Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทส่งท้าย END (3/08/13)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทส่งท้าย END (3/08/13)  (อ่าน 44196 ครั้ง)

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

**************************************************

สารบัญ

บทนำ, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, บทส่งท้าย


เรื่องนี้เป็นแนวหวานแหววใสกิ๊กสบายๆไม่เครียดนะคะ ^ ^


-------------------------------
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-09-2013 18:43:12 โดย ZIar »

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #1 เมื่อ18-06-2013 17:06:19 »

Naughty Cupid หัวใจไร้สี



บทนำ



   ครั้งแรกที่ได้เห็นภาพนั้น คือช่วงที่ผมต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ตรงหน้าผมคืออาคารเรียนหลังใหญ่ที่มีห้องเรียงราย เพื่อนรอบตัวต่างตื่นเต้นและหวาดหวั่นกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า สนามสอบ ความจริงแล้วผมเองก็ควรจะรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่ช่วงเวลาที่ผมได้เห็นมันโดยบังเอิญผ่านกระจกสำหรับแสดงผลงานของนักเรียนที่ตั้งอยู่ในห้องพักครูท่านหนึ่งของโรงเรียนนั้น ใจของผมก็กลับสงบเงียบอย่างน่าประหลาด ทุกสิ่งในสมองพลันหยุดนิ่งและมีแต่ภาพนั้นที่อยู่ในโลกของผม

   เป็นภาพที่สวยงามและมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ภาพวาดสีน้ำที่มีท้องฟ้า ทะเลสงบเงียบ และหาดทรายขาว มันควรจะเป็นวิวทิวทัศน์ที่วาดกันได้ทั่วไป แต่มีเพียงภาพนี้ที่แตกต่าง ยามเมื่อผมจ้องมองเข้าไป ผมรู้สึกได้ถึงสายลมโชยอ่อนและเสียงคลื่น

   บางสิ่งที่อยู่ในใจของผมเริ่มขยับตัวจนรู้สึกยุกยิกในอก

   จะว่าไป สมัยก่อนผมก็เคยวาดรูปอยู่เหมือนกัน วาดทุก ๆ อย่างที่อยากวาด แม้มันจะไม่สวยงามสมส่วนหรือดูน่าสนใจ แต่ผมก็ภาคภูมิใจกับพวกมัน ตอนแรกพ่อกับแม่ของผมก็ชอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็เริ่มแสดงความต้องการที่จะให้ผมเล่าเรียนอย่างจริงจังและมองว่างานอดิเรกของผมนั้นไร้สาระเกินกว่าจะสร้างอนาคตได้ นับแต่นั้น..ผมก็ไม่ได้จับดินสอวาดภาพอีกเลย...

   อาจจะยกเว้นในวิชาศิลปะซึ่งทางโรงเรียนบังคับให้เรียน ผมได้วาดวงจรสี และภาพง่าย ๆ ตามแบบที่ครูหามาให้ บางครั้งครูก็สั่งให้วาดภาพอิสระ และเนื่องจากช่วงนั้นงานศิลปะเริ่มใช้นิยมคอมพิวเตอร์ช่วยมากขึ้น ครูจึงอนุญาตให้ทำด้วยคอมพิวเตอร์ได้ แต่รู้ไหมว่าอะไรที่ตลก เพื่อนของผมที่รีทัชภาพจากอินเทอร์เน็ตมาส่งได้คะแนนเต็มและได้ขึ้นบอร์ด ในขณะที่ของผมที่ตั้งใจทำด้วยตัวเองกลับได้ตัว B มาประดับแผ่นกระดาษ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเบื่อหน่ายและผิดหวัง ความภาคภูมิใจของผมไม่มีค่าอะไรในสายตาคนอื่น ผมจึงเลิกสนใจเรื่องพวกนี้และตั้งอกตั้งใจเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการ ผมประสบความสำเร็จ ผมเป็นที่หนึ่งในชั้นเสมอ เล่นกีฬาเก่ง และเป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียน มีเพื่อนมากมายรุมล้อมชื่นชม แต่...ผมกลับรู้สึกว่าทุกอย่างช่างว่างเปล่า

   และจนถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่หัวใจของผมเต้นแรงเมื่อเห็นภาพวาด ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเก็บภาพนั้นไว้ ผมจึงยกมือถือตัวเองขึ้นมาถ่าย ภาพที่ปรากฏบนจอไม่ได้สวยสดงดงามเหมือนภาพต้นฉบับและอยู่ไกลเกินกว่าจะเก็บรายละเอียดได้ เมื่อรวมกับแสงสะท้อนของกระจกมันจึงเหมือนภาพถ่ายสถานที่ทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ช่วยให้ผมสามารถเก็บภาพนั้นไว้เป็นของส่วนตัวได้เลย

   เสียงของเพื่อนตะโกนเรียกผมเพราะใกล้ถึงเวลาเข้าสอบ ผมจำต้องกดปิดโทรศัพท์มือถือและวิ่งตามเพื่อนไปโดยทิ้งให้ภาพนั้นติดตรึงอยู่แต่ในความทรงจำ

   หลังจากนั้น ถึงแม้ว่าผมจะสอบเข้าคณะวิศวะได้ แต่ผมก็พบว่าที่จริงมันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเลย ผมอยากจะทำในสิ่งที่เป็นอิสระ ปลดปล่อยตัวเองเพื่อสร้างจินตนาการให้มีตัวตนขึ้นมา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ของผมคาดหวัง ถึงอย่างนั้นภาพวาดที่อยู่แสนไกลในจอโทรศัพท์ก็ผลักดันให้ผมหวนกลับมาวาดภาพอีกครั้งท่ามกลางความแปลกใจของเพื่อน ๆ ที่คิดว่าผมเกลียดศิลปะ

   เมื่อมีเวลาว่าง ผมมักจะกลับไปที่โรงเรียนแห่งนั้น เพื่อมองดูภาพในตู้กระจกซึ่งผมไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักกระทั่งผู้สร้างสรรค์ แต่ทุกครั้งที่ผมมองมัน ผมจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ผมอยากจะจำ ผมอยาก...จะสามารถทำให้สิ่งที่ผมสร้างขึ้นมีอารมณ์และพลังอย่างนั้น

   และล่วงถึงปีที่สามในชีวิตมหาวิทยาลัย เวลาเลือกเส้นทางได้มาถึงอีกครั้ง ผมเดินตามเส้นทางของพ่อแม่มาทั้งชีวิต ซึ่งหลังจากนี้ผมก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรแตกต่างจากเดิม พวกเขามีความสุขเมื่อเห็นผมกำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางที่มั่นคง มีอนาคตสดใสที่มองเห็นได้ แต่ข้างในตัวผมกำลังเรียกร้อง...มันอยากจะก้าวเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง เส้นทางที่มืดมิดและคดเคี้ยว ไม่มีความแน่นอน

   ผมควรจะทำยังไง?

   ทำตามกลไกที่ถูกวาง หรือเดินตามความฝันของตัวเอง?

----------------------->

   ในชีวิตของผมต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้มากี่ครั้งแล้วนะ...

   ความรู้สึกที่อยากจะอยู่ในที่มืดมิดและโดดเดี่ยว ไม่อยากพบปะผู้คน ไม่อยากได้ยินเสียงของใคร แค่อยากจะอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง

   ใช่...ผมกำลังรู้สึกผิดหวัง ผิดหวังกับทุก ๆ อย่างรอบตัว ทั้งสิ่งที่ทำมาตลอด และคิดจะทำต่อไป ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันไร้ความหมาย

   บนโต๊ะทำงานมีกระดาษวางอยู่หลายแผ่น ถาดสี กล่องใส่สี และอุปกรณ์วาดเขียนมีราคาทั้งหลาย ผมเบือนหน้าหนีมันเพราะมันกำลังทิ่มแทงผมอย่างเงียบงัน แต่เมื่อมองไปอีกทาง จอคอมพิวเตอร์ก็กำลังสะท้อนเงาที่น่าสมเพชของผมอยู่เช่นกัน

   ผมไม่ได้แตะต้องพวกมันมานานกว่าเดือนแล้ว อีเมลของผมคงเต็มไปด้วยจดหมายเรื่องงาน แม้แต่โทรศัพท์ของผมก็เต็มแน่นไปด้วยข้อความที่ผมปล่อยให้มันดังเตือนโดยไม่ได้เปิดดูหรือลบทิ้ง

   ทั้งที่ผม...เคยมีความสุขที่ได้ทำมันแท้ ๆ

   ตั้งแต่เด็ก ผมไม่เคยคาดหวังเลยว่าตัวเองจะต้องวาดรูปได้เก่งกว่าใคร ๆ ผมก็แค่มีความสุขตอนที่ได้ขีดเขียนไปบนกระดาษ แต่โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งผมก็กลายเป็นที่ชื่นชมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์ด้านการวาดเขียน แน่นอนว่างานของผมไม่ได้สวยงามอะไรมากมายเมื่อเทียบกับมืออาชีพ แต่ด้วยวัยขนาดนั้น พวกเขาคิดว่าผมได้ค้นพบเส้นทางของตัวเองแล้วจึงมีแต่คนส่งเสริมให้ทำ และผมก็มีความสุขที่ได้ทำเหมือนกัน เพราะยังไงคนที่บ้านก็ไม่แคร์อยู่แล้วว่าผมจะทำอะไร อย่างน้อยผมก็อยากจะมีค่าในสายตาของคนอื่นบ้าง

   ตอนที่ได้รับคำชม ผมรู้สึกดี...แต่จนถึงวันหนึ่ง มันได้กลายเป็นคำสาป

   ความคาดหวังกดทับตัวผมจนแทบกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ กว่าผมจะเรียนรู้ที่จะฝ่าฟันสิ่งเหล่านั้นได้ ผมก็ต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไป

   นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ ที่ผมลุกขึ้นยืนและล้มลงอย่างทันที หลังจากนั้นผมก็อยู่กับการเดินสะดุดไปตามทางอยู่เสมอ แต่ในช่วงที่คิดว่าทุกอย่างคงราบรื่นเสียที ผมก็ต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีก เป็นอีกครั้งที่ผมล้มลงและรู้สึก...เหนื่อยเหลือเกิน

   และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมตกอยู่ในสภาพนี้

   ความเงียบคือสิ่งที่ช่วยเยียวยาได้ดี ผมคิดอย่างนั้นจนกระทั่งสิ่งหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า...

   สิ่งนั้น...อยู่ที่นี่

   ผมมองไปที่เตียงนอน สิ่งนั้นนั่งอยู่และกำลังมองมาให้ รอยยิ้มสดใสของเจ้านั่นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ตัดกับบรรยากาศมืดมนที่รายล้อม

   ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมสิ่งนั้นถึงปรากฏตัวขึ้น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนที่เกิดจากความเครียดหรือเป็นแค่ความฝัน ผมรู้แต่ว่าสิ่งนั้นไม่น่าจะมีอยู่จริงตรงหน้าผมได้

   ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ...ว่าเจ้านั่นต้องการอะไร...



TBC

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1634
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #2 เมื่อ18-06-2013 18:16:33 »

เรื่องราวน่าสนใจมากกกกก. มาต่อเหอะชอบอ่ะ ติสมากเราชอบ

ออฟไลน์ Acacha

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1650
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-2
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #3 เมื่อ18-06-2013 21:22:16 »

เปิดเรื่องได้น่าสนใจ  :mew1:

ออฟไลน์ fullmoonny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 413
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #4 เมื่อ18-06-2013 22:05:29 »

รอติดตามจ้า เปิดเรื่องได้น่าสนใจดี

ออฟไลน์ korinasai

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #5 เมื่อ18-06-2013 22:34:24 »

อยากอ่านต่อ  :ling1:

ออฟไลน์ ormn

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +324/-8
    • http:///uc.exteenblog.com/riko-tomo/images/23213506_1208714389_3598161_Okane_ga_Nai_v01_ch01_pg002__Cover.jpg
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #6 เมื่อ18-06-2013 23:53:52 »

 :hao4: :hao4: :hao4: :hao4:ติดตามมมมมมมมมมมมมม

ออฟไลน์ jinjin283

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #7 เมื่อ20-06-2013 14:03:17 »

จะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี บทนำ (18/06/13)
«ตอบ #8 เมื่อ20-06-2013 14:45:04 »

ชอบค่ะ บทนำ ชวนให้ติดตามดีจัง คน 2 คนที่มีความสามารถทางศิลปะ แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสินะ คนนึงถูกกดดันและคาดหวังจากคนรอบข้างทำให้ไม่สามารทำสิ่งที่รักได้ ขณะที่อีกคนทำได้และมีพรสวรรค์ จนกลายเป็นความกดดัน แต่ไม่ได้รักในสิ่งทีทำ เพียงแค่ต้องการการยอมรับจากรอบข้าง รึเปล่า อ่านแล้วพยายามทำความเข้าใจ แต่ได้แค่นี้อ่ะ แหะ ๆ แล้วตอนท้ายนี่ อีกคนเห็นอะไรนะ ภาพหลอน ? ยังไม่รู้ชื่อทั้งคู่เลยด้วย  ถ้าคนเขียนไม่บอกไว้ว่าเรื่องนี้หวานแหวว สบาย ๆ ไม่เครียด เราคิดว่าจะดราม่าซะแล้วนะเนี่ย แหะ ๆ  :heaven
รอติดตามตอนต่อไปจ้า  :L2: :3123: 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2013 14:51:54 โดย TIKA_n »

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Naughty Cupid หัวใจไร้สี 1 (20/06/13)
«ตอบ #9 เมื่อ20-06-2013 16:59:30 »

-1-


   ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังมองสิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะด้วยใบหน้าคร่ำเครียด ที่ตรงนั้น ชายหนุ่มในวัยมหาวิทยาลัยก็กำลังมองตอบกลับมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเช่นกัน ในตอนแรกเขาคิดว่าผลคะแนนที่ออกมาในเทอมนี้และที่ผ่าน ๆ มาจะช่วยลดดีกรีความร้อนรุ่มลงได้ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ เพราะพ่อกับแม่ก็ยังคงขึงสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่พึงพอใจไว้ที่ตัวเขาอยู่ดี

   ความจริงแล้วสิ่งที่เป็นหัวข้อสนทนาในวันนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลยในความคิดของชายหญิงผู้เป็นพ่อและแม่ พวกเขาเพียงต้องการคุยกับลูกชายเรื่องอนาคตว่าให้เข้าทำงานในบริษัทของพ่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่วางแผนเอาไว้นานแล้วและผู้เป็นลูกก็ไม่เคยคัดค้าน ซ้ำซัมเมอร์นี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเลือกที่ฝึกงานซึ่งแน่นอนว่าไม่พ้นบริษัทของพ่อเช่นกัน แต่อยู่ ๆ ชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาว่าตอนเรียนจบเขายังไม่อยากจะทำงานกับพ่อ นับเป็นการคัดค้านการตัดสินใจของพ่อแม่ครั้งแรกในชีวิตของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ และอาการต่อต้านนั้นทำให้บุพการีทั้งสองต่างแปลกใจ ประหลาดใจ และรู้สึกเหมือนถูกกำแพงที่มองไม่เห็นขวางอยู่ระหว่างตนและลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

   “ไหนแกลองพูดอีกทีซิรัณ แกอยากจะทำอะไรนะ?” ภูวิชผู้เป็นพ่อเอ่ยถามลูกพลางนวดขมับประหนึ่งว่าสิ่งที่สนทนากันเมื่อครู่นี้ได้ตรงเข้าทำลายเซลล์สมองของเขาไปหลายส่วน

   “ผมอยาก...เป็นนักวาดครับ...” รัณ หรือ ภรัณยูตอบกลับอ้อมแอ้ม

   “มาพูดอะไรเอาตอนนี้ เราก็เรียนจนจะจบวิศวะอยู่แล้ว เรียนจบเสียสูงกลับจะไปเป็นจิตรกรไส้แห้ง คิดอะไรอยู่กันแน่?” หญิงสาวผู้เป็นแม่พูดบ้าง เธออุตส่าห์วางแผนชีวิตให้ลูกอย่างดิบดี เพื่อที่โตขึ้นจะได้มีการมีงานและมีหน้าตา ไม่ต้องลำบากให้ใครเขาดูถูกดูแคลนว่าไร้ความสามารถ แต่แล้วลูกชายสุดที่รักที่ไม่เคยมีปากเสียงกลับไม่เห็นด้วยความแนวคิดนี้ในตอนที่มันควรจะดำเนินไปด้วยดี

   “ผมก็แค่อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำงานกับพ่อไปตลอดชีวิต แต่อยากจะมีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ สักครั้งหนึ่งก็ยังดี อาจจะสัก...3 ปี หรือ 5 ปี เพราะผมก็ต้องการเวลาที่จะฝึกฝนมันอย่างจริงจังด้วย”

   “อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ รัณ!” อยู่ ๆ แม่ก็กรีดเสียงขึ้นตามระดับอารมณ์ “3 ปี 5 ปีที่ว่าน่ะ รู้ไหมว่าคนอายุเท่าลูกจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้แค่ไหน ถ้าเข้าทำงานช้ากว่าคนอื่น ก็จะก้าวหน้าช้ากว่าเขา คนอื่นจะคิดยังไงที่ลูกย่ำต๊อกอยู่กับที่ตอนอายุจะ 30 อยู่ร่อมร่อน่ะ!”

   “พอก่อนเถอะ พิณ” เมื่อเห็นว่าภรรยาเริ่มจะใช้อารมณ์ ภูวิชก็รีบเอ่ยปราม เพราะดูแล้วลูกชายของพวกเขาคงจะตั้งใจแน่วแน่ เพราะก่อนนี้ไม่เคยสักครั้งที่จะออกความคิดเห็นของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ผิดกับน้องสาวที่ทำตามใจตัวเองจนพ่อแม่ตามจับไม่ทัน คงเพราะอย่างนั้นกระมัง พิณเพลงจึงคาดหวังกับลูกชายเอาไว้มาก ทั้งเพราะเป็นลูกชายคนโตและคนเดียว มีน้องสาวที่ยากจะควบคุม ซ้ำยังต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวในอนาคต เมื่อกอปรกับนิสัยอ่อนโยนและยอมคนง่ายของภรัณยู ทำให้พิณเพลงยิ่งมั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง...ก็ยังคาดหวังกับลูกชายคนนี้ไว้มากเหมือนกัน

   หญิงสาวเจ้าของนามพิณเพลงทำท่าฮึดฮัดก่อนจะหันหลังพยายามสงบสติอารมณ์ แน่นอนว่าเธอเองก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์รุนแรงมากแค่ไหน แต่จะไม่ให้โมโหได้ยังไง ในเมื่อลูกชายเกิดไม่รักดีขึ้นมาอย่างนี้ คิดว่าความฝันเป็นสิ่งที่ไล่ตามได้ง่ายนักหรือยังไงกัน

   “แล้วแกมีแผนอะไรยังไงบ้างล่ะ? อย่าลืมนะว่าแกไม่ได้วาดรูปจริงจังเลยในชีวิต ถึงตอนเด็ก ๆ จะชอบวาดแต่ก็เป็นการวาดเล่นเท่านั้น คงรู้ดีว่ามันไม่ได้ดีพอจะประกอบสัมมาชีพได้” เมื่อเทียบกับภรรยาแล้ว ภูริชค่อนข้างจะใจเย็นและมีเหตุผลมากกว่าจึงมักรับอาสาเป็นคนคุยกับลูกสาวทุกครั้ง และตอนนี้เขาก็ต้องคุยกับลูกชายด้วย “นักวาดเก่ง ๆ ต้องใช้เวลาฝึกแทบทั้งชีวิต อย่างเก่งก็ต้อง 5 หรือ 10 ปีจากพื้นฐาน แกจะเอาอะไรไปสู้เขาได้? แล้วตอนนี้แกก็กำลังจะจบอยู่แล้ว มีงานที่มั่นคงรออยู่ข้างหน้าโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนให้ลำบากเหมือนคนอื่น ๆ เลย รู้หรือเปล่าว่าตัวเองน่าอิจฉาแค่ไหนที่มีโอกาสอย่างนี้?”

   ภรัณยูหลุบตาลงก่อนถอนหายใจออกมา

   แผนการอะไรที่พ่อว่ามา เขายังไม่ได้คิดถึงเลยสักนิด เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ต้องถูกคัดค้านอยู่แล้วจึงพยายามไม่ให้ความหวังตัวเองมากเกินไป

   แต่...มันเป็นสิ่งที่เขาอยากจะทำจริง ๆ

   ตลอดเวลาสามปีที่เริ่มฝึกฝนใหม่จากพื้นฐานมันทำให้เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ใช่สิ่งที่คำนวณได้ด้วยสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอยู่ในกรอบระเบียบแบบแผนที่ถูกวางเอาไว้ มันคือสิ่งใหม่ที่น่าทึ่งทุกครั้งที่ได้ค้นพบ ประสบการณ์อันแสนอัศจรรย์ราวกับได้ท่องเที่ยวไปในโลกของจินตนาการไร้ขอบเขต ไม่สำคัญเลยว่าสมองของเขาจะบรรจุข้อมูลได้มากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญที่สมองของเขาจะสามารถสร้างภาพที่แตกต่างจากคนอื่นได้มากแค่ไหน สิ่งที่ไม่เคยพบเห็น สิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็น แม้กระทั่งสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดก็ยังสามารถทำให้สวยงามน่าสนใจขึ้นได้เพียงการเปลี่ยนมุมมองแค่เล็กน้อย

   ตอนที่เขาพูดเรื่องพวกนี้กับเพื่อน...เขาถูกหัวเราะเยาะเสมือนคนที่ได้แต่ฝัน และภาพวาดของเขาก็เป็นแค่ภาพสเกตซ์ธรรมดาที่น้ำหนักแสงเงายังแทบไม่ถูกต้อง ขืนพูดกับพ่อแม่แบบนี้มีหวังได้โดนด่าเละปะไร เพราะอย่างนั้นภรัณยูจึงคิดว่าตนเองควรเงียบไว้จะดีกว่า

   ฝ่ายภูริชเอง เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ได้ต่อปากต่อคำ ก็คิดว่าตนเองคงพูดพอให้อีกฝ่ายเข้าใจได้แล้ว ตอนนี้เจ้าตัวคงหันกลับมามองความจริงได้เสียที

   “เอาล่ะ...นี่มันก็ค่อนข้างจะเย็นแล้ว พวกเราไปกินข้าวปลากันเถอะ” ผู้เป็นพ่อตัดจบการสนทนาที่แสนอึดอัดลงเพียงแค่นั้น แล้วพวกเขาก็โยกย้ายกันไปสู่ห้องอาหารที่ซึ่งพิณเพลงทำอาหารรอท่าไว้เรียบร้อยนานแล้ว แต่เพราะคุยกันยืดยาวมันจึงเย็นไปเสียเกือบหมด

   “เดี๋ยวแม่อุ่นให้ใหม่ก็แล้วกัน” พอเห็นท่าลูกชายดูหดหู่ พิณเพลงก็อดสงสารไม่ได้ เธอลูบบ่าภรัณยูก่อนจะหยิบจานแกงไปที่เตา ส่วนจานผัดและทอด ภูริชก็นำไปเข้าเตาไมโครเวฟเพื่อความรวดเร็วและไม่ต้องเก็บล้างหลายรอบ ระหว่างที่ภรัณยูกำลังคดข้าวใส่จานให้คนในบ้านนั้นเอง เสียงเจื้อยแจ้วก็ดังมาจากทางห้องนั่งเล่นแล่นเข้ามาสู่ห้องครัวตามเส้นทางการเคลื่อนตัวของผู้มาใหม่

   “หิวจังเลย มีอะไรกินบ้างคะ” เด็กสาววัยมัธยมปลายโผล่หน้าเข้ามาในห้องครัวพร้อมกระโดดกระเด้งพยายามสลัดถุงเท้าออกไป ซึ่งเป็นกิริยาที่ไม่ค่อยดีนักในสายตาพ่อและแม่ แต่พวกเขาก็คร้านจะต่อว่าตักเตือนเพราะไม่เห็นว่าพูดไปแล้วจะแก้ไขอะไรได้

   “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนเถอะไป๊” พิณเพลงโบกมือไล่ลูกสาวด้วยท่าทางเหนื่อยอกเหนื่อยใจ

   “ค่า แม่นี่ล่ะก็...” เธอบ่นแค่นั้นก่อนจะเผ่นแผล็วหายไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง

   “ดูซิ ดูน้องสาวเรา” ฝ่ายแม่กลอกตาขณะยกแกงลงจากเตาแล้วเทลงชามเหมือนเดิม แต่เมื่อเห็นว่าภรัณยูจัดของบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วเธอก็อารมณ์ดีขึ้นจึงไม่ได้พร่ำบ่นอะไรให้คนไม่เกี่ยวข้องหูชาอีก

   ไม่นานเด็กสาวก็ลงมาร่วมโต๊ะด้วยพร้อมกับเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นแบบใส่สบาย ๆ

   “ลูกสอบวันสุดท้ายแล้วใช่ไหมแม่พิณเล็ก” ภูริชถามขึ้นโดยหันไปทางลูกสาว

   เนื่องจากชื่อจริงของเธอคือ พิณาลัย ซึ่งหากเรียกย่อ ๆ จะเหมือนชื่อแม่ ทุกคนจึงล้อชื่อเธอว่าพิณเล็กมาตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นชื่อเรียกที่ติดปากคนในบ้านและญาติ ๆ จนถึงเดี๋ยวนี้

   “ใช่แล้วค่ะ หนูล่ะเหนื่อยทั้งร่างกายทั้งจิตใจ แต่ก็พยายามทำเต็มที่แล้วนะคะ” พิณาลัยทำท่าเหนื่อยจนโอเวอร์พร้อมกับทำบ่นกระปอดกระแปด “น่าอิจฉาพี่รัณ เรียนก็เรียนแค่เทอมละไม่กี่วิชา สอบก็สอบวันละวิชา บางวันก็ได้หยุดฟรี ๆ ด้วย”

   “ทำพูดดีไป เราอ่านหนังสือการ์ตูนกับเล่นเกมจนถึงเมื่อวาน มีอะไรให้เหนื่อยอีก หืม? ยัยพิณเล็ก” เสียงดุมาจากทางแม่ที่รู้เห็นการกระทำของลูกสาวในช่วงสอบมาทุกปี นอกจากจะไม่ค่อยยอมอ่านทบทวนแล้วยังเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระไปวัน ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรมาเหนื่อยได้

   “แต่หนูก็ได้คะแนนดีนะคะแม่” เด็กสาวหัวเราะคิก มันอาจจะเป็นพันธุกรรมก็เป็นได้ที่ทำให้เธอเข้าใจบทเรียนได้ค่อนข้างเร็วจึงแทบจะไม่ต้องทบทวนอะไรอีกในช่วงสอบ

   “ขึ้นมหาลัยจะลำบากเอานะ” ภรัณยูเอ่ยเตือน “เนื้อหาก็ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ถ้าไม่ทบทวนแต่เนิ่น ๆ ตอนสอบมีหวังตาเหลือก”

   “เดี๋ยวพี่ก็ช่วยติวให้หนูเองแหละ” พิณาลัยแลบลิ้นท่าทะเล้น “ว่าแต่พี่เถอะ บอกกับพ่อแม่หรือยังเรื่องที่อยากทำงานวาดรูปแบบจริงจัง?” พอพูดจบประโยค เจ้าของประโยคก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่กดทับลงมาอย่างกะทันหัน เหมือนกับว่าอาหารที่แสนอร่อยกลับรสกร่อยลงจนต้องปั้นหน้าปุเลี่ยน เห็นปฏิกิริยาตอบรับของทุกคนชัดเจนขนาดนี้คงไม่ต้องถามซ้ำแล้วกระมัง...

   พี่ก็คงแพ้พ่อกับแม่เหมือนเดิมนั่นแหละ

   พิณาลัยถอนหายใจด้วยความรู้สึกสงสารพี่ชายตัวเอง ถึงจะรู้ว่าส่วนหนึ่งที่พี่ชายถูกกดดันนั้นมาจากความเอาแต่ใจตัวของเธอก็ตาม แต่ตัวเธอเองก็ไม่อยากถูกล้อมกรอบแบบพี่ชายเหมือนกัน

   และเพราะการพูดออกไปโดยไม่ได้เตี๊ยมของพิณาลัย ทำให้บรรยากาศมื้อเย็นวันนั้นจืดชืดจนกู่ไม่กลับ

----------------------------------->

   วันสอบวันสุดท้ายของภรัณยู ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังออกจากห้องสอบ เพื่อน ๆ ของเขาต่างมองมาด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายทำข้อสอบได้แย่มากหรือ ถึงได้ถอนหายใจอย่างหนักอกถึงขนาดนั้น

   “เลิกคิดมากได้แล้วน่ารัณ มันผ่านไปแล้ว” ชลชาติ เพื่อนที่สนิทที่สุดเดินเข้ามาตบบ่าปลอบใจ “ยังไงวิชาอื่นนายก็ทำได้ดีนี่ วิชานี้นายคงไม่ย่ำแย่นักหรอก”

   ภรัณยูเหลือบตามองเพื่อนสนิทของตนพลางถอนหายใจอีกคำรบแทนคำตอบ ทำเอาชลชาติถึงกับไปไม่ถูก หันไปถามเพื่อนอีกคนว่ามันอกหักหรือเปล่า?

   “แกจะบ้าหรือเปล่า ไอ้รัณมันเลิกกับวริยาไปตั้งสองเดือนแล้ว ตอนนั้นมันก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรขนาดนั้น มันจะมาอกหักดีเลย์อะไรตอนนี้” วิชชุกรกระซิบตอบแล้วชี้ไปที่หญิงสาวเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งซึ่งเคยคบหากับภรัณยูอยู่ได้ 1 ปี ก่อนที่ต่างคนต่างก็รู้ว่าไปกันไม่ได้จึงเลิกรากันไปด้วยมิตรจิตมิตรใจ นับว่าเป็นคู่ที่เลิกกันได้อย่างสงบเสงี่ยมที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นกันมาก็ว่าได้

   “งั้นท่านผู้ชาญฉลาดช่วยบอกข้าน้อยหน่อยเถอะขอรับ ว่าไอ้คุณรัณมันเป็นอะไรของมันถึงได้ซึมกะทือเป็นศพเดินได้แบบนั้น”

   “แล้วตูข้าจะไปรู้ได้ไงล่ะวะครับ ไอ้คุณชล”

   “งั้นไปถามมันตรง ๆ เลยดีไหม?” ในเมื่อต่างคนต่างก็เดากันไม่ออก ชลชาติจึงเสนอวิธีที่ง่ายที่สุดออกมา “หรือทำให้มันอารมณ์ดีก่อนแล้วค่อยตะล่อมถามทีละนิด”

   “วิธีหลังก็แล้วกัน ถามตรง ๆ มันคงไม่บอกหรอกเจ้านี่น่ะ” ว่าจบ วิชชุกรก็สาวเท้ายาว ๆ ตามหลังภรัณยูไปก่อนคล้องแขนคว้าที่คอของอีกฝ่ายซึ่งมีความสูงพอ ๆ กันแล้วดึงมาใกล้ ๆ “เฮ้ย รัณ สอบเสร็จหมดแล้วไปก๊งเหล้ากันเถอะ ชลมันอยากพักสมอง”

   “อย่ามาโบ้ยให้กันงี้สิเว้ย!” ชลชาติที่เดินตามมาทันได้ยินพอดีรีบประท้วงเสียงดัง แต่ก็เข้าไปคล้องคอภรัณยูอีกคน “วิชมันอยากไปเหล่สาว ถือว่าไปเป็นเพื่อนมันหน่อยแล้วกัน”

   “กลับไปนอนพักไม่ดีกว่าหรือไง? พวกแกอดหลับอดนอนอ่านหนังสือจนตาดำแบบนี้สาวที่ไหนจะมาให้เหล่” ภรัณยูตอบกลับไปเพราะตัวเขาก็อยากกลับไปนอนพักเหมือนกัน การอ่านหนังสือโต้รุ่งไม่เคยให้ผลดีอะไรเลยนอกจากเพลียจนไม่มีเรี่ยวแรง แต่ความกังวลว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ก็ยังผลักดันให้เขาและคนอื่น ๆ ทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เหมือนเดิมทุก ๆ ปี

   “ไม่อาว~” ทั้งสองคนลากเสียงปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียง

   “อีกสองอาทิตย์ก็จะฝึกงานแล้ว ขอเที่ยวตุนไว้หน่อยก็ยังดี” ชลชาติทำหน้าตาละห้อยอ้อนวอนจนน่าสงสารปนน่าถีบ

   “รู้ไหมว่าตอนฝึกงานพวกเราจะแทบไม่มีเวลาไปไหนด้วยกันเลยนะ” วิชชุกรตื้ออีกเสียงพร้อมกับลากภรัณยูออกไปทางหลังมหาวิทยาลัยโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ

   “เฮ้อ ก็ได้ ๆ” ในที่สุดชายหนุ่มก็ต้องยอมให้ลูกตื้อยกกำลังสอง “แต่ฉันต้องโทรบอกที่บ้านแล้วก็ต้องแวะไปที่หนึ่งก่อนนะ”

   ทั้งสองรีบคำอย่างทันที โดยคิดว่าสถานที่ที่ภรัณยูจะไปอาจเป็นวัดที่บนบานไว้ หรือไม่ก็นัดเจอสาวสักคนหลังสอบเสร็จ แต่ทั้งหมดที่ว่ามาไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงเลยแม้สักนิด เพราะสถานที่ที่เจ้าตัวไปนั่นคือโรงเรียนมัธยมของรัฐบาลแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยไม่มากนัก

   “โรงเรียนเก่าของแกเหรอรัณ?” วิชชุกรสงสัยจนอดถามออกมาไม่ได้ เพราะภรัณยูดูรู้จักที่ทางดี แต่เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายมาจากโรงเรียนเอกชนนี่?

   “ไม่ใช่หรอก เป็นโรงเรียนที่ฉันมาสอบแอดมิชชั่นน่ะ”

   หา?

   วิชชุกรกับชลชาติมองหน้ากัน พวกเขาต่างแทบจะจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไปสอบแอดมิชชั่นที่โรงเรียนไหน เพราะมันก็เป็นแค่สนามสอบกลางเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความหมายเป็นที่น่าจดจำถึงขนาดนั้นเสียหน่อย แต่ดูเหมือนที่นี่จะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ภรัณยูคิดถึงอยู่

   พวกเขาตัดสินใจจะไม่ถามเพราะเดินตามไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็คงรู้คำตอบเอง

   และในที่สุด ทั้งสามก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักครูศิลปะ สายตาของภรัณยูมองเข้าไปในห้องโดยไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน

   ที่นี่น่ะนะ?

   วิชชุกรและชลชาติมองหน้ากันอีกครั้ง

   “ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่อยู่นะ” ชลชาติชะเง้อคอมองกวาดภายในจนทั่ว มันเงียบสงบจนเหมือนไม่มีใครอยู่ แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเข้าห้องนั่นเอง ก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทั้งสามสะดุ้งเฮือก

   “นั่นมันห้องพักครู เข้าไปโดยพละการไม่ได้นะ”

   พวกเขาหันกลับไปมองต้นเสียง พบชายวัยกลางคนท่าทางใจดียืนอยู่โดยไม่มีใครอื่นรอบข้าง

   “นี่มันก็เย็นแล้ว ด้อม ๆ มอง ๆ อย่างนี้เดี๋ยวก็มีคนคิดว่าเป็นขโมยหรอก ถึงในห้องนี้จะไม่มีของมีค่าให้ขโมยก็เถอะ” ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นครูเดินผ่านทั้งสามมาทางประตูหน้าห้อง แต่แล้วสายตาก็สะดุดที่ภรัณยู “อ้อ...เธอนี่เอง ที่ชอบมายืนมองตรงนี้บ่อย ๆ ใช่ไหม?”

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Naughty Cupid หัวใจไร้สี 1 (20/06/13)
« ตอบ #9 เมื่อ: 20-06-2013 16:59:30 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Naughty Cupid หัวใจไร้สี 1 (20/06/13)
«ตอบ #10 เมื่อ20-06-2013 17:02:07 »

   “ครับ? เอ่อ...ใช่ครับ...” ภรัณยูเกาท้ายทอยพลางเลื่อนสายตาไปทางอื่น เขามักจะจงใจมาในตอนเย็นเพื่อไม่ให้ใครเห็น แต่ก็มีคนเห็นเข้าจนได้

   “ฉันเห็นเธอมาทีไรก็เอาแต่ยืนนิ่งตรงนี้ตั้งนานสองนาน ฉันก็ไม่อยากรบกวนและเธอก็ไม่ได้ทำอันตรายใครฉันก็เลยไม่ได้เข้ามาทัก” ว่าแล้วชายคนนั้นก็หัวเราะ “เข้ามาข้างในก่อนสิ ดูเหมือนเธอจะสนใจผลงานนักเรียนของฉันใช่ไหม? ชอบชิ้นไหนล่ะ?”

   “...ถ้าอย่างนั้น ขออนุญาตนะครับ” เพราะไม่คิดว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน ทั้งภรัณยูและผู้ติดตามทั้งสองจึงทำตัวเก้ ๆ กัง ๆ กันจนดูแปลกตา “นี่เป็นผลงานของนักเรียนหมดเลยหรือครับ เอ่อ...ครูฉัตรพล” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายหลังมองไปที่โต๊ะตัวใกล้ ๆ และเห็นป้ายชื่อติดอยู่ข้างหน้า

   “ใช่แล้ว ฉันสอนศิลปะพวกเขาและคอยผลักดันคนที่ดูมีพรสวรรค์ด้วย ถึงส่วนใหญ่จะไม่ได้สนใจสายอาชีพทางนี้จริงจัง แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันก็อยากให้พวกเขาได้ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ” ฉัตรพลทอดสายตาไปยังตู้เก็บผลงานซึ่งเขามักจะมองดูอย่างชื่นชมอยู่เสมอ มีบางครั้งเหมือนกันที่นักเรียนของเขามาที่นี่เพื่อหวนกลับไปมองอดีตของตนเองและทำให้พวกเขาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างภาคภูมิ หลายชิ้นก็ถูกส่งคืนตามความต้องการของเจ้าของ แต่บางชิ้นเจ้าของก็ยินดีที่จะประดับไว้ที่นี่ “แต่พวกเธอ...ดูเหมือนจะไม่ใช่ศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้สินะ? ทำไมถึงมายืนดูพวกมันล่ะ?”

   นั่นสิ ทำไมกันล่ะ?

