◣ THE WREAK · จอมลวง ◢ | INCEST 20+ | BY ณ ฝัน -180360- UP! ตอนจบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◣ THE WREAK · จอมลวง ◢ | INCEST 20+ | BY ณ ฝัน -180360- UP! ตอนจบ  (อ่าน 87002 ครั้ง)

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม





★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★




#จอมลวง

นิยายลำดับที่ 2 ในเซ็ท INCEST ของ ณ ฝัน

[ เรื่องแรกคือ THE TOP SECRET สามารถแยกอ่านได้ค่ะ ]

เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ พ่อเลี้ยง ลูกเลี้ยง ที่ค่อนข้างล่อแหลม และจำเพาะกลุ่ม
ดังนั้นใครที่ไม่นิยมนิยายแนวนี้เป็นทุนสามารถข้ามเรื่องนี้ได้เลยนะคะ



เรื่องนี้จบแล้วนะคะ รวมเล่มไปแล้ว
แต่เราจะเอามาลงให้เพื่อนๆที่นี่ได้อ่านกันบ้าง

ส่วนใครที่สนใจebook สามารถใช้ meb e-book ซื้อจอมลวงได้เลยนะคะ



ติดตามเราได้ที่ แฟนเพจ : @menay01 ( ณ ฝัน )



ฝากเม้น ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ
เราเพิ่งหัดเอานิยายมาลงเล้าเอง (ขโมยยูสน้องมา)

ถ้าผิดพลาดตรงไหนช่วยชี้แนะด้วยนะคะ

ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ
ณ ฝัน




★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★★
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-03-2017 16:29:37 โดย NASU »

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
1. บทนำ





บรรยากาศมื้อเย็นของครอบครัวผ่านไปเหมือนเช่นทุกวัน คุณแม่ยังสาวเป็นคนลงมือทำอาหารแสนอร่อยเพื่อสามีและลูกชายเพียงคนเดียว





แพรวพลอย หญิงสาวที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วตอนยังอายุน้อยกว่านี้ เพราะเธอพลาดพลั้งตั้งท้องขณะกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก เธอดรอปเรียนและเบนเข็มชีวิตมาเป็นแม่บ้านแม่เรือนให้กับสามีที่ไม่เอาไหน แต่เพื่อลูกเธอจึงอดทนกับการแต่งงานครั้งนั้นนานถึงเก้าปี





แล้วความอดทนของเธอก็หมดลง เธอเลือกจะพาลูกออกมาต่อสู้หาเงินด้วยลำแข้งของตัวเองจนได้บรรจุเป็นข้าราชการในกระทรวงใหญ่แห่งหนึ่ง จากหน้าที่การงานและสังคมใหม่ทำให้เธอได้พบกับผู้ชายแสนดีที่เธอรักเขาอย่างหมดหัวใจ





อภิรักษ์ นายทหารระดับสูงที่ตระกูลเป็นผู้ดีเก่าและมีชื่อเสียง เขาเข้ามาทำให้ชีวิตที่ทรหดของแพรวพลอยเปลี่ยนไปราวกับภาพฝัน เขาไม่ถือสาประวัติของเธอ อีกทั้งยังยอมรับลูกของเธออย่างเต็มใจ





เธอแต่งงานกับเขา และครอบครัวก็ไปได้ดีแบบที่สามีคนเก่าของเธอไม่เคยมีให้ เธอเชื่อใจและฝากอนาคตไว้กับเขา และเขาก็รักเธอเช่นกัน 





ห้าปีของการแต่งงานกับอภิรักษ์ ไม่เคยมีซักครั้งที่เขาจะทำให้เธอคลางแคลงใจ





อภิรักษ์ไม่ชอบดื่ม นานๆ ครั้งเวลามีงานเลี้ยงถึงจะไป และเขามักจะควงเธอไปด้วย





อภิรักษ์ไม่เจ้าชู้ แพรวพลอยไม่เคยเห็นอภิรักษ์แสดงความสนใจผู้หญิงคนไหนเลยตั้งแต่แต่งงานกับเธอ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิงมาให้เธอวุ่นวายใจสักครั้ง





อภิรักษ์มีความรับผิดชอบ งานของเขาต้องควบคุมคนจำนวนมาก ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาคนอื่น แต่อภิรักษ์ไม่เคยละเลยครอบครัว เขากลับบ้านตรงเวลา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านเองทั้งๆ ที่แพรวพลอยก็ทำงานได้





มากกว่าเหตุผลอื่นใดที่ทำให้แพรวพลอยรักผู้ชายคนนี้ ก็คือการที่เขาเข้ากับลูกชายหล่อนได้เป็นอย่างดี อภิรักษ์พยายามเข้าหาน้องพัทธอยู่เสมอเพื่อสร้างความคุ้นเคย ในคราแรกที่พามาแนะนำ ตอนนั้นน้องพัทธกลัวคุณลุงแปลกหน้าคนนี้มาก แต่ก็ยอมรับการแต่งงานใหม่ของแม่





แต่นี่ผ่านมาห้าปีแล้ว อภิรักษ์สนิทกับลูกเธอมาก และเธอก็คิดว่าน้องพัทธก็รักพ่อจอมเหมือนพ่อแท้ๆ





“แม่ไม่ต้องฮะ เดี๋ยวน้องพัทธเก็บเอง” เมื่อทุกคนกินอิ่ม ผู้หญิงคนเดียวในบ้านก็ลุกเตรียมทำหน้าที่ แต่ลูกชายตัวเล็กรีบห้ามไว้





“ทำดีแบบนี้จะอ้อนเอาอะไรรึเปล่าฮึ?” หล่อนประสานมือท้าวคางมองลูกชายวัย ม.4 ที่เดินวนจัดการกับจานชามบนโต๊ะ





“แม่เห็นน้องพัทธเป็นคนยังไง น้องพัทธแค่เป็นเด็กดีไม่ดีหรอฮะ” ลูกชายว่างอนๆ เดินเอาจานชุดแรกไปไว้ในครัว





“จ้าพ่อเด็กดี  เฮ้อ ดีเหมือนกันวันนี้ละครน่าสนุก” หล่อนลุกออกจากโต๊ะอาหารไปจับจองโซฟาหน้าทีวีตามนิสัยผู้หญิงวัยกลางคนที่ชอบเสพละครหลังข่าว





คุณสามีเดินตามมานั่งข้างๆ หล่อน แต่ก็ชะเง้อมองลูกชายที่เก็บโต๊ะจนเกลี้ยงแล้วอยู่ล้างจานในครัว





ละครเรตติ้งถล่มแนวแย่งผู้ชายยังขายได้เสมอ และดูเหมือนว่าแพรวพลอยจะอินมาก แต่อภิรักษ์กลับรู้สึกเบื่อกับเสียงแว้ดๆ ในจอ





เขาไม่อยากขัดคนรักเท่าไหร่ เพราะหล่อนดูจริงจังกับการดูละครมากเหลือเกิน





“ผมไปช่วยลูกในครัวนะ” เอ่ยบอกภรรยา เขาเบื่อจะฟังเสียงแสบแก้วหู เธอพยักหน้าแต่สายตาไม่ได้ละไปจากหน้าจอ เพราะเป็นฉากที่พระเอกกำลังจะได้รู้ความจริงว่านางเอกเป็นน้องสาวของเมียเก่าที่ถูกฆ่า แล้วกำลังกลับมาแก้แค้น





อภิรักษ์ขำน้อยๆ กับท่าทางของภรรยา แล้วผละมาในครัว เห็นร่างเล็กในชุดเสื้อกล้ามกางเกงบอลที่ตอนนี้มีเสื้อกันเปื้อนทับอยู่ กำลังขะมักเขม้นกับจานในซิงค์ล้าง






                 






“อื้อ พ่อครับ” พัทธร้องท้วง เมื่อร่างสูงกดจูบลงบนท้ายทอยของเขา สองมือหนาของผู้เป็นพ่อกอดลูกชายไว้จากด้านหลัง พลางเกยคางไว้ที่ไหล่


คนถูกกวนพยายามเอียงตัวหนี แต่โดนยึดไว้แน่น ยิ่งไปกว่านั้นลำตัวของพัทธถูกประกบเข้าอย่างแนบชิด บั้นท้ายของเขาบดเบียดกับบางอย่างที่เครียดขึง


“พ่อจอม เดี๋ยวแม่มาเห็น” ร่างบางพยายามห้ามเมื่อพ่อเลี้ยงเริ่มคลึงบางส่วนที่ร้อนผ่าวกับบั้นท้ายมนอย่างกระหาย


จอมไม่ตอบลูกชาย กลับส่งลิ้นร้อนๆ ลงชิมใบหูคนด้านหน้า มือที่กอดอยู่สอดลงใต้ชุดลำลองของลูกชายตัวเล็ก ที่ตอนนี้พยายามขืนตัวจนสั่น มือที่ล้างจานอยู่เริ่มจับสะเปะสะปะ


“คุณพ่อครับ พัทธยังล้างจานไม่เสร็จ” เสียงเล็กอ้อนวอนเมื่อมือหยาบครอบครองยอดอกในเสื้อกล้ามของเขา สัมผัสร้อนที่แตะลงหยอกเล่นกับมัน ทำเอาพัทธรู้สึกร้อนไปทั้งร่าง


“ก็ล้างไปสิ” อภิรักษ์กระซิบ กดบางส่วนที่ร้อนระอุให้แนบชิด และบดคลึงหนักขึ้นจนแทบละลาย


เสียงทีวีของภรรยาข้างนอกไม่ได้ทำให้อภิรักษ์เกรงกลัวว่าจะถูกพบเห็นเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขามีแต่ความต้องการที่เปี่ยมล้น และอยากจะกลืนกินของหวานหลังอาหารที่อยู่ตรงหน้าเต็มแก่


“พ.. พ่อครับ” ร่างบางเสียงสั่น อภิรักษ์เบี่ยงตัวเองลงครอบครองยอดตุ่มไตสีช้ำนั้นด้วยปากร้อนๆ น้ำลายถูกละเลงพร้อมกับลิ้นที่รัวเล่นอย่างกระหาย ปลุกเร้าคนที่กำลังสั่นพร่า และห้ามเสียงให้โอนอ่อน


จากห้องนี้ถึงจุดที่แม่อยู่ไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำ เสียงทีวีตรงนี้ยังชัดเจน ฉากในละครน้ำเน่ากำลังจะมีการด่าทอกันเกิดขึ้น


ลิ้นร้อนของพ่อเลี้ยงลากไล้ขึ้นมาจนถึงลำคอของเขา ร่างทั้งร่างถูกจับให้หันกลับไปเผชิญหน้า


พ่อเลี้ยงของเขาอยู่ในชุดทหารแบบครึ่งท่อน ข้างบนเป็นเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้า อกซ้ายประทับตราสังกัดของพ่อ ส่วนกางเกงยังเป็นกางเกงทหาร เพราะพ่อเพิ่งเลิกงาน


“อื้อ” ร่างบางยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เมื่อพ่อเลี้ยงหย่อนตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วดึงกางเกงบอลของเขาลง เผยให้เห็นบางส่วนที่แสดงความต้องการอย่างเต็มที่ ใบหน้าหล่อของบิดายิ้มล้อจนเขารู้สึกเขิน มือหยาบกอบกุมมันเอาไว้ก่อนรูดรั้งปลุกความต้องการให้มากขึ้นไปอีก



 “กึก...อึก..” พัทธขาสั่น มองพ่อเลี้ยงสลับกับประตูห้องครัวที่เปิดโล่ง กลัวว่าแม่จะเดินเข้ามา ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นปนเปกันไปหมด ยิ่งถูกปรนเปรอด้วยเกลียวลิ้นนุ่มๆ แต่กลับมีพลังอย่างยิ่ง นั่นยิ่งทำให้ร่างบางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะลอยขึ้นไปติดผนัง นัยน์ตาพร่าเบลอไปหมดแต่ยังคงไม่ละไปจากประตู



สองมือเอนท้าวกับซิงค์ล้างจานด้านหลัง ส่วนลำตัวเอนส่งให้คนที่นั่งอยู่ ‘กิน’ ได้อย่างถนัด มือหยาบไม่หยุดนิ่งแค่ส่วนหน้า ส่งไปสำรวจช่องทางลึกลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ก่อนจะทักทายเล่นจนพัทธหน้าบิดเบี้ยว


ความต้องการของเด็กหนุ่มพุ่งสูงเกินกว่าจะควบคุม ทั้งร่างสั่นไปหมดเพราะความอยากที่ปะทุจนเกินจะห้าม บั้นปลายของความหฤหรรษ์อยู่ห่างแค่ไม่กี่อึดใจ ร่างบางกลั้นหายใจเมื่อจะถึงขีดสุด



“พ่อ!” พัทธร้อง เมื่อพ่อผละหนีทั้งที่เขากำลังจะสุขสม อภิรักษ์ยืนขึ้นยกยิ้มล้อเลียนคนตัวเล็กที่อารมณ์ค้างเติ่ง ปริ่มจะขาดใจ



เขาเองก็ต้องการ แต่เรื่องอะไรจะปล่อยให้ถึงฝั่งฝันแค่คนเดียว งานนี้ก็ต้องแลกกันหน่อย


“แกล้งกัน” ร่างบางหน้างอ ทุบอกเขามาที ผลักตัวเขาให้ยันเคาน์เตอร์ตรงกลางไว้ ก่อนจะบดขยี้ปากแดงๆ นั่นกับริมฝีปากของเขาอย่างกระหาย เสียงหายใจหอบถี่บ่งบอกถึงไฟที่สุมในอก แต่พัทธกลับไม่ยอมผละจากลูกชายเขา ลืมความกลัวไปแล้ว มีแต่ความโหยหาที่เข้ามาแทนที่


“ทำเถอะนะ” ร่างบางบดสะโพกลงกับบางส่วนของเขาที่คับกางเกงจนอึดอัด


“แต่แม่อยู่ข้างนอก” อภิรักษ์ย้อนบ้าง


“นะพ่อจอมนะ รีบๆ ทำ” ว่าแล้วก็โดดกลับไปยืนที่เดิม ทั้งหันหลังโก้งโค้ง มือคำยันซิงค์ล้างจาน โชว์บั้นท้ายเปลือยเปล่ามาทางคนเป็นพ่อ



อภิรักษ์ยกยิ้มเมื่อเห็นคนตัวเล็กลืมอายเพราะความต้องการ เขาปลดกางเกงตัวเองลงเพื่อจะพาลูกขึ้นสวรรค์ ส่งส่วนปลายคลึงกับปากทางคับแคบเพื่อยั่วอีกคนที่จับขอบซิงค์แน่นจนเกร็ง แต่ดูท่าเขาจะทำไม่ทันใจลูก เมื่อพัทธขยับอ้าขาแล้วดันบั้นท้ายให้ครอบลงบนส่วนนั้นของเขาเอง อภิรักษ์เกร็งตัวดันส่งให้ลูกรับส่วนนั้นของเขาเข้าไปจนมิดด้าม


“ฮ้า” ร่างบางพ่นลมหายใจอย่างอึดอัด มือใหญ่จับเอวเล็กไว้ก่อนเจ้าของมือจะกดจูบลงบนหลังคอขาว



“พ่อรักพัทธ” เขาบอกลูก


“พัทธก็รักคุณพ่อ”


เอวสอบเร่งส่งจังหวะรักเพื่อทำเวลา ความรุนแรงและตื่นเต้นจึงมากกว่าปกติ แว่วเสียงทีวีแผ่วเมื่อไหร่คนเป็นพ่อจะชะลอบทรักเอาไว้ ฟังว่าคนด้านนอกมีความเคลื่อนไหวรึเปล่า หากไม่ จังหวะรักก็จะถูกต่อเติมอีก ช้าสลับเร็วไปเรื่อย พัทธกัดฟันพยายามกลั้นเสียงที่ยากจะห้ามไหวจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก บวกกับเปิดน้ำทิ้งให้เสียงน้ำกลบเสียงกระทบของเนื้อชนเนื้อ ขาเรียวสั่นด้วยความเสียวซ่าน พ่อเข้ากับเขาได้เป็นอย่างดีและรู้วิธีทำให้เขาได้ขึ้นสวรรค์ อกบางแอ่นด้วยความรู้สึกพร่า แต่บั้นท้ายยกดันเพื่อให้คนด้านหลังสะดวกจะส่งจังหวะรัก


เกมเร่งจนพัทธที่เคยถูกปล่อยให้ค้างแตกพรูออกมาโดยที่ไม่ต้องแตะ ร่างบางหอบกระเส่าเมื่อตนเสร็จ แต่หยุดหายใจได้ไม่ถึงครึ่งนาที บางสิ่งที่ยังคงตัวในถ้ำแคบก็ถูกขยับส่งเข้าออกอีกครั้ง ย้ำความกระสันและรุนแรงขึ้น



ร่างบางยึดขอบอ่างไว้ไม่ให้ตัวเองล้มลงเพราะหมดแรง พ่อไม่ปราณีเขาแล้วยังตะบันส่งความรักให้เขาจนเข่าแทบอ่อน เขารู้จากความเคยชินว่าพ่อกำลังจะเสร็จเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่รุนแรงที่สุดเสมอ



“พ่อกับลูก ยังไม่เสร็จอีกหรอ?” เสียงตะโกนถามมาจากหน้าทีวี แต่ครั้งนี้พ่อไม่ชะลอแล้วทั้งยังเร่งกว่าเดิม พัทธเห็นพ่อใกล้เข้าฝั่งเลยตอบแม่แทน   


“จ... จะเสร็จแล้วจะ อีกนิ  .. ด เดียว”



“อื้ออออออ” สิ้นเสียงตอบ ของเหลวร้อนๆ พุ่งเข้าร่างเขาพอดี พ่อจอมตอกย้ำความรักให้เขาอีกสามสี่ทีก่อนถอนออก




พัทธทิ้งร่างร่วงลงหน้าเคาน์เตอร์ครัว เข่าอ่อนไปหมดเพราะความรักที่พ่อเลี้ยงมอบให้ อภิรักษ์มองสภาพลูกชายขำๆ ก่อนจะจัดการจานชามที่เหลือปล่อยให้คนตัวเล็กได้หายใจ








เมื่อพัทธเริ่มปรับจังหวะลมหายใจให้คงที่ได้ก็หันมาจัดการกับสภาพตัวเอง ช่วยพ่อเก็บจานที่ล้างเสร็จ







ครู่หนึ่งทั้งสองสบตา แล้วบดจุมพิตแห่งความต้องการจนน้ำลายของทั้งสองผสมปนเปกัน อภิรักษ์เลียริมฝีปากลูกชายสั่งลา ก่อนจะพากันออกมาจากครัว





มานั่งดูทีวีกับภรรยาและแม่ แบบที่แพรวพลอยไม่เห็นถึงความผิดปกติใดใดของสามีและลูกชาย





ไม่เห็นแม้แต่คราบราคะที่ไหลลงตามเรียวขาของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ไม่ห่าง







ความลับยังคงเป็นความลับต่อไป :)

 











 ------------------

#จอมลวง




ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 2.



-    1 ปี ก่อนหน้านั้น    -



“คุณพ่อยังไม่กลับมาอีกหรอครับ?” พัทธเอ่ยถามแม่ หลังจากเดินลงมาชั้นล่างแล้วเห็นเพียงมารดานั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวคนเดียว ทั้งๆ ที่ตอนนี้เกือบจะสองทุ่มแล้ว



“เห็นว่าท่านนายพลบังคับไปเลี้ยงอะไรนี่แหละ” แพรวพลอยบอกลูกอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะอาชีพทหารของอภิรักษ์มักโดนผู้บังคับบัญชาหอบหิ้วไปสังสรรค์บ่อยๆ และมักจะขอร้องให้หล่อนไปด้วย แต่แพรวพลอยไม่ชอบสมาคมกับคนมียศเท่าไหร่เลยไม่ค่อยตามไปบ่อยนัก ทว่าถึงแบบนั้นอภิรักษ์ก็มักจะรายงานตัวเสมอว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ โดยเคยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เธอกับลูกเป็นห่วง



“แต่งตัวน่ารักเกินไปรึเปล่าสุดหล่อ” แพรวพลอยแซวลูกชายที่แต่งตัวเต็มยศเพราะมีนัดจะออกไปทำงานและต้องค้างบ้านเพื่อน พัทธขออนุญาตเธอไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว เธอก็ยอมปล่อยลูกถึงน้องพัทธจะอายุแค่สิบห้าปีก็ตาม


ลูกชายคนเดียวของเธอไม่ใช่เด็กเกเรอะไร ถึงผลการเรียนอาจจะไม่ได้ดีเด่นมากมายนัก แต่พัทธก็ไม่เคยทำตัวให้เป็นปัญหาหรือทำให้เธอหนักใจ ทั้งยังเป็นเด็กเงียบๆ ติดบ้าน แถมยังมีระเบียบมากๆ ด้วยอิทธิพลของพ่อเลี้ยงที่เป็นทหารทำให้เด็กคนนี้โตมาแบบค่อนข้างตีกรอบให้ชีวิตตัวเอง



“นานๆ ออกที ผมก็อยากหล่อๆ บ้างสิครับ” ลูกชายทำหน้าทะเล้น



“อย่าให้รู้ว่าหนีเที่ยวนะ” แพรวพลอยหัวเราะ



“แล้วนี่ใครจะมารับ อย่าบอกว่าขับรถกันเองนะ”



“พี่ไทม์เป็นคนขับครับ แม่จำได้ไหมพี่ชายท็อป”



“อ๋อ ก็ยังดี นึกว่าพวกเด็กๆ ขับกันเอง ยังไงถึงแล้วโทรมารายงานตัวด้วยนะ” แพรวพลอยสั่งอย่างอดห่วงไม่ได้



ร่างบางนั่งมองคนเป็นแม่กินข้าวอย่างชั่งใจว่าควรที่จะเอ่ยบางเรื่องดีไหม โอกาสที่เขาจะได้อยู่กับแม่สองคนแบบนี้ไม่บ่อยนัก เพราะถ้าพ่อไม่อยู่ก็มักจะมีพวกทหารรับใช้มาเพ่นพ่าน




“แม่”



“หืม?”



“แม่คุยกับคุณพ่อหน่อยได้ไหม... น้องพัทธไม่อยากสอบทหาร” มือเรียวของหญิงวัยกลางคนชะงักช้อนที่กำลังตักข้าว เงยหน้ามองลูกชายที่ทำท่าเหมือนกำลังสารภาพบาป



“ทำไมล่ะ? คุณพ่อเขาแค่อยากให้หนูลองดูไม่ใช่หรอ ถ้าติดก็เป็นโอกาสดีออก”


“ถ้ามันแค่ลองก็คงไม่เป็นไร แต่ก่อนจะสอบคงต้องไปค่ายเตรียมสอบเป็นเดือนๆ แม่ก็รู้ว่าพัทธอยากเรียนช่างศิลป์ มันก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน แล้วต่อให้ติดทหารพัทธก็ไม่เรียนอยู่ดี พัทธไม่ชอบ” ร่างบางพ่นความอึดอัดใจออกมาให้มารดารับรู้ เรื่องนี้เขาเก็บเอาไว้กับตัวมานานตั้งแต่เดือนก่อนที่คุณพ่อเลี้ยงของเขาเอาโบรชัวร์โรงเรียนเตรียมทหารมาให้เขาดู แล้วเสนอแกมบังคับว่าเขาควรจะไปสอบ



“แล้วทำไมน้องพัทธไม่บอกคุณพ่อไปตรงๆ?” แพรวพลอยเลิกคิ้ว ตามปกติลูกชายเธอมักจะปรึกษากับอภิรักษ์แทบทุกเรื่อง



“ก็ดูเหมือนคุณพ่อคาดหวังเอาไว้มาก แล้วคุณพ่อก็เป็นทหารคงอยากให้ลูกเป็นทหาร แต่พัทธอยากมีอนาคตของตัวเอง”


“งั้นหนูบอกคุณแม่สิ ว่าถ้าหนูจบช่างศิลป์ออกไปแล้ว หนูจะไปทำงานอะไร” แพรวพลอยถามช้าๆ



“น้องพัทธจะ...” ร่างบางพูดไม่ออก เขาเพียงแค่รู้ว่าตัวเองชอบศิลปะ และอยากค้นหาตัวตนต่อไปในด้านนี้ แต่ให้เขามาตอบตอนนี้ว่าจบไปจะทำอะไรนั้น พัทธไม่มีทางจะตอบได้



“หนูตอบไม่ได้” แพรวพลอยถอนหายใจ 



“คุณพ่อ คุณแม่ไม่เคยบังคับน้องพัทธนะ อนาคตเป็นของหนู แต่สิ่งที่คุณพ่อเสนอมันก็แค่ทางที่คุณพ่อเค้าเห็นว่ามันมั่นคงกว่าสำหรับหนู อย่างน้อยจบไปหนูก็รู้ว่าหนูจะต้องทำอะไร ไปทางไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราอยากให้หนูมาทนเรียนแบบนี้ น้องพัทธอาจจะมองว่าพ่อกับแม่คาดหวังในตัวหนู วางอนาคตให้หนู แต่จริงๆ พวกผู้ใหญ่ก็แค่กลัวว่าหนูจะโตมาแบบไม่มีอะไรเลย ห่วงว่าเราเลี้ยงหนูมาไม่ดีพอ”



“น้องพัทธ...”



“แม่ไม่ได้บังคับหนู จริงๆ ไม่ต้องช่างศิลป์ก็ได้ เรียนมัธยมธรรมดาแล้วออกไปต่อมหาลัยแม่ก็ไม่ว่า แต่แม่อยากให้น้องพัทธคิดดีๆก่อน ไม่ใช่แค่คำว่ากลัว คำว่าไม่อยากเรียน ถอดอคติ ถอดเรื่องเพ้อฝันออกไปก่อน ดูความสามารถ ดูความเป็นจริงของตัวเราเอง แล้วเราจะรู้ว่าเราควรอยู่ตรงไหน” แพรวพลอยลูบหัวกลมนั่นอย่างรักใคร่


“แม่ให้หนูไปคิดอีกที ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไง เดี๋ยวแม่จะคุยกับคุณพ่อให้เอง โอเคไหม?” หล่อนบอกลูกชาย


“น้องพัทธรักแม่” เด็กหนุ่มเข้าที่เอวของคนเป็นแม่อย่างซึ้งใจ



“แม่ก็รักหนูที่สุด”



ปี๊น... ปี๊น…

เสียงแตรกับไฟหน้ารถที่ส่องลอดมาจากประตูหน้าบ้าน ทำให้พัทธผละออกจากมารดาลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋า


“อย่าลืมที่แม่สั่งนะ ถึงแล้วโทรมาด้วย ห้ามเถลไถลดึกๆ ทำตัวดีๆ เข้าไว้ ขออะไรคุณพ่อก็ให้ทั้งนั้นแหละ” แพรวพลอยสั่งย้ำ


“คร้าบบบ น้องพัทธไปนะ จุ๊บ!” เด็กหนุ่มวิ่งมาจูบลาแม่แล้วถลาออกไปจากบ้าน แพรวพลอยมองลูกวิ่งแจ้นออกไปหาเพื่อนแล้วส่ายหัวน้อยๆ นึกเอ็นดูว่าเมื่อกี้ยังตีหน้าเครียด พอจะได้ไปนอนบ้านเพื่อนละก็ร่าเริงขึ้นมาเลย

“สวัสดีครับพี่ไทม์” พัทธทักทายพี่ชายของเพื่อนที่เลื่อนกระจกลง


“เพื่อนเราอยู่ข้างหลังแหนะ ขึ้นมาเลย” ไทม์ว่า พัทธย้ายไปเปิดประตูหลัง เห็นคนด้านในก็ชะงักเล็กน้อย


“อ้าว เบสท์ไปด้วยหรอ?” ร่างบางทักขึ้น เพราะจำได้ว่างานกลุ่มที่จะไปทำมีกันแค่เขา ท็อป และนัท



“อ๋อ ไอ้เบสท์มันว่างน่ะ เลยชวนมานอนด้วย เผื่อให้ช่วยงาน” ท็อปรีบตอบแทน พัทธพยักหน้าเข้าใจพร้อมๆ กับที่โดนเพื่อนดึงให้ขึ้นรถแล้วปิดประตูเสร็จสรรพ


พัทธไม่สนิทกับเบสท์นักเพราะอยู่คนละกลุ่ม และเบสท์เองในสายตาพัทธค่อนข้างจะเป็นเด็กเกเรไม่ตั้งใจเรียน แถมมีเรื่องเข้าห้องปกครองบ่อยๆ ร่างบางเลยอยากจะห่างๆ ไว้ดีกว่า


พัทธนั่งเงียบตั้งแต่ไทม์ออกรถ ท็อปคุยกับเบสท์นิดหน่อยแล้วก็พากันเงียบ บรรยากาศน่าอึดอัดแปลกๆ จนพัทธรู้สึกว่าวันนี้เพื่อนทำตัวแปลกไป เหมือนมีความผิดอะไรสักอย่างเลยเลี่ยงๆ จะคุยกับเขา



“ไม่ใช่ทางไปบ้านมึงหนิ” พัทธท้วง เมื่อไทม์เลี้ยวตรงสามแยกใหญ่ที่ตรงข้ามกับทางไปบ้านท็อปโดยสิ้นเชิง


“ไปธุระกันก่อนแป๊บหนึ่ง” ท็อปว่าเรียบๆ พัทธเลยไม่ว่าอะไรต่อ บางทีคงเป็นธุระของพี่ไทม์


จวบจนรถเลี้ยวเข้ามาในบริเวณบ้านหลังใหญ่ ที่เสียงดนตรีดังลอดออกมาสนั่นไปทั่ว แสงไฟประดับระยิบระยับ คนเดินเข้าเดินออกเป็นว่าเล่น


“ลงกัน” ท็อปบอก


“เดี๋ยวสิ เรามาทำอะไรที่นี่” พัทธรีบท้วงเมื่อรู้สึกแปลกๆ


“อย่าโง่น่า ปาร์ตี้ไงปาร์ตี้” เบสท์บอกอย่างรำคาญ


“แต่เรานัดกันมาทำงานนะท็อป” ร่างบางไม่เอาด้วย


“เดี๋ยวค่อยกลับไปทำ แวะมาสนุกนิดเดียวเอง อย่างอแง มาเปิดหูเปิดตากันหน่อย” ท็อปดึงเพื่อนลงจากรถ



“แต่แม่เรา...”



“ที่นี่ไม่มีพ่อแม่มึงสักหน่อยพัทธ กลัวไปได้” ท็อปลากให้เพื่อนเดินตาม



“นี่บ้านใคร” พัทธถามอย่างระแวงมองไปรอบๆ เห็นบางคนเมาเละจนคลานอยู่ในสนามหญ้า อ้วกไม่เป็นท่า บางคนเต้นแร้งเต้นกา หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง



“รุ่นพี่ บ้านพี่มาร์ค... เข้าไปข้างในเร็ว”


ด้านในตัวบ้านคนแน่นไปหมด เสียงดนตรีดังกระหึ่ม มืดสลัวไปทุกทิศ แสงวูบวาบแบบไฟเธคสาดส่องมาบ้างให้แสบตา พัทธคลำตามเพื่อนเข้าไปชนคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย



“มาร์ค” ไทม์ที่เดินนำเรียกเจ้าของบ้าน



“มาแล้วหรอวะ ตามสบายๆ กำลังสนุก” มาร์คว่า ขณะที่กำลังเต้นกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เกือบๆ จะเปลือย


กลิ่นบุหรี่คลุ้งไปหมดจนพัทธยกมือขึ้นปิดจมูก ยิ่งเข้ามาข้างในเขายิ่งรู้สึกกลัว


“ท็อป กูว่ากูกลับก่อนดีกว่าว่ะ เดี๋ยวกูโบกแท็กซี่ก็ได้” ร่างบางพยายามจะหาทางกลับ เขารู้สึกไม่ดีมากๆ



“เฮ้ย อะไรวะ เข้ามาแล้วนั่งก่อนๆ สักสี่ทุ่มก็กลับด้วยกัน” เพื่อนเขาตอบมาส่ง พลางดึงพัทธให้นั่งลงบนโซฟา


“เพื่อนมึงจะเอาอะไร?” พี่ไทม์ถามท็อป ท็อปหันมามองเขา แต่พัทธส่ายหน้าปฏิเสธ ท็อปเลยไม่อยากเซ้าซี้ให้ดื่ม



“นัทละ” พัทธถามหาเพื่อนอีกคนที่นัดกันว่าจะมาทำงานด้วย



“ป่านนี้คงหลับอยู่บ้าน”



“หมายความว่าไง ไหนมึงบอกว่ามึงนัดมันมาทำงานได้แล้ว”


“ก็ถ้ากูบอกมึงว่ามันไม่มา มึงก็คงไม่ยอมมากับกู” ท็อปว่าพลางยกเหล้าขึ้นดื่ม


“ทำไมมึงทำแบบนี้วะ” พัทธโวย กลายเป็นว่าตอนนี้เหมือนเขากำลังโกหกพ่อกับแม่อยู่ว่ามาทำงาน แต่มาโผล่ที่งานปาร์ตี้


“อย่าเครียดน่า นี่พวกกูพามึงมาผ่อนคลายนะ ควรขอบคุณพวกกูสิ” เบสท์สอดขึ้น พัทธนึกอยากจะร้องไห้ เขานั่งนิ่งมองคนเต้นเป็นปลาขาดน้ำเบียดเสียดกันเต็มไปหมด



“จะสี่ทุ่มละนะ” พัทธทวงสัญญาที่เพื่อนบอกว่าจะกลับ


“มึงอย่าเพิ่งงอแงน่า นั่งไป” ท็อปเริ่มเมาแล้ว พัทธเม้มปากแน่นเขาอยากล้างหน้าล้างตา เพราะความมึนกับบรรยากาศแย่ๆในนี้ ลุกขึ้นไปหาห้องน้ำแบบไม่สนใจจะบอกเพื่อน


“ว้าย!” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเซมาชนพัทธ เหล้าจากแก้วในมือก็หกเลอะเต็มอกเสื้อของเขา



“ขะ... ขอโทษค่ะ” หล่อนโค้งขอโทษด้วยอาการมึนๆ มือปัดป่ายสะเปะสะปะจะเช็ดให้เด็กหนุ่ม แต่พัทธเบี่ยงหลบแล้วโบกมือให้หล่อนหลีกไป ร่างบางปัดอกอย่างหงุดหงิด มือเล็กพยายามเกาะผนังคลำหาทางท่ามกลางความมืดเพื่อหาสักห้องที่เป็นห้องน้ำ

แอ๊ด…
เขาลองเปิดดูห้องหนึ่ง


“อะไรวะน้อง?” ผู้ชายคนหนึ่งในห้องนั้นทักเขา พัทธมองปราดก่อนรีบละล่ำละลักปิด


วัยรุ่นกลุ่มใหญ่กำลังสูดดมอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่บุหรี่ บางคนดูเคลิบเคลิ้มเมามายไม่ได้สติ บางคนลุกขึ้นเต้น บางคนกอดจูบนัวเนียกันอยู่ในห้องเดียว


พัทธไม่ได้ใสซื่อจนไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นมันคืออะไร



เขากลัวขึ้นมาจับใจรีบย่ำไปหาเพื่อน เพื่อจะได้กลับกันสักที



วาบ!
ยังไม่ทันที่พัทธจะกลับไปถึงตัวเพื่อน ไฟในห้องโถงก็สว่างขึ้นทุกทิศ พวกที่เต้นกันอยู่ส่งเสียงโห่โวยวายในทีแรก พลางยกมือป้องแสง พัทธก็เช่นกัน เขาพยายามเพ่งไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านบน


“ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกคุณถูกจับในข้อหามั่วสุม มียาเสพติดไว้ในครอบครอง และเสพเครื่องดื่มมึนเมาโดยไม่บรรลุนิติภาวะ” เสียงตำรวจนายหนึ่งดังขึ้นจากด้านบน


มีเสียงหวีดร้องดังขึ้นในฝูงชน ผลักกันเพื่อหาหนทางวิ่งหนีโกลาหลไปหมด จนกระทั่ง


ปัง!! กระสุนนัดหนึ่งดังลั่นบ้าน คนที่วุ่นวายหาทางหนีเมื่อกี้หมอบลงโดยอัตโนมัติ รวมทั้งพัทธด้วย


ตำรวจอีกหลายนายเข้ามาในโถง จัดการจับกุมพวกคนในงาน มีถ่ายรูปไว้และเก็บของกลางในห้องต่างๆ


ร่างบางตัวสั่นไปหมด น้ำตามันไหลออกมาไม่รู้ตัว เขาไม่เคยกลัวอะไรมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต


วินาทีที่ถูกกุญแจมือล่ามติดกับขี้เมาคนอื่น เพราะจำนวนผู้ต้องหามากไปนั้น มันทำให้พัทธรู้สึกถึงความโง่ของตัวเอง ชีวิตเขาพลาดครั้งยิ่งใหญ่เหลือเกิน


เขาน่าจะออกไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาน่าจะกลับบ้าน


แต่จริงๆแล้ว เขาไม่น่าจะออกไปไหน เขาน่าจะอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนแม่ เขาไม่น่าปล่อยให้แม่อยู่บ้านคนเดียวทั้งๆ ที่รู้ว่าพ่อจะกลับดึก


มือไม้สั่นไปหมดตอนถูกผลักขึ้นไปบนกระบะรถตำรวจ


เขาเห็นท็อปโดนจับขึ้นรถอีกคัน หน้ามันซีดเผือด หน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ ที่เมาเมื่อกี้คงหายเป็นปลิดทิ้ง ครู่หนึ่งมันหันมาเจอเขาแล้วมันก็หลบตา


พัทธปล่อยน้ำตาไหลลงไปเงียบๆ จนแรงกระชากที่ข้อมือทำให้เขารู้ว่ารถมาถึงโรงพักแล้ว


เขาถูกปลดกุญแจมือ ถูกจับยัดเข้าไปในห้องขังที่ทั้งชีวิตเขาไม่คิดว่าจะได้เข้ามา


กรงเหล็กกับกำแพงหนาๆ กลิ่นอับคละคลุ้ง พัทธมองตามตำรวจที่ล็อคห้องขัง แล้วเดินจากไปรับอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามายัดไว้ในห้องสี่เหลี่ยมนั้นด้วยกัน


เขาโกรธเพื่อน เขาโกรธตัวเอง และกำลังกลัว... มาก


กลัวไปหมดทุกอย่าง


“เดี๋ยวจะให้ลงประวัติทีละคนแล้วจะแจ้งผู้ปกครองให้มารับ ใครมีเรื่องยาก็ให้พ่อให้แม่มาคุยกันยาว ส่วนพ่อแม่ญาติใครไม่มาคืนนี้ก็นอนในนี้แหละ แล้วก็ระหว่างรอทำประวัติ ไอ้พวกที่ยังเมาอยู่ก็ตั้งสติดีๆซะ พูดให้รู้เรื่อง ไม่งั้นอาจจะต้องให้สงบสติอารมณ์ที่นี่สักคืน” ตำรวจนายหนึ่งเดินมาแจ้ง ก่อนจะเรียกคนที่ถูกยัดอยู่ในนั้นออกไปคุยทีละคน แล้วพากลับมายัดที่เดิม


จนถึงคราวของพัทธ มันเป็นการแนะนำตัวเองที่แผ่วที่สุดในชีวิตเขา


ตอนที่ตำรวจขอเบอร์ติดต่อผู้ปกครอง น้ำตาของเขามันไหลออกมาไม่รู้ตัว


เขากลัวแม่โกรธ แม่ที่ไว้ใจให้เขาออกจากบ้าน ไว้ใจว่าเขาดูแลตัวเองได้ เลยยอมให้เขาออกมากับเพื่อน


เขากลัวพ่อผิดหวัง พ่อสอนให้เขาหัดปฏิเสธเรื่องไม่ดีอยู่ตลอด แต่ครั้งนี้พัทธกลับพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย


เขาไม่รู้ว่าควรจะบอกเบอร์ใครให้คุณตำรวจ เลยได้แต่นั่งร้องไห้อยู่แบบนั้น จนคุณตำรวจคงรำคาญเลยค้นตัวเอาโทรศัพท์ของเขา ออกไปกดเบอร์ฉุกเฉินซึ่งเขาตั้งเอาไว้เป็นเบอร์ของพ่อเลี้ยง


“สวัสดีครับ ใช่คุณพ่อของเด็กชายพัทธพลรึเปล่า?”    คุณตำรวจเอ่ยถามปลายสาย พัทธบีบมือที่กำลังสั่นแน่นขณะฟัง น้ำตาร้อนๆ ไม่ยอมหยุดไหล


“ครับ ผมขอเชิญคุณพ่อมาคุยกันที่ สน. ...หน่อยได้ไหมครับ พอดีทางเราจับลูกชายคุณได้ ขณะอยู่ในแหล่งมั่วสุม และต้องสืบสวน”


พัทธไม่ได้ยินว่าปลายสายพูดอะไร แค่ครู่เดียวคุณตำรวจก็วางสายไป แล้วยึดโทรศัพท์วางไว้บนโต๊ะของกลาง พลางลากพัทธกลับมาที่ห้องขัง


รอเวลา
รอคุณพ่อมาเห็นเขาอยู่ในคุก..




“คุณพ่อ” พัทธเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเมื่อเจอหน้า อภิรักษ์ในชุดทหารเต็มยศยืนคุยอยู่กับตำรวจที่โต๊ะสืบสวน ขณะที่ตำรวจอีกคนไปพาเขาออกมา คนเป็นพ่อแค่เหลือบตามองเขานิดหน่อย ก่อนจะกล่าวขอบคุณคุณตำรวจอีกสองสามประโยคแล้วผละมา


“ไปขึ้นรถ” เสียงเรียบๆ เปี่ยมไปด้วยอำนาจเอ่ยสั่ง พัทธพูดไม่ออก ได้แต่เดินตัวลีบตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ เขาไม่เคยโดนคุณพ่อโกรธ ปกติเขาเคยเห็นคุณพ่อโมโหเฉพาะเรื่องงาน แต่ไม่เคยโดนโกรธกับตัวเลยสักครั้ง


“กลิ่นอะไร” นายทหารประจำที่คนขับแล้วหันมามองหน้าลูกเลี้ยง เมื่ออยู่ในที่แคบด้วยกันถึงได้กลิ่น พัทธก้มลงดมเสื้อตัวเองจำได้ลางๆ ว่าโดนทำเหล้าหกใส่


“นี่กินเหล้าด้วยงั้นหรอ... เหอะ” อภิรักษ์พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด อ้าปากจะพูด แต่เหมือนจะหาคำไม่ได้ เด็กชายที่เขารักเหมือนลูกซึ่งเป็นเด็กเรียบร้อยมาตลอดในสายตาเขา ไม่เคยทำเรื่องให้หนักใจ แต่แท้จริงนั้นกลับไม่เป็นอย่างที่เขาเชื่อใจเลย


“พัทธเปล่า” เด็กหนุ่มเถียงเสียงแผ่ว


“อย่ามาโกหก” อภิรักษ์ว่าเสียงดัง ก่อนจะกระชากเกียร์ออกรถ นอกจากเสียงเครื่องยนต์ มีแต่ความเงียบที่ปกคลุม ร่างบางหวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยปากอธิบาย เขากลัวไปหมด มือที่กุมอยู่บนตักบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ


เขารู้สึกกดดัน ทั้งที่พ่อจอมยังไม่ได้ดุด่าอะไรเขาเลยสักคำ ร่างสูงจดจ่อกับการขับรถตรงมาที่บ้าน ในขณะที่คนทำผิดได้แต่ลอบมองเสี้ยวหน้าที่ดูเครียดขึงของบิดาอย่างทำตัวไม่ถูก


ทันทีที่ถึงบ้าน อภิรักษ์สั่งให้พัทธลงจากรถก่อนแล้วตนเอารถไปเก็บ ร่างบางเลี่ยงรีบเดินเข้าบ้านเพราะอยากจะขึ้นห้องไวๆ แต่ก็เจอแม่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก พัทธทำหน้าไม่ถูก หยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่งถึงรู้ว่าแม่พลอยของเขากำลังร้องไห้


“แม่” พัทธเอ่ยเรียกอย่างรู้สึกผิด แพรวพลอยลุกมาหาลูก ลูบหัวหางสำรวจตัวว่าปลอดภัยดีจึงผละออกไปเช็ดน้ำตา


“พัทธขอโทษ”


 “ทำไมหนูต้องโกหกแม่” แพรวพลอยถามเสียงสั่น เธอไม่เคยรู้สึกผิดหวังกับลูกชายมากขนาดนี้มาก่อน จนได้รับสายจากตำรวจว่าจับลูกชายเธอได้ เธอไม่เคยคิดว่าพัทธจะมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่วินาทีนี้เธอคิดว่าตนคงคิดผิดเสมอมา


“พัทธเปล่า... พัทธขอโทษ พัทธไม่ได้ตั้งใจ”


“พัทธไม่ได้ตั้งใจ แต่วางแผนโกหกแม่ว่าไปทำงาน แต่ไปโผล่ในงานปาร์ตี้ยาอียาไอซ์เนี่ยนะ” แพรวพลอยขึ้นเสียง


“พัทธไม่ได้อยากไป” ร่างบางเสียงสั่น ขอบตาร้อนผ่าวเมื่อเห็นสายตาของแม่มองมาที่ตนด้วยความผิดหวัง น้ำเสียงของมารดาที่ทั้งห่วงและโกรธเคืองในเวลาเดียวกัน มันทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก


“แม่ไม่อยากฟังอะไรจากหนูแล้ว แม่ฟังหนูมาเยอะมาก แต่สุดท้ายหนูก็หักหลังแม่” แพรวพลอยว่า เป็นจังหวะเดียวกับที่อภิรักษ์เข้ามาในบ้าน


“แม่โทรไปถามพ่อเพื่อนเรามาแล้ว ท็อปมันบอกว่าพัทธเองก็อยากไป แล้วก็วางแผนไปด้วยกันมานานแล้ว” แพรวพลอยว่าด้วยความโกรธ เธอตัดสินใจโทรไปหาพ่อแม่ของท็อปหลังจากที่ให้สามีออกไปรับลูก ซึ่งทางนั้นก็ยืนยันมาว่าพวกเด็กๆ สมรู้ร่วมคิดกัน ถามท็อป เพื่อนลูกชายก็บอกว่าลูกของเธอนั้นรู้เห็นและเต็มใจเป็นอย่างดี


“ไม่จริง พัทธไม่ได้อยากไป” ร่างบางร้องไห้


“ถ้าไม่ได้อยากไปแล้วพัทธไปโผล่ที่นั่นได้ยังไง พัทธบอกแม่ว่ายังไง แต่หนูไปอยู่ที่นั่น แล้วเพื่อนเรา พ่อแม่เพื่อนเราบอกแม่มาอย่างนั้น ตำรวจก็บอกอย่างนั้น หนูจะให้แม่เชื่อคำโกหกของหนูได้ยังไง” แพรวพลอยว่าทั้งน้ำตา หล่อนห่วงลูกชายเต็มอก แต่ก็เจ็บปวดที่ลูกน้อยของเธอหักหลังด้วยคำโกหกเพียงเพื่อจะออกไปเที่ยวกลางคืน ไปมั่วสุมกับเพื่อน


“พัทธไม่รู้... พัทธไม่รู้จริงๆ”


“แม่เหนื่อยแล้ว...” แพรวพลอยถอยหนีเมื่อลูกชายเข้ามาหา หล่อนรู้ว่าตัวเองจะใจอ่อนเพียงแค่เห็นลูกร้องไห้


“แม่จะให้พ่อลงโทษเรื่องนี้ ในเมื่อแม่ยังสอนหนูไม่ดีพอ แม่คงผิดเอง”


“ไม่เอานะแม่ แม่...” พัทธพยายามรวบตัวมารดาเข้ากอดไว้ แต่แพรวพลอยรีบจ้ำหนีขึ้นไปชั้นบนทั้งน้ำตา หล่อนคิดว่าถ้าไม่ใช้ไม้แข็งสอนลูกบ้างคงจะไม่ดีขึ้น ในเมื่อกล้าทำแบบนี้แล้วย่อมมีครั้งต่อไป แต่ครั้นจะให้อยู่ดูว่าลูกชายโดนลงโทษอย่างไร แพรวพลอยก็ใจไม่แข็งพอ


“มานี่” อภิรักษ์กระชากแขนเล็กจนร่างบางเซถลาไปตามแรง พัทธถูกลากมาในห้องครัว ก่อนอภิรักษ์จะเปิดค้นเลานจ์เครื่องดื่มเล็กๆ ของตน เปิดขวดเหล้าราคาแพงในตู้ออก แล้วเทราดลงบนตัวลูกชาย


“ปล่อยนะพ่อ ปล่อยนะ ฮือ... อึก” พัทธพยายามสะบัดแขนให้หลุดแต่ไม่เป็นผล อภิรักษ์ราดเหล้ากลิ่นแรงนั้นลงมาตั้งแต่หัว รดลงใบหน้าของพัทธจนทำให้ร่างบางสำลัก


“อยากกินเหล้านักก็ให้กินแล้ว กินเข้าไปสิ” อภิรักษ์ว่าเสียงเหี้ยม ก่อนจะบีบคางลูกชาย จับเอาเหล้ากรอกปากคนตัวเล็กที่ทรุดลงไปนั่งน้ำตาไหล พัทธดิ้นหนักทุบแขนพ่อ จนอภิรักษ์ยอมปล่อย ร่างบางสำลักเอาทั้งเหล้าทั้งน้ำลายออกมาเลอะพื้น


อภิรักษ์ยืนมองสภาพของคนที่ทั้งสะอื้นไห้ทั้งสำลัก ด้วยความรู้สึกเฉยชา ความรักความเอ็นดูถูกแทนที่ด้วยความโกรธและผิดหวัง


“ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ คิดจะเหลวแหลกตั้งแต่สิบสี่สิบห้า นี่คิดว่าเจ๋งแล้วหรอ” อภิรักษ์บีบคาง บังคับให้พัทธลุกขึ้น


“รู้ไหมว่าการบากหน้าไปรับเธอออกมาจากคุก เป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำ เสียชื่อ”   


“ปล่อยผม ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ปล่อยผม” พัทธโกรธขึ้นมาบ้าง พ่อไม่เคยรุนแรงกับเขาแบบนี้ คำพูดของพ่อเขาก็ตีความได้แค่ว่าอีกฝ่ายอาย ที่จำต้องไปรับเขาเพราะเป็นคนมียศมีชื่อเสียงก็เท่านั้น


“นี่ยังไม่ยอมรับผิดอีกหรอ” อภิรักษ์กระชากแขนอีกฝ่ายอย่างแรง


“ผมไม่ผิด ไม่ได้ทำอะไรผิด ปล่อยผม” พัทธพยายามแกะมืออภิรักษ์ออกจากต้นแขน


“ฉันไม่คิดว่าลูกชายฉันจะดื้อด้านขนาดนี้ ที่ผ่านเธอก็แค่สร้างภาพเด็กดีมากตลอดสินะ” อภิรักษ์ว่าอย่างหงุดหงิด พัทธไม่เคยขึ้นเสียงใส่ เขาเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังเสมอมา แต่ครั้งนี้กลับก้าวร้าวอย่างไม่น่าเชื่อ


“ผมก็ไม่เคยคิดว่าคุณจะบ้าอำนาจ แล้วก็ไม่มีเหตุผลขนาดนี้ ปล่อยผมสักที มันเจ็บนะ” พัทธพลั้งปากว่าพ่อเลี้ยงไปอีก


“เด็กก้าวร้าว ฉันไม่นึกว่าเธอจะนิสัยแย่ขนาดนี้เลย บอกมาสิว่านอกจากกินเหล้านี่ติดยาด้วยใช่ไหม?” อภิรักษ์เค้นถาม


“ผมไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้เสพยาบ้าอะไรทั้งนั้น ปล่อยผมสักที!”


เพี้ยะ!
จังหวะเดียวกับที่พัทธผลักอีกฝ่ายออกพ้นตัว อภิรักษ์ก็ฟาดฝ่ามือเข้าไปเต็มปากของเด็กนิสัยแย่ที่เพิ่งเผยธาตุแท้ให้เขาเห็น
“คุณ...” ร่างบางนิ่งไป ลูบแก้มซีกซ้ายที่ราวกับฟ้าผ่า รู้ตัวว่าตัวเองพูดแรงไป แต่ก็ไม่คิดว่าอภิรักษ์จะถึงกับลงไม้ลงมือกับเขา


อภิรักษ์มองพัทธสลับกับมือข้างนั้นที่พลั้งตบไปเต็มแรงจนหน้าขาวๆ ขึ้นรอยนิ้ว แต่ก็ยังต้องไว้เชิงตามนิสัยของทหารระดับสูง แม้จะรู้สึกผิดที่ลงมือเกินกว่าเหตุก็ยังไม่ควรขอโทษในตอนนี้


“ถือเป็นการสั่งสอน” อภิรักษ์วางมาดนิ่ง แม้ใจจะสั่นเมื่อเห็นเลือดซิปออกจากริมฝีปากบาง


“คุณ... ฮึก” ทำนบน้ำตาไหลลงอีกครั้ง คนเป็นลูกที่เคารพและรักพ่อเลี้ยงเหมือนพ่อแท้ๆ เสมอมา ทอแววสายตาผ่านม่านความเสียใจอย่างผิดหวัง


“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้” ทิฐิก่อตัวขึ้นเพื่อป้องกันความจริง ตนเคยเคารพเขามากเท่าไหร่ และเขาทำให้เจ็บอย่างไร


“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์”


“คุณไม่ใช่พ่อผม” พัทธปาดน้ำตา แล้วจ้องอภิรักษ์ด้วยแรงของโทสะ เขาเองก็ไม่เคยนึกว่าจะพูดคำนี้ ในเมื่อตลอดมาเขาขาดพ่อและอภิรักษ์ก็เติมเต็มมันให้เขา พัทธเคยดีใจที่อภิรักษ์เข้ามาในชีวิตของเขากับแม่ แต่ตอนนี้ด้วยแรงอารมณ์ของคนทั้งคู่ มันกำลังทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังไปหมด


“งั้นสินะ คิดอย่างนั้นมาตลอดสินะ” อภิรักษ์ว่าพยายามกดเสียงให้เรียบแม้จะเสียใจไม่น้อยที่โดนลูกว่าอย่างนั้น


“แต่เธอก็ควรรู้ไว้ว่าฉันเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้ เธอเป็นลูกของเมียฉัน ถ้าไม่คิดจะเป็นลูกฉัน เราก็คงไม่ต้องเกรงใจอะไรกันอีก”


“ฮึก...”


“ฉันสั่งกักบริเวณเธอหนึ่งเดือน ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้อินเตอร์เน็ต ฉันจะไปรับไปส่งที่โรงเรียนเอง หรือไม่ก็จะให้ทหารรับใช้ไปรับส่งตามที่ฉันสั่ง ในเมื่อไม่ใช่พ่อลูกกัน อาศัยฉันอยู่กับฉันก็จะถือว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนคนอื่น ถ้าคิดจะขัดคำสั่ง ฉันอยากลองดูว่าตัวเองไปได้ไกลแค่ไหนละก็ตามสบาย แต่คิดถึงแม่เธอให้มากๆ แล้วกัน”



อภิรักษ์สั่งอย่างผยอง เขาหงุดหงิดและยั้งตัวเองไม่ทันกับการถูกตัดขาดความสัมพันธ์ที่พยายามสร้างกันมาหลายปีด้วยความปากดีของพัทธ ถึงเขาจะรู้ว่าลูกชายจะแค่โกรธแค่น้อยใจถึงว่ามาแบบนั้น แต่มันก็อดยอมรับไม่ได้ว่ามันทำให้เขาทั้งเสียใจ และเสียหน้า


“ชัดเจนใช่ไหม” เขากระซิบเรียบๆ แต่ชัดเจนข้างหูคนที่ยืนนิ่งปล่อยน้ำตาทิ้ง ก่อนจะเดินชนไหล่อีกฝ่ายผ่านขึ้นห้องไปอย่างไม่แยแส


พัทธทรุดตัวลงนั่งร้องไห้กลางครัว ทั้งที่ตัวยังเปรอะเปื้อนเหล้าที่ถูกราดมาเมื่อกี้ เสียงสะอื้นที่กลั้นไว้เพราะทิฐิถูกปล่อยออกมา เมื่อบิดาเดินหนีขึ้นห้องไป



เขาไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ความผิดมันเริ่มจากตรงไหน และใครที่เป็นคนก่อ



แต่คนที่ได้รับบทลงโทษมีเพียงเขาคนเดียว…





-----------------


#จอมลวง


ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 3 




พัทธโดนยึดเครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง แม้แต่คอมพิวเตอร์แม่ยังสั่งให้เอาออกมาใช้ที่ห้องโถงรวม ไม่ให้ใช้ในห้องส่วนตัวเด็ดขาด โทรศัพท์ก็โดนพ่อเลี้ยงยึด ตอนเช้าไปโรงเรียนกับพ่อเลี้ยงหรือไม่ก็ทหารรับใช้ ตอนเย็นพ่อเลี้ยงก็ตรงไปรับกลับบ้าน ไม่มีกล่าวทักทาย ไม่มีคำพูดเล่นหัว หรือแม้แต่คำชวนแวะซื้ออะไรอย่างที่เคยเป็น มีแต่ความอึดอัดลัมึนตึง แม่พูดกับเขาน้อยคำลง บางวันเขาแทบไม่ได้เห็นหน้าแม่ เพราะเหมือนว่ามารดากำลังเร่งทำงานปิดงบในอีกไม่กี่วัน





พัทธอึดอัด เขาไม่ชอบบรรยากาศครอบครัวบ้าๆ ที่ดูทะมึนไปหมดและกดดันอยู่แบบนี้





เขารู้ว่าเขามีส่วนผิดที่ทำให้มันเกิดขึ้น เขารู้สึกผิดที่พลั้งปากว่าพ่อเลี้ยงไปแบบนั้น แต่ตอนนั้นเขาโกรธมาก โมโหกับท่าทีและการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย จนเมื่อตอนที่อารมณ์เย็นลงความรู้สึกผิดก็ผุดขึ้นมาในใจ แต่ทิฐิมันสูงเสียจนไม่อาจจะเอ่ยปากขอโทษ ได้แต่ปั้นหน้านิ่ง เชิดคอมองฟ้ามองลมเวลาเจอหน้า





เวลาผ่านมาได้อาทิตย์กว่ากับความเงียบระหว่างเขาและพ่อเลี้ยง





มันทำให้พัทธแทบจะเป็นบ้า ความคิดจะเข้าโรงเรียนศิลปะของเขาที่เคยวางแผนไว้ว่าจะปรึกษาพ่อให้เรียบร้อยก่อนที่จะยื่นสมัคร กลายเป็นถูกพับเก็บแบบไม่มีกำหนดเพราะเหตุการณ์บ้าๆ พวกนั้น





ท็อปมาขอโทษเขาเหมือนไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น แต่ความไว้ใจของเขามันพังไปหมดแล้ว พินาศเกินกว่าจะเดินมาปั้นยิ้มตบบ่าเหมือนที่ท็อปทำ การที่ท็อปโกหกแล้วโยนทุกอย่างมาที่เขามันบ่งบอกถึงความเห็นแก่ตัว หากมีแม้สักนิดที่มันจะยืดอกรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมัน เรื่องทุกอย่างอาจจะดีกว่านี้





พัทธกลายเป็นคนตัวคนเดียวไม่ว่าจะที่โรงเรียน... หรือในบ้าน…





แม้จะมีเพื่อนในกลุ่มคนอื่นๆ บ้าง แต่พวกนั้นก็เข้าข้างท็อปกันทั้งนั้น และพัทธเองก็ปากหนักตามนิสัยที่ไม่ชอบอธิบายอะไรให้วุ่นวาย จึงตัดสินใจที่จะแยกตัวให้ห่างออกมา แม้เพื่อนคนอื่นจะไม่มีความผิด แต่ถ้าตรงนั้นมีท็อปอยู่เขาก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว





พวกเขาโดนลงทัณฑ์บนเพราะทางตำรวจได้ส่งประวัติมาให้โรงเรียน พัทธถูกเรียกไปอบรมในห้องปกครองเป็นชั่วโมงๆ ทั้งๆ ที่เขายังหาความผิดของตัวเองไม่เจอด้วยซ้ำ





จากการนั่งทบทวนมาเกือบอาทิตย์ ความผิดเดียวของตัวเองที่ร่างบางค้นพบก็คือการที่ตัวเองช่างโง่เขลา ตามเพื่อนไม่ทันจนมันนำความซวยมาถึงตัว





เขาไม่ชอบร้องไห้ให้ใครเห็น แม้ทุกครั้งที่นึกถึงสิ่งที่กำลังแบกรับมันจะทำให้น้ำตาซึมเสมอ





ครอบครัวที่เคยมีความสุขของเขาเปลี่ยนเป็นหลังมือ เพียงเพราะเหตุการณ์โง่เง่าคืนนั้น





บทลงโทษที่ดำเนินต่อไปราวกับว่าเขาเป็นผู้ผิดเต็มประดา ยิ่งทำให้ความน้อยใจในอกมันตีตื้น





เขาไม่อยากกลับบ้าน





ไม่อยากไปโรงเรียน





ไม่อยากเจอแม่





ไม่อยากเจอพ่อเลี้ยง อยากจะหนีไปให้ไกลๆ







แต่ก็ทำได้แค่คิด เลิกเรียนเขาก็ต้องแบกเป้มายืนรอรถของพ่อที่หน้าโรงเรียนเป็นประจำ บางวันรอจนเกือบค่ำเพราะพ่อเลี้ยงมาช้า แต่เขาไม่มีสิทธิ์จะโทรถาม มีสิทธิ์เพียงแค่รอต่อไปจนกว่าจะมีคนมารับ











ปี๊น...

เสียงแตรรถทำให้พัทธหลุดจากภวังค์ หันไปมองรถ CRV คันสีดำเข้ม เจ้าของนั่งใบหน้ามึนตึงอยู่หลังพวงมาลัย ร่างบางเอาเป้พาดบ่าก่อนจะข้ามถนนไปขึ้นรถ





“คุณมาช้า” พัทธว่า เหลือบมองอภิรักษ์นิดหน่อย อีกฝ่ายยังอยู่ในชุดทหารเต็มยศคงเพิ่งออกจากค่ายมาเป็นแน่





“แล้วรอไม่เป็นรึไง?” อภิรักษ์ตอบเรียบๆ พร้อมเข้าเกียร์ออกตัวรถ พัทธหน้างอเมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างเล็กดึงกระเป๋าเข้ามากอดแนบอก





“พรุ่งนี้เช้าฉันจะให้น้ำหนึ่งมันมาส่ง” ว่าไปเหมือนไม่ได้ใส่ใจ







ร่างบางเกือบพลั้งปากถามอีกฝ่ายว่าจะไปไหนแต่ก็ยั้งไว้ทัน หากเป็นเวลาปกติเขาอาจจะงอแงไม่ยอมหรือขอตามอีกฝ่ายไปด้วย นึกแล้วก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองติดพ่อเลี้ยงมากแค่ไหน คงเพราะไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อจริงๆ ของเขาเลย พอมาเจอกับพ่อเลี้ยงที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน ย่อมเข้ากับเขาได้ดีกว่าแม่ที่เป็นผู้หญิงในหลายๆ เรื่อง แม้แรกๆ กำแพงของเขาจะสูงลิ่ว แต่อภิรักษ์ก็ทลายมันลงได้จนทำให้เขาสนิทใจ





“ฉันกับแม่เธอต้องไปต่างจังหวัด” พูดออกมาเหมือนเดาใจคนข้างๆ ออก แต่รูปประโยคเหมือนเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าขอความคิดเห็นอย่างปกติ





ถ้าเป็นคุณพ่อจอมของเขาคนนั้น คงจะต้องชวนเขาไปด้วย หรือไม่ก็พูดอะไรที่แสดงออกว่าเป็นห่วงที่เขาจะต้องอยู่คนเดียว และที่แน่ๆ ไม่มีทางใช้คำว่า ฉัน กับ เธอ แบบนี้!





อภิรักษ์เปลี่ยนไปไวเหมือนโกหก เหมือนมีสวิตช์ในร่าง แค่ข้ามคืนก็ทำตัวเย็นชาเหมือนไม่เคยรักไม่เคยผูกพันกับเขามาก่อน ถึงเขาจะปากเสียว่าอีกฝ่ายว่าไม่ใช่พ่อก็เถอะ แต่มันก็ไม่ควรจะออกมารูปนี้





“แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่หรอครับ” เมื่อมึนมาเขาก็จะมึนกลับเหมือนกัน





“อีกสามวัน คงจะเย็นวันศุกร์พอดี”





“ครับ”





“ฉันจะโทรเช็กที่บ้านตลอด ห้ามออกไปไหน เจ้าน้ำหนึ่งมันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าฉันจะกลับ”





พี่น้ำหนึ่งเป็นพลทหารรับใช้ประจำบ้านของเขา ปกติพ่อเลี้ยงเขาจะสั่งให้พี่น้ำหนึ่งมาทำงานตอนกลางวันแล้วไปกลับโดยไม่ได้ค้างคืน เพราะอยากให้พี่น้ำหนึ่งกลับไปดูแม่ด้วย นอกจากจะมีครั้งไหนที่ไม่อยู่บ้านกันถึงจะให้พี่น้ำหนึ่งมาค้างเผื่อมีคนบุกรุกเข้ามา





“มาอยู่เป็นเพื่อนหรือมาเฝ้ากันแน่” ร่างบางพูดออกมา กะให้คนที่ขับรถอยู่ได้ยินเต็มที่ สงครามเย็นของพวกเขาเริ่มขึ้นอีกแล้ว อภิรักษ์เหลือบมองลูกเลี้ยงนิดหน่อยก็จะยกยิ้มมุมปาก





“อย่าให้ต้องขังเอาไว้ในห้องแล้วกัน” คนโตกว่าว่า





“ล่ามโซ่เลยก็ได้ครับ ถ้าคุณต้องการ” คนตัวเล็กปากดี แต่พูดเสร็จก็ได้แต่เงียบ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะโมโหเพราะคำพูดไม่รู้จักคิดของตัวเอง





“ทำตามที่ฉันสั่ง อย่าก่อเรื่อง ไปโรงเรียนและกลับบ้านตามเวลา ถ้าฉันเช็กแล้วไม่เจอเธอก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดี คราวนี้ไม่ใช่แค่เหล้าที่จะราดตัวเธอแน่ๆ”





ทันทีที่พวกเขาถึงบ้าน พัทธแทบกระโจนลงจากรถเพราะความอึดอัดที่สุมอยู่ในอก





เขาหมกตัวอยู่ในห้อง ไม่ลงไปกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนในบ้านอย่างที่เคยทำเป็นประจำ และไม่มีใครมาเรียกเขาอย่างที่ปกติควรจะเป็น





ร่างบางกอดหมอนสีหม่น นอนมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า





แต่ในหัวกำลังปวดราวกับจะระเบิดออก ด้วยความอดทนที่ต่ำตามแบบฉบับของเด็กชายวัยรุ่นที่ความอดทนไม่ได้สูงนักกับเรื่องที่เจออยู่นี้





คำสั่งราวกับผู้บัญชาการก้องอยู่ในหัวของพัทธ





พอๆ กับความคิดที่ตะโกนก้องอยู่ในความเงียบว่า…





 

เขาจะหนี!

เขาจะหนีไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้!!





 

น้ำหนึ่งเป็นทหารรับใช้ประจำตัวของอภิรักษ์ ซึ่งตามจริงน้ำหนึ่งเป็นเด็กกำพร้าพ่อที่อาศัยอยู่กับแม่ที่แก่มากแล้ว ไม่ได้เรียนต่อและมีเรื่องเกี่ยวกับความประพฤติบ่อยครั้ง จนกระทั่งต้องเข้าเกณฑ์ทหารตามที่กฎหมายกำหนด อภิรักษ์เห็นหน่วยก้านและความพยายามที่จะเปลี่ยนตัวเองของน้ำหนึ่งซึ่งจากเดิมเป็นคนที่เคยเสเพล จึงเรียกมาเป็นพลขับอยู่ช่วงหนึ่ง จนจะหมดอายุเกณฑ์ต้องปลดประจำการ อภิรักษ์จึงช่วยทำเรื่องให้น้ำหนึ่งได้บรรจุเป็นนายสิบ

           



          น้ำหนึ่งมีหน้าที่เป็นทหารผู้ช่วยหรือทหารรับใช้ของอภิรักษ์ หน้าที่โดยส่วนใหญ่เป็นการติดตามอภิรักษ์เวลามีงานราชการ ขับรถ อำนวยความสะดวกหรืออะไรก็ตามแล้วแต่เจ้านายจะบัญชา โดยพักหลังอภิรักษ์รู้ว่ามารดาของน้ำหนึ่งค่อนข้างอ่อนแอลงมากและอาการป่วยกำเริบ จึงเมตตาให้น้ำหนึ่งมารับใช้ที่บ้าน คอยช่วยทำความสะอาด ดูแลสวน ล้างรถไปตามประสา ไม่ต้องออกติดตามราชการไกลๆ เพื่อที่ตกเย็นจะได้กลับไปดูแลแม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องเข้าไปรับใช้ทุกวัน นอกจากจะมีงานด่วนเรียกใช้จริงๆ ทำให้น้ำหนึ่งยิ่งเกรงใจเจ้านาย และพยายามทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดไม่ขาดตกบกพร่อง





แต่ครั้งนี้แปลกออกไปจากที่เคย เจ้านายสั่งให้เขามานอนเฝ้าบ้านเพราะตัวเองกับคุณนายไปต่างจังหวัด ทิ้งลูกชายคนเดียวอย่างคุณหนูพัทธพลเอาไว้ ที่แปลกก็เพราะตามปกติเจ้านายเขาโอ๋คุณหนูจะตาย ไม่เคยมีที่จะเดินทางไปแบบนั้นทั้งพ่อทั้งแม่แล้วทิ้งคุณหนูให้อยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ ถ้าไม่หอบกันไปทั้งบ้านก็ต้องมีสักคนอยู่กับลูก ซ้ำยังกำชับห้ามคุณหนูออกจากบ้านซะอีก





เขาทำความสะอาดบ้านเสร็จ พร้อมกับอาหารเช้าสำหรับลูกชายคนเดียวของเจ้าของบ้าน แต่เจ้าของบ้านคนเดียวที่อยู่ขณะนี้ยังไม่ยอมลงมากินข้าวเลยด้วยซ้ำ





น้ำหนึ่งนั่งดูทีวีรอเวลาไปเรื่อย คิดว่าวันหยุดแบบนี้คุณหนูคงตื่นสายเป็นธรรมดา จนได้ยินเสียงเดินลงบันไดมาตอนจวนจะเที่ยง





“กับข้าวอยู่ในตู้นะคุณหนู” เขาตะโกนบอก พัทธหันมามองเขานิดหน่อย ก่อนเดินเข้าครัวไปยกจานข้าวมานั่งกินที่โต๊ะหน้าทีวีใกล้เขา





“เจ้านายให้มาเฝ้าผมหรอพี่น้ำหนึ่ง” พัทธถามคนสนิทพ่อ น้ำหนึ่งยิ้มตอบ





“เจ้านายให้มาเฝ้าบ้านมากกว่า”





“ใครจะมาทำอะไรบ้านนายทหารใหญ่” พัทธตักข้าวเข้าปาก ตาก็เหลือบมองทีวี





“ก็ถ้ามีคนรู้ว่านายทหารใหญ่ท่านไม่อยู่ ก็อาจจะมีคนเสี่ยงเข้ามานะครับ”





“ผมก็ผู้ชาย กลัวอะไร” พัทธยังไม่ลดละ เจ้าตัวออกอาการเซ็งอย่างเห็นได้ชัดกับสภาพเหมือนถูกต้องขัง สมองพยายามประมวลทางหนีทีไล่ เพราะตัดสินใจมาแล้วทั้งคืนว่าก่อนที่พ่อเลี้ยงกับแม่จะกลับมา เขาจะต้องหนีออกไปแล้ว





“ผู้ชายตัวเท่ามด กินเสร็จแล้วเอาวางไว้นะครับ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” น้ำหนึ่งว่า ก่อนลุกจากโซฟาออกไปหาอะไรทำที่สวนหน้าบ้าน พัทธมองตามเลยไปถึงประตูเหล็กอัลลอยด์ด้านหน้าที่เป็นปราการใหญ่สำหรับเขาในการนี้





ร่างบางลุกย่องขึ้นไปชั้นบน ลากกระเป๋าเป้ที่เก็บของสำคัญของตัวเอง ลงไปเปิดประตูหลังบ้าน วิ่งตัดสวนด้านหลัง แอบยัดเป้ซ่อนไว้ในพุ่มไม้ที่วางแผนว่าสามารถใช้ไม้สอยได้จากด้านนอก ก่อนจะย่องกลับเข้ามาในบ้านนั่งกินข้าวต่อ พอดีกับน้ำหนึ่งเดินเข้ามาเอาน้ำดื่ม พัทธยิ้มให้นายทหารของพ่อนิดหน่อยก่อนจะหุบฉับเมื่อคล้อยหลัง





กินเสร็จร่างบางผุดลุกผุดนั่งอยู่หน้าทีวีเหลือบมองนาฬิกา เกิดหวั่นใจว่าควรจะออกไปตอนไหน นึกกลัวผลที่จะตามมาอยู่ลึกๆ แต่ทิฐิในอกมันผลักดัน ละล้าละลังจนเกือบบ่ายสอง พัทธหักใจปั้นยิ้มทำทีจะเดินออกจากบ้านปกติ





ทีแรกน้ำหนึ่งไม่ทันเห็น ร่างบางได้ใจภาวนาให้ตนเดินไปได้พ้นนอกประตู แต่มีเสียงร้องทักตามหลังมาตอนที่เกือบจะเปิดประตูแล้ว





“จะไปไหนครับคุณหนู”





“อ่า พัทธ... พัทธจะไปซื้อมาร์ชเมลโล่” เขาอ้าง น้ำหนึ่งหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อนัก





“พี่เห็นในตู้เย็นก็ยังมีเหลือ อีกอย่างถ้าพี่ปล่อยคุณหนูไป เจ้านายเอาพี่ตายแน่” น้ำหนึ่งว่าตามจริง เขาไม่อยากจะเสี่ยงนัก





“มันไม่มีรสที่พัทธจะกิน อีกอย่างร้านแค่ปากซอยนี่เอง คุณพ่อคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นหรอก”





“ก็ถ้าเกิดคุณหนูเป็นอะไรขึ้นมา...”





“พี่น้ำหนึ่ง ไปแค่ปากซอยเอง...” พัทธขัดก่อนที่นายทหารจะบ่น





 “เดินไม่ถึงห้านาที กลางวันแสกๆ ใครจะมาทำอะไรเล่า คิดมากเกินไปแล้ว ถ้ากลัวคุณพ่อรู้พี่ก็ไม่ต้องบอกคุณพ่อสิ ไปแป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว ฮึ่ย” แสร้งทำเป็นหงุดหงิดที่โดนขัดใจ





“ให้พี่ไปซื้อให้ไหมครับ แดดก็ร้อนขนาดนี้” น้ำหนึ่งยังไม่คลายห่วง





“งานพี่น้ำหนึ่งยังไม่เสร็จไม่ใช่หรอ” พัทธได้จังหวะพยักพเยิดไปทางหลุมต้นไม้ที่น้ำหนึ่งขุดค้างไว้





“พี่กลับไปทำให้เสร็จเถอะ สาบานว่าพี่ลงต้นไม้ยังไม่ถึงราก พัทธก็จะกลับมาแล้ว โอเคไหม... ไปดิ๊” ว่าแล้วก็ผลักนายทหารคนสนิทให้กลับไปทางสนาม น้ำหนึ่งลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าคำสั่งของเจ้านายเขาเด็ดขาดระดับไหน ชั่งใจอยู่ครู่ก็ยอมเดินย้อนกลับไปทำงาน เพราะคิดว่าอภิรักษ์คงไม่ใจร้ายขนาดไม่ยอมให้คุณหนูพัทธไปแค่ร้านหน้าปากซอย





ร่างเล็กถอนหายใจพรู ไขกุญแจเดินออกให้พ้นรัศมีสายตาของน้ำหนึ่ง ก่อนจะออกวิ่งสุดฝีเท้า ลัดเลาะจนตัดเข้าซอยทางหลังบ้าน ก่อนจะถึงจุดเขาเจอท่อนไม้ค้ำยาววางทิ้งไว้ข้างกำแพงบ้านใครซักคน มือคว้าไม้เอามาพร้อมวิ่งไปทางพุ่มไม้ที่ยัดกระเป๋าไว้ กรงเหล็กกั้นพุ่มไม้กับเขาอยู่ พัทธสอดไม้ผ่านซี่ลูกกรง พยายามเกี่ยวเข้าที่หูกระเป๋าแล้วเหวี่ยงข้ามรั้วออกมา





ครั้งแรกพลาด กระเป๋าร่วงตุ้บลงพื้น ร่างบางร้อนรนเหงื่อแตกพลั่ก ต้องสอดไม้เข้าไปใหม่แต่พอจวนจะถึงกระเป๋าก็ต้องชะงักเมื่อมีคนขับรถผ่านมา ร่างบางยิ้มเจื่อนปล่อยไม้ทำทีเหมือนคนที่เดินผ่านมาเฉยๆ เพราะกลัวจะมีคนเข้าใจว่าเป็นขโมย จนรถคันนั้นวิ่งผ่านลับตาก็เริ่มปฏิบัติการอีกครั้ง ลุ้นจนมือสั่น แขนขึ้นรอยที่สอดผ่านลูกกรง ในที่สุดก็เหวี่ยงเอากระเป๋าข้ามรั้วมาได้





ทันทีที่คว้าได้ ขาก็เอามากอดแนบอก ก่อนออกวิ่งลัดตัดซอยไปเรื่อยโดยไม่ใช้ถนนสายหลัก จนคิดว่าออกห่างระแวกบ้านมากพอจึงโบกรถแท็กซี่ พุ่งตัวเข้าไปนั่งหอบอยู่บนหลังเบาะจนคนขับสงสัย





“จะไปไหนอ่ะน้อง?” คนขับถาม มองสภาพเหงื่อท่วมหอบแฮ่กของผู้โดยสารแล้วนึกระแวง พัทธเม้มปากไม่รู้ว่าตนควรจะไปที่ไหนดี แต่พอสบตากับแท็กซี่ที่มองมาอย่างระวังตัวก็เลยตัดสินใจให้ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งน้ำหนึ่งเพื่อตั้งหลัก

 

พัทธตรงไปกดเงินทั้งหมดที่พอจะกดได้ออกจากบัตร เพราะรู้ว่าหลังจากนี้ถ้าเกิดที่บ้านตามหาเขาจะถูกตามรอยจากการกดเงินนี่แหละ เขาแบกเป้เข้าไปในห้องน้ำห้าง ก่อนจะเปลี่ยนจากชุดอยู่บ้านธรรมดาเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ยัดมาในเป้





พลันทุกอย่างเสร็จก็เดินออกจากห้องน้ำ ร่างบางไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเอายังไงต่อไป เขาไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหน เพราะตามปกติเขาไม่เคยไปไหนมาไหนเองเลย ทุกทีจะมีพ่อรึไม่ก็แม่ไปด้วยตลอด หรือมากที่สุดเขาก็ออกมากับเพื่อน พอต้องเดินคนเดียวแบบนี้เขากลับไม่มีจุดหมายอะไรเลย





ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านผู้คนมากมาย แต่พัทธกลับเพิ่งรู้สึกกลัว กลัวสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ขึ้นมาจับใจ

เขารูดมือไปกับราวจับบันไดเลื่อน ตัดสินใจว่าจะเข้าไปนอนในโรงหนัง เพราะเขานอนไม่หลับมาทั้งคืน เบื้องหน้าเขาตอนนี้เป็นครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่และลูกสาวที่ดูตื่นเต้นนัก





ร่างบางนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุด ในห้างคงมีแต่คนพาครอบครัวมาพักผ่อน





พัทธแค่นยิ้มให้ตัวเอง





เด็กหนุ่มอายุสิบห้าเดินผ่านกลุ่มครอบครัวเข้าไปซื้อบัตรหนังรักใบหนึ่ง หนังที่เขามั่นใจว่าจะสามารถทำให้เขาหลับได้แน่ เวลาเข้าโรงยังเหลืออีกหลายนาที เขาจึงเดินเตร่ไปซื้อน้ำกินก่อนจะมานั่งพักที่โซนรอของโรงหนัง







โซฟาตรงข้ามเป็นคู่คุณพ่อและลูกสาวตัวกลมแก้มแต้มสีปลั่ง เด็กหญิงจุ๊บลงบนแก้มพ่อก่อนจะแทรกตัวลงบนตัก ชี้โบรชัวร์ในมือคนเป็นพ่อ พัทธเดาว่าสาวน้อยคงกำลังอ้อนเอาอะไรซักอย่างจากพ่อของเธอ แล้วเธอก็ได้เสียด้วย เด็กหญิงชูมือป้อมๆ ขึ้นสูงอย่างดีใจ กระโดดขึ้นยืนบนโซฟาอีกครั้ง พร้อมแจกจูบเป็นรางวัลให้พ่ออีกรอบ พัทธได้ยินเสียงเธอบอกรักชายวัยกลางคนที่กำลังฟัดแก้มหล่อนตอบ







‘หนูรักพ่อม๊ากมาก’





‘พ่อก็รักหนูที่สุดในโลก’





พัทธไม่รู้ตัวว่ากำลังชมภาพเหล่านั้นผ่านม่านน้ำตา มือของเขากำแน่นขึ้นทุกทีจนเมื่อก้มมองจึงเห็นว่าตั๋วที่ถืออยู่เกือบจะยับ





บางสิ่งหนักอึ้งอยู่ในห้วงอารมณ์ แต่เขาตัดสินใจจะไม่นึกถึงมัน





ปัดสิ่งที่จะกระตุ้นความรู้สึกผิดของเขา







เขาไม่ผิด ไม่ผิด... กระซิบย้ำตัวเองราวกับจะปลอบประโลมความโดดเดี่ยวในยามนี้







ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นอยู่ในอก แต่เขาพยายามจะข่มมันไว้







หักล้างทุกเหตุผล ทุกการกระทำยามนี้ด้วยประโยคเดียวที่ดังลั่นอยู่ในโสตตั้งแต่เมื่อคืน

“ผมเกลียดคุณพ่อ...”

 









น้ำหนึ่งจัดการต้นไม้อยู่นานจนเพลิน จนตะวันใกล้จะตกถึงได้หยุดพัก สะดุดคิดว่าตนลืมอะไรบางอย่างนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จนเข้ามาในบ้านเจ้านาย เดินเข้าไปล้างมือในครัว เห็นจานข้าวในซิงค์ล้างจานที่เขาบอกคุณหนูของเขาเมื่อเช้า…







นายทหารตาเบิกโพลงเมื่อนึกได้ ร่างกายไวกว่าความคิด วิ่งตึงตังขึ้นชั้นบนไปดูห้องคุณหนูพัทธ เคาะเรียกดังลั่นก็ไม่มีเสียงตอบ จนตัดสินใจเปิดประตูแต่พบเพียงแค่ความว่างเปล่า เขารุดวิ่งดูทุกห้องร้องเรียกไปทั่วบ้าน แต่ได้เพียงความเงียบเป็นคำตอบรับ จนมาหยุดยืนหอบอยู่กลางห้องโถง พยายามนึกคิดว่าตนพลาดอะไรไป







แต่ไม่ถึงนาทีที่หยุดพักหายใจ ร่างสูงก็ต้องสะดุ้งด้วยเสียงโทรศัพท์บ้านที่แผดขึ้นราวกับจะเขย่าประสาทเขา







เขายืนนิ่ง จ้องเครื่องมือสื่อสารที่ส่งเสียงร้องเรียก ไม่ต้องเดาเลยว่าปลายสายเป็นใคร







น้ำหนึ่งทึ้งหัวตัวเองอย่างจนปัญญา ก่นด่าตัวเองก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับ







“ซวยแน่กู...”

 





--------------

#จอมลวง



ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1


               พัทธเดินเตร่ไปตามถนนที่แสงไฟขาดไปเป็นช่วงๆ อากาศเย็นปะทะกับผิวกายส่วนที่ไม่มีเสื้อผ้าห่อหุ้ม มือเรียวลูบแขนไปมาหวังให้สัมผัสจากฝ่ามือช่วยลดความเหน็บหนาว รองเท้าผ้าใบที่ใส่อยู่เปื้อนน้ำโคลน เพราะแสงไฟที่ไม่ทั่วถึงทำเอาเขาย่ำลงแอ่งน้ำข้างถนนเสียเต็มที่ ร่างบางหงุดหงิดจึงใช้มือปัดเศษโคลนออกจากรองเท้าอย่างลืมตัวจนมือเปื้อนไปด้วย ตากลมหลุบมองหลักฐานความเซ่อซ่าบนฝ่ามือของตัวเองอย่างสมเพช ก่อนจะป้ายมือเช็ดลงกับเสาไฟข้างทาง





               จนเวลานี้ก็สี่ทุ่มกว่า ที่บ้านคงรู้หมดแล้วว่าเขาหายไป





            ลึกๆ... พัทธอยากรู้ว่าพวกเขาจะออกตามหาไหม แต่ชั่วครู่เขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป จดจ่อกับหนทางโล่งยาวไกล ไร้รถราอย่างที่เคยเห็นตอนกลางวัน





กระชับสายกระเป๋าบนบ่าแล้วเดินต่อไป





จุดหมายปลายทางเป็นสวนสาธารณะเก่าๆ ที่ต้นไม้เริ่มตาย พัทธเห็นพวกคนเร่ร่อนนอนอยู่ฝั่งหนึ่งของที่นี่ มุมอื่นก็มีคนจับจองพื้นที่กันอย่างตัวใครตัวมัน





ร่างบางเจอเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งเลยเลือกจะจับจองบ้าง ทิ้งตัวใช้เป้เป็นหมอนหนุนสานมือเอาไว้รองหัว เงยหน้ามองพระจันทร์ที่โผล่พ้นยอดไม้แก่ เขารอให้ฟ้าสว่างอีกครั้งแล้วจะออกเดินทาง ไม่ไปที่ใดก็ที่หนึ่ง





บางที... อาจจะเป็นต่างจังหวัด…





ที่ไหนก็ได้ที่เขาจะไม่ต้องกลับไปที่บ้านอีก





เด็ดเดี่ยวนักกับความตั้งใจ แต่หางตากลับมีหยดน้ำใสๆ ร่วงหล่น ให้รู้ว่าลึกๆ นั้นไม่ใช่ดังใจคิด ความโกรธและน้อยใจทับถมกดเหตุผลลงลึก พัทธไม่อยากยอมรับว่าจริงๆ แล้วตนกำลังเรียกร้องความสนใจจากคนที่บ้าน เพราะแบบนั้นมันก็เป็นตัวตัดสินว่าเขาช่างเด็กเหลือเกิน





ถึงแม้เขาจะเด็กจริงๆ ก็เถอะ





ร่างบางพลิกกายตะแคงนอนบนม้านั่งแคบ ภาวนาให้ยามราตรีผ่านไปไวๆ เช้าวันใหม่จะได้มาพร้อมกับสมองที่ปลอดโปร่ง และรู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไป



 

“เดี๋ยวผมจัดการเอง ... คุณอยู่ที่นั่นรอประชุมให้เสร็จอย่าทิ้งมา ... ผมรู้ ผมก็เป็นห่วงลูก แต่ต่อให้คุณมาก็ไม่ใช่จะเจอง่ายๆ เดี๋ยวผมดูแลทางนี้เอง ...ผมรู้แล้ว ลูกคงยังไปไม่ไกลหรอก ...ครับ ผมสัญญา” อภิรักษ์กรอกเสียงตามสายไปถึงภรรยาที่เขาไม่ยอมให้กลับมาพร้อมกันเมื่อรู้เรื่อง





อภิรักษ์กลับมาถึงกรุงเทพจวนหนึ่งทุ่มตรง หลังจากได้รู้เรื่องจากน้ำหนึ่ง ภรรยาเขาเดือดร้อนจะกลับมาด้วย แต่อภิรักษ์ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะเอาผู้หญิงมานั่งบ่นและฟุ้งซ่านยามที่คนอื่นต้องช่วยกัน แพรวพลอยเหมือนไม่มีสติพอจะช่วยเขาในเรื่องนี้เพราะเป็นห่วงลูกมาก ทั้งงานทางนั้นก็ไม่เรียบร้อย เขาจึงยืนกรานให้ภรรยาอยู่ประชุมต่อแล้วสัญญาว่าจะรายงานกันเป็นระยะ ดีกว่าให้มาคอยแบบไม่มีความหวังที่บ้าน





อภิรักษ์ยังไม่ได้ลงโทษอะไรน้ำหนึ่ง มีแต่บรรยากาศทะมึนและตึงเครียดที่หอบกลับมาเป็นของฝากยามเจอหน้า นายทหารคนสนิทรู้แน่ว่าจบเรื่องนี้เมื่อไหร่เงินเดือนเขาอาจจะลดฮวบไปอีกหลายเดือน ไม่งั้นก็อาจจะโดนโทษทางวินัยให้ได้ตาม





อภิรักษ์เรียกลูกน้องที่สนิทกันสามสี่คนมาช่วยออกตามหา และใช้เส้นสายประสานงานกับตำรวจท้องที่ ให้แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับตัวพัทธ





ส่วนตัวเขายังไม่อยากออกจากบ้าน เผื่อลูกกลับมาหรือไม่เขาก็อยากใช้สมองมากกว่าว่าถ้าเป็นลูกเขาจะไปที่ไหน จะได้ไม่เสียเวลาตระเวนให้ลูกเตลิดไปไกลอีก





อภิรักษ์หยิบไอโฟนรุ่นล่าสุดที่เขายึดมาจากลูกชายเมื่อวันก่อนมาเปิดเครื่อง รอยยิ้มของเด็กหนุ่มที่ติดจะดูตลกปรากฏบนหน้าจอ ให้คนเป็นพ่อเลี้ยงได้นึกว่าหลายวันมานี้เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มของลูกเลยสักครั้งหลังจากเรื่องบ้าบอในโรงพัก





พยายามจะกดเข้าไป แต่ตัวเครื่องติดรหัสอยู่





อภิรักษ์สุ่มใส่วันเกิดพัทธ





ตัวเลขที่คนตัวเล็กชอบ





วันเกิดแม่ของพัทธ





เปลี่ยนไปเรื่อยจนสุดที่วันเกิดเขา...





เขาปลดล็อกได้ แม้จะแอบตกใจที่ลูกตั้งวันเกิดตัวเองเป็นรหัสผ่านเครื่อง อภิรักษ์ค้นเบอร์โทรเข้าโทรออก แต่ก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าเบอร์ของเขากับแพรวพลอยและเพื่อนอีกสองสามคน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กที่อภิรักษ์เจอที่โรงพักในวันนั้น ที่ว่าชวนพัทธไปทำงานที่บ้าน เขาตัดคนนี้ทิ้งไปเพราะต่อให้เขาจะลงโทษลูกแบบนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เชื่อลูก เขาเลี้ยงพัทธมาตั้งหลายปีพอจะรู้นิสัยอยู่ ถ้าพัทธรู้ว่าอะไรที่มันไม่ดี ร่างบางย่อมจะหลีกให้ไกล เรื่องวันนั้นและการที่เพื่อนโยนความผิดมาให้ลูกเขาก็ไม่น่าจะเข้าข่ายว่าเป็นเพื่อนที่ดีเท่าไหร่





อภิรักษ์ลิสต์รายชื่อเพื่อนคนอื่นที่พอจะให้ที่พักพิงกับพัทธได้สามสี่เบอร์ ส่งให้น้ำหนึ่งจัดการโทรตามแต่ละบ้าน





เขายังค้นโทรศัพท์ลูกชายต่อไป ในคาคาโอะทอล์กก็มีแต่แบบที่คุยเล่นกับเพื่อนทั่วๆ ไป ในคลังภาพก็มีแต่รูปที่ถ่ายเล่นกับเพื่อน  รูปพัทธที่ทำหน้าตาตลกๆ รูปของเขากับแพรวพลอย ที่ล่าสุดเจ้าตัวรบเร้าจะถ่ายด้วยแต่เขาไม่ว่างอยู่ให้ถ่ายสักที จนเจ้าตัวบุกเข้าไปหาในห้องนอน แทรกเข้ามาซุกตัวระหว่างเขากับแม่ของเจ้าตัว แล้วบังคับถ่ายเซลฟี่กันบนเตียงนอนในสภาพเบลอๆ ทั้งครอบครัว





“ไม่มีเลยครับนาย” น้ำหนึ่งรายงาน เขาพยักหน้ารับ พอจะเข้าใจได้ ถ้าลูกคิดจะหนีคงไม่ไปพึ่งเพื่อนให้เขาจับได้ง่ายๆหรอก





“แถวนี้มีที่ไหนที่พวกเร่ร่อนจะไปนอนได้บ้าง” เขาถามลอยๆ เหมือนบังคับให้ตัวเองคิดมากกว่าเอาคำตอบ





“คุณหนูจะไปที่แบบนั้นหรอครับนาย ในเมื่อคุณหนูก็มีเงิน” น้ำหนึ่งอดถามเจ้านายไม่ได้ อภิรักษ์นิ่งคิด ก่อนหน้านี้เขาให้คนเช็กเรื่องเงินของพัทธก็รู้ว่าเจ้าตัวกดเงินออกไปเยอะพอที่จะเตร่ได้หลายวันทีเดียว





“เพราะเขาอยากให้เราคิดว่าเขาจะนอนโรงแรมน่ะสิ” ฉลาดซะจริง





“แกบอกให้พวกนั้น มันช่วยหาตามโรงแรมถูกๆ ไม่ก็พวกม่านรูดที” อภิรักษ์ออกคำสั่ง เพราะตามปกติของคนที่คิดจะหนีอะไรแล้วละก็ ที่พักควรจะเป็นที่ที่ไม่ต้องลงชื่อจะง่ายกว่า โรงแรมชั้นสูงส่วนใหญ่จะต้องลงทะเบียนลูกค้าและเช็กประวัติซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุน้อยอย่างพัทธแน่ๆ





“แล้วนายล่ะครับ”





“ฉันจะออกไปหาตามสวน บอกผู้กองฐิวัฒน์โทรหาฉันด้วย” สั่งย้ำถึงนายตำรวจที่ตามเรื่องให้ เพื่อจะได้ประสานงานให้ช่วยตามหา เพราะสวนสาธารณะที่เขาว่าในนี้มีหลายแห่งในกรุงเทพ อาจจะต้องขยายพื้นที่ไปหาตามใต้สะพานหรือจุดพักของพวกคนไร้บ้านอะไรเทือกนั้น ซึ่งเขาภาวนาว่าลูกจะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยง





“ครับนาย”





อภิรักษ์มองหน้าจอที่มีหน้าเปื้อนยิ้มของลูกชายอีกครั้งก่อนจะออกจากบ้านอย่างมั่นคง ภาวนาให้ลูกไม่บ้าระห่ำทำอะไรเกินตัวหรือเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ข้างนอกนั่น พัทธยังอ่อนต่อโลกเกินกว่าจะไปเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าบทลงโทษของเขา





ข้างนอกที่ไม่มีใครปกป้องนั้น มันไม่ได้ต่างจากนรกนักหรอก



ต่อให้พัทธจะเกลียดเขา เกลียดสิ่งที่เขาทำ ต่อว่าเขายังไงก็ช่าง...



แต่ข้อหนึ่งที่พัทธควรจะเข้าใจ ก็คือ



อย่างน้อยที่นี่ก็มีเขาที่รักพัทธ และรักไม่น้อยกว่าใคร…



 





“อื้อ” ส่งเสียงครางในลำคออย่างขัดใจเมื่อถูกรบกวนการนอน



ทั้งที่ปัดออกไปอย่างนั้น แต่สิ่งที่รบกวนอยู่กลับไม่หยุด และดูจะคุกคามยิ่งกว่าเดิม





“มันตื่นแล้วพี่” เงาทะมึนเหนือหัวนั่นกระซิบบอกกัน พัทธหรี่ตามองฝ่าความมืด อย่างแรกที่รับรู้คือตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่าง อย่างที่สองคือคนแปลกหน้าสามคนที่ยืนล้อมเขาอยู่ กระเป๋าเป้ที่ใส่ของทุกอย่างของเขาอยู่ในมือมันคนหนึ่ง





“จะทำอะไร” เขาผุดลุกขึ้นนั่ง พยายามตั้งสติ





“เอาคืนมานะ” มือบางจะคว้าของคืน แต่ไอ้บ้านั่นเหวี่ยงกระเป๋าหลบ ดูจากการแต่งตัวไม่น่าจะใช่พวกมีฐานะแน่





“นี่มันถิ่นพวกกู มึงมาไม่ขออนุญาตได้ไง” มันคนหนึ่งว่า พัทธลุกขึ้นเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัยอีกต่อไป





“กูไปก็ได้ แต่ขอกระเป๋ากูคืน” เขาพยายามเลี่ยงปัญหา





“เรื่องอะไร มึงเล่นหลับซะเต็มอิ่มแล้ว มึงต้องมีค่าชดเชยเว้ย” มันไม่ยอมคืน แถมยังเปิดกระเป๋าเขาค้นหาอะไรบางอย่าง





“อย่านะ” ร่างบางพุ่งจะแย่งคืน แต่อีกสองคนคว้าตัวเขาไว้ มันเปิดเททุกอย่างลงพื้นกระจัดกระจายไปหมด





“ทำเหี้ยไรของพวกมึงเนี่ย” พัทธแผดเสียง





“เงินเยอะนี่หว่า” มันคว้ากระเป๋าตังค์เขาไปเปิด หยิบแบงค์หลากสีออกมานับคร่าวๆ





“อย่าเอาของกูไป”





“อะไรวะ เก็บค่าที่ไง มึงก็หัดมีน้ำใจหน่อย” คนที่จับแขนเขาว่าก่อนจะผลักเขาเสียหลักล้มก้นจ่ำเบ้า พวกมันหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินหนี แต่ร่างบางฮึดสู้เพราะเลือดขึ้นหน้าหวงเงินก้อนสุดท้ายที่ตนมี





“ไอ้เหี้ยนี่ อยากลองดีหรอวะ” มันสะบัดเขาหลุด แทนที่จะจากกันไปดีๆ มันวกกลับมาล้อมเขาอีกครั้ง พยักพเยิดหน้าส่งสัญญาณก่อนเขาจะโดนหมัดหนึ่งเต็มกรามขวา เจ็บจนทรุดแต่พวกมันไม่หยุดทั้งหน้าแข้งทั้งเท้าตามมาประเคนให้เขาไม่หยุด





“ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร” ตัวหัวโจกกอดอกมองเขาที่โดนยำเละ พัทธพยายามจะคลานหนีออกจากวงล้อม แต่กลับถูกมันเหยียบลงกลางหลังกดเขาลงพื้น เท้าใครสักคนเตะเข้าที่หัวเขาจนมึนไปหมด แต่เหมือนพวกมันยังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าน้ำเย็นจัดมาจากไหนสาดมาใส่จนเขาสะดุ้ง เสียงพวกมันหัวเราะลั่น





พัทธเห็นพวกที่นอนอยู่อีกฝั่งของสวนลุกขึ้นมาดู เพราะเสียงพวกนี้ไม่ได้เบานัก แต่แค่ชั่วครู่คนพวกนั้นก็กลับลงไปนอนเหมือนไม่เห็นว่าเขากำลังโดนทำร้าย ความหวังที่จะให้สักคนมาช่วยริบหรี่จนแทบไม่มีอยู่จริง





มือเรียวกำหญ้าบนพื้นแน่น พยายามกัดฟันไม่ให้ตัวเองร้องเหมือนหมาข้างถนนให้คนสมเพชมากนัก วูบหนึ่งที่คิดว่าเขาอาจจะตายแน่แล้วในวันนี้ ตายเพราะความโง่เง่าของตัวเอง แต่จุดสีสว่างในความว่างเปล่ากลางจิตใจมันเตือนด้วยความกลัวที่สุดที่เคยเป็นมา





กลัวยิ่งกว่าตอนถูกจับไปยัดเข้าคุก   





กลัวยิ่งกว่าตอนโดนสั่งลงโทษ





เขาเพิ่งรู้ในวินาทีนี้เอง ว่าเขาอยากกลับบ้านมากแค่ไหน บ้านที่เขาหนีมา…



เสียงกระอักพร่ากระซิบกับพื้นที่เขาถูกกดให้จูบมันอย่างแรงจนเลือดกบปาก ความหวังสุดท้ายที่สว่างขึ้นในห้วงความคิด





‘พ่อจอม... ช่วยผมด้วย’

 







“พัทธ... พัทธได้ยินแม่ไหมลูก พัทธ” แพรวพลอยตบเบาๆ บนใบหน้าของลูกชายเพื่อปลุกให้ตื่น ดวงตากลมใต้เปลือกตากลอกไปมาอย่างขัดเคือง เอียงคอหนีให้พ้นสิ่งรบกวน แต่เมื่อต้านไม่ได้ก็ค่อยๆ ลืมเปลือกตาบวมช้ำขึ้นสู้แสงไฟจ้าที่ส่องสว่างตรงมาจากเพดานห้อง





พัทธกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสและตั้งสติ เสียงมารดาร้องอยู่ข้างหูไม่ขาด ยามแรกเธอตกใจ ต่อมาเธอร้องราวกับถูกลอตเตอรี่เมื่อเขาลืมตาขึ้น เมื่อสติเริ่มมา ความรู้สึกปวดร้าวจากทุกหนทุกแห่งในร่างกายก็โจมตีเขาไปหมด ส่วนขาของเขารู้สึกหนักจนยกไม่ขึ้น หัวก็ตึงไม่รู้สาเหตุ ยกมือขึ้นจับศีรษะพลันสายตาก็เห็นผ้าพันแผลที่ยาวตลอดช่วงแขน





“แม่” ร่างบางเอ่ยเรียกมารดาเสียงเบา





แพรวพลอยน้ำตาปริ่มเจียนจะเอ่อ ก้มลงจูบหน้าผากลูกชายอย่างรักใคร่ หล่อนรอมาเกือบสองวัน หลังจากที่สามีเธอไปเจอลูกชายโดนซ้อมยับเยินที่สวนสาธารณะ เธอไม่รู้ว่าอภิรักษ์จัดการกับคนพวกนั้นยังไงและเธอก็ไม่สนจะถาม



หลังจากอดทนจนแทบเป็นบ้าเพื่อให้การสัมมนาไร้สาระนั่นจบลง แพรวพลอยตีตั๋วเครื่องบินเที่ยวแรกกลับบ้านและตรงมาที่นี่เฝ้ารอแบบไม่กินไม่นอน ถึงแม้ว่าหมอจะบอกว่าลูกชายของเธอจะหายเป็นปกติ แต่คนเป็นแม่เห็นลูกตัวเองนอนนิ่งไม่ยอมฟื้นเสียทีมันทำให้เธอร่ำๆ จะขาดใจ





“หิวน้ำไหมลูก เดี๋ยวแม่จะตามหมอมาดูหนูนะ” แพรวพลอยลูบใบหน้าของลูกชายอย่างหวงแหน รู้สึกเหมือนฝันที่เด็กชายลืมตามาคุยกับเธอได้อีกครั้ง พัทธส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพ่งมองหน้าแม่อย่างลำบาก เพราะตาที่บวมและแผลแตกที่หัวก็ทำเอาตึงไปทั้งแถบ





“แม่” เขาคว้ามือมารดาเอาไว้ ก่อนที่เธอจะผละออกไปตามหมอ





“พัทธขอโทษ” เอ่ยคำที่อยากจะพูดตั้งแต่เห็นหน้ามารดา หญิงวัยกลางคนน้ำตาร่วงลงเมื่อสิ้นประโยค เธอไม่อยากนึกถึงมัน ไม่อยากโทษลูกหรือโทษใครที่เหลืออยู่ มีเพียงแต่ความห่วงหาที่คับแน่นเต็มอก





“อย่าทำแบบนี้อีกก็พอ... อย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจไหม” หล่อนจูบลงบนหน้าผากที่ช้ำเลือด สั่งลูกย้ำ เหมือนให้จำลงจิตใต้สำนึกว่าอย่าทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวไปมากกว่านี้ ร่างบางน้ำตาซึมพยักหน้ารับกับอกแม่ เป็นเวลาเดียวกับประตูห้องพักที่เปิดออกเผยร่างสูงในชุดทหารเต็มยศเดินเข้ามา





“เดี๋ยวฉันจะออกไปตามหมอ ฝากคุณดูลูกด้วย” แพรวพลอยปาดน้ำตาจากหน้า เมื่อเห็นว่าสามีมาถึงจึงปลีกตัวออกไปตามแพทย์เจ้าของไข้





อภิรักษ์ถอดหมวก ปลดกระดุมข้อมือและกระดุมคอเสื้อออกเพื่อคลายความอึดอัด เดินเข้ามาหาคนป่วยที่เตียง ไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่ทาบหลังมือลงบนหน้าผากช้ำแล้วถอยกลับไปนั่งที่โซฟา





ร่างบางรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ เขาไม่กล้าแม้แต่จะขอโทษ ความทรงจำเลือนรางปรากฏภาพของเขาที่อาบเลือด แต่พ่อเลี้ยงของเขากลับทรุดตัวลงโอบเอาไว้ เขาได้ยินเสียงตะโกนลั่นของพ่อเรียกให้คนช่วยเขา น้ำเสียงกราดเกรี้ยวที่หวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน





พัทธเลิกมองเขา ทิ้งสายตากับหลอดไฟบนเพดานห้อง ในเมื่อเขาไม่เปิดปาก ทิฐิของเด็กวัยรุ่นก็มีมากไม่แพ้กัน แม้ในใจอยากจะเข้าไปกอด ไปขอโทษเขา และจบทุกอย่างที่หมางใจ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะยอมรับไหม เด็กชายเลยได้แต่ปล่อยมันไปเรื่อยๆ พร้อมกับความเงียบระหว่างเขาและพ่อเลี้ยง





หมอเข้ามาตรวจร่างกาย เขาถูกพาไปเอกซเรย์อย่างละเอียด ขาข้างขวาต้องเข้าเฝือกหนึ่งเดือน ที่แขนมีรอยบาดถลอกเป็นทางยาว หัวแตก ไม่นับที่ฟกช้ำอีกหลายสิบจุดทั้งหน้าและตัว ยังดีที่ว่าไม่มีเลือดคั่งภายใน





เขาต้องนอนโรงพยาบาลหลายสัปดาห์เพื่อให้หมอติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าเขาจะมีการติดเชื้อ และเขาดันมีไข้ขึ้นสูงมากหลังจากที่ฟื้นได้ไม่นาน ทำเอาภูมิต้านทานที่มีไม่มากระเห็จหายเกลี้ยง แม่กับพ่อเลี้ยงผลัดกันมาคอยดูแล บ้างก็เป็นน้ำหนึ่งที่มาเฝ้าตอนสองคนนั้นไปทำงาน เขากับแม่กลับมาเป็นปกติดีทุกอย่าง มีแต่กับพ่อเลี้ยงที่พูดกันนับคำได้





ไม่กี่วันก่อนที่เขาจะได้ออกจากโรงพยาบาล น้ำหนึ่งขอออกไปก่อนเวลาเลิกงานของพ่อกับแม่เกือบชั่วโมง เห็นว่าต้องไปเอาของ ทำให้ไม่กี่นาทีต่อมาเหลือแค่เขากับพ่อเลี้ยงที่เพิ่งมาถึง





“ไอ้น้ำหนึ่งล่ะ?” อภิรักษ์ถามหาลูกน้องคนสนิทเมื่อเข้ามาเจอแต่ลูกชายอยู่เพียงลำพัง





“ขอกลับก่อนไปเอาของน่ะครับ” พัทธตอบเสียงเรียบ อภิรักษ์ขมวดคิ้วไม่พอใจที่ลูกน้องไม่บอกก่อนว่าจะทิ้งคนป่วยไว้คนเดียว





“แวะมาดูก่อน เดี๋ยวจะไปรับแม่เรา” อภิรักษ์ว่า กวาดตามองคนป่วยหัวจรดเท้า





“อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม?”





“ได้สิครับ สบายมาก” เขาส่งยิ้มตอบ แต่อภิรักษ์ไม่มองทำเอายิ้มเก้อ รีบหุบยิ้มแล้วหันหนี มองสภาพตัวเองที่มีเฝือกพันขาขวา เวลาเดินแล้วลำบากเหมือนโดนโบกปูนถ่วงร่าง แต่พัทธยังไม่อยากเข้าห้องน้ำตอนนี้หรอกเพราะเพิ่งไปเข้ามาก่อนที่น้ำหนึ่งจะกลับ





“ไปเถอะครับ” เขาย้ำเมื่อเห็นอภิรักษ์ยังไม่ไปไหน พ่อเลี้ยงไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เดินวนอยู่ครู่ก็ออกไปจากห้อง





เกือบชั่วโมงต่อมา มารดาเขาก็มาถึงห้องพักฟื้น พร้อมขนมและตะกร้าผลไม้เต็มสองมือ ยิ้มแย้มร้องเรียกเขาอย่างร่าเริง แต่เมื่อเขามองหาพ่อเลี้ยงที่ควรจะมาพร้อมกันกลับไม่มี





“คุณพ่อล่ะครับ?” เขาถาม มารดาละมือจากแอปเปิล โผล่หน้ามาตอบ





“เห็นบอกว่าโดนนายเรียกไปพบด่วนจ้ะ คงคุยกันตามประสาผู้ชาย” หล่อนว่า รู้ได้เลยว่าสามีโดนเรียกไปดื่มสังสรรค์เป็นแน่





“ไหนบอกจะไปรับแม่” พัทธหน้างอ





“หือ? ไปรับอะไรกัน นี่แม่มาของแม่เอง สงสัยคงกะจะไปรับ แต่โดนโทรตามเสียก่อน” แพรวพลอยยกจานแอปเปิลมาให้ลูก





“ไม่ต้องถามหาหรอก เดี๋ยวคืนนี้คุณพ่อต้องมานอนเฝ้าเราอยู่ดี คุณแม่มีงานเช้า”





“เมื่อไหร่ผมจะได้ออกละ น้องพัทธเบื่อโรงบาลจะแย่แล้ว” ร่างบางงอแง แต่ก็ยอมงับแอปเปิลที่มารดาป้อนมา





“อีกสองสามวันมั้งลูก เห็นคุณหมอบอกว่ารอฉีดยาฆ่าเชื้อเข็มสุดท้ายกับดูผลสแกนสมองอีกที” หล่อนบอกตามจริง





“หัวผมไม่ได้กระทบกระเทือนขนาดนั้นสักหน่อยนะแม่  ไม่เป็นปัญญาอ่อนหรอก” พัทธรีบแย้ง





“ไหน เป็นไหมเนี่ยห๊ะ ไอ้เด็กไม่รู้จักโต” หล่อนเอาแอปเปิลเคาะเบาๆ บนจมูกลูกชาย แต่เด็กตะกละก็ไล่งับเข้าปากเสียก่อนจะโดนซ้ำ





“ทำตัวดีๆ เดี๋ยวคุณหมอจะได้ใจอ่อน ปล่อยกลับบ้านเร็วๆ”





“รับทราบ” พัทธทำท่าตะเบ๊ะแบบทหาร เรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากมารดา





พ้นเย็น เขาโดนบังคับให้กินยาชุดใหญ่ ทำให้หลับไปก่อนที่แม่จะกลับ ตื่นมาอีกทีราวๆ สี่ทุ่มครึ่ง ลืมตามาเห็นพ่อเลี้ยงนั่งทำท่ามึนๆ อยู่ที่โซฟา เขาไม่ได้ยินเสียงตอนพ่อเข้ามาแต่ก็ไม่ได้สนนัก จากสภาพคงอาจจะเมาอยู่บ้าง เพราะเขาสังเกตได้ว่าเวลาอภิรักษ์ดื่มเหล้าแล้วหูจะแดง ร่างสูงอยู่ในชุดครึ่งท่อนด้านบนเป็นเสื้อยืดขาว ด้านล่างยังเป็นกางเกงทหารแต่ปลดเข็มขัดออกไปแล้ว





“อ้าว ตื่นมาทำไม?” อภิรักษ์เพิ่งรู้ตัวว่าคนป่วยลุกขึ้นมานั่งมองตน พัทธก้มหน้าอาย เขาเลยเดินเข้าไปหา





“อยากเข้าห้องน้ำหรอ?” เขาถามอีก ลูกชายพยักหน้าแก้มแดงนิด บ่งบอกถึงความอายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนต้องขอให้เขาช่วย อภิรักษ์หัวเราะในลำคอพยุงลูกลงจากเตียง





ครู่หนึ่ง ตอนที่อภิรักษ์ช่วยพยุง พัทธรู้สึกว่าพ่อเลี้ยงบีบแขนตนแน่นมากจนเจ็บแทบร้อง แต่พอหันไปหาอภิรักษ์ก็รีบคลายมือออก เหมือนแค่เผลอลงแรงอย่างไม่ตั้งใจ





อาจจะเพราะเมา





พัทธส่ายหน้า เดินเก้ๆ กังๆ ไปจับประตูห้องน้ำ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพ่อเลี้ยงทำท่าจะเข้าไปด้วย





“ผมเข้าเองก็ได้” เข้าท้วง อายเกินกว่าจะจัดการธุระส่วนตัวให้ใครเห็น





“อย่าดื้อน่า ห้องน้ำลื่นออกขนาดนั้น ขาเราก็เป็นแบบนี้ ถ้าล้มไปจะช่วยยังไงทัน เข้าไปเลย” ไม่ว่าเปล่า อภิรักษ์จับลูกดันเข้าห้องน้ำแล้วตามไปด้วยไม่ห่าง





“ให้ช่วยถอดไหม” เขาแกล้งลูกที่หน้าแดงไปหมด





“หันออกไปเลยครับ” มือน้อยผลักไหล่อภิรักษ์ให้หันหนีขณะที่ตนกำลังยืนอยู่หน้าโถ อภิรักษ์ทำท่าดื้อจะหันดู แต่พอลูกชายตัวเล็กทำหน้างอ เขาเลยเลิกแกล้งยอมหันออกนอกประตู





ได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีก่อนจะร่วงลง อภิรักษ์เหลือบเห็นกางเกงชุดคนไข้สีซีดกองอยู่กับข้อเท้าขาว เขารีบหันกลับมาเพราะหางตากำลังจะยกสูงเกินกว่าที่ลูกจะอยากให้มอง เขาได้ยินเสียงลูกฉี่ และเริ่มทำความสะอาดตัวเองจนเสร็จ





พัทธไม่ได้ใส่ชั้นในเพราะโรงพยาบาลห้าม ร่างเล็กพยายามก้มลงดึงกางเกงผ้าลินินขึ้นมาสวม แต่เพราะติดเฝือกจึงก้มลำบาก อภิรักษ์ทนรำคาญไม่ไหวเลยหันกลับไปช่วยลูกดึงกางเกงขึ้น ทั้งยังช่วยพับเข้าเอวให้ก่อนจะผูกเชือก





ท่าทางในยามนี้เหมือนพัทธโดนพ่อเลี้ยงกอดเอาไว้จากด้านหลัง มือใหญ่ที่กำลังจัดการกับเชือกกางเกงลูก เลี่ยงไม่ได้ที่จะไปแตะต้องบางส่วนที่ไวต่อความรู้สึก





เด็กผู้ชายอายุสิบห้า ที่ไม่มีเวลาปลดปล่อยอารมณ์เลย เนื่องจากมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลาเกือบสองอาทิตย์ ทั้งๆ ที่ของแบบนี้ แค่อากาศเย็นหน่อยบางส่วนมันก็สู้จนปวดหนึบ แต่พัทธก็พยายามเลี่ยงมาตลอด เขาคิดว่ามันน่าอายเกินไปซะหน่อยที่จะปล่อยตัวเองทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสภาพเดี้ยงแบบนี้ เขาไม่อยากโดนใครด่าหาว่าหมกมุ่นหรอกนะ





หากแต่ตอนนี้มันช่างผิดที่ผิดเวลาเหลือเกินที่ไอ้ ‘ส่วนนั้น’ ของเขาดันตื่นขึ้นเพียงเพราะโดนสะกิดนิดๆ หน่อยๆ ผลพวงของการกักเก็บมานานมันเลยขึ้นง่ายจนคุมไม่อยู่ ร่างบางชะงักเกร็งหน้าท้องไปหมดเพราะไม่อยากให้พ่อที่กำลังมัดเชือกรู้สึกถึงมัน เขาเผลอกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว





แต่มือใหญ่ของพ่อเลี้ยงกลับกระทำการอุกอาจอย่างตั้งใจ จับลงตรงจุดยุทธศาสตร์จนเขาผวา หันไปมองหน้าคนที่ยืนซ้อนหลังที่ยกยิ้มเหมือนเป็นเรื่องตลกเสียเต็มประดา อภิรักษ์สอดมือลงไปแตะต้องมันจริงๆ แบบที่ลูกชายทำได้แค่อ้าปากค้างดึงสติไม่ทัน เขาคิดว่าที่กล้าทำคงเพราะฤทธิ์เหล้าที่อยู่ในกายไม่น้อย และรู้ดีว่าอารมณ์แบบนี้มันทรมานแค่ไหน เขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาของความต้องการแบบนั้นมาก่อน





“โตแล้วนี่” เขากระซิบที่ข้างหู พัทธหดลำคอเบือนหน้าหนีอย่างกระดากอาย พยายามจับมือเขาออก





“พ่อ อย่า...” เขาร้องห้าม





“จะช่วย” เอ่ยบอกอย่างเอาแต่ใจ มือใหญ่เริ่มขยับหยอกเย้า ขาเพรียวสั่นจนยืนไม่อยู่ หลังเอนพิงแผ่นอก มือเล็กคว้ากอดแขนใหญ่อีกข้างไว้เป็นหลักราวกับคนกำลังจะจมน้ำ เสียงสั่นร้องอย่างคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจ





พัทธคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไรอยู่





“...ค ...คุณ คุณพ่อครับ...”

 




-----------------
#จอมลวง

ออฟไลน์ ▶August5th◀

  • it was fate
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-2
ถ้าแม่รู้จะเกิดไรขึ้นเนี่ย ไม่อยากจะคิดเลย

ว่าแต่พ่อเลี้ยงนี่อายุเท่าไรหรอครับ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พ่อเลี้ยงหรือเปล่าที่เป็นจอมลวง

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
สมภารกะไก่วัดสินะ... - -* ตอนแรกก็คิดว่าพ่อแท้ๆ สงสารคุณแม่จุงเบย เง้ออออ  :ling2: :ling2:

ออฟไลน์ A-J.seiya*

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +306/-8
ใครลวงกันแน่
แงงงง
จะแอบกินกันสินะะะ

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
เพิ่งมาอ่านคับ สนุกดี มาลงบ่อยๆนะคับ
   

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 5



สองขาเริ่มไม่มั่นคงจนต้องเอนร่างหาที่พิง แก้มเนียนซุกซบลงที่บ่ากว้าง หลบภาพการกระทำที่ตนนั้นถูกแตะต้องอย่างไม่จำยอมและสุดแสนจะน่าอาย มือสั่นพยายามปัดป้อง แต่ความหอมหวานของรสกามทำให้เลือกที่จะลดแรงขัดขืนลง เหลือเพียงแค่กำชายเสื้อคนสูงกว่าเอาไว้โดยไม่หันมอง





กางเกงคนป่วยถูกทิ้งลงไปกองอยู่ที่ข้อเท้าอีกครั้ง ขณะที่เอวเล็กแอ่นส่งบางส่วนเข้าหามือหนาอย่างไม่รู้ตัว ขบริมฝีปากจนสั่น กลั้นไม่ให้แสดงสีหน้าน่าอายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พัทธไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงครางแหบพร่านั่นถึงลอดออกจากลำคอเขาได้ทั้งที่ไม่ได้บังคับสั่ง มันยิ่งทำให้เขาหน้าแดงจัดลามจนไปถึงใบหู





ยิ่งสัมผัสร้อนระอุแตะต้องส่วนยอดของความหวามไหวยิ่งสร้างความปรวนแปรในกายเขา ร่างบางหอบหายใจขณะที่มือหยาบลูบลงหยอกเย้าราวกับทักทาย ต่อด้วยเค้นคลึงเหมือนคุ้นชินสนิทสนมกับมันยิ่งกว่าตัวเจ้าของ ไม่กี่นาทีต่อมามือหยาบเลือกจะกำรอบแล้วขยับสร้างความรู้สึกแปลกต่างให้คนป่วยที่ทำให้เพียงหาหลักยึดไม่ให้ตัวเองล้ม





ขาเรียวสั่นหนักตอนที่ความร้อนจ่ออยู่ที่ฐานอารมณ์ จวบเมื่อความร้อนกรุ่นได้ที่พลุ่งพล่านราวลาวาประทุที่ไม่อาจกักเก็บได้





พัทธรูดลงแทบทรุดกับพื้น แต่พ่อเลี้ยงโอบรับร่างบางไว้ด้วยมือหนึ่ง ก้มลงจัดการล้างสิ่งสกปรกที่เขาเพิ่งปลดปล่อย ทั้งจัดแจงดึงกางเกงขึ้นแต่งตัวให้คนป่วยจนเรียบร้อย แต่เด็กน้อยเหมือนยังล่องลอยไร้สติ จนคนเป็นพ่อเลือกที่จะอุ้มลูกชายออกจากห้องน้ำแทนการพยุง ก่อนจัดแจงให้นอนอย่างสบาย





จูบเบาๆ บนหน้าผาก เป็นคำฝากให้ลูกรักหลับฝันดี ก่อนจะเลี่ยงไปปิดไฟส่งตัวเองเข้านอนบ้าง

 







พัทธไม่แน่ใจว่าตัวเองหลับไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีฟ้าก็สว่างเสียแล้ว ความรู้สึกแรกที่พุ่งวาบเข้ามาเมื่อสติกลับคืนไม่ใช่ความง่วงงุนเช่นที่ต้องเจอทุกเช้า แต่กลับเป็นความอับอายที่ทำเอาใบหน้าซีดขาวของคนป่วยเปลี่ยนเป็นสีแดงเห่อลามไปถึงลำคอ ตลอดทั้งเช้า ร่างบางเอาแต่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนว่าเป็นจริงหรือไม่ คิดทบทวนถึงต้นสายปลายเหตุที่เกิดขึ้น นึกก่นด่าตัวเองที่ไม่ปัดป้องขัดขืนและปล่อยให้เลยเถิด แม้จะไม่ใช่ในเชิงของการร่วมเพศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป





สุดท้ายร่างบางก็เลือกจะสลัดมันทิ้ง





 ผู้ชายเหมือนกัน คงไม่เป็นอะไร…





ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาคลุมจนถึงหน้า ราวกับมันจะช่วยเป็นเกราะป้องกันเขาจากโลกความจริงที่ชวนให้ถลำลึกลงไปตามแรงอารมณ์ ทั้งๆ ที่เขากับพ่อแทบจะไม่ได้คุยกัน อีกทั้งยังอยู่ในสถานะครึ่งๆ กลางๆ เพราะเรื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้น แต่พัทธกลับปล่อยให้พ่อช่วย ทั้งๆ ที่เขาควรจะโกรธเกลียด หรือไม่อย่างน้อยก็เริ่มจากการคุยกันเสียก่อน





พัทธไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขายังโกรธพ่ออยู่ไหม ไม่รู้ว่าพ่อยังโกรธเขารึเปล่า?



 

หมออนุญาตให้พัทธกลับบ้านได้ก่อนกำหนดหนึ่งวัน





แม่กับพี่น้ำหนึ่งเป็นคนไปรับเขาออกจากโรงพยาบาล ส่วนพ่อติดงานอยู่ที่กรมซึ่งนั่นทำให้พัทธค่อนข้างโล่งอก แม้ไม่ได้มีความขุ่นมัวแบบที่เคยเป็น แต่ก็คงจะปั้นหน้าไม่ถูกหากต้องเจอพ่อเลี้ยงในยามนี้





แม่จัดแจงส่งเขาถึงห้องนอน พร้อมทั้งนั่งเฝ้าเขาทานอาหารและยาให้ครบมื้อก่อนจะลาไปทำงานต่อ เหลือพี่น้ำหนึ่งที่อยู่เฝ้าเขาแทน





พัทธเพิ่งรู้ว่าพ่อเลี้ยงเขาสั่งรื้อสนามหลังบ้านและให้ลงเป็นแปลงดอกไม้ใหม่ทั้งหมด แถมให้พี่น้ำหนึ่งทำเองคนเดียวเป็นการลงโทษที่ปล่อยเขาหนีไปจนเกิดเรื่อง





“ไม่โดนตัดเงินกับโทษทางวินัยก็ดีแล้วคุณหนู เท่านี้นายท่านก็เมตตามากแล้ว” น้ำหนึ่งว่าเมื่อร่างเล็กเอาแต่พร่ำขอโทษที่ก่อเรื่องให้ตัวเขาต้องเดือดร้อน





“แต่ผมก็ต้องขอโทษอยู่ดี” ร่างบางว่า ดึงหมอนสีฟ้าใบใหญ่มากอด มองน้ำหนึ่งที่นั่งบนเก้าอี้โต๊ะเขียนหนังสือของเขาอีกฝั่งห้อง





“คราวหลังคุณหนูก็อย่าซนอีก แล้วก็รีบๆ หายนะครับ” น้ำหนึ่งยิ้มรับ ลุกจากเก้าอี้ตัวเดิม 





“พี่จะลงไปทำงานข้างล่าง คุณหนูอยากได้อะไรก็เรียกนะครับ ไม่ก็โทรลงไปหา”





“พี่น้ำหนึ่งไปเถอะ พัทธคงไม่เอาอะไรตอนนี้หรอก ง่วงเหมือนตาจะปิด” ร่างบางว่า พลทหารรับใช้พยักหน้ารับคำก่อนเดินออกจากห้อง จัดการปิดประตูให้คุณหนูของบ้าน

 



ห้องของพัทธเป็นห้องโล่ง การตกแต่งจัดอยู่ในโทนสีฟ้าและสีขาว บนเตียงเต็มไปด้วยสีฟ้าที่เจ้าตัวชอบนักหนา ในห้องมีแต่ชั้นหนังสือที่มากไปด้วยหนังสือการ์ตูนหลายเรื่องที่เขาชื่นชอบ พัทธไม่ใช่เด็กที่ชอบเล่นของเล่นแต่ไหนแต่ไร จึงไม่ค่อยมีของสะสมแบบนั้นเป็นของตัวเอง ยกเว้นที่เพื่อนเอาให้คราววันเกิดที่เป็นพวกของน่ารักจุกจิก ที่เขาเอามาวางไว้บนโต๊ะบ้าง  หัวเตียงบ้าง





บนหัวเตียงมีรูปครอบครัวหนึ่งใบ ในรูปนั้นมีตัวเขา แม่ และพ่อเลี้ยงที่ยิ้มกว้างกลางเฟรม ในคราวที่ไปเที่ยวทะเลด้วยกันเมื่อสามปีก่อน





โดยที่ไม่มีใครรู้ หรือบางทีอาจจะมีคนรู้แต่ไม่พูดกับเขาถึงรูปอีกใบที่ซ้อนอยู่ในกรอบรูปเดียวกัน





รูปพ่อแท้ๆ ของพัทธ





ถึงแม้จะตัดขาดและเขาจะหายสาบสูญไปจากชีวิตพัทธมาร่วมสิบปีแล้ว แต่พัทธก็ไม่ได้ลืมเลือนพ่อที่แท้จริงของตัวเองอย่างที่แม่หวังจะให้เขาทำ เขาแอบเก็บรูปพ่อของเขาเอาไว้ตลอดมาแม้จะเหลืออยู่ไม่กี่ใบ ซึ่งลึกๆ พัทธคิดว่าแม่คงจะเคยเห็นสิ่งที่เขาทำ เพราะแม่เป็นคนเข้ามาดูแลห้องเขาบ่อยๆ แต่แม่คงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงมัน แม้มันจะทำให้แม่เจ็บปวดก็ตาม





ร่างบางเอนตัวลงนอนหงายบนเตียงสีฟ้า





บนเพดานมีดาวเรืองแสงติดอยู่ ราวกับจำลองท้องฟ้าเมาไว้ที่เพดานห้องเขา





พัทธจำได้...





            ตอนแรกเขาไม่ชอบที่นี่ เขาโตพอจะจำความได้ตอนที่แม่จะแต่งงานใหม่





           บ้านหลังใหญ่กับคนแปลกหน้า





เขาไม่คุ้นชิน ไม่สนิทใจ





แม้จะรู้จักกับว่าที่พ่อเลี้ยงและยอมเปิดใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่การจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านนี้สำหรับตอนนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำใจลำบากมากเกินไป สำหรับเด็กคนหนึ่งที่นิยมสร้างโลกส่วนตัวบนเตียงที่ว่างเปล่า





เขาร้องไห้เงียบๆ กับหมอน เขาไม่อยากย้ายมา แต่เขาก็ไม่อยากท้วงแม่





แต่แม่คงจะรู้...





ว่าที่พ่อเลี้ยงไปรับเขาที่บ้านในเช้าของอีกวัน พาเขาไปเดินเลือกของที่ตลาดนัด อุ้มเขาเดินกันสองคนไปทั่ว ทั้งๆ ที่เขาเป็นเด็กโตและหมางเมินสุดๆ ในวันนั้น





เขาไม่ยอมเลือกอะไรเลย ไม่ยอมคุยเพราะอยากจะดื้ออยู่ลึกๆ ทำเพียงแต่ตามไปร้านนั้นร้านนี้แล้วกอดอกนิ่ง





เขาจำไม่ได้ว่าอภิรักษ์ทำหน้ายังไง





จำได้แต่สัมผัสอุ่นๆ ของมือใหญ่ที่ขยี้ลงบนหัวทุยราวกับเอ็นดูนักหนา ทั้งๆ ที่เขาดื้อขนาดนั้น





อภิรักษ์พาเขามาที่นี่ โชว์ห้องสีฟ้า ให้เขาดูชุดเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์สีโปรดของเขา หรือแม้แต่กระเบื้องในห้องน้ำล้วนมีสีฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง





เด็กชายใจอ่อนวูบ แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้คอที่ตั้งบนบ่ายอมลดลง





อภิรักษ์อุ้มเขาขึ้นไปนั่งบนเตียง แล้วแกะเอาตัวเรืองแสงรูปร่างต่างๆ ออกมาวางตรงหน้า





อภิรักษ์จูบลงบนหัวเขาอย่างเอ็นดู ตอนที่เห็นเขาเอาแต่จ้องของเล่นใหม่





“เดี๋ยวพ่อจะทำท้องฟ้าไว้ในห้องพัทธ” อภิรักษ์ว่ายิ้มๆ ขยับร่างเล็กลงจากตักให้ไปนั่งบนเตียงดีๆ





“ทำไปทำไมฮะ?” เด็กน้อยถามพาซื่อ ลืมตัวว่าตนกำลังโศกที่ต้องย้ายบ้าน





“พ่อรู้ว่าพัทธคิดถึงบ้านเก่า ใช่ไหมล่ะ” ว่าที่พ่อเลี้ยงว่ายิ้มๆ หยิบดาวเรืองแสงขึ้นมาส่องกับไฟ 





“ท้องฟ้า... มันกว้างมากจริงไหม ทุกคนบนโลกล้วนอยู่ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ถ้าพัทธคิดถึงบ้าน พัทธก็แค่มองท้องฟ้านี้ พัทธจะได้รู้ว่ามันไม่ได้อยู่ไกลเกินไปเลย เพราะยังไงก็อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน”





“ผมไม่เข้าใจ” เด็กน้อยตามไม่ทัน





“ก็อย่างเช่น... ถ้าพัทธคิดถึงใครสักคนก็แค่มองท้องฟ้า นี่ไง หมายถึงต่อให้เราไม่เจอเขา เราก็ยังอยู่ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน มันจะได้รู้สึกว่าเราใกล้กันขึ้นมาอีกนิด บ้านพัทธก็เหมือนกัน ถึงตัวพัทธไม่ได้อยู่ที่นั่นแต่ก็ยังอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ใกล้กันแค่นี้” อภิรักษ์พยายามจะอธิบาย





“คุณจะทำยังไง” เด็กน้อยถามอีก หยิบดาวของเล่นที่ตอนนี้ไม่ได้เรืองแสง เป็นแค่แผ่นพลาสติกสีเขียวบ้างส้มบ้าง อย่างไม่เข้าใจทฤษฎียาวๆ ของว่าที่พ่อเลี้ยง





พัทธจำได้ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้เรียกอภิรักษ์ว่าพ่อ เขาเรียกแทนว่า ‘คุณ’ แทบทุกครั้ง ซึ่งอภิรักษ์ก็ไม่ได้เร่งรัดเพียงแต่แทนตัวเองว่าพ่อไปเรื่อยๆ





“ถ้าอยากรู้ งั้นพรุ่งนี้ค่อยมาดูสิ พรุ่งนี้เรามีนัดกินข้าวกันที่นี่พร้อมคุณแม่พัทธด้วย” อภิรักษ์หลอกล่อ เพราะว่าพรุ่งนี้แล้วที่สองแม่ลูกจะย้ายมาอย่างเป็นทางการ





“พัทธไม่เห็นอยากรู้เลย” คนตัวเล็กกอดอกปฏิเสธอย่างดื้อรั้น ทั้งที่ดวงตากลมใสยังไม่ละจากดาวเรืองแสง





“ไม่อยากเห็นจริงๆ หรอ พ่อจะทำท้องฟ้าไว้ในห้องพัทธเลยนะ มีทั้งก้อนเมฆ ทั้งดาว ทั้งพระอาทิตย์เอาให้เต็มห้องเลย ไม่อยากเห็นหน่อยหรอเด็กดี” อภิรักษ์อ้อนเด็กน้อย พัทธที่แม้จะเบือนหน้าหนีก็ยังแอบเหลือบมอง





“คุณพ่อจะทำทั้งคืนเลยนะ ต้องสวยแน่ๆเลย เอ... น่าเสียดายจัง ดูท่าเจ้าของห้องจะไม่ชอบคุณท้องฟ้าซะแล้วสิ” อภิรักษ์ทำทีน้อยใจ มือใหญ่กวาดหยิบชิ้นพลาสติกทั้งหลายทำท่าจะเอาไปทิ้ง





“อย่านะ” พัทธรีบยื้อของในมืออภิรักษ์มา





“โอเค งั้นพรุ่งนี้เด็กดีจะต้องมาดูคุณท้องฟ้าของคุณพ่อนะครับ” อภิรักษ์หอมแก้มเขาตอนที่เขานั่งกอดตัวเรืองแสงพวกนั้น ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้หรอกว่าถ้ามันเรืองแสงแล้วจะออกมาเป็นยังไง ไม่รู้ความหมายของท้องฟ้าที่พ่อเลี้ยงว่าด้วย





แต่พัทธจำได้ว่าคืนถัดมา เขาลืมตานอนในความมืด มองดูเหล่าดวงดาวสองสีที่ติดอยู่เต็มเพดานห้องอย่างตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยนึกกลัวที่จะย้ายเข้ามามากแค่ไหน





แม่บอกว่า พ่อจอมทำมันเองทั้งคืนให้เขา





ดาวมากมายบนเพดานห้อง พ่อทำให้เขาเองกับมือ





ร่างบางยิ้มเจื่อนให้ตัวเองตอนที่ทอดสายตาไปบนดวงดาวจำลองที่สีซีดจากลงไปตามการเวลา บางดวงเลิกเรืองแสงไปแล้ว บางดวงก็ริบหรี่





พัทธลืมคิดถึงเรื่องมากมายที่พ่อทำให้เขา ลืมคิดว่าพ่อรักเขา เพิ่งมาคิดได้เอาวินาทีที่ทุกอย่างเกือบจะพังพินาศเพราะอารมณ์ของเขา ความใจร้อนที่ไม่รู้จักยั้งคิด





เขาทำให้แม่ร้องไห้ ทำให้พ่อเป็นห่วง ทำให้พี่น้ำหนึ่งโดนลงโทษ และทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัว





เหล่านี้ล้วนเป็นความผิดของเขาทั้งนั้น





ร่างบางพลิกตัวตะแคงนอนกอดหมอนข้าง จากจะหลับกลายเป็นตาสว่างขึ้นมาเสียดื้อๆ





ห้องนอนบรรยากาศครึ้มๆ กับเสียงแอร์แผ่วๆ





ร่างเล็กซุกหน้าลงใต้หมอนพยายามบังคับตัวเองให้หลับ แต่สมองกลับตื่นตัวอย่างน่าประหลาด





พัทธนับแกะไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็พลันความคิดแล่นไปถึงวีรกรรมมากมายในวัยเด็กของตัวเอง นึกอีกทีก็ลืมเสียแล้วว่าแกะที่นับตัวสุดท้ายเป็นตัวที่เท่าไหร่ พยายามหลายรอบจนทิ้งฝูงแกะไว้ในทุ่ง ส่วนตัวเองข่มตาลงช้าๆ





ความมึนเบลอเข้าครอบงำ เพราะฤทธิ์ยาจึงทำให้เริ่มตาพร่า แต่จิตใต้สำนึกยังทำงานดีเหลือเชื่อ ร่างเล็กกระชับกอดหมอน สอดกายลงใต้ผ้าห่ม ใบหน้าเอียงซุกที่นอนนุ่ม





ปิดตา ทิ้งสติสัมปชัญญะเอาไว้บนท้องฟ้าจำลองในห้อง





ปล่อยตัวเองไปกับความอุ่นร้อนใต้ผ้าห่มหนา





มือเรียวที่เป็นอวัยวะที่ทำงานได้ปกติที่สุดในยามนี้ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม อย่างที่พัทธไม่เคยรู้สึก





ลึกลงในห้วงอารมณ์ ขณะที่ลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นเพื่อผ่อนอาการหอบกระเส่า





จิตใต้สำนึกกำลังสะท้อนภาพที่ทำให้ดวงตากลมปิดแน่นขึ้น จนเกิดรอยที่บ่งบอกถึงการข่มความคิด





           ท่อนแขนขยับอยู่ใต้ผ้าห่ม สองขาตั้งชันขึ้น และอ้ามันออกเปิดทางให้เคลื่อนไหวมือได้ถนัด





ภาพสุดท้ายในหัว ตอนที่อารมณ์พุ่งทะยานถึงจุดยอด





เป็นภาพล่อแหลมที่สุด ที่พัทธจะจินตนาการถึง





เป็นภาพที่เขาจะลบมันออกจากสมอง ในเสี้ยววินาทีที่มันปรากฏชัดเจนในความมืดมิดของจิตใจ






ภาพที่นำทางเขาจนจบเกมที่เขาปลดปล่อยตัวเอง…











อภิรักษ์สั่งตัดเงินเดือนน้ำหนึ่งกว่าครึ่ง เพราะทำงานสะเพร่าจนทำให้ลูกชายเขาต้องเจ็บตัวกลับมา โดยที่มีแพรวพลอยคอยพูดไกล่เกลี่ยให้ ทั้งที่ตอนแรกเขาคิดจะตัดเงินเดือนทั้งเดือนของลูกน้องด้วยซ้ำ แต่เห็นว่าภรรยาช่วยพูดอีกทั้งเข้าใจสภาพของน้ำหนึ่งดี เลยสั่งลงโทษไว้เพียงเท่านั้น





ฝ่ายน้ำหนึ่งเองก็โล่งอกที่โดนตัดแค่เงินเดือน ไม่ได้ถูกลงโทษทางวินัยตามกฎทหาร ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องเข้าไปอยู่ในคุก และไม่ได้ดูแลมารดาที่ป่วยเป็นแน่ แม้จะเซ็งไม่น้อยที่ถูกตัดเงินเดือน แต่ก็นับถือน้ำใจของเจ้านายอยู่มาก





“กับข้าวเสร็จแล้วทุกคน” แพรวพลอยตะโกนเรียกอย่างร่าเริง สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับบ้าน หลังจากเหตุการณ์แย่ๆ ที่ทำให้คนในบ้านอึดอัดกันมาหลายอาทิตย์





พัทธเดินกะเผลกเพราะขาขวาใส่เฝือกอยู่ อภิรักษ์ที่เดินออกจากห้องทำงานตามเสียงเรียกของภรรยามาเห็นเข้าพอดี เลยเดินเข้าไปหาลูกเลี้ยงของตน





มือหนาหงายขึ้น ยื่นส่งไปตรงหน้าของคนที่เดินลำบาก





ไม่มีคำพูดคำจาอะไร นอกจากสายตาที่บ่งบอกว่าเขาอยากจะช่วยเหลือ พัทธมองมือนั้นของคนใจร้ายที่เขาเคยปรามาสอย่างชั่งใจ ก่อนจะคิดได้ว่าตนควรจะลดทิฐิลง เพื่อเรียกเอาครอบครัวที่สงบสุขกลับคืนมา





มือเรียววางทาบลงบนฝ่ามือของนายทหารใหญ่ช้าๆ





อภิรักษ์ยิ้มรับ ก่อนจะช่วยพยุงลูกชายไปยังโต๊ะอาหารที่ชั้นล่าง





“พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว” แพรวพลอยว่า พร้อมกับเดินอ้อมไปนั่งที่ตัวเองหลังจัดแจงที่นั่งให้ลูกชาย 





“วันนี้แม่ทำแต่ของโปรดน้องพัทธทั้งนั้น” หล่อนยิ้มกว้างอย่างสุขใจ





ร่างบางสะท้านในอก เมื่อเห็นว่ามารดาใส่ใจตนมากเพียงใด





สองสามีภรรยากำลังจะลงมือกินข้าว หากแต่เสียงแผ่วได้เอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะ





“พัทธขอโทษจริงๆ นะครับ” เด็กหนุ่มก้มหน้ามองมือตัวเองนิ่ง     





“เรื่องโง่ๆ ที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนวุ่นวาย พัทธผิดเอง” เขาบอกอย่างยอมจำนน





หญิงสาวคนเดียวในบ้าน เอื้อมมือสวยไปบีบดึงมือลูกชายมาจับและหันไปสบตากับผู้นำครอบครัวอย่างขอกำลังใจ





“เราทุกคนก็ผิดด้วยกันทั้งนั้น เรื่องมันผ่านไปแล้วถือว่าเป็นบทเรียนนะลูก” คุณแม่ยังสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าฟัง จนพัทธกลั้นน้ำตาไม่อยู่





“เอาแบบนี้” อภิรักษ์ว่าขึ้นบ้าง 





 “เรามาทำกฎในบ้านเรากันดีกว่า”





“กฎหรือคะคุณ?”





“ใช่” ใบหน้าคมยกยิ้ม 





“หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอะไรเราจะต้องนั่งคุยกัน จะไม่ปล่อยให้มันคาราคาซัง ทุกคนในบ้านมีสิทธิ์ออกความคิดเห็นหากมีเรื่องที่ไม่พอใจ และที่สำคัญ หากมีปัญหา เราจะต้องปรึกษากันอย่าทิ้งเอาไว้ข้ามคืน”





“นั่นสินะ แม่เองก็เห็นด้วยกับคุณพ่อ แม่ว่าที่มันลุกลามมาจนลูกต้องเจ็บตัวแบบนี้ก็เพราะไม่มีใครฟังใคร ใช้อารมณ์คุยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นครอบครัวเราน่าจะคุยกันให้มากกว่านี้ ดีไหมจ๊ะ?” แพรวพลอยแสดงความเห็นบ้าง มือสวยปาดน้ำตาออกจากหน้าลูกชายอย่างรักใคร่





เด็กหนุ่มคนเดียวของบ้านไม่มีความคิดเห็นอะไรจะพูด นอกจากเอียงแนบแก้มกับมือของมารดา และพยักหน้าอย่างเข้าใจเหมือนเด็กเล็กๆ ที่กลั้นสะอื้น อภิรักษ์ยิ้มรับกับภาพนั้น เขารู้สึกราวกับว่าครอบครัวที่แสนอบอุ่นของตนได้กลับคืนมาอีกครั้ง





แม้มันจะไม่ได้เหมือนเดิมจริงๆ อีกแล้วก็ตาม....





“ทานกันเถอะ” เสียงของอภิรักษ์ราวกับลั่นระฆังยุติช่วงเวลาสารภาพบาป จัดการตักกับข้าวให้ทั้งภรรยาและลูกที่ยังป่วยอยู่อย่างเอาใจ





เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารกลับมาอีกครั้ง สร้างชีวิตชีวาให้กับบ้านที่ซบเซาตลอดหลายสัปดาห์หลังจากที่เขาต้องไปรับพัทธออกจากโรงพัก





“หมอบอกให้เราคอยต้องนวดขาด้วยนี่ ใช่ไหม?” แพรวพลอยถามเมื่อนึกขึ้นได้





“น่าจะใช่นะครับ” พัทธทำท่านึกบ้าง เขาไม่ได้ใส่ใจฟังคำสั่งหมอมากเท่าใดนัก





“งั้นเดี๋ยวแม่เก็บโต๊ะเสร็จจะไปนวดให้เรา” หล่อนเอ่ยนัดหมาย แต่อภิรักษ์โบกมือห้ามไว้ก่อน





“เธอแค่จัดการในครัวก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวเรื่องลูกพี่ดูเอง” อภิรักษ์อาสาแทนภรรยาที่ทำงานมาทั้งวัน หญิงสาวเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็ยกยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดว่าสามีเธออาจจะอยากได้เวลาปรับความเข้าใจกับลูกชายตน





“แต่พี่นวดเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” หล่อนแซวสามี หรี่ตามองอย่างจับผิด





“เป็นไม่เป็นเดี๋ยวก็รู้เอง” อภิรักษ์สบตาเด็กหนุ่มยามเอ่ยประโยคกำกวมนั้น แทบจะทันทีที่เขาเห็นว่าลูกเลี้ยงของเขาหลบสายตาอย่างเคอะเขิน และใบหูขาวๆ นั่นก็เริ่มแดงอย่างห้ามไม่อยู่





อภิรักษ์ยิ้มชอบใจกับปฏิกิริยาที่ได้เห็นจากคนตัวเล็ก





“ถ้างั้นก็ตามใจท่านผู้พันแล้วกันค่ะ แต่อย่าทำลูกขาหักอีกข้างนะคะจะบอกให้” หล่อนขู่ 





รอจนทุกคนทานเสร็จ แพรวพลอยก็จัดการเก็บโต๊ะเข้าครัวไปล้างจานชาม





 

สองพ่อลูกพยุงกันกลับห้องนอนอย่างช้าๆ





ห้องนอนสีฟ้ายามค่ำคืนกลายเป็นท้องฟ้าสีขมุกขมัวชวนให้ง่วง ก่อนเปิดไฟจะเห็นดาวเรืองแสงระยิบในห้อง บ่งบอกสิ่งที่เจ้าตัวชอบ





“เดี๋ยวพัทธทำเองก็ได้” ร่างบางบอกเขาโดยไม่สบตา





อภิรักษ์หัวเราะหึ คิดไปว่าเด็กน้อยของเขาอาจจะกำลังคิดไปถึงเรื่องที่โรงพยาบาลเป็นแน่ ถึงได้ไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ แบบนี้





เด็กกำลังโตสินะ...





“พ่อจะทำให้” อภิรักษ์เปิดไฟในห้อง พาลูกชายนั่งที่ขอบเตียง แล้วค้นเอายานวดออกมาจากถุงยาหลายชนิดที่พัทธจะต้องกินไปจนกว่าจะหายดี





“ขาซ้ายถึงไม่หักแบบขาขวาแต่ก็ช้ำเยอะ เอ็นเคลื่อนอีก คิดแล้วอยากจะกลับไปฆ่าพวกมันจริงๆ” คนเป็นพ่อบ่นขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นต่ำกว่าลูกชาย ยกเอาเท้าของพัทธขึ้นวางบนหน้าตักตน





“ผมทำเองได้จริงๆนะ” แม้จะไม่ได้ถือสาเรื่องเท้า แต่ยังไงอภิรักษ์ก็อายุมากกว่าเขา การต้องมาถูกปรนนิบัติแบบนี้ย่อมรู้สึกแปลก แต่คนตั้งใจอาสาไม่ฟังเสียงค้าน ใบหน้าหล่อจัดนั่นก้มลงสนใจแต่ขาเล็กที่มีรอยช้ำเพราะถูกของแข็งฟาด





ยาที่ออกฤทธิ์ให้รู้สึกเย็นวาบและชาเป็นลำดับ ถูกบีบเทลงบนฝ่ามือของคนอาวุโสกว่า แล้วเริ่มจัดการป้ายละเลงบนขาเรียวเป็นงานต่อไป





ร่างเล็กกัดฟันข่ม เมื่อรู้สึกเย็นจี๊ดในส่วนที่ถูกยาในคราวแรก แต่เมื่อเริ่มชาก็พอทนไหว





ทหารชั้นนายพันที่ลดตัวลงจัดการนวดขาไปถึงปลายเท้าให้เขา ไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำระหว่างที่บรรจงนวดคลึงให้ยาซึมลงในผิวนุ่ม คนเจ็บลอบมองใบหน้าพ่อเลี้ยงอย่างลืมตัว





ขนตายาวกับกรอบตาได้รูปขณะที่จดจ้องแต่เท้าเขานั้น กลับสร้างความรู้สึกอิ่มเอมบางอย่างในจิตใจของเด็กน้อย ร่างโปร่งพยายามอย่างมากที่จะกลั้นยิ้มอย่างไม่มีเหตุผลของตน จนไม่รู้ตัวว่ามือหยาบนั้นนวดเลยเถิดมาไกลกว่าส่วนที่จำเป็น





“คุณพ่อ!” ร่างเล็กสะดุ้งรีบคว้ามือของพ่อเลี้ยงเอาไว้ เมื่อความเย็นของยาลามเข้ามาในซอกกางเกงลึกเกือบจะถึงชั้นในสีเข้มที่เขาสวมอยู่ ดวงตากลมเบิกอย่างตกใจกับการกระทำของอีกฝ่าย





“นวดเฉยๆ น่า” อภิรักษ์ว่าขำๆ ไม่ได้ชักมือกลับแต่อย่างใด จนฝ่ายที่ยอมปล่อยเป็นคนที่กำลังรู้สึกว่าถูกคุกคาม รอยยิ้มแปลกๆ ของพ่อเลี้ยงนั้นอาจจะตีความไปได้ว่ากำลังขบขันที่เขาคิดมากเกินไป กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรเกินเลยทั้งที่ไม่จริงสินะ





พัทธเกร็งตอนที่เขาคลึงวนอยู่ที่ต้นขาใต้กางเกงบอลที่เด็กหนุ่มใส่นอน ความเย็นของยาและฝีมือการนวดที่ไม่รู้ว่าดีหรือแย่ แต่ทำให้เขามึนงงไปหมด ไล่สายตามองตามมือใหญ่ที่ยังสอดอยู่ใต้ร่มผ้าอย่างระแวง สลับกับมองใบหน้าที่ดูตั้งอกตั้งใจ เหมือนกับเขาไม่ได้ทำอะไรที่ผิดปกติแม้แต่นิด





“ตรงนั้นพอแล้วมั้งครับ” ตัดสินใจเอ่ยเสียงพร่า เพราะกลัวว่าหากนานกว่านี้บางอย่างจะถูกปลุกขึ้นมาให้ได้อับอายกันอีกรอบ อภิรักษ์เงยหน้ามองลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง จึงขยับเลื่อนมือไล้ลงตามขามาจนถึงเข่า





ร่างบางยังไม่ทันได้สบายใจ ก็รู้สึกว่าจังหวะการนวดคลึงของนายทหารเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก





เชื่องช้า...





เนิบนาบ...





แต่หนักแน่น





มือหยาบกร้านที่ผ่านปืนผ่านการฝึก กำลังไล้ไปตามขาของเขาที่เริ่มหายชาอย่างถนอม





พัทธไม่อยากคิดไปไกลว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะดูยังไงพ่อเลี้ยงหนุ่มของเขาก็เพียงแต่ช่วยนวดบรรเทาปวดให้ก็เท่านั้น





จวบจนวินาทีที่ขาเรียวถูกยกขึ้น





และริมฝีปากรูปกระจับนั่น จรดลงที่หลังเท้าของเด็กหนุ่ม





ราวกับทาสผู้ซื่อสัตย์กำลังสาบานรักต่อเจ้าชีวิต





เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ยามที่ตาเหยี่ยวนั่นเงยขึ้นมาสบหลังจุมพิตบนหลังเท้าของเขา ภายใต้ท้องฟ้าจำลองในห้องนอนนี้...

 




--------------
#จอมลวง

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 6






พัทธรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคุกคาม ซึ่งคนที่กำลังคุกคามเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพ่อจอมของเขาเอง เด็กหนุ่มตะขิดตะขวงใจกับพฤติกรรมหลายๆ อย่างของพ่อเลี้ยง แต่ก็พยายามจะมองข้ามไป แม้หลายครั้งที่หลับตาลง สัมผัสชวนวาบหวามยามมือหยาบนั่นไล้ลงที่ต้นขาเขา แล้วประทับจูบลงบนหลังเท้าราวกับจะปลุกเร้า





เหี้ยแล้ว!





ลืมตาขึ้นในห้องสว่างจ้า จนต้องเอามือป้องแสงให้สายตาได้ปรับการมองเห็น





“คิดอะไรอยู่เนี่ย” หัวทุยสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเดินกะเผลกพาตัวเองลงไปชั้นล่าง





วันนี้วันเสาร์

ครอบครัวเขาอยู่บ้านกันครบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ท่านนายพันที่เขาพยายามเลี่ยงอยู่ ตั้งแต่เจอประสบการณ์นวดแบบประหลาดเมื่อหลายวันก่อน





“แม่จะไปไหนครับ?” เด็กหนุ่มชะงัก เอียงคอมองมารดาที่สั่งให้พี่น้ำหนึ่งยกกระเป๋าเดินทางลงมาชั้นล่าง





“ตายละ แม่ลืมบอกลูกหรอเนี่ย” คำพูดราวกับตำหนิตัวเอง แต่น้ำเสียงหล่อนกลับกลั้วหัวเราะ





“แม่ต้องตามท่านอธิบดีไปประชุมใหญ่ที่เขาใหญ่จ้ะ” หล่อนอธิบายแล้วจุมพิตกระหม่อมลูกชายอย่างเอ็นดู





“เขาใหญ่หรอครับ?”





“ใช่จ้ะ รัฐเขาปิดรีสอร์ตในเขาใหญ่จัดประชุมเลยนะ งานนี้คนใหญ่คนโตกับนักข่าวตรึม” แพรวพลอยอธิบายพลางพยุงลูกชายไปนั่งที่โซฟาหน้าทีวี





“แล้วพ่อละครับ?” พัทธภาวนาในใจให้มารดาเอาพ่อเลี้ยงไปด้วย ถึงแม้จะไม่ได้ขุ่นเคืองอะไรกันแล้ว แต่หากต้องอยู่กันตามลำพังร่างบางก็เกิดหวั่นใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล





“พ่อไม่ได้ไปหรอก แม่เขาไปคนเดียว” พัทธไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงเดินออกมาจากทิศไหน มาอีกทีก็ขยี้หัวเขาน้อยๆ แล้วเดินอ้อมไปนั่งโซฟาอีกตัว





“ใครว่าคนเดียวคะ ฉันขโมยคนขับรถคุณไปด้วยต่างหาก” หล่อนพูด ปรายตาไปทางน้ำหนึ่งที่ยิ้มรับงาน





แพรวพลอยขออนุญาตสามีเอาไว้หลายวันแล้ว เรื่องต้องไปประชุมแต่ติดขัดตรงการเดินทาง ตามจริงหล่อนอยากจะขับรถไปเองคนเดียวเพราะคล่องตัวกว่า แต่อภิรักษ์ไม่ยินยอม ผู้หญิงคนเดียวเดินทางไกลและเส้นทางเปลี่ยวแบบนั้นไม่ปลอดภัยแน่ เขาจึงสั่งให้ลูกน้องเป็นคนขับรถไปให้ ในอีกแง่คืออภิรักษ์รู้ว่าแพรวพลอยต้องแอบให้ทิปน้ำหนึ่งชดเชยที่เขาสั่งตัดเงินเดือนไป จึงถือว่านี่เป็นงานพิเศษ และเจ้าลูกน้องก็จะได้รับเงินได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าเขาจะลงโทษซ้ำ





“เอาสิ ใช้งานกันให้เต็มที่เลย ผมยกให้คุณตามสบาย” อภิรักษ์ยกยิ้ม เอ่ยปากยกลูกน้องคนสนิทให้ภรรยา





“แหม ฉันไม่กล้าเอามาถาวรหรอกค่ะ เพราะเดี๋ยวน้ำหนึ่งจะคิดถึงเจ้านายเก่าผู้ใจดีจนหนีกลับไป” แพรวพลอยหัวเราะ พาลทำให้พัทธหัวเราะตามไปด้วย เพราะทั้งบ้านต่างก็รู้ดีว่าถ้าพ่อเขายกน้ำหนึ่งให้แม่เอาไปใช้งานจริงๆ ละก็ มีหวังพ่อไม่ได้เห็นหน้าพี่น้ำหนึ่งอีกเลยแน่ๆ





ก็เล่นข่มจนคนกลัวขนาดนั้น…





“น้ำหนึ่งมันไม่พิศวาสผมขนาดนั้นหรอก” อภิรักษ์หัวเราะในลำคอ แต่น้ำหนึ่งรีบโพล่งแก้ตัว





“ไม่นะครับนาย ทำงานกับนายดีที่สุดแล้ว” ชายหนุ่มเข้าประจบเรียกเสียงหัวเราะอีก





อภิรักษ์เอ่ยปากด่าลูกน้องอย่างไม่มีเสียงว่า ‘ตอแหล’ ซึ่งน้ำหนึ่งก็ยิ้มรับหน้าบานเพราะรู้ว่านายตนไม่ได้จริงจัง





“เอาละ สองพ่อลูกดูแลปากท้องกันเองนะ แม่ไม่ได้ทำอะไรไว้แต่ของสดเต็มตู้เลย ต้องไปเสียละเดี๋ยวจะสาย ไปน้ำหนึ่ง” หล่อนสั่งทุกคนในบ้านเร็วๆ ก่อนดันให้นายทหารรับใช้ยกกระเป๋านำออกไป





พัทธมองแม่ที่โบกมือลาจนสุดสายตาพร้อมรอยยิ้ม ลืมเสียสนิทว่ามีใครอีกคนนั่งอยู่ไม่ไกลนัก จนเมื่อเสียงรถแล่นพ้นประตูรั้วเขาก็ถอนหายใจอย่าสงบ





“นี่” เสียงทักทำเอาคนเหม่อสะดุ้ง หันไปมองพ่อเลี้ยงที่เปลี่ยนโซฟามานั่งตัวเดียวกับเขาเมื่อไหร่ไม่รู้





“หิวไหม จะกินอะไรดี?” อภิรักษ์พูดอย่างปกติ คนเป็นลูกกวาดตามองอีกฝ่ายพยายามนึกว่าจะมาไม้ไหน แต่ที่สุดก็ถอนหายใจพร่ำว่าตนคงคิดมากไปเอง





“ไปดูก่อนดีกว่าฮะ ว่าแม่ทิ้งอะไรไว้ให้เราบ้าง” เมื่อเห็นว่าพ่อเลี้ยงนั่งรอคำตอบเขาอย่างจริงจัง พัทธเลยเสนอความคิดเห็น นายทหารใหญ่พยักหน้ารับก่อนลุกเดินเข้าครัวไปสำรวจ ส่งเสียงกุกกักให้ได้ยิน





“มีแต่นี่” อภิรักษ์ชูถุงเนื้อแช่แข็งให้เขาดูจากประตูครัว





“อืม... ถ้างั้นสเต็ก... ดีไหมฮะ?” เด็กหนุ่มเสนอ เพราะดูจะเป็นเมนูง่ายที่สุดที่ผู้ชายสองคนพอจะทำได้ในเวลานี้





“แต่พ่อทำไม่เป็นนะ” นายทหารจอมห้าวว่าเสียงแผ่ว จุดรอยยิ้มบนใบหน้าคนอ่อนวัยกว่า





“ไม่เห็นยากเลยฮะ เดี๋ยวพัทธสั่งแล้วพ่อก็แค่ทำตาม” เด็กเจ้าเล่ห์เริ่มคิดแผนการแก้แค้นขึ้นมาในหัว ยิ้มหวานปนเจ้าเล่ห์โดยที่อภิรักษ์ไม่ได้สังเกต





“แน่ใจนะว่าเราจะกินได้” อภิรักษ์ถามย้ำ เพราะเรื่องเดียวในโลกที่เขาไม่ถนัดเอาซะเลยก็คือการเข้าครัวนี่แหละ ตั้งแต่เด็กจนโตเขาพอจะทำอาหารพื้นๆ ได้บ้าง อย่างเมนูไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ให้ถึงขั้นปิ้ง ย่าง ผัด ทอด ต้ม ที่ต้องปรุงหลายขั้นตอนนั้นเขาสู้ไม่ไหว กลัวจะทำครัวพังซะมากกว่า





“พ่อเชื่อใจผมสิ” พัทธเดินกะเผลกแต่ยิ้มร่าเหมือนลืมเจ็บ ลากเก้าอี้เข้าครัวมาอย่างหมายมาด





อภิรักษ์มองอีกฝ่ายอย่างระแวงว่าจะมีแผนการอะไร แต่ก็ยอมตามน้ำเพราะเพิ่งจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

 









“ไหม้แล้วพ่อ! ไหม้แล้ว พลิกเลย พลิก!” เสียงร้องเหมือนเชียร์มวยดังลั่นครัว เมื่อเด็กหนุ่มนั่งพิงเคาน์เตอร์ สั่งให้พ่อเลี้ยงลงมือทำอาหารนั่นนี่พร้อมๆ กันจนหัวหมุน





อภิรักษ์คว้าตะหลิวจัดการพลิกเนื้อสเต็กของตน ที่ปรากฏว่าด้านหนึ่งเกรียมจนขึ้นสีดำ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะแก้ไขอะไรเสียงหวีดของหม้อน้ำร้อนก็ร้องขึ้นเป็นระฆังยกต่อไป





“ลดไฟสิครับ ไม่ใช่ปิดไฟนะพ่อ ลดเฉยๆ แล้ว รีบเปิดเตาใหม่เลยเดี๋ยวเฉาหมด” ผู้กำกับตัวน้อยนั่งชี้นิ้วสั่งอย่างอารมณ์ดี คำพูดคำจาเหมือนเป็นห่วง แต่คนฟังก็รู้หรอกว่าอยากแกล้งเขามากกว่า





อภิรักษ์วิ่งวุ่นทั้งเนื้อสเต็ก ทั้งไข่ต้ม แล้วก็สปาเก็ตตี้ เขาคิดว่าการทำอาหารจะไม่ยากอย่างที่เป็นอยู่แน่ๆ ถ้าพัทธไม่สั่งให้เขาทำทุกอย่างพร้อมกัน นั่นนิดนี่หน่อยก็ไล่เขาให้หยิบจับอีกอัน แล้วก็วกกลับมาอีกเมนู ร่างสูงเหงื่อซึมออกจากขมับเพราะความร้อนจากหน้าเตา ในขณะที่คนชี้นิ้วสั่งหัวเราะชอบใจกับความวุ่นวายของเขา





“เสร็จแล้ว” อภิรักษ์พูดขึ้น เหมือนเป็นการลั่นระฆังหมดเวลาแผนร้ายของเด็กชายเจ้าเล่ห์





พัทธมองสภาพพ่อเลี้ยงในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงนอน ที่ออกอาการเหนื่อยจนเหงื่อผุดตามไรผม





“เอาซอสมะเขือเทศนะครับ” พัทธรีบชี้นิ้วสั่งตอนอภิรักษ์จัดจานใหญ่ คนเป็นพ่อชะงัก มือข้างหนึ่งถือซอสมะเขือเทศ อีกข้างก็เท้าเอวอย่างเอาเรื่อง





“อย่าช้าสิครับ ผมหิวแล้วนะ” พัทธว่าหน้าระรื่น อภิรักษ์แค่นเสียงเทซอสอย่างที่อีกคนสั่ง





ร่างบางมองตามพ่อที่กำลังจัดการตามคำสั่งเขา แม้จะวุ่นวายไปสักหน่อยแต่อาหารก็ดูเหมือนจะว่าจะทานได้





“เฮ้! นี่!” เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัว ตอนที่พ่อเลี้ยงพุ่งเข้าชิดเก้าอี้แล้วแต้มซอสมะเขือเทศที่ปลายจมูกตน





“ฮ่าๆ” อภิรักษ์หัวเราะอย่างผู้มีชัย ตอนที่มือน้อยปาดเอาซอสนั่นทิ้ง





“ได้ไง เล่นโกงตอนไม่ตั้งตัวนี่นา” พัทธร้องท้วงท้ารบ อภิรักษ์วางขวดซอสแล้วก้าวเข้าหา ในขณะที่ตากลมเปลี่ยนเป็นกวางระวังภัยแทนหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวที่คอยออกคำสั่งเมื่อกี้





“เดี๋ยวๆ อ๊ากกกกก ฮ่าๆ ปล่อยโพ้มมมม พ่อออ ปล่อยโผมมม ฮ่าๆๆ” อภิรักษ์โจมตีจุดอ่อนลูกชายตรงเอวอย่างไม่ปราณี จี้จนเด็กน้อยแทบจะกลิ้งตกเก้าอี้ก่อนจะได้กินข้าว ร่างเล็กดิ้นรนในวงแขนกว้างที่กักทางเขาไม่ให้หนี สองมือทั้งผลักทั้งดัน ร้องขอความเห็นใจปนหัวเราะอย่างหยุดไม่อยู่





อภิรักษ์เอาคืนลูกจนสะใจ เห็นเด็กหนุ่มขดเป็นกุ้งหมดแรงแต่ก็ยังหัวเราะไม่หยุด เขาหัวเราะตามแล้วถอยออกมามองผลงานเป็นการสงบศึก แต่ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกร่างเล็กพุ่งเข้าใส่เขา แม้อีกฝ่ายจะขาเดี้ยงอยู่ก็ตาม น้ำหนักทั้งหมดโถมใส่อภิรักษ์





นายทหารหนุ่มล้มตึงมีเด็กเจ้าเล่ห์คร่อมอยู่บนตัว ทำท่าราวกับฆาตกรโรคจิตโดยที่ในมือมีอาวุธเป็นซอสมะเขือเทศ





“เสร็จแน่” พัทธประกาศหมายมาดจะแต้มสีให้ใบหน้าหล่อของพ่อเลี้ยง





“หยุดนะ ไม่เล่นแล้ว โอ้ย” อภิรักษ์ประกาศยอมแพ้ พยายามกันมือลูกชาย





เสียงหัวเราะดังลั่นห้องครัวที่เริ่มจะเละเทะ เพราะสงครามซอสมะเขือเทศของสองพ่อลูก พัทธหัวเราะมากที่สุดในรอบเดือน แถมยังรู้สึกมีชีวิตชีวาสุดๆ เหมือนได้ชีวิตแบบเดิมคืนมาแล้ว ทางฝ่ายอภิรักษ์ก็ไม่แพ้กัน การได้เล่นกับลูกทำให้เขาผ่อนคลายปัญหาตึงเครียดที่คิดไม่ตกตลอดหลายวัน ราวกับปล่อยวางโลกของความเป็นจริงแล้วหนีหายไป





แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องสะดุดลง เมื่อเสียงออดที่ประตูหน้าดังขึ้นขัดจังหวะ





สองพ่อลูกพยุงกันออกมาดูแขกไม่ได้รับเชิญ พร้อมกับสีหน้าผะอืดผะอมของลูกชายสุดที่รักของตนยามเห็นหน้าผู้มาเยือน





ท็อป...





อภิรักษ์หุบยิ้มทันทีที่เห็นว่าผู้มาเยือนเป็นตัวปัญหาใหญ่ที่เขายังไม่ได้สะสาง ตั้งแต่คราวที่พาลูกชายเขาไปมั่วสุม เขาหันไปมองหน้าลูกชายที่ยืนชิดกัน สีหน้าเด็กหนุ่มดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนอภิรักษ์ต้องแตะไหล่เบาๆ เป็นการเตือน





“ไปเถอะ” เขาปล่อยลูกแล้วเดินเลี่ยงกลับเข้าครัว เพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมาทำไม และพัทธจะจัดการกับปัญหายังไง

 

เด็กหนุ่มเดินกะเผลกไปเปิดประตูให้ท็อปแล้วเดินนำเข้ามาในบ้าน หากเป็นแต่ก่อนเขาคงเอ่ยต้อนรับท็อปด้วยเสียงแจ่มใส และหาขนมนมเนยมาให้อย่างดี แต่พอได้รู้ฤทธิ์เดชของอีกฝ่าย พัทธก็ไม่คิดจะกลับไปรื้อฟื้นมิตรภาพอะไรด้วยอีก





“ขอบคุณครับ” เป็นอภิรักษ์ที่เอาน้ำมาเสิร์ฟให้ ท็อปรีบขอบคุณแม้จะไม่กล้าสู้หน้าพ่อของพัทธที่จ้องตนเขม็งก่อนเดินจากไป





“ต้องการอะไร” ร่างเล็กเอ่ยเข้าสู่ประเด็นโดยไม่มีคำทักทาย





ท็อปปั้นหน้าไม่ถูกครู่หนึ่ง ก่อนฉายยิ้มกว้างกลับมาอย่างที่ดูออกว่าเสแสร้ง





“อย่าพูดจาไร้เยื่อใยแบบนั้นน่า นี่ยังไม่หายโกรธอีกหรอ” น้ำเสียงใสแจ๋ว แต่กลับทำให้คนฟังที่ขุ่นมัวอยู่แล้ว อยากจะลุกหนีแล้วไล่อีกฝ่ายไปให้ไกล





“อย่าให้ต้องเสียเพื่อนเพราะเรื่องแค่นี้น่าพัทธ ฉันขอโทษที่ฉันทำไป” อีกฝ่ายว่าง่ายๆ แต่พัทธเชิดคอขึ้นหัวเราะอย่างสมเพช





คำว่า ‘เรื่องแค่นี้’ ของท็อปทำให้ร่างบางนึกว่าตัวเองช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน ที่คบกับคนพันธุ์นี้มาตั้งนานสองนาน





“ไม่ต้องพล่ามเรื่องอื่น เข้าเรื่องสักที”





“ใจร้อนชะมัด” ท็อปพ่นลมหายใจเบาๆ





“ฉันอยากได้ความช่วยเหลือจากแก” อดีตเพื่อนรักยกเท้าขึ้นนั่งไขว่ห้าง เอนตัวทำท่าราวกับเป็นผู้บัญชาการที่กำลังสั่งลูกน้อง ไม่ใช่เพื่อนผู้สำนึกผิดอย่างทีแรกที่ก้าวเข้ามาในบ้าน





พัทธร้องเหอะออกมาแทบไม่ทัน เขาเดาไม่ผิดสักนิดว่าอดีตเพื่อนรักผู้แสนดีของเขาคงต้องการอะไรแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่ถ่อมาหาเขาถึงบ้าน ทั้งที่หลังจากเหตุการณ์บัดซบนั่นแทบจะไม่เคยทักทายกันด้วยซ้ำ





“แล้วอะไรทำให้แกคิดว่าฉันจะยอมช่วย?” พัทธเหยียดยิ้มที่มุมปาก เขาไม่ต้องฟังคำอธิบายอื่นใดด้วยซ้ำ ต่อให้มันจะต้องตายในวันพรุ่งนี้ เขาก็จะไม่ลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก

 



ในยามที่พัทธรักและเชื่อใจ เขาพร้อมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก หากเขาได้เชื่อมั่นแล้วละก็ เขาจะมุ่งลงนรกไปด้วยกันเลยก็ได้ หากนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อช่วยเหลือกัน





แต่การทรยศมันยังผลมากกว่าความรัก เขาจะปิดกั้นทุกทางที่จะต้องยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่าย ทำให้คนๆ นั้นเหมือนไร้ตัวตนสำหรับเขาบนโลกนี้ แม้จะมานอนตายต่อหน้าต่อตาก็ตาม ถึงเขาจะไม่ใช่พวกที่แค้นจนต้องไปลากมันมาฆ่าด้วยมือตัวเอง แต่เขาก็พร้อมจะนิ่งเฉยดูคนที่หักหลังโดนกรีดเนื้อที่แล่แผ่นจนเลือดหมดตัว





เด็กดีย่อมมีด้านมืดเสมอ





“ฉันคิดว่าแกเป็นคนดี แล้วไม่น่าจะถือโทษเรื่องบ้าๆพวกนั้น” ท็อปผุดเปลี่ยนท่านั่ง ขยับเข้ามาใกล้เขาอีก แต่พัทธขยับหนีห่าง อีกฝ่ายเลยไม่ตาม





“แกคงไม่อยากเห็นฉันหมดอนาคตใช่ไหมละ?”





“แต่แกเกือบทำฉันหมดอนาคตนะ” พัทธทวนความจำให้เพื่อน หากว่าพ่อเขาไม่เส้นใหญ่ ป่านนี้เขาอาจจะโดนพ่วงคดีไปอีกหลายกระทง ไม่ใช่แค่ทัณฑ์บนอย่างที่โดนอยู่





“มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่หว่า”





“มันช่วยได้แน่ ถ้าแกไม่สะเหล่อโกหกแล้วพาฉันไปที่นั่น” ร่างบางไม่ใช่คนพูดมาก แต่ใช่ว่าเขาจะจำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งยามที่ตัวเองต้องมองพ่อผ่านลูกกรงห้องขัง นั่นเป็นสิ่งที่เขาจดจำได้ดีที่สุดในคืนนั้น





“เอาน่า ฉันก็ขอโทษแล้วไง” ท็อปพยายามประนีประนอมแต่เห็นว่าเพื่อนชักสีหน้าเลยเปลี่ยนเรื่อง





“ฉันอยากให้แกช่วยจริงๆ”





“เรื่องอะไร?” แม้จะตัดสินใจไปก่อนแล้วว่าไม่ยื่นมือไปยุ่งแน่ แต่เขาก็อยากรู้ว่าสาเหตุอะไรที่มันต้องมาหาเขา





“ไอ้ไทม์โดนเรื่องขายยาในคืนนั้น” ท็อปเล่าสีหน้ากังวล





“สัตว์เอ้ย” พัทธเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่รอดมาได้ ทั้งที่เข้าไปพัวพันกับคนพวกนี้





“เดี๋ยวอย่าเพิ่งด่า คือ... ก็นั่นแหละ แต่มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้เล่นยา ไม่ได้ขายด้วย” ท็อปพยายามให้เพื่อนฟังให้จบ ร่างบางกวาดสายตามองสภาพท็อป เขาเคยมั่นใจว่ามันไม่ยุ่งกับของพวกนั้นแน่หากเป็นก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีความไว้ใจมันสักนิด





“แล้วยังไง?”





“ตำรวจมันจะพ่วงเอากูไปด้วย เพราะคืนนั้นกูอยู่กับมันทั้งคืน” ท็อประบาย





“กูอยากให้มึงช่วยไปเป็นพยานให้ เพราะมึงก็อยู่กับกูตลอด กูแค่แดกเหล้า ไม่ได้เล่นยาขายยาอะไรกับใครทั้งนั้นมึงก็รู้”





“กูไม่รู้” พัทธสวนกลับเสียงดังฟังชัด เขาไม่สนว่าท็อปจะอ้าปากค้างหรืออะไร จริงอยู่ที่เกือบตลอดเวลาในคืนนั้นท็อปอยู่ในระยะสายตาเขา แต่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องใส่ใจให้ความช่วยเหลือมันแบบนั้น





“มึงจะไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อมึงอยู่กับกูทั้งคืน!” ท็อปเริ่มขึ้นเสียง





พัทธเป็นความหวังสุดท้ายที่จะเป็นพยานความบริสุทธิ์ของเขา เพราะพี่ชายโดนหิ้วไปแล้ว และพ่อของพัทธที่เครดิตดีจนทำให้เพื่อนเขารอดไปได้ก็น่าเชื่อถือพอที่จะทำให้คำพูดพัทธมีน้ำหนัก





“กูไม่รู้” ร่างบางเหยียดยิ้มอย่างสาแก่ใจยามย้ำคำเดิม





“กูไม่เคยรู้จักมึง”





“แต่มึงเป็นเพื่อนกูนะ!” ท็อปอ้าง





“แล้วเพื่อนเขาทำกับเพื่อนแบบนี้หรอวะ! โยนทุกอย่างมาให้กู โกหกจนบ้านกูแทบแตก กูต้องทะเลาะกับพ่อกับแม่ ต้องเข้าคุก เป็นขี้ปากชาวบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนกับมึงแล้วมีชีวิตอย่างนั้น กูยอมมีเพื่อนเป็นหมาดีกว่า!” เด็กหนุ่มประกาศจนท็อปกำมือแน่นจนสั่น





“แต่มึงต้องช่วยกู มึงเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้ไม่ได้!”





“กูรอดได้ เพราะกูไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับอะไรแบบนั้นตั้งแต่แรก ส่วนมึง กูไม่สนหรอกว่าจะโดนพ่วงไปกี่คดี แต่อย่ามายุ่งกับกูอีก” พัทธสบตาไม่ละ แม้จะตัวเล็กกว่าและเจ็บตัวอยู่ แต่เขาไม่มีความกลัวคนตรงหน้าเลยแม้แต่นิด





“มึงมันเห็นแก่ตัว” ท็อปด่าเขา





“แค่นี้ทำไม...”





ซ่า!

น้ำในแก้วที่ไม่มีใครแตะต้องยามนี้ ถูกเจ้าของบ้านสาดใส่เต็มหน้าอดีตเพื่อนรัก





“...” ผู้มาเยือนเม้มปาก แน่นปาดเอาน้ำออกจากหน้า





“เหี้ยเอ๊ย!” น้ำอีกแก้วสาดเข้าใส่พัทธ แต่โดนแค่ช่วงอกไม่หนักเท่าท็อปที่โดนเต็มๆหน้า





“เฮงซวยจริงๆ ไอ้คนเห็นแก่ตัว” ท็อปลุกขึ้นจะเอาเรื่อง





“เก็บไว้ด่าตัวมึงเองเหอะ” พัทธไม่แม้แต่จะหนี เขายังนั่งอยู่ที่เดิมและจ้องคนที่เงื้อหมัดจะชกเขา



 

“คิดว่าถ้าทำแบบนั้น แล้วจะรอดออกจากที่นี่ง่ายๆ งั้นสิ” เสียงบุคคลที่สามเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทำให้เด็กหนุ่มใจร้อนชะงักค้าง อภิรักษ์ในชุดเดิมกอดอกพิงเสามองมายังเขาสองคนที่อยู่ในท่าพร้อมจะรบรา





“ผ... ผม...” ท็อปหดมือกลับ ถ้าแค่พัทธเขาไม่หวั่นอยู่แล้ว แต่นายทหารระดับนายพันไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาควรจะเล่นด้วย





“ออกไปจากบ้านฉันซะ ก่อนฉันจะเรียกตำรวจมาเพิ่มข้อหานายอีกกระทง” อภิรักษ์สั่งเสียงเหมือนเดิมไม่ได้ร้อนรนหรือเสียงดังอะไร แต่กลับทำให้ ท็อปหวาดหวั่นจนรีบคว้าเอาของตัว ย่ำออกจากชุดโซฟารับแขก





“เดี๋ยว” ก่อนจะพ้นประตูบ้าน อภิรักษ์ก็ตามมารั้งไว้ ท็อปหันกลับไปมองผู้ใหญ่คนเดียวในบ้านอย่างหวาดๆ





“อย่าให้ฉันเห็นว่าแกมายุ่งอะไรกับลูกชายฉันอีก ถ้าไม่โง่แกน่าจะรู้ว่าแค่ฉันยกหูโทรศัพท์ แกก็ไปนอนอยู่ก้นแม่น้ำได้เลย” อภิรักษ์พูดเบาลงเพื่อให้ได้ยินกันสองคน





“อย่าคิดจะลองดีกับฉัน” เด็กหนุ่มไม่รับปากหรือปฏิเสธ ทำเพียงแค่ข่มกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ แล้วจ้ำอ้าวออกจากบ้านของอดีตเพื่อนรักแบบลืมตาย





คนเป็นพ่อมองตามผู้ไม่ประสงค์ดีจนสุดสายตา แล้วจึงวกกลับมาหาลูกชายที่คงหมดอารมณ์ทานข้าวที่อุตส่าห์ทำไว้





“ไม่เป็นไรใช่ไหมเรา” อภิรักษ์เดินกลับมาหาลูก มองชุดนอนของพัทธที่เปื้อนน้ำเป็นปื้น





“ไม่เป็นไรครับ” พัทธบอกตามจริง





“ดีแล้วล่ะ แล้วไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกันอีกนะ คนแบบนี้” เขาสั่งลูกที่นั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก





“ผมขอโทษนะครับคุณพ่อ” ร่างบางเลือกจะเอ่ยออกมาอย่างอัดอั้น ยิ่งเห็นธาตุแท้ของเพื่อนเขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดกับความวุ่นวายทุกอย่างที่เขาก่อ





“ขอโทษอะไรละ พัทธไม่ได้ทำอะไรผิด” มือใหญ่ขยี้หัวคนตัวเล็กที่ก่อนหน้านี้ทำเก่งใส่เพื่อน แต่ตอนนี้ดูใกล้จะร้องไห้เต็มที





“อ้ะ!.. ทำอะไรเนี่ย!!” เด็กหนุ่มร้องลั่น เมื่อพ่อเลี้ยงหนุ่มฉวยโอกาสอุ้มเขาขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว





“เฮ้ย! ปล่อยผมลงนะ จะทำอะไร!?” พัทธปรับอารมณ์ไม่ทัน ตะโกนท้วงลั่นบ้าน





คนเป็นพ่อได้แต่หัวเราะ ก่อนจะอุ้มพาเจ้าตัวเล็กของเขาเข้าไปในห้องนอนใหญ่อย่างทุลักทุเล





“คุณพ่อ ไม่เอานะ พ่อ!!”



 

ตู้ม!!

ร่างของเด็กน้อยถูกโยนลงอ่างจากุซชี่ที่มีน้ำเต็มอ่าง พัทธโผล่หัวขึ้นมาไอค่อกแค่ก ตอนที่พ่อเดินหายไปในส่วนที่แห้ง ร่างบางมองตามอย่างระแวง เขาสำลักน้ำจนตาแดงจมูกแดงไปหมด แถมเสื้อผ้าทุกชิ้นก็เปียกโชก





“เล่นบ้าอะไรเนี่ย?” เขาตะโกนว่าพ่อ อดหงุดหงิดไม่ได้





“เราเปื้อนก็ควรจะอาบน้ำสิ” เสียงอภิรักษ์ตอบกลับมาแต่ยังไม่เห็นตัว ร่างบางขบกรามงอแงที่โดนแกล้ง จากที่เปียกเพราะน้ำแก้วเดียวกลายเป็นเปียกน้ำทั้งอ่าง





“บอกกันดีๆ สิฮะ ผมอาบเองได้น่า” เด็กหนุ่มประกาศ ยันร่างที่เคลื่อนไหวลำบากเพราะเฝือกที่ขาจะขึ้นจากอ่าง แต่ก็ต้องนิ่งเมื่อพ่อเลี้ยงของเขาเดินกลับเข้ามาในส่วนเปียก พร้อมผ้าเช็ดตัวพันเอวผืนเดียว





“พ่อจะอาบให้ ไม่ดีหรือไง?”





พัทธไม่ทันได้คิดหรอกว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะรู้ตัวอีกทีผ้าเช็ดตัวผืนน้อยที่พันเอวสอบ ปิดส่วนล่างกำยำของพ่อเลี้ยงก็ถูกปลดทิ้ง วางนิ่งอยู่ที่ประตูกั้นส่วนเปียกเรียบร้อยแล้ว






เหลือเพียงร่างสูงเปลือยเปล่ากำลังเดินเข้ามาหาเขาที่ได้แต่อ้าปากค้าง...











-------------------
จอมลวง

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
 ค้างมากๆคับ มาต่อโดยเร็ว

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ท็อป ทั้งที่ผ่านมาโกหกพัตร
จนเกิดเรื่องเลวร้าย ยังมีหน้ามาขอให้พัตรช่วย
แล้วพอไม่ช่วย ก็ต่อว่าทำท่าข่มขู่อีก
เป็นเพื่อนชั่ว เลวจริงๆ
รอดูจอมลวง จะลวงไรอีก
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 7



ร่างสูงกำยำย่อตัวแทรกลงในอ่างที่ลูกชายตัวเล็กหดตัวอยู่ที่ริมอีกฝั่ง เด็กหนุ่มมองมาทางพ่อเลี้ยงอย่างตกตะลึงไม่วางตา จนอภิรักษ์หัวเราะนิดๆ





“ผม... ผม...” พัทธพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นพ่อพกปืนมาอาบน้ำด้วยกัน





ปืนใหญ่เสียด้วย!





คนตัวเล็กหน้าแดงจนถึงใบหู ร้อนจนต้องกวักน้ำขึ้นล้างหน้า





“ถอดเสื้อผ้าสิ” ไม่สั่งเปล่า มือหยาบส่งไปจัดการดึงชายเสื้อของลูกชายถลกขึ้นให้พ้นหัว พัทธดีดตัวหนี แม้จะใส่เฝือกอยู่แต่ความตกใจมันมากกว่า





“ผมโตแล้วนะ” ร่างบางว่า อายที่เห็นสภาพเปลือยเปล่าของพ่อเลี้ยง





“ถ้าโตแล้ว ก็มาพิสูจน์หน่อยสิ” อภิรักษ์ยิ้มกริ่ม





“ไม่เอาด้วยหรอก น่าอายจะตาย” พัทธงอแง





“อายอะไร ผู้ชายเหมือนกัน” อภิรักษ์ตอบลูกน้ำเสียงทะเล้น แต่สายตา... พัทธก็ย้ำบ่งบอกว่าตัวเองไม่ไว้ใจความเจ้าเล่ห์นั่น





“ผมอาบเองได้น่า” พัทธเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่รู้จะเถียงต่อไปยังไง อภิรักษ์ดึงอีกคนให้ลงมาในน้ำเหมือนเดิม





“ไม่กล้าถอดหรือว่า... เล็ก” เขากระซิบที่ข้างหู พอจบประโยคก็โดนหมัดหลุนๆ เข้าที่ท้องไปที ทำเอาจุก





“เล็กอะไร วันนั้นก็เห็นแล้วนี่” เด็กน้อยตะโกนอ้างถึงเหตุการณ์ที่โรงพยาบาล ทว่าคนพูดเองกลับอายจนหน้าร้อนเมื่อเผลอคิดถึงวันนั้น





“มันมืดนี่ ไม่ได้เห็นจะๆ สักหน่อย” อภิรักษ์หยอก พลางจับลูกชายถอดเสื้อ





“ดูซิว่าจะโตขนาดไหนแล้ว”





“เป็นโรคจิตรึไง?” ร่างบางว่า แต่ตัวเองก็ชูสองแขนขึ้น ให้พ่อเลี้ยงดึงเสื้อที่เปียกโชกออกจากตัว





“อะไร แค่พ่ออยากเห็นพัฒนาการของลูกนี่ต้องเป็นโรคจิตเลยหรอ?” อภิรักษ์ว่าเสียงน้อยใจ แต่ร่างเล็กไม่เชื่อน้ำเสียงเสแสร้งนั่นเลยสักนิด เด็กหนุ่มฮึดฮัดใส่ เมื่ออภิรักษ์ขยับให้อีกคนที่หันหน้าเข้าหากันในทีแรก ให้นั่งหันหน้าไปอีกทาง





“คุณโรคจิตขึ้นทุกวัน” เด็กหนุ่มว่าอย่างถือดี พ่อเลี้ยงชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ตาคู่คมเปลี่ยนแววชั่วขณะ ตอนที่จ้องแผ่นหลังขาวเนียนที่แผลช้ำจางหายไปหมดแล้ว





“ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นแบบนั้นละ”





นี่ไงเล่า!

 



พัทธอยากจะตะโกนร้อง ไอ้ท่าทีที่เหมือนกำลังประโลมหญิงสาว การกระซิบกระซาบข้างหูที่เกินจำเป็น กับน้ำเสียงแหบพร่าที่ชวนให้คนฟังคิดลึกเกินกว่าประโยคที่ได้ยิน นี่แหละที่เขามองว่าพ่อเลี้ยงกำลังมีจุดประสงค์บางอย่างอยู่





“คุณทำเหมือนผมเป็นผู้หญิงมากขึ้นทุกวัน” พัทธเอ่ยพลางถอนหายใจ อภิรักษ์บีบสบู่เหลวใส่มือแล้วลูบลงแผ่นหลังเขาช้าๆ จนรู้สึกประหลาดในอก





“บางทีพ่อก็อยากได้ลูกผู้หญิง” อภิรักษ์ตอบกลับเขา โดยที่เขาไม่เห็นสีหน้าของพ่อเลี้ยงตอนที่พูดประโยคนั้น





“ไม่ใช่ลูกผู้หญิง” พัทธพึมพำ คนด้านหลังชะงักมือเหมือนรอฟัง





“พ่อทำเหมือน... ผมเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง” ริมฝีปากเล็กกลั้นใจเอ่ยออกไปชัดถ้อย เพื่อจะได้ไม่ต้องพูดจากระดากปากแบบนั้นอีก





ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรประหลาดระหว่างเขากับพ่อเลี้ยง ตั้งแต่ที่เขากลับมาจากโรงพยาบาล บรรยากาศสีม่วงที่เขารู้สึกขนลุกทุกทีที่นึกถึง เพียงแต่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมันอยู่เสมอ





“อ่ะ!” เด็กหนุ่มร้อง เมื่อมือของพ่อเลี้ยงไล้ต่ำลงมาถึงเอวบางที่เป็นจุดอ่อนของตน เขาได้ยินพ่อเลี้ยงขำเบาๆ แต่ก็ไม่ละมือจากเอวเขาไปไหน





“แล้วอยากเป็นผู้หญิงรึเปล่าละ?” อภิรักษ์ถามราวกับมันเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คนฟังไม่ชอบใจนัก





“ผมไม่ใช่ตุ๊ดนะ!” พัทธว่าลั่น ดิ้นจะลุกหนีแต่คนด้านหลังกดไหล่เขาไว้ให้นิ่ง





“พ่อก็ไม่ได้ว่าเราเป็นตุ๊ดหนิ” อภิรักษ์อธิบาย





“แต่...”





“เราคิดว่าพ่อดูไม่ออกหรือไงว่าเราเป็นอะไร?”





“ผมเป็นอะไร?” พัทธไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อเลี้ยงพูด ตามจริงแล้วเขาไม่เคยคบหา หรือมีความรู้สึกรักใคร่กับใครไม่ว่าเพศไหนมาตลอดสิบห้าปีที่มีชีวิตอยู่ และสาบานได้ว่าเขาไม่ได้พิศวาสร่างกายผู้ชายหน้าไหนทั้งสิ้น





“...ผู้ชาย” มือหยาบเลื่อนต่ำลงใต้ขอบกางเกงของลูกเลี้ยง





“...ที่สนใจผู้ชายด้วยกัน”





พัทธรู้สึกว่าประโยคนั้นเหมือนน้ำร้อนที่สาดมาที่เขา คนตัวเล็กหันกลับไปจะชกคนหยาบคายที่กล้ามาตัดสิน แต่อภิรักษ์ไวกว่าเขาคว้าสองมือที่เกร็งแน่นยื้อหมัดคืน แต่พ่อไม่ปล่อยเขาไป ยื้อยุดกันอยู่นานจนลูกชายออกอาการหอบและเลิกแข็งข้อ อภิรักษ์ขยับกายไล่ต้อนพัทธจนแผ่นหลังเล็กชิดติดขอบอ่าง โดยไม่ปล่อยแขนเล็กที่บีบแน่นจนขึ้นรอย





“ผมไม่ใช่!”





“อย่าก้าวร้าวแบบนี้อีกนะ” อภิรักษ์ไม่พอใจที่ลูกชายจะชกตนซึ่งๆ หน้าแบบนั้น





“คุณว่าผม!” พัทธโกรธจนเอาทุกเรื่องมารวมกัน เขาหงุดหงิดที่แรงตัวเองแพ้พ่อเลี้ยงง่ายๆ





“พ่อ ไม่ใช่คุณ!” อภิรักษ์เสียงแข็ง บีบข้อมือขาวแรงจนพัทธนิ่วหน้า ไม่ยอมก็ต้องยอม





“พ่อว่าผม” เด็กหนุ่มแก้ให้





“ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น” พัทธรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่โดนตัดสินว่าเป็นเกย์ ทั้งที่ตัวเองไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้น แม้คนกล่าวหาจะเป็นคนที่เขารักและนับถือมากก็ตามที





“พ่อว่ามันก็ไม่ได้เสียหายตรงไหนถ้าจะเป็น”





“แต่ผมไม่ได้เป็น” เขาแย้งไม่ลดละ





            “แต่พ่ออยากให้เราเป็น!” อภิรักษ์ตะคอก ทำเอาเด็กหนุ่มเบิกตาโตอย่างตกใจ อภิรักษ์ละมือจากแขนเล็กที่ดูอ่อนแรงกะทันหัน ก่อนจะลูบผมเปียกที่ลู่ลงข้างแก้มเนียน


“ผม... ผม... มะ” พัทธไม่เข้าใจ





“เราก็รู้สึกไม่ใช่หรือไง?” อภิรักษ์ก้มหน้าหลบตาเด็กหนุ่ม เขาลูบข้อมือเล็กที่ขึ้นรอยเพราะฝีมือตัวเอง





“ไม่มีผู้ชายปกติคนไหนที่เสร็จด้วยมือของผู้ชายด้วยกันหรอกนะ พัทธ” พ่อเลี้ยงเอ่ยช้าๆ ชัดๆ แต่เหมือนสมองของเด็กน้อยไม่รับอะไรอีกต่อไปแล้ว ร่างบางอ้าปากพะงาบจะเอ่ยค้านแต่ก็ต้องหุบลง





“แล้วก็ไม่มีผู้ชายปกติคนไหนที่จะใช้มือให้ผู้ชายด้วยกัน ต่อให้เป็นลูกตัวเอง” อภิรักษ์ย้ำด้วยสีหน้าหนักใจ พัทธอึ้งจนไม่รู้จะอึ้งยังไงกับเรื่องที่ได้ยิน





“ผมไม่เข้าใจ... พ่อเป็น...” เขารู้จักอภิรักษ์มาเกือบครึ่งชีวิต ไม่มีสักครั้งที่ชายหนุ่มออกอาการที่บ่งบอกว่ามีรสนิยมทางเพศแบบนั้น แม้แต่ยามนี้ที่เจ้าตัวกำลังบอกด้วยตัวเอง พัทธยังไม่อยากจะเชื่อ





“ไม่ใช่หรอก” อภิรักษ์จูบลงบนกระหม่อมของเด็กน้อยที่หน้าถอดสี 





“...พ่อไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร จนวันที่ลูกหายไป พ่อก็เลยรู้ว่าตัวเอง...แปลกไป” อภิรักษ์เล่า





พัทธเงยหน้าสบตาเขาอย่างตื่นตะลึง





“จะบอกว่า... แค่กับผมงั้นหรอ?” อะไรบางอย่างทำให้พัทธอยากรู้ มันจำเพาะเจาะจงกว่านั้น ยิ้มเล็กจุดประกายขึ้นที่มุมปากหยัก





อภิรักษ์พยักหน้ารับอย่างง่ายดาย





พัทธรู้สึกหมดแรง ถามตัวเองว่ากำลังทำบ้าอะไรกันอยู่ ผู้ชายสองคนในอ่างน้ำที่กำลังพูดกันเรื่องความรู้สึกที่ประหลาดเกินกว่าพ่อลูกทั่วไปจะพูดกันแน่ๆ





“พ่อรู้ว่ามันยาก คนดี” อภิรักษ์ลูบแก้มเด็กชายพร้อมเอ่ยปลอบประโลม เด็กหนุ่มยามนี้ดูสับสนและเปราะบางยิ่งนัก





“แต่ก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม... ตั้งแต่วันนั้นได้ช่วยตัวเองไหม... คิดถึงใครเวลามันถึง?” อภิรักษ์ถามออกไปอย่างจาบจ้วง พัทธยิ่งหน้าถอดสี นึกถึงวันที่เขากลับจากโรงพยาบาลแล้วช่วยตัวเองบนเตียง





โดยคิดถึง... คนตรงหน้า





“ผมว่ามันไม่ควร” เหมือนสติฟื้นคืน พัทธขยับจะลุก แต่กลับเป็นโอกาสให้คนมือไวรูดกางเกงนอนและชั้นในของเขาออกจากตัวมากกว่า   





“พ่อ!” เด็กหนุ่มร้องลั่นบ้าน เมื่อตนกำลังเปลือยเปล่าต่อหน้าพ่อเลี้ยง





“ไม่เล็กจริงๆ แฮะ” อภิรักษ์ขำราวกับว่าไม่ได้พูดเรื่องก่อนหน้านี้ พัทธไม่ได้อายเรื่องที่ถูกมองมา แต่สับสนว่าพ่อเลี้ยงเขาอาจจะกำลังล้อเล่น ซึ่งเขาภาวนาว่าเมื่อกี้ให้พ่อพูดเล่นมากกว่าจริงจัง





“...แกล้งผมใช่ไหม?” พัทธตะล่อมถามอย่างมีความหวัง





“ไม่เลย” อภิรักษ์ดับฝันของลูก ดึงอีกฝ่ายลงมานั่งที่เดิม แล้วลูบลงบนขาเรียวที่ต้องอ้าออกกว้างเพื่อให้เขาแทรกเข้าหา





“แบบนี้... แม่จะเสียใจ…” เด็กหนุ่มหวาดกลัว สับสนว่าตนกำลังคิดอะไร ทำอะไรและอีกฝ่ายกำลังฝังอะไรในหัวเขากันแน่





“อย่าพูดถึงคนอื่นตอนนี้เลย” อภิรักษ์ประคองใบหน้าเนียนที่น้ำตาเอ่อปริ่มจะไหล





“แต่...” ไม่ทันจะค้าน ริมฝีปากหยักที่เอ่ยหว่านล้อมก็ประกบลงจูบพัทธอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มรู้สึกสมองอื้ออึงไปหมด เขาพยายามผละหนี แต่อภิรักษ์รั้งหลังคอเขาเอาไว้ไม่ให้ห่าง ในขณะที่อีกมือเลื่อนลงไปขยี้ยอดอกเขาจนเด็กหนุ่มสะดุ้ง





ความเป็นวัยรุ่นที่ไม่เคยได้พบเจอสัมผัสวาบหวามจากมือคนอื่นทำให้เลือดในร่างร้อนขึ้น อุณหภูมิพุ่งขึ้นทุกขณะยามที่พ่อเลี้ยงฉกลิ้นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเขาที่จนมุมจะหนี ใบหน้าที่ประกบกันจำต้องปรับองศา โดยคนหนึ่งทำไปเพื่อหารสชาติ อีกคนทำเพื่อจะหลีกหนี แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ส่งผลให้สัมผัสร้อนแรงขึ้น ความร้อนถูกปลุกพร้อมนิ้วที่สะกิดตุ่มอารมณ์ ท้ายสุดอภิรักษ์ก็ผละออกแม้จะรู้สึกกระหายกว่าเดิม ในขณะที่ลูกชายผู้ไม่ประสาหอบจนตัวโยน มองหน้าอีกคนอย่างไม่เข้าใจ





“มาพิสูจน์กันเถอะ ว่าเราปกติดีกันรึเปล่า?” ตาคมไม่ละจากริมฝีปากแดงก่ำที่เผยอหอบ





“ยังไง?” พัทธที่ตามเกมไม่ทันเอ่ยถาม แต่เหมือนนั่นจะเป็นสัญญาณเริ่มเกมชั้นดีสำหรับอภิรักษ์





เกมที่ผู้ใหญ่เขาเล่นกัน





พัทธจ้องหน้าพ่อเลี้ยงตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ครู่หนึ่งเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถลำลึกเข้าไปในวังวนของอภิรักษ์อย่างห้ามไม่อยู่ หลังจากประโยคกำกวมนั่นเอ่ยออกมา





แต่เพียงแค่มือหนานั่นยื่นมาแตะบนอกเนียน ร่างบางก็ผวาหนี พยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็เหมือนทุกทีที่เขาสู้แรงพ่อเลี้ยงไม่ไหว





“จะทำอะไร ผมไม่เล่นนะ!” เด็กหนุ่มตระหนก แววตาของพ่อเลี้ยงของเขาเปลี่ยนไปครู่หนึ่ง พัทธไม่เข้าใจว่าทำไมเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมุ่งร้ายจากคนตรงหน้า แม้ว่ามันจะวับหายไปในวินาทีต่อมา





หรือว่าพ่อจะเกลียดเขา?





แต่ทุกอย่างที่อภิรักษ์แสดงออกมามันไม่ใช่แบบนั้น หากเกลียดชังกันจะมาดูแลเขาเพื่ออะไร





“อยะ... คุณพ่อ!!” มือหยาบนั่นคว้าจับบางสิ่งที่ทำเอาร่างเล็กชะงักนิ่ง ดวงตากลมมองพ่อเลี้ยงอย่างไม่เข้าใจ





“ช่วยพ่อพิสูจน์ที” อภิรักษ์ยื่นหน้าเข้ามาจูบเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนอย่างอ้อนวอน





“ผม... ไม่เข้าใจ” ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น





“ถ้ามันไม่ใช่... พ่อจะหยุดแล้วลืมมันซะ” อภิรักษ์จ้องตาเขาอย่างแน่วแน่ พัทธพูดไม่ออก เพราะนั่นไม่ใช่คำขออีกต่อไป หากแต่เป็นกติกาที่อีกฝ่ายกำหนด เพราะสิ้นเสียงร่างสูงก็เริ่มเกมด้วยจังหวะมือที่ขยับปลุกปั่นร่างกายเขา





“พ่อ... พะ...”





อภิรักษ์ นายทหารชั้นสัญญาบัตรผู้น่าเกรงขามยามปฏิบัติงาน หากแต่ยามนี้กลับอยู่ในลักษณะอาการที่ล่อแหลมเกินกว่าจะเข้าใจกับลูกชายบุญธรรมที่ตนเฝ้าทะนุถนอมมาหลายปี





นายทหารกดจูบซุกไซ้ซอกคอขาวเนียนที่ชื้นด้วยน้ำในอ่าง ร่างเล็กเอียงคอรับใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่พลุกพล่านโดยที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่ ตาสวยปรือมองพ่อเลี้ยงอย่างพร่าเบลอ

 

อภิรักษ์ขยับดึงเด็กชายเขามาชิดอก มือหยาบลูบไล้ส่วนร้อนระอุของคนสองคนเข้าประกบกัน แล้วขยับสร้างความสุขให้พร้อมกัน พัทธเกาะบ่าเขาแน่นด้วยมือสั่นเทา





เขาจูบหน้าผากชื้นของลูกชาย ที่ตอนนี้แยกไม่ออกว่าหยาดน้ำบนใบหน้าเป็นน้ำในอ่าง หรือเหงื่อกาฬที่แตกพลั่กเพราะแรงอารมณ์





สัมผัสระอุของท่อนรักต่างขนาดที่แนบชิดเบียดเสียดทำให้ร่างบางกัดริมฝีปากแน่นอย่างข่มอารมณ์ ก้มมองการกระทำของพ่อเลี้ยงกับกลางกายเขาตาไม่กระพริบ





อภิรักษ์ละเลงลิ้นกับใบหูของเด็กชาย ก่อนจะค่อยเป่าลมเบาๆ แกล้งพัทธให้จั๊กจี้จนเอียงคอหลบ





“ไม่เอานะพ่อ” เด็กหนุ่มบอกทั้งที่เสียงกระเส่า





อภิรักษ์เข้าใจว่าพัทธไม่อยากให้เขายุ่งกับใบหูตัวเอง แต่นายทหารกลับอยากจะแกล้งยิ่งกว่านั้น





“แต่พ่ออยากเอานะ” คำเอ่ยหยาบโลน ปลุกอาการเคลิบเคลิ้มของเด็กหนุ่มขึ้น พัทธตระหนักในวินาทีนั้นว่าพ่อกำลังล่อลวงเขาไปเจอกับอะไร





“มะ... ไม่... อ่า...” อภิรักษ์ไม่ใส่ใจคำปฏิเสธของเด็กหนุ่ม ขยับมือสาวชักสร้างความหฤหรรษ์ให้กับคนทั้งคู่ เร็วจนเด็กชายตั้งตัวไม่ได้





พัทธผู้ด้อยประสบการณ์ด้านกามารมณ์ ทำได้เพียงแค่ซบหน้าลงกับบ่ากว้างของพ่อเลี้ยง อดทนกับจังหวะมือที่ยามนี้เขาไม่อยากให้มันขาดหายไป ทั้งอยากจะร้องบอกให้อีกคนเร่งขยับส่งเขาให้ถึงที่หมาย แต่มันก็น่าอายจนเกินไป



 

“มานี่” อภิรักษ์ผละมือหนี ก่อนจะยกร่างเล็กขึ้นนั่งบนขอบอ่างเอาหลังพิงผนังเย็นเฉียบ พัทธที่อ่อนระทวยตามเกมไม่ทันได้แต่ยอมจัดท่าทางตามมือใหญ่ที่จัดแจงเขา





อภิรักษ์แยกขาลูกชายออกก่อนจะนั่งลงตรงหว่างขาอีกฝ่าย





“พ่อจะทำอะไร... คุณพ่อ... ไม่ มะ... อะ...” เช่นเคย ความสงสัยของเด็กชายได้คำตอบเป็นแววตาหื่นกระหาย และโพรงปากนุ่มที่ครอบลงมาบนท่อนส่วนที่กำลังร้อนเต็มที่





พัทธอ้าปากค้าง พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอด ยามที่พ่อเลี้ยงที่เขาเทิดทูนนักหนากำลังทำออรัลเซ็กส์ให้เขาอย่างไม่มีท่าทีรังเกียจ แถมยังดูหิวโหยเสียจนเด็กชายรู้สึกอายไปหมด





อภิรักษ์กลืนกินเด็กหนุ่มอย่างเอร็ดอร่อย ขนาดของเด็กชายวัยกำลังโตดูพอดีคำเสียจนเขาสามารถกลืนมันเข้าปากไปได้เกือบหมด เรียวลิ้นร้อนทำหน้าที่ดีเสียจนพัทธหน้าตาบิดเบี้ยวจากความกระสันซ่านจนไม่อาจทนนั่งนิ่งๆ ได้





ร่างบางลืมตัวไปกับจังหวะมือที่ดูชำนาญของพ่อเลี้ยง จนเผลอขยับป้อนตัวเข้าปากอภิรักษ์อีกแรง มือเรียวกดหัวของพ่อเลี้ยงหนุ่มให้แนบชิดกับผิวเนื้อไม่ให้ผละหนีก่อนเวลาอันควร





“คุณพะ... เสียว...” ร่างบางร้องเมื่อใกล้จะถึงฝั่งฝัน เขากดจนแทบจะฝังหน้าอภิรักษ์ลงกับเอวตัวเอง ชายมากวัยกว่าไม่ได้ตอบอะไร นอกจากเหลือบตามามองใบหน้าเคลือบอารมณ์กับเร่งฝีปากส่งเด็กชายให้สุดฝีมือ





“อ้า... อะ.. เร็วอีก..” พัทธครางไร้คีย์ ไม่รู้ว่าตนส่งเสียงหน้าอายออกไปได้อย่างไร มีเพียงสัญชาตญาณที่ควบคุมเขาในขณะนี้





อภิรักษ์บริการเด็กหนุ่มด้วยปากและมืออย่างเต็มที่ เขากลืนกินราวกับว่าเด็กชายเป็นอาหารอันโอชะจนอกเล็กไหวสะท้าน เอวคอดเกร็งขึ้นแอ่นส่งเป็นครั้งสุดท้าย





“ไม่... โอ้ย... พ่อครับ” ร่างบางกระตุกเกร็งส่งน้ำรักเข้าปาก อภิรักษ์อย่างห้ามไม่อยู่ เด็กชายหน้าแดงเถือกมองพ่อเลี้ยงที่ถอยหน้าออกไปขณะที่เขาหอบโยนทั้งร่าง





อภิรักษ์คายน้ำสีขาวข้นของลูกชายไหลลงมาตามคาง ทำให้คนที่มองอยู่อายจนหูร้อนแก้มร้อน





ร่างบางที่เหมือนได้สติกลับคืน รีบผุดลุกออกจากอ่างน้ำ คว้าเอาผ้าเช็ดตัววิ่งกะเผลกอย่างทุลักทุเลกลับมาห้องตัวเอง ในขณะที่พ่อเลี้ยงหนุ่มไม่ได้คิดจะตามเด็กชายที่วิ่งหนีเตลิดออกไปแต่อย่างใด นายทหารหนุ่มเอนกายแช่ลงในอ่าง ขณะที่มือหยาบขยับปลดเปลื้องอารมณ์ตัวเองที่ยังค้างคาและแข็งกร้าวรออยู่นานแล้ว





พัทธทรุดตัวนั่งพิงประตูห้อง หลังจากเช็คแน่แล้วว่าประตูล็อกแน่นหนา





ในหัวเด็กหนุ่มเหมือนถูกฉายภาพเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว





ใบหน้าสวยกดซบกับฝ่ามือตัวเอง ใบหน้าเขาร้อนจนไม่รู้ว่าตนกำลังโกรธหรืออาย หรือกำลังเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น





“บ้าไปแล้ว... นี่มัน... บ้ากันไปใหญ่แล้ว...” เด็กชายพึมพำทั้งที่ยังหอบกระเส่า เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงสว่างจากดาวเรืองแสงบนเพดาน



 

ร่างบางเหม่อมองดาวปลอมๆ นั่นอย่างไร้จุดหมาย เขาสับสน งงงวย และว้าวุ่นใจเกินกว่าจะยอมรับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเอง ความรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจู่โจมเข้ามาในความเงียบ





“ขอให้มันไม่ใช่เรื่องจริง…” เด็กชายกระซิบบอกดาวบนเพดาน วาดหวังว่าเขาเพียงแค่หลับฝันไป











--------------- 100 per.

สามารถติดตามนิยายทุกเรื่องและประกาศต่างๆของเราได้ทาง FB : MENAY01

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
โหหหห ร้อนนมากตอนนี้ ชอบการบรรยายฉากท้าพิสูจน์ของจอมนะคับ อ่านแล้วรู้ว่ากระเส่าแค่ไหน
  รออ่านต่อนะคับ  อัพบ่อยๆนะคับ

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
เหมือนจะฟิน แต่ก็ไม่สุด เอร้ยยย  :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1

ตอนที่ 8




“ครับแม่” ร่างบางกรอกเสียงตอบรับลงในโทรศัพท์ไร้สาย มารดาของเขาโทรมาแจ้งว่าต้องอยู่ช่วยงานต่ออีกคืน ทำให้ไม่อาจกลับมาได้ตามกำหนด แต่สัญญาว่าจะเป็นคนพาลูกชายไปถอดเฝือกแน่ๆ

 

 

“ไม่เป็นไรครับ อย่าหักโหมมากเลยครับ” แม้จะอยากให้แม่รีบกลับมาบ้านเพื่อปัดเป่าบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างเขากับพ่อเลี้ยง แต่เขาก็จำใจเอ่ยออกไปให้มารดาสบายใจ

 

 

ตั้งแต่วันที่เขาหนีอภิรักษ์ออกจากห้องน้ำ พัทธก็พยายามจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงตรงๆ เวลากินข้าวก็ลงไปคนละเวลา หรือถ้าหากเขาทำกับข้าวเองก็จะทำเผื่อแต่จะไม่อยู่ร่วมโต๊ะ ซึ่งอภิรักษ์ก็ดูจะเข้าใจว่าเขาไม่อยากเจอหน้า และไม่พยายามเข้าหาเขาแต่อย่างใด

 

 

พัทธกังวล ในทีแรกเขากลัวว่าพ่อเลี้ยงจะพยายามไล่ต้อนเขาและก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่าง แต่กลับกัน อภิรักษ์กลับดูเฉยชา ไม่ได้มีท่าทีรุกล้ำเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในห้องน้ำ ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่ความฝันหรือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันก็เท่านั้น

 

 

           

สับสน…

 

 

พัทธสับสนกับตัวเองที่หวาดระแวงพ่อเลี้ยง ในขณะเดียวกันเขากำลังรู้สึกว่าตัวเองคาดหวังบางอย่างที่ไม่ปกติ และรู้สึกไขว้เขวกับท่าทางเฉยชาของคนที่พยายามจู่โจมเขาก่อนหน้านี้

 

 

ร่างบางลืมตัวนั่งเล่นในสวนจนค่ำ จนบิดาเป็นคนเปิดไฟในบ้านจนสว่างโร่

 

 

ตากลมหรี่มองกลับเข้าไปในตัวบ้าน เห็นพ่อเลี้ยงเดินอยู่ด้านใน เขาละความสนใจกลับมาจดจ่ออยู่กับฟ้ามืดๆ ด้านนอกนี้ เขาอยากจะเปลี่ยนทิศไปนั่งในที่โล่งกว่านี้ แต่คงลำบากเกินไปกับสภาพกึ่งพิการของตน

 

 

“อากาศเย็นแล้ว” ร่างเล็กสะดุ้ง หลุดออกจากภวังค์เพราะเสียงทักของผู้มาใหม่

 

 

อภิรักษ์ ไม่ได้ว่าเปล่า เขาเอาเสื้อคลุมตัวเองออกมาให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวนอย่างเงียบเชียบ มือหยาบจัดการคลุมเสื้อให้พัทธที่ตัวแข็งทื่อยามเขาเข้าใกล้

 

 

“วันนี้ฟ้าโปร่ง” อภิรักษ์ไม่สนท่าทางประหลาดของลูกชาย เขาอ้อมไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคนตัวเล็กที่พยายามหลบตาเขา ด้วยการทอดมองขึ้นไปบนฟ้าที่มืดสนิทจนเห็นดาวดวงเล็กสว่างไสวอยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา

 

 

“แม่บอกเรารึยังว่าจะค้างอีกวัน” อภิรักษ์ยังเป็นคนเดียวที่ชวนคุย ตาเรียวเหลือบมองเขานิดหน่อย ก่อนพรูลมหายใจยอมเปิดปากตอบคำถาม

 

 

“บอกแล้วครับ”

 

 

“ที่นั่นคงเห็นดาวชัดกว่านี้” อภิรักษ์เปรย ที่ๆ แพรวพลอยไปเป็นอุทยานที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ไม่ใช่แสงไฟจากหลอดนีออน

 

 

“อยู่ที่ไหนก็เห็นทั้งนั้นแหละครับ” พัทธแย้ง

 

 

“อาจจะเห็น แต่ใช่ว่าจะเห็นเท่ากัน” อภิรักษ์ว่าตามที่คิด

 

 

“ในเมืองแสงไฟมากไป ดาวมันไม่สวยอย่างเวลาเรามองจากบ้านนอกหรอก”

 

 

“แต่มันก็เป็นดาวดวงเดียวกันไม่ใช่หรอครับ” พัทธเข้าใจที่อภิรักษ์บอก แต่เหมือนเขาอยากจะเอาชนะอีกฝ่ายจนหาทิศทางในการแย้ง

 

 

“ดาวดวงเดียวกันแต่มองต่างมุม ต่างที่ก็สว่างไม่เท่ากัน สวยไม่เท่ากัน แล้วยิ่งต่างคนมองยิ่งต่างกัน ดาวบางดวงอาจจะสวยที่สุดบนท้องฟ้า แต่ถ้าคนมองไม่ชอบก็คือไม่ชอบ” อภิรักษ์ว่ายิ้มๆ ทอดสายตามองท้องฟ้าที่สุกสกาวด้วยดาวระยิบระยับ

 

 

“เยอะ” พัทธพึมพำ

 

 

“คนก็เหมือนกัน บางครั้งเราไม่เข้าใจการกระทำของคนบางคน เรามองว่ามันผิด แต่คนอื่นอาจจะมองว่ามันถูก หรือแค่เราได้รับรู้เรื่องของเขาเราอาจจะเข้าข้างเขา มุมมองต่าง คนๆเดิมก็ต่างออกไปได้ร้อยแปดแบบตามแต่คนมองจะอยากให้เป็น” อภิรักษ์ว่าไปเรื่อย ในขณะที่เด็กหนุ่มปรายตามองพ่อเลี้ยงอย่างสับสน

 

 

“ยิ่งถ้าคนมองไม่ชอบคนๆ นั้น ต่อให้เปลี่ยนมุมมองและเข้าใจเขาแค่ไหน ก็จบที่ยังไม่ชอบอยู่ดี”

 

 

พัทธไม่รู้ว่าอภิรักษ์ต้องการจะสื่ออะไรกับเขากันแน่ จะสื่อว่าในมุมของตัวเองการกระทำของอภิรักษ์นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม หรืออยากจะให้เขาเข้าใจ

 

 

“แต่บางคนต่อให้เปลี่ยนที่มอง ก็ยังดูเห็นแก่ตัวนะครับ” พัทธว่าเบาๆ อภิรักษ์เบนสายตากลับมามองลูกชายบุญธรรมที่เลือกจะก้มมองมือตัวเองแทนท้องฟ้ากว้าง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากเล็กเม้มอย่างใช้ความคิด

 

 

“ไม่มีใครบนโลกนี้ไม่เห็นแก่ตัวหรอก เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีของที่อยากฉกฉวยเอาไว้ข้างตัวทั้งนั้น” ดวงตาแน่วแน่จ้องหน้าพัทธยามเอ่ยออกมา ราวกับหมายมาดว่าอย่างไรก็จะ ‘ฉกฉวย’ ร่างเล็กเอาไว้ให้ได้ ตากลมที่เผลอมองสบกับพ่อเลี้ยงรีบเลี่ยงเพราะความหวั่นใจ

 

 

“ตรงไหนคือดาวนายพรานครับ” พัทธเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้สึกว่าจากเรื่องดาว บทสนทนาดูจะวนเข้ามาหาเรื่องต้องห้ามอีกครั้ง

 

 

อภิรักษ์ลุกจากที่นั่งตน อ้อมมาด้านหลังลูกชายที่ยืนไม่ถนัด เขานั่งยองๆ ลงให้เท่ากับคนบนเก้าอี้ก่อนชี้ไปทางหนึ่งบนฟ้ากว้าง

 

 

“แปดดวงตรงนั้น”

 

 

“ไม่เห็นเลย” พัทธพยายามเพ่งมองตามมือพ่อ

 

 

“นี่ไง” อภิรักษ์วาดมือไปตามกลุ่มดาวนายพราน

 

 

“มันเป็นนายพรานตรงไหน” คราวนี้ร่างเล็กพอจะรู้แล้วว่าดาวที่ว่าอยู่ไหน แต่จินตนาการภาพไม่ออกว่ามันเกี่ยวกับนายพรานยังไง

 

 

“เฮ้อ” อภิรักษ์อ่อนใจ คว้าเอามือเล็กจัดนิ้วให้ชี้แล้วชูขึ้นไปทางทิศดาวนายพราน ครู่หนึ่งพัทธตกใจที่พ่อเลี้ยงถูกตัว แต่เมื่อเห็นว่าอภิรักษ์ดึงมือเขาไปวาดตามรูปดาว แล้วตั้งใจสอนให้ดูอย่างจริงจังก็ผ่อนคลายลง

 

 

“นี่ เริ่มจากวงนี้แล้วไปแบบนี้ วาดแบบนี้... ตรงนี้เหมือนธนูเลยเห็นไหม”

 

 

“แค่มีธนูเนี้ยนะ” พัทธค่อนขอด ไม่เห็นจะมองว่ามันเป็นนายพรานตรงไหนนอกจากที่เหมือนธนู

 

 

“จินตนาการคนตั้งชื่อต้องสุดยอดสุดๆ” อภิรักษ์หัวเราะกับคำพูดลูก

 

 

“ตรงนั้นดาวลูกไก่” อภิรักษ์เปลี่ยนให้ลูกดูดาวอีกกลุ่ม

 

 

“เล็กนิดเดียวเอง” พัทธเพ่งมองไกล เพราะทิศที่เขานั่งอยู่มีต้นไม้บังอยู่ไม่น้อย

 

 

“เราชอบดาว แต่ดูดาวไม่เป็นได้ยังไงกัน” อภิรักษ์เยาะ

 

 

 “ผมชอบเห็นดาวมันเต็มๆ ท้องฟ้า ไม่เห็นจะสนเลยว่าดาวตรงไหนชื่ออะไร แค่มันยังอยู่เต็มฟ้าก็พอแล้ว” พัทธเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ

 

 

เด็กหนุ่มนิยมเห็นแสงระยิบระยับระรานตาบนฟ้ามืดๆ แต่ไม่ได้อยากจะรู้ว่ามีดาวกี่ประเภทบนนั้น แล้วแต่ละดวงจะมีอายุขัยเท่าไหร่หรือจะเลื่อนหนีไปวันไหน

 

 

“มานี่เร็ว” อภิรักษ์อ้อมมาด้านหน้าลูกชาย แล้วนั่งยองๆ ลงหันหลังให้

 

 

“อะไรอ่ะ” ร่างบางไม่เข้าใจ อภิรักษ์ตบหลังตัวเองปุๆ เป็นสัญญาณให้ขึ้นมา

 

 

“ขึ้นมาเร็ว” พัทธตามไม่ทันนิดหน่อยแต่ก็ยอมโถมร่างขึ้นขี่หลังพ่อเลี้ยง อภิรักษ์คำรามตอนยกลูกขึ้น

 

 

“กินอิ่มเกินไปแล้วเรา”

 

 

“ผมไม่อ้วนนะ” พัทธที่โอบแขนรัดคอพ่อเลี้ยง รีบเถียงจากด้านหลัง

 

 

อภิรักษ์หัวเราะชอบใจกับเสียงงอนๆ นั่น ก่อนจะพาลูกเดินไปบนสนามหญ้า

 

 

“นู่น ดาวแมงป่อง” อภิรักษ์ชี้ให้ลูกที่ขี่หลังอยู่ดู พัทธชะโงกเงยตามมือ

 

 

“แล้วก็ดาวหมีใหญ่”

 

 

“มันเป็นหมีตรงไหน” เด็กช่างสงสัยว่าอีก อภิรักษ์หัวเราะชอบใจก่อนจะจับแขนลูกข้างหนึ่งชี้ไปทางดาวหมีใหญ่ แล้ววาดคร่าวๆ ให้ดู

 

 

“เหมือนหมามากกว่าอีก” พัทธว่าเซ็งๆ

 

 

“แต่ทำไมพ่อรู้เรื่องดาวเยอะจัง”

 

 

“ก็เป็นทหาร” อภิรักษ์พาเด็กน้อยบนหลังลัดสนามไปอีกฟาก 

 

 

“ทหารส่วนใหญ่ก็ต้องเคยเรียนดูดาวทั้งนั้น เผื่อเวลาต้องรบหรือลาดตระเวนในป่าจะได้จับทิศจับทางถูก เอาตัวรอดได้” คนเป็นพ่อขยายก่อนจะหยุดเดินบนพื้นหญ้าชื้นๆ

 

 

“ตรงนั้นดาวโจร”

 

 

“อ่าฮะ บอกมาเดี๋ยวผมก็ลืม” พัทธรีบดัก

 

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กอะไรจะลืมง่ายขนาดนั้นเล่า” มือหนาฟาดเบาๆ ที่ก้นลูก พัทธหัวเราะแต่ยังยืนยันว่าตนไม่ใส่ใจวิธีดูดาวซักนิด

 

 

“ผมไม่มีทางหลงป่าหรอกน่า”

 

 

“จะไปแน่อะไร เผื่อไปเที่ยวกับเพื่อนหรือโรงเรียนพาไปแล้วหลงกัน” อภิรักษ์ว่าเสียงจริงจังขึ้น แต่คนบนหลังไม่สนใจจะจริงจังกับเขา แถมวางคางเกยบนบ่าเขาสบายใจเฉิบ

 

   





   “ก็ถ้าผมหลง เดี๋ยวพ่อก็ไปช่วยผมเอง” ร่างเล็กหลุดปากอย่างที่คิด อภิรักษ์ชะงักมือที่ชี้ฟ้า หันมามองเด็กหนุ่มที่เหมือนรู้ตัว ถอยหน้าหลบไปอยู่หลังเขา







“จริงไหมละ?” พัทธย้ำเสียงอู้อี้







“ก็จริง” อภิรักษ์ยิ้มกว้างกับความว่างเปล่าตรงหน้า เขาเดาว่าคนถามด้านหลังคงมีริ้วสีแดงฉายบนแก้มอยู่แน่ๆ





“ผมจะลงแล้ว” เด็กหนุ่มรีบชิ่ง ก้มหน้างุด ดิ้นลงไปยืนด้วยขาตัวเองจนได้







“พัทธ” อภิรักษ์รั้งแขนคนตัวเล็กที่ทำท่าจะเร่งเดินหนีเข้าบ้าน ร่างบางชะงักรอฟังว่าพ่อจะพูดอะไรท่ามกลางความเงียบของสรรพสิ่ง

อภิรักษ์ฉกจูบลงบนมุมปากสวยก่อนผละออก





เด็กหนุ่มตาโต มองตามพ่อเลี้ยงที่ยกยิ้มราวกับโจรที่ฉวยของรักของคนอื่นได้





กลายเป็นอภิรักษ์ซะอีกที่เดินตัวปลิวหนีเข้าบ้าน ในขณะที่คนโดนขโมยจุมพิตได้แต่ยืนสับสนท่ามกลางทะเลดาวบนฟ้า ที่เป็นพยานการกระทำล้ำเส้นของเขากับพ่อเลี้ยง







อย่ายิ้มนะพัทธ… อย่าได้ยิ้มออกมาเชียว...







จิตสำนึกร่ำร้องบอกเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นลำพัง



















แพรวพลอยกลับมาแล้ว และทำหน้าที่แรกของคนเป็นแม่ด้วยการพาลูกชายสุดที่รักไปผ่าเฝือกออกจากขา







“มันเสียวมาถึงคอเลยแม่ ตอนที่คุณหมอเอาเลื่อยจ่อ” เด็กหนุ่มคุยจ้อเมื่อเฝือกพ้นไปจากตัวแล้ว แพรวพลอยขำลูกชายพลางขยับนั่งลง ลูบท่อนขาลูกที่สีซีดเพราะไม่ได้เจอแสงมานาน







“อย่าไปซนที่ไหนอีกนะรู้ไหม?” หล่อนจูบหน้าผากลูก ก้มลูบรอยแผลที่ขาลูกอย่างใจหาย พัทธยิ้มรับเพราะเขาก็สาบานกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ตัวเองเจ็บซ้ำสองแน่ๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าทรมานแค่ไหนกว่าจะหายดี







“เอ๊ะ?” พัทธหลุดเสียงร้อง เมื่อเห็นรอยแดงที่ต้นคอของแพรวพลอยยามที่ก้มอยู่ตรงขาเขา







“มีอะไรหรอลูก?” มารดาลุกขึ้นยืน







“เปล่าครับ นี่หมอให้รออะไรนานจัง” พัทธเปลี่ยนเรื่อง แม้หน้าเขาจะร้อนผ่าวขึ้นด้วยความรู้สึกบางอย่างจากร่องรอยที่เห็น เขามั่นใจว่าใครเป็นคนทำรอยพวกนั้นกับแม่







บ้าจริง!

พัทธกำมือแน่น เขาตกใจที่ตัวเองกำลังรู้สึกหงุดหงิดแค่เพราะรับรู้ความจริงว่าพ่อเลี้ยงกับแม่ยังคงดำเนินกิจกรรมบนเตียงกันอย่างเป็นปกติ







เขาควรจะดีใจสิ!







คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวพัทธ ทำไมพ่อเลี้ยงถึงมีพฤติกรรมกับเขาในเชิงที่ไม่เหมาะสมแบบนั้น ถ้าหากจะบอกว่าหมดรักในตัวมารดาเขาแล้ว ร่องรอยบนตัวของแม่เขาก็การันตีได้ชัดว่าทั้งคู่ยังคงรักกันดี







“มานู่นแล้วไง อีกเดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว อย่าหน้างอสิ” แพรวพลอยเห็นลูกชายทำหน้าง้ำงอและยังเงียบจนแปลกไปก็รีบปลอบ พัทธรู้ตัวว่ากำลังดำดิ่งสู่อารมณ์ด้านมืดที่ไม่สมควร เด็กหนุ่มปั้นยิ้มจางตอบแม่อย่างแกนๆ







เด็กหนุ่มไม่พูดอะไรอีกเลยจนกลับถึงบ้าน แม่ช่วยจัดการเรื่องอาหารการกินให้เขาอย่างดี สองแม่ลูกคุยเล่นกันอยู่นานจนกว่าจะได้เข้านอนก็ดึก พ่อเลี้ยงเขาติดงานและยังคงไม่กลับบ้านแม้จะดึกมากแล้ว







พัทธลืมตาอยู่ภายใต้ความมืดของห้องนอน แสงดาวเล็กๆ ที่ประดับในห้องดูพร่าเลือนกว่าที่เคย จนเขาคิดว่าคงจะต้องซื้อมาเปลี่ยนใหม่ ในความเงียบเด็กหนุ่มได้ยินเสียงรถวนเข้ามาจอดในบ้าน เขารู้แน่ว่าเป็นพ่อเลี้ยง







คิดถึงตรงนี้ ภาพร่องรอยรักบนคอแม่ก็แจ่มชัดในมโนสำนึก







เขาสับสน







ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครู่ใหญ่หลังจากเสียงรถดับลง ตากลมจ้องฝ่าความมืดมองเพดานเรื่อยเปื่อย จนเมื่อได้ยินเสียงเดินอยู่หน้าห้อง







สองหูของเด็กชายเงี่ยฟังอย่างลืมตัว ฝีเท้าหนักวนเวียนอยู่จนเขาสงสัยว่าอภิรักษ์กำลังทำอะไร จนได้ยินเสียงลูกบิดห้องเขาหมุนปลดล็อกและเปิดออก







ตากลมหลับลงทันทีที่มีแสงแยงเข้ามาในห้อง เงาทะมึนของคนสูงวัยกว่าเดินเข้ามาด้านใน พัทธไม่รู้ว่าอภิรักษ์เข้ามาทำอะไรในห้องตนเพราะเนิ่นนานในความเงียบที่เขาจับทางไม่ถูก และไม่ได้ยินความเคลื่อนไหว เด็กชายหรี่ตามองเงาทะมึนของพ่อเลี้ยงที่ยืนจ้องมาทางเขาเงียบๆ







สวบ

ฟูกที่นอนยุบลง เมื่ออภิรักษ์ในชุดทหารเต็มยศนั่งลงข้างกายคนที่แสร้งทำเป็นหลับ มือหยาบยกขึ้นลูบใบหน้าเขาเบาๆ จนทำให้พัทธเกร็งไปทั้งร่าง







“รู้ว่ายังไม่หลับใช่ไหม” ร่างสูงโน้มตัวลงเอ่ยใกล้หู พัทธขมวดคิ้วเมื่อได้ยินแต่ก็ไม่ยอมลืมตาขึ้น เขายังรู้สึกคับข้องใจและสับสนอยู่มาก







“โอเค” อภิรักษ์เอ่ยราวกับยอมแพ้ เมื่อเห็นทีท่าว่าลูกชายจะไม่ลุกขึ้นมาแน่







“...อุ๊บ!”







มือหนาช้อนหัวเด็กหนุ่มที่หลับตาปี๋ขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว ก่อนจะบดริมฝีปากเข้าประกบอย่างรุนแรง พัทธลืมตาโพลง ทั้งหยิกทั้งทุบประท้วงเขาให้ปล่อย แต่อภิรักษ์กลับส่งลิ้นเข้ามาสูดอากาศเขาเป็นการตอบสนอง เด็กชายพยายามโกยอากาศเข้าปอด ในขณะที่พ่อเลี้ยงตักตวงสัมผัสจากเขาอย่างไม่สนว่าแพรวพลอยที่อยู่ห้องข้างๆ จะตื่นขึ้นมาเห็น







“เฮ้ย! เป็นบ้าอะไร!” อยากจะตะโกนด่าให้ลั่น แต่กลัวแม่จะตื่นเลยทำได้แค่กดเสียงต่ำว่าออกไป อภิรักษ์ดูไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าการกระทำของตัวเองอันตรายมากแค่ไหน แถมมือใหญ่ยังตะปบลงกลางเป้าของลูกเลี้ยงอย่างหน้าด้านๆ









“คุณ!” พัทธดึงมืออภิรักษ์ที่คว้าและคลึงออกอย่างลนลาน







“ตื่นแล้วนี่” อภิรักษ์เอ่ยล้อ







“ออกไปเลยนะ!”





“อยากให้ออกไปจริงๆ หรอ?” สายตาเว้าวอนที่ทำให้เด็กชายหวั่นใจกับคนมากพรรษากว่า อภิรักษ์รู้ดีว่าเขาปลุกเรือนกายของพัทธให้ชูชันขึ้นมาได้แล้ว แต่เด็กชายยังคงมีกำแพงศีลธรรมสูงลิ่ว







“ออกไปซะ!” ไม่ว่าเปล่าพัทธดันเขาลงจากเตียง อภิรักษ์หัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งก่อนจะทิ้งทางด้วยสายตาโลมเลีย







ร่างบางกระชากผ้าห่มขึ้นคลุมตัว หงุดหงิดที่ตัวเองโดนผู้ชายคนนี้เอาเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่า แถมร่างกายยังทรยศเสียทุกครั้ง







เด็กชายที่ไวต่อสัมผัส จำใจเอื้อมมือสวยลงปลอบโยนอารมณ์ตัวเอง









ตากลมปิดลงยามขยับปลายนิ้ว







ความสับสนสลัดหายไปชั่วขณะที่ความสุขสมจ่ออยู่ที่ปากประตู











“... ไม่... ค่ะ..!”

!!!!!!!

เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแม่ จังหวะมือที่ขยับถูกปล่อยอัตโนมัติเพราะเสียงของมารดาใกล้และชัดเจนเขานึกว่ามาอยู่ในห้อง







“... อื้อ... คุณ...คะ...”







มือเรียวกำแน่นยามที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องตัวเอง ประตูห้องเขาปิดไม่สนิท... เสียงที่ว่ามาจากห้องข้างๆ ... ห้องของแม่กับพ่อเลี้ยง









เด็กหนุ่มถอยห่างจากประตูเหมือนความจริงพุ่งเข้ากระแทกหน้า

“... จอมคะ... คุณ... อ๊า... แร..ง อีก...”









เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ในห้องนี้...







ปล้ำจูบเขา... ปลุกอารมณ์เขา







เด็กชายยืนเคว้งอยู่ในความมืดของห้องตัวเอง สมองสับสนวุ่นวายจนไม่มีคำสั่งให้ก้าวขาไปทางไหน











“ที่รัก... คุณ..เยี่ยมมาก…”

เสียงอภิรักษ์…









มือสวยที่บีบลูกบิดประตูแน่นกำลังสั่นจนห้ามไม่อยู่ ราวกับอยากจะพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่านี่เป็นเรื่องจริง เด็กชายก้าวออกจากห้องนอน เดินตามเสียงกระเส่าของชายหญิง และเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ไม่เบานัก









ห้องนอนของพ่อเลี้ยงกับแม่ไม่ได้ปิดประตู







เขารู้แล้วว่าทำไมเสียงมันถึงดังลอดออกมาขนาดนั้น







เขายืนเอาหลังพิงผนังหน้าห้อง ฟังเสียงครางประสานของชายหญิงที่เสพสุขอย่างรุนแรง แม่เขาร่ำร้องหาพ่อเลี้ยงไม่หยุด ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นก็สนองเสียงร่ำร้องด้วยจังหวะรักถี่ยิบพร้อมครางพร่าอย่างพอใจ







เด็กชายโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขากำลังโดนพ่อเลี้ยงล้อเล่นด้วยเกมบ้าอะไรซักอย่าง







เข้าห้องนั้น ออกห้องนี้ !

พัทธชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ว่าควรจะทำอย่างไรกับบรรยากาศที่มีแต่เสียงร่วมรักของมารดากับพ่อเลี้ยงดังสนั่น จนในที่สุดสองเท้าน้อยๆ ก็เลือกจะก้าวออกไปยืนตรงประตูเต็มตัว หวังให้คนด้านในเห็นจะๆ คาตา







ให้รู้ไปเลยว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ต้องอับอายและสับสน พ่อเลี้ยงเองก็ควรจะกระดากใจบ้าง!







หากแต่สิ่งที่พัทธเห็นกลับต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ร่างบางอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า







แม่ของเขาคลานเข่าอยู่บนที่นอน หันหน้ามาทางประตูแต่มีผ้าผูกปิดตาไว้ ในขณะที่พ่อเลี้ยงของเขาซ้อนอยู่ด้านหลัง และกำลังส่งจังหวะกระแทกกระทั้นให้หญิงสาวอย่างถึงใจ







ชายฉกรรจ์ในชุดทหารคนนั้นจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนที่พัทธจะได้มองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ







กิจกรรมรักที่พัทธคิดว่าจะต้องหยุดลงเมื่อเขาปรากฏตัวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด อภิรักษ์ยิ่งรุนแรงขึ้นและแม่เขายิ่งเสียงดังขึ้น







ใบหน้าหล่อของนายทหารที่จ้องมาทางเขาด้วยสีหน้าเปี่ยมอารมณ์นั่น ส่งรอยยิ้มเยาะมาให้อย่างชัดเจน ก่อนจะค่อยๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ปากเป็นสัญญาณให้เขาเงียบเอาไว้







อภิรักษ์ไม่ได้อายสักนิดที่จะร่วมรักกับมารดาของเขาต่อหน้าลูกชาย แถมยิ่งเพิ่มลีลาท่าทางยั่วยุ จนพัทธแทบจะควันออกหู



อภิรักษ์ตั้งใจให้เขาเห็น!

เด็กชายสะบัดตัวกลับห้อง ปิดประตูลงกลอนทุกชั้น แล้วเอาหมอนขึ้นปิดหู







สมองเขาเพิ่งจะฉลาดขึ้นในวินาทีนั้น







อภิรักษ์ตั้งใจ...







เข้าห้องเขาเพื่อไม่ล็อกประตู...





ปิดตาแม่เขา...





เปิดประตูห้องตัวเอง…





ทำทุกอย่าง เพื่อล่อเขาไปให้เห็นว่าผู้ชายคนนั้นมีเซ็กส์กับแม่เขาอย่างสุขสมแค่ไหน!





อย่างเดียวที่พัทธไม่รู้ก็คือ ทำไมอภิรักษ์ถึงทำแบบนี้!





พยายามคิดจนฟ้าสว่างคาตา เด็กชายก็ยังไม่ได้คำตอบ แต่ที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือภาพลีลารักของผู้ชายคนนั้นกลับติดตาเขามาอย่างน่ารังเกียจ!





พัทธรู้สึกสับสน โกรธพ่อเลี้ยงและขยะแขยงในเวลาเดียวกันยามที่ต้องร่วมโต๊ะอาหารตอนเช้า





อภิรักษ์ ยังคงสวมมาดชายชาตรีผู้ดูแลเอาใจภรรยาเป็นอย่างดี ทั้งที่คืนที่ผ่านมานั้นทำเรื่องไม่สมควรเอาไว้มากมาย เด็กชายมุ่ยหน้ายามที่อภิรักษ์จัดการตักอาหารให้ตนสลับกับมารดา





แพรวพลอยเป็นหญิงคนเดียวบนโต๊ะ ที่ไม่รับรู้ถึงความอึดอัดใดๆ ของสองพ่อลูก หล่อนยังคงทำตัวสร้างบรรยากาศระหว่างโต๊ะอาหาร และจูบลาทั้งสามีและลูกก่อนออกไปทำงาน

 



พัทธภาวนาว่าเขาจะไปทำงานเช่นกัน วันนี้เด็กชายยังต้องอยู่บ้าน เนื่องจากถูกโรงเรียนพักการเรียนจากพฤติกรรมไม่เหมาะสมคราวนั้น หากเป็นทุกครั้งเขาจะอยากให้พ่อหรือแม่อยู่บ้านเป็นเพื่อน แต่หลังจากเห็นการโรมรักระหว่างมารดากับพ่อเลี้ยงจะๆ กับตา เขาเองกลับไม่กล้าสู้หน้าใครสักคน





คนที่สมควรกระดากอาย กลับไม่มีทีท่ากระดากใจแม้แต่นิด





“คุณ!” ร่างเล็กสะดุ้ง หลังจากยืนเหม่ออยู่หน้าซิงค์ล้างจานอยู่นาน จนปล่อยน้ำไหลทิ้งไปหลายลิตร





“คุณพ่อ” อภิรักษ์แก้ให้ เขาไม่ชอบยามลูกชายพูดจาห่างเหิน





“ต้องการอะไรครับ?” ตาเรียวหรี่หลบ





“เธอ” พ่อเลี้ยงว่าสั้นๆ เด็กชายรู้ว่าอภิรักษ์พยายามจะก่อกวนเขา แต่เขาจะไม่ยอมรับมุกวุ่นวายนั่นอีกแล้ว





“ผมหมายถึงคุณพ่อเข้ามาในครัวทำไม ต้องการอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?”





“ก็อย่างที่บอกว่าต้องการเธอ” อภิรักษ์ยังคงยิงตรงๆ ไม่ยอมตามเกมหลบเลี่ยงของพัทธ จนเห็นริ้วความโกรธและแววตาวาวโรจน์ของลูกชาย





“อย่ามาปั่นหัวผม!” พัทธผลักอกเขาให้ถอยห่าง ขยะแขยงและรังเกียจพ่อเลี้ยงของตนเสียจนไม่อยากอยู่ใกล้






“ผมไม่รู้ว่าที่คุณทำทั้งหมดนี้เพราะอะไร อยากจะปั่นหัวผมเล่นหรือลงโทษอะไรก็ช่าง แต่ผมขอร้องว่าคุณควรจะหยุด” พัทธว่าเสียงกร้าว จ้องลึกไปในตาคู่คมที่มองสบไม่หลบเลี่ยง เด็กชายไม่เห็นแววหวั่นไหวใดๆ ในสายตาของผู้ชายคนนั้น





“แล้วถ้าฉันไม่หยุด” ร่างสูงเบี่ยงตัวไปดักหน้าลูกที่ทำท่าจะเดินออกจากครัว





“คุณกำลังจะทำให้แม่ผมเสียใจ... คุณ... กำลัง...”





“ก็ไม่เห็นมีใครต้องเสียใจ ในเมื่อมันเป็นเรื่องของเรา” อภิรักษ์ตอบหน้าตาย





“ผมรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นเกย์ ไม่ใช่และไม่เคยเป็น ไม่ว่าคุณจะเล่นเกมบ้าอะไรอยู่ เลิกปั่นหัวผมสักที!”





“เธอก็มีอารมณ์ใช่ไหมละเมื่อคืน” อภิรักษ์ถามขึ้นดื้อๆ คำตวาดของลูกชายไม่แม้แต่จะกระทบโสตประสาทชั้นไหนของเขา





“ผมไม่...”





“ได้กลับไปช่วยตัวเองไหม... ได้คิดรึเปล่าว่าตรงที่แม่เธอควรจะเป็นเธอ...”





เพี้ยะ!





“ต่ำ! คุณคิดว่าผมจะมีอารมณ์กับคนที่เป็นเหมือนพ่อผม แค่เพราะผมเห็นคุณกับแม่เอากันน่ะหรอ!” พัทธโกรธผู้ชายตรงหน้าจนอยากจะร้องไห้ มือขวาที่เพิ่งตบหน้าเขากำแน่นอยู่ข้างลำตัว





“เธอก็เคยมีแล้วนี่ มีอารมณ์กับฉัน เวลาฉันจับตรงนี้”





“อย่ามาแตะตัวผม!!” พัทธปัดมือพ่อเลี้ยงที่พยายามจะคว้าเอากลางกายของเขา 





“คุณมันบ้า โรคจิต อย่าให้ผมหมดความเคารพคุณไปมากกว่านี้เลย” เด็กชายวอนขอพ่อเลี้ยงที่จ้องกลับมาด้วยแววตาว่างเปล่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขารักพ่อจอมมาก เคารพมากยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ รักพอๆ กับแม่ เขาไม่อยากให้ความนับถือที่เขาเคยทุ่มมันให้อภิรักษ์อย่างหมดใจ กลายเป็นเรื่องผิดแล้วมาเสียดายภายหลังว่าตนไม่ควรจะเคารพคนจิตใจวิปริตแบบนี้





“ฉันก็ไม่ได้อยากได้ความเคารพอะไรจากเธออีกแล้ว พัทธพล”





อภิรักษ์ว่าชัดถ้อยชัดคำจนเด็กชายน้ำตาตก ราวกับโดนพ่อด่าประจานความเลวของตน





“ยอมรับเสียทีว่าเราไม่มีทางกลับไปเป็นพ่อลูกกันเหมือนเดิม ไม่อย่างนั้นตอนที่เรากอดกัน เธอคงจะเห็นภาพตอนฉันทำกับแม่เธออยู่ในหัวไม่หยุด”





“ก็เพราะคุณเองไม่ใช่หรอ” เด็กชายสะอื้น





“คุณทำมันพัง คุณล่อลวงผมทุกๆ อย่าง ทั้งๆ ที่ผมพยายามจะเลี่ยงคุณ พยายามจะให้เราเป็นครอบครัวปกติแต่คุณกลับ... คุณ...”





“พวกเราไม่มีวันเหมือนเดิม พัทธ” อภิรักษ์วางมือบนหัวกลมของคนที่น้ำตาหยดเปื้อนเต็มคอเสื้อ





“ต่อให้เธอพยายามยังไง... ฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” แววตาของอภิรักษ์เจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าเขา





“... คุณพ่อครับ...” อยากจะถามว่าเพราะอะไร อภิรักษ์ถึงพยายามจะก้าวข้ามขอบเขตระหว่างพ่อลูกเสียเหลือเกิน หากคำตอบคืออภิรักษ์หมดรักแม่เขาแล้วพัทธคงเจ็บปวดไม่น้อย





แต่หากคำตอบคือพัทธ





สิ่งที่พัทธกลัวกว่าความปวดร้าว คือข้างในลึกๆ ของเขาอาจจะกำลังกู่ร้องยินดี…



 

“ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณแบบนั้น” สำหรับเขา อภิรักษ์เป็นพ่อที่ดี ดีที่สุดที่เขามี และอยากจะรักษาความรักนั้นเอาไว้ให้ยิ่งยืนนาน





“เธอก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไร” อภิรักษ์ขยับลูบเสื้อผ้าชุดทหารของตนให้เข้าที่ขณะเอ่ยประโยคสุดท้าย





“แค่นอนกับฉัน แบบที่ฉันต้องการก็พอ”













--------------- 100 per.
#จอมลวง
 
สามารถติดตามนิยายทุกเรื่องและประกาศต่างๆของเราได้ทาง FB : MENAY01

ออฟไลน์ GuoJeng

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1268
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
หืออออ จอม ทำไมทำกับพัทธแบบนี้ รออ่านตอนต่อไปคับ มาบ่อยๆนะคับ

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 913
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
จอมนี่พญาเทครัวจริงๆเล้ย แล้วได้ทั้งคู่นี่สรุปจะรักใครมากกว่ากันแม่หรือลูก?

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1

ตอนที่ 9



คำพูดของอภิรักษ์เหมือนเหล็กแหลมที่กรีดซ้ำอยู่ในสมองของพัทธทั้งวัน เด็กชายขังตัวเองอยู่ในห้องมืดๆ ไม่สนใจจะลุกขึ้นไปเปิดไฟหรือดูเวลา ดวงตากลมเหม่อมองเพดานและปล่อยตัวเองจมลงไปในหลุมดำแห่งความว่างเปล่า





พระเจ้ากำลังเล่นตลกกับเขา





เด็กชายรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนกที่บาดเจ็บ ถ้อยคำบาดหูของคนที่เคารพรักและนับถือ ทำให้เขารู้สึกทรมานกับการพยายามหลอกตัวเองว่าทุกอย่างไม่ใช่ความจริง







ร่างบางพยายามคิดทบทวนทุกสิ่งว่ามีความผิดพลาดตรงไหน อะไรที่ทำให้พ่อของเขากลับกลายเป็นปีศาจที่กำลังพยายามร้อยโซ่ล่ามเขาลงนรกแห่งความมืดมิดเช่นนี้







“พัทธ” เสียงเรียกของมารดาทำให้ร่างเล็กที่เหม่อลอยสะดุ้งผวา เขาเหลือบมองใต้ประตูถึงรู้ว่าด้านนอกคงมืดแล้วในบ้านถึงเปิดไฟ







“หลับหรอครับ แม่ทำกับข้าวไว้ในตู้นะคนดี” แพรวพลอยพูดกับบานประตูที่ปิดสนิท เด็กชายพลิกตัวกอดหมอนข้างไม่คิดจะขานรับใดๆออกไป







“เดี๋ยวแม่จะไปธุระข้างนอกต่อ คุณพ่อคงกลับดึก ล็อกบ้านแล้วอย่าออกไปไหนคนเดียวเข้าใจไหม” หล่อนสั่งต่อไปหวังว่าลูกชายตัวดีจะได้ยิน แต่ยืนรออยู่นานก็ไม่มีเสียงขานรับ หล่อนจึงทำได้แค่ถอนหายใจ







พัทธได้ยินเสียงฝีเท้าของแม่เดินออกห่างจากประตูไป ดวงตากลมยังลืมอยู่ในความมืด แต่จิตวิญญาณของเขาเหมือนล่องลอยหายไปในเวิ้งอากาศที่ว่างเปล่า...





แรงสัมผัสที่ช่วงเอวทำให้ร่างเล็กขยับตัวอย่างรำคาญ เขาถูกรบกวนการนอนอย่างน่าหงุดหงิด มือเรียวปัดป่ายไล่ความน่ารำคาญนั่นให้พ้นตัว แต่กลับปะทะกับเนื้อหนังเย็นๆ ที่ชวนฉงน หัวคิ้วเด็กหนุ่มขมวดมุ่น สติสัมปชัญญะค่อยๆ เรียงร้อยเหตุการณ์รอบตัว





“ดะ..เดี๋ยว อื้อ!” ร่างเล็กเด้งตัวขึ้นนั่งทันทีที่รู้สึกถึงความชื้นที่แตะลงในส่วนที่ไม่ถูกไม่ควร







ความมืดยังคงเดิม แต่เงาตะคุ่มและแรงยึดรั้งทั้งสองขาของเขาให้อ้าออก บ่งบอกถึงการคุกคามที่แจ่มชัด ดวงตากลมเบิกโพลงอย่างตกใจ อ้าปากหวีดเสียงขึ้น พร้อมกับยันสองมือสองแขนผลักเอาคนที่ซุกอยู่ที่หว่างขา แต่ไม่ทันตั้งหลักมือที่แข็งราวกับคีมเหล็กก็กระชากเด็กชายให้ถลาหงายหลังยกสะโพกขึ้น







“ไม่... ไอ้เหี้ยเอ๊ย ปล่อยกู!” พัทธเหวี่ยงทุกอย่างที่คว้าได้ ใส่ร่างใหญ่ที่จับสองขาเขาแยกออกจนปวด เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าร่างกายท่อนล่างไม่เหลือเครื่องนุ่งห่มแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อที่สวมอยู่ก็ถูกถลกขึ้นมากองอยู่ที่ต้นคอ ไอ้คนโรคจิตนั่นไม่มีทีท่าสะทกสะท้านแถมก้มลงละเลงลิ้นรอบรอยจีบแสนน่าอาย







พัทธผวาหอบ ความรู้สึกวาบหวามตีตื้นมาพร้อมกับความประหวั่น เขาจิก ข่วน และทุบตีอีกฝ่ายไม่ยั้ง พยายามจะประเคนหมัดเข้าสู้แต่ฝ่ายนั้นหลบได้อย่างชำนาญ







“ปล่อยกู อย่าทำกูเลย ปล่อยกู...” เด็กชายพร่ำขอ พยายามดิ้นรนหาทางหนีให้พ้นกรงแขนของอีกคน ความมืดทะมึนทำให้พัทธไม่อาจเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าท่าทางแบบไหน แต่สติสุดท้ายของร่างเล็กบอกให้เขาต้องหนีให้จงได้







ความอดทนของคนอุกอาจสิ้นสุดลง มันผละลุกขึ้นเป็นจังหวะให้ร่างบางพลิกตัวลงจากเตียง คลานกึ่งลุกวิ่งไปคว้าลูกบิดประตู แต่ทันทีที่บานไม้เปิดอ้าออกมือของฝ่ายนั้นก็ถึงตัวเขา ร่างเล็กถูกเหวี่ยงกลับมากองที่พื้นห้อง พร้อมๆ กับที่ฝ่ายนั้นจัดการเอาเข็มขัดนักเรียนของเขารัดข้อมือเขาทั้งสองข้างแน่นจน







“ไม่..! ไม่ อย่าทำอะไรกูเลย จะเอาอะไรก็เอาไปให้หมด ไม่!” มันโยนเขากลับขึ้นไปบนเตียงแล้วโถมร่างตามมา เด็กชายด้อยพรรษาหมดหนทางจะสู้ชายฉกรรจ์ น้ำตาแห่งความพรั่นพรึงไหลอาบใบหน้าพร้อมเสียงร้องตะโกนอย่างหวาดหวั่น

 

 

 

“เงียบ!” มันตวาดจนเด็กชายสะดุ้งเฮือก ร่างเล็กพยายามหดตัวหนีแต่สองขาเขาถูกลำแข้งใหญ่ของอีกฝ่ายกดไว้แน่น







“หลับอยู่ก็ดีแล้วแท้ๆ” ฝ่ายนั้นเสยผมอย่างหงุดหงิด





พัทธฟังเสียงนั้นแล้วฉุกคิด... ความคุ้นเคยและสติที่เริ่มประกอบขึ้นทำให้เด็กชายเข้าใจอะไรได้บ้าง







“ทำไม... ไม่นะ ไม่เอา... ทำไมคุณ! อื้อออ” พัทธหวีดร้องขึ้นอีกครั้งด้วยความทรมาน เมื่ออีกฝ่ายฝืนยัดสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในช่องทางเร้นลับที่ไม่เคยถูกใครสำรวจมากก่อน เขื่อนน้ำตาแตกซ้ำเพราะความปวดร้าวที่แล่นซ่านไปถึงปลายนิ้ว ร่างทั้งร่างเกร็งรับ อกกระเพื่อมหอบหายใจ ใบหน้าแดงอย่างทรมาน







“อย่าทำผม... คุณ... อย่าทำกับผมแบบนี้เลย” เขาร้องไห้ยกมือที่ถูกพันธนาการขึ้นไหว้อีกฝ่ายในความมืดอย่างขอความเมตตา สิ่งแปลกปลอมเย็นชืดที่เขาไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่ไม่ใช่อวัยวะคน กำลังขยับซ้ำแผลอยู่ในร่องหลืบที่ร้อนผ่าว







“ทำตัวสนุกๆ หน่อยสิ” แสงวาบจากประกายไฟทำให้พัทธเห็นหน้าเขาแวบหนึ่ง







ใบหน้าของคนที่เขาเคยอุ่นใจยามได้โผเข้าหา ใบหน้าของคนที่เขาเคยเทิดทูนและไว้ใจยกย่องยิ่งกว่าใคร









พ่อจอม...

 



“ผมขอโทษ ...ผมกลัวแล้ว ปล่อยผมที ผมเจ็บ” เด็กชายร้องไห้จนสะอื้นหอบ น้ำตาพรากอาบหมอนแต่คนกระทำใช่ว่าจะสนใจ อภิรักษ์อัดบุหรี่เข้าปอดขณะที่นั่งมองของเล่นของตนกำลังทำงานในร่างของลูกเลี้ยง เขาจับขาเรียววางตั้งฉากและอ้าออกให้ได้มองบางส่วนได้ชัดเจน



“พ่อ... ผมเจ็บ” พัทธกรีดร้องโหยหวน เขาหวาดกลัวใจจะขาด แผลด้านในทั้งแสบและพร้อมจะปริทุกครั้งที่บางอย่างขยับอย่างไร้การควบคุม เขาไม่สุขสมหรือรู้สึกดีอะไรกับเกมนี้ เขารังเกียจ คลื่นเหียน หวาดกลัว และปวดร้าว
อภิรักษ์มองหน้าที่มีน้ำตานอง สลับกับภาพช่องทางรักที่ตอดรัดของเล่นที่เขาส่งเข้าไป เลือดที่ไหลออกมาเป็นหลักฐานได้ว่าเด็กชายตัวน้อยที่เขาเคยประคบประหงม ไม่ได้โกหกว่าตนกำลังเจ็บปวดแสนสาหัส



นายทหารพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเลื่อนมือไปขยับถอนของเล่นออกอย่างเบามือ
ความแสบร้อนทำให้ร่างบางต้องแอ่นตัวตามจังหวะการดึงออกของอภิรักษ์ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายกระชากออกไปแล้วได้แผลซ้ำ แต่ทว่าปฏิกิริยานั้นกลับทำให้ดวงตาคมที่มองอยู่พึงใจยิ่งนัก ชายหนุ่มสวนมันกลับมาอีกทั้งลำจนเด็กชายร้องไม่ออก ปากอ้าค้าง ลำตัวหดงอ



“ฮือ... ฮือ...” พัทธร่ำไห้กับความเจ็บปวด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องเจอกับอะไรแบบนี้



“ฉันบอกเธอแล้ว” อภิรักษ์ลูบหัวเขา “เป็นเด็กดีเถอะนะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเหมือนยามที่เคยใช้ส่งเขาเข้านอนเมื่อตอนยังเป็นเด็กเล็ก


หัวกลมสั่นอย่างต่อต้าน เขาจะยอมรับสภาพตัวเองได้อย่างไรกัน
ใครที่จะยินยอมกับเรื่องแบบนี้ได้ เขาถูกปลุกขึ้นมาจากฝันที่เวิ้งว้างด้วยความโหดร้าย


ของผู้ชายที่เขาเรียกว่า

พ่อ…



“จริงๆฉันไม่ได้อยากทำให้เธอเจ็บเลย” เขาจูบบนหน้าผากชื้นเหงื่อของลูกชาย ตากลมเบือนหนีเขาถึงแม้จะมองไม่ถนัดอยู่แล้ว แต่ลมหายใจที่เข้ามาใกล้ก็ทำให้เขาอยากลุกขึ้นขย้ำอีกฝ่ายแล้วฉีกให้เละ


“ปล่อยผมไปที...” เสียงติดสะอื้นวอนขอ อย่างน้อยเขาก็ยังไม่มีอะไรกับอภิรักษ์ แม้จะถูกล้อเล่นด้วยของเล่นชั้นเลวนั่นและภาพน่าอาย แต่เขาก็ยังพอมีโอกาสที่จะหยุดมัน


“ฉันจะปล่อยเธอแน่” เสียงอภิรักษ์พูดอยู่ไม่ห่างจากหัวเขา แขนแกร่งสอดมาใต้ลำคอเขาขยับบังคับให้ใบหน้าของเด็กชายหันกลับไปหา “แต่เธอต้องรับจูบของฉัน”


ร่างบางสะอื้น แต่เขาจนใจจะตอบอะไรอีก อภิรักษ์ชนะทุกอย่างตั้งแต่เข้ามาปลุกปั่นตอนเขากำลังหลับอย่างสบายใจ เข้ามาคุกคามเขาในที่ที่เขาเคยคิดว่าปลอดภัยที่สุด


ชัยชนะของพ่อเลี้ยงเขามันชัดเจนยิ่งนักที่อีกฝ่ายยอมให้เขากรีดร้องได้โดยที่ไม่สนใจว่าใครจะได้ยิน มันยืนยันว่าไม่มีใครจะโผล่มาช่วยเขาได้แน่ยามนี้



ปากหยักประกบอย่างตะกละตะกลาม ร่างเล็กที่ตั้งตัวไม่ทันเผลอเม้มปากแน่นจนอีกฝ่ายบีบปากค้างให้เขาเปิดปากรับลิ้นชื้นๆ และการบดเบียดที่เขาไม่ได้รู้สึกยินยอมแม้แต่น้อย อภิรักษ์ปรับองศาในการจูบให้คล่องไปเรื่อยๆ พร้อมกับกดสั่งให้ของเล่นที่ยังคาอยู่ในร่างของพัทธเริ่มทำงานอีกครั้ง


เด็กชายในอ้อมแขนเขาอ่อนแรงทันทีที่ของเล่นของเขากระหน่ำขยับอย่างไม่สิ้นสุด สองขาเรียวอ้าออกโดยไม่ต้องมีใครบังคับสั่ง มือบางพยายามดันอกเขาให้ออกห่างแต่มีหรือที่คนแก่พรรษากว่าจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอย



ร่างสูงตะโบมจูบปากสวยนั่นอย่างไม่ปราณี เสียงร้องครางอื้ออึงอย่างทรมานถูกกลบให้อยู่แค่ในลำคอยามที่ลิ้นของเขาไล่ต้อนลิ้นของอีกฝ่ายอยู่ในโพรงปากหวาน พัทธแผลงฤทธิ์ขัดขืนด้วยการข่วนต้นคอเขาจนเลือดซิบ



แต่ใครจะสน



อภิรักษ์ผละออกให้เวลาอีกฝ่ายหายใจ



เขามองสำรวจใบหน้าหวานที่มีเพียงแสงจากดาวประดับที่ตกกระทบ น้ำตาที่ไหลอาบทำให้แก้มเนียนสะท้อนอยู่ในเงามืด เขาเดาออกว่าดวงตากลมแดงก่ำนั่นกำลังเคียดแค้นและสับสน
อภิรักษ์ยิ้มรับ


กระแทกจูบอีกฝ่ายที่กำลังโกยอากาศเข้าปอดอีกครั้ง พร้อมส่งหมากตัวสุดท้ายไปพร้อมกับจุมพิตที่เขามอบให้


“ไม่... อื้อ อึก..!!! ไม่ ...” พัทธดิ้นพล่าน สองมือที่ถูกมัดรวบทุบอกอีกคนอย่างแรง อภิรักษ์ผละออกเมื่อเขาทำสำเร็จ ร่างสูงขยับลุกเดินลงจากเตียงแล้วกอดอกมองเด็กชายที่ขดตัวซุกกับผ้าห่มยับยู่ยี่


“...เลว... ผมรู้ว่ามันคืออะไร... คุณมันเลว ต่ำช้า” พัทธร้องไม่หยุด เขาเผลอไผลจนเมื่อกี้อภิรักษ์บังคับให้เขากลืนยาบางอย่างลงท้องได้สำเร็จ ต่อให้โง่กว่านี้เขาก็รู้ว่ามันเป็นยาประเภทไหน
ของเล่นในร่างเขามันหลุดร่วงออกไปแล้ว ความวูบโหวงประหลาดเข้ามาแทนที่



“...ผมเกลียดคุณ เหี้ย... เลว ทำได้แม้กระทั่งลูก... ไอ้ชั่ว” พัทธพร่ำสบถคำด่าในขณะที่อีกฝ่ายยืนนิ่งกอดอกมองเขาที่กำลังทรมานอย่างช้าๆ



“...เกลียด” มือเรียวขยำผ้าปูที่นอนเอาไว้ด้วยความคับแค้นใจ


อภิรักษ์ทิ้งบุหรี่แล้วเดินเข้าไปหาลูกชายอย่างช้าๆ มือหยาบลูบลงบนกลุ่มผมที่ชื้นด้วยเหงื่อพร้อมเอ่ยถ้อยคำแสลงหู ที่ทำให้ร่างบางอยากตะปบหน้าคนเป็นพ่อให้ยับ



“...ด่าฉันให้เยอะๆ เลยเด็กดี เพราะไม่เกินสิบนาที เธอจะคลานมาขอให้ไอ้ชั่วนี่แหละเอาแรงๆ”


“อย่าทำแบบนี้นะ ได้โปรด” พัทธร่ำไห้ ร่างเขาถูกพ่อเลี้ยงกระชากทึ้งเปลื้องเสื้อผ้าออกไม่มีเหลือติดตัว ไฟในห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ร่างบางมองเห็นหายนะที่กำลังมาเยือนตนในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า



ความเหี้ยนกระหายจากฤทธิ์ยาตีตื้นสร้างความร้อนผ่าวไปทั้งอก ร่างบางดิ้นเร้าบนเตียง สองมือถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวงแต่ร่างเล็กไม่อาจจะดิ้นรนหนีไปได้พ้นขอบเตียง



อภิรักษ์ทาบร่างเปลือยของตนเข้าชิดแผ่นอกขาวที่หอบกระเพื่อม ดวงตาและใบหน้าของลูกชายแดงก่ำมองเขา ราวกับเหยื่อที่กำลังจะถูกสัตว์ร้ายฉีกทึ้งเป็นอาหารของวันนี้



“ไม่... พ่อ... อย่าทำผม ฮื่อ” ร่างเล็กร้องเมื่ออภิรักษ์ก้มลงจุมพิตยอดอกสีช้ำที่ชูช่อด้วยฤทธิ์ยา ริมฝีปากอุ่นทาบตามแนวไหปลาร้า จูบไล้ไปมาจนร่างเล็กร้องฮือ สองมือทั้งผลักทั้งขยำบ่ากว้างอย่างสับสนใบหน้าเบือนสะบัดกับความวาบหวามที่ทวีความรุนแรงขึ้น



ลิ้นร้อนตวัดชิมยอดตุ่มไตแห่งอารมณ์ กระหายอยากราวกับผู้คนที่เจอโอเอซิสกลางทะเลทราย ตาคมช้อนขึ้นมามองลูกเลี้ยงที่ครางฮือร้องท้วง หยาดน้ำตาไหลรินไม่หยุด แต่ปฏิกิริยาทางกายกลับสนองความหวามไหวอย่างห้ามไม่อยู่ แผ่นอกเนียนแอ่นรับการหยอกล้อจากพ่อเลี้ยงอย่างลืมตัว เห็นอย่างนั้นเสือร้ายก็กระหยิ่มยิ้มย่อง แสดงฝีมือการบรรเลงเพลงรักจนร่างบางดิ้นพล่าน ผิวขาวซีดเห่อแดงไปพร้อมกับอารมณ์ร้อนระอุ



มือหยาบเลื่อนลงลูบกระชับสะโพกมนให้แนบชิดกับผิวเนื้อนายทหาร ส่วนหน้าที่ระอุด้วยแรงอารมณ์เบียดเสียดกับความแข็งแรงของพ่อเลี้ยงอย่างห้ามไม่อยู่ มือสวยพยายามดันร่างใหญ่โตกว่าให้ผละห่างแต่ทว่าไม่เป็นผล ดวงตากลมเบิกกว้างยามมองเห็นสะโพกสอบขยับเคล้าคลึงให้บางส่วนบดเบียดจนความเสียวซ่านวิ่งพล่านไปทั้งกาย




“เครื่องติดแล้วนี่” เสียงอภิรักษ์เอ่ยราวกับเยาะเย้ยเขา ร่างบางที่ใช้แขนดันตัวให้ลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้ยิน เขาอับอายแต่ก็ร้อนรุ่มไปด้วยไฟราคะ ความสับสนทำให้หยดน้ำตาเหือดหาย ทำได้เพียงแต่จ้องมองว่าคนที่คุมเกมอยู่จะลากจูงตนไปทิศทางใดต่อ 



“ไม่… อ่ะ...” เผลอหลุดร้องห้ามออกไปยามที่มือหนาขยับรวบส่วนสงวนทั้งของเขาและของตนเข้าด้วยกัน ก่อนจะรูดรั้งอย่างเนิบนาบ บังคับให้มันเบียดกันแนบชิดยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ พัทธอยากจะกรีดร้องเพราะความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง หากแต่ทำได้เพียงขบฟันแน่นจนรู้สึกปวดไปทั่วแนวสันกราม มือหยาบขยับเนิบเรื่อยใน ขณะที่ฟันคมของคนตัวเล็กขบลงบนบ่ากว้างเพื่อระบายอารมณ์



“ดีไหม... หืม... แบบนี้” อภิรักษ์เงยขึ้นมองคนตัวเล็กที่กัดริมฝีปากตัวเองแน่น ตาปรอยฉ่ำน้ำเงยขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของพ่อเลี้ยงที่คลอเคลียชิดอยู่ข้างแก้มนุ่ม ลมหายใจอุ่นกระทบผิวจนผ่าวระอุ ใบหน้าหวานพยายามเบือนหนีแต่แรงเร้าที่ขยับสร้างจังหวะทำให้ร่างบางนิ่งเกร็ง สองมือเปลี่ยนจากผลักไสมาจับยึดสองบ่าของพ่อเลี้ยงเอาไว้


“ม... ไม่นะ... โอ๊ะ...” พัทธร้องออกมาไม่เต็มเสียง เมื่อรู้สึกได้ถึงปลายทางอารมณ์ที่กำลังจดจ่ออยู่ที่ปากทางแห่งความหอมหวน สองมือเรียวสั่นอกกระเพื่อมแรงในขณะที่ผู้เป็นพ่อขยับมือเร่งส่งความสุขให้ลูกชายในเกมแรกอย่างบรรจง ร่างเล็กกรีดร้องในลำคอ ตัวสั่นเทิ้มกระตุกถี่ยามที่อารมณ์ในร่างประทุออกมาเปรอะมือใหญ่


อภิรักษ์หัวเราะหึตอนที่มองอีกคนหอบหายใจ ยาออกฤทธิ์ดีกว่าที่คาด พัทธรู้สึกได้ถึงมันอย่างรุนแรงและไวกว่าปกติหลายเท่า แม้จะปลดปล่อยไปไม่ถึงนาที แต่ส่วนน่าอายของเด็กชายก็ยังคงตื่นขึ้นบ่งบอกถึงความต้องการที่ซ่อนเร้น นายทหารหนุ่มบดจูบกับริมฝีปากเล็กฉ่ำเยิ้ม ร่างเล็กหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต้านทาน ทำได้เพียงโอนอ่อนให้คนด้านบนตักตวงความหอมหวานจากจุมพิตร้ายกาจ

อภิรักษ์กวาดมองคนอ่อนแรง ขยับแทรกร่างตัวเองตรงหว่างขาของลูกเลี้ยงแล้วจับแยกปลายเท้าออกคนละทิศ พัทธมองตามไม่ละ เมื่อเห็นอภิรักษ์ใช้นิ้วแข็งๆ ของตนป้ายกับเศษส่วนความรักที่เปรอะอยู่ก็หน้าร้อน ปิดตาลงแน่นเมื่อรู้ว่าพ่อเลี้ยงของเขากำลังจะทำอะไรต่อไป



พัทธไม่มีเสียงจะทักท้วง ไม่มีน้ำตาให้ไหล ยามนี้เขาต้องการเพียงแค่ปลดปล่อยให้หมดสิ้นฤทธิ์ยาที่ทรมานเขาไปทุกอณูขุมขน อยากจบเรื่องต่ำช้านี่เสียที ยามที่นิ้วเย็นชืดสอดเข้ามาในร่างเขานั้น



ร่างบางทำได้แค่หลับตาให้สนิทกัดฟันไม่ให้ร้องราวกับสัตว์ถูกเชือด ความเจ็บแสบแผ่ขยายไปทั่วร่าง แต่เขารู้ว่าต่อให้เขากรีดร้องขนาดไหน พ่อเลี้ยงใจร้ายก็ไม่มีทางจะหยุด สองมือเรียวจิกลงกับที่นอนสีฟ้าเพื่อระบายความเจ็บแสบจากสิ่งแปลกปลอม


แม้ว่าอภิรักษ์จะเห็นท่าทางทรมานของพัทธแล้วแต่ก็ไม่คิดจะหยุด เขายังส่งนิ้วต่อไปเข้าชำแรกและขยับขยายช่องทางแคบให้พร้อมสำหรับรองรับอารมณ์เขา


พัทธครางฮึกฮักในลำคอตอนที่นิ้วยาวขยับเข้าออกถี่ยิบ ด้านในที่แคบคับตอดรับสิ่งแปลกปลอมอัตโนมัติจนทำให้ผิวร้อนสัมผัสได้อย่างแนบชิด ความซ่านกระสันโหมกลับมาอีกครั้งเมื่อถูกแตะต้องโดยพ่อเลี้ยง






ยามที่ส่วนยอดของอารมณ์จะปีนข้ามสู่แดนอนธการ มือหยาบกลับละออกไปจนพัทธเกือบผวาคว้า ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจ แต่ยิ่งทำให้ต้องตกใจซ้ำกับส่วนสงวนที่พร้อมรบเต็มที่ของนายทหาร

อภิรักษ์จ่อปลายความหฤหรรษ์เข้ากับช่องทางเร้นลับ ก่อนพยายามเบียดสะโพกส่งช้าๆ แต่นั่นไม่ได้ผลแม้ก่อนหน้านี้พัทธจะเคยต้องรับของเล่นของเขาไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบเคียงกับขนาดของจริงที่จ่อชิดปากทางยามนี้


อภิรักษ์ขยับหยิบเจลหล่อลื่นที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ชโลมของเหลวลงบนส่วนร้อนของตัวเองและช่องทางสีสด ก่อนจะจัดท่าทางใหม่ให้การสอดรับสะดวกขึ้น หมอนใบเล็กถูกสอดรองใต้สะโพกกลม

สองขาเรียวถูกจับขึ้นพาดบ่าแกร่งในขณะที่ส่วนอารมณ์จ่อแทรกเข้าเยี่ยมเยือนร่างกายเล็กอย่างไม่ปราณี


“เจ็บ... พ่อ... อะ... เจ็บ” พัทธฟาดมือเข้าเต็มบ่าอภิรักษ์เพราะความเจ็บปวดราวกับถูกคีมฉีกร่าง มือหนารวบจับแขนเรียวที่ปัดป่ายเอาไว้แน่นขณะที่ยังคงพยายามส่งตัวเองให้สุดทาง น้ำตาที่แห้งเหือดร่วงเผาะเพราะความเจ็บแสบ

อภิรักษ์ได้กลิ่นคาวเลือดและพอจะรู้ที่มา แต่เขาถลำลึกจนเกินกว่าจะถอนตัวออกมาไหว ทำได้แค่พยายามลดแรงส่งไม่ให้คนใต้ร่างต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้


“อย่าร้อง” อภิรักษ์เอ่ยสั่งอย่างเย็นชา ในขณะที่คนฟังเจ็บทั้งใจทั้งกาย ไม่นึกว่าคนที่ทำร้ายกันจะเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุดแบบนี้



“ฉันบอกว่าอย่าร้องได้ยินไหม!” นายทหารตวาดสั่งจนคนตัวเล็กผวาสะดุ้ง ความแสบร้อนในทางรักไม่ได้เลือนหายไปแม้แต่นิดแต่อภิรักษ์ไม่ได้สนใจเลย


ร่างสูงไม่มีแววตาอ่อนโยนและความปราณีให้เขาอย่างที่เคยเป็นเสมอมา อภิรักษ์เสือกไสร่างขยับผ่านความฝืดเคืองเข้าออกทีละน้อย คนตัวเล็กกัดปากแน่นจนสั่นเพราะต้องทนรับความเจ็บแสบ ในขณะที่ดวงตาแดงก่ำจ้องมองคนใจร้ายไม่แม้แต่จะกระพริบ



“เธอเป็นของฉันแล้วพัทธ”



“ของฉันคนเดียว” อภิรักษ์รั้งร่างจนเกือบสุดแล้วกระแทกซ้ำ คนรองรับอารมณ์สะดุ้งเฮือก ขยำผ้าปูที่นอนแน่นเพราะความจุกร้อนด้านใน “เป็นของฉัน” อภิรักษ์ย้ำ



(มีต่อ)

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
“อา... คุณ... พ่ะ... เบาๆ” น้ำตาหยดน้อยไหลร่วง เขาอ้อนวอนให้ร่างสูงยัดเยียดสัมผัสนั้นให้เบาลงกว่าที่ทำอยู่ แต่อภิรักษ์ไม่ได้สนเสียงครวญจากริมฝีปากแดงก่ำนั่น เพียงแค่รู้สึกว่าความร้อนระอุด้านในเริ่มคล่องตัวจากสารหล่อเลี้ยงนายทหาร ก่อนเอนกายลงคร่อมผิวเนียน แยกสองเข่าของลูกเลี้ยงมาคล้องแขนที่ยันเตียงไว้ ก่อนจะตอกย้ำจังหวะผ่าวซ่านในท่วงท่าราวกับคนที่วิดพื้นอยู่



“อ้ะ...” ร่างเล็กหน้าสะบัด ปลดปล่อยเสียงน่าอายที่ยามนี้พัทธก็ไม่รู้ว่าตนกำลังรู้สึกอะไรมากกว่ากัน ระหว่างเจ็บปวดเกิดทนกับกระสันอยากตามจังหวะถี่ยิบที่เจ้าของร่างใหญ่ประเคนให้เขา



“อ้ะ... พ่อ... ช้า ช้าหน่อย...” เด็กชายได้ยินเสียงตนร้องขอออกไปแบบนั้น ดวงตาฉ่ำปรอยช้อนมองอย่างอ้อนวอน อภิรักษ์ที่ดุร้ายราวกับพวกกะลาสีตกมันกดจูบบนหน้าผากมนของลูกชายแต่ไม่ได้ทำตามคำขอแม้แต่น้อย


เขาตอกย้ำสัมผัสรักให้ร่างเล็กอย่างหนักแน่นยิ่งกว่าช่างที่ลงเสาเข็มเรือน


เขาอยากให้คนตัวเล็กจดจำทุกสัมผัสจากเขา เช่นเดียวกับที่เขากำลังจดจำทุกความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปจรดปลายนิ้วยามนี้



“อ๊า... ไม่ อื้อ...” อภิรักษ์ปลดพันธนาการบนร่างเด็กชายก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นสู่อ้อมอก ก้าวลงจากเตียงอย่างมั่นคง นายทหารนั้นทำราวกับว่าพัทธเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ที่จะอุ้มกระเตงเข้าเอวยังไงก็ได้ หากมีใครมาเห็นคงเป็นภาพที่น่ารักระหว่างพ่อลูก


แม้ลูกชายจะโตจนเป็นหนุ่มคนเป็นพ่อก็ยังอุ้มเล่นได้ ทว่าการเล่นกันของสองพ่อลูกในยามนี้ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้นทั้งเขาและพัทธ สองร่างยังคงเชื่อมกายระหว่างกันราวกับเกิดมาเพื่อประสานกันอย่างไรอย่างนั้น



ร่างบางอ้าปากโกยหาอากาศหายใจ ในจังหวะที่อภิรักษ์ดันเอวคอดขึ้นสูงแล้วกระแทกซ้ำหาตนที่ถูกอุ้มอยู่ คนตัวเล็กต้องกอดรอบคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ตก จังหวะรักยังดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับพัทธที่เริ่มครองสติไม่อยู่


สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ถูกปลุกขึ้นด้วยความร้อนของกามโลกีย์ เด็กชายน้อยประสบการณ์ขบสันกรามแน่น ซุกหน้ากับบ่าของคนที่เขาเรียกว่าพ่อ

ยามที่ตนต้องตอกกายเข้าหานายทหารหนุ่มนั้นราวกับวิญญาณถูกกระชาก ความกระสันเข้าครอบงำจนกระดากอายตัวเอง จากที่วอนขอให้ถอยห่าง


ตอนนี้ในหัวพัทธกลับอยากให้อีกฝ่ายช่วยปลดปล่อยตนให้ไวที่สุด ร่างเล็กกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้หลุดปากเอ่ยความต้องการใดๆ ออกไป เขาทำได้เพียงระบายความเจ็บด้วยการจิกเล็บลงบนหลังคอคนใจร้ายนั่น แต่ผลที่ตามมาก็คือนอกจากจังหวะกระแทกธรรมดาในท่าที่เขาโดนอุ้ม


อภิรักษ์กลับเริ่มย่างเดินเพื่อพาเขาสำรวจห้องนอนในฝัน



“พ่อ...” พัทธรู้สึกซ่านจนเนื้อสั่น เขาไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันกับความสุขชั่ววูบที่ค้นพบ ร่างบางก็เจ็บปวดทุกการกระทำ



“ไม่ไหวแล้วหรอ?” เขาได้ยินเสียงผู้ชายที่โอบอุ้มอยู่ถามแบบนั้น พัทธไม่แน่ใจว่าตนจะพยักหน้าหรือพูดอะไรออกไป เขารู้แค่ว่าคนเถื่อนวางสองขาที่อ่อนแรงของเขาลงบนพื้นแล้วผลักเด็กชายหันหน้าเขาสู่ผนัง



ร่างสูงตามมาทาบทับและประสานจังหวะต่อไปอย่างไม่มีอ่อนล้า พัทธยืนแทบไม่อยู่หากอภิรักษ์ไม่ประคองเอาไว้ ยิ่งใกล้ฝั่งก็ยิ่งสั่นสะท้าน



ร่างบางหวีดเสียงครางอย่างไม่ตั้งใจเมื่อถึงโค้งสุดท้ายของตน อภิรักษ์ทำเหมือนเด็กชายเป็นเป้านิ่งที่ตนจะรัวปืนกลใส่ได้ไม่ยั้ง เขากอดรั้งเอวบางของคนตัวเล็กเอาไว้เพื่อไม่ให้ร่วงลงไปกองที่พื้นซะก่อน ขยับส่งกายสลับจังหวะช้าไวตามแต่จะสรรหามาประเคนความเสียวให้คนด้อยพรรษา



       เขาเห็นพัทธน้ำตาร่วงตอนที่ร่างเล็กกระตุกปลดปล่อย ทั้งๆที่ยังไม่ได้แม้แต่จะแตะต้องของตัวเอง อภิรักษ์ยิ้มกริ่ม เขากัดฟันผ่อนจังหวะรักให้เด็กน้อยได้พักหายใจ ก่อนจะฉกฉวยริมฝีปากที่เผยอขึ้นโกยหาอากาศนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว


      พัทธน้ำตาร่วงอีกหยดเมื่อการกระตุกเกร็งสิ้นสุด แต่คนเป็นพ่อเชื่อว่านั่นไม่ใช่น้ำตาแห่งความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว..



      “เธอเป็นของฉัน พัทธ” พ่อเลี้ยงหนุ่มกระซิบที่ริมหูก่อนจะขบเม้นติ่งหูคนตัวเล็กอย่างหยอกล้อ ร่างบางที่เพิ่งได้เวลาให้หายใจเงยหน้าขึ้นมองร่างใหญ่ที่เอ่ยคำนั้นอย่างสับสน


       แต่ไม่ทันที่สมองจะได้ไตร่ตรองอะไรมากกว่านั้น ตาที่ปรือเกือบจะปิดก็ต้องเบิกโพลงขึ้นอีกครั้งเมื่ออภิรักษ์ขยับย้ำจังหวะรักที่เพิ่งสิ้นสุดไป



      เขาได้ยินเสียงคุณพ่อหัวเราะ...



      เขารู้ว่านั่นหมายถึงอภิรักษ์คงจะเล่นเกมต่อไปอีกนาน...







-------------
#จอมลวง


ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ diltosscap

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ยังดีที่เป็นพ่อเลี้ยง รอติดตามนะคะ

ออฟไลน์ เข็มวินาที

  • Those who make the worst use of their time are the first to complain of its shortness
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
 :hao3: OMG สงสารพัทธ ไม่เข้าใจพ่อเลี้ยงจริงๆ จุกจนพิมพ์ไม่ออก :เฮ้อ:

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อภิรักษ์ ลวงแม่พัทธแต่งงานด้วย
เพราะเป้าหมายที่อยู่ที่พัทธ สินะ
ยิงทีเดียวได้นกสองตัว
เดิมอภิรักษ์เป็นไบ อยู่แล้วใช่มั้ย
รอจนพัทธโตแล้วถึงลายออก
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-01-2017 18:03:42 โดย ♥►MAGNOLIA◄♥ »

ออฟไลน์ NASU

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-1
ตอนที่ 10


พัทธไม่รู้ว่าตนกำลังตื่นหรือหลับ คราแรกเขารู้สึกเหมือนตนกำลังกระพริบตาถี่ๆ เพื่อสู้แสง แล้ววินาทีต่อมาเขาก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นอยู่ตามแนวไขสันหลัง เขาเห็นแสงลอดเข้ามาในห้อง





...มีคนเปิดหน้าต่าง





ร่างบางบอกตัวเอง พยายามจะชะโงกหน้ามองร่างกายเขาไม่กระดิกด้วยซ้ำ





ทัศนวิสัยของเขาพร่ามัว





เขาได้กลิ่นบุหรี่ ได้ยินเสียงเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ก่อนการรับรู้ต่อไปจะทำงาน สติของเขาก็ดิ่งลงสู่ความมืดอีกครั้ง





“ลูกล่ะคะ?” แพรวพลอยเอ่ยถามสามีขณะที่กำลังจัดโต๊ะสำหรับอาหารเช้า





“ไม่สบายน่ะ ผมเลยให้นอนต่อ” อภิรักษ์บอกพร้อมนั่งลงที่ตำแหน่งประจำบนโต๊ะอาหาร





“อ้าว ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลย เป็นอะไรมากหรือเปล่า?” หล่อนวางมือทำท่าจะขึ้นไปชั้นบนแต่อภิรักษ์เอ่ยขัด





“ก็ช่วงนี้คุณวุ่นวายกับงาน กินข้าวเถอะ ผมจัดการให้ยานอนไปแล้ว เข้าไปก็กวนแกเปล่าๆ” อภิรักษ์ดึงแขนภรรยาให้กลับมานั่งที่โต๊ะ แพรวพลอยมีท่าทีลังเลใจก่อนจะถอนหายใจออกมา





“ทำไมคุณสูบบุหรี่แต่เช้า?” หล่อนเพิ่งสังเกตว่าสามีมีกลิ่นบุหรี่ ตามปกติอภิรักษ์ไม่ใช่คนติดบุหรี่ นานๆ ทีถึงจะสูบสักครั้ง “มีอะไรเครียดหรอคะ?” หล่อนถามอย่างเป็นห่วง





“ที่ทำงานน่ะ” เขาเอ่ยปัด มือสวยยกขึ้นลูบแขนอภิรักษ์อย่างปลอบประโลม





“อย่าคิดมากนะคะ ไม่ดีกับสุขภาพ”





“ผมก็พยายามอยู่ แต่พวกเลี้ยงไม่เชื่องครั้นจะอยู่เฉยมันก็มีแต่จะแว้งกัด” อภิรักษ์เริ่มกินข้าวแต่แพรวพลอยเกิดเอะใจกับคำพูดนั้นจึงหันไปมองอย่างสงสัย





“มีใครทำอะไรไม่ดีกับคุณหรอคะที่รัก?” หล่อนถามอย่างนึกห่วง ไม่ชอบนักกับการขัดแข้งขัดขากันในวงการทหาร





“นั่นสิ มีใครทำอะไรไม่ดีกับผมหรอ?” อภิรักษ์ไม่ได้ตอบแต่กลับทวนคำถาม คุณแม่ยังสาวมุ่นคิ้วกับท่าทีประหลาดของอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มต้นทานข้าวในส่วนของตนบ้าง





“วันนี้ให้น้ำหนึ่งไปขับรถให้สิ คืนนี้คุณต้องออกนอกเมืองไม่ใช่หรอ กลับดึกๆ คนเดียวผมเป็นห่วง” อภิรักษ์นึกขึ้นได้





“จะดีหรอคะ ฉันเกรงใจคุณ อีกอย่างน้ำหนึ่งเป็นทหารรับใช้ของคุณ จะให้เอามาตามฉันต้อยๆ คงไม่เหมาะมั้ง” หล่อนเอ่ยอย่างนึกเกรงแต่สามีส่ายหัวพรืด





“อะไรกัน คุณเป็นคุณนายของผมนะ ต้องมาเกรงใจอะไร”





“โธ่ คุณ” 





“ตามนั้นแหละ ให้มันไปขับรถให้ อย่างน้อยมีคนอยู่ด้วยก็ยังดี กลับดึกๆ ผู้หญิงตัวคนเดียวอันตรายเกินไป” อภิรักษ์สรุป





“แล้วคุณล่ะคะ?”





“เดี๋ยววันนี้มีเข้ากรมครึ่งเช้า แต่คงไม่มีปัญหาอะไร สักเที่ยงหรือบ่ายคงกลับมา” อภิรักษ์บอกตามจริง





“งั้นฝากดูลูกด้วยนะคะ” หล่อนยังคงพะวงกับอาการป่วยของลูกชาย





“ฝากทำไมกัน ลูกคุณก็ลูกผม” อภิรักษ์เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักแต่เรียกรอยยิ้มของภรรยาออกมาน้อยๆ หล่อนไม่อยากต่อความนักเลยเบนไปสนใจอาหารแทน แต่หล่อนรู้ว่าอภิรักษ์น่ะปากแข็ง ทว่าข้างในนั้นมีแต่ตนกับลูกที่อภิรักษ์ให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด





แพรวพลอยแวะเข้าไปเปิดห้องพัทธนิดหน่อยก่อนจะออกไปทำงาน พอได้เห็นเด็กชายนอนหลับตาพริ้มท่าทางอ่อนเพลียหล่อนเลยเลือกที่จะไม่กวนให้อีกฝ่ายตื่น เช่นเดียวกับอภิรักษ์ เขาแวะเข้าไปดูอาการเด็กชายตัวเล็กแล้วออกไปทำงานพร้อมภรรยาด้วยรถคนละคัน





เด็กชายลืมตามองดาวประดิษฐ์ที่อยู่ตรงหัว





ตอนนี้กี่โมงแล้ว เช้าหรือเย็น...





เขาไม่หิวเลย ไม่หนาวเลย แต่เขาเจ็บไปทั้งตัว





พัทธลูบข้อมือตัวเองแต่ก็ต้องสะดุ้ง มันเจ็บแปลบจนต้องยกขึ้นมอง ร่องรอยรอบข้อมือบ่งบอกว่าทุกอย่างเป็นของจริง





ความเจ็บปวด ความรุนแรงพวกนั้น…





เป็นของจริง





น้ำตาที่เหือดหายหยดเผาะลงที่ข้างแก้ม เด็กชายปวดร้าวไปทั่วแผ่นอก เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกฉีกทิ้งจนวิญญาณกระจัดกระจายไปทั่วพื้น ไม่เท่านั้น เขารู้สึกราวกับว่าถูกเท้าขยี้ให้จมลงไปใต้พิภพ





เจ็บกายมันก็เท่านั้น แต่เจ็บใจมันมากกว่า





สัตว์ร้ายที่เหยียบย่ำเขาไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่เป็นคนที่เขารักด้วยใจจริง เป็นคนที่เขาภักดี เทิดทูนและไว้ใจที่สุด หากแต่เขากลับถูกทรยศอย่างไม่มีเค้าลางของเหตุผล





พัทธได้รู้ในวินาทีนั้นว่าบนโลกใบนี้ไม่ควรไว้ใจใครนอกจากตัวเอง เขาเจ็บจนไม่มีเสียงจะสะอื้น หากแต่ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา จมดิ่งอยู่แต่ในห้วงแห่งความทุกข์





นานเท่าไหร่กัน...





ชั่วโมง...





ครึ่งช่วงโมง...





สิบนาที...





หรือแค่วินาทีเดียว





สำหรับเขามันเหมือนกับกำลังร่ำร้องอยู่ในโลกที่รอบทิศเป็นกำแพงแคบที่มืดทึบ อาวุธที่มองไม่เห็นโจมตีเขาอยู่ตลอดเวลาจนไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ





ความหวังถูกดูดกลืนไปอย่างน่าอนาถ เขาไม่มีตัวตน ไม่มีค่า และหมดราคา





ความรักตัวเองของเด็กชายดำดิ่งลงเหว หัวใจดวงน้อยเต้นช้าลงจนแทบไม่ขยับ วินาทีต่อมาที่สมองเริ่มทำงานเด็กชายรู้สึกว่าตนไม่มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะหายใจต่อไปบนโลกที่แสนโสมม





เรี่ยวแรงที่หายไปฟื้นกลับมาในตอนที่เขาตัดสินใจ





ร่างบางกรีดนิ้ว จิกทึ้งดาวประดับบนผนังด้านข้าง ลามเหวี่ยงเอาข้าวของรอบตัวจนกระจัดกระจาย พัทธกรีดร้อง อาละวาดไปพร้อมกับร้องไห้ราวกับสัตว์ต้องกับดัก เขาสิ้นหวังและรู้สึกว่าวิญญาณของตนแปดเปื้อน





ในนาทีที่ร่างแสนบอบช้ำรูดหลังลงกับผนังเอาชืด มือเรียวเอื้อมหยิบมีดคัตเตอร์ที่วางหมิ่นเหม่บนโต๊ะเขียนหนังสือ





พัทธเข้าใจได้ในตอนนั้น ว่าทำไมผู้คนถึงเรียกร้องหาความตายทั้งที่ยังหายใจอยู่…









“คิดจะทำอะไร!” เสียงตะคอกมาพร้อมกับที่มือใหญ่ตวัดเข้าที่ข้อมือพัทธ ข้อมือเล็กถูกบีบแน่นจนต้องคลายคัตเตอร์ในมือ ร่างบางเบ้หน้าและเริ่มต้นร้องไห้อย่างไร้สติอีกครั้งเมื่อเห็นหน้าพ่อเลี้ยงของตน





ในทีแรกที่เห็นว่าคนตัวเล็กกำลังคิดจะทำเรื่องโง่ๆ อภิรักษ์โกรธจนควันออกหู แต่พอเห็นสภาพของเด็กหนุ่มที่สองมือทุบขยำเสื้อเขาไม่หยุด ทั้งร้องคร่ำครวญราวกับหาทางออกให้ตนไม่ได้ ความเกรี้ยวกราดของอภิรักษ์เมื่อนาทีก่อนจึงหายไป ร่างสูงอุ้มเด็กชายตัวเล็กขึ้นในท่าเจ้าสาว ซึ่งพัทธที่ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วนั้นไม่มีท่าทีจะขัดขืนแต่อย่างใด





เด็กตัวเล็กมีแต่น้ำตานองหน้า สะอึกสะอื้นจนตาช้ำแดงเถือก อภิรักษ์เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตามหน้าตาลูกแล้วจับเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าทั้งแบบนั้น





“เดี๋ยวพ่อจะเอาข้าวกับยามาให้ เราจะได้หายไวๆ” อภิรักษ์ลูบผมดำขลับของคนป่วย แต่พัทธหันหน้าหนีถ้อยวาจาแสลงหูนั่น





พ่อ... งั้นหรอ…





“ยังเจ็บอยู่รึเปล่า ถ้ายังไม่ดีขึ้นพ่อจะพาไปหาหมอ” อภิรักษ์ไม่ได้สนถ้าทีเมินเฉยกับน้ำตาที่ไหลลงอย่างเงียบๆ ของลูกเลี้ยง พัทธยังคงตอบโต้เขาด้วยความเงียบกับน้ำตาแต่อภิรักษ์ไม่ได้ถือสา เขาลุกลงไปเตรียมข้าวต้มหมูอย่างง่ายให้ลูกชายแล้วยกขึ้นมา





ตอนกลับเข้ามาในห้อง คนป่วยไม่ได้นอนอยู่บนเตียงอย่างตอนที่เขาออกไป เด็กชายนั่งขดตัวกอดเข่าอยู่ใต้หน้าต่าง ซุกหน้าอยู่กับสองเข่าของตัวอย่างอ่อนแอ





“ข้าวต้มนะ กินไหวไหม?” อภิรักษ์ไม่อยากดุพัทธที่ลุกออกไปนั่งแบบนั้น เขายกถาดมาวางตรงหน้าลูก





“คุณ... อึก ทำแบบนี้ทำไม?” พัทธกลั้นสะอื้นถาม เขาสับสนและรู้สึกว่าตนแตกสลายไปแล้วถึงจิตวิญญาณ





“กินก่อน” อภิรักษ์บังคับ แต่พอเห็นว่าร่างเล็กยังนิ่งเขาเลยตักข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นจ่อปากคนตัวเล็กเป็นการบังคับอีกฝ่าย ตากลมบอบช้ำช้อนมองพ่อเลี้ยงใจร้ายของตน พัทธต่อต้านในนาทีแรก แต่เมื่อคิดดูว่าคนตรงหน้าทำอะไรได้บ้าง เขาก็เลือกที่จะดึงเอาช้อนจากมือใหญ่นั่นมาถือเองแม้มือจะสั่นเทา





พัทธเพิ่งได้รู้ว่าการกินข้าวคลุกน้ำตา รสชาติมันยากจะกลืนแค่ไหน น้ำตาที่เขาเกลียดยังร่วงลงไม่หยุด ทั้งๆ ที่พยายามจะกลั้นมันไว้จนหายใจไม่ออก เขาไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้อีกแล้ว แต่เขากลับหยุดมันไม่ได้ เขาเจ็บจนถึงขั้วแกนแห่งความเป็นคน มันปริแตกและชอกช้ำเกินจะหยุดยั้งน้ำตามากมายเหลือเกิน

 

 

“พัทธ... พัทธ หยุด!” อภิรักษ์ดึงช้อนที่มือน้อยนั่นถือค้างเติ่งอยู่แล้วขว้างทิ้ง เด็กนี่ไม่สนใจจะเป่าข้าวด้วยซ้ำทั้งที่ร้อนขนาดนั้น แต่กลับยัดเข้าปากเพียงเพราะเขาสั่งให้กิน





“ผมก็กินแล้วไง” พัทธไม่รู้ว่าตนควรจะทำอะไรถึงจะถูกต้อง เขาควรจะทำอะไรที่จะทำให้ตนไม่เจ็บไปมากกว่านี้





อภิรักษ์พ่นลมหายใจ เขาดึงร่างบางที่ดูพร้อมจะแหลกสลายนั่นเข้ามาใกล้ เขาใช้หลังพิงผนังใต้กรอบหน้าต่างในท่าแยกสองขาแล้วดึงเด็กชายที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเขามานั่งแทรก ก่อนจะโอบรัดคนตัวเล็กเอาไว้เหมือนนกตัวใหญ่ที่ใช้สองปีกปกป้องลูกนกตัวน้อย





นายทหารหนุ่มประทับจูบแผ่วลงที่ท้ายทอยพัทธ แต่ร่องรอยของความทุกข์ยังสดใหม่เกินกว่าที่พัทธจะหยุดได้ ร่างบางสะดุ้งและตัวสั่นจนอภิรักษ์ต้องลูบแขนเรียวอย่างปลอบประโลม กระซิบข้างหูคนตัวเล็กยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น





“พ่อขอโทษ พ่อขอโทษพัทธ พ่อขอโทษ” นายทหารหนุ่มเอ่ยย้ำที่ข้างหูเด็กชายที่ก้มหน้าร้องไห้ในอ้อมแขนเขา





“ผมทำผิดอะไร ทำไมคุณทำแบบนี้?” พัทธยังอยากจะคิดว่าสิ่งที่คุณพ่อที่แสนดีของเขาทำลงไปทั้งหมดนั้นมีเหตุผลอื่น ที่จะทำให้เขายังสามารถศรัทธาในตัวผู้ชายที่เขาเทิดทูนที่สุดได้





“ไม่เลย ไม่ผิดอะไรเลย ฉันผิดเอง ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพราะฉันเอง” อภิรักษ์กดจูบย้ำที่กกหูอย่างปลอบประโลม





“อย่าโทษตัวเอง ถ้าจะโกรธก็โกรธที่ฉันทำแบบนั้น แต่อย่าเกลียดตัวเอง อย่าทำแบบนั้นอีกเข้าใจไหมพัทธ อย่าทำแบบเมื่อกี้อีก” อภิรักษ์เอ่ยย้ำ น้ำเสียงของพ่อเลี้ยงดูเจ็บปวด จนพัทธเกือบจะเชื่อว่าอภิรักษ์กำลังเจ็บไม่ต่างจากเขา แต่ว่าสิ่งที่เขาเจอมามันก็เป็นของจริงมากพอที่จะทำให้พัทธไม่เข้าข้างเขาในทันที





“นี่มันชีวิตผมนะ... นี่มัน...” พัทธกำมือทุบอกตัวเองอย่างอัดอั้น อภิรักษ์ที่นั่งซ้อนหลังร่างบางอยู่รีบคว้าข้อมือที่จงใจทำร้ายตัวเองไว้





“ฉันบอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพัทธ... เธอเป็นของฉัน ชีวิตเธอ ทุกอย่างของเธอก็คือของฉัน อย่าทิ้งฉันไปเข้าใจไหม?” อภิรักษ์บอกชัด ลมหายใจของพัทธสะดุด เขาเอี้ยวตัวหันกลับไปมองชายร่างใหญ่ที่จ้องเขาอยู่ไม่ต่างกัน มันน่าตลกที่พัทธเห็นว่าพ่อเลี้ยงตนมีน้ำตาเอ่อจวนจะล้นขอบ





“ผมไม่เข้าใจ ทำไม...” ร่างบางสับสนกับท่าทางเจ็บปวดของผู้ชายที่ทำร้ายตน





“สักวันเธอจะเข้าใจเอง แต่ขอร้องว่าอย่าทำแบบนั้นอีก” อภิรักษ์ไม่สามารถอยู่เฝ้าลูกได้ตลอดเวลาแน่ เขาไม่อยากกลับบ้านมาแล้วเจอศพลูกชายของตนนอนรออยู่บนซากของความผิดพลาดที่เขาลงมือไป





“คุณรักผมบ้างไหม?”





“รักสิ พ่อรักหนูที่สุด” อภิรักษ์จูบหน้าผากมนยืนยันความเสน่หาของเขาที่มีให้คนตัวเล็ก





“ถ้ารักแล้วทำไมทำกับผมแบบนี้ ถ้ารักแล้วทำไมคุณพ่อทำกับพัทธแบบนี้” ร่างเล็กสุดจะกลั้น เขาสับสนว่าอันไหนคือเรื่องจริง อะไรคือคำลวง ผู้ชายคนนี้ปรนนิบัติเขาราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้ทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัส คำว่ารักที่มอบให้เขาดูเหมือนจริงจนเขาชื่นใจ แต่มันก็กรีดซ้ำลงบนรอยช้ำบนตัวที่เขาได้รับจากฝีมือคนๆ เดียวกัน





“ก็เพราะพ่อรักไง เพราะพ่อจะไม่ยอมเสียพัทธไปให้ใคร!”





“ผมไม่เข้าใจ”





“ไม่ต้องเข้าใจหรอก รู้แค่ว่าพ่อรักหนู รักมาก รักมากจนไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไงถ้าเสียหนูไป” อภิรักษ์หน้าแดงปากสั่นจนเอ่ยติดขัดเมื่อพูดประโยคนั่น เขาลุกพรวดเดินไปหยิบคัตเตอร์อันเดิมที่เขาแย่งมาจากลูกเมื่อชั่วโมงก่อน





“ถ้าอยากจะทำร้ายตัวเอง มาทำกับฉันนี่ อยากระบายใช่ไหม เจ็บแค่ไหนทำเลย” อภิรักษ์ไม่ว่าเปล่าเขาดึงมือพัทธมาถือมีดแล้วยื่นแขนตนให้ลูกเฉือน พัทธขืนมือหนีอย่างหวาดหวั่น แต่อภิรักษ์ไม่ยอมเขากำมือลุกแล้วกดปลายมีดลงกับแขนตน





“ไม่ ไม่ อย่านะ!!!” ร่างบางดิ้นจนหลุด เขาปามีดลงหน้าต่างก่อนจะเอาสองมือปิดหน้าร้องหวีด





“นี่มันบ้า นี่มันบ้าไปหมดแล้ว คุณมันบ้า ผมไม่...”

 

“พ่อขอโทษ” ระหว่างที่พัทธกำลังพร่ำเอ่ยอย่างสับสน คนใจร้ายนั่นกลับเอ่ยออกมาตรงๆ อภิรักษ์สบตาร่างบางระหว่างที่เอ่ยคำนั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำจนพัทธชะงักค้าง





“พ่อขอโทษแต่พ่อไม่มีทางเลือก”





“ง่ายจัง” พัทธแค่นขำ เกลียดตัวเองนักที่เจ็บจนอยากจะตายแต่กลับเกลียดผู้ชายคนนี้ไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที แค่อภิรักษ์เอ่ยคำขอโทษออกมาแบบนี้เขาก็ให้อภัยทำความชั่วช้านั่นอย่างโง่เขลา แต่ความเจ็บปวดมันสาหัสเกินกว่าที่เขาจะเมินเฉยความจริง





“ถ้าอยากให้ฉันตายก็พูดมา แล้วฉันจะทำ” อภิรักษ์เอ่ยปากราวกับให้คำสัตย์ปฏิญาณ พัทธตกใจ เพราะตลอดหลายปีมานี้เขารู้ว่าอภิรักษ์เป็นพวกพูดคำไหนคำนั้น อีกทั้งยังไม่เคยโกหกสักครั้ง





“คุณจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?” พัทธไม่เข้าใจ ในตอนที่เขารู้สึกว่าตนกำลังจมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอีกฝ่าย อภิรักษ์กลับหยิบยื่นคำสั่งประหารตัวเองให้พัทธมีสิทธิ์ใช้





อภิรักษ์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่มองหน้าเด็กชายแรกรุ่นอย่างแน่วแน่ ยามนี้น้ำตาของพัทธเริ่มเหือดหายไปแล้ว





“คุณกำลังล้อผมเล่นใช่ไหม?” พัทธอยากให้เขาบอกว่าพูดเล่น







“ชายชาติทหารไม่ตระบัดสัตย์” อภิรักษ์เอ่ยชัดแจ้งเต็มสองหู ร่างบางสับสน เขาทรุดพิงผนังอีกครั้งและสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจว่าเขาอยากให้พ่อเลี้ยงเลวๆ ของตนตายหรือไม่ เสียงกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์แบบปรับแต่งท่อก็ดังลั่นหน้าบ้านเขา





อภิรักษ์ลุกขึ้นทันที พัทธพยุงตัวเพิ่งตามออกมามอง





“อยู่ในห้อง” อภิรักษ์ชี้นิ้วสั่งเขาทันทีที่ชะโงกหน้ามองจากระเบียงกระจกชั้นสอง พัทธไม่เข้าใจ เขาสวนอภิรักษ์ออกไปมองก่อนจะเบิกตาโพลง





“พวกมัน!” พี่ชายของท็อปกับพรรคพวกเต็มไปหมด มากันเป็นแก๊งมอเตอร์ไซค์เกือบสิบคัน บิดคันเร่งขี่รถวนอยู่ที่หน้าประตูรั้วเหล็ก ส่งเสียงดังลั่นอย่างคึกคะนอง





“คุณจะไปไหน?” พัทธรีบท้วงตอนที่อภิรักษ์ทำท่าจะลงไปข้างล่าง





“ไปดูว่าพวกมันมาทำบ้าอะไรที่นี่” อภิรักษ์อารมณ์กำลังร้อน แก๊งเด็กกุ๊ยกล้ามาหยามนายพันถึงถิ่น เขาไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่





“ลูกน้องคุณล่ะ อยู่ไหนกันหมด?” พัทธรีบถามเพราะไม่เห็นใครในบ้าน นอกจากตนและพ่อเลี้ยง





“ฉันไม่ได้สั่งให้ใครเข้ามา ไม่อยากให้ใครมาเจอสภาพเรา” อภิรักษ์บอก ฉุกคิดได้ตอนนั้นว่าตนไม่มีพวกเลย ตามปกติเขาจะมีทหารรับใช้วนเวียนมาดูแลที่บ้านตลอดอย่างต่ำหนึ่งนาย ผลัดเปลี่ยนเวรยามแล้วแต่สะดวก แต่บางครั้งเขาก็สั่งให้ไม่ต้องมาอย่างวันนี้ ที่เขาไม่อยากให้ใครมาเจอสภาพพัทธ





“งั้นอย่าปะ... เหี้ย!!”





ปังๆๆ ปังๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆๆๆ





พวกมันโยนประทัดเป็นพวงเข้ามาในสนามบ้านเขา แถมยังมีประทัดยักษ์ตามมาอีกติดๆ พัทธสะดุ้งเฮือกปิดหูทรุดตัวลงไปหมอบกับพื้น อภิรักษ์รีบเข้าไปประคองลูกพร้อมๆ กับก้มหัวลงต่ำ





ปัง! ปัง!





คราวนี้ไม่ใช่ประทัดแน่ อภิรักษ์รู้ดี พวกมันกล้าถึงขนาดยิงปืนเข้ามาในบ้านเขา แต่เจตนาคงหวังขู่มากกว่าเอาชีวิตเพราะคงคิดว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่ อภิรักษ์ล้วงโทรศัพท์ต่อสายฉุกเฉินทันที เขาโทรเรียกตำรวจรวมไปถึงโทรเข้าไปที่กรมของตน เขาไม่ยอมให้ใครหน้าไหนรอดจากเรื่องนี้ไปได้แน่





“เข้าไปในห้องพัทธ อย่าไปไหนจนกว่าพ่อจะเรียก” อภิรักษ์ดึงลูกออกมาจากมุม กดตัวลงต่ำก่อนจะจับเด็กชายยัดกลับเข้าไปในห้องนอนเดิม





“ไม่เอานะ พ่ออย่าออกไปนะ พวกมันไม่ยอมแน่ พ่อ” พัทธลืมเรื่องบาดหมางสิ้น เขาผวาสั่นกับเสียงที่ได้ยิน ทั้งประทัดและปืนลมที่ดังสนั่นใกล้เข้ามา เขาได้ยินเสียงบิดรถดังลั่น ได้แต่หวังว่าจะไม่มีมันคนไหนปีนเข้ามาในบ้านเขา





“เข้าไปในห้องพัทธ อย่าออกมา”





“ไม่ คุณจะออกไปคนเดียวได้ยังไง!”

 



“ฉันเป็นทหารนะ พวกมันก็แค่เด็กเวรธรรมดา”





“ไม่ ได้ยินไหม อย่าไปนะ รอตำรวจมาเถอะ ถ้าออกไปตอนนี้พวกมันอาจจะทำอะไรไม่ดีก็ได้!”





“พัทธ...”





“ผมไม่ให้พ่อไปได้ยินไหม ผมไม่ให้พ่อไปตายที่ไหนทั้งนั้น ได้ยินไหม!!” สิ้นเสียงพัทธก็ตามมาด้วยเสียงกระจกชั้นล่างบานไหนสักบานแตกเป็นเสี่ยงๆ เด็กชายผวาสั่นในขณะที่ อภิรักษ์ปลดเซฟปืนตัวเองที่พกติดตัวตลอด





เขาหันมองพัทธอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจ





พัทธทรุดลงตอนที่มองพ่อเดินลงไปจากชั้นสอง เสียงโครมครามด้านล่างทำให้เขาต้องปิดประตูลงกลอน ก่อนจะเริ่มต้นร้องไห้แบบไม่มีเสียง





พระเจ้า... เขาไม่อยากให้ใครตายทั้งนั้น








--------------------------------

100 per.

#จอมลวง
สามารถติดตามนิยายทุกเรื่องและประกาศต่างๆของเราได้ทาง FB : MENAY01

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 619
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
คุณพ่อจะตายไหมมคะ /ทำหน้าสงสัย

ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5635
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด