รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 17 จบ] 6 พ.ย. 55 หน้า 15
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 17 จบ] 6 พ.ย. 55 หน้า 15  (อ่าน 123686 ครั้ง)

ออฟไลน์ เดหลี

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 227

ถูกใจให้เป็ด +20
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-11-2012 15:02:57 โดย เดหลี »

ออฟไลน์ เดหลี

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 227
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทนำ] 21 ธ.ค. 54
«ตอบ #1 เมื่อ21-12-2011 20:15:35 »

ถูกใจให้เป็ด +54
บทนำ

วันนี้ฟ้าร้องไห้...

ฝนตกมาตั้งแต่ย่ำรุ่งและยังไม่มีทีท่าจะขาดเม็ด คนกลุ่มเล็กๆ ที่รวมตัวในที่นั้นต่างพากันหลบอยู่ภายใต้กำบังของร่มหรือไม่ก็เต็นท์ในบริเวณพิธี ยกเว้นชายหนุ่มคนหนึ่ง

เขายืนอยู่ห่างๆ อย่างเดียวดาย สายฝนยังพร่างพรมลงมา กระทบเสื้อผ้าสีเข้ม หยาดหยดจากเรือนผมสู่ใบหน้า ทั้งร่างนิ่งงัน หากสายตาทอดจับอยู่เพียง...

ป้ายหินอ่อนสลักชื่อ... กฤตวัต วิรัชภาคย์

กระทั่งผู้คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเข้ากล่าวลาเป็นครั้งสุดท้าย เขาจึงได้เดินเข้าไป... บรรจงวางกุหลาบขาวดอกเดียวกับก้อนดินลงแผ่วเบา   

... คริสตชนเชื่อในชีวิตนิรันดร ผู้จากไปแล้วถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจในโลกเพื่อไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์

ยู... คงมีความสุขอยู่ข้างบน

ความตายไม่ใช่การพรากจากกันตลอดกาล

... สักวันหนึ่ง เราจะได้พบกันอีก


ผู้มาร่วมงานมองผ่านเขาไปเหมือนไม่มีตัวตน สำหรับบางคน จิรัฐคงเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่กับอีกหลายคนที่พอ... รู้มาบ้าง สายตาที่มองปกปิดความสงสัยเคลือบแคลงไว้ไม่มิด

คลับคล้ายได้ยินเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบา อาจหูแว่วไปเอง อาจเป็น... ลมฟ้าที่ยังไม่สงบก็ได้

"...ฆาตกร!"

คนยังยืนอยู่กลางฝนค้อมไหล่ลงราวยอมรับโดยดุษฎี

ในสวรรค์คงไม่มีที่สำหรับเขา

ใครจะบอกได้ว่าน้ำใสที่ไหลรินอยู่นั้นคือหยาดน้ำฝน หรือหยาดน้ำตา...


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งค่า แอบเอาบทนำมาหย่อนไว้ก่อน นี่ไม่ได้อยู่บ้านเน็ตก็ติดๆ หายๆ แต่ยังอยากจะลง 55 ยังไงฝากเรื่องนี้ด้วยนะจ๊ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 3380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 318
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทนำ] 21 ธ.ค. 54
«ตอบ #2 เมื่อ21-12-2011 21:02:56 »

ถูกใจให้เป็ด +1
 :mc4: :mc4:

น่าสนุกดีครับ  o13
คัมภีร์บัลส์เบิร์กเล่มที่ 3 บทที่ 17; ตราบที่ในใจของเจ้ายังระลึกถึงข้า...ใจของข้าก็จะคงอยู่กับเจ้าตลอดไป

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทนำ] 21 ธ.ค. 54
« ตอบ #2 เมื่อ: 21-12-2011 21:02:56 »
ประกาศที่สำคัญ


รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 6348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 894
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทนำ] 21 ธ.ค. 54
«ตอบ #3 เมื่อ21-12-2011 21:06:26 »

ถูกใจให้เป็ด +1
กลิ่นมาม่าโชยมาแต่ไกล 

ออฟไลน์ เดหลี

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 227

ถูกใจให้เป็ด +41
คุณ PetitDragon ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่า
คุณ yeyong มีบ้างไรบ้างค่า นิดหน่อย
คุณ theduchess ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทที่ 1

ร่างสูงเพรียวก้าวลงจากเรือที่เพิ่งเข้าเทียบท่า เอ่ยคำขอบใจเบาๆ ก่อนเดินขึ้นทางลาดทอดสู่ฝั่ง หน้าแนวรั้วปูอิฐไว้เรียบงาม ลอดซุ้มเหล็กดัดเข้าไปจะเห็นสนามหญ้าเขียวขจี

ลมจากแม่น้ำพัดโชยมาเอื่อยๆ บรรยากาศสงบเงียบ แต่เขากลับไม่ยินดีไปกับความงามรอบข้างเหมือนทุกครั้ง จิรัฐเงยหน้าขึ้นมองตัวตึกแสนคุ้นเคยด้วยหัวใจหนักอึ้ง

ถ้าใครมาเห็นสถาปัตยกรรมแบบผสมจีน-ยุโรปริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันโอ่อ่าคงแทบไม่เชื่อว่ามันเคยอยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนักมาก่อน คุณทวดของเขาผู้รับราชการเป็นถึงพระยาสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า จากนั้นคุณตาดูแลต่อมา จวบจนสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดลงพระนคร ครอบครัวเศรษฐสุทธ์จึงต้องอพยพไปอยู่บ้านเดิมของคุณยายที่หัวเมืองอื่น บ้านริมน้ำถูกทิ้งร้างขาดการดูแลย่อมปรักหักพังไปตามกาลเวลา
 
ถึงตอนนั้นแม่จะยังเล็ก... แต่ความทรงจำถึงบ้านเก่าหลังนี้ก็แจ่มชัดด้วยคุณตามักจะพูดถึงอยู่เสมอ จนแม่กลับมากรุงเทพฯ ได้พบกับพ่อ... สถาปนิกหนุ่มไฟแรง โครงการบูรณะบ้านและ... สานรัก จึงได้เริ่มต้นขึ้น

การซ่อมแซมบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่ออุตสาหะทุ่มเทเพื่อคงรายละเอียดทุกอย่างไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุด ดำเนินการต่อเนื่องมาเกือบยี่สิบปี เพื่อแม่ เพื่อลูกชาย... บ้านค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิต พร้อมกับที่พ่อล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็ง
 
แม่เร่งทำต่อจนแล้ว จับมือคู่ชีวิตกระซิบบอกข่าวดี... พ่อหลับตาลง ตอนนั้นจิรัฐเพิ่งอายุได้สิบสอง พ่อไม่ตื่นขึ้นมาอีก... ทั้งมือหนึ่งยังอยู่ในมือแม่ และอีกมือยังวางทาบศีรษะเขา คนเป็นลูกชายจำรอยยิ้มเป็นสุขติดริมฝีปากได้เด่นชัด ภารกิจชั่วชีวิตของพ่อ... สิ้นสุดสมบูรณ์   

หลังปรับปรุงบ้านเรียบร้อย แม่รวบรวมทุนรอนที่เหลืออยู่ ไต่ถามเพื่อนฝูงของพ่อรวมทั้งญาติมิตรฝั่งเศรษฐสุทธ์มาร่วมหุ้นกัน ใช้บ้านทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ แม่บอกงานของพ่อ สมควรให้คนที่เห็นค่า... ได้มีโอกาสชื่นชมด้วย ในบ้านยังจัดห้องหนึ่งไว้คล้ายพิพิธภัณฑ์บวกห้องสมุดย่อมๆ มีนิทรรศการ แสดงประวัติของบ้าน คุณตาทวด และการบูรณะ
 
บ้านพระยาเริ่มเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในหมู่ชาวต่างประเทศที่ใฝ่หาบรรยากาศย้อนยุคไปเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว แม้จะไม่ใช่เรือนไทย ตกแต่งอย่างไทยล้วนๆ แต่ความเป็นตะวันตกที่ปนเข้ามากลับผสมผสานกันลงตัว ราวกับได้อยู่ใน ‘บ้านตึก’ ของขุนนางไทยที่ตามสมัยที่สุดในขณะนั้น

จะเข้ามาที่นี่ยังต้องเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก แต่ภายในก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม่เริ่มทำโรงแรมบูติกตั้งแต่คำว่าบูติกยังไม่เฟื่องฟูมากเท่าในปัจจุบันด้วยซ้ำไป

ลูกชายคนเดียวโตมากับงานนี้ ซึมซับจนเข้าสายเลือด พอจบปริญญาตรีแม่วางมือจนเกือบหมดให้เขาดูแลต่อ บ้านและที่ดินเป็นของครอบครัวเขาก็จริง แต่อำนาจการบริหารกระจายไปตามผู้ถือหุ้น มีบ้างที่แนวทางการบริหารงานของเขาถูกตั้งคำถาม มีบ้างจิรัฐรู้สึกราวต่อสู้ตามลำพัง เพราะการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจต้องเข้าที่ประชุมเพื่อผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

ที่ยังเห็นด้วยกับเขาก็มี แต่น้อยเหลือเกิน หุ้นส่วนในยุคแม่หลายคนไม่เสียไปก็เกษียณ หาทางขายหุ้นให้คนอื่นๆ ไปบ้าง จึงไม่มีบรรยากาศครอบครัวเหมือนแต่ก่อน
 
จิรัฐระวังจนตัวลีบ พยายามจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อยที่สุด พยายามให้ทุกคนพอใจที่สุด เพียงเพราะต้องการได้ดูแลบ้านพระยาต่อ

แต่คนเราย่อมทำทุกอย่างให้เป็นที่พอใจของทุกคนไม่ได้ หรือไม่อย่างนั้น... ความพอใจของมนุษย์ก็คงไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่จะเรียกร้องต้องการยิ่งๆ ขึ้นไป

เขาหยุดยืนริมสระบัว ข้างหน้าเป็นบันไดทอดขึ้นตัวตึกจากสองฟากข้างบรรจบกันที่หน้ามุข สูดลมเข้าลึกราวรวบรวมกำลังใจ

“จี มาแล้วเหรอ”

จิรัฐยิ้มเพียงนิด คนส่งเสียงทักจากระเบียงเคยเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย มารู้ภายหลังว่าแม่ของทั้งสองเคยเป็นเพื่อนเล่นกันเมื่อครั้งยังอยู่บ้านคุณยาย สุดท้ายแม่เขาชักชวนให้มาทำงานด้วยกัน

“กินอะไรมาหรือยัง”

คนก้าวขึ้นบันไดช้าๆ ส่ายหน้า ธรรมนูญมองรุ่นน้อง ตั้งใจรั้งให้ทานอาหารเช้าก่อนแต่ดูท่าทางแล้วคงจะรับไม่ลง

“พวกเขี้ยวลากดินทั้งหลายมากันแต่เช้า ปิดประตูสุมหัวคุยกัน พี่จะเข้าไปในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง... ถึงแม้จะหุ้นเท่าขี้แมวก็เถอะ ดันบอกว่าหารือนอกรอบ ส่วนตัว ยังไม่เริ่มประชุม” ธรรมนูญบ่นอุบ “วางแผนเล่นงานคนลับหลัง ของถนัด... คราวนี้ไม่รู้จะมาไม้ไหนอีก”

“ก็คง... ถูกตำหนิ... เหมือนเคย แล้วก็เค้นเรื่องเงินปันผล แกล้งเพิ่มวาระปัจจุบันทันด่วน อย่างเดิมๆ แหละพี่อาร์ม” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงเนือย

ความจริงตอนแม่ยังอยู่ พวกนี้ก็ยังมีความเกรงใจอยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะแม่สร้างทุกอย่างมากับมือ จนเมื่อโรงแรมเริ่มมีชื่อเสียง ทำกำไรได้มากขึ้น เขาเรียนจบแล้วเข้ามารับช่วงต่อ แม่มีอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ และหมอบอกให้ระวังความเครียด

จิรัฐจึงเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเสมอมา

“พี่อยู่ข้างจี” ธรรมนูญว่า พยายามทำน้ำเสียงให้ร่าเริงเมื่อเห็นสีหน้ารุ่นน้องหม่น

จิรัฐยิ้มฝืน ถึงธรรมนูญจะเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินและบุคคล แต่เทียบอำนาจการต่อรองตามจำนวนหุ้นที่ถือก็นับได้ว่าน้อยยิ่งกว่าน้อย

กระนั้น... มีคนให้กำลังใจบ้าง ก็ยังดี

เขาไม่รู้ รุ่นพี่มองแล้วลอบถอนใจ

ธรรมนูญรู้จักจิรัฐมาตั้งแต่อีกฝ่ายเพิ่งจะเข้าปีหนึ่ง ตอนนั้นตัวเขาเองอยู่ปีสาม... เป็นประธานฝ่ายพัฒน์ของมหาวิทยาลัย ออกต่างจังหวัดด้วยกันทีหลายคณะ คนที่ทำงานทรหดอดทน ไม่เสร็จไม่ยอมเลิกที่สุดในค่ายไม่พ้นจิรัฐกับ... กฤตวัต

ดูภายนอกทั้งสองคนนิสัยแตกต่างกันสุดขั้ว กฤตวัตนั้นทำอะไรก็เป็นจุดสนใจโดยไม่ต้องพยายาม รูปหล่อ พ่อรวย แต่นิสัยดี และติดดิน ไปที่ไหนก็เหมือนมีสปอตไลต์สาดส่อง ส่วนจิรัฐเงียบกว่า ช่างฟังมากกว่าพูด และเกลียดความเด่นดังที่สุด เหมือนหยินกับหยาง แต่พอกลับจากค่ายทั้งคู่ก็กลายเป็นเพื่อนรักต่างคณะกันไปแล้ว

ชมรมฝ่ายพัฒน์ถือเป็นกลุ่มคนที่จิรัฐคุ้นเคยด้วยในมหาวิทยาลัย แต่ทุกคนก็รู้ว่ากฤตวัตคือเพื่อนสนิท ‘ที่สุด’ เหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องในชมรมเคยได้รับเชิญมาเที่ยวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตกตะลึงกับความงามกันไปตามเรื่อง ยิ่งทึ่งเมื่อรู้ว่าเป็นงานบูรณะจากฝีมือที่แทบจะเรียกได้ว่าของคนคนเดียว

มีแต่กฤตวัตที่ยกมือจับหัวใจแล้วคราง ‘โอย รู้สึกเหมือนจะตกหลุมรัก’

ทุกคนหัวเราะ แต่ไม่แปลกใจ เพราะเจ้าตัวเรียนสถาปัตยกรรม และเคยไปตกหลุมรักบ้านโน้นตึกนี้มาแล้วหลายหลัง

ระหว่างที่ทุกคนครื้นเครงกันอยู่ริมสระบัว กฤตวัตก็ลากเจ้าบ้านเดินว่อนทั่วตึก ธรรมนูญมองจากระยะไกลเห็นท่าทางแล้วคนจะเป็นสถาปนิกคงถามโน่นนี่ไม่หยุด พอกลับมานั่งแล้วกฤตวัตยังออกปากว่าบ้านแบบนี้ต้องได้รับการดูแลสม่ำเสมอ ยิ่งเปิดเป็นโรงแรมด้วยแล้ว อีกสักหน่อยหากจะปรับปรุงหรือตกแต่งเพิ่มขอให้บอก

‘พอดีเราจะเรียนจบ ถ้าจีไปให้คนอื่นทำ ไม่ยอมจริงด้วย’

กฤตวัตทำอย่างปากพูด ตั้งแต่เรียนปีสุดท้ายเขาแวะเวียนมาวางแบบเพิ่มเติม ออกความเห็นเรื่องสี วอลเปเปอร์ เปลี่ยนลายผ้าม่าน สรรหาเครื่องเรือนของเก่ามาซ่อมใหม่ ทำให้บ้านพระยางดงามสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน

ความจริงจิรัฐไม่เคยพูดเรื่องเงินทุนที่ต้องระดมเพิ่ม แต่คนอยากจะช่วยก็ไปรู้มาจนได้

กฤตวัตเสนอร่วมทุนด้วยอย่างไม่ลังเล

เหล่าผู้ถือหุ้นดูจะพอใจ จิรัฐได้รับคำชมเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มบริหารงานมา

แต่... เกิดอุบัติเหตุน่าเศร้าขึ้นเสียก่อน

รุ่นพี่รุ่นน้องชมรมฯ เพื่อนๆ ทุกคนที่รู้จักกฤตวัตต่างใจหาย สถาปนิกหนุ่มที่ดูยังไงก็มีอนาคตรุ่งโรจน์ ฐานะชาติตระกูลสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ทั้งเก่งทั้งดี ใครๆ ก็รัก

... หรือพระเจ้าจะรักมากจนโปรดให้ไปอยู่ด้วยเร็วๆ ธรรมนูญเองก็เสียใจ เสียดาย... แต่รู้ว่าคงเทียบไม่ได้กับที่จิรัฐรู้สึก
 
ธรรมนูญเคยคิด... จิรัฐกับกฤตวัตสนิทกันได้เพราะเนื้อในแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นคนประเภทเดียวกัน จริงจัง ทุ่มเท ไม่ย่อท้อง่ายๆ
 
... เขาเพิ่งประจักษ์ คำพูดที่ว่าเพื่อนแท้ย่อมดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของกันและกันออกมาเป็นเรื่องจริงเมื่อเห็นรุ่นน้องหลังเพื่อนรักจากไป

ความกระตือรือร้นและ ‘มีไฟ’ ในการทำงานของกฤตวัตส่งผ่านมาถึงจิรัฐ ก่อนหน้านี้เขากล้าต่อกรกับผู้ถือหุ้นหัวโบราณ กล้าเสนอแนวทางแปลกแหวกแนวเพราะได้รับการกระตุ้นจากเพื่อนผู้มีทัศนคติ ‘ทุกอย่างเป็นไปได้’

หลังจากวันนั้นจิรัฐยังทำงานต่อ เพราะ ‘ต้อง’ เข้มแข็ง แต่จิตใจที่ถูกกัดกร่อนด้วยความรู้สึกผิดเหมือนเขื่อนที่ถูกน้ำเซาะ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะพังทลายลง

ธรรมนูญไม่รู้ว่าจิรัฐรู้สึกผิดด้วยเรื่องอะไร ถึงอยากช่วยก็จนปัญญา ทำได้เพียงคอยดูรุ่นน้องอยู่ห่างๆ   

ชายหนุ่มไม่ยอมใช้เหล้ารินรดดับทุกข์แม้จะทุกข์มหาศาล ไม่หลีกลี้หนีหน้าไปให้พ้นวงสังคม จิรัฐเผชิญทุกอย่างด้วยสติสมบูรณ์ ยอมรับคำกล่าวหาต่างๆ นานาโดยไม่พยายามจะแก้ตัวใดๆ

ธรรมนูญพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายโทษตัวเอง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคลุมเครือ เมื่อเอ่ยถามเข้าน้องก็เพียงส่ายหน้าด้วยแววตาเจ็บปวด
 
เขาถึงกับเคยชวนตั้งวงเองเสียเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากจะเห็นแววตาแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาอีก หลังจากดื่มไปแล้ว จิรัฐที่เก็บอะไรไว้อาจพูดออกมา บรรเทาความทุกข์ในจิตใจลงบ้าง

แต่กลับได้รับคำปฏิเสธ เขาจำได้ดี รุ่นน้องตอบว่า

‘เมาแล้วได้อะไรพี่อาร์ม ให้ไม่มีสติ ให้ลืมไปชั่วคราวอย่างนั้นเหรอ ไม่มีประโยชน์หรอก ยังไงพอตื่นขึ้นมา ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ดี’

ธรรมนูญสะท้อนใจ คำตอบนั้นทำให้รู้ จิรัฐคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับการบรรเทาแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลเพียงพอให้ทรมานตนอย่างนั้นหรือไม่ แต่ที่รู้แน่... กฤตวัตเป็นทายาทเครือธุรกิจร่ำรวยล้นฟ้าที่กำลังตกลงร่วมทุน กิจการกำลังจะเติบโตขึ้นอีก อาจเป็นโอกาสเดียวที่ผู้บริหารหน้าใหม่อย่างจิรัฐจะเพิ่มความไว้วางใจได้  แต่กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝัน 

ในการทำธุรกิจ ไม่ได้มีแต่ปัจจัยเรื่องตัวเงิน ปัจจัยด้านจิตใจความรู้สึกสำคัญไม่แพ้กัน เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น... เป็นชนวนอย่างดีที่ทำให้เกิดการประชุมวิสามัญขึ้นในวันนี้

บัดนี้ความเชื่อมั่น... ลดถอยลงไปมาก

... มากจนธรรมนูญไม่อยากจินตนาการ เข้าห้องไปจิรัฐจะโดนคณะกรรมการตั้งคำถามเชือดเฉือนอย่างไรอีก

เขายกข้อมือขึ้นดู สิบโมงตรง ได้เวลาที่นัดประชุมเป็นทางการแล้ว คนยืนมองสระบัวจากหน้ามุขเงียบๆ หันกลับมา

"พร้อมนะ" รุ่นพี่ถามด้วยสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน

จิรัฐพยักหน้า ถึงเวลานี้แล้วก็มีแต่ต้องเข้าไปทำงานให้ลุล่วง เขาก้าวตรงไป ผลักประตูไม้บานคู่เปิดออก
 
คนในห้องประชุมมองมาอย่างเฉยเมยจนธรรมนูญขนลุกแทน เขาเห็นจิรัฐลงนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ บอกเลขาฯ เก่าแก่ตั้งแต่สมัยแม่ให้ดูวาระก่อนจะเริ่มเปิดการประชุม

หากทุกอย่างก็ชะงักเพียงนั้นเมื่อผู้นั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามเอ่ยขัด

“วันนี้มีแต่เรื่องแจ้งให้ทราบ”

ถ้านี่เป็นการประชุมรัฐสภา คนพูดก็ถือได้ว่าเป็นแกนนำฝ่ายค้าน... เป็นมาตลอด และคราวนี้ธรรมนูญรู้สึกราวกับกำลังจะมีการเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ จิรัฐไม่หลบตา เขาตอบว่า

“ผมเป็นประธานการประชุม เข้าใจว่าวาระแรกถ้าจะมีการแจ้งเพื่อทราบคงเป็นเรื่องที่ประธานต้องแจ้ง วาระอื่นหากจะเพิ่มต้องหลังจากเรื่องเพื่อพิจารณาสิ้นสุดไปแล้วก่อน”

“อาว่า... ตอนนี้คงไม่ต้องมีเรื่องเพื่อพิจารณาอีกแล้วล่ะ”

จิรัฐเม้มปาก ธรรมนูญเองก็มึนว่าคราวนี้ที่ประชุมถูกล็อบบี้ไปอีท่าไหนอีก

“คืออย่างนี้นะ หลานจี...” อีกฝ่ายทอดเสียงนุ่มนวล หากรอยยิ้มประดับริมฝีปากไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงนัยน์ตา “พวกอาขายหุ้นไปแล้ว จะว่ายังไงดี พอไม่มีการร่วมทุนเพิ่มอย่างที่เพิ่ง... เสียโอกาสไป ที่นี่มันก็หมดหวัง แต่คนซื้อเขาบอกยังเห็นศักยภาพอยู่ พวกอาก็ดีใจกับหลานจีด้วย ที่ไม่ต้องถึงกับปิดโรงแรมน่ะ”

“ม... หมายความว่า ท... เทคโอเวอร์” ธรรมนูญตะกุกตะกักโพล่งขึ้น ส่วนประธานที่ประชุมนิ่งเหมือนแข็งเป็นหินไปแล้ว เขาเห็นเพียงสองมือยึดขอบโต๊ะกำจนข้อนิ้วซีดขาว

“คุณอาร์มสมกับเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงิน เข้าใจอะไรได้เร็วดี อาถึงได้บอกไง ว่าไม่มีเรื่องให้พิจารณาอีก ยกเว้นแต่หลานจีจะ... พิจารณาตัวเอง” แว่วเสียงหัวเราะจากคนอื่นในห้อง

การเทคโอเวอร์หรือเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะเมื่อผู้ถือครองหุ้นอยู่เต็มใจรับความช่วยเหลือให้ธุรกิจของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แต่นี่มันคือการบังคับเทคโอเวอร์โดยไล่ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถึงจะเหมือนเกิดขึ้นชั่วข้ามคืนหากจิรัฐรู้

... ต้องมีการวางแผนกันไว้ก่อนแน่!

ธรรมนูญคำนวณรวดเร็ว ถ้าทุกคนในห้องประชุมนี้ขายหุ้นให้คนคนเดียวจนหมด ก็หมายความว่าหุ้นยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของจิรัฐไม่ใช่หุ้นใหญ่ที่สุดอีกต่อไป และอำนาจในการบริหารก็จะ...

... เปลี่ยนมือ

พวกเฒ่าอสรพิษ! เล่นงานกันทีเผลอจริงๆ นั่นแหละ

“พวกคุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองโดยพลการ” จิรัฐขัด เขาจ้องคนแทนตัวเองว่าอาอย่างไม่กลัวเกรง

“ใช่ครับ... เรื่องสำคัญขนาดนี้” ตั้งสติได้ธรรมนูญก็รีบเสริม “การควบรวมกิจการหรือขายหุ้นให้คนอื่นจนทำให้มีอำนาจควบคุมต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด แล้วได้รับเสียงเห็นชอบไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์”

“แหม... โทษทีนะ พวกอาต่างคนต่างขายของตัวเองไปโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกันล่วงหน้าเลย พอมาเจอกันเข้าวันนี้ถึงได้รู้”

ใครเชื่อก็ออกลูกเป็นปรสิตแล้ว! ผู้จัดการการเงินนึกก่นด่าตัวเองที่ไม่ทันเฉลียวใจ ไม่รู้ว่าพูดคุยตกลงกันลับหลังมากี่ครั้งผลถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้

“ผมขอดูเอกสารการซื้อขายหุ้น” จิรัฐบอก พยายามกดเสียงให้ราบเรียบที่สุด 

“ไม่ต้องห่วงหรอก ถูกต้องทุกอย่าง เดี๋ยวผู้บริหารคนใหม่คงเอามาให้ดูเอง อีกอย่าง... ยังไงนับรวมทุกคนในที่นี้ก็เกินเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์อยู่ดี ถึงหลานจีรู้ก่อนแล้วจะทำยังไง” คนพูดเหยียดยิ้ม “มีเงินมาเพิ่มทุนจดทะเบียน กันไม่ให้เขาซื้อได้หรือ”

จิรัฐนิ่ง สมองหมุนจี๋ จริงที่ตอนนี้เขายังหาเงินมากองไม่ได้มากขนาดนั้น แต่ถ้าเจรจากับคนที่ซื้อไป บางที... อาจยอมให้บริหารร่วม...

คนในห้องประชุมซุบซิบกันให้ได้ยิน

“... ถึงน้องจะมาตายไปก่อนได้ร่วมทุน แต่พี่มาขอซื้อหุ้นต่อก็ยังดีนะครับ”

“ถือไว้ก็ราคาตกเปล่าๆ สู้ขายไปให้พ้นๆ อีกฝ่ายก็ให้ราคาสูงเสียด้วย”

ธรรมนูญคิดว่าหน้ารุ่นน้องจะเผือดซีดยิ่งไปกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว แต่ปรากฎว่าเขาคิดผิด แววตาจิรัฐวูบไหวเมื่อเอ่ยถาม

“พวกคุณ... ขายให้ใครนะ”

“สิบโมงครึ่งแล้วคงมาถึงพอดี พวกอาก็ได้เวลากลับ... ผู้บริหารคนใหม่เขาฝากแจ้ง... เพื่อทราบ แค่นี้”

ธรรมนูญนั่งกุมขมับกับเลขาฯ รุ่นป้าที่จับต้นชนปลายไม่ถูกระหว่างคนอื่นๆ ทยอยกันออกจากห้องโดยไม่ไยดีอีก จิรัฐถอยเก้าอี้ลุกพรวดไปที่หน้าต่าง

... แล้วแทบผงะ มือเย็นเฉียบ

“พี่ว...” เกือบเรียกอย่างที่คุ้นชินเมื่อเห็นร่างที่ลอดผ่านซุ้มเหล็กดัดเข้ามาในบริเวณสนาม

ความหวังจะ ‘เจรจา’ หายวับ

เพราะภวิล วิรัชภาคย์ คงไม่ฟัง!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เขียนเรื่องยาวนี่มันยากกว่าเรื่องสั้นเยอะเลยแฮะ ปมเยอะแยะ (เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้สิ 555) ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามามากนะคะ  :กอด1:

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 6348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 894

ถูกใจให้เป็ด +1
ลุ้นจัง อยากรู้ปมเบื้องหลัง

ออฟไลน์ AprilSnow

  • เป็ดน้อยร่าเริง
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 76
    • บล็อกเวิ่นเว้อ

ถูกใจให้เป็ด +1
คลิกมาอ่านเพราะชื่อ เดหลี นะนี่ เรื่องนี้คนละแนวกับเรื่องที่ผ่านมาเลยนะ (พวกน้องแมวน่ะ)

 :mc4: ยินดีกับเรื่องใหม่นะคะ

อ่านบทนำ กับ ตอนที่ 1 แล้ว คงไม่ดราม่ามากหรอก (ใช่ไหม)

คาดว่า ภวิล คงจะเป็นพระเอกอย่างแน่นอน

เป็นกำลังใจให้ค่ะ :L2:

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 3380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 318

ถูกใจให้เป็ด +1
พระเอกมาแล้ว.... จะกลับมาแก้แค้นแทนน้องชายหรือเปล่าเนี่ย  :oo1:

เอาใจช่วยครับ สู้ๆ   o13
คัมภีร์บัลส์เบิร์กเล่มที่ 3 บทที่ 17; ตราบที่ในใจของเจ้ายังระลึกถึงข้า...ใจของข้าก็จะคงอยู่กับเจ้าตลอดไป

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 4322
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 391

ถูกใจให้เป็ด +1
อยากอ่านต่อ แต่ไม่อยากอ่านต่อแล้ว
ดราม่า ปวดใจแน่ๆ
เปิดเรื่องมาก็สนุก แต่เราไม่อยากเสียน้ำตา
ชื่อเรื่องไม่มาม่านี่นา ไม่อยากเศร้าอ่ะค่ะคนเขียน
 :m15:

ออฟไลน์ parn11

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 27

ถูกใจให้เป็ด +1
อยากอ่านตอนใหม่จังคะ เดาโครงเรื่องไม่ถูกเลย

ออฟไลน์ parn11

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 27

ถูกใจให้เป็ด +1
อยากอ่านตอนใหม่จังคะ เดาโครงเรื่องไม่ถูกเลย

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 440

ถูกใจให้เป็ด +1
ขออีกค่ะ สนุกจัง

ออฟไลน์ silverphoenix

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 319

ถูกใจให้เป็ด +1
น่าสนุก...

ติดตามจ้าาา

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 67

ถูกใจให้เป็ด +1
รออ่านด้วยคน

ออฟไลน์ bluebird

  • ลูกเป็ดเดินเตาะแตะ
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 5

ถูกใจให้เป็ด +1
อ่านเรื่องสั้นแล้วประทับใจมากๆ เลยขอมาตามเรื่องยาวต่อค่ะ
แค่ตอนแรกก็ชอบมากๆแล้ว ตื่นเต้นด้วย >.<
ชอบทั้งบรรยากาศ และตัวละครมากๆ
มาต่อบ่อยๆนะคะ อ่านตอนแรกก็ติดแล้วค่ะ
Il n'est rien de réel que le rêve et l'amour

ออฟไลน์ bulldog17

  • เข้ามาดู❤
  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 3222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 236

ถูกใจให้เป็ด +1
นั่นไงถึงว่าชื่อคุ้นๆ
แต่งเรื่องน้องแมวนี่เอง
ปมเยอะจัง :m17:
หรือจะไฟว้ ?

ออฟไลน์ เดหลี

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 227

ถูกใจให้เป็ด +40
บทที่ 2

ภวิลเดินไปตามทางเดินปูหินทอดสู่บันไดหน้ามุขอย่างไม่รีบร้อน

... คนเรา... เวลาตัดสินใจทำอะไร ใครจะรู้ล่วงหน้าได้บ้างว่าคือสิ่งที่ดีที่สุดหรือไม่ ควรทำหรือไม่ แต่บางครั้ง บางเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องทำ

และเขา... ตัดสินใจแล้ว

ในฐานะลูกชายและหลานชายคนโต ภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลมีมากมาย ทั้งธุรกิจ ทั้งครอบครัว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้เครื่องมือทางธุรกิจเพื่อจัดการเรื่องในครอบครัว เขาสร้างเครื่องมือนั้นขึ้นมาเอง จึงไม่ต้องปรึกษาใคร

ธุรกิจของตระกูลวิรัชภาคย์ครอบคลุมหลายด้าน แบ่งแยกกันดูแลระหว่างพ่อของเขา อาผู้หญิง และญาติๆ คนอื่น ส่วนคุณย่ายังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ แนะนำเรื่องสำคัญๆ ในตระกูล

ล่าสุดธุรกิจในเครือที่แตกแขนงออกมาทำกำไรให้สูงทั้งยังเติบโตเร็วคือวินเนอร์พร็อพเพอร์ตี้ ภวิลใช้เวลาไม่นานทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ผลประกอบการสูงติดต่อกันทำให้มีข้ออ้างดีเยี่ยมที่จะขยายกิจการไปถึงธุรกิจโรงแรมด้วย

และตอนนี้วินเนอร์พร็อพเพอร์ตี้เป็นเจ้าของหุ้นกิจการตรงหน้าอยู่ถึงเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
 
มากพอที่จะ... ทำอะไรก็ได้

หากจุดประสงค์มีเพียงขยายงานให้ใหญ่โตขึ้น โรงแรมบูติกเล็กๆ แบบนี้คงช่วยไม่ได้มาก จริงอยู่ ที่ดินผืนงามติดริมแม่น้ำเจ้าพระยามีมูลค่ามหาศาล แต่เขาเพียงซื้อหุ้นในกิจการ ไม่ได้เป็นเจ้าของโฉนด ได้เท่านี้... ไม่คุ้ม

จุดคุ้มทุนของแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เขาเป็นนักธุรกิจ ลงทุนไปต้องได้อะไรกลับคืนมา ภวิลกวาดสายตาดูตัวตึกตรงหน้าอย่างใช้ความคิด

กรณีนี้... ก็ไม่ต่าง

ตอนเกิดเรื่อง เขาไม่อยู่ กำลังเจรจาแทนพ่อเรื่องร่วมทุนในกิจการอีกแขนงหนึ่ง แต่โทรศัพท์ด่วนจากเมืองไทยทำให้ต้องขอตัวจับเครื่องบินเที่ยวแรกกลับอย่างเร็วที่สุด

พอแตะพื้น รถของบ้านรอรับไปโรงพยาบาลทันที ก่อนหน้านี้พ่อไม่ยอมบอกรายละเอียดแม้เขาพยายามคาดคั้น พอถึงแล้วจึงได้รู้ว่าแท้จริงไม่มีใครตอบได้ เกิดอะไรขึ้นกับกฤตวัตกันแน่ เพียงแต่... สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือน้องชายเสียชีวิตแล้ว... จากไปก่อนที่เขาจะกลับมาทัน

ภวิลตั้งตัวไม่ติด ก่อนหน้าที่จะขึ้นเครื่องน้องยังโทรมา พูดจาเย้าแหย่ตามปกติแต่ลงท้ายด้วยอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เขาผ่านร้านหนังสือใกล้โรงแรม เห็นหนังสือออกแบบยังคิดถึง ซื้อมาฝาก ยังคิดว่าแบบนี้คงชอบ

เพื่อมารู้ว่ายูมันไม่มีทางตื่นขึ้นมาเห็น หัวเราะ หรือชื่นชมกับอะไรได้อีก

ภวิลเป็นลูกคนเดียวมาตลอดจนกระทั่งอาหญิงพาลูกกลับบ้านเดิมเมื่อสามีเสียชีวิต ตอนนั้นเขาเพิ่งขึ้นป. 6 น้องคนใหม่ที่ห่างกันสี่ปีตามเขาต้อยๆ ไม่มีพ่อแล้วเด็กชายกฤตวัตก็ติดเขาแจ ชื่นชมนับถือเขาเป็นทั้งพี่ชายและรุ่นพี่ในทุกเรื่องราว จากนั้นพอเจ้าตัวเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นาน พ่อจึงรับหลานเป็นลูกบุญธรรมเสียเลย

แต่สถานะของอีกฝ่ายจะเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือน้องบุญธรรมก็ไม่ได้แตกต่าง... ยังไง... ก็น้องอยู่ดี ภวิลสนิทสนมกับกฤตวัตราวคลานตามกันมา มีกระทบกระทั่งกันบ้าง... ก็เรื่องปกติของพี่น้อง ทุ่มเถียงแล้วก็ผ่านไป แต่ความรักความผูกพันเป็นของจริง
... แม้อีกฝ่ายจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว

เขาหน่วงหนักในใจเมื่อนึกถึงน้อง

คนในครอบครัวจากไปกะทันหันโดยไม่มีคำอธิบาย ที่ยังอยู่ข้างหลัง... ต่างต้องหาทางจัดการกับความรู้สึกสูญเสีย อาหญิงนับถือคริสต์ ที่จัดพิธีศพน้องแบบนี้ก็ตามความต้องการคนเป็นแม่ หลังเกิดเรื่องเธอพร่ำบอกทุกคนว่าน้องกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้าแล้ว และมีชีวิตนิรันดรตลอดไป

แต่สำหรับเขา จะมองว่าขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้าหรืออยู่กับพรหมก็เปลี่ยนแปลงผลที่ว่ากฤตวัตยังไม่สมควรจากไปไม่ได้ และถ้านั่นคือผล อะไรคือเหตุ

ภวิลอยากอาละวาดเมื่อไม่มีใครบอกอะไรได้ เพราะเขาต้องการเข้าใจ 

... ทำไมเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น หลีกเลี่ยงได้ไหม มีทางช่วยได้ทันบ้างหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว... บางทีน้องอาจจะยังอยู่

คำถามแรกที่เขาถามหลังจากนิ่งไปนานเมื่อรู้ข่าว คือ “ตอนนั้นอยู่กับใคร”

... ยูตายตอนอยู่กับเพื่อนชื่อจิรัฐ ตายในรถของจิรัฐ

นอกเหนือจากนี้... ล้วนแล้วแต่คลุมเครือทั้งสิ้น

จากรูปการณ์ ก็อาจเชื่อได้ว่าจิรัฐเป็นเพียงคนนำส่งโรงพยาบาลเท่านั้น แต่น้องชายเขาเสียชีวิตก่อนจะทันถึงมือหมอ ไม่ใช่อุบัติเหตุทางรถยนต์ สืบดูเบื้องต้นแล้ว ในวันนั้นทั้งรถทั้งคนขับไม่มีรอยขีดข่วน ยูเอง... ก็ไม่ได้มีร่องรอยบาดแผลที่เห็นได้ชัดจากภายนอกด้วยซ้ำ

แต่ภวิลยังมั่นใจ... มีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น

หลังเกิดเรื่องเป็นธรรมดาที่มีข่าวลือไปต่างๆ นานาในหมู่ญาติตลอดจนวงสังคมถึงสาเหตุการตายของกฤตวัต ยิ่งหาสาเหตุแน่ชัดไม่ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้มีการคาดเดากันอย่างสนุกปากมากขึ้นเท่านั้น ต่อยอดจากคนที่น้องของเขาอยู่ด้วยตอนเสียชีวิต ทั้งจิรัฐขับรถโดยประมาทแล้วเอาเงินยัดตำรวจ บางเสียงก็อ้างไปว่ากฤตวัตขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลเรื่องชู้สาว จิรัฐรู้เข้าแต่กลัวโดนหางเลขตามไปด้วยเลยปล่อยเพื่อนตายโดยจับมือใครดมไม่ได้เสียอย่างนั้น

ภวิลปรามได้คุมได้เท่าที่ถึงหูเขาแต่ใครจะรู้ ลับหลังจะโหมกระพือกันไปอีกขนาดไหน

... มีแต่เรื่องเสียๆ หายๆ แต่เจ้าตัวคนที่น่าจะเสียหายที่สุดกลับไม่ออกมาชี้แจงอธิบายใดๆ ราวกับยินดีเป็นจำเลยสังคม 

คนปกติธรรมดาที่ไหนจะยอมบูชายัญตัวเองแบบนั้นถ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ภวิลสัญญากับตัวเอง จนกว่าจะรู้ความจริงทั้งหมด เขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากเรื่องนี้เป็นอันขาด 


จิรัฐยังยืนอยู่ที่หน้าต่างด้วยความรู้สึกเหมือนรอคำพิพากษาที่ไม่มีทางอุทธรณ์

เห็นผู้มาเยือนก้าวเชื่องช้า พิจดูต้นไม้ใบหญ้าอาณาบริเวณราวกับเป็นเจ้าของแล้วจึงค่อยเบือนหน้ากลับ ทรุดนั่งลงที่โต๊ะประชุมดังเดิม คลึงนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ลงที่หว่างคิ้ว

... ปวดหัวตุบ

“จีรู้จักเขาหรือ” ธรรมนูญเอ่ยถาม สังเกตเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปของรุ่นน้องตั้งแต่เมื่อครู่

“เคยเจอแค่... ครั้งสองครั้งน่ะครับ ตอนไปบ้านยู”

ตอนนั้นกฤตวัตยังไม่ได้ใช้นามสกุลวิรัชภาคย์ พอไปถึงบ้าน อันที่จริงควรจะเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า เห็นป้ายข้างหน้าแล้วถึงได้รู้ คนพาไปตื่นเต้นใหญ่โตเมื่อรู้ว่าตระกูลของแม่กับเพื่อนรักรู้จักกันมา คุณตาทวดของทั้งสองเคยคบหาสนิทสนม แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นขุนนาง และอีกคนจะเป็นพ่อค้า เลยมาจนถึงรุ่นลูก คุณตาก็ยังเป็นเพื่อนกันต่อ แถมคุณยายยังเป็นญาติกันอีก   

‘เพราะฉะนั้นถูกที่สุดแล้วที่เราเป็นเพื่อนกันเนี่ย’ เขาจำได้ว่ากฤตวัตหัวเราะร่า

เข้าบ้านไปก็เจอคนเดินสวนออกมาพอดี เพื่อนแนะนำว่าเป็นพี่ จิรัฐรีบยกมือไหว้ อีกฝ่ายรับไหว้ หยุดพูดกับน้องชายสองสามคำแล้วก็ออกไป

มันก็เท่านั้น... ความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับภวิล

กฤตวัตพูดถึงพี่ชายด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ พี่วินเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ เก่งจนจิรัฐเคยเย้าว่าคงเป็นยอดมนุษย์ ขาดแต่เหาะไม่ได้เท่านั้น ‘พี่วิน’ ถูกเอ่ยถึงในวงสนทนาบ่อยจนจิรัฐก็ติดเรียกตามไปด้วย แม้ภายนอกจะดูเหมือนพี่น้องคู่นี้ชอบต่อปากต่อคำกัน แต่ในความไม่ลงรอยมีความผูกพันแท้จริง

หลังเกิดเรื่อง เขากับวิรัชภาคย์เข้าหน้าไม่ติด คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนที่เข้ามาเทคโอเวอร์ในคราวนี้จะเป็นพี่ชายของกฤตวัต ซึ่งน่าจะไม่อยากข้องแวะกันมากกว่า แต่จิรัฐบอกตัวเอง อีกฝ่ายจะไม่มีทางได้ไปมากกว่านี้... เขาจะปกป้องที่เหลือให้ถึงที่สุด

ธรรมนูญถอนใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อยากจะนับ เห็นหน้ารุ่นน้อง มองดูก็รู้ว่าจิรัฐพยายามคิดหาทางออกหัวแทบแตก ตอนนี้เขาเองมืดแปดด้านไม่ต่างกัน ได้แต่บอกให้เลขานุการออกไปรับ ‘แขก’ ที

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนใหม่มาแล้ว ยังไงคงต้องรับหน้ากันไปก่อน

เลขาฯ ออกจากห้องธรรมนูญก็พูด

“พี่ว่าจีลองไปคุยกับเขาดู บริษัทในมือมีมากขนาดนั้นคงไม่ว่างมานั่งบริหารโรงแรมเราเองอีกหรอก ถ้าจะจัดคณะกรรมการฯ เข้ามาใหม่เผื่อเราได้ช่วยสรรหาบ้าง...”

ไม่ใช่เขาไม่รู้ มันบังเอิญเกินไปที่คนกว้านซื้อหุ้นจะเป็นพี่ชายของกฤตวัต แน่ใจว่าจิรัฐคงคิดเช่นเดียวกัน แต่เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้คงต้องตั้งรับให้มั่นแล้วค่อยดู อีกฝ่ายจะเดินหมากอย่างไรต่อ

จิรัฐพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ที่ผู้จัดการฝ่ายการเงินและบุคคลพูดมาเป็นวิธีดึงอำนาจการบริหารมาส่วนหนึ่ง เพราะจะขอซื้อหุ้นคืนตอนนี้ยังยาก และเขาซื้อคืนไม่ได้ทั้งหมดแน่ๆ 

ผ่านไปครู่หนึ่งเลขาฯ ก็กลับเข้ามาในห้องประชุม “รออยู่ในห้องทำงานแล้วค่ะ”

“ห้องทำงานไหน ยังไม่ได้จัด” ธรรมนูญงง

“คุณ... เข้าไปรอในห้องทำงานคุณจีน่ะค่ะ”   

“งั้นไปกัน...” ธรรมนูญเหลียวหารุ่นน้อง

หากเลขานุการพูดเสียงเบา “... อยากพบคุณจีคนเดียวก่อน”

“เอ... พี่ไปด้วยดีกว่ามั้ย” ธรรมนูญยังเชื่อในทฤษฎีคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย

“ไม่เป็นไร พี่อาร์มรออยู่นี่แหละ” คำตอบไม่ลังเล

สิ่งสุดท้ายที่จิรัฐจะทำ คือยอมให้ฝ่ายนั้นคิดว่าเขากลัวจนถึงกับไปพบคนเดียวไม่ได้

เขาก้าวไปตามทางเดิน ตั้งสติให้มั่นคง นึกถึงคำที่พ่อเคยพูดบ่อยๆ ‘สติ... นะลูก เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ถ้าเรามีสติอยู่ เราจะไม่แพ้ ทั้งตัวเอง ทั้งผู้อื่น’

เคาะประตูห้องทำงานแล้วจึงเปิดออก คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หันหลังให้ค่อยหมุนกลับมาเผชิญหน้าช้าๆ สายตาคมเย็นยะเยียบกวาดมองเขา... จากบนลงล่าง แล้วไล่ขึ้นมาใหม่

จิรัฐจำไม่ได้ว่าพี่วินของยูที่เขาเคยพบ ถึงจะแค่ไม่กี่ครั้ง จะมองคนด้วยสายตาแบบนี้ สายตาที่เหมือนประเมินค่าและราคาของ แต่ก็เหมือนจะเหยียดและกดให้จมดินไปพร้อมกัน เขาสะท้านในใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ภวิลคงสงวนสายตาแบบนี้ไว้มองคนที่... เกลียด

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็สะกดตัวเองจนสุดความสามารถ

ความโกรธความแค้นเหมือนเสือร้ายที่พล่านอยู่ในอก รอจะโลดออกไปขย้ำทำลายเหยื่อ เสือตัวนั้นย่อมหันมาแว้งกัดได้เช่นกันหากควบคุมไว้ไม่ดีพอ แต่ถ้าฝึกให้ดีแล้ว เสือจะ... ล่าตามคำสั่ง   

ภวิลรู้... จะพลาดไม่ได้

... ที่ลงทุนทุ่มเงินจำนวนไม่น้อยยึดสิทธิ์ในการจัดการบ้านหลังนี้ก็เพื่อให้เข้านอกออกในได้สะดวก เบาะแสอื่นที่เขาเคยตามสืบล้วนไร้ผล เหลือเพียงแต่ที่นี่

ความจริงเรื่องการตายของน้อง คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนเดียวที่น่าจะรู้ดีที่สุด ดังนั้นต้องเข้าใกล้ หาวิธีที่จะทำให้พูด

เห็นท่ายืนหลังตรงเป๊ะ สีหน้านิ่งสนิทนั่นแล้วก็พอรู้ว่าน่าจะดื้อ... ปากแข็ง

เขาต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง ผิดตาเดียว ล้มทั้งกระดาน

ตั้งแต่เดินเข้ามา... บางแห่งคล้ายเห็นสไตล์ส่วนตัวของกฤตวัตชัดเจน น้องชายคงลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลย 

ยูเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ บ้านพักตากอากาศ คอนโดของครอบครัวกี่แห่งๆ ขอแต่งเรียบ ว่างๆ คิดแผนปรับปรุงออฟฟิศของบริษัทในเครือ แต่ภวิลรู้จักนิสัยน้องดี ถ้าไม่ ‘รัก’ ก็ไม่ทำ

ขนาดขอเบิกเงินจากคุณย่าส่วนที่เป็นของตัวเองมาร่วมทุนด้วย... คงไม่ได้รักบ้านอย่างเดียว คนน่าจะสำคัญไม่แพ้กัน ท่าทางไม่ใช่เพื่อนธรรมดา

สิ่งที่เขาคิดแต่แรกไม่เปลี่ยน และตอนนี้ยิ่งแน่ใจคือ...

ยู... รสนิยมดี

เมื่อไม่มีการเชิญให้นั่ง จิรัฐก็ไม่นั่ง ยืนอยู่อย่างนั้น คิดๆ ดูแล้วก็ตลก เมื่อวาน หรือแม้แต่เมื่อเช้า ห้องทำงานนี้ก็ยังเป็นของเขา แต่พอตกสายหน่อยกลับไม่มีที่นั่งในห้องตัวเองเสียแล้ว

ห้องเงียบจนน่าอึดอัด ภวิลเลื่อนปึกเอกสารส่งให้ช้าๆ แต่ก่อนอีกฝ่ายจะทันรับมันก็ตกจากโต๊ะร่วงสู่พื้น จิรัฐจำต้องก้มลงเก็บ เขาเม้มปากแน่น พอเงยหน้าขึ้นมาภวิลก็เฉยเสียจนมองไม่ออกว่าจงใจหรือไม่

เอกสารพวกนั้นตอกย้ำความกลัวของเขา และยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง บริษัทของภวิลซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมคิดรวมกันเป็นจำนวนมากกว่าที่เขาถืออยู่ถึงสามเท่าตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมกิจการ ถึงจะเตรียมใจมาไว้บ้างแล้วแต่จิรัฐยังรู้สึกเหมือนจะยืนไม่อยู่เมื่อคิดว่าการดูแลที่นี่จะไม่ใช่สิทธิ์ของตัวเองอีกต่อไป

“ตกใจหรือ? ใครๆ ก็ทำกัน เทคโอเวอร์มันเรื่องธรรมดา... ผมแค่เสนอทางเลือกให้ผู้ถือหุ้น ช่วยไม่ได้ เขายอมขายให้ผม คุณก็ต้องคิดนะว่าทำไมทุกคนถึงทิ้งทุ่นคุณกันหมด”

น้ำเสียงราบเรียบแต่ติดจะเยาะทำให้จิรัฐตวัดสายตามองคนพูดด้วยความเดือดดาล

... ก็ใช่ เขาตัวคนเดียว ถึงตอนนี้ก็เหลือแต่แม่เท่านั้น ไม่ได้มีญาติพี่น้องคอยสนับสนุนช่วยเหลือเรื่องแหล่งทุนหรือว่าเรื่องอื่นๆ เหมือนอย่างในวิรัชภาคย์

เสียงเรื่อยๆ นั้นยังเอ่ย

"ผมก็ไม่โทษเขาหรอก ใครจะอยากให้คนมีประวัติเคย... ประมาทเลินเล่อขนาดนั้นมาบริหารต่อ เดี๋ยวนี้นะคุณ ข่าวนิดๆ หน่อยๆ หุ้นก็ราคาตก ผมมาซื้อเขาก็ดีใจกันจะแย่ คงกลัวคุณบริหารโดยประมาทด้วยเหมือนกัน จะพากันลงเหวไปเสียหมด”

ถึงหลักฐานต่างๆ จะบ่งชี้แล้วว่าไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ แต่ภวิลก็ยังพูด... อยากดูปฏิกิริยา

เขามองจิรัฐกำมือแน่น

"ผมไม่ได้ประมาท!"

"พูดอะไรระวังหน่อย" ภวิลสวนขึ้นทันควัน "คนอื่นมาได้ยินคุณบอกว่าไม่ได้ประมาท จะคิดไปว่าคุณ... เจตนา"

“หมายความว่ายังไง คุณจะบอกว่าผมเจตนาเรื่องอะไร”

“ผมก็ไม่รู้... คุณเคยทำอะไรไว้ล่ะ”

ทั้งสองคนประสานสายตากัน ฝ่ายหนึ่งเฉยเมยเย็นชา ส่วนอีกฝ่ายพยายามสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยคำว่าสติ จิรัฐวางเอกสารคืนกลับลงบนโต๊ะก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้นิ่งที่สุด

“ผมไม่เห็นเหตุผล...”

“เทคโอเวอร์ ถ้าไม่ทำเพราะจะกำจัดคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่ ก็ทำเพราะเมื่อขยายธุรกิจแล้วไม่ต้องมาตั้งต้นเริ่มใหม่หมด พัฒนาต่อยอดมันคุ้มกว่ากันเยอะ เผอิญว่าวินเนอร์พร็อพเพอร์ตี้อยากต่อยอดธุรกิจเป็นกิจการโรงแรมบูติก มันก็เท่านั้น"

มันไม่ใช่เท่านั้นแน่... จิรัฐถามต่อด้วยน้ำเสียงเดิม

“คุณภวิล คุณจะเอาของที่คุณไม่อยากได้ไปทำไม”

"คุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรผมอยากได้ อะไรไม่อยาก... ได้"

จิรัฐสูดลมหายใจเข้าลึก ทุกครั้งเมื่อมีปัญหาให้แก้ ไม่ว่าผู้ถือหุ้นพูดไม่รู้เรื่อง การประชุมยืดเยื้อเกินจำเป็น ลูกค้าที่ดูจะไม่ยอมฟังเอาเสียเลยหรืออะไรก็ตาม เขาจะเริ่มนับเลขเพื่อให้ใจเย็นลง จำนวนขึ้นอยู่กับความยากในการรับมือ
 
... มากก็เพิ่มหลัก หนักเข้าจะนับถอยหลัง

และตอนนี้เขากำลังนับถอยหลังจากหลักพัน

"ตระกูลคุณไม่เคยสนใจธุรกิจโรงแรม ถึงแตกบริษัทใหม่มาพัฒนาอสังหาฯ ก็ทำแต่ศูนย์การค้าไม่ก็อาคารสำนักงานให้เช่าคุณไม่เคยทำคอนโดหรือบ้านด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ คุณไม่เคยบริหารอะไรที่มีคนจริงๆ เข้าไปใช้ชีวิตอยู่เลย"

"ไม่เคยทำถึงได้ซื้อมาทำนี่ยังไง เมื่อก่อนน้องชายผมก็เคย 'สนใจ' ตอนนี้ผมจะสนใจบ้างก็ไม่เห็นแปลก”

รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปากของคนพูดเล็กน้อย มันคงน่ามองนักในยามปกติ เพียงแต่ตอนนี้จิรัฐพาลจะคิดไปว่าถ้าเสือยิ้มได้เวลาเห็นเหยื่อชิ้นงามเดินเข้ามาให้เชือดถึงที่ มันคงไม่ต่างกันมากนัก

สำหรับบริษัทอย่างวินเนอร์พร็อพเพอร์ตี้ แค่แสดงความจำนงว่าอยากทำโรงแรมดูบ้างเท่านั้น ไม่แคล้วมีสัญญาเรียงแถวมาให้เลือกเป็นพรวน ทุ่มเงินซื้อหุ้นส่วนใหญ่มาเพื่อบริหารโรงแรมเล็กๆ แบบนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด

ถ้าไม่เข้ามาเพื่อจุดประสงค์อื่น

... ภวิลคงไม่แม้แต่จะชายตาแล

กระนั้นเขาก็ยังพูดออกไปทั้งๆ ที่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคงจะรับฟังเท่าๆ กับที่ฟังเสียงนกเสียงกา

“ตอนนั้นจะ... ร่วมทุน ไม่ใช่ตกลงให้เทคโอเวอร์”

“น้องผมน่ะใจดี บางทีดีเกินไป” ภวิลบอก ไม่หลงเหลือรอยยิ้มอีก “ร่วมทุนกันทำให้เพิ่มทุนได้โดยไม่ต้องกู้ ไม่ต้องห่วงเรื่องดอกเบี้ย ทางนี้ก็สบาย... ผมไม่รู้คุณใช้วิธีอะไรจูงใจเขา แต่คงไม่มีประโยชน์กับผม ผมไม่ได้ชอบของ... สวยๆ งามๆ เหมือนเขา”

สายตาจับอ้อยอิ่งชวนให้คนฟังหน้าร้อนเมื่อนึกถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น กำลังจะขยับปากโต้ตอบหากอีกฝ่ายเอ่ยต่อไปเป็นเรื่องอื่น

“น้องผมชอบบ้านหลังนี้ไม่ใช่หรือ บอกบ้านสวย เครื่องเรือนเก่างามนัก แต่ลำพังแค่สวย... มันก็เท่านั้นแหละถ้าทำกำไรไม่ได้ ที่จริงโรงแรมนี้ยังไม่ถึงกับหมดโอกาสเสียทีเดียว เปลี่ยนผู้บริหารที่มีอำนาจควบคุมเสียใหม่จะได้แก้ปัญหาที่เคยมีมา สงสัยจะต้องปรับโครงสร้างพนักงานกันยกใหญ่ด้วย แต่ไม่ต้องห่วง ถึงจะไม่ได้สิทธิ์ในการบริหารแล้ว คุณก็... ทำอย่างอื่นได้ ผมยังไม่ใจร้ายขนาดให้เพื่อนที่น้องชายผม... รักที่สุด... ต้องตกงานหรอก”

จิรัฐอดขัดหูกับคำว่า 'รักที่สุด' ไม่ได้ เขาโพล่งออกไปก่อนจะห้ามตัวเองทัน 

"ทำอะไรครับ ขุดลอกสระบัว ทำความสะอาด หรือว่าขับเรือรับส่งแขกดี แต่ขอบอกไว้ก่อนว่างานในครัวไม่ค่อยเก่ง ถ้าเสิร์ฟกับยกกระเป๋าละพอได้"

"อย่าเพิ่งใจร้อน แล้วก็รู้เอง” รอยยิ้มมุมปากแบบเดิมจุดขึ้นอีกครั้ง

จิรัฐเริ่มนับถอยหลังอีก กับคนคนนี้เขา ‘หลุด’ ได้ง่ายดาย ทางเดียวที่จะรับมือได้คือต้องควบคุมสติเข้าไว้

“คุณภวิล อำนาจในการบริหารของคุณอาจแค่ชั่วคราว ถ้ามีทาง ผมจะพยายามรวบรวมทุนมา...”

คำพูดนั้นถูกขัดโดยเสียงหัวเราะ ภวิลส่ายหัวน้อยๆ มองเขาอย่างสงสารแบบที่หมาป่าคงมองลูกแกะที่หาญมาต่อรองด้วยทั้งๆ กำลังจะถูกกินอยู่แล้ว 

“ผมนับถือความกล้าของคุณนะ แต่พูดก็พูดเถอะ ผมไม่เห็นทางเลยจริงๆ นอกจาก...กู้”

จิรัฐหน้าถอดสี เพราะเพิ่งนึกถึงผลของการเลือก ‘ทาง’ ที่ภวิลว่าขึ้นมาได้

ถ้ากู้เงิน เขาคงไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอะไรที่มีค่ามากพอสำหรับเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้ยกเว้นแต่...

... โฉนดที่ดินกับบ้านหลังนี้

และถึงได้เงินมาซื้อหุ้นที่ไม่รู้ภวิลจะโก่งราคาไปอีกเท่าไหร่คืนมา ถ้าไม่เหลือเงินพอจะชำระหนี้ทัน ก็ไม่พ้น... ต้องขายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันอยู่ดี

“บ้านกับที่ดินนี้เป็นของแม่คุณ ถ้าเอาไปค้ำท่านก็ต้องรู้ว่าคุณไม่ได้ตกลงจะร่วมหุ้นเสริมทุนตามธรรมดา แต่บ้านพระยาเปลี่ยนมือผู้บริหารไปแล้ว” ภวิลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ซึ่งผมคิดว่าคุณคงไม่เสี่ยง ได้ข่าวสุขภาพท่านไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก”

ภวิลปิดกั้นเขาไว้ทุกทาง กระทั่งเรื่องแม่ก็ยังรู้ จิรัฐรู้สึกราวผนังห้องบีบแคบเข้า เพดานที่เคยสูงโปร่งกลับลดต่ำลง

“หรือว่า... คุณจะถอยออกไปรับเงินปันผลสบายๆ ที่เหลือ... ผมจัดการเอง แต่คุณก็อาจจะต้องเข้ามาบ้าง แขกชอบที่เป็นธุรกิจของครอบครัว คิดไปว่าจะทำให้ใส่ใจกับรายละเอียดได้มากไม่เหมือนโรงแรมใหญ่ๆ ผมไม่อยากให้ภาพตรงนั้นมันเสีย หลายๆ ที่ก็ทำอย่างนี้แหละ ให้คนอื่นมาบริหารแต่ยังบอกว่าดำเนินกิจการโดยครอบครัวอยู่ บางทีก็เรียกว่าเจ้าของไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ...”

จิรัฐจ้องคนตรงหน้าเขม็ง

“ไม่เอาหรือ? ถ้าการที่ผมเป็นผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ขัดใจคุณนัก มีอีกทาง... ขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้ผม” คนนั่งไขว่ห้างอยู่เหลือบสบตา “ผมซื้อได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก”

จิรัฐสูดลมหายใจลึก... ให้เขาตายเสียดีกว่าจะยอมวางมือจากบ้านหลังนี้ บ้านที่คุณทวดสร้างเป็นเรือนหอให้คุณหญิงของท่าน คุณยายทวดของเขา... บ้านที่พ่อใช้ทั้งชีวิตทั้งชีวิตบูรณะขึ้นมาด้วยความรักที่มีให้แม่

เห็นสีหน้าอีกฝ่ายภวิลก็เอ่ยต่ออย่างไม่ยินดียินร้าย

"นั่นสิ... คุณไม่มีวันทิ้งที่นี่ได้ คุณต้องอยู่... เพราะคนที่เขารักคุณทุ่มเทให้กับบ้านหลังนี้มามากเกินไป ทั้งพ่อ ทั้งแม่คุณ ทั้ง... น้องผม แต่ที่พูดขึ้นมาก็เพราะอยากให้รู้ว่า คุณอยู่... ในสถานะที่ต่างจากเดิมแล้ว”

จิรัฐหน้าชา บทสนทนาเมื่อครู่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผู้บริหารคนใหม่เพียงจะแสดงให้เขาเห็น... ที่เคยคิดว่าพอมีทางนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่

ราวกับทำได้เพียงคอยดูบ้านพระยาเปลี่ยนแปลงไปตามแต่อีกฝ่ายจะใช้อำนาจสิทธิ์ขาดจัดการ   

จะตัดใจละไปก็ไม่ได้... สายโซ่ที่เรียกว่าความผูกพันดึงรั้งเขาไว้อย่างแน่นหนาเกินไป สำหรับจิรัฐแล้ว บ้านพระยาไม่ใช่แค่ตึกเก่าริมน้ำ หรือเป็นเพียงกิจการของครอบครัว เวลามองกลับมา เขาเห็นหยาดเหงื่อ รอยยิ้ม และความพยายาม... ของพ่อ ของแม่ ของยู เห็นแรงกายแรงใจของพนักงานทุกคนที่ทำให้ที่นี่เป็นบ้านของผู้ที่จากบ้านมา... แม้เพียงชั่วคราว

อิฐทุกก้อน หญ้าทุกต้น มีความหมายกับเขาในแบบที่คนมองแต่ผลกำไรขาดทุนแบบผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่ไม่มีทางเข้าใจ

ภวิลโบกมือ “เชิญ ตามระดับผู้จัดการทั้งหมดมาพบผมด้วย ส่วนคุณก็อย่าเพิ่งไปไหนไกลเผื่อมีธุระต้องเรียก” เขาหยุดเหมือนคิด แต่จิรัฐแน่ใจว่าคือการเย้ยชัด “แต่ก็คง... ไปไหนไม่ได้อยู่ดี”

จิรัฐเดินช้าๆ ไปที่ประตู ไม่ทันเห็นรอยยิ้มอีกแวบหนึ่งของผู้บริหารคนใหม่

... ที่พูดออกไปทุกอย่างภวิลคิดถี่ถ้วน ถ้าการเข้ามาซื้อหุ้นก้อนใหญ่ในครั้งนี้ส่งผลให้ ‘เป้าหมาย’ ลี้หนีหาย ก็ไม่บรรลุจุดประสงค์
 
ใจอยู่ที่ไหน กายมักจะทนห่างได้ไม่นาน เขานึกถึงทศกัณฐ์กับกล่องดวงใจ... แม้คนตรงหน้าจะไม่คล้ายยักษ์เลยสักนิด แต่ถ้าจิรัฐมีกล่องดวงใจ ใจคงถอดฝากไว้กับบ้านหลังนี้ บ้านที่อยู่ในมือเขาแล้ว

ใจที่ลดทอนความเข้มแข็งลงย่อมเค้นสิ่งที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้ได้โดยง่าย

ภวิลมองร่างเพรียวหยุดอยู่ที่ประตู มือจับลูกบิด แต่แล้วก็หันกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“บางอย่างในโลกนี้นะคุณภวิล คุณอาจจะมีโอกาสครอบครองได้ชั่วครู่ชั่วยาม แต่คุณไม่มีวันเป็นเจ้าของจริงๆ หรอก”

ประตูปิดลง... นุ่มนวลนัก ราวจะขัดกับแววตาเข้มแข็งเอาจริงที่มองสบเขานิ่งๆ ภวิลหัวเราะกับตัวเองโดยไม่มีความรื่นรมย์แม้เพียงนิด

... ใช่ว่าเขาปรารถนาจะข้องแวะกับที่นี่ไปตลอดกาลเสียเมื่อไร!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คุณ theduchess มาแล้วน้า ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ
คุณ yeyong อีกสักแป๊บได้รู้แน่นอน
คุณ dawnthesky ขอบคุณค่ะมาอ่านเรื่องนี้ด้วย ไม่ม่ามากหรอก จริงๆ นะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า
คุณ PetitDragon แก้แค้นหรือเปล่านะ เรียกว่ามาหาความจริงละกัน แต่ระหว่างนั้นก็...
คุณ iamnan โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวหรอกน้า มันไม่เยอะ (ในสายตาคนเขียน 55) อ่านต่อกันเต๊อะ ปล. ถ้าอยากได้แบบชิวๆ เลยลองหาสมาคมขนสั้นในห้องนิยายจบแล้วได้ (โฆษณาเรื่องเก่าซะงั้น)
คุณ parn11 มาแล้วนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาค่า
คุณ jeaby@_@ ขอบคุณที่แวะมาค่า
คุณ silverphoenix ขอบคุณมากค่า ฝากด้วยน้า
คุณ kun มาแล้วค่ะ ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ
คุณ bluebird ขอบคุณที่ยังติดตามค่ะ จะพยายามมาต่อไม่ให้นานนัก ฝากด้วยนะคะ
คุณ bulldog17 ขอบคุณที่แวะมาอ่านเรื่องนี้ด้วยค่ะ เรื่องปมเราก็จะค่อยๆ แก้กันปายย

บทที่ 2 มาแล้ว ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมากค่า 
แล้วพบกันใหม่นะจ๊ะ
  :กอด1:   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2012 13:48:00 โดย เดหลี »

ออนไลน์ ★GotBam★

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 3021
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 223

ถูกใจให้เป็ด +1
แค่อ่าน 2 ตอนแรกน้ำตาก็จะไหลแล้ว
B to the AM BamBam
Come and Get It
GOT7

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 4322
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 391

ถูกใจให้เป็ด +1
มันบีบหัวใจเกินไป  :m15:

ออฟไลน์ pattybluet

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1925
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 226

ถูกใจให้เป็ด +1
ชอบบรรยากาศเรื่องนี้จังเลยค่ะ o13
อ่านไปสองตอน น่าติดตามมาก ตอนนี้ก็ทั้งลุ้นทั้งเชียร์จีให้อยู่รอดปลอดภัย พลิกมาชนะพี่วินมั่ง
ชอบค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 2] 27 ธ.ค. 54
« ตอบ #19 เมื่อ: 27-12-2011 22:01:39 »





ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 440

ถูกใจให้เป็ด +1
ชอบมากค่ะ รอนะ
พระเอกเท่จัง

ออฟไลน์ AprilSnow

  • เป็ดน้อยร่าเริง
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 76
    • บล็อกเวิ่นเว้อ

ถูกใจให้เป็ด +1
รู้สึกเหมือนจะซับซ้อนนะ น่าติดตามค่ะ

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 67

ถูกใจให้เป็ด +1
ว้าวววววววว ยิ่งอ่านยิ่งอยากรุ้ ยังไงๆๆๆ
รอๆๆๆๆ

ออฟไลน์ เดหลี

  • ลูกเป็ดวิ่งซุกซน
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 227
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #23 เมื่อ03-01-2012 06:09:25 »

ถูกใจให้เป็ด +38
บทที่ 3

ธรรมนูญเดินทิ้งระยะจากสองคนข้างหน้าอยู่พอควร

รุ่นน้องกลับออกมาจากห้องประชุมท่าทางเหนื่อยราวกับกลับจากสนามรบ เขาไม่ทันมีเวลาถามไถ่อีกฝ่ายก็บอกว่าผู้บริหารคนใหม่เรียกระดับผู้จัดการทุกคนเข้าพบ เห็นสีหน้าแล้วธรรมนูญรู้ว่าไม่ควรจะเซ้าซี้ตอนนี้ ได้แต่ให้เลขาโทรแจ้งฝ่ายอื่นๆ

เขาคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะกลัวผู้ชายด้วยกัน แต่เมื่อมายืนอยู่เบื้องหน้าคนที่บัดนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด ถึงจะยังไม่ยอมใช้คำว่ากลัว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่า ‘เกรง’ อยู่ไม่น้อย เชื่อว่าเขาคงไม่ใช่คนเดียวในห้องที่รู้สึกแบบนี้

ภวิลเพียงแต่บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบถึงการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายเดิมให้วินเนอร์พร็อพเพอร์ตี้ ผู้จัดการคนอื่นๆ หันมองธรรมนูญเป็นตาเดียวด้วยผู้จัดการฝ่ายการเงินเป็นประหนึ่งมือขวาของจิรัฐมาโดยตลอด เขาได้แต่ยืนทำหน้าไม่ถูกเพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของผู้บริหารคนเดิมเช่นเดียวกัน

ผู้บริหารที่มีอำนาจควบคุมคนใหม่ก็ไม่ขยายความ นอกจากพูดว่าขอให้แจ้งพนักงานในแต่ละฝ่ายที่รับผิดชอบว่าให้ทำงานไปตามปกติ จนกว่าจะตรวจดูโรงแรมและการดำเนินการอย่างละเอียดเสร็จสิ้น เมื่อนั้นอาจมีการเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากน้ำเสียงทุกคนก็รับรู้ได้ว่า... เป็นอันสิ้นสุดและไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม

ภวิลออกจากห้องมาพบรุ่นน้องเขา บอกให้พาดูโรงแรม ธรรมนูญก็เดินตามไปห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง และตอนนี้สองคนนั้นกำลังจะมุ่งไปทางครัว

ภัตตาคารของบ้านพระยามีชื่อเสียงด้านอาหารไทย โดยเฉพาะที่เป็นของหาทานยากที่อื่น ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้วคงค่อนข้างวุ่นวาย... แล้วก็เป็นอย่างที่คิด

เขาเห็นทักษ์มือเป็นระวิงอยู่หน้าเตา ปากก็สั่งการเชฟลูกมือคนอื่นๆ ภวิลไม่ขัดจังหวะ เพียงแต่กอดอกยืนมองการทำงานอยู่เงียบๆ จนดูเหมือนจะเริ่มซาลงบ้างจึงได้เอ่ยปากบอก “ให้เชฟมาพบผมหน่อย”

ธรรมนูญเดินไปเรียกทักษ์ผู้ยังก้มหน้าก้มตาจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนเพิ่มเข้ามาในครัวของตัวเองสามคนเสียด้วยซ้ำ อีกฝ่ายสะดุ้งน้อยๆ พอเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มให้

ทักษ์อายุน้อยกว่าเขาไม่ถึงปี เข้ามาทำงานไล่เลี่ยกัน รู้ตัวอีกทีธรรมนูญก็กลายเป็นหนูทดลองเวลาเชฟไฟแรงอยากจะคิดค้นเมนูอะไรใหม่ๆ ไปเสียแล้ว ความคิดบรรเจิดของทักษ์บางทีก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง คิดเอาเองว่าน่าจะดีแต่บางทีก็กินไม่ได้เอาเลยบ้าง เป็นเหตุให้เขาเรียกหยิกแกมหยอกอย่างหมั่นไส้ว่า‘ไอ้ทึกทัก’ อีกฝ่ายเพียงหัวเราะไม่ถือสา ผ่านไปแป๊บเดียวก็มีของใหม่มาให้ชิมอีก

แต่ตอนนี้ธรรมนูญแค่นึกอยากมีเหตุผลเพียงพอจะยิ้มตอบรอยยิ้มกว้างขวางนั่นได้ เขารุนหลังเชฟไปอีกฝั่งของห้อง กระซิบเบาๆ “ผู้บริหารคนใหม่”

ทักษ์ทำหน้างง เพราะจิรัฐก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นด้วย แต่ไม่มีเวลาได้งงนานเพราะถูกยิงคำถามใส่   

“เชฟบริหารไม่จำเป็นต้องปรุงทุกจานเอง ซูเชฟคุณไปไหน”

“เอ้อ... ผมเป็นซูเชฟครับ เชฟใหญ่ไม่อยู่”

ธรรมนูญตบหน้าผากตัวเองในใจ เรื่องหัวหน้าเชฟหรือที่ภวิลเรียกว่าเชฟบริหารตามภาษาอังกฤษคือเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟขาดบ่อยเป็นเรื่องที่เขาในฐานะดูแลฝ่ายบุคคลด้วยก็กำลังจะจัดการอยู่ เพียงแต่มีเรื่องด่วนอื่นๆ แทรกเข้ามาและทักษ์ก็ทำหน้าที่แทนได้ไม่ขาดตกบกพร่องมาตลอด

“ไม่อยู่?” ภวิลหันมาทางผู้จัดการที่กำลังนึกแช่งชักหักกระดูกหัวหน้าเชฟกับการเลือกวันหยุดได้ดีเหลือเกิน “จดหมายลาล่ะ”

“ยัง... ไม่ได้รับครับ” ธรรมนูญตอบ กำลังจะอธิบายว่าจดหมายลาอาจส่งตามมาทีหลังได้ แม้รู้ดีว่าไม่ใช่วิสัยของเชฟคนนี้ทั้งอาจเสี่ยงกับการถูกหาว่าเข้าข้างพนักงาน แต่เขาห่วงหน้าจิรัฐมากกว่า คงไม่ใช่เรื่องดีที่จะให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คิดไปเสียตั้งแต่วันแรกว่าการบริหารงานบุคคลมีปัญหา

แต่ภวิลไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดต่อ กลับถามซูเชฟ “ขาดมากี่วันแล้ว”

“เอ่อ...” ทักษ์เหลือบมองผู้จัดการฝ่ายการเงิน

หากคนยืนกอดอกตั้งคำถามบอก “คุณไม่จำเป็นต้องปกปิดให้เพื่อนร่วมงาน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ผมมีวิธีรู้ และถ้าผมรู้จากคนอื่น...”

ทักษ์ย่อมตระหนักดีว่าตอบผิดหมายถึงตกงาน “เฉพาะสัปดาห์นี้สามวันแล้วครับ... เมนูผมใช้ของเดิม”

“ของเดิมนั่นน่ะตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็เกือบ... สองเดือนได้”

ภวิลหันมาทางผู้จัดการ “ให้ออก”

“เชฟคนนี้เคยเป็นแชมป์อาหารไทย แล้วก็ทำงานที่นี่มานาน ผมว่าเรียกมาคุยตักเตือนก่อน...” จิรัฐเพิ่งมีโอกาสได้พูด

“หยุดโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่คิดเมนูใหม่มาเกือบสองเดือน คนไม่จริงจังกับงานผมให้ออกหมดทุกคน” ภวิลว่า “หรือคุณก็ทำโรงแรมนี้เล่นๆ เหมือนกัน?”

จิรัฐเลยต้องเงียบ ผู้บริหารคนใหม่กวาดสายตามองป้ายชื่อที่หน้าอกเชฟแล้วบอก 

"เชฟทักษ์ ขอเมนูสัปดาห์ที่จะถึงนี่ให้ผมด้วย"

"อะ เอ่อ..." ธรรมนูญมองไอ้ทึกทักได้แต่ติดอ่าง "แล้วเฮดเชฟ..."

“คุณนี่ล่ะเฮดเชฟ ส่วนจะให้ใครเป็นซูเชฟก็เลือกผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ขึ้นมาสักคน”

คราวนี้ทักษ์ถึงกับอ้าปากค้างที่ได้เลื่อนตำแหน่งแบบปัจจุบันทันด่วน   

“อย่าบอกว่าเป็นเชฟแต่ไม่เคยมีความคิดสร้างสรรค์จะร่างเมนูเองเลย?"

... น้อยไปสิ ธรรมนูญอยากจะบอก เมนูเชฟทักษ์น่ะ แปลกไม่กลัว กลัวไม่แปลก!

"ครับ ได้ครับ..." เชฟอายุยังน้อยเริ่มลน "ม... เมื่อไหร่ดีครับ"

ภวิลมองเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าต้องถาม จิรัฐรีบพูด

"เร็วที่สุดแล้วกัน"

แว่วเสียงอีกฝ่ายสั่งงานต่ออย่างไม่สนใจ 

“คุณธรรมนูญ ทำรายงานสรุปย้อนหลังหกเดือนของฝ่ายบุคคลรวมทั้งโครงสร้างเงินเดือน ผมต้องการเห็น หยุด ลา เท่าไหร่ พร้อมหลักฐาน...”

“ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” จิรัฐขัด “โรงแรมก็ขายงานบริการ ไม่ใช่โรงงานผลิตของตามสายพานจะได้ตรวจวัดผลกันตามตัวเลขเป๊ะๆ”

“ครอบครัวหรือ” ภวิลเลิกคิ้ว “ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าคุณจ่ายเงินเดือนให้ไม่ได้ยังจะมีใครอยากนับญาติกับคุณอยู่อีกไหม อย่างน้อยๆ พวก ‘คุณลุงคุณอา’ ของคุณในห้องประชุมนั่นก็ไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะขายหุ้นทิ้ง ถ้ายังดื้อด้านใช้ระบบเครือญาติผมบอกได้เลยว่าเจ๊ง”

“บ้านคุณก็...”

“ธุรกิจในครอบครัวที่สนับสนุนกันไม่เหมือนระบบเครือญาติที่อุปถัมภ์พึ่งพิงจนเละไปหมดนะ แล้วธุรกิจบ้านผมทำท่าจะเจ๊งหรือเปล่า”

จิรัฐหน้าแดงแล้วกลับซีดสลับกัน จนคำพูดไปชั่วครู่ในขณะที่ภวิลหันมาไล่เบี้ยเอากับผู้จัดการ

"ไม่ไปทำงานล่ะ คุณธรรมนูญ?"

"คนเรายังไงก็ต้องกินข้าว" จิรัฐอดไม่ได้ "นี่มันเวลาพักเที่ยงแล้ว"

“จริงด้วย คุณพูดขึ้นมาผมเลยชักหิว” ภวิลบอกหน้าตาเฉย “เขาว่ากันว่า... สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง วันนี้เหลนพระยาเลี้ยงพ่อค้าหน่อยเป็นไร”

จิรัฐเม้มปาก รู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจประหวัดไปถึงเหตุการณ์เมื่อเก่าก่อน ตอนที่คุณตาคุณยายพาแม่เขาลี้หนีระเบิดจากพระนคร ข้าวยากหมากแพง ลำบากก็ได้ฝั่งวิรัชภาคย์... คุณปู่ของคนตรงหน้านี้แหละช่วยเหลือเอาไว้ แม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังยังบอก ‘คุณตาพูดขำๆ... เลยกลายเป็นพ่อค้าเลี้ยงพระยาไปเสียแล้ว’

มันคงเป็นเรื่องที่เพื่อนเก่าสองคนสรวลเสเฮฮากันอย่างไม่คิดอะไร แต่หลานของท่านทำให้เป็นเรื่องขำไม่ออกเลยจริงๆ   

“ไม่จำเป็นมังครับ” เขาพูดช้าๆ “เชิญคุณตามสบาย”

“ไม่เลี้ยงก็ไม่เลี้ยง แต่ผมยังไม่เสร็จธุระดี คงต้องรบกวนอีกหน่อย” ภวิลพยักหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเดินไปก่อน จิรัฐจำต้องนำไปห้องอาหารทั้งๆ ที่อยากปลีกตัวเต็มทีเพราะไม่ต้องการต่อปากต่อคำกลางครัวให้พนักงานแตกตื่น

ธรรมนูญขยับจะเดินตามแต่ก็ชะงักด้วยผู้บริหารคนใหม่ขัดขึ้นเสียก่อน “งานที่สั่ง... สามโมงคงไหวนะ?”

เขาได้แต่ยืนมองสองคนลับหายเข้าไปในส่วนภัตตาคาร ภาวนาให้รุ่นน้องรับมือได้ตลอดรอดฝั่ง

“โหดว่ะ” เสียงทักษ์ดังขึ้นดึงเขาจากภวังค์

“อ้อ... อืม”

“ถ้าเปลี่ยนผู้บริหาร แล้ว... คุณจีล่ะ”

ธรรมนูญถอนใจพลางสั่นศีรษะ เขาเองก็ยังเดาหนทางข้างหน้าไม่ได้

“คุณจีไม่ไปไหนหรอก” ทักษ์ว่า “เนอะอาร์ม?”

ธรรมนูญยิ้มบางให้คนเป็นเชฟ จิรัฐไม่ไปไหนก็จริง แต่เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตำแหน่งแห่งที่ในภายหน้าของรุ่นน้องจะเป็นอย่างไร... นี่คงทรมานใจที่ถึงจะได้อยู่ใกล้ของรัก แต่ไม่มีสิทธิ์ดูแลจัดการอย่างเคย ยิ่งไปกว่านั้น ภวิลเป็นญาติสนิทของกฤตวัต เขาสลัดความกังวลออกไปจากใจไม่ได้ว่าภวิลเข้ามาเพราะเรื่องที่น้องเสียชีวิตอย่างคลุมเครือ 

และเขาไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการใด

แต่ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ธรรมนูญเพียงหวังว่าคนดีอย่างรุ่นน้อง คงมีเหตุผลที่ดีพอ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม

ระหว่างนี้ เขาตกลงใจทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมถึงที่นายคนใหม่จะสั่งด้วย เพื่อกันไม่ให้มีผลกระทบไปถึงจิรัฐได้

“ไปล่ะ งานเยอะ” เขาบอกเชฟ “เราก็ตั้งใจทำงานดีๆ อุตส่าห์ได้เลื่อนเป็นเชฟใหญ่ทั้งที”

“ทุกขลาภ” หัวหน้าเชฟหมาดๆ ทำคอย่น “วันไหนไม่ถูกใจขึ้นมามีหวัง... โดนไล่ออกตรงนั้นเลย”

“โอกาสมีไว้ให้...”

“... ให้เราพิสูจน์ตัวเอง รู้แล้วน่ะ พูดบ่อยจนจำได้แล้ว” ทักษ์ว่า แล้วบอก “รอแป๊บ... ผัดข้าวใส่กล่องให้"

“ขอบใจ...”

“ไม่เป็นไร... ช่วยกัน” ทักษ์ยิ้มให้ก่อนจะผละไป ธรรมนูญอดยิ้มตอบไม่ได้

ถึงการเปลี่ยนผู้บริหารอาจนำพามาซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานาอีกพะเรอเกวียน แต่ขอให้เขาได้อุ่นใจไว้สักหน่อยว่าเจ้าทักษ์... ยังเหมือนเดิม


จิรัฐรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ฝืดคอเต็มที

ห้องอาหารเพดานสูง พื้นไม้ขัดมันวับ หน้าต่างเปิดโล่งมองเห็นสวนกับสระบัว ตาข่ายหน้าช้างร้อยจากดอกไม้สดแขวนประดับช่องหน้าต่างไกวพลิ้วส่งกลิ่นกำจายตามแรงลม แขกที่มารับประทานอาหารพูดคุยกันเบาๆ ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาเป็นระยะ

ทุกอย่างดูปกติ... แต่ก่อนเกิดพายุใหญ่คลื่นลมมักสงบเสมอ...

อันที่จริงแล้วจิรัฐไม่ได้มีอะไรขัดข้องกับการเลื่อนตำแหน่งของทักษ์ แม้ว่าอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่มาก แต่ความตั้งใจกับฝีมือเขาเชื่อว่าทักษ์ไม่แพ้ใคร เพียงแต่จิรัฐค่อนข้างแน่ใจว่าภวิลทำเพื่อพิสูจน์... ไม่มีอะไรที่เกินขอบเขตอำนาจ ไม่มีอะไรที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดจะทำไม่ได้

เขาสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องอื่นตามมาอีก

ระหว่างที่จิรัฐก้มหน้าราวกับสนใจอาหารในจานเสียเต็มประดาบ้าง เสมองแขกคนอื่นๆ บ้าง ภวิลกลับมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา

บางทีเขานึกอยากคิดอะไรง่ายๆ อย่างจิรัฐเป็นต้นเหตุของความเลวร้ายทั้งหมดในครั้งนี้ เขาสมควรโกรธแค้น บ้าคลั่งอาละวาดเสียให้สาแก่ใจ เอาให้ทุกอย่างในชีวิตอีกฝ่ายพังพินาศ

แต่บางที... ชีวิตก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น

ทั้งเหตุการณ์ที่ยังคลุมเครืออยู่ ทั้งน้องชายที่รักแสนรัก 'เพื่อน' คนนี้แม้จะลาจากโลกไปแล้ว ทั้งความที่สองตระกูลรู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด ทำให้ภวิลอิหลักอิเหลื่อ จะแค้นเคืองทำลายทั้งคนทั้งของเสียให้ย่อยยับก็ไม่รู้จะอาศัยเหตุอะไรที่แน่ชัด จะล้างมือไม่ยุ่งเกี่ยวกันไปเลยก็ยังค้างคาในใจ

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าน้องจะเลือกเพื่อนผิด ไว้ใจคนผิดจนนำภัยมาสู่ตัวเอง กฤตวัตพูดถึงเพื่อนคนนี้ให้เขาฟังไม่น้อย... ในทางชื่นชมทั้งสิ้น ก็ไม่แปลก เพราะจิรัฐน่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของน้องชายเขา และลงกฤตวัตรักใครหรืออะไรแล้ว ก็ไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ

... หรือความรักจะทำให้คนตาบอดได้จริงๆ 


หลังอาหารมื้อที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตของจิรัฐผ่านพ้น ภวิลก็เดินนำออกไปที่สนามซึ่งค่อนข้างปลอดคนเพราะแขกจำพวกนักท่องเที่ยวยังชมบ้านเมืองอยู่ข้างนอก ในขณะที่แขกที่มารับประทานอาหารก็ทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว แม้จะเพิ่งตกบ่ายแต่ไม่ค่อยร้อนเท่าใดด้วยร่มไม้ให้เงาครึ้ม

... จะเข้าใจจิรัฐ ก็ต้องเข้าใจบ้านหลังนี้ เขาไม่อาจเข้าถึงสิ่งที่อีกฝ่ายซุกซ่อนอยู่ในใจได้หากไม่ศึกษาทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นบ้านพระยา

เพราะนั่นคือตัวตนของคนตรงหน้าด้วยเช่นกัน

“ได้ยินมานานแล้วว่านอกจากตัวบ้าน สวนที่นี่ก็สวยไม่แพ้กัน ผมอยากดูรอบๆ หน่อย”

“เชิญครับ” จิรัฐว่าแล้วทำท่าจะหันกลับเข้าข้างในหากอีกฝ่ายบอก

“ผมพูดแล้วว่ายังไม่เสร็จธุระดี... อาจจะไม่ชัดเจนพอ ผมยังไม่เสร็จธุระ ‘กับคุณ’ ช่วยทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วย”

ปกติแล้วจิรัฐยินดีรับรองแขกพาชมทั้งบ้านทั้งสวนทุกซอกทุกมุม ภาคภูมิใจเหมือนคนมีเพชรน้ำเอกแต่ไม่อยากหวงแหนไว้คนเดียว ย่อมคิดแบ่งปันให้ผู้อื่นร่วมชื่นชมด้วย แต่ในคราวนี้รู้สึกเหมือนต้องเร่อวดบ้านเป็นสินค้าให้ถูกประเมินว่าจะทำเงินได้ดีที่สุดทางไหนอย่างไรชอบกล

“ถ้าอยากดูข้างนอกผมจะเรียกหัวหน้าคนสวนให้”

“ผมไม่คิดว่าคุณมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ” ภวิลว่าเรื่อยๆ “หรือพวกเศรษฐสุทธ์เป็นแบบนี้? ไม่อยากทำก็โบ้ยให้คนอื่น ง่ายดี”

จิรัฐจ้องคนตรงหน้าอย่างโมโห เอะอะก็เหมารวม นิสัยเสีย... แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือเขาเป็นตัวแทนของเศรษฐสุทธ์จริงๆ จำต้องออกเดินนำไปกันการถูกปรามาสแบบกินความทั้งตระกูลอีก

... กะจะไม่ต้องเสวนาอะไรกันให้มากความ เพียงแต่คนเดินตีคู่มาถามโน่นถามนี่อย่างกับจะเรียนพฤกษศาสตร์ทำให้เขาต้องไล่ชื่อไปเรื่อยๆ

“ดอกแก้วครับ... นั่นโมก... โน่นทรงบาดาล... พุทธรักษา...”

ทั้งหมดเป็นไม้มงคล นิยมปลูกเพื่อให้ร่มเย็นเป็นสุข ปกป้องคุ้มครองไม่ให้ภยันตรายมากล้ำกราย ซึ่งจิรัฐยังหวังให้เป็นแบบนั้นอยู่

“อันนี้เหมือนฟอร์เก็ตมีน็อต” ภวิลก้มดูดอกไม้ดอกเล็กๆ เกาะกันเป็นพุ่ม กลีบฟ้าอมม่วงเกสรเหลืองเสียชิด

จิรัฐถอนใจ “ร้อนขนาดนี้คงไม่บานให้เห็นหรอกครับ... นี่แก้วเจ้าจอม”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ แล้วถามใหม่ “ต้นนี้ล่ะ”

“ราชาวดี...”

“ชื่อเพราะ... แปลก”

“ราชาวดีแปลว่าของสำหรับพระราชา” คราวนี้จิรัฐขยายความให้ “เราวางให้แขกที่หัวนอน... แขกเป็นเหมือนเพื่อนพิเศษที่มาเยี่ยมเยียนเรา และเรายินดีต้อนรับเขาอย่างพระราชา” 

“ฟังดูดี”

จะมีใครอีกไหมที่ขนาดออกปากชมยังต้องตีความว่าหมายความตามนั้นจริงหรือว่ากระทบ... จิรัฐสั่นศีรษะกับตัวเองในขณะที่อีกคนถามอีก “ต้นนี้คุ้นๆ ต้นอะไรนะ?”

"คุณภวิลรู้จักต้นไม้ดอกไม้ไทยอะไรบ้างไหมครับ" จิรัฐถามหน้าเฉยเสียงเฉยจนดูไม่ออกว่าประชดหรือเปล่า ภวิลตวัดสายตามองแล้วเลยผ่านไปข้างหน้า

"ทำโรงแรม มีคนถามแค่นี้ขี้เกียจตอบทีหลังก็เขียนป้ายแขวนไว้เสียเลย"

"เราตั้งใจให้บ้านพระยาเหมือนบ้าน สวนก็ควรจะเป็นสวนของบ้าน ไม่ใช่วนอุทยาน" จิรัฐว่า "จะได้มีเขียนป้าย บอกชื่อวงศ์ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ชื่อสามัญ..."

"ใครจะไปอยากรู้ละเอียดขนาดนั้น" ภวิลเสียงห้วน "แขกเขาไม่เคยมาเดินในสวนแล้วอยากรู้ว่าต้นไหนชื่ออะไรบ้างเลยหรือไง"

ถึงอยากรู้ก็แค่ต้นสองต้น ไม่มีใครอยากรู้ทั้งสวนแบบนี้หรอก... หากจิรัฐก็ได้แต่คิดเมื่อตอบว่า

"หัวหน้าคนสวนก็อยู่แถวนี้ บางทีแขกก็ไปคุยด้วย ไม่อย่างนั้นก็มาถามพนักงานเรา คนไหนก็ได้ คนทำงานที่นี่รู้จักทั้งบ้านทั้งสวนดี"

"อีกไม่นาน ผมคงได้ทำความรู้จักทุกอย่างจนทะลุปรุโปร่ง” ภวิลพูด ไม่สนใจคนฟังที่หน้าตึงขึ้นอีก “แต่ตอนนี้ถามคุณอยู่... สรุปมันต้นอะไร”

จิรัฐถอนใจเฮือก "ชมนาดครับ"

"กลิ่นไม่แรง คล้ายๆ ใบเตย... ปลูกเพิ่มก็ดี"

จิรัฐสงสัยว่านี่เป็นวิธีบอกว่าชอบอะไรหรือเปล่า... พอดีเหลือบเห็นร่างของชายที่เขานับถือเหมือนญาติสนิทอยู่ไม่ไกล อดออกปากเรียกไม่ได้

“... ลุงชง”

ภวิลแลตาม “ใคร”

“หัวหน้าคนสวนที่นี่ครับ” จิรัฐนึกอยากให้มีคำอื่นที่อธิบายสถานะของชงคมได้ดีกว่านี้ เพียงแต่อีกฝ่ายพอใจและภูมิใจในตำแหน่งนี้มาตลอด สำหรับจิรัฐแล้ว ชงคมไม่เคยเป็นเพียง ‘หัวหน้าคนสวน’ หากแต่คล้ายเพื่อนของครอบครัวที่ดูแลจัดสวนให้เป็นงานประจำมากกว่า

ลุงชงรู้จักกับพ่อและแม่ของเขามานาน จิรัฐไม่เคยรู้ว่ารู้จักได้เช่นไร ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นชงคมแล้ว และดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปจากวันที่เขาเคยเป็นเด็กตัวเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในบริเวณบ้านเลยแม้แต่น้อย ลุงชงยังเดินหลังตรง ท่าทางแข็งแรง ไม่เคยมีใครเดาอายุถูก   

ถ้าเรียกได้ว่าพ่อดูตัวบ้านและภูมิสถาปัตย์โดยรวม ชงคมก็เป็นคนดูแลรายละเอียดของสวนที่แวดล้อมอยู่ ไม้ดอกไม้ประดับขนลงเรือข้ามมา บรรจงปลูกสร้างให้ส่งเสริมเชิดชูตัวบ้าน... ความรู้เรื่องพันธุ์พืชนับว่าหาตัวจับยาก ในยามที่แม่วางมือไปด้วยปัญหาสุขภาพและพ่อไม่อยู่แล้ว จิรัฐก็ยังอุ่นใจที่เห็นใบหน้าคร้ามแดดที่คุ้นเคยของชงคม

เพราะเขาแน่ใจว่า ลุงชงรักที่นี่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่เขารัก...

“อ้อ เชิญพบหน่อย”

จิรัฐยืนฟังทั้งสองคนสนทนากันด้วยใจไม่สบายนัก เมื่อภวิลถามว่าอีกฝ่ายทำงานมานานเท่าไหร่และชงคมตอบว่าสามสิบปีอีกทั้งคงทำจนกว่าจะตายนั้น วูบหนึ่งที่เขานึกกลัวขึ้นมาว่าภวิลอาจจะหาเรื่องให้ชงคมออก ถ้าไม่ใช่ด้วยเหตุผลอะไรก็เพื่อให้เขาขาดคนเก่าคนแก่ไปอีกคนหนึ่ง แต่ปรากฎว่าภวิลเพียงแต่ซักถามเพิ่มเติมเล็กน้อยแล้วก็ผละจากมา บอกเขาสั้นๆ ว่า

“แกเก่งนะ”

... จนจิรัฐเกือบโล่งใจ แต่ความรู้สึกนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานเมื่ออีกฝ่ายเดินผ่านสระบัวและพูดหน้าตาเฉยว่า

"ตรงนี้ควรจะปรับเป็นสระว่ายน้ำ"

"อะไรนะครับ"

"สระว่ายน้ำ" ภวิลก็อุตส่าห์ย้ำให้ "โรงแรมไม่มีสระว่ายน้ำให้อย่างอื่นดียังไงก็ยังเป็นข้อให้ติได้อยู่ดี”

"ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปหน่อยเป็นสโมสรกีฬา ทำสัญญาไว้แล้วว่าให้แขกในโรงแรมใช้สระว่ายน้ำได้ฟรี ทางเราไปเช็คความสะอาดให้ตลอด คนก็ไม่พลุกพล่าน แขกแค่บอกว่าจะไปเราก็เอาเรือบริการส่งถึงที่..."

"ถ้าผมเป็นแขกผมจะคิดว่าทำไมต้องถ่อข้ามฟากไปด้วย มีฝั่งนี้จะสะดวกกว่ามาก อีกอย่าง ถ้าสร้างสระตรงนี้จะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาชัด เพิ่มมูลค่าให้โรงแรมได้"

"ต... แต่ สระบัวนี่..." จิรัฐอึกอัก

ตั้งแต่รู้ว่าหุ้นส่วนใหญ่ถูกขายไปเป็นต้นมาเขาก็พยายามทำใจไว้อยู่แล้วว่าคงจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ยิ่งคนซื้อไม่มีความทรงจำอะไรที่เรียกได้ว่าดีกับบ้านหลังนี้นอกจากเป็นที่ที่น้องชายเคยมาทำงานด้วย

จิรัฐมองสระที่ดารดาษไปด้วยบัวหลวงแข่งกันออกดอกชมพูบ้างขาวบ้างอย่างใจหาย ภวิลอยากจะเปลี่ยนอะไรก็ได้ อยากให้ปลูกชมนาดเพิ่มอีกร้อยต้นพันต้นก็ไม่เป็นไร เพียงแต่สระบัวหน้ามุขนี้เท่านั้นที่เขาอยากจะรักษาเอาไว้ เพราะเป็นของที่แม่รัก และที่แม่รักก็เพราะพ่อทำให้... เพียงแค่แม่ออกปากว่าอยากเห็นสระปลูกแต่บัวหลวงที่คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่าคุณตาทวดทำให้คุณยายทวด พ่อก็รีบรับเป็นธุระ และทุกครั้งที่จิรัฐเห็นสระบัว เขาก็จะนึกถึงพ่อ นึกถึงความรักของท่าน...

"ขุด... ตรงสวนหลังบ้านไม่ได้หรือครับ"

"คุณก็ดูท่าทางไม่น่าเข้าใจอะไรยาก หรือจะหัวช้ากว่าที่ผมคิดไว้ เพิ่งบอกอยู่เมื่อกี้ว่าจะให้เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนลงสระ หลังบ้านมันจะไปเห็นอะไรนอกจากต้นไม้ใบหญ้า"

จิรัฐไม่รู้จะหาเหตุผลใดมาเปลี่ยนใจคนตรงหน้า ไม่อยากเล่าเรื่องของพ่อกับแม่... มันเป็นเรื่องในครอบครัว และเขาคิดว่านรกคงต้องกลายเป็นน้ำแข็งเสียก่อนภวิลจึงจะรู้สึกซาบซึ้งกับประวัติสระบัวขึ้นมาได้

จะให้เอาเหตุผลทางด้านจิตใจมาพูดกับคนที่ดูจะไม่มีหัวจิตหัวใจเอาเสียเลยได้อย่างไรกัน


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คุณ Little Diamond โอ๋ๆ นิดหน่อยนะคะ ขอบคุณที่แวะมาอ่านน้า
คุณ iamnan หัวใจทำงานหนักเลือดสูบฉีดดีนะ ฝากตอนต่อไปด้วยนะคะ
คุณ pattybluet ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจค่ะ ขอบคุณที่เชียร์จีด้วย (ยังต้องเชียร์กันไปอีกสักพักนะนี่)
คุณ jeaby@_@ ขอบคุณสำหรับการติดตามด้วยค่ะ
คุณ dawnthesky ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า
คุณ kun รับรองว่าทุกอย่างนำไปสู่การคลี่คลายปมเนี่ยแหละ อีกไม่นานเกินรอ

บทที่ 3 มาแล้ว อาจจะช้านิด... ไม่มีคำแก้ตัวนอกจากว่าเรื่องนี้ค่อนข้างเขียนยาก แต่จะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ ตอนนี้เปิดตัวผู้มีส่วนสำคัญกับเนื้อเรื่องอยู่มากอีกสองคน  :pig4:

ขอถือโอกาสขอสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านด้วย ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมานะค้า

ปล. ตาข่ายหน้าช้างคือเครื่องแขวนของไทยชนิดหนึ่งน่อ นิยมแขวนไว้ที่บานประตูหน้าต่าง จะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมแบบนี้ http://www.baanjomyut.com/library/offerings/index.html อันแรกเลย

แล้วพบกันตอนหน้า นะจ๊ะ
  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2014 04:43:32 โดย เดหลี »

ออฟไลน์ samsoon@doll

  • Barbie SamSoon
  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 4810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 310
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #24 เมื่อ03-01-2012 07:56:01 »

ถูกใจให้เป็ด +1
ปวดหัวแทนจี ใครมันจะรักใครก่อนนะหละ รอคอยว่ามะไหร่จะถึงวันนั้น ฮิฮิ
นักเขียนที่พูดไม่เป็นคำพูด  อีกหน่อยนักอ่านก็จะเลิกสนใจ

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 440
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #25 เมื่อ03-01-2012 08:17:28 »

ถูกใจให้เป็ด +1
มาต่อช้าก็รอค่ะ
สนุุกมาก พระเอกเย็นชาจัง
สงสารนายเอก

แต่งดีมากๆค่ะ

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 6348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 894
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #26 เมื่อ03-01-2012 08:22:46 »

ถูกใจให้เป็ด +1
คู่เอกคือภวิลกับจิรัฐ ใช่ไหมคะ

จิรัฐคงอัดอั้นตันใจน่าดู ทำอะไรไม่ได้นอกจากนับเลขในใจ
คนอ่านก็คับข้องใจเหมือนกัน ตามประสานิยายที่มีปมสืบสวนอยู่ด้วย

ออนไลน์ ★GotBam★

  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 3021
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 223
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #27 เมื่อ03-01-2012 10:54:14 »

ถูกใจให้เป็ด +1
 :เฮ้อ: อ่านแล้วกดดันสุดๆ สงสารนายเอก? โคตรๆ
ไอ้พี่วินไม่รู้อะไรแล้วอย่าสร้างปัญหาได้ไหม (แล้วแกรู้เรื่องกับเค้าเรอะ)
B to the AM BamBam
Come and Get It
GOT7

ออฟไลน์ BBChin JungBB

  • เป็ดน้อยร่าเริง
  • *
  • กระทู้: 468
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 28
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #28 เมื่อ03-01-2012 12:27:35 »

ถูกใจให้เป็ด +1
ภวิลพยายามกดดันจิรัฐตลอดเลย ถ้าผมเป็นจิรัฐนะกลับบ้านไปต่อยหมอนข้างให้พลุนเลย

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดซ่าส์
  • *
  • กระทู้: 1479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 80
Re: รอยรัก... จำหลักใจ [บทที่ 3] 3 ม.ค. 55
«ตอบ #29 เมื่อ03-01-2012 13:36:19 »

ถูกใจให้เป็ด +1
อีตาภวิลนี้จะกวนส้นทีนไปไหนเนี่ย
เพื่อนก็เหมือนน้ำเปล่า  ไม่มีรสชาติแต่ขาดไม่ได้

 



สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด