั้ง ความอ่อนโยนของจือหยินที่มีแต่เซินเฟิงซึ่งถูกพรากจากพ่อแม่มาอยู่ในสังคมที่ไม่รู้จักนั้นทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษได้ไม่ยาก กระนั้นสำหรับจือหยินแล้ว เซินเฟยก็ยังเป็นจูเชว่ที่เขาต้องให้การปรนนิบัติรับใช้ไม่เปลี่ยนแปลง

“ช่วงนี้งานที่โรงพยาบาลยุ่งหรือครับ” เซินเฟยเดินไปนั่งที่เก้าอี้พลางทักทายตามมารยาทเช่นกัน เขาจำต้องปิดซ่อนความรู้สึกพิเศษที่มีต่ออีกฝ่ายทุกครั้งที่เจอหน้า ถึงจะรู้สึกไม่ดีนักแต่เขาก็ยังดีใจทุกครั้งที่ได้พบหน้าจือหยิน แม้จะแค่เดือนละครั้งก็ตามที

“นิดหน่อยครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องส่วนตัวด้วย” จือหยินตอบพลางหยิบอุปกรณ์ออกมาเตรียม “ช่วงนี้ไม่ได้รู้สึกผิดปกติใช่ไหมครับ?”

“แค่รู้สึกปวดหัวบ้างนิดหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นอาจเป็นเพราะความเครียด ไม่ได้ปวดมากใช่ไหมครับ?”

“อืม....”

การตรวจสุขภาพเป็นไปอย่างเรียบลื่น ทุกคำสนทนามีแต่เพียงการสอบถามเพื่อประกอบการวินิจฉัย ไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่านั้น.....

จือหยินสรุปว่าระยะนี้เขาเครียดมากเกินไปจึงแนะนำให้ออกกำลังกายและหางานอดิเรกง่าย ๆ ทำ เช่น อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง จากนั้นจือหยินก็ลากลับโดยไม่ได้พูดคุยอะไรไปมากกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนเขาจะมายังคุยกับอาสะใภ้ของเขาอย่างสนุกสนานแท้ ๆ

เซินเฟยพอจะยอมรับได้ในเรื่องนี้ ยังไงก็ยังดีกว่าพวกคนที่เข้ามาประจบประแจงเพื่อเอาผลประโยชน์จากเขาเป็นไหน ๆ

ถึงตอนนี้เขาก็นึกถึงเรื่องคนของไป๋หู่ขึ้นมา คน ๆ นั้นจะเป็นคนประเภทไหนกัน?

ไป๋หู่เคยบอกว่าเป็นคนที่มีความสามารถและทำงานให้องค์กรมานาน คงจะเป็นคนฉลาดใช้ได้และน่าจะเหลี่ยมจัดทีเดียว ยังไงเขาก็คงไว้ใจคน ๆ นี้ไม่ได้มาก

ในขณะที่เซินเฟยคิดหาวิธีจัดการกับคนของไป๋หู่อย่างเหมาะสม เวลาก็ค่อย ๆ ผ่านไปจนถึงวันที่กำหนดเอาไว้…


TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: zeen11 ที่ 13-02-2011 16:06:08
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ตามมาเจิมเรื่องใหม่ติดๆ เลยค่ะ  :mc4: :mc4: :mc4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: samsoon@doll ที่ 13-02-2011 16:18:02
ยังไมไ่ด้อ่านแต่เม้นต์ก่อนซื่อเรื่องเริ่ดมากกกกกกกกกกกกกกกกก
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: YELLOWSTAR ที่ 13-02-2011 16:43:50
กรี๊ดดดด  ชอบอ่านสไตล์นี้เป็นที่สุดด

ว่าแต่ไป๋หู่คือพระเอกรึปล่าว?? :z1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: samsoon@doll ที่ 13-02-2011 16:55:41
เริ่ด ๆแอบรักคณหมอประจำตละกลด้วย ว่าแต่คนที่จะมาเป็นผ้่วยนี้น่าจะเป็นค่กับ เซินเฟยแน่เลยเนอะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 13-02-2011 16:59:13
น่าติดตามครับโลกของมาเฟียอิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: humanculus ที่ 13-02-2011 17:25:34



งาม  ภาษางามดีนะ  เลิศ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 13-02-2011 17:49:24
ตามมาเจิมเรื่องใหม่ด้วยคนค่า อิอิ
ว่าแต่เรื่องนี้ใครพระ ใครนายกันนะ ลุ้นจริง
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 13-02-2011 18:31:33
รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 13-02-2011 18:51:15
เชียร์ให้คู่กับคุณหมอไปเลยคุณเซิน


 :really2: :really2: :really2: :really2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: @StaR@ ที่ 13-02-2011 18:57:48
ชอบเรื่องแนวแบบนี้อยู่เหมือนกัน
แต่หาอ่านยากไปหน่อยเรื่องนี้ก็ยัง
คงความน่าติดตามเหมือนเดิมเลย
ภาษาก็สวยด้วยอ่านไปก็จินตนาการเพลินเลย
 :กอด1: :L2: :pig4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Sorso ที่ 13-02-2011 19:01:25
 :mc4: :mc4: :mc4: :mc4: :mc4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sang som ที่ 13-02-2011 19:56:32
ชอบแนวนี้มากเลย อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 1 (13/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: จันทร์ผา ที่ 14-02-2011 10:06:15
เรื่องใหม่เจิมๆๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 14-02-2011 12:23:03
-2-



ในตอนเช้าเมื่อมาถึงบริษัทเซินเฟยก็ได้รับแจ้งว่ามีคนมารอพบ เขามุ่นคิ้วพลางมองนาฬิกา ตอนนี้เพิ่งจะ 7 โมง ทำไมถึงได้มาเร็วนัก เขาเคยได้ยินว่าไป๋หู่เป็นคนไม่ชอบถูกกำหนดด้วยเวลาจึงคิดว่าลูกน้องก็คงจะเหมือน ๆ กัน แต่นี่มันยิ่งกว่าตรงต่อเวลาเสียอีก

“ไป๋หู่มาด้วยหรือเปล่า?” เขาถามกับพนักงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับ

“เขามาคนเดียวค่ะ ดิฉันเพิ่งนำกาแฟไปให้เมื่อครู่นี้ แล้วก็ยังไม่มีใครมาเพิ่มเลยนะคะ” หญิงสาวผู้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกตอบ เซินเฟยเพียงพยักหน้ารับแล้วโบกมือให้อีกฝ่ายไปทำงานอื่นต่อได้

ไป๋หู่ไม่ได้มาด้วย....ออกจะผิดมารยาทไปสักหน่อย หรืออีกฝ่ายจงใจจะบอกว่าตัวเขาไม่มีค่าพอจะเสียเวลากันแน่?

“คุณเซิน....” หวางซิงพอมองออกว่าเจ้านายของตนกำลังรู้สึกไม่พอใจ

“ช่างเถอะ” เมื่อเซินเฟยว่าเช่นนั้นเลขาหนุ่มจึงถอนหายใจออกมา

เซินเฟยเดินนำหวางซิงตรงไปยังห้องรับรอง อย่างไรเสียคน ๆ นี้ก็ถูกเสนอตัวมาเพื่อรับใช้เขา ดังนั้นเขาก็ควรจะไปรับด้วยตัวเองจะได้มองผาด ๆ เสียก่อนว่าเป็นคนอย่างไร หากดูเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อล่ะก็ เขาจะเฉดหัวกลับไปซุกอกเจ้านายเก่าอย่างแน่นอน ถึงจะต้องมีปัญหากับไป๋หู่เขาก็ไม่สนใจ

เมื่อถึงห้อง หวางซิงก็รีบเปิดประตูให้จ้านายอย่างนอบน้อม เซินเฟยเดินเข้าไปในห้องก่อนที่หวางซิงจะปิดประตูตามหลังเมื่อตามเข้ามาแล้ว

แขกที่รออยู่ในห้องมีเพียงคนเดียวและคน ๆ นั้นก็รีบผุดลุกขึ้นทันทีที่เห็นว่าคนที่ตนรอมาถึงแล้ว

เซินเฟยพบว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนโครงร่างใหญ่พอดู เห็นได้จากความสูงที่อาจจะมากกว่าเขาถึงครึ่งฟุตและลาดไหล่กำยำที่เห็นชัดยิ่งขึ้นเมื่อสวมสูท โครงหน้าของฝ่ายนั้นมีเหลี่ยมมุมดูสมชายกระเดียดไปทางยุโรปแต่ก็ผสมผสานกับโครงหน้าแบบคนตะวันออก เรือนผมสีดำสนิทหยักศกตรงปลายเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไม แต่เซินเฟยรู้สึกหมั่นไส้อีกฝ่ายขึ้นมาในทันทีแม้จะยังไม่ทันได้พูดคุยเจรจา

“คุณคงเป็นคุณเซิน ผมชื่อฉู่เหวินจือ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายหนุ่มยื่นมือออกมาตรงหน้า แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากคู่สนทนาแม้แต่น้อย เซินเฟยมุ่นคิ้ว ยืนนิ่ง และเงียบอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งอีกฝ่ายชักมือกลับไปแนบข้างตัวเช่นเดิม

“คนของไป๋หู่งั้นหรือ?”

“ครับ” เจ้าของนามฉู่เหวินจือแย้มรอยยิ้ม เมื่อมองดี ๆ แล้ว เซินเฟยได้พบว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายดูไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก ทั้งยังนัยน์ตาเป็นประกายวาววับนั่นอีก มองอย่างไรก็ไม่น่าใจแม้แต่น้อย

“นี่หวางซิง เลขาของฉัน” เซินเฟยหันไปแนะนำเลขาของตัวเองและให้หวางซิงจับมือทักทายแทนตน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” หวางซิงทักทายอย่างสุภาพ

“เช่นกันครับ ไหน ๆ ก็จะต้องทำงานด้วยกันแล้ว ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะครับ” ฉู่เหวินจือเองก็ตอบกลับอย่างสุภาพไม่แพ้กัน ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นคำพูดพื้นฐานของการทักทาย แม้แต่คนต่างประเทศที่เรียนภาษาจีนเบื้องต้นยังพูดเป็น นับประสาอะไรกับคนฮ่องกง และด้วยเหตุนั้นเซินเฟยจึงยังคงท่าทางเย็นชาของตนไว้ ไม่ได้โอนอ่อนไปตามความสุภาพที่อีกฝ่ายบรรจงแสดงให้เห็น

“ไป๋หู่คงบอกนายแล้วเรื่องข้อแม้ของฉัน” เซินเฟยว่า

“บอกแล้วครับ และผมยินดีปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”

คำตอบนั้นทำให้เขารู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ฉลาดมากพอที่จะไม่พูดอวดดีต่อหน้าเขา แต่ถ้ามีลับหลัง....ก็ต้องพิจารณาพฤติกรรมกันอีกที....

“หวางซิงจะเป็นคนแนะนำว่านายควรจะทำอะไรและไม่ควรทำอะไร เมื่อฟังกฎในบริษัทเรียบร้อยค่อยไปหาฉันที่ห้อง” เซินเฟยตัดบทเพียงเท่านั้น เขาไม่อยากเสียเวลาพูดคุยอย่างเปล่าประโยชน์มากเกินไปนัก เรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นมีคนอื่นทำแทนเขาอยู่แล้ว ใครกันนะที่บอกเขาว่า เมื่อคนเราอยู่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำอะไรเองน้อยลง เมื่อเขามายืนตรงจุดนี้ก็พบว่ามันเป็นความจริงอย่างไม่ผิดเพี้ยน แน่นอนว่ามันไม่ใช่นิสัยส่วนตัวของเขา แต่เป็นเพราะด้วยตำแหน่งแล้วเขา ไม่ควรจะลดตัวลงไปจัดการกับอะไรเองทั้งนั้น มิเช่นนั้นจะมีคนคิดว่าตีตัวเสมอได้ขึ้นมา

แม้จะเป็นคนของไป๋หู่....ก็ใช่จะตีตัวเสมอเขาได้

เซินเฟยเดินออกไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก หวางซิงจึงหันมาหา ‘เด็กฝึกงาน’ ที่ยืนรออย่างใจเย็น

“คุณเซินอารมณ์ไม่ดีหรือครับ?” ฉู่เหวินจือเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเจ้านายใหม่ของตนเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงและพูดคำตอบคำเหมือนคร้านจะเจรจา

“เปล่าหรอกครับ” หวางซิงหัวเราะฝืด ๆ “คุณเซินเขามีนิสัยอย่างนี้แหละครับ อีกหน่อยคุณจะชินไปเอง ตอนนี้เชิญนั่งก่อนเถอะครับ เราจะได้เริ่มคุยรายละเอียดกัน”

“อ้อ....ครับ เชิญ ๆ” ฉู่เหวินจือว่าพลางผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลงเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นผมเริ่มเลยนะครับ”

------------------------>

เซินเฟยมาถึงห้องทำงานด้วยเวลาไม่นานนัก แต่เมื่อมาถึงก็พบว่ามีการ์ดฉบับหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะเหนือกองแฟ้มเอกสารทั้งหมดที่สุมรวมกันแสดงว่าผู้วางตั้งใจจะบอกเขาว่าการ์ดฉบับนี้สำคัญและต้องเปิดดูก่อนจะเริ่มทำงาน เซินเฟยนั่งลงบนเก้าอี้พนักสูง เอนพิงให้สบายแผ่นหลังและหยิบการ์ดมาเปิดดูพลางมุ่นคิ้ว

งานสังคม....

เขาคิดในใจแล้วมองดูหัวข้องาน สถานที่ และเวลา

การเป็นนักธุรกิจ นั่นหมายถึงต้องออกไปพบปะผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนหน้าใหม่ที่ทุกคนยังคลางแคลงในความสามารถเช่นเขา คนเชิญอาจเชิญด้วยมารยาท แต่แขกในงานคงไม่ได้คิดจะมีมารยาทกับเขาทุกคน แต่อย่างไรด้วยตำแหน่งจูเชว่ก็คุ้มหัวเขาได้มากพอแล้ว

เซินเฟยสอดการ์ดกลับเข้าซอง วางลงในลิ้นชักแล้วเริ่มเปิดแฟ้มเอกสารดูว่าในวันนี้มีอะไรบ้าง

เขาไม่ได้นึกแปลกใจว่าทำไมถึงมีแฟ้มมากองบนโต๊ะมากมายขนาดนี้ เพราะเขาเพิ่งจะสั่งให้แต่ละแผนกไปรวบรวมงามทั้งหมดที่ทำไปภายในสามเดือนมาให้ตรวจดู ตอนนี้ใกล้จะถึงช่วงปิดไตรมาสแล้ว เขาเพิ่งจะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนเดียวย่อมต้องศึกษางานอีกมากก่อนจะถึงช่วงปิดไตรมาสครั้งนี้ เพราะพวกบอร์ดบริหารคงไม่พ้นรอจี้เขาอยู่เป็นแน่หากผลงานออกมาไม่ดีนัก เขาเพียงแต่ต้องหาเหตุผลอธิบายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

หลังจากอ่านผ่านไปได้เพียง 2 ชุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“เข้ามาสิ” เขาเอ่ยอนุญาตโดยไม่ได้ละสายตาจากงานที่อ่านอยู่ หวางซิงจึงเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับฉู่เหวินจือที่น่าจะเข้าใจอะไรได้ดีขึ้นจนไม่ต้องพูดให้มากความ

“ผมจัดการอธิบายให้คุณฉู่ฟังเรียบร้อยแล้ว คุณเซินมีอะไรจะใช้ผมอีกไหมครับ?” หวางซิงเอ่ยถามด้วยหน้าที่และความเต็มใจที่จะทำงานอย่างกะตือรือร้น เป็นสิ่งที่เซินเฟยอดจะชื่นชมเลขาของตนเองไม่ได้ อย่างที่อาสะใภ้เคยบอกเอาไว้ อาของเขามักเอ่ยชมหวางซิงว่าเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมและเขาเองก็ไม่มีความคิดเห็นที่ผิดไปจากนั้น

“ตอนนี้ยังไม่มี ถ้ามีใครมาหาผมก็ช่วยบอกด้วยว่าผมไม่ว่าง” เซินเฟยยังคงพูดโดยอ่านงานไปเรื่อย ๆ

“ครับ”

“อ้อ แล้วก็พอถึงตอนเที่ยงช่วยมาเรียกด้วยนะ”

“ทราบแล้วครับ” หวางซิงดูจะพึงพอใจเมื่อได้รับคำสั่ง เขาจึงได้ถอยออกไป แต่แล้วเมื่อประตูกำลังจะปิด ฉู่เหวินจือกลับแทรกตัวเข้ามาโดยที่หวางซิงเอ่ยห้ามไม่ทัน

เซินเฟยปรายสายตาขึ้นมองพลางมุ่นคิ้ว

“มีอะไรหรือเปล่า?”

“คุณเซินยังไม่ได้สั่งงานผม จะให้ผมออกไปได้ยังไงล่ะครับ?” ฉู่เหวินจือว่าทำให้หวางซิงหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เขารีบถลันเข้ามาคว้าแขนชายหนุ่มร่างสูง พยายามจะลากออกไปด้วยกัน

“ขออภัยด้วยครับคุณเซิน! ผมไม่ดีเองที่ไม่ได้อธิบายให้เขาเข้าใจชัดเจน”

“คุณอธิบายชัดเจนแล้วนะหวางซิง ก็คุณบอกผมว่าเลขามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ว่าคุณเซินยังไม่ได้สั่งอะไรผมเลยจะให้ผมทำอะไรได้ล่ะครับ?” ฉู่เหวินจือเถียงด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง เซินเฟยเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมา เขานึกสงสัยครามครันว่าผู้ชายคนนี้สมองเท่าเม็ดถั่วจริง ๆ หรือว่าแกล้งหดสมองตัวเองจนเท่าเม็ดถั่วกันแน่จึงไม่เข้าใจคำพูดของเขา

“เลขาต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายใช่ไหม?” เซินเฟยเอ่ยเสียงต่ำ หวางซิงยิ่งหน้าซีดกว่าเดิมเขารีบเขย่าแขนเตือนเพื่อนร่วมงานคนใหม่ด้วยความหวังดี แต่ฉู่เหวินจือก็เหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเหยียบกับระเบิด

“ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปยืนกางแขนใต้น้ำพุในสวนนั่น จนกว่าฉันจะส่งคนลงไปเรียกตัวก็แล้วกัน” เซินเฟยว่าจบก็ก้มหน้าลงอ่านเอกสารต่อโดยไม่ได้นึกสนใจอะไรอีก

“คุณเซิน! คือ....คุณฉู่แค่....แค่.....” หวางซิงไม่รู้จะแก้ตัวแทนอย่างไร เขามักถูกสอนให้ทำตามหน้าที่อย่างไม่บิดพริ้วทำให้เขาไม่หาญกล้าขนาดจะหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ มาเถียงกับเจ้านายได้

“ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งหรือยังไง?” เซินเฟยเหลือบตาขึ้นมาอีกครั้ง “หรือจะกลับไปฟ้องไป๋หู่ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ”

“เข้าใจแล้วครับ” ฉู่เหวินจือรับชะตากรรมอย่างง่ายดายเกินคาด เขาไม่ได้ร้องอุทธรณ์ให้ตัวเองแม้แต่คำเดียว แต่กลับเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ เซินเฟยลุกจากเก้าอี้และเดินไปยังบานกระจกใสที่มองออกไปเห็นสวนหย่อมของบริษัท รออยู่ไม่กี่อึดใจ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทดำก็ปรากฏขึ้นและเดินไปยังน้ำพุในสวนอย่างไม่เกรงกลัว เซินเฟยเห็นฝ่ายนั้นก้าวเข้าไปในสระน้ำพุและยืนกางแขนใต้สายน้ำที่กระเซ็นลงมาจากเบื้องบน มีพนักงานหลายคนที่กำลังเดินเข้ามาทำงานและได้เห็นภาพนั้น พวกเขาต่างชี้ชวนกันหัวเราะด้วยนึกว่าฉู่เหวินจือสติไม่สมประกอบ ซึ่งเป็นเพราะพวกเขาต่างไม่เคยเห็นหน้าค่าตาผู้ชายคนนี้มาก่อน

“คุณเซิน.....นี่มันฤดูร้อนนะครับ แล้วตากแดดตากน้ำแบบนั้น....” หวางซิงยังคงรู้สึกเป็นห่วง เหตุหนึ่งเพราะเขาไม่อยากให้เจ้านายอารมณ์ไม่ดี แต่อีกเหตุหนึ่งก็เพราะคน ๆ นั้นเป็นคนที่ไป๋หู่ส่งมาให้ หากเกิดอะไรขึ้นอาจจะมีปัญหาระหว่างองค์กรก็เป็นได้

“ลงไปบอกหัวหน้ารปภ. ใครจะมาแจ้งอะไรก็ตาม ไม่ต้องลากตัวเขาออกไปจากตรงนั้น” แทนที่จะพิจารณาคำพูดของหวางซิง เซินเฟยกลับสำทับเจตนาของตนอย่างแน่วแน่

“คุณเซิน....”

“อาซิง คุณเป็นเลขาของผมอยู่ใช่ไหม?”

“.....ครับ....ผมเข้าใจแล้วครับ” เสียงของหวางซิงหงอยไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเพิ่งจะเคยถูกเจ้านายดุใส่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ประวัติเลขายอดเยี่ยมของเขามีราคีเสียแล้ว....

หวางซิงจำต้องเดินคอตกออกไปเพื่อทำตามคำสั่งที่ได้รับพลางนึกขอโทษฉู่เหวินจืออยู่ในใจ

เซินเฟยมองลงไปทางหน้าต่าง เห็นฝ่ายนั้นยืนนิ่งตามที่เขาบอกก็รู้สึกพอใจมากขึ้นแต่เขาก็ยังไม่อยากใจอ่อน อย่างไรเสีย เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก นี่เพราะอยู่ตามลำพังจึงลงโทษเพียงเท่านี้ หากอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาจะไม่กลายเป็นตัวตลกไปหรอกหรือ? ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ผู้ชายอวดดีคนนั้นหลาบจำเสียแต่ครั้งแรกเพื่อที่จะไม่มีครั้งต่อ ๆ ไป

เขาเลิกที่จะให้ความสนใจกับคนด้านล่าง และหันกลับมาทำงานของตัวเองต่อ

เมื่อใกล้จะถึงเวลาเที่ยง หวางซิงก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องอีกครั้งตามคำสั่ง แต่เพราะเพิ่งโดนดุไปเมื่อครู่นี้เจ้าตัวจึงยังดูประหม่าอยู่มาก เซินเฟยเหลือบตามองคนที่อายุมากกว่าตนถึงสิบปีแต่กลับทำตัวเหมือนเด็กโดนดุจนหงออย่างระอาใจ

“ช่วยไปตามฉู่เหวินจือขึ้นมาให้ผมที” เขาเลือกที่จะไม่พูดอะไรให้มากความ จึงเพียงไปสั่งให้นำตัวคที่เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าสั่งลงโทษเอาไว้ขึ้นมาพบ

หวางซิงหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่เปียกม่อล่อกม่อแล่กตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้แต่ผมที่เสยเรียบยังปรกลงมาแนบใบหน้า สภาพของฉู่เหวินจือตอนนี้น่าขันและน่าสมเพชไปพร้อมกัน เซินเฟยคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะได้บทเรียนแล้ว

“สมองโล่งขึ้นไหม?”

“ครับ” ฉู่เหวินจือเลือกจะสงวนคำพูด

“อยากจะนั่งพักหรือเปล่า?” เซินเฟยกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะถามเช่นนั้น

“ไม่เป็นไรครับ” เขาต้องยืนท้าแดดท้าลมอยู่นานเกือบ 5 ชั่วโมง แข้งขาจึงแข็งไปหมด หากนั่งตอนนี้คงไม่พ้นต้องทรุดลงไปกองเป็นแน่

“อีกเดี๋ยวฉันจะมีนัดกินข้าวเที่ยง ในเวลา 10 นาที ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้เรียบร้อย อาซิง คุณช่วยหาชุดใหม่ให้เขาด้วย แล้วก็บอกพวกการ์ดให้เตรียมรถไว้” สั่งจบ เซินเฟยก็หมุนเก้าอี้หันหลังให้ทั้งสอง หวางซิงโค้งรับคำสั่งแล้วรีบกึ่งลากกึ่งพยุงฉู่เหวินจือออกไปจากห้อง ถึงอย่างนั้นเซินเฟยก็ยังแว่วได้ยินเสียงบ่นของหวางซิงว่าฉู่เหวินจือไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว

ดูไปแล้ว ผู้ชายคนนี้เหมือนจะไม่มีพิษสงมากมายนัก เซินเฟยอดจะสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะเก่งกล้าสามารถอย่างที่ไป๋หู่ให้เครดิตจริงหรือเปล่า

เรื่องความสามารถยังน่ากังขา เรื่องจุดประสงค์ยิ่งน่ากังขา ท่าทางเขาจะยังด่วนสรุปมากเกินไปไม่ได้

ระหว่างนี้คงต้องให้ฉู่เหวินจือทำงานข้างตัวไปก่อน เพราะจะปลอดภัยกว่าในการควบคุมพฤติกรรมและป้องกันการลักลอบสืบค้นเรื่องภายในโดยที่เขาไม่รู้ตัว อย่างไรก็มีหวางซิงช่วยอยู่อีกแรง แค่ผู้ชายคนเดียวคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงมากนัก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็แค่ส่งตัวกลับไปให้ไป๋หู่จัดการ ระหว่างเสาหลักทั้งสี่มีกฎคั่นกลางอยู่ข้อหนึ่ง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำอย่างไรต่อใครก็จะต้องรับสิ่งนั้นตอบแทน ไป๋หู่ยอมไม่อยู่เฉยเป็นแน่หากคนของตนเองทำให้เกิดความเสียหายกับทางจูเชว่ ตราบใดที่กฎข้อนี้ยังคงศักดิ์สิทธิ์ มันก็สามารถรับประกันความสัตย์ซื่อของฉู่เหวินจือ รวมทั้งความจริงใจของไป๋หู่ได้ในระดับหนึ่ง

เซินเฟยลุกขึ้นกระชับเสื้อที่เกิดรอยยับจากการนั่ง ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงระยับที่อาสะใภ้ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 18 ก่อนที่เขาจะเข้าพิธีรับตำแหน่ง เวลาผ่านไป 10 นาทีแล้ว ตอนนี้หวางซิงคงกระวนกระวายยืนไม่ติดแล้วกระมัง พอนึกถึงเลขาผู้ขยันขันแข็งและจริงจังต่อหน้าที่ของตนแล้ว เซินเฟยก็อดถอนหายใจไม่ได้ หากฉู่เหวินจือยังยืนยันที่จะทำตัวทีเล่นทีจริงแบบนั้นต่อไป หวางซิงอาจต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมหลายเท่าทีเดียว

เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลังจากเซินเฟยคิดในใจกับตนเองเสร็จ หวางซิงเดินเข้ามาพร้อมกับฉู่เหวินจือที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย

“รถพร้อมหรือยัง?”

“พร้อมแล้วครับ” หวางซิงตอบอย่างกะตือรือร้น เซินเฟยพยักหน้ารับแล้วเดินนำออกไป

ตอนเที่ยง เซินเฟยมีนัดเจรจาธุกิจเขาจึงจำต้องไปใช้บริการภัตตาคารในพื้นที่ดูแลของตนเอง อย่างไรเสียสำหรับการเจรจาครั้งนี้เขาเองก็มีเครดิตมากกว่า ดังนั้นคู่เจรจาต้องทำตามความต้องการของเขาด้านสถานที่เจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ธุจกิจครั้งนี้เป็นเพียงการเจรจาเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญมากนักหากมองในด้านของเครือตระกูลเซิน แต่กลับเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับอีกฝ่าย เซินเฟยต้องนั่งฟังคู่เจรจาสาธยายถึงความจำเป็นในการได้รับการเกื้อหนุนจากเครือตระกูลเซินและการได้รับผลตอบแทนที่สำหรับเซินเฟยแล้วมันเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของรายได้ต่อปีที่เครือบริษัทได้รับ เมื่อฟังไปฟังมา เซินเฟยก็เริ่มหงุดหงิดใจขึ้นมาเมื่อฝ่ายนั้นเอาแต่พูดวกวนจับสาระไม่ได้ นี่อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นเด็กอมมือที่แค่หยิบยื่นลูกอมมาให้แล้วพูดหยอกเย้านิดหน่อยก็จะรีบวิ่งตามหรืออย่างไรกัน!?

“เรื่องนี้ทางเราจะขอรับไปพิจารณาก่อนแล้วค่อยแจ้งกลับไปอีกทีนะครับ” หวางซิงคาดเดาอารมณ์ผู้เป็นนายได้อย่างรวดเร็วตามเคย เขารีบเอ่ยตัดบทแทนโดยที่เซินเฟยไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียวตลอดการเจรจาครั้งนี้

“ถ้าอย่างนั้น ทางเราต้องขอฝากเรื่องเอาไว้ด้วยนะครับ” ดูก็พอจะรู้ว่าคู่เจรจาไม่พึงพอใจที่ได้รับคำตอบเช่นนี้นัก แต่เอาข้อเสนอห่วย ๆ แบบนั้นมาให้ ใครโง่รับไว้ก็บ้าเต็มที ที่หวางซิงพูดว่าจะนำไปพิจารณาก็ถือว่าถนอมน้ำใจมากพอแล้วน่าจะสังวรณ์ตัวเองเสียบ้าง แต่อย่างไรคน ๆ นี้ก็ยังไม่ควรค่าที่เขาจะต้องออกปากด้วยตัวเอง อีกอย่าง บางทีอาจจะลองใช้ประโยชน์จากธุรกิจที่จะล้มมิล้มแหล่นั่นได้ ดังนั้นปล่อยให้เจ้าคนไม่สังวรณ์ตัวเหลิงไปหน่อยก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันไร้ประโยชน์จริง ๆ ค่อยตัดหางปล่อยวัดก็แล้วกัน
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 14-02-2011 12:23:20
ทางคู่เจรจาอาสาออกไปส่งให้ถึงรถ เซินเฟยที่เห็นว่าจบเรื่องเสียทีจึงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปยังรถ ทว่าในตอนที่เซินเฟยหันหลังไปนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้เป็นคู่เจรจาก็คว้ามือฉู่เหวินจือเอาไว้โดยไม่มีใครทันเห็น ก่อนจะยัดบางสิ่งใส่ฝ่ามือ

“ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ” ฝ่ายนั้นพูดเสียงหวาด ๆ แต่ก็ยังพยายามฝืนรอยยิ้มกว้างไว้บนใบหน้า ฉู่เหวินจือเลิกคิ้ว เขาไม่จำเป็นต้องก้มลงมองก็รู้ว่าเป็นเช็คฉบับหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะนึกขำในใจ พลางคาดเดาว่าธุรกิจที่จวนเจียนจะล่มของคน ๆ นี้จะติดสินบนเขาได้สักกี่หลักก่อนจะกางสิ่งที่อยู่ในมือดู

7 หลักเองหรือ?

ฉู่เหวินจือขำพรืดออกมา

“ม...มีอะไรน่าขำนักหนา!” เจ้าของเช็คทำเสียงฮึดฮัดราวกับเด็กที่โดนขัดใจ ฉู่เหวินจือจึงรีบหุบเสียงแล้วตบบ่าอีกฝ่าย

“เอาเป็นว่าผมจะช่วยให้เท่ากับราคาที่คุณจ่ายก็แล้วกัน” เขาทำพูดเสียงขึงขังแล้วเก็บเช็คฉบับนั้นใส่กระเป๋าก่อนจะเดินตามหลังกลุ่มการ์ดไปยังรถที่จอดรออยู่ด้านนอก แม้ฝ่ายคู่เจรจาจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉู่เหวินจือพูดออกมา แต่เขาก็ได้แต่หวังว่าคนที่เอาแต่นิ่งเงียบด้วยรอยยิ้มคนนี้จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง แต่ถ้าหากไม่ได้ดังที่คิด....เขาคงต้องเก็บเจ้านั่นเสีย เพราะจูเชว่จะต้องไม่พอใจแน่หากรู้ว่าเขาติดสินบนเลขาและคนสนิทของตัวเอง

เขาไม่รู้เลยว่า....ฉู่เหวินจือไม่ได้เป็นกระทั่งเลขาเสียด้วยซ้ำ....

-------------------------->

เซินเฟยนั่งอยู่บนรถที่กำลังแล่นกลับบริษัทโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา บนตักของเขาคือเอกสารเกี่ยวกับบริษัทคู่เจรจา

ระหว่างที่ทุกอย่างสงบเงียบดีอยู่นั้น ฉู่เหวินจือก็หยิบเช็คขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วมองดูจำนวนเลขอย่างนึกตลกไม่หาย

“นี่หวางซิง คุณว่าไอ้เงิน 5 ล้านดอลล่าห์ฮ่องกงนี่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจะอยากได้ไหม?”

“อะไรนะ....เอ๋.....อ๊ะ! นั่นคุณเอามาจากไหนน่ะคุณฉู่!!!” หวางซิงไม่ทันได้ฟังในตอนแรกแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอเช็คเงินสด 5 ล้านดอลล่าห์ฮ่องกงก็เบิกตากว้างแล้วร้องโวยวายออกมาทันที “คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า! การรับสินบนแบบนี้มันเสียชื่อจูเชว่ขนาดไหน คุณ...คุณ......” หวางซิงทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะถล่ม ถึงกับพูดไม่ออกซ้ำยังทำหน้าราวกับว่าลมถูกตีจนจุกอก

“เขาอุตส่าห์ให้มาทั้งที ถ้าไม่รับก็เสียน้ำใจแย่น่ะสิ จริงไหมครับคุณเซิน?” นอกจากจะไม่รู้สำนึกผิด ฉู่เหวินจือยังหันมายิ้มให้กับผู้เป็นนายพลางโบกเช็คไปมา

“นายคิดว่าจะทำงานให้สมกับเงินที่ได้รับได้หรือยังไง?” เซินเฟยมุ่นคิ้วพลางนึกปรามาสในใจว่าผู้ชายคนนี้ถ้าไม่ใช่โง่ก็น่าจะบ้าจริง ๆ

“หึ ๆ ผมไม่ได้รับของแบบนี้มาแบบไม่ได้คิดหรอกนะ” ฉู่เหวินจือรีบแก้ตัวก่อนจะถูกเข้าใจผิด

“เอาเถอะ....บางทีตอนอยู่กับไป๋หู่เขาอาจจะเลี้ยงนายไม่ค่อยดีถึงได้เป็นคนหิวเงินนัก แต่ทีหน้าทีหลังจะรับสินบนก็ไม่ต้องบอกให้ฉันรู้หรอก” เซินเฟยคร้านจะว่ากล่าวกับคนที่ดูสติไม่ค่อยสมประกอบ แต่ขณะที่กำลังจะละความสนใจจากเรื่องน่าปวดหัว ฉู่เหวินจือก็ถือวิสาสะแย่งเอกสารไปจากหน้าตักของเขาแล้วเปิดหน้าหนึ่งให้ดู

“ดูนี่สิคุณเซิน ที่ดินตรงนี้น่ะไม่คิดว่าทำเลดีหรือครับ?”

เซินเฟยรู้สึกหงุดหงิดใจกับความไร้มารยาทเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ยอมมองตามปลายนิ้วนั้นลงไปยังหน้าเอกสารที่เขียนแผ่นที่ประกอบกับภาพถ่ายบริเวณรอบ ๆ เมื่อมองคร่าว ๆ เขาก็รู้สึกสะดุดใจอย่างน่าประหลาด เพราะรอบข้างนั้นดูไม่น่าจะเป็นสถานที่บริษัทใดไปตั้งแล้วจะล่มจมได้ง่าย ๆ เลย นับว่าเป็นทำเลที่ดีต่อการประกอบกิจกรรมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกิจการโรงแรมที่เขากำลังอยากจะลองทำดู

ผู้ชายคนนี้รู้มาก่อนอย่างนั้นหรือ?

เซินเฟยอดจะแปลกใจกับความคิดตัวเองไม่ได้

“ถ้านายคิดแบบนั้น ฉันจะลองพิจารณาดูสักหน่อย” เขาต้องไว้เชิงก่อน เพราะยังไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้อย่างเต็มที่ “ถ้านายสามารถหาข้อมูลที่การคาดการณ์ที่น่าเชื่อถือมาส่งบนโต๊ะของฉันได้ภายในอาทิตย์หน้า”

“ภายในอาทิตย์หน้า ข้อมูลทั้งหมดจะวางบนโต๊ะคุณเซินครับ” ฉู่เหวินจือยิ้มกว้างพร้อมรับคำ

เมื่อสถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มจะเป็นไปในทางที่ดี หวางซิงก็ลอบถอนหายใจออกมา เขาคิดว่าจะมีการระเบิดขนาดย่อมในรถเสียแล้ว

พวกเขากลับมาถึงบริษัทในตอนบ่ายแก่ การเจรจาที่ไร้สาระใช้เวลาไปมากกว่าที่คิดไว้ทำให้ไม่มีเวลาทำงานอย่างอื่นต่อมากนัก นับว่าโชคดีที่เซินเฟยไม่มีนัดอะไรต่อในช่วงบ่ายถึงได้พอจะยอมให้กินเวลาไปได้บ้าง

“จะกลับกันเลยไหมครับ?” หวางซิงเอ่ยถามเมื่อเห็นเซินเฟยเก็บเอกสารบนโต๊ะ

“อืม......อีกสักชั่วโมงก็แล้วกัน ตอนนี้คุณจะไปทำอะไรก็ทำเถอะ แต่คอยดูแลฉู่เหวินจือไว้ด้วย ผมยังไม่อยากให้เขาคิดว่าสามารถทำอะไรได้ตามใจมากเกินไป”

“คุณเซิน....ผมบอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยไว้ใจเขา คนเอาแต่อารมณ์แบบนั้นส่งคืนไป๋หู่ไปไม่ดีกว่าหรือครับ?”

“ผมก็ไม่ได้อยากจะรับแต่แรกอยู่แล้ว” เซินเฟยว่าก่อนจะนั่งลงแล้วเอนหลังพิงพนัก “แต่ในเมื่อไป๋หู่รับรองอย่างดีว่าเป็นคนมีความสามารถและรู้งานดี ผมก็อยากจะลองใช้งานดูเหมือนกัน เอกสารฉบับนั้นไม่ได้เปิดเลยสักครั้งตอนที่เจรจา เขาได้ยินแค่ชื่อบริษัทเท่านั้นก็รู้ได้ทันทีว่าตั้งอยู่ที่ไหนและน่าสนใจยังไง ผมคิดว่า บางทีคน ๆ นั้นอาจมีอะไรมากกว่าที่เห็น”

“หมายความว่า....คุณจะให้เขาทำงานนี้หรือครับ?” หวางซิงมุ่นคิ้ว เขาไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ คนในองค์กรนั้นมีอยู่มากมายที่ไว้ใจได้มากกว่าสำหรับโครงการนี้

“ไหน ๆ ผมก็ไม่ได้สนใจแต่แรก นึกอยากจะปฏิเสธด้วยซ้ำไป แต่เขากลับเห็นโอกาสก็ให้ลองดูสักหน่อย ถ้างานเสียมันก็ไม่กระทบกับองค์กรสักเท่าไหร่ แล้วผมยังมีข้ออ้างส่งตัวคืนให้ไป๋หู่ได้ง่ายขึ้นด้วย”

“แล้วถ้ามันประสบผลสำเร็จล่ะครับ?”

เมื่อฟังคำถาม เซินเฟยก็นิ่งเงียบไปนานก่อนจะตอบ

“ถ้าแบบนั้นก็หมายความว่าเขามีค่าพอที่จะใช้ประโยชน์”

หวางซิงอยากจะถอนหายใจออกมาดัง ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ แม้เซินเฟยจะทำราวกับว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เขาก็รู้ว่าความจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะนี่ถือเป็นการวางเดินพันครั้งสำคัญทีเดียว เซินเฟยเพิ่งจะขึ้นมาบริหารด้วยตัวเองได้เพียงไม่ถึงเดือนดี ซ้ำยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากใครสักเท่าไหร่นัก หากล้มก็มีคนพร้อมซ้ำเติมได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ เซินเฟยยังแบกศักดิ์ศรีของจูเชว่ไว้บนแผ่นหลัง แม้ภายนอกทุกคนจะให้ความเคารพนับถือ แต่ภายในใจนั้นต่างก็รู้กันดีว่าตำแหน่งจูเชว่เป็นเครื่องป้องกันตัวหนึ่งเดียวที่เซินเฟยมี หากเพียงเสียบัลลังก์นี้ไปแล้ว เซินเฟยก็จะเป็นเพียงคนตัวเปล่าที่พร้อมจะถูกรุมขย้ำได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนั้น ทั้งด้วยหน้าที่หรือความรักตัวเอง เซินเฟยคือคนที่ไม่อาจล้มลงได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ

แต่นี่....กลับฝากโอกาสสร้างผลงานครั้งหนึ่งไว้กับคนไม่น่าไว้ใจเช่นฉู่เหวินจือ....

“ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วง แต่ไม่เป็นไรหรอก การที่ไป๋หู่ส่งเขามาก็ดีเหมือนกัน” เซินเฟยพูดต่อเพื่อให้หวางซิงสบายใจขึ้น “ผมไม่ใช่คนใสซื่อขนาดจะแบกรับความผิดด้วยตัวเองหรอก”

เซินเฟยหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ

การที่เขามอบหมายหน้าที่ให้ฉู่เหวินจือ นอกจากต้องการจะพิสูจน์ความภักดีและความสามารถแล้ว ยังเป็นหลักประกันสำหรับเขาด้วย เพราะหากเกิดสิ่งใดขึ้น เขาจะสามารถโยนความผิดให้กับคนของไป๋หู่ได้ในทันที ถึงตอนนั้นแม้ใครจะคิดเขี่ยเขาก็ทำได้ยาก ซ้ำไป๋หู่ยังต้องมาออกหน้าแทนเสียอีก เพราะการที่คนของตัวเองมาทำให้เกิดความเสียหายในเขตของผู้อื่นนับเป็นการกระทำที่ผิดอย่างมหันต์

หลักประกันความไว้ใจ....

ไป๋หู่เคยอ้างเช่นนั้นในตอนที่ยืนยันจะส่งคนมาจับตาดูเขา เช่นนั้นแล้วก็ทำให้มันเป็นดังที่อีกฝ่ายว่าเลยจะเป็นไร?

ให้ฉู่เหวินจือเป็นหลักประกันความไว้ใจดังที่อีกฝ่ายต้องการ...

หลักประกันว่า....ไป๋หู่จะไม่เล่นตุกติกกับเขา....

“เรื่องนี้ผมควรจะเรียนให้นายหญิงทราบไหมครับ?” หวางซิงคิดว่านายหญิงใหญ่ของบ้านคงจะสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในไม่ช้า และเป็นเขาอีกที่จะถูกคาดคั้นถามด้วยรอยยิ้มนางฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของนายหญิงใหญ่ซากุระเวลาที่ต้องการล้วงความจริงจากใคร

“ไม่ต้องหรอก อาสะใภ้วางมือจากวงการแล้ว อย่าให้เข้ามายุ่งอีกเลยจะดีกว่า” เซินเฟยตัดสินใจเช่นนั้น เพราะตลอดมาเขาเห็นหญิงสาวที่เลี้ยงดูเขาราวกับลูกในไส้ต้องลำบากตรากตรำกับการดูแลธุรกิจทั้งหมดแทนจูเชว่ที่หายตัวไป เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่กลับเข้มแข็งจนเขารู้สึกนับถือ เมื่อเขาได้มายืน ณ จุดนี้แล้วจึงไม่อยากให้อาสะใภ้ของตนต้องมาลำบากใจกับเรื่องนี้อีก

แค่การก่อกวนของคนในตระกูลก็น่ารำคาญมากพออยู่แล้ว...

“4 โมงแล้วหรือ? งั้นกลับกันเถอะอาซิง” ในตอนแรกเซินเฟยคิดจะนั่งพักแต่ก็ต้องมาไขความกระจ่างให้เลขาคนสนิท การพักผ่อนอย่างสบายจึงหลุดลอยไป พอรู้ตัวอีกครั้งก็ถึงเวลากลับเสียแล้ว

หวางซิงรับกระเป๋าเอกสารมาถือแล้วเดินตามผู้เป็นนายลงไป แต่เมื่อพวกเขามาถึงรถ ทั้งเซินเฟยและหวางซิงก็ต้องมุ่นคิ้ว

กระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักวางอยู่ใกล้ ๆ กับรถส่วนตัวของเซินเฟย และสารถีก็กำลังจะนำมันขึ้นใส่กระโปรงหลังทั้งที่เขายังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นของใครและมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“เดี๋ยวก่อน” เซินเฟยเอ่ยปราม คนขับรถส่วนตัวจึงรีบวางกระเป๋าแล้วหันมาคำนับ “นี่ของใคร?”

“ของคุณฉู่ครับ”

“ฉู่เหวินจือ!?” เซินเฟยได้ยินคำตอบก็ยิ่งสนเท่ห์มากกว่าเดิม ทำไมกระเป๋าเดินทางของฉู่เหวินจือต้องมาอยู่กับรถของเขาด้วย?

“ครับ” คนขับรถเองก็ตอบได้เพียงเท่านั้นเพราะคิดว่าเจ้านายเพียงต้องการย้ำถามให้แน่ใจ

“ฉู่เหวินจืออยู่ที่ไหน!?”

มันชักจะมากเกินไปแล้ว!

เซินเฟยรู้สึกปวดขมับขึ้นมา เจ้าผู้ชายแซ่ฉู่นี่มันอะไรกัน กล้าดียังไงทำราวกับว่ารถของเขาเป็นของสาธารณะ นึกจะเอาของอะไรมาใส่ก็ทำได้โดยไม่ขออนุญาต เขานึกโทษตัวเองที่เผลอคิดไปว่าฝ่ายนั้นคงจะมีสมองขนาดเท่าเมล็ดถั่ว ความจริงขนาดมันอาจจะไม่ได้ใหญ่ไปกว่าเมล็ดงาเสียด้วยซ้ำ

“เรียกผมหรือครับ คุณเซิน?” ตัวต้นเรื่องเดินยิ้มเผล่เข้ามาราวกับไม่รู้ความผิด หางคิ้วเซินเฟยกระตุกเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์

“คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฉู่เหวินจือ?” เซินเฟยกดเสียงต่ำอย่างเคร่งเครียด “น้ำพุในสวนนั่นมันเย็นไม่พอจะทำให้สมองนายทำงานได้อย่างคนปกติใช่ไหม?”

“อ้อ คุณคงหมายถึงเรื่องสัมภาระของผม ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอเวลาชี้แจงก่อนที่คุณจะเอาผมไปแช่น้ำพุต่อ” ฉู่เหวินจือรีบขอเวลานอกเพื่ออธิบายแต่เสียงของเขาก็ยังฟังดูเย็นใจจนเซินเฟยนึกหงุดหงิดแทน

“มีอะไรก็รีบว่ามา”

“ก่อนหน้านี้ผมเคยอยู่กับท่านไป๋หู่ ผมก็ทำงานข้างตัวตลอด กระทั่งบ้านของท่านไป๋หู่ยังเป็นที่ทำงานของผม ดังนั้นตอนนี้ผมเลยไม่มีที่อยู่เลย ผมคิดว่าท่านไป๋หู่ชี้แจงเรื่องนี้ให้คุณรู้แล้วเสียอีก?”

มุมปากเซินเฟยกระตุก เขานึกอยากจะแค่นยิ้มก็ยิ้มไม่ออก มันเป็นเรื่องตลกที่ร้ายกาจเกินไปสักหน่อยไหมที่จะให้คนเช่นนี้มาอยู่ร่วมบ้านกับเขา?

“เงิน 5 ล้านนั่นไม่พอเช่าห้องใหม่หรือยังไง?”

“มันก็มีเหตุผล แต่ว่าท่านไป๋หู่กำชับให้ผมคอยดูแลรับใช้คุณเซินอย่างใกล้ชิด ดังนั้นถึงจะต้องนอนในสวนบ้านตระกูลเซินผมก็ต้องทำ”

“อ้อ.....” เซินเฟยรับคำเท่านั้นก่อนจะหันไปหาคนขับรถ “เข้าใจล่ะ”

“คุณเซิน!” หวางซิงรีบปราม ทว่าเซินเฟยก็ยกมือห้ามไม่ให้พูดอะไรต่อแล้วมองกลับไปยังฉู่เหวินจือ

“นายว่าไป๋หู่กำชับมาอย่างนั้นสินะ และนายก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุคำสั่งนั้น?” เหมือนต้องการย้ำความมั่นใจ เซินเฟยจึงถามกลับไป

“ผมดีใจที่คุณเซินเข้าใจ” ฉู่เหวินจือยิ้มรับคำ แต่แล้วก็ต้องมุ่นคิ้วเมื่อเห็นเจ้านายคนใหม่คว้ากระเป๋าของเขาขึ้นมาแล้วยัดใส่อ้อมแขน

“งั้นนายคงต้องให้เวลาฉันจัดเตรียมที่ให้สักหน่อย ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะให้นายนอนที่ไหนของสวน นายก็เดินตามมาก็แล้วกัน” ว่าแล้วเซินเฟยก็หมุนตัวขึ้นรถไปพร้อมออกคำสั่ง “กลับ”

บอดี้การ์ดที่พากันทยอยขึ้นรถต่างมองฉู่เหวินจือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นคนที่กล้าทำให้เซินเฟยหมดความอดทนได้เป็นครั้งแรก ขนาดว่าพวกชอบลอบกัดยังไม่เคยทำให้โมโหได้ถึงขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครกล้าโต้แย้งคำตัดสินแม้แต่หวางซิงที่เป็นเลขาคนสนิท แค่เรื่องเมื่อเช้านี้ก็เกือบจะทำให้เครียดจนผมร่วงหมดหัวอยู่แล้ว หวางซิงไม่กล้าเสี่ยงซ้ำสองภายในวันเดียวกัน

รถคันหรูสีดำสนิทเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนั้น ทิ้งฉู่เหวินจือที่ยังคงยืนถือกระเป๋าเดินทางอยู่กลางลานกว้างอย่างอับจนใจไว้เพียงลำพัง


TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: samsoon@doll ที่ 14-02-2011 12:36:02
จิ้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 :m20: :m20: :m20: :m20:แย่แน่ๆอาฉ่
 อิอิ ว่าที่ภรรยาโหดฃนาดนี้ ท่าจะสนกแล้วสิเนี้ย :-[ :-[ :-[ :-[ :-[
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 14-02-2011 14:48:35
 o18เซินเฟยโหดได้ใจจริงๆ เดินกลับดีๆนะฉู่เหวินจือ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: pu4755 ที่ 14-02-2011 15:12:16
แค่ 2 ตอนยังมันส์ได้ขนาดนี้ แล้วตอนต่อไปจะขนาดไหนละเนี่ย  

รอ รอ รอ ^__^   :pig4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: YELLOWSTAR ที่ 14-02-2011 15:33:14
555++
เดินกลับเฉยเลย
ร้ายจิงๆเลยน่ะเซินเฟย :impress2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: @StaR@ ที่ 14-02-2011 16:39:51
เป็นไงล่ะอาฉู่ชอบกวนดีนัก
เลยโดนเซินเฟยเอาคืนบ้างเลย
 :กอด1: :L2: :pig4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 14-02-2011 19:30:45
โหดจริงไรจริง สงสารคุณฉู่บ้างสิคะ อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: JJHJJH ที่ 14-02-2011 23:07:58
มาบวกให้เรื่องใหม่จ้า อิอิ
เชียร์อาฉู่ๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 14-02-2011 23:38:19
โอ้โหดได้ใจจริงๆๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 15-02-2011 00:24:46
จิ้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 :m20: :m20: :m20: :m20:แย่แน่ๆอาฉ่
 อิอิ ว่าที่ภรรยาโหดฃนาดนี้ ท่าจะสนกแล้วสิเนี้ย :-[ :-[ :-[ :-[ :-[


เห็นด้วยอย่างที่สุด


ว่าแต่คุณฉู่นี่น่าสงสัยแฮะ 


แอบคิดนิดๆว่าคนที่ทุกคนเรียกว่าไป๋หู่อาจไม่ใช่ไป๋หู่จริงๆ

แต่อาจเป็นตัวแสดงหลอกแล้วไป๋หู่ตัวจริงก็คือคุณฉู่อ่ะ

สู้ๆ :L2: :L2: :L2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 2 (14/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sang som ที่ 15-02-2011 10:15:17
^
^
^
^
^
^

เหอๆ นั่นสิเนอะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 15-02-2011 13:40:25
-3-



เซินเฟยกลับมาถึงบ้านก็ทำราวกับว่าลืมเรื่องฉู่เหวินจือไปเสียสนิท เขาทำกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นปกติเหมือนกับว่าวันนี้ก็เหมือนวันอื่น ๆ ซากุระจึงรู้สึกโล่งใจที่ลูกบุญธรรมของเธอดูจะทำตามที่หมอจือสั่งเอาไว้ว่าให้ปล่อยวางเรื่องเครียด ๆ ลงเสียบ้าง พวกเขาดูข่าวทางโทรทัศน์ด้วยกัน ทานอาหารเย็น และพูดคุยสนทนาสัพเพเหระตามประสาอาหลาน

ทั้งที่ทุกอย่างดูปกติสุขดี คนที่ทำตัวน่าสงสัยกลับเป็นหวางซิงเสียนี่....

ชายหนุ่มเอาแต่กระวนกระวายใจตลอดเวลาและคอยมองไปทางประตูบ่อยครั้งจนหากใครไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเลขาของมาเฟีย คงจะคิดว่าไปทำอะไรขัดแข้งขาผู้มีอิทธิพลและกำลังโดนตามฆ่าอยู่เป็นแน่

“ทำอะไรของแกน่ะอาซิง!” หวางซื่อ หัวหน้าพ่อบ้านตระกูลเซินเดินเขยกเข้ามาถามหลานชายที่ดูจะกลายเป็นโรควิตกจริตกะทันหัน เพราะแค่ได้ยินเสียงเขาถาม เจ้าหลานขวัญอ่อนก็สะดุ้งโหยงจนตัวลอย

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร ว่าแต่คุณปู่เรียกผมทำไมหรือครับ?” หวางซิงรีบปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ คิดในแง่ดีว่าฉู่เหวินจืออาจจะนึกยอมแพ้แล้วไปหาเช่าห้องอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นคงจะดี ทั้งไม่ต้องมีปัญหากับไป๋หู่และยังไม่ทำให้เซินเฟยโกรธอีกด้วย ทั้งที่หวางซิงคิดและภาวนาเช่นนั้นอย่างแน่วแน่ ทั้งบนบานในใจว่าจะกินเจไป 1 ปีเต็ม แต่สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างเขาสักเท่าไหร่

เพียงไม่ทันจะได้พูดคุยต่อไป เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่

“เดี๋ยว! แกเป็นใครน่ะ!” เสียงตะโกนของคนรับใช้ดังลั่นไปจนถึงด้านใน เรียกให้ซากุระและเซินเฟยที่กำลังสนทนากับอย่างสงบสุขต้องโผล่หน้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกบอดี้การ์ดชุดสูทสีดำรีบวิ่งมารวมกันที่หน้าประตูอย่างรวดเร็วด้วยคิดว่าเป็นผู้บุกรุกคิดจะทำอันตรายกับจูเชว่ ทว่า....

“นี่นาย.....ฉู่เหวินจือ!?” การ์ดคนหนึ่งอุทานขึ้นมาเพราะจำหน้าอีกฝ่ายได้ เพียงแต่ว่าสภาพนั้น....

“ฉันว่าจะเดินมาช้า ๆ อยู่หรอก แต่ก็กลัวคุณเซินจะรอนานก็เลยเร่งฝีเท้าตอนถึงครึ่งทาง หวังว่าคงไม่ได้เร็วจนคุณเซินยังตัดสินใจเรื่องที่นอนของฉันไม่ได้หรอกนะ” ฉู่เหวินจือพูดเล่นลิ้นราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ

หวางซิงรีบวิ่งออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหู เขามองสภาพของฉู่เหวินจือแบบไม่อยากจะเชื่อสายตา เสื้อสูทถูกถอดออกพาดแขน เสื้อเชิ้ตตัวในชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลจากไรผมลงมาจนแฉะไปครึ่งตัว ในมือยังถือกระเป๋าเดินทางใบย่อมมาอีกใบหนึ่ง ทั้งที่ตอนเช้าโดนลงโทษที่ยืนกลางแจ้งถึงเกือบ 5 ชั่วโมง ยังมีแรงเดินจากบริษัทมาถึงบ้านด้วยระยะทางร่วม 5 กิโลเมตรได้อีกหรือ!?

ไม่ใช่แต่เพียงหวางซิงที่ตกตะลึง การ์ดที่เห็นเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นก็ตกใจด้วยกันทั้งนั้น

“มีเรื่องอะไรกัน?” เซินเฟยรอดูอยู่เฉยไม่ไหวจึงเดินออกมาด้วยตนเองเพราะในเมื่อพวกการ์ดไม่ได้เคลื่อนไหวก็แสดงว่าไม่มีอันตราย เขาปะสายตาเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ดูโทรมจนน่าขันแต่เขากลับขำไม่ออก

“คน ๆ นี้เป็นใครกันน่ะ? อาซิง?” ซากุระที่เดินตามออกมาติด ๆ หันไปถามหวางซิงด้วยความสงสัย เพราะดูท่าทุกคนจะรู้จักผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ เว้นแต่เพียงเธอและคนที่อยู่ในบ้านใหญ่ที่ไม่ได้ออกไปไหนเท่านั้น

“เอ่อ....คือ......” หวางซิงรู้สึกอยากจะเป็นใบ้ไปเสียจริง ๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบนายหญิงว่าอย่างไรให้ดูเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์อย่างนี้ แต่ก่อนที่ใครจะได้ไขความให้กระจ่าง ฉู่เหวินจือก็เดินเข้าประชิดตัวนายหญิงใหญ่ของบ้าน ด้วยสัญชาติญาณ บอดี้การ์ดทุกคนปลดล็อคปืนประจำกายทันที ทว่าสิ่งที่ฉู่เหวินจือทำนั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายจนไม่มีใครกล้าชักปืนออกมา

ฉู่เหวินจือก้มตัวลงแล้วจูบบนหลังมือหญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นก่อนจะทำตากรุ้มกริ่มเป็นประกาย

“ผมชื่อฉู่เหวินจือ เป็นผู้ช่วยคนใหม่ของคุณเซิน ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณผู้หญิง”

เหมือนเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ....ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาหรือแม้แต่ขยับตัว แต่กลับมีแรงกระชากหลังคอเสื้อของผู้อุกอาจโดยแรงก่อนที่ฝ่ามือข้างหนึ่งจะฟาดเข้ากับใบหน้าคมคายที่ชุ่มชื้นด้วยหยาดเหงื่อนั้นอย่างแรงจนเหงื่อกระเซ็นจากไรผมเป็นเม็ด ฉู่เหวินจือหันกลับมามองผู้ประทุษร้ายด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะแย้มยิ้มเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มนามเซินเฟยกำลังยืนคั่นกลางระหว่างตนและหญิงสาวผู้เป็นนายหญิงของบ้าน ฝ่ายนั้นโกรธจนหน้าแดง อกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงโทสะ

แรงที่ตบลงไปนั้นไม่ได้น้อย ๆ เลย ฉู่เหวินจือหน้าชาไปเป็นแถบ ตอนนี้แก้มของเขาคงเริ่มขึ้นรอยแดงเป็นแน่

“เจ้าคนแซ่ฉู่! มันจะมากไปแล้วนะ!” เซินเฟยตะคอกเสียงกร้าว

“อะไรกันครับ? ผมเห็นท่านไป๋หู่ทักสุภาพสตรีอย่างนี้ออกบ่อยไป” ฉู่เหวินจือคลายริ้วความเครียดบนใบหน้าก่อนจะตอบโต้อย่างอารมณ์ดี

“ฉันสั่งสอนนายน้อยไปใช่ไหม!” เซินเฟยสติขาดผึงโดนสิ้นเชิง ท้าทายเขายังไม่ร้ายแรงเท่ากล้าล่วงเกินอาสะใภ้ของเขา เซินเฟยกระชากปืนจากมือการ์ดคนหนึ่งจ่อเข้ากับหน้าผากของฉู่เหวินจือคิดจะลั่นไกแล้วส่งศพกลับไปให้เจ้านายเก่าเสียเดี๋ยวนี้เลย

“เดี๋ยวก่อนเสี่ยวเฟย!” ซากุระรีบเอ่ยห้ามแล้วกดมือหลานชายลง “อย่าลืมกฎสิ ถ้าหลานฆ่าเขา หลานก็ต้องสังเวยชีวิตคนของตัวเองคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน อย่าให้คนตายโดยเปล่าประโยชน์เลยนะ”

การปรามของซากุระได้ผลกับเซินเฟยเสมอ เขายอมลดปืนลงแต่ยังไม่ราท่าทีต่อต้านอีกฝ่าย

“เอาล่ะ เข้าไปคุยด้านในเถอะ เหล่าซือ ช่วยพาคุณฉู่ไปอาบน้ำใหม่ด้วยนะ” เมื่อซากุระลงมือจัดการเอง ทุกอย่างจึงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง คนที่ไม่เกี่ยวข้องต่างทยอยกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง พ่อบ้านหวางเชิญให้ฉู่เหวินจือเดินตามเข้าไปในบ้าน ส่วนซากุระ เซินเฟย และหวางซิงต่างพากันเดินเข้าไปรอในห้องรับแขก

อารมณ์ของเซินเฟยยังคงคุกรุ่นแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมาทางใบหน้าทั้งหมดด้วยเกรงว่าซากุระจะรู้สึกไม่ดี ส่วนหวางซิงก็นั่งตัวตรงแด่วเหมือนคนมีชนักปักหลังไม่มีผิด

ซากุระเองก็มองออกว่าทั้งสองคนไม่อยากจะพูดเรื่องนี้เธอจึงไม่ได้พูดหรือถามอะไรและปล่อยเวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบ ๆ เช่นนั้นจนกระทั่งหวางซือพาแขกที่อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วเข้ามาหา

ฉู่เหวินจือเลือกที่จะนั่งลงข้างหวางซิงอย่างเงียบเชียบ แก้มของชายหนุ่มปรากฏรอยแดงเป็นปื้นและดูเหมือนจะเริ่มบวมนิด ๆ แสดงให้เห็นว่าเซินเฟยไม่ได้ยั้งมือเลยแม้แต่น้อย

“คุณฉู่ คุณบอกว่าเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของเซินเฟย แต่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจูเชว่รับผู้ช่วยใหม่ ทั้งยังมีหวางซิงอยู่แล้ว ฉันจึงเดาว่าคุณคงเป็นคนที่ถูกส่งตัวมาสินะคะ” ซากุระเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาก่อนเมื่อเห็นว่าบรรยากาศในห้องยังคงตึงเครียด เธอรู้สึกเหมือนตนเองเป็นด้ายเส้นบางหนึ่งเดียวที่ยังไม่ขาดสะบั้นและมีหน้าที่เหนี่ยวรั้งทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน

“คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาดอย่างที่ท่านไป๋หู่ว่าไว้จริง ๆ ถูกต้องแล้วครับ ผมเป็นคนของท่านไป๋หู่ที่ถูกส่งตัวมาช่วยเหลือจูเชว่คนใหม่” ฉู่เหวินจือกล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะหัวเราะ “ผมเพิ่งจะมาเข้าทำงานวันนี้จึงยังไม่รู้อะไรมาก แต่ดูเหมือนผมจะทำให้คุณเซินเกลียดขี้หน้าเข้าเสียแล้ว”

เซินเฟยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันโดยไม่ได้พูดอะไร

“ฉันพอจะเข้าใจแล้วค่ะ คุณคงยังไม่มีที่พักสินะคะ ถ้าอย่างนั้นก็พักที่บ้านนี้ก่อนก็แล้วกัน จากนั้นค่อยว่ากันอีกที”

เมื่อนายหญิงใหญ่ของบ้านตัดสินเช่นนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านอะไรอีก หวางซิงเป็นคนอาสานำทางฉู่เหวินจือไปยังห้องนอนสำหรับแขกที่ไม่ค่อยจะมีคนมาใช้บริการเท่าใดนัก กระนั้นมันก็ถูกดูแลทำความสะอาดอย่างดีไม่ต่างจากห้องอื่น ๆ ในบ้านหลังนี้

“เฮ้อ ทำไมนะ คุณถึงได้ชอบทำให้คุณเซินขัดใจอยู่เรื่อย” หวางซิงช่วยจัดของไปก็บ่นอุบ ตั้งแต่รับใช้ตระกูลเซินมาเขายังไม่เคยเห็นเซินเฟยโกรธใครเอาจริงเอาจังถึงขนาดนี้มาก่อนเลย “ไม่ตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว คุณนี่ท่าทางจะทำบุญมาดีกว่าผมเยอะ” บ่นไปแล้วหวางซิงก็อดค่อนขอดตนเองไม่ได้ ทั้งที่เขาจุดธูปกราบไหว้บรรพชนและเจ้าที่เจ้าทางสม่ำเสมอ ทำไมสวรรค์ถึงไม่ฟังคำขอของเขาเลยนะ

“จูเชว่ดูเป็นคนความอดทนต่ำนะ คุณว......” ไม่ทันไรฉู่เหวินจือก็หาเรื่องเข้าตัวอีกแล้ว หวางซิงรีบโผไปปิดปากแทบไม่ทัน

“อย่าพูดเรื่องแบบนั้นนะครับ!” หวางซิงทำเสียงเข้ม “ถึงแต่ก่อนคุณจะเป็นคนของไป๋หู่ แต่ตอนนี้คุณเป็นคนของจูเชว่แล้ว การนินทาเจ้านายไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีหรอกนะครับ”

ฉู่เหวินจือเลิกคิ้วมองท่าทางเอาจริงเอาจังของเลขายอดเยี่ยมประจำตระกูลเซินก่อนจะยกมือยอมแพ้เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากปากของเขา หวางซิงจึงยอมผละไปจัดของต่อแต่ปากก็ยังบ่นไปเรื่อยจนกระทั่งทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว

“คุณอย่าพยายามออกไปเดินท่อม ๆ ตอนกลางคืนก็แล้วกัน ผมคิดว่าคุณเซินคงไม่ชอบให้คุณยุ่มย่ามกับเรื่องในบ้าน” หวางซิงยังไม่วายทิ้งท้ายก่อนเดินจากไป

ฉู่เหวินจือทิ้งตัวลงบนเตียง การทำโทษของเจ้านายใหม่ทำเอาเขาปวดร้าวไปหมดทั้งตัว ขาแข้งของเขาแทบจะหมดความรู้สึกทันทีที่ลอยขึ้นจากพื้น ถ้าไม่ใช่เพราะเขาขยันออกกำลังและฟิตร่างกายเป็นประจำคงจะหน้ามืดต้องโดนหามส่งโรงพยาบาลไปนานแล้ว

ทั้งที่ฉู่เหวินจือตั้งใจจะปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน เสียงเคาะประตูก็ยังดังขึ้นจนได้ หวางซิงคงลืมของไว้กระมัง เขาคิดเช่นนั้นก่อนจะเดินไปเปิดประตู แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่คนที่คาดเดาเอาไว้

“น่าแปลกจังที่คุณมาหาผมถึงห้อง”

“ฉันก็ใช่อยากจะมา” เซินเฟยว่า “ฉันแค่จะมาเตือนเอาไว้ ถ้านายกล้ายุ่มย่ามล่วงเกินอาของฉันล่ะก็ ศพนายได้ไปนอนเป็นซากอารยธรรมที่ก้นทะเลแน่”

“ผมเข้าใจแล้ว มีอะไรอีกไหมครับ?”

“พรุ่งนี้ตื่นให้ทัน 6 โมงเช้า” ว่าแล้ว เซินเฟยก็เดินจากไปอีกทางหนึ่ง ฉู่เหวินจือมองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งลับตาก่อนแย้มยิ้มลึกลับ เขาปิดประตูลงแล้วเดินกลับไปนอนลงบนเตียง เพียงไม่นานนัก เขาก็หลับไปด้วยความเหนื่อยจากการโดนเด็กกลั่นแกล้งเสียทั้งวัน

---------------------->

นิสัยโดยส่วนตัวของเซินเฟยคือชอบไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาเริ่มงานทั้งที่หากเขาจะไปสายหรือไม่ไปเลยก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ แค่อ้างว่าติดต่อธุรกิจข้างนอกหรือทำงานที่บ้านก็ไม่มีใครกล้าเอาผิดแล้ว กระนั้นเซินเฟยก็ยังไปบริษัททุกวันก่อนเวลา 7 โมงครึ่ง ด้วยนิสัยนั้นแม้จะทำให้พนักงานรู้สึกเลื่อมใส แต่ก็ทำให้เดือดร้อนเช่นกัน เพราะการที่หัวหน้าไปเร็วหมายความว่าลูกน้องจะต้องเร็วกว่า ตอนนี้เวลาเฉลี่ยการเข้างานจึงอยู่ที่ 7 โมง 15 นาทีแม้ว่าเวลาจริงของการเริ่มงานจะเป็น 8 โมงเช้าก็ตามที

ภาพปกติที่คนทั่วไปเห็นในตอนเช้าคือภาพประธานบริษัทเดินเข้ามาพร้อมกับเลขาคนหนึ่ง แต่วันนี้กลับมีคนเพิ่มเข้ามาอีกคนหนึ่ง แม้ฮ่องกงจะมีลูกครึ่งยุโรปอยู่มาก แต่ผู้ชายคนนี้ก็ยังดูโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ อยู่ดี หากไม่นับแก้มที่บวมเขียวซีกหนึ่ง....

ห้องทำงานของเซินเฟยอยู่ชั้นบนสุดของอาคารหลัก ลิฟต์ที่ใช้ขึ้นลงมีตัวเดียวและต้องใช้รหัสเพื่อขึ้นมาถึงชั้นนี้ หน้าลิฟต์ยังมีการ์ดเฝ้าอยู่ 2 คน เรียกว่ามีการป้องกันจนเกินระดับนักธุรกิจธรรมดา ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว...ใครเคยบอกว่าจูเชว่เป็นนักธุรกิจธรรมดากัน คนหมายหัวจูเชว่รวมจำนวนทั้งธุรกิจเบื้องหน้าและเบื้องหลังก็มีจำนวนมากพอ ๆ กับคนหมายหัวนายกรัฐมนตรีของประเทศเล็ก ๆ แถบตะวันออกกลางก็ว่าได้

ไม่ใช่เพียงห้องทำงานของจูเชว่เท่านั้นที่อยู่ห้องนี้ แต่ทั้งที่เก็บเอกสารสำคัญต่าง ๆ ของเครือบริษัทก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน เว้นแต่เอกสารของธุรกิจเบื้องหลังจะเก็บไว้ที่บ้านใหญ่ที่มีการคุ้มกันเข้มงวดกว่าหลายเท่า

กิจวัตรหลักตอนเช้าของเซินเฟยที่เขาทำใจให้ชินได้แล้วก็คือการนั่งฟังการบรรยายภารกิจของแต่ละวันโดยหวางซิง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากนัดเจรจาธุจกิจหรือไม่ก็รับเชิญไปงานสังคม มีบ้างที่มีคนมาขอพบ ส่วนเวลานอกจากนั้นก็ใช่ว่าว่างงาน เพราะบัญชีของบริษัทต้องตรวจสอบอยู่ตลอดว่ามีการยักยอกหรือไม่ มีส่วนไหนน่าสงสัยหรือไม่ การทำธุรกิจใหญ่ เรื่องเงินทองมันก็ต้องเข้มงวดเป็นธรรมดา ในเมื่อเงินหมุนเข้าออกเป็นหลักสิบล้านพันล้าน ตอนเสียหายก็เสียด้วยจำนวนหลักเท่ากัน ใครบ้างจะปล่อยวางเฉย ๆ ได้ นอกจาบัญชีแล้วก็ยังมีเรื่องพนักงาน เรื่องสินค้าและเครือธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลัก

ใครเคยบอกว่าการเป็นหัวหน้าคนเป็นเรื่องง่ายกันนะ?

“วันนี้มีเท่านี้ครับ” หวางซิงจบการบรรยายช่วงเช้าด้วยคำพูดที่เหมือนกันทุก ๆ วัน

“แล้วเรื่องที่วุ่นวายอยู่ตอนนี้ ผมยังไม่เห็นใครจะรายงานความคืบหน้าเสียที แค่แก๊งค์อันธพาลแก๊งค์หนึ่งมันเสียเวลามากขนาดนั้นเลยหรือ?” เซินเฟยหวนกลับไปทวงงานที่ยังไม่คืบหน้า เขาไม่ชอบที่สั่งงานไปแล้วไม่มีการตอบสนองอย่างนี้แม้แต่น้อย “เขตนั้นใครเป็นคนดูแล?”

“เฉียนหยุนครับ”

“เหล่าเฉียน.....” เซินเฟยทวนพลางไล้ริมฝีปากตนเองอย่างครุ่นคิด สมองของเขาเริ่มปรากฏภาพชายสูงวัยที่มักทำท่าดูแคลนโลกขึ้นมา เขาเคยได้พบอีกฝ่ายตอนอาสะใภ้เรียกประชุมพวกแก๊งค์ใต้ปกครอง ผู้ชายคนนั้นให้ความรู้สึกชัดเจนว่าต่อต้านเขาอยู่

“ผมจะสั่งให้คนไปเร่ง....”

“ไม่ต้องหรอก” เซินเฟยเอ่ยปราม คนที่ไม่คิดจะทำตามคำสั่ง ถึงจะเร่งเร้าไปก็ไร้ประโยชน์ คน ๆ นั้นคงคิดว่าเขาไร้พิษสง ถึงจะไม่ทำตามก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่เคยแสดงความเด็ดขาดให้เห็นถึงได้เหลิงเสียขนาดนี้ บางที....ผู้ชายคนนั้น....อาจจะลองอยากท้าทายเขามากขึ้นหากเขาเองก็นิ่งเงียบเช่นกัน แบบนั้นมันก็น่าสนุกดีเหมือนกัน อาจจะใช้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีได้

“แล้วนายมีอะไรจะพูดไหม?” เขาหันไปถามฉู่เหวินจือบ้าง

“อ้อ...ผมกำลังสนใจคนชื่อเฉียนหยุน ตอนผมอยู่กับท่านไป๋หู่ได้ยินว่าเขาเป็นคนเก่าคนแก่ที่จูเชว่สองรุ่นก่อนหน้านี้ให้ความไว้ใจมาก ผมเลยรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย” ฉู่เหวินจือให้ความเห็น

“ไม่เห็นจะน่าแปลกตรงไหน” เซินเฟยทิ้งตัวพิงพนักแล้วประสานมือโดยเท้าศอกบนแท่นพักแขน “เหล่าเฉียนเป็นคนหัวโบราณเหมือนพวกผู้อาวุโสหลายคนในแก๊งค์ เขามักจะพูดเหยียดหยามพวกเด็กใหม่ที่เข้ามาพึ่งพิงอยู่บ่อย ๆ จนต้องย้ายไปสังกัดกับคนอื่นกันหมด จะแปลกอะไรที่กระทั่งหัวดำ ๆ ของฉันเขายังไม่แล”

“พอเถอะคุณฉู่ นี่เป็นเรื่องในองค์กร คุณไม่ต้องกังวลแทนหรอกครับ” หวางซิงเอ่ยขวางเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะอ้าปากถามต่อ

“เข้าใจแล้วครับ”

อย่างน้อยการทำโทษอย่างเบาะ ๆ เมื่อวานนี้ก็ทำให้ฉู่เหวินจือรู้จักสงบปากสงบคำมากขึ้น ขาของเขายังล้าไม่หาย ซ้ำแก้มที่ช้ำเขียวก็ยังปวดอยู่นิด ๆ ท่าทางเจ้านายของเขาจะเก่งกาจศิลปะป้องกันตัวอยู่หลายขั้นถึงได้สะบัดข้อมือและหัวไหล่จนเกิดแรงได้ขนาดนั้น

“จริงสิ วันนี้ผมขอออกจากบริษัทก่อนเวลานะ” ฉู่เหวินจือเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบขออนุญาตเสียแต่เนิ่น ๆ

“จะไปทำอะไรล่ะ?”

“คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คน่ะครับ ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยใช้เป็นของที่ท่านไป๋หู่ให้โควต้าพนักงาน พอผมออกมาก็เลยต้องคืนเขาไป ตอนนี้ผมก็เลยไม่มีใช้ทำงาน” ชายหนุ่มร่างสูงไหวไหล่ อย่างน้อยเขาก็หาทางใช้เช็ค 5 ล้านดอลล่าห์ฮ่องกงนั่นได้ “ว่าแต่ บ้านของคุณต่ออินเทอร์เน็ตได้ใช่ไหม?”

“ต่อได้แต่เป็นอินทราเน็ตขององค์กร ถึงจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะแต่ก็ติดตั้งไฟร์วอลล์เอาไว้ ถ้านายจะใช้ก็ต้องขอรหัสผ่าน” เซินเฟยว่าแล้วมองไปทางหวางซิง

“ผมจะจัดการให้เองครับ” เลขาผู้รู้งานยังคงอ่านสายตาเจ้านายได้อย่างแม่นยำ

“ก่อนออกไปก็บอกด้วยแล้วกัน” ว่าจบ เซินเฟยก็โบกมือให้คนทั้งสองออกไปจากห้องเพื่อที่เขาจะได้สะสางงานต่อ วันนี้ไม่มีประชุมหรือนัดเจรจางานใด ๆ เขาจึงวางแผนว่าจะกินข้าวในออฟฟิศพร้อมกับดูเอกสารพวกนี้ไปด้วย

ก่อนถึงเวลาเลิกงานครึ่งชั่วโมง ฉู่เหวินจือก็ขอตัวออกไปตามที่บอกเอาไว้ เซินเฟยจึงเรียกหวางซิงมาหาแล้วให้สั่งคนตามฉู่เหวินจือไปเงียบ ๆ ดูว่าอีกฝ่ายไปซื้อของจริง ๆ หรือมีการกระทำอื่นแอบแฝง

เซินเฟยกลับมาถึงบ้านก่อนที่ฉู่เหวินจือจะกลับมาที่บริษัท หวางซิงจึงโทรบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องย้อนกลับไปที่บริษัทอีก พวกเขารออยู่ไม่นานฉู่เหวินจือก็มาถึงบ้านพร้อมด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเครื่องใหม่เอี่ยมและยังไม่ได้ลงกระทั่ง os แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาช้านในองค์กรเฉพาะด้าน ระบบปฏิบัติอการหรือกระทั่งโปรแกรมจะต้องลงโดยคนในที่มีหน้าที่ดูแล

หวางซาน พ่อของหวางซิงที่ทำหน้าที่เป็นคนประสานจัดการเรื่องภายในพ่วงหน้าที่นี้เข้าไปด้วย เขารับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของฉู่เหวินจือไปจัดการตามคำสั่งของเซินเฟย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 15-02-2011 13:40:58
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ฉู่เหวินจือก็ได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คส่วนตัวมาใช้รวมทั้งรหัสสำหรับเข้าถึงอินทราเน็ตขององค์กรตระกูลเซิน กระนั้นเพราะเป็นรหัสที่หวางซิงทำการขอเป็นมาพิเศษสำหรับคนนอก ซึ่งเป็นรหัสที่พนักงานบริษัททั่วไปใช้กัน มันจึงทำได้เพียงเชื่อมต่อกับภายนอกผ่านระบบป้องกันของอินทราเน็ต แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรได้ เซินเฟยจงใจให้เป็นเช่นนี้เพื่อไม่ให้ฉู่เหวินจือเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในมากเกินไปนัก เพราะอย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็เป็นคนของไป๋หู่ เขายังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจถึงขนาดยอมรับเข้ามาเป็นคนของตนเอง

อย่าว่าแต่ฉู่เหวินจือเลย...กระทั่งในองค์กร คนที่มีรหัสเข้าถึงข้อมูลภายในจริง ๆ ก็มีแต่เขา อาสะใภ้ และผู้บริหารแก๊งค์ระดับรองลงไปเท่านั้น

ดูเหมือนงานที่เขามอบหมายให้ ฉู๋เหวินจือจะตั้งใจทำอย่างดี เขาเห็นอีกฝ่ายนั่งจ้องหน้าจอและเลื่อนดูข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่แถบที่มองเอาไว้อย่างเอาจริงเอาจัง

คนที่ขยันและเอาใจใส่งานก็นับว่ามีข้อดีในตัวเอง เซินเฟยจึงไม่ได้ยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้ ด้านหนึ่งเพราะอยากเห็นฝีมือของฉู่เหวินจือ อีกด้านก็เพราะอย่างที่เคยบอกไป หากฉู่เหวินจือรับผิดชอบคนเดียว การโยนความผิดเมื่อเกิดความเสียหายก็ง่ายขึ้น....

“บัตรเชิญฉบับนี้อยู่ในกระเป๋าของคุณเซิน ไม่ทราบว่าจะให้ผมบันทึกไว้ไหมครับ?” หวางซิงถามเมื่อเขาเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบเอกสารให้เจ้านายแต่มันกลับตกลงมาที่ปลายเท้า

“บันทึกเอาไว้ด้วย”

ตามจริงแล้วเซินเฟยไม่อยากจะออกงานสังคมมากนัก เขาเกลียดการเป็นเป้าสายตาเกินจำเป็น แต่ด้วยฐานะของเขาทั้งฉากหน้าและหลังยังคงไม่มั่นคงนัก การจะหลีกเลี่ยงคงจะไม่ได้เป็นผลดีกับเขาและตระกูลเซินรวมถึงตำแหน่งจูเชว่ เขาที่ตอนนี้ยังเป็นแค่นกตัวเล็ก ๆ จะต่อกรกับคนอื่น ๆ จำต้องดึงความไว้ใจและความยำเกรงมาให้ได้ไม่ว่าจะในฐานะประธานเครือธุรกิจตระกูลเซินหรือจูเชว่ก็ตาม

--------------------->

ฉู่เหวินจือทำงานได้ดีจนน่าแปลกใจ อาทิตย์ต่อมาเอกสารเกี่ยวกับที่ดินผืนนั้นทั้งหมดก็มากองรวมกันบนโต๊ะทำงาน เซินเฟยกวาดสายตาผ่านข้อมูลและรายละเอียดยิบย่อยที่ดูไม่สลักสำคัญ แต่ไหนแต่ไรมา ประสาทตาและสมองของเขาทำงานสัมพันธ์กันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อใดก็ตามที่พบสิ่งที่น่าสนใจสายตาจะหยุดการกวาดผ่านและอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว แต่ฉู่เหวินจือก็ยังมีน้ำใจไฮไลท์สีตรงจุดที่คิดว่าเขาควรจะอ่านเอาไว้ให้ด้วย

แต่มองอีกแง่....มันก็เหมือนทฤษฎีการชี้นำ การไฮไลท์หรือเน้นย้ำให้มอง ณ จุดใดจุดหนึ่งจะทำให้ผู้มองไม่ได้สังเกตสิ่งรอบข้างเพราะสายตาถูกชี้นำให้มองจุดที่เน้นย้ำเอาไว้ ดังนั้น เซินเฟยจึงไม่ได้สนใจจุดที่ถูกชี้นำให้อ่านเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเชื่อสมองตัวเองมากกว่าการชี้นำของผู้อื่นอยู่ดี แต่อย่างไรเขาก็ต้องยอมรับว่าฉู่เหวินจือทำงานได้ดีกว่าที่เขาคิดเอาไว้ มีกระทั่งรูปภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริงและภาพถ่ายภายในตัวอาคารที่ตั้งทับพื้นที่เจ้าปัญหา ผู้ชายคนนี้พยายามเพื่อตอบแทนเงิน 5 ล้านดอลล่าห์ฮ่องกง หรือว่าเพื่อให้เขาเชื่อใจกันนะ?

อย่างไรก็ตาม ทำเลตรงนั้นก็น่าสนใจจริง ๆ ซ้ำรอบ ๆ ยังเกื้อหนุนต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก ทั้งห้างสรรพสินค้า แหล่งบันเทิง หากเขาจำไม่ผิด เลยจากนั้นไปอีก 2 บล็อกก็มีแหล่งเริงรมย์ใต้ดินในอาณัติของจูเชว่อยู่ เรียกได้ว่าเกื้อหนุนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทีเดียว

ฉู่เหวินจืออาจทำผลงานได้จริงก็เป็นได้....

“อาซิง ผมอยากคุยกับฉู่เหวินจือ ให้เขาขึ้นมาพบผมที่ห้องทำงานตามลำพัง” เซินเฟิงสั่งผ่านอินเตอร์โฟนของบริษัทที่นาน ๆ ครั้งจะได้หยิบใช้ เนื่องจากหวางซิงมักเข้ามาในเวลาที่เขาต้องการเสมอ

และในเวลานี้ ฉู่เหวินจือก็นั่งอยู่ต่อหน้าเซินเฟย ในมือของเด็กหนุ่มยังคงถือเอกสารที่ถูกนำมาให้พิจารณาอยู่ อีกข้างมีเอกสารที่คู่เจรจาให้มาในตอนแรกเปิดเทียบกัน

“ดูเหมือนคุณหวู่จะจงใจปกปิดหลายอย่าง” เขาเปรยขึ้นมาขณะพลิกเปิดเอกสารสองชุดควบคู่กัน เห็นได้ชัดว่าข้อมูลในเอกสารชุดแรกแทบจะไม่เอ่ยถึงทำเลข้างเคียง มีแต่กล่าวถึงสิ่งที่กิจการกำลังประสบและเหตุที่ต้องขอความช่วยเหลือรวมทั้งผลประโยชน์ที่ทางเครือธุรกิจจะได้รับ

“เท่าที่ผมลองลงพื้นที่และสืบจากคนใน ดูเหมือนคุณหวู่จะมีหนี้สินจากการลงทุนและเล่นหุ้น ยิ่งทำหนี้ก็ยิ่งบานปลาย ก็เลยหันมาพึ่งคุณเซินนี่แหละครับ”

เซินเฟยเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายราวกับคำพูดนั้นทำให้รู้สึกผิดหู

ดูเหมือนฉู่เหวินจือฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงพูดถึงเรื่องก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหันมาพึ่งเขา แต่ไม่ต้องพูดเขาก็รู้อยู่ เจ้าคนแซ่หวู่นั่นเป็นหนี้จนแทบล้มละลายมานานแล้ว คงวิ่งวุ่นหัวปั่นหาคนพยุงแล้วก็ถูกตัดหางมาหลายต่อหลายครั้ง มาถึงตัวเขา คงจะคิดว่าเป็นเด็กมือใหม่ หยิบยื่นผลประโยชน์ให้ก็ตะครุบทันที

เจ้าคนแซ่หวู่นี้เขาได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างนิดหน่อย ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือด กินท่อน้ำเลี้ยงของคนที่ตัวเองไปเกาะจนอ้วนพี กว่าคนโดนเกาะจะรู้ตัวก็เสียหายไปหลายหลัก คงจะดูดเลือดปลาตัวเล็กมาเยอะแล้วกระมังจึงกล้ามาท้าทายปลาตัวใหญ่เช่นจูเชว่

หารู้ไม่....ก่อนเขาจะเข้ามาบริหารด้วยตัวเอง เขาก็ช่วยอาสะใภ้ดูแลเรื่องภายในมาตั้งแต่เข้าบ้านใหญ่เลยก็ว่าได้

กับคนที่บริหารกิจการเล็ก ๆ ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ขืนยอมให้เกาะก็รังแต่จะทำให้ตัวเลขติดตัวแดงมากขึ้น ๆ เท่านั้น นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการที่เขาต้องถูกมองว่าเป็นเด็กไร้ความสามารถมองคนไม่เป็น ให้ลิงกังถือแก้วไว้มันก็แตกเสียเปล่า ๆ สู้เขาฮุบมาจะได้ประโยชน์มากกว่า

“นายว่ายังไง?” ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่เซินเฟยก็ยังถามความเห็นของฉู่เหวินจือเพราะไหน ๆ เขาก็ยกเรื่องนี้ให้จัดการแล้ว อยากจะดูผลงานจนถึงที่สุดเหมือนกัน

“ผมคิดว่า ถึงจะยื่นมือเข้าไปช่วย คุณหวู่ก็คงทำให้ขาดทุนอีกอยู่ดี อีกอย่าง ที่ตรงนั้นยังทำอะไรได้อีกเยอะ คุณเซินจะคิดยังไงถ้าเราเทคโอเวอร์มาเสียเลย?”

เซินเฟยเท้าคางฟังอีกฝ่ายพูด ในใจเขานึกเห็นด้วยตั้งแต่แรกแต่ก็ยังตีหน้าขึงขังเสมือนต้องการให้ฉู่เหวินจือคิดให้รอบคอบกว่านี้

“คุณเซินครับ ดูบริเวณรอบ ๆ ให้ดีสิ ซ้ำยังพื้นที่มีบริเวณขนาดนี้ ถ้าลองทำธุรกิจโรงแรมน่าจะรุ่งนะครับ” ฉู่เหวินจือยังคงอธิบายต่อไปแล้วพลิกหน้ากระดาษประกอบการอธิบาย “ใกล้ ๆ นั้นมีโรงแรมที่บริหารโดยคนต่างชาติอยู่ที่หนึ่ง ถ้าโรงแรมของเราล้มที่นั่นลงได้ ก็จะได้พื้นที่มาอยู่ในอาณัติเพิ่ม ยิงนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ คุณไม่คิดว่าคุ้มค่าที่จะลงมือทำหรือครับ?”

เด็กหนุ่มอดจะเลิกคิ้วไม่ได้ นี่มองการณ์ไกลถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?

จะว่าไป พื้นที่ที่โรงแรมนั้นตั้งอยู่มันก็ทำให้อำนาจของจูเชว่เข้าไปจัดการได้ยาก เขานึกอยากจะกำจัดออกไปอยู่แล้วแต่ไม่ได้รีบร้อนถึงขนาดนั้น อย่างไรก็แค่โรงแรมที่นักธุรกิจธรรมดาตั้งขึ้น ยังไงก็จัดการได้ง่ายกว่าโรงแรมของพวกมาเฟียต่างชาติอยู่หลายขุม

แต่ในเมื่อโอกาสมาถึง...จะทิ้งไปก็เสียเปล่า...

ถ้าฉู่เหวินจือทำได้อย่างว่าจริง พวกผู้บริหารน่ารำคาญพวกนั้นคงจะเงียบกันไปได้ระยะหนึ่ง

“ทำเรื่องแรกให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน” เซินเฟยว่าเช่นนั้น เขาหมายถึงเรื่องการเทคโอเวอร์กิจการของคนแซ่หวู่ เมื่อได้พื้นที่มาแล้วค่อยคิดเรื่องขยายเขตก็ยังไม่สาย

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดำเนินการเลยนะครับ” ฉู่เหวินจือว่าก่อนจะถอยออกไป

“เดี๋ยวก่อน ให้คนของฉันไปด้วยคนหนึ่ง” ว่าแล้ว เซินเฟยก็ใช้อินเทอร์โฟนลงไปสั่งให้จัดคนให้ฉู่เหวินจือ แม้ชายหนุ่มจะดูไม่ค่อยพอใจนักที่ต้องถูกจับตาดู แต่ก็ต้องทำใจเมื่อตัวเองยังไม่ใช่คนของทางนี้เต็มตัว

ฉู่เหวินจือเดินออกมาจากห้องของเซินเฟย เขาสวนทางกับหวางซิงที่กำลังจะนำอาหารเที่ยงไปให้พอดี

“เอ๋ จะออกไปข้างนอกหรือ? ไม่กินอะไรก่อนล่ะ?”

“ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวผมว่าจะไปทานกับคุณหวู่ ป่านนี้เขาคงจะรออย่างใจจดใจจ่อแน่ ๆ” ฉู่เหวินจือพูดไปก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย หวางซิงได้แต่ยืนกระพริบตาปริบ ๆ นึกสงสัยว่าใครกันที่จะยินดีเมื่อพบว่ากิจการที่ตัวเองใช้เป็นข้ออ้างกินเงินธุรกิจที่เข้ามาช่วยเหลือกำลังจะสลายไปจนไม่เหลือแม้แต่เถ้า

หวางซิงไหวไหล่อย่างไม่นึกใส่ใจ เขารับใช้จูเชว่มาจนถึงตอนนี้ก็เห็นมานักต่อนักแล้ว พวกที่ไม่เจียมกะลาหัว แบกหน้ามาเสนอผลประโยชน์โดยไม่สำเหนียกถึงกำลังอันน้อยนิดของตัวเอง ปลาใหญ่กลืนปลาเล็กมันเป็นสัจธรรมของวงการ จะวงการธุรกิจหรือมาเฟียก็เหมือน ๆ กัน แล้วปลิงอย่างคนแซ่หวู่นั่นมีหรือจะรอดเมื่อกล้าเสนอหน้ามาต่อรองกับหนึ่งในปลาที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง

------------------------>

ฉู่เหวินจือไม่ได้นัดคู่เจรจาออกไปพบกันข้างนอก แต่มาพบถึงที่เพราะเขาไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนวุ่นวาย คนที่ติดตามเขามาดูจะไม่พอใจที่เขาลดเกียรติของจูเชว่ลงมาโดยยอมเข้าพบคนที่ฐานะต่ำกว่าด้วยตัวเอง กระนั้นผู้ติดตามก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาระหว่างที่พวกเขาเดินเข้าไปในอาคารหลังหนึ่ง

จนถึงตอนนี้ พวกเขาก็มานั่งอยู่ต่อหน้าคนแซ่หวู่ที่จัดการต้อนรับพวกเขาอย่างดีทั้งขนมนมเนยก็เตรียมมาวางพรักพร้อม มีเลขาสาวสวยเดินยั่วสายตาพร้อมบริการอยู่ไม่ห่าง เธอดูจะให้ความสนใจกับฉู่เหวินจือไม่น้อยจึงเอาแต่จับจ้องแทบไม่วางตาแม้ขณะที่เสิร์ฟกาแฟก็ยังจงใจก้มต่ำเสียจนเห็นทรวงอกเต็มตึงผ่านเสื้อคอที่คว้านจนลึก

“เอ่อ....ทางคุณพิจารณาแล้วว่ายังไงบ้างครับ?” ชายวัยกลางคนร่างท้วมพูดไปก็ยิ้มกว้าง เพราะเมื่อคนมาหาเป็นฉู่เหวินจือ แสดงว่าเงิน 5 ล้านดอลล่าห์ฮ่องกงคงไม่เสียเปล่า ได้อิงกับเครือธุรกิจใหญ่แบบนั้นคงจะดึงเงินมาใช้ได้สบายไปอีกพักใหญ่

“เจ้านายของผมสนใจที่นี่มากทีเดียว” ฉู่เหวินจือตอบอย่างหน้าชื่นตาบาน ทำให้ผู้ฟังพลอยดีใจไปด้วย

“ถ้าอย่างนั้นทำสัญญากันเลยนะครับ!” คนแซ่หวู่ดูกะตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เขารีบร้อนสั่งให้เลขานำสัญญาที่ทำเตรียมไว้ออกมาทันที

“เดี๋ยวก่อน ทางผมเตรียมหนังสือสัญญามาแล้ว” ฉู่เหวินจือว่าก่อนจะเปิดกระเป๋าเอกสารที่นำมาด้วย เขาหยิบซองสีน้ำตาลออกมาและยื่นให้ผู้ที่นั่งฝั่งตรงข้าม “กรุณาอ่านให้ละเอียดด้วยนะครับ”

แม้คู่เจรจาจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่ก็ยอมทำตามคำเตือนที่แฝงความหวังดีนั้น

เงื่อนไขในหนังสือสัญญาไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ผู้อ่านกลับหน้าซีดลงทุกบรรทัดก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดและเขียวคล้ำเหมือนคนขาดอากาศ ดวงตาทั้งคู่เหลือกถลนอย่างไม่เชื่อสายตา สัญญานี้ไม่ใช่สัญญาร่วมธุรกิจ แต่เป็นสัญญาซื้อขายบริษัททั้งหมด

“น....นี่มันหมายความว่ายังไงกัน!”

“ก็ช่วยเหลือกิจการของคุณยังไงล่ะครับ คุณบอกว่ากิจการของคุณกำลังย่ำแย่หนัก ผู้ถือหุ้นก็ถอนตัวไปหมดแล้ว แถมผลกำไรก็แทบไม่มี ผมกับท่านประธานปรึกษากันแล้วจึงได้ข้อสรุปว่า....” ฉู่เหวินจือทิ้งระยะคำเล็กน้อยแล้วฉีกรอยยิ้ม “.....จะซื้อกิจการ....ไม่สิ....ซื้อพื้นที่นี้ทั้งหมดมาทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่าแทน คุณว่าจะดีกว่าหรือเปล่าครับ คุณหวู่?”

“ก....กล้าดียังไง! แกรับเงินฉันไปแล้วนะ! คิดจะหักหลังฉันงั้นเรอะ!” ชายร่างท้วมขว้างหนังสือสัญญาลงบนโต๊ะด้วยโทสะ กิจการนี้เขาสู้อุตส่าห์ตั้งขึ้น ดึงคนมาร่วมธุรกิจเพื่อสูบเอาเงินพวกนั้นมาหมุน ถ้าขายมันไปตอนนี้เขาก็มีแต่จะขาดทุนยับเยินเท่านั้น

“ผมไม่ได้หักหลังเสียหน่อย แต่ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะทำให้แค่สมกับราคาที่คุณจ่าย ผมทำให้คุณเซินสนใจพื้นที่ของคุณได้ถึงขนาดนี้ยังไม่คุ้มค่าอีกหรือ?” ฉู่เหวินจือไม่ได้ใส่ใจอารมณ์ของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เพราะจะด้วยความเต็มใจหรือจำใจ ผู้ชายคนนี้ก็ต้องยอมขายถ้ายังรักชีวิต คิดจะเล่นกับมาเฟียมันก็ต้องโดนอย่างนี้

“ฉันไม่ขาย! ให้ตายฉันก็ไม่ขาย! ออกไปจากตึกของฉันเดี๋ยวนี้!”

ฉู่เหวินจือกระตุกยิ้ม ความจริงก็น่าโกรธอยู่หรอก ก็จำนวนเงินที่เขาเสนอซื้อตึกและพื้นที่ทั้งหมดมันถูกแสนถูก ไม่ต่างจากราคาบ้านงามหลังหนึ่ง สำหรับกิจการที่ขาดทุนยับเยินแบบนี้ ลงทุนมากไปก็เสียดายเม็ดเงิน แต่เขาก็อยากรู้นักว่าถึงตายก็ไม่ขายจริงหรือเปล่า....

“คุณผู้หญิง คุณช่วยออกไปก่อนก็แล้วกันนะ ผมมีเรื่องต้องคุยกับหัวหน้าของคุณ” เขากันไปบอกกับเลขาสาวที่ยังรั้งอยู่ในห้อง เธอจึงรีบโค้งแล้วเดินออกไปเพราะเห็นท่าชักไม่ค่อยดี ฉู่เหวินจือหันกลับมายังตัวปัญหา ปล่อยตัวเองให้นั่งในท่าสบายก่อนจะแสยะยิ้มเยือก แม้แต่คนติดตามของเซินเฟยที่ไม่ได้หันมองยังรู้สึกขนลุกจนถึงต้นคอ

“เอาล่ะคุณหวู่....ไหนช่วยยืนยันความตั้งใจของคุณกับผมอีกสักทีสิ”


TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: @StaR@ ที่ 15-02-2011 15:00:57
ฮู้ยยยย...คุณฉู่ท่าทางจะไม่ง่ายซะแล้ว
คิดไว้แล้วว่าพี่ท่านน่าจะมีฝีมือแน่ๆ
แถมยังดูน่าค้นหาอีกด้วยยิ่งอ่านยิ่งลุ้น
 :กอด1: :L2: :pig4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: jasmin ที่ 15-02-2011 15:40:12
เข้ามาอ่านเรื่องใหม่
สนุกมากเลยอ่ะ รุนแรงกันจริงคู่นี้
ริจะรักเด็กต้องอดทนนะจ๊ะ   :m26:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 15-02-2011 15:40:51
โหดจริงนะคุณฉู่ 55
อย่างนี้สิถึงจะสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: JJHJJH ที่ 15-02-2011 16:43:15
ฟาดฟัดกันสุดฤทธิ์ ตื่นเต้นๆ ^^
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 15-02-2011 16:53:54
 o18คุณฉู่ก็ร้ายใช่เล่นนะเนี่ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 15-02-2011 18:18:07
ชอบคุณฉู่  โดนตบไปฉาดนึงเจ็บมั้ยล่ะนั่น :กอด1: :กอด1: :กอด1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: mumoo ที่ 15-02-2011 18:39:38
ขอตามมาอ่านด้วยคนค่า^^
คุณเซินอารมณ์ร้ายจัง ส่วนคุณฉู่ก็ท่าทางร้ายลึกซ่อนเล่ห์
รอวันคุณเซินพลาดพลั้งกันดีกว่า(ซะงั้น?)
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 15-02-2011 18:47:27
เนื้อเรื่องเข้มข้นมาก ท่าทางจะหักเหลี่ยม เฉือนคมกันน่าดู
จะมีฉากบู๊ ล้างผลาญด้วยไหมเนี่ย? ( ก็เรื่องเกี่ยวกับแก็งค์มาเฟียมักจะมีแบบนั้น )

โดยรวมแล้วน่าสนใจ และ น่าติดตามค่ะ ....
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 15-02-2011 20:00:26
เดาไม่ถูกว่าฉู่จะมาดี หรือจะตลบหลังเลยแฮะ :try2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: YELLOWSTAR ที่ 16-02-2011 00:40:14
โว้วววว  ดูน่ากลัวใช่ย่อยน่ะเนี่ย

เท่ห์อ่ะ :-[
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 16-02-2011 00:44:21
โอ้น่ากลัวจริงๆๆๆ


ท่าจะไม่รอดรีบขายเถอะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: pigg ที่ 16-02-2011 00:49:37
เพิ่งเห็นว่าพี่เซียร์ลงเรื่องใหม่...

เข้ามาแปะก่อนอ่าน :mc4: :mc4:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: samsoon@doll ที่ 16-02-2011 01:05:16
ตัดฉับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: wichaiP ที่ 16-02-2011 01:15:02
งานนี้ น่าจะประเภท ความรักแบบมาเฟีย ที่ร้าย รัก โหด แต่เเฝงด้วยเสน่หาแน่ๆ
อูย อ่านไป ปวดตับ เครียด คนแต่ใช้ฝีมือมากในการเรียบเรียง ประโยค พล็อดก็น่าสนใจ แต่กลัวจะเหมือนหงส์เหนือมังกรอ่ะ
สาธุ อย่าเป็นแบบนั้นนะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: จันทร์ผา ที่ 16-02-2011 02:17:36
นี้มันหงส์เหนือมังกรแน่ๆ55
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: puppyluv ที่ 16-02-2011 08:21:48
อ่านไปลุ้นไป สนุกมาเฟีย ชอบ
แต่ทว่า คุณน้องราชินีจะแกล้งท่านผู้ติดตามอีกนานมั้ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 3 (15/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 16-02-2011 14:48:22
เข้ามารอคุณฉู่กับน้องเซินค่า 55
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 16-02-2011 19:42:10
-4-



“ใช้ทุนน้อยกว่าที่คิด” เซินเฟยเปรยเมื่อมองหนังสือสัญญา อย่างน้อยฉู่เหวินจือก็รู้ว่าจะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่ หนังสือสัญญาต้องเรียบร้อยไม่มีรอยเลือดกระเด็นมาเปรอะอย่างเด็ดขาด เรื่องลายเซ็นที่หางตวัดแบบสั่นนิด ๆ นั่นช่างมันเถอะ ให้ใช้ได้ในทางกฏหมายก็พอ

“ครับ คุณหวู่ยอมขายตึกและที่ดินให้แต่โดยดี เขาขอบคุณในความกรุณาของคุณเซินด้วย” ฉู่เหวินจือว่าด้วยรอยยิ้ม แต่อย่างไรเสีย เงินที่ได้ไปจาการขายกิจการตัวเองก็คงต้องเอาไปใช้ในโรงพยาบาลเสียกระมัง....

คนที่ตามไปดูแลฉู่เหวินจือถึงที่เองก็ไม่ได้พูดอะไร แสดงว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เซินเฟยจึงพยักหน้ารับแล้วยื่นหนังสือสัญญาให้หวางซิงเก็บเอาไว้

“แล้วนายจะทำยังไงต่อ?”

“ผมอยากจะขอบริหารทุนสักจำนวนหนึ่ง เพราะยังไงพื้นที่ตรงนั้นก็ต้องเอาตึกเก่าออกก่อนถึงจะทำอะไรต่อได้ ทั้งยังต้องวางแปลนโครงสร้าง และต้องเตรียมหาบุคลากร” ฉู่เหวินจือเริ่มแจกแจงให้ฟัง “แต่คุณเซินยังไม่ต้องรีบอนุมัติก็ได้ ผมจะเขียนรายงานไปยื่นขออนุมัติจากบอร์ดบริหารก่อนแล้วค่อยเอามาให้คุณเซ็น แล้วจะทำรายการบัญชีมาให้ตรวจสอบด้วย คุณคิดว่ายังไง?”

ตอนนี้เซินเฟยเริ่มจะเชื่อขึ้นมานิด ๆ แล้วว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนมีฝีมือจริงดังที่ไป๋หู่รับรองไว้ กระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ตอบรับทันที

“ต้องการคนสักเท่าไหร่?”

“ตอนนี้ผมขอแค่ที่ปรึกษาทางวิศวกรรมสักคนก็พอครับ”

เซินเฟยพยักหน้ารับอีกครั้ง หวางซิงจึงรีบค้อมรับแล้วหมุนตัวออกไปทันที เลขายอดเยี่ยมอย่างหวางซิงแทบจะไม่จำเป็นต้องสื่อสารด้วยคำพูดอีกแล้ว แค่เพียงเขาพยักหน้า สบตา หรือขยับปลายนิ้ว หวางซิงก็สามารถแปลความหมายและปฏิบัติตามได้อย่างดีและครบถ้วนกระบวนความ

“คุณเซิน ผมขอถามอะไรได้ไหม?” ฉู่เหวินจือเอ่ยขึ้นเมื่อเหลือพวกเขาอยู่ในห้องเพียงสองคน

“ว่ามาสิ”

“ทำไมคุณถึงให้ผมทำงานนี้?”

เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขนาดสมองตัวเองมาแล้วจึงได้ถามเรื่องแบบนี้ออกมาได้

“ไม่พอใจอะไรหรือ?”

“เปล่าหรอกครับ เพียงแต่....ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนคุณทดสอบอยู่เลย หรือว่าคุณอยากจะรู้ขีดความสามารถของผม? หรือว่าจะเป็นความภักดี?” ฉู่เหวินจือถามไปก็แย้มยิ้มไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงเมื่อถามออกมาแม้แต่น้อย เซินเฟยมองรอยยิ้มของชายหนุ่มร่างสูงอย่างนึกหมั่นไส้ คน ๆ นี้บทจะโง่ก็โง่เง่าจนน่าฆ่าทิ้ง แต่พอฉลาดขึ้นมาก็ดูจะเห็นอะไรทะลุปรุโปร่งไปเสียหมด

“เข้าข้างตัวเองเกินไปหน่อยหรือเปล่า?” เซินเฟยว่าแล้วหมุนเก้าอี้เล็กน้อยให้นั่งสบายขึ้น “ฉันก็แค่อยากให้นายสร้างผลงานสักชิ้น เผื่อว่าฉันจะพิจารณาตำแหน่งของนายได้”

“ตำแหน่งของผม?” ฉู่เหวินจือทวนคำแล้วหัวเราะออกมา “คุณไม่ต้องกรุณาผมมากถึงขนาดนั้นหรอกครับ หน้าที่ของผมคือดูแลรับใช้ใกล้ชิดจูเชว่ ดังนั้นถึงคุณจะให้ตำแหน่งไหนกับผม ผมก็ต้องทำงานรองมือรองเท้าคุณอยู่ดี”

“ยังไงมีตำแหน่งค้ำเอาไว้ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือยังไง” เด็กหนุ่มชักหงุดหงิดขึ้นมา คนอะไร พอหยิบยื่นตำแหน่งให้นอกจากจะไม่แสดงท่าทางกะตือรือร้นแล้วยังทำท่าราวกับไม่แยแส หากปล่อยให้ลอยชายไปมาอย่างนี้เขาจะควบคุมได้ยากและไม่อาจซื้อความภักดีได้ ตำแหน่งผู้ติดตามเขานั้น เป็นสิ่งที่ไป๋หู่หยิบยื่นให้ หากให้ดีควรจะพ่วงตำแหน่งที่เขาให้ไปด้วยจะได้เสมอกัน

ทว่า....ถึงจะไม่แสดงความกะตือรือร้น แต่พอกลับถึงบ้าน ฉู่เหวินจือก็ขอตัวเข้าห้องเพื่อร่างโครงการทันที เซินเฟยได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบไป เพราะโครงการพวกนี้ต้องผ่านตาผู้บริหารทั้งหมดก่อนจะถึงมือเขา อย่างไรเสีย หากมีอะไรผิดปกติเขาก็จะสามารถรู้ได้ก่อนจะเกิดขึ้น หากผู้ชายคนนี้คิดจะติดสินบนกับผู้บริหารด้วยก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้เขี่ยพวกหน้าไหว้หลังหลอกพวกนั้นออกไปเสียให้หมด

“ไม่เชิญคุณฉู่ลงมาทานข้าวด้วยกันหรือ?” ซากุระเอ่ยถามเมื่อเห็นเซินเฟยเดินลงมาจากทางห้องนอนสำหรับแขก

เพื่อให้เกียรติกับคนของไป๋หู่ ซากุระจึงให้ฉู่เหวินจือร่วมโต๊ะอาหารได้โดยไม่ต้องไปกินกับหวางซิงและคนรับใช้อื่น ๆ ในบ้าน ในตอนแรก เซินเฟยก็คัดค้านแต่ในเมื่อซากุระชี้แจงเหตุผลเขาจึงจำยอมในที่สุด

“เห็นว่ากำลังทำงานน่ะครับ”

“ได้ยังไงกัน ถึงเวลาทานก็ต้องทานนะ เดี๋ยวอาขึ้นไปเองแล้วกัน” ซากุระไม่ทันจะก้าวผ่านไป เซินเฟยก็รีบรั้งตัวไว้ทันที

“เดี๋ยวผมเรียกให้เอง คุณอาไปรอที่โต๊ะเถอะครับ” เซินเฟยคิดหลายตลบแล้ว มองยังไงเขาก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะให้ฉู่เหวินจืออยู่กับอาสะใภ้ของเขาตามลำพัง อาสะใภ้ของเขานั้นแม้จะหม้ายสามีแต่ก็ยังสาวยังแส้ อายุน่าจะน้อยกว่าฉู่เหวินจือเสียอีก การที่ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังนอกจากจะมองไม่ดีแล้วเขายังไม่อาจรับรองได้ว่าฝ่ามือของเขาจะทำให้ฉู่เหวินจือหลาบจำได้จริงไหม

เมื่อซากุระเดินลับหลังไป เซินเฟยก็เรียกให้คนรับใช้คนหนึ่งขึ้นไปตามตัวฉู่เหวินจือลงมา

“คุณฉู่บอกว่าจะทำงานก่อนครับ ให้ท่านหญิงกับนายน้อยทานกันไปได้เลยไม่ต้องรอ” คนรับใช้รายงานตามคำพูดของฉู่เหวินจือทำให้หางคิ้วเซินเฟยกระตุกปึก นี่อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน....

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปบอกคุณฉู่ว่าถ้าไม่ลงมาภายใน 5 นาที ผมจะส่งการ์ดขึ้นไปลากคอลงมา” เสียงของเซินเฟยกดต่ำจนคนรับใช้ไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่วิ่งกลับขึ้นไปรายงานตามคำพูดทุกคำอย่างไม่ผิดเพี้ยน รออยู่ไม่นานร่างของฉู่เหวินจือก็ปรากฏขึ้นเหนือบันไดขั้นบนสุดตามด้วยคนรับใช้ที่ถูกใช้ขึ้นไปตาม

เซินเฟยเห็นดังนั้นจึงพ่นลมหายใจออกไปแล้วเดินนำไปยังห้องอาหาร

ทำไมถึงต้องขัดใจอยู่เรื่อยนะ

เขานึกในใจอย่างหงุดหงิด วันนี้เห็นว่ามีผลงานก็คิดจะชมเชยอยู่ พอเห็นอาการขัดขืนแล้วก็อดไม่ได้อยากจะทำลืม ๆ ผลงานเหล่านั้นไปซะ

หลังมื้ออาหาร ฉู่เหวินจือก็กลับไปทำงานต่อในทันที เซินเฟยเริ่มจะคลางแคลงว่าโครงการครั้งนี้มีลูกเล่นอะไรหรือไม่ เจ้าตัวจึงดูตั้งอกตั้งใจทั้งที่ไม่ได้หวังตำแหน่งใด ๆ จากเขาเลย

ในขณะที่เซินเฟยกำลังนึกถึงความเป็นไปได้อยู่นั้น หวางซิงก็เดินเข้ามาด้วยทีท่าไม่ค่อยมั่นใจนัก

“มีอะไรหรือเปล่า?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เซินเฟยจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถาม

“คือ...เรื่องของเฉียนหยุนน่ะครับ...” หวางซิงพูดไปก็เหงื่อตก “ไม่รู้ว่าใครคาบข่าวไปบอก แต่กิจการที่เทคโอเวอร์มาวันนี้อยู่ใกล้กับเขตของเฉียนหยุน เขาเลยบอกว่ายากจะขอที่ตรงนั้นเข้าไปรวมไว้ในเขตด้วยจะได้ควบคุมพวกที่เข้ามาก่อกวนได้ง่ายขึ้น”

เฉียนหยุนกล้าถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?

เซินเฟยหรี่ตาลง ถึงเฉียนหยุนจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการนั่งตำแหน่งของเขา แต่ก็ควรจะให้เกียรติเขาในฐานะจูเชว่บ้างไม่ใช่หรือ? คนฉลาดอย่างเฉียนหยุนไม่น่าจะทะเยอทะยานออกนอกหน้าถึงขนาดนี้ได้ หากคิดตลบหลังเขายังสมเหตุสมผลเสียกว่า จะว่าไป เรื่องของคนแซ่หวู่นั่นก็เหมือนกัน โดยปกติเจ้าปลิงไร้ประโยชน์นั่นไม่น่าจะกล้าอาจเอื้อมถึงเขา แต่นี่ถึงขนาดกล้าต่อรองจนต้องบีบด้วยกำลัง นอกจากนี้ เฉียนหยุนยังรู้เรื่องการซื้อขายกิจการได้รวดเร็วอย่างหลือเชื่อ โครงการก็ยังเป็นแค่โครงการ ไม่ได้พิมพ์ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเสียด้วยซ้ำ

สองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?

“แค่พวกก่อกวนกลุ่มเล็ก ๆ ยังจัดการไม่ได้ เอาพื้นที่ไปเพิ่มก็เสียเปล่าเท่านั้น” เซินเฟยว่าเช่นนั้นเมื่อเห็นหวางซิงยังรอฟังคำตอบ

“เฉียนหยุนบอกว่าคุณต้องพูดอย่างนี้แน่ ๆ เขาเลย....ฝากว่าจะเข้าไปพบที่บริษัทพรุ่งนี้น่ะครับ....”

“อืม....” เซินเฟยเพียงรับคำในคอโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ หวางซิงจึงขอตัวไปช่วยหวางซือและหวางซานทำงานต่อก่อนจะแยกย้ายไปนอน ตอนนี้ซากุระขึ้นนอนไปแล้วจึงไม่มีใครได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกัน เซินเฟยคิดเช่นนั้นโดยไม่รู้ว่าหลังกำแพงถัดไป ฉู่เหวินจือกำลังยืนกอดอกและยิ้มขันกับสิ่งที่ได้ยิน

---------------------->

เซินเฟยสั่งประชาสัมพันธ์ว่าหากคนชื่อเฉียนหยุนมาแล้วให้เชิญขึ้นห้องทำงานเขาได้เลย แม้ประชาสัมพันธ์นึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรด้วยคิดว่าคงจะเป็นแขกพิเศษของประธานเท่านั้น

“คุณเฉียนหยุนคนนี้สำคัญมากหรือครับ?” ฉู่เหวินจือกระซิบถามหวางซิง

“ก็อย่างที่คุณรู้แหละครับ เพราะเป็นคนเก่าคนแก่ก็เลยต้องให้เกียรติกันหน่อย” หวางซิงอธิบายสั้น ๆ แต่ฉู่เหวินจือก็พยักหน้ารับและไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาพอจะเข้าใจอยู่ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับธุรกิจทุกแบบอยู่แล้วที่ต้องเอาอกเอาใจผู้อาวุโสที่เป็นประโยชน์กับองค์กรมากกว่าพวกมือใหม่หัดบริหาร

เซินเฟยนั่งรอเฉียนหยุนในห้องอย่างใจเย็น ระหว่างนั้นก็ตรวจสอบงานไปด้วยเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างจนเกินไปนัก

จนกระทั่งเกือบเที่ยงแล้ว เฉียนหยุนจึงเพิ่งปรากฏตัว เซินเฟยรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายจงใจจะท้าทายแต่เขาก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา

“นั่งลงก่อนสิ” เซินเฟยเชิญแขกของตนให้นั่งลงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ สายตาของเขาลอบสังเกตชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงแต่ยังดูภูมิฐานอยู่ทุกอากัปกิริยา

“ไม่ได้เข้ามาที่ห้องนี้ซะนานเลยนะ ไม่เปลี่ยนไปเลย” เฉียนหยุนว่าก่อนจะนั่งลง “แล้วว่ายังไงจูเชว่ ที่ตรงนั้นน่ะให้ผมไม่ได้งั้นหรือ? ยังไงคุณก็ซื้อมาด้วยราคาแสนจะถูก แล้วก็จงใจจะใช้ขยายเขตปกครองอยู่แล้ว ยังไงเขตนั้นมันก็ต้องเป็นผมดูแลอยู่ดี สู้ยกให้ผมจัดการแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่วุ่นวายถึงคุณยังไงล่ะ”

“ขอโทษด้วยนะเหล่าเฉียน แต่ที่ตรงนั้นผมยกให้คนอื่นไปแล้ว” เซินเฟยจงใจตอบอย่างตรงไปตรงมาเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย และเขาก็เห็นได้ถึงการกระตุกมุมปากเบา ๆ กระนั้นเฉียนหยุนก็ยังคลี่ยิ้มเย้ยหยันออกมาตามแบบฉบับของตัวเอง

“ใครกันนะที่ได้ที่ตรงนั้นไป ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ”

“เรื่องนั้นผมไม่จำเป็นต้องบอกให้คุณรู้ แต่เขาเป็นคนที่ได้ที่ตรงนั้นมาในขณะที่คุณปล่อยมันให้อยู่นอกสายตาตลอดหลายปีมานี้ ผมคิดว่าสมควรแล้วที่เขาจะได้เป็นคนจัดการ” เซินเฟยไม่ได้คิดจะบอกเรื่องของฉู่เหวินจือให้เฉียนหยุนรู้ เขาไม่อยากจะต้องมานั่งทนสายตาเหยียดหยันด้วยเหตุผลนั้น “อีกอย่าง ในขณะที่เขามีผลงานมาเสนอผม คุณกลับดูแลถิ่นของตัวเองไม่รอด ถ้ามันหนักเกินไปนักบางทีคุณน่าจะพักผ่อนได้แล้วนะเหล่าเฉียน”

ความหมายของเซินเฟยไม่ต้องแปลให้มากความเท่าใดนัก เขาจงใจจะบอกอีกฝ่ายว่า หากจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ในเร็ววัน ถึงจะเป็นเฉียนหยุนเขาก็ลดอำนาจลงได้เหมือนกัน

เซินเฟยปล่อยให้เฉียนหยุนเหลิงในอำนาจและความยำเกรงมานานแล้ว อาจจะถึงเวลาเสียทีที่เขาต้องแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดเสียบ้าง

“อย่าเพิ่งโมโหไปสิจูเชว่ ผมมันก็แก่แล้วอย่างที่คุณว่านั่นแหละนะ” อยู่ ๆ เสียงของเฉียนหยุนก็อ่อนลงจากตอนแรก “พออายุเริ่มมากขึ้นจะทำงานทำการอะไรมันก็ขัดไปหมด เด็กหนุ่ม ๆ สมัยนี้มันก็ขี้เกียจกันเหลือเกิน เอาแต่นั่งเก้าอี้ชี้นิ้วสั่งไม่ลงไปทำงานเสียบ้าง”

หัวคิ้วของเซินเฟยเริ่มจะขยับเข้าหากัน เขาใช่ว่าจะโง่ขนาดฟังคำเสียดสีนั้นไม่ออก

ผู้ชายคนนี้คิดจะท้าทายเขาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?

โง่จริง....

เซินเฟยคิดอย่างขุ่นใจ คนที่เหมือนจะใช้งานได้มากกว่าคนอื่นกลับมาทำเล่นตัวเป็นเด็ก ๆ เสียอย่างนั้น คิดจะให้เขาง้ออย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ คนอย่างจูเชว่ไม่มีวันก้มหัวให้ใคร ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีเชื้อสายโดยตรงแต่อย่างน้อยเขากับจูเชว่คนที่แล้วก็มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน สายเลือดมันจะห่างกันสักแค่ไหนกัน

“หมายความว่า...คุณจัดการให้ผมไม่ได้?”

“ผมก็ไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ถ้าจะให้ผมขยับตัวมันก็...ต้องรอเวลากันหน่อย” เฉียนหยุนหัวเราะเสียงขัดหู

“คุณพยายามจะบอกว่าอยากให้ผมลงไปจัดการเองสินะ” เซินเฟยหรี่ตาลง

“เหล่าเฉียนไม่กล้ารบกวนจูเชว่ถึงขนาดนั้นหรอก” เฉียนหยุนโบกมือปฏิเสธเหมือนว่าจะทำแค่พอเป็นพิธี เซินเฟยคร้านจะอ้อมค้อม เขาผ่อนคลายร่างกายที่เกร็งเครียดแล้วเอนหลังให้สบายที่สุดก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วหลับตานิ่งสักครู่

“ในเมื่อมันลำบากสำหรับคุณนัก ผมจะลงไปจัดการให้เพราะเห็นแก่เหล่าเฉียน” เซินเฟยพูดทั้งที่ยังหลับตาก่อนจะค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง “แต่ว่า ตอนที่ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว เหล่าเฉียนกับลูกน้องทั้งหมดก็ส่งใบลาออกให้ผมด้วยก็แล้ว”

“เห.....” เสียงเสียดหูไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ “จูเชว่จะไล่เหล่าเฉียนออกหรือ? ไม่เห็นใจคนแก่บ้างหรือไงกัน?”

“บอกตามตรงนะเหล่าเฉียน ผมตั้งใจไว้ว่าจะทำตามที่จูเชว่รุ่นก่อน ๆ ทำมา ใครที่ทำประโยชน์ให้องค์กรจนถึงที่สุด แม้จะชราหรือทุพพลภาพก็จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีรวมไปถึงครอบครัวที่รออยู่ข้างหลังด้วย แต่สำหรับคนที่ยังทำประโยชน์ได้ไม่เท่าไหร่ เลี้ยงไปมันก็เปลืองข้าวสุกเสียเปล่า ๆ” ถึงตอนนี้ เซินเฟยไม่คิดจะไว้หน้าอีกฝ่าย เขาอยากแสดงให้เห็นว่าเขาไม่คิดจะทำตัวเป็นเด็กหัวอ่อนตลอดไป ที่เขายอมให้อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาจนถึงตอนนี้ก็มาถึงจุดที่สุดสิ้นความอดทนแล้ว ทั้งการเพิกเฉยต่อคำสั่งและการต่อรองอย่างอวดดีนั่นล้วนเป็นการแข็งข้ออย่างไม่น่าให้อภัย ถึงจะเสียดายคนเก่ง แต่คนเก่งที่มือเท้าไม่ทำงานนั้นมีค่าต่ำเสียยิ่งกว่าคนไร้ประโยชน์

เฉียนหยุนดูเหมือนจะไม่พอใจต่อคำตอบ เขากัดฟันกรอด

“หึ!”

เขาส่งเสียงออกมาเท่านั้นก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็วต่างจากท่าทางเหมือนคนแก่เมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เฉียนหยุนเป็นคนฉลาด เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าตนเองไม่สามารถเสนอหน้ามาหาเซิยเฟยได้อีก ทำไม่ได้แม้แต่จะเป็นหัวหน้าแก๊งค์ต่อได้ด้วยซ้ำ

เสียงประตูกระแทกปิดดังจนสะเทือนประสาทเจ้าของห้อง เซินเฟยยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มเกร็งเครียดจนปวดหนึบ

ทำไมอะไร ๆ มันถึงไม่ได้ดังใจเสียทีนะ

“ขออนุญาตครับ” หวางซิงนำเครื่องดื่มเย็น ๆ เข้ามาในห้องเมื่อเห็นเฉียนหยุนออกไปแล้ว ท่าทางของเซินเฟยดูไม่ค่อยดีนักทำให้เขานึกเป็นห่วง “คุณเซิน....”

“ไม่เป็นไร ไปส่งเหล่าเฉียนเถอะ” เซินเฟยโบกมือไล่ เขาอยากอยู่เงียบ ๆ สักครู่ให้อาการปวดหัวบรรเทาลง

สำหรับเซินเฟยแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาต้องเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 12 เผชิญกับความกดดันอยู่ตลอดเวลา พอนานวันเข้าอาการไมเกรนก็เริ่มปรากฏก็เท่านั้น

เซินเฟยหลับตาลงเพื่อให้สายตาพักผ่อน เส้นประสาทยังเต้นตุบ ๆ จนรู้สึกได้ หูของเขาแว่วเสียงประตูเปิดและปิดลงโดยเลขาประจำตัวและห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ เมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าได้ผ่อนคลายอาการปวดจึงเริ่มบรรเทาลง ตอนนั้นเอง เสียงประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง เซินเฟยคิดว่าเป็นหวางซิงกลับมาเอาของหรือรายงานอะไรจึงไม่ได้ลืมตาขึ้นมอง เขาเพียงแต่ส่งเสียงถาม

“มีอะไร?”

ไม่มีเสียงตอบรับ เซินเฟยเริ่มรู้สึกผิดสังเกต เท้าคู่นั้นยังคงสาวเข้ามาเรื่อย ๆ และเมื่อเขาลืมตาขึ้น เสียงฝีเท้าก็หยุดลง

“เข้ามาทำไม?” เซินเฟยมุ่นคิ้วพลางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผู้ที่อยู่ในห้องคือฉู่เหวินจือ

“หวางซิงบอกว่าคุณอาการไม่ค่อยดีเลยวานให้เอายากับน้ำมาให้” ฉู่เหวินจือตอบก่อนจะวางแก้วน้ำกับเม็ดยาลงบนโต๊ะ

“เท่านี้หรือ?”

“คุณมีอะไรจะใช้ผมหรือครับ?” ชายหนุ่มแย้มยิ้มด้วยท่าทางสบาย ๆ “เรื่องที่คุยกับเฉียนหยุนจะให้ผมจัดการแทนไหม?”

“สู่รู้เกินไปแล้ว” เซินเฟยไม่พึงพอใจต่อกริยาที่ทำราวกับว่ารู้ทุกเรื่องของอีกฝ่าย “นายอยู่เฉย ๆ แล้วทำงานของตัวเองไปเถอะ อย่าสอดรู้ให้มากนัก”

“เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นจะทานยาเลยไหม? ผมจะได้เก็บแก้วออกไปด้วย”

เซินเฟยเหลือบตาลงมองยาแบบอัดเม็ดที่บรรจุอยู่ในบลิสเตอร์แพคอย่างดีไม่มีรอยฉีกขาด สีสันและลักษณะรวมทั้งแผ่นอลูมิเนียมที่ปิดด้านหลังบลิสเตอร์แพคก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต เขาแกะเม็ดยาออกแล้วโยนใส่ปาก ดื่มน้ำตามอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ฉู่เหวินจือรับรู้ถึงอาการระแวดระวังตัวแม้แต่น้อย เซินเฟยทิ้งบลิสเตอร์แพคที่แกะแล้วลงในแก้วเปล่าก่อนจะส่งคืนให้โดยเลื่อนไปไว้ตรงมุมโต๊ะ

ฉู่เหวินจือเดินเข้ามารับแก้วไปโดยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่กลับออกไปอย่างเงียบเชียบเหมือนตอนที่เข้ามา ถึงอย่างนั้น ชั่วแวบหนึ่งที่เซินเฟยแน่ใจว่าเขาเห็นรอยยิ้มในดวงตาอีกฝ่าย

ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องทำงาน มีเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่ง ๆ อยู่ไม่นานก็ตัดไปเมื่ออุณหภูมิห้องถึงที่กำหนด เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างมีมารยาท หวางซิงก้าวเข้ามาเพื่อรายงานว่าได้ส่งเฉียนหยุนขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้ว เซินเฟยเพียงพยักหน้ารับแล้วหันมองนาฬิกา

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 16-02-2011 19:42:52
“วันนี้มีใครนัดอะไรอีกไหม?”

“ไม่มีครับ แต่เย็นนี้มีงานเลี้ยงงานหนึ่ง จะให้เตรียมเลยไหมครับ?” ที่หวางซิงพูดหมายถึงเครื่องแต่งกายที่จะผลัดเปลี่ยนก่อนไปงาน

“ให้คนจัดการเลยก็แล้วกัน แล้วก็เตรียมให้ฉู่เหวินจือด้วย” หวางซิงไม่ได้ถามเหตุผลเพราะรู้กันอยู่ว่าฉู่เหวินจือถูกส่งมาเพื่อจับตาดูเซินเฟย ไม่ว่ายังไงก็ต้องอยู่ข้างกาย โดยเฉพาะงานสังคม หากบังเอิญเจอไป่หู่เข้า เจ้าตัวอาจไม่พอใจหากเห็นว่าคนของตนเองไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่กำชับไว้

----------------------->

งานสังคมครั้งนี้ก็ไม่ได้ต่างครั้งอื่นมากนัก เซินเฟยต้องยืนอยู่ท่ามกลางสายตาของพวกสอดรู้สอดเห็นทั้งชายหญิง เพียงแต่ไม่กดดันเท่าครั้งก่อน ๆ เนื่องจากมีคนช่วยแบ่งเบาจำนวนสายตาอยู่สองคน หวางซิง ที่หากพูดจริง ๆ แล้ว แม้จะอายุถึงเลข 3 แต่ก็ยังหนุ่มแน่น ใบหน้าอ่อนกว่าอายุจริงหลายปี ท่าทางสุภาพของเจ้าตัวทำให้หญิงสาวหลายคนถึงกับมองตาเยิ้ม ส่วนฉู่เหวินจือ เมื่ออยู่ในชุดแบบทางการก็ยิ่งดึงดูดความสนใจ เจ้าตัวโปรยยิ้มให้กับทุกคนที่เดินผ่านจนเซินเฟยนึกสงสัยว่านิสัยเช่นนี้ติดมาจากไป๋หู่หรือเป็นนิสัยส่วนตัวกันแน่

“คุณเซินครับ นั่นคุณหลวน” หวางซิงก้มลงกระซิบข้างหูเจ้านาย เซินเฟยพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มให้กับชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหาพลางเอ่ยทักทาย

“ยินดีที่ได้พบครับคุณหลวน”

การจดจำผู้คนมักจะทำให้เกิดความประทับใจอย่างยิ่งยวด ความทรงจำจึงมีความสำคัญมากในเชิงธุรกิจ กระนั้นสมองคนก็มีขีดจำกัด การติดต่อเจรจางานกับคนมากหน้าหลายตาไม่มีทางจำจดจำได้ทุกคน ด้วยเหตุนั้นนักธุรกิจใหญ่ทั้งหลายที่ต้องออกงานสังคมจึงมักใช้วิธีคล้าย ๆ กัน นั่นคือให้ผู้ติดตามช่วยจดจำหน้าแขกแต่ละคนที่อาจจะมาในงานเดียวกันและกระซิบบอกชื่อก่อนที่แขกจะเข้าถึงตัว

ที่เซินเฟยพาฉู่เหวินจือมาด้วยเพราะอยากให้อีกฝ่ายช่วยแบ่งเบางานของหวางซิงไปบ้าง งานนี้ไม่ใช่เล็ก ๆ คนเยอะขนาดนี้ให้หวางซิงจำคนเดียวคงไม่ไหว และจากที่เขาเคยประจักษ์ความช่างสังเกตสังกาของฉู่เหวินจือ จึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องเหมาะกับงานนี้อย่างแน่นอน

เซินเฟยทักทายคนไปเรื่อย ๆ สายตาก็คอยดูว่าไป๋หู่มาด้วยหรือไม่ ทว่าเขากลับได้พบคนที่ไม่ได้คิดถึงแทน

“ยินดีที่ได้พบครับ เสวียนอู่”

หญิงสาวในชุดราตรีสีดำดูสง่าเลิกคิ้วหันมามองต้นเสียงก่อนจะแย้มยิ้มลึกลับเมื่อพบว่าผู้ทักตนเป็นใคร

“ไม่คิดว่าจะได้พบจูเชว่ที่นี่ ได้ยินว่าไม่ชอบออกงานไม่ใช่หรือ?” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ใบหน้าของหญิงสาวก็ไม่ได้แสดงความตระหนกหรือแปลกใจออกมาแม้แต่น้อย “ไม่ได้พบกันตั้งแต่งานศพของท่านตาสินะคะ คุณดูต่างจากตอนนั้นมากทีเดียว”

“คุณก็เช่นกัน” เซินเฟยพูดและหมายความตามนั้น เขาได้พบกับเสวียนอู่คนนี้เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ได้พบกัน ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กอายุ 15 ที่ตามหลังอาสะใภ้ไปเรื่อย ๆ ส่วนหญิงสาวคนนี้ก็เป็นเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นทั่วไป หากไม่นับว่าเธอคือทายาทของเสีวยนอู่ที่สิ้นลมไปใครจะเชื่อว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถกลั้นน้ำตาและความขมขื่นภายใต้ใบหน้าสุขุมลึกล้ำในขณะที่ญาติทุกคนต่างพากันร่ำไห้ได้ ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าตัวเองนึกชื่นชมในความเข้มแข็งของเธอ

ถ้าไม่มีข่าวลือเรื่องขายพี่ชายตัวเองเพื่ออำนาจ....เขาอาจเต็มใจจะผูกมิตรกับเธอมากกว่านี้ แต่สำหรับผู้หญิงที่เสมือนงูพิษ หากเกี่ยวดองด้วยมากเกินไป รังแต่จะถูกคมเขี้ยวนั้นขย้ำคอเข้าสักวัน

“นั่นลูกน้องคนใหม่หรือ? ไม่เคยเห็นหน้าเลยนะ” เสวียนอู่ดูจะให้ความสนใจฉู่เหวินจือพอสมควร ด้วยสัญชาตญาณหญิงและสัญชาตญาณหนึ่งในผู้นำองค์กรมาเฟียฮ่องกง เธอรู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา ทำไมจูเชว่จึงยอมให้คนแบบนี้มาอยู่ข้างกายได้ทั้งที่ไม่เคยมีวี่แววว่าจะรู้จักหรือมีผลงานมาก่อน

“ก็ทำนองนั้น....”

การที่เสวียนอู่ไม่ได้เอ่ยถึงไป๋หู่ แสดงว่าไป๋หู่ไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องฉู่เหวินจือให้ใครรู้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับเซินเฟย เพราะหากคนนอกรู้ว่าเขายอมให้คนของไป๋หู่มาจับตาดูใกล้ชิดอย่างนี้ ฐานะจูเชว่ของเขาคงยิ่งตกต่ำลงกว่าเดิม

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณผู้หญิง” ฉู่เหวินจือเอ่ยทักทายเสวียนอู่อย่างเป็นธรรมชาติ “ผมได้ยินข่าวลือมาว่าเสวียนอู่คนปัจจุบันเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์ วันนี้ผมก็ได้เห็นกับตาแล้ว”

เซินเฟยกลอกตา.....ช่างเป็นคำพูดที่ชวนให้อาเจียนเสียจริง....

แต่เอาเถอะ ขอแค่กริยาเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับอาสะใภ้ของเขาก็พอแล้ว

“ตายจริง” เสวียนอู่หัวเราะคิก “เป็นคนปากหวานต่างจากเจ้านายเลยนะ ทำให้ฉันคิดถึงใครบางคนขึ้นมา.....ไป๋หู่เองก็ท่าทางเจ้าชู้กรุ้มกริมอย่างนี้เหมือนกัน”

เซินเฟยเกร็งตัวเมื่อเสวียนอู่ทักเช่นนั้น

“มีหลายคนบอกว่าผมเหมือนเขา แต่ผมยังไม่กล้าเทียบเทียมคนที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ฉู่เหวินจือแก้สถานการณ์ด้วยคำพูดพื้น ๆ ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา

“จะว่าไปก็น่าเสียดายจริง ๆ ชิงหลงก็ไปติดต่องานที่ต่างประเทศ ส่วนไป๋หู่ก็ติดธุระด่วน อย่างน้อยได้มาเจอคุณก็ยังดีนะคะ จูเชว่” เสวียนอู่ว่า เธอดึงมือที่ฉู่เหวินจือดึงไปครอบครองกลับมาหลังจากฝ่ายนั้นจุมพิตจนพอใจ

อย่างนั้นเองหรือ.....

เซินเฟยนึกกับตนเองในใจ มิน่าเล่าจึงไม่เห็นคนอื่น ๆ เพราะไป๋หู่นั้นนับเป็นคนสังคมจัดคนหนึ่ง หากมีงานที่ใดต้องพบที่นั่น วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

“ดนตรีนี่....มีลีลาศด้วยหรือ? เหล่าเฉินช่างละเอียดอ่อนเสียจริง” หญิงสาวเอ่ยถึงเจ้าของงานพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วหันมามองเซินเฟยอย่างมีความหมาย เด็กหนุ่มรู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิปฏิเสธคำเชิญชวนด้วยสายตา เขาส่งแก้วคอกเทลในมือให้หวางซิงถือก่อนจะโค้งคำนับอย่างสง่างาม

“กรุณาให้เกียรติเต้นรำกับผมได้ไหมครับ?”

“คำขอของจูเชว่ ฉันจะปฏิเสธได้ยังไงกัน” เสวียนอู่ตอบรับมือที่ยื่นขอก่อนที่ทั้งสองจะควงกันตรงไปยังฟลอร์เต้นรำ

เพลงแรกเป็นจังหวะวอลซ์ซึ่งเสมือนเป็นธรรมเนียมของการเต้นลีลาศก็ว่าได้ที่จะต้องอุ่นเครื่องด้วยจังหวะวอลซ์ก่อนจะเริ่มจังหวะอื่น ๆ

เสียงทุ้มสลับกับไวโอลินกรีดเสียงหวานพาให้ผู้เต้นรำพากันก้าวเดินตามจังหวะอันเนิบช้าทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์ละมุนละม่อม เซินเฟยขยับเท้าก้าวนำการประสานจังหวะอย่างชำนาญ การต้องออกงานสังคมบ่อยครั้งทำให้การเต้นรำเป็นงานอดิเรกที่จำเป็นต้องทำ เสวียนอู่เองก็ขยับตัวไปตามการนำอย่างสวยงามไม่แพ้กัน แม้ทั้งสองจะไม่ได้มีเทคนิคล้ำเลิศขนาดขันแข่งกับใครได้ แต่ก็สามารถตรึงสายตาคนทั้งฟลอร์ได้อย่างชะงัดงัน

ทั้งสองจบเพลงได้อย่างสวยงาม เซินเฟยพาเสวียนอู่ออกมาจากฟลอร์แล้วโค้งให้อีกครั้งเมื่อมาส่งถึงที่ก่อนหันไปรับแก้วคอกเทลคืนจากหวางซิง

“ไม่ได้เต้นเข้าคู่กับใครอย่างนี้มานานแล้ว คราวหน้าคราวหลังอาจต้องรบกวนบ่อย ๆ เสียแล้วสิคะ จูเชว่” เสวียนอู่เอ่ยเป็นนัยแต่เซินเฟิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกสนุกกับการได้เห็นเขาทำบางสิ่งบางอย่างในการควบคุมของเธอโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“ผมอาจไม่ว่างบ่อยเท่าไหร่” เซินเฟยเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพเป็นการบอกอย่างเป็นนัยว่าเขาไม่คิดจะทำตามความปรารถนาของเธอเสมอไป

“พ่อหนุ่มคนนี้ล่ะคะ จะมาแทนเมื่อคุณไม่ว่างไหม?” หญิงสาวว่าพลางปรายสายตาไปทางฉู่เหวินจือ

“ฉู่เหวินจือเพิ่งมาทำงานได้ไม่นาน ยังต้องให้ฝึกอีกมากครับ” หวางซิงชิงตอบแทนด้วยเกรงว่าฉู่เหวินจือจะเผลอตกปากรับคำอะไรไปจะทำให้เซินเฟยเดือดร้อนได้

“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดาย” เสวียนอู่กล่าวได้เพียงเท่านั้นก็มีชายท่าทางภูมิฐานและสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบบางอย่างกับเธอ หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะหันกลับมาหาเซินเฟย “ฉันมีธุระต้องไปต่อ คงต้องขอตัวกลับก่อน หวังว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกนะคะ จูเชว่”

“ผมก็เช่นกัน” นั่นคือการตอบรับตามมารยาทซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดี

เสวียนอู่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะเดินจากไปโดยเซินเฟยไม่ได้ละสายตาจากแผ่นหลังบางนั้นเลย

หญิงสาวไปร่ำลากับเจ้าของงานก่อนจะถูกส่งขึ้นรถโดยการ์ดของเธอเอง เสวียนอู่คลี่ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีเข้มพลางหัวเราะเบา ๆ

“สนใจเจ้าหนุ่มแซ่ฉู่คนนั้นหรือครับ?” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายของตนดูจะมีความสุขอย่างน่าประหลาด

“ใช่ เป็นคนน่าสนใจทีเดียว” เสวียนอู่ตอบตามตรง

“ถ้าอย่างนั้นผมจะจัดการ....”

“ไม่ต้อง”

โดยปกติแล้วหากมาเฟียคนหนึ่งต้องการคนของผู้อื่นอาจจะใช้หลายวิธีแย่งยื้อมาได้ อาจเสนอผลประโยชน์ให้หักหลังนายเก่าหรือเจรจาแลกเปลี่ยนอย่างสมน้ำสมเนื้อกับเจ้านายโดยตรง การใช้วิธีเหล่านี้จะไม่ต้องขัดแย้งกับกฎที่ค้ำคอพวกเขาอยู่ด้วย เสวียนอู่เองก็เคยใช้วิธีเหล่านี้กับคนเก่งกาจในวงการ แต่กับผู้ชายแซ่ฉู่คนนี้เธอกลับไม่ได้นึกอยากได้ไว้ข้างกายแม้แต่น้อย

“ผู้ชายคนนั้นภายนอกดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉันรู้สึกได้เลยว่าเขาเป็นคนอันตราย การที่จูเชว่เอาคนอย่างนั้นมาอยู่ด้วยไม่รู้ว่าคิดดีแล้วหรือยัง แต่ฉันไม่ชอบเลี้ยงจิ้งจอกให้หันมาลอบกัดหรอกนะ” ตอนที่สบตากัน เสวียนอู่สามารถรู้ได้จากแววตาที่ปรากฏเพียงวูบเดียวว่าฉู่เหวินจือมีบางสิ่งที่น่าพรั่นพรึง เป็นคนที่ไม่น่าเป็นมิตรและไม่น่าเป็นศัตรู แน่นอนว่าลำพังตัวผู้ชายคนนั้นไม่อาจทำให้ผู้ครองอำนาจหนึ่งในสี่ของฮ่องกงอย่างเธอหวั่นไหวได้ แต่กับจูเชว่ที่เป็นมือใหม่ของวงการ เธอยังนึกสงสัยอยู่ว่าจะสามารถควบคุมคน ๆ นั้นได้จริงหรือไม่

“แล้วถ้าปล่อยไป....”

“ในตอนนี้ปล่อยไปก่อน” เสวียนอู่ว่า “ถ้าเริ่มจะขัดแข้งขาเมื่อไหร่ก็ค่อยกำจัดทิ้งแล้วกัน ออกรถเถอะ ป่านนี้พี่ชายของฉันคงรอนานแล้ว” หญิงสาวตัดบทแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้นุ่ม นาน ๆ เธอจะได้ไปเยี่ยมพี่ชายที่ย้ายไปอยู่กับไป๋หู่เสียที จะมาเสียเวลากับคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งนั้นจึงไม่ได้อยู่ในความคิดเลยแม้แต่น้อย

--------------------->

เซินเฟยอยู่ในงานต่อจนกระทั่งดึกพอสมควรเขาจึงขอลากลับด้วยเหตุผลว่าพรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำ เจ้าของงานทำท่าเสียดมเสียดายแต่เขาก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงการประจบประแจงเท่านั้น เท่าที่เขารู้ ตาแก่แซ่เฉินคนนี้ไม่เคยคิดจะมองเห็นเขาอยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ เพราะธุรกิจของเจ้าตัวก็ขึ้นกับเสวียนอู่ไปมากกว่าครึ่ง กับจูเชว่ที่ไม่ได้มีผลได้เสียต่อกันจึงไม่เห็นความสำคัญแต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำเรื่องขุ่นใจกับผู้มีอิทธิพล

“ดูเหมือนเสวียนอู่จะสนใจนายนะ” เซินเฟยเอ่ยทักขึ้นเมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว

“แต่ผมว่าเธอดูสนใจคุณมากกว่า” ฉู่เหวินจือทำซื่อโยนลูกกลับไปให้คนเริ่มเรื่อง

“ฉู่เหวินจือ ถ้านายคิดหักหลังฉันคงรู้ผลที่จะตามมาใช่ไหม?” โดยปกติ เซินเฟยไม่ใช่คนที่ชอบคิดอะไรในแง่ร้าย แต่ด้วยอิทธิพลจากการทำงานในวงการใต้ดินทำให้เขาต้องระแวดระวังคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งช่วงนี้เฉียนหยุนเกิดแข็งข้อขึ้นมา เขาก็ยิ่งไว้ใจใครยากขึ้น

แต่ฉู่เหวินจือกลับหัวเราะกับคำพูดนั้นราวกับมันเป็นแค่คำขู่ลอย ๆ

“คุณลืมไปแล้วหรือครับว่าผมถูกส่งมาเพื่ออะไร” เขาพูดพลางยิ้มกว้าง “ถ้าผมหักหลังคุณ คุณเซินไม่จำเป็นต้องลงมือให้เหนื่อยหรอกครับ เพราะไป๋หู่ก็คงไม่ปล่อยผมไว้เหมือนกัน”

“ให้มันจริงเถอะ” เซินเฟยเปรยเบา ๆ “ตอนนี้นายสนใจงานของตัวเองไปก่อนจะดีกว่า นายไม่มีตำแหน่งอะไรค้ำประกันแต่ได้มาอยู่ข้างฉันก็ถือว่าเกินหน้าคนอื่นไปมากแล้ว ทำผลงานอย่างให้ฉันผิดหวังล่ะ”

“รับทราบครับ” ฉู่เหวินจือรับคำอย่างว่าง่าย ทว่าในดวงตาคู่สวยนั้นกลับมีประกายแปลกประหลาดออกมาวูบหนึ่ง กระนั้นหวางซิงกับเซินเฟยก็ไม่ทันได้เห็น....


TBC


แอบมีศัพท์เฉพาะโผล่มาเล็กน้อยเลยขออธิบายเผื่อนึกภาพไม่ออกนะคะ

บลิสเตอร์แพค (Blister Pack) มีอีกชื่อว่าบรรจุภัณฑ์กดทะลุ ประกอบด้วยพลาสติกที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปตามผลิตภัณฑ์และแผ่นอลูมิเนียมปิดด้านหลัง ถ้าใครนึกภาพไม่ออกก็ดูตามรูปเลยค่ะ
ตามประวัติการวิจัยบรรจุภัณฑ์ บลิสเตอร์แพคเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทหนึ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อป้องกันการปลอมปนโดยเฉพาะ จึงถูกนำมาใช้กับยาเป็นส่วนใหญ่
(http://img97.imageshack.us/img97/4449/2334blisterpack.jpg)
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: aekporamai2 ที่ 16-02-2011 21:11:17
ขอบคุณครับ
น่าค้นหามากครับ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: YELLOWSTAR ที่ 16-02-2011 21:35:36
ฉู่เหวินจือเป็นคนยังไงกันแน่อ่ะ??  งง

ว่าแต่ทำไมพี่ชายของเสวียนอู่ ถึงไปอยู่กับไป๋หู่ได้อ่ะ??

งง งงมากก หรือว่าไปอู่เป็นใบ ???? :m28: :m28: :m28: :m28: :m28:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 16-02-2011 21:58:50
คุณฉู่จะทำอะไรอาเฟยอ่ะ

อย่านะๆๆๆๆๆๆๆ o18 o18 o18
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 16-02-2011 22:49:10
โอ้ขนาดเสวียอู่ยังคิดว่าอันตรายแล้วจูเชว่จะเอาอยู่หรือ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: NY_JK ที่ 16-02-2011 23:09:02
 :t3:อยากรู้จักพี่ชายของเสวียนอู่ที่ไปอยู่กับไป๋หู่จัง
คงจะมีบางช่วงที่เหมือนจะหักหลังเซินเฟยแต่ก็ไม่ใช่
ปล.เดาเอา รอติดตามดีกว่าน่าลุ้นดี
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: จันทร์ผา ที่ 17-02-2011 02:12:07
พี่ชายของเสวียนอู่คือใคร
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 17-02-2011 02:59:23
 o18ฉู่เหวินจือชักไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่แล้ว ขอให้เซินเฟยระวังเอาไว้ให้ดีนะคะ

อยากรู้เรื่องพี่ชายของเสวียนอู่ที่ไปอยู่กับไป๋หู่เหมือนกันค่ะ ว่าเรื่องเป็นมายังไงกันแน่ แล้วที่ว่าเสวียนอู่เป็นคนขายพี่ชายตัวเองไปเป็นเรื่องจริงรึเปล่า :really2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 4 (16/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 17-02-2011 09:37:08
เออนะ ลึกลับกันจริง หึหึ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 17-02-2011 17:45:49
-5-



ฝ้าขาวเกาะอยู่บนกระจกรถที่ติดฟิล์มกรองแสงจนมืดสนิท เซินเฟยมองผ่านออกไปด้านนอกแต่ภาพก็ดูลางเลือนเสียเหลือเกิน เริ่มจะสู่ฤดูหนาวแล้ว สำหรับเกาะเล็ก ๆ อย่างฮ่องกงที่มีทะเลล้อมรอบ การที่อุณหภูมิจะลดฮวบกะทันหันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยเหตุนั้น อากาศคืนนี้จึงหนาวเย็นเสียจนคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างเซินเฟยรู้สึกหนาวเยือกและต้องสั่งให้คนนำเสื้อคลุมตัวหนามาสวมทับก่อนออกจากบ้าน

“คืนนี้อากาศหนาวนะครับ” หวางซิงออกความเห็นขณะขยับเสื้อให้ตัวเอง

“นั่นสินะ” เซินเฟยรับคำสั้น ๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องภายนอก เงาคนมากมายที่เห็นผ่านกระจกดูชุลมุนวุ่นวาย แต่ถึงอย่างนั้นความวุ่นวายก็อยู่ห่างไกลออกไปจากจุดที่รถจอดนิ่ง ซ้ำรอบรถยังมีบอดี้การ์ดคุมเชิงอย่างแข็งขันจึงไม่มีอะไรต้องห่วง

แสงไฟจากร้านรวงอยู่ถัดออกไปไม่มากนัก ณ จุดนี้เป็นที่ ๆ ไม่ค่อยจะมีคนผ่านไปมาจึงเหมาะสมอย่างยิ่ งที่จะใช้เป็นที่จัดการกับใครบางคนหรือบางกลุ่ม

“พวกเขาดูยังเด็กนะครับ” ฉู่เหวินจือว่า

“ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิถึงได้โง่นัก” เซินเฟยมุ่นคิ้วแล้วซุกมือเข้าไปในเสื้อ แม้แต่ตอนนี้เครื่องปรับอากาศของรถที่ดังหึ่ง ๆ อยู่ก็ทำให้เขารู้สึกเย็นขึ้นมา

“คุณน่าจะอายุพอ ๆ กับพวกเขาไม่ใช่หรือครับ?”

คำพูดของฉู่เหวินจือดูเหมือนจะไม่เข้าหูเซินเฟยอีกแล้ว เด็กหนุ่มตวัดสายตาเฉียบขาดปรามไม่ให้อีกฝ่ายพูดต่อ มิเช่นนั้นเขาอาจจะต้องหาวิธีลงโทษให้หลาบจำอีกครั้ง ในคืนที่ต้องออกมาทำงานเองก็หงุดหงิดใจมากพอแล้ว เขาไม่อยากเสียพลังงานที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกายไปกับการคิดวิธีลงโทษคนไม่รู้จำคนนี้ ซึ่งฉู่เหวินจือก็อ่านสายตานั้นออกได้ในทันทีจึงเลือกที่จะไม่พูดวิจารณ์เรื่องอายุอีก

“ผมขอออกไปสูบบุหรี่หน่อยได้ไหม?”

“อย่าให้มีกลิ่นติดแรงนักแล้วกัน” เซินเฟยคร้านจะกำกับอีกฝ่ายทุกฝีก้าว เรื่องเล็กน้อยอย่างออกไปยืนสูบบุหรี่นั้นเขาจึงอนุญาตอย่างง่ายดาย กระนั้นเขาก็ไม่ใคร่ชอบกลิ่น อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงของจูเชว่คนก่อนมีอาการแพ้กลิ่นบุหรี่ทำให้ในบ้านใหญ่ไม่มีใครสูบบุหรี่สักคนจนกระทั่งถึงตอนนี้ และพาให้เซินเฟยเป็นคนไม่ชินกับกลิ่นบุหรี่ไปด้วย เมื่อใดที่ต้องไปติดต่องานกับคนสูบบุหรี่จัดครั้งใดก็ต้องรำคาญกลิ่นอยู่ร่ำไป

ฉู่เหวินจือเปิดประตูรถออกทำให้ความหนาวพัดเข้ามาวูบหนึ่งก่อนที่จะอบอุ่นเช่นเดิมเมื่อประตูปิดสนิท ชายหนุ่มขยับออกไปห่างตัวรถเล็กน้อยก่อนควักบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจุดสูบ แสงจากไฟแช็คผ่านฝ้าบนกระจกเข้ามาถึงด้านในรถแวบหนึ่งก่อนที่มีจะถูกดับลงเมื่อหมดหน้าที่

เซินเฟยเบือนสายตากลับไปมองเงาคนจำนวนมากอีกครั้ง ดูเหมือนมันจะเริ่มสงบลงแล้ว เห็นได้จากมีหลายคนล้มลงไปกองบนพื้น และมีชายในชุดสูทดำคนหนึ่งหิ้วร่างที่อ่อนปวกเปียกเดินเข้ามาทางรถ เมื่อใกล้จะถึง การ์ดคนหนึ่งก็เคาะกระจก เซินเฟยจึงเลื่อนกระจกลงทำให้เห็นภายนอกชัดเจนมากขึ้น บอดี้การ์ดของเขาคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูรถในมือหิ้วคอของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ตอนนี้ใบหน้าบวมไปด้วยรอยช้ำและแผลแตก เลือดสีแดงไหลจากหน้าผากลงไปเปรอะคอเสื้อจนชุ่ม เรือนผมที่กัดและย้อมจนเป็นสีทองมีสีเลือดเปื้อนประปราย ถึงอย่างนั้นสภาพของคน ๆ นี้ก็ดูดีกว่าคนอื่น ๆ ที่ลงไปนอนหมดสติบนพื้นท่ามกลางคนชุดสูทดำที่คุมเชิงไม่ห่าง

“นี่เป็นหัวหน้าหรือ?” เขาเอ่ยถาม

“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นครับ” บอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่จัดการกล่าวตอบเพราะเขาเห็นว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มจะชอบหันมาถามเด็กคนนี้ว่าจะทำยังไงต่อไป

“แสดงว่าอาจไม่ใช่” เซินเฟยสรุปแล้วกระชับเสื้อก่อนจะเดินลงจากรถแล้วยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุไล่เรี่ยกัน “เป็นยังไงบ้าง?” แน่นอนว่าคำถามนั้นไม่ได้พูดออกมาด้วยความห่วงใย ทว่าเขาอยากแน่ใจว่าอีกฝ่ายยังพูดได้เท่านั้น

“.......” มีเสียงตอบรับออกมาตะกุกตะกักจับความได้ยากเซินเฟยจึงต้องเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นเพื่อจะได้จับความคำพูดได้ แต่ว่า...

ถุด!

เลือดผสมกับน้ำลายหนึ่งกระเด็นใส่ใบหน้าของเซินเฟย เขาเหลือบตามองกลับไปเห็นรอยยิ้มสาแก่ใจปรากฏบนเรียวปากที่โดนชกจนเลือดแตกซิบ หวางซิงรีบนำผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดออกให้ทันที

“ดูเหมือนจะยังมีแรงอยู่” เซินเฟยสรุปจากท่าทีตอบรับ ทันใดนั้นการ์ดที่จับตัวเอาไว้ก็กระแทกหมัดเข้าใส่ท้องอีกครั้ง เซินเฟยรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร๊อบท่าทางกระดูกซี่โครงคงจะถูกอัดจนหักไปแล้ว การ์ดของเขาเบามือไม่เป็นเอาเสียจริง ๆ ถ้าหมดสติไปเสียก่อนก็ไม่ได้สอบสวนน่ะสิ

เสียงกรีดร้องโดนอุดโดยมือใหญ่ที่คว้าหมับเข้าที่ปากก่อนเสียงจะได้เล็ดรอดออกมา จนกระทั่งฝ่ายนั้นหยุดดิ้นรนการ์ดคนเดิมจึงปล่อยมือออกให้หายใจได้

ไม่มีเลือดประสมออกมากับการหายใจ แสดงว่าซี่โครงไม่ทิ่มปอด ก็ดีแล้ว เพราะเซินเฟยไม่อยากให้เกิดการตายขึ้น ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่การจัดการศพมันเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป

“รู้จักเฉียนหยุนหรือเปล่า?”

“ชื่อ...ม....ไม่เห็น....คุ้น...” เด็กหนุ่มผู้ถูกสอบสวนตอบเสียงสั่นพร่า ท้องของเขาเจ็บร้าวจนแทบจะขาดใจแต่ก็ยังโดนบังคับให้เงยหน้าขึ้นมองผู้ถามและจิกผมอย่างแรงให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา

“งั้นหรือ?” เซินเฟยไม่ได้แสดงความแปลกใจ “แล้วใครเป็นหัวหน้าของนายล่ะ?”

“....ไม่มี....”

“แสดงว่านายเป็นหัวหน้ากลุ่มนี้สินะ?”

ครั้งนี้ไม่มีเสียงตอบ เจ้าตัวเพียงพยักหน้าเบา ๆ เพราะไม่มีแรงเค้นเสียง เซินเฟยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉยเมย

“อ....ไอ้แก่นั่น.....ม........บ.......” เสียงของคนถูกสอบค่อย ๆ เบาลง กระนั้นคำพูดที่ไม่ได้ออกมาเพราะคำถามก็เรียกความสนใจของเซินเฟยได้ เขาเลิกคิ้วพลางยืนรอฟังแต่ฝ่ายนั้นก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก กระนั้นด้วยจังหวะการหายใจเขาก็รู้ว่ายังไม่หมดสติ

“ใครเป็นคนสั่งพวกนายมา?”

ทันทีที่เซินเฟยจบคำถาม ไม่ทันที่ผู้ถูกสอบจะได้อ้าปากตอบเสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้นก่อนที่ร่างปวกเปียกจะถูกแรงกระทบผลักให้ศีรษะกระเด็นไปด้านตรงข้ามกับเสียง เลือดจำนวนหนึ่งกระเซ็นออกมาสวนกับทิศของแรงผลัก ร่างนั้นกระตุกสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป

“นั่นใครนะ! ตามไปเร็ว!” เสียงตะโกนโวยวายดังขึ้น พวกการ์ดจำนวนหนึ่งวิ่งตามเงาตะคุ่มที่เห็นอยู่ไหว ๆ แต่เซินเฟยกลับไม่ได้แสดงความสนใจต่อคนที่กระทำอุกอาจแล้วหนีหายไปเลยแม้แต่น้อย เขาทรุดลงนั่งแล้วมองดูเด็กหนุ่มที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงศพเรียบร้อย

“ให้เตรียมที่สอบไว้ไหมครับ?” ดูเหมือนฉู่เหวินจือจะสูบบุหรี่เสร็จแล้วจึงเดินเข้ามาถาม

“ไม่ต้องหรอก” เซินเฟยตอบแล้วลุกขึ้นยืน “กล้าทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถ้าถูกจับได้ก็คงมีคนรอปิดปาก หรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย เสียเวลาไปสอบสวนกับศพเสียเปล่า ๆ”

รอบตัวจูเชว่มีคนคุ้มกันมากมายรวมไปถึงบริเวณรอบ ๆ แม้จะเป็นกลางแจ้งก็ใช่จะมีใครเข้ามาง่าย ๆ ด้านข้างของเขาในจุดที่อาจถูกซุ่มยิงมีหวางซิงยืนขวางวิถีกระสุนรวมถึงการ์ดอีกจำนวนหนึ่ง การที่มีคนเข้ามาถึงจุดนี้และยิงคนตายไปต่อหน้าต่อตานับว่าใจกล้าไม่ใช่น้อย คนใจกล้าขนาดนั้นคงไม่เหลือชีวิตมาให้สืบสวนถึงคนจ้างวานหรือเจ้านายอย่างแน่นอน

สิ้นคำของเซินเฟยไม่กี่วินาที เสียงปืนอีกนัดก็ดังขึ้นจากจุดที่อยู่ไกลออกไป

“ถูกจับไวมากเลยนะครับ” หวางซิงออกความเห็น

“ถ้าชักช้าอืดอาดจะเป็นการ์ดไปทำไมกัน?” เซินเฟยกล่าวตอบก่อนจะสั่ง “อาซิง โทรหาสารวัตรหรงบอกให้ช่วยจัดการให้เรียบร้อย แล้วผมจะตอบแทนทีหลัง” ว่าจบ เซินเฟยก็เดินกลับขึ้นรถ หวางซิงรับคำแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทรไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย คุยอยู่ไม่นานก็วางสายแล้วเดินขึ้นรถ

“เรียบร้อยแล้วครับ”

เซินเฟยพยักหน้ารับ และเมื่อฉู่เหวินจือกลับขึ้นรถรวมทั้งการ์ดกลับมากันแล้ว รถคันสีดำสนิทก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากบริเวณนั้น

------------------>

ใบลาออกของเฉียนหยุนและคนในกลุ่มถูกส่งมาที่บ้านในวันรุ่งขึ้น โดยผู้มาส่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นเอง เจ้าตัวทำสีหน้าไม่พอใจต่อการทำหน้าที่นี้แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา แน่นอน จะมีใครบ้างที่โง่พอจะพูดความในใจด้านลบต่อหน้าผู้มีอิทธิพลกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิทธิพลนั้นเกี่ยวพันได้ถึงชีวิตของตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง กระนั้นเซินเฟยก็มั่นใจว่าเฉียนหยุนคงจะเล่าความไม่ตรงกับเรื่องจริงมากนัก เพราะเท่าที่เขาลองเปิดสุ่มอ่านพบว่าเป็นคำพูดตัดพ้อเสียดสีเสียส่วนใหญ่ นั่นไม่ได้รวมถึงคที่เขียนหนังสือไม่เป็น แม้จะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าแท้จริงกลุ่มของเฉียนหยุนไม่ได้คิดจะอยู่ใต้อำนาจเขามานานแล้ว

ข่าวโทรทัศน์ในวันนั้นไม่มีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทหรือการฆาตกรรมเลยสักข่าวเดียว เซินเฟยรู้ว่าสารวัตรหรงจัดการให้เรียบร้อยอย่างที่สั่งไปเขาจึงไม่นึกกังวล สารวัตรหรงอยู่ในกรมตำรวจมานาน ย่อมรู้ว่าควรจะจัดการยังไงเมื่อเขาบอกว่า “จัดการให้เรียบร้อย”

อย่างไรก็ตาม เซินเฟยก็รู้สึกโล่งขึ้นบ้างเมื่อยกปัญหาหนึ่งออกไปได้ การปราบอันธพาลกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง เพียงแต่เขารู้สึกไม่ค่อยคุ้มค่าที่ลดตัวลงไปจัดการเอง แต่หากไม่ทำเช่นนั้น เฉียนหยุนคงนำปัญหามาให้อีกมาก

กระนั้นสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดก่อนจะถูกยิงก็ทำให้เขานึกแคลงใจ

ไอ้แก่นั่น

ไอ้แก่ไหน?

เซินเฟยมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และเฉียนหยุนอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยปละละเลยเช่นนี้ แต่ก็อาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้เพราะเฉียนหยุนต่อต้านเขาอยู่แล้ว อาจจะแค่เห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบเขา

ในขณะที่กำลังคิดทบทวนเหตุผลอยู่นั้น เสียงโทรศัทพ์สำหรับต่อสายภายในก็ดังขึ้น

เซินเฟยรับสายโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นเรื่องดีแม้สักนิด

“ได้ยินว่าคุณไล่เฉียนหยุนออก” เสียงฝ่ายนั้นดูเหมือนจะเป็นกรรมการบริหารที่ถือหางเฉียนหยุนมาตลอด เพราะเฉียนหยุนเป็นคนแนะนำเข้ามาอีกทั้งยังคอยจัดการปัญหาให้ แน่นอนว่าหากขาดเฉียนหยุนไปก็เหมือนขาดศีรษะเจ้าตัวจึงได้รีบร้อนโทรมาหาแต่หัววัน

“ใช่”

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! คุณบ้าไปแล้วหรือยังไงคุณเซิน!”

เสียงที่ตวาดเข้ามาในโทรศัพท์ทำให้รู้สึกปวดประสาทหู เซินเฟยมุ่นคิ้วแล้วดึงออกห่างก่อนจะแนบหูอีกครั้งเมื่อเสียงฝั่งนั้นเงียบไปแล้ว

“ธุรกิจของคุณกับเขาอยู่คนละส่วนกัน ทำไมคุณถึงต้องเดือดร้อนแทนด้วยล่ะครับ?” เซินเฟยกรอกเสียงลงไป เขานึกสงสัยจริง ๆ ว่าถ้าคนพวกนี้ไม่มีใครหนุนหลังแล้วจะทำอะไรเองไม่เป็นเลยหรือยังไง

“คุณเซิน!”

“คุณจะถอนหุ้นหรือครับ?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังขึ้นเสียงไม่หยุด เซินเฟยจึงเริ่มจะเสียงแข็งขึ้นมาบ้าง “ให้ผมช่วยซื้อไว้เองไหม?”

ปลายสายเงียบไปในทันที และเป็นความเงียบที่ยาวนานกระนั้นก็ไม่เกินรอ

“คุณก็รู้ว่าเฉียนหยุนดูแลบริเวณกว้างแค่ไหน คุณจะเอาใครไปแทนเขา” เสียงที่ตอบโต้กลับมาเบาลงกว่าตอนแรกมาก ทั้งยังหยิบยกเหตุผลอย่างน่าฟัง ทั้งที่หากคุยกันแบบนี้แต่แรกเขาก็ไม่ต้องตีบทโหดให้เสียพลังงานแล้ว

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวล คนทำงานหาได้ง่ายกว่าไส้เดือนเสียอีก คุณมีธุระอย่างอื่นอีกไหม?” เซินเฟยว่าก่อนจะตัดบท เขาไม่อยากเสียอารมณ์กับเรื่องนี้อีก กับผู้บริการคนนี้ที่หัวอ่อนยอมตามเฉียนหยุนไปเสียทุกเรื่องบางทีก็มักเผลอยกตนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องไปถึงธุรกิจใต้ดินทั้งที่ความจริงแล้ว เจ้าตัวก็เป็นเพียงคนที่เฉียนหยุนเห็นว่ามีประโยชน์ต่อตนเองจึงคอยช่วยเหลือก็เท่านั้น และสำหรับเขา ผู้ชายคนนี้ก็เป็นแค่นักธุรกิจที่มีดีแต่เงินและชาติตระกูลไม่ต่างจากผู้บริการคนอื่น ๆ

“ไม่มีแล้วครับ” พอเห็นว่าเซินเฟยไม่ยอมลงให้ เจ้าตัวจึงเริ่มถอยกลับ

“ถ้าอย่างนั้นผมมี อีกเดี๋ยวฉู่เหวินจืออาจจะเข้าไปหาคุณเพื่อให้พิจารณาโครงการของเขา หวังว่าคุณจะทำตัวให้ว่างได้” ว่าจบ เซินเฟยก็วางสายไปโดยไม่รอคำตอบ ตอนนั้นเองที่หวางซิงเคาะประตูแล้วเดินเข้ามาเพื่อนำสำเนาร่างโครงการของฉู่เหวิอจือมาให้ดู

“วันนี้ผมจะขอลางานช่วงเที่ยงสักหน่อยนะครับ” หวางซิงเอ่ยขออนุญาตขณะที่เซินเฟยรับสำเนามากางอ่าน เด็กหนุ่มจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ผมจะไปตัดแว่นน่ะครับ”

“ตัดแว่น?”

“ครับ ความจริงผมสายตาสั้นมานานแล้วแต่เห็นว่าไม่ได้มีอุปสรรคอะไรก็เลยไม่ได้ตัดแว่นแต่เนิ่น ๆ ตอนนี้มันก็เลยสั้นลงกว่าเดิมน่ะครับ”

เมื่อฟังเหตุผลจบเซินเฟยก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ หวางซิงเป็นคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเอกสารอยู่ตลอด สายตาจะมีปัญหาก็ไม่แปลกอะไร จะว่าไประยะนี้เขาก็มักเห็นเลขาของตนต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระดาษหรือจอคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านข้อความที่ปรากฏบนนั้น ตัดแว่นเสียทีก็ดีเหมือนกัน

หวางซิงขอตัวออกไปเมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว เซินเฟยวางสำเนาลงบนโต๊ะแล้วเริ่มผ่อนคลายร่างกายเพื่อกลับเข้าสู่ภวังค์ความคิดอีกครั้ง

เอาเถอะ....อีกไม่นานสารวัตรหรงคงมีคำตอบให้เขาอย่างแน่นอน

----------------->

“ระยะนี้ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?”

“อืม”

“แล้วอาการปวดหัวที่กำเริบล่ะครับ?”

“อาซิงบอกหรือ?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว แม้เขาจะมีอาการไมเกรนกำเริบเป็นบางครั้งแต่มันก็ไม่ได้หนักหนาขนาดต้องรายงานหมอไม่ใช่หรือ

“เปล่าหรอกครับ แต่ผมขอดูยาที่เคยจ่ายให้ว่ายังเหลืออยู่ไหม” จือหยินตอบพลางยิ้มกว้าง “จริงสิครับ คุณหวางซิงสวมแว่นทำให้ดูแปลกตามากทีเดียว ตอนแรกผมเกือบจะจำไม่ได้”

เซินเฟยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจทั้งในอกยังรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา นี่อาจเป็นครั้งแรกก็เป็นได้ที่จือหยินคุยกับเขานอกเหนือจากเรื่องของการป่วยไข้ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าจือหยินกำลังกันตัวเองออกจากเขา กระนั้นการพูดคุยครั้งนี้ก็ทำให้เซินเฟยรู้สึกดีขึ้น สำหรับจือหยินแล้ว...เขาขอแค่ได้เจอหน้าเดือนละครั้ง ได้พูดคุยด้วยบ้างก็เพียงพอแล้ว เมื่อคิดเช่นนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กสาวมีรักแรกไม่มีผิด

“สรุปว่าอาการเป็นยังไงบ้างครับ?” จือหยินยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการจึงถามซ้ำ

“ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว....” ถึงอยากจะดีใจกับความห่วงใย แต่เซินเฟยก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงความห่วงใยตามหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น

“คุณไม่ควรเครียดมากเกินไปนะครับ คนอายุน้อยอย่างคุณเป็นโรคเครียดอย่างนี้จะมีผลกับร่างกายตอนอายุมากขึ้น ยังไงก็ควรรักษาสุขภาพบ้างนะครับ” จือหยินรู้ฐานะของคนตรงหน้าตนเองดีเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องการงานออกมาตรง ๆ รุ่นพี่ของเขาที่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกันเคยเตือนมาว่าการทำงานกับมาเฟียใหญ่ไม่ควรวิจารณ์ถึงเรื่องงานโดยเด็ดขาด และเขาก็ยึดถือคำสอนนั้นมาโดยตลอด

“ผมจะพยายาม” ทางเซินเฟยก็สงวนคำพูดกับจือหยินโดยที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เมื่อพบหน้ากันเขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ทุก ๆ ครั้งหากไม่ใช่เสียงตอบรับสั้น ๆ ในคอ ก็จะเป็นคำพูดบอกอาการหรือตอบรับคำที่อีกฝ่ายพูด เขาเองยังอดรู้สึกอึดอัดกับตัวเองไม่ได้

หวางซิงยกน้ำเข้ามาในห้อง เซินเฟยหันมองก่อนจะรู้สึกเห็นด้วยกับจือหยินก่อนหน้านี้

หวางซิงตอนสวมแว่นดูแปลกตาจากเดิมไปเล็กน้อย เป็นเพราะวันก่อนเขาไม่ได้สังเกตกระมังจึงเพิ่งรู้สึก และเมื่อเขาเอาแต่จ้องเช่นนั้นหวางซิงก็ดูประหม่าขึ้นมา เจ้าตัวขยับแว่นอย่างเก้อเขินเหมือนทำอะไรไม่ถูก

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณเซิน”

“เปล่าหรอก” เซินเฟยปฏิเสธ เขาไม่อยากให้หวางซิงประหม่ามากเกินไป หากเจ้าตัวรู้ว่าการใส่แว่นทำให้มาดตัวเองดูแปลกตาคงจะกังวลจนต้องส่องกระจกทุกหนึ่งชั่วโมงเป็นแน่ เพราะกลัวว่าการสวมแว่นจะทำให้มาดเลขายอดเยี่ยมของตนถูกกระทบกระเทือน กระนั้นโดยส่วนตัวแล้ว เซินเฟยไม่คิดว่าแว่นกับการเป็นเลขามีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย

จือหยินรับน้ำจากหวางซิงพลางเอ่ยขอบคุณ เขามองซ้ายขวาอย่างนึกสงสัยก่อนจะหันมาถาม

“วันนี้นายหญิงไม่อยู่หรือครับ?”
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 17-02-2011 17:46:52
“คุณอาไปเยี่ยมเพื่อนตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ ถ้าคุณมีอะไรจะคุยด้วยฝากเรื่องไว้กับหวางซิงก็ได้” เซินเฟยว่าไปก็ตลบแขนเสื้อที่ถูกพับขึ้นไปถึงข้อศอกกลับมาอยู่ในทรงเดิม

“ไม่รบกวนหรอกครับ ผมแค่สงสัยเท่านั้น” จือหยินตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้เซินเฟยอุ่นวาบในอกทุกครั้งที่ได้เห็น

“จริงสิ ผมอยากให้คุณจัดยาเพิ่มให้ด้วย” เซินเฟยมีลางสังหรณ์ว่าตนเองอาจจะต้องมีเรื่องปวดหัวอีกมากในช่วงนี้ เขาควรเตรียมยาเอาไว้ดีกว่า ถึงจะถูกเตือนว่าไม่ควรกินมากเกินไป แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้อาการปวดหัวกำเริบยาวนานจนไม่เป็นอันทำงาน

“ทราบแล้วครับ ผมจะเบิกจากโรงพยาบาลให้ พรุ่งนี้ให้คนของคุณไปรับได้เลย” หมอหนุ่มรับคำโดยไม่ถามถึงเหตุผลก่อนจะมองนาฬิกา “ขอโทษด้วยนะครับแต่ผมต้องไปแล้ว”

“อ้อ....ผมจะให้คนไปส่ง”

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมจอดรถไว้ข้างหน้านี้เอง” จือหยินปฏิเสธความหวังดีอย่างสุภาพ เขาไม่ชอบรบกวนใครมากเกินไป ด้วยเหตุนั้นเซินเฟยจึงพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไร

จือหยินโค้งเป็นเชิงขอตัวก่อนจะเดินออกไปจากห้อง แต่เมื่อเขาเดินออกมาถึงด้านหน้าเขาก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่คุ้นตา ฝ่ายนั้นมองหน้าเขาแล้วแย้มยิ้มดูไม่น่าไว้ใจ ตามประสบการณ์ของแพทย์ที่คลุกคลีกับวงการใต้ดินอย่างเขา มองดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะเป็นมาเฟียธรรมดา แต่เขาก็รู้จักคนในอาณัติตระกูลเซินทั้งหมด น่าแปลกที่เขาไม่สามารถเค้นความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายตรงหน้าได้เลย

“เราเพิ่งเคยพบกันครั้งแรก ผมชื่อฉู่เหวินจือ” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าจือหยินกำลังนึกคลางแคลงใจกับตัวตนจึงเอ่ยแนะนำตัวแล้วเดินเข้ามาจับมืออย่างสนิทสนม

“อย่างนี้เอง ผมจือหยินครับ” จือหยินโดยนิสัยแล้วเป็นคนที่ไม่เคยคิดระแวงใครจึงตอบรับมือของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย

“คุณดูไม่น่าจะเป็นหมอที่ทำงานกับมาเฟียได้เลย” ฉู่เหวินจือวิจารณ์พลางหัวเราะ

“หมายความว่ายังไงครับ?”

“เอ...นั่นสินะ” เมื่อถูกถาม ชายหนุ่มก็หยุดคิดครู่หนึ่ง “ในวงการนี้ผมเจอแต่คนระแวดระวังตัวทุกฝีก้าว แต่คุณหมอน่ะไม่มีการป้องกันตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ผมนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมคุณถึงมาทำงานกับตระกูลเซิน...ไม่สิ จูเชว่ได้”

“คุณพูดเรื่องอะไรกัน” จือหยินหัวเราะบ้าง “ผมแค่ทำหน้าที่เท่านั้น เรื่องจูเชว่หรืออะไรนั่นผมไม่เกี่ยวข้องด้วยหรอกครับ”

“เป็นคำพูดที่โหดร้ายจังเลยนะ” ฉู่เหวินจือถอนหายใจ

“เอ๋?” จือหยินเลิกคิ้วด้วยความสนเท่ห์ เขาพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?

ฉู่เหวินจือเห็นท่าทางการตอบรับของจือหยินแล้วทำให้เขานึกสงสารเซินเฟยขึ้นมา แววตาเชื่อมแสงที่เซินเฟยมีให้กับจือหยินนั้น ใครเห็นก็น่าจะรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีความรู้สึกพิเศษให้กับหมอประจำตระกูล แม้จะเป็นสายตาที่มักจะเกิดเมื่อไม่มีใครเห็นแต่ก็น่าจะมีสักชั่ววินาทีหนึ่งที่สบเข้าโดยบังเอิญบ้าง กระนั้นจือหยินก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกพิเศษนั้นเลย เป็นหมอที่มีดีแต่สมองส่วนหน้าจริง ๆ

“ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ?” จือหยินนึกสงสัยจึงอดถามไม่ได้

“เปล่าหรอกครับ ไม่มีอะไร” มันไม่ใช่เรื่องของเขาที่จะต้องเป็นพ่อสื่อ ฉู่เหวินจือจึงเลือกที่จะไม่ไขความสงสัยให้กระจ่างแต่อย่างใด

แต่ว่า....เรื่องที่จูเชว่มีความรู้สึกพิเศษกับแพทย์ประจำตระกูลนี่....มันช่างน่าสนุกจริง ๆ

เสียงสนทนาของพวกเขาไม่ได้ดังมากมายแต่กระนั้นมันก็ทำให้ใครบางคนได้ยินเข้าเพราะอยู่ไม่ห่างจากห้องมากนัก เซินเฟยไม่อยากจะทนฟังเรื่องพวกนี้ต่อจึงก้าวออกมาจากห้อง

“ฉู่เหวินจือ!”

“แย่ล่ะสิ” เจ้าของนามเปรยอย่างไม่ได้จริงจังมากนัก

“หมอจือกำลังรีบ นายถอยไปซะ” เซินเฟยออกคำสั่งเสียงเข้ม ฉู่เหวินจือจำต้องยกมือยอมแพ้เพื่อไม่ทำให้อีกฝ่ายโกรธมากเกินไปและเป็นการไว้หน้าฝ่ายนั้นต่อหน้าหมอจือด้วย

“ถ้าอย่างนั้น ไว้เราค่อยคุยกันใหม่คราวหน้านะครับ” จือหยินเอ่ยลาฉู่เหวินจือแล้วรีบเดินออกไปทันที

เมื่อจือหยินจากไปแล้ว เซินเฟยก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าฉู่เหวินจือ นัยน์ตาสีดำสนิทมีแววโกรธขึ้งปรากฏอยู่อย่างชัดเจนทำให้ตัวก่อปัญหารู้ว่าจะต้องเจ็บตัวอีกแล้ว กระนั้นการวิ่งหนีจะยิ่งทำให้เลวร้ายมากขึ่นจึงได้ยืนอยู่เฉย ๆ แล้วหลับตาลง

“คราวนี้ช่วยตบเบา ๆ หน่อยนะครับ”

เซินเฟยกระตุกยิ้มเย็น เขาง้างมือขึ้นหมายจะทำตามคำเรียกร้องนั้นแต่กระนั้นเขาก็ไม่ใช่คนใจดีถึงขนาดจะยอมให้ทุกอย่าง ในตอนแรกมือที่ง้างขึ้นยังเหยียดออกจนตรง ทว่าเมื่อถึงระยะได้ที่เซินเฟยกลับเปลี่ยนเป็นกำหมัดแน่นก่อนเหวี่ยงเข้ากระแทกครึ่งปากครึ่งจมูกเต็มแรงเหนี่ยว เพราะแรงปะทะทแรงกว่าที่คาดไว้และความเจ็บที่แล่นจี๊ดจนถึงสมองส่วนหน้าทำให้คนถูกชกเกร็งตัวไม่อยู่และผงะถอยทรุดลงไปกองกับพื้น

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสียหลัก เซินเฟยจึงชักมือกลับมากอดอกแล้วก้าวเท้าหนึ่งขึ้นไปเหยียบบนแผ่นอกตึงแน่น นัยน์ตาเยียบเย็นเลื่อนลงต่ำมองใบหน้าที่ลดความขี้เล่นลงไปกึ่งหนึ่งอย่างพึงพอใจ

ฉู่เหวินจือยกมือขึ้นกุมจุดที่โดนหมัดเข้าเต็ม ๆ เลือดกำเดาไหลออกมาเปื้อนมือเล็กน้อย

“ถึงนายจะทำผลงานให้ฉันพอใจได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายมีสิทธิมากกว่าคนอื่นหรอกนะ จำเอาไว้” ว่าจบ เซินเฟยก็เลื่อนเท้าขึ้นสูงไปถึงแนวบ่าแล้วกดส้นลงบนไหปลาร้า ความเจ็บเหมือนกำลังถูกหักกระดูกทำให้ฉู่เหวินจือเผลอคลายแรงพยุงที่แขนและลงไปนอนแผ่หลาบนพื้นโดยมีเท้าของเซินเฟยกดอยู่ด้านบน เมื่อเห็นอีกฝ่ายพับพาบไม่เป็นท่าแล้วรอยยิ้มจึงจุดขึ้นบนมุมปากก่อนที่เจ้าตัวจะละฝ่าเท้าออกไป

“ไปให้อาซิงทำแผลซะ” ว่าจบ เซินเฟยก็เดินกลับเข้าไปในห้องก่อนกระแทกประตูปิด

ฉู่เหวินจือถอนหายใจออกมาพลางปาดเลือดกำเดา เขาลองจับกระดูกแนวบ่าตนเองแล้วขยับแขนพบว่ามันยังอยู่ดีไม่มีส่วนไหนรู้สึกเจ็บ

เจ้านายของเขาช่างอารมณ์รุนแรงได้อย่างน่ากลัวจริง ๆ กระนั้นเขาก็มักอดไม่ได้ที่จะทำให้ใบหน้าเย็นชานั่นเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้เขาจะไม่ใช่พวกชอบความเจ็บปวด แต่การได้เห็นอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของเซินเฟยมันก็น่าสนุกใช่เล่น

“ทำให้คุณเซินโกรธอีกแล้วหรือครับ?” หวางซิงเดินมาฉุดเขาให้ยืนขึ้นพลางทำสีหน้าอิดหนาระอาใจ

“ผมแค่คุยกับหมอจือเท่านั้นเองนะ ก็ผมเพิ่งเคยพบเขาก็ต้องสนทนาวิสาสะเป็นธรรมดาสิ” ฉู่เหวินจือเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง แม้จะรู้ว่าสำหรับที่นี่จูเชว่คือความยุติธรรมก็ตาม

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ มาให้ผมประคบน้ำแข็งให้ก่อนเลือดจะไหลจนทำให้คุณหายใจไม่ออกดีกว่า” หวางซิงคร้านจะฟังคำให้การ เขาเองก็ไม่ใช่ศาลเสียหน่อยแต่ทำไมฉู่เหวินจือชอบทำเหมือนเขาเป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ยเสมอเลยนะ

ฉู่เหวินจือถูกพาเดินไปยังห้องด้านในที่หวางซิงใช้ทำงานตอนอยู่ที่บ้าน ชายหนุ่มเอาน้ำแข็งใส่ห่อผ้าแล้วให้ฉู่เหวินจือถือโปะจมูกตนเองไว้ในขณะที่เจ้าตัวเช็ดทำความสะอาดเลือดที่ไหลออกมาเกรอะกรังบริเวณจมูกและริมฝีปาก อย่างน้อยเซินเฟยก็ไม่ใจร้ายขนาดทำให้กระดูกอ่อนเกิดความเสียหายหรือดั้งหัก มิเช่นนั้นคงต้องพาไปให้ศัลยแพทย์สักคนช่วยแต่งจมูกให้ใหม่ คงน่าเสียดายรูปจมูกสวย ๆ เอาการ

ในระหว่างที่หวางซิงกำลังขะมักเขม้นกับการทำแผล ฉู่เหวินจือก็เหลือบตามองใบหน้าที่ดูแปลกตามาตั้งแต่เมื่อวาน

“คุณใส่แว่นแล้วดูแปลกดีนะ”

“เอ๋?” หวางซิงหยุดมือแล้วเลิกคิ้ว “ยังไงหรือครับ?”

“ไม่รู้สิ ก็แปลกตาล่ะมั้ง ดูบุคลิกเปลี่ยนไปนิดหน่อย” ฉู่เหวินจือออกความเห็น ความจริงมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราเวลาสวมแว่นกับถอดแว่นจะดูแตกต่างกัน กระนั้นใบหน้าของหวางซิงกลับปรากฏเค้าความกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนฉู่เหวินจือรู้สึกว่าตนเองควรจะเงียบไว้ดีกว่า

“เปลี่ยนไปหรือครับ? เปลี่ยนไปยังไง?” แล้วก็เป็นดังคาด ความวิตกจริตของหวางซิงเริ่มปรากฏเมื่อพบว่าตนเองดูเปลี่ยนไป สมองเขาเริ่มจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าหากสวมแว่นไปทำงานจะโดนที่บริษัทมองอย่างแปลก ๆ หรือไม่ หรือว่าเวลาพบปะคู่เจรจาเขาอาจจะดูเป็นตัวตลกยืนอยู่ข้างหลังเซินเฟย ด้วยตำแหน่งเลขาที่น่าภาคภูมิใจ เขายอมไม่ได้เด็ดขาดที่จะเป็นเช่นนั้น!

“เอาเป็นว่า...ผมบอกไม่ได้หรอก ก็ผมเพิ่งรู้จักคุณได้เดือนเดียวเอง ทำไมคุณถึงไม่ไปถามคนที่รู้จักหน้าคุณดีกว่าผมล่ะ?” ฉู่เหวินจือจัดการตัดช่องน้อยแต่พอตัว เขารู้สึกว่าระหว่างคุยกัน เลือดกำเดาของเขาจะหยุดไหลแล้วจึงลดผ้าห่อน้ำแข็งลงวางในอ่างแล้วหยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดหน้าให้เรียบร้อย จมูกและปากของเขาแดงช้ำเอาการคงต้องเอาแป้งทาทับตอนไปทำงานเสียกระมัง

“งั้นผมจะลองไปถามดู” ว่าแล้ว หวางซิงก็รีบวิ่งออกไป

ประตูห้องของเซินเฟยถูกเปิดออกอย่างกะทันหันทำให้เจ้าของห้องตกใจเล็กน้อยก่อนจะมุ่นคิ้วเมื่อเห็นคนอุกอาจ

“มีอะไรหรือเปล่า?” ความเป็นกังวลบนใบหน้าของหวางซิงทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ

“คุณเซินครับ...คือ...แว่นนี่....”

“ไม่พอดีสายตาหรือยังไง?”

“เปล่าครับ แต่ว่า....มันไม่เหมาะกับเลขาใช่ไหมครับ! ผมไม่ได้ดูแปลก ๆ ใช่ไหมครับ!” หวางซิงแทบจะตะโกนใส่เขาซ้ำยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ผมควรจะตัดแว่นใหม่ไหม หรือว่าจะใส่คอนแทคดี”

แล้วหลังจากนั้นหวางซิงก็พร่ำบ่นทางเลือกออกมาอีกยาวเหยียดจนเซินเฟยรู้สึกว่าขมับกำลังเต้นตุบ ๆ ทั้งที่เขาพยายามเลี่ยงจะพูดถึงเรื่องนี้แล้วแต่ใครกันนะที่มันกล้าทำให้หวางซิงเกิดวิตกจริตขึ้นมา

“ใครบอกว่านายแปลกกันล่ะ?” เซินเฟยกลั้นใจถามก่อนที่อาการไมเกรนจะกลับมา

“คุณฉู่ครับ....”

เซินเฟยได้ยินคำตอบก็รู้สึกว่าตนเองไม่ควรจะถามเลย ขมับของเขากำลังรู้สึกปวดหนึบ ๆ พลางนึกด่าฉู่เหวินจืออยู่ในใจ

เจ้าบ้านั่นมันปากไม่มีหูรูดหรือยังไงกัน!

--------------------->

“ขอโทษที่มาช้าครับ” จือหยินที่ผละจากบ้านตระกูลเซินมาไม่ได้กลับไปที่โรงพยาบาลในทันที เขาจอดรถที่คอฟฟี่ชอปแห่งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปด้านในก่อนเอ่ยทักทายบุคคลที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะในสุด

หญิงสาวท่าทางสุภาพอ่อนโยนเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือนิยายแล้วแย้มยิ้มให้กับหมอหนุ่ม

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็เพิ่งมาถึง”

จือหยินหัวเราะแล้วเลื่อนเก้าอี้ให้ตนเอง เขานั่งลงและกุมมือหญิงสาวอย่างรักใคร่ หญิงสาวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธมือของเขา เธอหัวเราะคิกแล้ววางนิยายในมือลงก่อนจะกุมมือที่ว่างอยู่ตอบกลับไป ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีความหมายและสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องสื่อสารผ่านวาจาใด ๆ....


TBC

------------------

มีคนถามเกี่ยวกับพี่ชายเสวียนอู่เยอะ แต่อย่างที่บอกในเรื่อง มันคือข่าวลือเท่านั้น ดังนั้นจะเป็นจริงอย่างไรเชิญจินตนาการเอาเองค่ะ XD
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: aekporamai2 ที่ 17-02-2011 18:46:48
ลึกลับๆๆๆๆๆ..
น่าติดตามสุดๆๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 17-02-2011 21:37:23
 :sad4: สงสารเซินเฟยอ่ะค่ะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 17-02-2011 23:52:20
อ้าวคุณหมอมีแฟนแ้ล้วน่าสงสารเซินเฟย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: cocoaharry ที่ 18-02-2011 01:44:41
นิยายของพี่เซียร์มันส์มาก

ตาฉู่นี่กวนได้ใจ 55
คุณเฟยจะทำยังไงต่อไปน้า
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 18-02-2011 10:04:20
อาหญิงแน่ๆ...รึเปล่า?? 55
คุณฉู่รีบทำคะแนนหน่อยเร้วว
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 5 (17/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: jasmin ที่ 18-02-2011 12:05:26
คุณหมอกับอาหญิงแอบมีซัมทิ่งกันป่ะเนี่ย
น่าสงสัยๆๆ
ตอนนี้อาซิงน่ารักกอ่ะ ขี้โวยวายจริงๆเลย :laugh:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 18-02-2011 12:56:59
-6-



“แน่ใจหรือ?” เซินเฟยเอ่ยผ่านโทรศัพท์มือถือ วันนี้สารวัตรหรงโทรหาเขาผ่านเบอร์ของหวางซิงแต่เช้า และสิ่งที่เซินเฟยรออยู่ก็ได้คำตอบ

“ไม่ผิดแน่คุณเซิน ผมจะสำเนาเอกสารทั้งหมดไปให้คุณดูอีกทีก็แล้วกัน” สารวัตรหรงกล่าวยืนยันในข้อสงสัยของตนเพราะเขาได้หลักฐานที่แน่นหนาพอจะหาขอโต้แย้งไม่ได้ กระนั้นเขาก็รู้ว่าคนอย่างเซินเฟยมักต้องการความมั่นใจอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงลมปากของนายตำรวจคนหนึ่ง ดังนั้นการส่งหลักฐานไปให้เห็นถึงที่จึงควรจะเป็นเรื่องที่สมควรแล้วและนั่นคงจะเป็นสิ่งที่เซินเฟยคิดจะเอ่ยปากอยู่

“ให้คนของผมไปรับที่กรมไหม?”

“อย่าเลย” สารวัตรวัยกลางคนหัวเราะร่า การที่คนของมาเฟียใหญ่มาเยือนถึงกรมตำรวจมันคงไม่ดีต่อฐานะการงานของเขามากนัก “ให้คนของผมนำไปส่งดีกว่า ผมอยากจะแนะนำเขาให้คุณรู้จักด้วยแต่ไม่มีเวลาได้พบกันเสียที ขอเอาโอกาสนี้เลยคุณคงไม่ถือสานะ”

“ไม่เป็นไร คุณเองก็ให้ ‘ความร่วมมือ’ กับทางเราอย่างดี เรื่องแค่นี้ผมไม่ถือสาหรอก” เซินเฟยจงใจใช้คำว่า ‘ความร่วมมือ’ เพราะคนเช่นจูเชว่ไม่มีทางใช้คำว่า ‘ความช่วยเหลือ’ กับใคร เขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แต่คนอื่นต่างหากที่ต้องร่วมมือกับเขา

“คุณนี่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ผมบ้างเลยนะ” สารวัตรหรงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ใช่ด้วยความหยันเช่นคนอื่น ๆ เพียงแต่เป็นนิสัยอารมณ์ดีส่วนตัวเท่านั้น

“คนของคุณจะมาถึงกี่โมง?” การสนทนากับสารวัตรหรงไม่ได้ทำให้เซินเฟยอารมณ์เสียแต่อย่างใดแม้ฝ่ายนั้นจะขยันหัวเราะเสียเหลือเกินเพราะรู้จักนิสัยกันเป็นอย่างดี

“อืม....คิดว่าคงจะถึงบริษัทของคุณตอนประมาณ 10 โมง” สารวัตรหรงว่าขณะยกนาฬิกาขึ้นดู กรมตำรวจอยู่ไม่ห่างจากสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของเครือตระกูลเซินมากนัก แต่หากออกไปตอนนี้รังแต่จะติดอยู่บนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยยวดยานพาหนะขันแข่งกันไปให้ถึงสถานที่ทำงานของแต่ละคน ดังนั้นให้ออกสาย ๆ หน่อยคงจะดีกว่า ไม่เปลืองเวลาและพลังงานโดยใช่เหตุ

“ผมจะแจ้งคนของผมไว้อย่างนั้น”

“ได้ครับ แล้วอย่าลืมเรื่องที่คุณจะตอบแทนผมเสียล่ะ” สารวัตรหรงยังไม่วายหยอดคำทวงถึงสัญญาก่อนหน้านี้

“ทบรวมกับเรื่องที่สืบคราวนี้เลยก็แล้วกัน” เซินเฟยเองก็ใช่จะชอบใช้งานใครฟรี ๆ เป็นคนของตนก็จะให้ความชอบไปตามโอกาสแต่หากเป็นคนนอกก็จะมีค่าตอบแทนให้เทียบได้กับแรงที่เสียไป

“ทราบแล้วครับ” หลังจบคำตอบรับ เซินเฟยก็ตัดสายแล้วส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้แก่เจ้าของ หวางซิงฟังคำสนทนาเหล่านั้นแล้วก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้อยู่

“ถ้าเป็นอย่างที่คิด คุณเซินจะทำยังไงต่อไปครับ?”

เซินเฟยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกหนักใจพอสมควรการจะคิดจัดการอะไรทันทีจึงเป็นเรื่องยาก หรือว่าเขาจะไม่เด็ดขาดพอกันนะ?

“ยังไงก็ปล่อยไว้ไม่ได้” เขาตัดสินใจในที่สุด

“จะบอกคนอื่น ๆ ไหมครับ?” หวางซิงนึกเป็นกังวลแทนเซินเฟยอย่างมาก เพราะเพียงไม่ได้ขยับตัวทำอะไรก็ถูกจับตามองทุกฝีก้าวอยู่แล้ว ในระยะนี้กลับมีเรื่องเข้ามาหาไม่หยุดหย่อนราวกับมีคนคอยป้อนปัญหาให้อย่างต่อเนื่อง พวกหัวหน้าแก๊งค์ใต้ปกครองคงจะกำลังมองูอยู่เป็นแน่ หากก้าวพลาดเพียงสักก้าวก็อาจจะโดนตลบหลังได้ทุกเมื่อ ต้องอยู่ท่ามกลางความกดดันจากคนในและคนนอกไม่พอ ยังมีเรื่องให้จัดการถาโถมใส่ราวกับคลื่นราวกับจงใจทดสอบความเหมาะสมต่อตำแหน่งจูเชว่ก็ไม่ปาน

เด็กอายุ 18 ที่ไหนบ้างที่ต้องรับภาระอย่างนี้?

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น?” เซินเฟยมุ่นคิ้วเมื่อเห็นหวางซิงกำลังทำท่ากระอักกระอ่วนพลางขยับแว่นเหมือนทำอะไรไม่ถูก “รำคาญแว่นหรือ?”

“ก็....เปล่าหรอกครับ” หวางซิงทำเป็นดึงแว่นออกมาเช็ดอย่างเก้อ ๆ กับเรื่องแว่นตานี่เขาก็เริ่มจะชินกับมันบ้างแล้ว ถึงจะโดนคนมองแปลก ๆ อยู่บ้างก็เถอะ

เซินเฟยไม่ได้ต่อคำ เขาเดินวนกลับไปที่โต๊ะทำงานพลางมองดูเอกสารอนุมัติโครงการของฉู่เหวินจือที่ส่งมาถึงเขาเมื่อวานนี้ ฝ่ายนั้นสามารถโน้มน้าวผู้บริหารให้พิจารณาโครงการด้วยแผนจำลองได้อย่างดีเยี่ยม มีหลายคนโทรมาหาเขาและเอ่ยชื่นชมจนออกหน้าออกตาและเซินเฟยเดาว่าหลายคนในกลุ่มนั้นคงอยากจะเสนอตัวเป็นคนหนุนหลังให้ฉู่เหวินจือเพื่อตักตวงส่วนแบ่งเสียด้วยซ้ำ กระนั้น คนเหล่านั้นก็ยังเกรงใจเขาอยู่บ้างที่ไม่พูดออกมาเพราะรู้ดีว่าฉู่เหวินจือเป็นคนติดตามของเขา

คนที่มีความสามารถย่อมคู่ควรต่อการให้โอกาส

เซินเฟยมองเห็นว่าตลอดเวลาที่ทำงานกับเขามา ฉู่เหวินจือแสดงให้เห็นแล้วว่าตนเองสามารถแบกภาระรับผิดชอบได้ ด้วยเหตุนั้นเซินเฟยจึงไม่คลางแคลงใจอีกต่อไปว่าฝ่ายนั้นจะทำให้โครงการล่มกลางครันหรือไม่ ทั้งในตอนนี้เขาก็ยกบริเวณที่เฉียนหยุนเคยดูแลให้คนที่เหมาะสมจัดการต่อแล้ว พื้นที่ที่หมายตาไว้ก็จะไม่มีอะไรให้ห่วงกังวล

เพียงแต่....สิ่งที่สารวัตรหรงบอกมาทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ

เซินเฟยหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นอนุมัติแล้วปิดแฟ้มลง

วันนี้ฉู่เหวินจือออกไปดูสถานที่จริงเพื่อวางแผนต่อ เขาคิดว่าจะสนับสนุนงบประมาณส่วนตัวเข้าไปให้อีกสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ดำเนินการได้สะดวกขึ้น บริษัทก่อสร้างที่รู้จักกันในวงการก็ยินดีจะตอบรับงานนี้ หากทุกอย่างราบรื่นอย่างนี้หมดก็คงจะดีทีเดียว

“จริงสิ อาซิงช่วยลงไปบอกข้างล่างด้วยว่า ถ้ามีตำรวจมาหาฉันตอน 10 โมงให้เชิญไปรอที่ห้องรับแขกด้วย”

“ครับ” หวางซิงรับคำแข็งขัน คำสั่งของนายเปรียบเสมือนสวิตช์เปิดการทำงาน แม้จะอยู่ในอารมณ์ไหนเมื่อได้รับคำสั่ง หวางซิงก็จะรับและนำไปปฏิบัติตามอย่างรวดเร็วและกะตือรือร้นไม่เสียชื่อเลขายอดเยี่ยมที่ตนเองแสนภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย

เซินเฟยผ่อนลมหายใจออกมา เขามองออกไปนอกกระจกใสเห็นตึกสูงมากมาย เป็นทิวทัศน์แสนธรรมดาของเขตเศรษฐกิจในฮ่องกงที่ไม่ว่าจะมองสักกี่ครั้งมันก็ไม่ได้แปลกตาไปจากเดิม อาจมีบางตึกหายไปและบางตึกงอกเงยขึ้นมาเป็นวัฏจักรแสนปกติ พื้นที่ตรงนั้นก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อกิจการหนึ่งล้มไป อีกหนึ่งก็จะเข้าแทนที่ เขตเศรษฐกิจนี้คือรากฐานของเกาะเล็ก ๆ ที่มีอิทธิพลระดับสากล มันมีแต่จะขายตัวมากขึ้นทุกวันแต่ไม่มีทางเลยที่จะหดตัวลงนอกจากว่าธุรกิจการค้าขายและเงินตราจะหมดไปจากโลกใบนี้ ด้วยเหตุนั้น การปกครองของผู้มีอำนาจในเขตนั้น ๆ จึงต้องแผ่ขายตามไปด้วย

การที่คน ๆ เดียวจะดูแลทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไม่ใช่เฉพาะพื้นที่แต่เป็นตัวบุคคลด้วย เซินเฟยรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ นึกถามตนเองว่าเขามายืนอยู่ในจุดนี้เพื่ออะไร เป็นหงส์บนบัลลังก์ทองที่แสนเยือกเย็นและเหน็บหนาว ไร้อิสรภาพโดยสิ้นเชิง

บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่อาของเขาละทิ้งทุกอย่างไป แม้แต่ตระกูลเซินก็ยังยอมละทิ้งไปพร้อมกับตำแหน่งที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนนี้

เซินเฟยพาตนเองออกจากภวังค์พลางมองนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกมากก่อนคนของสารวัตรหรงจะมาถึง ดังนั้นแทนที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่า เขาจึงเริ่มหยิบงานขึ้นมาทำต่อ

เวลาเซินเฟยทำงานมักจะหลงลืมเวลา เขารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อหวางซิงมาเคาะประตูเรียก

“คนของสารวัตรหรงมาแล้วครับ”

เซินเฟยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เมื่อเห็นว่าเข็มสั้นบนหน้าปัดเลยเลข 10 ไปเล็กน้อยแล้วจึงยอมถอยออกมาจากงานที่ทำ ปกติแล้วนาฬิกาของเขาตั้งไว้เร็วกว่าปกติถึง 10 นาที ดังนั้นหากนับตามเวลาทั่วไป ตอนนี้จึงเป็นเวลา 10 โมงพอดี

“เป็นยังไงบ้าง?” เซินเฟยหมายถึงลักษณะท่าทางของคนที่มาขอพบ

“ดูรูปร่างเหมือนนักกีฬาแต่สวมเสื้อสูท คงจะเป็นตำรวจแผนกสืบสวนสอบสวนครับ”

ตามปกติแล้วตำรวจที่สังกัดแผนกสืบสวนสอบสวนจะไม่สวนเครื่องแบบ แต่จะสวมชุดสูทในการทำงานแต่ก็จะมีบัตรประจำตำแหน่งสำหรับแสดงตัวเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในพื้นที่

“แต่ว่า ดูจะเป็นคนมุทะลุอยู่พอดู ผมดูหน้าตาเขาแล้วค่อนข้างบ่งบอกแบบนั้นนะครับ” หวางซิงมักพึ่งพาได้เรื่องการดูคน สายตาของคนเป็นเลขามักเฉียบคมกว่าคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนั้นเซินฟยจึงเชื่อถือสายตาของหวางซิงมากและมักจะให้ดูลักษณะคนก่อนพบกันเสมอ

“อาวุธล่ะ?”

“ฝากเอาไว้ที่ประชาสัมพันธ์ครับ”

“ค้นตัวหรือยัง?”

“ค้นแล้วครับ ไม่มีอาวุธอย่างอื่นนอกจากปืนพก” หวางซิงยืนยันความมั่นใจ เพราะตอนค้นอาวุธเขาเป็นคนลงไปดูด้วยตัวเอง ในสมัยนี้จะไว้ใจคนเป็นเรื่องยาก ทั้งคนข้างตัวเขายังเป็นถึงจูเชว่ที่มีคนหมายหัวมากมาย การรักษาความปลอดภัยจึงต้องเข้มงวดกว่าปกติ

ห้องรับแขกที่ใช้รับรองนายตำรวจของสารวัตรหรงเป็นห้องขนาดเล็กสำหรับพบปะแขกที่ไม่เป็นทางการ ถึงอย่างนั้นการตกแต่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าห้องอื่น

“ขอโทษด้วยที่ให้รอ” เซินเฟยเอ่ยเมื่อเดินเข้าไปในห้อง เขาพบชายหนุ่มในชุดสูทดังที่หวางซิงกล่าวไว้กำลังนั่งอยู่บนโซฟารับแขก บนโต๊ะกระจกมีซองเอกสารวางอยู่ซองหนึ่ง ชายหนุ่มเจ้าของซองเอกสารลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาหาแต่ไม่ได้เข้าใกล้เกินไปจนต้องระแวง

“คุณคือคุณเซินที่สารวัตรหรงวานให้ผมมาหาสินะครับ?” ฝ่ายนั้นดูสุภาพเกินกว่าจะเป็นคนมุทะลุดังที่หวางซิงวิจารณ์ กระนั้นคนเราก็ไม่อาจมองกันเพียงภายนอกได้ เซินเฟยจึงยังไม่ไว้วางใจกับการแสดงออกที่เป็นมิตรนั้นในทันที

“ใช่ครับ” เซินเฟยตอบกลับแล้วพยักหน้าให้หวางซิงจัดการสนทนาต่อ

“ผมชื่อหวางซิง เป็นเลขาของคุณเซินครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” หวางซิงรู้หน้าที่ดี เขาก้าวขึ้นมาด้านหน้าและจับมือกับนายตำรวจหนุ่ม

“ผมชื่อมู่อี้จิง ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน” ฝ่ายนั้นตอบรับมือของหวางซิงโดยไม่แสดงอาการตะขิดตะขวงใจทำให้เซินเฟยพึงพอใจต่อการรับรู้สถานะนั้น

“เชิญนั่งก่อนเถอะครับ เราจะได้คุยกัน” หวางซิงเชิญมู่อี้จิงให้นั่งลงก่อนจะหันมาเชิญให้เซินเฟยนั่งฝั่งตรงข้าม ส่วนเขาเดินไปยืนเยื้องหลังของเซินเฟยอีกที

“นี่คือเอกสารที่สารวัตรหรงฝากผมมา” มู่อี้จิงเลื่อนซองเอกสารไปตรงหน้าเซินเฟย เด็กหนุ่มเพียงเหลือบสายตาลงมองก่อนจะหยิบแล้วส่งให้หวางซิงรับเอาไว้

“สารวัตรหรงสบายดีหรือครับ?” เซินเฟยเลือกที่จะคุยถึงเรื่องสัพเพเหระก่อน ในเมื่อสารวัตรหรงบอกว่าต้องการจะแนะนำให้เขารู้จักแสดงว่าจะได้มีโอกาสได้ใช้บริการในเร็ว ๆ นี้ เขาควรจะรู้จักอีกฝ่ายให้มากไว้

“ครับ แต่ระยะนี้ชอบบ่นว่าปวดหลังบ่อย ๆ” มู่อี้จิงตอบแล้วหัวเราะ กระนั้นเสียงหัวเราะของนายตำรวจคนนี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งจริงใจเหมือนสารวัตรหรงเลยแม้แต่น้อย เซินเฟยมุ่นคิ้ว เขารู้สึกว่าคิดถูกที่เชื่อสายตาของหวางซิง

“งั้นหรือ....ผมเคยเตือนให้เขารักษาสุขภาพอยู่บ้าง” เซินเฟยตอบโต้กลับไปก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมองหน้า “ผมเคยแนะนำให้สารวัตรไปหาหมอคนหนึ่ง เขาได้ไปไหม?”

“อ้อ หมอจือ สารวัตรบอกว่าหมอจือแนะนำให้ไปลองฝังเข็มน่ะครับ”

ตอบได้อย่างนี้แสดงว่าเป็นคนของสารวัตรหรงจริง ๆ

เซินเฟยพยักหน้ารับอย่างสุขุม ตอนนั้นเอง พนักงานคนหนึ่งก็นำน้ำชาเข้ามาให้ก่อนจะเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ มู่อี้จิงจิบชาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่มีอาการเกร็งเครียด หากไม่ใช่คนที่อารมณ์ดีตลอดเวลาอย่างสารวัตรหรง หรือมั่นใจในตัวเองสูง ก็คงจะเป็นคนที่เก็บอาการประหม่าได้อย่างดีเยี่ยม เพราะแม้จะอยู่ต่อหน้านักธุรกิจใหญ่และหัวหน้าองค์กรมาเฟียฮ่องกง เจ้าตัวก็ยังทำตัวเหมือนกับอยู่ต่อหน้าเพื่อนสนิทมิตรสหาย

“ดูเหมือนสารวัตรจะชื่นชมคุณมากเลยนะครับ” หวางซิงเริ่มบทสนทนาใหม่

“ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมว่าสารวัตรชื่นชมคุณมากกว่า”

“ผม?” คำตอบของมู่อี้จิงทำให้หวางซิงอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยไม่คิดว่าจะได้รับกลับมาเช่นนี้

“แน่นอนครับ หวางซิงเป็นเลขาที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในฮ่องกง” เมื่อเห็นว่าเลขาตนเองสะดุดไปเสียแล้ว เซินเฟยจึงต้องแก้มือแทน

“ครับ ผมเข้าใจ” มู่อี้จิงหัวเราะ

มีคนที่ติดนิสัยหัวเราะกับการสนทนาไม่มากที่เซินเฟยจะรู้สึกดีด้วย และมู่อี้จิงก็ดูเหมือนจะไม่ใช่หนึ่งในนั้น เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายมีวิธีหัวเราะอย่างผู้ชนะได้เสมอ และนั่นทำให้อารมณ์ของเซินเฟยกรุ่น ๆ ขึ้นมา

“งานครั้งนี้เป็นฝีมือของคุณสินะครับ” เซินเฟยเริ่มหัวข้อใหม่อีกครั้ง

“หมายถึงเรื่องนั้นสินะครับ” มู่อี้จิงถามย้ำแล้วเบือนสายตาไปทางซองเอกสาร กระนั้นหวางซิงกลับรู้สึกเหมือนสายตาคู่นั้นกำลังจู่โจมเขามากกว่า

“สารวัตรหรงไม่ถนัดเรื่องงานสืบสวน มีคุณเป็นลูกมือคงจะสะดวกขึ้นมาก”

“ก็ทำนองนั้น คุณพูดถูกเรื่องสารวัตรหรง เขาชอบวิ่งไล่จับผู้ร้ายมากกว่านั่งตรวจเอกสาร” ชายหนุ่มผู้เป็นแขกไหวไหล่ “ความจริงผมก็ชอบแบบนั้นมากกว่า แต่ทำยังไงได้ล่ะครับ ผมถูกบรรจุเข้าแผนกนี้เพราะวิทยานิพนธ์ตอนจบจากวิทยาลัยตำรวจ ผมแค่พยายามจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาชญากรเท่านั้นเอง”

“ถ้าอย่างนั้น นี่คงเป็นงานที่เหมาะกับคุณ และผมเป็นด้วยที่พวกเขาบรรจุคุณเข้ามาในแผนกนี้” เซินเฟยตอบกลับไปก่อนจะจิบชาอึกหนึ่ง

“แต่ว่า....” อยู่ ๆ มู่อี้จิงก็เปลี่ยนท่านั่งจากตัวตรงเป็นค้อมลงและจดจ้องใบหน้าของคู่สนทนา “ที่ผมสนใจจริง ๆ น่ะ คือพฤติกรรมของอาชญากรที่กระทำกันเป็นองค์กรระดับประเทศมากกว่า”

“อ้อ” เซินเฟยไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำกล่าวของมู่อี้จิงราวกับมันเป็นเพียงการบอกหัวข้อที่สนใจอย่างปกติธรรมดา

ในประเทศที่มีการพึ่งพาเศรษฐกิจสากลเป็นหลักใหญ่ ย่อมหลีกเลี่ยงการมีอยู่ขององค์กรใต้ดินไม่ได้ ในขณะที่ประเทศเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ องค์กรใต้ดินก็ขยายขนาดตามไป ตำรวจแม้จะเป็นผู้รักษากฏหมายแต่ก็มีสถานที่ที่ไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ด้วยเหตุนั้นการปกครองขององค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความสัมพันธ์ขององค์กรใต้ดินและตำรวจเป็นแบบพึ่งพาอาศัย ซึ่งหมายความว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 18-02-2011 12:57:30
โลกของเราแท้จริงก็เป็นเช่นนั้น แม้จะมีคนที่คิดว่าความยุติธรรมและความดีงามคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความสงบสุขและมุ่งมั่นปราบอาชญากรอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทว่าแท้จริงแล้วคำพูดเหล่านั้นก็เป็นแค่การหลอกลวงตนเองของคนที่ไม่อาจยอมรับถึงด้านมืดของบางสิ่งบางอย่างได้

เหรียญมีสองด้าน กระจกสะท้อนเงา ทุก ๆ อย่างต้องมีด้านตรงข้ามจึงจะสมบูรณ์

และด้วยเหตุนั้น แม้ตำรวจและผู้รักษากฏหมายทุกคนจะรู้ดีถึงการมีอยู่ของพวกเขาอย่างเต็มอก แต่ก็ไม่อาจทำให้สูญสลายไปได้ ทำได้เพียงปรามปราบพวกกลุ่มเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้เพื่อยืนยันถึงการมีอยู่ของหน้ากากของความยุติธรรมเท่านั้น

สารวัตรหรงเป็นคนดี ครั้งหนึ่งเคยเป็นตำรวจที่มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่ก็หลีกหนีวัฏจักรนี้ไม่พ้น

มู่อี้จิงเองก็เป็นคนฉลาดคนหนึ่งทั้งยังเป็นคนที่สารวัตรหรงไว้วางใจย่อมรู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นคำที่พูดออกมาแม้ไม่ต้องตีความก็รู้ว่าเป็นเพียงแค่คำขู่เท่านั้น

“สารวัตรบอกผมว่าคุณเป็นคนเก่งถึงจะอายุยังน้อย ผมว่าผมเชื่อเขา” มู่อี้จิงกล่าวเมื่อเห็นว่าเซินเฟยเงียบไป

“ผมจะถือว่านั่นเป็นคำชม” เซินเฟยวางแก้วชาลงพลางมองดูควันกรุ่นที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย อากาศเย็นในฤดูนี้ทำให้ชาเย็นเร็วกว่าปกติ

“ก็ชมน่ะสิครับ” มู่อี้จิงรีบแก้ไขความเข้าใจผิดที่อีกฝ่ายอาจคิดว่าเขาประชด

“คุณเซิน จะถึงเวลานัดแล้วครับ” หวางซิงกระซิบกระซาบแต่จงใจให้มู่อี้จิงได้ยิน เซินเฟยพยักหน้ารับ หวางซิงรู้ช่วงจังหวะที่จะขัดอย่างพอเหมาะเสมอ และเที่ยงนี้เขาก็มีนัดอยู่จึงไม่อาจเสียเวลาพูดคุยกับมู่อี้จิงมากกว่านี้ได้ หลังจากนี้คงต้องปล่อยให้สารวัตรหรงจัดการต่อไป

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” เซินเฟยเอ่ยลา มู่อี้จิงจึงลุกขึ้นตาม หวางซิงสั่งให้คนไปส่งนายตำรวจหนุ่มก่อนจะเดินตามเซินเฟยกลับไปยังห้องทำงาน

เอกสารในมือหวางซิงถูกเก็บไว้ในกระเป๋า เซินเฟยสั่งว่าเอกสารซองนี้ห้ามให้คลาดสายตาเด็ดขาดด้วยเขาไม่อยากให้ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป เพราะข่าวลือจากปากคนนั้นนับเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่จะพึงนึกได้ มันสามารถทำให้เกิดผลสะท้อนได้หลายอย่างดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจึงเป็นการดีที่สุด

------------------>

ในขณะที่เซินเฟยกำลังต่อกรกับนายตำรวจหน้าใหม่ ฉู่เหวินจือก็กำลังยืนอยู่หน้าสถานที่ซึ่งถูกเคลียร์จนโล่งไม่เหลือกระทั่งซากของอาคารที่เคยตั้งอยู่ ความจริงอาคารของคนแซ่หวู่ก็ค่อนข้างจะไม่ถูกรสนิยมของเขาอยู่แล้ว การที่มันถูกทุบทิ้งไปเสียได้จึงทำให้รู้สึกสบายตาสบายใจขึ้นไม่น้อย เมื่อเคลียร์อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากบริเวณ เขาก็พบว่าพื้นที่ตรงนี้กว้างขวางจนสามารถใช้สอยได้สารพัดอย่าง สถาปนิกที่มาด้วยกันกำลังยืนมองพื้นที่พลางคิดคำนวนถึงสิ่งปลูกสร้างใหม่ในหัว

“คุณคิดว่ายังไง?” ฉู่เหวินจือเอ่ยถามสถาปนิกที่มาด้วยกัน เจ้าตัวเป็นคนที่เซินเฟยแนะนำให้คงจะเคยทำงานเกี่ยวกับอาคารเพื่อการทำธุรกิจใหญ่ ๆ มามาก

“ผมคิดว่าคุณตาแหลมมากนะคุณฉู่ที่ได้พื้นที่ตรงนี้มา ดูทำเลรอบข้างแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะสร้างเป็นโรงแรมที่ออกไปทางโมเดิร์นเน้นโทนสีเรียบ ๆ ให้เข้ากับบุคคลระดับสูง” สถาปนิกผู้มากประสบการณ์ออกความเห็นโดยดูจากความเหมาะสมกับสถานที่และกลุ่มเป้าหมาย

“เรื่องนี้เราคงต้องไปคุยกันตอนที่โครงการผ่านด้วยดีล่ะนะ” เมื่อฉู่เหวินจือพูดเช่นนั้นคู่สนทนาก็มองเขาด้วยความแปลกใจ “มีอะไรหรือครับ?”

“ทำไมคุณถึงคิดว่ามันจะไม่ผ่านล่ะครับ?”

“อืม....ความจริงผมก็ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงหรอกนะ” ชายหนุ่มเกาหัวเก้อ ๆ “แต่คุณเซินไม่ค่อยชอบหน้าผมเท่าไหร่ ก่อนโครงการจะผ่านผมอาจจะรากเลือดก็ได้”

“คุณคิดมากเกินไปแล้ว” นายสถาปนิกโบกไม้โบกมือ “ถึงคุณเซินจะอายุน้อยดูใจร้อนไปหน่อย แต่เขาก็เป็นคนมีเหตุมีผล อีกอย่าง การที่คุณเซินระบุให้ผมมากับคุณให้ได้แสดงว่าเรื่องนี้น่ะเขาอนุมัติผ่านแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาจะให้หัวหน้าอย่างผมมาถึงที่ทำไมกัน”

“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นนะ” ฉู่เหวินจือล้วงมือกลับเข้าไปในกระเป๋าพลางหันกลับไปมองพื้นที่ว่างเปล่าที่ถูกติดป้ายแสดงความเป็นเจ้าของของเครือตระกูลเซินอย่างชัดเจน

พวกเขาให้ความสนใจกับพื้นที่ตรงหน้าเสียจนไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติรอบข้าง ห่างไกลออกไปฝั่งหนึ่งของถนนบนตึกสูงมีกล้องตัวหนึ่งกำลังจับจ้องมายังศีรษะของฉู่เหวินจือ สิ่งที่อยู่ใต้กล้องนั้นคือกระบอกปืนขนาดยาวที่สามารถสังหารเป้าหมายได้ภายในนัดเดียวหากยิงถูกจุดตาย มือที่สวมถุงมือหนังสีดำประคองปืนและเตรียมเหนี่ยวไก เขาต้องแน่ใจว่าเป้าหมายจะตายอย่างแน่นอน

แต่ทว่าขณะที่กำลังจะเหนี่ยวไกนั้นเอง เป้าหมายกลับเดินเคลื่อนที่ กล้องของเขามองเห็นได้เพียงศีรษะของสถาปนิกที่ยืนด้วยกันเพราะฉู่เหวินจือใช้อีกฝ่ายซ้อนตัวเองเอาไว้ เขาไม่อยากคิดว่าอีกฝ่ายรู้ตัว ได้แต่ปลอบว่ามันเป็นเพียงความบังเอิญแล้วกัดฟันกรอดอย่างนึกเจ็บใจก่อนจะถอนตัวไปอย่างน่าเสียดายเพราะเขารู้สึกว่าการ์ดจำนวนหนึ่งมองเห็นเขาเสียแล้ว การใช้ปืนตอนกลางวันแสก ๆ อย่างนี้มีความเสี่ยงที่การสะท้อนของแสงอาทิตย์จึงทำให้มองเห็นง่าย เขารีบเก็บของก่อนที่การ์ดชุดดำจะวิ่งมาถึงอาคาร

ทางด้านฉู่เหวินจือ ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้มลึกลับเมื่อเห็นจุดที่อยู่ห่างไกลเกินความเคลื่อนไหว

“มีอะไรหรือครับ?” สถาปนิกคู่สนทนาเอ่ยถามด้วยความสงสัย ความจริงอยู่ ๆ อีกฝ่ายก็เดินมาประชิดด้านหน้าเขาก็นับว่าประหลาดแล้ว ไม่ทันได้พูดอะไรก็ยิ้มแปลก ๆ ออกมายิ่งทำให้สงสัยกว่าเดิม

“เปล่าครับ ผมแค่นึกเรื่องตลกออกมาได้”

ผู้ฟังได้แต่พยักหน้ารับโดยไม่ได้ถามต่อ พวกเขากลับหลังและเดินคุยกันไปยังรถกำลังคิดว่าถึงเวลากลับไปรายงานผลกับเซินเฟยเสียที ทว่าอยู่ ๆ เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ไกลตัวนัก ร่างของฉู่เหวินจือทรุดฮวบลงเพราะความเจ็บที่แทงเข้ามาจากสีข้าง เสียงฝีเท้าของคนๆ หนึ่งวิ่งจากไปท่ามกลางกลุ่มคนที่คลาคล่ำเริ่มทยอยกันเข้ามาดูเหตุการณ์ด้วยความตระหนก
ฉู่เหวินจือกัดฟันกรอด ไม่นึกว่าจะมีมือปืนอีกคนรออยู่ด้านล่างรอเวลาที่พวกการ์ดตามอีกคนไปแล้วจึงปรากฏตัว

เสียงเซ็งแซ่ดังไม่ได้ศัพท์อยู่รอบตัว สติของเขายังครบถ้วนทั้งที่เลือดยังคงไหลออกมาจากจุดที่โดนยิง แต่ฉู่เหวินจือรู้ว่าฝ่ายนั้นพลาดจุดอันตรายไปอย่างหวุดหวิด คงเพราะมีสถาปนิกยืนกั้นตัวและมีการเคลื่อนไหวอยู่นั่นเอง ไม่อย่างนั้นปืนนัดนี้อาจพุ่งเข้าปอด หัวใจ หรือสมองของเขาก็ได้ การที่ไม่อาจยิงจุดสำคัญได้ทำให้มือปืนยิงจุดที่คาดหวังได้มากที่สุด สีข้างเป็นบริเวณที่มีอวัยวะภายในสำคัญอยู่มากมาย ดูจากจำนวนเลือดแล้วคงจะไม่ได้เข้าไปถึงกระเพาะ ตับ หรือลำไส้ แต่มันก็ไม่แน่เหมือนกันเพราะหัวกระสุนฝังอยู่ด้านในและเขาก็เจ็บร้าวไปหมดจนไม่อาจกำหนดได้แน่นอนว่าสิ่งแปลกปลอมอยู่ตรงจุดไหนของร่างกาย

ให้ตายสิ....

พอเวลาผ่านไป สติของเขาก็เริ่มจะลางเลือนอยู่เหมือนกัน เลือดที่ไหลออกมาเรื่อย ๆ ดูจะไม่มากมายในตอนแรก ตอนนี้กลับนองไปทั่วพื้นซีเมนต์ เสียงรถพยาบาลดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คงจะมีใครสักคนโทรเรียกกระมัง

“คุณฉู่! ทำใจดี ๆ ไว้!” เสียงของสถาปนิกดูจะเบาลงทั้งที่เขาเห็นอีกฝ่ายตะโกนสุดเสียง

ฉู่เหวินจือรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะฝืนจึงค่อย ๆ หลับตาลง ในเมื่อรถพยาบาลมาถึงแล้วเขาไม่น่าจะต้องห่วงอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอและพยาบาลไปก็แล้วกัน เพียงแต่....เซินเฟยคงไม่พอใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เขาหวังว่าอีกฝ่ายคงไม่มาชกเขาถึงโรงพยาบาลก็เท่านั้น...

------------------>

“คุณเซิน!” ในระหว่างที่กำลังคุยงานอยู่นั้น หวางซิงก็พรวดพราดเข้ามาหลังจากขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ “คุณฉู่โดนยิงครับ!”

ชั่ววินาทีหนึ่งที่ได้ยิน เซินเฟยทำหน้าราวกับว่าหวางซิงกำลังเล่นตลกร้ายก่อนจะนึกได้ในวินาทีต่อมาว่าเป็นเรื่องปกติที่คนของเขาจะถูกยิงจึงรีบดึงสติกลับมายังปัจจุบัน เขารีบเอ่ยลาคู่สนทนาก่อนรุดไปยังโรงพยาบาลในทันที

ระหว่างทาง หวางซิงก็รายงานตามที่ได้รับรู้จากบอดี้การ์ดที่ติดตามไปเป็นฉาก ๆ เซินเฟยได้แต่นึกหงุดหงิดที่การ์ดของตนหลงกล แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะแม้แต่เขาเองก็คงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนแอบซุ่มอยู่ใกล้ถึงขนาดนั้นทั้งที่การ์ดยืนเฝ้าอยู่ทั่วบริเวณ แต่ว่า....นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วไม่ใช่หรือ? ที่มีมือปืนเข้ามาใกล้ถึงเกือบจะถึงตัวแต่การ์ดกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่า....

เซินเฟยกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

ราวกับว่ามือปืนรู้จักสถานที่นั้นดีกว่าพวกเขา รู้ว่าตรงไหนที่สามารถซุกซ่อนตัวจากสายตาของบอดี้การ์ดจำนวนมากได้แนบเนียนที่สุด...

เมื่อรถจอดที่หน้าอาคารผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาล เซินเฟยก็ก้าวลงไปในทันที

“ฉู่เหวินจืออยู่ที่ไหน?” เขาถามการ์ดที่ออกมารอรับ

“ตอนนี้อยู่ในห้องผ่าตัดครับ”

เซินเฟยได้ยินก็เดินจ้ำเข้าไปด้านในโดยไม่ฟังคำทัดทานของนางพญาบาล และแน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะถูกจับตัว เพราะทางที่เขาเดินผ่าน การ์ดรอบตัวก็กันคนอื่นออกห่างโดยอัตโนมัติ ทำให้เส้นทางของเซินเฟยเปิดโล่งมาจนถึงหน้าห้องผ่าตัด

ไฟหน้าห้องผ่าตัดบ่งบอกว่ากำลังใช้งานและห้ามคนนอกเข้าไปเด็ดขาด

หวางซิงขอให้เซินเฟยนั่งลงรอที่เก้าอี้ด้านหน้า

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ สำหรับการรอคอย ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเซินเฟยก็นิ่งเงียบจนดูน่ากลัวสำหรับการ์ดที่ทำงานพลาดด้วยไม่รู้ว่าเจ้านายจะลงโทษพวกเขาอย่างไร

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออกในที่สุด ร่างไร้สติเพราะฤทธิ์ยาสลบถูกเข็นออกมาจากห้องตามด้วยศัลยแพทย์ที่ทำหน้าที่ผ่าตัดเอาหัวกระสุนออก เคสนี้ถือว่าไม่ได้ยากนักสำหรับเขาเพราะผู้ชายคนนี้ดวงแข็งพอที่จะไม่ถูกจุดตายหรืออวัยวะสำคัญเลย

“คุณคงเป็นเจ้านายของเขา?” นายแพทย์หนุ่มเลิกผ้าคาดปากออก

“ครับ”

“คุณเซินใช่ไหม? ผมเคยได้ยินเรื่องของคุณจากจือหยิน” เซินเฟยมุ่นคิ้วไม่นึกว่าคน ๆ นี้จะรู้จักเขาถึงแม้ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลที่จือหยินทำงานก็ตาม

“คุณรู้จักผมอย่างนั้นหรือ?” เซินเฟยหรี่ตาลงอย่างจับผิด

“ผมชื่อจ้าวผิวเหอ คุณคงเคยได้ยินมาบ้างซึ่งถ้าเคยก็ไม่น่าจะแปลกใจนะที่ผมจะรู้จักคุณกับ....คนอื่น ๆ” คำตอบของนายแพทย์ทำให้เซินเฟยนึกได้ถึงที่อาสะใภ้ของเขาบอกเอาไว้ เธอเคยบอกว่า โรงพยาบาลแห่งนี้มีหมอคนหนึ่งที่นอกจากจะเป็นศัลยแพทย์แล้วยังเป็นหมอที่ทำหน้าที่รักษาให้กับพวกคนป่วยที่ไม่สามารถเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนเองได้อีกด้วย ทั้งยังมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับชิงหลง ซึ่งหากเรื่องเหล่านั้นเป็นจริงจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่หมอคนนี้จะรู้จักเขา อีกทั้งไม่ใช่ความบังเอิญที่ฉู่เหวินจือถูกส่งมาฝากชีวิตในมือหมอคนนี้

“ตอนนี้คนของคุณปลอดภัยดี พอแผลปิดก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ”

“งั้นหรือ” เซินเฟยรับคำก่อนจะมุ่นคิ้ว

“ยาสลบอีกสักพักจะหมดฤทธิ์ ถ้าคุณไปรอที่ห้อง อีกสัก 10 นาทีเขาน่าจะลืมตามาให้คุณสอบสวนได้” จ้าวผิงเหอกล่าวพลางดึงหมวดคลุมผมออกแล้วเสยผมชื้นเหงื่อของตน

เซินเฟยเพียงพยักหน้ารับแล้วรีบเดินตามรถเข็นเตียงไปโดยไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณแม้แต่คำเดียว จ้าวผิงเหอเกาศีรษะแกรก ๆ นึกเชื่อคำพูดของจือหยินที่เคยกล่าวถึงอีกฝ่ายขึ้นมา ที่ว่าจูเชว่คนปัจจุบันเป็นเด็กที่เข้าถึงได้ยาก

หมอหนุ่มไหวไหล่

เอาเถอะ นิสัยส่วนตัวของพวกมาเฟียกับคนใหญ่คนโตเขาเองก็เจอที่แปลก ๆ มาเยอะแล้ว สำหรับเขา เซินเฟยก็แค่เป็นเด็กที่ดูจะพูดน้อยเกินไปหน่อยเท่านั้น

TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 18-02-2011 14:21:06
อ้าวๆ คุณฉู่พลาดเสียได้นะ อิอิ
จะเป็นไงต่อรอลุ้นต่อไป
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 18-02-2011 14:40:27
อ้าวพลาดเสียได้โดนยิงซะงั้นอ่ะ
หัวข้อ: Re: หนอนใบตอง by RakorN ตอนที่27: เปลี่ยนใจ หน้าที่ 68 [16.12.10]
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 18-02-2011 15:29:20
ลึกลับดีจัง
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: PEENAT1972 ที่ 18-02-2011 18:23:56
ตามทันแล้วค่ะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 18-02-2011 19:18:03
 o18คุณฉู่ถูกยิงซะแล้ว
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 18-02-2011 22:17:17
มีสายจากอีกฝั่งปลอมมาอยู่ในเครือเปล่าหว่า เลยรู้ที่ซ่อนดีๆ แถมหลบการ์ดได้ :m32:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: aekporamai2 ที่ 19-02-2011 10:58:05
แล้วเซินจะจัดการยังไงเน้ออออออออออ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 19-02-2011 11:02:59
เข้ามารอดูค่ะ อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 6 (18/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: pigg ที่ 19-02-2011 11:11:55
คลานออกจากกองงานมานั่งอ่านแก้เครียด//;_;

น้องเซินช่างเป็นเคะราชินีมากมาย55
ว่าแต่ใครเป็นพระเอกกันหละเนี้ย ใช่ผู้ติดตามแสนกวนไหม!?
หรือว่าจะเป็นเลขาหนุ่มแว่น (เย้ย!?)

รออัพอยู่นะฮะวันนี้:):)
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 19-02-2011 13:50:25
-7-



เพดานสีขาวลอยอยู่เบื้องหน้าเมื่อแรกลืมตาตื่น ฉู่เหวินจือไม่ได้นึกแปลกใจ เพราะก่อนหมดสติเขาก็ได้ยินเสียงรถโรงพยาบาลอยู่เต็มสองหู เพียงแต่เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่น่ามีอยู่ในโรงพยาบาลอยู่ข้างตัวเขาและมันทำให้เสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก ฉู่เหวินจือค่อย ๆ หันหน้าไปยังทิศที่มีประตูอยู่ และเขาก็ได้รู้คำตอบชัดเจนว่าทำไมจึงได้เสียวสันหลังนัก

เซินเฟยกำลังนั่งไขว่ห้างกอดอกมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับว่าหากเขาไม่ตื่นขึ้นมาในสองสามนาทีหลังจากนี้ เจ้าตัวจะจัดการส่งเขาไปนรกตลอดกาล

“มันไม่ใช่ความผิดของผมนะ” เขารีบแก้ตัว

เซินเฟยยังคงเงียบและเม้มปากนิ่งจนแทบจะเป็นเส้นตรง

“เฮ้อ....ผมไม่ตายก่อนทำงานให้คุณเสร็จหรอก” พอเขาพูดแบบนั้นออกไปสีหน้าของเซินเฟยก็คลายความตึงเครียดลงทำให้ฉู่เหวินจือนึกสมเพชตัวเอง นี่อีกฝ่ายถ่อมาหาเขาถึงโรงพยาบาลเพียงเพราะกลังเขาตายก่อนทำงานสำเร็จหรอกหรือ?

“เห็นหน้าคนยิงไหม?”

“ไม่ครับ”

“ไร้ประโยชน์จริง ๆ” เซินเฟยว่าแล้วกลับไปทำหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม

ในขณะที่บรรยากาศกำลังถูกปกคลุมด้วยความเงียบนั้น ฉู่เหวินจือก็เลื่อนมือมาแตะหัวเข่าของเซินเฟยที่อยู่ใกล้กับเตียง ความจริงแล้วมันน่าจะดูโรแมนติกเหมือนในละครน้ำเน่ามากกว่านี้ถ้าเซินเฟยไม่เอาแต่กอดอกหน้าบึ้ง อย่างน้อยก็น่าจะวางมือลงมาบนเตียงสักหน่อย ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ขัดอารมณ์ของฉู่เหวินจือแต่อย่างใด เขายิ้มกว้างเมื่อเซินเฟยมองแล้วเลิกคิ้ว

“คุณเป็นห่วงผมอย่างนี้น่าดีใจจัง”

เวลาผู้ชายตัวโต ๆ พูดออกมาอย่างนี้นอกจากจะฟังไม่น่าเอ็นดูแล้วกลับยิ่งทำให้ขนลุกเสียมากกว่า และทำให้ขนลุกมากขึ้นเมื่อมือนั้นเริ่มจะขยับลูบหัวเข่าที่ตนเองกุมไว้ เซินเฟยบิดริมฝีปากอย่างหงุดหงิดก่อนจะตัดสินใจเงื้อเท้าข้างที่โดนลูบนั้นถีบเข้าชายโครงเท่าที่แรงง้างจะทำได้

ฉู่เหวินจือร้องซี๊ด เพราะถึงข้างที่ถีบจะไม่ใช่ข้างเดียวกับที่โดนยิง แต่มันก็กระทบไปถึงเหมือนกัน

“สังวรณ์ตัวเองไว้ซะ ถ้านายไม่มีประโยชน์ฉันจะปล่อยให้ตายข้างถนนยังได้” เซินเฟยเสียงเย็นบ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่มีอารมณ์จะเล่นลิ้น

“ขอโทษครับ” หวางซิงเข้ามาขัดโดยไม่รู้ว่าด้านในกำลังเกิดอะไรขึ้นจึงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเซินเฟยตวัดตามองเยียบเย็น พอเห็นท่าทางเหมือนเสียความมั่นใจของอีกฝ่าย เซินเฟยก็จำต้องลดดีกรีของอารมณ์ลงเล็กน้อย เขาลุกขึ้นขยับเสื้อสูทเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่ง

“ไปบอกหมอจ้าวว่าผมต้องหารให้เขากลับไปพักฟื้นที่บ้านในวันนี้”

“ได้ครับ” หวางซิงถอนหายใจพลางส่งสายตาแสดงความเห็นใจให้ฉู่เหวินจือ

“ผมขยับตัวตอนนี้ไม่ไหวหรอกครับ” คนเจ็บทำเสียงน่าเวทนาเซินเฟยจึงเหลือบตามองก่อนจะบิดรอยยิ้มให้จุดบนริมฝีปาก

“ถ้านายอยากนอนเป็นเป้านิ่งให้พวกนั้นมาตามเก็บให้เรียบร้อยก็ตามใจ”

คำพูดของเซินเฟยทำให้ฉู่เหวินจือเถียงไม่ออก พอทุกอย่างเงียบดังที่ควรจะเป็น เซินเฟยจึงกลับหลังหันและเดินออกไปจกาห้องพร้อมกับหวางซิง

ฉู่เหวินจือผ่อนลมหายใจแล้วลูบชายโครงตนเองก่อนยิ้มออกมา เจ้านายของเขาชักจะมือเท้าหนักขึ้นทุกวันแต่เอาเถอะ เขาคงจะไม่ช้ำในตายเสียก่อนหรอก สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือมือปืนพวกนั้น เขาไม่คิดว่าตนเองจะเป็นเป้าสังหารอย่างออกหน้าออกตาแต่เขาก็คิดผิดไปถนัด บางทีเรื่องกิจการของคนแซ่หวู่นั่นคงจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ แต่ว่า...คิดจะกำจัดเขามันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก....

ฉู่เหวินจือหัวเราะกับตัวเอง ทิศทางของเรื่องนี้กำลังเดินไปอย่างที่เขาคาดไว้ อีกไม่นานเจ้าจิ้งจอกเฒ่านั่นต้องโดนลากหางออกมาอย่างแน่นอน

------------------>

เซินเฟยนั่งมองเอกสารที่เปิดอ่านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงจะมองย่างไร ข้อมูลด้านในก็ไม่มีอะไรที่สามารถโต้แย้งได้เลยซึ่งเพราะเหตุนั้นเขาจึงยิ่งรู้สึกหนักใจมากขึ้น เซินเฟยกุมขมับก่อนวางเอกสารลงบนโต๊ะ แม้การที่ฉู่เหวินจือนอนลุกไปไหนไม่ได้จะทำให้เขารู้สึกสบายหูสบายตาขึ้น แต่การที่มีเรื่องน่าปวดหัววิ่งเข้ามาแทนทำให้เขารู้สึกว่าหากเอาเรื่องนี้ออกไปได้แล้วเอาฉู่เหวินจือมาแทนที่จะดีกว่า

“คุณเซิน” หวางซิงทำเสียงเป็นกังวลเมื่อเห็นเซินเฟยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เป็นคนของเฉียนหยุนจริง ๆ หรือครับ? มือปืนที่ยิงเด็กตอนนั้น”

เรื่องการอาละวาดข้ามถิ่นของอันธพาลระดับปลายแถวก่อนหน้านี้ เซินเฟยโอนเรื่องไปให้สารวัตรหรงจัดการทั้งหมดรวมถึงศพของมือปืนที่ยิงตัวตายก่อนได้สอบสวนด้วย ซึ่งการสืบอย่างลับ ๆ ของตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาเฟียทำให้ได้ข้อมูลมาในที่สุด ซึ่งข้อมูลนั้นได้บอกว่า มือปืนคนนั้นมีรูปพรรณสันฐานตรงกับลูกน้องคนหนึ่งในกลุ่มของเฉียนหยุนทุกประการ เพียงแต่เป็นลูกน้องระดับล่างที่เอาแต่วิ่งทำงานงก ๆ ไม่ได้ชูหน้าชูตามาให้คนด้านบนเห็นเลยจึงไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะไม่รู้จัก

ส่วนเด็กหนุ่มที่ถูกยิงตายระหว่างการสอบปากคำก็มีหลักฐานเป็นสำเนาสมุดบัญชีว่ามีช่วงหนึ่งที่จำนวนเงินพุ่งพรวดผิดปกติ ไม่น่าจะเป็นจำนวนเงินที่เด็กข้างถนนกลุ่มหนึ่งจะสามารถหามาได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงสามารถตีความได้ว่าถูกว่าจ้างจากใครบางคน และประจวบเหมาะกับที่ช่วงเวลาที่เงินในบัญชีเพิ่มกะทันหันก็เป็นเวลาก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายในเขตนั้นไม่นาน

“ตอนนี้เฉียนหยุนอยู่ที่ไหน?”

“ไม่ทราบครับ หลังจากลาออกจากแก๊งค์ เขากับลูกน้องที่ภักดีทั้งหมดก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างกับว่า....”

“มีคนช่วยปกปิด” เซินเฟยช่วยต่อคำที่ขาดหายไป “แล้วคนที่ยิงฉู่เหวินจือล่ะ?”

“เรื่องนี้ยังจับเค้าไม่ได้ครับเพราะทางนั้นไม่เหลือหลักฐานไว้เลย ส่วนกระสุนก็เป็นกระสุนของปืนพกธรรมดาที่หาได้ทั่วไป” หวางซิงถอนหายใจออกมา

“อย่างนั้นหรือ....” เซินเฟยปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมห้องทำงานและตกลงสู่ภวังค์ความคิด เขานึกสงสัยนักว่าจะมีสักกี่คนที่สามารถให้ที่ซ่อนตัวกับเฉียนหยุนและพรรคพวกได้อย่างสนิทแนบเนียนขนาดนี้

อำนาจของเฉียนหยุนในองค์กรนั้นหมดไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากการส่งใบลาออก เซินเฟยก็จัดการโอนลูกน้องบางส่วนที่ไม่ได้ลาออกไปพร้อมกับเฉียนหยุนไปให้คนอื่นจัดการดูแลต่อเพราะถือว่ามีความภักดีพอที่จะไม่ลาออกไปพร้อมคนไร้ประโยชน์ จำนวนคนที่ไปพร้อมกับเฉียนหยุนนั้นมีราว ๆ 10-15 คน ล้วนแต่เป็นผู้ที่ช่วยเฉียนหยุนก่อตั้งแก๊งค์ขึ้นมาก่อนจะต้องตกอยู่ใต้อาณัติของจูเชว่สองรุ่นก่อนหน้านี้เมื่อมีการขยายอาณาเขต

จะอนุมานว่าเกลือเป็นหนอนได้ไหม?

มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเช่นนั้น ซึ่งหากคิดจะตรวจสอบคงจะเป็นเรื่องยากเพราะคนในปกครองมีจำนวนมากจนแทบจะจำไม่หวาดไม่ไหว หากจะโฟกัสเพียงคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมก็มีจำนวนน้อยลง ทว่าคนเหล่านั้นล้วนเป็นหัวหน้าระดับรอง ๆ เช่นเดียวกับเฉียนหยุนและเพิ่งจะมาประชุมกันที่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อนแต่เขาก็ไม่เห็นว่าใครจะมีท่าทางผิดปกติหรือมีพิรุธ

แล้วถ้าหากว่าผู้บริหารของเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอีกล่ะ?

ในกลุ่มผู้บริหารที่ถือหุ้นของเครือตระกูลเซินมีอยู่หลายคนที่เฉียนหยุนมีบุญคุณด้วย ผู้ชายแซ่เฉียนคนนั้นฉลาดมากพอที่จะหาที่พึ่งพิงตั้งแต่ตอนที่ตนเองยังไม่ต้องการแต่เผื่อไว้ในอนาคตด้วยการสร้างบุญคุณกับคนอื่น ๆ และกลายเป็นที่เคารพยำเกรง หลังจากเฉียนหยุนลาออกไปมีผู้บริหารหลายคนที่เริ่มแข็งข้อใส่เขาแต่นั่นเป็นเรื่องเล็กมากเมื่อเทียบกับการส่งมือปืนมาอย่างนี้

การแข็งข้อต่อหน้ายังสามารถควบคุมได้ แต่แข็งข้อลับหลังจะควบคุมได้อย่างไร? ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองและปองร้ายโดยไม่อาจรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครเป็นสิ่งที่เซินเฟยไม่ชอบเอาเสียเลย แต่ด้วยฐานะของเขาทำให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์อย่างนี้ได้ยากยิ่ง

“คนที่ยิงฉู่เหวินจือได้ยินว่าสวมแว่นตาดำและบนใบหน้าไม่มีตำหนิ แต่ก็บอกชัดเจนไม่ได้เพราะตอนนั้นทุกคนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก” หวางซิงรายงานต่อ

“แล้วสารวัตรหรงพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?” การมีเหตุยิงกันกลางเมืองตำรวจต้องเข้ามาเกี่ยวข้องได้อยู่แล้ว เรื่องคราวก่อนยังไม่ได้ตอบแทนก็มีเรื่องให้เข้ามาจัดการอีก เซินเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่โดนรุมเร้าจนต้องวิ่งไปพึ่งผู้ใหญ่ไม่มีผิด

“ไม่ได้ติดต่อมาเลยครับ”

“แล้วที่ฉันสั่งให้ตรวจสอบ?”

“เอ่อ......” หวางซิงนิ่งไปก่อนจะกลั้นใจตอบคำถาม “ไม่มีเบาะแสเลยครับ”

“งั้นหรือ....” ขมับของเซินเฟยเริ่มปวดขึ้นมาอีกแล้วแต่ก็อยู่ในระดับที่พอจะทนได้เขาจึงไม่ได้บอกให้หวางซิงนะยาเข้ามาให้แต่อย่างใดเพียงแต่ยกมือขึ้นนวดให้อาการปวดค่อย ๆ หายไปเอง

“ประชุมวันนี้...เลื่อนไปก่อนดีไหมครับ?” ด้วยห่วงใยในสุขภาพของผู้เป็นนาย หวางซิงจึงไม่อยากให้เผชิญกับความเครียดไปมากกว่านี้

“ไม่ต้อง” เซินเฟยรู้ดีว่าเขาไม่มีโอกาสได้เลือกมากนัก หากเขาเลื่อนการประชุมการพิจารณาโครงการออกไปรังแต่จะทำให้เสียเรื่องเท่านั้น โครงการนี้ถึงฉู่เหวินจือจะเป็นคนคิดแต่ในเมื่อเขาเซ็นอนุมัติไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบกึ่งหนึ่ง อย่างน้อยการเข้าประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นของผู้บริหารก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ประธาน เพียงแค่ที่ฉู่เหวินจือบาดเจ็บจนมาประชุมไม่ได้ก็เป็นประเด็นให้โดนขย้ำคอได้อยู่แล้ว

“แต่ว่า....”

“อาซิง ผมอยากได้น้ำสักแก้ว” เซินเฟยรู้ว่าหวางซิงคงจะไม่ยอมง่าย ๆ หากเอาแต่ยืนพะวงอย่างนี้จึงตัดบทไปเสีย

หวางซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมเดินออกไปเพื่อให้เซินเฟยได้พักสักครู่ เมื่อลับหลังเลขาไปแล้ว เซินเฟยกลับยกเอกสารขึ้นมาเปิดอ่านโดยละเอียดอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาไม่ได้คิดจะจับผิดหาจุดแย้ง ทว่าเป็นการมองหาความเป็นไปได้ในเหตุผลของเฉียนหยุนรวมถึงสถานที่ที่อาจไปกบดานอยู่

จะเกี่ยวข้องกับคนแซ่หวู่ไหมนะ?

นั่นเป็นคำถามที่น่าคิดอีกข้อหนึ่ง

เซินเฟยเสยผมพลางถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องของเฉียนหยุนจนแทบจะไม่มีที่ว่างให้การประชุมในวันนี้ เซินเฟยจำต้องปล่อยใจให้ว่างครู่หนึ่งเพื่อเอาเรื่องของเฉียนหยุนออกไปให้หมดสิ้นจากสมอง มิเช่นนั้นเขาคงจะตามเกมพวกผู้บริการเจ้าเล่ห์พวกนั้นไม่ทันเป็นแน่

ช่วงบ่าย เซินเฟนก็ข้าประชุมตามปกติ ใบหน้าของเขาไม่มีเค้าของความหนักใจก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย นับเป็นพรสวรรค์ของนักธุรกิจก็ว่าได้ที่จะเก็บอารมณ์ทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อถึงคราวจำเป็น

การประชุมดำเนินไปด้วยดีเกินกว่าที่คาดเอาไว้ เซินเฟยไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนักแต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นคนหล่านี้ตีหน้ายิ้มแย้มและให้ความร่วมมืออย่างดี เบื้องหลังมักมีลับลมคมในซ่อนอยู่ หนึ่งในคนเหล่านี้อาจจะมีคนหนึ่งหรือหลายคนก็เป็นได้ที่ร่วมมือกับเฉียนหยุน และอาจจะมีอีกหลายคนที่หวังจะใช้ฉู่เหวินจือผลักดันตัวเองเพราะคิดว่าเป็นคนโปรดของเขา

เซินเฟยนั่งอยู่ในห้องประชุมเย็นเฉียบพลางมองดูการปั้นหน้ายิ้มแย้มพูดคุยสนทนาวิสาสะของบอร์ดบริหาร

ทุก ๆ คนต่างมีสำเนาโครงการอยู่ในมือ มีบ้างที่เอ่ยวิจารณ์ถึงจุดบกพร่องที่ควรนำไปแก้ไขซึ่งหวางซิงก็คอยบันทึกอยู่ตลอดเวลา

ฉู่เหวินจือถูกถามถึงเป็นระยะ เขาก็ได้แต่บอกปัดไปว่าติดธุระสำคัญ

สถาปนิกที่ส่งไปดูสถานที่ส่งแปลนโครงสร้างคร่าว ๆ มาให้แล้ว เซินเฟยกำลังนั่งพิจารณาขณะฟังการประชุมอันน่าเบื่อหน่ายที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ

ในแปลนนั้นไม่ได้เขียนว่าโรงแรมจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เพียงแต่วาดเป็นพื้นที่มุมสูงและวางกรอบว่าจะตั้งอะไรไว้จุดไหนเท่านั้น

ดูเหมือนทางสถาปนิกจะต้องการให้มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่กลางแจ้งตั้งอยู่บนพื้นดิน ในแนบระบุว่าเป็นจุดเด่นของโรมแรมที่มีพื้นที่ใช้สอยมากพอ เพราะโรงแรมส่วนใหญ่ต้องยกสระว่ายน้ำขึ้นไปอยู่ด้านบนเนื่องจากพื้นที่บนพื้นดินมีอยู่น้อยเกินกว่าจะใส่ทุกอย่างลงไปได้

อย่างไรก็ตาม เซินเฟยก็ทำได้เพียงแค่พิจารณาเท่านั้น เรื่องนี้ฉู่เหวินจือเป็นคนรับผิดชอบก็ต้องให้ฉู่เหวินจือเอาไปจัดการเองว่าตกลงใจจะเอาอย่างนี้หรือไม่

เมื่อการประชุมจบลง เวลาก็ผ่านไปจนเกือบจะเย็นแล้ว บันทึกการประชุมทั้งหมดในมือหวางซิงถูกโหลดเข้าเครื่องของเซินเฟยที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานในออฟฟิศ เซินเฟยกวาดตาดูอย่างคร่าว ๆ และใช้สมองประมวลผลไปพลาง อะไรที่ดูไม่สำคัญก็ตัดออกไปเสียก่อนจะบันทึกลงโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับอีเมลล์และส่งเข้าบัญชีของฉู่เหวินจือ

ถึงจะเจ็บป่วยแต่สมองยังใช้งานได้ตามปกติ เซินเฟยก็ไม่คิดจะปล่อยให้นอนเฉย ๆ ให้เสียข้าวสุกไปเปล่า ๆ ระหว่างการพักรักษาตัวเซินเฟยจึงส่งงานไปให้ทำทางอีเมลล์ เรียกได้ว่า แม้จะใช้ร่างกายไม่ได้ก็ยังต้องใช้สมองทำงานแทนอยู่ดี

จดหมายอิเล็กทรอนิกส์เดินทางได้เร็วเท่าที่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตจะทำได้ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 นาที ข้อความทั้งหมดที่นำมาจากบันทึกของหวางซิงและผ่านการกลั่นกรองของเซินเฟยก็วิ่งตามสัญญาณเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของฉู่เหวินจือเรียบร้อย

เซินเฟยปิดเครื่องของตนเองลงแล้วเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ น้ำผลไม้เย็น ๆ ของหวางซิงช่วยให้คลายความเมื่อยล้าจากการใช้สมองมากกว่าปกติได้มาก

ในช่วงที่เซินเฟยกำลังพักผ่อนนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของหวางซิงที่ทำงานอยู่ใกล้ ๆ ก็ดังขึ้น เจ้าตัวเห็นเบอร์โทรก็กดรับทันที

“สวัสดีครับสารวัตรหรง”

คำทักทายนั้นทำให้เซินเฟยหันมองนึกแปลกใจว่าสารวัตรจะโทรมาทำไมในเวลานี้

“คุณเซิน สารวัตรหรงเชิญออกไปทานอาหารค่ำด้วยกันน่ะครับ” หวางซิงหันมาช่วยไขความกระจ่างโดยที่เซินเฟยไม่ต้องออกปากถาม

“แค่สารวัตรหรงหรือ?” ไม่บ่อยนักที่เซินเฟยจะมีโอกาสออกไปกินอาหารนอกบ้านโดยไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาเดาว่าสารวัตรหรงคงจะต้องการให้เขามีโอกาสพบปะสนทนากับนักสืบที่ชื่อมู่อี้จิงอีกครั้ง

“เอ่อ....มู่อี้จิงด้วยครับ”

คิดไม่ทันจบหวางซิงก็บอกความตามที่คิดออกมา

“เข้าใจแล้ว...ช่วยหาสถานที่ให้ด้วยก็แล้วกัน แล้วก็โทรบอกคุณอาด้วยว่าวันนี้ผมไม่กลับไปทานมื้อเย็น” เซินเฟยคร้านจะหาข้ออ้าง แม้เขาจะไม่ถูกใจคนอย่างมู่อี้จิงนักแต่อีกฝ่ายคงจะมีดีมากพอที่จะเสียเวลาด้วย หวางซิงถ่ายทอดการตอบรับของเซินเฟยให้สารวัตรรับรู้ก่อนจะจัดการโทรหาโรงแรมในเครือขอจองโต๊ะในภัตตาคารล่วงหน้า เมื่อได้สถานที่แล้วก็โทรกลับไปแจ้งที่บ้าน หวางซิงสามารถทำตามคำสั่งได้อย่างเรียบร้อยในเวลาไม่นานและไม่ต้องสั่งซ้ำ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็เก็บมือถือใส่กระเป๋าเช่นเดิม

“เรียบร้อยแล้วครับ”

เซินเฟยพยักหน้ารับเนือย ๆ

“กี่โมง?”

“1 ทุ่มครับ”

“ก็เหลือเวลาอีกนาน” เซินเฟยว่าพร้อมมองนาฬิกาที่เพิ่งบอกเวลา 5 โมงเย็น เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือเขาน่าจะใช้พักผ่อนได้ พร้อมกับที่คิดเช่นนั้นเซินเฟยก็หลับตาลง สัญญาณการกระทำทำให้หวางซิงรู้งานโดนทันที เขาจึงค่อย ๆ ถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ และรอให้ใกล้เวลานัดจึงมาเรียกอีกครั้ง

------------------->

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 19-02-2011 13:51:27
ภัตตาคารหรูหราในโรงแรมระดับห้าดาวอาจเป็นที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับคนหลาย ๆ คน แต่ไม่ใช่สำหรับเซินเฟยที่เทียวเข้าออกที่เช่นนี้บ่อยครั้งตั้งแต่ถูกรับตัวเข้าบ้านใหญ่ เขาจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ก้าวเข้าไปในสถานที่เช่นนี้โดยเดินตามหลังอาสะใภ้ เขาเองก็เอาแต่จ้องมองรอบข้างอย่างตื่นเต้นราวกับว่าทุก ๆ อย่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ แต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาเริ่มรู้สึกเฉย ๆ กับมัน และรู้สึกเหมือนสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

บริกรคนหนึ่งนำพวกเขาไปยังโต๊ะที่จองไว้ เป็นโต๊ะ v.i.p. ที่ตั้งอยู่ในมุมสงบมุมหนึ่ง ติดกับกระจกใสบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ยามราตรีเบื้องนอก

สารวัตรหรงและมู่อี้จิงมาถึงก่อนแล้วไม่นาน พวกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะและสั่งเพียงเครื่องดื่มคนละแก้วเพื่อรอเวลา เมื่อเซินเฟยและหวางซิงมาถึง ทั้งสองก็ลุกขึ้นและเอ่ยทักทาย

สารวัตรหรงเป็นนายตำรวจกลางคนรูปร่างท้วมเตี้ย หัวล้านไปเกือบครึ่งแต่ท่าทางอารมณ์ดี วันนี้เจ้าตัวสวมชุดสูทเนี้ยบสมสถานที่ เช่นเดียวกับมู่อี้จิงที่บรรจงแต่งผมแต่งตัวอย่างดี เซินเฟยเดาว่าอีกฝ่ายคงไม่ชินกับสถานที่เช่นนี้เท่าไหร่ ซึ่งหมายความว่าการสนทนาครั้งนี้เขาอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

หวางซิงเลื่อนเก้าอี้ให้เจ้านายก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ และหันไปสั่งอาหารกับบริกรโดยที่เซินเฟยไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ สารวัตรหรงสั่งสำทับไปอีก 2-3 อย่าง

“โชคดีจริง ๆ ที่คุณว่าง ผมคิดว่าจะแห้วเสียอีก” สารวัตรหรงว่าพลางยิ้มกว้าง แก้มอวบ ๆ ของเจ้าตัวเป่งใสจนแทบจะปริ เป็นวิธียิ้มที่มองแล้วไม่ขัดหูขัดตาเลย

“ผมเสร็จธุระพอดี” เซินเฟยตอบพลางพับผ้าเช็ดปากวางบนตักอย่างพิถีพิถันและชำนาญ

“น่าเสียดายนะครับ เรื่องฉู่เหวินจือ ผมอยากจะลองเจอเขาสักครั้งเหมือนกัน” ไม่น่าแปลกที่สารวัตรหรงจะได้ยินเรื่องของฉู่เหวินจือมาบ้าง แต่จะรู้ตื้นลึกหนาบางแค่ไหนก็ยังเป็นปริศนา กระนั้นสารวัตรหรงก็เป็นคนฉลาดพูดมากพอที่จะไม่พูดไปมากกว่านั้น และมู่อี้จิงก็ยังสงบปากสงบคำเช่นกัน หากเทียบกันแล้ว คนปากเปราะเช่นฉู่เหวินจือคงจะหาเรื่องพูดให้อารมณ์เสียเป็นแน่

“ผมเสียดายแค่เขามองไม่เห็นหน้าคนยิงเท่านั้น” เซินเฟยยกไวน์ขึ้นจิบ อาหารบางอย่างเริ่มถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นานนัก

โดยปกติแล้วถึงจะเป็นภัตตาคารใหญ่ ๆ แต่มีลูกค้ามากก็ต้องรอคิวตามออร์เดอร์ แต่เมื่อมีแขกพิเศษเช่นประธานเครือธุรกิจมา ออร์เดอร์มักจะถูกลัดคิวให้เป็นพิเศษ

“ได้ยินว่าต้องเข้าโรงพยาบาลแต่คุณก็พาเขาออกมาในวันนั้นเลยใช่ไหมครับ?” มู่อี้จิงเริ่มเปิดปากพูดบ้าง

“สำหรับผม คนที่มีชีวิตเท่านั้นถึงจะใช้ประโยชน์ได้ ในเมื่อเขายังทำงานได้ทำไมผมต้องปล่อยให้เขาเป็นเป้าปืนอยู่ในโรงพยาบาลด้วย” บางครั้งการตอบในรูปแบบของนักธุรกิจก็มักจะฟังเย็นชาไร้หัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักธุรกิจคนนั้นเป็นหัวหน้าองค์กรใต้ดินขนาดใหญ่ มู่อี้จิงแค่นยิ้มกับคำตอบที่ได้ยิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเองก็ไม่ใคร่ชอบเซินเฟยอยู่เหมือนกัน

“การที่พวกคุณเรียกผมออกมาอย่างนี้ ผมหวังว่าจะมีธุระสำคัญพอใช่ไหม?” เซินเฟยเริ่มเข้าเรื่อง ตั้งแต่เขาเริ่มทำงานในฐานะจูเชว่ เวลาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผูกมัดเขามากที่สุด ด้วยเหตุนั้นเขาจึงพยายามจะไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่ามากเกินไปนัก

“อืม....จะว่าอย่างนั้นก็ได้” สารวัตรหรงพยักหน้า “อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าผมอยากแนะนำมู่อี้จิงให้คุณเซินรู้จักเพราะต่อจากนี้ไปเขาคงจะเข้ามาทำงานส่วนนี้แทนผม”

คำว่า ‘ส่วนนี้’ ของสารวัตรหรง หมายถึง การทำงานให้กับจูเชว่

“ผมอายุเริ่มมากแล้วอีกไม่กี่ปีก็คงจะเกษียณ ถ้าไม่มีคนเข้ามาทำแทนผมก็ไม่ค่อยจะวางใจ” สารวัตรหรงเกริ่นขึ้นมาถึงอุปสรรคส่วนตัวที่มีผลต่อการทำงาน “มู่อี้จิงเป็นนายตำรวจที่มีความสามารถ ยังหนุ่มยังแน่น แถมยังเป็นตำรวจสายสืบ คงเหมาะจะทำงานให้คุณต่อจากนี้ไป”

“หมายความว่าคุณจะรามือหรือครับ?” หากจะว่าตามจริง เซินเฟยมีความเคารพยกย่องให้กับสารวัตรหรงอยู่มาก นายตำรวจวัยกลางคนคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถและอุดมการณ์ที่ชัดเจน แม้ความเป็นจริงของโลกจะทำให้อุดมการณ์นั้นไม่อาจเป็นจริงแต่ก็ยืดอกยอมรับโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป แม้ตอนนี้จะต้องก้าวขาหนึ่งลงมาทำงานให้องค์กรใต้ดิน
แต่งานตามหน้าที่ก็ไม่มีความบกพร่อง นอกจากนี้ เพราะมีสารวัตรหรงอยู่เซินเฟยจึงวางใจที่จะปล่อยให้จัดการเรื่องที่ยื่นมือลงไปเองไม่ได้ การได้ยินว่าคนที่มีความสามารถอย่างสารวัตรหรงจะวางมือจากวงการก็ทำให้เซินเฟยใจหายอยู่ไม่น้อย

“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก” สารวัตรหรงกล่าวตอบ “ผมก็จะคอยดูแลอยู่แต่จะลงมือเองน้อยลง ต่อไปนี้ผมจะให้มู่อี้จิงทำงานแทนอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อเวลาผมเกษียณไป เขาจะได้เข้ามาแทนที่ได้ทันที”

“งั้นหรือ.....” เซินเฟยรับคำแล้วหันไปมองนายตำรวจคนใหม่ที่จะต้องเจอกันบ่อยครั้งขึ้นจากนี้ไป

“คุณกำลังมีปัญหาเรื่องเฉียนหยุนอยู่ใช่ไหม?” สารวัตรวัยกลางคนว่าต่อ

“ครับ”

“เขาบอกว่าจะขอลองงานนี้เป็นงานแรก คุณคิดยังไง?”

เซินเฟยเงียบไปช่วงหนึ่ง จะให้เขาตัดสินใจวางเรื่องนี้ให้มือใหม่จัดการออกจะเป็นเรื่องเสี่ยงอยู่มาก เพราะหากเฉียนหยุนรู้ตัวเสียก่อนก็จะยิ่งลำบากกว่าเดิม

เฉียนหยุนทำงานในวงการมานาน ย่อมรู้ว่าตำรวจเป็นส่วนหนึ่งที่มาเฟียจะใช้ประโยชน์ได้ มีหรือที่เฉียนหยุนจะไม่ระวังตัว
“เรื่องนี้ผมว่า....” หวางซิงเห็นสีหน้าของเจ้านายก็ตีความได้จึงตั้งใจจะบอกปฏิเสธ แต่ก็ถูกขัดขึ้นมา

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมรู้ว่าคุณจะต้องกังวล แต่ว่า...มือปืนของเฉียนหยุนก็เป็นฝีมือของมู่อี้จิงนี่แหละที่ช่วยสืบให้จนได้ข้อมูลเร็วขนาดนั้น” สารวัตรหรงช่วยยืนยันความมั่นใจ

“รบกวนคุณมากเกินไป” เซินเฟยตัดสินใจกล่าวตอบเองด้วยการบอกปัดอย่างสุภาพ “เรื่องคราวก่อนผมยังไม่ได้ตอบแทน คงเสียมารยาทถ้าหากผมจะโยนงานให้เพิ่ม”

“สำหรับผมแล้วแค่คุณเลี้ยงอาหารมื้อนี้ก็พอแล้วล่ะ” สารวัตรหรงตอบอย่างอารมณ์ดี “ส่วนของมู่อี้จิงคุณก็ลองพิจารณาคำขอของเขาดูก็แล้วกัน เพราะเขาก็ขอตามมาเพราะอยากคุยกับคุณพอดี”

“อ้อ...อย่างนั้นหรือ?” เซินเฟยหลุบตาลงมองอาหารในจานที่กำลังเถือมีดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

“ผมจะขอทบเรื่องมือปืนกับคราวนี้เข้าด้วยกันเลยคุณคงไม่ว่าใช่ไหม?” มู่อี้จิงเอ่ยถามหยั่งเชิงก่อน

“นั่นแปลว่าคุณจะขอค่าแรงล่วงหน้าทั้งที่ผมยังไม่เห็นผลงาน” คนอย่างเซินเฟยไม่เคยตอบรับอะไรในทันทีเมื่อนั่นเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และผลลัพธ์ที่จะตามมาไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เขาไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ใครโดยไม่มีเหตุผล ดังนั้นการจะขอค่าตอบแทนล่วงหน้าจะต้องมีเหตุผลที่เขายอมรับได้ และหากทำงานได้ดีอาจจะมีโบนัสพิเศษเมื่องานสำเร็จให้อีกด้วย

“เรื่องที่ผมสืบให้คุณไม่ละเอียดพอหรือครับ?”

นั่นพอจะเป็นเหตุผลได้....

เซินเฟยพยักหน้ารับ เพราะในเอกสารสืบสวนนั้นเขามองไม่เห็นช่องว่างที่จะหาข้อโต้แย้งได้เลย เขาคิดว่าหากค่าตอบแทนที่ขอพอจะสมน้ำสมเนื้อก็น่าจะลองเสี่ยงดูกับคนที่สารวัตรหรงคิดจะมอบภาระต่อให้

“ผมจะลองพิจารณาดู” เขาไม่ได้ตอบรับในทันทีว่าจะให้ แต่จะลองฟังคำขอดูก่อน

“อืม....ถ้าอย่างนั้น” มู่อี้จิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ความจริงเขาคิดของที่จะขอมาตั้งแต่แรกแล้วแต่เขาอยากจะเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของเซินเฟยและหวางซิงจึงได้ทอดเวลาออกไปสักเล็กน้อย “ผมขอเขาจะได้ไหม?”

เซินเฟยมุ่นคิ้ว มองตามปลายนิ้วของมู่อี้จิงที่ชี้ตรงไปยังหวางซิง

“เอ๋? ผ....ผม?” ว่าที่ค่าตอบแทนอ้าปากค้างแล้วชี้ตัวเองด้วยความตกตะลึง

“หมายความว่ายังไง?” เซินเฟยกดเสียงลงต่ำด้วยความไม่พอใจขณะหวางซิงรีบขยับแว่นตัวเองด้วยความประหม่า ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาอย่างนี้

“แหม ผมก็ไม่อยากจะบอกรสนิยมตัวเองหรอกนะครับ แต่ว่าผมรู้สึกถูกใจเลขาของคุณมากทีเดียว ถ้าได้นอนกับเขาสักคืนคงจะมีกำลังใจทำงานขึ้นอีกโข” คำพูดของมู่อี้จิงทำให้สารวัตรหรงรีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขารู้สึกว่าตนเองอาจจะต้องผมร่วงหมดหัวเอาวันนี้ก็ได้ ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดเรื่องอย่างนี้ออกมาตรง ๆ ไม่ไว้หน้ากระทั่งเจ้านายตัวเองที่นั่งข้าง ๆ

“มู่อี้จิง เรื่องนี้มันพูดยากนะ....” สารวัตรหรงปราม

“ไม่ยากหรอกครับ” เซินเฟยตัดคำขึ้นมาแล้วนั่งเอนตัวเท้าศอกไว้บนที่พักแขน อีกมือหนึ่งยกนิ้วขึ้นมาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ สายตาเฉียบคมจ้องมองใบหน้าคนอวดดีอย่างรังเกียจ “แต่ดูเหมือนว่า คุณมู่จะตีค่าตัวเองสูงเกินไปมันก็เท่านั้น”

“สูงตรงไหนกันครับ? ผมทำงานให้คุณแบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แค่ขอตัวเลขาคุณไปเสพสุขสักคืนไม่น่าจะมีปัญหานะ”

“คุณพูดผิดแล้ว” เซินเฟยกล่าว “หวางซิงเป็นเลขาที่ดีที่สุดของผม ถึงขนาดที่ถึงคุณจะค้นหาตลอดชาตินี้คุณก็ไม่มีทางหาได้ ผมบอกตามตรงว่าถึงคุณจะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจนพิการหรือเสียชีวิต ค่าการทำงานของคุณมันได้แค่ซื้อสุนัขที่ชนะการประกวดประเทศเท่านั้น ซื้อสุนัขที่ชนะการประกวดระดับโลกไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าการเสียงชีวิตของคุณมีค่ามากพอจะได้เลขาของผมสักคืนล่ะก็ คุณคิดผิด”

หวางซิงหันมองเจ้านายตนเองอย่างไม่เชื่อหู ตามปกติแล้วพวกผู้นำองค์กรหรือกระทั่งมาเฟียระดับล่างลงไปมักพร้อมจะขายกระทั่งลูกเมียตัวเองเพื่อผลประโยชน์สูงสุด ในตอนแรกเขาคิดว่าเซินเฟยคงจะตอบรับ แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธเด็ดขาดโดยไม่ต้องคิดซ้ำอย่างนี้

“คุณเซิน....”

เขารู้ว่าไม่ใช่การดีเลยที่ตัดรอนความสัมพันธ์กับตำรวจที่จะเข้ามาทำงานให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีฝีมือดีหวังผลได้อย่างมู่อี้จิง

“เงียบซะ” หวางซิงได้ยินคำสั่งก็หุบปากสนิทไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
เซินเฟยเหลือบตาขึ้นมองฝั่งตรงข้ามก่อนจะเช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืน

“เอาเป็นว่า ถ้าคุณสามารถตีค่าตัวเองอย่างเหมาะสมได้เมื่อไหร่ ผมจะลองพิจารณาอีกครั้ง” ว่าจบ เด็กหนุ่มก็มองเลขาตนเองแล้วสั่ง “กลับ”

ดูก็รู้ว่าเซินเฟยต้องไม่พอใจกับเรื่องนี้เอามาก ๆ สารวัตรหรงรีบลุกขึ้นมาขอโทษทั้งที่เซินเฟยเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง หวางซิงรีบวิ่งตามเจ้านายไป เขาไม่กล้าที่จะเหลือบมองมู่อี้จิงเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าตำรวจคนนี้คิดอะไรอยู่จึงหาญกล้าเอ่ยขอออกมาอย่างนั้น น่าจะรู้อยู่ว่าจูเชว่มีวิธีมากมายที่จะทำให้คนอวดดีหายไปจากโลกนี้ ทั้งทำให้หายไปด้วยตัวเอง หรือลงมือทำให้หายไป แต่ถึงอย่างนั้นแล้วมู่อี้จิงก็ยังกล้า หวางซิงไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่ในใจหรือเซินเฟยกำลังคิดอะไรจึงไม่ส่งเขาไปทำประโยชน์....

ทั้งสองกลับมาถึงรถก็สั่งให้คนขับพากลับบ้านทันที

เซินเฟยนั่งทำสีหน้าตึงเครียดแล้วมองออกไปนอกกระจก หวางซิงทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ และมองดูผู้เป็นนายอย่างนึกกังวล
“เรา...”

“คุณคิดจะตอบรับใช่ไหม?” ก่อนที่หวางซิงจะได้พูดอะไรออกมา เซินเฟยก็ชิงพูดก่อนทำให้เจ้าตัวสะดุ้งเฮือกเหมือนเด็กที่ถูกจับผิด

“เราจำเป็นต้องใช้เขานะครับ” หวางซิงแจกแจง “มู่อี้จิงเป็นคนมีฝีมือ เรื่องนั้นผมยืนยันได้ คุณก็เห็นว่า...”   

“คนมีฝีมือที่รู้จุดยืนของตัวเองหาไม่ยากนักหรอก”

ในชีวิตของมาเฟีย เขาใช้ประโยชน์จากคนจำนวนมากในกำมือ มีหรือจะไม่รู้ว่าในโลกนี้จะหาคนที่ใช้งานได้ตามใจง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย ขอเพียงแค่รู้วิธีที่จะใช้คนเหล่านั้นได้ก็พอ อย่างเช่น สำหรับคนโลภก็จ่ายเงิน สำหรับคนมักมากก็ให้ผู้หญิง เมื่อคนเราได้สิ่งที่พึงพอใจและเติมเต็มความปรารถนาก็จะยอมทำงานอย่างถวายหัวเพื่อไม่สูญเสียบำเน็จรางวัลเหล่านั้นไป

“คุณเซิน แบบนี้จะดีหรือครับ? เรื่องของเฉียนหยุน”

“ก็แค่ใช้เวลามากสักหน่อย ยังไงก็ต้องอยู่ใต้จมูกผมแน่ ๆ ผมมั่นใจ” เซินเฟยรู้จักเฉียนหยุนดีพอที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะท้าทายเขาอย่างถึงที่สุด ดังนั้นจะต้องหนีไปไม่ไกลอย่างแน่นอน ไม่แน่....ตอนนี้อีกฝ่ายอาจจะจับตาดูเขาอยู่จากที่ไหนสักแห่ง

“ยังไงก็ตาม ผมไม่อนุญาตให้คุณไปหามู่อี้จิง เข้าใจไหมอาซิง”

“...ครับ....” หวางซิงรับคำอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อเห็นว่าการตอบรับของเขาทำให้สีหน้าของเซินเฟยดีขึ้นเขาจึงไม่พูดอะไรออกมาอีกตลอดทาง


TBC
หัวข้อ: Re: หนอนใบตอง by RakorN ตอนที่27: เปลี่ยนใจ หน้าที่ 68 [16.12.10]
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 19-02-2011 14:13:02
ลุ้นๆๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: wnkth ที่ 19-02-2011 14:57:17
 :o8: เลขาจะโดนกินแล้ว แหมๆ เกือบไป เมื่อไหร่เจ้านายจะโดนบ้างเนี่ย ฮิๆ :impress2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: PEENAT1972 ที่ 19-02-2011 15:58:16
เล่นเอ้าลุ้นจนเหนื่อย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 19-02-2011 16:15:53
ทางด้านเจ้านายนี่ท่าทางจะไม่ได้พัฒนาอะไรเลยนะเนี่ย
อิอิ ลดความโหดลงบ้างก้ได้นะคะคุณเซิน
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: aekporamai2 ที่ 19-02-2011 18:21:57
ต่อๆๆ..^^
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 19-02-2011 18:46:43
ในที่สุดก็เห็นวี่แววคนมีคู่ในเรื่องสักที คุณตำรวจมุทะลุกับคุณเลขาแสนดี อ๊าย...โดนอ่ะ ~~
แต่เล่นมาขอโต้ง ๆ แบบคืนเดียวจบ เจ้านายเค้าก็วีนสิ ( เป็นเราก็วีน )
ลองมาขอใหม่ เอาแบบรับผิดชอบตลอดชีพ อาจจะได้รับการพิจารณาใหม่ เชื่อว่าคุณตำรวจมู่อี้จิิงไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ !!!

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: cocoaharry ที่ 19-02-2011 22:19:03
วันหลังถ้าจะขอ ก็หอบสินสอดมาด้วยสิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 7 (19/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: samsoon@doll ที่ 20-02-2011 05:35:59
เรื่องฃองเรื่อง คืออาซิงเสียดายซิมิหล้า อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 20-02-2011 12:17:25
-8-



หลังแยกย้ายกับเซินเฟย มู่อี้จิงก็โดนสารวัตรหรงเทศนายกใหญ่ แถมยังสำทับว่าหากเซินเฟยไม่ใช่เด็กที่ยังอ่อนต่อวงการแล้วอาจจะโดนเก็บเอาง่าย ๆ มู่อี้จิงเองก็รู้ดีว่าเขาทำเรื่องใหญ่ลงไป แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยหากพูดคุยกับคนระดับสามัญก็ตามที กระนั้นเขาก็ยังอยากจะลองดู ไหน ๆ เขาก็ต้องทำงานให้อยู่แล้ว จะขอลองทดสอบความคิดและอารมณ์ของเจ้านายสักหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่ได้เจออีกฝ่ายครั้งแรก เขาค่อนข้างแน่ใจอยู่พอสมควรว่าเซินเฟยไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดจะฆ่าใครได้ง่าย ๆ

ดังนั้น...โอกาสที่เขาจะถูกฆ่าเพียงเพราะเรื่องแค่นี้จึงเป็นไปได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม เซินเฟยไม่พอใจการแสดงออกของเขาอยู่มาก หลังจากนี้อาจต้องเอาผลงานเข้าแลกเพื่อเอาใจเสียหน่อย มิเช่นนั้นคงถูกตัดหางปล่อยวัด

จริงอยู่ว่าตำรวจและมาเฟียจำต้องพึ่งพาอาศัยกันตามสัจธรรมของโลกในยุคปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้นอำนาจมืดก็ง่ายต่อการถลำลึก ตำรวจที่จะประสานงานด้วยจึงควรจะเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่หลงไปกับแรงยั่วยุของอิทธิพลเหล่านั้น มู่อี้จิงไม่สงสัยว่าทำไมจูเชว่จึงเลือกสารวัตรหรง ตำรวจที่ถูกชักจูงเข้าสู่องค์กรจะกลายเป็นแค่มาเฟียกระจอกที่ทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย สารวัตรหรงแม้จะทำงานกับจูเชว่มานานแต่ก็ไม่ละเลยต่อหน้าที่ประจำทำให้สามารถรักษาสมดุลของการปกครองได้ทั้งสองทาง

งานนี้ใช่ว่าใครก็ทำได้ ดังนั้นถึงจูเชว่จะไม่ต้องการให้เขาทำงานด้วยต่อ เขาก็ต้องดันทุรังทำต่อเองอยู่ดี

สารวัตรหรงบอกว่าจูเชว่คนนี้เป็นคนที่มีเหตุมีผล ดังนั้นหากเขาทำผลงานได้เข้าตา ถึงจะไม่พอใจหรือไม่ถูกชะตาก็ต้องยอมให้เขาทำงานด้วยอยู่ดี

มู่อี้จิงเริ่มคิดว่าเขาควรจะทำอะไรต่อ เริ่มจากการสืบเรื่องของเฉียนหยุนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

การสืบหาตัวคนแบบนั้นไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง มู่อี้จิงเจองานอย่างนี้มาก็เยอะแล้ว ทั้งอีกฝ่ายยังเคยมีอิทธิพลดังนั้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะซุกหัวอยู่กับคนที่ภักดีต่อตนเอง

ชายหนุ่มเปิดประตูห้องอพาร์ทเมนท์ที่เช่าอยู่แล้วเดินเข้าไปด้านใน ห้องดูสะอาดสะอ้านตามแบบที่ผู้ชายโสดคนเดียวจะทำได้

มู่อี้จิงเดินไปที่โต๊ะทำงานมุมห้องแล้วเปิดลิ้นชักค้นเอาข้อมูลที่สืบได้ก่อนหน้านี้ออกมา ความจริงแล้วระหว่างที่สืบเรื่องมือปืน เขาได้สืบเรื่องเฉียนหยุนไปด้วยทำให้ได้รายชื่อของคนที่น่าจะให้ที่ซุกซ่อนในเวลานี้มาอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก คิดแล้ว ผู้ชายคนนี้ก็ช่างมองการณ์ได้ไกลจริง ๆ ราวกับรู้ว่าวันนี้จะมาถึงจึงโปรยบุญคุณไปทั่วราวกับหว่านเมล็ดในนาข้าว

หากจะสืบทั้งหมดนี้จูเชว่คงไม่มีทางทำได้ก่อนที่เฉียนหยุนจะรู้ตัว ดังนั้นตำรวจสายสืบอย่างเขาจึงมีความจำเป็น

มู่อี้จิงทิ้งปึกเอกสารกลับลงไปในลิ้นชักแล้วปิดล็อค ก่อนเดินไปที่โทรทัศน์

การเอาแต่ทำงานคร่ำเคร่งทั้งวันทั้งคืนไม่ใช่นิสัยของเรา สมองคนเรามีขีดจำกัดการทนต่อแรงกดดันได้ไม่เท่ากัน และทนต่อการทำงานหนักไม่เท่ากัน สำหรับเขา การรักษาสมองให้สามารถทำงานได้นาน ๆ ดีกว่าบีบคั้นให้ทำงานหนักจนลำบากตอนแก่เป็นไหน ๆ

ช่วงค่ำแบบนี้ถึงจะดูโทรทัศน์ไปก็ใช่จะมีอะไรให้ดูมากมายนัก มู่อี้จิงเพิ่งจะขอยืมแผ่นหนังจากเพื่อนตำรวจมาจำนวนหนึ่งจึงลองเปิดดูโดยไม่ได้สนใจหน้าแผ่น แต่ในเมื่อทุกคนพร้อมใจกันบอกว่าสนุกและยัดเยียดให้เขาก็คงต้องลองดูเสียหน่อย

ฉากในหนังดูเหมือนจะไม่ใช่ภาพยนตร์ระดับที่จะฉายในโรงได้ มองแสงสีแล้วก็คล้ายจะเป็นหนังเกรด C เสียมากกว่า กระนั้นมู่อี้จิงก็ยังนั่งดูต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ามันเป็นหนังประเภทไหนกัน แต่ว่า....พอเริ่มมีคนเดินเข้าฉาก อะไร ๆ มันก็คุ้นตาคุ้นใจขึ้น ทั้งการวางกล้องนิ่ง ๆ โดยไม่เล่นมุม การใช้แสงแบบตามมีตามเกิน อีกทั้งยังหน้าตาคนแสดงฝ่ายชายที่เห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก...

ตัวแสดงฝ่ายหญิงเป็นนักเรียนม.หลาย มู่อี้จิงอนุมานว่าเช่นนั้น

เด็กนักเรียนหญิงม.ปลายเข้ามาในสถานที่แห่งหนึ่งที่ตัวละครฝ่ายชายนั่งอยู่ ทั้งสองคนทำความรู้จักกันเล็กน้อยก่อนที่ฝ่ายหญิงจะโดนวางยา

มู่อี้จิงพ่นลมหายใจออกมา นี่พวกเพื่อนร่วมงานเขาขาดคู่ถึงขนาดต้องดูของพรรค์นี้กันเลยหรือนี่?

แต่เอาเถอะ....เขาเองก็ดูบ้างเป็นงานอดิเรก ธรรมดาของผู้ชายที่จะชอบดูเรื่องแบบนี้ถึงจะมีแฟนแล้วก็เถอะ

เด็กสาวม.ปลายโดนหิ้วเข้าโรงแรมทั้งที่เวลาตั้งแต่เปิดเรื่องจนถึงตอนนี้เพิ่งผ่านไปเพียง 15 นาที เป็นเรื่องสามัญของหนังแนวนี้ที่รายละเอียดปลีกย่อยถูกลดทอนความสำคัญลงจนแทบไม่จำเป็นต้องมี

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างที่หนังแนวนี้มักจะเป็น ฉากการร่วมเพศที่โจ่งแจ้งไม่มีการปิดบัง นึกสงสัยอยู่เหมือนกันที่เพื่อนของเขาหาฉบับ Non-censor มาได้ เสียงร้องครางของเด็กสาวม.ปลายดังออกมาจากลำโพง โชคดีที่อพาร์ทเมนท์นี้กำแพงหนาพอสมควร ดังนั้นถึงจะเปิดดังหน่อยก็ไม่ไปรบกวนห้องข้าง ๆ แต่อย่างใด กระนั้น....การดูเรื่องพวกนี้ก็ทำให้ผู้ชายหนุ่มแน่น โสด และร่างกายแข็งแรงอย่างเขาเกิดกลัดมันขึ้นมาได้เหมือนกัน ดูไปได้ไม่เท่าไหร่มู่อี้จิงก็รู้สึกได้ว่าตนเองกำลังรู้สึกอยากระบาย

นายตำรวจหนุ่มกดปิดหนังไปก่อนจะเก็บแผ่นเข้าถุงเพราะได้ยินเสียงออดจากประตู นึกสงสัยปนหงุดหงิดนิดหน่อยว่าใครกันจะมาเอาเวลาอย่างนี้ เขาจำต้องพยายามสงบจิตสงบใจขณะเดินไปเปิดประตู

“ขอโทษที่มารบกวนนะครับ”

ผู้มาเยือนทำให้มู่อี้จิงอ้าปากค้างตอบกลับไปไม่ถูก ได้แต่ยืนอยู่ตรงประตูนิ่งอย่างนั้น

“คุณมู่?” ฝ่ายนั้นเรียกชื่อเขาซ้ำอีกครั้งทำให้สติหวนหลับเข้าร่าง

“คุณหวาง? ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ?” มู่อี้จิงกลั้นใจยิ้มตอบแล้วถาม เขาหวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่พูดออกไปก่อนหน้านี้ที่โต๊ะอาหาร

“ผมเข้าไปได้ไหม?” หวางซิงถามอย่างไม่แน่ใจ

“อ้อ ได้สิ เข้ามาเลย” ในเมื่ออีกฝ่ายมาถึงที่แล้ว มู่อี้จิงก็รู้สึกว่าจะเป็นการเสียมารยาทหากไม่เชิญเข้าห้อง เพียงแต่สภาพร่างกายของเขาตอนนี้อาจจะไม่อำนวยให้รับรองความปลอดภัยได้มากนัก

หวางซิงเพียงพยักหน้าเงียบ ๆ แล้วเดินเข้าไป เขามองดูรอบห้องอีกฝ่ายก่อนจะเดินไปนั่งลงบนโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหน้าซองหนังเรื่องหนึ่งไหลออกมาจากถุง ภาพที่เห็นค่อยข้างอนาจารทำให้หวางซิงหน้าร้อนวูบวาบรู้สึกว่าตนเองไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า

“น้ำครับ”

“ค...ครับ....” น้ำที่ยื่นมาให้ถูกรับไปด้วยมือที่ค่อนข้างจะสั่นเทาด้วยความประหม่า หวางซิงวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง

“เอาล่ะ คุณมาหาผมทำไม?” มู่อี้จิงทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ มันช่วยไม่ได้ที่เขาไม่ได้ร่ำรวยนักจึงมีแค่โซฟาตัวเดียวซ้ำยังนั่งได้แค่สองคน

“เรื่องที่คุยกันวันนี้....ถ้าผมตอบรับคุณจะยอมช่วยคุณเซินใช่ไหม?”

มู่อี้จิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“เจ้านายคุณเปลี่ยนใจอย่างนั้นหรือ?”

“เปล่า...” หวางซิงปฏิเสธแล้วก้มหน้าลง “คุณเซินห้ามผมมาหาคุณเด็ดขาด”

“อืม....ถ้าอย่างนั้น คุณรู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่?”

“ผมถามจากสารวัตรหรงครับ”

มู่อี้จิงพยักหน้ารับ แสดงว่าเรื่องที่หวางซิงมาหาเขาสารวัตรหรงก็จะรู้เรื่องด้วย คนที่ต้องปกปิดเอาไว้คงมีแต่เซินเฟยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ช่างเป็นเลขาที่จงรักภักดีอะไรอย่างนี้....

“นั่นจะทำอะไรน่ะ?” ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายถอดสูทออกแล้วกำลังจะปลดเนคไท

“ก็ทำตามข้อตกลงน่ะสิครับ ถ้าคุณได้ตัวผมคุณจะยอมช่วยไม่ใช่หรือ?” หวางซิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง มู่อี้จิงจึงเกาหัวอย่างไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

ความจริงแล้วที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้เพราะอยากจะรู้เท่านั้นเองว่าคนอย่างจูเชว่จะขายกระทั่งลูกน้องคนสนิทหรือเปล่า ในเมื่อได้คำตอบที่น่าพึงพอใจเขาก็ไม่คิดจะจริงจังกับเรื่องนั้นอีกแล้ว ผิดกัน หวางซิงกลับถือเอาเป็นเรื่องจริงจังจนต้องแอบมาหาเขาถึงที่นี่ นี่เขาดูเหมือนคนที่มักมากถึงขนาดเห็นหน้ากันก็จะฟันดะเลยหรืออย่างไร? ถึงจะคิดอย่างนั้นก็น่าจะกระอักกระอ่วนกับการต้องนอนกับผู้ชายด้วยกันหน่อยไม่ใช่หรือ?

“คุณดูจะยอมทำตามที่เจ้านายต้องการทุกอย่างเลยจริง ๆ นะ”

“แน่นอนครับ” หวางซิงตอบอย่างไม่ต้องคิดซ้ำยังยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ตระกูลของผมรับใช้จูเชว่มาหลายชั่วคนโดยไม่เคยทำให้เสื่อมเสีย ถึงในสายตาของคุณจะคิดว่าจูเชว่เป็นแค่มาเฟียและผู้นำองค์กรใต้ดิน แต่สำหรับผมและตระกูลของผมแล้วจูเชว่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง”

ตรรกะของคนพวกนี้ทำด้วยอะไรกันนะ?

มู่อี้จิงคิดพลางกลอกตา เขาไม่เคยเข้าใจพวกพ่อบ้านในหนังฝรั่งโบราณมากนักเมื่อพวกเขาพูดว่าจะยอมมอบกายถวายชีวิตให้นายท่าน หรืออัศวินที่ยอมตายเพื่อนายเหนือหัว คนเรารู้สึกดีใจมากนักหรือที่ต้องรับใช้คนอื่นถึงขนาดยอมละทิ้งชีวิตของตัวเองไปอย่างนั้น กระทั่งมาเจอคนประเภทนี้ตัวเป็น ๆ ตรงหน้าเขาก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อยู่ดี

“คุณทำทุกอย่างได้จริง ๆ น่ะหรือ?” มู่อี้จิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนแทบประชิดทำให้หวางซิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวรีบผงะถอยแทบไม่ทัน

“ได้ครับ” ถึงอย่างนั้นในวินาทีต่อมา หวางซิงก็ยังยืนยันความตั้งใจเดิมของตนอย่างมาดมั่น

“หืม.....มันจะดีหรือที่พูดแบบนั้น ความจริงคุณน่าจะฟังเจ้านายของคุณนะ เพราะดูเขาจะเอ็นดูคุณมากทีเดียว” ว่าไป มือของมู่อี้จิงก็เกี่ยวเนคไทให้เลื่อนลงจนเกือบหลุด

“คำว่าเอ็นดูคงไม่เหมาะสำหรับผมกับคุณเซินเท่าไหร่มั้งครับ” หวางซิงว่าพลางขยับแว่น กระทั่งในเวลาอย่างนี้ก็ยังจริงจังกับวิธีใช้คำสมกับที่เป็นเลขามานาน

“อ้อ.....” มู่อี้จิงขานพลางหัวเราะอย่างจงใจให้ดูชั่วร้ายก่อนจะกระตุกครั้งหนึ่งให้เนคไทหลุดจากกันแล้วรูดออกจากลำคอ การกระทำอันอุกอาจทำให้หวางซิงตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ถึงขนาดเสียขวัญจนลุกหนี ท่าทางจะเตรียมตัวเตรียมใจมาดีแล้วจริง ๆ ไม่อย่างนั้นมู่อี้จิงคงโดนชกไปสักหมัดแล้ว

ตอนนี้ร่างกายของนายตำรวจหนุ่มก็พร้อมจะจู่โจมอยู่แล้วด้วยผลจากหนังเรท X เมื่อครู่นี้ เมื่อมีอาหารมาวางรอตรงหน้ามันก็ยั่วน้ำลายเสียจนแทบจะอดใจไม่ได้ ปกติมู่อี้จิงก็ไม่ได้คิดมากเรื่องชายหรือหญิงเป็นทุนเดิม ดังนั้นการจะลงมือตามใจอยากจึงเป็นเรื่องที่แสนยั่วใจจนแทบอดไม่ได้

เป็นเพราะมู่อี้จิงชักช้ารำไรหรืออย่างไรไม่ทราบได้ หวางซิงจึงกลั้นใจคว้าตัวอีกฝ่ายเข้ามาจูบเสียเอง การกระทำนั้นทำให้ผู้ถูกกระทำเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่คน ๆ นี้เอาจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

มู่อี้จิงกดร่างของหวางซิงให้ล้มลงบนโซฟาทั้งที่บดจูบให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น เขาขบกัดพร้อมป้อนรสจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนใบหน้าดวงนั้นแดงซ่าน เมื่อไม่เห็นว่ามีการต่อต้าน มู่อี้จิงจึงเริ่มปลดเสื้ออีกฝ่ายแล้วขบไล้ไปตามลำคอ ตอนนั้นเองเสียงหายใจฮึกในคอจึงเล็ดรอดออกมา อีกทั้งร่างของหวางซิงยังสั่นเทาทำให้มู่อี้จิงอนุมานได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยในชีวิต

ชายหนุ่มไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนากจะฝืนขืนใจโดยไม่ยินยอม อีกอย่างคือ....เรื่องอย่างนี้มันผิดกฎหมาย ซึ่งผู้รักษากฎหมายอย่างเขาไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

มู่อี้จิงจำต้องผละออกมาทั้งที่อยากทำใจจะขาด อารมณ์ที่ถูกปลุกขึ้นไม่ใช่ดับกันง่ายๆ

“ทำไมหรือครับ?” หวางซิงลืมตาขึ้นถามด้วยความสงสัยก่อนจะขยับแว่นที่หลุดจากดั้งให้กลับเข้าที่

“คุณไม่ต้องจริงจังถึงขนาดนั้นก็ได้ ยังไงผมก็ต้องทำงานให้เจ้านายของคุณอยู่แล้ว” มู่อี้จิงอธิบายพลางเสยผมด้วยความหงุดหงิดใจ เขาคงต้องไล่อีกฝ่ายกลับไปให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัย

“แสดงว่าคุณจะไม่รับผมเป็นของตอบแทนแล้วอย่างนั้นหรือครับ?” คำถามของหวางซิงทำให้มู่อี้จิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าบ่าวที่เลวถึงขนาดปฏิเสธเจ้าสาวที่ถูกส่งมาถึงห้องหอ

“จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้อยากจะทำเรื่องแบบนี้แต่แรกแล้ว ผมแค่อยากจะเห็นปฏิกิริยาของจูเชว่เท่านั้นเอง” เขาจำต้องสารภาพตามตรงเพื่อให้จบเรื่องจบราวไปให้เร็วที่สุด

“คุณหมายความว่า...คุณทดสอบคุณเซินอย่างนั้นหรือครับ!” อยู่ ๆ หวางซิงก็ตะโกนขึ้นมาทำให้มู่อี้จิงที่ไม่ทันเตรียมใจรับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปถึงกับผงะ “คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงได้กล้าดีทำเรื่องอย่างนี้! รู้ตัวหรือเปล่าว่าที่มีชีวิตอยู่นี่ก็เพราะบุญหนักขนาดไหน!” ไม่พูดเปล่า หวางซิงลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อมู่อี้จิงอย่างเอาเรื่องเอาราว ไม่เหลือคราบของคนที่เตรียมใจมาถูกล่วงเกินอย่างเมื่อครู่แม้แต่น้อย

“ผมไม่ได้ตั้งใจ ช่วยปล่อยผมก่อนเถอะ” เขาจำยอมอ่อนข้อเพื่อให้อีกฝ่ายใจเย็นลง ใครจะคิดว่าแค่เรื่องของจูเชว่จะทำให้หวางซิงโมโหถึงขนาดนี้

หวางซิงยอมปล่อยคอเสื้อมู่อี้จิงในที่สุด เขาจัดเสื้อตนเองให้เรียบร้อยแล้วผูกเนคไท สวมสูทกลับเข้าไปเช่นเดิม

“เรื่องนี้ผมจะไม่รายงานให้คุณเซินรู้” หวางซิงว่า เขาไม่ได้คิดห่วงอีกฝ่ายหรอกว่าจะเป็นจะตาย แต่เขาไม่อยากเพิ่มเรื่องเครียดให้เซินเฟยเท่านั้นเอง “ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” ว่าจบ หวางซิงก็เดินออกไปโดยไม่รอให้เจ้าของห้องเอ่ยคำร่ำลา เขาขอตัวออกมาทำธุระโดยไม่ได้บอกรายละเอียด ตอนนี้เซินเฟยคงรอเขาอยู่ ในเมื่ออยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วเขาจึงไม่อยากเสียเวลาอย่างไร้ค่า

มู่อี้จิงนั่งค้างอยู่กับที่อย่างนั้นจนประทั่งประตูปิดลง อารามตกใจเมื่อครู่ทำให้อารมณ์พิศวาสหายไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ เขาควรจะขอบคุณหวางซิงเรื่องนี้ไหมนะ?

----------------------->

“อาซิง”

“ค...ครับ?” หวางซิงขานรับเมื่อถูกเรียกทั้งที่เขาเพิ่งจะเดินพ้นประตูบ้านเข้ามา นึกระแวงว่าจะมีคนรู้ไหมว่าตัวเขาไปไหน

“วันนี้โปสการ์ดจากอาซิ่วส่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว ได้เปิดอ่านหรือยัง?” หวางซานผู้เป็นพ่อเอ่ยถามพลางยื่นโปสการ์ดที่ส่งมาจากอังกฤษให้แก่บุตรชาย

หวางซิ่ว น้องชายของหวางซิงไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษด้วยความกรุณาของจูเชว่คนก่อน ทำให้นาน ๆ ครั้งจึงจะได้กลับมาบ้านและมักจะส่งโปสการ์ดมาให้อย่างสม่ำเสมอแม้ว่าตอนนี้เทคโนโลยีจะก้าวไกลขนาดสามารถส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้วก็ตาม

หวางซิงรับโปสการ์ดฉบับนั้นมาอ่านก่อนจะแย้มยิ้ม น้องชายของเขาท่าทางจะสุขสบายดีอยู่ที่นั่น

“จริงสิ แล้วคุณเซินล่ะครับ?” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามหวางซานเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะเดินไปทำงานอื่น

“เห็นเข้าไปในห้องทำงาน คงจะกำลังนั่งจี้คุณฉู่อยู่ล่ะมั้ง?” หวางซานกล่างตอบ ตอนที่เซินเฟยกลับมาถึงบ้านหวางซิงก็ขอตัวออกไปทำธุระอื่น หวางซานเห็นเซินเฟยลากตัวฉู่เหวินจือเข้าไปในห้องทำงานด้วยกันทั้งที่อีกฝ่ายยังเดินกะเผลกจากบาดแผลที่สีข้าง แม้เขาจะรู้สึกสงสารฉู่เหวินจือแต่ก็ไม่อาจเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้เนื่องจากโดยหน้าที่ของเขานั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนอกบ้านแต่อย่างใด

“อาการคุณฉู่ดีขึ้นแล้วหรือครับ?” หวางซิงถามต่อ

“เดินได้แล้วก็น่าจะดีแล้วล่ะ หมอจ้าวเองก็บอกว่ากระสุนเข้าไม่ลึกเลยไม่ค่อยมีผลมากกับการทำงาน” ชายวัยกลางคนไหวไหล่

“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ทั้งสองคนคงจะอยู่ด้วยกันในห้องทำงานสินะครับ”

หวางซานพยักหน้าให้กับคำถาม หวางซิงจึงขอตัวไปหาเซินเฟย เพราะเขาไม่แน่ใจว่าหากให้เซินเฟยกับฉู่เหวินจืออยู่ด้วยกันตามลำพังจะสามารถอยู่ด้วยกันได้นานนัก บางที ฉู่เหวินจืออาจจะมีแผลเพิ่มก็ได้ แบบนั้นคงยิ่งแย่เพราะต้องพักรักษาต่ออีกนาน

หวางซิงเคาะประตูตามมารยาทก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

ภาพที่เขาเห็นทำให้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

ฉู่เหวินจือนั่งอยู่ที่โต๊ะโดยมีหมอนใบหนึ่งกั้นระหว่างแผ่นหลังกับพนักพิงทำให้ไม่ต้องเกร็งแผลมากนัก ด้านหน้าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่ซื้อมาตอนเข้างานซึ่งเจ้าตัวกำลังนั่งพิมพ์ไปฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี ข้างตัว เซินเฟยกำลังนั่งไขว่ห้างกอดอกควบคุมการทำงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่มีร่องรอยของความอารมณ์เสียปรากฏออกมาแม้ว่าอีกฝ่ายจะฮัมเพลงอยู่ก็ตาม

เซินเฟยหันมาทางประตูเมื่อหวางซิงเอาแต่ยืนเฉยอยู่ตรงนั้น

“กลับมาแล้วหรือ?”

“เอ่อ....ครับ.....” หวางซิงปิดประตูลงแล้วเดินเข้ามา “วันนี้อาซิ่วส่งโปสการ์ดมา”

“ผมเห็นแล้ว เขาส่งมาให้ผมแยกฉบับหนึ่ง” เซินเฟยตอบแล้วหันกลับมามองฉู่เหวินจือที่ทำท่าเหมือนจะอู้งาน “จะให้ฉันถองแผลนายสักทีไหม?”

“ไม่ล่ะครับ” ฉู่เหวินจือหัวเราะแล้วรีบหันกลับไปทำต่อ

“คุณฉู่ยังไม่หายดี ให้ทำงานอย่างนี้จะดีหรือครับ?”

“แค่แผลที่ท้องทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” เซินเฟยไม่เคยมีการอะลุ่มอะล่วยให้คนที่ยังไม่เคยแสดงออกว่าสมควรอะลุ่มอะล่วย และในสายตาของเขา ฉู่เหวินจือยังไม่ได้แสดงว่ามีประโยชน์สักเท่าไหร่และบาดแผลก็ไม่ได้หนักหนาสาหัส ดังนั้นเรื่องจะให้หยุดงานก็ลืมไปได้เลย

“แผลที่ท้องแต่ผมก็เจ็บนะครับ” ฉู่เหวินจือทำออดอ้อน

“ว่าแต่....ทำอะไรอยู่น่ะครับ?” หวางซิงรีบเข้าห้ามทัพเมื่อเซินเฟยเริ่มทำท่าเหมือนพร้อมจะอัดคนป่วยได้ทุกเมื่อ

“หารายชื่อคน” เซินเฟยตอบก่อนจะลุกขึ้น “ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฉียนหยุน ถึงมู่อี้จิงจะไม่ช่วยผมก็มีวิธีของผมเอง”

หวางซิงเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของเซินเฟยแล้วก็ยิ่งไม่กล้าสารภาพความจริง แต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ก่อนจะเป็นจูเชว่เสียอีก เซินเฟยมักจะคร่ำเคร่งกับงานเสมอจนแทบจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้าตัวเลย ยิ่งตอนนี้ เซินเฟยกำลังโกรธมู่อี้จิงเอามาก ๆ ถึงมู่อี้จิงจะยอมช่วยเหลือแต่เขาก็ไม่อาจเปิดเผยได้ หวางซิงรู้สึกหนักใจอย่างมากไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้เซินเฟยยอมรับความช่วยเหลือจากมู่อี้จิงอย่างละมุนละม่อม

“คุณเซิน....ผมคิดว่า....”

“อะไรหรือ?”

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 20-02-2011 12:17:55
“ผม....จะลองติดต่อคนที่ไว้ใจได้ให้ลองทำเรื่องนี้แทนดีไหมครับ?” หวางซิงต่อรอง โดยปกติแล้วเขามักทำหน้าที่ประสานงานแทนเซินเฟยอยู่เสมอ ดังนั้น....หากเพียงแค่ประสานงานโดยไม่เปิดเผยคนที่ทำงานให้ก็น่าจะไม่มีปัญหา เขาหวังว่าอย่างนั้น....

“เฉียนหยุนอาจจะรู้ตัวก่อนก็ได้” แต่เซินเฟยก็ดูจะยังไม่ยอมวางเรื่องนี้โดยง่าย เขากลับไปนั่งลงหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้งและสั่งให้ฉู่เหวินจือค้นหาต่อไป

“ผมจะให้สารวัตรหรงหาคนให้ใหม่”

เมื่อยกชื่อสารวัตรหรงมาอ้าง เซินเฟยจึงนิ่งคิดไป

“ไม่ใช่คนแซ่มู่ใช่ไหม?” เด็กหนุ่มหันมองเลขาของตนพลางเอ่ยย้ำเพื่อความมั่นใจ ทำให้หวางซิงยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นเมื่อพบว่าเซินเฟยคงไม่อภัยให้มู่อี้จิงโดยง่ายหากฝ่ายนั้นยังไม่แสดงความตั้งใจจะขอโทษออกมาอย่างเปิดเผย

“....ไม่ใช่....ครับ...” หวางซิงกลั้นใจตอบออกไป

เซินเฟยนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

“ถ้าคน ๆ นี้ทำงานได้ดี คุณก็พามาเสนอตัวกับผมแทนคนแซ่มู่นั่นก็แล้วกัน” เขาว่าก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ “งานแรกผมอยากให้เขาหาตัวเฉียนหยุนให้เจอ จะใช้วิธีไหนก็ได้แต่อย่าให้เฉียนหยุนไหวตัวทัน เข้าใจคำสั่งใช่ไหม อาซิง?”

“ครับ” หวางซิงรับคำสั่งแล้วจึงเดินออกไป

เซินเฟยไม่รู้ว่าตนเองคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าหวางซิงมีความลับปิดบังเพราะโดยปกติแล้วหวางซิงจะรับคำอย่างมั่นใจและมองตาของเขาเพื่ออ่านความคิดว่าต้องการอะไรอีกหรือไม่ แต่ครั้งนี้หวางซิงกลับก้มหน้าลงและไม่มองตาเขาเลย กระนั้นเพราะยังไม่คุ้นชินกับแว่น เซินเฟยจึงคิดว่าบางทีเงาของแว่นสายตาอาจทำให้เขามองผิดไป

“คนแซ่มู่? ใครหรือครับ?” ฉู่เหวินจือเอ่ยถามเรียกความคิดของเซินเฟยให้กลับมาจดจ่อกับตนเอง

“ก็แค่ตำรวจอวดดีคนหนึ่ง”

“แต่เขาทำให้คุณอารมณ์เสียใช่ไหม?”

คำถามของฉู่เหวินจือดูเหมือนจะทำให้เซินเฟยไม่พอใจนัก เขาตวัดสายตามองก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนลงไปหาสีข้างที่ใต้เสื้อเชิ้ตมีผ้าพันแผลทบอยู่หลายชั้น เพียงแค่สายตาก็ทำให้ฉู่เหวินจือรู้สึกเสียววูบที่แผลจนต้องร้องซี้ดออกมาเบา ๆ หากสายตาของเซินเฟยเป็นมีด เขาคงจะโดนแทงจนพรุนไปแล้ว

“งานของนายอยู่ตรงไหนก็ทำไป ไม่ต้องคิดมากเรื่อง” เซินเฟยกดเสียงต่ำแล้วนั่งลงท่าเดิมเหมือนก่อนที่หวางซิงจะเข้ามา

“งั้นแสดงว่าคิดเรื่องของคุณได้ใช่ไหม?”

คำถามนั้นทำให้เซินเฟยเลิกคิ้ว

“คิดไปทำไม?”

“ก็คิดว่า....คุณกับหมอที่ชื่อ...จือหยิน ไปด้วยกันถึงไหนแล้ว”

ตึง!

เก้าอี้ล้มลงเสียงดังจังหวะเดียวกับที่เซิยเฟยผุดลุกขึ้น มือข้างหนึ่งของเขาคว้าอยู่ที่คอเสื้อของคนปากดีซ้ำยังชอบสอดรู้ไปเสียทุกเรื่อง

“นี่คุณชอบเขาจริง ๆ หรือ?” ฉู่เหวินจือทำสีหน้าแปลกใจทำให้สีหน้าของเซินเฟยเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดด้วยความโกรธ

“สอดรู้เกินไปแล้ว” เซินเฟยคำรามในคอก่อนจะแสยะยิ้มเย็น “ลูกตานั่นนายคงไม่อยากใช้มันอีกแล้วใช่ไหม?”

“ไม่รู้สิ....ถ้าคุณยินดีจะควักของลูกน้องคุณด้วยเหมือนกัน” ดูเหมือนฉู่เหวินจือจะหยิบกฎที่ค้ำคอมาเฟียใหญ่ทั้งสี่มาใช้ได้อย่างถูกจังหวะ เตือนให้เซินเฟยคิดได้ว่าอย่างไรฉู่เหวินจือก็เป็นคนของไป๋หู่ ไม่ใช่คนที่ตนเองจะทำอะไรได้ตามใจ

เซินเฟยเม้มปากตามนิสัยเมื่อไม่ได้อย่างใจ แต่ครั้งนี้มันแน่นจนสั่นระริก มือของเขากำคอเสื้อของฉู่เหวินจือแน่นขึ้น อยากจะชกแต่ก็รู้สึกว่ามันอาจจะไม่หนำใจพอ อยากจะถีบ เตะ หรือกระทั่งซ้อมให้น่วม แต่สมองของเซินเฟยก็ได้แต่ค้านตนเองว่านั่นยังไม่หนำใจ

เสียงเคาะประตูระรัวดังขึ้นทำให้เซินเฟยดึงสติตนเองกลับมาจากที่ด่ำดิ่งลงสู่ห้วงของโทสะ

“เสี่ยวเฟย เกิดอะไรขึ้น?” เสียงซากุระดังอยู่ด้านนอก เธอตกใจกับเสียงกระแทกของเก้าอี้และเกรงว่าจะมีเรื่องร้ายแรงจึงรีบวิ่งขึ้นมาพร้อมกับหวางซานและหวางซิง

เซินเฟยย้อนสายตากลับมามองคนตรงหน้าที่แย้มยิ้มยียวนเสมือนเป็นผู้คุมเกมก่อนจะตัดสินใจง้างหมัดแล้วชกหน้าอีกฝ่ายไปครั้งหนึ่งก่อนปล่อยมือ

ฉู่เหวินจือถูกทิ้งกะทันหันจึงล้มกระแทกพื้นทำให้สะเทือนถึงแผลและไม่สามารถลุกขึ้นได้ในทันที กระนั้นหน้าเขาก็ไม่เจ็บเท่ากับครั้งก่อนซึ่งเป็นเพราะเซินเฟยไม่มีเวลาง้างให้เต็มเหนี่ยว

หลังจากได้ลงแรงไปแล้วแม้จะยังไม่สมใจแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ความโกรธลดลงเล็กน้อย เซินเฟยสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนเดินไปเปิดประตูให้กับบุคคลทั้งสาม

“เกิดอะไรขึ้น.....ทำไมคุณฉู่ถึงลงไปนอนอย่างนั้น?” ซากุระตกใจกับสภาพของคนในห้องพอสมควร

“เขา...ตกเก้าอี้ครับ” เซินเฟยตอบแล้วหันไปบังคับให้ฉู่เหวินจือตอบอย่างเดียวกันด้วยสายตา

“ครับ ผมตกเก้าอี้” เมื่ออยู่ในสภาพที่ต่อกรด้วยไม่ไหว ฉู่เหวินจือก็ต้องยอมอ่อนข้อตามไปด้วย “แบบว่า...ผมเผลอสัปหงกแล้วคุณเซินปลุก ผมก็เลยตกเก้าอี้น่ะครับ”

“งั้นหรือ.....” แม้เจ้าตัวจะว่าอย่างนั้น แต่ซากุระก็เห็นรอยช้ำบนแก้มอีกฝ่ายอยู่ดี “เสี่ยวเฟย หลานทำงานหนักเกินไปแล้วนะ ไปนอนพักก่อนเถอะ”

“ไม่เป็นไรครับ คุณอาไปนอนก่อนเถอะ” เซินเฟยดันหลังหญิงสาวออกไปจากห้องเมื่อปลายหางตาของเขาสังเกตเห็นแววกรุ้มกริ่มที่ฉู่เหวินจือมักแสดงออกเมื่อเห็นอาสะใภ้ของเขา แม้ซากุระจะไม่จำยอมแต่เธอก็ไม่อยากขัดใจหลานชายตนเองมากเกินไปด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายหวงเธอแค่ไหน เซินเฟยรีบปิดประตูตามหลังทันทีทำให้คนทั้งสามไม่อาจเข้าเข้ามารู้เห็นเรื่องในห้องได้อีก

“เลิกมองอาของฉันแบบนั้นเสียที” เซินเฟยเดินกลับมาหาฉู่เหวินจือแล้วขู่เสียงเข้ม “ไม่อย่างนั้นแผลนายจะขยายขึ้นอีกแน่”

“ผมไม่นิยมผู้หญิงที่แก่กว่าหรอกนะครับ” ฉู่เหวินจือตอบพลางพยุงตัวขึ้นด้วยขอบโต๊ะ ต้องใช้แรงมากพอสมควรจึงจะพาตนเองกลับมานั่งบนเก้าอี้ได้ เซินเฟยช่างไม่สงสารคนเจ็บเอาเสียเลย

“ผู้หญิงที่แก่กว่า?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว “นายอายุเท่าไหร่?”

“ปีนี้ก็.....25 ปีพอดี” ฉู่เหวินจือตอบก่อนจะชะงัก “เบญจเพศนี่เอง มิน่าล่ะ....”

“มิน่าอะไร!” บางครั้ง เซินเฟยก็เหมือนจะอ่านความคิดคนอื่นได้ คำพูดของอีกฝ่ายทำให้อนุมานได้ว่าเขากำลังโดนเหน็บแนม

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” เพราะยังรักชีวิตอยู่ฉู่เหวินจือจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำ

เซินเฟยยกเก้าอี้ที่ตนเองทำล้มลงไปขึ้นมาแล้วนั่งลงอีกครั้ง

“ทำงานไป” หลังออกคำสั่ง เซินเฟยก็เงียบไป

ฉู่เหวินจือมองอีกฝ่ายพลางยิ้ม เด็กหนุ่มคนนี้คาดเดาอารมณ์ได้ง่ายกว่าที่คิด จูเชว่เป็นคนแบบนี้ไม่น่าจะมีพิษสงอะไรให้นึกกลัวเลย ถึงอย่างนั้น คน ๆ นี้ก็เก่งกาจเรื่องการนำคนมาใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีคนอย่างหวางซิงอยู่ข้าง ๆ ทำให้เซินเฟยยิ่งใช้คนที่มีอยู่ในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉู่เหวินจือกดเปลี่ยนหน้าโปรแกรมโชว์เดสทอปใหม่ที่เขาเพิ่งเปลี่ยนเมื่อเร็ว ๆ นี้

“คุณเซิน ดูนี่สิ รูปนี้ผมเพิ่งถ่ายได้ก่อนที่ถูกยิง มุมสวยดีใช่ไหม?”

เซินเฟยเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ได้คิดอะไร ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดราดลงมาตั้งแต่หัวจรดเท้าจนชาไปทั้งตัว

ภาพบนเดสทอปของฉู่เหวินจือเป็นภาพของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ฉากหลังเป็นร้านรวงในเมืองช่วงกลางวัน แสงสีและองค์ประกอบภาพดูเหมาะสมราวกับมืออาชีพ หนุ่มสาวคู่นั้นจูงมือกันและยิ้มให้กันอย่างมีความสุข เซินเฟยอาจจะรู้สึกถึงความสวยงามของภาพมากกว่านี้หากว่าชายหนุ่มในภาพไม่ใช่....

.....จือหยิน....

“นายตามเขา....” เซินเฟยกัดฟันกรอด

“เปล่า ผมแค่บังเอิญเจอระหว่างไปดูงาน”

“ถ้าอย่างนั้นนายเอากล้องมาจากไหน!” เซินเฟยกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ถึงอย่างนั้นเมื่อถามไปแล้วเขาก็ไม่ได้รอฟังคำตอบ เขายกเท้ายันเก้าอี้ที่ฉู่เหวินจือนั่งหมายจะทำให้ล้มจุกเสียทีแต่อีกฝ่ายกลับรู้ทันและเกร็งขาขืนไว้ แม้มันจะอันตรายต่อแผลแต่ก็ดีกว่าล้มลงไปแล้วแผลสะเทือนจนรอยเย็บเปิดออก หากเซินเฟยยันแรงขึ้นเขาอาจจะล้มลงไปก็ได้ แต่การทำเช่นนั้นเซินเฟยก็จะเสียหลักล้มไปด้วย ทำให้เซินเฟยทำอะไรไม่ได้และยิ่งโกรธมากกว่าเดิม ระหว่างที่กำลังคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไป ฉู่เหวินจือก็จับข้อเท้าเอาไว้แล้วเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้

“ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปจะเป็นยังไงนะ....จูเชว่หลงรักหมอของตัวเอง” ฉู่เหวินจือหัวเราะชั่วร้าย “ท่านไป๋หู่รู้เข้าคงจะสนุกแน่”

“นายคิดจะแบล็กเมล์ฉันหรือยังไง” เซินเฟยพยายามดึงเท้าตนเองกลับแต่เหวินจือกลับจับแน่นขึ้น

“ผมไม่มีหลักฐานเสียหน่อยจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไงกัน” รอยยิ้มของฉู่เหวินจือมักจะดูลึกลับเสมอ แต่ตอนนี้เซินเฟยกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มที่เห็นไม่ต่างกับหมาป่าเวลาจ้องเหยื่อ

เขา....เป็นเหยื่ออย่างนั้นหรือ?

เซินเฟยบีบที่พักแขนแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

ฉู่เหวินจือ....ชักจะมากเกินไปแล้ว....

“ปล่อยฉัน” เขาคำรามเสียงต่ำ นัยน์ตาสีดำแวววับไปด้วยความกรธราวกับมีไฟกำลังเต้นเร่าอยู่ภายใน ขมับของเขาเริ่มจะปวดหนึบ ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว ระยะนี้เหมือนว่าอาการไมเกรนจะเริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ถึงอย่างนั้นเซินเฟยก็ไม่ได้คิดสนใจ เขาต้องแสดงให้ฉู่เหวินจือเห็นว่าเขาไม่ได้กลัว

ฉู่เหวินจือถอนหายใจออกมาก่อนจะปล่อยข้อเท้านั้นให้เป็นอิสระ เป็นจังหวะเดียวกับที่เซินเฟยคว้าหนังสือเล่มหนาหนักบนโต๊ะได้และกระแทกสันเข้ากับขมับเขาอย่างพอดิบพอดี

เซินเฟยลุกขึ้นและเดินกระแทกเท้าจากไปด้วยความโมโห ในใจกรุ่นโกรธไปด้วยเพลิงโทสะ อยากจะเลาะฟันแล้วตัดลิ้นผู้ชายคนนี้ให้พูดไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อประตูถูกกระแทกปิดอย่างแรงฉู่เหวินจือก็เงยหน้าขึ้นมอง เขานวดขมับตัวเองให้คลายอาการมึน เซินเฟยเล่มฟาดมาเสียแรงเล่นเอาเขาเกือบลงไปนอนนับดาว ดีที่ไหวตัวทันจึงเบี่ยงศีรษะตามแรงได้ฉิวเฉียด ถึงอย่างนั้นก็ยังมึนตึบอยู่ดี

ฉู่เหวินจือมองกลับไปที่เดสทอป ความจริงภาพนี้เขาใช้แค่มือถือถ่ายเท่านั้นและได้มาโดยบังเอิญตอนเดินผ่านย่านนั้นพอดี กระนั้นกลับใช้ได้ผลมากกว่าที่คิด ชายหนุ่มหัวเราะกับตนเอง ระยะนี้เขาชักจะสนุกกับการตอบโต้ของเซินเฟยขึ้นมาบ้างแล้ว ยิ่งจับจุดอ่อนได้อย่างนี้คงสนุกยิ่งขึ้น ความเข้มแข็งของเซินเฟยกำลังพังทลายทีละน้อยจากการถูกกระทบของสิ่งรอบข้าง ถูกหักหลัง ถูกปั่นหัว ถูกทดสอบโดยคนอื่น คนที่มีใจให้ก็ไม่เหลียวแล เขาอยากจะรู้จริง ๆ ว่าหากถูกกระทบแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยกำลังใจของเด็กอายุ 18 นั่น เซินเฟยจะสามารถหยัดยืนอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน....


TBC
หัวข้อ: Re: หนอนใบตอง by RakorN ตอนที่27: เปลี่ยนใจ หน้าที่ 68 [16.12.10]
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 20-02-2011 13:25:07
ลุ้นดั้ยอีก
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 20-02-2011 15:18:47
เออนะ แกล้งกันเข้าไป
คนอ่านลุ้นจนหัวใจจะวาย
หมอจือเขาไปสน มองคนข้างๆบ้างก็ได้นะคุณเซิน หุหุ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: BeeRY ที่ 20-02-2011 16:32:46
อ๋อยยย เครียดแทนเซนเฟย :z10:
อายุแค่ 18 แต่ต้องเจอกับเรื่องชวนปวดหัวแบบนี้ มันกดดันมากเลยนะเนี่ย :z3:
แต่คุณฉู่นี่ไม่กลัวตายจริงๆ  :laugh:
ขอบคุณค่ะ รออ่านตอนต่อไปน้าาา :man1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 20-02-2011 16:53:22
 o18นี่คุณฉู่กำลังจะคิดทดสอบเซินเฟยอยู่ใช่ไหมเนี่ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: zeazaiz ที่ 20-02-2011 16:57:43
จะลงเอยกันนะคู่นี้ 
หวางซิงนี่น่ารักดีนะคะ  :o8:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 20-02-2011 18:33:15
ฉู่เหวินจือใจร้ายอ่ะ


ทำเซินเฟยได้น่าสงสารออก
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 20-02-2011 19:22:42
จนแล้วจนรอด คุณตำรวจกับคุณเลขา ก็(ยัง)ไม่มีอะไรในกอไผ่ หรือมันจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด?
คุณฉู่ กับ เซินเฟย ก็เกินจะคาดเดา สรุป ต้องรอลุ้นกันต่อไป...
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 21-02-2011 11:40:31
ทันแล้ว

เนื้อหาเข้มข้นดีจริง

ชอบคุณเลขาจัง
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 8 (20/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 21-02-2011 16:51:49
เข้ามารอตอนต่อไปค่ะ หุหุ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 9 (21/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 21-02-2011 17:50:50
-9-



“คน ๆ นี้เชื่อได้แค่ไหน?” เซินเฟยมองเอกสารที่ได้มาพลางพินิจพิเคราะห์ เรื่องนี้เขาเพิ่งสั่งไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วแต่ข้อมูลที่ส่งมาอย่างจำเพาะเจาะจงสถานที่แน่นอนอย่างนี้ไม่น่าจะหามาได้เร็วขนาดนี้ ขนาดคนของเขายังทำได้เพียงแค่รวบรวมรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เซินเฟยเริ่มจะสงสัยว่าสิ่งที่ได้มาเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ และเริ่มสงสัยเกี่ยวกับคนที่หวางซิงติดต่อด้วย

“สารวัตรหรงยืนยันว่าเชื่อถือได้ครับ” หวางซิงกล่าว “เอ่อ....เป็นเพราะคุณเซินไม่พอใจคุณมู่ สารวัตรหรงเลยโอนเรื่องนี้ไปให้อีกคนหนึ่ง แต่ว่าคุณมู่ได้หาข้อมูลเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาก็เลยโอนเรื่องทั้งหมดไปให้ด้วยน่ะครับ” ว่าไป หวางซิงก็ขยับแว่นเพื่อจะได้มองสายตาของอีกฝ่ายไม่ชัดนัก เวลาที่เขาต้องโกหกอย่างนี้หัวใจมักจะเต้นแรงด้วยเกรงว่าเซินเฟยจะจับได้

เซินเฟยไว้ใจเขามากและไม่เคยถามว่าเขาจะไปทำอะไรที่ไหน เรื่องดำเนินการในบริษัทเกือบทั้งหมดก็สั่งผ่านเขาและหลาย ๆ เรื่องก็วางใจให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง หวางซิงไม่อยากจะคิดเลยว่าหากเซินเฟยรู้ว่าเขาแอบไปหามู่อี้จิงจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่นั้น....

หากรู้ว่ามู่อี้จิงทำลงไปเพื่อทดสอบการตัดสินใจ.....เซินเฟยคงโกรธมากแน่ ๆ

ระยะนี้ยาแก้อาการไมเกรนพร่องหายไปเร็วมาก หวางซิงที่ทำหน้าที่จัดยาให้รู้ได้โดยไม่ต้องนับเม็ดให้เสียเวลา

เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเฉพาะเรื่องของเฉียนหยุนก็มีผลกระทบถึงขนาดนี้ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะคนในองค์กรและผู้บริหารหลายคนถือหางชายแก่คนนั้น และการที่เซินเฟยปลดเฉียนหยุนออกทำให้เกิดการแข็งข้อ เขาเคยได้ยินบางคนพูดกันว่าเซินเฟยเอาแต่ใจตัวเองเกินไป และที่ทำเพราะกลัวเฉียนหยุนจะเข้ามาควบคุมแทน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นแต่เซินเฟยก็ไม่เคยออกหน้าแก้ต่างให้ตัวเอง สิ่งที่เซินเฟยทำคือการยืดอกรับคำครหาอย่างเยือกเย็นและพยายามหาหลักฐานมาล้มล้างความเข้าใจผิด

จูเชว่สองรุ่นก่อนก็เคยปลดผู้บริหารออกเป็นจำนวนมากเพื่อปรับโครงสร้างในองค์กร

จูเชว่รุ่นที่แล้วเองก็เคยลดขั้นพวกหัวหน้าที่ขัดขวางการแต่งงานกับนายหญิงคนปัจจุบัน

ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ทั้งสองก็ไม่เคยถูกนินทาลับหลัง ทุก ๆ คนยังคงยำเกรงและเคารพยกย่องเสมือนนายเหนือชีวิต ทว่า...เมื่อเหตุการณ์เดียวกันถูกดำเนินการด้วยจูเชว่ที่เป็นเพียงลูกบุญธรรม ผลกระทบกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

จะว่าไปแล้ว....ระยะนี้พวกสายรองตระกูลเซินก็ชอบเข้ามาเสนอหน้าในบริษัทมากขึ้น ทำอวดเบ่งบ้าง พูดจาอวดดีบ้าง ทำให้เครดิตของเซินเฟยยิ่งลดน้อยถอยลงเพราะไม่อาจควบคุมกระทั่งญาติของตนเองได้

ทางบอร์ดบริหารก็บีบคั้นเซินเฟยทุกทางเพียงแต่ตอนนี้ธุรกิจของเครือยังดำเนินไปด้วยดีและยอดกำไรก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทางบอร์ดบริหารทำอะไรไม่ได้มากนัก กลับกัน พวกหัวหน้ามาเฟียที่ดูแลถิ่นต่าง ๆ เริ่มจะไม่ยอมทำตามคำสั่งอย่างออกหน้าออกตา จากแต่เดิมที่คิดจะเชือดเฉียนหยุนให้คนอื่นได้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง กลับถูกอิทธิพลและบารมีเก่าที่มากกว่าของเฉียนหยุนรัดคอเสียเอง

“เป็นอะไรไป?” เซินเฟยเอ่ยถามเมื่อเห็นหวางซิงนิ่งไป

“เอ่อ...ผมกำลังคิดว่า....คุณฉู่ทำไมถึงยังไม่มาทำงานน่ะครับ ทั้งที่แผลก็หายเกือบสนิทแล้ว” หวางซิงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง แต่ไหนแต่ไรมา เซินเฟยมักจะอ่านสีหน้าของผู้อื่นได้เก่ง เขาจำต้องพยายามกลบเกลื่อนความกังวลของตัวเองเสีย

“เพราะผมไม่อยากเห็นหน้า” เซินเฟยตอบตรงไปตรงมาแล้วก้มลงอ่านเอกสารต่อ

หลังจากวันที่หวางซิงไปหามู่อี้จิง ความสัมพันธ์ระหว่างเซินเฟยกับฉู่เหวินจือดูเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิมทั้งที่ปกติก็แทบจะติดลบอยู่แล้ว ตอนนี้ทั้งสองคล้ายจะทำสงครามเย็น หรือถ้าพูดให้ถูก เซินเฟยกำลังจงใจทำสงครามเย็นกับฉู่เหวินจือ

เวลาอยู่ที่บ้าน เซินเฟยจะไม่ยอมอยู่ร่วมห้องเดียวกับฉู่เหวินจือเลย เวลามีอะไรก็จะสั่งให้คนรับใช้ไปบอกแทน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉู่เหวินจือทะเล่อทะล่าเข้ามาในห้องนั่งเล่นตอนที่เซินเฟยกำลังอ่านหนังสือ เจ้าตัวถึงกับสั่งให้ฉู่เหวินจือออกไปนอนตากน้ำค้างเสียค่อนคืน ตอนเช้าชายหนุ่มจึงเป็นหวัดอย่างช่วยไม่ได้

นอกจากนั้น ในเวลาทำงาน เซินเฟยจะไม่ให้ฉู่เหวินจือตามมาที่บริษัทอย่างเด็ดขาด แต่จะส่งงานไปให้ทำที่บ้านด้วยปริมาณที่เหมือนจงใจให้ทำจนหัวแตกตายไปข้างหนึ่ง

หวางซิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองคน แต่สงครามเย็นของเซินเฟยทำให้คนทั้งบ้านอกสั่นขวัญแขวนไปกันหมด ปู่ของเขาถึงกับรำพันว่าตนเองทำหน้าที่ไม่ดี นายน้อยจึงอารมณ์เสีย

“มีอะไรก็พูดออกมาสิ” ราวกับเซินเฟยอ่านความคิดของเขาออก คำถามนั้นทำให้หวางซิงสะดุ้งเฮือก

“ผม...คิดว่าคุณเซินน่าจะพักผ่อนบ้างนะครับ นายหญิงก็เป็นห่วงคุณเซินมาก” หวางซิงหยิบเอาซากุระมาเป็นข้ออ้าง เพราะเรื่องใดที่มีชื่อหญิงสาวคนนี้เซินเฟยจะยินยอมรับฟังมากกว่าเรื่องอื่น ๆ

“งั้นหรือ....” เสียงของเซินเฟยอ่อนลงดังคาด

“ถ้ายังไงวันนี้กลับเร็วหน่อยดีไหมครับ?”

“ไม่ได้” ถึงอย่างนั้นคำตอบที่ได้กลับมาก็ยังเป็นการปฏิเสธ “ผมอยากตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ใจก่อน แล้วพรุ่งนี้จะได้ลงมือเลย”

“มันจะไม่กะทันหันไปหรือครับ?” หวางซิงนึกกังวลขึ้นมา

“ผมอยากจะจบเรื่องนี้เสียที” เซินเฟยตอบกลับ สีหน้าของเด็กหนุ่มมีความเหน็ดเหนื่อยแสดงออกมาแทบจะชัดเจน ในเวลาที่อยู่ตามลำพังอย่างนี้ หวางซิงจะรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน เซินเฟยกลับแสดงตัวเป็นนักธุรกิจที่สมบูรณ์พร้อมได้อย่างดีเยี่ยม เซินเฟยเป็นแค่เด็กอายุ 18 ปีเท่านั้น....และเขาเองก็ได้เลี้ยงดูมาพร้อมกับนายหญิงซากุระ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรเขาก็ไม่อาจทำใจปล่อยมือและทิ้งคน ๆ นี้ให้ดิ้นรนต่อไปตามลำพังได้เลย

“คุณเซิน.....รับน้ำเย็น ๆ หน่อยไหมครับ?” หวางซิงคลายรอยยิ้มออกมา ในเมื่อห้ามปรามไม่ได้ผลก็คงทำได้แค่ตามไปให้ถึงที่สุดเท่านั้น หากเพียงแต่เรื่องนี้จบไปเสีย เซินเฟยคงจะสบายขึ้นอีกมากและพวกที่กดดันอยู่ในขณะนี้คงยอมรามือไปสักระยะหนึ่ง

“ถ้าได้ก็ดี ขอบคุณอาซิง”

หวางซิงโค้งคำนับก่อนจะเดินออกไปจากห้อง เขาได้แต่หวังว่าเรื่องนี้คงจะผ่านไปได้โดยไว แต่ทำไมกันนะ....เขาถึงรู้สึกใจไม่ดีเอาเสียเลย....

--------------------->

อากาศยามค่ำในฤดูหนาวยังคงโหดร้ายทารุณสำหรับคนทั่วไป แม้ว่าฮ่องกงจะอยู่ในเขตอบอุ่นแต่เพราะเป็นเกาะขนาดเล็กจึงได้รับอิทธิพลจากลมทะเลที่พัดเข้ามาในเกาะ เซินเฟยนั่งอยู่ในรถคันสีดำสนิทกลืนไปกับความมืดยามราตรี ซุกตัวเองไว้ภายใต้เสื้อขนสัตว์หนานุ่มขณะมองออกไปข้างนอกผ่านฟ้าขาวบนกระจก รอบ ๆ ของเขามีรถสีดำสนิทอีกหลายคันจอดอยู่ ทุกคันดับเครื่องเงียบสนิท

ห่างออกไปเล็กน้อยเป็นคฤหาสน์หลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูง ด้านหน้ามียามเฝ้า กล้องวงจรปิดส่ายไปมาเหนือกำแพงที่กั้นระหว่างภายในกับภายนอก

สมกับเป็นที่ซ่อนตัว....

การรักษาความปลอดภัยของคฤหาสน์หลังนี้เข้มงวดเกินกว่าจะพูดได้ว่าเป็นคฤหาสน์ของนักธุรกิจผู้ร่ำรวยทั่วไป เซินเฟยมองลอดผ่านรั้วประตูที่เป็นเหล็ดดัดลายสวยงามเข้าไป เขาเห็นเงาสุนัขสีดำตัวเขื่องหลายตัวเดินไปเดินมาโดยมีคนจูงเอาไว้

“กี่โมงแล้ว?”

“ตอนนี้ก็....”

“ฉันไม่ได้ถามนาย” เซินเฟยเอ่ยเสียงเย็นเมื่อฉู่เหวินจือเปิดปากตอบ “อาซิง กี่โมงแล้ว”

“ตอนนี้ก็จะ 2 ทุ่มแล้วครับ” หวางซิงตอบแล้วหันไปมองฉู่เหวินจือด้วยความเห็นอกเห็นใจ เขาไม่รู้ว่าทั้งสองมีปัญหาอะไรกัน แต่เซินเฟยดูเย็นชากับฉู่เหวินจืออย่างเห็นได้ชัด กระทั่งวันนี้ หากอีกฝ่ายไม่ออกปากขอมาด้วยแล้วรั้นดึงดันขึ้นมานั่งบนรถ เซินเฟยก็คงปล่อยให้อีกฝ่ายนอนแกร่วอยู่ที่บ้านเป็นแน่

“2 ทุ่ม....” เซินเฟยทวนคำเพ่งมองท้องฟ้า

ฤดูหนาวเป็นช่วงฤดูที่ฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติ ทั้งที่เวลาเพียง 2 ทุ่ม แต่ท้องฟ้ากลับมืดมิดและเต็มไปด้วยแสงดาว

ผู้ชายคนหนึ่งเคาะประตูรถ เซินเฟยจึงเลื่อนกระจกลงให้คน ๆ นั้นยื่นหน้าเข้ามากระซิบใกล้ ๆ

“ลงมือเลยไหมครับ?”

“แน่ใจหรือว่าจัดการได้?” เซินเฟยถามเพื่อความแน่ใจ ในตอนที่เขามั่นใจว่าใครซ่อนตัวเฉียนหยุนเอาไว้ เขาก็สั่งให้ค้นหาแปลนก่อสร้างของคฤหาสน์ที่เป็นเป้าหมายทันที ด้วยอำนาจมืด การจะได้โครงสร้างของอาคารหลังใดมาอยู่ในมือไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ทำให้ล่าช้าไปจากกำหนดการเดิมถึง 3 วัน เฉียนหยุนอาจจะเริ่มระแคะระคายแล้วก็เป็นได้จึงมีเวรยามหนาแน่นถึงเพียงนี้ แต่บางที....ด้วยนิสัยขี้ระแวงของเฉียนหยุน เวรยามพวกนี้อาจจะเข้มงวดแบบนี้มาแต่แรกแล้วก็เป็นไปได้เหมือนกัน

เขาอยากให้เป็นข้อหลังมากกว่า....

“แบบแปลนที่ท่านให้มาผมส่งคนเข้าไปตรวจสอบภายนอกแล้วไม่ผิดพลาดแน่นอนครับ”

“อย่าพลาดก็แล้วกัน” คำพูดนั้นแม้จะพูดออกมาด้วยเสียงเรียบเรื่อย แต่ผู้ฟังก็รู้ว่านั่นคือประกาศิต

“ไม่ต้องห่วงครับ ถึงจะต้องตายผมก็จะ...”

“เจ้าโง่” ไม่ทันที่ชายชุดดำจะพูดจบ เซินเฟยก็ขัดเสียก่อน “ฉันไม่อยากได้ผีไปรอรับใช้ในนรกหรอกนะ อีกอย่าง ซากศพมันใช้ทำงานไม่ได้ เข้าใจไหม?”

“....ครับ เข้าใจแล้วครับ”

“ลากคอมันออกมาแล้วไปเจอกันที่โกดังท่าเรือ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็จับเป็น ถ้าเอาไม่อยู่ก็จับตาย ใครขวางก็จัดการซะ ฉันคิดว่าในคฤหาสน์นั้นคงไม่มีเด็กกับผู้หญิงให้พะว้าพะวงหรอก” เซินเฟยกล่าว หากเขาคาดเดาไม่ผิด ในคฤหาสน์คงเต็มไปด้วยพลพรรคเก่าของเฉียนหยุนกับพวกบอดี้การ์ดที่จ้างมาเพื่อป้องกันตัวโดยเฉพาะ ถ้ามีเพียงแค่นั้นคนของเขาก็สบายมืออยู่ กระนั้นเขาก็ยังอยากจะให้ระวังเหตุไม่คาดฝันด้วย เพราะสุนัขที่ถูกต้อนให้จนตรอกนั้น....มันอาจจะทำอะไรก็ได้

“ท่านโปรดระวังตัวด้วยนะครับ แล้วพวกผมจะรีบตามไป”

เซินเฟยพยักหน้ารับความหวังดีตามหน้าที่นั้นก่อนจะสั่งให้คนขับออกรถ เครื่องยนต์ของรถกระหึ่มอย่างเงียบงันก่อนที่มันจะค่อย ๆ เคลื่อนหายไปในความมืดเพื่อล่วงหน้าไปรอฟังผล กลุ่มชายในชุดดำที่เหลือมองหน้ากัน พวกเขาเป็นมือสังหารที่ถูกฝึกฝนเพื่อรับใช้จูเชว่ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีคำว่าพลาด มิเช่นนั้นแม้ที่ซุกหัวก็อาจจะไม่เหลือให้คิดถึง

“ลงมือ”

-------------------->

อากาศเย็นมักส่งผลเสียต่อเซินเฟยอยู่เสมอ ประสาทสัมผัสของเขาด้านชา ปลายนิ้วเย็นเฉียบ กระทั่งสมองยังเหมือนจะโดยแช่แข็งจนทื่อ หวางซิงที่รู้ใจเจ้านายดีจึงสั่งให้คนรถลดระดับความแรงของเครื่องปรับอากาศลง เมื่อห้องโดยสารอุ่นขึ้น เซินเฟยจึงผ่อนลมหายใจออกมาแล้วซุกตัวเข้าไปในเสื้อขนสัตว์

“คือว่า....”

“ถ้านายพูดออกมาสักคำเดียว ฉันจะโยนนายออกไปข้างนอก” เซินเฟยขู่เสียงเรียบเรื่อย ตอนนี้เขากำลังอยู่ในภาวะกดดัน ดังนั้นอะไรที่ทำให้อารมณ์เสียจึงควรอยู่ห่าง ๆ เขาเสียหน่อย แต่ห้องโดยสารของรถส่วนตัวไม่ได้กว้างขวางนัก เซินเฟยจึงต้องทำเป็นว่ามองไม่เห็นฉู่เหวินจือไปเสีย แม้แต่เสียงก็ไม่อนุญาตให้เปล่งออกมา

ฉู่เหวินจือรู้สึกว่างอย่างมากเขาจึงเลือกที่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง เวลาที่ทำให้เซินเฟยโกรธดูจะลดความสนุกลงไปโข เพราะเขาไม่อาจพูดอะไรให้อีกฝ่ายโมโหจนหน้าดำหน้าแดงได้เลย

ทิวทัศน์ภายนอกค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามระยะทาง ไม่นานนัก ภาพชุมชนแออัดและรถราที่คลาคล่ำก็เปลี่ยนเป็นสถานที่โล่งกว้างก่อนจะเข้าสู่เขตที่มีตู้คอนเทนเนอร์โลหะวางเรียงซ้อนกันเป็นจำนวนมาก สองข้างทางที่รถเคลื่อนผ่านมีรั้วเหล็กกั้นอยู่ มองเข้าไปข้างในเป็นลานสำหรับพักสินค้าที่จะส่งขึ้นเรือหรือนำลงจากเรือ ในลานมีเส้นแบ่งคั่นส่วนอยู่ บางส่วนก็มีตู้คอนเทนเนอร์วางเอาไว้และปิดเรียบร้อย บางส่วนก็มีตู้ที่เปิดรอสินค้าเติมเต็มอยู่ และบางตู้ก็ไม่ได้ใช้เก็บสินค้าแต่เป็นตู้นอนสำหรับคนงานที่ทำหน้าที่จัดการสินค้าเหล่านั้น

เลยจากลานพักสินค้าไปก็เข้าสู่เขตของท่าเรือ พื้นน้ำกว้างใหญ่ปรากฏตรงหน้าและเรือลำใหญ่ที่จอดเรียงรายเฝ้ารอการเดินทางข้ามผืนน้ำไปสู่อีกฟากฝั่งของทะเล เครนสำหรับยกของขึ้นเรือรวมถึงรถโฟล์คลิฟต์จอดนิ่งสนิทอยู่ในที่ของมัน

รถสีดำสนิทแล่นเข้าเทียบโกดังสินค้าหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากฝั่งมาเล็กน้อย บริเวณนั้นไม่มีใครผ่านไปมาในยามวิกาลทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสำเร็จโทษใครสักคนโดยที่ไม่ทำให้ใครแตกตื่นตกใจ จริงอยู่ว่าตระกูลเซินมีสถานที่ลับสำหรับลงโทษหรือกระทั่งสำเร็จโทษอยู่มากมาย แต่เซินเฟยก็ไม่นิยมใช้งานสถานที่เหล่านั้นนักเพราะอยู่ในที่ชุมชน

ท่าเรือเป็นสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากการรู้เห็นของผู้คน เมื่อจัดการเสร็จแล้วก็กำจัดศพได้ง่ายอีกด้วย แค่หล่อหินปูนแล้วถ่วงลงน้ำไปเสีย ไม่นานปลาก็จะมาตอดกินเนื้อจนเหลือแต่โครงกระดูกที่จะค่อย ๆ ผุพังไปตามกาลเวลา รอบเกาะฮ่องกงไม่มีโบราณสถานใต้น้ำใด ๆ ให้นักโบราณคดีสำรวจ ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวเลยว่าศพจะถูกพบตราบใดที่มันไม่ลอยขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม

หวางซิงยกนาฬิกาขึ้นดู ตอนนี้เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง การจะบุกทะลวงเข้าไปในคฤหาสน์ที่รักษาความปลอดภัยอย่างดีและไม่รู้สถานที่อยู่ของเป้าหมายแน่ชัดย่อมต้องใช้เวลามากเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเซินเฟยก็กำลังนั่งรออย่างใจเย็น

คนรถดับเครื่องเพื่อไม่ให้รถยนต์เป็นที่สังเกตของเวรยามท่าเรือ ความมืดของสถานที่ช่วยซ่อนการมีอยู่ของพวกเขาได้ดีในระดับหนึ่ง

เซินเฟยเลื่อนกระจกรถลง ลมเย็นของชายฝั่งพัดวูบเข้ามาในรถทำให้เขาต้องกระชับเสื้อขนสัตว์ให้แน่นหนาขึ้น เสียงคลื่นแว่วอยู่ไกล ๆ เป็นเพราะอากาศหนาวเสียงจึงเบากว่าที่ควรจะเป็นแต่มันก็ยังชัดเจนพอที่จะรู้ว่าชายฝั่งอยู่ไกลออกไปแค่ไหน

“จะพักก่อนไหมครับ?” หวางซิงช่วยกระชับเสื้อให้อีกชั้นหนึ่ง “คงอีกราว ๆ 2 ชั่วโมงพวกเขาถึงมากัน”

หลายคืนที่ผ่านมา เซินเฟยแทบจะไม่ได้หลับเต็มตาเลย ความเครียดทำให้ประสาทเกร็งกว่าปกติ แม้จะรู้สึกง่วงแค่ไหน แต่หลับไปได้ไม่เท่าไหร่ก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมา หรือไม่ก็ไม่ได้หลับเลยตลอดคืน เรื่องนี้ยังไม่ถึงหูหมอจือเพราะเซินเฟยห้ามหวางซิงรายงาน และเพราะยังไม่ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำเดือน จือหยินจึงไม่ได้แวะเวียนมาที่บ้านตระกูลเซินเลยสักครั้งเดียว

“2 ชั่วโมงเลยหรือ....” เซินเฟยพูดพลางหรี่ตาลง ลมหนาวทำให้เขารู้สึกง่วงและอยากจะหลับ หวางซิงจึงขยับให้เซินเฟยนั่งกึ่งนอน เลื่อนกระจกหน้าต่างขึ้นไปให้เหลือช่องเปิดเพียงเล็กน้อยสำหรับอากาศถ่ายเท เขาวางผ้าห่มหนานุ่มทับบนอกอีกชั้นหนึ่ง ไม่นานนักเซินเฟยจึงหลับตาลง

หวางซิงส่งสัญญาณให้ฉู่เหวินจือลงจากรถไปพร้อมกับเขา ตอนนี้ทั้งสองจึงกำลังยืนโต้ลมทะเลอยู่ด้วยกันโดยคนหนึ่งกำลังพิงรถจุดบุหรี่สูบ อีกคนถอดแว่นออกเช็ดฝ้าที่ทำให้มองข้างหน้าไม่ถนัด

“คุณอยากถามใช่ไหมว่าผมกับคุณเซินมีเรื่องอะไรกัน” ฉู่เหวินจือเอ่ยขึ้นเมื่ออัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกหนึ่ง ควันสีขาวของละอองน้ำผสมกับควันสีเทาของบุหรี่ลอยขึ้นไปในอากาศตามจังหวะการพูด

“ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะถามไหม” หวางซิงตอบตามตรง เพราะในหน้าที่ของเลขาไม่มีข้อไหนบอกว่าต้องรู้เรื่องของเจ้านายไปทุกเรื่อง

“อืม....ผมมีงานอดิเรกคือการถ่ายรูป” แม้หวางซิงจะไม่ได้ตอบชัดเจนแต่ฉู่เหวินจือก็เริ่มเล่าออกมา

“คุณเซินก็ไม่ได้เกลียดการถ่ายรูปนะครับ”

“เรื่องนั้นผมไม่รู้หรอก” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “แต่ว่าบางทีที่ผมไม่ได้พกกล้องผมก็จะใช้มือถือถ่าย แล้ว....บังเอิญผมถ่ายรูปนี้ได้ตอนกำลังจะไปดูสถานที่สร้างโรงแรม” ว่าไป ฉู่เหวินจือก็กดหารูปในมือถือก่อนจะคาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วส่งให้หวางซิงดู

หวางซิงใช้เวลาเพ่งผ่านฝ้าขาวบนแว่นที่เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตากว้างแล้วชี้ไปยังรูปบนจอโทรศัพท์มือถือ

“อย่าบอกนะว่า....คุณเอารูปนี้ให้คุณเซินดู”

“ก็ใช่น่ะสิครับ ก็นี่หมอจือไม่ใช่หรือ?” ฉู่เหวินจือยังทำหน้าพาซื่อ

“ก็ใช่อยู่หรอกครับ” หวางซิงกุมขมับ เขาไม่อาจเปิดเผยเรื่องที่เซินเฟยมีความรู้สึกดี ๆ ให้จือหยินได้จึงไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร “ว่าแต่....ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ นี่เป็นคนรักหรือครับ?”

“อาจจะเป็นน้องสาวก็ได้ใครจะรู้” ชายหนุ่มไหวไหล่แล้วเก็บมือถือกลับเข้ากระเป๋า “ว่าแต่.....วันนี้หนาวจริง ๆ เลยนะ”

“คงเพราะอยู่ใกล้ทะเลด้วยมั้งครับ” หวางซิงตอบกลับแล้วอดที่จะมองลอดเข้าไปในรถไม่ได้ เมื่อเห็นเซินเฟยยังหลับดีอยู่จึงคลี่ยิ้มออกมา “แต่บรรยากาศเงียบ ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”

เมื่อได้ยินหวางซิงพูดอย่างนั้น ฉู่เหวินจือจึงเลิกคิ้วแล้วหันกลับมามองที่รถบ้าง จะว่าไปเขาก็ไม่เคยเห็นภาพตอนเซินเฟยหลับเลยสักครั้ง เพราะเขตที่ห้องนอนของเซินเฟยตั้งอยู่เขาถูกห้ามเข้าไปเด็ดขาด ทำได้เพียงอยู่ในห้องของตัวเองและลงมาเดินในสวนและห้องทำงานข้างล่างเท่านั้น

ฉู่เหวินจือเปิดประตูรถโดยไม่ฟังคำทัดทานของหวางซิงที่เกรงเซินเฟยจะรู้สึกตัว ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากดถ่ายรูปแล้วเก็บเข้าที่อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังไม่วายหันมาจุ๊ย์ปากให้หวางซิงช่วยเก็บเรื่องนี้เห็นความลับด้วย หวางซิงที่ตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดถึงกับกุมขมับ หากเซินเฟยรู้เข้าเขาต้องโดนด่าไปด้วยแน่ ๆ

-------------------->

ไม่รู้ว่าเขาหลับไปนานเท่าไหร่ แต่มีใครคนหนึ่งเขย่าตัวปลุกจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา

“คุณเซิน พวกเขามาแล้วครับ ตอนนี้รออยู่ข้างใน” หวางซิงรายงานแล้วพยุงเซินเฟยออกมาจากรถ เด็กหนุ่มจำต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อสลัดความง่วงงุนออกไป ไม่นานนักเขาก็ตาสว่างพอที่จะจัดการเรื่องให้เรียบร้อย

“ไปกันเถอะ” คำสั่งสั้น ๆ ถ่ายทอดออกมาก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวนำเข้าไปในโกดังตรงหน้า

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 9 (21/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 21-02-2011 17:51:07
กลิ่นเกลือและสนิมปะปนกันทำให้รู้สึกไม่สบายจมูกนัก ในโกดังที่มืดสนิทมีคอนเมนเนอร์สินค้าเรียงรายอยู่จนเกือบจะถึงเพดาน ที่ถึงอย่างนั้นพื้นที่ตรงกลางกลับไม่มีตู้คอนเทนเนอร์แต่มีเก้าอี้วางอยู่ตัวหนึ่ง และผู้ชายคนหนึ่งถูกมัดไว้แน่นหนา มีคนในชุดดำรายล้อมอยู่ 4-5 คน

“เหล่าเฉียน สบายดีไหม?” เซินเฟยเอ่ยทักทายก่อนเรียกให้คนที่ถูกมัดเงยหน้าขึ้น

“ไม่ได้เจอกันเสียนานนะจูเชว่ ถ้ามีธุระกับเหล่าเฉียนแค่เรียกหาเหล่าเฉียนก็ไปหาอยู่แล้ว ทำไมต้องใช้กำลังด้วยล่ะ?” แม้จะอยู่ในภาวะเสียเปรียบ แต่เฉียนหยุนก็ยังคงเยือกเย็นไม่แสดงอาการโวยวายออกมาแม้แต่น้อย

“เหล่าเฉียน ที่ผ่านมาคุณหายไปอยู่ที่ไหน?” เซินเฟยไม่นำพาต่อคำประจบประแจงแกมเสียดสี “คงลำบากมากใช่ไหมครับหลังจากที่ออกจากแก๊งค์ไปแล้ว”

“จูเชว่คิดถึงเหล่าเฉียนหรือ? เป็นบุญของเหล่าเฉียนจริง ๆ ที่จูเชว่ถามสารทุกข์สุขดิบแบบนี้” เฉียนหยุนพูดพลางหัวเราะ “เหล่าเฉียนก็อยู่สุขสบายดี กำลังคิดจะเริ่มกิจการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ๆ คนมันแก่แล้วก็อย่างนี้แหละนะ น่าอิจฉาคนหนุ่ม ๆ อย่างจูเชว่จริง ๆ ทำงานหามรุ่งหามค่ำใช้พลังงานในวัยเด็กอย่างเต็มที่อย่างนี้ระวังแก่ตัวแล้วจะลำบากนะ”

เซินเฟยหางคิ้วกระตุก พูดได้อย่างนี้แสดงว่าจับตาดูเขามาตลอดสินะ....

“กิจการค้าขาย.....” เซินเฟยทวนคำ “จะให้ผมช่วยอะไรไหม? ยังไงเหล่าเฉียนก็เป็นคนเก่าคนแก่ ถึงจะละเลยหน้าที่แต่ผมก็ไม่อยากจะให้เหล่าเฉียนฝืนสังขารมากเกินไป”

“หึ ๆ ไม่รบกวนจูเชว่หรอก เหล่าเฉียนก็ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้แหละดีแล้ว”

จนกระทั่งในสถานการณ์อย่างนี้ เฉียนหยุนก็ดูจะไม่ยอมรับง่าย ๆ ว่าตนเป็นตัวการของความวุ่นวายในตอนนี้ คำพูดสนทนาราวกับตั้งใจจะเบี่ยงออกนอกเรื่องไปเสียมาก เซินเฟยพยักหน้าให้คนนำเก้าอี้มาให้ ก่อนที่เขาจะนั่งลงแล้วไขว่ห้างด้วยความเคยชิน

“คฤหาสน์หลังนั้น....สวยดีนะ”

“ถ้าจูเชว่อยากได้จะสร้างสักกี่หลังก็ได้ไม่ใช่หรือ?”

“ผมก็แค่สงสัยว่าเป็นของใครกัน รสนิยมดูคล้าย ๆ ผมอยู่เลยอยากจะลองคุยด้วยสักครั้ง” เซินเฟยเหลือบสายตาขึ้นมองปฏิกิริยาตอบรับ แต่เฉียนหยุนก็ยังเยือกเย็นอยู่เช่นเดิม

อะไรกันนะที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ไม่เกรงกลัว....

“จูเชว่ ผมต้องยอมรับว่าคุณกับผมไม่ลงรอยกันหลายเรื่อง แต่เหล่าเฉียนมีเรื่องจะบอก”

“ว่ามา ผมกำลังฟัง” แม้จะพูดอย่างนั้น เซินเฟยกลับหันไปส่งสัญญาณให้มือสังหารคนหนึ่งด้วยสายตา คน ๆ นั้นเพียงพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปจากโกดังอย่างเงียบ ๆ

“คนเรามันต้องรู้จักที่ของตัวเอง จูเชว่รู้หรือเปล่าว่าคนเราน่ะเกิดมาก็มีหน้าที่เฉพาะทั้งนั้น แล้วมันก็ไม่ได้ขึ้นกับตัวเราเองหรอกนะ แต่มันขึ้นอยู่กับเชื้อสายชาติตระกูล จูเชว่คิดดูสิว่าถ้านกกาโตมาเป็นหงส์มันจะประหลาดพิกลขนาดไหนจริงไหม? โลกเรามันก็มีกฎเกณฑ์ เหมือนอย่างที่จูเชว่กับอีกสามคนนั่นมันกฎเกณฑ์เพื่อรักษาสมดุลอำนาจระหว่างกันนั่นแหละ” เฉียนหยุนพูดเรื่องราวที่ฟังผ่าน ๆ ก็จะเหมือนเรื่องสามัญธรรมดาประสาคนแก่หัวโบราณ แต่สำหรับเซินเฟยกลับรู้ถึงความนัยชัดเจน

ชัดเจนมากพอที่หัวใจจะเต้นแรงด้วยความโมโห....

“เหล่าเฉียนจะบอกว่า...นกกาก็ควรเป็นนกกาต่อไป”

“ใช่ จูเชว่เข้าใจถูกแล้ว” เฉียนหยุนตอบรับอย่างอารมณ์ดี

“ถ้าอย่างนั้น เหล่าเฉียนช่วยตอบหน่อยได้ไหม? หากหงส์ตายไปจนหมด เราจะทำอย่างไรจึงได้สมดุลกลับคืนมา” คำถามของเซินเฟยทำให้เฉียนหยุนเงียบไปครู่หนึ่ง

“ถึงหงส์จะสูญพันธุ์ แต่ก็ยังมีนกอีกหลายชนิดที่เหมือนหงส์มากกว่ากา เหล่าเฉียนคิดว่าควรให้นกเหล่านั้นเป็นหงส์เสียจะดีกว่ากา”

คำตอบนั้นทำให้เซินเฟยต้องเม้มปากด้วยความพยายามที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ เฉียนหยุนคนนี้จะอวดดีเกินไปแล้ว คำตอบของเฉียนหยุนนั้นแปลความได้ไม่ยากเลย

โดยปกติแล้ว แม้จะเกี่ยวดองด้วยสายเลือดแต่จูเชว่ก็ไม่เคยดึงเอาตระกูลสายรองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องในองค์กร สายรองนั้นหากคิดดี ๆ แล้วก็ไม่ต่างกับกาฝากที่เกาะกินสายตระกูลหลัก เพียงแค่อยู่เฉย ๆ และดื่มด่ำกับอำนาจบารมีของแซ่ที่นำหน้าชื่อ เพียงแค่บอกว่าเป็นคนแซ่เซิน ไม่ว่าใครในฮ่องกงก็พร้อมยอมก้มหัวให้ กลับกัน พวกหัวหน้าแก๊งค์ที่ทำหน้าที่บริการในองค์กรกลับใกล้ชิดจูเชว่ยิ่งกว่า สำหรับหลาย ๆ องค์กร เมื่อผู้นำสิ้นทายาท คนที่ใกล้ชิดและรู้งานที่สุดมักจะได้รับทุกอย่างไป

เซินเฟยรู้ได้โดยทันทีว่าเฉียนหยุนไม่ได้หวังดีกับตระกูลเซินมาแต่แรกแล้ว เจ้าตัวเพียงแต่เฝ้ารอโอกาสอันเหมาะสมที่ตนเองควรจะได้เท่านั้น และบังเอิญอาของเขาหายตัวไปโดยไม่มีลูกเลยแม้แต่คนเดียวทำให้เฉียนหยุนไขว่คว้าโอกาสนี้อย่างเต็มความสามารถ แต่แล้ว...มันกลับตกลงมาที่เขาซึ่งไม่มีอะไรเลย...

เหมือนวิมานทองสลายไปต่อหน้า เฉียนหยุนถึงได้พยายามเขี่ยเขาออกไป

เฉียนหยุนอยากเป็นจูเชว่เสียเอง...

ช่างโง่เขลาเสียจริง....จริงอยู่ว่าหากเฉียนหยุนเป็นจูเชว่ก็อาจได้รับการยอมรับจากคนอื่น ๆ แต่มันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้....เหตุผลเดียวที่ตำแหน่งสูงสุดมีเพียง 4 คนและไม่เคยเปลี่ยนแปลงนั่นเพราะต้นตระกูลทั้งสี่เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรขึ้นมา ตราบใดที่เฉียนหยุนยังคงแซ่เฉียนก็จะไม่มีวันได้เป็นจูเชว่สมใจ แต่ดูเหมือนว่า ถึงเจ้าตัวจะรู้เรื่องนี้ดีแต่ก็พยายามจะทำให้เข้าทางตนเองให้ได้ด้วยการสั่งสมบารมีขันแข่งกับอำนาจของจูเชว่

อย่างนี้ใครจะโง่กว่ากันนะ...ระหว่างกาที่ถูกบังคับให้นั่งบัลลังก์หงส์ หรือห่านที่ตะเกียกตะกายหมายจะเป็นหงส์

โกดังเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาระหว่างนั้น แต่แล้วกลับมีใครคนหนึ่งทำลายความเงียบนั้นลง ชายชุดดำที่ออกไปก่อนหน้านี้กลับเข้ามายืนตรงข้างเซินเฟยก่อนจะเอ่ยรายงาน

“เรียบร้อยแล้วครับ”

“งั้นหรือ....ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาเสียที” เซินเฟยลุกขึ้นจากเก้าอี้เสมือนการรอคอยได้สิ้นสุดลง เขาเดินเข้าไปใกล้เฉียนหยุนแล้วหยุดยืนตรงหน้า “มีอะไรอยากจะพูดกับผมอีกไหม?”

ทั้งที่เซินเฟยไม่ได้ทำเสียงที่ดุดันน่ากลัวขึ้น ที่สีหน้าของเฉียนหยุนกลับซีดเผือดราวกับรู้ว่าอะไรที่ ‘เรียบร้อย’ ไปแล้ว

“นึกไม่ถึงหรือครับ? เป็นผมเองก็คงนึกไม่ถึงว่าคนของคุณ อืม....” เซินเฟยเว้นจังหวะไปเล็กน้อย

“11 คนครับ”

“ใช่ 11 คนจะดั้นด้นตามมาเอาตัวคุณคืน แต่เพราะคุณแสดงไม่สมจริงผมก็เลยสั่งให้คนของผมออกไปดู” บรรยากาศที่ถูกกดดันเมื่อครู่ถูกสลายไปสิ้น เซินเฟยกลับมายืดตัวเชิดหน้าอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง “เหล่าเฉียน แล้วผมแสดงท่าทางของคนที่ถูกคุณปั่นหัวจนสับสนเหมือนหรือเปล่า?”

“เหล่าเฉียนไม่กล้าขนาดนั้นหรอก” แม้จะอับจนหนทาง แต่เฉียนหยุนก็ยังปากแข็ง เซินเฟยจึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะใช้วิธีละมุนละม่อม

“นิ้วเดียวก่อนก็แล้วกัน”

สิ้นคำพูดนั้น เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเสียงลั่นของกระดูกก็ดังขึ้น นิ้วชี้ข้างขวาของเฉียนหยุนบิดงอผิดรูปไปจากเดิม และเมื่อเซินเฟยมุ่นหัวคิ้วเพียงเล็กน้อยด้วยความรำคาญ ผ้าที่มัดปมตรงกลางจนแน่นผืนหนึ่งก็คาดเข้ากับปากของเฉียนหยุนทำให้เสียงเล็ดรอดออกมาได้เพียงเล็กน้อยและไม่อาจสร้างความรำคาญให้กับเซินเฟยได้อีก และแน่นอน....ตอนนี้เขาไม่ได้อยากจะฟังอะไรอีกแล้ว เพียงแต่การฆ่าโดยทันทีนั้นจะไม่สามารถทำให้ใครรู้สึกหวาดกลัวจนถึงขีดสุดได้ ในเมื่อเขาต้องการจะใช้เฉียนหยุนเป็นตัวอย่างของการคิดทรยศ ก็ต้องทำให้น่าพรั่นพรึงเสียหน่อย พวกที่เหลือจะได้เรียนรู้ถึงการยำเกรงมากขึ้น

“ลูกสาวของเหล่าเฉียนสุขสบายดีใช่ไหม?”

เสียงอึกอักด้วยความโกรธแค้นดังขึ้นทันทีด้วยรู้ความหมายในคำพูดที่เซินเฟยจงใจเอ่ยออกมาก่อนจะแทนด้วยเสียงกระดูกและการกรีดร้องที่อู้อี้ในลำคอ

“เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นานด้วย” เซินเฟยยังคงพูดต่อไปราวกับไม่เห็นประกายของความเกลียดชังในดวงตาของคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า “ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เลยว่าพ่อของเธอทำงานอะไร ว่าที่ทนายความ....แต่มีพ่อเป็นอาชญากรงั้นหรือ? โลกเรามีความขัดแย้งอย่างที่คุณว่าไว้จริง ๆ”

เสียงในคอของเฉียนหยุนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เป็นอย่างที่เซินเฟยคาดไว้ ถึงเฉียนหยุนจะเลือดเย็นอย่างไรก็ยังรักครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกสาวคนเดียวของตนเอง เขาจึงจงใจหยิบเอาเรื่องนี้มาขู่แม้ไม่คิดจะทำอะไรกับครอบครัวของเฉียนหยุนอย่างจริงจัง ซึ่งนั่นก็จนกว่าจะถึงวันที่คนพวกนั้นเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา

“ตอนนี้คุณก็เข้าใจแล้วใช่ไหม? ความรู้สึกที่หงส์ตัวหนึ่งมีให้ลูกกาที่เลี้ยงดูมาและทำให้กาตัวนั้นกลายเป็นหงส์”

กร๊อบ!

ครั้งนี้หัวไหล่ซ้ายของเฉียนหยุนถูกดึงจนหลุด เขาดิ้นพร่านไม่ต่างกับถูกโยนลงไปในน้ำมันเดือด

“ตอนนี้มันก็เหมือนว่าคุณเป็นห่านที่ได้แต่คลุกดินคลุกเลน ส่วนลูกสาวคุณเป็นนกพิราบที่เลือกบินไปบนฟ้านั่นแหละ” ว่าไป เซินเฟยก็เดินกลับไปที่เก้าอี้อีกครั้งแล้วนั่งลง “ถ้าลูกสาวคุณรู้ว่าคุณเป็นยังไง เธอก็คงพยายามพาคุณกลับขึ้นไปบนฟ้า มันก็เหมือนกับที่จูเชว่คนก่อนทำให้ผมยืนอยู่ตรงนี้ เมื่อถึงเวลานั้นคุณจะยังดูถูกว่าลูกสาวคุณโง่เขลาหรือเปล่า เหล่าเฉียน?”

ระหว่างที่เซินเฟยอธิบาย นิ้วก็ถูกหักไปทีละนิ้ว ๆ เสียงเก้าอี้ไม่กระทบพื้นกึกกักทำให้เซินเฟยนึกรำคาญ เพียงแค่สีหน้า ชายชุดดำสองคนก็เข้าไปกดเก้าอี้ของเฉียนหยุนให้นิ่งไม่ขยับอีก

แต่ว่า.....แม้จะเสียเวลาพูดไปถึงขนาดนี้ แววตาเกลียดชังระคนเย้ยหยันของเฉียนหยุนก็ยังไม่หมดไป ทำให้เซินเฟยรู้สึกว่า บางครั้งคนบางคนก็ยากเกินจะเยียวยาจริง ๆ แต่เขาเองก็เหนื่อยกับเรื่องนี้มามากแล้ว ให้มันจบ ๆ ไปเสียก็ดีเหมือนกัน

“แกะผ้านั่นออก ฉันอยากให้เขาพูดอะไรทิ้งท้ายเสียหน่อยจะได้ไม่ค้างคาใจ”

สิ้นคำสั่ง ผ้าผูกปากก็ถูกคลายให้หลวมขึ้น เฉียนหยุนหอบหายใจพยายามอดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่รุมเร้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ

“ไอ้เด็กนอกคอก อย่างแกน่ะอยู่ได้ไม่นานนักหรอก!”

ผลั่ก!

การ์ดคนหนึ่งเหวี่ยงหมัดใส่โหนกแก้มของเฉียนหยุนทันที จุดที่โดนชกมีเลือดแตกซิบซ้ำเลือดยังทะลักออกจากปากเล็กน้อยเพราะฟันบางซี่ถูกแรงกระแทกจนหลุด กระนั้นเฉียนหยุนก็ยังไม่หมดสติในทันที และเมื่อเขาคิดจะลุกขึ้นมาพูดต่อการ์ดคนเดิมก็คว้าหมับเข้าที่สันกรามแล้วออกแรงบีบจนกระดูกกรามแตกทำให้ในตอนนี้แม้เฉียนหยุนอยากจะพูดอะไรก็พูดไม่ได้ ทำได้เพียงร้องด้วยความเจ็บปวดเหลือประมาณ

เซินเฟยลุกขึ้นและผินหลังให้ เป็นสัญญาณว่าจบเรื่องได้เลย แต่แล้ว ขณะที่เซินเฟยกำลังจะเดินออกไปฉู่เหวินจือกลับเข้ามาขวางหน้า

“มีอะไร?” เพราะอารมณ์ยังไม่ค่อยดีนักเสียงของเซินเฟยจังดูแข็งกระด้างกว่าเก่า

“ผมขอคุยกับเฉียนหยุนครู่หนึ่งได้ไหม?”

เซินเฟยหันไปมองเฉียนหยุนแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมา

“ระวังมันจะหมดสติก่อนก็แล้วกัน” เมื่อเซินเฟยอนุญาต คนอื่น ๆ จึงถอยออกไปยืนห่าง ๆ ขณะที่ฉู่เหวินจือสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วฉีกยิ้มให้คนที่อยู่ในสภาพปางตาย

“จำผมได้ไหม?” คำถามนั้นทำให้เฉียนหยุนมุ่นคิ้ว ฉู่เหวินจือจึงกระแอมเบา ๆ สองสามครั้งแล้วกดเสียงต่ำอีกนิด “แล้วอย่างนี้ล่ะเหล่าเฉียน?”

ทันใดนั้นเฉียนหยุนก็เบิกตากว้างก่อนจะดิ้นทุรนทุรายราวกับโกรธแค้นฉู่เหวินจือมาเสียหลายชาติแต่เพิ่งรู้ตัว กระนั้นเสียงก็ดังอยู่ไม่นาน ฉู่เหวินจือยิ้มกว้างแล้วชักปืนออกมาก่อนเล็งไปที่ศีรษะ

“ให้ผมช่วยก็แล้วกัน”

แล้ว....ร่างของเฉียนหยุนก็แน่นิ่งไป ชายหนุ่มเก็บปืนแล้วเดินมาสมทบกับคนอื่น ๆ ที่รั้งรออยู่ในโกดังด้วยอารมณ์ชื่นบาน แต่แล้วทันใดนั้นเองที่เสียงปืนดังขึ้นจากอีกที่ ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจก่อนจะรีบพากันวิ่งออกไปข้างนอกซึ่งเซินเฟยกับหวางซิงพาการ์ดส่วนมากออกไปรออยู่ แต่เมื่อพวกเขาออกไปถึงก็พบว่าสถานการณ์สงบลงแล้ว การ์ดส่วนใหญ่ยืนถือปืนเฝ้าระวัง แต่ก็มีคนโดนยิงบ้างเหมือนกัน กระนั้นกลับมีบางส่วนออกันเข้าไปที่รถพวกเขาจึงรีบตามเข้าไปดู

“เกิดอะไรขึ้น!?” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนถามผ่านความชุลมุนวุ่นวาย

“ดูเหมือนว่าจะมีคนซุ่มรออยู่ข้างนอก” หวางซิงตอบ ตัวเขาเองโดนยิงเฉียดที่ไหล่ขวานัดหนึ่ง แต่ในอ้อมแขนของเขาคือเซินเฟยที่กำลังกัดฟันด้วยความเจ็บปวด ที่ขาข้างซ้ายมีรอยถูกกระสุนเจาะเข้าไปและฝังอยู่ข้างใน ลิ่มเลือดไหลทะลักออกมาเมื่อเจ้าตัวพยายามกดแผลเอาไว้

“พาท่านจูเชว่ขึ้นรถ! รีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!” เสียงของหัวหน้าการ์ดเอ่ยสั่งลูกน้องที่เฝ้าระวังรอบด้าน “แก! โทรหาหมอจ้าว บอกว่าจูเชว่โดนยิง!”

ขบวนรถสีดำมันปราบเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณโกดังหลังความชุลมันผ่านพ้นและมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ห่างออกไปนับ 10 กิโลเมตร


TBC



ทอล์ค

เพิ่งรู้วันนี้เองว่าการที่อ.พาไปทัวร์ท่าเรือมันมีประโยชน์! (แต่อ.คงไม่ได้คิดจะให้เป็นประโยชน์ด้านนี้หรอก....)
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 9 (21/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 21-02-2011 18:26:41
จิ้มๆๆๆ


กรี๊ดดดดดดดดดด  ใครหักหลังจูเชว่
คุณฉู่รึป่าวววว

ไม่น๊าๆๆๆ
ตอนนี้ชอบอ่ะ จิตดี 555

เนื้อเรื่องเข้มข้นมาก

ป.ล. ญ่าอยากบอกว่าญ่าเป้นแฟนคลับของคนเขียนมา2เรื่องแล้ว  สนุกทั้ง2เรื่องเลยยย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 9 (21/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 21-02-2011 19:16:17
ลุ้น จนเกร็งไปหมดแล้วเนี่ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 9 (21/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 21-02-2011 19:24:39
โอ้วว จูเชว่ถูกยิงงง
ใครทำกันนะ บังอาจจริงๆ
ลุ้นๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 22-02-2011 13:44:12
-10-



ตั้งแต่เกิดมา เซินเฟยไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมานอนแซ่วอยู่ในโรงพยาบาลเพราะถูกยิง ซ้ำยังโดนยิงที่ต้นขาทำให้เวลาหมอมาดูแผลครั้งหนึ่งก็ต้องร่นกางเกงลงจนเกือบพ้นหัวเข่า ในชีวิตเขาจะมีเรื่องอัปยศมากกว่านี้รออยู่อีกไหมนะ?

ตอนนี้หวางซิงกำลังไปเจรจากับจ้าวผิงเหอเพื่อขอรับตัวเซินเฟยกลับบ้าน ทำให้เจ้าตัวต้องนอนรออยู่บนเตียงเพียงลำพัง แต่อย่างน้อยหน้าประตูก็ยังมีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าอยู่จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอันตรายใด ๆ มากร้ำกรายเขาได้ในเวลานี้

เซินเฟยจ้องมองเพดานแล้วพรูลมหายใจออกมา

เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างวุ่นวายหรืออย่างไรกันนะ พอได้อยู่อย่างสงบ ๆ แล้วจึงได้รู้สึกว่างเปล่าถึงขนาดนี้

เสียงประตูเปิดไม่ได้ทำให้เซินเฟยละความสนใจไปจากเพดานห้อง เพราะคนที่จะเข้ามาในเวลานี้ได้ก็คงมีอยู่ไม่มากนัก

ผู้มาเยือนลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาข้างเตียงแล้วนั่งลง

“แผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

เซินเฟยมุ่นคิ้ว ทำไมคนที่มาหาในเวลาที่เขากำลังอยู่ตามลำพังอย่างสงบต้องเป็นหมอนี่ด้วยนะ

“นายเอกก็เคยถูกยิง ไม่รู้หรือว่าแผลมันรูปร่างแบบไหน” เขาว่าเสียงขุ่น

“ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นเสียหน่อย” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “ผมหมายความว่าคุณยังเจ็บอยู่หรือเปล่า หวางซิงกำลังทำเรื่องขอให้คุณกลับไปพักที่บ้าน ผมคิดว่าหมอจ้าวคงอยากแน่ใจว่าแผลของคุณจะไม่อักเสบจากการเคลื่อนย้ายและคนที่บ้านจะดูแลแผลได้อย่างถูกต้อง”

“เหล่าซือดูแลแผลนายได้ก็ต้องดูแลแผลฉันได้เหมือนกัน” เซินเฟยเริ่มมุ่นคิ้ว ทั้งที่เขาอยากจะพักผ่อนอย่างสงบ แต่ผู้ชายคนนี้นอกจากจะไม่รู้กาลเทศะแล้วยังไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจอีก

“นั่นสินะครับ....” ฉู่เหวินจือทอดเสียงก่อนจะยิ้มที่มุมปากแล้วตลบผ้าห่มออก

“จะทำอะ......” เสียงของเซินเฟยกลืนหายไปในลำคอเมื่อฝ่ายนั้นลูบปลายนิ้วลงไปที่ต้นขาซึ่งมีแผลเย็บประดับอยู่ ฉู่เหวินจือไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บ เพียงแต่เซินเฟยรู้สึกตกใจที่อีกฝ่ายหาญกล้าถือวิสาสะแตะเนื้อต้องตัวเขาตามใจชอบเท่านั้น

“คุณเซิน คุณน่ะคิดจะใช้ผมแค่นี้จนถึงเมื่อไหร่?”

คำถามของฉู่เหวินจือทำให้เซินเฟยมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย

“หมายความว่ายังไง?”

“ก็....หมายความตามนั้น” ชายหนุ่มยิ้มออกมาแล้วทอดสายตาอ่านยากสบกับความสงสัยบนใบหน้าของคนป่วย “คุณไม่คิดจะใช้ผมให้มากกว่านี้หรือ? ใช้ประโยชน์จากผมมากกว่านี้น่ะ”

“ตอนนี้ฉันมีคนให้ใช้เยอะพออยู่แล้ว” เซินเฟยตอบแล้วปัดมืออีกฝ่ายออกจากต้นขา ทันใดนั้น ฉู่เหวินจือก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือแล้วรั้งให้ขยับเข้ามาใกล้ทั้งยังเลื่อนใบหน้าเข้าหาจนแทบชิด เจ้าตัวเท้าแขนข้างที่เหลือกับหัวเตียงแล้วโน้มใบหน้าลงจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดบนปลายจมูก เซินเฟยตกตะลึงกับการกระทำอันอุกอาจจนไม่ทันได้คิดต่อต้านขัดขืน

“ผมทำอะไรได้มากกว่านี้นะ....”

เซินเฟยเบิกตากว้างเมื่อฉู่เหวินจือยังคงเข้ามาใกล้มากขึ้น แต่เพราะขาเจ็บอยู่ข้างหนึ่งจึงไม่สามารถขยับตัวดังใจคิด ซ้ำมือที่รั้งข้อมืออยู่เมื่อครู่ ตอนนี้ยังเลื่อนขึ้นมาบีบบังคับให้แหงนลำคอขึ้น

ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูทำให้การกระทำทั้งหมดชะงักลง ฉู่เหวินจือผละออกมาอย่างนึกเสียดาย

“มีคนมาขัดจังหวะซะแล้วสิ” เจ้าตัวพูดทีเล่นทีจริงทำให้เซินเฟยนึกสะท้านขึ้นมา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ในใจ สำหรับเซินเฟยแล้ว คนที่อ่านไม่ออกอย่างฉู่เหวินจืออาจจะเป็นคนที่น่าพรั่นพรึงที่สุด

ฉู่เหวินจือเดินไปเปิดประตูและเลี่ยงทางให้โดยเพียงแค่ยิ้มทักทายกับคนที่เดินสวนเข้ามาเท่านั้น

“รอบตัวคุณมีแต่คนแบบนั้นอยู่หรือไงกันนะ?” ผู้มาเยือนรายที่สองเอ่ยถามพลางไหวไหล่แล้วเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ที่ฉู่เหวินจือไม่ได้ลากไปเก็บ

“มู่อี้จิง?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว ไม่นึกว่าผู้ชายอวดดีคนนี้ยังกล้ากลับมาให้เห็นหน้าอีก “มีธุระอะไร”

“ก็หลายอย่าง...” มู่อี้จิงวางช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่อุตส่าห์ไปซื้อมาเยี่ยมลงบนโต๊ะก่อนจะขยับเนคไทให้เข้าที่ “เรื่องแรก ผมกับสารวัตรหรงช่วยเคลียร์เรื่องที่โกดังให้แล้ว ศพของเฉียนหยุนถูกหล่อปูนถ่วงน้ำไปตามระเบียบ ไม่มีใครรู้ใครเห็นและไม่มีข่าวออกมาอย่างแน่นอน แต่ว่าคุณนี่ทารุณอยู่นะ หักนิ้วเขาเสียหมดแบบนั้นทั้งที่ไม่ได้พยายามจะบังคับให้สารภาพอะไรเลยแท้ ๆ”

“คุณมีสิทธิมาวิจารณ์การลงโทษคนของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ” เซินเฟยพูดเสียงเข้ม “แล้วเรื่องอื่นล่ะ? มีอะไรก็รีบบอกมาให้ครบแล้วก็กลับไปทำงานของคุณได้แล้ว”

“อย่าเพิ่งไล่กันแบบนั้นสิครับ ผมไม่ได้คิดจะทำให้คุณโกรธหรอกนะ ดังนั้นช่วยนั่งดี ๆ อย่าทำท่าเหมือนพร้อมจะขย้ำคอผมแบบนั้นได้ไหม?” มู่อี้จิงจำต้องยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่ายเพราะอย่างไรเซินเฟยก็เป็นนายจ้างของเขาและเจ้านายของเขา และเขาเองก็ไม่คิดจะตัดรอนความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแม้จะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตานัก ที่เขามาครั้งนี้ก็ตั้งใจจะมาผูกมิตรเพื่อที่ต่อไปจะได้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นเท่านั้น

เซินเฟยชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะขยับท่านั่งอย่างยากลำบากเล็กน้อย แต่ในที่สุดเขาก็สามารถพยุงตัวเองให้นั่งกึ่งเอนโดยมีหมอนรองแผ่นหลังอยู่สำเร็จ

“ก่อนอื่น ช่วยปิดผ้าม่านให้ผมที” เขาเอ่ยสั่ง ไม่รู้ว่าเพราะพักผ่อนน้อยเกินไปหรืออย่างไร แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาจึงทำให้รู้สึกแสบตาและเวียนหัวอย่างบอกไม่ถูก ตอนนอนราบอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอขยับตัวเร็ว ๆ เพราะฉู่เหวินจือเข้ามาก็ทำให้สมองโคลงเคลง ตอนนี้แค่นั่งตัวตรงอยู่ได้ก็นับว่าดีแล้ว หากไม่มีคนเข้ามากวนเขาคงจะหลับสักงีบระหว่างที่หวางซิงกำลังดำเนินเรื่องกับหมอจ้าวอยู่ แต่ดูเหมือนคนรอบตัวเขาจะไม่นิยมชมชอบให้เขาได้พักอย่างสบายนักจึงหาจังหวะเข้ามาพูดคุยได้เหมาะเจาะทุกคนไป

มู่อี้จิงเดินไปปิดม่านลง ทำให้ในห้องค่อนข้างสลัวแต่เซินเฟยกลับไม่ได้บอกให้เปิดไฟแต่อย่างใด

นายตำรวจหนุ่มยืนรออยู่นานแต่ไม่เห็นว่ามีคำสั่งใดอีก และเซินเฟยก็เอาแต่นั่งยืดหลังเงียบ ๆ เขาจึงเดินวนกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม

“ผมเคยบอกคุณเอาไว้ ถ้าคุณตีค่าของตนเองได้อย่างถูกต้องเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับมา ตอนนี้คุณทำได้หรือยัง?”

มู่อี้จิงรู้ว่าจะพูดอะไรออกไปให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียคงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด อย่างไรเสีย สารวัตรหรงก็ย้ำเขาอยู่บ่อย ๆ ว่าเซินเฟยเป็นคนที่พูดคุยด้วยเหตุและผลได้เสมอตราบใดที่ไม่ทำให้เกลียดขี้หน้าไปเสียก่อน ดังนั้นเขาก็ควรยอมสงบศึกเพื่อความสงบในการสนทนาหลังจากนี้

“ครับ ผมคิดได้แล้ว”

“อย่างไรก็ตาม งานที่ผมอยากให้คุณทำก็มีคนทำแทนแล้ว ดังนั้นหากจะให้ผมพิจารณาเกี่ยวกับฝีมือของคุณคงต้องเอาไว้คราวหน้า” เซินเฟยกล่าวเสียงเรียบ เขารู้สึกถูกใจคนที่หาข้อมูลเรื่องเฉียนหยุนให้ไม่น้อย คนที่ทำงานได้รวดเร็วเที่ยงตรงขนาดนั้นหาได้ยากเต็มที

“มีคนทำแทนผม?” มู่อี้จิงมุ่นคิ้ว “งานไหนกัน?”

“สารวัตรหรงไม่ได้บอกคุณหรือว่าเรื่องของเฉียนหยุนได้โอนไปให้คนอื่นทำแล้ว?”

“เฉียนหยุน?” มู่อี้จิงยิ่งงงงันหนักกว่าเก่า “คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ? เรื่องของเฉียนหยุนมันเป็นงานที่ผมทำทั้งหมดแล้วก็เป็นคนส่งข้อมูลให้เลขาของคุณกับมือ”

เซินเฟยได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย

“อะไรนะ?”

“เลขาของคุณมาบอกกับผมว่า คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวด้วยการทำงานนี้ ถ้าผลงานออกมาดีคุณอาจจะยกโทษให้”

“พูดบ้าอะไรกัน ก็อาซิงบอกว่า....” เซินเฟยชะงักไป งานนี้หวางซิงเป็นคติดต่อโดยที่เขาไม่รู้เลยว่าปลายทางที่รับคำสั่งเป็นใคร รู้เพียงว่าเป็นคนในสารวัตรหรงและระยะนี้เขาก็วุ่นวายจนไม่ได้ติดต่อไปหาอีกฝ่ายเลยทำให้ไม่มีโอกาสได้ถามว่าคน ๆ นั้นที่สารวัตรหรงแนะนำให้ทำแทนมู่อี้จิงเป็นใคร

“คุณ.....เป็นคนทำทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?”

“ก็ใช่น่ะสิครับ ผมยังเก็บสำเนาเอาไว้ด้วยนะถ้าคุณไม่เชื่อ” มู่อี้จิงทำหน้าเครียดไม่แพ้กัน

“แล้วแปลนคฤหาสน์....”

“นั่นผมก็เป็นคนติดต่อ”

“คุณรับงานผ่านเลขาของผมมานานหรือยัง?”

“ก็ราว ๆ สองอาทิตย์กว่า ๆ พูดง่าย ๆ คือตั้งแต่คุณเริ่มงานผมก็เป็นคนทำมาตลอด” คำตอบของมู่อี้จิงทำให้เซินเฟยรู้สึกปวดขมับขึ้นมา ความง่วงที่มีเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เขาเริ่มยกมือขึ้นนวดขมับให้เส้นประสาทที่เกร็งเต้นตุบ ๆ คลายตัวออกแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

“ดูเหมือนว่าจะออกได้เช้าวันพรุ่งนี้ครับ......” หวางซิงที่ไม่ได้รู้เรื่องราวการสนทนาเดินเข้ามารายงานตามปกติ แต่กลับพบว่าบรรยากาศในห้องดูตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก และเพื่อมองหาสาเหตุของความตึงเครียดนั้น หวางซิงเพ่งมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามาในห้อง “คุณ....มู่.....”

หวางซิงรู้สึกว่าตนเองทำพลาดไปถนัด เขาควรจะบอกการ์ดหน้าห้องว่าถ้ามู่อี้จิงมาอย่าให้เข้ามาในห้องเด็ดขาด กระนั้นมันก็ไม่ทันเสียแล้ว ใครเล่าจะไปคิดว่าข่าวของเซินเฟยจะแพร่ไปถึงอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้

“คุณเซิน....คือว่า.....”

“ที่มู่อี้จิงพูดออกมาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ก่อนที่หวางซิงจะได้แก้ต่างให้ตัวเอง เซินเฟยก็ชิงถามขึ้นมาพร้อมตวัดสายตาคาดคั้น

“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณไปรายงานจูเชว่ว่ายังไง?” มู่อี้จิงวางตัวเป็นโจทก์อีกคน เพราะเขาได้กลายเป็นคนโง่ที่ทำงานงก ๆ โดยไม่รู้เลยว่าคนที่ติดต่อโยนความดีความชอบของเขาไปให้คนที่ไม่มีตัวตน

“......ครับ.....” หวางซิงจำต้องยอมรับ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วและเฉียนหยุนก็ตายไปแล้ว คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกต่อไป “ผมเป็นคนติดต่อกับคุณมู่ให้ทำงานนี้ต่อ แต่ว่า...ผมไม่อยากให้คุณเซินรู้สึกเสียหน้าก็เลย....”

“ก็เลยบอกว่าคนอื่นทำ?” มู่อี้จิงต่อให้ “ทำไมคุณต....”

“เงียบซะ!” เซินเฟยตะคอก ตอนนี้หัวของเขาปวดจี๊ด ๆ จนน้ำตาแทบเล็ด พอได้ยินเสียงมู่อี้จิงก็ยิ่งปวดทำให้ตัดสินใจตะโกนขัด

เซินเฟยพยุงตัวเองให้ลุกจากเตียง แต่เพราะขาข้างที่ถูกยิงยังไม่สามารถหยั่งได้เต็มแรงนักจึงเซถลาไปเล็กน้อย หวางซิงรีบเข้ามาพยุงเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงทันที

“อาซิง....ข้อตกลงนั่น...กล้าดียังไงถึงรับด้วยตัวเอง”

“เอ๋?”

เพี๊ยะ!

ยังไม่ทันที่หวางซิงจะกระจ่างในคำพูดนั้น แรงกระทบจากฝ่ามือก็ทำให้หน้าของเขาสะบัดไปทางหนึ่ง ปรากฏรอยแดงขึ้นบนผิวแก้วสีซีดในขณะที่เจ้าของกำลังเบิกตาด้วยความงงงันในความผิดของตนเอง เขาย้อยกลับมามองผู้เป็นนายและในดวงตาคู่สวย เขาได้พบกับความผิดหวังอย่างรุนแรง

หรือเซินเฟยจะคิดว่า....เขายอมนอนกับมู่อี้จิงไปแล้ว!?

ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้าโดยคนที่ไว้ใจยิ่งกว่าใคร ๆ ทำให้เซินเฟยผิดหวังและเสียใจอย่างที่สุด

“ออกไปซะ....”

“เดี๋ยวก่อนสิครับ! ผมขออธิบาย....”

“ออกไป!” เซินเฟยไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น แต่พอตะโกนออกไปแล้วอาการปวดหัวก็ยิ่งรุนแรง ตอนนี้ตาของเขาพร่าจนแทบมองข้างหน้าไม่เห็นราวกับเส้นเลือดที่โป่งพองจากความเครียดกำลังกดทับประสาทตากระนั้น ร่างของเขาจึงเซถลาไม่มั่นคง

“คุณเซิน!”

“พอเถอะครับ เจ้านายของคุณดูเหมือนจะอยากพักผ่อน ส่วนคุณยังมีเรื่องต้องอธิบายให้ผมฟัง” มู่อี้จิงจับไหล่รั้งหวางซิงที่คิดจะเข้าไปหาเซินเฟยเอาไว้ แต่ถึงมู่อี้จิงจะพูดแบบนั้น คนที่รู้จักเซินเฟยอย่างหวางซิงก็รู้ว่านั่นไม่ใช่อาการของคนที่อยากพักผ่อนธรรมดา ดังนั้น ถึงอีกฝ่ายจะพยายามดึงตัวเขาออกไปแค่ไหน หวางซิงก็ยังดึงดันที่จะเข้าไปหาเจ้านายของตนให้ได้

“คุณมู่! ผมไม่มีเวลาอธิบายกับคุณหรอกนะ!”

คำพูดของหวางซิงทำให้ตำรวจหนุ่มรู้สึกฉุนขึ้นมาบ้าง หลอกให้เขาทำงานให้แล้วยังบอกว่าไม่มีเวลาอย่างนั้นหรือ!?

“เกิดอะไรขึ้นครับ พวกเราได้ยินเสียงตะโกน....” การ์ดที่อยู่ข้างนอกพากันเข้ามาเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอมีคนเข้ามามากเข้าห้องก็กลายเป็นแออัด ซ้ำเสียงยังก้องดังไปมา เซินเฟยรู้สึกอึดอัดจนหายใจลำบาก ขาก็เริ่มจะไม่ติดพื้น เขาไม่รู้ว่าโลกหมุนวูบกี่ตลบ แต่สุดท้ายแล้วความมืดก็เข้าครอบคลุมสติสัมปปัชชัญญะและเสียงทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เส้นประสาทกระตุกก็ค่อย ๆ เงียบหายไป

--------------------->

“เครียดแล้วก็....นอนไม่พอ....หรือครับ?” หวางซิงฟังผลการวินิจฉัยจากจ้าวผิงเหอด้วยใบหน้าซีดเผือด ตอนเห็นเซินเฟยล้มลงไปต่อหน้าเขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะตกวูบไปได้

“ก็...ประกอบกับเสียเลือดมากด้วย ผมให้ยานอนหลับไปแล้วคิดว่ากว่าจะตื่นก็คงพรุ่งนี้ที่กลับถึงบ้านพอดี” จ้าวผิงเหอเจอกับกรณีที่คนไข้มีความเครียดสูงอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะในจำนวนคนไข้ของเขาก็มีพวกนักธุรกิจใหญ่กับพวกวงการใต้ดินอยู่มากกว่าครึ่ง เขาจึงรู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรโดยไม่รู้สึกตื่นตกใจ กระนั้น การมีความเครียดสะสมตั้งแต่ยังไม่พ้นช่วงวัยรุ่นอย่างนี้ก็น่ากังวลถึงชีวิตตอนอายุมากขึ้นอยู่เหมือนกัน

“แล้วอาการอย่างอื่นล่ะครับ?”

“ก็อย่าพยายามให้เดินเองมากในช่วงนี้ ทางที่ดีผมว่าควรให้เขาพักอยู่ที่บ้านเฉย ๆ สักระยะจนกว่าแผลจะหายสนิท แล้วก็ให้อยู่ห่างจากสภาวะที่ต้องเผชิญความกดดันทางอารมณ์ด้วย” จ้าวผิวเหอแนะนำก่อนจะยื่นใบจ่ายยาให้ “นี่เป็นรายการยาที่ผมสั่งจ่าย บางอย่างมันก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของผมหรอกนะ อย่างพวกยาคลายเครียดกับยาระงับประสาท แต่อย่างน้อยเส้นสายตระกูลเซินก็ช่วยให้ผมเจรจากับทางเภสัชกรได้ง่ายขึ้นเยอะ”

“ยาคลายเครียด....ยาระงับประสาท?” หวางซิงทวนคำพลางก้มลงมองรายการยาที่เขียนตวัดเสียจนเขาแทบจะอ่านไม่ออก

ยาคลายเครียดมันก็อย่างหนึ่ง แต่ยาระงับประสาทนี่มัน...

“เผื่อไว้ในกรณีเลวร้ายน่ะ” จ้าวผิวเหอไหวไหล่

“งั้นหรือครับ....ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับที่เป็นธุระให้” หวางซิงกล่าวก่อนจะเดินออกมาจากห้องของจ้าวผิวเหอ แล้วเขาก็พบมู่อี้จิงกำลังรออยู่ด้านนอก อีกฝ่ายดูท่าทางหัวเสียเอาเรื่องทีเดียว

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 22-02-2011 13:44:41
“สรุปว่าคุณหลอกใช้ผมจริง ๆ สินะ”

“ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเซินสบายใจเท่านั้นเอง แต่ผมไม่คิดว่าผลจะออกมาอย่างนี้” ชายหนุ่มสารภาพตามจริงก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ มู่อี้จิง

“ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะ แต่คุณโกหกผมด้วย ทำไมกระทั่งผมคุณก็ยัง....ฮึ่ย! ถามไปคุณก็คงจะตอบว่า ‘เพื่อจูเชว่แล้ว ผมทำได้ทุกอย่าง’ อีกล่ะสิ” มู่อี้จิงขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ยิ่งเห็นอีกฝ่ายไม่เถียงอะไรก็ยิ่งโมโห ให้ตายสิ ตรรกะของคนพวกนี้มันบกพร่องหรือยังไงกันนะ!

“เด็กหนุ่ม ๆ อย่างคุณไม่น่าจะขี้งอนได้เลยนะครับ”

เด็กหนุ่ม ๆ ?

“คุณเองแก่นักหรือยังไง?” มู่อี้จิงทำหน้าบูด

“อืม....ตอนนี้ก็ 30 พอดีครับ” หวางซิงตอบหน้าตาย แต่ผู้ฟังกลับอ้าปากค้าง เพราะดูมุมไหนหวางซิงก็ไม่น่าจะอายุขนาดนั้นได้เลย

“แล้วจะเอายังไงต่อล่ะ ผมน่ะถึงจะถูกหลอกใช้แต่ขอแค่ได้ความดีความชอบคืนก็พอแล้ว ส่วนคุณน่ะ จูเชว่ท่าทางโกรธเอาเรื่องเลยไม่ใช่หรือ?” พอมู่อี้จิงพูดอย่างนั้นออกมา หวางซิงก็ทำหน้าสลดในทันที

“ถึงยังไงผมก็จะรับใช้คุณเซินต่อไปครับ”

มู่อี้จิงกลอกตาขึ้นด้านบนก่อนจะเอนคอพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือกุมขมับ นึกอยากขอแบ่งยาคลายเครียดของเซินเฟยมากินสักเม็ด

“อา.....อยู่กับคุณแล้วผมเหนื่อยชะมัด”

------------------------->

เซินเฟยลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าถูกปลุกขึ้นมากินยาอะไรบางอย่าง ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรแต่มันก็ทำให้เขารู้สึกเบลอจนกระทั่งตื่นขึ้นมา ร่างกายของเขารู้สึกราวกับถูกบางอย่างรั้งเอาไว้ทำให้ไม่อาจขยับได้ตามใจชอบ เซินเฟยจ้องมองเพดานห้องที่คุ้นเคยทำให้รู้ว่าตนเองอยู่ที่บ้านแล้ว และแผ่นหลังของเขาก็กำลังแนบเตียงนุ่มของตนเองจึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

“.....”

พอคิดจะออกเสียงเรียกใครให้เข้ามา เสียงที่เปล่งก็แหบแห้งจนแทบจะไม่เป็นคำ

นี่เขาหลับไปนานแค่ไหนนะ?

เซินเฟยเอี้ยวคอไปทางผนังด้านหนึ่งอย่างยากลำบาก สายตาของเขาโฟกัสไม่ชัดเจนนักแต่พอจะเห็นภาพราง ๆ ของนาฬิกาติดผนังที่บอกเวลา 6 โมง แต่....เช้าหรือเย็นล่ะ? มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเวลาเย็น เพราะโรงพยาบาลคงไม่อนุญาตให้พาคนไข้กลับตั้งแต่เช้ามืด

ห้องของเขามีหน้าต่างแต่ตอนนี้มันถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าม่าน ห้องของเขาก็ปิดไฟเอาไว้ทำให้มืดสนิทไปหมด

มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง แต่เซินเฟยก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะหันกลับไปมองยังปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้และยืนอยู่อย่างนั้น

“ผมไม่เคยเข้ามาในห้องนี้เลยสินะ”

ฉู่เหวินจือ?

“มีธุระอะไร?” เซินเฟยกลั้นใจเปล่งเสียงออกมา แต่เสียงนั้นกลับเบาหวิวจนแทบจะไม่ได้ยิน

“ผมเอายามาให้ ก็แบบว่า....หวางซิงเห็นว่าคุณยังโกรธเขาไม่หาย ก็เลยวานผมเอายาขึ้นมาให้แทน” ฉู่เหวินจือว่าจบก็วางยากับแก้วน้ำลงที่โต๊ะใกล้ ๆ ก่อนพยุงเซินเฟยให้ลุกขึ้นนั่งอิงหมอน “แค่ยาแก้อักเสบน่ะ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะวางยาพิษหรอก” ฉู่เหวินจือพูดเสียงทีเล่นทีจริงก่อนจะหัวเราะแล้วยื่นยาให้ เซินเฟยมุ่นคิ้วด้วยความหงุดหงิดใจ ทำไมเขาถึงต้องตื่นมาเจอคนที่ไม่อยากจะเห็นหน้าด้วยนะ

“เรื่องของนายฉันก็ยังไม่ได้อภัยให้”

“อ้อ เรื่องหมอจือ” ฉู่เหวินจือพยักหน้าขณะมองเซินเฟยกลืนยาลงคอ อีกฝ่ายยื่นมือมาขอแก้วน้ำ ทว่า....ฉู่เหวินจือกลับไม่ได้ยื่นให้ เขากระดกน้ำแก้วนั้นดื่มเสียเองก่อนจะคว้าตัวเซินเฟยเข้ามาแล้วประกบริมฝีปากป้อนน้ำให้ล่วงลงคอทั้งอย่างนั้น

เซินเฟยเบิกตากว้างพยายามดิ้นรนด้วยความตกใจ ทว่าเรี่ยวแรงของเขากลับไม่อำนวย สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักจนสำลักน้ำหน้าแดง

“แค่ก....น....นายทำบ้าอะไร...” อย่างน้อยการได้ดื่มน้ำก็ทำให้เสียงของเขาดีขึ้นเล็กน้อย

ฉู่เหวินจือพาตัวเองขึ้นนั่งบนเตียงอย่างถือวิสาสะแล้วกดร่างของเซินเฟยให้จมลงไปในเตียงนุ่ม ด้วยแรงที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดทำให้เซินเฟยไม่สามารถขัดขืนได้ คิดจะชกยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ...

“ยาคลายเครียดทำให้อ่อนแรงใช่ไหมครับ?”

ยาคลายเครียด....

เซินเฟยทวนคำในหัว สมองของเขาดูเฉื่อยชาลงชอบกล

“งั้นเอาแค่ฟังที่ผมพูดก็แล้วกัน” ฉู่เหวินจือสรุป “อย่างที่ผมบอกไปแล้วที่โรงพยาบาล ผมทำอะไรได้มากกว่าที่คุณรู้แต่ดูเหมือนคุณจะไม่ได้คิดจะให้ผมแสดงความสามารถเลย การทำตามคำสั่งมันก็สนุกอยู่หรอกนะ แต่ว่า ผมเองก็อยากลองสนุกกับการทำตามใจด้วยเหมือนกัน ดังนั้นผมจะทำให้คุณเห็นก็แล้วกันว่าผมทำอะไรได้บ้าง และทำได้ดีกว่าหมอจือของคุณด้วย”

ว่าจบ ฉู่เหวินจือก็ละมือออกไป แต่เซินเฟยก็ได้จังหวะหายใจไม่นานนักเมื่ออีกฝ่ายล้วงมือเข้าไปในกางเกงของเขา

“จะทำอะไร!” เซินเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตระหนก เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ควบคุมอะไรไม่ได้อย่างนี้

“ก็....หมอบอกว่าคุณมีระดับความเครียดสูงมาก ดังนั้น...ผมก็จะช่วยคลายเครียดยังไงล่ะ ไม่ต้องใช้ยาด้วย ดีใช่ไหมครับ?” ถึงคำพูดจะเหมือนเรื่องดี แต่การกระทำไม่ได้ชวนให้คิดเช่นนั้นเลย ฉู่เหวินจือดึงเซินเฟยให้ขึ้นมาเอนบนตักก่อนจะขยับมือสัมผัสสิ่งที่ซุกซ่อนภายใต้กางเกงนอนตัวบางและไม่มีกระทั่งชั้นใน “เวลาคุณอ่อนแออย่างนี้ก็น่ารักไปอีกแบบนะ”

“ย....หยุดนะ......อึก.....” ความอับอายถาโถมใส่เซินเฟยเป็นระลอก ตั้งแต่เกิดมากระทั่งช่วยตัวเองก็ยังไม่เคย ผู้ชายคนนี้กล้าดียังไงถึงได้....

“คุณรู้ไหม เซ็กส์เป็นวิธีคลายเครียดอย่างหนึ่งนะ แพทย์ยังรับรอง ดังนั้นไม่เป็นอันตรายหรอก” ฉู่เหวินจือยังคงประดับรอยยิ้มบนใบหน้า คำพูดหว่านล้อมนั้นไม่ได้ทำให้เซินเฟยรู้สึกดีขึ้นสักนิด ซ้ำยังรู้สึกอับอายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เขาจึงกัดริมฝีปากแน่นิ่งและหลับตากลั้นลมหายใจ

“ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ขาดใจหรอก” ว่าจบ ฉู่เหวินจือก็จ้วงริมฝีปากลงมาบังคับให้เซินเฟยอ้าปากและสอดปลายลิ้นเข้าไปเก็บเกี่ยวความหอมหวานอย่างชำนิชำนาญทั้งยังกระตุ้นเร้าให้มีอารมณ์ร่วมอีกทางหนึ่ง

เพราะฤทธิ์ยาที่ยังตกค้างหรืออย่างไรไม่ทราบ เซินเฟยจึงรู้สึกเหมือนร่างกายลอยคว้างอยู่กลางอากาศท่ามกลางคลื่นลมที่โถมซัดเข้ามา

“อ๊ะ!” เขาเผลอร้องออกมาครั้งหนึ่งเมื่อความเสียวซ่านถูกปลดปล่อยออกไปจากร่างกาย
ฤทธิ์ยาผสมกับความหวาบหวามทำให้เซินเฟยไม่อาจดึงสติคืนมาได้ในทันที เขามองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอยก่อนที่จะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างหู

“ผมทำได้ดีกว่าหมอจืออีกจริงไหม?”

“หมอจือ...” เซินเฟยทวนคำ “ฉันกับเขาไม่ได้....อ๊ะ!” ไม่ทันที่เซินเฟยจะได้ตั้งตัว ฉู่เหวินจือก็รูดกางเกงผ้าเนื้อบางออกไปจากสะโพก ทำให้ความชื้นแฉะสัมผัสกับอากาศให้รู้สึกหนาวสะท้านที่หว่างขา เซินเฟยหนีบขาลงตามสัญชาตญาณขณะที่ฉู่เหวินจือแตะปลายนิ้วลงบนบาดแผลที่ตอนนี้เหลือแต่รอยเย็บขนาดเล็ก

“น่าเสียดายจริง....” ว่าแล้ว ฉู่เหวินจือก็ยกขาซ้ายที่มีแผลนั้นขึ้นมาจูบเบา ๆ เขาเลียผิวเนื้อสวยราวกับกำลังลิ้มรสอาหารแล้วยิ้มออกมา “ผิวของคุณสวยออกอย่างนี้ มีแผลเสียแล้วสิ”

ความมึนงงจากฤทธิ์ของยาทำให้เซินเฟยไม่อาจคิดคำนวนได้ว่าตนเองควรจะเรียกการ์ดข้างนอกมาหิ้วผู้ชายอวดดีคนนี้ไปลงโทษเสียให้เข็ดหลาบ ด้วยสมองของคนปกติที่ทื่อสนิทย่อมคำนวนได้แต่สถานการณ์เฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญเท่านั้นและเซินเฟยเองก็เช่นกัน ตอนนี้เขาจึงได้แต่มองอีกฝ่ายด้วยแววตาสับสนไม่อาจตีความคำพูดที่ได้ยินผ่านหูได้ชัดเจนนัก

“ทำหน้าแบบนั้นผมจะอดใจไม่ไหวเอานะ” ชายหนุ่มกล่าว “ผมรอมาตลอดเลยรู้ไหมจูเชว่ เวลาที่คุณจะไม่สามารถต่อกรกับใครได้อย่างนี้น่ะ และโชคดีจริง ๆ ที่คุณเป็นแบบนี้จนได้ ถึงจะเร็วกว่าที่ผมคำนวนไว้ก็เถอะ”

“คำนวน....อะไร?”

“ก็คำนวนว่าคุณจะล้มลงมาหาผมเมื่อไหร่น่ะสิ” คำตอบที่ได้ยังไม่แจ่มชัด ฉู่เหวินจือหัวเราะเสียงลึกในคอ “ยิ่งหวางซิงกลัวการเข้าใกล้คุณแบบนี้ก็ยิ่งเข้าทาง” เขากล่าวพร้อมกับพาร่างที่อ่อนแรงของเซินเฟยนอนราบลงบนเตียง เวลาที่หาได้ยากแบบนี้มันก็ต้องคว้าเอาไว้ ฉู่เหวินจือคิดกับตัวเองขณะมองร่างกึ่งเปลือยที่ตอบสนองเขาได้เชื่องช้าเกินคาด ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่ยาคลายเครียดตัวเดียวที่แอบป้อนให้ตอนหลับจะมีผลได้ถึงขนาดนี้

“จ....จะทำอะไร?” เซินเฟยเริ่มรู้สึกไม่ดีกับแววตาของอีกฝ่าย เขาจึงพยายามขยับหนี

“ทำสิ่งที่ผมทำได้ยังไงล่ะ” คำพูดของฉู่เหวินจือเหมือนวกวนยอกย้อนไปมาทำให้เซินเฟยงุนงงจับใจความไม่ได้ เขาจับข้อเท้าของเซินเฟยไว้ไม่ให้หนีพ้นก่อนดึงกางเกงให้หลุดออกจากปลายเท้า

ชายหนุ่มพาตนเองขึ้นคร่อมเหนือร่างที่ไร้เรี่ยวแรงต่อกร ถอดเสื้อตัวบางออกและกดข้อมือทั้งสองไว้เหนือหัว

“อ....เดี๋ยว....อือ...” เสียงครางพ้นริมฝีปากออกมาเมื่อฉู่เหวินจือใช้เพียงขากระตุ้นความปรารถนาที่อ่อนตัวอยู่แต่เดิม ด้วยความอ่อนเดียงสา แค่กระตุ้นไม่นานก็ตื่นตัวอย่างง่ายดาย แม้เซินเฟยจะพยายามผลักไสอย่างไรก็ไร้ผล ด้วยกำลังของคนที่มึนเมากับฤทธิ์ยา กอปรกับยาแก้อักเสบที่เพิ่งกินเข้าไปก็เริ่มออกฤทธิ์ตามหน้าที่ทำให้เขาไม่อาจต่อต้านการกระทำอันอุกอาจได้เลย

เซินเฟยบิดกายเร่าภายใต้การเกาะกุมของฉู่เหวินจือที่มองดูด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างเมื่อความร้อนรุ่มสัมผัสอยู่ที่หว่างขา

ฉู่เหวินจือเปลี่ยนมาใช้มือข้างเดียวยึดข้อมือของเซินเฟยไว้ มืออีกข้างลดลงไปปลดเข็มขัดก่อนจะใช้เข็มขัดหนังนั้นรัดรวบข้อมือทั้งสองไว้ด้วยกัน เซินเฟยยิ่งตื่นตกใจยิ่งกว่าเดิม แต่ก่อนจะได้ตะโกนเรียกใคร ฉู่เหวินจือก็บดขยี้จูบลงมาอย่างหนักหน่วงจนเซินเฟยเกือบลืมหายใจ

เมื่อมือทั้งสองข้างไม่มีภาระผูกพัน ฉู่เหวินจือจึงปลดเสื้อและกางเกงตัวเองก่อนแนบเข้ากับปากทางเล็กแคบที่ไม่เคยรองรับกามารมณ์ของใคร

เซินเฟยตีความหมายของการกระทำได้ไม่ยาก เขาพยายามขัดขืนเต็มกำลังทว่าสุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่การส่งขาของตัวเองไปไว้ในวงแขนของอีกฝ่ายเท่านั้น และนั่นยิ่งทำให้ขั้นตอนเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น รอยยิ้มของฉู่เหวินจือลอยเด่นตรงหน้าขณะที่ริมฝีปากเริ่มขยับเป็นคำพูด

“ไม่ต้องห่วง ผมจะทำให้คุณรู้สึกดีจนลืมไม่ลงเลย”


TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 22-02-2011 14:07:33
ญ่าจิ้มไรเตอร์อีกแว้วววววววววว  5555


โอ้ย!ๆๆๆๆ
ตอนหน้าNCครบเซ็ทใช่ไหม  อิอิ

คุณฉู่โดนใจมากเลยอ่ะ
เซินเฟยน่ารักอ่ะเวลาไม่สบาย  อิอิ

อยากอ่านตอนต่อไปไวไวแล้วววว
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 22-02-2011 14:58:24
 o18รอตอนหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 22-02-2011 16:37:26
กรี๊ดดด ดังๆ
อย่าตัดฉับเหมือนเรื่องที่แล้วนะคุณเซียร์ อิอิ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: PEENAT1972 ที่ 22-02-2011 16:55:25
me too. คริๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: mete ที่ 22-02-2011 17:36:36
เย้ :mc4:

มีเรื่องใหม่มาให้อ่านอีกแล้ว

สนุกมากคับ o13 เพิ่งจะมาอ่านก็ติดซะแล้ว

อ่านตอนนี้แล้วค้างจัง

จะรอตอนต่อไปนะคับ :bye2:(อัพทุกเลยเหรอคับ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ดีไปลยคับ )
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 22-02-2011 18:02:00
กรี้ด!!!!!!!!!!! อีตาฉู่
ทำแบบนี้ เซินเฟย ก็ยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่
นิสัยไม่ดี
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 22-02-2011 18:11:34
เฮือก... อยู่ ๆ ก็มี "เลิฟซีน" มาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง !!!

นึกไม่ถึงว่าตาคุณฉู่จะกล้าถึงเพียงนี้ (จับกดเจ้าพ่อ) แต่จะทำการสำเร็จรึเปล่า? ต้องรอลุ้น
เรื่องนี้คาดเดาอะไรไม่ได้จริง ๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Mirena ที่ 22-02-2011 18:31:01
*แวะเข้ามาเยี่ยม*

แมวจ๋าาาาาา คิดถึงนะตัว มามะมากอดที  :กอด1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 22-02-2011 23:00:18
-11-



ปวด....ปวดตัวอะไรอย่างนี้....

นั่นคือความรู้สึกแรกหลังจากที่เซินเฟยลืมตาตื่นขึ้นมา เขารู้สึกปวดร้าวไปทั้งสันหลังราวกับออกกำลังกายอย่างหนักมาก็ไม่ปาน กระนั้นเซินเฟยก็รู้ว่าตนไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเลย และเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาก็แจ่มชัดในความทรงจำเกินกว่าจะปฏิเสธได้

หลังการพักผ่อนคืนหนึ่ง สติของเซินเฟยก็เจ่มใสสมบูรณ์ เขากัดฟันพาตนเองลุกขึ้น ร่างกายของเขายังคงเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่ตัวการกลับไม่อยู่ในห้องแล้ว

เซินเฟยฝืนแรงลุกขึ้นสวมเสื้อที่ถูกถอดลงไปนอนอยู่บนพื้น แล้วปัดกางเกงเข้าไปซ่อนใต้เตียงก่อนขึ้นนั่งบนเตียงแล้วห่มผ้าขึ้นมาถึงเอว

“ใครอยู่ข้างนอกนั่นบ้าง” เขาออกเสียงเพียงพ้นบานประตูไปเท่านั้น การ์ดคนหนึ่งก็เดินเข้ามาราวกับยืนอยู่ข้างนอกตลอด แน่นอน ช่วงนี้เขาขยับตัวเองไม่สะดวกนักจึงต้องมีคนคอยรอดูว่าเขาจะใช้อะไรหรือไม่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าช่วงที่ฉู่เหวินจือกระทำการอุกอาจคงจะหลอกล่อคนเฝ้าให้ไปทำธุระที่อื่นเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นมีหรือจะทำเรื่องแบบนั้นได้โดยที่การ์ดไม่รู้

“มีอะไรหรือครับ?”

“ฉู่เหวินจืออยู่ไหม?” เซินเฟยพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เขาไม่อยากอธิบายอะไรให้มากความ

“อยู่ข้างล่างครับ จะให้ผมเรียกขึ้นมาให้ไหม?”

ยังอยู่อย่างนั้นหรือ?

คำตอบนั้นนอกจากจะไม่ได้ทำให้อารมณ์ดีขึ้นแล้วกลับทำให้เซินเฟยโกรธมากกว่าเดิม เพราะนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้นึกกลัวเกรงเขาเลยสักนิด

“ไม่ต้อง” ว่าแล้ว เซินเฟยก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะสั่ง “เข้ามานี่”

บอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องในกะนี้เดินเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายก่อนจะค้อมตัวลงจนกระทั่งใบหูอยู่ใกล้กับริมฝีปากมากพอที่จะได้ยินเสียงกระซิบคำสั่ง เจ้าตัวดูจะสงสัยต่อคำสั่งนั้นเล็กน้อย แต่ด้วยหน้าที่ของเขาไม่มีข้อไหนที่บอกให้ถามได้ ดังนั้น การ์ดคนนั้นจึงเพียงแค่โค้งตัวเพื่อน้อมรับคำสั่งที่ได้มา

“อย่าให้นายหญิงรู้เด็ดขาด”

“รับทราบครับ”

หลังประตูปิดลง เซินเฟยจึงค่อย ๆ ผ่อนร่างกายที่เอนลง การนั่งเกร็งตัวเอาไว้ทำให้สะโพกของเขาปวดระบม แต่ว่า....ในเมื่อสั่งการไปแล้วเขาก็ไม่อยากจะทิ้งช่วงให้อารมณ์เย็นเหมือนกัน ตอนกำลังเดือดอย่างนี้แหละถึงจะดี เซินเฟยคิดเช่นนั้นจึงกัดฟันฝืนกลั้นความปวดร้าวที่กัดกินร่างรวมไปถึงความเจ็บจากบาดแผลบนขาแล้วเดินลากสังขารไปยังห้องน้ำส่วนตัวที่มีประตูเชื่อมกับห้องนอน

เซินเฟยปิดประตูก่อนนั่งลงบนขอบอ่างอาบน้ำ ขาของเขาสั่นเทาจนแทบจะหงายตกลงไปในอ่าง แต่จะเรียกคนอื่นมาช่วยในสภาพอย่างนี้....ฝันไปเถอะ....

เขาจำต้องอาบน้ำด้วยฝักบัวเสียกระมัง....เพราะหากลงไปแช่ในอ่างแผลอาจจะเปื่อยเน่าได้ เซินเฟยตัดสินใจลากเก้าอี้ที่อยู่ในห้องน้ำมานั่งแล้วดึงฝักบัวลงมาจากที่พักก่อนจะเปิดน้ำให้อยู่ห่าง ๆ ตัวก่อนแล้วจึงค่อยราดที่ขาขวาเป็นที่แรกตามด้วยส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก่อนจะวนมาที่ขาซ้ายโดยเว้นจุดที่เป็นแผล กระนั้นส่วนที่มีปัญหาที่สุดกลับไม่ใช่เรือนร่างภายนอก ทว่าเป็นสิ่งที่ฉู่เหวินจือทิ้งเอาไว้ข้างใน....

การอาบน้ำที่ทุลักทุเลผ่านไปด้วยเวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง เซินเฟยพาตัวเองออกมาจากห้องน้ำแล้วค้นตู้เสื้อผ้าฉวยเอาเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลคที่ใกล้มือที่สุดออกมา โชคดีที่เป็นเชิ้ตขาวและกางเกงดำจึงไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องความเข้ากันของสีเวลาสวมใส่

เสียงเคาะประตูดังขึ้นในจังหวะที่เซินเฟยแต่งตัวเสร็จพอดี

“เรียบร้อยแล้วครับ”

เซินเฟยเงยหน้ามองนาฬิกา ใช้เวลาไป 45 นาทีเชียวหรือ? แสดงว่าฉู่เหวินจือระวังตัวอยู่สินะถึงได้หาจังหวะยากขนาดนี้

“เดี๋ยวฉันลงไป บอกทุกคนว่าให้ทำตัวเป็นปกติซะด้วย”

“ครับ”

เซินเฟยสูดหายใจเข้าลึก เขาเองก็ต้องทำตัวเป็นปกติเหมือนกัน เรื่องนี้จะให้เผยแพร่ออกไปไม่ได้เด็ดขาด มีแค่เขากับฉู่เหวินจือเท่านั้นที่รู้ความอัปยศครั้งนี้ ส่วนการ์ดของเขานั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว คนเหล่านั้นถูกฝึกมาไม่ให้อยากรู้อยากเห็น ไม่ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม และจะรับรู้เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในหน้าที่เท่านั้น ที่ต้องห่วงคงจะเป็น.....อาสะใภ้ของเขา เธอจะรับเรื่องอย่างนี้ได้แค่ไหน....จะรังเกียจเขาหรือเปล่า....และเธอจะรู้สึกอับอายมากเพียงใด

เซินเฟยพยายามเดินช้า ๆ ให้ไม่กระทบกับบาดแผลและอาการปวดร้าวมากนัก เมื่อออกมาถึงนอกห้อง การ์ดที่รับคำสั่งไปก็โค้งให้แล้วเดินนำทาง

“ขออภัยที่ช้าครับ” เขากล่าว

“ไม่เป็นไร แค่จับได้ก็พอ” เด็กหนุ่มไม่คิดมากกับเวลา เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็ทำงานได้ดีเสมอ “นายหญิงรู้หรือเปล่า?”

“วันนี้นายหญิงออกไปข้างนอกครับ”

“งั้นหรือ....”

ช่วงนี้ซากุระดูจะวุ่นวายกับบางเรื่องอยู่ เธอออกไปข้างนอกอยู่บ่อยครั้งและบางครั้งก็สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เซินเฟยคิดว่าบางทีอาของเขาอาจจะเหนื่อยใจกับญาติ ๆ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เสียทีเดียว เขาสังหรณ์เช่นนั้น

การ์ดในชุดสูทสีดำเดินนำเซินเฟยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงส่วนหนึ่งของบ้านที่ไม่ค่อยมีคนเดินมาเท่าใดนัก ประตูบานหนึ่งปิดสนิทอยู่ เขาดึงให้เปิดออกเซินเฟยจึงเห็นบันไดทอดลงไปด้านล่าง

“รอตรงนี้แหละ แล้วของที่ฉันสั่งล่ะ?”

“อยู่ข้างล่างครับ”

“ดีมาก” เซินเฟยกล่าวแล้วจึงเดินลงไป บอดี้การ์ดจึงปิดประตูลงเช่นเดิมและยืนเฝ้าไม่ให้คนลงไปด้านล่างตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

ห้องใต้ดิน...สถานที่ที่เหมาะสมอย่างที่สุดที่จะกักขังใครบางคนไว้ทรมาน เพราะไม่ว่าเสียงใด ๆ ก็จะไม่เล็ดรอดออกไปให้คนอื่นได้ยิน แต่เดิมทีห้องนี้เป็นห้องเก็บของเท่านั้น แต่จูเชว่สองรุ่นที่แล้วเกรงว่าความชื้นจะทำให้ของเสียหายจึงโละออกและไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม ตอนนี้มันจึงเป็นห้องโล่งกว้างที่มีเก้าอี้กับโต๊ะอยู่ชุดหนึ่งซึ่งจูเชว่รุ่นที่แล้วมักจะใช้เก็บตัวเพื่อคิดอะไรบางอย่างเพียงลำพัง ตอนนี้เซินเฟยจึงเติมของเข้าไปอีกชิ้น เป็นคานที่ยึดกันเป็นสี่เหลียม สูงกว่าส่วนสูงของผู้ชายโตเต็มวัย มีฐานมั่นคงเพื่อไม่ให้ล้มเมื่อมีการดิ้นรน

เซินเฟยกดเปิดสวิตช์ไฟทำให้ห้องโล่งกว้างนั้นสว่างไสวขึ้น

ที่กลางห้อง จุดที่วางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ของเซินเฟย มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกแขวนขึงอยู่ตรงกลางโครงสี่เหลียมนั้น ชายคนนั้นเปลือยท่อนบนและหันหลังให้กับเขา ขาสองข้างถูกล็อคไว้กับคานด้านล่าง แขนสองข้างตรึงไว้ด้วยเชือกเส้นหนากับคานด้านบน

“สบายดีไหม?” เขาเอ่ยถาม

“นั่นผมควรจะถามคุณนะ” ฉู่เหวินจือหัวเราะ แม้จะถูกจับมาอย่างนี้เขาก็ยังไม่แสดงความหวาดกลัว วันนี้เขาไม่ได้สงสัยเลยว่าทำไมอยู่ ๆ จึงมีการ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับเขา ซ้ำยังถูกตามอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมงเพื่อรอจังหวะที่เขาอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ แล้วชกเขาจนสลบก่อนพามาที่นี่ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะแรงหมัดเขาก็พบว่าตนเองโดนขึงไว้เสียแล้ว พูดตามตรงว่าเขารู้สึกตกใจกับรสนิยมของเซินเฟยนิดหน่อย

“นายนี่ไม่เคยกลัวตายเลยใช่ไหม? หรือว่าฉันใจดีกับนายเกินไปนะ?” แม้น้ำเสียงของเซินเฟยจะดูเรียบนิ่งเสมือนไม่ได้นึกถือสา ทว่าในความเป็นจริงเขากำลังโกรธจนแทบคลั่ง เพียงแต่เก็บกักอารมณ์นั้นไว้ภายในไม่ให้แสดงออกมาเป็นเครื่องมือให้อีกฝ่ายปั่นหัวเท่านั้น

“คุณฆ่าผมไม่ได้หรอก” ถ้อยคำนั้นทำให้ผู้ฟังมุ่นคิ้ว

“หมายความว่ายังไง?”

“หึ ๆ นี่คุณไม่รู้จริง ๆ หรือ จำกฎของพวกคุณไม่ได้หรือครับ ที่ว่า...ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คุณคิดว่าทำไมท่านไป๋หู่ถึงต้องอุตส่าห์ส่งผมมารับใช้คุณด้วย แค่เพื่อจับตาดูเท่านั้นจริง ๆ น่ะหรือ? คุณช่างเดียงสาเสียจริง” ว่าไป ฉู่เหวินจือก็ทำเสียงเหมือนกำลังล้อกับเด็ก ๆ

เซินเฟยรู้สึกหน้าตึงขึ้นมาเมื่อได้ยิน

“ไป๋หู่....” เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มเย็น “เขาไม่ได้ฆ่าคนของจูเชว่ที่ไปข่มขืนเขาก่อนหรือยังไงฉันถึงฆ่านายไม่ได้”

“เขาบอกผมว่าเขาแค่ลงโทษนิดหน่อย”

“อ้อ....” เซินเฟยส่งเสียงตอบรับในคอก่อนจะเดินไปที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องก่อนหยิบของที่สั่งให้คนเตรียมไว้ขึ้นมา เขาสะบัดมันครั้งหนึ่ง เสียงของเส้นหนังหวดแหวกอากาศกระทบกับพื้นก็ดังขึ้น “แปลว่าฉันลงโทษนายได้ งั้นก็ดี....ฉันจะได้สอนให้นายรู้สำนึกเสียบ้าง” สิ้นคำ เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ปลายเส้นหนังไม่ได้กระทบกับพื้น สิ่งที่ถูกกระทบคือแผ่นหลังเปลือยเปล่าของฉู่เหวินจือที่เกิดรอยถากสีแดงเข้มทันทีที่เส้นหนังสะกิดผ่าน ชายหนุ่มสะดุ้งเกร็งเพราะไม่ทันเตรียมใจรับ ทว่าไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมา

“รสนิยมคุณน่าสนใจดี...อึก!” โดยไม่สนใจคำพูด เซินเฟยก็หวดแส้ลงไปอีกครั้งและอีกครั้งบนแผ่นหลังที่ตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ

เสียงหวดดังหวีดหวิวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เปลวเพลิงในดวงตาของเซินเฟยไม่ได้ลดลงตามจำนวนครั้งการหวดเลย กลับยิ่งลุกโหมมากขึ้นเมื่อีอกฝ่ายไม่แสดงอาการเจ็บปวดตอบรับการลงโทษของเขาแม้สักนิด

“อา....หึ ๆ คุณโกรธที่ผมรุนแรงกับครั้งแรกของคุณหรือครับ?” แม้จะถูกฟาดจนหลังยับ ทั้งบางแผลยังแตกจนเลือดไหลซิบ แต่ฉู่เหวินจือก็ไม่อนาทรร้อนใจต่อบาดแผลของตน เขายังคงยิ้มและพูดจาอ้อล้อเสมือนไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกลงโทษเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เซินเฟยเดือดยิ่งขึ้น หลังจากพักยกเพราะรู้สึกเหนื่อยและเจ็บแผลที่ขาเนื่องจากการหยั่งรับน้ำหนักตัวเป็นเวลานาน เขาก็กระหน่ำแส้ลงไปบนแผ่นหลังนั้นอีกครั้งโดยไม่คิดยั้งมือ

ร่างที่ถูกขึงรับอารมณ์กระตุกตามแรงหวดที่กระทบกับผิวเนื้อ ทว่าถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่มีเสียงร้องออกมาทำให้เซินเฟนโกรธจัดจนหน้าแดง เขากัดฟันแน่นจนขมับเริ่มปวดและรู้สึกว่าสันประสาทกำลังเต้นตุบ ๆ อยู่ในหัว นึกอยากจะเชือดเนื้อออกมาทีละชิ้น ๆ ให้ทรมานจนตายแต่ก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากกฎที่ค้ำคออยู่

“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน...ว่านายจนทนได้แค่ไหน”

เซินเฟยว่าแล้วเดินเข้าไปแตะปลายนิ้วบนแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแตก เหงื่อจากฝ่ามือสะกิดโดยแผลทำให้ฉู่เหวินจือสะดุ้งเฮือกและส่งเสียงออกมาเล็กน้อย เพียงเท่านั้นเซินเฟยก็ยิ้มออกมา

ทำไมเขาถึงลืมคิดไปได้นะ...

เมื่อผิวหนังถูกกระทบมากเข้าก็จะเริ่มเจ็บจนชา เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ย่อมไม่แปลกที่อีกฝ่ายสามารถทนทานกับแส้หนังได้ ทว่า.....

“ใครอยู่ข้างบนบ้าง” เขาตะโกนขึ้นไป แล้วการ์ดที่เฝ้าอยู่ก็เปิดประตูออกเพื่อรับคำสั่งทันที “เอาน้ำเกลือมา สั่งให้คนในครัวเอาเกลือละลายน้ำเข้ม ๆ ล่ะ”

“ครับ”

เสียงรับคำดังขึ้นพร้อมเสียงปิดประตู เซินเฟยค่อย ๆ นั่งลงบนขั้นบันไดเพราะแผลที่ขาของเขาเริ่มจะปวดขึ้นมา ซ้ำสมองของเขายังเหมือนถูกบีบคั้น เวลาที่อารมณ์เสียอย่างนี้อาการปวดไมเกรนมักจะย้อนมาเล่นงานเสมอ แต่ว่า....ขอลงโทษฉู่เหวินจือให้หนำใจ เส้นเลือดจะโป่งพองจนแตกก็ช่างหัวมันปะไร!

ใช้เวลาไม่นานเกินรอ การ์ดในชุดสูทดำก็นำน้ำเกลือที่บรรจุในขวดพลาสติกลงมาส่งให้ก่อนเดินกลับขึ้นไปเฝ้าประตูเช่นเดิม

เซินเฟยจ้องมองน้ำที่มองดูภายนอกคงไม่รู้ว่าเป็นอะไร มองผาด ๆ แล้วก็เหมือนน้ำเปล่าธรรมดา แต่สำหรับฉู่เหวินจือมันจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่านะ?

หลังจากนั่งจนแผลเริ่มหายระบม เซินเฟยก็ลุกขึ้นอีกครั้งแล้วเดินอ้อมไปตบหน้าฉู่เหวินจือครั้งหนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายหลับไปแล้ว แรงตบที่มากพอจะปลุกให้ได้สติคืนมาเรียกให้ฉู่เหวินจือมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะเลื่อนมองขวดน้ำที่อยู่ในมือ

“คุณกลัวผมคอแห้งหรือ?” เสียงของฉู่เหวินจือแหบแห้งลง อาจเพราะการได้พักแส้ทำให้หลังของเขาเริ่มปวดร้าวขึ้นมาจริง ๆ และอาการชาก็เริ่มหายไปเรื่อย ๆ

“เปล่า” เซินเฟยคว้าคออีกฝ่ายแล้วบีบโดยแรง “ฉันจะช่วยล้างแผลให้ต่างหาก” หลังกล่าวจบ เซินเฟยก็ผละออกแล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง เขาเปิดฝาเกลียวแล้วเดินทิ้งระยะออกมาก่อนจะสาดน้ำในขวดนั้นลงไปบนบาดแผลทั้งแผ่นหลัง ทันใดนั้นเองร่างของฉู่เหวินจือก็ดิ้นพลาดราวกับโดนทอดในน้ำมันเดือด เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องสะท้อนในห้องสร้างความพึงพอใจอย่างยิ่งยวดให้เด็กหนุ่มที่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการในที่สุด

เซินเฟยเฝ้าดูอาการทุนรทุรายจนกระทั่งฉู่เหวินจือสงบลงก่อนจะสาดน้ำเกลือที่เหลืออีกครึ่งขวดลงไปอีกครั้ง เสียงของฉู่เหวินจือแม้จะสร้างความพึงพอใจได้แต่ก็สร้างภาระให้ประสาทหูเช่นกัน เซินเฟยรู้สึกปวดหัวหนักขึ้นจนไม่อาจทนฟังได้จนจบ เขาพาตนเองเดินกะเผลกขึ้นมาข้างบนแล้วส่งขวดเปล่าคืนแก่การ์ดที่มีสีหน้าซีดเซียวเมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความทรมานดังลอดขึ้นมา

“บอกทุกคน ห้ามเข้าไปในห้องนี้ถ้าฉันไม่อนุญาต” เขาออกคำสั่งก่อนจะค่อย ๆ เดินลากขาจากไป และตอนนั้นเองที่เขาเห็นหวางซิงเดินสวนมา

“คุณเซิน....ทำไมถึงออกมาเดินอย่างนี้ล่ะครับ?” เสียงของหวางซิงดูประหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด

“เอายาไปทาให้ฉู่เหวินจือซะ ถ้ามันตายขึ้นมาฉันจะลำบาก แล้วก็หาข้าวหาน้ำไปให้สามเวลา แต่อย่าปล่อยเด็ดขาด เข้าใจไหม?” เซินเฟยสั่งโดยไม่มองหน้าเลขาส่วนตัว เขาใช้กำแพงพยุงให้เดินต่อไปก่อนจะหันมาถาม “ยาของฉันอยู่ที่ไหน?”

“ในห้องนอนผมครับ” หวางซิงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงได้แต่ส่งคำถามด้วยสายตาว่าทำไมจึงต้องให้เขาไปดูแลฉู่เหวินจือ กระนั้นเซินเฟยก็ไม่ตอบอะไร

เด็กหนุ่มพยุงตัวให้เดินต่อไป อาการของเขาดูท่าจะหนักหนาสาหัสกว่าก่อนหน้านี้ เพียงแค่อาละวาดหน่อยเดียวกลับปวดหัวจนตาลายซ้ำมือยังสั่นราวกับคนติดยา เซินเฟยพาตนเองไปยังห้องของหวางซิงได้ในที่สุด เขาเปิดเข้าไปแล้วค้นลิ้นชักที่อยู่ใกล้โต๊ะอ่านหนังสือเนื่องจากหวางซิงมักเก็บของสำคัญไว้ในนั้น แต่เพราะไม่มีแรงที่จะพยุงให้ยืนต่อไปไหว และอาการปวดชักจะรุมเร้ามากขึ้น เซินเฟยจึงกระชากลิ้นชักให้หลุดลงมากองบนพื้นก่อนจะหยิบยาสารพัดขึ้นมาพยายามอ่านฉลากที่หวางซิงเขียนใหม่เป็นภาษาที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจได้

อะไรน่ะ....ยาระงับประสาท....

สายตาของเซินเฟยกวาดไปบนฉลากของแผงยาที่ไม่คุ้นตาก่อนจะหัวเราะออกมา

นี่เขาต้องใช้ของพรรค์นี้เสียแล้วหรือ?

ทั้งที่ความจริงแล้วอาการของเซินเฟยยังไม่ถึงขั้นต้องใช้ยาระงับประสาทและจ้าวผิงเหอก็เพียงสั่งมาในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แต่เพราะไม่เคยจัดยาด้วยตนเองเขาจึงไม่เคยรู้ว่ายาตัวไหนต้องใช้ในภาวะใด เซินเฟยจึงเปิดยาทุกอย่างอย่างละเม็ดและกลืนทั้งหมดลงคอไปรวดเดียวโดยไม่รู้ว่ามันมียาอะไรบ้าง เพียงแต่เขาอยากจะหยุดความทรมานจากความปวดร้าวที่กดทับสมองเขาไว้เท่านั้น

ห้องของหวางซิงไม่มีตู้เย็นหรือกระติกน้ำร้อน เซินเฟยที่ฝืนกลืนยาเป็นกำมือจึงสำลักเป็นการใหญ่เพราะหลอดอาหารบีบตัว

เซินเฟยผลักลิ้นชักไปใต้โต๊ะแล้วพลิกตัวนั่งพิงกำแพง ยาที่กินเข้าไปออกฤทธิ์เร็วเกินคาด เพียงไม่นานนักสมองก็เริ่มทื่อชา หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยทำให้รู้สึกเครียดจนแทบบ้ากลับกลายเป็นสิ่งที่ล่องลอยไปมาไม่ต่างกับปุยนุ่นบางเบาในอากาศ

ดูเหมือนในตัวยาบางตัวหรืออาจจะทั้งหมดมียานอนหลับผสมอยู่ เขาจึงรู้สึกง่วงจนเกินจะฝืนไหว ในที่สุดเซินเฟยจึงนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้น

--------------------->
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 22-02-2011 23:01:15
“คุณเซิน....คุณเซิน...”

เซินเฟยรู้สึกเหมือนตนเองหลับไปนานจนเกือบจะลืมวิธีตื่นเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมาแต่ภาพเบื้องหน้าก็ยังพร่าเบลอจนจับโฟกัสสิ่งใดไม่ได้

“คุณเซิน! ตื่นสิครับ ได้โปรดเถอะ!” หวางซิงทั้งเขย่าทั้งตบหน้าเบา ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายมีสติ

ก่อนหน้านี้หลังจากได้รับคำสั่ง เขาก็เดินตรงไปยังจุดที่คาดว่าเซินเฟยจากมาพร้อมกับยาทาสารพัดชนิดเนื่องจากไม่รู้ว่าฉู่เหวินจือไปโดยอะไรมา แต่ถึงกับบอกว่า ‘อย่าให้ตาย’ แสดงว่าแผลน่าจะร้ายแรง เขาจึงเตรียมผ้าพันแผลและแอลกอฮอล์มาด้วย แต่พอถึงหน้าห้องเขากลับพบการ์ดคนหนึ่งที่ห้ามเขาเข้าไป แต่เมื่อเขาบอกว่าได้รับคำสั่งมาอีกฝ่ายก็เปิดทางอย่างง่ายดาย

ตอนที่เขาลงไปก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่ไฟนีออนของห้องใต้ดินถูกเปิดทิ้งไว้ และยิ่งตกใจมากขึ้นจนถึงขั้นตกตะลึงเมื่อเห็นร่างหนึ่งถูกแขวนไว้กับกรอบคานสี่เหลียม แผ่นหลังที่คุ้นตาแตกยับและเปียกชื้นด้วยน้ำบางอย่างที่ไหลซึมจนถึงกางเกงที่สวมใส่ บนพื้นก็มีหยดน้ำกระจายวงกว้างและแส้หนังเส้นหนึ่งนอนนิ่งอยู่ เซินเฟยเดินเข้าไปใกล้และลองแตะน้ำบนพื้นดูแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ทว่าจมูกเขากลับกระสากลิ่นเกลือจาง ๆ

ฉู่เหวินจือหมดสติไปแล้วตอนที่เขาลงมาถึง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ครั้งนี้เป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาหากไม่นับที่ทำกับเฉียนหยุนก่อนหน้านี้

มองไปแล้วยังไงก็เป็นรอยแผลจากแส้ไม่ผิดแน่ หวางซิงถอนหายใจออกมาก่อนจะลากเก้าอี้มาวางกล่องยาแล้วเปิดขวดแอลกอฮอล์และใช้สำลีค่อย ๆ เช็ดแผล หลังจากนั้นจึงใส่ยาแล้วพันผ้าพันแผลจนเรียบร้อย

เมื่อหมดธุระตามคำสั่ง หวางซิงจึงเดินขึ้นมาแต่ไม่ได้กลับไปที่ห้องของตัวเองในทันที เขาถูกหวางซานเรียกตัวไปช่วยงานบ้านเล็กน้อยเพราะหวางซือแก่แล้วสุขภาพจึงไม่ค่อยดีนัก จากนั้นเวลาเที่ยงเขาก็นำอาหารลงไปให้ฉู่เหวินจือทีได้สติแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟัง เพียงแต่กินข้าวกินน้ำจนอิ่มแล้วหลับไปอีก หวางซิงกลับขึ้นมาและหาหนังสืออ่านเล่น กระนั้นเขาก็รู้สึกผิดสังเกตเมื่อรอจนเย็นแล้วเซินเฟยก็ยังไม่ลงมา ทั้งที่ปกติเซินเฟยจะชอบมานั่งอยู่ในห้องทำงานมากกว่านอนอยู่ในห้องเวลาที่ป่วยไข้

ตอนที่หวางซิงขึ้นมาถึงบนห้องเขาแทบจะลมจับเมื่อเห็นลิ้นชักตนเองถูกค้นยาออกมาจนกระจัดกระจาย ซ้ำยาทุกชนิดยังมีร่อยรองการถูกแกะออกไปอย่างละเม็ด ข้าง ๆ โต๊ะ เซินเฟยนั่งพิงกำแพงหลับอยู่อย่างสงบจนเขาใจหายวาบรีบปราดเข้าไปเขย่าตัวทันทีแต่เซินเฟยก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมา

“คุณเซินได้ยินผมไหม!” หลังจากปลุกอยู่นานสองนาน หวางซิงเริ่มจะใจไม่ดี แต่แล้วเซินเฟยก็ปรือตามองเขาอย่างเลื่อนลอยราวกับสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ก็กินเข้าไปทั้งยาคลายเครียดกับยาระงับประสาทแบบนั้น มันก็น่าจะลอยอยู่หรอก....

“คุณเซิน มองผมสิ ได้ยินผมหรือเปล่า?” หวางซิงประคองเซินเฟยเข้ามาพิงอกแล้วบีบมือโดยแรง

“อา....หึ ๆ.....” อยู่ ๆ เซินเฟยก็หัวเราะออกมาโดยไม่มีเหตุผลแล้วคอพับคออ่อนเอนพิงหวางซิงทำท่าเหมือนจะหลับไม่หลับแหล่ ซ้ำยังยกแขนขึ้นพาดบ่าหวางซิงเสมือนต้องการที่พึ่งพิง

หวางซิงเบาใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายตื่นแล้ว จึงอุ้มขึ้นแล้ววางให้นอนบนเตียงในท่าสบาย ปลดกระดุมเสื้อและตะขอกางเกง ก่อนเดินออกไปและกลับมาพร้อมอ่างน้ำ เขานั่งลง เอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้เซินเฟยรู้สึกดีขึ้นก่อนจะเลื่อนลงมาเช็ดแขนขา

น้ำเย็น ๆ กับการเอาใจใส่ทำให้เซินเฟยรู้สึกตัวมากขึ้นกว่าเดิม เขากวาดตามองรอบตัวด้วยสมองที่ยังไม่เป็นปกตินัก

“....อาซิง....”

“ครับ ผมอยู่ตรงนี้”

“ฉัน...หลับไปงั้นหรือ?”

“ครับ...คุณเซินทานยาผิดก็เลยหลับไปเพราะฤทธิ์ยาน่ะครับ” หวางซิงรายงานตามจริงเพื่อให้อีกฝ่ายระวังตัวมากขึ้นเวลาหยิบยากินเอง ถ้ากินยาผิดชุดโดยกวาดหมดแบบนี้บ่อย ๆ เขาคงได้หัวใจวายเข้าสักวันหนึ่ง แค่วันนี้หัวใจเขาก็เกือบหยุดเต้นไปแล้ว

“....กินยาผิด...” สมองของเซินเฟยยังตีความได้ไม่ดีนักจึงต้องทวนคำซ้ำแล้วมุ่นคิ้ว “บ้าจริง....” เขาสบถเพราะรู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมา ยาพวกนี้ทำให้สมองของเขาเฉื่อยชาไปหมด

หวางซิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเป็นคนเลี้ยงดูเซินเฟยมาจึงรู้ว่าเมื่ออีกฝ่ายกำลังโกรธก็ไม่ควรพูดให้มากนัก เมื่อปล่อยไปสักพักเดี๋ยวก็จะหายโกรธไปเอง แต่น่าเสียดายที่ฉู่เหวินจือดูจะไม่เข้าใจนิสัยเช่นนี้จึงขยันทำให้โกรธจนความเครียดพุ่งทะลุปรอททุกทีไป

“อาซิง....เรื่องของมู่อี้จิง....”

อย่างเช่นตอนนี้ที่เซินเฟยเริ่มจะอารมณ์เย็นลงจึงเปิดโอกาสให้อธิบาย

หวางซิงยิ้มกว้าง เจ้านายของเขาเหมือนจะเอาใจยากแต่ความจริงแล้วสามารถมองอารมณ์ได้ง่ายมาก ตราบใดที่ไม่ได้อยู่ในเวลางานและอยู่ในหมู่คนสนิทเท่านั้น เซินเฟยก็จะแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ ไม่ปิดบัง

“ผมเจรจากับเขาแล้วครับ เขาไม่ได้เรียกร้องผมเป็นค่าตอบแทนแล้ว คุณเซินไม่ต้องห่วงครับ”

“อือ.......” เสียงครางในคอเสมือนเสียงตอบรับกลาย ๆ “หน้ายังเจ็บอยู่ไหม?”

“ไม่แล้วครับ”

“งั้นหรือ” เซินเฟยกล่าวออกมาแค่นั้นก่อนจะเงียบไปอีก ดูก็รู้ว่าสติสตังยังกลับมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ดี อาจจะต้องรอให้ทิ้งระยะอีกสักพัก

“คุณเซินหิวไหมครับ?” หวางซิงถามขึ้นเมื่อเห็นนาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเย็น

“นิดหน่อย....”

“ถ้าอย่างนั้นผม....”

“พยุงฉันลงไปที” โดยไม่รอให้หวางซิงเสนอบริการ เซินเฟยก็สั่งพร้อมพยุงตัวเองขึ้นนั่งทำให้หวางซิงต้องรีบทิ้งผ้าในมือแล้วช่วยออกแรงพยุง เซินเฟยรู้สึกเหมือนโลกหมุนกลับไปมาแต่ก็ยังฝืนลุกขึ้นยืน ด้วยไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไรหวางซิงจึงจำต้องช่วยพาเดินไปโดยคิดเสียว่าตนเองเป็นขาสำรอง

ตอนแรกทั้งสองคิดว่าจะไม่มีใครอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่เมื่อพวกเขาลงมาถึงกลับพบว่าซากุระกลับมาถึงบ้านแล้วแต่เธอดูผิดไปจากปกติ

หญิงสาวดูโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เธอนั่งกุมหน้าอยู่บนโซฟา โต๊ะกาแฟด้านหน้าเต็มไปด้วยกระดาษที่แผ่เกลื่อนจนเกือบตกลงมาบนพื้น หญิงสาวยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแสดงว่าเพิ่งจะกลับมาถึง

เสียงบันไดลั่นทำให้ซากุระเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางค์อ่อน ๆ เลอะไปด้วยคราบน้ำตา

“อา...เสี่ยวเฟย อาการเป็นยังไงบ้าง?” หญิงสาวหยิบทิชชู่มาซับน้ำตาแล้วแย้มยิ้มสอบถามอาการผู้เป็นหลานด้วยความเป็นห่วง หวางซิงจึงพยุงเซินเฟยให้นั่งลงข้าง ๆ แล้วขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ

“ดีขึ้นแล้วครับ แต่ยังมึนอยู่นิดหน่อย” เซินเฟยตอบ แต่ข้อหลังนั้นเขาไม่ได้บอกเหตุผลว่าเป็นเพราะเขาหยิบยากินเองโดยไม่อ่านฉลากให้ดี

“งั้นหรือ? แล้วมื้อเย็นกินหรือยัง จะได้กินยาอีกรอบ”

เด็กหนุ่มแค่นยิ้มกับความเป็นห่วงนั้น เขาคิดว่าคืนนี้คงไม่ต้องกินยาตัวไหนเสริมอแกแล้วเพราะเท่าที่กินเข้าไปก็น่าจะมีผลจนถึงเช้า เพราะตอนนี้เขายังมึนงงไม่หาย

“คุณอาไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ แล้วคุณอาทานมาหรือยัง? ผมจะไปเร่งห้องครัวให้ดีไหม?”

“ไม่ต้องหรอก อาทานมาแล้วล่ะ” หญิงสาวยังคงซับน้ำตาเป็นระยะ แม้เธอจะไม่ตั้งใจร้องไห้ให้เด็กหนุ่มเห็น ทว่าเธอก็ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลหยดลงมาอย่างต่อเนื่องได้

“แล้ว....ใครทำอะไรคุณอาหรือครับ? หรือว่าพวกญาติ...” เซินเฟยจำต้องเอ่ยถามด้วยความห่วงใย ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่บ้านใหญ่ เขายังไม่เคยเห็นอาสะใภ้ของเขาร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับเขา ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาหากไม่นับรวมเสวียนอู่ที่เขาได้พบเพียงไม่กี่ครั้ง

“เปล่าหรอก” ซากุระโบกไม้โบกมือ “พอดี....มีเรื่องทางญี่ปุ่นนิดหน่อย”

“บอกผมได้หรือเปล่าครับ?”

หญิงสาวชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยิ้มเศร้า

“เสี่ยวเฟย หลานเองก็โตแล้วนะ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หลานแสดงให้อาเห็นแล้วว่าหลานสามารถจัดการอะไรด้วยตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอาคอยหนุนหลังอีกแล้ว” ซากุระเกริ่นนำ “ต่อจากนี้ไปมันคงจะกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่เสี่ยวเฟยก็อย่ายอมแพ้นะ ก็หลานของอาน่ะ เข้มแข็งถึงขนาดนี้ ถึงจะเกิดอะไรขึ้นก็จะสามารถผ่านไปได้ด้วยดี อาเชื่ออย่างนั้น” กล่าวไป ซากุระก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะของเซินเฟยอย่างเอ็นดูระคนโหยหา เป็นเพราะสามีของเธอที่เคารพกันเป็นเพื่อนที่ดีไม่เคยคิดต่อกันฉันท์ชู้สาวทั้งสองจึงไม่มีลูกด้วยกันแม้สักคนเดียว สำหรับซากุระแล้วแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเซินเฟยด้วยสายเลือด ทว่าเธอก็เอ็นดูเด็กหนุ่มไม่ต่างจากลูกในไส้

“คุณอา...หมายความว่ายังไงครับ?” เซินเฟยรู้สึกเหมือนฤทธิ์ยายังไม่คลายตัว เขาไม่สามารถตีความคำพูดของซากุระได้ชัดเจนนัก เขารู้แต่เพียงว่าเวลาที่เธอพูดน้ำตาก็ไหลหยดลงมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้กระโปรงของเธอยังเปรอะด้วยเม็ดน้ำตาที่หยาดหยดลงไป

“พ่อของอา....เสียแล้วล่ะ เสี่ยวเฟย” ซากุระตอบแล้วบีบมือเซินเฟยแน่นขึ้นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่านั่นไม่ใช่สาเหตุเดียวของความทุกข์ใจ

ทำไมเวลาอย่างนี้สมองของเขาถึงได้เชื่องช้านักนะ...

เซินเฟยคิดกับตนเองอย่างขัดใจ ทั้งที่ก่อนหน้าแค่คำพูดพวกนี้เขาก็ตีความได้ถึงไหนต่อไหนแต่เวลานี้เขากลับไม่อาจคิดอะไรได้เลย เสมือนมีเมฆหมอกบดบังสติอยู่ตลอดเวลา

“ถึงจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่อาก็เป็นลูกคนเดียวตามกฏหมายที่มีสิทธิในมรดก....อาต้อง....กลับไปดูแลกิจการทางนั้น.....” ถ้อยคำหลัง ๆ เจือด้วยเสียงสะอื้นแผ่วเบา เซินเฟยนิ่งอยู่นานเพื่อตีความคำพูดเหล่านั้นด้วยความตกตะลึงก่อนที่ปากของเขาจะเผลอถามออกไปโดยไม่รู้ตัว

“เมื่อไหร่ครับ....”

“....อาทิตย์หน้า.....”

TBC

-------------------------

ขออภัยสำหรับคนขอ NC นะคะ~ แต่แบบว่า....เซียร์ทำใจทำร้ายน้องเฟยเฟยไม่ได้~ (เพราะหลังจากนี้จะทำร้ายอีกเยอะ /เผ่น)

/กอดเรย์จังจ้า
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 10 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 22-02-2011 23:35:34
อ้ากกกกกกเซินเฟยพลาดเสียแล้ว


ง่ะโดนซะขนาดนั้นเลยอู้ยเซินเฟยแก้แค้นอย่างไวอ่ะ



ค้างอ่ะรออ่านตอนต่อไปค้าบบบ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 22-02-2011 23:49:31
เฮ่ยยยยยยย
แล้วถ้ายาหมดฤทธิ์ ฉู่เหวินจือตายแน่เลย
หัวข้อ: Re: หนอนใบตอง by RakorN ตอนที่27: เปลี่ยนใจ หน้าที่ 68 [16.12.10]
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 23-02-2011 01:43:33
SM ชัดๆ  555
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 23-02-2011 13:10:55
เป็นการเอาคืนที่รวดเร็ว และสะใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่คุณน้องจะอายุถึง 30 ไหมค่ะเนี่ย 
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 23-02-2011 13:45:32
 o18ฉู่เหวินจือจะตายก่อนไหมเนี่ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 23-02-2011 14:59:11
คุณฉู่นี่เป็นตัวละครที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งที่มาที่ไป พฤติกรรม ความนึกคิด และจุดประสงค์
แต่มั่นใจว่ามีแผน(ชั่วรึเปล่าไม่รู้?) ว่าแต่คุณเซินจะเส้นโลหิตในสมองแตกก่อนจบเรื่องรึเปล่าเนี่ย???
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 11 (22/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 23-02-2011 15:26:18
โหดจังนะคุณเซิน
สงสารคุณฉู่ หุหุ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 23-02-2011 18:04:14
-12-



ก่อนจะจากไป ซากุระจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในบ้านใหญ่โดยเชิญหัวหน้าแก๊งค์ใต้ปกครองมาร่วมด้วย เธอเอ่ยอำลาพร้อมทั้งบอกฝากเซินเฟยกับทุก ๆ คน แม้จะไม่มีใครร้องไห้ออกมา แต่บรรยากาศของการลาจากก็วนเวียนและกดทับลงมาจนไม่มีใครสามารถทำใจให้สนุกสนานกับงานเลี้ยงได้แม้เจ้าของงานจะยิ้มแย้มแจ่มใสและบอกให้ทุกคนทำใจสบายและสนุกรื่นเริงด้วยกันก็ตามที

ในวันที่ซากุระต้องเดินทาง เธอจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้บอกเวลากับใครแน่ชัดเพราะไม่อยากให้ใครเดือดร้อนมาส่ง กระนั้นเซินเฟยก็รู้สึกว่าเขาเห็นชิงหลงกับใครบางคนที่คุ้นหน้ามองดูอยู่ไกล ๆ โดยไม่ได้เข้ามาเอ่ยอำลากับหญิงสาวแต่อย่างใด

เมื่อซากุระจากไปแล้ว เซินเฟยก็รู้สึกว่าบ้านที่เคยอยู่ดูไม่เหมือนเดิม เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับมาวางในสถานที่ที่เหมือนบ้านแต่ไม่ใช่บ้านกระนั้น

บ้านทั้งหลังว่างเปล่า....เงียบเหงา....ไม่ว่าที่ไหนของบ้านก็เป็นเช่นนี้ไปเสียหมด แม้จะมีคนรับใช้และบอดี้การ์ดอยู่รายล้อม แต่เซินเฟยก็ยังเปล่าเปลี่ยว

แม้ต่อหน้าคนอื่น ๆ เขาจะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่ในความเป็นจริงตัวเขาก็ยังรู้ดี....ว่าความมั่นคงในใจกำลังคลอนแคลนและพังทลายลงอย่างช้า ๆ พร้อมการจากไปของหญิงสาวที่ค้ำจุนเขาเสมอมา

เซินเฟยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจัดการความรู้สึกนี้

ตกเย็นในวันที่ซากุระจากไป หลังจากกินอาหารค่ำแล้วเซินเฟยก็กลับห้องนอนทันที เขารู้สึกอยากอยู่เงียบ ๆ แต่เมื่อได้อยู่เงียบ ๆ จริง ๆ กลับยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เซินเฟยรู้สึกเหงาจนแทบทนไม่ไหวอยากจะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนแต่ก็ไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพน่าสมเพช จึงได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง หยิบหนังสือมาอ่าน และพยายามดูว่ามีงานต้องทำหรือไม่ กระทั่งพยายามข่มตาหลับ แต่เวลา 2 ทุ่มแล้วเขาก็ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังได้

เซินเฟยผุดลุกขึ้นจากเตียง คว้าขวดเหล้าที่เก็บไว้บนบาร์กับแก้วใบสวยเดินออกไปจากห้อง

โดยไม่ทันได้คิดว่าจะไปนั่งดื่มที่ไหน ขาก็พาเขามาจนถึงประตูห้องใต้ดินเสียแล้ว บอดี้การ์ดที่เฝ้าหน้าห้องดูจะแปลกใจที่เขามาที่นี่ทั้งที่ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเฉียดผ่านเลย มีเพียงหวางซิงเท่านั้นที่เข้าออกเพื่อมาเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าพันแผล ป้อนข้าวป้อนน้ำ และช่วยทำธุระส่วนตัวให้ฉู่เหวินจือที่ถูกขังเอาไว้

ตอนที่เซินเฟยลงไป เขาพบว่าฉู่เหวินจือกำลังหลับอยู่ อีกฝ่ายยังคงถูกขึงเอาไว้ในท่าเดิมอย่างที่เป็นมาตลอดอาทิตย์ บริเวณลำตัวถูกพันทบด้วยผ้าพันแผลผืนใหม่ที่หวางซิงเพิ่งเปลี่ยนให้

เซินเฟยลากเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ตอนนี้เขาอยากเห็นใบหน้าใครบางคน จะใครก็ได้ที่อยู่ต่อหน้าและไม่อาจหนีไปไหนได้

ขวดเหล้าถูกเปิดออก น้ำสีอำพันไหลลงแก้วก่อนที่เซินเฟยจะวางขวดเหล้าลงบนพื้นและกระดกเหล้ารสแรงลงคอ โดยปกติแล้วเซินเฟยไม่ค่อยได้ดื่มเหล้ามากนักนอกจากเพื่องานสังคม นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ได้ที่เขาอยากจะดื่มให้เมามาย

“คุณดูไม่น่าจะเป็นคนติดเหล้าได้เลยนะ”

เสียงทักที่ดังขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้เซินเฟยเกือบสำลักเหล้า เขาลดแก้วลงแล้วมองดูฉู่เหวินจือที่กำลังยิ้มให้
“ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับนายหรอกนะ” เขาว่า เพราะตอนนี้เขาต้องการความเงียบอย่างมาก ไม่อยากจะพูดคุยกับใครเลยแม้แต่คนเดียว

“ถ้าอย่างนั้นคุณจะลงมาหาผมทำไม?”

“......”

เซินเฟยไม่มีคำตอบให้กับคำถามนั้น เขาเงียบไปและรินเหล้าให้ตัวเองอีกครั้ง ในห้องที่มืดสนิทไม่อาจมองเห็นอะไรได้ชัดเจนนักทำให้สีของเหล้าไม่ได้สะท้อนแสงเป็นสีอำพันสวยงามและเซินเฟยก็ไม่ได้คิดจะเชยชมความสวยงามด้วยอารมณ์สุนทรีย์ เขาเพียงแค่อยากจะเมาก็เท่านั้น แต่ว่าทางฉู่เหวินจือกลับตรงข้าม เขาโดนขังอยู่ในห้องมืด ๆ มีเพียงเวลาที่หวางซิงลงมาเท่านั้นจึงจะได้เห็นแสงสว่าง สายตาของเขาจึงคุ้นชินกับความมืดมิดดี และตอนนี้เขาก็เห็นความเหงาหงอยระคนปวดร้าวบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นั่งตรงหน้าตน

“พวกข้างบนนั่นรังแกคุณงั้นหรือ?”

“เงียบซะ” เซินเฟยไม่นำพาต่อคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น

“ผมไม่ได้พูดคุยกับใครมาทั้งอาทิตย์จนจะพูดไม่เป็นอยู่แล้ว หวางซิงก็ไม่ยอมพูดอะไรกับผมเลย คุณนี่นอกจากจะทรมานผม กักขังผม แล้วจะทำให้ผมเป็นใบ้ด้วยหรือ?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบสนอง ฉู่เหวินจือก็เริ่มร่ายยาวเป็นการบ่นทดแทนช่วงเวลาที่อีกฝ่ายขังเขาเอาไว้ตามลำพัง

“อย่าให้ฉันเลาะฟันนายออกมานะ” เซินเฟยขู่ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกมึนนิดหน่อยหลังกระดกเพียว ๆ สามแก้วรวดจึงไม่รู้สึกอารมณ์เสียมากนักแม้จะถูกก่อกวนในเวลาอย่างนี้

ฉู่เหวินจือรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่น่าแปลกใจ จะมีอะไรบางนะที่ทำให้เซินเฟยผู้เข้มแข็งดูอ่อนแอลงถึงขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่ถูกเขาข่มขืนก็ยังไม่แสดงอาการอย่างนี้เลยไม่ใช่หรือ?

ราวกับว่า....เหตุผลของความเข้มแข็งนั้นได้จากลาไปเสียแล้ว....

ฉู่เหวินจือนิ่งเงียบไป ไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ แต่เขากำลังคิดทบทวนว่ามีอะไรบ้างที่สามารถทำให้เซินเฟยหวั่นไหวได้ อะไรบ้างที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้สั่นคลอน และทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกที่จะลงมาหาเขา....คนที่เคยทำให้โกรธจนแทบบ้าและตอนนี้ไม่มีปัญญาต่อกร เขาดูจะไม่ใช่หนึ่งในเงื่อนไขที่มีผลต่ออารมณ์ของเซินเฟยในเวลานี้ หวางซิงก็ไม่น่าจะใช่เพราะฝ่ายนั้นยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ได้จากไปไหน คนรับใช้ในบ้านก็ไม่มีใครมีความสัมพันธ์พิเศษกับนายน้อยคนนี้อีก หรือว่าจะเป็น....

ฉู่เหวินจือยิ้มออกมา เขาลืมไปได้อย่างไรนะ

คน ๆ เดียวที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง ห้ามกระทั่งมองดู...

“อาสะใภ้....นายหญิงสบายดีหรือเปล่า?”

คำถามของฉู่เหวินจือทำให้เซินเฟยชะงักก่อนจะกระดกแก้วที่ห้าลงคอไปรวดเดียว ความเงียบปกคลุมลงมาอีกครั้งเมื่อเซินเฟยไม่ตอบคำ

เด็กหนุ่มรินเหล้าให้ตัวเองอีกหลายแก้วจนเริ่มรู้สึกมึนเมาได้ที่ ทิ้งช่วงความเงียบให้ยาวนานจนฉู่เหวินจือเกือบจะหลับไปอีกครั้ง ความมืดและความเงียบช่างเหมาะกับการนอนเสียจริง ถ้าไม่รวมกับที่แขนของเขาถูกขึงเอาไว้ในท่าเดิมจนกระดูกไหล่แทบจะหลุดคงจะนอนหลับอย่างสบายกว่านี้ ไม่ใช่เผลอสัปหงกทีนึงก็ปวดไหล่จนต้องตื่นขึ้นมา บางทีเขาก็รู้สึกชื่นชมการสรรหาวิธีลงโทษของเซินเฟยอยู่เหมือนกัน

“อยากกลับไปหาไป๋หู่หรือเปล่า?”

ฉู่เหวินจือเลิกคิ้วกับคำถาม ไม่คิดว่าเซินเฟยจะใจดีขนาดยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ อย่างนั้น ตอนแรกทำใจไว้ว่าอาจต้องโดนแขวนไว้อย่างนี้ต่ออีกสักอาทิตย์

“คุณจะส่งผมกลับหรือครับ?” เขาถามหยั่งเชิง

“นายทำงานเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าไป๋หู่มีคำสั่งอื่นอีก?” เสียงของเซินเฟยฟังดูอู้อี้เล็กน้อยเพราะความมึนเมาเข้าครอบงำสติ

“ท่านไป๋หู่สั่งว่าหลังจากเสร็จงานแล้วจะให้ผมทำอะไรก็ได้ตามใจ” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “ดูท่าทางเขาจะคิดว่าผมอาจโดนฆ่าตายทันทีเลยไม่คาดหวังให้ผมกลับไปรับใช้ต่อ”

“แสดงว่า....หลังจากนี้นายจะทำอะไรก็ได้สินะ”

ฉู่เหวินจือได้ยินเสียงเก้าอี้ขยับ และเงาร่างของเซินเฟยที่ลุกยืนก่อนจะเดินมาทางเขา ฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้ในระยะประชิดและยกมือข้างที่ไม่ได้ถือแก้วขึ้นจับคานด้านบนทำให้ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองเกือบจะสัมผัสกัน กลิ่นแอลกอฮอล์อวนคลุ้งอยู่ตรงจมูกเมื่อเซินเฟยปล่อยลมหายใจออกมา

“คุณเมาแล้วนะ”

“นายคิดที่จะมาทำงานกับฉันหรือเปล่า?” เซินเฟยไม่ได้นำพาต่อคำพูดของอีกฝ่าย เขายิงคำถามที่ฉู่เหวินจือไม่ได้คาดคิดออกมา

“แปลว่าคุณกำลังจะมีข้อเสนอให้ผมพิจารณา” ฉู่เหวินจือพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแตะกันเล็กน้อย เซินเฟยสะดุ้งแต่ไม่ได้ถอยหนี หากสว่างกว่านี้เขาอาจจะเห็นแววตาสับสนของอีกฝ่าย แต่เพราะความมืดทำให้ฉู่เหวินจือเห็นเพียงเงาหน้าราง ๆ

“ฉันไม่ใช้งานนายฟรี ๆ หรอก” เซินเฟยกล่าวโดยไม่ได้หลบตา “มาอยู่กับฉันสิ เป็นสุนัขของฉัน แล้วฉันจะจ่ายค่าตอบแทนให้”

“ค่าตอบแทน?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยถาม “คุณจะจ่ายผมด้วยอะไรล่ะ? ถ้าคุณให้ราคางามกว่าไป๋หู่ผมก็จะลองพิจารณา” เขากระซิบประชิดริมฝีปากของเซินเฟย กลิ่นเหล้าลอยอวลเชิญชวนให้ลิ้มรสด้วยสิเน่หา

“ถ้านายยังสนใจสิ่งที่นายได้ไปแล้วล่ะก็.....” ว่าแล้ว เซินเฟยก็ก้มลงวางแก้วเหล้าก่อนจะลุกขึ้นมาอีกครั้งและปลดกระดุมทีละเม็ด

ใจกล้าดีนี่....

ฉู่เหวินจือยิ้มออกมา ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปรารถนาที่พึ่งพิงถึงขนาดนี้ แต่ว่าในเมื่อมันทำให้เขาได้ประโยชน์เขาก็คงต้องขอบคุณสิ่งนั้นสินะ....ทั้งที่ในใจคิดอย่างนั้น ทว่าฉู่เหวินจือก็ไม่ได้ตอบทันที เขาทำท่าลังเลอยู่เล็กน้อย

“ถ้าถูกมัดอยู่แบบนี้ผมคงตัดสินใจยากหน่อย แบบว่า....ผมปวดแขนน่ะ”

เซินเฟยต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่สมองซึ่งถูกแอลกอฮอล์กดทับจะตีความหมายได้ เขาจึงแกะเชือกที่พันข้อมืออยู่ออก บริเวณนั้นสัมผัสได้ว่าผิวหนังที่ถูกมัดมีรอยถลอกซึ่งหากสัมผัสคงจะแสบน่าดู ฉู่เหวินจือลูบข้อมือตนเองขณะที่เซินเฟยถอยห่าง ชายหนุ่มก้มลงปลดล็อคข้อเท้า ยืนหยั่งขาบนพื้นและยืดแขนขาให้คลายอาการเมื่อยขบ ไม่รู้เลยว่าหลังจากถูกขึงมานานพอได้เป็นอิสระอีกครั้งจะรู้สึกดีอย่างนี้

“ถ้านายอยากได้เวลาฉันจะ.....อ๊ะ!” ไม่ทันที่เซินเฟยจะผละออกไป ฉู่เหวินจือก็กระชากร่างฝ่ายตรงข้ามเข้าหาโดยแรงก่อนจะโถมตัวลงจนล้มลงไปบนพื้นทั้งคู่ เซินเฟยสมองเขย่าจนโลกหมุนคว้างต้องใช้เวลานานกว่าที่จะผงกศีรษะขึ้นมาจากพื้นและได้เห็นฉู่เหวินจือคร่อมทับอยู่ด้านบน

“ผมรับข้อเสนอ”

ฉู่เหวินจือกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนจะแหวกเสื้อเซินเฟยออก แม้ในความมืดเขาจะมองไม่เห็นอะไรชัดเจนนักแต่ก็สามารถจินตนาการได้จากที่เคยเห็นมาก่อนแล้ว ตอนนี้เซินเฟยคงจะกำลังทำหน้าแดงอย่างรั้น ๆ อยู่แน่ ๆ เพียงแค่คิดก็ตื่นเต้นอยากจะเผด็จศึกจนแทบทนไม่ไหว

แม้จะเมามายแต่เซินเฟยก็มีสติพอจะรู้ตัว เขาสามารถห้ามปรามฉู่เหวินจือได้แต่ก็ไม่ทำ...

เซินเฟยปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ การปลุกเร้าและรุกไล่ของชายหนุ่มนอกจากจะไม่ได้ทำให้รู้สึกรังเกียจแล้วเซินเฟยยังรู้สึกดีไปด้วยเสียอีก เพราะความเหงาหรืออย่างไรไม่อาจทราบ เพียงแต่เซินเฟยรู้ว่าเวลานี้ตัวเขาสูญเสียความมั่นใจที่จะยืดหยัดตามลำพังไปเสียแล้ว หากไร้หลักพึ่งพิงในที่สุดก็คงจะโค่นล้มลง ซึ่ง....เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้...

ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไป เขาจะล้มลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด....

เพราะบนบ่าของเขายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องค้ำยันเอาไว้....

----------------->

จือหยินมาตรวจร่างกายช้ากว่ากำหนดถึง 1 อาทิตย์ เพราะช่วงที่ซากุระกำลังจะเดินทางนั้นเธอได้ขอให้จือหยินเลื่อนกำหนดออกไปก่อนเพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับเซินเฟยอย่างเต็มที่ไม่สูญเสียไปสักวินาที

ช่วงนี้ร่างกายของเซินเฟยดูจะยังไม่ปกติดีจึงยังไม่ได้ไปทำงาน จือหยินที่มาตรวจร่างกายให้ตามปกติจึงต้องระมัดระวังอย่างมากที่จะจ่ายยาให้อีกฝ่ายเพราะได้ยินจากหวางซิงว่าเซินเฟยกินยาผิดไปครั้งหนึ่งทำเอาเบลอไม่รู้เรื่องเสียข้ามวัน

“หมอจ้าวฝีมือดีนะครับ แผลสวยทีเดียว” จือหยินกล่าวขณะตรวจบาดแผลบนหน้าขา แม้เซินเฟยจะรู้สึกกระดากที่ต้องมาถอดกางเกงต่อหน้าคนอื่น แต่เพราะไม่อยากรู้สึกสมเพชตัวเองจึงพยายามตีสีหน้าให้เป็นปกติ

“อีกนานไหมกว่าจะหาย”

“ไม่นานหรอกครับ แผลใกล้จะปิดสนิทแล้ว ถ้าไม่ออกกำลังมากเกินไปแผลก็ไม่เปิดอีกหรอกครับ” จือหยินตอบพลางเช็ดแผลด้วยแอกอฮอล์ทำให้เซินเฟยรู้สึกเย็นวาบ เวลาถูกสัมผัสขาอ่อนอย่างนี้ถึงจะเป็นเพียงสำลีแต่ก็ทำให้รู้สึกสะเทิ้นอายขึ้นมาเหมือนกัน

เซินเฟยจ้องมองมือของจือหยินขณะปิดสำลีเหนือรอยเย็บ ก่อนจะไล่ไปตามแขนจนถึงใบหน้า อีกฝ่ายยังคงดูอ่อนโยนเหมือนเคยทั้งยังหน้าตาอยู่ในขั้นน่ามอง ไม่แปลกที่จะมีหญิงสาวเข้ามาติดพันแม้โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยมีเวลาก็ตาม เมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร เซินเฟยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดแปลบในอก เขารู้ว่าความรู้สึกพิเศษที่มีให้อีกฝ่ายนั้นเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น ผู้ชายปกติที่ไหนที่จะสนใจผู้ชายด้วยกัน ซ้ำยังเป็นคนที่มีตำแหน่งฐานะที่ยากจะจินตนาการถึงอย่างเขา แม้แต่คิดจะเป็นเพื่อนยังยากจะเป็นไปได้....

ทำไมถึงรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาอีกแล้วนะ....

เซินเฟยรู้สึกเหมือนในอกตนเองมีโพรงมืดกำลังขยายตัวอยู่ ตั้งแต่ซากุระจากไปมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เสียจนเขายังรู้สึกกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกกลืนกินเข้าไป

“แล้วคุณรู้สึกผิดปกติบ้างไหมครับในระยะนี้?” ในห้วงภวังค์ความคิด เซินเฟยได้ยินเสียงของจือหยินแทรกเข้ามาจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่กำลังส่งยิ้มให้แล้วถามย้ำ “รู้สึกผิดปกติไหมครับ?”

“เช่นอะไรบ้าง?”

“ก็....อืม....อย่างมึนหัว ปวดกล้ามเนื้อ ระยะนี้คุณไม่ได้ออกกำลังกายเลย ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดคงจะรู้สึกติดขัดบ้างใช่ไหมครับ?”

“ก็นิดหน่อย...ผมรู้สึกเบื่อหน่ายมากกว่า” เซินเฟยตอบ เขาอยากจะหลุดพ้นจากวิถีชีวิตอันเงียบเหงานี้เสียที

“เสียดายจังนะครับ” อยู่ ๆ จือหยินก็ว่าออกมาอย่างนั้น “คุณเซินมีสุขภาพผิวที่ดีมาก มีแผลแบบนี้น่าเสียดายแย่เลยจริงไหมครับ?”

เซินเฟยรู้สึกร้อบวูบขึ้นมาที่ใบหน้า เพราะก่อนหน้านี้ที่มีคนวิจารณ์ผิวของเขา เขากลับโดนคน ๆ นั้นทำเรื่องน่าอายขณะวิจารณ์

“แต่หมอจ้าวเป็นหมอที่เก่งมาก ผมคิดว่าคงไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็นด้วยซ้ำไป”

“.....งั้นหรือ....” เซินเฟยปรับระดับเสียงให้เป็นปกติ ทำไมกันนะ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายมีคนรักแล้วเขาก็ยังอดใจเต้นแรงกับถ้อยคำแสดงความห่วงใยไม่ได้ แม้จะเป็นคำพูดตามหน้าที่ก็ตาม

“แล้วก็อย่าหยิบยากินเองอีกนะครับ ให้คุณหวางจัดการให้เหมือนเดิมดีกว่า”

เซินเฟยนึกอยากเอาหน้าซุกดิน กระทั่งเรื่องนี้ทำไมหวางซิงต้องรายงานด้วยนะ

จือหยินหลีกเลี่ยงการพูดถึงซากุระอย่างฉลาดด้วยรู้ว่าการจากไปของญาติผู้ใหญ่ที่สนิทที่สุดย่อมมีผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์อย่างมาก โดนมารยาทเขาอาจควรเอ่ยถามถึง แต่ด้วยจรรยาบรรณ จือหยินตัดสินใจว่าเขาควรจะเงียบเอาไว้

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” จือหยินกล่าวอำลาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูปกติดี แค่มีอาการเบื่ออาหารเล็กน้อยตามภาวะของคนที่กำลังเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร แต่ตอนที่หวางซิงรายงานให้เขาฟังกลับทำท่าราวกับว่าเจ้านายของตัวเองเผลอกินยาพิษเข้าไปทั้งขวดกระนั้น

จือหยินจากไปแล้ว แต่เซินเฟยก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม เขาผ่อนคลายร่างกายให้สบายแล้วสงบจิตใจที่เหมือนจะหวั่นไหวได้ทุกครั้งเมื่อพบหน้าอีกฝ่าย

“ทำหน้าแบบนั้นผมหึงนะครับ” ฉู่เหวินจือเข้ามายืนหลังเก้าอี้เมื่อใดไม่ทราบได้ ชายหนุ่มคร่อมตัวลงมาจนใบหน้าเกือบจะชิดอีกฝ่าย เซินเฟยลืมตาขึ้นพลางมุ่นคิ้ว นึกขุ่นใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องโผล่มาให้เห็นหน้าขัดจังหวะการรำลึกถึงหน้าจือหยินที่ติดอยู่ในความทรงจำด้วย

ฉู่เหวินจือยืดตัวขึ้นแล้วเดินอ้อมเก้าอี้มานั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าก่อนลูบไล้ท่อนขาเปลือยเปล่าลื่นมืออย่างถือวิสาสะ
“ทำไมคุณถึงไม่บอกเขาด้วยล่ะครับว่ารู้สึกผิดปกติที่ข้างหลังนิดหน่อย คุณปวดสะโพกบ่อย ๆ ไม่ใช่หรือครับหลังจากที่เราทำกับเสร็จ” ชายหนุ่มหยอกล้อถึงเรื่องบัดสีได้อย่างหน้าตาเฉย แต่แน่นอน ใครจะไปกล้าพูดเรื่องแบบนั้นกับหมอ ยิ่งกับคนหน้าบางอย่างเซินเฟยถ้าจะให้พูดคงจะขอกัดลิ้นตายดีกว่า

“ถ้ารู้ก็อย่าทำสิ” เซินเฟยทำหน้าขัดใจ ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่พวกเขาตกลงกัน ฉู่เหวินจือก็เข้ามารบกวนเขาได้ทุกคืน พอเขาเอ่ยปากห้ามก็ทวงสัญญาทำให้พูดไม่ออก นอกจากนั้นแล้วยังฉวยโอกาสแตะต้องเนื้อตัวเขาได้เกือบทุกเวลา แม้แต่ตอนนี้ที่เจ้าตัวเอาแต่ลูบไล้ขาของเขาราวกับขาผู้หญิง ขาผู้ชายมันดูน่าพิศมัยน่าลูบน่าไล้ตรงไหนกันนะ เซินเฟยไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด

“คนเราเวลามีอาหารเลิศรสวางตรงหน้าแล้วบอกว่าจะกินก็กินได้นะ คุณคิดว่าจะมีใครกล้าปฏิเสธหรือครับ” ฉู่เหวินจือพูดไปก็ก้มหน้าลงจุมพิตเหนือสำลีที่ปิดแผลก่อนจะเลื่อนไปบนผิวเนื้อโดยรอบ ส่วนมือที่ว่างข้างหนึ่งก็ลูบอยู่บนขาอีกข้าง เซินเฟยรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ไม่สวมกางเกงทันทีที่จือหยินออกไป

“พอแล้ว ถ้ามีคนอื่นเข้ามา...”

“ตอนนี้? ไม่หรอกครับ” ฉู่เหวินจือหัวเราะ “ในห้องทำงานของคุณนอกจากหวางซิงแล้วไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกครับ ส่วนหวางซิงตอนนี้ก็ไปที่บริษัทเพื่อดูว่าระหว่างที่คุณกำลังอู้งานมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้อู้งาน ถ้านายขยันนักก็ออกไปช่วยอาซิงสิ” เซินเฟยเริ่มนึกรำคาญ สิ่งเดียวที่เขาทำใจให้เคยชินกับอีกฝ่ายไม่ได้คือปากที่พาลจะหาเรื่องอยู่ตลอด

“ผมกำลังทำงานอื่นอยู่” ฉู่เหวินจือขยับมือขึ้นเกี่ยวชั้นใน ทันใดนั้นเซินเฟยก็หน้าแดงวาบรีบตะปบมืออีกฝ่ายทันที

“นี่มันตอนกลางวันนะ!”

“ก็ใช่ แต่เราก็อยู่ตามลำพัง อีกอย่าง ผมบอกแล้วว่าผมกำลังหึง” ฉู่เหวินจือยิ้มกว้างแล้วดึงชั้นในอีกฝ่ายออกโดยไม่สนใจการห้ามปราม “ให้หมอจือสัมผัสแบบนั้นคงจะใจเต้นน่าดูเลยสินะครับ”

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 23-02-2011 18:04:33
“นายมีสิทธิมาหึงฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ออกไปได้แล้ว!” เซินเฟยดันศีรษะอีกฝ่าย ทว่าในวินาทีต่อมากลับถูกรวบข้อมือเข้าหากัน ฉู่เหวินจือขยับศีรษะเข้าใกล้สัดส่วนสำคัญก่อนจะขบเม้มที่เนื้ออ่อนตรงขาด้านใน เซินเฟยสะดุ้งเฮือกใบหน้าแดงวาบราวกับลูกตำลึง นึกอยากจะหนีบขา ศีรษะอีกฝ่ายก็กั้นอยู่ตรงกลางทำให้ไม่อาจทำได้ตามใจคิด ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ พยายามหักห้ามอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่น

ฉู่เหวินจือแตะปลายลิ้นที่สัดส่วนสำคัญ เขารู้สึกถึงแรงสะท้านจึงยิ้มออกมา ไม่ว่าตอนไหนเซินเฟยก็รู้สึกไวกับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายเสมอ กับร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างนี้เขาชักเริ่มจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ เสียแล้วสิ

“นี่....หยุดนะ.....” คำสั่งไม่ได้ดูดุดันเลยแม้แต่น้อยเมื่อเจ้าของเสียงกำลังสั่นสะท้านจากการถูกเล้าโลมอย่างมีชั้นเชิง แต่มีหรือที่ฉู่เหวินจือจะยอมฟังและรับว่า ‘ครับ’ อย่างง่าย ๆ เหมือนคนอื่น เขาครอบครองความอ่อนไหวด้วยริมฝีปากทำให้เซินเฟยต้องกลั้นหายใจก่อนที่จะเผลอร้องออกมา เขากดส้นเท้าลงบนแผ่นหลังฉู่เหวินจือ ทว่าการกระทำเช่นนั้นใช้ได้เพียงตอนที่อีกฝ่ายยังระบมกับแผลของแส้อยู่ ซึ่งตอนนี้ที่หายดีแล้วจึงไม่มีอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เซินเฟยนึกอยากเอาแส้มาเฆี่ยนให้ระบมอีกสักรอบจริง ๆ

เด็กหนุ่มแหงนเงยใบหน้าขึ้นเพื่อระบายลมหายใจร้อนผ่าว จากที่กดส้นเท้าหวังให้อีกฝ่ายเจ็บ ตอนนี้กลับกลายเป็นจิกปลายเท้าด้วยความเสียวซ่าน

ความช่ำชองฉู่เหวินจือมักทำให้เซินเฟยนึกสงสัยว่าผู้ชายคนนี้ผ่านชีวิตแบบไหนมา หรือมันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายโตเต็มวัยที่มักจะเคยผ่านเรื่องอย่างนี้มาแล้ว?

ฉู่เหวินจือผละออกมาเมื่อมีของเหลวข้นหลั่งเข้ามาในปาก ชายหนุ่มเด็ดทิชชู่มาเช็ดแล้วโยนทิ้งถังขยะก่อนเงยหน้ามองใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความอับอายระคนสุขสม

“รู้สึกดีไหมครับ?”

“อย่ามา....ถามบ้า ๆ นะ....” เซินเฟยดันอีกฝ่ายออกห่างแต่ฉู่เหวินจือกลับลุกขึ้นพร้อมยกขาของเขาขึ้นตาม

“หมอจือทำให้คุณไม่ได้อย่างนี้หรอกจริงไหม?” พร้อมกับคำพูดนั้น ชายหนุ่มก็รุกเข้าประชิด

“เลิกพูดถึงหมอจือตอนที่นายกำลัง....อึก....” ฉู่เหวินจือพาตนเองแนบชิดทันทีทำให้เซินเฟยชะงักคำพูดด้วยความตกใจ เพราะแม้จะยังไม่ได้ปลดกางเกง แต่ความร้อนที่อัดแน่นก็สัมผัสสะโพกจนรู้สึกได้ชัดเจน เซินเฟยนึกอยากจะซุกลงไปในดินจริง ๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มักมากอย่างนี้นะ!

ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมเสียงโครมที่ดังสนั่นจนคนด้านนอกยังตกใจ

ฉู่เหวินจือลูบใบหน้าตนเอง พลางเงยมองเซินเฟยที่ยกเท้าค้างกลางอากาศ

วินาทีที่แล้วเขากำลังรุกอีกฝ่ายอยู่แท้ ๆ แต่เมื่อมีเสียงเคาะประตู เซินเฟยก็มีปฏิกิริยาตอบรับทันทีด้วยการยกเท้ายันหน้าเขาโดยแรงจนล้มกระแทกโต๊ะกาแฟ เจ็บหน้าไม่พอยังปวดหลังด้วย ทีหน้าทีหลังเขาคงต้องเคลียร์พื้นที่ด้านหลังตนเองก่อนเสียแล้ว

“เอ่อ....ด้านในมีอะไรหรือเปล่าครับ?” เสียงคนด้านนอกถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่! ไม่มี มีอะไรก็รีบว่ามา!” เซินเฟยลุกพรวดรีบรนสวมชั้นในและกางเกงในช่วงที่ฉู่เหวินจือเจ็บหลังลุกไม่ขึ้น

“มีคนมาขอพบครับ”

“ใคร?” เซินเฟยเปิดประตูออกมาถาม เวลาอย่างนี้ใครกันนะที่มาขอพบเขา

“เอ่อ.....คุณเซินหยู่ กับ คุณหลี่จวี๋เหม่ย ครับ”

เซินเฟยมุ่นคิ้วเมื่อได้ยินชื่อของคนที่มาขอพบ ชื่อสองชื่อนี้เขาไม่ได้ยินว่าเคยมาเป็นแขกของบ้านหลังนี้เลยนับแต่ถูกนำตัวเข้ามา และเขาก็ไม่ได้ยินสองชื่อนี้มานานแล้ว เพราะว่า....

“พ่อกับแม่?”

“ครับ”

น่าแปลก....

เซินเฟยเริ่มคิดหนักที่จะออกไปพบ พ่อกับแม่ของเขาถูกห้ามติดต่อกับเขาโดยตรงอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ 6 ปีก่อนเขาก็ไม่เคยได้พบหน้าทั้งสองคนเลยแม้สักครั้ง จะติดต่อกันก็เพียงโทรศัพท์ที่นาน ๆ ทีจะโทรหาเพื่อย้ำกับเขาว่าตนเองมีพ่อแม่อยู่เท่านั้น

หากจะว่าตามจริง เขากับพ่อแม่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ พ่อของเขามักจะคาดหวังกับแซ่ของตัวเองอยู่มาก ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เอาแซ่มาอ้างอยู่เสมอ ขนาดตอนเขาสมัครเข้าเรียนยังอวดอ้างและบีบคั้นครูให้เกรดเขาดี ๆ ด้วยแซ่เซิน ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นอะไรที่เขาไม่อยากจะคิดถึง เขามักจะโดนครูเขม่นอยู่บ่อย ๆ เพื่อนในห้องก็ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้ทำให้เขาไม่มีเพื่อนเลยสักคนเดียว

ส่วนแม่ของเขาก็เป็นผู้หญิงที่แต่งมาเพื่อช่วยฐานะของครอบครัว ซ้ำยังเป็นผู้หญิงช้างเท้าหลังที่ตามใจพ่อตลอดไม่กล้าโต้แย้งอะไร

เซินเฟยรู้ว่าตนเองไม่มีทางเลือกมากนักในวัยเด็ก แต่เมื่อเขาอายุ 12 ก็ถูกนำตัวเข้าตระกูลหลักทำให้ชีวิตของเขาเริ่มเป็นชีวิตมากขึ้น สำหรับคนอื่นเขาอาจจะดูเหมือนคนอกตัญญูก็ได้ที่ไม่เคยรู้สึกอยากกลับไปหาพ่อกับแม่ของตัวเองเลยตลอดเวลาที่มาอยู่ที่นี่ กลับกัน พ่อกับแม่ที่ไม่ใยดีเขานักกลับพยายามดั้นด้นอยากพบเขาทั้งพยายามติดสินบนคนดูแลและอื่น ๆ ในที่สุดซากุระจึงยอมให้โทรศัพท์คุยกันแต่ห้ามพบหน้า ซึ่งพ่อของเขาทำท่าจะไม่ยอมในตอนแรกแต่เมื่อซากุระเซ็นเช็คให้ใบหนึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปิดปากเงียบ

เขาไม่อยากคิดในแง่ร้ายนักแต่ต้องยอมรับว่าเขาไม่อาจเข้าใจความรักของพ่อแม่ได้เลย

ในที่สุดเซินเฟยก็ถอนหายใจออกมา ในเมื่ออีกฝ่ายมาถึงที่ก็ต้องออกไปต้อนรับตามมารยาท ตอนนี้ซากุระไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนอีก

เด็กหนุ่มสั่งให้คนนำชาและขนมไปเสิร์ฟขณะที่เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยขึ้นก่อนจะไปพบที่ห้องรับแขก

ในห้องรับแขกที่จัดแต่งอย่างสวยงามตามรสนิยมผสมผสานของซากุระ มีชายหญิงสองคนนั่งรออยู่ เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นมาเห็นเซินเฟยก็ยิ้มแก้วปริ ฝ่ายชายรีบเดินเข้ามาหาแล้วลูบแขนลูบหัวราวกับอยากสัมผัสลูกรักที่จากกันไปแสนนาน

“โตขึ้นเยอะเลยนะ พ่อคิดถึงแทบแย่ ทำไมถึงไม่โทรกลับมาที่บ้านบ้างเลยล่ะ?” เซินหยู่ถามบุตรชายพลางยิ้มอ่อนโยนแล้วดึงให้เซินเฟยนั่งลงข้าง ๆ

“ระยะนี้งานยุ่งครับ” เซินเฟยตอบสั้น ๆ “แล้วพ่อกับแม่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไม่มีธุระแล้วมาหาไม่ได้หรือยังไงกัน พ่อเป็นพ่อนะ!” เซินหยู่ชักจะอารมณ์ขึ้นด้วยไม่คิดว่าลูกชายจะเย็นชาใส่

“ใจเย็นสิคะ เสี่ยวเฟยคงแค่ตื่นเต้นที่ไม่ได้พบหน้าพวกเรานานน่ะค่ะ” หลี่จวี๋เหม่ยรีบออกหน้าแทนด้วยไม่อยากให้สามีอารมณ์เสีย เธอจับมือเซินเฟยแล้วบีบเบา ๆ “บอกพ่อเขาหน่อยสิจ๊ะว่าลูกไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นน่ะ พ่อจะได้ดีใจไงจ๊ะ”

เซินเฟยแค่นยิ้ม....แม่ของเขายังชอบบังคับให้เขาทำอะไรบางอย่างด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

“ครับ...ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“ก็ดีแล้ว พ่อคิดว่านายหญิงนอกคอกนั่นจะล้างสมองลูกไปแล้วเสียอีก” แม้เซินหยู่จะอารมณ์ดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังอดกระแนะกระแหนซากุระไม่ได้ ยิ่งอีกฝ่ายไม่อยู่อย่างนี้ยิ่งพูดสะดวกปากขึ้นเยอะ

“คุณอาไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นหรอกครับ” เซินเฟยกล่าว

“ยังไปเรียกว่าคุณอาอีก! คนดี ๆ ที่ไหนจะพรากลูกคนอื่นไปแบบนี้แล้วยังไม่ให้พบหน้า ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับญี่ปุ่น พ่อกับแม่คงไม่ต้องเจอลูกไปตลอดชีวิตเลยล่ะมั้ง!”

เซินเฟยจำต้องเงียบเมื่อไม่อยากจะให้เรื่องยืดยาว เขารู้แก่ใจดีกว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนจำพวกที่จะพูดว่าลูกคือทุกสิ่งทุกอย่าง อีกฝ่ายมองทุกอย่างเป็นธุรกิจเท่านั้น แม้แต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจเช่นกัน เป็นสิ่งที่ลงทุนไปด้วยการยอมหยิบยื่นให้แก่สายหลักเพื่อได้กำไรคือผลประโยชน์จากตำแหน่งจูเชว่กลับคืนมา

“ว่าแต่ ลูกสบายดีไหม ได้ยินว่าโดนยิงนี่ ได้จัดการมันไปหรือยัง?”

“ครับ....มือปืนหนีไปได้แต่คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว”

“นายหญิงไปแล้วลูกอยู่บ้านนี้คนเดียวคงเหงาสินะ” หลี่จวี๋เหม่ยลูบมือบุตรชายก่อนจะบีบไหล่เบา ๆ ตามที่เธอชอบทำเวลาที่คิดจะขอร้องอะไรบางอย่าง

“ก็ยังมีพวกคนรับใช้อยู่ครับ ไม่ได้เหงาอะไรมากมาย เหล่าซือกับเหล่าซานก็ทำงานดีไม่บกพร่อง อาซิงอยู่กับผมตลอดเวลาแต่วันนี้ไปดูงานที่บริษัทแทนน่ะครับ” เซินเฟยกล่าวตอบตามความจริง เพราะในบ้านหลังนี้ขาดซากุระไปก็ใช่จะร้างไร้ผู้คนเสียทีเดียว เพียงแต่ในความรู้สึกของเขาเหมือนถูกกระชากเอาบางสิ่งที่ทำให้อุ่นใจไปเท่านั้นจึงได้รู้สึกเหงา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาพูดให้ใครเข้าใจได้

“แต่ก็ไม่เหมือนเวลาอยู่กับครอบครัวหรอก ใช่ไหม อาเฟย” เซินหยู่เสริม

คำพูดของทั้งสองทำให้เซินเฟยเข้าใจขึ้นมาราง ๆ ดูเหมือนจะถึงเวลาแล้วกระมังที่ทั้งสองคิดว่าควรจะทวงกำไรจากสิ่งที่ลงทุนไป ใช้ตำแหน่งจูเชว่พาครอบครัวเข้ามาอยู่ในสายหลักแทนสายเก่าที่ขาดสะบั้นไปแล้ว...

“นี่....เสี่ยวเฟย ไม่คิดจะอยู่กันพร้อมหน้าอย่างเมื่อก่อนหรือ?” ผู้เป็นแม่ช่วยตะล่อมอีกแรง

“เรื่องนี้ผมต้องปรึกษากับคนอื่น ๆ ก่อนนะครับ”

“เป็นจูเชว่แล้วจะต้องปรึกษาใครอีก! หรือต้องโทรไปถามนายหญิงที่หนีกลับประเทศไปแล้วนั่น!” เสียงตะคอกของเซินหยู่ทำให้เซินเฟยรู้สึกปวดหัวจี๊ด เป็นเพราะเขากินยาไปเยอะตอนนอนป่วยทำให้หวางซิงสั่งงดยาเขาระยะหนึ่งเพื่อป้องกันอาการเสพติด ระยะนี้เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด ทว่า....เหมือนความเครียดจะไม่ยอมให้เขาหนีสักเท่าไหร่

“พวกผู้บริหารองค์กรน่าจะมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องนี้นะครับ เพราะการอยู่ในสายตระกูลหลักหมายความว่ามีสิทธิในการบริหารองค์กรด้วย พวกเขาคงไม่ยอมง่าย ๆ” เซินเฟยพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจด้วยเหตุผล แม้เขาจะรู้ว่ามันใช้ไม่ได้ผลก็ตามที

“ใครมันไม่เห็นด้วยก็ยิงทิ้งไปซะเลยสิ!”

เซินเฟยกุมขมับ ก็เพราะอย่างนี้เขาถึงไม่สามารถเอาครอบครัวตัวเองเข้าสายหลักได้ ขืนให้อำนาจปกครองรังแต่จะทำให้เละเทะเท่านั้น พ่อของเขาบริหารแค่กิจการย่อย ๆ ยังเกือบจะล้มแหล่มิล้มแหล่เพราะความใจร้อนเอาแต่ได้ ต้องให้ทางเครือยื่นมือเข้าช่วยอยู่เสมอจนเกือบจะถูกตัดทุนเกื้อหนุนก็หลายครั้ง แม้แต่เวลานี้ บัญชีค่าใช้จ่ายกิจการที่เซินหยู่ดูแลก็วางอยู่ในลิ้นชักของเขา ทางผู้บริหารกำลังประชุมกันว่าจะเปลี่ยนผู้ดูแลดีหรือไม่ เขายังคิดหนักอยู่ว่าจะช่วยอย่างไรเพราะหากใช้เส้นสายก็จะทำให้ถูกลดเครดิตที่สู้อุตส่าห์บากบั่นอดทนดิ้นรนมาตลอด

“อย่าบอกนะว่าแกคิดจะเสพสุขอยู่คนเดียว ไม่มีนังนั่นอยู่แล้วแกก็ได้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วนี่!” เซินหยู่เริ่มใช้วาจาหยาบคายตามอารมณ์ “หึ! ลูกอกตัญญู เป็นใหญ่แล้วลืมพ่อลืมแม่หมดเลยนะ!”

เซินเฟยผงะไปเล็กน้อย นานแล้วที่เขาไม่ได้โดนพ่อตวาดใส่ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่แย่กว่าคือฝ่ายนั้นเรียกอาที่เคารพของเขาได้อย่างไร้มารยาทที่สุด

“พ่อจะด่าผมยังไงก็ได้ แต่คุณอาเป็นคนเลี้ยงผมมาจนถึงตอนนี้ กรุณาให้เกียรติเธอด้วยนะครับ” เซินเฟยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจอย่างที่เขาไม่ค่อยชอบใช้บ่อยนัก กระนั้นมันก็ทำให้เซินหยู่ชะงักไปก่อนจะยกนิ้วที่สั่นเทาด้วยความโกรธขึ้นชี้หน้าลูกชายตัวเอง

“แก.....แก! ไอ้ลูกไม่รักดี!”

“ขออภัยครับ” ก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงไปกว่านั้น คน ๆ หนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาในห้องทำให้ความสนใจทั้งหมดถูกเบี่ยงไปยังผู้มาใหม่ ฉู่เหวินจือยืนอยู่ที่ประตูด้วยท่าทางเคร่งขรึมเอาการเอางาน “จูเชว่ ท่านไป๋หู่ให้ผมมาเรียนว่าอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวตอนนี้ ไม่ทราบว่าว่างไหมครับ?”

“บอกให้เขารอสักครู่” เซินเฟยกล่าว ฉู่เหวินจือจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแล้วพูดไปตามนั้น เด็กหนุ่มหันกลับมาหาครอบครัวของตนเองอีกครั้ง “อย่างที่ได้ยิน ตอนนี้ผมไม่ว่างเท่าไหร่ ดังนั้นเราค่อยคุยกันวันหลังนะครับ ผมจะให้คนไปส่ง” เป็นการเชิญที่เหมือนไล่อยู่กลาย ๆ การ์ดสองคนเดินเข้ามาแล้วล้มทั้งสองไว้ก่อนต้อนให้เดินออกไปด้วยท่าทางเคร่งครัดไม่ยอมให้เกิดการขัดขืนอย่างเด็ดขาด

ฉู่เหวินจือเดินเข้ามาเมื่อเซินหยู่และหลี่จวี๋เหม่ยจากไปแล้ว

“หลอกได้เก่งนี่” เซินเฟยกล่าวชมด้วยสีหน้าเรียบเฉย สีหน้าเคร่งขรึมของฉู่เหวินจือจึงเปลี่ยนกลับเป็นรอยยิ้มอ่านยากเช่นเดิม

“ไม่คิดว่าคุณจะจับได้” เขารวบตัวเซินเฟยเข้ามากอด “แล้วจะให้รางวัลผมไหม? สุนัขเวลาทำงานได้ดีมักจะอยากได้รางวัลนะครับ เจ้านาย”

เซินเฟยมุ่นคิ้วก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมอีกฝ่ายเหมือนเวลาลูบขนสุนัข

“เอาไปแค่นี้แล้วกันกับการแสดงที่สมบทบาทนั่น ถ้าได้รางวัลตุ๊กตาทองเมื่อไหร่นายค่อยมาทวงใหม่” เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนแล้วเดินจากไป ฉู่เหวินจือรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีอารมณ์ให้เจ้าหยอกล้อจึงไม่ได้เดินตามไปแต่อย่างใด เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วไล้ริมฝีปากอย่างครุ่นคิด เขารู้ว่าสองคนนั้นไม่รามือง่าย ๆ แน่นอน กับอำนาจที่หอมหวานยั่วยวนมีหรือจะยอมปล่อยมือ ชายหนุ่มแย้มยิ้ม...

ลองจับตาดูสักหน่อยดีไหมนะ....


TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZooS ที่ 23-02-2011 18:09:31
เย้ ^^ จิ้มก่อน

เด่วไปอ่านต่อ

ตื่นเต้นๆ

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: yakusa ที่ 23-02-2011 18:34:37
ตกลงฉู่เหวินจือเป็นพระเอกช่ายปะ

แล้วก็ต้องช่วยนายเอกของเรานะ :serius2:

ชอบอะ อ่านแล้วเครียดดี   :a5:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 23-02-2011 18:54:47
ง่ะแล้วเซินเฟยจะตัดใจจากหมอจือได้เมื่อไหร่อ่ะ


เง้อแล้วเมื่อไหร่จะรักกันล่ะเนี่ย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: PEENAT1972 ที่ 23-02-2011 19:16:21
ถูกต้องนะคราบ
อ่านเอาเครียด
แต่มันก็สนุก 555
หัวข้อ: Re: หนอนใบตอง by RakorN ตอนที่27: เปลี่ยนใจ หน้าที่ 68 [16.12.10]
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 23-02-2011 19:21:01
ครบรสตอนนี้
หนุกๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 23-02-2011 19:23:15
เนื้อเรื่องนับวันยิ่งเข้มข้น สถานการณ์พลิกไป พลิกมา ยังกะดู Series เกาหลี
แถมคุณเจ้าของเรื่องยังขยันลง รู้สึกเหมือนดูละคร Exact (ก็ฉายอาทิตย์ละหลายวันไง...)

ที่คุณน้องเซินยื่นข้อเสนอกับตาฉู่ ที่แรกคิดว่าเป็นแค่ชั่ววูบนึงในความเหงา
แต่ดูไปดูมา คู่นี้เค้าก็ท่าทางจะเข้ากันได้ดี ( sm นิด ๆ เจ็บตัวหน่อย ๆ )
เพราะ อย่างน้อยเจ้าพ่อก็ไม่ค่อยออกอาการเหงา แต่จะหงุดหงิดทางอารมณ์มากกว่า...
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 23-02-2011 20:08:07
คุณฉู่จะทำยังไงให้พ่อแม่ของอาเฟยรามือได้น้อ

คุณฉู่ต้องช่วยอาเฟยน้า :กอด1: :กอด1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 23-02-2011 20:10:55
 :serius2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sam3sam ที่ 23-02-2011 20:16:47
ยิ่งอ่านยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย
เฮ้อ..ถึงจะไม่ได้เลี้ยง ยังไงก็พ่อแม่ละนะ


คุณฉู่ช่วยหนูเซินได้ดีจริงๆ
แต่ก็ยังลึกลับเหมือนเดิม
หวังว่าคงไม่ทำให้หนูเซินเจ็บปวดใจนะ
สงสารหนูเซิน

 :กอด1:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 23-02-2011 22:03:17
กริ๊ดดด คุณฉู่เริ่มแล้ววว :oni2:

เซินเฟยมีพ่อแม่อย่างนี้ ซวยจริงๆ :m31:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 12 (23/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 24-02-2011 02:47:11
 o18คุณฉู่นี่เจ้าเล่ห์ได้ใจจริงๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 24-02-2011 11:56:00
-13-



เสียงนาฬิกาปลุกฟังดูน่ารำคาญพอสมควรสำหรับคนที่ถูกบังคับให้ใช้กำลังยามค่ำคืน เซินเฟยป่ายมือไปยังโต๊ะพยายามหานาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงนารำคาญ ทว่าวินาทีที่มือเขาแตะโดนก็กลับถูกดึงออกไปโดยใครอีกคน ฝ่ายนั้นเองก็คงจะรำคาญเสียงใช่ย่อยจึงกดสวิชต์ปิดแล้ววางลงที่เดิมก่อนจะก่ายแขนกอดเขาเข้าไปแนบแผ่นอกเปลือยเปล่า เซินเฟยดิ้นรนเมื่ออีกฝ่ายเริ่มจะซุกไซ้ลามปาม แต่เมื่อดิ้นแล้วไม่หยุด เซินเฟยจึงวาดมือไปข้างหลังแบบไม่ได้หวังผลมากนัก แต่มันกลับปะทะเข้ากับใบหน้ากร้านคมอย่างพอดีจนเกิดเสียงเพี๊ยะเบา ๆ

“ต้องทำร้ายร่างกายแต่เช้าด้วยหรือครับ?” ฉู่เหวินจือลูบแก้มตัวเอง

“ใครใช้ให้นายทำเรื่องบ้า ๆ แต่เช้า ลุกไปได้แล้ว” เซินเฟยเอ่ยไล่

“เรื่องบ้า ๆ ที่ไหน คุณยกร่างกายของคุณให้ผมเองนะ” ชายหนุ่มแกล้งขบที่หัวไหล่อีกครั้งก่อนจะรีบผละออกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงื้อหมัด

ฉู่เหวินจือกับเซินเฟยใช้ห้องนอนร่วมกันตั้งแต่วันที่เกิดการตกลงผลประโยชน์ซึ่งมันก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว เซินเฟยยังคงไม่คุ้นชินกับการร่วมห้องกับผู้อื่น หรือการตื่นขึ้นมาและพบว่ามีใครบางคนนอนอยู่ข้าง ๆ และมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจได้ทุกครั้งเมื่อตื่นมาเห็นหน้าฉู่เหวินจือเป็นสิ่งแรกของวัน

แรกทีเดียวที่หวางซิงรู้เรื่องนี้ เจ้าตัวทำท่าเหมือนจะลมจับยกยาดมขึ้นมาป้ายราวกับคนแก่ ซ้ำยังดูเขม่นฉู่เหวินจือขึ้นมาทันทีทันใด กระนั้นหวางซิงก็รู้จักวางตัวมากพอที่จะไม่แสดงอารมณ์เลยเถิด เพียงแต่พยายามกีดกันไม่ให้ฉู่เหวินจืออยู่ใกล้เซินเฟยมากเกินไปเท่านั้น

“ทำไมวันนี้ถึงต้องตั้งนาฬิกาปลุกด้วยล่ะครับ” ฉู่เหวินจือลุกขึ้นก่อนแล้วอุ้มอีกฝ่ายขึ้นตาม

“เพราะฉันจะเริ่มไปทำงานตามปกติน่ะสิ วางฉันลง!” ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ฉู่เหวินจือจะชอบปฏิบัติราวกับเขาเป็นผู้หญิงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เซินเฟยปลาบปลื้มสักเท่าไหร่เลย

ฉู่เหวินจือยังไม่อยากหน้าบวมแต่เช้าจึงทำตามคำสั่ง แต่เซินเฟยก็ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงจะสามารถยืนด้วยตัวเองได้ ฉู่เหวินจือมักจะไม่ออมแรงเวลาร่วมรักกันทำให้เซินเฟยรู้สึกปวดตัวทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เด็กหนุ่มพาตนเองเข้าห้องน้ำด้วยท่าเดินที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าฉู่เหวินจือที่ทำท่าจะตามเข้ามา

“กลับไปใช้ห้องน้ำตัวเองไป”

แม้จะร่วมห้องกัน แต่ก็ด้วยการแลกเปลี่ยนไม่ใช่ความรู้สึก ดังนั้นเซินเฟยจึงไม่ยินยอมให้ฉู่เหวินจือเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตส่วนตัวของเขามากเกินจำเป็น กระทั่งห้องน้ำอีกฝ่ายก็ต้องกลับไปใช้ที่ห้องตัวเอง เสื้อผ้าก็ห้ามนำมาไว้ที่ห้อง ห้ามนำของใด ๆ เข้ามาวางประดับเพิ่มเติม ระหว่างร่วมรักจะไม่มีการพูดคุยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องสัพเพเหระใด ๆ ทั้งสิ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงหยุดนิ่งเพียงแค่คู่นอนเท่านั้น ซึ่งเซินเฟยก็ยืนยันที่จะให้เป็นเช่นนั้นต่อไป ทางฉู่เหวินจือจะคิดอย่างไรเขาไม่นึกใส่ใจ เพราะสิ่งที่เขาแลกเปลี่ยนกับการได้แรงงานจากอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ร่างกายของเขาเท่านั้น ไม่ใช่หัวใจ

เซินเฟยเปิดฝักบัวให้น้ำไหลผ่านตัว แผลเย็บของเขาเริ่มปิดสนิทแล้วจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าน้ำจะเข้าอีก และหลังการร่วมรักหลายครั้งเซินเฟยก็ไม่รู้สึกติดขัดกับการทำความสะอาดร่างกายอีกต่อไป

หวางซิงมาเคาะประตูเรียกตามหน้าที่ตอนเซินเฟยสวมเสื้อผ้าเสร็จพอดี

“เนคไทเบี้ยวนะครับ” เลขาคนสนิทเอ่ยพลางยิ้มแล้วเข้าไปช่วยขยับให้ “รู้สึกยังไงครับที่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม”

“ต้องเหนื่อยแน่ ๆ น่ะสิ” เซินเฟยถอนหายใจ ระหว่างที่เขาหยุดไปไม่รู้ว่าพวกญาติพี่น้องที่ได้ข่าวเรื่องซากุระจะเข้ามาก่อกวนอะไรบ้าง

“มีผมอยู่ คุณเซินไม่ต้องห่วงหรอกครับ” หวางซิงให้กำลังใจ

“แล้วมู่อี้จิงล่ะ? ปรับความเข้าใจไปหรือยัง?”

หลังจากเซินเฟยรับรู้ตอนกำลังเบลอเพราะฤทธิ์ยาระงับประสาทว่าหวางซิงไม่ได้ใช้ร่างกายเข้าแลกเช่นที่เขาเข้าใจ จึงได้ให้หวางซิงไปเจรจากับมู่อี้จิงว่างานที่ทำไปต้องการสิ่งใดเป็นสิ่งตอบแทน แต่จนกระทั่งบัดนี้หวางซิงก็ยังไม่ได้นำความมารายงานเขา

“คุณมู่เรียนว่าจะบอกด้วยตัวเองเมื่อคุณเซินกลับไปทำงานได้แล้วครับ เขาบอกว่าไม่อยากเสียมารยาทรบกวนตอนที่กำลังป่วยอยู่”

คำตอบของหวางซิงทำให้เซินเฟยรู้สึกดีกับคนแซ่มู่ขึ้นมาเล็กน้อย และเรื่องเก่าที่อีกฝ่ายจองหองต่อหน้าเขาเขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมากแล้ว อย่างไรการทำงานด้วยกันก็ต้องอาศัยการยอมรับซึ่งกันและกัน ด้วยฐานะของเขาจำเป็นต้องรักษาคนทำงานที่มีความสามารถไว้ข้างกาย ดังนั้นจะให้โกรธแค้นมู่อี้จิงกับความผิดพลาดครั้งเดียวก็ใช่ที่ ซ้ำครั้งต่อมาเขายังเข้าใจผิดเสียใหญ่โต คิดเสียว่าเลิกแล้วต่อกันก็แล้วกัน

“ว่าแต่....เมื่อคืนนี้คุณฉู่ทำให้คุณเซินเจ็บหรือเปล่าครับ?”

ดูเหมือนจะเป็นความเคยชินเสียแล้วที่หวางซิงมักจะถามเช่นนี้ทุกครั้งที่เจอหน้ากันตอนเช้า หวางซิงมักนึกเป็นห่วงสุขภาพของเซินเฟยอยู่เสมอ ยิ่งเพิ่งหายป่วยอย่างนี้จึงไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนัก แต่ฉู่เหวินจือกลับเข้าไปรบกวนถึงในห้องนอนทุกคืนไม่มีเกรงอกเกรงใจ แม้เซินเฟยจะบอกให้หวางซิงทำเป็นไม่รู้ไม่เป็นเสียบ้าง แต่ใครเล่าจะทำเช่นนั้นได้ในเมื่อเจ้านายของตนถูกกระทำชำเราอย่างนี้!

“ผมเริ่มชินแล้วล่ะ” เซินเฟยตอบพลางดึงแขนเสื้อให้เรียบร้อย

“ยังไงก็ต้องถนอมร่างกายนะครับ” หวางซิงยังอดเตือนไม่ได้ “ถ้าเขาทำให้คุณเซินเจ็บก็ตะโกนเรียกได้เลยนะครับ ผมจะลากตัวเขาออกไปให้เอง” เรื่องนี้ดูหวางซิงจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขาอยู่มาก เซินเฟยถอนหายใจพลางตบแขนอีกฝ่ายเบา ๆ

“ถ้าเขาทำผมเจ็บมีหรือผมจะปล่อยให้อยู่ต่อสบาย ๆ” เซินเฟยเองก็ไม่ใช่คนที่จะก้มหน้าก้มตาปล่อยให้โดนรังแก ในข้อตกลงของเขากับฉู่เหวินจือไม่ได้ระบุว่าอนุญาตให้ทำร้ายร่างกายเขา ดังนั้นหากฉู่เหวินจือกล้าทำให้เขาเจ็บหรือเลือดตกยางออก ก็ต้องโดนลงโทษไปตามระเบียบ ซึ่งฉู่เหวินจือก็เหมือนจะรู้เรื่องนี้ดีจึงได้ระมัดระวังขณะร่วมรักอย่างมาก ไม่ฝืนสอดใส่ทั้งที่ยังไม่ขยายเต็มที่ ใช้เจลหล่อลื่นเข้าช่วยทุกครั้ง และเวลาที่เขากัดฟันหรือมุ่นคิ้วก็จะเบามือลงเล็กน้อยจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำอาการเหล่านั้นเพราะรู้สึกเจ็บ แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าฉู่เหวินจือเอาแต่ใจอยู่มากเพราะมักจะโถมแรงจนถึงเฮือกสุดท้ายเสียทุกคืน แม้เขาจะกำชับให้ทำได้เพียงคืนละรอบก็ตาม

“แต่ว่า....ทำอย่างนี้....ดีจริง ๆ หรือครับ” จะอย่างไร หวางซิงก็ไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้โดยง่าย เขาเลี้ยงดูเซินเฟยมาตลอด 6 ปี คอยอยู่เคียงข้างไม่ปล่อยให้ใครมารังแกได้ แต่ตอนนี้เซินเฟยที่ไม่ยอมยกเขาให้ใช้ร่างกายแลกผลประโยชน์กลับต้องลดเกียรติลงไปทำเช่นนั้นเสียเอง เขาไม่ไว้ใจฉู่เหวินจือ หากว่าอีกฝ่ายคิดหักหลังเล่าจะทำเช่นไร? หากว่าฉู่เหวินจือจงใจทำให้เรื่องนี้เผยแพร่ออกไปเพื่อดิสเครดิตเซินเฟยล่ะจะทำอย่างไร? หวางซิงไม่อาจหยุดความคิดด้านลบเหล่านี้ได้เลย ได้แต่โทษตัวเองว่าน่าจะอยู่เคียงข้างในตอนที่เซินเฟยกำลังโศกเศร้า เขาไม่น่าปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่เซินเฟยต้องการที่สุดเลยจริง ๆ

“....ในเมื่อตัดสินใจทำไปแล้วก็คงได้แต่มองดูผลเท่านั้น” เซินเฟยหลุบตาลง เขาเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ดีกับตัวเองจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ลงมือทำและพูดออกไปแล้วไม่อาจเรียกคืนได้ ได้แต่ทำใจรับผลที่จะตามมาและหาหนทางแก้ไขล่วงหน้าเท่านั้นเอง

“กำลังพูดถึงผมกันอยู่ใช่ไหมเอ่ย?” พร้อมกับคำถามจากแขกไม่ได้รับเชิญของวงสนทนา เจ้าของคำถามก็ฉวยโอกาสเชยชมแก้มนิ่มของเซินเฟยไปครั้งหนึ่ง

“อย่าให้มันมากไปนักนะ” เซินเฟยกดเสียงต่ำแล้วตวัดตามองปรามการกระทำ ในบ้านก็ยังว่าไปอย่าง แต่หากออกไปทำเฃ่นนี้ต่อหน้าคนนอกตอนทำงานเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน

“อะไรกัน ผมแค่กำลังตักตวงพลังงานยามเช้า.....” ในขณะที่ฉู่เหวินจือคิดจะฉวยโอกาสอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกลับถูกยื่นมาปิดปากเขาและดันให้ออกห่างจากเป้าหมาย หวางซิงก้าวขึ้นมาขวางหน้าด้วยรอยยิ้มที่ฉู่เหวินจือรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าอันตรายใช่เล่น

“ถึงเวลาไปทำงานแล้วล่ะครับ” หวางซิงพูดแค่นั้นก่อนจะลดมือลงก่อนเดินตามเซินเฟยที่ทิ้งระยะไปแล้ว 2-3 ก้าว

ฉู่เหวินจือไหวไหล่ เขาเริ่มชินแล้วกับปฏิกิริยากีดกันอย่างออกนอกหน้าของหวางซิง มันช่วยไม่ได้ที่เซินเฟยมีไม้กันหมาที่ตามหลังก้าวต่อก้าวทำให้เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ตักตวงเท่าใดนักเมื่อหวางซิงอยู่ด้วย แต่ตอนกลางคืนเขาก็เก็บกำไรทุกเม็ดทุกดอกจนพอใจโดยไม่มีใครมาขวางได้อยู่ดี

ฉู่เหวินจือเดินตามทั้งสองไปจนถึงรถ และพบว่ากระทั่งที่นั่งซึ่งปกติหวางซิงจะนั่งฝั่งตรงข้ามตอนนี้หวางซิงก็ย้ายมานั่งตรงกลางระหว่างเขากับเซินเฟยเสียนี่ เขารู้สึกขบขันกับความหวงของอีกฝ่ายเล็กน้อย แม้กระทั่งช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ บนท้องถนนก็ยังไม่ยอมละเว้น เป็นเลขายอดเยี่ยมที่ทุ่มเทสุดกายใจจริง ๆ

--------------------->

ช่วงที่เซินเฟยหายหน้าหายตาไป ดูเหมือนที่บริษัทจะวุ่นวายขึ้นนิดหน่อย เพราะพวกสายรองในตระกูลเข้ามาเบ่งอำนาจในบริษัทแทบไม่เว้นวัน ส่วนมากจะเป็นพวกที่ต้องการเรียกร้องผลประโยชน์เข้าตัวเพราะเห็นว่าสายหลักคนสุดท้ายไปจากตระกูลแล้ว และสายรองน่าจะมีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมในผลประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกับเซินเฟย ก้าวแรกที่เข้ามาในบริษัท ผู้บริหารก็ดาหน้าโทรสายตรงเข้ามาฟ้องกันเป็นทิวแถวจนทำให้เซินเฟยหัวปั่นเสียตั้งแต่วันแรกของการกลับมาทำงาน

อย่างไรก็ดี การกลับมาของเซินเฟยก็ทำให้พวกที่มาป่วนก่อนหน้านี้ยอมรามือไปเห็นได้จากที่ในวันนี้ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายเลยสักคน ซึ่งอาจเป็นผลจากที่เขาจัดการเฉียนหยุนไป ทำให้ไม่มีใครกล้าประมือกับเขาตรง ๆ ด้วยเกรงจะมีจุดจบเช่นเดียวกัน คนพวกนั้นเพิ่งคิดออกหรืออย่างไรกันนะว่าตำแหน่งจูเชว่เป็นตำแหน่งผู้นำองค์กรใต้ดิน ไม่ใช่ตำแหน่งประธานเครือตระกูล

ถึงอย่างนั้น พวกญาติของเขาชักจะติดนิสัยเหิมเกริมเล่นทีเผลอเข้าไปทุกที พอต่อหน้าตรง ๆ ไม่ได้ ลับหลังจึงยิ่งไม่อาจไว้ใจ

“ตารางวันนี้มีเท่านี้ครับ” หวางซิงจบประโยคเดิม ๆ ที่ไม่ได้พูดมาหลายวันเขารู้สึกคิดถึงมันอย่างบอกไม่ถูก

“วันนี้มีใครเสนอหน้าเข้ามาหรือยัง?” เพราะเป็นเวลาเช้าเซินเฟยจึงยังไม่แน่ใจนักว่าจะสงบอย่างนี้ไปทั้งวัน

“ยังครับ แต่ผมสั่งให้คนที่ดูแลล็อบบี้รายงานทันทีที่พบครับ” เซินเฟยพยักหน้ารับแล้วเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะอย่างเคยชิน

“ระหว่างที่ผมไม่อยู่มีใครเข้ามาในห้องนี้หรือเปล่า?”

“มีบ้างครับ ส่วนมากจะถูกกักตัวไว้ที่ชั้นล่างแต่คุณเซินหยู่เคยขึ้นมานั่งในห้องแล้วถูกเชิญออกไป”

พ่องั้นหรือ....แสดงออกชัดเจนถึงขนาดนั้นแสดงว่ายังไงก็จะเข้ามาในสายหลักด้วยฐานะของเขาให้ได้สินะ....

“ฉู่เหวินจือไปไหน?” เซินเฟยเพิ่งรู้สึกตัวว่าฉู่เหวินจือไม่ได้อยู่ในห้อง แต่ไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตอนที่เขากำลังวุ่นวายกับการรับโทรศัพท์ก็เป็นได้

“เห็นว่าขอตัวออกไปสูบบุหรี่น่ะครับ”

“งั้นหรือ?” เด็กหนุ่มรับคำสั้น ๆ ตอนที่อยู่ในบ้าน เป็นเพราะวนเวียนรอบตัวเขาตลอดจึงไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ถึงจะมาสูบที่บริษัทเขาก็ไม่ชอบให้ติดกลิ่นเข้ามาอยู่ดี สั่งให้เลิกเสียดีไหมนะ?

อย่างไรก็นับว่าโชคดีที่ฉู่เหวินจือเป็นคนค่อนข้างมีระดับเรื่องบุหรี่ อีกฝ่ายจะสูบแบบที่มียี่ห้อและรสไม่แรงนักกลิ่นจึงไม่ระคายจมูกเหมือนพวกที่สูบยาราคาถูก และฉู่เหวินจือก็พกหมากฝรั่งสำหรับดับกลิ่นอยู่ตลอดเขาจึงไม่ต้องห่วงอะไรมากนักเวลาที่จะพาอีกฝ่ายออกไปพบปะเจรจาธุรกิจ

ในตอนที่กำลังคิดถึงอยู่นั้น ฉู่เหวินจือก็เปิดประตูเข้ามา

“ตอนที่ผมออกไปสูบบุหรี่ในสวน ผมเจอแม่ของคุณด้วยแน่ะ”

“แม่ฉัน?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว เขาคิดว่าคนที่จะมาควรเป็นพ่อของเขามากกว่า ปกติแม่ของเขาไม่เคยออกมานอกบ้านด้วยตัวคนเดียวเลยสักครั้ง เธอขี้ขลาดเกินกว่าจะทำเช่นนั้น แล้วทำไมครั้งนี้จึงมาหาเขาถึงบริษัทกันนะ? หรือว่าพ่อจะสั่งมา?

ฉู่เหวินจือบอกว่าเธอปฏิเสธที่จะเข้ามาด้านในและนั่งรออยู่ในสวน เซินเฟยจึงต้องลงไปพบด้วยตัวเอง

สวนของบริษัทเป็นสวนขนาดกว้างที่มีพันธุ์ไม้ร่มรื่นสำหรับพนักงานลงมาพักผ่อนหย่อนใจเมื่อว่างงาน และยังมีการออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้งในตอนเย็นเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ กลางสวนมีน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ เป็นน้ำพุเดียวกับที่ฉู่เหวินจือเคยลงไปแช่ตอนมาถึงที่นี่ครั้งแรก รอบบ่อน้ำพุเป็นหินยื่นออกมาสำหรับนั่งพัก และที่ตรงนั้นเองที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าด้วยความประหม่า เธอดูไม่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวในที่สาธารณะสักเท่าไหร่จึงหลุกหลิกหันรีหันขวางแทบจะตลอดเวลาจนกระทั่งพบใครคนหนึ่งมายืนใกล้ ๆ อาการนั่นจึงสงบลง

“เสี่ยวเฟย” น้ำเสียงของเธอตอนที่เอ่ยชื่อบุตรชายไม่ต่างกับเด็กที่หลงทางและได้เจอผู้ปกครอง เซินเฟยนั่งลงข้าง ๆ แล้วยิ้มให้เธอ

“ทำไมถึงออกมาข้างนอกคนเดียวล่ะครับ?”

“ความจริงแล้ว.....แม่ก็ลำบากใจอยู่นะที่จะมาหาลูกที่นี่ แต่ว่า....ลูกอย่าบอกพ่อนะว่าแม่มา” หลี่จวี๋เหม่ยดูหวาดกลัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงสามีตัวเอง เซินเฟยไม่รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่ พ่อของเขาเป็นคนอารมณ์ร้ายมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าขัดใจก็มักจะถูกตวาดหรือกระทั่งทำร้ายร่างกาย คนรับใช้ในบ้านยังขยาดไม่ค่อยอยากเข้าใกล้นับประสาอะไรกับคนใกล้ชิด

“วันก่อนที่พ่อกับแม่ไปหา คงทำให้เสี่ยวเฟยรู้สึกลำบากใจใช่ไหมจ๊ะ?” เธอเอ่ยถามแล้วบีบมือลูกชาย

“ทำไมแม่ถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?”

“เพราะแม่เป็นแม่นี่นา” หลี่จวี๋เหม่ยยิ้มออกมา “ยังไงก็อย่าถือสาพ่อเลยนะ พ่อของเสี่ยวเฟยน่ะก็รักเสี่ยวเฟยมากรู้ไหม พ่ออาจจะ.....อารมณ์ร้ายไปหน่อย แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนี้มาก ตอนนี้ก็ขยันทำงานเพื่อที่จะให้เสี่ยวเฟยไม่เสียชื่อ พ่อเองก็พยายามอยู่นะจ๊ะ ดังนั้น.....”

“แม่อย่าฝืนโกหกเลยครับ” คำพูดของเซินเฟยทำให้หลี่จวี๋เหม่ยชะงัก แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อเซินเฟยรู้สึกว่าโดนพ่อทำร้าย หลี่จวี๋เหม่ยก็มักจะเข้ามาปลอบเช่นนี้ ราวกับว่าการพูดย้ำเช่นนั้นบ่อย ๆ อาจจะทำให้มันเป็นจริง สำหรับหญิงสาวที่ขลาดกลัวไปเสียทุกอย่างเช่นหลี่จวี๋เหม่ย การหลอกลวงตัวเองด้วยคำพูดซ้ำไปซ้ำมาอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอทำได้หรือเคยชินที่จะทำจนไม่อาจเผชิญกับความจริงทั้งหมดได้

“เอ่อ....เสี่ยวเฟย....แม่.....” หลี่จวี๋เหม่ยอึก ๆ อัก ๆ

“แม่ครับ เรื่องกิจการของพ่อผมคงช่วยอะไรไม่ได้ ผู้บริหารบอกกับผมว่าที่ประชุมตัดสินใจแล้ว ทุนช่วยเหลือครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังไม่สามารถทำให้มีผลกำไรที่ชัดเจนได้อาจจะต้องปิดกิจการตรงส่วนนั้นหรือเปลี่ยนผู้จัดการคนใหม่” เซินเฟยรู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้พ่อของเขาคลุ้มคลั่งแน่ แต่บอกให้รู้เสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่ารู้ตอนที่มีผลการประชุมแจ้งไปถึง อย่างไรเสีย โอกาสครั้งนี้ก็ได้มาเพราะหวางซิงช่วยโน้มน้าวที่ประชุมแทนเขาที่ลางานไป เขาหวังว่าพ่อของเขาจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับอย่างเต็มความสามารถดูสักครั้ง

“เรื่องนั้นแม่ก็เดาไว้แล้วล่ะ” หลี่จวี๋เหม่ยกล่าว “ยังไงลูกก็ช่วยเรื่องนี้มาเยอะแล้ว จะรบกวนต่อไปแม่ก็คงเกรงใจ....”

“แล้วที่บ้านเป็นยังไงบ้างครับ ผมไม่ได้กลับไปนานแล้วคงไม่เหมือนเดิมใช่ไหม?”

“ก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย...ห้องนอนของลูกพ่อบอกว่าคงไม่มีใครใช้แล้วก็เลยเปลี่ยนให้เป็นห้องเก็บของ ส่วนพวกของใช้ส่วนตัวที่ลูกไม่ได้เอาไปด้วยก็ทิ้งไปหมดแล้ว....” หญิงสาวดูไม่เต็มใจที่จะพูดเรื่องนี้นัก อย่างไรเซินเฟยก็เป็นลูกคนเดียวของเธอ แม้จะไม่อาจพบหน้ากันได้อีกเธอก็ยังอยากจะมีอะไรไว้ให้รำลึกถึง ทว่าสามีของเธอกลับโกรธจัด เขาไม่อาจยอมรับการตัดสินใจของสายหลักและพาลทำลายห้องของเซินเฟยจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมก่อนจะเปลี่ยนเป็นห้องเก็บของไปเสีย

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 24-02-2011 11:57:09
“งั้นหรือครับ....” โดยส่วนตัวแล้วเซินเฟยรู้สึกเสียดายห้องเก่าของเขานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับอาลัยอาวรณ์ ผิดกับหลี่จวี๋เหม่ยที่ไม่เหลืออะไรให้ดูต่างหน้าลูกชายจึงมักรู้สึกเศร้ากับเรื่องนี้ทุกครั้งที่เอ่ยถึง

เซินเฟยรู้สึกสงสารแม่ของตัวเองขึ้นมา ตั้งแต่เขาจำความได้ แม่ของเขาไม่เคยได้ทำอะไรตามใจตัวเองเลยแม้สักอย่างเดียวเหมือนกับเขา ทุกอย่างอยู่ในการกำกับของพ่อทั้งหมด ราวกับว่าทั้งบ้าน ทุก ๆ คนเป็นเพียงตุ๊กตาที่เต้นไปตามคำสั่งเท่านั้น

“ได้มานั่งคุยกับลูกแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ เหมือนกันนะ” หญิงสาวยิ้มบาง เธอยังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เซินเฟยกลัวพ่อตัวเองขนาดไหน และมักจะมาอยู่ข้าง ๆ เธอเสมอ และพวกเขาจะคุยสัพเพเหระกันเมื่อเซินหยู่ออกไปนอกบ้าน

หลี่จวี๋เหม่ยลุกขึ้นยืนก่อนจะหมุนตัวกลับมา

“แม่ว่าแม่กลับก่อนดีกว่า มารบกวนลูกนานคงไม่ดี”

“ไม่หรอกครับ วันนี้ผมไม่มีธุระอะไร”

“งั้นก็ให้ลูกได้พักดีกว่า” หญิงสาวกล่าวก่อนจะลูบผมบุตรชาย “แล้วถ้าแม่หาเวลาได้ แม่จะมาเยี่ยมอีกได้ไหม?”

“.....ได้สิครับ.....” อยู่ ๆ เซินเฟยก็รู้สึกอุ่นซ่านในอกขึ้นมา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นกันนะ? หรือว่า...เพราะเขาไม่ได้รับสัมผัสอย่างคนในครอบครัวมานานแล้ว เพราะตลอด 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากซากุระก็ไม่มีใครกล้าปฏิบัติกับเขาเช่นนี้อีกเลยแม้แต่หวางซิงที่ดูแลมาตลอดก็ตาม

หลังหลี่จวี๋เหม่ยกลับไป เซินเฟยก็ขึ้นห้อง สัมผัสจากฝ่ามือนุ่มยังตกค้างอยู่บนเส้นผม

“คุณหลี่กลับไปแล้วหรือครับ?” หวางซิงเปิดประตูเข้ามาถามเมื่อมีคนไปบอกเขาว่าเซินเฟยกลับขึ้นมาแล้ว

“อา....”

“แล้วคุณหลี่มาเรื่องอะไรหรือครับ?”

“เรื่องกิจการของพ่อน่ะ” เซินเฟยตอบแค่เพียงส่วนเดียว เพราะส่วนที่เหลือเขาไม่อาจตีความธุระของอีกฝ่ายได้ชัดเจนนัก

“เฮ้อ....ติดตัวแดงตลอดปีแบบนั้นช่วยยังไงก็ช่วยไม่ไหวหรอกครับ” หวางซิงบ่นอุบ ตอนเขาเข้าประชุมเมื่ออาทิตย์ก่อนและพยายามโน้มน้าวผู้บริหาร เขาแทบจะโดนสับเละจนเป็นชิ้นเนื้อ เรื่องเส้นสายกับอิทธิพลถูกยกมาอ้างจนเขาแทบจะหัวระเบิด ต้องยกเอาผลประโยชน์มาอ้างเสียตั้งนานกว่าที่ประชุมจะยอมเซ็นอนุมัติงบช่วยเหลือก้อนใหม่ให้ แต่อย่างไรก็ยืนยันว่าเงินนี้เป็นก้อนสุดท้ายแล้วจริง ๆ

“ดีแล้วล่ะ ถ้าจนมุมแล้วอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ได้”

ตลอดเวลาที่ทำงานนี้มา เซินเฟยต้องทำใจแข็งกับคนหลายคน แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องมาใจแข็งกับพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเอง ซ้ำผู้ชายคนนั้นยังแทบจะเป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่งของตระกูลด้วยนิสัยผีเข้าผีออก เวลาดีก็เหมือนจะพูดภาษาคนรู้เรื่อง แต่ยามร้ายขึ้นมาจะเอาภาษาเทพเทวดามาร่ายยังไงก็คงไม่ฟัง

“แต่ก็ไม่แน่ไม่ใช่หรือครับ?” ฉู่เหวินจือแทรกขึ้นมา “บอกตามตรงว่าในสายตาผม ผู้ชายคนนั้น....พ่อของคุณน่ะเป็นคนที่เข้าข้างตัวเองอย่างสุดขั้ว เหมือนคิดว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเขาคนเดียว”

“ระวังปากหน่อยนะ” เซินเฟยเสียงเรียบ อย่างไรนั่นก็พ่อของเขา แม้สิ่งที่พูดออกมาจะเป็นความจริงที่ยากจะแก้ตัว แต่ว่าอย่างไรก็ควรเกรงใจกันบ้าง

ฉู่เหวินจือไหวไหล่ก่อนเดินอ้อมโต๊ะมาสัมผัสเส้นผมของเขาแล้วยิ้ม

“ผมไม่คิดว่าแม่ของคุณจะมาด้วยเรื่องกิจการของพ่ออย่างเดียวหรอกนะ คุณเองก็รู้ใช่ไหม สมองคุณเฉียบแหลมออกจะตายไป”

เซินเฟยขมวดคิ้วแล้วปัดมืออีกฝ่ายออก ดูเหมือนฉู่เหวินจือจะชอบทำตัวเหมือนรู้อะไรไปเสียทุกอย่าง เมื่อครู่คงไม่พ้นแอบดูตอนที่เขากับหลี่จวี๋เหม่ยคุยกัน บางครั้งเซินเฟยก็อุปทานว่ามีเครื่องดักฟังติดอยู่บนตัวพราะรอยยิ้มของอีกฝ่ายราวกับรู้เห็นทุกสิ่งที่เขากระทำ หรือรู้ไปถึงความคิดของเขาด้วย

“ผมคุณนุ่มดีจัง แต่ก็เส้นใหญ่มีน้ำหนัก เป็นพันธุกรรมหรือยังไงนะเพราะแม่ของคุณก็มีลักษณะเส้นผมแบบนี้เหมือนกัน” อยู่ ๆ ฉู่เหวินจือก็หันมาวิจารณ์เส้นผมราวกับเป็นช่างผมจากเมืองนอกกำลังอวดโอ้ความรู้กระนั้น ซ้ำยังโน้มใบหน้าลงมาคล้ายจะสัมผัสเส้นผมของเขาด้วยริมฝีปาก ทำให้หวางซิงต้องกระแอมขัดจังหวะขึ้นมาแล้วปรายตาปรามฉู่เหวินจือไม่ให้ลามปามมากเกินไป

“ผมหวังว่าคุณหลี่จะเป็นรายเดียวที่มาในวันนี้นะครับ” หวางซิงว่า สำหรับเขาแล้ว หลี่จวี๋เหม่ยรับมือง่ายกว่าพวกที่มาก่อนหน้านี้มากนัก

“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยเหล่าเฉียนก็ทำประโยชน์ได้” เซินเฟยว่าแล้วผลักหน้าฉู่เหวินจือออกไปห่าง ๆ “จะได้รู้จักเกรงอกเกรงใจและรู้ฐานะของตัวเองกันบ้าง”

“ความจริงแล้วมันจะได้ผลกว่านี้ถ้าวันรุ่งขึ้นคุณมาทำงานทันที” ฉู่เหวินจือออกความเห็นบ้าง “ตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้นแล้ว เมื่อคนเราได้รับผลกระทบซ้อนกันในทันทีมักจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ต่อผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อพวกเขาเห็นหน้าคุณในบริษัทหลังจากได้ข่าวเฉียนหยุน พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวคุณขึ้นมาในทันที แต่ว่าน่าเสียดายที่เฉียนหยุนกลับจ้างมือปืนให้มาเฝ้าอยู่ด้านนอกในจุดที่มือสังหารของคุณไม่เห็น พอคุณเข้าโรงพยาบาล ก็เลยไม่มีการอาฟเตอร์ช็อค ตอนนี้พวกเขาก็เลยแค่เกรง ๆ เท่านั้น ไม่ถึงกลับหวาดกลัว”

“ฉันเข้าใจที่นายพูด” เซินเฟยกล่าว “ฉันก็กำลังคิดแบบนั้นเหมือนกัน หวังแต่ว่าจะไม่ต้องเชือดใครเป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิดอาฟเตอร์ช็อคอีกก็เท่านั้น”

ระหว่างการสนทนา โทรศัพท์ของหวางซิงก็ดังขึ้น เลขาหนุ่มรีบกดรับทันทีก่อนจะหันมารายงาน

“สารวัตรหรงบอกว่าคุณมู่จะเข้ามาหาครับ ตอนนี้ถึงหน้าบริษัทแล้ว”

“ก็คงเป็นเรื่องค่าตอบแทนจากงานสองครั้งก่อน ถ้ามาแล้วก็ให้ไปรอที่ห้องรับแขกก็แล้วกัน”

“ครับ” หวางซิงรับคำแต่เซินเฟยกลับยกมือปราม

“ฉู่เหวินจือ นายไปรับแขก”

“ผม?” ฉู่เหวินจือเลิกคิ้ว ปกติเซินเฟยไม่เคยให้เขารับแขกของบริษัทแทนหวางซิงเลยสักครั้ง

“นายมาทำงานกับอาซิงนานแล้ว ไม่คิดว่าควรลงมือทำเองบ้างหรือ? หรือว่านายจะเอาแต่ดูอาซิงทำไปตลอด ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะได้หักค่าตอบแทนส่วนของนาย” เซินเฟยหมายถึงเรื่องที่พวกเขาตกลงกันด้วยร่างกายของเขา ซึ่งเซินเฟยค้นพบเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าสามารถนำมามันมาอ้างเพื่อจิกหัวใช้ฉู่เหวินจือได้ คนอย่างเซินเฟยเมื่อค้นพบวิธีการใช้ประโยชน์จากผู้อื่นแล้วมีหรือจะปล่อยปละไม่ใช้งาน

“เข้าใจแล้วครับนายน้อย” ฉู่เหวินจือแกล้งล้อเรียนโดยเรียกแบบเดียวกับที่คนรับใช้ในบ้านเรียกกันก่อนจะรีบออกไป
หวางซิงหันมาหาเซินเฟยด้วยแววตาแสดงคำถาม

“คุณเซินยังโกรธคุณมู่เรื่องนั้นอยู่อีกหรือครับ?”

“เปล่า ผมแค่ไม่อยากให้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์”

-------------------->

หลี่จวี๋เหม่ยอาศัยรถแท็กซี่กลับมาจนถึงบ้าน บ้านของเซินหยู่อยู่ห่างจากบ้านใหญ่และบริษัทค่อนข้างมากจึงใช้เวลานานในการเดินทาง หญิงสาวรีบเข้าบ้านแล้วเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาเหมือนชุดอยู่บ้านทั่วไป เก็บกระเป๋าถือที่แทบจะไม่ได้หยิบออกมาใช้ยัดกลับเข้าตู้เช่นเดิม ก่อนจะรีบเดินลงไปในครัวเพื่อตระเตรียมอาหารเที่ยงโดยไม่ได้สังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องครัวด้วย

“จวี๋เหม่ย ไปไหนมา?”

หญิงสาวสะดุ้งเฮือก หันกลับมาเผชิญหน้ากับสามีตนเองที่เธอคิดว่าอีกฝ่ายออกไปทำงานนอกอยู่ หลี่จวี๋เหม่ยยกมือลูบผมทัดหูเตือนสติให้ตัวเองใจเย็น ๆ

“เอ่อ....คือ.....ฉันออกไปคุยกับคุณนายบ้านข้าง ๆ มาน่ะค่ะ เธออยู่คนเดียวก็เลย....”

“หืม?” เซินหยู่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะช่วยปัดปอยผมขึ้นไปทัดหู “แต่ฉันเห็นแท็กซี่มาส่งนะ แน่ใจหรือว่าไปแค่ข้างบ้าน?”

หลี่จวี๋เหม่ยเม้มปาก เธอโกหกไม่เก่ง ดังนั้นไม่ว่าจะพูดอะไรออกไปอีกฝ่ายคงหาเรื่องมาหักล้างได้ทุกครั้งไป

“ไปบริษัทมาใช่ไหม?”

“.....ค่ะ.....” หลี่จวี๋เหม่ยยอมจำนนในที่สุด

“อาเฟยเป็นยังไงบ้าง?”

หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่คิดว่านั่นจะเป็นคำถามที่เซินหยู่จะถามออกมา เธอเตรียมใจรับคำถามจำพวก ‘ไอ้ลูกไม่รักดีนั่นมันเห็นหัวเธอหรือเปล่าล่ะ!?’ ดังนั้นพอเจอคำที่ละมุนละม่อมจึงถึงกับค้างไป ไม่สามารถตอบได้ในทันที

“เสี่ยวเฟยบอกว่า.....เอ่อ.....กิจการของเรา....ได้เงินมาหมุนเพิ่มแล้วค่ะ”

“จริงหรือ!?” เซินหยู่ดูดีอกดีใจเป็นการใหญ่ “ดีมาก ๆ ต่อไปนี้ฉันจะให้เธอไปพบอาเฟยบ่อย ๆ อีกไม่นานเขาจะต้องนึกได้ว่าเธอรักเขามากขนาดนไหน ถึงตอนนั้นเราคงจะได้ขึ้นไปอยู่ข้างบนกับคนอื่นเขาบ้าง”

หลี่จวี๋เหม่ยฝืนยิ้มตอบ เธอไม่กล้าพูดว่านี่เป็นงวดสุดท้ายด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์เสีย

เซินหยู่เองก็เหมือนจะรู้สภาวะทางจิตใจของเซินเฟยดี การที่เซินเฟยขาดคนที่ให้การดูแลไปอาจจะทำให้จิตใจสั่นคลอนบ้างไม่มากก็น้อย การที่หลี่จวี๋เหม่ยเกิดอยากพบลูกขึ้นมาเป็นการดีต่อเขา เพราะหากเซินเฟยสำนึกรู้ถึงความรักของแม่ขึ้นมาก็จะไม่สามารถถอนตัวไปจากความคาดหวังของผู้เป็นแม่ได้ แต่ก่อนนี้เซินเฟยเองก็เป็นเช่นนั้นและในตอนนี้ก็น่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

ความรักของพ่อแม่....เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับลูกเช่นนี้เสมอ....

เพราะไม่ว่าใคร...ก็ไม่อาจทรยศต่อความคาดหวังของคนที่มอบความรักให้ได้....

TBC



แอบแปะภาพคาแรกเตอร์ค่ะ

(http://www.freeimagehosting.net/uploads/d29912050e.jpg)


จากซ้าย เฟยเฟย อาซิง
ลงมาข้างล่าง ตาฉู่ กับนักสืบมู่ ค่า~

เชิญติชมตามสบายค่า XD
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 24-02-2011 14:15:58
จิ้มไว้ก่อน
-------
หุหุ ลุ้นกันต่อปาย
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 24-02-2011 15:33:52
ปัญหารุมเร้าจริงๆเลยเสี่ยวเฟย

รูปสวยมากๆ รูปอาซิงเห็นแล้วใช่เลยอ่ะ ชอบคุณเลขามากๆ

เสี่ยวเฟย ตาเศร้าได้อีก
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: TanyaPuech ที่ 24-02-2011 17:02:44
จะมีไรเข้ามาอีกรึป่าว

แต่เซินเฟยกะอาฉู่มีอะไรแค่ร่างกายไม่ผูกพันธ์บ้างหรอ 555

รูปสวยมากคับ
เซินเฟยตาเศร้ามากๆๆ
อาซิงดูเข้ากับลุคเลขามากกกกก
คุณฉู่นี่เจ้าเล่ห์โครตๆเลย 555
มู้อี้จวก็เท่ห์ๆดี 555
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: noina ที่ 24-02-2011 19:22:40
รูปสวยๆๆๆๆๆๆๆๆ o13 o13 o13

คุณพ่อของเสี่ยวเฟยร้ายกาจอ่ะ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: sang som ที่ 24-02-2011 21:54:15
รูปสวย เรื่องสนุก o13
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Cherry Red ที่ 24-02-2011 22:39:29
ภาพประกอบ Character โดนใจ สื่อออกมาได้ดี ตรงกับ image ในจินตนาการเวลาอ่านเลยค่ะ...
โดยเฉพาะ อาซิง ~ :กอด1: (คือ ชอบผู้ชายสไตล์นี้เป็นกรณีพิเศษ )
แต่คุณฉู่ ดูเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจและลึกลับมากกว่าที่คิดนะเนี่ย ~
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 24-02-2011 22:44:07
น่ากลัวจริงๆพ่อแม่ที่คิดจะใช้ความรักของลูกให้เป็นประโยชน์ น่าสงสารอาเฟย :m15:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: pu4755 ที่ 25-02-2011 11:05:04
มาลุ้นตอนต่อไป  อยากอ่านต่อไว ๆ จัง

เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะค๊าฟ ^_^
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: mete ที่ 25-02-2011 12:58:05
ชอบเซินเฟย มากกกกกกกกกก

มาต่อไวๆนะคับ

แบบว่าติดเรื่องนี้มากกกก

อ่านแล้วไม่มีสะดุดเลย ชอบมาก

แต่ว่า ฉู่เหวินจือ เหมือนจะเป็นเด็กเลย เอาแต่ใจ ไม่ฟังคำสั่ง ดือจริงๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 13 (24/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: fannan ที่ 25-02-2011 17:23:56
ตอนนี้อยู่ลาวก็ตามอ่านอิอิ


โหพ่ออะไรเนี่ยไม่รักลูกเลยห่วงแต่ตัวเองเหรอเนี่ย



ภาพสวยมากอ่ะรออ่านตอนต่อไปค้าบบบบ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 25-02-2011 21:06:24
-14-



วันนี้นับเป็นวันที่น่าแปลกวันหนึ่งในชีวิตของเซินเฟย เป็นเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่เซินเฟยได้พักผ่อนเต็มที่หรือเปล่านะ เพราะวันที่เซินเฟยได้พักอย่างสบายก็ถือว่าเป็นวันที่แปลกประหลาดเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอาทิตย์ไหนที่แปลกเท่าอาทิตย์นี้ หรือว่า....มันจะเป็นวันที่มีคนที่ไม่คาดคิดมาขอเข้าพบถึงสองคนในวันเดียวกันนะ....

เริ่มจากตอนเช้า หลี่จวี๋เหม่ยก็มาหาพร้อมขนมเค้กอบใหม่ ๆ เซินเฟยเกือบจะลืมไปแล้วว่าแม่ของตัวเองรักการทำอาหารหวานขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรหวางซิงก็ยืนยันว่าไม่ควรกินของหวานแต่เช้าจึงนำไปเก็บในตู้เย็นแล้วเชิญให้หลี่จวี๋เหม่ยทานอาหารเช้าด้วยกัน ซึ่งหลังจากมื้ออาหารเช้าผ่านไป หลี่จวี๋เหม่ยก็ขอตัวกลับเพราะไม่อยากทิ้งบ้านไว้นานเกินไป

ตอนเที่ยงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ทว่าในตอนบ่ายกลับมีบุคคลที่ไม่คาดฝันปรากฏตัวขึ้น

เซินเฟยนั่งอยู่ในห้องรับแขก ต่อหน้าผู้มาเยือนที่แม้แต่เขาเองยังคิดไม่ถึงว่าจะได้พบในเวลาอย่างนี้

จือหยิน....

ตามปกติแล้วจือหยินไม่เคยแวะเวียนมาที่บ้านหลังนี้เลยหากไม่ใช่วันตรวจสุขภาพ จือหยินมักจะรักษาระยะห่างกับเซินเฟยอย่างพอดิบพอดี ไม่ใกล้เกินไปและไม่เหินห่างจนเกินไป แม้กระทั่งการพูดคุยนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพยังแทบนับครั้งได้ ทว่าในวันนี้....จือหยินกลับเดินทางมาถึงบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง

ควันกาแฟลอยกรุ่นตัดกับอากาศที่เริ่มจะอบอุ่นหลังผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวไป เซินเฟยนั่งเงียบและเฝ้ารออย่างอดทนว่าอีกฝ่ายต้องการพูดเรื่องอะไรกับเขา แต่จือหยินก็เอาแต่เงียบเช่นเดียวกัน ฝ่ายนั้นทำท่าเหมือนลำบากใจที่จะพูดออกมา

ถึงอย่างนั้น....การมาเยือนของอีกฝ่ายก็ทำให้เซินเฟยรู้สึกราวกับมีความหวังอันริบหรี่....

“หมอจือ คุณมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?” เซินเฟยจำต้องเป็นผู้เริ่มเปิดบทสนทนาเมื่อเห็นว่ากาแฟเริ่มจะเย็น

“เอ่อ....คือ....ดูเหมือนร่างกายจะหายดีแล้วสินะครับ” จือหยินเริ่มทักเรื่องสุขภาพก่อนตามความเคยชินจากที่มาตรวจร่างกายให้บ่อย ๆ

“ถ้านับจากวันที่หมอจือมาครั้งล่าสุด ตอนนี้ก็ดีกว่ามากแล้วครับ แต่เวลาที่อากาศเย็นก็ยังรู้สึกตึง ๆ ที่แผลอยู่นิดหน่อย” เซินเฟยตอบ ความจริงรอยเย็บของเขาเริ่มจะจางลงแล้วแต่อีกนานกว่าที่มันจะหายไปจนสนิท ฉู่เหวินจือมักจะบ่นทุกครั้งที่ร่วมรักกันว่าเสียดายขาของเขา

เซินเฟยชะงักไปชั่วครู่....

ทำไมเขาต้องเผลอนึกถึงฉู่เหวินจือขึ้นมาเอาเวลาอย่างนี้นะ

“ถ้าทาโลชั่นก็จะช่วยได้มากครับ” จือหยินกล่าวพลางยิ้มชืด ๆ

“วันนี้คุณไม่ได้จะมาเพื่อถามอาการผมอย่างเดียวไม่ใช่หรือครับ?” เด็กหนุ่มรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่าจือหยินดูกำลังเป็นทุกข์อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างรบกวนจิตใจและกำลังต้องการความช่วยเหลือ ทว่า มันเป็นเรื่องอะไรกันนะ?

“.....ครับ.....”

“หมอจือบอกมาเถอะครับว่ามีเรื่องอะไร คุณเองก็ทำหน้าที่อย่างดีมานาน ทางเรายังไม่เคยให้คุณเลยนอกจากตัวเงินที่เป็นค่าตอบแทน” เซินเฟยประสานมือบนหน้าตัก หางตาของเขาเหลือบไปเห็นฉู่เหวินจือยืนพิงอยู่ข้างประตูจึงขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ ทั้งที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขามีใจให้จือหยิน แต่ก็ชอบทำตัวเป็นก้างเสียจริง

“ความจริงแล้ว....คนรักของผมประสบอุบัติเหตุ....”

คนรัก....

เซินเฟยเผลอสะดุดลมหายใจตัวเอง ทั้งที่รู้มาก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายมีคนรัก ทว่าพอมาได้ยินกับหูอย่างนี้เขาก็ยังอดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้อยู่ดี

“ผมเสียใจด้วย เธอเป็นยังไงบ้าง” เซินเฟยบังคับให้ตัวเองพูดออกมาในที่สุด

“ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล....เธอต้อง...เข้ารับการผ่าตัด แต่ว่าผม....”

“หมอจือลำบากเรื่องเงินสินะ”

คำถามที่ตรงไปตรงมาของเซินเฟยทำให้จือหยินชะงักไป ถึงเขาจะมีความใกล้ชิดกับคนในบ้านหลังนี้ดีแต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเอ่ยขอได้ในทุกเรื่อง ยิ่งเป็นเรื่องเงินทองอย่างนี้ด้วยแล้ว

ฮ่องกงเป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงเมืองหนึ่งในโลก จือหยินเองก็ไม่ใช่หมอที่มีค่าตัวสูงอะไรนักเพราะเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่ปี ทั้งฝ่ายหญิงก็เป็นคนธรรมดาไม่ได้มีอันจะกินอะไรมากมาย เซินเฟยที่เคยอยู่ในครอบครัวฐานะปานกลางมาก่อนก็พอเข้าใจความรู้สึกดี แม้ในวันนี้เขาจะนั่งบนกองเงินกองทองก็ใช่ว่าจะมองกลับหลังไม่เป็น ตัวเขาจึงไม่ได้นึกแปลกใจนักที่จือหยินจะต้องแบกหน้ามาจนถึงที่นี่

เซินเฟยหันไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสมุดเช็คออกมา เขาเขียนตวัด ๆ อยู่ไม่นานก็ฉีกใบหนึ่งยื่นให้จือหยิน

หมอหนุ่มรับมาอย่างไม่แน่ใจก่ออ้าปากค้างกับจำนวนเงิน

“ผ....ผมรับไม่ได้หรอกครับ”

“ทำไมล่ะ?”

“มันมากเกินไป....ผมคงจะใช้คืนไม่ไหว” จือหยินทำท่าทางลำบากใจและจะยื่นเช็คคืน ทว่าเซินเฟยก็เลื่อนเช็คกลับไปตรงหน้า

“รับไปเถอะ คิดเสียว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานของคุณนอกเหนือจากค่าแรงปกติ”

แม้จือหยินจะลำบากใจที่ต้องรับเงินจำนวนมากมาโดยไม่อาจตอบแทนได้ แต่เซินเฟยที่ไม่ยอมรับเงินคืนก็ยืนยันคำเดิมเช่นกัน หมอหนุ่มจึงต้องรับเช็คไปอย่างช่วยไม่ได้ จือหยินกล่าวขอบคุณหลายต่อหลายครั้งก่อนจะขอตัวกลับโดยปฏิเสธคำเชิญร่วมทานอาหารเย็น เขาให้เหตุผลว่าอยากจะรีบกลับไปบอกข่าวดีนี้กับคนรักที่กำลังนอนรออยู่บนเตียงโรงพยาบาล

หวางซิงออกไปส่งจือหยินถึงหน้าบ้าน ส่วนเซินเฟยยังคงนั่งอยู่ในห้องรับแขก

โดยส่วนตัวแล้วเซินเฟยไม่เคยคิดจะสนใจละครโทรทัศน์หรือนิยายประโลมโลก ทว่าเขากลับรู้สึกว่าชีวิตตัวเองในตอนนี้ไม่ต่างกับบทละครสักเท่าไหร่นัก

แต่ช่างเป็นบทละครที่โหดร้ายเสียจริง ไม่รู้ว่าคนเขียนบทละครนี้เกลียดชังอะไรเขาหนักหนา จึงได้วางหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามและปลายทางอันมืดมิดให้เขาอยู่เสมอ กระทั่งเรื่องความรักก็ไม่ละเว้น เซินเฟยเคยหวังว่าหลังจบเรื่องเฉียนหยุนแล้วคงจะไม่ต้องรู้สึกสมเพชตัวเองไปมากกว่านี้ แต่ในเวลานี้เขากลับรู้สึกสมเพชตัวเองยิ่งกว่าตอนนั้นเสียอีก

ผู้นำองค์กรมืด....อกหักจากหมอที่เป็นผู้ชายด้วยกัน

น่าขำจริง ๆ

เซินเฟยปล่อยให้ตัวเองนั่งเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าและไม่ได้ปล่อยร่างกายให้ไหลไปกับโซฟาอย่างคนตายอดตายอยาก ไม่ว่าในเวลาไหนจูเชว่ก็ต้องมีศักดิ์ศรีในตัวเอง ไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้

ฉู่เหวินจือเดินเข้ามาในห้อง เขาปล่อยให้เซินเฟยอยู่คนเดียวได้เพียง 15 นาทีเท่านั้นก็หมดความอดทนที่จะยืนมองเฉย ๆ ต่อไป ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ โดยที่เซินเฟยยังคงทำเป็นไม่รู้สึกถึงเขาก่อนจะโอบอีกฝ่ายให้เอนมาพิงบนอกแล้วบีบหัวไหล่เบา ๆ ด้วยท่าทางก็เสมือนปลอบโยน ทว่ารอยยิ้มนึกสนุกบนเรียวปากไม่อาจทำให้เซินเฟยนึกวางใจในตัวผู้ชายคนนี้ได้เลย

“อยากร้องไห้ไหม?”

“ไม่”

บทสนทนาเริ่มและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เซินเฟยก็ไม่ได้สะบัดตัวออก ฉู่เหวินจือก็ไม่ได้ระรานไปมากกว่านั้น บางครั้งเซินเฟยก็นึกขอบคุณความช่างรู้ของอีกฝ่าย เพราะในอารมณ์ที่ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง ฉู่เหวินจือก็จะทำตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นได้ นอกจากนี้....การที่มีใครสักคนโอบกอดเมื่อหัวใจไม่อยู่ในอารมณ์ปกติ มันก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นได้เหลือคณา เซินเฟยกลัวว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะไม่อาจอยู่ตัวคนเดียวได้อีก แต่ว่า....เขาก็ยังไม่กล้าพาตัวเองออกจากความหลอกลวงและการแลกเปลี่ยนนี้

“คุณรู้หรือเปล่าว่าหมอจือโกหก” ฉู่เหวินจือเอ่ยขึ้นเมื่อความเงียบปกคลุมนานเกินไป

“ฉันดูโง่นักหรือไง?”

“แต่คุณก็ยอมเชื่อ” ชายหนุ่มหัวเราะ

เซินเฟยหลุบตาลง เขาเองก็มีนิสัยบางส่วนที่เหลือแม่ ในบางสถานการณ์ก็อยากลองหลอกตัวเองดูบ้างเพื่อความสบายใจ

ตอนที่จือหยินพูดออกมา เขาจับได้ถึงกระแสเสียงที่ผิดปกติ ด้วยตำแหน่งฐานะของเขาที่ต้องสังเกตสังกาคนรอบตัวตลอดเวลา ทำให้เซินเฟยสามารถจับโกหกได้ด้วยการฟังหรือแค่มองดูปฏิกิริยาเวลาตอบคำถาม จือหยินที่โดยปกติแล้วเป็นคนซื่อ เมื่อต้องมาพูดโกหกก็ยิ่งจับได้ง่าย แต่ถึงอย่างนั้นอีกใจหนึ่งเซินเฟยก็ยังพยายามแก้ต่างว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ประหม่าเท่านั้น

“แต่เรื่องคนรักก็เป็นความจริง” บางครั้งเซินเฟยก็นึกรำคาญเวลาที่อีกฝ่ายพูดไม่ดูอารมณ์เหมือนกัน เขาชักสงสัยว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไงกันแน่ เป็นคนที่มองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง หรือคนที่ไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลยกันแน่ เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างขยันพูดกวนใจเขาอยู่บ่อยครั้ง

ดูเหมือนความเงียบของเซินเฟนจะทำให้ฉู่เหวินจือรู้ว่าอีกฝ่ายรำคาญตนเองจึงยิ้มออกมา

“อยากให้ผมจูบไหม?”

“เพื่ออะไร?”

“ปลอบใจไง” ฉู่เหวินจือพูดพลางโน้มใบหน้าเข้าใกล้แล้วดึงเซินเฟยขึ้นมานั่งบนตักก่อนจะจูบเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้รับคำอนุญาต เพียงครู่เดียวที่เป็นเช่นนั้น เพราะนาทีต่อมาเซินเฟยก็ตอบรับจูบอย่างว่าง่าย เขาไม่ได้ปีนขึ้นไปบนตัวฉู่เหวินจือหรือแสดงท่าทางกระหายเรียกร้องเหมือนโสเภณี เพียงดุนลิ้นตอบกลับไปเท่านั้นแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่เหวินจือรู้ว่ามีการตอบรับ

ชายหนุ่มกดร่างเซินเฟยลงบนโซฟาพร้อมกดรอยจูบให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น โซฟาไม่ได้กว้างขวางนัก การที่ผู้ชายสองคนมากกกอดกันจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ฉู่เหวินจือหยั่งขาข้างหนึ่งไว้บนพื้น แขนข้างหนึ่งก่ายบนพนักพิง แม้จะอยู่ในท่าที่ง่ายต่อการปฏิเสธ แต่เซินเฟยก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เขาปล่อยให้ฉู่เหวินจือทำตามใจชอบตราบใดที่ยังไม่เกินเลยไปมากกว่านั้น

หลังได้จูบจนพอใจ ฉู่เหวินจือก็ผละออกก่อนจะแถบด้วยการซุกไซ้กับซอกคอ

“ทำอะไรน่ะ?” เซินเฟยไม่ค่อยเข้าใจภาษากายมากนัก แต่เขาค่อนข้างจะเชื่อว่าคงไม่ต่างจากภาษาของสัตว์ ดังนั้นการซุกไซ้ก็คงจะเหมือนเวลาสุนัขต้องการความรักกระมัง?

“ทำให้คุณลืมหมอจือชั่วครู่ไง”

เซินเฟยมุ่นคิ้ว แค่การกอดจูบจะทำให้ลืมใครบางคนได้อย่างไร? กระนั้นมันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ เพราะเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้คิดถึงจือหยินเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ได้คิดถึงฉู่หวินจือเหมือนกัน เหมือนกับว่าสมองของเขาว่างเปล่าไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

“ไร้สาระ” แม้จะคิดในใจอย่างนั้นแต่ปากเซินเฟยก็ยังปฏิเสธผลการทดลองของอีกฝ่ายอยู่ดี “ลุกไปได้แล้ว นายทับขาฉันอยู่นะ”

เมื่อเซินเฟยว่าเช่นนั้น ฉู่เหวินจือจึงลุกขึ้นเพื่อให้เซินเฟยขยับออกไป

“อะแฮ่ม” หวางซิงที่เพิ่งเดินเข้ามากระแอมไอเบา ๆ แต่โชคดีที่ฉู่เหวินจือถอยออกมาแล้วจึงรอดจากการโดนถีบในกรณีที่เซินเฟยตกใจขึ้นมาได้

“มีอะไรหรือ อาซิง?”

“วันนี้นัดคุณมู่ไว้หัวค่ำไม่ใช่หรือครับ?” หวางซิงบอกพลางมองนาฬิกา “ตอนนี้ 4 โมงแล้ว ผมคิดว่าเราน่าจะไปเตรียมตัวได้แล้ว” ว่าไป สายตาก็ปรายมองฉู่เหวินจืออย่างรู้ทัน

เซินเฟยพยักหน้ารับ เมื่อสองวันก่อนมู่อี้จิงมาหาเขาถึงที่บริษัทและฝากเรื่องไว้กับฉู่เหวินจือก่อนรีบผละไปทำงาน อีกฝ่ายต้องการแค่ให้เขาเลี้ยงอาหารมื้อหรู ๆ สักมื้อ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งเขากระดิกเลยเซินเฟยจึงตอบตกลงโดยทันทีผ่านสารวัตรหรง และเพราะผลการทำงานที่น่าพึงพอใจ เซินเฟยจึงสั่งจองโต๊ะที่ภัตตาคารหรูซึ่งเสิร์ฟอาหารนานาชาติชั้นเลิศ เป็นภัตตาคารที่หากไม่ใช่ระดับเศรษฐีก็ไม่มีทางได้ก้าวย่างเข้าไปอย่างเด็ดขาด เขาคิดว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะทำให้ลิ้นของมู่อี้จิงเปลี่ยนเป็นทองได้แล้ว

เด็กหนุ่มลุกจากไปเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หวางซิงจึงเดินเข้ามาในห้องรับแขกแทน

“ผมทราบเรื่องที่คุณกับคุณเซินตกลงกันก็จริงอยู่ แต่ผมอยากเตือนว่าอย่างน้อยขอให้คุณคำนึงถึงฐานะของคุณเซินเอาไว้ด้วย”

“ครับ ผมเข้าใจ” ฉู่เหวินจือตอบกลับแล้วเสยผมที่ปรกลงมาบนหน้าเพราะก้มต่ำเมื่อครู่

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเตรียมตัวก่อนนะครับ”

“จริงสิหวางซิง ผมฝากบอกคุณเซินด้วยได้ไหมว่าคืนนี้ผมจะออกไปข้างนอกนิดหน่อย”

“ได้สิครับ” แม้หวางซิงจะสงสัยว่าอีกฝ่ายมีธุระอะไร และยังไม่ไว้ใจอีกฝ่ายมากนัก ทว่าก่อนหน้านี้เซินเฟยเคยบอกเขาว่าหากฉู่เหวินจือจะไปไหนหรือทำอะไรก็ให้ทำไปไม่ต้องส่งคนตามดู หวางซิงไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเซินเฟยแต่หน้าที่เขาคือการทำตามคำสั่งเท่านั้น

--------------------->

เซินเฟยและหวางซิงมาถึงที่ก่อนเวลานัดเล็กน้อย กระนั้นเมื่อถูกบริกรนำมาที่โต๊ะพวกเขาก็พบว่ามู่อี้จิงมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จะเป็นเพราะที่นี่หรูหราเกินไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้ มู่อี้จิงจึงแต่งเนื้อแต่งตัวเต็มที่ สวมสูทดำ เสื้อเชิ้ตเรียบกริบ กางเกงสแลคเข้าชุด ทรงผมก็เสยอย่างมีสไตล์จนรู้สึกเหมือนมีเสน่ห์แบบคนหนุ่มวัยฉกรรจ์แผ่ออกมาจาง ๆ แม้จะมองผ่าน ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามู่อี้จองเป็นผู้ชายที่ดูดีจนน่าสะดุดตา เมื่อนั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็พบว่าอีกฝ่ายใส่น้ำหอมกลิ่นนุ่มมาเสียด้วย นับว่ารสนิยมใช้ได้ เซินเฟยวิจารณ์เช่นนั้นขณะกวาดตามองรอบ ๆ

ฟีโรโมนของผู้ชายคนนี้ทำงานเหมือนแมลงหรืออย่างไรกันนะ พวกสาวแก่แม่ม่ายที่มานั่งจับกลุ่มกันบางโต๊ะถึงได้ลอบมองมาทางนี้เป็นระยะ ๆ ขนาดว่าโต๊ะอยู่ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวแล้วก็ยังหนีสายตาสอดรู้สอดเห็นของพวกสาวสังคมสูงไม่พ้น

“คุณเซิน ผมขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญของผมนะครับ” ถึงแม้เซินเฟยจะเป็นเจ้ามือ แต่มู่อี้จิงก็ยังทักทายตามมารยาท

“ผมยินดีอยู่แล้ว” เซินเฟยกล่าวพร้อมพับผ้ากันเปื้อนรองบนตัก

“เรื่องคราวก่อนผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณโมโห ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นหรอกนะครับ แต่ว่า....” มู่อี้จิงพูดไปก็ไม่รู้ว่าควรจะจบประโยคเช่นไรให้อีกฝ่ายไม่ขุ่นเคืองจึงได้เว้นวรรคเพื่อทิ้งช่วงคิด

“คุณแค่คิดจะทดสอบผมใช่ไหม?” เซินเฟยช่วยต่อให้จนจบประโยค “ช่างเถอะ ผมไม่ถือสาหรอก ผมเองก็เริ่มชินกับเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่ยังไงก็อย่าให้มากเกินไปนักก็พอ”

นายตำรวจหนุ่มอดเบ้หน้าไม่ได้ พอทิ้งจังหวะหน่อยก็โดนกัดเข้าแผลหนึ่งจนได้

“ผมได้อธิบายให้เลขาของคุณเข้าใจไปแล้ว ดังนั้นผมหวังว่าเรื่องคราวนี้คุณจะทำเป็นลืม ๆ ไปได้นะครับ” เป็นเพราะอย่างไรเซินเฟยก็อยู่ในฐานะที่เหนือกว่า มู่อี้จิงจึงจำต้องนอบน้อมให้แม้เซินเฟยจะอายุน้อยกว่าเขาอยู่หลายปีก็ตามที

“ผมพิจารณาคนจากงานเป็นหลัก และคุณก็ทำงานได้ดี และเรื่องเข้าใจผิดเป็นเพราะผมเองก็ไม่รอบคอบสืบสวนให้ดีเสียก่อน ดังนั้นเรื่องครั้งนี้นอกจากผมจะไม่ถือสาหาความแล้วยังจะตอบแทนคุณอย่างเหมาะสมด้วย อยากทานอะไรก็เชิญสั่งเถอะ” เซินเฟยตอบกลับด้วยเสียงเรียบเฉย บางครั้งการยอมรับความผิดโดยไม่ต้องให้ใครมาชี้ให้เห็นก็เป็นเสน่ห์ที่ดีของผู้นำ และเซินเฟยก็มีสิ่งนั้นอยู่ มู่อี้จิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีกับเซินเฟยขึ้นมาก แม้อีกฝ่ายจะวางมาดข่มอย่างไรก็ถือเสียว่าเป็นไปตามสถานะ แต่สิ่งที่อยู่ในคำพูดต่างหากที่สำคัญ

หวางซิงสั่งอาหารกับบริกรแทนเซินเฟยเหมือนครั้งก่อน เขาอยู่ใกล้ชิดเซินเฟยจนรู้ดีว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร อะไรกินได้และอะไรที่แพ้ ส่วนมู่อี้จิงก็สั่งอาหารที่ตนเองพอจะคุ้นหูไปสองสามอย่าง สิ่งที่เขาไม่รู้จักก็ละเว้นไว้ปล่อยให้อีกฝ่ายสั่งไป

เครื่องดื่มสำหรับวันนี้เป็นไวน์แดงที่หมักบ่มราว ๆ 20 ปี นับว่าอายุไม่น้อยและราคาก็แพงหูฉี่ แต่เซินเฟยก็ยังสั่งมาจิบอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน มู่อี้จิงรู้สึกว่าวันนี้นอกจากลิ้นของเขาอาจจะกลายเป็นทองแล้ว ทั้งทางเดินอาหารของเขาอาจกลายเป็นทองไปจริง ๆ เมื่อได้ลิ้มลองอาหารจานละ 4 หลักเหล่านี้

โลกช่างผิดกันไกลจริง ๆ

มู่อี้จิงคิดขึ้นมาในใจ กับตำรวจธรรมดาอย่างเขาแค่มีข้าวกินสามมื้อก็พอแล้ว แต่ก็ยังมีพวกคนรวยที่ถึงจะกิน ๆ นอน ๆ ก็มีใช้เหลือเฟืออยู่ ถึงอย่างนั้น....จะคิดว่าเซินเฟยเป็นแบบนั้นไปด้วยก็เห็นจะไม่ถูกต้อง เพราะสารวัตรหรงบอกเขามาว่าเซินเฟยเคยเป็นแค่เด็กธรรมดาแต่อยู่ ๆ ก็ถูกดึงเข้ามาในเส้นทางสายนี้ ซ้ำยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวเพื่อพยุงอำนาจเอาไว้ให้ได้

มู่อี้จิงยิ้มกับตัวเอง...

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 25-02-2011 21:06:49
ในโลกนี้ก็มีคนรวยที่ทำงานหนักกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาอยู่เหมือนกัน....แถมยังหาโอกาสมีความสุขได้น้อยกว่าด้วย

เขาเคยนึกอิจฉาพวกคนร่ำคนรวยที่ชอบซื้อของมาอวดกันหรือไม่ก็จับกลุ่มนินทาในงานสังคม แต่เมื่อเขาได้รู้จักสังคมของผู้มีอันจะกินมากขึ้นเขาก็ได้พบว่ามันมีอะไรมากกว่าเงินทองที่กองแทบเท้า เพราะยิ่งมีสิ่งที่อยู่ใต้การครอบครองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีภาระที่ต้องแบกมากเท่านั้น ดังนั้นมู่อี้จิงจึงรู้สึกพอใจแล้วกับสถานะของตนเองในปัจจุบัน แค่ได้กินอาหารธรรมดาสามมื้อ ส่วนมื้อพิเศษอย่างนี้ก็ถือเสียว่าเป็นกำไรชีวิตที่สวรรค์ประทานก็แล้วกัน

แน่นอนว่าคนรวยทั้งหลายไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของเขาหรอก คนที่ได้ทุกอย่างที่ต้องการย่อมไม่รู้ความรู้สึกสุขใจเมื่อได้รับสิ่งพิเศษ เหมือนกับคนที่ไม่รู้ว่าความอิ่มเป็นอย่างไรเมื่อไม่รู้จักความหิวนั่นแหละ

เซินเฟยมุ่นคิ้วเมื่อมองไปเห็นมู่อี้จิงนั่งยิ้มกับตัวเองคนเดียวพลางมองแก้วไวน์ในมือ เขาหันมองหวางซิงด้วยความสงสัยว่าวันนี้อีกฝ่ายไปกินยาอะไรมาผิดหรือไม่ หวางซิงก็ทำได้เพียงส่ายศีรษะว่าไม่รู้เช่นกัน

“เอ่อ...คุณมู่ ถ้าไม่รีบทานตอนร้อน ๆ จะไม่อร่อยนะครับ” หวางซิงเตือนสติทำให้ตำรวจหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิดของตนเอง

“อ้อ ใช่ ขอบคุณครับ” มู่อี้จิงรีบสลัดความขบขันออกจากใบหน้าแล้วลงมือกินอาหาร

“สารวัตรหรงเป็นยังไงบ้าง?”

เป็นธรรมดาสำหรับมื้ออาหารของเซินเฟยที่ต้องมีการสนทนาเรื่องธุรกิจ เขาจึงเคยชินกับการพูดคุยระหว่างมื้ออาหารเมื่อต้องออกมากินอาหารนอกบ้าน

“สำหรับตอนนี้ก็ดูเหมือนจะสบายดีนะครับ แต่ก็เอาแต่บ่นเรื่องอายุตัวเองให้ผมฟังอยู่บ่อย ๆ หัวหน้าของแผนกผมก็เลยพลอยบ่นติดเชื้อคนแก่บ่นตามไปด้วย” มู่อี้จิงกล่าวตอบหลังจากกลืนชิ้นเนื้อลงไปในคอสำเร็จ ชิ้นเนื้อที่คล้ายจะละลายไปกับปลายลิ้นทำให้เขาเกือบลืมกลืนไปเสียสนิท “พอใกล้จะเกษียณก็คงจะเป็นแบบนี้ทุกคน พ่อของผมเองก็บ่นแบบนั้นอยู่เหมือนกัน”

“พ่อของคุณก็เป็นตำรวจหรือครับ?” หวางซิงเอ่ยถาม

“ครับ เป็นตำรวจที่เคร่งครัดมากด้วย” ตำรวจหนุ่มตอบพลางถอนหายใจ “และเพราะเขานั่นแหละที่ทำให้ผมเป็นตำรวจ เขาไม่ยอมให้ผมหันไปหาหนทางอื่นเลย”

“ซึ่งผมก็คิดว่าเหมาะดีแล้ว” เซินเฟยเสริมขึ้นมา

“เหมือนที่คุณเหมาะจะเป็นมาเฟียไง”

เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วทันที การยอกย้อนของมู่อี้จิงไม่ค่อยเข้าหูเขาสักเท่าไหร่

“แล้วก่อนหน้านี้คุณคิดอยากจะเป็นอะไรงั้นหรือครับ? เอ่อ ผมหมายถึงว่าถ้าคุณไม่ได้เป็นตำรวจ คุณคิดจะทำอาชีพอะไร?” หวางซิงรีบกลับไปหาหัวข้อเดิมเพื่อคลายสถานการณ์ นั่นเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่หวางซิงมักต้องปฏิบัติเมื่อพบกับคนที่ไม่ค่อยรู้จักวิธีพูดเพื่อทำให้คนอารมณ์ดี เพราะเซินเฟยเป็นคนที่ค่อนข้างถือกับคำพูดอยู่มาก สำหรับมู่อี้จิงที่ชอบพูดแบบเป็นกันเองคงลำบากหน่อยที่จะคุยกันได้นานโดยไม่ทะเลาะกันเสียก่อน การมีหวางซิงร่วมโต๊ะด้วยจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นไป

“ผมไม่เคยคิดหรอก ก็พ่อผมกำกับให้ผมเป็นตำรวจแต่แรกอยู่แล้ว อีกอย่างผมก็ไม่ได้เกลียดอาชีพนี้ด้วย”

โดยนิสัยแล้ว มู่อี้จิงไม่ใช่คนที่เคร่งครัดกับตนเองสักเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคาดหวังอะไรให้มากเกินตัว ให้พ่อวางหนทางให้มันก็สบายไปอีกแบบ แต่ถึงอย่างนั้นก็โชคดีที่เขามีดีเรื่องสมองจึงสามารถเดินตามทางที่พ่อวางไว้ให้แต่กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้

“แล้วคุณล่ะ ถ้าไม่ได้เป็นเลขาคุณจะทำอะไร?” มู่อี้จิงถามหวางซิงกลับบ้าง

“เอ๋ ผม.....” หวางซิงนิ่งคิดไปเล็กน้อย “ผมก็คงจะเป็นเลขาอยู่ดีแหละครับ” คำตอบของหวางซิงค่อนข้างจะเป็นกำปั้นทุบดินไปเล็กน้อย แต่ก็เป็นความคิดของเขาจริง ๆ ตั้งแต่เด็กมาเขาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อให้รับใช้ตระกูลเซิน ปู่ของเขาเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน พ่อของเขาเป็นคนดูแลเรื่องจิปาถะพูดง่าย ๆ คือผู้ช่วยของปู่ เขาถูกส่งให้เรียนสูง ๆ เพื่อจะได้ช่วยด้านการบริหาร ซึ่งเมื่อเขาเรียนจบก็ได้กลายเป็นเลขาของจูเชว่รุ่นก่อนทันที พูดตามตรงแล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างยิ่ง จะหน้าที่ไหนก็แล้วแต่ขอเพียงทำประโยชน์ให้จูเชว่ได้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจทั้งสิ้น และสำหรับเขา หน้าที่เลขาก็เป็นหน้าที่ที่แบ่งเบาภาระของจูเชว่ได้มากที่สุดในหน้าที่ทั้งหมด ทำไมเขาถึงต้องอยากทำงานอื่นอีกล่ะ?

“อาซิงเป็นเลขาที่ดีและผมก็พอใจ” เซินเฟยกล่าวพลางจิบไวน์

“ใช่ เรื่องนั้นคุณเคยบอกผม และเท่าที่ผมเห็นก็ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น แต่....คุณไม่เคยคิดจะทำอย่างอื่นบ้างเลยหรือ?” มู่อี้จิงเลิกคิ้ว คนเราทุกคนล้วนแต่มีความฝันหลากหลายต่างกันไปในวัยเด็ก แม้แต่เขาเองก็เคยฝันเพียงแต่ไม่ได้จริงจังกับมันก็เท่านั้น

“จริงสิ จะว่าไปก็มีอย่างหนึ่งนะครับที่ผมอยากทำ” หวางซิงเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชายหนุ่มยิ้มกว้างตาเป็นประกาย

เซินเฟยเลิกคิ้ว นึกสงสัยว่าเลขาตนเองอยากลองทำอะไรถึงขนาดนั้น

“ผมอยากขับรถครับ”

แม้จะเป็นคำตอบที่แสนปกติธรรมดาในสายตาคนอื่น ๆ แม้แต่มู่อี้จิง ทว่าเซินเฟยกลับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงพลางทำสีหน้าขยาดอย่างบอกไม่ถูก

“ก็ดีนี่ครับ” มู่อี้จิงว่าเช่นนั้นเพราะไม่ทันสังเกตสีหน้าของเซินเฟย

“แต่ว่าคุณเซินไม่ยอมให้ผมขับเลย” หวางซิงถอดถอนใจ “ทั้งคุณเซินและจูเชว่รุ่นก่อนต่างก็บอกว่าผมควรเป็นเลขามากกว่าคนขับรถ”

“อย่างที่ผมเคยบอกและผมก็ยังยืนยันเหมือนเดิม” เซินเฟยแทรกโดยไม่บอกเหตุผลใด ๆ ไปมากกว่านั้น

“มันคงเป็นเรื่องปกติล่ะมั้งครับ ก็รถของคุณเซินราคาแพงขนาดนั้นคงไม่ยอมให้เอาไปลองขับง่าย ๆ” มู่อี้จิงหัวเราะ เขาเคยเห็นรถของเซินเฟยมาแล้ว รถยุโรปนำเข้ายี่ห้อดังสีดำมันปราบ ไม่มีรอยขูดขีดเปรอะเปื้อน ได้รับปารดูแลอย่างดีจนเรียบร้อยดูสง่าไม่ต่างจากเจ้าของสักนิด นี่สินะที่เขาว่าเจ้าของกับรถจะเหมือน ๆ กัน เจ้าของเป็นอย่างไรรถก็เป็นแบบนั้น

“คงใช่ครับ ดังนั้นผมก็เลยเลิกล้มความคิดไป” หวางซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรนักกับแค่การไม่ได้ขับรถ แต่ว่ามู่อี้จิงกลับคิดเป็นจริงเป็นจัง

“ถ้าเป็นรถผมคงไม่เป็นไร”

“อะไรนะครับ?”

“คือ...วันนี้ผมเอารถมาด้วย รถตำรวจน่ะ ถ้าคุณจะลองขับผมก็ยินดี” ความใจดีของมู่อี้จิงทำให้หวางซิงยิ้มกว้างจนตาเป็นประกายระริกด้วยความดีใจ ทว่าเซินเฟยกลับนั่งตีหน้านิ่ง เขาไม่ได้คิดห้ามปรามและไม่สนับสนุนด้วย เพราะไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นเขาจะถือว่าไม่ได้เกี่ยวกับเขา

หลังมื้ออาหาร ทั้งสามก็เดินลงไปข้างล่าง มู่อี้จิงขับรถเข้ามาเทียบแล้วเชิญให้หวางซิงนั่งที่คนขับส่วนเขาขึ้นนั่งข้าง ๆ เพื่อคอยแนะนำ

เซินเฟยมองรถที่แล่นจากไปอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะขึ้นรถของตัวเอง

“แล้วเลขาหวางล่ะครับ?” คนขับรถเอ่ยถาม

“เขามีธุระกับคนรู้จัก” เซินเฟยเลือกจะอธิบายเพียงแค่นั้น “ฉันบอกให้กลับไปเจอกันที่บ้าน”

คนขับรถรับคำสั้น ๆ ตามหน้าที่ก่อนจะออกรถ ใช้เวลาเพียงไม่นานเซินเฟยก็กลับมาถึงบ้านโดยมีหวางซือยืนรอรับอยู่
“ยังไม่ขึ้นนอนหรือเหล่าซือ?”

“นายน้อยออกไปข้างนอกจะให้เหล่าซือขึ้นนอนก่อนได้ยังไงกัน?” หวางซือเดินขโยกเขยกเข้ามารับเสื้อสูท เพราะอายุเริ่มมากขึ้นจึงไม่สามารถขยับได้ทันทั่นใดเหมือนสมัยก่อน เซินเฟยเองก็นึกอยากให้หวางซือวางมือเหมือนกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมง่าย ๆ กระทั่งเรื่องการดูแลปรนนิบัติยังไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องแม้สักกระเบียด หวางซานเองก็สุดจะทัดทานเหมือนกัน

“แล้วที่บอกว่าปวดหัวเข่าเมื่อวันก่อนล่ะ?” เซินเฟยเลิกคิ้วพลางมองท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ นั้น

“อาซานนี่ปากสว่างจริง ๆ” แทนที่จะตอบคำถาม หวางซือกลับไพล่ไปโทษลูกชายที่เอาเรื่องอย่างนี้มาบอกเซินเฟยเสียอย่างนั้น “ว่าแต่นายน้อย อาซิงหายหัวไปไหนกัน? ทำไมถึงไม่คอยรับใช้นายน้อย หลานคนนี้ชักจะเหลวไหล เหล่าซือต้องขอโทษนายน้อยด้วยที่อบรมไม่ดี”

ทั้ง ๆ ที่เซินเฟยยังไม่ได้ว่ากล่าวอะไร หวางซือกลับตีโพยตีพายไปเสียเอง เซินเฟยก็ชินกับความวิตกกังวลที่บางครั้งก็เกินเหตุเกินผลอันแทบจะเป็นลักษณะเฉพาะของคนตระกูลหวางแล้วจึงไม่รู้สึกแปลกใจ เขาเพียงยิ้มออกมาน้อย ๆ ด้วยรู้สึกขบขันกับความลุกลี้ลุกลนว่าจะบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น

“อาซิงไปขับรถ”

“อ....อะไรนะครับ” หวางซือเบิกตากว้างพลางถามซ้ำ เขาเกรงว่าความแก่ของตนจะทำให้หูฝาดไป

“อาซิงไปขับรถ นักสืบมู่บอกว่าจะสอนให้ อาซิงก็เลยขออนุญาตผม” เซินเฟยแจกแจงให้หวางซือฟัง ซึ่งชายชราก็ได้แต่ยืนอึ้งและเปลี่ยนสีหน้าไปเรื่อย ๆ ตามลำดับของเรื่อง จนกระทั่งถึงสุดท้ายก็กลายเป็นขาวซีด

“นักสืบมู่....งั้นหรือครับ....” หวางซือพูดตะกุกตะกัก ทำท่าคล้ายจะลมจับ “เหล่าซือขออนุญาตนายน้อยไปจุดธูปไหว้พระไหว้เจ้าสักกำมือหนึ่งก่อนนะครับ”

“ตามสบายเถอะ แต่ผมคิดว่าพระหรือเจ้าก็อาจจะช่วยไม่ได้”

ถึงเซินเฟยจะพูดแบบนั้น แต่หวางซือก็ยังรีบผลุนผลันไปจุดธูปไว้เจ้าและบรรพบุรุษอยู่ดี

พวกเขารออยู่นานพอสมควรกว่าที่เสียงรถคันหนึ่งจะแล่นมาจอดที่หน้าบ้านและกดแตรเรียกคนด้านใน หวางซือและหวางซานรีบวิ่งออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ส่วนเซินเฟยกลับเดินช้า ๆ ตามไป

เมื่อเปิดประตู หวางซือแทบจะล้มพับเพราะรถตำรวจหรือเคยเรียกได้ว่าเป็นรถตำรวจตอนนี้อนู่ในสภาพบุบบี้ไปทั้งคัน บางส่วนของรถมีรอยสีถลอก ซ้ำกระโปรงหน้าหลังยังถูกชนจนเปิดอ้า หวางซิงเดินลงมาจากรถด้วยสีหน้าสำนึกผิดส่วนมู่อี้จิงกลับแทบจะต้องคลานลงมา เซินเฟยเดาว่าอีกฝ่ายคงจะลุ้นตัวโก่งพร้อมสวดภาวนาขอให้สวรรค์เมตตาไปตลอดทางอย่างแน่นอน

ทุกคนในบ้านหลังนี้ต่างรู้ฝีมือการขับรถของหวางซิงเป็นอย่างดี ชายหนุ่มเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมก็จริงแต่เป็นคนขับรถที่ยอดแย่ หวางซิงมีพรสวรรค์อย่างยิ่งยวดด้านการพารถเสยขอบถนน ชนเสาไฟฟ้า หักเลี้ยวเฉียดรถคันอื่นรวมถึงการพุ่งเข้าใส่เหล็กกั้นถนน และที่เยี่ยมไปมากกว่านั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเจ้าตัวกลับไม่เคยได้รับบาดเจ็บจากการขับรถท้านรกของตนเองสักครั้ง ซึ่งหากนับจริง ๆ หวางซิงก็เคยมีโอกาสขับรถแค่ 2 ครั้งในชีวิตคือตอนที่เข้ามารับใช้จูเชว่รุ่นก่อนเป็นวันแรก และหลังจากดูแลเซินเฟยได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์สองครั้งนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าให้หวางซิงแตะพวงมาลัยอีกเลย

มู่อี้จิงเองก็ดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ที่เสียหายสุด ๆ ก็คือตัวรถที่น่าพาเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนหรืออาจจะทั้งหมด

“ไม่เป็นอะไรสินะอาซิง?” เซินเฟยเอ่ยถามพลางมองมู่อี้จิงที่ยืนพิงรั้วบ้านด้วยหน้าตาซีดเซียว “ผมอนุญาตให้คุณใช้ห้องน้ำได้ถ้าคุณอยาก”

ทันทีที่ได้รับคำอนุญาต มู่อี้จิงก็อุดปากแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

“ผมขอโทษด้วยครับ” หวางซิงพูดออกมาด้วยสีหน้าสลด

“เอาเถอะ ผมก็แค่ต้องจ่ายเงินให้ทางรัฐบาลเพื่อซ่อมเสาไฟฟ้า ราวกั้นถนน ต้นไม้ และจ่ายค่าซ่อมรถให้นักสืบมู่เท่านั้นเอง” เซินเฟยตอบอย่างไม่นึกยี่หระ เงินพวกนั้นไม่ได้ทำให้เขาสะดุ้งสะเทือนอยู่แล้ว ขอเพียงแค่ยังไม่ต้องออกเงินค่าทำศพให้ใครก็พอ ส่วนรถที่โดยเฉี่ยวชนไปคิดว่าคงไปโวยที่กรมทีหลัง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะโอนเงินไปให้สารวัตรหรงก่อนเพื่อจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของรถเหล่านั้น

หวางซิงเดินเข้าไปในบ้านพอดีจังหวะเดียวกับที่มู่อี้จิงเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาขอโทษขอโพยอีกฝ่ายเป็นการใหญ่ คืนนั้นหวางซิงจึงขอให้นายตำรวจหนุ่มพักที่บ้านก่อนแล้วเอารถไปซ่อมให้โดยเซินเฟยเป็นคนออกค่าเสียหายทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น....ทุกคนก็เชื่อว่าหวางซิงคงจะยังไม่เข็ดกับการขับรถหรอก....

TBC
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Miyabi ที่ 25-02-2011 21:53:24
เนื้อเรี่องสนุกน่าติดตามมากๆ  o13
รอตอนต่อไปจ้า
 :L2: :L2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: PEENAT1972 ที่ 25-02-2011 22:14:14
ฮากับตอนกลับจากการขับรถนี่แหละ 555
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: lovevva ที่ 25-02-2011 22:44:47
 :laugh:ฮากับพรสวรรค์ในการขับรถของอาซิง
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: yakusa ที่ 25-02-2011 23:40:32
อาซิง นี่สุดอะ  :m20:  น่าส่งไปขับรถวิบาก

คุณตำรวจคงเข็ดไปอีกคน 
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 26-02-2011 00:07:42
 o21อาซิงเป็นมนุษย์ที่มีพรสวรรค์น่ากลัวจริงๆ
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: mete ที่ 26-02-2011 10:32:01
เย้ๆๆๆ :mc4:

ตอนใหม่มาอีกแล้ว

ตอนนี้อ่านแล้วก็อมยิ้มนะคับ

น่ารักดีนะคับ o13

จะรออ่านอีกนะคับพุร่งนี้ :bye2:
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 14 (25/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: Rafael ที่ 26-02-2011 10:47:47
เป็นเลขาอย่างเดิมก็ดีแล้วล่ะอาซิง
อย่าเป็นมันเลยคนขับรถน่ะ 55
หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 15 (26/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 26-02-2011 11:39:29
-15-



นับแต่วันที่จือหยินมาขอความช่วยเหลือเวลาก็ผ่านไปถึงหนึ่งสัปดาห์แล้ว หลี่จวี๋เหม่ยยังคงมาเยี่ยมในตอนเช้าเพื่อสนทนาเล็กน้อย นำขนมมาให้และเดินทางกลับเช่นเดิม หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีว่าต้องการเรียกร้องอะไรจากเซินเฟยเลยแม้แต่น้อย ทำให้การมาเยือนของเธอเป็นที่ต้อนรับของคนในบ้านใหญ่มากขึ้น และเซินเฟยก็ไม่ต้องรู้สึกปวดหัวกับเรื่องพ่อแม่ของตัวเองด้วย

หลี่จวี๋เหม่ยเดินทางกลับไปราว ๆ 10 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาก่อนมื้อเที่ยงเนื่องจากเธอต้องรีบกลับไปเตรียมมื้อเที่ยงให้สามี เซินเฟยจึงไม่มีโอกาสเชิญเธอให้อยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกัน

การปรากฏตัวของหลี่จวี๋เหม่ยนำความเปลี่ยนแปลงมายังตัวของเซินเฟยเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว จากเดิมที่ไม่เคยรู้สึกต้อนรับครอบครัวของตนเอง ตอนนี้เขากลับยอมรับหญิงสาวที่เป็นแม่ให้เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง

“คุณหลี่เองก็ดูไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรนะครับ” หวางซิงออกความเห็นพลางวางแก้วขาให้เจ้านาย “แต่ผมยังไม่ไว้ใจทางคุณเซินหยู่ เขาอาจจะคิดอะไรอยู่ก็ได้”

“เรื่องนั้นผมเองก็ยังสงสัย” เซินเฟยเห็นด้วย ถึงใจของเขาจะยอมรับหลี่จวี๋เหม่ยได้เกือบเท่ากับสมัยเด็ก แต่สำหรับเซินหยู่นั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ต้องการ เซินเฟยรู้จักพ่อตัวเองดีเกินกว่าจะกล้าวางใจ

“แต่ว่า...ทำไมคุณถึงได้ดูมีความสุขนักล่ะครับคุณฉู่?” เลขาหนุ่มหันไปมองฉู่เหวินจือที่นั่งยิ้มอยู่ที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่ง เวลาที่หวางซิงอยู่ด้วย ฉู่เหวินจือแทบไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เซินเฟย กระนั้นเจ้าตัวก็ดูจะไม่ได้ทุกข์ร้อนสักเท่าไหร่เพราะในเวลาที่ลับหลังหวางซิง เขาก็ตักตวงกำไรอย่างเต็มที่หมือนกัน

“ผมหรือ? ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น” ฉู่เหวินจือถามกลับ

“ก็คุณนั่งยิ้มแบบนั้นทีไร ผมก็ต้องสังหรณ์ว่าคุณกำลังคิดเรื่องไม่ดีทุกที” หวางซิงตอบก่อนจะถอนหายใจ

“ผมน่ะหรือคิดเรื่องไม่ดี เปล่าเลย ผมกำลังคิดเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ” ฉู่เหวินจือกล่าวแล้วหันไปหาเซินเฟยด้วยดวงตาเป็นประกาย “ผมกำลังคิดว่าเมื่อคืนนี้คุณเซินตอบรับผมดีแค่ไหน รู้สึกว่านับวันคุณก็ยิ่งพัฒน.....หวา!”

ยังไม่ทันที่ฉู่เหวินจือจะพูดจบ เซินเฟยก็ยกน้ำชาทั้งกาสาดใส่จนชุ่ม โชคดีที่น้ำชากานั่นแค่อุ่น ๆ ไม่ได้ร้อนมากนัก ฉู่เหวินจือจึงเพียงร้องออกมาแล้วกระโดดหนีไปเล็กน้อย เขาแย้มยิ้มเมื่อเห็นเซินเฟยกำลังหน้าแดงด้วยความอับอายทั้งยังกัดฟันกรอด ถ้าให้เดา เซินเฟยคงกำลังคิดหาวิธีลงโทษเขาอยู่ในหัวแน่ ๆ ดังนั้น ก่อนที่เซินเฟยจะคิดเสร็จเขาก็ต้องฉวยโอกาสก่อน

ฉู่เหวินจือถลันเข้าไปคว้าตัวเซินเฟยมาจูบแนบแน่นก่อนรีบเผ่นออกไปทางประตูเมื่อทั้งเซินเฟยและหวางซิงกำลังตกตะลึงตาค้าง

“ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็สาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว

“ฉู่เหวินจือ!” แม้เซินเฟยจะตะคอกสวนกลับไปก็ไม่ทันเสียแล้ว

“คุณเซิน ยิ่งวันฉู่เหวินจือก็ยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้นแล้วนะครับ” หวางซิงเตือนด้วยความหวังดี ระยะนี้เห็นได้ชัดว่าฉู่เหวินจือไม่ได้เกรงกลัวเซินเฟยเลย ทั้งยังคิดจะทำอะไรก็ทำตามอารมณ์จนเขายังตามไม่ทัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจะทำตัวดีอยู่แล้ว ตอนนี้กลับอาการหนักยิ่งกว่าเก่า

เซินเฟยทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวด้วยความหงุดหงิดใจ ผู้ชายคนนั้นช่างขยันทำให้เขาโมโหเสียจริง กลัวว่าความดันของเขาจะต่ำเกินไปหรือยังไงกันนะ

“เอ่อ....ขอโทษครับ” คนรับใช้คนหนึ่งย่องเข้ามาด้วยความหวั่นวิตกเพราะได้ยินเสียงตะคอก ซ้ำบรรยากาศในห้องยังดูเคร่งเครียด

“มีอะไร?” เซินเฟยเอ่ยถามเสียงนิ่งราวกับเมื่อครู่นี้ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น

“หมอจือมาขอพบครับ”

จือหยิน?

เซินเฟยมุ่นคิ้วพลางมองหน้าหวางซิง อาทิตย์ก่อนนี้อีกฝ่ายมาขอยืมเงินของเขาไปจำนวนหนึ่งเพื่อรักษาคนรักที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเซินเฟยก็จับกระแสเสียงของความผิดปกติได้ ทว่าเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมาหาเขาอีกครั้งรวดเร็วถึงขนาดนี้ เอาเงินมาคืนหรือ? ไม่น่าเป็นไปได้ หมอธรรมดาอย่างจือหยินจะหาเงินจำนวนมากมายแบบนั้นมาในเวลา 1 อาทิตย์ได้อย่างไร?

“พาไปที่ห้องรับแขก” เซินเฟยหันไปสั่งคนรับใช้ “แล้วก็ให้คนมาทำความสะอาดพรมกับโซฟาในห้องนี้ให้ด้วย ฉู่เหวินจือพลั้งมือทำชาหกลงไปทั้งกาเลยเปียกไปหมด”

“ครับ” คนรับใช้รีบรับคำแล้วไปทำตามคำสั่งทันที

เซินเฟยทำสีหน้าครุ่นคิด เขายังไม่อาจไขข้อสงสัยได้ว่าจือหยินโกหกเขาเรื่องอะไรและทำไม กระนั้นอีกฝ่ายอุตส่าห์มาถึงที่นี่อีก หรือจะมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกันนะ?

ตอนที่เซินเฟยและหวางซิงไปถึงห้องรับแขก จือหยินก็ถูกเชิญเข้ามานั่งรอเรียบร้อยแล้ว ทั้งน้ำชาและขนมก็ยังถูกนำมาวางไว้พร้อม หวางซือไม่เคยละเลยหน้าที่เลยจริง ๆ

“คุณเซิน ขอโทษที่มารบกวนในวันหยุดอีกนะครับ” จือหยินรีบลุกขึ้นแล้วยิ้มกว้างทำให้เซินเฟยสะดุดไปเล็กน้อยเพราะเขาไม่เคยได้รับรอยยิ้มเช่นนั้นจากอีกฝ่ายเลย แต่วินาทีต่อมาเขาก็ตั้งสติได้จึงรีบเดินไปที่ก้าอี้รับแขกอีกตัวหนึ่งแล้วผายมือเชิญที่จือหยินนั่งลง

“ที่ผมให้ไปไม่พอหรือ?”

“ไม่ใช่ครับ! นั่นเกินพอเสียด้วยซ้ำ ผมยังอดสำนึกในความกรุณาของคุณเซินไม่ได้” จือหยินรีบตอบแล้วก้มหน้าลง หวางซิงอดรู้สึกประหลาดไม่ได้ ใบหน้าของจือหยินดูมีความสุขและวิตกกังวลไปในเวลาเดียวกัน คนที่ทำสีหน้าขัดแย้งในตัวเองแบบนี้ได้จะอยู่ในอารมณ์แบบไหนนั้นเขาก็สุดจะคาดเดา

“ถ้าอย่างนั้นหมอจือมีธุระอะไรให้ช่วยอีกหรือเปล่า?” เซินเฟยถามไปก็อดกลั้นหายใจไม่ได้ เสี้ยวเล็ก ๆ ในใจของเขาคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะมาที่นี่เพื่อพบปะกับเขาโดยไม่ต้องมีเหตุผลหรือธุระมารองรับบ้าง แต่เซินเฟยก็รู้ดีว่ามันเป็นไปได้เพียงแค่ความคาดหวังเท่านั้น บางครั้งเซินเฟยก็สงสัยตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าจือหยินไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของเขาทั้งยังมีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว ทำไมเขาถึงยังอยากจะหวังอยู่อีกนะ....

“คือ....คนรักของผมผ่านการผ่าตัดไปได้ด้วยดี ตอนนี้กำลังกายภาพบำบัดอยู่ ต้องรออีกเดือนจึงสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ แต่ว่า....เธออยากจะขอบคุณคุณเซินด้วยตัวเองไว ๆ ผมก็เลย....”

บางครั้งจือหยินก็ชอบพูดจาอ้อมค้อมด้วยความเกรงอกเกรงใจ

“ผมเข้าใจความรู้สึกของหมอจือกับคนรักของหมอนะครับ แต่ว่าวันนี้คุณเซิน.....”

“ผมกำลังว่างพอดี” ไม่ทันที่หวางซิงจะปฏิเสธให้อย่างเคย เซินเฟยที่นั่งทำท่าครุ่นคิดจนถึงเมื่อครู่ก็ตอบรับออกมาเสียก่อน สร้างความประหลาดใจให้แก่หวางซิงและจือหยินเป็นอย่างมาก “อาซิง ให้คนเตรียมรถ และไปเรียกฉู่เหวินจือให้ผมด้วย”

“.....ครับ” ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่หวางซิงจะตอบรับออกมาแล้วเดินออกไปจากห้อง

“จะไม่เป็นการรบกวนเกินไปหรือครับ ความจริงรออีกสักเดือนเธอก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ตอนนั้นผมค่อย...”

“หมอจืออุตส่าห์มาหาผมถึงที่นี่เพราะคาดหวังให้ผมตอบรับไม่ใช่หรือ?” คำกล่าวของเซินเฟยทำให้จือหยินชะงัก เขายิ้มออกมาน้อย ๆ ซึ่งก็พาเซินเฟยรู้สึกถึงความสุขเล็ก ๆ ในใจตามไปด้วย ทำไมเขาถึงได้หวั่นไหวกับรอยยิ้มของผู้ชายคนนี้นักนะ....

-------------->

คนขับรถเทียบให้ผู้โดยสารลงที่หน้าอาคารก่อนจะขับจากไปเพื่อนำรถไปจอด ตอนนี้หน้าอาคารจึงมีเซินเฟย หวางซิง จือหยิน และฉู่เหวินจือที่โดนพามาเป็นตัวแถม ทั้งสี่พากันเดินเข้าไปในอาคารท่ามกลางสายตาสงสัยของนางพยาบาลและหมอคนอื่น ๆ เนื่องจากสามในสี่คนสวมชุดสูทราวกับนักธุรกิจใหญ่ แม้โรงพยาบาลนี้จะเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงและมีคนใหญ่คนมารักษาบ่อย ๆ แต่ก็หาได้ยากที่จะได้พบแขกลักษณะนี้มาเยี่ยมผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นญาติ ๆ ที่แต่งตัวธรรมดา ๆ เสียมากกว่า

ระหว่างที่เดินไป จือหยินก็อธิบายว่าคนรักของตนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้กระดูกท่อนขาด้านบนจนถึงสะโพกแตกต้องผ่าตัดเพื่อใส่กระดูกเทียมแทน ตอนนี้ถึงจะผ่าตัดไปแล้วแต่ก็ต้องฝึกกายภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ร่างกายชินกับการเดินด้วยสิ่งที่เป็นของเทียม

แผนกออโธปิดิกส์อยู่ชั้น 6 ของอาคาร เซินเฟยไม่ค่อยได้เข้าออกโรงพยาบาลนี้บ่อยนักจึงต้องให้จือหยินนำทาง ตัวเซินเฟยเองเคยมาเพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือตอนที่ฉู่เหวินจือโดนยิง และอีกครั้งคือตอนที่ตนเองโดนยิงเสียเอง

จือหยินมองนาฬิกาเล็กน้อยเมื่อขึ้นมาถึง

“น่าจะกายภาพเสร็จแล้ว ผมจะพาไปที่ห้องเลยก็แล้วกันนะครับ” จือหยินสรุปเช่นนั้นก่อนจะเดินนำทั้งสามไปยังห้องหนึ่งซึ่งชื่อหน้าห้องติดชื่อเอาไว้ว่า…

‘หลิงหลิง’

ตั้งชื่อได้แปลกจริง....

เซินเฟยคิดเพราะเขาไม่ค่อยได้เจอคนที่ชื่อและแซ่ออกเสียงเหมือนกันมากนัก และเขาก็เชื่อว่าหวางซิงกับฉู่เหวินจือก็คิดเหมือนเขาเพราะทั้งสองจ้องป้ายชื่อด้วยความประหลาดใจเล็ก ๆ แต่ฉู่เหวินจือกลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปาก เซินเฟยมุ่นคิ้วทันที หวังว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้คิดมิดีมิร้ายกระทั่งผู้หญิงที่มีเจ้าของแล้วหรอกนะ

จือหยินเปิดประตูเข้าไปในห้อง ภาพที่เซินเฟยเห็นไม่ต่างจากภาพที่เคยเห็นตอนมาเยี่ยมฉู่เหวินจือมากนักเพราะห้องพักผื้นในโรงพยาบาลไม่ว่าแผนกไหนก็ดูจะเหมือน ๆ กันไปหมด แต่ว่าเธอคนนี้ได้อยู่ห้องเดี่ยวพิเศษเชียวหรือ? อาจเป็นเพราะเงินของเขาที่เกินจำนวนไปช่วยให้จือหยินจัดห้องนี้ให้คนรักได้ก็เป็นได้

เมื่อประตูเปิดออกจนสุด เซินเฟยจึงได้เห็นร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งห้อยขาหันหลังให้พวกเขาและหันหน้าไปทางหน้าต่างทำให้เซินเฟยไม่รู้ว่าหน้าตาอีกฝ่ายเป็นเช่นไร แต่เธอคนนี้มีสีผมสีน้ำตาลเช่นเดียวกับซากุระทั้งยังม้วนเป็นลอนนิด ๆ เหมือนกัน เพียงแต่ไว้ยาวจนถึงเอวในขณะที่ซากุระไว้ถึงแค่บ่าเท่านั้น กระนั้นเมื่อมองดี ๆ เขาก็พบสีผมนั้นเป็นสีย้อมหาใช่สีธรรมชาติ ข้างเตียงมีวอล์คเกอร์สำหรับคนที่ไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเองวางอยู่อีกตัวหนึ่ง และรถเข็นอีกตัววางอยู่ตรงมุมห้อง

เซินเฟยนึกย้อนไปถึงภาพถ่ายของฉู่เหวินจือ เขามองเพียงครู่เดียวและโฟกัสไปที่จือหยินเป็นส่วนใหญ่จึงไม่ทันสังเกตฝ่ายหญิงแม้แต่น้อย

แต่ว่า....ทำไมถึงมีผู้หญิงที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดอยู่จริง ๆ นะ....หรือว่าทั้งเขาและฉู่เหวินจือจะคิดมากไปเองเรื่องที่จือหยินโกหกเพื่อยืมเงิน

“เสี่ยวหลิง” จือหยินเรียกหญิงสาวอย่างสนิทสนมทำให้เซินเฟยรู้สึกแปลบในอกขึ้นมา

“จือหยิน” อีกฝ่ายตอบกลับแล้วหันกลับมา

เซินเฟยเห็นใบหน้านั้นแล้วจึงจำได้ว่าใบหน้าในรูปถ่ายเป็นเช่นไร หลิงหลิงเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้ดูสวยสะดุดตาอะไรเลย แต่ในทางกลับกัน เธอกลับดูน่ารักน่าเอ็นดู เห็นครั้งแรกอาจไม่ได้รู้สึกประทับใจ แต่เมื่อมองนาน ๆ ก็จะยิ่งรู้สึกว่าน่ารักน่ามอง เป็นผู้หญิงคนละแบบกับอาสะใภ้ของเขาที่เพียงมองครั้งแรกก็แทบถอนหายตาไม่ได้ แม้ตอนนี้อายุใกล้ 30 แล้วแต่ก็ยังมีชายหนุ่มมาติดพันอยู่บ่อย ๆ

เซินเฟยรีบสลัดความคิดนั้นออกไปจากสมอง เขารู้ว่าเป็นการเสียมารยาทเมื่อนำผู้หญิงสองคนมาเปรียบเทียบกัน แต่ว่าเขาก็อดนึกถึงอาสะใภ้ของตนเองไม่ได้เมื่อเห็นคนที่ดูคล้ายคลึงกัน

“เสี่ยวหลิง นี่คือคุณเซินที่ช่วยออกเงินให้เราไง” จือหยินเข้าไปพยุงคนรักให้เปลี่ยนจุดนั่งจะได้หันมาคุยกันได้สะดวก

“คุณเองหรือคะคือคุณเซิน” หลิงหลิงเอ่ยด้วยความประหลาดใจแล้วมองไปทางฉู่เหวินจือก่อนกระซิบกับจือหยิน “คุณบอกฉันว่าเขาเป็นเด็กอายุ 18 นี่นา”

“ไม่ใช่ผมหรอก ทางนี้ต่างหาก” ฉู่เหวินจือรีบปฏิเสธพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนผายมือไปทางเซินเฟย

“ตายจริง คุณเองหรือคะ ขอโทษด้วยค่ะ” หลิงหลิงรีบเอ่ยขอโทษพลางหน้าแดงด้วยความสะเทิ้นอาย

“ไม่เป็นไร” เซินเฟยตอบเสียงเรียบ “เห็นคุณสบายดีอย่างนี้หมอจือคงดีใจนะครับ”

“เรื่องนั้น.....” หญิงสาวหันไปมองคนรักของตนเองแล้วยิ้มเขิน ๆ “จือหยินน่ะบางครั้งก็ตกใจจนเว่อร์ไปหน่อยน่ะค่ะ ทั้งที่ฉันแค่กระดูกแตกแท้ ๆ”

“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นะเสี่ยวหลิง!” จือหยินค้านด้วยท่าทางเป็นจริงเป็นจัง

“ค่ะ ๆ ทราบแล้วค่ะคุณหมอ” หลิงหลิงหัวเราะคิก

ท่าทางที่ดูมีความสุขของคนทั้งสองราวกับอยู่ในโลกส่วนตัวทำให้เซินเฟยรู้สึกสะท้านจนเยือก เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากแล้วหลบตาด้วยไม่อยากจะทรมานใจตนเอง เขารู้ดีว่าควรจะตัดใจได้แล้ว แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะทำใจตัดคนที่อยู่ในใจตนเองออกไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนหน้านี้ซากุระก็เพิ่งจะจากเขาไป เขาเพิ่งจะเริ่มรู้สึกทำใจได้ ครั้นจะให้ตัดจือหยินออกไปโดยทันทีจึงเป็นไปได้ยากยิ่ง

“คุณเซินสีหน้าไม่ดีเลยนะครับ” อยู่ ๆ ฉู่เหวินจือก็ทำลายบรรยากาศหวาน ๆ ระหว่างจือหยินและหลิงหลิงลง

“คุณเซินเป็นอะไรไปหรือครับ?” จือหยินหันกลับมาถาม ด้วยความเป็นหมอประจำตัวทำให้เขาต้องคอยสังเกตอาการอีกฝ่ายเสมอ แต่ว่าก่อนจะออกมาจากบ้านก็ยังไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ “หรือว่าไม่ชินกับกลิ่นในโรงพยาบาล? ถ้าอย่างนั้นผม....”

“เดี๋ยวผมพาคุณเซินออกไปสูดอากาศหน่อยแล้วกันนะครับ” ฉู่เหวินจือแทรกโดยไม่ปล่อยให้จือหยินเสนอตัว

“.....ก็ดี.....” เซินเฟยไม่ได้ปฏิเสธ เขาหมุนตัวเดินออกไป “อาซิง รออยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวผมกลับมา”

“ทราบแล้วครับ” หวางซิงรับคำ เขาไม่ได้กีดกันฉู่เหวินจือด้วยรู้ว่าตอนนี้เซินเฟยต้องการความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็อยากจะให้มีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เหมือนกับตอนที่เสียซากุระไปเขาก็พลาดไปครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้จึงต้องปล่อยให้ฉู่เหวินจือจัดการ และอีกอย่างหนึ่ง ที่นี่เป็นโรงพยาบาล ฉู่เหวืนจือคงไม่กล้าทำอะไรรุ่มร่ามเกินเหตุเกินควร

เซินเฟยและฉู่เหวินจือเดินออกมาด้วยกัน เมื่อประตูปิดตามหลัง อ้อมแขนข้างหนึ่งก็โอบเข้ากับเอวของเด็กหนุ่ม เซินเฟยรีบผละออกทันทีด้วยเกรงจะมีคนเห็น

“ฉันเดินเองได้”

“ผมรู้ แต่คุณอยากให้ผมกอดไม่ใช่หรือครับ?” ฉู่เหวินจือยิ้มกว้าง “หมายถึงกอดปลอบน่ะครับ ไม่ใช่กอดแบบนั้น คุณนี่ลามกจริง ๆ” ชายหนุ่มเสริมเมื่อเห็นเซินเฟยตวัดสายตามองเป็นประกายวาบวับอย่างโกรธเคือง เมื่อพบว่าตนเองพลาดท่า เซินเฟยจึงทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วหันหน้ากลับไปมองทาง

เมื่อออกมาจากห้องนั้นแล้ว เซินเฟยก็สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกหายใจสะดวกขึ้นมาก

“ผมสงสัยมานานแล้ว ทำไมคุณถึงไม่ใช้อำนาจของคุณล่ะ?”

“นายพูดถึงอะไร?” เซินเฟยมุ่นคิ้ว

“ผมพูดถึงหมอจือน่ะสิ ทำไมคุณถึงไม่ใช้อำนาจของคุณเอาตัวเขามา คุณชอบเขามากไม่ใช่หรือ?” ฉู่เหวินจือถามกึ่งเสนอแนะ

เซินเฟยนิ่งไป...

จริงอยู่ว่าหากใช้อำนาจของเขา ทุกสิ่งที่ต้องการก็จะได้มาอยู่ในกำมือ ทว่า....จะได้ประโยชน์อะไรในการกระทำเช่นนั้น?

การได้จือหยินมาอยู่ข้างกายอาจทำให้เขาอบอุ่นได้ ทำให้คลายจากความเปลี่ยวเหงา ทว่า....ความสุขเล่าจะได้มาอย่างไร? เช่นนั้นแล้วจือหยินก็คงจะมีสถานะไม่ต่างจากฉู่เหวินจือ เป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่เคล้าแข้งขาเขาตามหน้าที่เท่านั้น

ฉู่เหวินจือเห็นคู่สนทนาเงียบไปก็คาดเดาความคิดได้ไม่ยาก แม้ภายนอกเซินเฟยจะดูเข้มแข็งเด็ดขาด ทว่าก็ยังไม่อาจทำใจให้โหดเหี้ยมได้กระทั่งคนใกล้ชิด ระหว่างที่คิดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ฉู่เหวินจือยิ้มออกมา

หัวข้อ: Re: บัลลังก์ปีกหงส์ ตอนที่ 15 (26/02/11)
เริ่มหัวข้อโดย: ZIar ที่ 26-02-2011 11:39:49
เซินเฟยเดินนำหน้า เขากำลังจะเดินพ้นประตูบ้านหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนฉูดจากด้านหลังแล้วเหวี่ยงเข้าไปในประตูที่อยู่ด้านข้าง เสียงประตูปิดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เซินเฟยไม่อาจป้องกันตัวได้ และในตอนนี้เขาก็ถูกดันจนติดผนังในห้องที่มืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร แต่เขาก็รู้ว่ามีคน ๆ หนึ่งอยู่ด้านกันในห้องอันคับแคบและเต็มไปด้วยของระเกะระกะนี้

“ฉู่เหวินจือ คิดจะทำอะไร?” เขากันฟันถามเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดรอดออกไป

“ทำหน้าที่ของสุนัขครับ เจ้านาย” ฉู่เหวินจือตอบแล้วไล้ปลายนิ้วบนริมฝีปากของเซินเฟยก่อนจะทาบจูบร้อนฉ่าลงบนเรียวปาก เซินเฟยสะดุ้งเบิกตากว้าง เขารีบผลักอีกฝ่ายออกจากตัวทว่าด้วยน้ำหนักที่ทาบทับลงมาทำให้เซินเฟยไม่อาจขยับท่อนบนของลำตัวได้ นอกจากนี้มือของเขาทั้งสองข้างยังถูกพันธนาการด้วยมือกร้านใหญ่ ขาของเขาแม้จะเป็นอิสระแต่ก็ต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวที่ไม่อาจยืนได้เต็มเท้า ลิ้นอุ่นแทรกเข้ามาในปากไล่เก็บกวาดความหอมหวานอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัว

ฉู่เหวินจือดันตัวเซินเฟยให้แนบติดผนังเย็นเฉียบ รุกไล่ไม่ยอมหยุดจนกระทั่งได้ยินเสียงหอบหายใจและเรี่ยวแรงที่อ่อนลงหลังจากความพยายามขัดขืน

“อย่าทำ...บ้า ๆ นะ....” เซินเฟยปรามเสียงแผ่ว

“คุณกำลังรู้สึกไม่ดีไม่ใช่หรือ? หน้าที่ของผมคือทำให้คุณลืมเรื่องพวกนั้น ทำให้คุณหายเหงา ไม่ใช่หรือครับเจ้านาย?” ฉู่เหวินจือหัวเราะในลำคอ

“แต่ว่าที่นี่....”

“เป็นห้องเก็บของ” ฉู่เหวินจือช่วยตอบให้เมื่อรู้สึกว่าเซินเฟยกำลังพยายามมองฝ่าความมืดไปรอบ ๆ

“ถ้ามีคนเข้ามา.....”

“ไม่มีแน่นอนครับ ไม่ต้องห่วง” เขาเริ่มไล่ลงมาขบกัดที่ลำคอ จะมีรอยหรือไม่เขาไม่นึกสนใจ ก่อนจะปลดเข็มขัดของเซินเฟยออก

“หยุดนะ! นายจะรู้ได้ยังไงว่าใครจะไม่เข้ามา!” เซินเฟยตะคอกเสียงเบา เขารู้สึกเหมือนหูแว่วเสียงรองเท้าคนเดินผ่านไป แต่ฉู่เหวินจือก็ไม่หยุดการกระทำ เขาดึงเข็มขัดเส้นยาวออกแล้วทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่นึกใยดี นอกจากนี้ยังพยายามปลดกางเกงต่อ เซินเฟยไม่อาจใช้กำลังขัดขืนได้เพราะพื้นที่แคบจึงขยับตัวไม่สะดวก แค่ง้างมือออกก็ชนเข้ากับชั้นเก็บของได้แล้ว

“เพราะหน้าห้องมีตารางทำความสะอาดอยู่น่ะสิครับ” ฉู่เหวินจือกระซิบก่อนจะขบใบหูนิ่มบาง

“อ....ฉู่.....อือ....” เพียงแค่ได้รับสัมผัสที่คุ้นเคยทุกค่ำคืน เซินเฟยก็อ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งลนไฟ สมองของเขาเริ่มว่างเปล่าเหมือนทุก ๆ ครั้งที่ถูกปรนเปรอ

เซินเฟยรู้สึกสมเพชตัวเองขึ้นมา ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ แค่ถูกสัมผัสเท่านั้นก็โอนอ่อนตามไปเสียแล้ว

“จะว่าไป...หมอจือเรียกคนรักแบบสนิทสนมแบบนั้นก็ดูน่ารักไม่หยอก” ทั้งที่กำลังรู้สึกดีแท้ ๆ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องขัดอารมณ์ขึ้นมาทุกทีนะ ด้วยความโมโห เซินเฟยจึงกัดลงไปบนคอครั้งหนึ่งเพราะไม่อาจใช้มือเท้าต่อกรได้ และเมื่อรู้สึกถึงแรงสะดุ้งกับคำอุทานที่ข้างหู เซินเฟยก็อารมณ์ดีขึ้น

“อย่าเพิ่งโมโหสิครับ” ฉู่เหวินจือหัวเราะไม่ได้นึกถือสาการลงโทษที่ทำให้วูบวาบนั้น “ผมแค่จะบอกว่า เราน่าจะลองหาชื่อเรียกแบบน่ารัก ๆ ให้คุณตอนเรากำลังร่วมรักกันบ้าง”

“ฝันไป...เถอะ....อ๊ะ....” ความร้อนที่แทรกผ่านเข้ามาในร่างทำให้สติของเซินเฟยแทบกระเจิดกระเจิงอีกครั้ง

“งั้นเสี่ยวเฟยดีไหม?” ฉู่เหวินจือยังเสนอต่อพลางหัวเราะเมื่อเซินเฟยทุบหลังด้วยความรำคาญ

“บอกว่า...ไม่.....อือ......”

“จริงสิ อาของคุณเรียกคุณแบบนั้น มันคงฟังดูไม่ดี” ชายหนุ่มพูดไปก็แทรกกายเข้าลึก เสียงหอบครางข้างหูเริ่มกระชั้นขึ้นแสดงว่าเซินเฟยมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ดังนั้นเรื่องหลังจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่แล้วเขาก็ปิ๊งความคิดหนึ่งขึ้นมา ฉู่เหวินจือแย้มยิ้มในความมืด ตาเป็นประกายวาววาม เขาถอนกายออกก่อนจับเซินเฟยหันด้านหน้าแนบผนังก่อนซ้อนเข้าด้านหลังแล้วจึงแทรกกายเข้าไปอีกครั้ง

“อื...อึก....มีอะไร......” เพราะการเปลี่ยนท่าทำให้อารมณ์ขาดช่วง เซินเฟยจึงมุ่นคิ้วถาม

“เฟยเฟยล่ะเป็นยังไง?”

“.....อะไรน.......อ....อ๊า.....” เซินเฟยถามย้ำทว่าฉู่เหวินจือกลับเริ่มขยับตัวทำให้ตำถามกลืนหายไปในคอและแทนที่ด้วยเสียงครางแผ่วเบาในความมืด

“เฟยเฟย....น่ารักใช่ไหมครับ? เฟยเฟยของผม....”

“ย....อย่าพูดบ้า ๆ นะ.....อ.....” ไม่รู้ว่าทำไม แต่การเรียกชื่อเขาอย่างพิเศษด้วยเสียงทุ้มพร่าเช่นนั้นกลับทำให้ใจเต้นแรงเสียยิ่งกว่าตอนที่เห็นรอยยิ้มของจือหยินเสียอีก นอกจากนี้ ร่างกายของเขากลับตอบรับฉู่เหวินจือมากขึ้นจนรู้สึกละลายเกินกว่าจะทนไหว เซินเฟยซุกใบหน้าลงกับผนังห้อง กลั้นเสียงไว้ในลำคอทุกครั้งที่ฉู่เหวินจือนำพาความร้อนรุ่มเข้ามาจนลึกสุดจะคาดคิดถึง

“เฟยเฟย.....เฟยเฟย....”

เสียงเรียกนั้นดังอยู่ข้างหูตลอดเวลาจนเซินเฟยรู้สึกเหมือนในสมองของเขาห้องสะท้อนแต่เพียงเสียงนั้น ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง

“ไม่....ไม่เอา.....” เซินเฟยครางออกมาเป็นคำปฏิเสธ ชื่อเรียกนั้นทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวสั่นคลอน ร่างกายวูบวาบตามเสียงของฉู่เหวินจือที่กระซิบพร่าด้วยแรงปรารถนา

ทิชชู่ถูกยื่นมารองรับการปลดปล่อยของเซินเฟยก่อนที่ฉู่เหวินจือจะถอนหายออกไป ร่างของเขาอ