ตอนที่ 11 # หวง “อะ...กินผักซะบ้าง ขาจะได้หายไวๆ” คนพูดไม่พูดเปล่า มันแย่งช้อนจากมือผมไปตักผัดผักน้ำมันหอยมาใส่จานข้าวให้ แต่ถ้าจะตักมาเยอะขนาดนี้ มึงเททั้งจานลงมาเลยง่ายกว่าไหม
“คุณก็หัดทานข้าวเช้าบ้างนะครับ กินแต่กาแฟแบบนี้ มิน่าระบบประสาทถึงไม่คงที่” ผมพูด แล้วตักข้าวจากจานตัวเองไปวางแหมะลงบนจานขนมปังของมันหนึ่งก้อน อืม...กูประชดอ่านะ เห็นพี่สุทินที่นั่งอยู่ด้วยตัวสั่นกึกๆเพราะกลั้นขำ จนใครบางคนหันไปมองแบบดุๆ พี่แกเลยยืดตัวตรง ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วทานข้าวต่อ
ผมลอบมองคนนั่งตรงข้ามย่นคิ้วเข้าหากัน สายตาของมันเพ่งไปยังตัวหนังสือที่เรียงรายตรงหน้า มือข้างหนึ่งถือหนังสือพิมพ์ อีกข้างหนึ่งยกกาแฟขึ้นจิบ ภาพที่เห็นมันช่างดูแตกต่างจากตอนเป็นยามเสียเหลือเกิน มิน่า ไอ้จิต หรือ ผอ. หรือพนักงานในตึกถึงจำมันไม่ได้ และในขณะที่ผมจ้องหน้ามันเพลินๆ ฉับพลันมันก็ตวัดสายตาขึ้นมามอง จนผมเสหลบแทบไม่ทัน
เวร ไอ้คุณฉกาจ จะเงยหน้าทำไมไม่บอกกันก่อนวะ
“กินอะไรเลอะเทอะ” มันว่า แล้วคว้าทิชชูที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะมาเช็ดปากให้ แต่ผมเบี่ยงหลบแล้วคว้าอีกแผ่นมาเช็ดเอง...มือกูไม่ได้พิการสักหน่อย
มันรอผมกินข้าวอะไรเสร็จสรรพ ก็อุ้มผมมานั่งที่รถเข็น เสร็จแล้วตัวมันก็ออกไปทำงาน ผมจึงเข็นรถพาตัวเองออกมาข้างนอก ว่าจะไปหาลุงทัช แต่เพิ่งนึกได้ว่าลุงแกไม่อยู่ ออกไปเอาต้นไม้มาลงแต่เช้า เที่ยงๆถึงกลับ... ลุงทัชแกก็ไม่ได้โกหกผมอ่านะว่าเป็นคนสวน แต่ดันไม่ยอมบอกว่าเป็นเจ้าของบ้านด้วยเท่านั้นเอง
กำลังจะเข็นรถกลับไปรอพี่เชนในบ้าน แต่หมาหน้าตากวนตีน หูตั้งข้างตกข้าง ยืนจังก้าตอนรับผมอยู่
“คะ...คุณโซ่ครับ” ผมลองเสี่ยงทักมันออกไป ตายแน่กู ไม่มีใครอยู่แถวนี้ด้วย
พอผมเรียกชื่อ มันก็หรี่ตาเดินมาหาผม พอถึงตัวก็ดมๆเอาลิ้นเลียเท้าเลียขา เผลอๆมีแทะด้วย ผมจะยกเท้าหนีก็ทำไม่ได้ เลยเข็นล้อไปทางอื่น มันก็ยังจะตามมาจ้อง และเหมือนมันรู้ว่าเล่นกับเท้าของผมไม่สนุก มันเลยตัดสินใจกระโดดขึ้นมานั่งบนหน้าขาของผมซะเลย
“
เฮ้ย ทำอะไร” ผมร้องเสียงเบา มันเอาจมูกดุนๆมือผม ไม่เข้าใจว่ามันต้องการอะไร แต่ดุนมือผมอยู่นั่นแหล่ะ พอผมยกมือขึ้นมาดู มันก็งับมือผมเบาๆเอาไปวางตรงบริเวณล้อ อ้อ...จะให้เข็นเหรอ
พอผมเริ่มออกแรงเข็น มันก็เดินย่ำไปย่ำมาบนหน้าขาของผม เหมือนหาที่นั่ง แหม สบายจริงๆไอ้หมาเวร เห็นกูเป็นเครื่องเล่นของมึงละซิ
ผมคาดคะเนน้ำหนักของมันด้วยสายตา ไม่น่าจะหนักเท่าไหร่ มันเป็นหมาตัวใหญ่ ติดอย่างเดียวตรงที่เตี้ย เลยทำให้ดูเหมือนหมาตัวเล็ก หน้านี่กวนตีนเชียว ไม่มีความน่ารักสักนิด... เข็นไปสักพักไอ้ตัวดีที่นอนอยู่ก็ชูคอขึ้น ก่อนที่จะกระโดดลง แล้ววิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันขุดหาอะไรบางอย่างที่โคนต้นไม้ เมื่อได้แล้วก็คาบกลับมา สิ่งที่ว่านั่นก็คือ... กระดูกครับ มันกระโดดขึ้นมานั่งเหมือนเดิม แล้วเอากระดูกที่มันขุดได้มายัดใส่มือผม
“ให้ผมทำอะไร” ผมถาม มันจ้องผมไม่วางตา
“
โฮ่ง” มันเห่าตอบ แล้วเดินย่ำไปย่ำมาบนหน้าขาที่ตอนนี้เปื้อนดินหมดแล้ว
ให้ทำอะไรวะ...ผมงง หรือมึงจะกิน แล้วให้กูป้อน... แต่ผมลองเอากระดูกยัดๆเข้าปากมันมันก็ไม่กินนี่นา...จนในที่สุดมันแย่งกระดูกจากมือผมไปเองนั่นแหล่ะ ผมถึงรู้จุดประสงค์ของมัน ไอ้หมาเวร!
“
เฮ้ย ไม่กินโว้ย เป็นคน จะกินกระดูกหมาได้ยังไง” ผมร้องเสียงหลง เมื่อมันเอากระดูกไปคาบไว้แล้วปีนขึ้นมาบนตัวผม บังคับจะป้อนกระดูกเข้าทางปากให้ได้ แต่ไม่สำเร็จเพราะผมดันหน้ามันออกสุดกำลัง
“
ไอ้โซ่!” เสียงเอ็ดทำให้ชะงักเลยครับ ทั้งคนทั้งหมา ป้าเรืองแกเดินมาพอดี ไอ้โซ่รีบคาบกระดูกลงจากตัวผมแล้ววิ่งหนีหายไปอย่างว่องไว
“คุณนิดเป็นอะไรรึเปล่าลูก โดนมันกัดรึเปล่า” ป้าเรืองถาม ผมได้แต่สั่นหัวด้วยความระทึก ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะได้กินอาหารหมาเข้าไปแล้วครับป้า
.
.
.
“เมื่อคืนขี้ตู่นะเรา” พี่เชนว่า แล้วยิ้มล้อเลียนผม
“แต่ก็รอดนะครับ” ผมที่นอนคว่ำหน้าอยู่หันไปบอกแล้วหัวเราะคิกคัก เลยโดนแกตีบั้นเอวหนึ่งทีเนื่องจากหมั่นเขี้ยว ไม่เจ็บหรอก แค่คันๆ
“จะรอดไปถึงเมื่อไหร่กัน มุขนี้ใช้ไม่ได้บ่อยๆหรอกนะ” พี่เชนถามเสียงสูง ยกขาผมขึ้นลงไปพลาง
“ถ้าพี่อยู่กินข้าวเย็นกับผมวันนี้ละเป็นไง” ผมบอก เห็นพี่เชนหรี่ตามองแล้วยิ้มกริ่ม ก่อนจะยื่นหูมาใกล้ๆผมพร้อมกับพูดว่า
“ไหนลองว่าแผนการมา...”
.
.
.
“ทำไมมึงยังไม่กลับอีกวะ” เสียงโหดลอยมา ทำให้บรรยากาศการดูทีวีในห้องนั่งเล่นของผมกับพี่เชนชะงักทันที
“กูอยู่เป็นเพื่อนน้องนิดไง รอน้องเข้านอนกูถึงกลับ” พี่เชนหันไปตอบ ก่อนจะกลับมาสนใจทีวีตรงหน้าต่อ
“
อ้อ นี่มึงเป็นคนดูแลหรือเป็นพ่อเขากันแน่ ต้องร้องเพลงกล่อมก่อนนอนด้วยไหม จะทำเกินหน้าที่ไปหน่อยมั้งไอ้เชน” มันพูด ตวัดสายตามาจ้องผม
“แหม สำหรับน้องนิดกูทำให้มากกว่านี้ก็ยังได้ แล้วมึงเป็นใคร เป็นพ่อกูรึไงมายืนสั่งนู่นสั่งนี่อยู่ได้” คนที่นั่งอยู่ข้างๆผมว่า
“พี่เชนครับ ผมอยากขึ้นข้างบนแล้ว” ผมบอก ดึงชายเสื้อพี่เชนเบาๆ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี รีบขึ้นดีกว่าวะพี่ เดี๋ยวระเบิดลง แล้วกูจะซวย...
“เอางั้นเหรอ...” พี่เชนหันมาถาม ผมพยักหน้าน้อยๆ พี่แกเลยช้อนตัวผมขึ้น แล้วพาขึ้นไปบนชั้นสอง คนที่ทำหน้าเครียดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านอย่างมันก็เดินตามขึ้นมาด้วย
“ห้องน้ำเลยครับพี่” ผมกระซิบเบาๆให้ได้ยินกันสองคน
“มึงจะทำอะไร” มันถามเสียงห้วน
“อะไร ก็อาบน้ำให้น้องไง” พี่เชนตอบยียวน
“กูบอกแล้วนะว่าเรื่องส่วนตัวของนิดกูจะเป็นคนจัดการเอง”
“มึงถามความสมัครใจของน้องบ้างรึยัง... ไม่รู้ล่ะ น้องเขาอยากให้กูอาบให้ วันนี้กูจะเป็นคนอาบ”
ปัง! พูดเสร็จพี่เชนก็ปิดประตูกระแทกหน้ามันเลยครับ
หูย สะใจกูจริงๆ
“ห้ามแอบดูนะ” ผมบอก ตอนที่พี่เชนถอดเสื้อผ้าให้ผม พี่แกเลยบอกให้ผมเอามือปิดตาตัวเองไว้ จะได้ไม่รู้ว่าโดนแอบมอง มันจะได้สะดวกใจทั้งสองฝ่าย อืม...เป็นความคิดที่เหี้ยมากพี่ แต่ผมรู้ว่าพี่เชนแกล้งพูดขำๆให้ผมตลก จะได้ไม่เกร็งไง ฮ่าๆ
อาบเสร็จพี่เชนก็อุ้มผมออกมา เห็นมันยืนกอดอกตีหน้ายักษ์อยู่หน้าประตูห้องน้ำไม่ไปไหน ผมชักหวาดๆ แต่พี่เชนแกมั่นมาก เอาเท้าเขี่ยๆคนยืนขวางให้ไปยืนพ้นทาง เอ่อ...พี่นี่กวนตีนดีหว่ะ ทางมันก็มีให้เลือกเดินตั้งเยอะแยะอ่านะ ยังจะไปท้าทายมันอีก สรุปคนที่ซวยคือ...กู
“พี่เชน พี่กลับเลยก็ได้นะครับ ดึกแล้วอันตราย” ผมบอกพี่เชนที่นั่งเอามือลูบผมของผมไปมา ผมนอนปรือตา เห็นใครบางคนยืนพิงกรอบประตูมองมาอยู่นานไม่ขยับไปไหนสักที แต่ผมง่วงเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่รอนิดหลับก่อนแล้วค่อยกลับ”
.
.
.
ไม่รู้ว่าเมื่อคืนพี่เชนกลับไปตอนกี่โมง รู้แค่ว่าเมื่อคืนผมหลับสบายมาก แต่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า กูนี่แทบอยากจะกลับไปนอนยาวๆอีกเจ็ดแปดวัน
“คุณจะพาผมไปไหน!” ผมแหวออกมาเมื่อจู่ๆโดนอุ้มจนตัวลอยออกมายังลานหน้าบ้าน เห็นพี่สุทินพับรถเข็นคนไข้ใส่ท้ายรถของมัน
“วันนี้คุณต้องออกไปทำงานกับผม”
อะไรนะ... “แต่ผมมีนัดทำกายภาพกับพี่เชนนะ” ผมว่า แต่ไม่ทันการแล้ว เมื่อคนตัวสูงจับผมยัดใส่รถได้สำเร็จ
“ไม่ทำวันเดียวไม่ถึงตายหรอกครับ” มันตอบหน้าตาย ผมทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อพี่สุทินออกรถแล้ว สรุปผมก็เลยต้องมากับมันอย่างไม่มีทางเลือก
“นี่อะไร...” ผมหยิบอะไรบางอย่างที่นั่งทับออกมา มันเป็นหนังสือครับ...
‘การรักษาตนเองด้วยกายภาพบำบัดอย่างง่ายๆ’ “ของไอ้เชนลืมไว้” มันตอบพร้อมกับแย่งของในมือผมไปใส่ในกระเป๋าเอกสารของตัวเองทันที ผมหรี่ตามองแบบไม่ไว้ใจ
“ของพี่เชนทำไมเอาไปใส่กระเป๋าตัวเองล่ะ เอามาไว้กับผมสิ เดี๋ยวผมเอาไปคืนพี่เขาให้” ผมพูดพร้อมกับแบมือขอหนังสือจากคนตรงหน้าคืน
“ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะเอาไปคืนเขาเอง” มันว่า แล้วเสมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นพี่สุทินหัวเราะเบาๆผมก็รู้แล้วละครับว่าอะไรเป็นอะไร...
มันพาผมมาถึงที่ทำงาน ระหว่างทางมันทำให้ผมรู้สึกประหม่ากับสายตาผู้คนที่มองมา คงสงสัยกันสินะว่าทำไมท่านประธานถึงมาเข็นรถให้คนพิการอย่างผมได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นร้ายแรงอะไรเท่ากับเรื่องที่ผมเจออยู่ตอนนี้…
“นี่เหรอคะ คนพิการที่คุณบอกกับปัดว่าอุปการะไว้” ผมมองภาพตรงหน้า ท่าทีออดอ้อนออเซาะกันถึงห้องทำงาน บ่งบอกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ผมจิกมือกับที่เท้าแขนแน่น ไม่อยากจะคิดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนตรงหน้า แต่เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้เธอพูดว่า
อุปการะ งั้นเหรอ หึ
“ต้องเรียกว่าชดใช้มากกว่าครับ ถึงจะถูก” ผมกัดฟันตอบออกไป นี่มันคงใช้ผมเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณงามความดีสินะ
“ตายแล้ว เขาช่วยแล้วยังไม่สำนึกบุญคุณอีกนะ” ผู้หญิงคนนั้นพูด กำลังจะพุ่งมาทางผม แต่มันดึงแขนเธอเอาไว้ก่อน
“ปัด” มันเรียกเธอเบาๆ แต่ทำไม...ทีกับผม...ถึงมีแต่เสียงตะคอก
“
ไอ้ฉกาจ!” ผมปาดน้ำตาที่ซึมออกมาลวกๆ หันไปมองใครบางคนที่เปิดประตูเข้ามาแบบไม่เกรงใจ
“พี่เชน” ผมยิ้มออกมา พี่เชนเดินมาหาผม ยิ้มให้เบาๆแล้วหันไปต่อว่าคนที่ยืนอยู่อีกมุมเป็นชุด
“รู้ว่าน้องเขาต้องทำกายภาพกับกูทุกวัน แล้วทำไมถึงยังพาเขามา ถ้าจะหวงขนาดนี้ มึงก็ไม่ต้องจ้างกูก็ได้นะ ให้นิดขาพิการไปตลอดชีวิตแบบนี้แหล่ะ มึงจะได้กักตัวเขาไว้ได้ตลอดไง
ไอ้คนเห็นแก่ตัว!” พูดจบก็มาเข็นรถพาผมออกจากห้อง ตอนนี้ผมนึกรักพี่เชนสุดชีวิต เพราะผมไม่อยากอยู่ในห้องนี้กับสองคนนั่นจริงๆ
“
โอ้ย นี่คุณ!” เสียงแหลมปรี๊ดตะโกนลั่น เมื่อพี่เชนแกล้งเข็นรถของผมให้ล้อไปทับเท้าเธอเข้า
“ขอโทษครับ แต่เสนอหน้ามายืนขวางทำไมวะ ถึงเป็นผู้หญิงกูก็ต่อยนะเว้ย
หลีก!” พี่แกตวาด...อย่างโหดครับ ผมหันกลับไปมองตัวต้นเรื่องที่พาผมมาที่นี่ เห็นมันมองตามมา ผมไม่รู้ เดาไม่ถูกว่าสีหน้ามันมีความหมายแบบไหน มันเป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่เรื่องของคนที่ชื่อ
ปัด ที่ผมเจอในวันนี้ ผมก็ไม่อยากเดา ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันยังไง
“อุ๊บ เห็นหน้าพวกมันรึเปล่าน้องนิด ฮามาก ฮ่าๆๆ” พอหลุดจากห้องนั้นมาได้ พี่เชนแกก็ขำน้ำตาเล็ดเลยครับ ผมว่าพี่นี่แหล่ะ น่ากลัวกว่าใครเขาเลย
“อย่าเพิ่งกลับบ้านดีกว่าเนอะ ไหนๆก็ออกมาข้างนอกแล้ว ไปเที่ยวกัน”
.
.
.
พี่แกพาผมมาดูหนังครับ หนังผีซะด้วย แหม เวลาโผล่มากลางจอนี่เต็มตากูเลย... มันไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก ผมกลับชอบเสียอีก นานมากแล้วที่ไม่ได้เข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์แบบนี้
ดูเสร็จพี่เชนก็อุ้มผมออกมาจากโรง คนที่เดินออกมาตอนดูหนังจบมองตามกันใหญ่
“น้องผมคร้าบ น้องผม” พี่แกหันไปพูดกับกลุ่มสาวๆ เอาคางเจาะหัวผมแล้วโยกไปมาแทนมือที่ไม่ว่าง ผมนี่ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
สาวๆกลุ่มนั้นเดินตามมาจนเห็นว่าพี่เชนวางผมลงบนรถเข็นที่จอดอยู่หน้าโรงนั่นแหล่ะ พวกเธอเลยมองหน้ากันแล้วหันมายิ้มพร้อมกับชูสองนิ้วให้ผม ผมเลยยิ้มตอบกลับไปแบบงงๆ แต่มีความสุขไปอีกแบบ
“สรุปวันนี้ขาผมได้เรื่องรึเปล่าพี่” ผมถามออกไปเมื่อนึกขึ้นได้
“เออหว่ะ พี่ลืม ฮ่าๆ”
.
.
.
“
ไปไหนมา!” ผมเข็นรถพาตัวเองเข้ามาในบ้านก็โดนดอกแรกเลยครับ พี่เชนกลับไปแล้วด้วย ผมบอกให้พี่แกกลับไปก่อนเองล่ะ แค่วันนี้ก็รบกวนจะแย่แล้ว สรุปผมต้องมาเผชิญอารมณ์ของคนบ้านี่คนเดียว
ผมไม่ตอบ เข็นรถไปอีกทาง จะไปหาป้าเรืองหรือพี่สุทินก็ได้ มาช่วยพาผมขึ้นไปข้างบนหน่อย แต่ช้ากว่าคนตัวสูงกว่ามาก มันก้าวเท้ามาอุ้มผมจนตัวลอยหวือ แล้วพาขึ้นข้างบนอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยผมนะ!” ผมทั้งทุบ จิก ข่วน มันก็ไม่ปล่อย มันดึงทึ้งเสื้อผ้าของผมออกจากร่าง มาถึงตอนนี้จะทำอะไรก็ทำไปเลย แล้วแต่จะพอใจ ผมไม่มีทางเลือกอะไรทั้งนั้น ได้แต่บอกตัวเองในใจว่าห้ามร้องไห้... ห้ามร้องให้มันเห็นเด็ดขาด
เมื่อถอดเสื้อผ้าผมเสร็จ มันก็พาผมไปที่ห้องน้ำ วางผมลงในอ่างอาบน้ำที่เปิดน้ำรอเอาไว้อยู่แล้ว คนตัวสูงจัดแจงให้ผมเอาหัวเกยขอบอ่าง ส่วนมันที่นั่งอยู่เหนือหัวผมค่อยๆเอาฝักบัวราดน้ำลงมาที่ผมให้ บีบแชมพูกับฝ่ามือแล้วนวดคลึงลงบนหัวของผมเบาๆ เหตุการณ์เหมือนวนซ้ำแบบนี้ ทำให้น้ำตาของผมมันก็ไหลออกมา...จนได้
“ฟองเข้าตาเหรอ” มันทัก เอามือปาดน้ำตาผมออก แต่ผมรีบปัดมือมันทิ้ง แปลก...สถานการณ์คล้ายกัน ต่างกันตรงที่สถานที่และการกระทำ ตอนนั้นมันเป็นคนปัดมือผมออก แต่ตอนนี้กลับเป็นผมที่ปัดมือมันออกเสียเอง...
“คุณออกไปก่อนได้ไหม” ผมว่า น้ำตายังคงไหลไม่หยุด
“...”
“เดี๋ยวผมอาบเสร็จแล้วผมจะเรียกนะ”
ผมบอก แต่ได้รับความเงียบเป็นคำตอบ... ได้ยินแต่เสียงน้ำไหลจากฝักบัวที่มันถือค้างเอาไว้
“นะครับ...”
มันถอนหายใจ แล้วพาดสายฝักบัวไว้กับขอบอ่าง ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก...พอลับสายตามันเท่านั้น ผมถึงกับร้องไห้โฮ ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองลืมได้... ทำใจยอมรับความจริงทุกอย่างได้... แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่เลยสักนิด ผมได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆ ทั้งที่ในใจของผม...
มันยังคงคิดถึง ยามฉกาจอยู่เสมอ..............................................................................
มาแล้ว

ขอโทษที่ปล่อยให้รอนาน โดนหวัดกินอยู่นั่นเอง รีบลงตอนนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวมาเช็คคำผิดกับคำแปลกๆน้า ขอบคุณทุกคนมากค่ะ