Page 31 : ไม่มีไรมากกกก
Gayscale กลับมาสู่สภาพปกติอีกครั้ง หลังได้ไปพักผ่อนประจำปีกันสามวัน หลังความสนุกผ่านพ้น แน่นอนว่าความจริงอันแสนเจ็บปวดย่อมตามมาในไม่ช้า
“ไอ้สิปป์!!” บก.เอ้โวยวายเรียกนักเขียนประจำกองแต่เช้า ทำเอาเจ้าของชื่อที่เพิ่งมาถึงต้องกุลีกุจอวิ่งมารายงานตัว
“ครับ!!” นี่ถ้าตะเบ๊ะให้ด้วยคงจะครบสูตรทหารเกณฑ์เลยทีเดียว
“แกดูนี่ ดูๆๆ” พี่เอ้โยนกระดาษดิจิตอลพรินต์ไปให้เจ้าของผลงานดูให้เต็มตา “แกเห็นอะไรมั้ย”
“กล้ามคุณอาร์มี่ใหญ่มว๊ากกกก” สิปป์ศิลป์ผู้กลายเป็นอีสิปป์กรีดร้องเหมือนกะเทยจีนแดงจนพี่เอ้ต้องยกมือมากุมขมับ
“ไอ้สิปป์!!”
“อุ่ย...” นักเขียนคอหดก่อนจะตั้งใจดูกระดาษตรงหน้าอีกครั้ง
“ว่าไง” เสียงเย็นเฉียบทำเอาขนลุกซุ่ แต่จนแล้วจนรอดสิปป์ก็ไม่รู้อยู่ดีกว่ามันมีความผิดปกติตรงไหน
คล้ายจะล่วงรู้ความคิดของลูกน้อง พี่เอ้เลยชี้ทางสว่างให้เบาๆ “คำว่า ‘ล็อก’”
พอได้ยินดังนั้น นักเขียนผู้จดจำทุกตัวอักษรของตัวเองได้ก็ตรัสรู้ทันที “อ๋อ.....”
“ทำไมแกยังเขียน ‘ล็อค’ แบบใช้ค.ควายแบบนี้ฮะ ฉันบอกแกเป็นล้านรอบแล้วใช่มั้ย”
“อ่า...” คนผิดเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะชี้แจงเสียงเครียด “ จริงๆ ผมรู้แล้วแหละว่า ‘ล็อค’ ต้องใช้ ก.ไก่ สะกด แต่ผมเลือกไม่ใช้เองอ่ะครับ”
“ว้อท?? ทำไมยะ แกเป็นราชบัณฑิตรึไง” บก.เริ่มยั๊วะ
นักเขียนยังทำหน้าซีเรียสไม่คลาย “เพราะผมจะเก็บ ก.ไก่ ไว้ใช้กับคำว่า ‘รัก’ ครับ”
วิ๊ง...วิ๊ง..วิ๊ง
เกิดเดดแอร์ขึ้นชั่วขณะ ขนาดพี่ชิที่กำลังกินข้าวไข่เจียวยังหยุดเคี้ยวกะทันหัน ส่วนเมตตาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับนอนฟุบลงไปกับโต๊ะแกล้งตาย เพราะมุกโคตรควายที่ไอ้สิปป์ปล่อยออกมาโดยไม่ปรึกษาคนรอบข้างสักคำ
“เอางั้นเลย?” บก.เอ้เอ่ยถาม หลังทำปากพะงาบๆ ไร้สุ้มเสียงอยู่นานเป็นนาที
“ครับ”
“งั้นแกไปรักกันให้ยาวๆ เลยนะ เลิกกันเมื่อไรฉันฆ่าแกแน่!” พี่เอ้พยักเพยิดไปทางตากล้องที่นั่งอยู่ พอเมตตาเห็นดังนั้นก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันควัน
“เฮ้ยพี่...ไอ้สิปป์คนเดียว ผมไม่เกี่ยว”
“อ้าวๆๆ มึงทิ้งกูได้ไงเชี่ยเมต?!”
พอเห็นว่าสงครามระหว่างคู่รักกำลังจะปะทุ พี่เอ้เลยตัดบทด้วยการบอกให้ไอ้นักเขียนตัวแสบเอาทุกคำที่เขียนผิดไปให้พี่เก็ตแก้ก่อนเที่ยง ส่วนตัวเองหันมาเตรียมไฟล์พรีเซนต์ลูกค้าต่อ
สิปป์ศิลป์หอบกระดาษพรินต์เดินไปยังห้องกราฟิก หากยังไม่ทันเปิดประตูเข้าไป ร่างของพี่เก็ตก็เดินพรวดสวนออกมาเสียก่อน พร้อมๆ กับเสียงของเด็กฝึกงานในห้องที่ตะโกนตามหลัง
“มีอะไรกัน” สิปป์เอ่ยถามกับปันที่นั่งหน้างอคอตก ประเมินสถานการณ์แล้วไอ้สองคนนี้ทะเลาะกันอีกแล้วแหงๆ
“เปล่าครับ” คนในห้องปฏิเสธ พลางแสร้งสนใจพรูฟที่นักเขียนถือมา “มีแก้หน้าไหนมั่งครับ เดี๋ยวปันแก้ให้ก็ได้”
พออีกคนเปลี่ยนเรื่อง สิปป์ศิลป์เลยกลับมาสนใจงานเช่นกัน “ตามที่พี่วงไว้ แล้วก็หน้า 39 เราไม่ได้เซฟแบล็กกราวน์ไปเปล่า โรงพิมพ์บอกว่าดึงภาพไม่ได้ ลองดูให้พี่หน่อยนะ”
พูดจบก็เดินหันหลังออกมาจากห้อง หากยังไม่ทันได้เปิดประตู เสียงของคนที่นั่งอยู่หน้าจอก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “พี่สิปป์ มันผิดมากมั้ยที่ปันยังไม่แน่ใจว่าเรียนจบแล้วปันจะมาทำงานที่นี่...”
นักเขียนประจำกองปล่อยมือจากประตูเลื่อน แล้วหันกลับมานั่งคุยกับเด็กมีปัญหาอย่างจริงจัง ...วันนี้สงสัยต้องเป็นที่ปรึกษาให้ไอ้คู่นี้ซะแล้ว
“ก็มันใช่เหรอวะ ฝึกงานที่นี่ แต่ดันไม่คิดจะทำงานที่นี่” กราฟิกพี่ใหญ่นั่งกุมหัวทำหน้าเครียดอยู่ด้านล่างตึก คนที่ไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก กลับพ่นปัญหาที่ทำให้ตนเองอารมณ์เสียอยู่ในขณะนี้ให้กับเพื่อนร่วมงานฟัง
เมตตาเคาะนิ้วกับโต๊ะม้าหินอย่างคนกำลังใช้ความคิด “เฮ้ย น้องมันอาจกำลังสับสนเปล่า ไหนลองเล่าเต็มๆ ดิ๊ว่าพี่ไปถามมันว่าไร”
“ก็ถามมันว่า เรียนจบแล้วอยากมาทำงานที่นี่ต่อมั้ย แล้วไอ้ปันมันก็บอกว่า ยังไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าอยากทำสายนิตยสารจริงๆ หรือเปล่า มึงดูมันตอบดิ ถ้าไม่ชอบแล้วมาทำไมวะ”
“เอ่อ...” ตากล้องขมวดคิ้ว “น้องมันก็แค่บอกว่าไม่รู้ว่าชอบทางนี้หรือเปล่า ไม่ได้บอกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอพี่”
“แล้วมันต่างกันยังไง ทำมาตั้งเดือนนึง มันยังไม่รู้อีกเหรอว่าชอบหรือเปล่า แม่งเลวจริงๆ”
ที่ปรึกษาที่ไม่ได้ตั้งใจมาให้คำปรึกษาถึงกับเหวอ เพราะเมตตาแค่เผอิญลงมาเอาของในรถเท่านั้น แต่พอเห็นกราฟิกนั่งหน้าตูมอยู่คนเดียว เลยทักทายไปตามประสา คราวนี้เลยงานใหญ่ ต้องมานั่งฟังไอ้พี่เก็ตปรับทุกข์ด้วยเรื่องที่เมตตาก็ยังไม่รู้ว่าแม่งมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
“ใจเย็นเว้ยพี่ ใจเย็น น้องมันแค่ยังไม่รู้อนาคต มันไม่ได้ไปฆ่าคนตายมา”
“กูอุตส่าห์ยั้งพี่เอ้ไว้เรื่องรับกราฟิกเพิ่มเพราะนึกว่าไอ้ปันมันอยากจะมาทำด้วย แล้วดูมันตอบมาสิ อย่างนี้กูเสียหายนะ” คนเสียหายยังบ่นต่อ เมตตาผู้ปลอบใครไม่เป็นก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ มอบความเห็นใจให้ แต่ไม่รู้จะช่วยอะไรจริงๆ
“แล้วพี่อยากให้ไอ้ปันมาทำงานด้วยเหรอ เห็นแต่ก่อนไม่อยากมีผู้ช่วยนี่”
“ก็ไม่ได้อยากมีผู้ช่วยหรอก แต่ถ้ามันต้องมี ก็เลือกไอ้ปันดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลามาปรับตัวกันด้วย กูก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้นิสัยดีเท่าไร แต่ไอ้ปันมันก็ยังรับได้ คนอื่นไม่รู้จะรับได้อย่างมันหรือเปล่า”
“พูดอย่างกับเลือกคู่ชีวิตเลยนะ แหม่.... ถามจริง คิดอะไรกับน้องมันป่ะเนี่ย” เมตตาเอ่ยแซว ทว่าคนถูกแซวกับไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
“คิดอะไรล่ะ ก็เห็นมันเป็นน้องคนนึงนี่แหละ นานๆ มีคนที่คิดว่าจะเข้ากันได้ ก็แค่เสียดายถ้าจะไม่ได้ทำงานด้วยกันต่อ” พี่เก็ตพูดตามความรู้สึกจริงๆ นานมาแล้วที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครให้พูดคุย เพราะเข็ดกับการต้องลาจาก เบื่อกับความผูกพัน จนเคยชินกับการใช้ชีวิตคนเดียว
“แล้วยังไง สรุปคือปันไม่อยากทำแม็กกาซีนเหรอ” สิปป์ศิลป์ผู้คิดว่าจะลาออกจากการเป็นนักเขียน แล้วไปสมัครเป็น consultant ให้รู้แล้วรู้รอด กำลังถามกลับเด็กชายในห้องกราฟิกอย่างจริงจัง
“ไม่ใช่ไม่อยากทำนะพี่ แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบจริงๆ มั้ย ที่ลองทำมาเดือนนึงมันก็ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ แล้วถ้ารับปากพี่เก็ตไป ถ้าต้องมาทำจริงๆ อยู่กับงานเต็มตัว ปันก็กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวตัวเองจะท้อ ถ้าลาออกขึ้นมา คราวนี้ไม่ได้มีแต่ปันที่เสีย ไหนจะพี่เก็ต ลุงปืน ลุงเอส ทุกคนที่ส่งปันเข้าบริษัทนี้ก็คงเสียไปกันหมด ...มันกดดันน่ะพี่สิปป์”
อ่า...อารมณ์อาร์ตของเด็กจบใหม่ consultant จำเป็นพอจะเข้าใจอะไรได้ลางๆ แต่ก็อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย “แล้วปันไม่เบื่อไอ้พี่เก็ตเหรอ มันงี่เง่าจะตายนะ”
“พี่เค้างี่เง่าเหรอ ไม่นี่พี่สิปป์ ตอนแรกอาจมีนิดนึง แต่ต่อๆ มาเค้าก็โอเคนะ สอนงานปันทุกอย่าง ทำงานเนี๊ยบด้วย ทำให้ปันได้เรียนรู้อะไรดีๆ เยอะเลย”
“แสดงว่าไม่ได้มีปัญหาถ้าจะต้องทำงานร่วมกับพี่เก็ต?”
“ใช่ๆ อยู่กับพี่เก็ตแล้วสบายใจดีด้วย พี่เค้าไม่ค่อยพูด ปันพูดอย่างเดียว ฮ่าๆ” คนเครียดเริ่มอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย หลังได้เล่าความในใจออกไปบ้าง
“ถ้าให้เวลาทำงานนี้อีกสามเดือน ปันคิดว่าตัวเองจะรู้มั้ยว่าชอบหรือไม่ชอบ”
“อืม...” เด็กฝึกนานนิ่งคิด “ก็น่าจะรู้แล้วนะ สามเดือนก็นานอยู่”
“งั้นพี่แนะนำสองทางเลือก อยู่ที่ว่าปันจะเลือกแบบไหน...”
เย็นนี้ทีมเกย์สเกลต้องอยู่ปิดเล่มดึกกันอีกวัน หลังจากแก้พรูฟส่งโรงพิมพ์ไปหนึ่งรอบ และโรงพิมพ์ก็จะนำดิจิตอลพรินต์ชุดใหม่มาส่งตอนประมาณสองทุ่ม ระหว่างรอพี่เอ้เลยมีแพลนพาเด็กๆ ไปหาอะไรกินกันแถวออฟฟิศฆ่าเวลา
“พิซซ่า” น้องจี เซลส์นัมเบอร์ 3 พูดขึ้นเป็นคนแรก
“เอ็มเค” นักเขียนผู้รักสุขภาพเสนอช้อยส์ถัดไป
“เคเอฟซี” แฟนพันธุ์แพ้ผู้พันอย่างพี่เป็ดขอเพิ่มอีกหนึ่งตัวเลือก
“แมค” พี่เก็ตผู้นิยมอาหารแดกด่วนพร้อมวลีฮิต I’m loving it ต้องจัดไปอีกข้อ
“อยากกินผัดไทยอ่ะ” ความคิดเห็นจากเมตตาผู้มาผิดคอนเซปต์และแหวกแนวเสมอ
ติ๊ง....ต่อง ติ๊ง...ต่อง
“ใครอ่ะ??” เสียงกริ่งหน้าประตูตอนหกโมงเย็นสร้างความประหลาดใจให้กับพนักงานอย่างยิ่ง
“โรงพิมพ์มาแล้วเหรอ” พี่เอ้ร้องทัก แต่คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเพิ่งส่งงานไปตอนเที่ยงนี่เอง
“เดี๋ยวปันไปดูให้ครับ” น้องเล็กสุดของบริษัทรับอาสา ก่อนจะวิ่งลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน โทรศัพท์ประจำโต๊ะของสิปป์ก็ดังขึ้น พอเจ้าตัวเอื้อมไปรับแล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อเป็นสายจากน้องปันที่โทรมาจากด้านล่าง
“ขอกำลังเสริมครับ ผมถือไม่ไหว ขอสักสองคน...เอาเป็นว่า ลงมาให้หมดเลยแล้วกันครับ!!” แล้วปลายสายก็ตัดไป ทิ้งไว้เพียงความมึนงง หากสุดท้ายนักเขียนก็ส่งสาส์นตามที่ได้รับมาอย่างครบถ้วน ทำเอาคนที่เหลือรีบกรูกันลงไปด้วยความอยากรู้
“เฮ้ยยย!!” พอได้เห็นสิ่งที่รออยู่หน้าประตูแล้วก็เหวอกันไปพักใหญ่ เพราะพนักงานส่งอาหารเดลิเวอรี่จากสารพัดยี่ห้อมายืนออกันให้เต็มไปหมด
“ใครสั่งเนี่ย” พี่เอ้ถึงกับกุมขมับ
“ใครสั่งไม่สำคัญเท่าใครจ่ายหรอกครับพี่” พี่เป็ดเป็นคนแรกที่พูดเตือนสติได้เป็นอย่างดี ในบิลลงชื่อว่า “คุณ” ทุกใบ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า คุณ ไหน คุณ อะไร คุณ อย่างไร
“ส่งผิดหรือเปล่าคะ ที่นี่ไม่มีใครสั่งนะคะ” ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่สุด บก.เลยต้องออกโรงเอง
เด็กส่งของทำท่าทีอึกอักก่อนทวนแผนที่อีกครั้ง ซึ่งก็ตรงกับที่อยู่ออฟฟิศทุกอย่าง อย่างนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาผู้รับผิดชอบได้ยังไง
“พี่ยืนยันว่าที่นี่ไม่มีใครสั่งค่ะ” ทว่าพี่เอ้ยังยืนยันหนักแน่น “ถ้ามีปัญหา พี่จะโทรไป...”
“ผมสั่งเองแหละครับ โทษทีครับ ไม่นึกว่าจะมาส่งเร็ว เท่าไรบ้างครับ...” ผู้มาใหม่รีบจ่ายเงินให้พนักงานพร้อมกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
“พี่ปืน!!”
“ครับ? เห็นว่าวันนี้ปิดเล่มกัน เลยสั่งอาหารมาให้กินรองท้อง ป่ะ...ยกขึ้นไปกินกันเลยนะ เดี๋ยวพี่ไปล่ะ” ชี้แจงเรียบร้อย เจ้ามือก็ทำท่าจะกลับเลยจริงๆ
“ปืน! ...สั่งมาซะเยอะแยะ มากินด้วยกันก่อนสิ” พี่เอ้เรียกคนที่กำลังเดินไปขึ้นรถไว้ก่อนจะย้ำอีกครั้ง “มาเร็ว อุตส่าห์จ่ายตังค์”
พี่ปืนเลยได้ขึ้นมาเยือนกองนิตยสารเป็นครั้งแรก โฮมออฟฟิศสี่ชั้นถูกจัดแบ่งเป็นสองบริษัท สองชั้นล่างเป็นโกดังเก็บของสำหรับอีกบริษัทของพี่เอส ส่วนชั้นสามคือที่นั่งทำงานของกองนิตยสาร ชั้นสี่คือห้องประชุม และห้องส่วนตัวของพี่เอส ซึ่งเจ้าของห้องเอาไว้เก็บถ้วยรางวัลต่างๆ มากกว่าจะมาอยู่ประจำ
“พี่ปืนนั่งนี่เลยครับ” สิปป์ลากเก้าอี้มาให้ผู้มาเยือน ก่อนคนอื่นๆ จะทยอยจัดของกินหลากหลายยี่ห้อลงบนโต๊ะยาวริมห้อง พี่เป็ดกับน้องจีรับอาสาลงไปเอาจานกับแก้วน้ำ เมื่อทั้งหมดครบองค์ประชุม มื้อเย็นแสนพิเศษก็เริ่มต้นทันที
“ลุงปืนมาทำอะไรแถวนี้อ่าครับ” น้องปันเอ่ยถาม เมื่ออยู่ๆ ผู้เป็นลุงก็มาปรากฏตัวหน้าออฟฟิศ
“ลุงมีนัดคุยกับลูกค้าตรงซอยถัดไปพอดี เห็นแม่เราบอกว่าวันนี้อยู่ปิดเล่มกัน เลยสั่งอะไรมาให้กินกันนิดหน่อย”
“ไม่นิดเลยฮะพี่ปืน นี่ครบทุกอย่างที่พวกเราอยากกินเลยนะเนี่ย” น้องจีทำตาโต เมื่อเห็นว่าทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยไก่ทอด พิซซ่า ไหนจะสุกี้แบบถ้วยนั่นอีก
“ขาดผัดไทยไปอย่าง ไม่งั้นจะคิดว่าพี่ปืนเลี้ยงกุมารท้องแล้วนะครับ” เมตตาเอ่ย แล้วทุกคนก็หัวเราะกันลั่น
“พี่เอ้ไม่กินเหรอพี่” นักเขียนเป็นคนสังเกตเห็นพี่ใหญ่สุดผู้นั่งจิบน้ำเปล่าเงียบๆ คนถูกทักเลยต้องหยิบเฟรนช์ฟรายมาจิ้มซอสกินอย่างเสียไม่ได้
“อันนี้แมคฟิชนี่ อ่ะ...อยากกินไม่ใช่เหรอพี่” เด็กฝึกงานวางเบอร์เกอร์ปลาลงบนจานของพี่เก็ต ผู้ยังทิ้งความมึนตึงให้ปันต้องคิดมากเป็นระยะ เมื่อตอนบ่ายเหมือนจะหายแล้ว แต่พอตอนเย็นก็กลับมาโกรธอีกรอบ อะไรของพี่เก็ตมันก็ไม่รู้
“ปิดเล่มนี่เค้าต้องทำอะไรมั่งเหรอ” ผู้มาเยือนเอ่ยถาม เมื่อเด็กๆ เล่าให้ฟังว่าช่วงปิดเล่มคือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ‘ถ้าเปรียบเป็นชีวิตคู่ นี่คือช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มอ่ะครับ แบบเวลาจะหมดแล้ว ที่ทำๆ กันมา จะฟินหรือจะเฟลก็อยู่ที่นาทีนี้เท่านั้น’ – พี่เป็ดกล่าวแบบ 18+
“ปิดเล่มก็คือการเอาทุกหน้าที่จัดอาร์ตเวิร์กเสร็จแล้วส่งโรงพิมพ์ครับ แล้วโรงพิมพ์ก็จะพรินต์แบบดิจิตอลมาให้เราตรวจ ซึ่งถ้ามันมีจุดผิดเราก็ต้องแก้แล้วส่งให้เค้าพิมพ์ใหม่ ทำอย่างนี้สองสามรอบ ถ้าโอเคแล้วเค้าก็จะเอาไปขึ้นเพลต เพื่อรอพรินต์ออกมาเป็นเล่มจริง” สิปป์แล็กเชอร์พร้อมเป็ดย่างในปาก
“ก็ไม่น่ายากนี่ แล้วทำไมถึงต้องอยู่ดึกๆ กันด้วยล่ะ”
“คือโรงพิมพ์จะใช้เวลาพิมพ์ประมาณห้าวัน เราเลยต้องรีบตรวจรีบส่ง เดี๋ยวพิมพ์ไม่ทันครับ” นักเขียนเอ่ยต่อ ก่อนบก.ใหญ่จะเสริมข้อมูลอีกเล็กน้อย
“จริงๆ ถ้าเราทำทุกอย่างให้เสร็จตามไทม์ไลน์ มันก็จะไม่ต้องอยู่ดึกหรอก...” พี่เอ้ปรายตามองสมาชิกผู้มีส่วนทำให้กระบวนการทุกอย่างช้า “ใช่มั้ย?”
“โห่ย....พี่เอ้อ่ะ บางทีมันก็เร่งไม่ได้จริงๆ นี่นา” พี่เป็ดโอดครวญ เพราะที่มีปัญหามากๆ ก็พวกหน้าโฆษณาที่มักจะตามฟีดแบ็กจากลูกค้าได้ยาก พอตามได้ก็ชอบแก้แล้วแก้อีก ไม่จบไม่สิ้นซะที
“แต่เล่มนี้ดีหน่อยที่มีปันมาช่วย ที่ผ่านๆ มาไอ้เก็ตทำคนเดียว บางทีอยู่กันเกือบเช้า” พอพูดถึงประเด็นนี้ พี่เก็ตก็ดูจะอารมณ์เสียขึ้นมาอีก ซึ่งเด็กฝึกงานคู่กรณีก็คงจะรู้ตัว เลยได้แต่หัวเราะแหะๆ ให้ทุกคนที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของพี่เก็ต
“แล้ววันนี้คือปิดรอบสุดท้ายหรือยัง” เจ้ามือมื้อเย็นถามขึ้นอีกครั้ง
“ก็น่าจะนะ เพราะครั้งนี้แก้แค่ข้อความกับลิงก์รูป ไม่น่ามีอะไรมาก” คนตอบคือพี่เอ้ ซึ่งทุกคนก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
โรงพิมพ์มาส่งงานตอนเกือบสามทุ่ม หลังจากช่วยกันดูจนละเอียดแล้วไม่พบข้อผิดพลาดอะไรอีก กองบก.เลยได้แยกย้ายกันตอนสี่ทุ่มครึ่ง ซึ่งถือเป็นเวลาที่ค่อนข้างเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นพี่เอ้ก็ยังอนุญาตให้ทุกคนเข้าออฟฟิศตอนบ่ายโมงได้เหมือนเคย
“น้องปันกลับกับลุงมั้ยครับ” พี่ปืนเอ่ยถามหลานชายที่อยู่บ้านข้างๆ ทว่าเจ้าตัวกลับปฏิเสธ
“เดี๋ยวปันขี่มอไซค์กลับดีกว่าครับ พรุ่งนี้ขี้เกียจนั่งรถเมล์มา”
พี่ปืนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันมาถามผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม “เห็นเอสบอกว่าเมื่อเช้าให้รถตู้มาส่งเอ้นี่ แล้วตอนนี้จะกลับยังไง” ไม่ทันพี่เอ้จะได้ตอบ พี่ปืนก็พูดขึ้นมาอีกรอบ “เดี๋ยวเราไปส่ง”
ตอนแรกพี่เอ้อึกอัก หากสุดท้ายก็ตอบตกลง เพราะคิดๆ แล้วจะได้ไม่ต้องลำบากพี่เป็ดที่อาสาไปส่งด้วย หลังฟอร์จูนเนอร์คันโตแล่นออกไปสักพัก คนขับก็เปิดเรื่องคุยเพื่อลดความเงียบที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทาง
“หิวเปล่า เห็นเอ้ไม่ค่อยกินอะไรเลย”
“ช่วงนี้พยายามลดพวกของมันๆ ทอดๆ น่ะ แก่แล้ว ร่างกายแย่ลงทุกวัน”
พี่ปืนหัวเราะกับคำบอกเล่านั้น ทำเอาคนแก่ค้อนขวับ บ่นอุบว่ายังไงก็แก่ไปตามๆ กันนี่แหละ
“เอ้า! ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เอ้แก่เราก็แก่ เอ๊อ!” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เสียงหัวเราะก็ยังไม่คลาย คนถูกหัวเราะเลยตีแขนคนที่ยังขำไม่หยุดไปหลายที
“โอ้ยๆ ไม่ขำแล้วคร๊าบบบ ฮ่าๆ” กว่าจะหยุดหัวเราะได้ก็โดนตีจนแขนแทบช้ำ ทั้งสองคุยกันเรื่อยเปื่อยตลอดการเดินทาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน เพราะพี่เอ้แอบเป็นห่วงน้องชายตัวเองเรื่องบริษัทใหม่ พี่ปืนเลยเล่างานทั้งหมดให้ฟัง ถึงอย่างนั้นพี่เอ้ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี แต่คิดว่ายังไงซะสุดท้ายพี่เอสก็จัดการได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ...ขนาดพาพี่ปืนมาเจอกันอีกครั้งยังทำได้เลย
“เดี๋ยวแวะซื้อน้ำเต้าหู้ร้านนี้หน่อยนะ” พี่ปืนจอดรถ ก่อนเดินเข้าไปในตลาดโต้รุ่งหน้าปากซอยที่พวกเขาสามคนมากินด้วยกันบ่อยๆ ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมของพะรุงพะรังในมือ
“ทำไมซื้อมาซะเยอะ” พี่เอ้ร้องถาม เพราะดูแล้วไม่น่าจะเป็นน้ำเต้าหู้อย่างเดียว
“ฝากให้แม่กะไอ้เอสด้วย เอาไว้กินตอนเช้าก็ได้” พี่เอ้รับถุงทั้งหมดไปเปิดดู เห็นก๋วยเตี๋ยวลุยสวน สลัดผลไม้ และอาหารอีกสองสามอย่างอยู่ในนั้น
สารถีส่วนตัวจอดรถส่งพี่เอ้หน้าบ้าน พร้อมของฝากที่เจ้าของย้ำว่าอย่าลืมกิน ก่อนจะออกรถไป พี่เอ้เดินผ่านประตูรั้ว หากยังไม่ถึงตัวบ้าน คนที่เพิ่งจากไปก็โทรเข้ามาเสียก่อน
“เราเอง” ปลายสายเอ่ย ด้วยไม่แน่ใจว่าอีกคนจะยังมีเบอร์ของเขาอยู่หรือเปล่า “พรุ่งนี้ให้ไปรับมั้ย”
พี่เอ้มองรถตัวเองที่ถูกนำมาจอดไว้ที่เดิมเรียบร้อย หลังเอาเข้าอู่ในช่วงที่ไปเที่ยว อาจเป็นเพราะเงียบไปนาน พี่ปืนจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ว่าไงครับ”
“เอ่อ...” บก.ใหญ่ไขประตูเข้าไปในบ้าน แปลกใจเล็กน้อยที่ภายในนั้นสว่างไสว ก่อนจะสังเกตเห็นว่าดวงไฟดวงหนึ่งที่เสียไปนานได้รับการเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าไม่ลำบาก ก็แวะมารับเราหน่อยแล้วกันนะ”
…………. Gayscale Magazine………….
“มึง...” สิปป์เอ่ยเรียกคนที่นั่งเช็ดเลนส์กล้องอยู่เงียบๆ เมตตาจึงต้องละจากกิจกรรมที่ทำแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน สิปป์ศิลป์นั่งเอาหลังพิงหมอน ในมือถือโทรศัพท์ คิ้วขมวดมุ่นในขณะที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอ
“ว่าไง” เจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนแขนข้างหนึ่งจะโอบคนบนเตียงเข้ามากอด และประทับจูบเบาๆ บนแก้มขาวนั้น “มีอะไรเปล่า”
สิปป์ไม่ตอบ หากยื่นไอโฟนของตนเองให้กับคนรักไป เมตตาชะงักนิ่งทันทีเมื่อเห็นอะไรบางอย่างบนหน้าจอ ข้างใต้รูปคู่ที่สิปป์โพสต์เมื่อตอนไปเที่ยว มีคอมเมนต์จากคนที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนปรากฏหลา ท่ามกลางการเอ่ยแซวจากเพื่อนๆ กว่าสามสิบความคิดเห็น...
‘แฟนหล่อดีนะลูก’
#คุณแม่ของสิปป์ศิลป์ได้กล่าวไว้
TBC.
ชื่อตอนคืออัลไลลล??คือตอนคลิปบอกรัก...นี่ดัง เป็นช่วงกำลังเขียนตอนนี้พอดี
"สัสดี โซเชียลแคมมมม ไม่มีไรมากกกก...."
เลยเอา "ไม่มีไรมากกกก" มาใส่เป็นชื่อตอนไว้เล่นๆ
พอเขียนจบ เฮ้ย! มันไม่มีไรมากกกกจริงๆ (เหรอ??)
เพราะตั้งใจให้เป็นตอนพักเบรก เพื่อเข้าสู่ช่วงต่อไปของรายการ
ถ้าเปรียบเป็นนิตยสาร ก็เป็นหน้าพักสายตา อะไรประมาณนั้น
ยังไงก็เอาไปอ่านกันชิลๆ เนอะ

แล้วเจอกันตอนต่อไปจ้า