   ชลชาติและวิชชุกรมองไปยังภรัณยูผู้พาพวกเขามาถึงที่นี่เพื่อดูผลงานของเด็กมัธยม

   “ตอนที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก เป็นวันที่สอบแอดมิชชั่นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเดินผ่านห้องของครูและเห็นภาพนั้นเข้าน่ะครับ” ภรัณยูตอบพร้อมชี้ไปที่ภาพวาดสีน้ำรูปทะเลและท้องฟ้าที่ดูเรียบง่าย แต่ทุกครั้งที่เขามอง ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังที่แอบแฝงในภาพนั้น

   “อ้อ...เป็นภาพที่ดีนะว่าไหม?” ฉัตรพลว่าพลางถอนใจ “เด็กคนนั้นไม่เคยกลับมามองดูภาพของตัวเองเลย เหมือนกับว่าไม่อยากจะเห็นมันอีก”

   “เขาคงจะมีชื่อเสียงจนไม่อยากเห็นภาพสมัยตัวเองเป็นมือสมัครเล่นล่ะมั้งครับ” ชลชาติสันนิษฐาน เพราะก็มีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่หลายคนที่พยายามลบภาพตัวตนสมัยตัวเองฝึกฝนออกไปเพื่อความสมบูรณ์แบบในความเป็นมืออาชีพของตัวเอง

   “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะพอจบออกไปก็ไม่มีการติดต่ออีกเลย”

   “แล้ว...จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าผมจะอยากรู้ชื่อของเขา?” อย่างน้อยภรัณยูก็อยากจะรู้จักคน ๆ นี้ ในฐานะคนที่ทำให้เขานึกขึ้นได้ถึงความต้องการของตัวเอง ถึงแม่ตอนนี้มันจะทำให้ชีวิตของเขาค่อนข้างมีปัญหาอยู่ก็ตาม และบางที คน ๆ นั้นคงช่วยเขาได้...

   “ชื่อติดอยู่ใต้ภาพนั่นแหละ แต่ฉันไม่แน่ใจนะว่าเขายังใช้ชื่อเดิมอยู่ไหม แถมดูเหมือนเบอร์ติดต่อที่เคยให้ไว้ก็น่าจะใช้ไม่ได้แล้วด้วยสิ”

   อย่างนั้นหรือ...

   ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย แต่...ได้รู้ชื่อก็ยังดี

   
เด็กชายนภทีป์ วรธนาวัลย์
ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดวาดภาพระดับมัธยมต้น


   ข้อความพิมพ์ตัวหวัดจากคอมพิวเตอร์ข้างใต้ภาพเขียนไว้อย่างนั้น ตามด้วยปีที่ชนะ ถ้าลองคำนวณแล้วดูเหมือนอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าเขาประมาณ 2-5 ปี

   “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ภรัณยูก็ไม่อยากจะรบกวนเจ้าของห้องต่อ เพราะหากเขาอยู่นานแปลว่าครูผู้แก่ชราจะได้กลับบ้านช้าลง

   “ถ้าเธออยากดูภาพอีกจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้นะ ปกติฉันก็อยู่ค่ำมืดอย่างนี้ทุกทีแหละ” ฉัตรพลบอกลาชายหนุ่มทั้งสามด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ เพียงนาน ๆ ครั้งเท่านั้นที่เขาจะมีโอกาสได้ต้อนรับลูกศิษย์เก่าของตนเองเพราะส่วนใหญ่เมื่อจบออกไปก็จะกลับมาเพียงแรก ๆ และห่างหายไปเลย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสต้อนรับเด็กที่ไม่ใช่ลูกศิษย์แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยประหนึ่งเป็นลูกศิษย์ของตนเองเพราะเจ้าหนุ่มคนนั้นมาเยือนที่นี่บ่อยเสียจนเขาจดจำหน้าตาท่าทางได้ชัดเจน ทำให้จิตใจของชายสูงวัยแช่มชื่นอย่างยินดี

   ภรัณยู วิชชุกร และชลชาติต่างกล่าวขอบคุณฉัตรพลที่ให้โอกาสพวกเขาชื่นชมผลงานเหล่านั้นก่อนเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าที่ไปกันบ่อย ๆ ตลอดทาง ภรัณยูเอาแต่ท่องชื่อที่ตนเองเพิ่งเคยได้ยินอยู่ในใจ บางทีอินเทอร์เน็ตน่าจะมีส่วนช่วยเขาได้บ้างกระมัง

   ตอนที่ไปถึงร้านเหล้า ภรัณยูแทบจะไม่แสดงท่าทีมีความสุขเลยสักนิด สีหน้าเจ้าตัวดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดและบางครั้งก็ฉายแววอมทุกข์ออกมา

   “ร่าเริงหน่อยสิ อุตส่าห์ได้เจอชื่อของคนที่ตามหามานานเสียที” วิชชุกรเข้ามาชนแก้วแล้วชวนคุยให้ร่าเริงขึ้น ซึ่งก็ทำให้ภรัณยูยิ้มออกมานิดหน่อย

   “เฮ้ สาว ๆ โต๊ะโน้นอยากให้เราไปร่วมด้วยแหน่ะ!” ชลชาติที่เดินไปสั่งเหล้ากลับมาพร้อมกับข่าวที่เจ้าตัวดูยินดีที่จะตอบรับ แต่จะคนเดียวก็กลัวเพื่อนด่าเลยต้องมาชวนให้ไปด้วยกัน วิชชุกรเห็นว่าเป็นโอกาสดีจึงฉุดให้ภรัณยูลุกขึ้นโดยไม่รอความคิดเห็นใด ๆ

   พอมาร่วมโต๊ะกับพวกผู้หญิง เสียงเอะอะก็ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถคิดเรื่องของตนเองได้ มีหญิงสาวบางคนที่พยายามเข้ามาพูดคุยกับเขา ซึ่งพวกเธอก็ตื้อให้ดื่มเหล้าไปด้วยทำให้แต่ละแก้วพร่องไปอย่างรวดเร็วกว่าปกติที่ดื่มเฉพาะกับเพื่อน ๆ

   ยิ่งดึกก็ยิ่งคึก เหล้าถูกซดฮวบ ๆ เหมือนเทน้ำ แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงักด้วยเสียงริงโทนของโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋า ภรัณยูหยิบขึ้นมารับสายด้วยเสียงอ้อแอ้แทบไม่เป็นภาษาคน เมื่อกอปรกับเสียงที่ดังเอ็ดตะโรภายในร้านทำให้ยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง ชายหนุ่มที่พอเหลือสติอยู่บ้างจึงลุกเดินออกไปข้างนอก ลมเย็นเยือกในตอนกลางคืนช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย

   “พี่อยู่ที่ไหนเนี่ย!” เสียงแหลมแสบแก้วหูทะลุทะลวงจากโทรศัพท์เมื่อเขายกขึ้นแนบหูอีกครั้ง

   “...อือ...ร้านเหล้า ช่วยลดเสียงลงหน่อยได้ไหม พี่หูจะแตกแล้ว...” ภรัณยูยกมือขึ้นกุมขมับตัวเอง ภาพข้างหน้าเอนไปมาจนรู้สึกได้ว่าตัวเองเมาจนเป๋ “เรามีอะไรล่ะพิณเล็ก...”

   “จะมีอะไรซะอีก นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! แม่จะอาละวาดอยู่แล้วนะ!”

   กี่โมง?

   ภรัณยูยกนาฬิกาข้อมือขึ้นเพ่งดู เข็มสั้นชี้อยู่ใกล้เลข 12 ในขณะที่เข็มยาวอยู่ที่เลข 9

   จะเที่ยงคืนแล้ว!

   เขาไม่เคยกลับบ้านดึกกว่า 4 ทุ่มสักครั้งเว้นแต่จะไปทำงานบ้านเพื่อนแล้วนอนค้างที่นั่นเลย ไม่แปลกถ้าแม่ของเขากำลังสติแตกเพราะกลับบ้านไม่ตรงเวลา

   “พี่จะรีบกลับ” ถึงจะตอบแบบนั้นแต่สภาพของภรัณยูก็ไม่ได้เอื้อสักเท่าไหร่ เขาเดินตุ้มปัดตุ้มเป๋กลับเข้าไปในร้านแล้วบอกเพื่อนตัวดีทั้งสองว่าตนต้องกลับบ้านแล้ว วิชชุกรและชลชาติจำต้องผละจากสาว ๆ มาอย่างช่วยไม่ได้เพื่ออาศัยแท็กซี่กลับด้วยกันจะได้แชร์ค่าเดินทาง

-------------------------->

   ภรัณยูเดินเข้าบ้านอย่างโงนเงนไม่เป็นทาง พิณาลัยรีบออกมารับพี่ชายเข้าบ้านเพราะเกรงจะล้มนอนอยู่ตรงประตูรั้ว

   “เพิ่งรู้จักกลับบ้านสินะ” พอเข้ามาถึง แม่ก็ตั้งป้อมบ่นทันที เสียงของแม่สะเทือนสมองเสียยิ่งกว่าเสียงของพิณาลัยเสียอีก

   “ผมขอพักก่อนเถอะครับ” ภรัณยูขอสงบศึกชั่วคราว เพราะสภาพของเขาในตอนนี้เห็นทีจะรับอารมณ์ของแม่ไม่ไหว แม้แต่พ่อยังไม่กล้าห้ามแม่เลย...

   “ไม่ได้! เราต้องคุยกันเดี๋ยวนี้!” พิณเพลงดึงลูกชายไปที่โซฟา“เดี๋ยวนี้เราเป็นอะไรไปน่ะ รัณ เริ่มจากเถียงพ่อแม่ ขัดขืนสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ด้วยความหวังดี แล้วก็มาดื้อแพ่งไม่กลับบ้านกลับช่องเหรอ!”

   “อย่าเพิ่งดุตอนนี้เลยพิณ ลูกเมาขนาดนี้แล้ว” ภูวิชเข้ามาปรามพลางดึงพิณเพลงให้ออกห่างจากภรัณยู

   “ไม่ได้ค่ะ! คุณน่ะดีแต่ตามใจ พิณเล็กถึงได้เป็นแบบนี้ พูดอะไรก็ไม่เชื่อฟัง แล้วตอนนี้รัณก็เป็นไปอีกคน คุณจะให้ฉันปล่อยไปเฉย ๆ เหรอคะ!”

   “แล้วหนูไปเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย” พิณาลัยบ่นอุบอิบ แต่ไม่วายเข้าหูของแม่เธอจนได้

   “เงียบไปเลยนะแม่ตัวดี! เราคงจะเป็นต้นคิดล่ะสิ ที่บอกให้พี่คิดอยากจะเป็นจิตรกรขึ้นมา ความคิดนอกคอกแบบนี้จะมีใครที่ไหนอีก ห๊ะ!”

   “พอได้แล้ว!” เสียงกร้าวของภรัณยูดังขึ้นทำให้ทุกคนในบ้านชะงักงัน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ภรัณยูเป็นเด็กชายที่เรียบร้อยไม่เคยแม้แต่จะตวาดใส่เพื่อน จนกระทั่งเป็นหนุ่มก็ไม่เคยมีสักครั้งที่แสดงกิริยาหยาบคาย ทำให้เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ได้ยินเสียงอย่างนี้ออกมาจากปากคนอย่างภรัณยู

   “น...นี่เรากล้าตวาดแม่เหรอ!” พิณเพลงกรีดเสียงสูง

   “ใช่! ผมกล้าตวาดแม่!” ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นยืนทั้งที่ไม่มั่นคงซ้ำยังก้าวออกมาข้างหน้า ทำให้พิณาลัยต้องรีบเอาตัวเข้าขวางระหว่างพี่ชายกับแม่พร้อมทั้งกอดเอวพี่ไว้แน่น จริงอยู่ว่าภรัณยูไม่เคยลงไม้ลงมือกับใคร แต่ตอนนี้ถึงขนาดตวาดแม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

   “พิณเล็ก พาพี่ไปนอนไป” เพราะไม่อยากให้ครอบครัวแตกร้าว ภูวิชจึงต้องพยายามตัดจบสถานการณ์ตึงเครียดให้ได้เร็วที่สุด อย่างไรภรัณยูก็ตกอยู่ในฤทธิ์แอลกอฮอล์ ตัวเขาที่เป็นผู้ชายด้วยกันจึงเข้าใจดีว่าไม่อาจควบคุมอารมณ์ตัวเองได้

   “ไม่! ไม่ต้องพาไปไหนทั้งนั้น อยากพูดอะไรก็พูดออกมาเลย! ถ้าคิดว่าตัวเองคิดดีแล้วก็พูดออกมาสิ!”

   “ได้! งั้นผมจะพูด!” ภรัณยูตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้แม้ดวงตาจะแสดงออกถึงอาการของคนไม่มีสติ มันขึงขวางจ้องมองไปยังแม่ตัวเองทั้งที่มีเลือดคั่งจนแดงก่ำ “แม่น่ะ...ไม่เคยฟังผมเลย แม่เอาแต่คิดไปเอง คิดไปเองทั้งนั้นว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี แม่เคยถามบ้างไหมว่าผมต้องการอะไร!”

   “พอเถอะน่าพี่ แม่ก็โมโหไปงั้นเอง เดี๋ยวตอนเช้าก็อารมณ์ดีแล้วพี่ก็รู้” พิณาลัยใช้กำลังเท่าที่มีฉุดพี่ชายไม่ให้เดินไปใกล้แม่มากกว่านี้ แต่ด้วยรูปร่างสูงใหญ่แบบนักกีฬาทำให้เรี่ยวแรงของเด็กสาววัยมัธยมปลายช่วยได้ไม่มากนัก ภูริชจึงต้องดึงภรรยาตนเองให้ถอยตามไปด้วย แต่พิณเพลงก็ดื้อแพ่งไม่แพ้ลูก เธอกลับเดินเข้าไปหาอย่างไม่เกรงกลัวทั้งด้วยโทสะและรู้ว่าอย่างไรลูกก็ไม่กล้าทำร้ายเธอ

   “งั้นบอกมาสิว่าอะไรที่แม่คิดผิดบ้าง! อุตส่าห์ส่งเสียให้เรียนดี ๆ ให้เรียนพิเศษมาก ๆ จะได้ฉลาดรู้เท่าทันคนอื่นเขา ไม่ใช่โง่ดักดานให้คนเขาเป่าหูจนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อุตส่าห์ส่งให้เรียนสูง ๆ จะได้จบมามีการงานดี ๆ ไม่ต้องเดือดร้อน รู้ไหมว่ากว่าพ่อแม่จะสร้างตัวมาจนถึงวันนี้ต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง! อยากจะดิ้นรนแบบนั้นใช่ไหม ห๊ะ! หรือคิดว่าเงินทองของพ่อแม่เลี้ยงแกไปได้ทั้งชีวิต!”

   “ผมไม่เคย...ไม่เคยคิดว่าจะเอาเงินทองของพ่อแม่ไปผลาญเลยสักครั้ง พ่อแม่จะไม่ให้อะไรเลยผมก็ไม่ว่า! แต่ผมไม่ใช่หุ่นเชิดของแม่เข้าใจไหม!” ภรัณยูหอบหายใจแรง ใบหน้าของเขาแดงก่ำและเริ่มมองภาพข้างหน้าพร่ามัว การใช้ออกซิเจนไปจำนวนมากในขณะที่แอลกอฮอล์ไหลเวียนในกระแสเลือดไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลย แต่ภายในใจของเขากำลังปะทุเดือดพล่านและไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ “ทำไมแม่ถึงไม่เคยฟังผม ทำไมแม่ถึงเอาแต่สั่งให้ผมทำนั่นทำนี่ แม่เคยภูมิใจในสิ่งที่ผมทำได้ด้วยตัวเองบ้างไหม! ผมทำทุกอย่างก็เพื่อให้แม่ภูมิใจแม่เคยรู้บ้างหรือเปล่า! แม่ไม่เคยพอใจ...ไม่เคยพอใจอะไรเลย! ผมไม่ใช่ตุ๊กตานะ ชีวิตนี้เป็นของของผม และผมจะเลือกด้วยตัวเอง ถ้าแม่ไม่ชอบแม่ก็ไปหาตุ๊กตามาเลี้ยงแทนก็แล้วกัน!”

   เพี๊ยะ!

   เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าก้องสะท้อนไปทั่วห้อง และเสียงเอ็ดตะโรที่ดังจนถึงเมื่อครู่ก็เงียบสงัดลงพร้อมกับทุก ๆ อย่างที่หยุดนิ่งเสมือนกาลเวลาไม่ยอมเดินต่อ

   พิณเพลงเม้มปากนิ่งไม่ยอมพูดอะไรต่อ แต่ดวงตาของเธอเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำ หญิงสาวสะบัดตัวออกจากแขนของสามีแล้วเดินกระแทกเท้าขึ้นห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว

   ภรัณยูรู้สึกมึนงงเหมือนสมองถูกกระแทกอย่างแรงจนแทบกลายเป็นวุ้นข้น ๆ และหลังจากยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน ชายหนุ่มก็ทิ้งร่างอันไร้เรี่ยวแรงลงบนโซฟา ลมหายใจยังคงฟืดฟาดรุนแรงและแสดงอาการกระฟัดกระเฟียดทางสีหน้า แต่เมื่อผ่านไปไม่นานเขาก็หลับสนิททั้งที่ไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วยซ้ำ

   พิณาลัยและภูวิชมองหน้ากันก่อนต่างก็ถอนหายใจออกมาแล้วแยกย้ายกันขึ้นนอนด้วยความหวังว่าเรื่องในคืนนี้จะจบลงเพียงแค่นี้...


TBC

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 2 (22/06/13)
«ตอบ #11 เมื่อ22-06-2013 16:18:47 »

-2-


   อา...ตายแน่ ๆ

   ภรัณยูโอดครวญกับตนเองขณะโขกกระหม่อมกับฝาผนัง ที่จริงแล้วเขาก็พอจำได้ลาง ๆ ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คล้ายจะเป็นความฝันมากกว่า กอปรกับอาการปวดหัวเพราะแฮงค์ในตอนเช้าทำให้ชายหนุ่มไม่อยากคิดถึงอะไรทั้งสิ้นและพาตัวเองขึ้นมาบนห้องนอน อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าจนรู้สึกดีขึ้น แต่แล้วพิณาลัยก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเล่าเรื่องเมื่อคืนนี้ให้ฟังเป็นฉาก ๆ ราวกับกำลังท่องบทละคร เมื่อน้องสาวเล่าจบ ภรัณยูก็รู้ได้ทันทีว่าวันตายของตนได้มาเยี่ยมเยือนแล้ว...

   นั่นแม่เชียวนะ!

   คิดแบบนั้นชายหนุ่มก็โขกผนังอีกคำรบ

   “วันนี้แม่ทำหน้าน่ากลัวตั้งแต่เช้าแล้ว หนูล่ะกลัวระเบิดนำวิถีก็เลยขึ้นมาอาศัยห้องพี่นี่แหละ ยังไงตอนนี้แม่ก็โกรธพี่อยู่ดังนั้นคงไม่ขึ้นมาหาบนห้องแน่ ๆ” การเอาตัวรอดของพิณาลัยไม่ได้ช่วยให้พี่ชายของเธอรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ลงเสียมากกว่า

   “แม่โกรธมากแค่ไหน...” เขาลองเสี่ยงถาม

   “ก็ถึงขนาดที่อาหารเช้ามีแต่ขนมปิ้งคนละแผ่นนั่นแหละ”

   มันคงจะดูน่าแปลกที่เอาประเภทอาหารเช้ามาตัดสินรูปแบบอารมณ์ แต่พิณเพลงเป็นคนอย่างนั้น เธอรักการทำอาหารและมักจะทำอย่างพิถีพิถันเสมอเมื่อมีเวลา อาหารทุกมื้อของที่บ้านจะผ่านการปรุงแต่งด้วยฝีมือของหญิงสาว แม้ในยามที่ไม่มีเวลาเธอก็ยังใส่ใจกับรสชาติและความหลากหลายของมื้ออาหารก่อนจะใส่ใจสิ่งอื่นเพราะถือว่าเป็นปากท้องของคนในครอบครัว แต่เมื่อใดก็ตามที่พิณเพลงอารมณ์ไม่ดี อาหารที่เธอทำจะมีรสชาติที่แย่ลงและมีความพิถีพิถันน้อยลง ถ้าถึงขนาดที่เหลือแค่ขนมปังปิ้งคนละแผ่น นั่นแปลว่าระดับโทสะของเธอมีมากพอจะทำให้โลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ได้เลยทีเดียว

   “พี่ตายแน่...” ชายหนุ่มครวญแล้วเริ่มถูไถหัวตัวเองกับผนังเหมือนพยายามมุดเข้าไปในกำแพง

   “แม่ไม่ฆ่าพี่หรอกน่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ด้วยขนมปังปิ้ง” พิณาลัยโบกไม้โบกมือ เด็กสาวมีประสบการณ์การปะทะกับแม่ของตัวเองบ่อยครั้งในอดีตเมื่อเธอเริ่มเป็นสาวและต้องการมีอิสระของตัวเอง ทำให้คุ้นชินกับอาการโกรธของแม่ดี ถามว่าดูน่ากลัวไหมก็น่ากลัวไม่ใช่น้อย แต่อย่างไรผู้เป็นแม่ก็ไม่กล้าลงไม้ลงมือทำร้ายลูกในไส้ อย่างดีก็แค่ถูกจิกกัดด้วยคำพูดเท่านั้น

   แม้น้องสาวจะพูดปลอบใจซึ่งดูไม่เหมือนการปลอบเท่าไหร่ แต่ภรัณยูก็ยังทำใจลงไปพบแม่ไม่ได้ เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ทำเรื่องแบบนั้นลงไป สถานการณ์ของเขากับพิณาลัยคงแตกต่างกันมากโข รู้แบบนี้ไม่ยอมไปดื่มเสียก็ดีหรอก...

   แต่ก็...คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้...

   อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน จะหนีกันพ้นได้ยังไง ซ้ำการกระทำของเขาก็แย่อย่างไม่น่าให้อภัย อย่างไรลูกก็ไม่มีสิทธิไปตะคอกใส่แม่อย่างนั้น และเขาก็ต้องยอมก้มหน้ารับผิดในสิ่งที่ตนทำไว้

   ภรัณยูยอมผละจากผนังในที่สุดและเดินไปที่ประตู

   “จะลงไปตอนนี้เลยเหรอคะ?” พิณาลัยเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ในตอนแรกพี่ชายของเธอยังกลัวที่จะลงไปหาแม่อยู่แท้ ๆ

   “เพื่อพิทักษ์อาหารเย็นไง...” ชายหนุ่มตอบทีเล่นทีจริง

   “ถ้าอย่างนั้นหนูสนับสนุนเต็มที่เลยค่ะ” พิณาลัยวิ่งเข้ามากอดแขนพี่ชาย “เดี๋ยวหนูไปเป็นเพื่อนเอง พี่จะได้ไม่สั่นเป็นลูกนกอยู่คนเดียวไง” ว่าแล้วเด็กสาวก็ยักคิ้วแผล็บ ภรัณยูจึงประเคนมะเหงกให้น้องสาวไปหนึ่งลูกงาม ๆ แต่การหยอกล้อของเธอก็ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

   สองพี่น้องพากันลงมาถึงข้างล่างที่ซึ่งแม่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการปัดฝุ่นบนตู้วางหนังสือ สีหน้าของเธอคลายความโกรธลงมากแล้วแต่ก็ยังน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย

   “...แม่ครับ...” เสียงของภรัณยูค่อนข้างเบา แต่ก็แล่นไปกระทบโสตประสาทของผู้ฟังได้อย่างพอดิบพอดี หญิงสาวหันมองลูกชายด้วยใบหน้าบึ้งตึง

   “ข้าวเที่ยงอยู่ในครัว ไปกินให้เรียบร้อยซะไป” หางเสียงของพิณเพลงกระชากนิด ๆ แสดงถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ภรัณยูถอนหายใจแล้วผละจากพิณาลัยเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ก่อนจะกอดเอวเธอหลวม ๆ เขาซบหน้าอยู่บนบ่าเล็กของหญิงสาวเหมือนเด็กที่กำลังอ้อนขอความรัก

   “ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่เสียใจ”

   ...

   พิณเพลงตอบกลับด้วยความเงียบเพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่ออีก

   “ผมแค่...อยากให้แม่เข้าใจว่าผมเองก็มีความฝันเหมือนกัน ถึงมันจะดูลม ๆ แล้ง ๆ และไม่น่าจะไปได้ดีเหมือนที่ฝันไว้ แต่ผมก็อยากจะลองทำด้วยตัวเองและอยากจะให้พ่อกับแม่เชื่อมั่นในตัวผม” ภรัณยูโยกตัวน้อย ๆ พลางพูดต่อ “ผมทำอย่างที่แม่ต้องการมาตลอด ปูทางให้ผม ชี้เส้นทางที่ดีกว่าให้ ดังนั้นขอแค่สักครั้งในชีวิตที่ผมจะลองเริ่มต้นด้วยตัวเอง บางทีความผิดพลาดก็ไม่ได้แย่ไม่ใช่เหรอครับ? บางทีถ้าผมเจอกับความล้มเหลวเสียบ้าง มันอาจจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับผมก็ได้”

   ...

   ผู้ฟังยังคงเงียบทำให้ภรัณยูเริ่มใจเสีย แต่แล้วก็กลับปรากฏเสียงถอนหายใจหนักออกมาก่อนพิณเพลงจะพูดขึ้นโดยไม่หันมอง

   “เรานี่ยิ่งโตก็ยิ่งดื้อ แม่ล่ะเหนื่อยใจจริง ๆ” แล้วความเงียบก็ทิ้งตัวลงมาอีกครู่หนึ่งก่อนหญิงสาวจะว่าต่อ “แต่ในเมื่อพูดถึงขนาดนั้นแม่จะยอมให้สักครั้งก็ได้”

   ภรัณยูใจเต้นตึกตัก

   “จริงเหรอครับ?”

   “แต่แม่มีข้อแม้” พิณเพลงหมุนตัวกลับมาหาลูกชายด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง “ในเมื่อเราตั้งใจจะทำเป็นอาชีพก็ต้องมีลูกค้า ถ้าภายในระยะเวลาก่อนรับปริญญาเราสามารถหาลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างได้สักคน แค่เพียงคนเดียว แม่จะให้เวลาทำงานนั้นเท่าที่รัณต้องการ จะ 3 ปี หรือ 5 ปีก็ตามใจ แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องจบมาทำงานกับพ่อเหมือนที่เคยตกลงกันไว้ โอเคไหม?”

   ภรัณยูรู้สึกเหมือนว่าอยู่ ๆ เส้นทางที่มืดมิดก็สว่างไสวพร่างพราย เขายิ้มกว้างแล้วกอดรัดตัวแม่แน่นเท่าที่จะแน่นได้

   “ขอบคุณครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด จะไม่ให้แม่ผิดหวังเลย”

   “เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวแม่จะกระดูกหัก ไปกินข้าวกินปลาได้แล้วไป” พิณเพลงตบ ๆ บนหลังลูกชายแล้วไล่ให้ไปที่ห้องครัวเสียที และเมื่อภรัณยูคล้อยหลังไปหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกหนึ่งก่อนยกนิ้วขึ้นปาดหางตาเบา ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกลั้นน้ำตาต่อหน้าลูก แต่การกระทำทั้งหมดนั้นทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจ พิณเพลงเพิ่งสังเกตเมื่อไม่นานมานี้เองว่าลูกชายของเธอสูงใหญ่แค่ไหนแล้ว เป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดอ่านของตนเอง แต่เพราะความเป็นแม่ทำให้เธออดเป็นห่วงไม่ได้และคอยเจ้ากี้เจ้าการอยู่เสมอ แม้จะรู้ว่าการทำเช่นนั้นคือการผูกมัดภรัณยูให้เดินไปตามที่พ่อแม่กำหนด หญิงสาวก็ไม่กล้าปล่อยลูกให้เผชิญโลกเพียงลำพัง

   เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ภรัณยูเกรี้ยวกราดถึงขนาดนั้น และทำให้เธอได้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา

   ทิชชูปึกหนึ่งถูกยื่นมาให้ตรงหน้า

   “แม่นี่ซึนเดเระจริง ๆ เลย” พิณาลัยหยอก

   “ซึนเซินอะไรของเราน่ะ” พิณเพลงรับทิชชู่มาซับน้ำตาแล้วทำเสียงแข็งใส่ลูกสาวเพื่อปกปิดความอ่อนไหวของตนเอง

   “ก็ความจริงหายโกรธพี่เขาตั้งนานแล้ว จะกอดพี่แล้วพูดหวาน ๆ หน่อยก็ได้นี่คะ” เด็กสาวหัวเราะเพราะเธอเองก็นึกภาพแม่แบบนั้นไม่ออกเหมือนกัน ในสายตาลูก ๆ แล้ว พิณเพลงเป็นผู้หญิงที่แข็งกระด้าง จะคาดหวังให้กอดโอ๋ลูกแบบแม่คนอื่น ๆ คงไม่ไหว แต่ถึงอย่างไรภายในของเธอก็เป็นแม่ที่วิเศษสำหรับพวกเขา อารมณ์รุนแรงของเธอล้วนมาจากความรักความห่วงใยที่ไม่สามารถแสดงออกอย่างอ่อนโยนเหมือนคนอื่นได้ ซึ่งลูก ๆ ก็เข้าใจดีอีกทั้งพิณเพลงก็พยายามปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนมีความอดทนมากขึ้นอยู่เสมอ ในระยะหลัง ๆ จึงมีเพียงนาน ๆ ครั้งที่หญิงสาวจะอาละวาดออกมา และเมื่อคืนนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เธอตีลูกตัวเอง

   พิณเพลงมองลูกสาวอย่างหมั่นไส้ที่ทำเป็นรู้ดีก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา

   “เราเองเถอะ อย่าไปมีประสบการณ์กินเหล้าเมาหัวราน้ำจนกลับมาอาละวาดที่บ้านแบบนั้นก็แล้วกัน”

   “หูย ไม่เอาหรอกค่ะ เหล้าขมจะตายไป ใครจะอยากกิน” พิณาลัยโบกไม่โบกมือทำหน้ายี้ จนถึงเดี๋ยวนี้เด็กสาวยังไม่เข้าใจเลยว่าของมึนเมาเหล่านั้นเอร็ดอร่อยตรงไหน ถึงได้ชอบดื่มกันนักหนา พวกเพื่อน ๆ ของเธอก็อยากลองกันเหลือเกิน “ว่าแต่ แม่ยอมให้พี่รัณเป็นนักวาดจริง ๆ เหรอคะ?”

   “เอ้า! พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เห็นด้วยหรือไง?”

   “หนูไม่ได้บอกแบบนั้นเสียหน่อย แต่เห็นแม่แอนตี้งานฟรีแลนซ์จะตาย แบบนี้ถ้าหนูลองเมาอาละวาดบ้างแม่จะตามใจหนูเหมือนกันใช่ไหมคะ?” พิณาลัยทำหน้าทะเล้นใส่แม่ก่อนจะโดนมะเหงกงาม ๆ ไปอีกลูกหนึ่งจนต้องคลำหัวป้อย ๆ

   “ฝันไปเถอะ ยัยตัวดี”

---------------------------->

   จอมอนิตอร์สว่างวาบเมื่อปุ่มสตาร์ทถูกกดให้เริ่มทำงาน ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของไล่สายตามองดูสิ่งที่ปรากฏเมื่ออินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อเรียบร้อย อีเมลนับสิบ ๆ ฉบับต่อแถวยาวเหยียดในกล่องรับข้อความ มาจากที่เดียวกันบ้าง ต่างที่บ้าง ซึ่งทั้งหมดนั้นเริ่มต้นจากเมื่อเดือนก่อนจนถึงเมื่อวานนี้และตอนที่เขากำลังจะกดเข้าไปในข้อความเก่าสุด ก็มีตัวเลขเตือนข้อความใหม่เข้ามา

   อะไรกันนักหนา...

   ชายหนุ่มพึมพำอยู่ในใจก่อนจะกดเข้าไปดูในข้อความแรกและไล่ตอบปฏิเสธงานไปทีละที่ซึ่งรวม ๆ แล้วก็มีเพียง 5 ที่จากทั้งหมด 13 ฉบับ เพราะบางที่ก็ส่งอีเมลมาซ้ำ ๆ

   พอจัดการอีเมลเรียบร้อยก็ไปถึงข้อความในโทรศัพท์มือถือ เขาพิมพ์ตอบกลับไปเหมือนกับในอีเมลคือ ในช่วงนี้ยังไม่มีเวลาว่าง จึงขอเลื่อนการรับงานออกไปอีกสักระยะ

   “โกหกแบบนั้นจะดีเหรอ?” เสียงเล็ก ๆ ดังมาจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันไปมองและพบกับสิ่งนั้นที่เข้ามาอยู่ในห้องของเขาได้ราว ๆ เดือนหนึ่งแล้ว เจ้าของเสียงผู้มีร่างกายเหมือนเด็กชายวัยอนุบาลแต่มีขนาดตัวที่เล็กพอ ๆ กับเด็กทารกบินเข้ามาใกล้เจ้าของห้อง ใช่...สิ่งนั้นบินได้...ด้วยปีกสีขาวเล็ก ๆ บนแผ่นหลังซึ่งดูจะไม่สัมพันธ์กับขนาดตัวเอาเสียเลย

   “มันเรื่องของฉัน” เจ้าของห้องตวัดสายตากลับไปที่มือถือและส่งข้อความสุดท้ายก่อนโยนมันทิ้งไปทางเตียงนอนอย่างไม่นึกใยดี

   เด็กน้อยผู้มีปีกทำท่าเท้าคางอยู่กลางอากาศคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

   “ฉันอยากออกไปข้างนอกบ้างจัง ทำไมนายถึงเอาแต่อยู่ในห้องแบบนี้ล่ะ?” พร้อมกับคำถาม เจ้าตัวก็กระพือปีกเล็ก ๆ บินขึ้นลงอย่างเบื่อหน่าย

   เจ้าของห้องมองดูเจ้าสิ่งที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นอะไรด้วยสายตารำคาญใจ ทั้งที่เขาต้องการความสงบยิ่งกว่าสิ่งใดในเวลานี้ แต่เจ้า...เด็กมีปีกนี่กลับปรากฏตัวขึ้นและทำให้ความสงบของเขาสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง ทุก ๆ วันเจ้านั่นเอาแต่เรียกร้องอยากออกไปข้างนอกบ้าง อยากอ่านนั่นอ่านนี่ในอินเตอร์เน็ตบ้าง หรือไม่ก็บ่นเขาเรื่องที่เอาแต่กินมาม่าและอุดอู้อยู่ในห้องเหมือนหนูในรูไม่ยอมออกไปหาอะไรดี ๆ กินข้างนอก

   ชายหนุ่มละสายตาจากสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมไปยังคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดมันเพื่อตัดเสียงหึ่ง ๆ ที่ดังออกมาเพราะการทำงานของมัน

   ในที่สุดห้องก็กลับสู่ความเงียบ เหลือแต่เสียงของเครื่องปรับอากาศเครื่องเล็กที่แทบจะไม่ได้หยุดทำงานเลยตลอดช่วงที่เขาไม่ได้ออกไปไหน

   เสียงกระเพาะร้องโครกเมื่อถึงเวลาอาหาร ชายหนุ่มลุกเดินไปที่ห้องครัวเล็ก ๆ และทำสิ่งที่ทำมาหลายวันคือต้มมาม่าและโยนเนื้อกับผักที่มีในตู้เย็นลงไปในหม้อ อย่างน้อยเขาก็ยังเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ เพื่อซื้อของเหล่านี้อาทิตย์ละครั้ง และนั่นคือหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ทำให้เขายอมออกไปข้างนอกในช่วงเวลาแบบนี้

   “บิลค่าเน็ตมาแล้วนะ” เสียงของเด็กดังมาจากทางประตูบ้านก่อนจะเข้ามาในครัวพร้อมซองจดหมายซึ่งมีสัญลักษณ์ของบริษัทด้านโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง

   “วางไว้บนโต๊ะสิ” เขาตอบกลับไปโดยไม่ได้หันมอง สิ่งที่ถูกนำมาให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาต้องยอมออกไปข้างนอก บิลค่าใช้บริการต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต แต่ช่วงนี้...ปล่อยอินเตอร์เน็ตตัดไปเสียดีไหมนะ ยังไงก็ไม่ค่อยจะได้ใช้อยู่แล้ว ซ้ำอินเตอร์เน็ตยังทำให้เขาต้องพะวักพะวงอยู่แต่กับสิ่งที่ถูกส่งมาจากโลกภายนอกซึ่งตอนนี้เขาไม่ต้องการ

   มาม่าที่ถูกต้มจนเกือบเปื่อยไหลลงไปในชามเซรามิกพร้อมกับน้ำซุปร้อน ๆ และเครื่องอีกไม่กี่อย่าง ก่อนยกไปที่โต๊ะเตี้ย ๆ และทิ้งมันไว้อย่างนั้นโดยไม่กินทันที

   “กินของแบบนี้อีกแล้ว” เด็กน้อยติดปีกมองมาม่าแล้วลงไปนอนกลิ้งบนพื้น

   “เมื่อไหร่นายจะเลิกมายุ่งกับฉันเสียที”

   “ฉันก็บอกนายไปตั้งหลายครั้งแล้วนะ ว่าฉันน่ะมาอยู่ที่นี่ก็เพราะนายนั่นแหละ ดังนั้นฉันถึงไปจากนายไม่ได้และไม่มีใครเห็นฉันนอกจากนาย” ผู้พูดพลิกตัวนอนคว่ำพลางเท้าคางแล้วตีขาสลับไปมา “ถ้านายไม่ต้องการฉันแล้วฉันถึงจะไปได้”

   “ฉันไม่เคยพูดว่าต้องการนาย แล้วฉันก็กำลังไล่อยู่นี่ไง” ชายหนุ่มกลอกตาแล้วหยิบบิลขึ้นมาดู

   นาย นภทีป์ วรธนาวัลย์

   ชื่อที่จ่าหน้าบนซองคือชื่อของเขาเอง ซึ่งเมื่อมั่นใจว่าส่งถูกห้องชายหนุ่มก็วางมันไว้บนโต๊ะในจุดที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อจะไม่ลืมว่านำไปวางไว้ที่ไหน

   “ความต้องการน่ะไม่ได้เกี่ยวกับว่านายอยากได้หรือไม่อยากได้ แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องมีฉันอยู่ต่างหาก” เด็กน้อยที่มีคำพูดคำจาอย่างผู้ใหญ่กล่าวแล้วบินไปนั่งบนโต๊ะ “จริง ๆ แล้วนายไม่ใช่ว่าไม่ต้องการฉัน แต่เพราะรูปลักษณ์ของฉันใช่ไหมที่ทำให้นายรู้สึกไม่ดี”

   นภทีป์หันมองผู้พูดก่อนจะหันกลับไปที่ชามมาม่าโดยไม่พูดอะไร

   “เพราะว่าฉันเหมือนกับ...รติ”

   ...

   “จริง ๆ ฉันก็คือเขา นายไม่เชื่อเหรอ?”

   ชายหนุ่มหันมองสิ่งที่ยืนยันว่าตนเองคือใครบางคนที่เคยอยู่ในความทรงจำของเขา ใบหน้านั้น วิธีการพูด และน้ำเสียง...ทั้งหมดไม่แตกต่างจากที่เขาเคยจำได้ เว้นแต่ว่า...คน ๆ นั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว และครั้งสุดท้ายที่พบกัน รติไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ แบบนี้

   “นายก็เป็นแค่จินตนาการ”

   “เจ้าคนหัวแข็ง” เด็กประหลาดที่ว่าตนเองชื่อรติว่าพลางกอดอกหน้ามุ่ย ดูเหมือนเรื่องนี้เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

---------------------------------------->

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 2 (22/06/13)
«ตอบ #12 เมื่อ22-06-2013 16:19:27 »

ภรัณยูดึงเก้าอี้เลื่อนออกมาจากโต๊ะและทิ้งตัวลงไป ข้างหน้าของเขาคือจอมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์ประจำตัวซึ่งมีอยู่ในห้องนอน ชายหนุ่มเปิดเบราว์เซอร์ตัวหนึ่งขึ้นมาก่อนพิมพ์ค้นหาชื่อของบุคคลหนึ่งในโปรแกรมเสิร์ชเอนจิ้นที่คุ้นเคย ผลการค้นหาที่ได้ค่อนข้างจะน่าผิดหวัง เพราะชื่อของบุคคลนี้ไม่ได้ปรากฏภาพวาดใด ๆ ขึ้นมาเลยนอกจากข้อมูลทั่ว ๆ ไปของบุคคลหนึ่งที่สามารถเปิดเผยได้ และส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่มีนามสกุลเดียวกันกับที่ตามหา ดูเหมือนว่าคน ๆ นี้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะอีกเลย หรือไม่ก็อาจเปลี่ยนชื่อไปแล้ว

   ชายหนุ่มลองดูอีกครั้งโดยพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่แน่ใจว่าตนเองพิมพ์ถูกหรือไม่ และมันได้ปรากฏลิงค์เว็บไซต์หนึ่งมาหลายเว็บ ซึ่งทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับภาพวาดและงานศิลปะหลายแขนง ภรัณยูยิ้มกว้างอย่างยินดี เขาได้เข้าใกล้ความจริงอีกนิดแล้วเพราะหนึ่งในเว็บไซต์เหล่านั้น เจ้าของได้ลงอีเมลที่ติดต่อได้เอาไว้ด้วย ถึงแม้เขาจะมันแน่ใจว่าใช้คนที่ตามหาหรือเปล่า เนื่องจากเขาไม่รู้จักนามแฝงอีกฝ่าย

   แต่บางทีมันอาจจะเวิร์คก็ได้...

   ภรัณยูกลืนน้ำลายก่อนตัดสินใจลองเสี่ยงดู ถ้าไม่ใช่ทางนั้นคงจะให้คำตอบกลับมาเอง

   แต่ว่า...ถ้าไม่ใช่จะทำยังไงต่อล่ะ?

   นอกจากสิ่งที่ได้พบในตอนนี้แล้ว ภรัณยูก็นึกไม่ออกเลยว่าตนเองมีอะไรสำรองอีก เพราะปกติข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้นเป็นการยากที่จะค้นเจอได้ในเสิร์ชเอนจิ้น เว้นแต่ว่าเจ้าของจะนำมาโพสต์ไว้ที่ไหสักแห่งซึ่งยินยอมให้โปรแกรมเหล่านี้เข้าถึงได้ ด้วยเหตุนั้นนอกจากอีเมลนี้แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่มีอะไรอื่นอีกเลยแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์บ้านของฝ่ายนั้น

   หรือเขาควรจะลองเสิร์ชเฉพาะนามสกุล? บางทีอาจจะเจอครอบครัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีเฉพาะพ่อแม่พี่น้องของเจ้าตัวที่ใช้นามสกุลนี้ บางทีอาจจะไปเจอเอาญาติห่าง ๆ ซึ่งไม่รู้จักมักจี่เลยก็เป็นได้ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เขากลายเป็นเหมือนสตอล์กเกอร์

   ระหว่างที่เขากำลังคิดหาทางอื่น มือก็พิมพ์จดหมายแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อย เขากดส่งไปหาเจ้าของอีเมลพร้อมจุดประสงค์ของเขาที่ต้องการติดต่อกับเจ้าตัวด้วยความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะตอบรับ ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกแขนรองท้ายทอยตนเอง

   “ข้าวเย็นเสร็จแล้วค่า~”

   “หวา!”

   โครม!

   พิณาลัยหลับตาปี๋ในวินาทีที่เห็นพี่ชายตัวเองสะดุ้งลนลานจนเสียหลักทำเก้าอี้ล้ม ล้อเก้าอี้หมุนติ้วอยู่สักพักก่อนหยุดนิ่งโดยเจ้าของลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นด้วยท่าที่ไม่สวยงามนัก เด็กสาวถอนหายใจแล้วมองไปที่จอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างอยู่ มันปรากฏวินโดว์ของเว็บไซต์จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งส่งไปหาใครบางคนเรียบร้อยแล้ว ก็ดูไม่น่าแปลกหรือต้องปิดบังอะไร ทำไมพี่ชายของเธอถึงต้องตกอกตกใจถึงขนาดนั้นตอนถูกเรียกกะทันหัน

   “พี่กำลังส่งหนังอย่างว่าให้เพื่อนเหรอคะ?” พิณาลัยถามพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

   “จะบ้าหรือไง! พี่ไม่มีของแบบนั้นอยู่ในคอมพ์เสียหน่อย” ภรัณยูพลิกตัวขึ้นมานั่งแล้วลูบหลังป้อย ๆ ทั้งหลังทั้งสะโพกกระแทกเข้าไปเสียเต็มรักพาให้จุกไปทั้งตัว

   “แล้วทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ หนูแค่มาบอกว่าไปกินข้าวได้แล้วเท่านั้นเอง”

   “ถ้าอย่างนั้นก็เคาะประตูก่อนสิ ถ้าเปิดเข้ามาพี่กำลังโป๊อยู่เดี๋ยวก็ตากุ้งยิงพอดีกัน” ว่าไปชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วยกเก้าอี้ขึ้นตั้งเหมือนเดิม อีเมลถูกส่งไปเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีการตอบกลับ ภรัณยูจึงกดปิดเบราว์เซอร์ไปก่อนและคิดว่าบางทีเขาอาจจะต้องใช้เวลารอสักระยะ กระนั้นในใจของชายหนุ่มก็แสนจะร้อนรน หากเป็นไปได้เขาอยากจะมุดลงไปตามสัญญาณเน็ตเพื่อไปโผล่ในอีกสถานที่ซึ่งจุดหมายปลายทางของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนั้นกำลังมุ่งหน้าไป แต่น่าเสียดายที่มันเกินศักยภาพของมนุษย์ไปไกลโข

   “ไปกินข้าวเถอะค่ะ เดี๋ยวแม่บ่นเอาหรอก” พิณาลัยดึงมือพี่ชายออกไปจากห้องหลังจากเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางเหมือนกำลังอาลัยอาวรณ์บางอย่างที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ถ้านี่เป็นโลกแฟนตาซีเธอคงคิดว่าพี่ชายของตัวเองกำลังโดนสาวไซเบอร์ดูดวิญญาณไปแล้ว

   ในที่สุดทั้งสองก็ลงมาถึงห้องอาหาร เมื่อภรัณยูตักข้าวคำแรกเข้าปากเขาก็รู้ได้ทันทีว่าแม่อารมณ์ดีขึ้นแล้วและทุกคนก็ดูมีความสุขกับอาหารเย็นมื้อนั้น

   “รัณ มาทางนี้หน่อยสิ” หลังจากทุกคนแยกย้ายกันพักผ่อน ภูริชก็เรียกภรัณยูให้ตามเข้าไปในห้องทำงาน แม้ผู้เป็นลูกจะสงสัยแต่ก็เดินตามเข้าไปโดยไม่ได้ถามอะไร นาน ๆ ครั้งภรัณยูจึงมีโอกาสเข้ามาในห้องทำงานของพ่อ เพราะส่วนใหญ่แม่จะเป็นคนเข้ามาทำความสะอาดและเขาก็ไม่ได้มีธุระอะไรในห้องนี้เป็นพิเศษ อีกทั้งพ่อก็ให้เวลากับครอบครัวมากพออยู่แล้ว

   ภูริชหยิบแฟ้มขนาดใหญ่ขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้ลูกชาย

   ภรัณยูมองอย่างกังขาก่อนเดินไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงานและลองเปิดออกดูโดยเจ้าของแฟ้มเองก็คล้ายจะตื่นเต้นอยู่นิด ๆ เมื่อปกถูกเปิดออก

   กระดาษสีขาวขนาด a4 ถูกสอดเก็บไว้ในซองพลาสติก บนกระดาษแผ่นนั้นคือเส้นดินสอที่ค่อนข้างสะเปะสะปะไม่ค่อยเป็นรูปทรงแต่พอมองออกว่าเจ้าของตั้งใจจะวาดเป็นรูปคน บ้าน และดวงอาทิตย์

   นี่มัน...

   สายตาของภรัณยูเลื่อนลงไปตรงมุมภาพ มีรอยปากกาสีดำเขียนไว้เล็ก ๆ เป็นวันเดือนปีที่ภาพนี้ถูกวาดขึ้น ซึ่งมันก็มากกว่า 20 ปีมาแล้ว

   ชายหนุ่มเปิดต่อไป ยังคงเป็นภาพวาดเหมือนเดิมและไม่ได้ต่างจากภาพแรกนัก วันที่วาดขยับขึ้นมาอีกเพียงไม่กี่วัน และเมื่อเปิดไปเรื่อย ๆ ภาพก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป วิวต่าง ๆ ที่มีส่วนประกอบง่าย ๆ เพียงต้นไม้ บ้าน ดวงอาทิตย์ และคนไม่กี่คน ซ้ำไปซ้ำมาแต่เห็นการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ภรัณยูอมยิ้มกับตัวเองขณะที่ภาพต่าง ๆ ผ่านเข้ามาในสายตา แน่นอนว่าตัวเขาเองจดจำสิ่งเหล่านี้แทบไม่ได้แล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่ทั้งหมดนี้...เป็นภาพที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเขา...

   ในวัยเด็ก คนส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กันคือตื่นเต้นกับการได้วาดเขียนอะไรบางอย่าง แต่เมื่อวาดเสร็จแล้วก็มักทิ้งสิ่งที่เพิ่งทำเสร็จไปอย่างทันทีและเริ่มทำสิ่งใหม่ จะมีบางชิ้นเท่านั้นที่ตั้งอกตั้งใจทำเป็นพิเศษและวิ่งมาอวดพ่อแม่เพื่อให้ได้รับคำชม

   แต่นี่...เรียกได้ว่าเป็นผลงานเกือบทุกชิ้นก็ว่าได้ ทั้งที่วาดเล่นอย่างไม่จริงจังและที่ตั้งใจทำเพื่อให้ใครสักคนได้มองเห็น

   พ่อคงจะเก็บรวบรวมไว้ เพราะลายมือที่เขียนวันที่เป็นของพ่อไม่ผิดแน่

   ภรัณยูเงยหน้ามองภูริชซึ่งกำลังมองตรงมาที่เขาเช่นกัน

   “ตอนแกเด็ก ๆ แกชอบวาดเขียนมาก มากเสียกว่าการออกไปวิ่งเล่นกับเด็ก ๆ ด้วยกัน ความจริงพ่อก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่าโตขึ้นแกจะอยากเป็นศิลปินเพราะเด็กทุกคนก็ชอบหาเรื่องใหม่ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นพ่อก็ทิ้งของพวกนี้ไม่ลงเพราะในเวลานั้น แกมีความสุขกับมันมาก แม้แต่ตอนที่คุณอาเขาซื้อสีเทียนมาให้ แกก็ระบายเล่นจนแทบจะกุดหมดทุกสี” ภูริชประสานมือบนโต๊ะแล้วยิ้มบาง “จริง ๆ แล้วพ่อก็แปลกใจนะที่แกเลิกวาดรูปไปเพราะพ่อแม่บอกให้แกใส่ใจกับการเรียนให้มากขึ้น จริง ๆ แล้วพ่อก็โล่งใจเพราะแกเป็นเด็กเรียนดี คงจะมีอนาคตไกลและประสบความสำเร็จ แต่แกก็ดูไม่มีความสุขเท่าไหร่”

   “เพราะผมยังเด็กและไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไร ผมแค่รู้สึกว่าถ้าทำให้พ่อแม่มีความสุขได้ผมก็จะทำ และผมก็รู้ว่าพ่อกับแม่หวังดีต่อผมเสมอ” ภรัณยูยังคงเปิดแฟ้มต่อไปเรื่อย ๆ มันมีมากมายจนไม่อาจดูได้หมดในระยะเวลาสั้น ๆ หากจำไม่ผิด เขาเลิกวาดรูปอย่างจริงจังไปตอนขึ้นมัธยมต้นที่พ่อแม่ของเขาเริ่มชี้ให้เห็นว่าการวาดภาพเป็นสิ่งที่ไร้สาระและเป็นแค่งานอดิเรก และเลิกอย่างถาวรตอนอยู่มัธยมปลายเนื่องจากสายวิชาของเขาให้เรียนศิลปะเพียงตัวเดียวจากเวลาทั้งหมด 3 ปี

   “แต่ตอนนี้แกคงรู้แล้วสินะว่าอยากทำอะไร” ผู้เป็นพ่อถอนหายใจ ใจจริงของเขายังไม่เห็นด้วยนักกับการเลือกทางเดินของลูก แต่หากบีบคั้นภรัณยูมากไปกว่านี้รังแต่จะทำให้ชายหนุ่มไม่มีความกล้าที่จะเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง จริงอยู่ว่าพ่อแม่เลือกทางเดินให้ลูกด้วยความรัก แต่ไม่อาจใช้ความรักเป็นข้ออ้างกักขังอิสรภาพของลูกได้ ดังนั้นถึงแม้จะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็จำต้องปล่อยมือและเป็นภาวนาให้ทางเดินที่ลูกเลือกเป็นทางเดินที่ถูกต้อง แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะพบกับความล้มเหลวก็มีหน้าที่เป็นกำลังใจให้ลุกขึ้นเดินต่อไป

   หน้าที่ของพ่อแม่นั้นช่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายจริง ๆ ...

   “เอาเถอะ อย่างน้อยแกก็รู้ว่าอยากทำการทำงานอะไร ดูพิณเล็กสิ จนป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าอนาคตอยากทำอาชีพอะไร เอาแต่เที่ยวเล่นตามเพื่อนไปวัน ๆ”

   ภรัณยูหัวเราะ

   “ตอนผมอายุเท่าพิณเล็กก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะครับ แต่พอโตขึ้นพิณเล็กคงรู้เองว่าอยากทำอะไร ดูผมสิ กว่าจะรู้ตัวก็เรียนจะจบอยู่แล้ว เกินเวลาที่จะกลับตัวแล้วด้วย” ชายหนุ่มเปิดไปจนเกือบถึงหน้าสุดท้ายแล้วเขาก็ถอนหายใจ “พอผมได้ทำสิ่งที่ต้องการจนถึงที่สุดแล้วผมจะกลับมาทำงานกับพ่อแน่ครับ ผมสัญญา”

   คำสัญญาของลูกชายทำให้ภูริชเบาใจขึ้นมาก และสามารถมั่นใจได้ว่าภรัณยูจะไม่ยึดฟรีแลนซ์เป็นอาชีพอย่างจริงจังไปชั่วชีวิต ตัวเขาเองไม่ได้ซีเรียสกับความก้าวหน้าทัดเทียมคนวัยเดียวกันเหมือนภรรยา แค่ขอให้ลูกทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในอนาคตได้เขาก็พอใจแล้ว

   “แฟ้มนั่นจะเอาไปด้วยก็ได้ เผื่อไว้เป็นกำลังใจ ถึงแกจะไม่ได้จับดินสอมานานแต่ยังไงแกก็มีพรสวรรค์ในตัวเอง เดี๋ยวแกก็ทำได้ดีเองนั่นแหละ”

   “พ่อเก็บไว้เถอะครับ ทั้งหมดนี้ผมวาดให้พ่อกับแม่ ดังนั้นให้อยู่กับพ่อคงดีที่สุด แค่รู้ว่าพ่อเก็บเอาไว้ผมก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว” ภรัณยูหัวเราะร่า “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ บังเอิญว่าผมทำอะไรค้างไว้อยู่ตอนพิณเล็กไปเรียก ฝันดีนะครับพ่อ” ชายหนุ่มบอกลาพ่อของตนก่อนผละขึ้นห้องทั้งที่ไม่ได้มีอะไรค้างคาอย่างที่พูด แต่จิตใจของเขากำลังเต็มปรี่ไปด้วยความตื้นตัน เส้นทางของเขากำลังเปิดกว้างและรอต้อนรับให้ก้าวขาเข้าไป ตอนนี้มีเพียงอุปสรรคเดียวคือคนที่จะช่วยเขาได้ หรือไม่เขาก็คงต้องทำมันเพียงลำพัง

   ตอนที่ขึ้นไปถึงห้องยังคงไม่มีอีเมลตอบกลับมา ภรัณยูผิดหวังนิดหน่อยแต่ก็เดินไปหยิบหนังสือมานอนอ่านและพยายามไม่มองเวลาให้บ่อยเกินไป

   เสียงเข็มวินาทีกระทบโสตประสาทเป็นช่วง ๆ เหมือนกับชวนให้นับเวลาไปด้วยกันทั้งที่เจ้าตัวพยายามไม่คิดถึงมัน

   เมื่อหนังสือจบเล่นไปแบบลวก ๆ หน้าจออีเมลก็ยังไม่ได้บอกเตือนถึงข้อความใหม่ ภรัณยูถอนหายใจแล้วเดินกลับไปที่เตียงก่อนทิ้งตัวลงนอน

   อย่าใจร้อนไป...

   ภรัณยูเตือนตนเองก่อนหลับตาลง

-------------------------->

   “ที มีอีเมลมาใหม่น่ะ” รติตัวน้อย ๆ บินมาสะกิดชายหนุ่มที่กำลังปล่อยอารมณ์อยู่เงียบ ๆ เจ้าตัวพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบเพียงสั้น ๆ

   “ก็กดลบไปสิ นายทำได้แล้วนี่” ทุกครั้งที่เขาใช้คอมพิวเตอร์ เจ้าสิ่งที่อ้างว่าตนเองคือรติ เพื่อนสมัยเด็กของเขามักจะมาด้อม ๆ มอง ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสมอ จนถึงตอนนี้เจ้าตัวสามารถเปิดคอมพิวเตอร์และดูคลิปวีดีโอเองได้แล้วด้วยซ้ำ กับอีแค่อีเมลมีหรือที่จะตอบหรือกดลบไม่เป็น

   “แล้วถ้าเป็นเรื่องงานล่ะ?”

   “นายก็รู้ว่าฉันจะตอบอะไร” นภทีป์ตอบเพียงแค่นั้นก่อนหันไปทางอื่นไม่นึกสนใจอีก

   รติกลอกตาแล้วกอดอกขณะบินตรงไปยังโต๊ะคอมพิวเตอร์ ใช้มือเล็ก ๆ เปิดดูอีเมลด้วยความยากลำบากอยู่เล็ก ๆ แต่ก็เริ่มชินกับมันบ้างแล้ว เจ้าของร่างกายขนาดเล็กผิดมนุษย์มนามองหัวข้ออีเมลที่ถูกส่งมาด้วยสายตาแปลกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มนิด ๆ แล้วเหลือบมองนภทีป์

   ความคิดบางอย่างปรากฏวาบขึ้นในสมอง เป็นแผนการที่น่าจะช่วยให้อีกฝ่ายหลุดจากสภาพปัจจุบันได้ แต่ก็ต้องขึ้นกับความร่วมมือของฝ่ายนั้นด้วย

   คิดแล้ว เด็กน้อยที่มีปีกก็เปิดอีเมลอ่านข้อความอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าคนที่ส่งมาจะเป็นผู้ชาย เป็นเรื่องน่าเสียดายนิดหน่อยเพราะเขาคิดว่าเป็นผู้หญิงคงเวิร์คกว่า แต่เอาเถอะ ผู้ชายอาจจะเข้าหาง่ายกว่าก็ได้ ถ้าฝ่ายนั้นไม่หนีกระเจิงเพราะอาการตัดขาดสังคมของเจ้าคนข้างหลังนี่เสียก่อน

   รติจัดการพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความเร็วเท่าที่มือเล็ก ๆ และแขนสั้น ๆ จะทำได้ ไม่นานก็กดส่งได้สำเร็จ

   เอาล่ะ...ทีนี้ก็เหลือแต่รอแล้วล่ะนะ

   เจ้าของร่างกายเล็กจิ๋วบินกลับมาที่ของตัวเองซึ่งก็คือเตียงเล็ก ๆ ของนภทีป์ พลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแผนการหลากหลาย อาการของเจ้าตัวเป็นอาการที่เรียกว่าซึมเศร้าไม่ผิดแน่ แต่ไป ๆ มาๆ มันคล้ายจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าฮิคิโคโมริเสียมากกว่า ความจริงแล้วการแก้ไขเบื้องต้นคือการทำให้เจ้าตัวรู้สึกอยากกลับสู่สังคมอีกครั้ง แต่มันเป็นเรื่องยากเสียจริงเพราะเขาก็พยายามมานานแล้วแต่ไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งคงเพราะตัวเขาไม่ใช่มนุษย์...เพราะอย่างนั้นจึงไม่สามารถเยี่ยวยาหัวใจของมนุษย์ได้

   แต่เขาก็เกิดมาในตัวตนนี้เพื่อช่วยเหลือนภทีป์...มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องยืมมือคนอื่นบ้าง

   ฉันอยากให้นายมีความสุข...จริง ๆ นะ ที...

TBC

ออฟไลน์ korinasai

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 314
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 2 (22/06/13)
«ตอบ #13 เมื่อ22-06-2013 17:53:03 »

เนื้อเรื่องน่าสนใจ ใครเป็นเมะใครเป็นเคะเนี่ย เดาไม่ถูกเลย
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 3 (25/06/13)
«ตอบ #14 เมื่อ25-06-2013 15:23:10 »

-3-


   จดหมายอิเล็กทรอนิกส์นอนนิ่งอยู่ในกล่องข้อความของผู้รับซึ่งเพิ่งจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมท่าทางงัวเงียตามปกติ ภรัณยูมองไปที่คอมพิวเตอร์ของตนเองที่เมื่อวานนี้ลืมปิดมัน แต่เพราะห้องของเขามีเครื่องปรับอากาศ ถึงจะเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ข้ามคืนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องโอเวอร์ฮีทแต่อย่างใด กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่อยากให้มันต้องฝืนตัวเองมากเกินไปนักจึงตั้งใจจะเดินไปปิด แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดมาดลใจให้นึกยากลองเปิดเช็คอีเมลของตนเองดูอีกสักทีโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา

   ทว่า...

   นั่นมันอะไรกัน...

   จดหมายตอบกลับขึ้นเป็นตัวอักษรสีเข้มเหมือนเชิญชวนให้เปิดเข้าไปดูข้างใน และมันถูกส่งมา...จากอีเมลปลายทางซึ่งเขาติดต่อไปเมื่อวานนี้

   หัวใจชายหนุ่มเต้นเป็นรัวกลองเพราะสิ่งนี้เหนือความคาดหมายอย่างมาก แต่ไม่นานนักเขาก็สามารถสงบใจได้เมื่อเตือนตนเองว่ามันเป็นเพียงการติดต่อเบื้องต้นเท่านั้นและอาจจะส่งไปผิดตัวก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตื่นเต้นตกใจไปก่อน ไว้อ่านจบค่อยตื่นเต้นก็ยังไม่สาย

   ภรัณยูคลิกเข้าไปในหัวข้อที่ว่า ก่อนจะมุ่นคิ้ว

   ‘ผมคือ นภทีป์ ที่คุณกำลังตามหา และถ้าคุณสนใจจะให้ผมแนะแนวทางเกี่ยวกับอาชีพอาร์ตติส ขอให้คุณมาพบผมได้ตามที่อยู่นี้’

   หลังข้อความนั้นก็เป็นที่อยู่ของเจ้าตัวก่อนจะจบไปท้ายว่า ‘ผมหวังว่าจะได้พบคุณในเร็ว ๆ นี้’

   ภรัณยูอ่านข้อความเหล่านั้นซ้ำไปมาอยู่ประมาณ 3 รอบ เขาไม่แน่ใจนักว่าตนเองกำลังรู้สึกอย่างไรกับข้อความเหล่านี้จึงพยายามอ่านย้ำ จะว่าตื่นเต้น...ก็คงใช่ แต่เหนือกว่านั้นคือความรู้สึกเหมือนว่าทุก ๆ อย่างง่ายเกินไปจนน่าประหลาดใจ ทำไมอีกฝ่ายจึงไม่ถามอะไรเขากลับมาเลยเพราะข้อมูลส่วนตัวที่เขาส่งไปให้ก็มีเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น เรียกว่าไม่อาจตรวจเช็คได้ด้วยซ้ำว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ แล้วฝ่ายนั้นไว้ใจเขาทันทีถึงขนาดส่งที่อยู่มาให้ง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ? มันแปลกเกินไปแล้ว

   แต่...เขาจะปฏิเสธหรือ?

   นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้พบกับเจ้าของภาพซึ่งทำให้เขาติดอกติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น ซ้ำคน ๆ นั้นยังคงทำงานในวงการนี้อยู่ และดูเหมือนจะยินดีชี้แนะแนวทางให้เขาอย่างเต็มใจ บางทีอาจจะช่วยพลิกฟื้นวิชาให้เขาได้ด้วย ดังนั้น...คงจะต้องลองเสี่ยงสักครั้ง

   หากผิดพลาดก็แค่กลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่และลองพยายามด้วยตัวเองจากจุดศูนย์ อย่างไรเขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงจึงไม่ต้องกังวลอันตรายมากนัก อีกทั้งรูปร่างแบบนักกีฬาของเขาก็ยังข่มขวัญคนอื่นได้แม้ตัวเขาจะไม่เคยใช้กำลังชกต่อยเลยก็ตาม

   ภรัณยูปิดอีเมลหลังจากจดที่อยู่ลงกระดาษเป็นที่เรียบร้อย

   และในวันต่อมา...ชายหนุ่มก็ออกจากบ้านพร้อมกระดาษแผ่นนั้น เพราะที่อยู่ของอีกฝ่ายอยู่ในจังหวัดเดียวกันและเป็นเขตที่เรียกว่าใกล้กันคงจะได้ หากจำไม่ผิดมีรถประจำทางที่สามารถนั่งจากบ้านเขาไปถึงที่นั่นได้ด้วย ภรัณยูจึงออกจากบ้านตั้งแต่ตอนสายโดยกะเวลาว่าจะไม่ไปรบกวนฝ่ายนั้นเช้าเกินไป ป้ายรถประจำทางที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขาเป็นป้ายขนาดเล็กที่คนใช้ไม่มากนัก แต่ก็มักจะรับผู้โดยสารมาจากป้ายใหญ่ก่อนหน้าจนแทบจะเต็มคัน แน่นอนว่าสายรถประจำทางที่ต้องโดยสารไปในวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อมันมาหยุดนิ่งที่ป้ายที่นั่งที่มีอยู่ก็เต็มหมดแล้วและหลายคนต้องยืนห้อยโหน ภรัณยูเดินขึ้นไปก่อนจับราวที่อยู่เหนือศีรษะไม่มากนักเพื่อพยุงร่างกายขณะรถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากจุดจอดของมัน

   เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มใช้รถประจำทางสายนี้เดินทางเพราะสวนใหญ่เขาจะเดินทางแค่บ้านกับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นก็จะไปกับเพื่อนหรือกับครอบครัว ทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นมานิดหน่อยว่าตนเองจะลงรถถูกป้ายหรือไม่ สายตาของเขาจึงเพ่งออกไปด้านนอกเหมือนคนที่เพิ่งเข้ากรุงเป็นครั้งแรกไม่มีผิด แต่ความจริงแม้เป็นคนกรุงแต่กำเนิดก็ยากที่จะชำนาญถนนทุกเส้นได้

   เป็นโชคดีของภรัณยูที่พนักงานเก็บค่าโดยสารตะโกนบอกสถานที่เป็นระยะ เมื่อถึงป้ายที่ต้องการเขาจึงลงจากรถและถามคนแถวนั้นถึงสถานที่ที่ตนต้องการไป

   คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างชี้เข้าไปในซอยใกล้ ๆ นั้น

   “พอเข้าไปสัก 100 เมตรก็เจอแล้วล่ะ”

   ก็ไม่ไกลเท่าไหร่นี่นะ...

   ชายหนุ่มคิดในใจแล้วเอ่ยขอบคุณผู้บอกทาง และเมื่อเดินเข้าไปในซอยได้ไม่นาน เขาก็พบทางเข้าของคอนโดมิเนียมที่มีชื่อเดียวกับที่อยู่ที่จดไว้ในกระดาษ ภรัณยูมองไปยังตัวอาคารสูงหลายชั้นด้วยความกังขา เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าคอนโดมิเนียมก็มักจะตกแต่งอย่างหรูหราฟู่ฟ่า ทำให้คิดถึงภาพอาคารสีขาวและกระจกหน้าต่างบานใหญ่สะท้อนแสงแวววับ แต่ที่นี่ค่อนข้างห่างไกลจากคำว่าหรูหราไปโขและบริเวณไม่กว้างขวางอย่างที่คิด มองขึ้นไปเห็นระเบียงเล็ก ๆ ของแต่ละห้องซึ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองหอพักมากกว่า กระนั้น อย่างน้อยที่นี่ก็มีสระว่ายน้ำซึ่งทำให้สมภาพคอนโดมิเนียมมากขึ้น

   บางที...เขาคงจะติดตากับพวกคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองมากเกินไป

   ภรัณยูเดินเข้าไปในอาคารพลางมองซ้ายขวาและพบลิฟต์ในที่สุด ชั้นที่เจ้าตัวอยู่ค่อนข้างสูง จะเดินขึ้นไปคงไม่ไหวถึงเขาจะมั่นใจในศักยภาพร่างกายของตนก็ตาม

   ตัวเลขห้องติดอยู่ข้างประตู ชายหนุ่มเดินไล่ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ลิฟต์จนเกือบถึงสุดทางก็พบหมายเลขห้องซึ่งตรงกับในกระดาษที่เริ่มยับยู่ยี่จากการพับ ๆ กาง ๆ หลายครั้ง ชายหนุ่มยัดมันกลับลงกระเป๋าก่อนสูดลมหายใจลึกหลายครั้งและยกมือขึ้นกดออด

----------------------------->

   วันนี้นภทีป์ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างประหลาด หากเป็นคนทั่วไปคนเริ่มคิดว่าวันนี้จะต้องมีอะไรที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น แต่ชายหนุ่มเป็นคนไม่เชื่อถือโชคลางดังนั้นจึงคิดแค่ว่าตนเองคงจะป่วยหรือส่งสัญญาณว่ากำลังจะป่วย เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับอาการประหลาดนั้นมากนักและเดินไปอาบน้ำ แต่งตัว กดน้ำร้อนใส่ซุปสาหร่ายสำเร็จรูปแล้วเอามานั่งกินแทนอาหารเช้า...เกือบเที่ยง

   ทุก ๆ วันในระยะนี้ผ่านไปอย่างเงียบเหงาเกินบรรยาย แต่เจ้าของห้องกลับพอใจที่เป็นเช่นนั้น ไม่มีข้อความในโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอีเมลรบกวนใจ นอกจากเสียงแจ้ว ๆ ของสิ่งที่เรียกตนเองว่ารติแล้ว ก็ถือว่าทุกอย่างสงบเงียบพอสมควร

   แต่แล้วความสงบของเขาก็ถูกกระแทกให้กระเจิงหายไปด้วยเสียงออดยาว

   นภทีป์มองไปยังประตูด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจว่าใครกันที่มารบกวนในเวลานี้ เขาวางชามใส่ซุปสาหร่ายที่ยังกินไม่หมดลงบนโต๊ะก่อนเดินไปทางต้นเสียงและมองผ่านตาแมวบนบานประตู

   ใครน่ะ?

   ผู้ชายที่ปรากฏตัวอยู่หลังบานประตูไม่ใช่คนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาเลยสักนิด ไม่แม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่คนที่เขารู้จักอย่างแน่นอนถึงแม้ความจริงแล้วเขาจะเป็นคนที่ความจำสั้นเรื่องเอกลักษณ์บุคคลก็ตาม บางทีอาจจะมากดผิดห้อง ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจึงไม่ได้เปิดออกรับแล้วหมุนตัวเดินกลับมาอย่างเงียบ ๆ ทว่าเสียงออดครั้งที่สองก็ดังขึ้นยาวกว่าเดิมพร้อมกับรติที่อยู่ ๆ ก็บินสวนทางเขาไปทางประตู

   “เดี๋ยว นั่นนายจะ...!” พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าเด็กตัวเล็กที่มีปีกเหมือนเทวดาก็เปิดประตูห้องเองโดยพละการเป็นจังหวะเดียวกับที่นภทีป์เอื้อมมือไปเพื่อห้าม ทำให้มองเผิน ๆ จากภายนอกแล้วเหมือนตัวเขาเป็นคนเปิดประตูเองอย่างไรอย่างนั้น

   “ส...สวัสดีครับ” ผู้มาเยือนกล่าวทักทายด้วยความประหม่าก่อนยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน “ผมภรัณยูที่ติดต่อมาเมื่อวานซืน”

   เมื่อวานซืน?

   นภทีป์มุ่นคิ้วเพราะเจ้าตัวจำไม่ได้เลยว่าเคยไปนัดใครตั้งแต่เมื่อไหร่ จะเป็นเมื่อวาน เมื่อวานซืน หรืออาทิตย์ที่แล้วก็ไม่น่าจะมีได้

   “นายมาผิดห้องแล้วล่ะ ขอโทษทีนะ” เพื่อตัดบทอย่างรวดเร็ว นภทีป์จึงบอกปฏิเสธและบอกลาไปในตัวก่อนดันประตูปิด

   “เดี๋ยวก่อนสิ คุณใช่นภทีป์หรือเปล่า?”

   ...?

   “ใช่...” ทำไมคน ๆ นี้จึงรู้จักชื่อตน นภทีป์ไม่อาจหาคำตอบได้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเจาะจงมีธุระกับเขาโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถามชื่อออกมาอย่างนี้

   “คือ...เมื่อวานซืน ผมส่งอีเมลมาให้คุณตอนค่ำ แล้วคุณก็ตอบกลับมาว่าอยากพบผมและให้ที่อยู่มาด้วย จำได้หรือเปล่าครับ?”

   จำไม่ได้

   นภทีป์อยากจะตอบออกไปแบบนั้น แต่เพียงอ้าปากก็คล้ายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   “...บางทีคงจะเป็นใครสักคนเล่นตลกกับคอมพิวเตอร์ของฉัน เพราะฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยอ่านอีเมลฉบับนั้นหรือแม้แต่ตอบมัน” แต่เขาก็เดาได้ว่าใครเป็นคนเล่นตลก ชายหนุ่มมองเข้าไปในห้องของตนเพื่อคาดโทษเจ้าตัวป่วน แต่กลับพบว่าฝ่ายนั้นไม่ได้อยู่ข้างใน

   “งั้นเหรอครับ...” ภรัณยูผิดหวังนิดหน่อยแต่ก็คิดอยู่แล้วว่ามันง่ายเกินไป “ถ้าอย่างนั้นผมขอคุยกับคุณหน่อยได้ไหม?”

   “ตอนนี้ฉันไม่ว่าง ถ้านายมีธุระก็ส่งอีเมลมาแล้วกัน ถ้าฉันมีเวลาเมื่อไหร่จะเปิดดูเอง”

   “เข้าใจแล้วครับ” ชายหนุ่มร่างใหญ่ถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้น..."

   โครม!

   เสียงของชิ้นใหญ่ตกกระทบพื้นทำให้คนทั้งสองสะดุ้งเฮือกไปตาม ๆ กัน นภทีป์หันกลับเข้าไปในห้องและพบว่ากล่องใส่อุปกรณ์ของเขาตกลงมาจากชั้นวางหนังสือ โดยมีรตินั่งแกว่งขาหัวเราะร่าอยู่แทนที่ ฝากล่องหลุดตอนกระแทกหรือไม่ก็คงเปิดไว้ก่อนตกแล้วทำให้สีโคปิกที่ใส่อยู่ข้างในกลิ้งกระจายไปทั่วบริเวณ มีหลายแท่งที่กลิ้งมาทางประตูและเมื่อเจ้าของกำลังจะก้มลงเก็บ มันก็ถูกหยิบขึ้นมาก่อนด้วยมือกร้านใหญ่ของชายหนุ่มที่เจ้าตัวลืมไปครู่หนึ่งว่ามีตัวตนอยู่ตรงนี้ด้วย

   “คือ...นี่...” ภรัณยูส่งมันให้กับเจ้าของแต่ไม่ทันจะถึงมือก็มีอีกกล่องล้มลงมาอย่างไม่มีสาเหตุ คราวนี้กระดาษที่อยู่ข้างในไหลพรูจนทั่วพื้น

   ถึงจะรู้ว่าค่อนข้างเสียมารยาท แต่ภรัณยูก็ก้าวเข้าไปในห้องเพื่อช่วยเก็บโดยไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นโดยนภทีป์ได้แต่มองอึ้งทำอะไรไม่ถูก สิ่งแรกที่เขาอยากทำไม่ใช่การเก็บของแต่เป็นการโยนเจ้าตัวการออกไปจากห้อง กระนั้นกลับไม่สามารถทำได้เพราะอยู่ต่อหน้าคนอื่น

   ระหว่างเก็บ สายตาภรัณยูก็กวาดมองภาพเหล่านั้น

   มีบางอย่างแปลก ๆ ...

   ภาพเหล่านี้มีหลายภาพที่ให้ความรู้สึกอย่างนั้น โดยเฉพาะภาพที่ไหลมาไกลที่สุด มันเป็นภาพยุ่งเหยิงที่มองแล้วเหมือนภาพร่าง แต่เป็นภาพร่างที่ไม่มีจุดหมายชัดเจน แค่เพียงตวัดดินสอไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพอะไรบางอย่างที่จะว่าคนก็ไม่เชิง

   แต่ที่แปลกไม่ใช่ตัวภาพแต่เป็นความรู้สึกจากภาพ พวกมันให้ความรู้สึกมืดมนและว่างเปล่าราวกับว่าผู้วาดมีความยุ่งเหยิงอยู่ในใจไม่ต่างกับลายเส้น

   ไม่มีพลังอย่างที่เขารู้สึกจากภาพนั้นเลย...

   ภรัณยูรวบรวมภาพที่เก็บได้ไปวางไว้กับอีกกองที่นภทีป์รวมไว้แล้ว ก่อนที่จะวางทับลงไปชายหนุ่มก็ต้องมุ่นคิ้วเมื่อสะดุดกับความรู้สึกแปลกบางอย่าง

   ตรงนี้กับตรงนั้น...

   ภาพในมือเขากับกองที่วางไว้ก่อนไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นภาพของเส้นร่างแต่มันกลับสะอาดมีระเบียบและให้ความรู้สึกสว่างไสว

   “คือว่า...ภาพพวกนี้...”

   “ก็แค่ภาพร่าง แต่มันชักจะเยอะเกินไปแล้ว” นภทีป์มองลังกระดาษที่ตนใช้เก็บพวกภาพร่าง บางทีคงถึงเวลาเอาไปชั่งกิโลขายแล้วกระมัง?

   “ที่นี่มีอุปกรณ์วาดเขียนเต็มไปหมดเลยนะครับ” ภรัณยูรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยกับท่าทางการแสดงออกที่เย็นชาของอีกฝ่ายจึงชวนคุยเพื่อคลายบรรยากาศ “คุณคงทำงานนี้มานานแล้ว ผม...รู้สึกชื่นชมคุณมากเลยนะ ที่สามารถทำงานที่ตัวเองชอบได้แบบนี้”

   “ฉันเลิกแล้ว”

   “เอ๋?”

   เจ้าของร่างสูงใหญ่หันมองอีกคนหนึ่งซึ่งพูดออกมาด้วยประโยคสั้น ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

   “ทำไมล่ะครับ? คุณออกจะมีฝีมือ...”

   “เพราะฉันทำไม่ได้อีกแล้ว มันก็แค่นั้น”

   ใช่...ทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ทุกวิธีที่มีคนบอกให้ลองทำเพื่อกำจัดอาการเหล่านี้ พวกมันไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง กระดาษหลายแผ่นถูกทิ้งขว้างเมื่อละเลงจนมีแต่เส้นสีดำแต่เส้นเหล่านั้นไร้ซึ่งรูปร่างและเป้าหมาย ไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึก ในสมองของเขาไม่สามารถจินตนาการภาพได้ด้วยซ้ำไป หรือบางครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ลาง ๆ พอลงมือจับดินสอทั้งร่างก็พลันอ่อนล้าและภาพก็เริ่มบิดเบี้ยวไร้รูปทรง กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ก่อนที่มันจะจางหายไปโดยที่เขาได้แต่มองกระดาษสีขาวตรงหน้า

   ภรัณยูนึกสงสัยว่า ‘ทำไม่ได้’ หมายถึงอะไร จึงก้มลงมองมือของนภทีป์ที่กำลังรวบรวมแท่งโคปิกลงกล่อง มันก็ไม่ได้ดูผิดแปลกอะไร ไม่เหมือนคนที่ประสบอุบัติเหตุจนมือใช้งานเหมือนเดิมไม่ได้อีกแม้แต่น้อย กลับกัน มันยังดูคล่องแคล่วและหยิบจับทุกอย่างได้อย่างสะดวกสบาย

   ชายหนุ่มกวาดสายตาไปทางหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นโต๊ะทำงาน สิ่งที่วางอยู่บนนั้นคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยังไม่ได้วาดอะไรลงไปเลย

   “ผมอาจจะพูดอะไรที่เสียมารยาทสักหน่อย...แต่...ถ้าคุณมีปัญหาอะไรที่อยากพูดกับใครสักคน...” เขารู้ว่ามันแปลกที่พูดแบบนี้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะรู้จักกันแค่ชื่อกับหน้าตา แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ภรัณยูจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

   นภทีป์หันมองแขกของตนด้วยสายตาเหมือนมองสิ่งที่ประหลาดที่สุดในโลก และสายตานั้นทำให้ผู้ถูกมองเกิดประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง

   “คือ...หรืออย่างน้อยคุณก็น่าจะกลับไปที่โรงเรียนเก่า...”

   ...?

   สายตาของนภทีป์ฉายความสงสัยออกมาแวบหนึ่ง

   “ไม่รู้ว่าคุณจำได้ไหม แต่ว่าที่นั่น...มีรูปที่คุณเคยวาดเอาไว้อยู่รูปหนึ่ง เป็นภาพของทะเลกับท้องฟ้า ครูศิลปะของคุณยังเก็บเอาไว้และเขาก็บอกผมมาว่า เด็กหลายคนกลับไปที่นั่นเพื่อให้กำลังใจตัวเองและก้าวต่อไปข้างหน้า บางทีมันอาจจะช่วยคุณได้ก็ได้” ภรัณยูพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองฝ่ายตรงข้าม แต่กลับพบว่านภทีป์กำลังหลบตามองไปทางอื่นด้วยสีหน้าอึดอัดใจระคนเจ็บปวด

   “นายกลับไปได้แล้ว ฉันจะจัดการที่เหลือเอง”

   “แต่ว่า...”

   “บอกให้ไปก็ไปสิ! ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกยามมาลากนายออกไป!”

   ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของนภทีป์ทำให้ภรัณยูทำอะไรไม่ถูก

   “ขอโทษครับ...” เพราะคิดว่าตนเองคงพูดอะไรผิด ชายหนุ่มจึงรีบขอโทษไว้ก่อนแล้วจึงลุกขึ้น “ถ้าอย่างนั้น...เอาไว้ผมจะติดต่อมาอีกครั้ง” เจ้าตัวว่าเช่นนั้นแล้วจึงเดินออกไป

   เมื่อเหลือนภทีป์เพียงลำพัง รติก็ปรากฏตัวออกมาแล้วกอดอกถอนหายใจพรืด

   “นายน่าจะรับเขาไว้นะ”

   “ไม่ต้องมาพูดดี นายเป็นคนเรียกเขามาที่นี่ล่ะสิ” นภทีป์ว่าก่อนโยนก้อนยางลบใกล้มือใส่อีกฝ่าย แต่เจ้าตัวก็หลบอย่างง่ายดายทำให้เจ้าของห้องไม่พอใจมากยิ่งขึ้น “ถ้านายถูกใจเขาก็ไปตามติดเขาแทนฉันสิ”

   “เจ้านั่นน่ะ เหมือนนายสมัยก่อนเลยนะ” รติบินมาหยิบจับของที่ตนเองจงใจทำตกใส่กล่อง “ตอนที่นายสนุกกับการวาดเขียนและอยากจะทำให้ดียิ่งขึ้น อยากจะให้ทุกคนภูมิใจในตัวนาย แต่พอนายมาถึงจุดที่คาดหวังแล้วก็กลับตั้งใจจะทิ้งมันไป แต่เจ้าคนนั้นน่ะเพิ่งจะเริ่มต้นก้าวเดินในเส้นทางเดียวกับที่นายผ่านมาแล้ว แค่ช่วยเขานิดหน่อยไม่เห็นจะเป็นอะไรไปนี่นา?”

   นภทีป์ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาจัดเรียงสีโคปิกลงกล่องทีละแท่งโดยเรียงตามโทนของมันอย่างบรรจง ทั้งที่พูดออกมาเองว่าจะเลิกวาด แต่อุปกรณ์เหล่านี้เขาก็ยังไม่อาจทำใจทิ้งขว้างมันได้ ราวกับความภายในส่วนลึกของจิตใจก็ยังคงโหยหาอิสรภาพที่ได้รับเมื่อครั้งสร้างสรรค์ผลงานด้วยมือคู่นี้ แต่ในเมื่อไม่อาจทำได้อีกแล้วเขาก็ควรจะเริ่มหางานอื่นทำเสียที ไม่อย่างนั้นเวลาในชีวิตก็คงผ่านไปอย่างสูญเปล่า ซ้ำสายอาชีพนี้ก็ไม่ได้รับเงินเป็นเดือน ๆ แต่ได้ตามจำนวนงาน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่มั่นคงนักเพราะสมัยนี้นักวาดเก่ง ๆ ก็ผุดกันเป็นดอกเห็ด พบกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง หากอยู่อย่างนี้ต่อไปคงอดตายแน่ ๆ

   พอคิดแบบนี้ทีไร เขาก็มักจะหดหู่มากกว่าเดิมทุกที

   ไม่อยากทำอะไรเลย...

   “ฟังฉันอยู่หรือเปล่าน่ะ?”

   “ไม่ได้ฟัง” นภทีป์ตอบกลับทันทีเมื่อรู้สึกตัวและตื่นจากภวังค์ความคิดของตนเอง “แล้วก็ขี้เกียจฟังด้วย ต่อไปนี้ห้ามยุ่งกับอีเมลของฉันอีก เข้าใจไหม”

   “เข้าใจแล้วครับนายท่าน” รติทำท่าตะเบ๊ะด้วยมือเล็ก ๆ ป้อม ๆ ของตนเองก่อนแอบอมยิ้มอยู่คนเดียว เพราะตอนนี้ถึงไม่ต้องใช้อีเมล เขาก็ได้ทำอะไรบางอย่างไปเรียบร้อยแล้ว

------------------------------>

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 3 (25/06/13)
«ตอบ #15 เมื่อ25-06-2013 15:24:03 »

พิณาลัยมองพี่ชายที่กลับมาถึงบ้านด้วยสีหน้าหดหู่หม่นหมองทั้งที่ตอนออกไปดูตื่นเต้นเสียจนแทบจะกระโดดด้วยปลายเท้าได้

   “โดนสาวหักอกเหรอคะ?” บางครั้งการคาดเดาของพิณาลัยก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึ้งได้ ภรัณยูเริ่มสงสัยว่าท่าทางของตัวเองเหมือนคนอกหักถึงขนาดนั้นเลยหรือ?

   “แก่แดดนักนะเรา” ชายหนุ่มถอนหายใจ “แล้วแม่ไปไหนล่ะ? ทำไมวันนี้อยู่บ้านคนเดียว?”

   “แม่ออกไปซื้อของน่ะค่ะ เห็นบอกว่ามีหลายอย่างในบ้านหมดแล้วก็เลยจะไปชอปปิ้งสักหน่อย ออกไปก่อนพี่กลับมาสักพักนี่เอง” พิณาลัยว่าแล้วเข้าไปในครัว “ไม่รู้ว่าพี่จะกลับเร็วแม่ก็เลยเก็บโต๊ะแล้ว แต่กับข้าวยังอยู่ในตู้เย็นนะ ถ้าพี่หิว” ว่าแล้วเด็กสาวก็เปิดตู้เย็นให้พี่ชายดูของข้างในซึ่งเป็นกับข้าวที่เหลืออยู่อย่างละนิดละหน่อย เพียง 2-3 อย่างตามปกติ

   “เดี๋ยวพี่จัดการเอง พิณเล็กไปดูทีวีต่อเถอะ” ท้องของภรัณยูร้องเตือนให้เจ้าของรู้ว่าถึงเวลาอาหารแล้ว เขาหยิบจานออกมาทีละอย่างแล้วเอาเข้าไมโครเวฟก่อนเดินไปดูข้าวในหม้อที่แม่หุงเอาไว้ ข้าวหอมมะลิเม็ดนุ่มขาวเรียกให้น้ำย่อยยิ่งเร่งทำงานกว่าเดิม

   ชายหนุ่มจัดการมื้ออาหารของตนเองอย่างวดเร็ว และเก็บล้างจานชามทั้งหมด เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่กลับมาจากข้างนอกพอดี

   “อ้าว แม่ว่าซื้อของกลับมาแล้วค่อยล้าง โดนแย่งทำไปซะแล้ว” พิณเพลงวางของลงบนโต๊ะแล้วค่อย ๆ หยิบจับไปจัดวางในที่ที่เหมาะสม

   “ผมทำเสร็จแล้วล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอขึ้นห้องก่อนนะ” ภรัณยูเดินไปเช็ดมือที่ผ้าใกล้ ๆ เตาก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นห้องไป แต่ตอนที่กำลังจะโยนกระเป๋าไปไว้ที่โต๊ะนั้นก็นึกถึงมาได้ว่าอาจจะมีคนโทรหาระหว่างเดินทางและไม่ได้รับสายจึงหยิบขึ้นมาดูเสียหน่อย ทว่าเมื่อเปิดกระเป๋าเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าข้างในมีกระดาษขนาด a4 สองแผ่นพับยัดอยู่ข้างในอย่างลวก ๆ ทั้งที่เขาไม่ได้เอาไปด้วย ที่มีก็เพียงกระดาษจดที่อยู่ของนภทีป์ซึ่งยัดไว้ในกระเป๋ากางเกง ไม่ใช่กระเป๋าสะพาย

   แล้วมันมาได้ยังไง?

   ภรัณยูหยิบพวกมันออกมากาง และพบว่าเป็นกระดาษภาพร่างที่ตนเองช่วยนภทีป์เก็บรวบรวมนั่นเอง น่าแปลกมาก...เขาจำได้ว่าตนเองไม่ได้หยิบออกมาด้วยไม่ใช่หรือ?

   แย่จริง...

   ยังไงก็คงต้องเอาไปคืนสินะ...

   ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อนึกถึงท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออก นภทีป์ทำให้เขาคิดถึงตัวเองในบางแง่มุม คนที่ไม่มีทางออกจนต้องยอมละทิ้งสิ่งที่ตนเองรักที่จะทำไป จะว่าคุ้นเคยก็คงใช่ เพราะตัวเขาเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อน ช่วงเวลาที่ถูกบังคับให้สนใจการเรียนอย่างจริงจังและผิดหวังกับการเป็นที่ยอมรับในฐานะอื่น ทำให้มุ่งสู่สายการเรียนจนไม่ได้สนใจจับงานวาดอย่างจริงจังอีกเลย

   แต่ปัญหาของเขากับนภทีป์คงต่างกัน...

   ฝ่ายนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้วและมีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า ซึ่งเขาไม่อาจเข้าใจได้ ทำได้เพียงรู้สึก...จากการมองลายเส้นเหล่านี้ กระดาษสองแผ่นที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันบ่งบอกเขาถึงอารมณ์ในสองช่วงเวลาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แผ่นที่ยุ่งเหยิงและวุ่นวายบ่งบอกถึงสภาพจิตใจซึ่งหมายถึงความคิดที่หาทางออกให้กับตนเองไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่จะคิดว่าตนเองควรวาดเขียนอะไรต่อไปจึงออกมาเป็นเส้นร่างไร้รูปทรงที่ปล่อยให้มือเคลื่อนไหวไปอย่างอิสระ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจค้นพบประตูที่ถูกต้อง

   ถึงจะเป็นคนไม่รู้จักกัน แต่ภรัณยูกลับคิดว่าตนเองเข้าใจอีกฝ่าย

   กระนั้นการถูกไล่ตะเพิดก็ทำให้ชายหนุ่มหวั่นใจอยู่หลายส่วน หากไปอีกครั้งจะโดนยามหามออกมาหรือเปล่า มันก็เป็นปัญหาที่คิดไม่ตกเหมือนกัน

   จะว่าไป...

   อยู่ ๆ ก็คล้ายจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ภรัณยูเดินไปที่คอมพิวเตอร์แล้วกดปุ่มให้มันทำงาน และทันทีที่ทุกอย่างนิ่งสงบชายหนุ่มก็พาตนเองเข้าสู่โลกไซเบอร์ผ่านทางเบราว์เซอร์ตัวหนึ่งซึ่งใช้อยู่เป็นประจำ เว็บไซต์ซึ่งเขาใช้ค้นหาช่องทางนภทีป์ทั้งหลายถูกเปิดขึ้น ซึ่งหลาย ๆ เว็บไซต์เป็นเว็บรวบรวมผลงานศิลปะ เขานั่งมองผลงานที่อยู่ภายใต้นามแฝงของนภทีป์อย่างพิจารณา

   ผลงานแต่ละชิ้นให้ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองและมีจุดมุ่งหมายชัดเจน เส้นที่คมชัดหนักแน่น การใช้สีที่ดูนุ่มแต่มีน้ำหนักที่ให้พลังด้านอารมณ์ ดูไม่เหมือนกับนภทีป์ที่เขาได้พบวันนี้เลยสักนิด

   มันเกิดอะไรขึ้นนะ?

   แต่ถึงอย่างนั้นภาพทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจเทียบได้กับภาพวาดฝีมือเด็กมัธยมที่เขาเห็นจากโรงเรียนแห่งนั้น พวกมันให้ความรู้สึกเย็นชาอยู่ข้างใน ถึงแม้จะมีพลังดึงดูดสายตา แต่เมื่อพินิจมองนาน ๆ กลับรู้สึกคล้ายมองลงไปในหลุมลึกไร้ก้นบึ้งที่หนาวเย็น

   ภรัณยูเท้าคางพลางมุ่นคิ้ว

   จริงอยู่ว่าเขารู้สึกชื่นชมนภทีป์ แต่มันจะคุ้มค่ากับเวลาที่เขาเสียไปหรือเปล่า เพราะฝ่ายนั้นก็ไม่ได้อยากจะให้เขาเข้าไปยุ่งกับชีวิตตัวเองเหมือนกัน ถึงอย่างนั้น...ใครกันนะที่ส่งอีเมลฉบับนั้นมาให้ หากไม่ใช่เจ้าตัวก็ต้องเป็นเพื่อนอย่างนั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่นภทีป์ไม่ใช่คนที่ดูเหมือนมีเพื่อนเยอะพอจะเล่นอะไรแผลง ๆ อย่างนี้ได้เลย ซ้ำถึงกระทั่งให้ที่อยู่มาชัดเจนขนาดนี้ยังไงก็ต้องเป็นคนรู้จักใกล้ชิด หรือไม่ก็จงใจแกล้งให้เจ้าตัวเดือดร้อน ความจริงแล้วอาจจะเป็นตัวนภทีป์เองที่นึกสนุกก็ได้ไม่ใช่หรือ?

   แต่ไม่ว่าคำตอบที่แท้จริงจะเป็นอะไร...นภทีป์ก็ยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่เคยได้รับอีเมลของเขาและเป็นคนอื่นที่ยุ่งกับอีเมลนั้น

   ถ้าอย่างนั้นหากเขาพูดให้นภทีป์เข้าใจจุดยืนของเขาได้ อีกฝ่ายอาจจะยอมช่วยก็ได้หรือเปล่า?

   เพราะจริง ๆ แล้ว ภรัณยูก็ไม่ได้คาดหวังว่าฝ่ายนั้นจะยอมสอนเทคนิคต่าง ๆ ให้ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากรู้ว่าตนเองควรทำอย่างไรเพื่อเข้าใกล้คำว่าอาชีพสำหรับงานแบบนี้ สำหรับคนธรรมดาแบบเขาที่คิดเหมือนคนทั่วไปมาตลอดว่าสายงานมีเพียงการเข้าทำงานกับบริษัทสักแห่งตามที่เรียนมาสมัยมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็เป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ งานฟรีแลนซ์เป็นเสมือนสิ่งที่อยู่ห่างไกลและยากจับต้อง เป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ และไม่มีความมั่นคงเสียจนไม่น่าจะมีอยู่จริงได้

   เอาเถอะ...จะลองอีกสักครั้งก็แล้วกัน...

   ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จเขาคงจะต้องหาทางอื่น เพราะเขาเองก็มีเวลาที่เสียเปล่าไม่ได้เช่นกัน ซ้ำตัวเขาเองไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ที่จะเข้าไปยุ่งกับจิตใจคนอื่นได้ด้วย

   คิดดังนั้นแล้ว ภรัณยูก็ปล่อยให้เรื่องในวันนี้ผ่านไปโดยไม่เก็บมาคิดมากให้หนักสมองอีก และดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองไปตามปกติ

------------------------->

   ทางด้านนภทีป์ซึ่งจัดของที่รติทำตกเกลื่อนกลาดเสร็จแล้วไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าภาพที่ตนเองร่างไว้หายไป 2 ภาพ ซึ่งเป็นเพราะเจ้าตัววาดเอาไว้มากเกินกว่าจะจกจำได้หมดว่าตนเองเคยวาดอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะกระดาษร่างรูปซึ่งมักจะเก็บใส่กล่องทันทีที่ใช้เสร็จ จึงไม่ได้เอาออกมาพิจารณาซ้ำอีกเลยว่ามีภาพใดบ้าง ตอนที่มันล้มลงมาเขายังถามตัวเองหลายครั้งว่าตนเองเคยวาดอะไรแบบนี้ด้วยหรือ

   ชายหนุ่มนั่งมองกล่องใส่อุปกรณ์ที่ตั้งเรียงกันบนชั้นวาง ถัดไปเป็นหนังสือเกี่ยวกับการวาดทั้งหลายซึ่งใช้ศึกษาด้วยตนเองสมัยแรก ๆ ที่เริ่มต้นวาดจริงจังและตั้งใจทำเป็นอาชีพ ข้าง ๆ ชั้นวางหนังสือคือลังกระดาษสำหรับเก็บกระดาษที่ใช้ในงานวาดต่าง ๆ ลังที่ใช้ใส่เฉพาะภาพร่างถูกอัดเต็มจนแน่น ส่วนลังที่ใส่ภาพวาดสำเร็จยังมีที่ว่างอยู่มาก อาจจะเป็นเพราะงานส่วนใหญ่ของเขาใช้คอมพิวเตอร์ทำกระมัง แต่เขาก็ยังชอบทำงานแฮนด์เมดมากกว่าอยู่ดี จึงมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่มากมายถึงขนาดนี้

   มันนานแล้วสินะ...ตั้งแต่จับงานอย่างจริงจัง

   กี่ปีมาแล้วที่ทุ่มเทกับมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ในชีวิต และเมื่อรู้ตัวอีกครั้ง...กลับพบว่าตนเองเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ

   ในวันที่พบว่ามือของเขาไม่อาจสร้างสรรค์อะไรได้อีกแล้ว...

   โลกกว้างที่เคยโลดแล่นอย่างเสรีกลับคับแคบลงจนน่าอึดอัด ความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้หนักหนาถึงขนาดนี้ ในตอนนั้นเขาใช้เวลาไปมากมายเพื่อให้ตนเองทำได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองให้เร็วที่สุด แต่ครั้งนี้...มันเหนื่อยมากเหลือเกิน เมื่อมองย้อนกลับไปและได้พบว่าตนเองต้องแบกรับความคาดหวังที่มากขึ้นและมากขึ้นจนต้องเอื้อมสุดแขนเพื่อไขว่คว้า ต้องวิ่งและวิ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา พอสะดุดล้มลง...ก็ไม่มีกำลังพอที่จะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง

   มันช่างไร้สาระและน่าสมเพช

   เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ไม่มีความหมาย การจมอยู่กับความทุกข์ของตนเอง สำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่ามันอะไรกันนักหนา กับแค่ปัญหาเล็กน้อยก็กลับทำเหมือนโลกแตกสลาย เพราะรู้ว่าทุกคนจะมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้นนภทีป์จึงไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้กับใครได้

   ใครจะมาเข้าใจ...กับการที่ไม่สามารถจินตนาการได้ ไม่สามารถถ่ายทอดจินตนาการออกมาได้ มันเลวร้ายเสียยิ่งกว่าโลกแตกสลาย เพราะเหมือนกับว่าพรที่สวรรค์มอบให้เขานั้น สวรรค์ได้รับคืนไปหมดแล้ว

   ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ...แต่ทำไม่ได้ต่างหาก...

   นภทีป์ละสายตาจากอุปกรณ์ตรงหน้ามายังมือของตนเองที่เคยถ่ายทอดทุกจินตนาการให้กลายเป็นความจริง

   เขาถอนหายใจกับตัวเองและคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อไม่อาจทำในสิ่งที่ชอบได้อีก

   “ที โทรศัพท์” รติที่เข้าไปกลิ้งบนเตียงบินกลับมาพร้อมโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นโดยไร้เสียงเรียกหาเจ้าของ ตอนแรกนภทีป์ตั้งใจจะไม่ใส่ใจตามปกติ แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เขารีบคว้ามารับสายทันที

   “สวัสดี ที”

   “...กลับมาแล้วหรือครับ?”

   “ใช่ เครื่องลงเมื่อเช้านี้เอง ก็ส่งข้อความไปให้แล้วนี่นา ไม่ได้รับหรอกหรือ? ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงไม่มารับที่สนามบิน ไม่สบายหรือเปล่า?”

   ข้อความ...ข้อความ?

   นภทีป์กลอกตาไปมาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวันก่อนตัวเองกดลบข้อความในมือถือเสียเกลี้ยงโดยไม่ได้เปิดอ่านเลยสักฉบับนอกจากที่จั่วหัวเกี่ยวกับงาน

   “ขอโทษครับ ระยะนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดี” เขาแก้ตัวโดยรู้ว่ามันคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากปลายสาย

   “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปเยี่ยมนะ ตอนนี้ขอนอนพักก่อนล่ะ แล้วเจอกัน ที”

   พรุ่งนี้...เขาจะมา...

   นภทีป์ไม่รู้ว่าตนเองควรจะดีใจหรือเสียใจ แต่ภายในส่วนลึกนั้นต้องการพบอีกฝ่ายเหลือเกินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ซึ่งต้องการใครบางคนซึ่งเข้าใจเขามากที่สุด

TBC

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 4 (28/06/13)
«ตอบ #16 เมื่อ28-06-2013 15:38:44 »

-4-


   รติรู้สึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่นภทีป์ตื่นเช้าว่าปกติซ้ำยังลงทุนออกไปซื้อซองกาแฟแบบทรีอินวันด้วยทั้งที่ปกติเจ้าตัวไม่ชอบดื่มกาแฟเอาเสียเลย ดูท่าทางแล้ววันนี้คงจะมีเรื่องพิเศษ คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับคนที่กำลังจะมาหาในวันนี้ เพราะหลังจากวาลสายไป นภทีป์ก็แสดงสีหน้าเหมือนอยากจะพบเจ้าตัวแต่ก็ไม่อยากพบ คน ๆ นั้นเป็นใครกันนะ? ตัวรติเองก็ไม่ได้ดูชื่อในโทรศัพท์เสียด้วย แค่ตอนนั้นไปนอนกลิ้งบนเตียงแล้วบังเอิญโทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นมาก็เลยยกไปให้เจ้าของดูเท่านั้นเอง

   แต่จนกระทั่งสายก็ยังไม่มีวี่แววคนที่ว่า...

   ก็แหงล่ะ เจ้าตัวไม่ได้บอกเวลาว่าจะมาเมื่อไหร่ เป็นนภทีป์เองที่ตื่นเต้นจนเด้งลุกจากเตียงแต่เช้าและทำเหมือนว่าอีกไม่กี่นาทีฝ่ายนั้นจะมาถึง

   พอถึง 11 โมง เสียงออดก็ดังขึ้น นภทีป์ซึ่งกำลังอ่านหนังสือแก้เบื่ออยู่พลันสะดุ้งสุดตัวและลุกพรวดขึ้นพาให้รติตกอกตกใจไปด้วยกับท่าทางกะตือรือร้นจนผิดแปลก

   เจ้าของห้องสาวเท้าเร็ว ๆ ไปยังประตูโดยไม่พูดไม่จา และเปิดออกอย่างรวดเร็ว

   ทว่า...

   “อ่า...ขอโทษที่มารบกวนอีกครั้งนะครับ”

   คนที่ยืนหน้าประตูกลับไม่ใช่คนที่รอคอย นภทีป์มุ่นคิ้วพลางมองเจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มจืดเจื่อนซึ่งเพิ่งจะถูกไล่ตะเพิดไปเมื่อวานนี้ ทำไมถึงกลับมาอีก? นั่นคือคำถามที่อยู่ในใจของเจ้าของห้องซึ่งตอนนี้กำลังคิดอยากปิดประตูมากกว่าถามออกไป

   “คือว่า...อันนี้มันติดกระเป๋าผมมา” ภรัณยูกล่าวพลางยื่นกระดาษสองแผ่นคืนให้

   นภทีป์มองกระดาษขนาด a4 80 แกรมในมืออีกฝ่ายด้วยดวงตาเฉยเมยไร้ความรู้สึก พวกมันเป็นเพียงกระดาษร่างภาพซึ่งเจ้าตัวหมกไว้ในลังกระดาษจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นถึงมันจะหายไปก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ ความจริง เจ้าตัวไม่รู้ว่ามันหายไปเสียด้วยซ้ำจนกระทั่งตอนนี้

   “ถ้านายชอบจะเอาไปเลยก็ได้”

   ยังไงมันก็ไม่มีประโยชน์กับเขาแล้ว...นภทีป์คิดเช่นนั้น แต่ภรัณยูกลับตีความหมายของคำพูดต่างออกไป และคิดว่าอีกฝ่ายอาจคิดว่าตนเป็นขโมย

   “ผมไม่ได้ตั้งใจจะหยิบมานะครับ แต่ว่ามันเข้ามาอยู่ในกระเป๋าผมได้ยังไงก็ไม่รู้ ผมก็เลยตั้งใจจะเอามา...” คำพูดของชายหนุ่มหยุดชะงักเมื่อคนตรงหน้ายกมือขึ้นปราม แน่นอนว่านภทีป์รู้คำตอบว่าเหตุใดภาพพวกนั้นจึงเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของภรัณยูได้ แต่ก็ไม่ได้คิดจะบอกออกไป เพราะถึงพูดไปเจ้าตัวคงจะไม่เชื่อเขาอยู่แล้ว ขนาดเขาเองยังไม่เชื่อเลยว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงจนกระทั่งตอนนี้

   “เอาเป็นว่าฉันไม่ได้คิดว่านายขโมยอะไร แต่ภาพพวกนั้นฉันไม่ได้เอาไปทำอะไรอยู่แล้วดังนั้นถ้านายชอบฉันจะยกให้”

   “อ...เอ๋...ครับ...” เป็นคำตอบที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้ฟัง แต่ภรัณยูก็นึกได้ในวิทนาทีต่อมาว่านั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของตน “เอ่อ...ผมไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้นอย่างเดียวนะครับ แต่ผมอยากจะให้คุณฟังผมสักครู่หนึ่ง หลังจากฟังจบแล้วถ้าคุณยังตั้งใจที่จะไล่ผมกลับผมจะไม่มารบกวนอีกเลย” ชายหนุ่มพูดเช่นนั้นพลางจับกระดาษในมืออย่างประหม่าเพราะสายตาของนภทีป์ไม่ได้ให้ความมั่นใจเขาเลยสักนิด

   “โทษทีนะ ฉันไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น” นภทีป์ตัดสินใจปฏิเสธและหมุนตัวกลับเข้าห้อง แต่แล้วแขนของเขาก็ถูกคว้าไว้ด้วยมือกร้านใหญ่จากนอกประตู

   “แค่ 10 นาทีก็ยังดี! 5 นาทีก็ได้ ช่วยฟังผมหน่อยเถอะ!” ในเมื่อเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ภรัณยูจึงตื้อจนถึงที่สุดเพื่อที่ตนเองจะไม่ค้างคาใจในภายหลังว่าตนเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ นภทีป์เห็นความมั่งมั่นตั้งใจของอีกฝ่ายถึงขนาดนั้นก็ไม่กล้าสะบัดแขนออกแต่ก็ยังไม่ยอมตอบรับ ทั้งสองต่างยืนมองตากันอยู่ระหว่างบานประตูเหมือนยืนยันความคิดของตนเองซึ่งค้านกับความต้องการของฝ่ายตรงข้าม

   “ฟังเขาหน่อยก็ได้นี่นา ไหน ๆ ก็มุ่นมั่นถึงขนาดนี้แล้ว”

   เสียงที่เข้าขัดการประทะสายตาคือเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมายืนอยู่ข้างตัวภรัณยูตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ เขาถอดแว่นดำออกแล้วเสยผมตนเองขณะมองคนทั้งสองซึ่งกำลังขวางทางของตนเองด้วยรอยยิ้ม

   “ประเทศไทยนี่ร้อนจริง ๆ เลยนะ” เจ้าตัวหัวเราะทำให้บรรยากาศกดดันเมื่อครู่พังทลายไม่เหลือชิ้นดี “เข้าไปนั่งตากแอร์ในห้องกันเถอะ ยืนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะเข้าใจผิด”

   ทั้งภรัณยูและนภทีป์ต่างหน้าแดงวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกตนกำลังทำท่าเหมือนคู่รักทะเลาะกันและกำลังง้อขอคืนดีไม่มีผิด

   “...เข้ามาสิ” ในที่สุดนภทีป์ก็ต้องเป็นฝ่ายยินยอม ส่วนหนึ่งคงเพราะคน ๆ นั้นเป็นคนเอ่ยปาก...

   ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างปริศนาขยิบตาให้ภรัณยูก่อนพยักพเยิดให้เข้าไปก่อนจะเดินตามหลังแล้วปิดประตูห้อง เขากวาดตามองรอบ ๆ ที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าปกติที่เคยจำได้ บริเวณโต๊ะทำงานของนภทีป์ที่มักเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดาษและอุปกรณ์วาดเขียน ตอนนี้กลับไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากกระดาษเปล่าบนโต๊ะกับดินสอและยางลบ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกแปลกตาแปลกใจอยู่ไม่น้อย

   ภรัณยูหาที่นั่งให้ตนเองอย่างประหม่า ไม่รู้ว่าควรวางตัวเองไว้ตรงไหนจึงเลือกมุมหนึ่งของห้องซึ่งดูไม่เกะกะทางเดินมากที่สุด

   กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยแตะจมูก นภทีป์ที่หายตัวเข้าครัวไปตั้งแต่กลับเข้าห้องเดินเข้ามาพร้อมถ้วยกาแฟใบเล็กและยื่นให้แก่แขกที่ตนรอคอยก่อนหันไปทางแขกอีกคน

   “จะเอาด้วยหรือเปล่า?” สุ้มเสียงที่ใช้ถามทำให้ภรัณยูรีบส่ายศีรษะ เพราะมันเหมือนกำลังจะบอกว่าเขาเป็นส่วนเกินของห้องนี้อย่างไรชอบกล

   “อย่าดุเขาอย่างนั้นสิที ตัวหดหมดแล้ว” ชายหนุ่มผู้มาใหม่หัวเราะในคอก่อนหันไปหาภรัณยู “คุณคงเป็นเพื่อนของทีสินะ ผมอนุทิน เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาน่ะ”

   “เอ่อ...ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมภรัณยู แต่ผมไม่ใช่เพื่อนของ...คุณนภทีป์หรอก” ภรัณยูยกมือขึ้นเกาท้ายทอยซึ่งเจ้าตัวติดเป็นนิสัยเมื่อทำตัวไม่ถูก “ความจริงแล้วผมไม่รู้จักเขาเลยจนกระทั่งเมื่อวันก่อนนี้ คงจะแปลกสินะครับที่มาขอให้คนไม่รู้จักมักจี่ช่วยเหลือ”

   “ถ้าเป็นเรื่องอาร์ตติสก็ไม่แปลกเท่าไหร่หรอก จริงไหมที” อนุทินหันไปถามลูกพี่ลูกน้องตนเองที่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน “ความจริงแต่ก่อนก็มีคนมาปรึกษาทีเยอะเหมือนกัน แต่เป็นทางเน็ตเสียหมด ไม่ค่อยเจอแบบมาปรึกษาตัวเป็น ๆ ตรงหน้าแบบนี้หรอก”

   อย่างนั้นหรือ?

   ภรัณยูเงยหน้ามองนภทีป์ที่ดูไม่ให้มาดนักปรึกษาเลยสักนิด ที่ให้คำปรึกษาเฉพาะทางอินเตอร์เน็ตเป็นเพราะเจ้าตัวพูดไม่เก่งด้วยหรือเปล่า? เขาเคยได้ยินมาว่าคนที่อยู่กับโลกไซเบอร์ ตัวจริงมักจะไม่ค่อยพูดหรือไม่มั่นใจที่จะพูด บางทีนภทีป์ก็อาจจะเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นก็เป็นได้

   “เล่าเรื่องของนายมาได้แล้ว ฉันไม่มีเวลามากนักหรอกนะ” นภทีป์นั่งลงและบอกให้อีกฝ่ายพูดเรื่องที่ต้องการมาเสียที พอพูดจบแล้วจะได้กลับไปเสีย

   เมื่อได้รับอนุญาต ภรัณยูก็ใช้เวลาเรียบเรียบทุกอย่างในสมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเล่า โดยเขาพูดถึงปัญหาของตนเองก่อนนั่นคือการเลิกวาดรูปไปในสมัยเรียนเพราะเรื่องคับข้องใจต่าง ๆ จนกระทั่งได้พบกับรูปภาพที่โรงเรียนนั้นซึ่งจุดประกายให้แก่ตนเองอีกครั้ง ซึ่งหากสังเกตดี ๆ ตอนที่ภรัณยูพูดถึงรูปภาพรูปนั้น นภทีป์ก็มีสีหน้าอึดอัดใจขึ้นมาอย่างชัดเจนเพียงแต่เจ้าตัวเพียรที่จะเก็บซ่อนไว้แม้จะไม่อาจเก็บซ่อนได้หมดก็ตาม

   จากนั้นชายหนุ่มก็เล่าถึงเหตุผลที่ตนต้องการคำแนะแนวจากนภทีป์ ทั้งคำสัญญากับพ่อและแม่ รวมถึงความคาดหวังของตนเองก่อนจะนำงานที่ตนเองทำไว้มาให้ทั้งสองดู

   อนุทินมุ่นคิ้วขณะพิจารณาภาพของอีกฝ่าย

   “จะว่ายังไงดีนะ...คุณเป็นคนที่เซนส์สีค่อนข้างดีเลยแต่เทคนิคยังน้อยซึ่งมันต้องใช้เวลาฝึกฝนยาวนาน ภายใน 1 ปีนี่คงยากเกินตัวไปหน่อย”

   ภรัณยูรู้สึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่ผู้ชายคนนี้รู้เรื่องงานศิลปะด้วย เพราะเจ้าตัวมีมาดเหมือนพนักงานบริษัททั่ว ๆ ไปมากกว่าพวกวิจารณ์งานศิลป์ แต่ที่ฝ่ายนั้นว่ามาก็ตรงกับที่ตนเองเคยคิดไว้ เขารู้มาตลอดว่าเทคนิคการใช้สีและเส้นของตนเองยังอ่อนด้อยและต้องพัฒนาอีกมากหากจะเรียกตนเองว่ามืออาชีพได้ แต่เจ้าตัวก็ไม่กล้าออกปากขอให้นภทีป์ช่วยสอนเพราะแค่ขอคำแนะนำยังถูกไล่ตะเพิดเสียขนาดนั้น

   “ที ทำไมไม่รับเขาเป็นนักเรียนของเธอล่ะ?”

   “อะไรนะ!?” ทั้งนภทีป์และภรัณยูร้องขึ้นมาพร้อมกัน

   “ไม่เห็นต้องตกอกตกใจขนาดนั้นเลยนี่ ในเมื่อเธอเองก็ชอบให้คำแนะนำคนอื่นเสมออยู่แล้ว แล้ว...” อนุทินชะงักไปเล็กน้อยก่อนหันมองภรัณยูพลางเลิกคิ้วเหมือนจะถามชื่อ

   “ภรัณยูครับ...”

   “...ภรัณยู เขาก็มีพรสวรรค์ในตัวอยู่บ้าง มันคงจะดีถ้าเธอปั้นเขาสำเร็จ”

   นภทีป์เม้มปากเป็นเส้นตรงคล้ายอยากจะปฏิเสธแต่ก็ไม่ใช่ต่อหน้าอนุทิน จริงอยู่ว่าสมัยก่อนเขาเคยเชื่อว่าตนเองผ่านอะไรมามากและสามารถให้คำปรึกษารวมทั้งสอนเทคนิคต่าง ๆ ให้ใคร ๆ ได้ ทว่าความมั่นใจเหล่านั้นได้ถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้วหลังจากเขาได้เห็นความเป็นจริงว่าตนเองไม่ได้ดีเลิศอย่างที่คิด

   และคนที่ทำให้เห็นความจริงในข้อนั้น...ก็เคยมาก้มหัวอ้อนวอนเขาอย่างนี้เหมือนกัน...

   สีหน้าอึดอัดกระอักกระอ่วนของนภทีป์ทำให้บรรยากาศในห้องไม่น่าพิสมัยนัก แต่แล้วอยู่ ๆ แท่งดินสอจากโต๊ะทำงานก็กลิ้งตกลงบนพื้น ทำให้เกิดเสียงเบา ๆ เพียงชั่วขณะแต่ก็สามารถดึงทุกคนออกจากห้วงเวลาที่ชวนหายใจลำบากได้

   อนุทินเบี่ยงสายตาไปมองจุดที่เกิดเสียงก่อนทำสีหน้าครุ่นคิด

   “ช่วงนี้ไม่ได้รับงานหรอกหรือ?”

   ...

   นภทีป์ดูเหมือนไม่อยากตอบแต่ก็จำใจพยักหน้า

   “ผมแค่รู้สึกเหนื่อยเลยคิดว่าอยากจะพักสักหน่อย”

   คำตอบของนภทีป์ทำให้อนุทินรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าตัวกำลังประสบปัญหาบางอย่างอยู่เช่นกัน แต่คนปากหนักอย่างนภทีป์คงไม่คิดจะเล่าให้ใครฟังง่าย ๆ ถ้าอย่างนั้นเหตุผลที่เจ้าตัวไม่ได้รับข้อความที่เขาส่งให้ก็คงจะด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือเจ้าตัวคิดจะตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงโดยคิดว่าเมื่อผ่านไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ใคร ๆ ก็รู้ดี...ว่าการเก็บตัวไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ อนุทินรู้ว่าตนเองจากที่นี่ไปนานเสียจนไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกพี่ลูกน้องของตน แต่...จะนิ่งดูดายก็คงไม่ได้

   “นี่ที งานของเธอถ้าไม่ทำก็จะไม่ได้เงินนะ ถ้าขาดงานไปนาน ๆ จะทำยังไง ซ้ำยังเสียความน่าเชื่อถือด้วย” เขาชี้แจงความจริงให้อีกฝ่ายฟัง

   “ผมกำลังคิดว่าจะไปทำงานกับคุณ”

   อนุทินเลิกคิ้ว จะว่าไปสมัยที่นภทีป์เรียนจบใหม่ ๆ เขาก็เคยชวนเจ้าตัวมาทำงานด้วยอยู่แต่ดูเหมือนนภทีป์จะไม่ชอบทำงานที่มีข้อผูกมัดทั้งเวลาและรูปแบบงานถึงขนาดนั้นและเลือกจะเดินไปเส้นทางอาชีพอิสระ แต่อยู่ ๆ อกว่าจะมาทำงานด้วยแปลว่าจะเลิกงานนักวาดแล้วหรือ?

   “ความจริงฉันก็ไม่ขัดข้องหรอก แต่...” ชายหนุ่มมองนภทีป์แล้วเหลือบไปมองภรัณยู ในสายตาเขา เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ที่น่าจับตาอยู่เหมือนกัน ซ้ำดูไม่ใช่คนเลวร้ายและมีความจริงจัง น่าจะไว้ใจได้อยู่พอสมควรว่าไม่ใช่พวกโจรขโมยมาทำเป็นอยากเล่าเรียน “เธอเคยบอกว่าไม่ชอบการใช้เส้นสาย ดังนั้น...คงจะต้องมีบททดสอบนิดหน่อยเพื่อที่จะดูว่าเธอมีความเหมาะสมที่จะเข้าบริษัทฉันไหม”

   บททดสอบ?

   “เอายังไงดีนะ” อนุทินทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “นี่เป็นยังไง ฉันอยากให้เธอสอนเรื่องต่าง ๆ ให้ภรัณยูอย่างที่เขาต้องการ หลังจากนี้ 1 ปี เราจะมาดูผลกัน แล้วถ้าทำได้เป็นที่น่าพอใจฉันจะรับเธอเข้าทำงานในตำแหน่งที่เธอต้องการอย่างไร้เงื่อนไข”

   “แต่ว่า...” นภทีป์พยายามที่จะคัดค้านแต่หาเหตุผลที่สมควรไม่พบ “...ผมไม่สอนฟรี ๆ หรอกนะ คุณเป็นคนบอกเองว่าถ้าผมไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ดังนั้นถ้าค่าจ้างสอนวิชาไม่พอค่าใช้จ่ายรายเดือนของผม ผมก็ทำให้ไม่ได้ และต้องจ่ายสม่ำเสมอตลอดปีด้วยไม่อย่างนั้นหากเขาเกิดอยากเลิกเรียนขึ้นมากลางคันผมจะเสียเวลารอไปเปล่า ๆ” พร้อมกับที่พูดก็มองไปยังภรัณยูที่ดูไม่ใช่คนมีเงินถุงเงินถังถึงขนาดมาผลาญกับเรื่องแบบนี้ได้ ซึ่งเป็นอย่างที่คิด เจ้าตัวกำลังทำสีหน้าลำบากใจเพราะเงินสะสมถึงจะมีอยู่บ้างแต่ก็คงไม่มากถึงขนาดจะจ่ายค่าเรียนได้ทั้งปี ครั้นจะขอพ่อแม่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากเพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจทำด้วยตัวเอง

   “ขอโทษนะครับ แต่ผมคง...” สีหน้าของภรัณยูหม่นหมองลงทันตาหลังจากคิดว่าตนเองพอมีหวังอยู่บ้างเมื่ออนุทินคล้ายจะสนับสนุนเขา

   “ถ้าคิดตามค่าครองชีพขั้นต่ำของคนกรุงหนึ่งหมื่นต่อเดือนน่าจะพอสินะ?” อนุทินคำนวณอย่างรวดเร็ว “เธออยู่ตัวคนเดียวคงไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมาก ห้องนี้ก็ไม่มีค่าเช่า และไม่ได้ออกไปไหนจึงไม่มีค่าเดินทาง แต่ค่าสาธารณูปโภคกับค่าส่วนกลางก็ยังต้องจ่าย รวมกับค่ากินในแต่ละวันแล้วน่าจะพอดีและมีเงินเก็บนิดหน่อย”

   หมื่น!

   ภรัณยูทำหน้าเหวอพร้อมคำนวณในใจและพบว่าถ้าต้องจ่ายให้นภทีป์ทั้งปีก็ตกที่แสนสองหมื่นบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าเดินทางไปกลับของเขาทุกวันด้วยซ้ำ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 4 (28/06/13)
«ตอบ #17 เมื่อ28-06-2013 15:40:57 »

   “ไม่ไหวหรอกครับ อีกอย่าง อีกอาทิตย์หนึ่งผมก็เริ่มฝึกงานแล้ว หลังจากนั้นก็ต่อปี 4 ที่มีทั้งสัมมนาและธีสิสจบ ผมมีเวลาที่จะเรียนได้ไม่นานเท่านั้นเอง” แค่เสาร์อาทิตย์ช่วงฝึกงานยังพอไหว แต่ตอนเปิดเทอมคงเต็มกลืน ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเงินที่ต้องเสียไปเอาเสียเลย

   “ดังนั้นผมถึงไม่อยากจะรับไว้ไงล่ะ” นภทีป์เห็นช่องให้ตนเองสบโอกาสปฏิเสธก็รีบคว้าไว้อย่างไม่ลังเล

   “ถ้าอย่างนั้นฉันจะถือเป็นช่วงทดลองงานของเธอก็แล้วกัน” อนุทินว่าพลางลูบคาง “เงินเดือนเดือนละแปดพัน แล้วภรัณยูก็จ่ายสองพันต่อเดือน น่าจะโอเคใช่ไหม?”

   เดือนละสองพัน 1 ปีก็ สองหมื่นสี่พัน

   ก็พอสู้ไหวอยู่...เพราะมันก็ประมาณเดียวกับค่าเทอมของเขา

   “ถ้าอย่างนั้นผมตกลงครับ”

   อะไรนะ!

   นภทีป์หันควับมองผู้ที่หักหลังกันกลางอากาศ ทั้งที่เมื่อครู่ยังพร้อมใจกันปฏิเสธอยู่แท้ ๆ และยิ่งหงุดหงิดใจมากขึ้นเมื่อมองเลยไปทางชั้นวางของแล้วเห็นรติกำลังหัวร่องอหายอยู่ มันน่าตลกตรงไหนกัน!

   “เหลือแต่เธอแล้วนะที” อนุทินมองลูกพี่ลูกน้องของตนด้วยรอยยิ้มแบบผู้เหนือกว่า “หรือว่าไม่อยากจะมาทำงานกับฉันแล้ว งานสมัยนี้มันก็หายากเสียด้วยสิ ถ้าไปสมัครเองเธออาจจะได้งานที่ไม่ตรงกับความต้องการก็ได้ แบบนั้นไม่อึดอัดแย่หรือ?”

   เพราะอย่างนี้ไงถึงได้ไม่ค่อยอยากพบ...

   นภทีป์คิดในใจ

   อนุทินมักจะช่วยเหลือเขาในเวลาที่เขาต้องการเสมอ เป็นเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลมาตลอดนับแต่เขาเสียพ่อแม่ไป ทำให้เขามักจะคิดถึงเจ้าตัวเมื่อพบเจอกับเรื่องยากลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นอนุทินก็มักจะหยิบยื่นเงื่อนไขบางประการมาด้วยเพราะไม่อยากให้เขาติดนิสัยรักสบายจนเกินไป เป็นพี่ชายที่ดีและเข้มงวดในเวลาเดียวกัน กระนั้นเงื่อนไขในครั้งนี้กลับตัดสินใจยากที่สุด

   นภทีป์เหลือบมองภรัณยูอีกครั้งอย่างสำรวจ

   ท่าทางเอาจริงของฝ่ายนั้นทำให้เขาคิดถึงตัวเองในอดีตอย่างที่รติว่าไว้ แต่พร้อมกันนั้นก็ทำให้เขาคิดถึงใครอีกคนซึ่งไม่อยากคิดถึงด้วย

   อีกเรื่องที่สงสัยก็คือ...ภรัณยูจะเป็นคนที่ไว้ใจได้แน่หรือ?

   เขาเป็นคนมองคนไม่เก่งนัก และมักจะถูกต่อว่าอย่างนั้นอยู่เสมอ กลับกัน...อนุทินกลับสามารถมองผู้อื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไม่น่าเชื่อและฟันธงได้อย่างทันทีว่าคน ๆ นี้เป็นคนแบบไหนหลังจากพูดคุยกันเพียงไม่นาน จะว่าน่ากลัวก็คงใช่ แต่ก็ทำให้คนรอบข้างสามารถอยู่ด้วยได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน ครั้งเดียวที่เขาไม่เชื่ออนุทิน...กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เสียใจในวันนี้

   ดังนั้น...ครั้งนี้คงต้องเชื่อกระมัง...ว่าภรัณยูเป็นคนที่ไว้วางใจได้ถึงขนาดที่อนุทินยอมรับ

   ชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อคิดไปคิดมาแล้วตนเองคงไม่มีทางเลือกมากนัก

   “ก็ได้...ผมตกลง” เมื่อนภทีป์ว่าเช่นนั้น สีหน้าของภรัณยูก็แช่มชื่นขึ้นมาในทันที ก่อนจะเกร็งกว่าเดิมเมื่อฝ่ายนั้นตวัดสายตามอง “แต่บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ยอมให้นายขี้เกียจหรอกนะ ถ้านายไม่พอใจหรือปอดแหกก็รีบปฏิเสธเสียตอนนี้ดีกว่า”

   คำขู่ส่งผลกับภรัณยูเพียงเล็กน้อย เพราะเขารู้ว่าตนเองคงไม่มีโอกาสดี ๆ อย่างนี้อีกแล้ว

   “ไม่ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด”

   ...

   นภทีป์มองตอบสายตามุ่งมั่นนั้นเหมือนกำลังจะเค้นเอาความหวาดหวั่นของเจ้าตัวออกมาให้ได้ แต่มันก็ไม่เป็นผลเอาเสียเลย

   “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้” อนุทินปรบมือครั้งหนึ่งเมื่อให้ทั้งสองหันกลับมาสนใจตนเองอีกครั้ง “ฉันจะโอนเงินเข้าบัญชีเธอตอนสิ้นเดือน แล้ววันนี้ในปีหน้า เรามาดูผลงานของเธอกัน” ชายหนุ่มกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้ทั้งสองอย่างเป็นมิตร

   “จะกลับแล้วหรือครับ?”

   “ใช่ พอดีอีกเดี๋ยวจะมีนัดอีกที่ แล้วคราวหน้าเราค่อยคุยกันก็แล้วกัน” เขาว่าแล้วกันมาทางภรัณยู “แล้วค่อยพบกันใหม่ หวังว่าคุณจะไม่โดนทีกัดจนพรุนไปทั้งตัวเสียก่อนนะ” เจ้าตัวว่าจบก็หัวเราะร่าก่อนเดินออกไปจากห้องเมื่อนภทีป์ไปส่งถึงประตู

   และเมื่อส่งอนุทินออกไปเรียบร้อย ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

   “เอ่อ...คือ...แล้วผม...” ภรัณยูขยับตัวอย่างอึดอัดอีกครั้งเมื่อต้องอยู่กับนภทีป์สองต่อสอง เพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของห้องไม่ต้อนรับเขาสักเท่าไหร่

   “จะเริ่มพรุ่งนี้ กลับไปเตรียมตัวให้เรียบร้อย” นภทีป์ตอบแค่นั้นแล้วเปิดประตูรอคล้ายเป็นการไล่อย่างสุภาพที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ ภรัณยูจึงรีบตอบขอบคุณอย่างเบิกบานอย่างที่ทำให้เจ้าของใบหน้าไม่รับแขกถึงกับชะงักว่าไปตื่นเต้นดีใจอะไรมาถึงขนาดนั้น ก่อนที่เจ้าของรอยยิ้มสว่างสดใสจะเดินออกจากห้องไปพร้อมท่าทางที่แสดงถึงความสุขสมหวังในอะไรบางอย่างจนออกนอกหน้า

   หลังจากทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ นภทีป์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนสะดุ้งเมื่อเสียงเล็ก ๆ ทักขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

   “พี่ทินนี่รู้ใจฉันดีจริง ๆ” รติว่าขณะบินไปหยิบดินสอที่ตนเองตั้งใจทำตกขึ้นไปวางบนโต๊ะเหมือนเดิม

   นภทีป์ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีตัวป่วนอยู่ในห้องอีกคน ซ้ำยังเป็นตัวป่วนที่เขาไม่สามารถกำจัดออกไปจากชีวิตได้อีกด้วย

   “เรียกเสียสนิทสนมเชียวนะ” เสียงแสดงความหมั่นไส้ลอยกระทบหูทำให้รติหัวเราะออกมา

   “ตอนเด็ก ๆ นายก็สนิทกับเขาออกนี่นา เคยเรียกเขาแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ทำไมตอนหลังถึงเรียกกันอย่างห่างเหินเสียล่ะ?”

   ชายหนุ่มกลอกตา

   จริงอย่างที่รติว่า สมัยก่อนเขาเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่วิ่งตามหลังอนุทินแล้วเรียกพี่ทินอยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป...เขาก็ถูกตอกย้ำให้เข้าใจว่าตนเองและอีกฝ่ายแท้จริงแล้วไม่ได้ใกล้ชิดกันถึงขนาดนั้น พ่อและแม่ของอนุทินไม่ได้อยากจะรับอุปการะเขาสักเท่าไหร่ แต่ก็รับไว้อย่างเสียไม่ได้เพราะได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของพ่อเขาอย่างจำใจ ดูเหมือนตอนพ่อยังมีชีวิตอยู่จะไม่ค่อยถูกกับพี่ชายเท่าไหร่นัก ลุงจึงไม่เคยนึกเอ็นดูเขาไปด้วยและมักจะย้ำให้รู้อยู่เสมอว่าเขาเป็นคนนอกซึ่งเข้ามาอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราวจนกว่าจะดูแลตัวเองได้ตามกฎหมาย

   เพราะอย่างนั้นกระมัง...เมื่อโตขึ้นเขาจึงเริ่มเรียกพี่ทินว่าคุณทินตามอย่างคนในบ้านหลังนั้นซึ่งค่อนข้างจะมีฐานะและเป็นผู้ดีจนน่าอึดอัด

   พออายุ 20 เขาก็แยกตัวออกมาโดยอาศัยอยู่ในคอนโดที่พ่อกับแม่ซื้อไว้ให้ตอนยังมีชีวิตอยู่ทำให้ไม่ลำบากเรื่องค่าครองชีพมากเกินไปนัก

   ตอนที่อนุทินชวนเขาไปทำงานด้วย...ลุงก็ทำท่าทางคัดค้านอยู่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นเขาจึงเลือกปฏิเสธและดูแลตัวเองเพียงลำพังโดยไม่พึ่งพิงใคร

   หากลุงรู้ว่าพวกเขามีข้อตกลงกันอย่างนี้...คงได้ลุกขึ้นมาเต้นแน่...

   “เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว” นภทีป์บอกกับรติแล้วเดินไปเปิดกล่องอุปกรณ์ของตนเอง “เจ้านั่นเคยใช้ของพวกนี้ไหมนะ?” เขาพึมพำกับตนเองเมื่อมองข้าวของในกล่องซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนและเจ้าตัวก็หวงพวกมันมากเสียด้วย ตัวภรัณยูเองก็ดูไร้ประสบการณ์คงไม่เคยหยิบจับของพวกนี้กระมัง หากทำพังขึ้นมาคงได้คุยกันยาวหลายกัณฑ์

   “พอพี่ทินเป็นคนขอนายกลับยอมง่ายผิดคาด” รติบินมานั่งกอดเข่าบนฝากล่องด้วยร่างกายเล็กจิ๋วน่าเอ็นดูแต่คำพูดคำจากลับไม่น่าเอ็นดูเหมือนร่างกาย

   “ทำอย่างกับเขามีทางให้ฉันเลือก” นภทีป์รู้ว่าตนเองไม่เคยปฏิเสธอีกฝ่ายสำเร็จหากฝ่ายนั้นตั้งใจจะให้เขาทำจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมอนุทินจึงอยากให้เขาช่วยสอนภรัณยู จากสายตาของเขา เจ้าคนนั้นไม่ได้ดูเป็นคนมีพรสวรรค์ตรงไหนเลย ฝีไม้ลายมือก็ยังไม่เข้าขั้น ไม่มีหลักการอะไรสักอย่าง ภายใน 1 ปีจะสามารถลากกันไปได้ถึงไหนกันนะ...

------------------------->

   อนุทินที่ลงมาถึงข้างล่างแล้วก็เดินไปยังรถที่จอดติดเครื่องรออยู่ เขาเปิดประตูด้านหลังแล้วขึ้นไปนั่งพลางส่งยิ้มให้คนข้างตัวซึ่งเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง

   “ขอบคุณนะครับพ่อ ที่มาส่ง” เขากล่าวขณะรถเคลื่อนตัวออกไปตามท้องถนน

   ชายวัยกลางคนพ่นลมหายใจออกมาพลางมุ่นหัวคิ้ว

   “แกเองก็คิดว่าฉันเป็นคนแก่อคติกับลูกกับหลานเหมือนกันล่ะสิ”

   “ผมจะไปคิดแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ” อนุทินพูดกลั้วหัวเราะ “แต่พ่อก็ดุกับทีจริง ๆ ไม่แปลกถ้าเขาจะไม่อยากพบพ่อเท่าไหร่ พออายุ 20 แล้วก็เลยย้ายออกแล้วไม่ยอมกลับไปเยี่ยมบ้านอีกเลย เมื่อรวมกับเรื่องที่พ่อกับคุณอาเคยทะเลาะกันรุนแรงด้วยแล้วก็ไม่แปลกถ้าเขาจะคิดแบบนั้นกัน”

   สายตาเฉียมคมเลื่อนมองกระจกรถและผ่านออกไปยังทิวทิศน์ด้านนอกขณะคิดถึงสิ่งที่ตนเองทำมาตลอดหลายปีกับหลานชายคนเดียวที่หน้าเหมือนน้องชายตนเองราวกับโขกพิมพ์ มีแต่จมูกรั้น ๆ กับรูปปากเล็กเท่านั้นที่ไปคล้ายฝั่งแม่มากกว่า แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาเกลียดหลายตนเอง

   ไม่ใช่เลย...

   “แกลองคิดดูสิ เด็กที่เสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กจะคิดยังไงถ้าทุกคนเอาแต่รุมล้อมแสดงความเวทนาในชะตาชีวิต พอโตมานอกจากจะมีปมด้อยแล้วยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง หนำซ้ำจะยืนด้วยตัวเองไม่ได้ด้วย เพราะมีแต่คนล้อมหน้าหลังคอยเอาใจเพราะความสงสาร” วรายุทธ์พ่นลมหายใจออกมาอีกคำรบ “โลกนี้น่ะมันโหดร้าย ไม่มีสถานที่ให้กับคนอ่อนแอหรอก”

   อนุทินมองพ่อของตนเองด้วยสายตาชื่นชมระคนละเหี่ยใจ ร่องรอยบนใบหน้าของชายสูงวัยบ่งบอกถึงประสบการณ์อันโชกโชนของชีวิตที่ยาวนาน ชีวิตที่ต้องฝ่าฟันสร้างสรรค์อะไรบางอย่างขึ้นมาจากที่ไม่มีอะไรเลยและครอบครัวไม่ให้การสนับสนุนเป็นเส้นทางที่ยากลำบากจนเจ้าตัวกลายเป็นคนที่มองโลกอย่างเย็นชา และด้วยแนวคิดเช่นนั้น ทั้งเขาและนภทีป์จึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด แต่ตัวเขาโชคดีกว่าที่มีแม่คอยอุ้มชูและปลอบโยน ในขณะที่นภทีป์ไม่มีใครเลย สุดท้าย เด็กคนนั้นจึงเติบโตขึ้นมาเหมือนคนที่ไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่และกีดกันตนเองออกจากคนรอบข้าง

   ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้นภทีป์เริ่มปิดใจจากคนรอบตัวอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนมัยมต้นก็เป็นได้...

   การจากไปของเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียว...

   ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อคิดถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ด้วยการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดของวรายุทธ์กอปรกับการสูญเสียสิ่งสำคัญได้ทำให้เกิดบาดแผลลึกบนจิตใจที่แสนบอบบางและง่ายดายต่อการถูกกระทบ แม้เขาจะทำดีด้วยมากแค่ไหนก็คล้ายจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำตัวเขาก็ยังติดนิสัยพ่อเรื่องการหยิบยื่นบางสิ่งให้ผู้อื่นมาด้วย มันมักจะตามมาด้วยเงื่อนไขบางอย่างจนเหมือนการบังคับใจกลาย ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครั้งนี้...ที่นภทีป์ไม่มีโอกาสเลือกด้วยตัวเองเลย

   “อย่ามาทำตัวแก่เหมือนพ่อแกนะทิน” พอได้ยินเสียงถอนหายใจ วรายุทธ์ก็พูดขึ้นมา เขาเป็นคนเข้มงวดก็จริงแต่ไม่ได้ชอบมองดูความทุกข์ใจของคนอื่นแม้สักนิด

   “ผมไม่ได้ถอนหายใจในแง่ไม่ดีนี่ครับ” อนุทินยิ้มเผล่ “อ๊ะ ๆ แต่พ่อห้ามถาม เพราะพอถึงเวลาผมจะบอกพ่อเอง ตกลงไหมครับ?”

   แม้ชายสูงวัยผู้เป็นพ่อจะขัดใจอยู่เล็ก ๆ แต่ลูกของเขาก็โตแล้วและรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นเขาจึงทำตามที่เจ้าตัวขอ

   “ถ้าแกมั่นใจว่าดี ก็ทำไปเถอะ”

   อนุทินยิ้มรับก่อนเลื่อนสายตาออกไปด้านนอกพลางคิดถึงภรัณยูและนภทีป์ จริงอยู่ว่าภรัณยูมีพรสวรรค์ที่เขาเห็นได้ แต่มันไม่ใช่พรสวรรค์แบบเดียวกับนภทีป์ที่เกี่ยวกับการวาดเขียนโดยตรง เจ้าตัวมาถูกทางแล้วแต่ยังไม่ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งคงเป็นเพราะชีวิตและเป้าหมายที่แกว่งไกวตอนวัยรุ่น การทำให้ภรัณยูรู้ตัวว่าตนเองมีความพิเศษคือเป้าหมายที่เขาวางไว้ และอีกอย่าง...นภทีป์ต้องการใครบางคนซึ่งสามารถเข้าใจภาวะที่ตนเองเผชิญได้ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้าย ๆ กันมาก่อนและอาจต้องเผชิญในอนาคตน่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดีมากกว่าตัวเขาซึ่งค่อนข้างห่างเหินในช่วงหลัง ๆ

   นภทีป์จะรู้หรือเปล่านะ...ว่าภรัณยูมีความพิเศษที่ตรงไหน...

   แล้วจะสามารถทำให้เจ้าตัวแสดงความสามารถจริง ๆ ออกมาได้มากแค่ไหน...

   ช่างเป็นการเจริญเติบโตที่น่าจับตามองเสียจริง

TBC

ออฟไลน์ jinjin283

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 4 (28/06/13)
«ตอบ #18 เมื่อ29-06-2013 01:03:00 »

จะเกิดอะไรต่อน๊าา ลุ้นๆ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
«ตอบ #19 เมื่อ30-06-2013 14:47:37 »

-5-


   นภทีป์นั่งรอนักเรียนของตนเองพลางซดมาม่าเป็นมื้อเช้าตามเคย และเมื่อเส้นหมดชามเหลือแต่น้ำที่เต็มไปด้วยผงชูรส เสียงออดจากประตูก็ดังขึ้นเรียกให้เจ้าของห้องเดินไปเปิดรับ

   รอยยิ้มสว่างสดใสของภรัณยูเป็นสิ่งแรกที่เขาเห็น

   “ขอรบกวนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มร่างสูงตามแบบของนักกีฬาก้าวเข้ามาในห้องเล็ก ๆ พร้อมกระเป๋าเป้ที่ไม่ได้บรรจุอะไรมามากมายนอกจากสมุดสเกตซ์ของตนเองและอุปกรณ์วาดเขียนตามมีตามเกิดที่ใช้มาตลอดระยะเวลา 3 ปี เรียกว่าเครื่องเขียนน่าจะเข้ากว่าเสียด้วยซ้ำ

   “จะนั่งตรงไหนก็ตามสบาย” นภทีป์ยกชามมาม่าขึ้นพลางเช็ดโต๊ะเล็กด้วยกระดาษทิชชู่

   “นั่นอาหารเช้าหรือครับ?” ภรัณยูถามขึ้นเมื่อเห็นชามซึ่งมองก็รู้ได้ทันทีว่าเคยบรรจุอาหารเส้นกึ่งสำเร็จรูปยอดฮิตของประชากรไทย

   “ใช่ ทำไมล่ะ?” อยู่ ๆ ก็ถูกถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เจ้าของชามอาหารเช้าจึงมุ่นคิ้วตอบด้วยความสงสัย ผู้ถามจึงเงียบไปสักครู่หนึ่ง

   “เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่ไม่เคยเห็นคนกินมาม่าเป็นอาหารเช้ามาก่อน” ปกติแล้วเพื่อน ๆ ของเขาจะซื้อขนมปังกับนมมากินกันกรณีที่กินอาหารเช้าไม่ทันเวลาเรียนคาบแรก ส่วนที่บ้าน แม่ก็ตื่นมาทำอาหารเช้าไว้ตลอดจึงไม่เคยขาดแคลนถึงขั้นต้องหยิบมาม่าออกมาต้มกินเลย นอกจากว่าวันนั้นแม่จะนึกเมนูที่ต้องใช้เส้นมาม่าออกมาได้ มันก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

   “ฉันก็แค่ขี้เกียจเดินออกไปซื้ออะไรข้างนอก แล้วของพวกนี้ก็เก็บได้นาน” นภทีป์ไม่ได้สนใจภาพลักษณ์ตนเองสักเท่าไหร่อยู่แล้ว เขาจึงตอบตามความจริงโดยไม่คิดอะไรมากและถือชามเดินไปล้างในครัว อีกข้อหนึ่งที่เขาชอบมาม่าก็คือคราบล้างออกค่อนข้างง่ายกว่าอาหารประเภทอื่นและไม่มีกากให้ทิ้งมากเกินไปนี่แหละ แต่ขยะพลาสติกที่หีบห่อก็เป็นอีกเรื่องซึ่งเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกอินกับเรื่องโลกร้อนที่เป็นกระแสตอนนี้สักเท่าไหร่

   “แล้วนายจะเริ่มสอนอะไรเขาก่อนล่ะ?” รติที่โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มเสียงทักจากข้างอ่างล้างจาน

   “เหมือนสอนเด็กอนุบาลล่ะมั้ง?” นภทีป์พึมพำตอบไม่ให้เสียงดังออกไปถึงข้างนอก “รูปทรง แสงเงา อะไรแบบนั้น เท่าที่ฉันรู้ แม้แต่คนโต ๆ แล้วก็ยังวางแสงเงาผิดกันบ่อย ๆ”

   รติพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเต็มที่ เพราะแสงเงานับเป็นพื้นฐานมิติของงานวาดเลยก็ว่าได้ ถึงอย่างนั้นหลาย ๆ คนก็ไม่สามารถจับทิศทางของแสงและเงาได้ถูกต้องจนทำให้มิติภาพออกมาแปลกตาจนถึงขั้นประหลาด แต่ถ้าภรัณยูเป็นหนึ่งในคนที่ไม่สามารถเข้าใจเรื่องแบบนั้นได้ล่ะ? คนบางคนที่ไม่มีเซนส์เรื่องเหล่านี้ถึงจะพูดออกมาแบบวิชาการก็ใช่จะเข้าใจได้ กระทั่งสาธิตให้ดูก็ยังทำไม่ได้เลยกระมัง แล้วถ้าจะให้เสียเวลาแต่เรื่องพื้นฐานแบบนี้ไปหลาย ๆ วัน การจะก้าวเข้าใกล้เป้าหมายที่อนุทินวางไว้ก็ยิ่งยากขึ้นน่ะสิ

   ถึงอย่างนั้นนภทีป์ก็ดูไม่ได้สนใจประเด็นเรื่องเวลาสักเท่าไหร่ เพราะหากภรัณยูทำเรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ไม่ได้เจ้าตัวก็มีข้ออ้างไปบอกกับอนุทินได้ว่าอีกฝ่ายไม่เหมาะสม

   ตอนที่นภทีป์เดินออกมาจากห้องครัวเขาก็เห็นภรัณยูกำลังจัดวางเครื่องเขียนของตนเองลงบนโต๊ะ ซึ่งมันก็มีแค่ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด และกล่องสีไม้และสีน้ำของเด็ก ๆ อีกอย่างละกล่อง

   “เก็บอันนี้ไป วันนี้ฉันจะให้นายใช้ไอ้นี่อย่างเดียว” นับเป็นโชคดีที่ภรัณยูพกสีไม้มาด้วย ดังนั้นนภทีป์จึงคิดว่าจะให้ลงแสงเงาด้วยสีเลยก็แล้วกัน

   แม้ภรัณยูจะไม่เข้าใจนักแต่เขาก็เก็บสีน้ำลงเป้ไปโดยดี

   และหลังจากนั้นบทเรียนก็เริ่มขึ้นโดยที่ผู้เรียนนึกสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงให้เขาทำอะไรเหมือนเด็ก ๆ อย่างนั้น แต่ผลออกมาก็ปรากฏว่าเจ้าตัวทำได้ดีกว่าที่ผู้สอนคิดไว้ ทำให้นภทีป์ได้แต่อ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร ครั้นจะชื่นชมก็เกินเหตุเกินผลไปหน่อย

   สรุปแล้วก็จบวันไปโดยไม่มีอะไรมากนักนอกจากกระดาษและภาพรูปทรงง่าย ๆ หลากสีสัน

   และเพราะนภทีป์ไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไรต่อจึงให้ภรัณยูกลับไปก่อนทั้งที่เพิ่งจะบ่ายนิด ๆ และเพิ่งจบอาหารเที่ยงง่าย ๆ คือขนมปังจากร้านสะดวกซื้อที่ภรัณยูอาสาออกไปซื้อมาให้ด้วยตัวเอง

   หลังจากภรัณยูจากไปแล้ว นภทีป์ก็นั่งมองภาพที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ด้วยสายตาครุ่นคิด เพราะดูเหมือนเขาจะประเมินเจ้าตัวต่ำเกินไปสักหน่อย เส้นของภรัณยูยังไม่ค่อยนิ่งนัก เป็นผลจากที่ไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังและแค่วาดไปเรื่อย ๆ ตามแต่อารมณ์โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายพัฒนาจุดใดเป็นพิเศษ ถึงอย่างนั้นการใช้สีสัน แม้จะเป็นสีไม้ แต่การรวมรูปทรงหลาย ๆ รูปและขนาดไว้ในภาพเดียวโดยถูกบังคับให้ใช้สีไม่ซ้ำกันก็เป็นโจทย์ที่ยากพอตัว กระนั้นภรัณยูกลับเลือกสีได้ดี เสียแต่มิติของภาพไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

   ขณะที่นภทีป์กำลังคิดอยู่ว่าจะให้ภรัณยูทำอะไรต่อหลังจากนี้ เสียงหัวเราะคิกคักเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างกังขาว่าเจ้าตัวเกิดนึกตลกอะไรขึ้นมา

   “ฉันเพิ่งเคยเห็นนายทำหน้าตกใจถึงขนาดนั้นนี่นา แถมยังอึ้ง ๆ ทำอะไรไม่ถูกอีก” รติว่า “นอกจากพี่ทินแล้ว นายรัณคนนี้ก็เป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้นายทำสีหน้าแบบนั้นได้”

   “ฉันก็แค่ประเมินเขาต่ำไปหน่อย” นภทีป์แก้ตัว

   แต่ก็จริงอย่างที่รติว่า แม้แต่คนที่แล้วที่เคยมาขอให้เขาสอนก็ยังทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แต่นั่นคงเพราะคนที่แล้วนั้นมีพื้นฐานงานศิลป์อยู่แล้วและแค่อยากจะเรียนเทคนิคที่ประยุกต์มากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ภรัณยูไม่มีพื้นฐานอะไรมาก่อนเลยนอกจากเรียนศิลปะแบบงู ๆ ปลา ๆ ในชั้นเรียนสมัยประถมกับมัธยม ภรัณยูอาจจะมีพรสวรรค์น่าขัดเกลาอย่างที่อนุทินว่าไว้จริง ๆ ก็ได้...

   ลูกพี่ลูกน้องของเขาเคยมองอะไรพลาดบ้างนะ...

   อยู่ ๆ นภทีป์ก็นึกสงสัยขึ้นมา

------------------------------->

   ภรัณยูกลับถึงบ้านด้วยใบหน้าผ่องใสจนพิณาลัยอดออกปากถามไม่ได้ว่าพี่ชายของตนไปเจออะไรดี ๆ มา

   “ดูเหมือนว่าทีเขาจะชอบสิ่งที่พี่ทำนะ” เขาว่าอย่างนั้นขณะวางเป้ลงบนเตียง “จริงสิ เดี๋ยวพี่ลงไปหาแม่แปบนึง พิณเล็กอยากได้อะไรหรือเปล่า เดี๋ยวพี่จะหยิบติดมือขึ้นมาให้”

   “ถ้างั้นฝากหยิบสาหร่ายในตู้มาให้หนูหน่อยก็แล้วกัน เอาน้ำส้มในตู้เย็นด้วยนะคะ” ไหน ๆ พี่ก็อาสาแล้ว พิณาลัยจึงออร์เดอร์ไปตามระเบียบเพราะตนเองก็คิดอยากกินขนมอยู่พอดีแต่ขี้เกียจจะเดินลงไปเอง

   ชายหนุ่มเดินมาลงข้างล่างและเห็นแม่กำลังรีดผ้าอยู่จึงเดินเข้าไปโอบเอวจากด้านหลังอย่างออดอ้อน เป็นที่รู้กันว่าเจ้าตัวคงมีเรื่องอยากขอแน่ ๆ

   “มีอะไรก็ว่ามาเร็ว ๆ เลย”

   “พรุ่งนี้ผมอยากจะพกข้าวไปด้วยได้ไหมครับ?”

   “หืม? อะไรกัน ที่นั่นไม่มีข้าวเที่ยงให้กินเลยหรือยังไง?” พิณเพลงมุ่นคิ้ว นึกสงสัยว่าเจ้าตัวไปเรียนพิเศษถึงไหนถึงได้หาข้าวหาปลากินไม่ได้

   “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ภรัณยูหัวเราะ “แต่ว่าทีเขาอยู่คนเดียวเลยทำอะไรเองไม่ค่อยสะดวก ผมก็ไปรบกวนเขาด้วยเลยอยากจะมีอะไรตอบแทนเสียหน่อย” พอพูดจบเจ้าตัวก็โดนมะเหงกไปหนึ่งลูก

   “อยากตอบแทนเขาแต่มาให้แม่ทำให้เนี่ยนะ ดีจริง ๆ เลยลูกคนนี้” ผู้เป็นแม่ทำท่าจะไม่ยอม “ในตู้มีทัพเพอร์แวร์เก็บอยู่ ไปล้างให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”

   ภรัณยูยิ้มกว้าง

   “ขอบคุณครับ”

   “ยังไงอาหารทุกมื้อก็เหลือนิด ๆ หน่อย ๆ อยู่แล้วนี่” หญิงสาวไหวไหล่แล้วหันกลับไปรีดผ้าต่อ ภรัณยูจึงรีบไปดูชุดทัพเพอร์แวร์ที่แม่ว่าและพบว่ายังถูกเก็บไว้อย่างดีแทบไม่มีฝุ่นจับ ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็หยิบออกมาล้างและวางคว่ำไว้บนที่วางจานก่อนจะนำสาหร่ายและน้ำส้มไปให้น้องสาวซึ่งรออยู่บนห้อง ในใจของเขากำลังคิดว่านภทีป์จะแสดงสีหน้าแบบไหนเมื่อเขานำข้าวกล่องยามเช้าไปให้ถึงห้อง

------------------------------->

   “อาหารเช้ามาส่งแล้วครับ”

   ภรัณยูทำตามที่วางแผนไว้ในวันต่อมา เขามาถึงห้องของนภทีป์ในเวลา 9 โมงเช้าและกดออดเรียก แม้จะทิ้งช่วงนานกว่าเจ้าของห้องจะเดินมาเปิดประตูแต่เจ้าตัวก็ยิ้มร่าเอาไว้ก่อนแล้ว และเมื่อเห็นประตูแง้มออกชายหนุ่มก็พูดประโยคข้างต้นออกมาพร้อมส่งทัพเพอร์แวร์ในมือให้แก่ผู้ที่เยี่ยมหน้าออกมา

   นภทีป์มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตามึนงง

   เขาเพิ่งจะถูกปลุกให้ตื่นเช้ากว่าปกติด้วยเสียงออด และเมื่อเดินสะโหลสะเหลออกมาเปิดประตูได้สำเร็จ ก็เกือบถูกกระแทกหน้าด้วยกล่องอาหารจากผู้มาเยือน

   ดวงตาสีดำที่ยังไม่ตื่นดีนักเลื่อนขึ้นมามองเจ้าของกล่องก่อนจะสะดุดกับรอยยิ้มกว้างและใบหน้าคุ้นตาจนน่าหงุดหงิด

   “นายมาทำอะไรแต่เช้า...”

   “ข้าวกล่องครับ” ภรัณยูตอบแล้วแทรกตัวผ่านเข้าไปในห้อง “ผมเห็นว่าคุณกินแต่มาม่าก็เลยเอาอาหารจากที่บ้านมาให้ บ้านผม แม่ขยันทำอาหารทุกวันผมก็เลยขอให้แม่ทำเผื่อทีด้วย ยังไงอาหารเช้าก็สำคัญกับร่างกายและสมองนะครับ”

   นภทีป์ยืนฟังด้วยสีหน้าเหมือนกำลังฟังกัณฑ์เทศน์ ก่อนจะหลับตาแล้วตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งเพราะสมองของเขายังมึนงงจากการตื่นก่อนเวลา

   “ความจริงนายไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ ยังไงฉันก็ต้องสอนนายอย่างเต็มที่อยู่แล้ว” เขาว่าพลางยกปลายนิ้วขยี้หัวตา

   “ผมไม่ได้ทำเพราะอยากติดสินบนเสียหน่อย” ภรัณยูกล่าวก่อนสาวเท้าไปที่โต๊ะแล้วกวาดเอาของที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปวางบนพื้นก่อนวางกล่องลงแทนที่และจัดสำรับอาหารอันประกอบด้วยข้าวสวยหุงสุก กับอาหารผัดกับทอดอย่างละถาด นอกจากนี้ยังมีน้ำส้มคั้นในกระติกแบบเก็บความเย็นมาด้วย พอทุกอย่างพร้อมสรรพแล้วเจ้าตัวก็เรียกนภทีป์ให้มากินข้าวเหมือนผู้ปกครองดูแลเด็กเล็ก ๆ

   แม้นภทีป์จะไม่เต็มใจนักกแต่ก็เดินไปหยิบช้อนอย่างเสียไม่ได้

   ยังไงก็ทำมาแล้ว...ถ้าไม่กินก็เสียของเปล่า

   “น่าอร่อยจังเลย” รติมองอาหารพลางทำตาเป็นประกาย

   “นายกินไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?”

   “อะไรนะครับ?” นภทีป์เผลอออกปากตอบโต้กับรติตามความเคยชิน เมื่อถูกภรัณยูทักจึงชะงักและรู้สึกตัวว่าพลาดแล้ว

   “ฉันบอกว่า...นายไม่รู้ไม่ใช่หรือไงว่าฉันกินอะไรได้หรือไม่ได้” เขาพยายามแก้คำให้ดูใกล้เคียงที่สุด แม้มันจะดูประหลาดที่พูดออกมาในสถานการณ์อย่างนี้ก็ตาม

   “นั่นสิ จะว่าไปผมไม่รู้เลยว่าคุณแพ้อะไรบ้างหรือเปล่า แล้วทีมีของที่แพ้ไหม ผมจะได้บอกแม่ไว้ก่อน”

   “เดี๋ยวสิ นายเรียกฉันว่าอะไรนะ?”

   ภรัณยูเลิกคิ้วก่อนจะย้ำ

   “ก็ ที ไงครับ ไม่ใช่เหรอ?”

   “ถึงจะเห็นแบบนี้แต่ฉันก็อายุมากกว่านายนะ” นภทีป์ชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยช้อนสั้นก่อนตักข้าวกินต่อ

   “ถ้าอย่างนั้น พี่ที?” ภรัณยูลงเรียกตามวัยวุฒิ แต่ทั้งสองกลับพบว่ามันช่างฟังดูแปลกหูดีแท้ ยิ่งเมื่อคิดภาพพวกเขาเรียกกันในที่สาธารณะ ผู้ชายตัวโต ๆ เรียกคนตัวเล็กกว่าแถมหน้าอ่อนกว่าว่า พี่ที มันคงเป็นภาพที่ดูขัดบรรยากาศน่าดูเหมือนกัน

   “สนิทสนมไป” นภทีป์ว่าเมื่อรับภาพที่ตนเองจินตนาการไม่ได้

   “อาจารย์ที” รติเสนอขึ้นมาตามด้วยเสียงหัวเราะที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวล้อเล่นไปอย่างนั้น แต่นภทีป์กลับนึกอยากขว้างช้อนใส่ถ้าไม่ติดว่าภรัณยูอยู่ในห้องด้วย

   “คุณที?” ชายหนุ่มเปลี่ยนให้สุภาพขึ้นแต่กลับรู้สึกว่าเป็นทางการมากเกินไปชอบกล กระนั้นดูเหมือนนภทีป์จะพึงพอใจกับมัน

   “เอาอย่างนั้นก็ได้” หลังจากตกลงเรื่องชื่อได้ นภทีป์ก็ปิดกล่องข้าวทั้งที่กินไปได้แค่ครึ่งเดียว

   “ไม่อร่อยหรือครับ?”

   “เปล่านี่ ก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ฉันอิ่มแล้ว” เขาว่าพลางเก็บสำรับรวบไว้ด้วยกันแล้วแยกแค่ช้อนของตนเองไว้ ถึงจะกินไปได้แค่ครึ่งเดียวแต่ท้องของเขากลับแข็งปั๋งไปด้วยอาหารทรงคุณค่าที่กระเพาะต้องทำการย่อย ดูเหมือนภรัณยูจะเข้าใจผิดว่าเขาต้องกินเท่ากับเจ้าตัวจึงได้อัดข้าวมาเสียเต็มแน่นกล่องอย่างนี้ กับคนที่กินแต่อาหารกึ่งสำเร็จรูปมานานจะเทียบอะไรได้กับคนที่กินข้าวอย่างถูกสุขลักษณะมาตลอด

   นภทีป์เอาทัพเพอร์แวร์เหล่านั้นไปวางไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อให้โต๊ะเล็กว่างก่อนเอาช้อนไปล้าง ซึ่งระหว่างนั้นภรัณยูก็นั่งรออย่างเรียบร้อยโดยไม่รู้ตัวเลยว่ารติกำลังบินสำรวจอยู่ใกล้ ๆ

   ดูท่าจะจริงที่เขาเป็นคนเดียวที่เห็นรติ...

   แบบนี้เขาก็ตัดสินไม่ได้น่ะสิว่าเจ้าตัวเป็นภาพลวงตาหรืออะไรกันแน่

   นภทีป์ถอนหายใจพร้อมเดินออกมาจากห้องครัว

   “เอ่อ...วันนี้จะให้ผมทำอะไรหรือครับ?” ภรัณยูเอ่ยถาม เพราะหลังจากเสร็จบทเรียนเมื่อวาน นภทีป์ก็บอกเขาว่าไม่ต้องเอาข้าวของอะไรมา ให้มาใช้ของที่นี่เลย ทำให้ภรัณยูเกิดอาการหยิบจับอะไรไม่ถูกเนื่องจากเป็นของใช้ของคนอื่นซ้ำดูมีราคาทุกชิ้น

   “วันนี้ฉันจะให้นายฝึกเส้น”

   “เส้น?”

   “ใช่ นายน่ะไม่รู้ตัวเลยสินะว่าเส้นตัวเองเป๋ขนาดไหน ถือมือไม่นิ่งจะวาดอะไรก็ลำบาก ทำได้แค่เป็นเส้นร่างแล้วลงสีทับเท่านั้นแหละ ซึ่งบางงานจำเป็นต้องมีเส้นประกอบด้วย ถ้านายไม่ฝึกไว้ ต่อไปนายจะลำบากเอาทีหลัง” นภทีป์พูดจากประสบการณ์ เพราะเขาก็มือไม่นิ่งเหมือนกันในช่วงแรก ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและต้องหยิบจับงานอย่างจริงจังมากขึ้น เขาก็ต้องกลับมาฝึกฝนมือตัวเองเหมือนเด็กเริ่มหัดวาดไม่มีผิด

   แต่ด้วยประสบการณ์ของภรัณยู จะให้เริ่มต้นด้วยพู่กันหรือจีเพนก็คงยังไม่เหมาะ สุดท้ายเจ้าตัวก็ต้องใช้ดินสอฝึกฝนไปก่อน

------------------------------->

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
« ตอบ #19 เมื่อ: 30-06-2013 14:47:37 »





ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
«ตอบ #20 เมื่อ30-06-2013 14:48:24 »

   เมื่อสัปดาห์แรกของการฝึกฝนผ่านไป ภรัณยูก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการฝึกงาน โดยเขาจะต้องไปทำงานที่บริษัทของพ่อสัปดาห์ละ 5 วัน จันทร์-ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้พักเหมือนอย่างคนอื่น ๆ เพราะต้องไปที่ห้องของนภทีป์ ซึ่งกำชับเอาไว้ว่าการฝึกฝนเหล่านี้ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเขาเรียนรู้ได้ช้ามากในเรื่องการวางเส้นและโครง

   “อย่าทำหน้าอิดโรยแบบนั้นตั้งแต่วันแรกของการฝึกงานสิวะ” ชลชาติทักขณะที่พวกเขาถูกพามาถึงโต๊ะที่จัดไว้สำหรับนักศึกษาฝึกงานทั้งสามคน ได้แก่ ภรัณยู ชลชาติ และวิชชุกร ที่ตามกันมาเป็นหมู่คณะ

   “ฉันไม่ได้ทำหน้าอิดโรย ฉันแค่ง่วง” ภรัณยูว่าแล้วหาวหวอด นิสัยที่นอนไม่หลับทุกครั้งที่จะมีเรื่องอะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวันย้อนกลับมาเล่นงานเขาเมื่อคืนนี้ทั้งที่ไม่ได้พบกันมันมา 2 ปีแล้วหลังจากที่วิชาเรียนเริ่มหนักและเวลานอนน้อยลงเรื่อย ๆ

   นอกจากนี้...มันยังเป็นเพราะเมื่อคืนเขากำลังหาภาพต้นแบบอยู่

   พอเขาบอกนภทีป์ว่าต้องเริ่มฝึกงาน นภทีป์ก็ให้การบ้านทันทีโดยให้หาภาพต้นแบบที่ถูกใจสักภาพแล้วให้สเกตซ์ด้วยดินสอมาให้ดูภายในวันเสาร์หน้า แต่การจะหาภาพที่ถูกใจนั้นเป็นเรื่องไม่ยากเท่ากับการหาภาพที่ตัวเองมีความสามารถพอจะสเกตซ์ได้ ไป ๆ มา ๆ นอกจากจะนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นเรื่องงานแล้ว ยังเพราะคิดไม่ตกเรื่องภาพต้นแบบด้วย

   “เอาล่ะ พี่จะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับภายในบริษัทก่อนนะคะ แล้วต่อด้วยขอบเขตของแผนกเรา จากนั้นเราจะมาคุยกันว่าน้อง ๆ จะต้องทำอะไรบ้างระหว่างที่ฝึกงานอยู่ที่นี่” หญิงสาวอายุประมาณ 30 ต้น ๆ เดินเข้ามาหาทั้งสามแล้วเกริ่นนำเพียงสั้น ๆ ก่อนนั่งลงแล้วแนะนำตัวพลางเปิดโน้ตบุ๊กที่ตนพกมาด้วย แผนผังหน้าที่การงานในบริษัทปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรกและเธอก็เริ่มแนะนำทีละคนที่เด่น ๆ และเกี่ยวข้องกับแผนกที่พวกเขาสังกัดอยู่ซึ่งก็คือวิศวกรของบริษัทนี้นั่นเอง

   แน่นอนว่าพ่อของภรัณยูไม่ได้อยู่ที่แผนกนี้ จึงไม่ได้ถูกเอ่ยถึงแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วเพราะเจ้าตัวไม่อยากถูกคนอื่น ๆ มองว่านามสกุลเดียวกับคนมีตำแหน่ง

   กว่าจะแนะนำเรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทและแผนกเสร็จก็ผ่านไปแล้วครึ่งวัน

   “ไปหาข้าวกินกันเถอะ” วิชชุกรบิดขี้เกียจเมื่อพนักงานรุ่นพี่ผละจากไป พวกเขานั่งเกร็งมาครึ่งวันแทบไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวพลาดจุดสำคัญไปทำให้ตอนนี้รู้สึกเมื่อยขบอยากยืดเส้นยืดสายเป็นอย่างมาก

   “ลองไปเยี่ยมชมโรงอาหารในบริษัทดูกันก่อนไหมล่ะ?” ภรัณยูแนะนำ

   “เอาสิ ช่วงอาทิตย์แรกของการฝึกงานพวกเราจะกินไม่ซ้ำที่เลย เริ่มที่โรงอาหารนี่ล่ะ!” ชลชาติเห็นด้วยกับความคิดของภรัณยูแต่ความคิดของเจ้าตัวไปไกลกว่านั้น “พอสำรวจทั่วทุกร้านแล้วจะได้รู้ไงว่าที่ไหนอร่อยที่สุด จะได้อาศัยฝากปากท้องได้จนกว่าจะจบฝึกงาน”

   “แต่เฉพาะในโรงอาหารก็มีหลายร้านแล้วนะ นายต้องกินกี่วันกว่าจะชิมได้ครบหมด”

   “ไม่มีปัญหา” ชลชาติยิ้มกว้าง “พวกเราก็ไปสั่งข้าวคนละร้านไง แล้วก็มาแบ่งกันชิม สัก 3 วันก็ครบทุกร้านแล้วมั้ง”

   และเนื่องจากไม่มีใครคิดจะแย้งความคิดนั้นจึงตกลงปลงใจทำตาม

   พวกเขามาถึงโรงอาหารมันก็เริ่มเนืองแน่นไปด้วยพนักงานที่ขี้เกียจเดินออกไปร้านข้างนอก แผนการเริ่มต้นขึ้นโดยวิชชุกรเลือกร้านแรก ภรัณยูร้านถัดมา และชลชาติร้านที่สาม

   เมื่อกลับมาถึงที่โต๊ะ วิชชุกรก็ได้ผัดไส้กรอกกับแกงจืดสาหร่าย ภรัณยูเป็นผัดกะเพราไข่ดาว และชลชาติเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใส

   “จะว่าไป ได้ยินว่าแกไปเรียนวาดรูปด้วยนี่” วิชชุกรเอ่ยถามขณะนั่งคลุกข้าวตัวเองกับน้ำซุปให้ชุ่มเพราะข้าวร้านนี้ค่อนข้างแข็งกระด้าง

   “ไปได้ยินมาจากไหนกันน่ะ?” คนถูกถามมุ่นคิ้วเพราะเขาไม่ได้บอกใครเลยว่าตัวเองไปทำอะไรที่ไหนในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มฝึกงาน

   “พอดีฉันโทรไปที่บ้านแกเมื่อไม่กี่วันก่อนเพราะจะถามเรื่องกำหนดการฝึกงานนี่แหละ แต่น้องสาวแกรับแล้วบอกว่าแกไปเรียนวาดรูปอยู่”

   พิณเล็กนี่เอง...

   ภรัณยูกลอกตา เพราะไม่เห็นเคยได้ยินพิณาลัยพูดเลยว่ามีคนโทรหา เจ้าตัวคงจะทำนั่นทำนี่จนลืมเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ

   “ก็ใช่ ฉันไปเรียนวาดรูป แล้วก็คงจะเรียนอยู่สักปีหนึ่งน่ะ”

   “คนสอนสวยไหมวะ?” ชลชาติยื่นหน้ามาถามพร้อมกับดึงถาดกระปุกเครื่องปรุงจากข้างตัวภรัณยูไปหาชามตัวเอง

   “เสียใจด้วยนะ คนสอนเป็นผู้ชาย”

   คำตอบของภรัณยูทำให้ชลชาติเลิกให้ความสนใจกับครูสอนศิลปะคนนั้นทันที แต่ไม่ใช่สำหรับวิชชุกรที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับเพศของผู้สอนมาแต่ต้น

   “แล้วแกจะไหวเหรอ? ปี 4 มีโปรเจคอีกนะ สัมมนาด้วย ช่วงฝึกงานก็ใช่ว่าจะว่าง” หลังพูดจบวิชชุกรก็จิบน้ำก่อนว่าต่อ “เรียนวาดรูปมันต้องใช้เวลาฝึกด้วยนี่”

   “ก็ใช่...” ภรัณยูถอนหายใจออกมา เขาเองก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สัญญากับแม่ว่า...

   เอ๋...

   อยู่ๆ ภรัณยูก็ชะงักไปเมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา

   เขาสัญญากับแม่ว่าก่อนรับปริญญาจะต้องหาคนจ้างงานให้ได้ แล้วถ้าใช้เวลาเรียน 1 ปี ก็จะเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเพื่อที่จะทำให้งานติดตาและมีคนสนใจ ซึ่งจนถึงตอนนี้เขายังไม่มีหนทางที่จะโปรโมทผลงานตัวเองเลย จะว่าไปนภทีป์ก็ไม่ได้แสดงออกเลยว่าเขามีโอกาสที่จะทำเรื่องแบบนั้นได้หรือเปล่าเพราะเจ้าตัวก็สอนเขาแค่เพียงเพราะคนที่ชื่ออนุทินหยิบยื่นเงื่อนไขให้เท่านั้น

   ชายหนุ่มเกิดร้อนอกร้อนใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องเวลา เขากำลังทิ้งมันให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมายหรือเปล่า แล้วช่วงเวลาที่มีเหลืออยู่เขาจะสามารถทำสิ่งที่ต้องการได้เต็มที่หรือเปล่า เพราะอย่างไรตัวเขาก็ไม่อาจทอดทิ้งการเรียนไปได้

   และเพราะความกังวลที่อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นนั้นเอง ทำให้ภรัณยูไม่เข้าใจเนื้อหาที่คนในแผนกผลัดกันมาบอกเล่าในช่วงบ่ายเลยสักนิดเดียว และวันแรกก็ผ่านไปทั้งอย่างนั้น

   เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภรัณยูก็เปิดดูสมุดที่ใช้จดสิ่งที่ทำในแต่ละวันช่วงฝึกงานเพราะต้องมาทำรายงานส่ง แต่นอกจาก 2 หน้าแรกแล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลยเพราะเขาแทบรวบรวมสมาธิไม่ได้

   คงต้องขอยืมของวิชชุกรกับชลชาติไปซีร็อกซ์เสียกระมัง

   “เฮ้อ...”

   “มีรอยย่นแล้วค่า”

   “พิณเล็ก? ข้าวเย็นเสร็จแล้วเหรอ?” ภรัณยูหันไปตามเสียงที่ทักขึ้นหลังการถอนหายใจของตนเอง พิณาลัยยิ้มเผล่อยู่หน้าประตูพร้อมกับน้ำหวานสองแก้วและขนมขบเคี้ยว

   “ยังค่ะ แม่ก็เลยบอกว่าให้เอาของว่างมากินกันก่อน แต่มาเจอพี่กำลังบั่นทอนความหนุ่มแน่นของตัวเองด้วยเสียงถอนหายใจเสียนี่” พิณาลัยเดินเข้ามาในห้องแล้ววางของว่างลงบนพื้น เธอนั่งขัดสมาธิบนไม้กระดานก่อนหยิบขนมโยนเข้าปากแล้วเงยหน้าขึ้นมาถาม “ระยะนี้พี่รัณถอนหายใจบ่อยขึ้นหรือเปล่า? ถึงสมัยก่อนพี่จะทำแบบนั้นบ่อย ๆ ก็เถอะ แต่ก็ไม่ถี่ขนาดนี้นะ”

   “พี่กำลังคิดว่าจะทำรายงานฝึกงานยังไงดีน่ะสิ เพราะคนแนะนำที่แผนกพูดกันเร็วจนจดไม่ทัน แถมไฟล์ที่เอามาพรีเซนต์ก็ขอเอามาประกอบรายงานไม่ได้ด้วย” ภรัณยูนั่งบนพื้นกับน้องสาวพร้อมหยิบกระดาษมาปูรองใต้ชามขนม “อย่ากินให้หล่นลงพื้นสิ”

   “นี่พี่รัณ จำที่สัญญากับแม่ได้หรือเปล่า?”

   ชายหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร

   “พี่ว่าถ้าหนูเอางานของพี่ไปให้เพื่อนดู จะมีคนสนใจหรือเปล่า?”

   หืม?

   ภรัณยูเลิกคิ้วก่อนจะขมวดมันเข้าหากัน

   “ฝีมือพี่ยังไม่ดีถึงขั้นนั้นหรอก” เขาโบกไม้โบกมือ แม้แต่ตัวเขามองผลงานตัวเองก็ยังรู้สึกเลยว่ามันขาดอะไรไปหลาย ๆ อย่าง และคงจะเป็นอย่างที่นภทีป์เคยพูดไว้ว่าเขาฝึกฝนน้อยเกินไปและไม่ถูกหลัก เหมือนแค่วาดตามที่อยากวาดโดยไม่มีหลักการอะไรเลย

   “แต่แม่แค่พูดว่า ถ้ามีใครสักคนจ้าง งั้นก็แปลว่าใครก็ได้ เท่าไหร่ก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ?” พิณาลัยพูดพลางเอียงคอมองคู่สนทนา “เพื่อนหนูคงยอมช่วยอยู่นะถ้าราคาไม่แพงมาก”

   “แบบนั้นก็เหมือนพี่ขี้โกงน่ะสิ พิณเล็กรู้หรือเปล่าว่าที่แม่พูดแบบนั้นหมายถึงอะไร” เด็กสาวฟังที่พี่ชายตนเองพูดก่อนจะส่ายหน้าหลังหยุดคิดไปชั่วครู่ ภรัณยูจึงว่าต่อ “แม่น่ะอยากจะให้พี่มีคนที่ต้องการผลงานของพี่จริง ๆ ทำนองว่าคอยติดตามผลงานและสนับสนุนนั่นแหละ ดังนั้นถ้าให้คนรู้จักช่วยมันก็ไม่มีความหมาย แบบนั้นมันก็เหมือนพี่ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย”

   ฟังจบ เด็กสาวก็มุ่นหัวคิ้ว

   “พวกผู้ใหญ่นี่คิดมากกันจัง”

   “เราก็อายุ 16 แล้วนะ จะถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว” ภรัณยูอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้ผมน้องสาวอย่างหมั่นเขี้ยวกับท่าทางและคำพูดแก่แดดแก่ลม

   “โอ๊ย พี่รัณ หัวหนูยุ่งหมดแล้ว” พิณาลัยปัดป้งมือพี่ชายออกไปก่อนจัดผมตนเองหน้ามุ่ย “อีกอย่างนะ วิธีของหนูไม่ได้เรียกว่าขี้โกง มันเรียกว่าการหาช่องว่างต่างหากล่ะคะ”

   “ไปหัดหาข้ออ้างแบบนี้มาจากไหนกันเนี่ย” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน

   “พวกนักการเมืองใช้กันออกบ่อยนี่คะ เวลาที่พูดว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เขาทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้ามต่างหาก”

   ภรัณยูส่ายศีรษะเมื่อได้ฟังประโยคที่น้องสาวยกมา

   “ต้องดูทีวีให้น้อยลงแล้วนะเราน่ะ”

   “แหม...พี่นี่ชอบทำเหมือนหนูเป็นเด็กอยู่เรื่อย” ใบหน้าเง้างอนของเด็กสาวทำให้พี่ชายได้แต่ยิ้มขำด้วยความรู้สึกเอ็นดู

   “เอาน่า คุณทีที่สอนศิลปะให้พี่ตอนนี้น่ะเขามีประสบการณ์ในวงการเยอะมากเลยนะ ถ้าเขาช่วยแนะนำให้บางทีพี่อาจจะก้าวหน้าเร็วกว่าที่ใคร ๆ คิดไว้ก็ได้ แล้วเขาเองก็มีฝีมือดีจริง ๆ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอก” ภรัณยูรู้ว่าตนเองกำลังพูดถึงนภทีป์ด้วยแง่มุมที่ดีโดยทำเป็นลืมด้านที่ไม่เต็มใจของเจ้าตัวไปชั่วขณะ ถึงอย่างนั้นเขาก็คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยเขาได้จริง ๆ

   เพราะฝ่ายนั้นเองก็มีเวลาที่จะทำให้การสอนสัมฤทธิ์ผลแค่ 1 ปีเหมือนกัน...

   เหมือนกับว่าพวกเขาลงเรือลำเดียวกันจึงต้องช่วยกันถ่อช่วยกันพายไปจนถึงฝั่งให้ได้นั่นแหละ...

   “ในเมื่อพี่ว่าแบบนั้นหนูจะทำเป็นเชื่อหน่อยก็ได้” พิณาลัยหยิบขนมกินต่อแล้วยกแก้วน้ำหวานขึ้นจิบหลายอึก “แต่ว่าถ้าพี่ทำไม่ได้พี่ต้องยอมใช้วิธีของหนูนะ”

   “เรื่องนั้นคงต้องคุยกับแม่ก่อนล่ะนะว่าทำได้หรือเปล่า”

   “แล้วจะบอกแม่ทำไมกันล่ะคะ” เด็กสาวทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจกับความซื่อตรงเป็นไม้บรรทัดของพี่ชายตนเอง ถ้าหัดรู้จักเลี้ยวลดเหมือนคนอื่นเสียบ้างคงจะไม่ลำบากแบบนี้หรอก “งั้นก็ตกลงตามนี้แหละ พี่ห้ามบอกแผนการของหนูกับแม่นะ แล้วก็ ถ้าครูทีอะไรนั่นทำให้พี่หาคนจ้างงานไม่ได้ก่อนรับปริญญาล่ะก็ หนูจะจัดการให้เอง พี่เชื่อใจได้เลย” เธอว่าแล้วขยิบตาซุกซน

   “ครับผม” ภรัณยูรับคำด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก และเขาได้แต่หวังไว้ในใจว่าแผนการของพิณาลัยจะไม่ถูกนำมาใช้ในท้ายที่สุด

TBC

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
«ตอบ #21 เมื่อ30-06-2013 18:51:14 »

มาจิ้มไว้ก่อนนะคะคุณเซีย
แล้วจะมาอ่านค่าาาา

ออฟไลน์ jinjin283

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
«ตอบ #22 เมื่อ30-06-2013 19:44:00 »

รัณจะไหวไหมคะเนี่ย ทั้งฝึกงานทั้งฝึกกับที
ปล อ่านตอนนี้แล้วเห็นภาพทีชัดเจนเลยคะ

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 5 (30/06/13)
«ตอบ #23 เมื่อ30-06-2013 20:52:30 »

โอ้โห มาอีกที ปาไป 5 ตอนเลย ขอเม้นท์รวมทีเดียวเลยนะจ้ะ

เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่นะ ที่ต้องการให้ลูกมีอนาคตมั่นคง ลูกที่เคยเชื่อฟังมาตลอดเกิดมาไม่เชื่อฟังเอาตอนใกล้จบ
พ่อแม่ที่คาดหวังกับลูกไว้เยอะย่อมช็อคเป็นธรรมดา แต่ก็น่าสงสารรัณที่ทำตามพ่อแม่มาทั้งชีวิต
เพียงแค่ขอได้ทำตามความต้องการของตัวเองบ้างในระยะเวลาสั้น ๆ น่าจะได้สมหวังนะ
แม้ไม่ใช่สิ่งที่สมควร แต่พอกินเหล้าแล้วทำให้รัณใจกล้าที่จะพูดสิ่งที่อัดอั้นตันใจตัวเองมาเนิ่นนานอย่างนี้ก็ดีนะ
เพราะถ้าเป็นตอนปรกติ ก็ไม่แคล้วต้องทำตามคำสั่งไปเรื่อย ๆ  แม้ไม่ต้องการอยู่ต่อไปแน่ ๆ
ถึงจะไม่ดีที่ไปตะคอกใส่แม่อย่างนั้นก็เถอะ สุดท้ายคนเป็นแม่ ยังไงก็ต้องอยากเห็นลูกมีความสุขล่ะนะ
ข้อแม้ที่ให้มา ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร ลูกค้าแค่หนึ่งคน กับเวลาที่จะได้ทำตามความต้องการถึงห้าปี คุณแม่ก็ยังใจดีอยู่นะเนี่ย
แถมคุณพ่อ ก็เหมือนเข้าใจในความต้องการของลูกอยู่แล้ว ถึงกับเก็บผลงานของรัณตั้งแต่เริ่มหัดวาดรูปไว้ทั้งหมด
น่าซาบซึ้งใจจริง ๆ ดูแล้วถ้ารันทำใจกล้าพูดสิ่งที่ต้องการออกมาตั้งแต่แรก อาจได้ทำสิ่งที่รักไปเร็วกว่านี้แล้วก็ได้นะ

รติ เด็กบินได้ คืออะไร ภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากความนึกคิดของ ที เหรอ แต่ทำอะไร ๆ ได้เหมือนคนเลยอ่ะ
แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้จะได้เป็นคิวปิคให้รัณกับที โดยไม่รู้ตัวซะแล้ว พิมพ์ข้อความตอบกลับให้เองเฉยเลย
จนในที่สุด รัณ ก็ได้พบคนที่ตามหาซะที แต่กลับพบ ที ที่ไม่สามารถวาดภาพได้อีกต่อไป
มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้ขาดความมั่นใจ เลยทำให้ขาดจินตนาการ และแรงบันดาลใจ ไปด้วยรึเปล่า
พี่อนุทิน ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีจังเลย แถมทียังให้ความเคารพอยู่มาก
โชคดีของรัณ ที่มาเจอตอนที่พี่อนุทินมาพอดี ไม่งั้นก็คงไม่ได้พูดสิ่งที่ต้องการแน่ ๆ
เพราะความช่วยเหลือของพี่อนุทิน ทำให้รัณได้เรียนกับทีจนได้ แถมช่วยออกเงินค่าเรียนให้บางส่วนด้วย ใจดีจัง
เรื่องการตายของรติตอนม.ต้น เกี่ยวข้องอะไรกับรูปวาดของ ที รึเปล่านะ ทำให้ทีปิดกั้นใจตัวเอง
และ" คนที่แล้ว " ที่มาเรียนศิลปะกับ ที คงจะมามีบทบาทในภายหลังแน่ ๆ แล้วคือคนที่มีส่วนทำให้ที มาอยู่ในสภาพนี้สินะ
แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ดี ที่ที ตั้งอกตั้งใจสอน อย่างจริงจัง และเชื่อว่าความสว่างสดใสของรัณ คงทำให้ทีเปิดใจให้ได้ในอีกไม่นานนี้
ตอนนี้ที่เหลือของรัณ คือต้องสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อหาคนมาจ้างให้ได้ภายในกำหนดเวลาของแม่สินะ
ตอนแรก คิดเหมือนน้องพิณเล็กเหมือนกันนะเนี่ย แต่มันก็เหมือนขี้โกงอย่างที่รัณว่าจริง ๆ
ดังนั้น เพื่อให้แม่ยอมรับทางเลือกของรัณด้วยความเต็มใจ ก็ต้องหาคนที่จ้างเพราะชื่นชอบผลงานของรัณจริง ๆ ให้ได้เท่านั้น
ต้องรอลุ้นต่อไป ว่าทีจะช่วยให้รัณสร้างผลงานที่ดีอย่างนั้นได้เมื่อไหร่นะเนี่ย

ขอโทษที่มาเม้นท์ซะยาวเลยนะจ้ะ ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้คนเขียนค่ะ  :L2: 

 


 




ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 6 (2/07/13)
«ตอบ #24 เมื่อ02-07-2013 15:36:41 »

-6-


   สีหน้าละเหี่ยใจที่ปรากฏขึ้นเมื่อเจ้าของใบหน้านั้นกำลังจ้องมองภาพสเกตซ์ด้วยดินสอซึ่งถูกทำขึ้นอย่างเร่งรีบของเขาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกตัดสินโทษจากเบื้องสูงด้วยความเงียบงัน เป็นเวลาหลายนาทีแล้วที่ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองไปทั่วรูปภาพ ทั้งบนลงล่างและซ้ายไปขวา ราวกับทุกอณูผงแกรไฟต์กำลังบอกเล่าอะไรบางอย่างให้เจ้าตัวรู้ อย่างเช่น...ภาพนี้เพิ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อสองวันก่อนและเสร็จเอาเมื่อคืนที่ผ่านมาเนื่องจากตัวผู้วาดหาภาพได้ช้าและพบว่าตัวเองแทบไม่มีเวลาแล้ว

   นภทีป์เลื่อนสายตาขึ้นมองข้ามแผ่นกระดาษไปยังเจ้าของผลงาน สีหน้าอิดโรยของเจ้าตัวกำลังบ่งบอกว่าเพิ่งเร่งปั่นเอาเมื่อคืนนี้สด ๆ ร้อน ๆ ซึ่งหากวลีนี้เป็นมากกว่าคำเปรียบเปรย มือของเขาอาจจะพุพองเพราะจับกระดาษแผ่นนี้แล้วก็เป็นได้

   “ฝึกงานสัปดาห์แรกเป็นยังไงบ้าง?”

   ภรัณยูเกาท้ายทอยพลางตอบอ้อมแอ้ม

   “ก็...มีอะไรหลาย ๆ อย่างน่ะครับ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่ก็ต้องศึกษางานเบื้องต้นในแผนกเพื่อจะได้ไปประกอบในรายงาน”

   “ดูก็ไม่ได้หนักหนาเท่าไหร่นี่”

   “มันก็...” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองฝ่ายตรงข้ามซึ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนสอบสวน “ความจริงเป็นเพราะผมตกลงใจเรื่องภาพไม่ได้ แล้วก็คิดเรื่องอื่นจนเหนื่อยเสียก่อนน่ะครับ...” เขาตัดสินใจบอกความจริงแล้วถอนหายใจออกมา

   “นายน่ะอยากจะทำเรื่องนี้จริงหรือเปล่า? บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่มีความอดทนกับคนที่คิดจะเล่นสนุกไปวัน ๆ” นภทีป์เท้าคางพลางโบกกระดาษในมือ

   “อยากสิครับ! แต่ว่า...ผมจะทำได้จริง ๆ หรือ? อยู่ ๆ ผมก็คิดแบบนั้นขึ้นมา เพราะแม้แต่คุณเองก็คงต้องฝึกฝนเป็นเวลานานหลายปีกว่าจะมาถึงขั้นนี้ แต่ผมสัญญากับแม่ไว้แค่ก่อนรับปริญญา ถ้าเกิดว่าถึงตอนนั้นฝีมือของผมยังไปไม่ถึงขั้นเดียวกับคุณ ผมคง...โอ๊ย!” หลังปล่อยให้ภรัณยูบ่นงึมงำยืดยาวอยู่สักพักหนึ่ง นภทีป์ก็ออกแรงถีบจากใต้โต๊ะทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งร้องออกมาทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร

   “จะขึ้นมาเทียบชั้นกับฉันน่ะ ฝึกไปอีก 100 ปีเถอะไป”

   ภรัณยูรู้สึกเหมือนโดนมีดเสียบอกก็ไม่ปาน สีหน้าของเขาเจื่อนลงทันที

   “นั่นสินะครับ...”

   “ถ้าสัญญากับแม่ไว้อย่างนั้น ก็ให้เพื่อนนายจ้างซะสิ ยังไงแม่ของนายก็ไม่ได้กำหนดนี่ว่าต้องเป็นคนจากสายงานไหนหรือมีฐานะอะไร”

   “ไม่ได้หรอกครับ!” เสียงตะโกนของชายหนุ่มพร้อมกับท่าทางเอาจริงเอาจังจนผุดลุกขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือโต๊ะทำเอานภทีป์ผงะถอยหลัง แม้แต่รติที่ดูสถานการณ์อยู่ใกล้ ๆ ยังสะดุ้งโหยงไปด้วย “ถ้าทำแบบนั้นก็กลายเป็นการดูถูกตัวเองไปน่ะสิ ดูถูกว่าผมทำไม่ได้ถึงต้องใช้วิธีขี้ขลาดแบบนั้นน่ะ ผมทำไม่ได้หรอก!” อาจเพราะพิณาลัยเพิ่งจะแนะนำวิธีแบบนี้ไปและทำให้เจ้าตัวคิดมากอยู่หลายวัน เมื่อได้ยินมันอีกครั้งจึงแสดงอารมณ์ออกมาอย่างนี้

   นภทีป์เผลอค้างอยู่ในท่าใช้มือเท้าพยุงตัวไว้ด้านหลังครู่หนึ่งจึงตั้งสติได้และกลับมานั่งขัดสมาธิในท่าปกติเช่นเดิม

   ที่ภรัณยูว่ามาก็ถูก หากใช้วิธีเช่นนั้นจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่าฝีมือตนเองเข้าขั้นหรือไม่ แต่ก็เพราะท่าทางคร่ำครวญจนน่ารำคาญนั่นแหละที่ทำให้เขาต้องพูดแบบนั้น และด้วยความเถรตรงของเจ้าตัวที่เขาสัมผัสได้หลังจากอยู่ด้วยกันมาหนึ่งอาทิตย์ นภทีป์ก็ต้องถอนหายใจกับตัวเอง

   “นายนี้...ความคิดเป็นเส้นตรงดีนะ”

   “เอ๋?”

   “เรียกว่าซื่อบื้อน่าจะเข้ากว่าล่ะมั้ง” รติออกความเห็นจากบนกล่องเก็บกระดาษ และแน่นอนว่ามีเพียงนภทีป์ที่ได้ยิน ส่วนเจ้าตัวที่ถูกพูดถึงนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

   “ช่างมันเถอะ” นภทีป์ว่าโดยพูดกับทั้งภรัณยูและรติไปพร้อม ๆ กัน “ถ้านายเลือกจะทำแบบนั้นฉันจะไปว่าอะไรได้ ยังไงมันก็ชีวิตของนายนี่”

   “...ครับ...” น้ำเสียงของภรัณยูแสดงความผิดหวังออกมานิดหน่อย คงเพราะกำลังคาดหวังอยู่ว่านภทีป์จะให้คำตอบที่ดีกว่านี้ ซึ่งรติที่อ่านความคิดนั้นออกเพราะสีหน้าเจ้าตัวได้แต่กลอกตาอย่างละเหี่ยใจ เพราะเรื่องการคิดแทนคนอื่นเพราะเป็นห่วงเป็นใยน่ะ มันไม่ใช่นิสัยของคนอย่างนภทีป์หรอก ยิ่งในช่วงที่อารมณ์ฝ่ายนั้นไม่ได้อยู่ในภาวะปกติอย่างนี้ การมานั่งฟังคนอื่นคร่ำครวญเรื่องชีวิตตัวเองก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

   เจ้าของร่างสูงรับภาพคืนมาจากนภทีป์และเก็บมันลงกระเป๋าโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะนั่งรอฟังว่าผู้เป็นครูจะสอนอะไรต่อไป

   กระนั้นนภทีป์กลับนิ่งเงียบอยู่นานและกลอกตาคล้ายกำลังคิดบางอย่างอยู่

   “นายอาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องแบบนั้นก็ได้” อยู่ ๆ นภทีป์ก็พูดขึ้นมา “จำ...อนุทินได้หรือเปล่า?”
   “ครับ...”

   “ดูเขาจะถูกใจนายอยู่พอควร ถ้านายทำได้ดีตอนที่เขามาประเมินความสามารถ บางทีเขาอาจจะเป็นผู้ว่าจ้างคนแรกของนายก็ได้”

   คุณอนุทินเนี่ยนะ?

   ภรัณยูมุ่นคิ้ว เพราะท่าทางฝ่ายนั้นไม่เหมือนคนที่ชอบสะสมงานศิลป์เอาเสียเลย ดู ๆ ไปก็เหมือนพวกคนพนักงานบริษัทที่นั่งตำแหน่งใหญ่โตหน่อยเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ?

   “เขา...อยู่บริษัทที่เกี่ยวกับนักวาดหรือครับ?”

   “เปล่า”

   ...

   ความเงียบทิ้งตัวลงมาอย่างกะทันหันหลังจากคำปฏิเสธอย่างชัดเจนถูกส่งออกมาจากปากของผู้ที่มอบประกายของความหวังอันริบหรี่ให้

   “แล้วเขาทำงานอะไรกัน?”

   คำถามนั้นทำให้นภทีป์กลอกตารอบหนึ่งขณะพยายามคิดคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุด

   “ที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ แต่ก็ไม่ใช่งานออกแบบภาพวาดสองมิติ และเป็นธุรกิจของพ่อเขาไม่ใช่ของคุณทินโดยตรงหรอก” หลังพูดจบ ผู้พูดก็ยกมือขึ้นกอดอก “ฉันคงอธิบายอะไรไม่ได้มากเพราะฉันไม่เคยสนใจงานของลุงมาก่อน ถึงคุณทินจะเคยชวนฉันไปทำงานด้วยก็จริงแต่ก็ไม่ได้บอกว่าในตำแหน่งอะไร เขาทำงานอยู่แผนกอะไรฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”

   พูดไปพูดมา นภทีป์ก็เหมือนจะมีแต่คำว่าไม่รู้อยู่เต็มไปหมด เป็นคำตอบที่ไม่น่าเป็นคำตอบได้ และความหวังที่เพิ่งถูกจุดประกายขึ้นมาก็วูบไหวคล้ายใกล้จะดับวูบไปอีกครั้ง

   “คุณ...ทิน ก็บอกว่าเป็นเงื่อนไขสำหรับให้คุณเข้าทำงานเท่านั้นนี่ครับ มันไม่น่าจะเกี่ยวกับผมมาตั้งแต่แรกแล้วถ้าผมไม่ออกปากขอร้อง” ภรัณยูว่าก่อนหัวเราะแหะ ๆ “แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงผมจะทำได้ไม่ดีแต่ยังไงก็ทำจนถึงที่สุดแล้ว เท่านี้ผมก็พอใจแล้วล่ะครับ”

   นั่นมันการให้กำลังใจตัวเองประเภทไหนกัน...

   รติและนภทีป์คิดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายและต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดเหมือนตัวเอง

   “นายเพิ่งจะออกเดินก้าวแรก คิดไกลถึงปลายทางเสียก่อนไฟจะหมดเร็วนะ” เหมือนจะเป็นคำแนะนำแต่นภทีป์ก็มักพูดกับตนเองอย่างนั้นบ่อย ๆ เพราะเขามักจะมีอาการเหมือนสมาธิสั้นเป็นบางครั้ง เมื่อต้องทำงานที่ใช้ความละเอียดและความอดทนสูง เขามักจะทนไม่ไหวกับการต้องเก็บรายละเอียดทีละเล็กละน้อยในขณะที่หัวสมองก็คิดภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้วอยู่ตลอด และทำให้เขาเห็นว่าตนเองต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหนในการเก็บไปทีละจุดอย่างใจเย็น และความรู้สึกแบบนั้นมักทำให้เขาโยนงานทิ้งตั้งแต่เริ่มแรก

   ภรัณยูไม่ได้ตอบโต้อะไร แค่เพียงหัวเราะเฝื่อน ๆ แล้วนั่งรอนภทีป์หยิบอุปกรณ์

   “วันนี้ฉันจะให้นายสเกตซ์ภาพใหม่ วันนี้กับพรุ่งนี้ยังไงนายก็มีเวลาทั้งวัน และฉันจะเป็นคนเลือกภาพให้นายเอง” ว่าจบนภทีป์ก็วางดินสอ ยางลบ และกระดาษลงตรงหน้าอีกฝ่ายก่อนเดินไปหยิบหนังสือภาพวิวทิวทัศน์จากบนชั้นของตนเองออกมาหนึ่งเล่ม เขาเปิดภาพถ่ายวิวสถานที่แห่งหนึ่งกางออกและวางลงตรงหน้าภรัณยูซึ่งอ้าปากค้างแทบจะทันทีที่เห็นมัน

   “เอาจริงหรือครับ....” เขาเงยหน้ามองนภทีป์ซึ่งไม่แสดงสีหน้าใด ๆ กับคำถาม

   “ฉันไม่ทำอะไรเล่น ๆ เหมือนนายหรอก”

   ชายหนุ่มกลืนน้ำลายมองภาพถ่ายตลาดน้ำตรงหน้าตนเองและรู้สึกคล้ายอีกฝ่ายจงใจแกล้งชอบกล ทั้งเรือแออัดยัดเยียด ข้าวของภายในเรือที่หลากหลาย และยังผู้คนสัญจรอีก

   “ภาพภูเขาโล่ง ๆ ของนายน่ะมันเด็ก ๆ ถ้าเทียบกับสิ่งที่มืออาชีพต้องเจอ ถ้าเรื่องแค่นี้นายทำไม่ได้ นายก็เตรียมใจได้เลยว่า 1 ปีหลังจากนี้นายจะเสียเวลาไปเปล่า ๆ แน่”

   นี่มันหลักสูตรเร่งรัดสินะ...

   ภรัณยูพยายามให้กำลังใจตนเองอย่างนั้นและลงมือวาดโดยไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีอีกบุคคลหนึ่งกำลังหัวเราะกลิ้งจนท้องคัดท้องแข็งอยู่ใกล้ ๆ ตัว

------------------->

   “ทำไมแกทำหน้าเหมือนท้องผูกแบบนั้นล่ะรัณ?” วันจันทร์ เมื่อไปทำงานเขาก็ถูกทักโดยชลชาติที่มักจะทักทายด้วยอะไรแปลก ๆ เหมือนทุกที

   “ฉันไปเที่ยวตลาดน้ำมา”

   ...?

   ทั้งวิชชุกรและชลชาติมองหน้ากันงง ๆ เพราะเจ้าตัวบอกเองว่าเสาร์อาทิตย์จะต้องไปเรียนวาดรูป แล้วเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวตลาดน้ำมาได้

   “ตลาดน้ำไหนน่ะ?” วิชชุกรลองถาม

   “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงกัน เห็นแต่เรือขายของกับคลองแล้วก็คน” ภรัณยูนวดหัวตา เขายังล้าไม่หายจากการคร่ำเคร่งเก็บส่วนเล็ก ๆ ภายในภาพ ทั้งบ่าทั้งลูกตามันเมื่อยไปหมดจนเหมือนเพิ่งไปเที่ยวตลาดน้ำมาจริง ๆ เพียงแต่เมื่อยส่วนอื่นแทนขาเท่านั้นเอง กระทั่งเมื่อคืนนี้เขายังฝันว่าตนเองกำลังวาดภาพตลาดน้ำอยู่เลย

   “แล้วแกได้ถ่ายรูปมาหรือเปล่า?”

   “จะถ่ายมาทำไมในเมื่อมันเป็นภาพถ่ายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบสวนกลับไปทันที ทำให้เพื่อนทั้งสองเข้าใจสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องสอบถามเพิ่งเติมอีก และพากันหัวเราะงอหายโดยไม่นึกอายคนหน้าบริษัทซึ่งกำลังจะเดินเข้าอาคาร

   “โถ่เอ๊ย ไอ้รัณ! ชีวิตแกนี่มันน่าสงสารจริง ๆ เลย” ชลชาติพยายามกลั้นขำเพราะรปภ.กำลังมองมาในเชิงตำหนิ รวมถึงคนที่เดินอยู่รอบตัวพวกเขาด้วย

   “แล้วเป็นยังไงบ้าง ตลาดน้ำภรัณยูได้ดาวจากคุณครูมากี่ดวง?” วิชชุกรอดหยอกเย้าไม่ได้แม้เพื่อนของตนจะกำลังถลึงตามองอย่างไม่พอใจอยู่ก็ตาม

   “ดาวบ้าบออะไรล่ะ แค่ไม่โดนมองด้วยสายตาทิ่มแทงก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ที่จริง...นภทีป์ทำสีหน้าประหลาดใจออกมาแทนการมองอย่างเหนื่อยหน่ายเหมือนครั้งก่อน ๆ เขาไม่รู้ว่านั่นเป็นการชื่นชมหรือการตำหนิ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยนอกจากบอกว่า พอแล้ว และ กลับบ้านไปพักไป

   “ดุขนาดนั้นเลย!?” ชลชาติทำท่าสยองพองขน

   จะว่าดุได้หรือเปล่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน...

   ภรัณยูกลอกตาพลางคิดถึงหน้าของนภทีป์ซึ่งมักจะไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรนอกจากเบื่อหน่าย ไม่พอใจ และรำคาญ จนถึงตอนนี้เขายังไม่เห็นเจ้าตัวยิ้มเลยสักครั้ง และครั้งเดียวที่เขาเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าอื่นก็คือตอนที่พูดถึงรูปวาดสมัยมัธยม นภทีป์คล้ายรู้สึกเจ็บปวดและไม่อยากพูดถึงมัน

   ทำไมกันนะ?

   จนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ และไม่รู้ว่าควรจะหาคำตอบหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของนภทีป์เองที่ดูเหมือนจะไม่อยากให้ใครเข้าไปก้าวก่าย

   ภรัณยูเผลอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและจับมือถือของตนเองซึ่งยังคงบันทึกภาพนั้นที่ถ่ายจากมุมไกล ๆ อยู่ มันทำให้เขามีกำลังใจทุกครั้งที่จ้องมองแม้ไม่ใช่ภาพที่ชัดเจนและแทบไม่เห็นรายละเอียด อยู่ ๆ ชายหนุ่มก็นึกเสียดายที่วันนั้นมีโอกาสเข้าไปถ่ายถึงหน้าตู้แต่กลับไม่ได้ยกมือถือขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ เขาเอาแต่คิดเรื่องเจ้าของภาพจนลืมที่จะบันทึกมันอย่างใกล้ชิดเสียสนิท

   จริงสิ...หาเวลากลับไปดูอีกครั้งดีกว่า จะได้ขอถ่ายรูปไว้ด้วยเลย...

   เขาคิดเช่นนั้นและรีบสาวเท้าเข้าอาคารตามเพื่อน ๆ ไปเพราะใกล้เดทไลน์ตอกบัตรเข้างานเข้าไปทุกที

-------------------------------->

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 6 (2/07/13)
«ตอบ #25 เมื่อ02-07-2013 15:38:24 »

   นภทีป์รู้สึกว่างขึ้นมาหลังจากที่ภรัณยูต้องฝึกงาน มันก็น่าแปลกที่เขาปรับตัวเข้ากับการมีอยู่ของคนอื่นได้รวดเร็วถึงขนาดนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเจ้าเด็กคนนั้นก็ไม่ได้น่ารำคาญสักเท่าไหร่ พอสั่งให้เงียบก็เงียบ สั่งให้นิ่งก็นิ่ง เมื่อเทียบกับ...รติแล้ว เจ้านี่กลับมีความพยายามที่จะรบกวนเขามากกว่าหลายเท่า

   “ทำไมอยู่ ๆ ถึงลุกขึ้นมาจัดห้องได้ล่ะเนี่ย ปกตินายขี้เกียจจัดจะตายไป” รติทักอย่างแปลกใจที่เห็นนภทีป์กำลังรื้อของออกมาจัดให้เป็นที่ทาง ของที่วางกอง ๆ ไว้ก็ถูกจัดวางให้เป็นระเบียบมากขึ้น และได้ขยะออกมาเป็นกองจากซอกมุมที่ถูกยัดไว้อย่างไม่ใส่ใจ

   “เพราะอยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่าห้องมันอึดอัดคับแคบน่ะสิ” นภทีป์ไม่ได้บอกเหตุผลหลักออกไปว่าตนเองรู้สึกว่างขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ที่พูดก็เป็นเหตุผลรองที่เขาคิดมาสักระยะแล้วว่าการที่มีคนเข้ามาเพิ่มในห้องอีกคนทำให้อะไร ๆ มันคับแคบอึดอัดไปเสียหมด ซึ่งคงเพราะนิสัยชอบวางของไว้ในสถานที่ที่หยิบจับง่ายด้วยกระมัง จุดที่นั่งทำงานจึงมีแต่ข้าวของวางกองจนล้น

   เมื่อจัดการทุกอย่างจนอยู่ในที่ที่เหมาะสมแล้ว ชายหนุ่มก็หันมองกองกระดาษมากมายซึ่งไม่รู้ว่ามันไปยัดอยู่ข้างในจนแทบเป็นเศษซากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

   โชคยังดีที่ถุงดำพอมีเหลืออยู่บ้าง เขาจึงจัดการโกยพวกมันเข้าไปในถุงและโยนรวมไว้กับลังใส่กระดาษร่างซึ่งคิดจะนำไปชั่งกิโลขายแต่ติดที่ขี้เกียจออกจากบ้านจึงกองอยู่อย่างนั้น แต่ระหว่างที่กำลังโกยกระดาษอยู่ สายตาของเขาก็บังเอิญไปสะดุดภาพร่างภาพหนึ่งซึ่งไม่รู้เลยว่าตนเองเคยเก็บมันเอาไว้

   บนแผ่นกระดาษเก่ายับย่นมีเส้นดินสอจาง ๆ ปาดไปมาแทบมาเป็นรูปทรง กระนั้นเจ้าของภาพก็จำได้ทันทีว่ามันคือภาพอะไร

   ทะเลกับท้องฟ้าสีคราม...

    ในเวลานั้นที่เขายังคงได้ยินเสียงของคลื่นลมที่พัดเข้าสู่หาดทรายขาว ปุยเมฆหนาเคลื่อนคล้อยอย่างอ้อยอิ่งบนท้องฟ้า และแสงอาทิตย์สะท้อนเป็นประกายบนผืนน้ำ

   รติเองก็จำได้เหมือนกัน

   “ภาพนั่นมัน...”

   แควก!

   “นั่นนายทำอะไรน่ะ!” รติร้องขึ้นเมื่ออยู่ๆนภทีป์ก็ฉีกกระดาษโดยไม่พูดไม่จา เจ้าตัวกระชากมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนโยนเข้าไปในถุงดำ เจ้าของร่างเล็กมองการกระทำเหล่านั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่งจนกระทั่งท่าทีของอีกฝ่ายสงบลงจึงบินไปดูที่ปากถุงและพบเศษกระดาษแผ่นนั้นที่แทบไม่เหลือเค้าลางเลยว่ามันเคยเป็นต้นแบบของผลงานชิ้นใดมาก่อน รติเหลือบสายตามองนภทีป์ก่อนถอนหายใจ

   ก็ไม่แปลกหรอกมั้ง...

   เขาคิดในใจ

   เพราะว่าสิ่งนั้นคือสัญลักษณ์ที่ทำให้อีกฝ่ายคิดถึงการสูญเสียครั้งแรกที่เจ้าตัวจดจำได้ คงจะเป็นความบังเอิญกระมังที่มันยังอยู่ที่นี่จนถึงวันนี้ เพราะเจ้าตัวคงโยนมันทิ้งทันทีที่เรื่องนั้นเกิดขึ้น

   มันทำใจยากสินะ...กับความพยายามที่จะทำอะไรบางอย่างแล้วกลับไม่ได้รับสิ่งที่ดีและคุ้มค่าต่อความพยายามกลับคืนมาเลย...

   เพราะแบบนั้นหรือเปล่า...นายถึงได้เลือกที่จะอยู่เพียงลำพังแบบนี้

   รติหันไปมองนภทีป์ซึ่งลงมือจัดของด้วยท่าทีเงียบขรึมกว่าเดิม ราวกับว่าอารมณ์ที่ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อครู่นี้กลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว ความจริงแล้วในตอนนี้หากมีใครสักคนอยู่ด้วยคงจะช่วยได้บ้าง เสียแต่คนที่อยู่ด้วยกลับเป็นเขาที่ตอกย้ำให้อีกฝ่ายนึกถึงเรื่องแย่ ๆ อยู่ตลอด ครั้นจะพูดให้ลืมมันไปเสียก็พูดไม่เต็มปาก เพราะในเมื่อเขายังอยู่ที่นี่ก็คงยากที่จะลืม

   “จะว่าไป คิดถึงข้าวฝีมือแม่ของรัณจังเลยนะ” รติเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อไปเสีย และบินไปนอนกลิ้งบนโต๊ะเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ

   “นายกินไม่ได้เสียหน่อย จะไปคิดถึงทำไม” พอพูดถึงเรื่องนี้ นภทีป์ก็คล้ายจะไม่ได้ติดใจกับเรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองเมื่อครู่และยอมคล้อยตามหัวข้ออย่างง่ายดาย

   “ถึงกินไม่ได้แต่ฉันก็รู้สึกได้ อย่าลืมสิว่าฉันมาอยู่ตรงนี้เพราะนาย ดังนั้นเราก็เหมือนมีบางอย่างเชื่อมติดกันอยู่ และไม่ว่านายจะรู้สึกอะไรฉันก็จะรู้สึกไปด้วยไงล่ะ” รติใช้ร่างกายเล็ก ๆ ทำท่าอธิบายประหนึ่งศาสตราจารย์ซึ่งทำให้เจ้าตัวดูน่าเอ็นดูระคนตลกขบขัน แม้มันจะไม่อาจเรียกรอยยิ้มจากนภทีป์ได้ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เจ้าตัวแสดงสีหน้าอื่นออกมานอกจากความเหนื่อยหน่ายที่เห็นเป็นประจำ

   “น่าขยะแขยงจริง” เจ้าตัวกล่าวพลางเบ้หน้า

   “เสียมารยาทน่า นายพูดกับเทวดาที่มาช่วยชีวิตนายแบบนี้ได้ยังไง”

   “นายไม่เห็นเคยบอกเลยว่าเป็นเทวดา” นภทีป์กลอกตา เขายังคงปักใจเชื่อว่ารติเป็นแค่ภาพลวงตาของตัวเองเท่านั้น และตอนนี้เขากำลังพูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่ น่าสงสัยจริง ๆ ว่าเมื่อไหร่เจ้าตัวนี้จะหายไปจากชีวิตเขาเสียที คงไมได้คิดจะอยู่ตลอดไปหรอกนะ

   “อะไรกัน นายดูดี ๆ สิ รูปร่างเล็ก ๆ น่ารักน่าเอ็นดู สวมชุดโคร่ง ๆ สีขาว แล้วก็มีปีกที่หลังด้วยเห็นไหม” รติชี้ปีกตัวเองให้อีกฝ่ายดูด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าสิ่งที่เป็นแบบฉันไม่ใช่เทวดาแล้วจะเป็นอะไรได้อีก”

   จินตนาการมั้ง...

   นภทีป์ตอบในใจ

   “อ๊ะ ไม่สิ เป็นได้อีกอย่างนี่นา” อยู่ ๆ รติก็พูดเองเออเองโดยไม่รอฟังคำตอบของคู่สนทนา “ไอ้นั่นไง เอ...ที่เรียกว่า...คิวปิด!”

   เรียวคิ้วสีเข้มของนภทีป์ขมวดเข้าหากันทันที พลางมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างพิจารณาและเขากำลังรู้สึกว่าหากสิ่งนี้เกิดจากสมองที่ผิดปกติของเขาจริง ๆ ท่าทางมันจะเต็มไปด้วยเรื่องพิลึกพิลั่นและเพ้อฝันแน่ ๆ เจ้าสิ่งที่เรียกตัวเองว่ารติจึงพูดว่าตัวเองเป็นตัวตนในนิทานแบบนั้น

   “ถ้าเป็นคิวปิดก็ต้องมีคันธนูกับลูกศรด้วยสิ”

   “นายนี่โบราณจริง ๆ เลย”

   พอโดนว่าแบบนั้นนภทีป์ก็อึ้งไปชั่วขณะ

   “คันธนูกับลูกศรน่ะมันเป็นแค่เรื่องเปรียบเทียบ นายเชื่อด้วยหรือว่าคิวปิดต้องถือของแบบนั้นบินไปบินมาเพื่อไล่แทงหัวใจคนจริง ๆ”

   ...

   “ตัวคิวปิดเองก็เป็นเรื่องเปรียบเทียบเหมือนกันนั่นแหละ”

   คราวนี้รติชะงักไปบ้างก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ

   “มันก็จริงแฮะ” แต่ถึงแม้จะถูกย้อนตอบกลับมาจนเถียงไม่ขึ้น แต่รติก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวนภทีป์ เพราะตั้งแต่เขาปรากฏตัวขึ้น อีกฝ่ายแทบจะไม่พูดกับเขาดี ๆ เลย มีก็เพียงการตอบห้วน ๆ และตัดบทเหมือนรำคาญ เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เจ้าตัวพูดคุยเหมือนเป็นเรื่องปกติอย่างนี้ บางทีการที่เขาเรียกเจ้าหนุ่มภรัณยูคนนั้นมาหานภทีป์คงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องจริง ๆ ไม่รู้ว่าเพราะการได้เห็นคนที่มีความมุ่งมั่นเหมือนตนเองในอดีต หรือภรัณยูมีแรงดึงดูดอะไรเป็นพิเศษกันแน่ แต่ผลของการที่คน ๆ นั้นปรากฏตัวขึ้นก็กำลังทำให้ทุก ๆ อย่างดำเนินไปในทางที่ดีกว่าที่คิดไว้ ซึ่งคงต้องขอบคุณอนุทินด้วยส่วนหนึ่ง กระนั้นมันก็ต้องดูผลกันในระยะยาว

   เพราะไม่แน่...มันอาจจะเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นก็ได้...

------------------------->

   สองวันต่อมาหลังจากวางแผน เพราะเลิกงานเร็วกว่าปกติเนื่องจากวิชชุกรและชลชาติไม่ได้ชวนอู้คุยอยู่หลังเลิกงาน ภรัณยูจึงจับรถประจำทางเดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมปลายที่ตนเองคิดไว้ว่าอยากจะไปเยือนอีกครั้ง เขาไม่ได้เสียเวลาคิดนานนักกับการเดินทางครั้งนี้แม้บริษัทจะค่อนข้างไกลจากโรงเรียนมากก็ตา แต่อย่างน้อยก็ต่อรถเพียงสองต่อก็ถือว่าสะดวกในระดับหนึ่ง

   เสียแต่ชายหนุ่มไม่ได้กะเวลารถติดเอาไว้ด้วย ทำให้มาถึงโรงเรียนก็โพล้เพล้เสียแล้ว

   ภรัณยูยกมือถือขึ้นมองเวลาพลางถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ครูฉัตรพลจะยังอยู่ที่ห้องไหม หรือว่าจะเจอครูคนอื่นแทนนะ...

   ยามหน้าโรงเรียนยิ้มทักทายให้ชายหนุ่มอย่างเป็นมิตร เพราะเห็นหน้าค่าตากันเป็นประจำจนเหมือนเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนและครูฉัตรพลก็บอกมาแล้วว่าให้เข้าออกได้ตามต้องการ เขาจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้ตั้งแง่กับเด็กหนุ่มคนนี้ที่แค่อยากจะมาเยี่ยมชมโรงเรียนในบางครั้งคราวเหมือนกับนักเรียนเก่าคนอื่น ๆ

   ชายหนุ่มเดินเข้าไปถึงอาคารและห้องพักครูศิลปะโดยมองหาฉัตรพลไปด้วย แต่เมื่อมาถึงห้องกลับพบว่าเจ้าตัวกำลังเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน ฝ่ายฉัตรพลเองก็ดูแปลกใจที่พบว่าภรัณยูมาหาตอนเย็นย่ำอย่างนี้ แต่เขาก็วางมือจากข้าวของของตนและเปิดประตูรับด้วยรอยยิ้ม

   “ยังไม่ปิดเทอมอีกหรือ? มหาลัยนี่เรียนหนักกันจังนะ” ฉัตรพลทักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังสวมชุดนิสิตอยู่ทั้งที่อยู่ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน

   “ผมฝึกงานน่ะครับ แล้วครู... ปิดเทอมแล้วก็ยังต้องมาโรงเรียนทุกวันอยู่หรือครับ?”

   ฉัตรพลหัวเราะน้อย ๆ

   “อาชีพครูก็อย่างนี้แหละ ไม่สบายเหมือนนักเรียนหรอก นี่อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเรียนซัมเมอร์แล้วก็ต้องมาเตรียมบทเรียนกับอะไรหลาย ๆ อย่าง”

   “ผมมารบกวนหรือเปล่าครับ?” ภรัณยูเอ่ยถามขณะก้าวเข้าไปในห้องแล้วเดินไปยังตู้โชว์ผลงาน ภาพของนภทีป์ยังคงอยู่ที่เดิมพร้อมกับชื่อเจ้าของ

   “ไม่หรอก ฉันกำลังจะกลับบ้านพอดี” ฉัตรพลตอบแล้วเดินไปยืนข้าง ๆ “แล้วเราน่ะเจอตัวคนที่อยากเจอหรือเปล่า? เด็กคนนั้นยังอยู่สุขสบายดีไหม?”

   ภรัณยูยิ้มออกมาน้อย ๆ พลางมองเงาสะท้อนของคู่สนทนาผ่านทางกระจก

   “ผมได้เจอแล้วครับ แต่...เขาไม่เหมือนกับที่ผมคิดเอาไว้”

   “ผิดหวังงั้นหรือ?”

   ชายหนุ่มส่ายศีรษะ

   “ที่จริงผมแค่รู้สึกแปลกใจ เพราะตอนที่ผมมองภาพวาดภาพนี้ คล้ายว่าเขามีบางอย่างคล้าย ๆ ผม ดูมุ่นมั่น มีพลังที่เปี่ยมล้น และไม่ย่อท้อต่อสิ่งใด ความรู้สึกของเขาที่ฝังอยู่ที่นี่ทำให้ผมมีกำลังใจอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มองดูผมจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้หลงทาง เพียงแต่กำลังเดินไปบนเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ๆ เท่านั้น” ภรัณยูว่าแล้วถอนหายใจ “แต่ว่าตอนที่ผมพบเขา ผมกลับรู้สึกเหมือนพบคนอื่น ไม่รู้สินะครับ ผมอาจจะมองผิดไปก็ได้ แล้วรูปภาพก็เป็นแค่รูปภาพ ที่ผมรู้สึกอะไรมากมายก็อาจจะเป็นแค่การให้กำลังใจตัวเอง” เขายกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างเคยชินพลางหัวเราะเบา ๆ กับตนเอง มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดหวัง แต่เหมือนกับกำลังเสียความมั่นใจไปมากกว่า เพราะสิ่งที่เขาใช้ยึดมั่นแทนเป้าหมายมาตลอดกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง

   ฉัตรพลมองชายหนุ่มข้างตัวก่อนเลื่อนสายตาไปมองรูปภาพของเด็กคนนั้น ซึ่ง...หากเจ้าตัวเปลี่ยนไป ไม่เหมือนกับตอนที่วาดภาพนี้เขาจะไม่นึกแปลกใจเลย...

   “ชีวิตคนเรามันก็มีอะไรมากมาย ทุก ๆ คนต่างก็ต้องเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ทั้งพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ บนเส้นทางที่เดินไปมันก็ย่อมมีก้อนหิน หน้าผา และขวากหนามที่ทำให้ก้าวเดินอย่างยากลำบากจนต้องเบี่ยงเส้นทางของตัวเอง ส่วนที่คนฝ่าฟันบนเส้นทางที่คาดหวังก็ต้องพบกับบาดแผลที่ฝากร่องรอยติดตรึงบนร่างกาย” ชายสูงวัยว่าจบก็ยิ้มกว้างอย่างอารี “คนเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปหรอก เขาเพียงต้องแบกรับบาดแผลจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้เท่านั้นเอง”

   ...

   ภรัณยูจนคำพูดไปชั่วขณะเพราะรู้สึกถึงบางสิ่งที่ล้นปรี่อยู่ในอก

   “ผมรู้สึกอิจฉานักเรียนของครูจังเลยครับ”

   “เพิ่งเคยมีเรานี่แหละที่พูดแบบนี้” ฉัตรพลหัวเราะร่า “ว่าแต่ เด็กคนนั้นทำงานทำการอะไรอยู่ล่ะตอนนี้? คงจะมีชีวิตที่ดีใช่ไหม?”

   “ดูเหมือนว่าจะทำงานเป็นนักวาดน่ะครับ” ภรัณยูตอบอย่างไม่แน่ใจ เพราะเจ้าตัวบอกว่าเลิกแล้วจึงไม่รู้ว่าพูดอย่างนี้จะถูกหรือเปล่า

   “อย่างนั้นหรือ?” แม้ตัวฉัตรพลเองจะรู้สึกแปลกใจที่เด็กคนนั้นเลือกวาดภาพต่อไปแม้ต้องพบเจอกับเรื่องที่เจ็บปวด แต่มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้เพราะเขาเองก็กลัวเหมือนกัน...ว่าเด็กคนนั้นจะละทิ้งความฝันไปพร้อมกับการสูญเสียคนสำคัญ

   ภรัณยูมองสายตาที่ฉัตรพลจับจ้องบนภาพวาดก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้นภทีป์เกลียดชังความภาคภูมิใจครั้งแรกของตนเองถึงขนาดนี้ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ถามออกไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าของเรื่องราว หากเจ้าตัวอยากจะพูดออกมาเมื่อไหร่ เขาก็คงจะรู้เอง

   “ครูครับ”

   “หืม?”

   “ผม...ขอถ่ายภาพเก็บไว้ได้ไหมครับ ที่จริงแล้วผมเคยถ่ายมันไว้ครั้งหนึ่งแต่มันก็ไกลมากเลยมองไม่ค่อยชัด ครั้งนี้ผมเลยอยากจะถ่ายไว้ชัด ๆ น่ะครับ”

   “ได้สิ ตามสบายเลย”

   นอกจากจะอนุญาตอย่างเต็มใจแล้ว ฉัตรพลยังเปิดตู้ยกภาพวาดออกมาให้เจ้าตัวถ่ายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแสงสะท้อนบนบานกระจกอีกด้วย ภรัณยูกล่าวขอบคุณและอำลาคุณครูผู้ใจดีหลังจากเสร็จธุระและเดินคุยกันมาจนถึงหน้าโรงเรียน

   “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ภรัณยูกล่าวเมื่อกำลังจะปลีกตัวจากไป

   “แล้วกลับมาเยี่ยมอีกล่ะ ถ้ามีโอกาส จะพาเด็กคนนั้นมาด้วยก็ได้”

   ชายหนุ่มทำได้เพียงยิ้มรับประโยคสุดท้ายนั้น เพราะเขาไม่รู้ว่านภทีป์จะเต็มใจมาด้วยกันหรือไม่ จากปากคำของฉัตรพลก่อนหน้านี้บ่งบอกได้ว่านภทีป์ไม่อยากจะเห็นภาพนั้นอีกไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่ ราวกับว่ามันคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดบาดแผลลึกในใจ

   ภรัณยูไม่อาจรู้ได้เลยว่าอะไรที่ทำให้นภทีป์เป็นคนอย่างในวันนี้ แต่เท่าที่ฉัตรพลว่ามา แต่ก่อนนภทีป์ไม่น่าจะเป็นคนอมทุกข์และเย็นชาอย่างในปัจจุบัน แต่เหมือนกับว่ากาลเวลาและสิ่งที่พบเจอทำให้เจ้าตัวค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย

   เมื่อรถประจำทางที่รออยู่มาถึงป้าย ภรัณยูก็เดินขึ้นไปหาที่นั่งก่อนเปิดมือถือของตนเอง

   ภาพวาดขนาดย่อส่วนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มันมีสีสันสดใสด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลและยังคงแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเคยรู้สึกเมื่อครั้งมองเห็นมันครั้งแรก

   ความมุ่งมั่นตั้งใจและมั่นใจในตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องหลอกลวง มันยืนยันตัวตนอยู่ในภาพวาดภาพนี้ และยังคงทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจเมื่อมองดูแม้จะเป็นเพียงภาพถ่ายก็ตาม

   แล้วอะไรกันนะที่ทำให้นภทีป์เป็นอย่างนี้ได้

   ภาพวาดนี้ไม่น่าจะเป็นสาเหตุของทั้งหมด เพราะมันถูกวาดไว้นานหลายปีแล้ว และหลังจากนั้นนภทีป์ก็ยังคงวาดรูปต่อมาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้...เขาคิดเช่นนั้นเพราะดูจากกระดาษเก็บภาพร่างมากมายที่ยังใหม่อยู่ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในสภาพดี ไม่ได้เก่าเก็บถึงขนาดนั้น ดูเหมือนจะมีบางอย่างกระทบลงไปบนบาดแผลเก่าจนทำให้เจ้าตัวไม่อยากจะดิ้นรนต่อไป

   ภรัณยูคิดก่อนจะส่ายศีรษะ

   ทำไมเขาถึงต้องมานั่งกลุ้มแทนอีกฝ่ายด้วยนะ แต่ก็คงไม่แปลกกระมัง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็มักจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอื่นเสมออยู่แล้ว

   แต่ว่าตอนนี้เขาควรจะคิดเรื่องของตัวเองก่อนหรือเปล่านะ?

TBC


/สารภาพว่าอ่านคอมเมนท์ของคุณ TIKA_n เพลินมากค่ะ เกือบลืมอัพ 555

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 6 (2/07/13)
«ตอบ #26 เมื่อ02-07-2013 22:11:04 »

ที  ถึงจะปากไม่ค่อยดี แต่ก็ถือว่ามีน้ำใจนะ อุตส่าห์พยายามช่วยคิดเรื่องหาคนจ้างงานรัณตามเงื่อนไขคุณแม่
ที่จริงก็คิดพี่อนุทินไว้เหมือนทีเลย แต่คนอย่างพี่อนุทินดูแล้ว จะยอมจ้างก็ต้องด้วยผลงานที่ดีจริง ๆของรัณเท่านั้นแหละ
ภาพวาดฝีมือ ที ที่รัณชอบ คงมีความหลังอะไรกับการที่รติเสียชีวิตแน่ ๆ ถึงขนาด ทนเห็นภาพร่างยังไม่ได้เลย น่าสงสาร
คุณครูฉัตรพลใจดีจังเลย ให้คำแนะนำที่ดีมาก ๆ แล้วคุณครูก็รู้สาเหตุที่ทำให้ที กลายเป็นแบบนี้ด้วย
อ่านแล้วรู้สึกอยากให้ ที ได้กลับมาพบอาจารย์อีกครั้งนึงจังเลย คำแนะนำของอาจารย์น่าจะช่วยทีได้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะ
ขอบคุณคนเขียนค่ะ :กอด1: :L2:




ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 7 (4/07/13)
«ตอบ #27 เมื่อ04-07-2013 21:13:44 »

-7-


   “อาหารเช้ามาส่งแล้วครับ” ประโยคนี้กลายเป็นประโยคทักทายยามเช้าในวันเสาร์อาทิตย์ที่นภทีป์ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อรับลูกศิษย์คนเดียวของตนเอง ภรัณยูยิ้มกว้างอยู่หน้าประตูอย่างเคย และคงเพราะต้องปฏิบัติอย่างนี้เป็นกิจวัตรมาเกือบเดือนแล้วทำให้เจ้าตัวค่อนข้างชินจนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ ตัวนภทีป์เองก็เช่นกัน

   “วันนี้นายมาช้ากว่าปกตินะ” เจ้าของห้องกล่าวก่อนที่เสียงท้องร้องโครกจะดังขึ้นมาในชั่วอึดใจ กระนั้นมันกลับทำให้เกิดช่องว่างของความเงียบเป็นเวลานานพร้อมกับใบหน้าของต้นเสียงที่แดงขึ้นเรื่อย ๆ “...ย...ยืนเฉยทำไมกันล่ะ รีบเข้ามาเสียทีสิ!”

   “ค...ครับ ๆ เข้าแล้วครับ” ภรัณยูต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่หัวเราะออกมาและรีบสาวเท้าตามเข้าไปในห้อง เมื่อมองนาฬิกาแล้วเขาพบว่าตนเองมาสายกว่าปกติประมาณครึ่งชั่วโมง มิน่าเล่านภทีป์ถึงได้หิวจนท้องร้องแบบนั้น

   ใบหน้าของนภทีป์ยังคงแดงเรื่อแม้ในตอนที่นั่งกินข้าว เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เขาได้เห็นอีกฝ่ายในลักษณะท่าทางแบบนี้

   “ว่าแต่...นั่นกำลังจะต้มมาม่าหรือเปล่าครับ?” ภรัณยูเหลือบไปเห็นหม้อใบหนึ่งที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ และรู้สึกว่ามันดูแปลกที่ถูกวางไว้ตรงนี้ ดังนั้นมันน่าจะเพิ่งถูกนำมาวางเพราะเจ้าของเดินออกมาจากห้องครัวและตรงดิ่งไปยังประตูห้องเสียมากกว่า

   “เพราะใครกันล่ะที่ทำให้ฉันเคยชินกับอาหารที่ตรงเวลาปกติชนน่ะ”

   “ทำไมถึงโทษผมแบบนั้นล่ะ” พออีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นความผิดของตน ภรัณยูก็รีบประท้วงขึ้นมาทันที ซึ่งหากเป็นช่วงแรก ๆ ที่พบกันเขาคงไม่กล้าพูดตอบโต้แบบนี้ด้วยเกรงว่าจะถูกไล่แห่ออกไปเหมือนตอนนั้น แต่เมื่ออยู่ใกล้ชิดนานเข้าเขาก็พบว่านภทีป์ไม่ได้นิสัยเลวร้ายอะไรนัก และที่ชอบทำท่าทางเย็นชาก็เป็นแค่การป้องกันตัวธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่...เคยตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว...

   “ถึงเสาร์อาทิตย์จะได้กินอาหารดี ๆ แต่วันที่นายไปทำงาน ทีก็ต้องกินมาม่าอยู่ดีแหละน่า” รติพูดขึ้นพร้อมกับพาตนเองไปนั่งบนไหล่ของภรัณยู แต่ก็แน่นอนว่าเจ้าของบ่าไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนี้ด้วย นภทีป์เองก็ตระหนักถึงข้อนี้ดีจึงไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาเป็นพิเศษนอกจากพยายามหลบตาไม่มองไปตรงนั้นเพราะเกรงว่าจะดูผิดสังเกตเกินไป

   “จะว่าไป...อาทิตย์หน้าก็สงกรานต์แล้ว ผมจะได้หยุดตั้ง 3 วันแน่ะ” ภรัณยูชูนิ้วแล้วหัวเราะร่า “คุณทีเคยออกไปเล่นสงกรานต์หรือเปล่าครับ?”

   “จะออกไปเล่นทำไม ก็แค่สาดน้ำใส่กันจนเปียกโชก” นภทีป์เบ้หน้า

   “แต่ตอนนายเล่น นายก็ดูสนุกจะตายไป” รติเตือนให้เจ้าตัวจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ก็เคยออกไปเล่นสงกรานต์เหมือนกัน ซึ่งมันก็นานแสนนานมาแล้ว

   “ก็ตอนนี้ฉันไม่สนุกแล้ว” ชายหนุ่มกระซิบตอบรติก่อนเหลือบตาไปทางภรัณยูที่มองกลับมาเหมือนสงสัยว่าเขากำลังพึมพำอะไรอยู่ นภทีป์กระแอมครั้งหนึ่ง “ถึงนายจะได้หยุดงานแต่การเรียนของนายก็ไม่หยุดไปด้วยหรอกนะ ดังนั้นนายจะต้องมาที่นี่แทนที่จะนอนอุตุที่บ้าน”

   “ใจร้ายจังนะครับ” ถึงจะเหมือนการต่อว่า แต่สีหน้าภรัณยูกลับเริงร่าจนน่าแปลกใจ

   “แต่วันนี้ฉันจะให้นายพักแทน”

   ...?

   “หมายถึงจะให้ผมนอนที่นี่หรือครับ?” ภรัณยูทำหน้างงงวย “ผมว่าไม่ดีกว่า คือ...จนถึงตอนนี้ดูเหมือนผมจะยังพัฒนาได้ไม่เท่าไหร่ อย่างน้อยผมเลยอยากจะฝึกฝนเท่าที่เวลาจะมีให้”

   “เจ้าบ้า”

   พอโดนด่าเข้าตรง ๆ อย่างนี้ ผู้ถูกหาว่าเป็นเจ้าบ้าก็ผงะไป

   “งานพวกนี้น่ะมันต้องอาศัยอารมณ์ร่วมด้วย ถ้านายอุดอู้อยู่แต่ในห้องมันจะมีไอเดียได้ยังไงกันล่ะ” นภทีป์พูดจบก็ปิดกล่องข้าวลง แม้สิ่งที่พูดออกไปจะเหมือนการต่อว่าตนเองอยู่กลาย ๆ แต่เจ้าตัวก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเขาทำสิ่งที่ไร้สาระอยู่จริง ๆ “เพราะฉะนั้น วันนี้พวกเราจะออกไปข้างนอกกัน บังเอิญว่าฉันจะไปจ่ายค่าเน็ตด้วย ก็ถือว่าไปเดินเที่ยวในตัวเลยก็แล้วกัน”

   ภรัณยูตกตะลึงไปเล็กน้อย

   นภทีป์นี่หรือที่จะออกไปข้างนอกห้อง? ตั้งแต่ได้พบเจอกันมา เขายังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายก้าวเท้าออกไปนอกธรณีประตูเลยสักครั้งจนเริ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ยังไง ซื้อหาอะไรกิน แถมสีผิวซีดเซียวเหมือนคนอมโรคนั่นอีก บ่งบอกได้ดีเลยว่าเจ้าตัวไม่ได้โดนแดดมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แล้วทำไมอยู่ ๆ นภทีป์ถึงชวนเขาออกไปเดินข้างนอกกันนะ? แค่เพราะจะจ่ายค่าเน็ตเท่านั้นจริง ๆ หรือ?

   ท่ามกลางคำถามมากมาย ภรัณยูไม่รู้เลยว่านอกจากตัวเขาแล้วยังมีอีกบุคคลหนึ่งซึ่งตะลึงยิ่งกว่าอยู่ นั่นก็คือรติที่เฝ้ามองนภทีป์มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว

   เจ้าของร่างเล็กแย้มยิ้มก่อนกอดอกอย่างพึงพอใจ การปรากฏตัวของภรัณยูกำลังทำให้ทุก ๆ อย่างดีขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากที่นภทีป์ยอมรับใครสักคนมาอยู่ใกล้ตัวแม้จะไม่เต็มใจนัก จนถึงตอนนี้ที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกอีกครั้งหลังจากกักขังตนเองมานาน

   “เลิกมองได้แล้ว” นภทีป์ใช้น้ำเสียงคล้ายหงุดหงิดที่ตกเป็นเป้าสายตาแล้วยื่นกล่องอาหารให้ภรัณยูนำไปล้างเหมือนทุกครั้ง

   ในตอนนั้นเองที่มีเสียงออดดังจากหน้าประตู

   “ใครน่ะมาเอาตอนนี้?” รติเอ่ยถามพลางบินไปที่ประตูก่อนเจ้าของห้องเสียอีก เพราะภรัณยูก็มาถึงแล้ว อนุทินก็ไม่ได้บอกว่าจะมาหา คนอื่น ๆ นอกจากนี้แม้แต่ตัวเขาเองยังนึกไม่ออก ด้วยเหตุนั้นรติจึงส่องผ่านตาแมว และคนที่ปรากฏตัวที่นั่นทำให้เจ้าตัวเบิกตากว้าง

   “ใครน่ะ?” นภทีป์มุ่นคิ้วเมื่อเห็นท่าทีรติแปลกไป และเพราะเจ้าตัวบังตาแมวอยู่เขาจึงปลดล็อกโซ่คล้องบานประตูเพื่อเปิดออกไปดูด้วยตัวเอง

   “ห้ามเปิดนะ!” รติร้องห้ามเสียงดัง ทำให้สิ่งที่หลุดออกมีเพียงโซ่แต่ไม่ได้ปลดล็อกลูกบิด

   ทว่า...

   แกร๊ก

   เสียงกลอนถูกปลดจากภายนอก ทำให้ทั้งสองจ้องมองไปยังบานประตูด้วยสีหน้าแตกต่างกัน รติแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจนในขณะที่ในดวงตาของนภทีป์กำลังมีความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ภายหลังความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

   ผู้ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่หลังประตูบานนั้น ส่งยิ้มกว้างเป็นมิตรแต่ให้ความรู้สึกไม่น่าวางใจอย่างน่าแปลก

   “โทษทีนะ พอดีผมรอนานแล้วแต่ทีไม่เปิดเสียที ผมก็เลยเปิดเข้ามาเอง” เจ้าตัวว่าพลางโชว์กุญแจห้องให้อีกฝ่ายดู

   “กลับมาอีกทำไม...” นภทีป์เอ่ยถามเสียงแห้ง เขารู้สึกคล้ายมีก้อนแข็งแล่นมาจุกในลำคอจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้

   “อย่าพูดแบบนั้นสิที” อีกฝ่ายหัวเราะในคอ “ผมยังเคารพคุณอยู่เสมอนะ เพราะคุณเป็นคนสอนหลาย ๆ อย่างให้ผม...” ปลายนิ้วเรียวยื่นมาสัมผัสใบหน้า ทำให้นภทีป์ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ

   ในเวลานั้น ภรัณยูยังคงล้างกล่องข้าวอยู่ในครัวโดยไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นหน้าประตู เพราะรู้แค่ว่ามีแขกมาหานภทีป์และไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ตนเองควรสอดจึงไม่ได้เยี่ยมหน้าออกไป แต่แล้วอยู่ ๆ กล่องทัพเพอร์แวร์ที่กำลังล้างก็โดดดีดออกจากมืออย่างไม่มีสาเหตุ ภรัณยูรู้สึกคล้ายมีแรงกระแทกขึ้นมาจากใต้มือตนเองทำให้กล่องพลาสติกกระเด็นตกลงพื้น

   เกิดอะไรขึ้นน่ะ?

   มันอาจจะเป็นแค่การอุปทานหรือเส้นประสาทกระตุกเพราะใช้งานมือมากเกินไปกระมัง ชายหนุ่มไม่ได้คิดอะไรกับมันมากนักและก้มลงเก็บ แต่แล้วกล่องก็กลับกลิ้งหนีมือเขาไป!

   อ...อะไร ยังไงเนี่ย!

   ภรัณยูเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดมากเกินไปหรือมันผิดปกติจริง ๆ แต่ที่แน่ ๆ กล่องเจ้ากรรมนั่นมันกลิ้งออกไปนอกห้องครัวและล้มวางอยู่ตรงนั้น เขาจึงพยายามจะไม่คิดมากและเดินออกไปเก็บ ทำให้เห็นภาพของนภทีป์กับแขกผู้มาเยือน

   ผู้ชายที่อยู่ตรงประตูทำให้เขารู้สึกไม่ดีขึ้นมาตั้งแต่แรกเห็น ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่อาจไว้ใจได้เลยและไม่ควรคบหาด้วยอย่างยิ่ง แต่...ดูเหมือนคน ๆ นั้นจะรู้จักนภทีป์หรือเปล่า?

   “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ คุณที?” เพราะเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ภรัณยูจึงก้มเก็บกล่องข้าวและเดินไปยืนข้าง ๆ เจ้าของห้องเพื่อกันท่าแขกไม่พึงประสงค์ ผู้ชายคนนั้นมองเขากับนภทีป์สลับกันก่อนจะแย้มรอยยิ้มคล้ายรู้ทันแต่ภรัณยูกลับรู้สึกถึงความเย้ยหยันในรอยยิ้มนั้น

   “ไม่เจอกันแค่ 2 เดือน หาคนใหม่ได้เร็วจังเลยนะที”

   ด้วยคำพูดนั้นที่ภรัณยูไม่เข้าใจนัก แต่เขารู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่อบอวลจากคนข้างตัว นภทีป์กำลังขึงตามองฝ่ายนั้นอย่างแข็งกร้าว

   “เอ่อ...คือ...คุณที วันนี้เราจะออกไปเที่ยวกันไม่ใช่หรือครับ? ถ้าออกช้ากว่านี้แดดจะร้อนมากเลยนะว่าจะถึงห้างน่ะ” ภรัณยูจับบ่านภทีป์ก่อนจะพูดเพื่อเบี่ยงหัวข้อ

   “กำลังจะออกไปข้างนอก งั้นผมก็มาผิดจังหวะน่ะสิ?” ผู้ชายคนนั้นทำหน้าครุ่นคิดไม่ค่อยจริงจังนักอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นผมมาใหม่คราวหน้าก็ได้ ยังไงผมก็จะอยู่ที่นี่อีกสักระยะ” หลังจากพูดจบ เจ้าตัวก็ไหวไหล่ก่อนจะเดินถอยออกไปจากห้องโดยไม่ทู่ซี้

   “เดี๋ยว” นภทีป์ที่เงียบไปนานพูดขึ้นมาก่อนยื่นมือไปด้านหน้า “กุญแจห้องผม เอาคืนมาด้วย”

   “เอาไว้จะคืนให้คราวหน้าแล้วกันนะ” ฝ่ายนั้นขยิบตาแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศรอบข้างเองก็คลายลงเช่นกัน รติมองสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วยความอึดอัดใจที่ตนเองทำอะไรไม่ได้มากนอกจากไปเรียกภรัณยูออกมาจากในครัว แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรื่องราวจบลงเร็วกว่าที่คิดไว้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นเพียงการประวิงเวลาออกไปสักเล็กน้อยเท่านั้น

   นภทีป์ปิดประตูลงโดยไม่พูดอะไร

   “คุณที?”

   “วันนี้นายออกไปคนเดียวแล้วกัน” อยู่ ๆ นภทีป์ที่อารมณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาหลายวันก็กลับไปแย่ลงเหมือนเดิม สีหน้าเจ้าตัวบ่งบอกว่าอยากกลับสู่ภาวะเก็บตัวอีกครั้ง และเมื่อพูดจบ ผู้พูดก็เดินสวนกลับเข้าไปในห้องโดยมีเป้าหมายเป็นห้องนอน รติขัดอกขัดใจเอามากที่เห็นภรัณยูเอาแต่ยืนมองเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเสียที จึงจัดการออกแรงผลักให้เจ้าตัวคะมำไปด้านหน้าและเซถลาไปชนนภทีป์เข้าเต็มรักและล้มไปบนพื้นด้วยกัน

   “หวา! ข...ขอโทษครับ!” ภรัณยูรีบร้องเมื่อพวกเขาต่างตั้งหลักได้และผุดลุกขึ้นพร้อมพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาด้วย กระนั้นเขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะนภทีป์ไม่ได้มองเขาด้วยสายตารำคาญหรือกำลังขึงสายตาต่อว่า แต่กำลังมองไปทางอื่นเหมือนไม่อยากจะรับรู้ตัวตนของเขาในห้องนี้

   นภทีป์ลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ และผละเข้าไปในห้องนอน ทำให้ภรัณยูรู้สึกว่าตนเองต้องทำอะไรสักอย่าง เขาผลักประตูไม่ให้อีกฝ่ายปิด และดึงเจ้าตัวออกมาจากห้อง

   “เอ่อ...คุณทีต้องออกไปจ่ายค่าเน็ตไม่ใช่หรือครับ?”

   “ฉันไม่ไปแล้ว นายอยากไปก็ไปเองแล้วกัน”

   ถึงจะถูกปฏิเสธแต่ภรัณยูก็ยังใช้ลูกตื้อต่อไป

   “ผมไม่รู้จักที่ทางแถวนี้เลยนะ คุณก็ต้องช่วยนำทางผมสิ” เขาว่าแล้วยิ้มกว้างพลางดึงให้นภทีป์ออกมาจากห้องนอนในที่สุด “ไปเที่ยวกันเถอะนะคุณที คุณบอกเองนี่ว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้องจะไม่มีไอเดีย ถ้าคุณไม่มีไอเดียแล้วจะสอนผมได้ยังไงกัน?”

   ...

   ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์ที่ตกลงมากหรือเหตุผลของภรัณยูดีเกินไป นภทีป์จึงไม่สามารถพูดคำปฏิเสธออกไปได้เต็มปาก

   “แล้วก็...ถ้าจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ ผมยินดีที่จะรับฟังนะครับ” ด้วยคำพูดแบบนี้มักทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ว่าตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ถึงอย่างนั้นหลาย ๆ คนก็มักจะพูดไม่ออก นภทีป์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากกว่าที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย สีหน้าของนภทีป์ดีขึ้นเล็กน้อยและเหมือนจะปนความประหม่าอยู่นิดหน่อยก่อนเจ้าตัวจะถอนหายใจยาวและยอมเลิกขืนตัว

   “ถ้าออกไปช้าแดดจะร้อนสินะ”

--------------------------------->

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 7 (4/07/13)
«ตอบ #28 เมื่อ04-07-2013 21:15:00 »

ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้กับคอนโดมิเนียมมากที่สุดอยู่ถัดออกไปเพียงรั้วกั้น ถึงอย่างนั้นแล้วนภทีป์ก็ยังไม่ชอบที่จะมาเดินที่นี่นักเพราะจำนวนคนที่มากมายตามจำนวนผู้อยู่อาศัยแวดล้อม แต่นภทีป์ก็ได้พบว่าการที่มีคนมาด้วยก็ลดความประหม่าไปได้มาก คงต้องขอบคุณภรัณยูกระมัง เพราะแม้เจ้าตัวจะตัวสูงและท่าทางเป็นคนเดินเร็ว ก็ยังคอยชะลออยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ

   หลังจากจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว นภทีป์ก็เตรียมจะเดินกลับทันที

   “เดี๋ยวสิครับ จะไม่ไปดูอะไรอย่างอื่นก่อนหรือ?” ภรัณยูดึงมือแล้วเอ่ยถาม สายตาเจ้าตัวมองไปยังร้านรวงบริเวณทางเดินและบันไดเลื่อนขึ้นไปที่ด้านบน

   “นายจะดูของอะไร ที่นี่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีโรงหนังหรือคาราโอเกะหรอกนะ”

   “ก็ขึ้นไปซื้อของกินของใช้น่ะสิครับ ที่ห้องไม่มีของสดอยู่เลยจะทำอะไรก็คงลำบาก แล้วก็น้ำยาล้างจานจะหมดแล้วด้วย”

   บางครั้งภรัณยูก็มีความละเอียดที่น่าแปลกใจ นภทีป์มองอีกฝ่ายเสมือนกำลังมองคนที่เข้ามาซอกแซกในบ้านของตนเองจนคนถูกมองชักจะรู้สึกเขินขึ้นมา

   “ก็วันนี้ผมล้างทัพเพอร์แวร์นี่ครับ” เขาแก้ตัวอ้อมแอ้มแล้วดึงมืออีกคนไปทางบันไดเลื่อน “เอาน่า ไปเดินซื้อชองสักหน่อยแล้วค่อยกลับ ไหน ๆ ก็อุตส่าห์ออกมาแล้วนี่นา”

   ในเมื่อเจ้าตัวว่าอย่างนั้น เจ้าของห้องก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วต้องยอมตามไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะหากน้ำยาล้างจานกำลังจะหมดจริง ๆ เขาก็ต้องเดินออกมาซื้อในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอยู่ดี นอกจากนี้ยังต้องซื้อสบู่ ยาสีฟัน แชมพูด้วยสินะ ผงซักฟอกล่ะกำลังจะหมดหรือยัง? นภทีป์เริ่มทบทวนเครื่องอุปโภคอยู่ในใจซึ่งแต่ละอย่างก็ล้วนแต่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งสิ้น และเพราะเขาไม่ได้ออกมาข้างนอกเลยตลอดเวลา 1 เดือน ทำให้สิ่งเหล่านี้ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ รวมถึง...บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขาด้วย

   เมื่อขึ้นไปถึงทางเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ภรัณยูก็เดินไปหยิบตะกร้าแบบลากได้ที่อยู่ติดกับทางเข้าอย่างชำนาญด้วยท่าทางราวกับเป็นพ่อบ้านพ่อเรือนก่อนจะเดินไปที่มุมอาหารสด

   ท่วงท่าการหยิบจับและเลือกของของชายหนุ่มที่ขัดกับรูปกายภายนอกทำให้ทั้งนภทีป์และรติต่างประหลาดใจไปตาม ๆ กัน เพราะมันดูเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ

   “สงสัยจะซื้อของไปทำอาหารบ่อยนะ” รติว่าขณะหย่อนตัวนั่งลงไหล่ของคู่สนทนาเพียงคนเดียวที่ตนมี

   “แล้วยังไง?”

   “นายก็โชคดีไง เหมือนได้พ่อบ้านฟรี ๆ เลย รู้ตัวหรือเปล่า”

   นภทีป์ละสายตาจากรติไปมองร่างสูงค่อนข้างล่ำแบบนักกีฬา ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูไม่เหมือนพ่อบ้านเลยสักนิดเดียว

   “นายจะซื้ออะไรเยอะแยะน่ะ?” เขาตัดสินใจชะโงกหน้าเข้าไปดูในตะกร้าระหว่างที่ภรัณยูกำลังพิจารณาลูกชิ้นเนื้อหมูในมือ ข้างในตะกร้าตอนนี้มีโคนปีกไก่อยู่จำนวนหนึ่งซึ่งห่อไว้ในถุงพลาสติกขุ่น และพวกไส้กรอกกับบาโลน่าอีกอย่างละห่อ แค่มุมเนื้อก็ได้มาขนาดนี้แล้ว และดูเหมือนเจ้าตัวจะเล็งของไว้อีกหลายอย่าง ในที่สุดภรัณยูก็โยนลูกชิ้นลงไปในตะกร้าด้วยและหันมายิ้มให้

   “ของที่ทำให้คุณทีไม่ต้องพึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ ไงครับ”

   “แต่ว่าฉันทำอาหารไม่เป็น...”

   “ผมก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน”

   ...

   ดูเหมือนว่าความสามารถของพวกเขาทั้งสองจะไม่สามารถจัดการอาหารสดได้ แต่ถึงอย่างนั้นทำไมภรัณยูจึงยืนยันจะซื้อมันอีกนะ ถึงแม้ไส้กรอกและลูกชิ้นจะสามารถกินได้เลยทันที แต่ท่าทางของผู้เลือกซื้อไม่เหมือนคิดจะเอามันไปเพื่อกินโดยไม่แปรรูปซ้ำสักนิด

   “จะไหวไหมเนี่ย” รติกุมขมับ แต่สีหน้าของภรัณยูกลับไม่แสดงความทุกข์ร้อนออกมาและเริ่มเดินไปโซนอาหารทะเล เจ้าตัวเลือกปลาสดมาตัวหนึ่งซึ่งขนาดดูกำลังดีและส่งให้พนักงานช่วยนึ่งให้

   “เดี๋ยวนี้ห้างสะดวกขึ้นเยอะเลยนะครับ” หลังรับหมายเลขรับสินค้าและรับทราบเวลารอจากพนักงานแล้ว ภรัณยูก็หันมาจูงมือนภทีป์ให้เดินต่อ ชายหนุ่มทั้งสองพากันไปยังโซนขนมปังซึ่งภรัณยูก็เลือกมา 2-3 อย่างให้นภทีป์กินเป็นอาหารเช้าในวันที่ตนไม่ได้มาหา และจากนั้นก็วนไปที่ชั้นผัก ผักสีเขียวสดเรียงกันอยู่บนชั้นซึ่งมีไอเย็นพุ่งออกมาเพื่อรักษาสภาพของมันให้สวยงามน่ารับประทานที่สุด ตรงจุดนี้ภรัณยูยืนค้างอยู่นานพอสมควรและหันมาถามนภทีป์หลังจากนิ่งอยู่หลายนาที “ไม่ชอบกินผักอะไรหรือเปล่าครับ?”

   “ก็...พวกหอมล่ะมั้ง?”

   “อืม...พวกผักที่รสเผ็ด ๆ ?”

   “คิดว่า...” นภทีป์เองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าตนเองไม่ชอบอะไร เขารู้แต่ว่าไม่ชอบรสชาติของพวกหอมเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นหอมใหญ่ หอมแดง หรือต้นหอม ถ้าหากว่ามีใส่มาในอาหารเขาก็มักจะเขี่ยทิ้งโดยไม่แตะต้องแม้แต่น้อยเพราะรสชาติและกลิ่นของพวกมันที่เคยสัมผัสในวัยเด็กไม่ให้ความรู้สึกดีที่นัก เขากวาดตามองไปบนชั้นพลางคิดว่าตนเองน่าจะกินอะไรได้บ้าง “ผักกาดก็ดี แล้วก็พวกผักชี คึ่นไช่”

   “เอาอันนี้ไปด้วยแล้วกัน” ภรัณยูหยิบกระเทียมโยนลงไปในตะกร้าหลังจากเลือกผักได้เท่าที่ต้องการแล้ว “ไปหาไข่กับพวกเครื่องเทศกันเถอะ ที่ห้องของคุณแทบจะไม่มีเครื่องเทศเลยนี่?”

   ก็จริง...ไข่ถูกใส่ไปกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดแล้วและยังไม่ได้ซื้อเพิ่ม ส่วนเครื่องเทศ...เพราะไม่ได้ทำอาหารเองก็เลยไม่ได้สนใจซื้อไว้ ส่วนใหญ่จึงเก็บ ๆ จากที่แถมมากับอาหารเท่านั้น

   หลังจากได้ไข่กับเครื่องเทศมาพร้อมแล้ว ตะกร้าก็ดูจะเต็มไปด้วยของที่เกี่ยวกับอาหาร แต่อยู่ ๆ ภรัณยูก็นึกอะไรขึ้นมาได้แล้วบอกให้นภทีป์ถือตะกร้ารออยู่ตรงนี้ก่อน แล้วเจ้าตัวก็เดินหายไปเฉย ๆ

   “ดูเหมือนเขาจะห่วงนายน่าดูเลยนะ” รติออกความเห็นขณะมองลงไปในตะกร้าซึ่งเต็มไปด้วยอาหารสดอันทรงคุณค่าทางโภชนาการ ซ้ำเครื่องเทศก็ไม่มีผงชูรสหรือผงปรุงอาหารแบบสำเร็จรูปเลยสักห่อเดียว ที่ดูใกล้เคียงกับคำว่าสำเร็จรูปที่สุดคงเป็นปลาทูน่ากระป๋องแช่น้ำเกลือ ไส้กรอก และลูกชิ้น นอกจากนั้นก็เป็นเนื้อกับผักใบเขียว เสียแต่...สองคนนี้จะทำยังไงกับของสดพวกนี้ล่ะ? ซื้อมาแต่ทำได้แค่แช่ทิ้งในตู้เย็นก็ไม่ไหวเหมือนกัน มีแต่ทิ้งเสียไปซะเปล่า ๆ หรือว่าจะเอากลับไปให้แม่ทำให้?

   “ฉันว่าเจ้านั่นยุ่งไม่เข้าเรื่อง...”

   “หืม?”

   “เปล่า ไม่มีอะไร...” นภทีป์ไม่ได้ให้คำตอบต่อสีหน้าแสดงความสงสัยของรติ เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่ารู้สึกถูกต้องหรือไม่...ที่ภรัณยูจะเป็นห่วงเขาแม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวอะไรเลย แต่เพราะเห็นว่าเขารู้สึกไม่ดีจึงได้คะยั้นคะยอให้ออกมาข้างนอกด้วยกันโดยไม่ถามอะไรสักคำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ซ้ำยังชวนเขาดูของจบแทบจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงก่อนไปเสียสนิทใจ

   และเพราะนภทีป์ไม่นำพาต่อการพูดคุย รติจึงเงียบไปด้วยกันและมองไปรอบตัว ระหว่างนั้นหูก็แว่วเสียงรถเข็นกำลังเข้ามาใกล้และเมื่อเขาหันไปมองก็พบภรัณยูกำลังยิ้มร่าพร้อมกับรถเข็นในมือ

   “รู้สึกว่าจะกะปริมาณของพลาดไปหน่อย ใช้อันนี้น่าจะดีกว่า” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ย้ายของในตะกร้าไปใส่รถเข็นก่อนนำตะกร้าไปวางไว้แคชเชียร์

   “แต่เมื่อกี้ก็ยังไม่เต็มนี่ นายจะซื้ออะไรอีกมากมายกัน?” นภทีป์เริ่มมุ่นคิ้วและสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังช่วยเขาซื้อของเข้าห้องหรือกำลังจับจ่ายของตัวเองอยู่กันแน่ เพราะเขาไม่ได้มีความต้องการเครื่องอุปโภคบริโภคมากมายถึงขนาดต้องใช้รถเข็นเลย แล้วอีกอย่าง... “ถ้าซื้อเยอะเกินไปพวกเราจะขนกลับไปไม่ไหวเอานะ”

   “ไม่ต้องห่วง ผมแข็งแรงอยู่แล้ว” ภรัณยูว่าก่อนจะเดินดิ่งไปที่จุดขายข้าวสาร เขายกถุงข้าวหอมมะลิถุงหนึ่งใส่ลงไปในรถเข็นและออกเดินต่อ

   ของที่ว่าไม่พอ...คือข้าวสารเองหรือ?

   แต่...

   “ฉันไม่มีหม้อหุงข้าว...”

   “ถ้าอย่างนั้นพอแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้ากันต่อแล้วกันครับ หม้อใบเล็ก ๆ แบบหุงกินคนเดียวราคาก็ไม่เท่าไหร่” ภรัณยูพูดราวกับว่าเป็นเรื่องของตนเอง

   “นายถามกระเป๋าเงินฉันบ้างไหมน่ะ”

   พอนภทีป์พูดเรื่องเงินขึ้นมาก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปได้ครู่หนึ่งก่อนทำหน้าครุ่นคิด

   “ถ้าหากว่าวันนี้คุณเอาเงินมาไม่พอ ผมจะช่วยออกให้ก็ได้ แล้วก็หักกับค่าเรียนผมเป็นไงครับ?” ข้อเสนอของภรัณยูค่อนข้างน่าสนใจ เพียงแต่ประเด็นของอีกคนหนึ่งนั้นเป็นคนละเรื่องกัน นภทีป์เพียงต้องการบอกว่าของเหล่านี้เกินความต้องการของเขาและไม่เห็นว่าจำเป็นต้องซื้อหา “คุณทีรู้หรือเปล่าว่าถ้ามีหม้อหุงข้าวแล้วก็ซื้อข้าวสารไปหุงเองจะคุ้มกว่าซื้อข้าวหุงสำเร็จจากตลาดหลายเท่า ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตไงล่ะครับ แล้วเวลาหิวจะได้ไม่ต้องเดินออกมาซื้อข้าวข้างนอกด้วย”

   ข้อสุดท้ายนั่นก็ดูจะเป็นเหตุผลที่ดี...

   นภทีป์มองภรัณยูอยู่ครึ่งหนึ่ง ก่อนจะนึกถึงเรื่องสมัยที่เขาย้ายมาอยู่คอนโดมีเนียมคนเดียวแรก ๆ อนุทินก็บอกให้เขาซื้อหม้อหุงข้าวไว้เหมือนกัน แต่สุดท้ายเขาก็เพียงซื้อหม้อกับกระทะใบเล็กไว้เท่านั้น ส่วนไมโครเวฟอนุทินก็เป็นคนหามาให้โดยอ้างว่าเป็นของขวัญวันเกิด

   ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

   “ถ้าราคาไม่น่าเกลียดแล้วคุณภาพไม่แย่เกินไปฉันจะลองพิจารณาดูก็แล้วกัน”

   พอได้ยินคำตอบรับ ภรัณยูก็ยิ้มกว้างแล้วรีบพาเดินไปซื้อของที่เหลือก่อนจบลงที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของซุปเปอร์มาร์เก็ต

   ในระหว่างการเลือกซื้อ พนักงานก็เดินดิ่งเข้ามาถามความต้องการพร้อมทั้งนำเสนอขายอย่างเป็นกันเองและเหมือนพยายามคะยั้นคะยอให้ซื้ออยู่กลาย ๆ ยิ่งทำให้นภทีป์รู้สึกอึดอัด

   พนักงานขายของที่บริการดีเกินไปทำให้เขารู้สึกแย่จนไม่อยากเดินซื้อของแบบนี้ เพราะการถูกใครบางคนเข้ามาชวนพูดคุยและแนะนำสินค้าโดยเอาแต่จับจ้องไม่ยอมวางตาทำให้รู้สึกเหมือนถูกผลักดันให้หยิบของสักชิ้นขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว ถึงแม้มันจะเป็นมาตรฐานการบริการทั่ว ๆ ไป แต่เขาก็ทำใจให้รู้สึกดีกับมันไม่ได้เสียที แต่อย่างน้อยตอนนี้ภรัณยูก็ช่วยทำตัวเป็นผู้ต้องการสินค้าแทนตัวเขา ทำให้พนักงานไปคะนั้นคะยอเจ้าตัวแทน และเพราะเขาไม่มีความรู้เรื่องการเลือกสินค้าเหล่านี้ ก็เลยปล่อยให้ภรัณยูจัดการ

   สุดท้าย พวกเขาก็เลือกได้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดและรูปร่างดูน่ารักมาเครื่องหนึ่ง จากปากคำพนักงานแล้ว หม้อหุงข้าวไฟฟ้ารุ่นนี้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีสำหรับคนที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียวและมีกำลังซื้อปานกลาง เป็นคนที่มีคุณภาพและมีใบรับประกัน อีกทั้งยี่ห้อก็คุ้นหูคนทั่วไปในฐานะบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนส่งขายไปทั่วโลก จึงสามารถการันตีตัวมันเองได้เป็นอย่างดี

   แต่ก่อนที่จะออกไปจ่ายเงิน นภทีป์ก็พบว่าตนเองไม่ได้พกเงินสดมามากพอ

   ก็ไม่แปลก...ปกติเขาไม่ได้เก็บเงินสดไว้กับตัวเลย ส่วนใหญ่จะอยู่ในธนาคารและเบิกออกมาแค่ที่ต้องการใช้เท่านั้น

   ระหว่างที่ภรัณยูกำลังต่อคิวเพื่อชำระสินค้า นภทีป์ก็ออกไปกดเงินที่ตู้atm ซึ่งตอนนั้นรติไม่ได้บินตามไปด้วยและนั่งรออยู่บริเวณคานจับของรถเข็น สายตาของเจ้าตัวกวาดมองข้าวของที่ถูกวางไว้ข้างแคชเชียร์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหมากฝรั่ง อมยิ้ม ที่โกนหนวด และตู้ไอศกรีม

   ช่วงที่กำลังจะถึงคิว ภรัณยูก็หันไปเลือกไอศกรีมทำให้ไม่ทันได้เห็นของสิ่งหนึ่งที่ถูกนำไปวางบนรางปะปนกับสินค้าชิ้นอื่นที่รอคิดเงินอยู่โดยฝีมือของรติ

   เมื่อนภทีป์กลับมาก็กำลังคิดเงินอยู่พอดี ภรัณยูจึงยัดเงินจำนวนหนึ่งใส่มืออีกฝ่ายไว้ก่อน

   “นี่อะไรน่ะ?”

   “คือ ผมคิดว่าอากาศมันร้อนก็เลยซื้อไอศกรีมมาด้วยน่ะครับ”

   เงินที่ยัดมาในมือเป็นค่าไอศกรีมนี่เอง...

   นภทีป์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะคืนมันกลับไปให้เจ้าของ

   “แค่ไม่กี่บาท ฉันออกให้ก็ได้” คำตอบที่ได้รับทำให้ภรัณยูเลิกคิ้วสูงด้วยไม่คิดว่าจะได้ยิน นภทีป์แม้จะไม่ใช่คนขี้งกอะไรไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนเอื้อเฟื้อสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นแค่ค่าไอศกรีมแท่งละไม่กี่บาทก็ตาม

   “คุณทีนี่ใจดีเหมือนกันนะครับ”

   พอถูกชมแบบนั้นนภทีป์ก็เบี่ยงหน้าไปอีกทางหนึ่งเพราะรู้สึกเขินขึ้นมา แต่ก่อนที่จะได้อ้าปากตอบโต้อะไร สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นสินค้าในมือพนักงานซึ่งกำลังจะนำไปคิดราคา ซึ่งพนักงานก็กำลังเหลือบสายตามามองพวกเขาอย่างมีความหมายเช่นกัน

   “ด...เดี๋ยวก่อน! นั่นมันไม่ใช่ของผมนะ” นภทีป์รีบยกมือห้ามปากคอสั่นและใบหน้าแดงซ่าน

   “เอ๋ แต่ว่ามันอยู่ใน...” พนักงานสาวทำหน้าตกใจที่ถูกห้ามคิดราคาสินค้าที่ถูกลำเลียงมาโดยลูกค้าเอง ทำให้นภทีป์หันขวับไปมองภรัณยูซึ่งมีหน้าที่เฝ้าของและลำเลียงของบนสายพาน แต่สีหน้าของภรัณยูก็กำลังมองของสิ่งนั้นอย่างงงงวยเช่นกัน หากว่ามันเป็นลูกอมหรือหมากฝรั่ง เขายังพอคิดได้ว่าตนเองคงเผลอเกี่ยวตกลงมา แต่ว่าของชิ้นนั้น...เขาจำไม่ได้เลยว่าไปสัมผัสถูกมันเข้า เพราะมันคือ...

   ถุงยางอนามัย...

   “ผมไม่ได้หยิบมานะ” ชายหนุ่มรีบหันไปแก้ตัว แต่นภทีป์กลับมองเขาตาเขียวปั๊ดเหมือนคาดโ?ษลงไปเรียบร้อยแล้วและไม่อาจแก้ตัวได้เลย เขาจึงรีบหันไปทางแคชเชียร์ “ขอโทษนะครับแต่ว่าคงมีการเข้าใจผิด หรือผมคงซุ่มซ่ามเอง ช่วยเอาของนั่นออกไปเถอะครับ”

   แคชเชียร์สาวทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็นำมันกลับไปวางบนชั้นตามที่ลูกค้าต้องการก่อนจะคิดเงินต่อ ซึ่งตอนนั้นเองที่นภทีป์สังเกตเห็นว่ารติกำลังทำตัวคุดคู้สั่นเทาอยู่ในรถเข็น ซึ่งหากมองดี ๆ จะรู้ได้ว่าเจ้าตัวกำลังกลั้นขำจนร่างเล็ก ๆ สั่นระริก

   “นาย...”

   เสียงของนภทีป์มีแต่ความไม่พอใจระบายอยู่ เมื่อรวมกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดฝาดที่ไม่รู้ว่าเพราะความโมโหหรือความอาย ทำให้ภรัณยูเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธตนเองเพราะมองไม่เห็นตัวตนเหตุอย่างที่นภทีป์เห็น แต่ครั้นจะให้อธิบายอะไรตอนนี้จะยิ่งทำให้พวกเขาต่างมองหน้ากันยากกว่าเดิมเพราะอยู่ในที่สาธารณะและคนรอบข้างต่างมองมาที่พวกเขาด้วยความสงสัยอยู่

   เมื่อคิดเงินเสร็จ ภรัณยูก็เดินตามนภทีป์กลับห้องต้อย ๆ โดยไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

   ตอนนี้นภทีป์คงกำลังคิดว่าเขาเป็นพวกวิปริตบ้ากามแน่ ๆ

   เพราะคิดอย่างนั้นชายหนุ่มจึงกอดถุงข้าวด้วยท่าทางหดหู่จนกระทั่งกลับมาถึงห้องและจัดของเสร็จเรียบร้อย ตลอดเวลานั้นนภทีป์ก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน

   “เอ่อ...คือผม...”

   “ไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้...” เสียงของนภทีป์สั่นอยู่เล็กน้อย ภรัณยูจึงเงยหน้ามองอย่างสนเท่ห์เมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังคงหน้าแดงและหลบตาเขาราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ส่งผลต่ออารมณ์เจ้าตัวเป็นอย่างมาก “นายกลับไปก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

   “แต่...”

   “ฉันจะไม่พูดซ้ำแล้วนะ”

   “...ครับ...” เพราะภรัณยูกลัวว่าจะถูกไล่อีกจึงรีบรับคำแม้จะไม่เต็มใจเพราะอยากอธิบายทุกอย่างให้เรียบร้อยและไม่อยากเป็นคนน่ารังเกียจในสายตาอีกฝ่าย แต่ในเมื่อยังไม่พร้อมจะฟัง เขาก็ต้องจำยอมล่าถอยกลับไปทั้งที่ยังค้างคาใจว่าทำไมของอย่างนั้นถึงลงมาอยู่กับของซื้อได้

   และเมื่อภรัณยูจากไปแล้ว นภทีป์ก็ขึงตามองไปยังตัวตนเหตุซึ่งจนถึงตอนนี้ยังหัวร่องอหายเหมือนว่านั่นคือเรื่องตลกที่สุดในชีวิต แต่เขาไม่ตลกด้วยสักนิด!

   “นายทำบ้าอะไรน่ะ!”

   “ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันก็แค่สงสัยว่ามันคืออะไรก็เลยลองหยิบมาเท่านั้นเอง” รติไหวไหล่ “ฉันไม่นึกว่าจะทำให้นายทำสีหน้าแบบนั้นออกมาได้ ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่?” เจ้าตัวจงใจทำสีหน้างงงวยแม้ใจจะรู้ได้เลา ๆ จากท่าทางของนภทีป์และภรัณยูเมื่อครู่แล้วก็ตาม

   นภทีป์เองก็ไม่สามารถจะตอบออกมาได้อย่างเต็มปาก เพราะสำหรับเขาแล้วมันค่อนข้างเป็นเรื่องน่าอายแม้ผู้ฟังจะเป้นผู้ชายด้วยกันก็ตาม

   “มันจะเป็นอะไรก็ช่าง นายอย่าไปแตะมันอีกก็แล้วกัน!” ในที่สุดก็ต้องตัดบทไปอย่างนั้นแล้วนภทีป์ก็กระแทกเท้าปึงปังเข้าห้องนอนไป

   รติกลอกตาพลางหัวเราะนิด ๆ

   “ถ้านายไม่หวั่นไหวก็ไม่เห็นต้องอายเลยแท้ ๆ น้า~ ที”

TBC

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13413
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
Re: Naughty Cupid หัวใจไร้สี 7 (4/07/13)
«ตอบ #29 เมื่อ05-07-2013 22:57:34 »

สุดยอดยาวมากๆ อ่านจนจุใจกันเลยทีเดียว เรื่องสนุกมาก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด