- ปรุงรักให้ลงล็อก- ตอนพิเศษ หนูด้วงโกทูสคูล (แก้ไขตอนพิเศษเพิ่ม) 17/3/61 P.26
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: - ปรุงรักให้ลงล็อก- ตอนพิเศษ หนูด้วงโกทูสคูล (แก้ไขตอนพิเศษเพิ่ม) 17/3/61 P.26  (อ่าน 195419 ครั้ง)

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


**********************************************


หมายเหตุจากผู้แต่ง

นิยายเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน สถานที่ เนื้อเรื่องถูกแต่งขึ้นทั้งหมดจากจินตนาการของผู้แต่ง อาจจะมีคำไม่สุภาพบ้างนิดหน่อยในการแทนตัวของตัวละครหรือคำเขียนที่ผิดเพี้ยนจากคำที่ถูกต้องไปบ้าง เพื่อแสดงอารมณ์ของตัวละครในบทสนทนา แต่จะพยายามให้น้อยที่สุดนะคะ และหากเนื้อเรื่องตอนใดของนิยายเรื่องนี้ไปคล้ายคลึงชื่อใคร สถานที่ใด เรื่องใดก็ตามต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย แต่รับรองว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดมาจากจินตนาการผู้แต่งล้วนๆค่ะ ขอให้สนุกกับนิยายเรื่องนี้นะคะ

---------------------


นิยายเรื่องอื่นๆของผู้แต่ง



ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายรองเท้าแตะ

รักวุ่นดีปีโป้ช่วยลุ้น ภาค 1 และ 2

จนกว่ารักจะทักทาย (18+)

เคลียร์คิวหัวใจเอาไว้ให้ความรัก


ซีรีส์ชาวเกาะ
ปรุงรักให้ลงล็อก
ปลดล็อกให้ความรัก
เพลงรักที่หายไป


มนตราแห่งมายัน
ภาค วสันตวิษุวัต
ภาค ครีษมายัน


เรื่องสั้น
ผู้โชคดี



[ทางไปเพจ Loverouter จิ้มเลย]
[ทางไปทวิต Loverouter จิ้มเลย]


---------------------



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-08-2019 12:57:01 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
Re: - ปรุงรักให้ลงล็อก-
«ตอบ #1 เมื่อ23-03-2017 16:41:11 »

บทนำ


'มีคุณ' หนุ่มนักวิจารณ์อาหารชื่อดังกำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สินที่มารดาสร้างเอาไว้จำนวนมาก ซึ่งมีคุณยังไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าบุญมีแต่กรรมบังหรือเปล่า เมื่อจู่ๆเขาก็ได้รับมรดกจากคุณปู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป มรดกที่ว่าก็คือร้านอาหารของคุณปู่นั่นเอง ร้านนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมันอยู่บนเกาะเล็กๆทางใต้ แต่กำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ หากมีคุณขายที่ดินที่ร้านนี้ได้ มีคุณจะมีเงินมากพอมาใช้หนี้ให้มารดาได้

แต่ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เพราะคุณปู่มีข้อแม้ระบุไว้ว่า...มีคุณจะขายร้านพร้อมที่ดินได้ก็ต่อเมื่อมารับช่วงต่อในกิจการร้านอาหารของปู่จนครบหนึ่งปี โดยทุกเดือนต้องทำกำไรให้ได้ไม่ต่ำกว่าที่ปู่เคยทำเอาไว้

แต่ปัญหาที่ทำให้มีคุณต้องปวดหัวที่สุดก็คงเป็นข้อแม้สุดท้ายของปู่ ซึ่งข้อแม้นั้นก็คือเรื่องเชฟที่คุณปู่ระบุเอาไว้ในพินัยกรรมว่าต้องการเชฟคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น

เชฟคนนั้นคือ 'นับตังค์' เด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวหัวโบราณแต่มีชื่อเรื่องรสมือการทำอาหารคาวหวานแบบไทยๆมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

แม้นับตังค์โตมากับอาหารและขนมไทย แต่เจ้าตัวดันคิดอะไรไม่เหมือนคนในครอบครัว นับตังค์แอบคิดสูตรใหม่ๆ โดยนำอาหารไทยไปประยุกต์ผสมผสานกับอาหารฝรั่งในสไตล์ของตัวเอง แอบไปประกวดโดยไม่ให้ครอบครัวรู้

มีคุณจะทำอย่างไรให้นับตังค์ยอมมาเป็นเชฟให้เพราะตัวเองเคยไปวิจารณ์ฝีมือของนับตังค์มาก่อนจนไม่เหลือดี
แถมคุณเชฟก็เกรียน คุณบอสก็กวน กลิ่นอาหารและกลิ่นความรักจะตลบอบอวล รออ่านเรื่องราวรักที่จัดจ้านชวนทานกันนะคะ


สารบัญ ปรุงรักให้ลงล็อก

[ตอนที่ 1 ข้าวเหนียวดง-มะยงชิด] , [ตอนที่ 2 บิบิมบับฉบับคลุกกะปิ] , [ตอนที่ 3 จ่างมงกุฎ ดาราเอก]
[ตอนที่ 4 เทมปุระ น้ำยาปู] , [ตอนที่ 5 ขนมจาก] , [ตอนที่ 6 ลุกชุบ] , [ตอนที่ 7 ข้าวอบเผือก]
[ตอนที่ 8 ราเมนข้อสอบ] , [ตอนที่ 9 บาบีคิวเสี่ยงทาย] , [ตอนที่ 10 พายเมี่ยงคำ]
[ตอนที่ 11 ข้าวต้มอภินิหาร] , [ตอนที่ 12 ข้าวแช่ชาววัง] , [ตอนที่ 13 ล่าเตียง,หรุ่ม]
[ตอนที่ 14 ขนมจีบ] , [ตอนที่ 15 รังไร] , [ตอนที่ 16 ซีฟู้ดดูดนิ้ว] , [ตอนที่ 17 ห่อหมกในตำนาน]
[ตอนที่ 18 รูบิคเค้ก] , [ตอนที่ 19 เกาเหลาใสๆ] , [ตอนที่ 20 ต้มมะรัก] , [ตอนที่ 21 ไข่ลูกสะใภ้]
[ตอนที่ 22 ข้าวตังหน้าตั้งทรงเครื่อง] , [ตอนที่ 23 ซูชิคั่วกลิ้ง] , [ตอนที่ 24 ไส้กรอกปลาแนม]
[ตอนที่ 25 ม้าห้อ] , [ตอนที่ 26 ปลาแห้งแตงโม] , [ตอนที่ 27 แกงรัญจวน] , [ตอนที่ 28 รวมมิตร]
[ตอนที่ 29 มัศกอด] , [ตอนที่ 30 ขนมสามเกลอ] , [ตอนที่ 31 เสน่ห์จันทร์] , [ตอนที่ 32 ขนมมงคล]
[ตอนที่ 33 กาแฟสายไหม] , [ตอนที่ 34 แกงระแวง] , [ตอนที่ 35 ขนมลา] , [ตอนที่ 36 ตำรับรัก ตอนจบ] , [ตอนพิเศษ]



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2018 16:09:42 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
ปรุงรักให้ลงล็อก

ตอนที่ 1 ข้าวเหนียวดง-มะยงชิด


พลอยประดับ...หญิงวัยกลางคนที่แม้ใบหน้าของเธอจะมีริ้วรอยที่บ่งบอกถึงอายุที่ล่วงเลยไปเกือบหกสิบปี แต่กระนั้น...เจ้าตัวก็ยังคงความสวยสง่าตามแบบฉบับคนที่เคยได้รับตำแหน่งนางงามประจำจังหวัดสมัยที่ยังเป็นสาวแรกรุ่น โดยปกติแล้วเธอจะเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น แต่วันนี้เธอรู้สึกร้อนใจคอยมองไปที่หน้าบ้านอยู่ตลอดเวลา คนที่เธอมองหาป่านนี้ยังมาไม่ถึงบ้านทั้งที่เธอโทรไปตามตัวให้มาหาตั้งนานแล้ว คนที่เธอรอนั้นไม่ใช่คนอื่นไกลแต่คือลูกชายคนเดียวของเธอกับอดีตสามีที่เป็นถึงรัฐมนตรีมีหน้ามีตาในสังคมไทย อดีตสามีที่เธอเคยฝากชีวิตให้เขา เธอร่วมสุขร่วมทุกข์มาตั้งแต่สมัยเขายังเป็นแค่นักการเมืองท้องถิ่นกลับทอดทิ้งเธอกับลูกเพื่อไปแต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่อ่อนวัยกว่าเธอ เธอทั้งแค้นใจและเสียใจ แต่ผู้หญิงอย่างพลอยประดับก็ปากกัดตีนถีบเลี้ยงลูกมาจนโตโดยไม่พึ่งพาอดีตสามีแม้แต่สตางค์แดงเดียว


สิ่งที่ทำให้เธอต้องร้อนใจก็มาจากเรื่องผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เธอได้ทำเอาไว้ ด้วยความที่เธอยังยึดติดอยู่กับวงสังคมคนมีเงิน เธอจึงพยายามรักษาภาพคนมีฐานะทั้งที่ตอนนี้รายได้ทางเดียวที่ทำให้เธอมีกินมีใช้ก็มาจากลูกชายคนเดียวของเธอ ด้วยความที่ยังจมไม่ลงและยังใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับภาษีสังคม เมื่อมีคนเสนอช่องทางการหาเงินที่ง่ายดายเข้ามา เธอจึงยอมเสี่ยง อยากรวยทางลัดจนทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนในวันนี้


พลอยประดับสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ เธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหมายเลขที่โทรเข้า เมื่อเห็นว่าเป็นหมายเลขของคุณหญิงอิงชนกที่โทรเข้ามาเธอก็รีบวางโทรศัพท์ลงที่เดิมและปล่อยให้มันดังจนเงียบไปเอง


“ฉันจะทำยังไงดี ตาคุณนะตาคุณ แม่ขอให้ช่วยแม่แค่นี้ก็ไม่ได้ ลูกหนอลูก ไม่รู้รึไงว่าแม่อาจจะต้องติดคุกติดตารางเอาตอนแก่ เฮ้อ...ฉันจะทำยังไงดีนะ”


พลอยประดับเดินวนเป็นหนูติดจั่น ความผิดพลาดในชีวิตที่ทำให้เธอกลุ้มใจอยู่ในตอนนี้ก็คือเธอไปชวนเพื่อนๆ ในวงสังคมมาเล่นหุ้นทอง แต่เดิมเธอถูกนายมาโนชพ่อค้าเครื่องประดับชวนให้เธอลงเล่นก่อน เธอก็ลองเล่นในจำนวนเงินไม่กี่บาทเพราะยังกล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อเห็นผลตอบแทนที่กลับมามันทำให้เธอเกิดความโลภ คราวนี้เธอชวนเพื่อนไปลงเล่นเพราะเห็นว่ามันได้เงินกลับมาจริงๆ และหากเธอหาสมาชิกมาเพิ่มได้อีก เธอจะได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มอีกเท่าตัว ด้วยความที่มั่นใจในการลงทุนแบบนี้ พลอยประดับจึงยอมเซ็นสัญญารับประกันให้กับบรรดาเพื่อนๆ ของเธอ ผ่านไปสักระยะนายมาโนชเริ่มจ่ายเงินไม่ตรง สุดท้ายก็หายไปพร้อมกับเงินลงทุนของเธอกับเพื่อน ตอนนี้พลอยประดับเลยกลายเป็นแพะรับบาปแต่เพียงผู้เดียวเมื่อเพื่อนทุกคนเอาสัญญามาข่มขู่เธอให้ชดใช้เงินทั้งหมดที่ลงทุนไป ไม่เช่นนั้นเพื่อนของเธอจะแจ้งความในฐานะที่เธอสมรู้ร่วมคิดกับนายมาโนชทั้งที่เธอเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน


“มาเสียที แม่โทรตามแกตั้งนานแล้วนะตาคุณ” พลอยประดับเห็นลูกชายเดินเข้ามาก็รีบบ่นลูกชายทันที


มีคุณ...ลูกชายคนเดียวของพลอยประดับที่เกิดกับรัฐมนตรีเสถียรเดินเข้ามานั่งที่โซฟาอย่างใจเย็น มีคุณได้ความสูงและสีผิวมากจากพ่อ พ่อของมีคุณเป็นคนใต้ มีคุณจึงมีผิวสีแทน ส่วนหน้าตาของมีคุณคมคายได้แม่ เนื่องจากพลอยประดับมีความสวยระดับนางงามเป็นประกัน มีคุณจึงเป็นผู้ชายที่ชื่อว่าหล่อเหลาคมเข้มและเป็นที่ชื่นชมของคนที่ได้พบเห็นเสมอ


“ผมมีงานต้องทำ” มีคุณเห็นแม่ของตัวเองหงุดหงิดก็พอจะเดาออกว่าเรื่องอะไร

“แม่ขอให้แกช่วยเขียนชมร้านอาหารของคุณหญิงอิงชนกแค่นี้ก็ทำให้แม่ไม่ได้เหรอตาคุณ แกก็รู้ว่าแม่มีหนี้สินที่ต้องรีบหามาชดใช้เพื่อน คุณหญิงอิงชนกจะให้เงินแม่ตั้งสามแสนหากแกช่วยเขียนชมร้านอาหารของคุณหญิงให้ แล้วดูสิ คุณหญิงโทรหาแม่ตั้งหลายสาย แม่ไม่กล้าจะรับสายเลย” พลอยประดับตัดพ้อต่อว่าลูกชายตัวดีที่ไม่ยอมทำอย่างที่เธอต้องการ

“แม่ครับ ผมบอกแม่หลายครั้งแล้วนะว่าผมต้องมีจรรยาบรรณในวีชาชีพของผม ถ้าผมโกหกความน่าเชื่อถือของผมก็หายกันพอดี” มีคุณไม่รู้จะทำยังไงให้แม่เข้าใจในอุดมการณ์ของเขา

“แกเป็นนักวิจารณ์อาหารชื่อดัง มีคนติดตามคอยอ่านงานของแกเป็นล้านคน แค่หลับหูหลับตาชมไปอีกสักร้านก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอก ลองคิดสิว่าความน่าเชื่อถือหรืออาชีพของแกมันช่วยให้แม่ไม่ติดคุกได้ไหม แม่ก็ไม่อยากจะบีบแกหรอกนะตาคุณ แต่แกก็เห็นว่าแม่ถูกเพื่อนขู่จะแจ้งความจับแม่ แกจะช่วยแม่หน่อยไม่ได้รึไง” คุณพลอยประดับเห็นว่าใช้ความแข็งกร้าวกับลูกชายไปก็คงไม่มีประโยชน์ เธอควรจะทำให้มีคุณสงสารเธอมากกว่า

“เงินแค่สามแสนก็ช่วยแม่ไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้างานผมพังเราจะพังกันทั้งคู่นะครับ ผมกำลังหาทางช่วยแม่อยู่ เงินมันไม่ใช่น้อยๆ ผมก็เคยเตือนแม่ไปแล้วว่าอย่าชวนคนอื่นมาเล่นแชร์หุ้นบ้าบออะไรนั่น” มีคุณรู้ว่าต่อว่าแม่ไปแบบนี้แม่อาจจะเสียใจ แต่เขาอดไม่ได้จริงๆ ถ้าแม่ไม่หวังรวยทางลัดก็อยู่ได้อย่างสบายอยู่แล้ว

“แกจะตอกย้ำแม่ให้ช้ำใจทำไม ตอนพวกนั้นได้เงินไปก็ชื่นชมแม่กันใหญ่แต่พอโดนโกงจะมาให้แม่รับผิดชอบ เจ็บใจนัก”

“แม่ไปเซ็นสัญญารับผิดชอบเขาเองนะครับ” มีคุณส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ

“ก็แม่ได้ค่านายหน้า แม่ก็แค่อยากช่วยแกหาเงินเข้าบ้านบ้าง แกก็รู้ว่าพ่อแกไม่เคยคิดจะเหลียวแลเราเลยทั้งๆ ที่รวยออกปานนั้น” คุณพลอยประดับนึกถึงอดีตสามีก็รู้สึกแค้นใจ

“อย่าไปพูดถึงเขาเลย แม่ให้เวลาผมหน่อยก็แล้วกัน ผมจะช่วยแม่เอง แม่ตามผมมาแค่เรื่องนี้ใช่ไหมครับ ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะ” มีคุณลุกจากโซฟาตัวใหญ่แล้วเดินออกไปเลยเพราะไม่อยากให้แม่ขอร้องในเรื่องที่ทำให้เขาต้องอึดอัดใจอีก

“ถ้าแกหาเงินไม่ทันก็ไปเยี่ยมแม่ในคุกด้วยก็แล้วกัน” คุณพลอยประดับพูดไล่หลังลูกชายไป


พลอยประดับรู้ว่ามีคุณคงไม่ปล่อยให้เธอติดคุกติดตาราง แต่จำนวนเงินมันก็ไม่ใช่น้อย แม้ลูกชายจะมีการงานที่ดีแต่เงินแต่ละเดือนของมีคุณมารวมกันทั้งปียังชดใช้หนี้ของเธอได้ไม่หมดเลย เธอนึกเสียใจที่ทำให้ลูกชายต้องมาลำบากเพราะความโลภตัวเดียวแท้ๆ ตอนที่เธอสารภาพให้มีคุณฟัง มีคุณถึงกับไม่พูดกับเธอไปสองสามวัน คงจะเครียดและผิดหวังในตัวเธอ เธอได้แต่หวังว่ามีคุณจะช่วยเธอได้แม่จะเป็นหวังที่ยังมองแทบไม่เห็นทางเลยก็ตาม


มีคุณขับรถออกมาจากบ้านแต่ยังไม่กลับเข้าไปในที่ทำงานเพราะเขารู้สึกเครียดกับเรื่องของแม่ เขาเลือกที่จะออกจากบ้านมาก่อนเพราะไม่อยากหงุดหงิด เขาอาจจะหมดความอดทนพูดจาต่อว่าจนอาจจะทำให้แม่ต้องเสียใจมากไปกว่านี้ เขายิ่งเป็นคนพูดอะไรไม่ค่อยจะถนอมน้ำใจคนอื่นสักเท่าไหร่ อยากจะโกรธแม่ก็โกรธไม่ลง เพราะชีวิตของเขาก็โตมาได้เพราะมือสองมือของผู้หญิงที่ชื่อพลอยประดับคนนี้เพียงลำพัง


มีคุณขับรถมาจอดรถอยู่ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวชานเมืองแทนที่จะกลับไปยังที่ทำงาน เวลาที่เขาเครียดเขามักจะออกมาหาอะไรทาน อาหารเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าเป็นความสุขของเขา เขาชอบลิ้มรสอาหารจากฝีมือของคนอื่น ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเขามีพรสวรรค์ทางด้านนี้ได้หรือเปล่า เพราะทันทีที่เขาได้ชิมเขาจะบอกได้เลยว่าอาหารจานนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง รสชาติดีหรือแย่ควรค่าแก่การติหรือชม ทุกครั้งเมื่อเขาวิจารณ์อาหารที่เขาได้ชิมไป ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางลบ คำวิจารณ์ของเขาจะมีผลกับเจ้าของร้านอาหารนั้นเสมอ เพราะมาตรฐานของเขาได้รับความเชื่อถือจากคนที่ได้อ่านและติดตามคอลัมน์ของเขา ที่สำคัญคือ...มีคุณจะไม่เลือกระดับร้านอาหาร เขาชิมได้ตั้งแต่ภัตตาคารจนถึงร้านข้างทาง ด้วยฝีปากในการชิมและฝีมือในการเขียนวิจารณ์ของเขา ร้านที่ถูกชมสามารถก่อร่างสร้างตัวได้ในเวลาอันรวดเร็วเพราะจะมีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างเนืองแน่นตามคำบอกเล่าของมีคุณ ส่วนร้านที่เขาติเรื่องรสชาติหรือความสะอาด ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่าบางร้านถึงกับต้องปิดตัวไปเลยก็มี


“ฉันมาถึงร้านที่นายบอกแล้ว นายอยู่ไหนแล้วล่ะ โอเค ฉันไปรอในร้านเลยนะ จะดูสิว่าอร่อยอย่างที่นายคุยเอาไว้รึเปล่า” มีคุณต่อสายหาเพื่อนสนิทหลังจากที่โทรไปชวนเพื่อนออกมากินข้าวด้วยกัน เพื่อนสนิทของมีคุณขอเป็นคนเลือกร้านอาหารแห่งนี้ในการนัดพบ


‘ร้านอาหารไทยละม่อม’ มีคุณอ่านชื่อป้ายร้านที่ทำมาจากไม้แผ่นใหญ่แกะสลักชื่อเป็นตัวอักษรไทยสวยงามก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน


ร้านอาหารรูปทรงเรือนไทยแห่งนี้ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูสะอาดสะอ้านจนมีคุณนึกชมตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน พนักงานต้อนรับสาวสวยคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหามีคุณ เธอสวมเสื้อผ้าไหมแขนยาวทรงกระบอกสีม่วงอ่อนและนุ่งผ้าถุงยาวสีดำปักไหมเป็นรูปดอกกล้วยไม้สีม่วงอ่อนเช่นเดียวกับสีเสื้อที่ปลายผ้า ส่วนพนักงานคนอื่นๆจะใส่เสื้อลายผ้าขาวม้า ผู้หญิงใส่กระโปรง ผู้ชายก็จะใส่กางเกง ทุกคนล้วนแต่งกายดูสะอาดตาและเป็นระเบียบเรียบร้อย


“สวัสดีค่ะ ร้านไทยละม่อมยินดีต้อนรับนะคะ ไม่ทราบว่าได้จองเอาไว้รึเปล่าคะ” พนักงานต้อนรับสาวสวยถามมีคุณด้วยท่าทีสุภาพ

“ครับ จองด้วยชื่อสุดเขตครับ” มีคุณตอบชื่อเพื่อนของตัวเองไป

“คุณสุดเขตนะคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” หญิงสาวสวยยิ้มหวานให้ก่อนจะเดินพามีคุณไปยังโต๊ะที่มีชื่อจองเอาไว้


เมื่อมีคุณได้นั่งเรียบร้อยแล้วก็มองไปรอบๆ เพื่อเก็บรายละเอียดของร้าน เท่าที่มีคุณสังเกตเห็นบรรยากาศร้านระหว่างเดินมาที่โต๊ะ เขายอมรับว่าที่นี่ตกแต่งได้สวยงามตามแบบฉบับความเป็นไทย ของโบราณที่ตั้งโชว์ไว้ตามมุมต่างๆ ทำให้รู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลามาเยือนสมัยรุ่นปู่ย่าตายาย


มีคุณนั่งชมบรรยากาศโดยรอบได้ไม่นานพนักงานบริการอีกคนก็นำรายการอาหารพร้อมกับขันน้ำสีเงินขนาดกลาง ซึ่งใส่น้ำลอยดอกมะลิมาให้มีคุณ มีคุณรู้สึกประทับใจในบริการของร้านอาหารแห่งนี้ ยิ่งได้ดื่มน้ำเย็นลอยดอกมะลิหอมๆ ความเครียดที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้ก็คลายลง มีคุณรับรายการอาหารมาดูและจัดการสั่งอาหารที่อยากลองทานจนครบก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศในร้านเอาไว้ ปกติถ้าเขาๆได้มาร้านอาหารใหญ่ๆ เขาจะมีกล้อง ไม่ได้ใช้มือถือถ่าย แต่วันนี้เขาไม่ทันได้คิดว่าตัวเองจะได้มาร้านอาหารที่มีบรรยากาศสวยงามแบบนี้เลยไม่ได้นำกล้องติดตัวมาด้วย มันทำให้มีคุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เตรียมมา


ร้านอาหารไทยละม่อมแห่งนี้เป็นของตระกูลมณีรัตน์ เจ้าของคนปัจจุบันก็คือคุณธนบัตรหรือคนใกล้ตัวจะเรียกกันว่าคุณอัฐ อัฐมีภรรยาเป็นสาวเหนือชื่อคุณนับดาว มีลูกด้วยกันสามคน คนโตเป็นผู้ชายชื่อว่าเหรียญเงินหรือเงิน คนรองเป็นลูกสาวชื่อว่าตำลึงทองหรือเฟื้อง ส่วนคนสุดท้องเป็นลูกชายมีชื่อว่านับตังค์หรือคนในครอบครัวจะเรียกกันว่าตัง


บรรพบุรุษของอัฐได้มีโอกาสรับใช้เจ้านายในวัง มีหน้าที่ดูแลห้องเครื่องตั้งแต่คุณเทียดจนสืบมาถึงคุณแม่ของอัฐซึ่งก็คือคุณละม่อม คุณละม่อมลาเจ้านายออกมาแต่งงานกับคุณกษาปณ์ซึ่งเป็นนายธนาคาร คุณละม่อมแต่งงานออกมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็รู้สึกเบื่อเลยหาอะไรทำ โดยเริ่มจากการขายอาหารไทยตำรับชาววังในตลาดน้ำแถวๆ นนทบุรี ขายดิบขายดีจนมาถึงรุ่นลูกซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวก็คืออัฐ คุณละม่อมถ่ายทอดสูตรอาหารคาวหวานให้กับลูกชายจนไปถึงรุ่นหลาน เธอสอนทุกอย่างรวมไปถึงงานฝีมือต่างๆ ด้วยวิธีครูพักลักจำมาจากในวัง ลูกหลานตระกูลมณีรัตน์จึงเก่งเรื่องการบ้านการเรือนและมีฝีมือในทำอาหาร ทุกคนต้องอยู่ในกรอบ ต้องเชื่อฟังคำสั่งและต้องฝึกฝนเรื่องงานฝีมือและเรื่องการทำอาหารให้ได้ตามบรรพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว เพราะคุณละม่อมนั้นเข้มงวดและค่อนข้างหัวโบราณ ซึ่งนิสัยส่วนนี้ก็ติดมาถึงคุณอัฐ จนเรียกได้ว่าออกมาจากพิมพ์เดียวกันก็ไม่ผิด


นับตังค์เป็นหลานชายที่ได้พรสวรรค์มาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย นับตังค์ชอบดูคุณย่าทำอาหาร เมื่อได้ซึมซับในสิ่งที่เห็นและได้รับการสั่งสอนมาจนถึงตอนนี้ ฝีมือการทำอาหารคาวหวานของนับตังค์ก็ชำนาญจนเรียกได้ว่าเทียบชั้นคุณอัฐซึ่งเป็นพ่อได้ไม่แพ้กัน เสียแต่ว่านับตังค์คิดต่างจากครอบครัว แม้จะชำนาญอาหารไทยตำรับชาววังที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณย่าและคุณพ่อ แต่นับตังค์คิดว่าอาหารทุกแบบสามารถรังสรรค์ได้อย่างที่ใจต้องการ ในเมื่อโลกใบนี้ยังคงหมุนอยู่ทุกวัน ทำไมจึงต้องหยุดรูปแบบอาหารเอาไว้กับสิ่งเดิมๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นับตังค์ได้แต่คิดเพราะรู้ว่าหากพูดออกไปคงจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณย่าและคุณพ่อ นับตังค์ต้องทนอยู่ในกรอบที่ครอบครัววางเอาไว้ให้ทั้งที่สมองและหัวใจสุดแสนจะอึดอัดกับกรอบที่ครอบตัวเองอยู่

ส่วนเหรียญเงินพี่ชายของนับตังค์นั้นเป็นคนไม่ชอบการทำอาหารและไม่ชอบการถูกบังคับ เหรียญเงินทนทำในสิ่งที่ไม่ได้รักไม่ได้จนหนีออกจากบ้านไป ทั้งคุณย่าและคุณพ่อโกรธเหรียญเงินมากจนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ไป จากวันที่เหรียญเงินหนีไปจนถึงตอนนี้ นับตังค์ยังไม่เคยได้ข่าวพี่ชายของตัวเองอีกเลย


“ตัง...งานเข้าแล้ว” เฟื้องรีบเดินเข้ามาหาน้องชายของตัวเองในครัวหลังจากต้อนรับมีคุณเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่น้องชายของเฟื้องเอาแต่จัดจานอาหารของลูกค้าด้วยความตั้งใจ

“ตัง!!” เฟื้องเรียกชื่อน้องชายอีกครั้ง

“พี่เฟื้อง ตังกำลังใช้สมาธิ” นับตังค์จัดวางอาหารจนเป็นที่พอใจแล้วถึงได้หันมาพูดกับพี่สาวของตัวเอง

“มีแขกมาที่ร้าน” เฟื้องส่งรายการอาหารให้น้องชาย นับตังค์รับมาดูแล้วก็เลิกคิ้วมองพี่สาว

“แล้วยังไง ทำไมต้องงานเข้า รายการอาหารก็ไม่ได้แปลกอะไรนี่”

“ก็คนที่มากินไม่ใช่แขกธรรมดาไง”

“ใครเหรอ”

“นี่ไง” เมื่อเฟื้องเปิดนิตยสารที่ถือติดมือมาให้นับตังค์ดู น้องชายของเธอถึงกับชะงักไป อารมณ์ที่ดูแจ่มใสเมื่อครู่ของนับตังค์เปลี่ยนไปในทันใด

“มื้อนี้ตังจะทำให้เต็มที่เลย ดูสิจะด่าอะไรอีก” นับตังค์รู้สึกเหมือนได้เจอศัตรูที่เคยลงบัญชีดำเอาไว้ แต่เฟื้องกลับไม่เข้าใจว่าน้องชายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“มีอะไรกัน เฟื้องทำไมไม่ไปต้อนรับแขก” คุณนับดาวเดินมาดุลูกสาวที่มาอยู่ในครัวทั้งที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกอยู่ด้านนอก

“แม่ ก็นักวิจารณ์อาหารชื่อดังที่เฟื้องเคยเล่าให้ฟัง ที่ชื่อมีคุณไงคะแม่ วันนี้เขามากินที่ร้านของเรา” เฟื้องรีบบอกมารดา

“จริงเหรอ ตายแล้ว เฟื้องรีบออกไปต้อนรับเขาให้ดีก่อนนะ แล้วไปเรียกพ่อมาด้วย” คุณนับดาวตื่นตกใจตามลูกสาวไปด้วยเมื่อได้ยินชื่อของมีคุณ

“แม่ จะเรียกพ่อทำไม เดี๋ยวตังทำเองก็ได้” นับตังค์อยากเป็นคนทำอาหารให้มีคุณได้ทานเอง

“ให้พ่อมาคอยช่วยดูดีแล้ว งานนี้ถ้าเกิดโดนวิจารณ์ในทางลบร้านเราก็พังพอดี” เฟื้องไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้นับตังค์ทำคนเดียว

“จริงด้วย เดี๋ยวแม่ไปตามเองดีกว่า แม่จะตามคุณย่ามาด้วย ท่านคงอยากลงมาคุมเอง” คุณนับดาวพูดจบก็รีบเดินออกไปจากครัว เฟื้องเองก็รีบเดินตามมารดาออกไปเช่นกัน ส่วนนับตังค์ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายที่สุดท้ายแล้วทุกคนในครอบครัวก็ไม่เชื่อมือของตัวเองอยู่ดี

“ทำไมเขาต้องตื่นเต้นกันด้วยล่ะพี่ตัง” ละมุดเด็กเสิร์ฟในร้านเอ่ยถามนับตังค์

“มานี่เลยไอ้มุด แกจำผู้ชายคนนี้ได้ไหม” นับตังค์เรียกลูกน้องคนสนิทมาดูรูปของมีคุณที่อยู่ในนิตยสาร

“คุ้นๆ เดี๋ยวนะ นี่มันคนที่เป็นกรรมการตอนที่พี่แอบเอาขนมไปประกวดใช่ไหม มุดจำได้ มันด่าขนมพี่ว่าห่วยที่สุดตั้งแต่เคยได้กินขนมในจักรวาลนี้มา คนที่มันถามพี่ว่ามาผิดงานรึเปล่า นี่มันงานประกวดขนมอร่อยไม่ใช่ประกวดนาเกลือ แล้วที่มันบอกว่า...”

“หยุด!!! ไอ้มุด ไม่ต้องตอกย้ำ แค่ถามว่าจำได้ไหม”

“จำได้สิพี่ จะมีสักกี่คนด่าพี่ตังของผมจนหงอยไปเป็นเดือน”

“เออ ตอนนี้มันกำลังนั่งอยู่ในร้านของเรา” นับตังค์ส่งสายตาเครียดแค้นออกไปด้านนอก

“เดี๋ยวตาก็ถลนออกมากันพอดี” ละมุดรีบเอามือบังสายตาของนับตังค์เอาไว้

“ฉันมีเรื่องต้องไปทำ แกดูต้นทางให้ด้วยนะ”

“พี่ตังคิดจะทำอะไร เดี๋ยวนายอัฐรู้จะซวยเอานะพี่” ละมุดรีบห้ามเพราะรู้ว่าลูกพี่ของตัวเองดื้อรั้นเป็นที่สุด

“จะไปล้างตาเว้ย” นับตังค์พูดด้วยความหมายมั่นอย่างกับว่าวันนี้เป็นศึกวันล้างตา อยากลบคำสบประมาทของนักวิจารณ์ปากดีคนนั้นให้ได้ก่อนเดินออกจากครัวใหญ่ไปทันที ทิ้งให้ละมุดยืนงงว่ามีอะไรเข้าตานับตังค์ถึงได้จะไปล้างตา


สุดเขตขับรถมาถึงร้านอาหารไทยละม่อมแล้วก็รีบลงจากรถ เมื่อเดินเข้ามาจนพบคนที่ตนเองแอบหลงรักมานานก็ยิ้มกว้างจนแทบเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ เฟื้องเห็นสุดเขตก็ยกมือไหว้ต้อนรับลูกค้าประจำก่อนจะพาไปที่โต๊ะ สุดเขตแอบกระซิบเฟื้องก่อนจะเดินไปถึงโต๊ะที่มีคุณนั่งรออยู่


“ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะน้องเฟื้อง ร้านของน้องเฟื้องจะต้องมีคนลูกค้าเพิ่มขึ้นจนต้องขยายร้านเลย มีคุณมันเป็นเพื่อนสนิทของพี่เอง กว่าจะได้คิวมันมาไม่ใช่ง่ายๆเลย” สุดเขตรีบคุยโว 

“ขอบคุณนะคะคุณเขต แต่น่าจะบอกเฟื้องก่อนว่าเพื่อนของคุณเขตคือคุณมีคุณ” เฟื้องแอบกังวลว่าวันนี้อาจจะมีอะไรผิดพลาดได้เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน

“เอาน่า ไม่ต้องห่วงนะ ร้านของน้องเฟื้องมาตรฐานสูงมากอยู่แล้ว” สุดเขตให้ความมั่นใจกับหญิงสาวที่ตนหลงรัก

“ขอบคุณค่ะ” เฟื้องรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหนึ่งที่ได้รู้ว่าสุดเขตเป็นเพื่อนของมีคุณ เมื่อพาสุดเขตมาถึงโต๊ะที่มีคุณนั่งรออยู่ ก็ส่งสัญญาณให้เด็กมาเสิร์ฟน้ำลอยดอกมะลิให้สุดเขต จากนั้นเฟื้องถึงได้เดินออกไป

“เป็นไงเพื่อน ร้านนี้ดูดีไหม” สุดเขตถามเพื่อนสนิท เขาเคยชวนมีคุณมากินที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว แต่มีคุณไม่เคยมีคิวว่างให้เขาเลยสักครั้งเดียว ครั้งนี้นับเป็นโชคดีที่มีคุณเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาเอง

“ดูดี นายมากินบ่อยเหรอ ดูจะสนิทกับพนักงานสาวสวยคนนั้นนะ” มีคุณพอจะดูออกว่าเพื่อนสนิทของตัวเองมองหญิงสาวคนนั้นแบบไหน

“เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านนี้ เออน่า ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ฉันรู้ว่านายไม่ชอบให้ใช้เส้นสายกับงานของนาย แต่ฉันมั่นใจในรสชาติอาหารของร้านนี้ถึงอยากให้นายลองมาชิมสักที” สุดเขตเห็นสีหน้าของมีคุณเลยดักคอเอาไว้ก่อน

“รู้ก็ดี เพราะขนาดแม่ฉันขอร้องฉันยังไม่ยอมทำตามใจแม่เลย” มีคุณทำหน้าเซ็งจนสุดเขตพอจะเดาออก

“ทะเลาะกับแม่มาอีกล่ะสิ คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”

“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย ขอกินอย่างมีความสุขดีกว่า” มีคุณไม่อยากให้เสียบรรยากาศเลยยุติเรื่องมารดาของตัวเองเอาไว้ก่อน


(มีต่อด้านล่างค่ะ)

V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-03-2017 16:56:03 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
(ต่อจากด้านบน)


หลังจากที่พนักงานนำอาหารที่มีคุณสั่งมาจัดเสิร์ฟจนครบ มีคุณก็หยิบมือถือมาถ่ายรูปหน้าตาของอาหาร มีคุณยอมรับว่าอาหารแต่ละจานตกแต่งได้ประณีตสมกับที่สุดเขตบอกว่าเจ้าของร้านได้รับการถ่ายทอดฝีมือมาจากในวัง ผักที่ถูกแกะสลักด้วยความวิจิตรบรรจงยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของอาหารให้ดูดีมากยิ่งขึ้น


“เป็นยังไง ถูกปากไหม” สุดเขตถามเพื่อน ในใจก็แอบกังวล เขากลัวว่าหากสุดเขตไม่ชอบแล้วเอาไปวิจารณ์ในทางลบ ชีวิตรักของเขาคงพังก็คราวนี้ แต่ยังไงสุดเขตก็มั่นใจในฝีมือการทำอาหารพ่อครัวร้านนี้ เชื่อว่ามีคุณจะชอบ

“อืม อร่อย กลมกล่อม รสมือดีมากนะ” มีคุณชมจากใจ

“โอ้ย โล่ง” สุดเขตถึงกับถอนหายใจก่อนจะหันไปยิ้มให้เฟื้องที่ยืนลุ้นจนแทบลืมหายใจ

“ฉันจะเขียนอย่างรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วง แล้วก็...” มีคุณยังพูดไม่ทันจบพนักงานบริการคนหนึ่งก็นำของหวานมาเสิร์ฟ

“นายสั่งเหรอ” สุดเขตหันไปถามมีคุณ


มีคุณส่ายหน้าให้เพื่อนแทนคำตอบก่อนจะมองขนมที่วางอยู่ตรงหน้า เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยเห็นขนมแบบนี้มาก่อนแต่ยังจำไม่ได้ว่าที่ไหน ข้าวเหนียวเมล็ดสวยมูนด้วยกะทิจนขึ้นเงาวางอยู่ในจาน มีมะยงชิดที่ริ้วมาจนเหมือนดอกจำปาสีเหลืองสดสวยวางเคียงข้าง ปกติแล้วจะต้องมีน้ำกะทิราดเพื่อตัดรสหวานของข้าวเหนียวมูนให้กลมกล่อมขึ้น หากแต่ในถ้วยเล็กๆที่จัดเสิร์ฟมากลับเป็นน้ำซอสสีเหลืออ่อนมาแทนที่น้ำกะทิ แถมด้วยไอศกรีมเนื้อสีขาวละเอียดที่แซมด้วยเนื้อมะยงชิดชิ้นเล็กๆ ก็ถูกวางเอาไว้ข้างกันกับจานข้าวเหนียว


มีคุณตักข้าวข้าวเหนียวขึ้นมาชิมก่อนหนึ่งคำก่อน จากนั้นถึงได้ตักน้ำซอสสีเหลืองอ่อนมาราดบนข้าวเหนียวและตัดเนื้อมะยงชิดขึ้นมาทานร่วมกับข้าวเหนียวด้วย หลังจากชิมข้าวเหนียวมูนกับมะยงชิดเสร็จแล้วก็ลองตักไอศกรีมมากินต่อ จนกระทั่งเฟื้องเดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาเพราะไม่รู้ว่าขนมพวกนี้มันมาได้ยังไง


“ใครทำขนมพวกนี้ครับ” มีคุณถามเฟื้อง

“เอ่อ...ทางร้านต้องขอโทษด้วยนะคะ อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดกัน” เฟื้องเดาว่าต้องเป็นฝีมือของน้องชายแน่

“สงสัยเสิร์ฟผิด ไม่เป็นไรหรอกเฟื้อง” สุดเขตรีบตัดบทเมื่อเห็นมีคุณทำหน้านิ่งเฉยเมื่อทานขนมเสร็จ

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ” เฟื้องทำท่าจะเก็บขนมกลับไปก่อนที่พ่อหรือแม่จะรู้ว่าน้องชายทำอะไรลงไป

“เดี๋ยวก่อน ผมขอพบตัวพ่อครัวที่ทำข้าวเหนียวมูนนี้หน่อยครับ” มีคุณบอกความต้องการกับเฟื้องที่ตอนนี้หน้าซีดจนแทบไม่มีสีเลือด เฟื้องแอบหันไปมองอัฐที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยความกังวลใจ


ส่วนอัฐ หลังจากที่เป็นคนแสดงฝีมือทำอาหารให้มีคุณเสร็จ อัฐก็มายืนดูว่าผลงานของตัวเองถูกใจคนทานหรือไม่ ซึ่งตรงที่อัฐยืนดูอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของมีคุณเท่าไหร่นัก อัฐพินิจดูรูปร่างหน้าตาการแต่งกายของมีคุณแล้วไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่ใครต่อใครยกให้เป็นกูรูทางได้การวิจารณ์อาหาร ผู้ชายที่รวบผมไปมัดเป็นจุกอยู่ทางด้านหลัง ส่วนด้านข้างทั้งสองด้านไถผมสั้นจนเกือบติดหนังหัว แถมยังไว้เคราบางๆ ตั้งแต่จอนผมยาวไปถึงคาง ใส่แว่นตากรอบสีส้มสด แต่งตัวแนวเซอร์ๆ ฮิปๆ เหมือนอย่างที่อัฐเคยได้ยินนับตังค์พูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ ซึ่งการแต่งตังของมีคุณไม่ได้ต่างจากการแต่งตัวของนับตังค์สักเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงชอบแต่งตัวแบบนี้กันนัก นับตังค์เองก็ชอบแต่งตัวแบบนี้จนโดนคุณย่าละม่อมบ่นบ่อยๆ ว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อยดูสกปรก อัฐเองก็เห็นด้วยกับคุณละม่อมผู้ที่เป็นมารดา เมื่อเห็นการแต่งตัวและภาพโดยรวมของมีคุณในวันนี้ อัฐจึงแอบนึกอคติอยู่ในใจ พาลทำให้ไม่ค่อยเชื่อถือว่ามีคุณจะมีพรสวรรค์ด้านการชิมอาหารจริงๆ และเมื่อเห็นว่ามีคุณคุยอยู่กับตำลึงทองอยู่นานสองนาน อัฐจึงตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะอาหารที่มีคุณนั่งอยู่


“มีอะไรผิดพลาดรึเปล่าครับ” อัฐถามขึ้น แต่เมื่อเห็นจานข้าวเหนียวมูนกับมะยงชิดและไอศกรีมวางอยู่ที่โต๊ะของมีคุณถึงกับนิ่งไป

“คุณเป็นคนทำขนมกับไอศกรีมกะทิผสมมะยงชิดเหรอครับ” มีคุณถามคุณอัฐซึ่งแต่งชุดพ่อครัวเต็มยศ

“คือ...ผม” อัฐอยากจะกลั้นใจตายตรงนี้ เขารู้ว่านี่เป็นฝีมือของใคร ต้องเป็นลูกชายตัวแสบของเขาแน่ นับตังค์ชอบแอบทำขนมแบบมั่วสูตรจนเขาตำหนิไปหลายหน ถึงเขาพอจะรู้ว่าลูกชายชอบดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเอง จะแอบทำแอบชิมเองเขาก็พอจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่านับตังค์จะลองดีเอาขนมที่เขายังไม่รู้เลยว่ารสชาติมันเป็นยังไงออกมาเสิร์ฟแขก ที่สำคัญคือแขกคนนี้อาจจะมีผลต่ออนาคตของร้านเสียด้วย

“ผมทำเองครับ” นับตังค์เดินออกมาที่โต๊ะของมีคุณ คุณธนบัตรถลึงตาใส่ลูกชายเพราะไม่อยากให้มีปัญหามากไปกว่านี้


มีคุณมองหน้าของชายหนุ่มที่รับว่าเป็นเจ้าของผลงานขนมจานนี้ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ชายหนุ่มที่ดูแล้วอายุไม่น่าจะห่างจากเขาสักเท่าไหร่ สวมชุดพ่อครัวเหมือนกับชายสูงวัยที่เดินมาก่อนหน้า มีคุณกำลังคิดว่าสายตาที่ดูลองดีแบบนี้เขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วความทรงจำที่เกือบจะลบเลือนไปก็แล่นกลับมาจนเขาต้องมองหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง


‘ทำไมเขาถึงลืมไปได้นะ’ มีคุณนึกในใจ


ขนมที่ดูมีความคิดสร้างสรรค์แบบที่เขาเคยนึกชมตอนที่เห็นครั้งแรก แต่วันนี้รสชาติกลับแตกต่างจากขนมในวันนั้นราวฟ้ากับดิน


“มันยังห่วยอยู่รึเปล่าครับ” นับตังค์ปล่อยคำถามออกมาจนคุณอัฐ เฟื้อง รวมไปถึงสุดเขตถึงกับสะดุ้ง

“ตัง!! กลับเข้าไปในครัวเดี๋ยวนี้” อัฐเริ่มโมโหที่ลูกชายเสียมารยาทกับแขกในร้าน

“เอ่อ...ผมว่าคงมีการเข้าใจอะไรผิดกัน คุณเฟื้องคิดเงินเลยดีกว่าครับ” สุดเขตรีบบอกกับตำลึงทอง

“คงไม่ได้เข้าใจผิดหรอกครับ เอาเป็นว่ามันไม่ห่วย แต่ก็ไม่ได้ดีมากจนผมต้องชม” มีคุณพูดกับนับตังค์ก่อนจะยิ้มให้ ซึ่งพอนับตังค์เห็นแล้วรู้สึกว่ามันช่างเป็นยิ้มที่กวนใจให้ขุ่นมัวเป็นที่สุด

“ผมขอไม่คิดเงินอาหารมื้อนี้แล้วกันครับแทนคำขอโทษ” อัฐพูดกับมีคุณและสุดเขต

“ไม่เป็นไรครับ อาหารอร่อยมาก ผมดีใจที่ได้มาทานนะครับ” มีคุณพูดกับอัฐแต่ปลายตาไปมองนับตังค์ที่ยืนขมวดคิ้วจนเขานึกขำ


นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานที่มีคุณถึงกับยอมละทิ้งอุดมการณ์ไป ความจริงแล้วขนมที่ชายหนุ่มคนนี้ทำมาให้เขาชิมในวันนี้มันอร่อยมาก เขาถึงอยากเจอพ่อครัวที่ทำเพราะอยากรู้ว่าข้าวเหนียวมูนด้วยอะไร มันไม่ใช่แค่กะทิแน่ๆ รวมถึงตัวครีมซอสด้วย มันเข้ากันได้ดีกับตัวมะยงชิดและไอศกรีม เป็นครั้งแรกที่มีคุณเดาไม่ออกว่าขนมจานนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง เขาคิดว่ามันมีส่วนผสมของถั่ว แต่มั่นใจว่าต้องมีอย่างอื่นด้วย  แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากทำให้คนๆ นี้หงุดหงิด มีคุณเลยทำเป็นว่าเขาไม่ได้ชื่นชมขนมสักเท่าไหร่ เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ยังคงแค้นใจที่เขาไปวิจารณ์ขนมของเจ้าตัวตอนที่มีการประกวดขนมสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งขนมที่ชายหนุ่มตรงหน้าทำมาประกวดก็เป็นแบบเดียวกับที่นำมาเสิร์ฟเขาในวันนี้ แต่รสชาติมันต่างกันราวฟ้ากับดิน ในวันนั้นครีมซอสที่ทำมามันเค็มจนเขาคายทิ้งแทบไม่ทัน ในวันนั้นเขายอมรับว่าเขาวิจารณ์ขนมของคนๆนี้ จนไม่เหลือดี นั่นก็เพราะสายตาที่อวดดีแบบเดียวกับที่กำลังมองเขาอยู่ในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน


“เฮ้ย มีคุณ มันอร่อยมากเลยนะ” สุดเขตเอ่ยขึ้นมาเมื่อได้แอบตักชิมขนมที่นับตังค์ทำ

“สงสัยลิ้นของคุณคงจะไม่ได้มาตรฐานแล้วล่ะ...คุณนักวิจารณ์” นับตังค์ยักไหล่เมื่อเห็นว่าสุดเขตตักขนมขึ้นมาชิมแล้วชมไม่หยุด

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เพื่อนของผมเขียนชมร้านอาหารของคุณแทนผมก็แล้วกันนะครับ” มีคุณพูดจบก็รู้สึกเป็นต่อเมื่อเห็นนับตังค์หน้าเสียไปครู่หนึ่ง

“ผมขอโทษแทนลูกชายด้วยนะครับ ตัง!! ขอโทษแขกเดี๋ยวนี้” อัฐพูดกับมีคุณก่อนจะหันมาดุลูกชาย นับตังค์เม้มปากแน่น แต่สุดท้ายก็ยกมือไหว้มีคุณก่อนจะเดินหนีกลับเข้าไปในครัว


เมื่อคิดเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ธนบัตรพร้อมกับนับดาวผู้เป็นภรรยาก็ออกมาส่งมีคุณถึงรถด้วยตัวเอง ทั้งคู่กล่าวคำขอโทษมีคุณอีกครั้งที่ลูกชายทำตัวเสียมารยาทใส่ มีคุณบอกไปว่าไม่ได้ถือสาอะไรและยังบอกว่าจะเขียนถึงร้านอาหารไทยละม่อมนี่ด้วยความจริงใจทุกประการ


เมื่อมีคุณกลับไปแล้วธนบัตรก็รีบเดินกลับเข้าร้านโดยมีนับดาวรีบเดินตามไปเพราะรู้ว่าเรื่องใหญ่กำลังเกิดขึ้นแน่ๆ


“ไอ้ตัง ทำไมถึงได้ชอบก่อปัญหานัก” อัฐเปิดฉากกับลูกชายทันทีที่เข้ามาถึงครัวหลังเล็กที่สร้างเอาไว้สำหรับทำขนม

“พ่อ ตังก็แค่อยากลองทำอะไรใหม่ๆบ้าง พ่อลองชิมขนมของตังก่อนค่อยด่าตังก็ได้ กว่าตังจะฝึกดงข้าวเหนียวให้นุ่มอร่อยเสมอกันทุกเม็ดมันไม่ใช่ง่ายๆ กว่าจะได้สูตรครีมที่ใช้มูนข้าวเหนียวให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลกว่ากะทิ ตังก็ตั้งใจทำเหมือนกับที่พ่อตั้งใจเรียนรู้อาหารไทยจากคุณย่าเหมือนกันนะครับ” นับตังค์รีบส่งจานข้าวเหนียวมูนให้พ่อ แต่อัฐปัดมันทิ้งจนจานหล่นแตก นับดาวตกใจมากที่เห็นสามีแสดงอาการโกรธเกรี้ยวลูกชายมากขนาดนั้น

“ฉันเคยบอกแกแล้วว่าอาหารไทยมันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษส่งต่อมาให้เรารักษาเอาไว้ แกก็ยังจะรั้นแหกคอกทำสูตรบ้าบออะไรก็ไม่รู้” อัฐตะคอกลูกชายจนนับดาวต้องเข้ามาดึงแขนสามีเอาไว้

“ขอโทษพ่อเขาสิตัง” นับดาวรีบบอกลูกชายก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านี้

“แม่ ตังผิดอะไร ตังก็ไม่ได้คิดที่จะทำลายมรดกที่ปู่ย่าตายายให้มา แต่ตังก็แค่อยากลองเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง เรามีอาชีพขายอาหารนะครับ ถ้าเราสามารถพัฒนาต่อยอดของเดิมที่มีได้ก็ถือว่าเป็นกำไรให้กับผู้บริโภค” นับตังค์ยังคงพูดในสิ่งที่คิด

“นี่เป็นร้านของฉัน ถ้าแกอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็ไปทำที่อื่น ตราบใดยังอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามกฎของฉัน ไม่อย่างนั้นแกก็ตามพี่ชายแกออกไปเลย” ธนบัตรหัวเสียจนระงับคำพูดเอาไว้ไม่อยู่

“ตังไปก็ได้” นับตังค์มองพ่อด้วยความเสียใจก่อนจะถอดหมวกและปลดผ้ากันเปื้อนออก จากนั้นจึงเดินออกจากครัวไป

“ตัง ตังกลับมาก่อนลูก” นับดาวรีบเรียกลูกชายเอาไว้

“ปล่อยมันไป เด็กสมัยนี้มันอวดดี ต้องให้มันรู้ว่าไม่มีที่ไหนดีเท่าที่บ้านมันจะได้เข็ด” คราวนี้ทุกคนต้องหยุดพูดเมื่อคุณย่าละม่อมที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาเอง

“เฟื้องขอตัวไปดูแลแขกก่อนนะคะ” ตำลึงทองน้ำตาคลอ อยากจะเถียงคุณย่าว่าถ้าไม่มีที่ไหนดีเท่าที่บ้านแล้วทำไมพี่เหรียญเงินถึงไม่กลับมา แต่รู้ว่าไม่มีประโยชน์เพราะคำพูดของคุณย่ากับคุณพ่อถือเป็นสิทธิขาดในบ้านหลังนี้ เธอได้แต่สงสารน้องชายและสงสารตัวเองที่ยังต้องอยู่ในกรอบที่ทุกคนวางเอาไว้ให้ต่อไปโดยไม่สามารถโต้งแย้งอะไรได้เลย


เมื่อแยกกับสุดเขตแล้วมีคุณก็ได้รับแจ้งจากเลขาฯ ของเขาว่ามีคนมารอพบเขาอยู่ที่บริษัท เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าคนที่มารอพบเขาชื่อเคารพ เป็นทนายความส่วนตัวของอนันต์ซึ่งเป็นคุณปู่ของมีคุณนั่นเอง มีคุณแปลกใจเพราะคุณปู่ไม่ได้ติดต่อเขาตั้งแต่แม่พาเขาออกมาจากบ้าน มีคุณรู้แต่ว่าคุณปู่ก็ไม่ค่อยจะลงรอยกับพ่อสักเท่าไหร่ พ่อของเขาย้ายมาปักหลักอยู่ที่กรุงเทพ ส่วนคุณปู่ยังอยู่ทางใต้


เมื่อมีคุณกลับเข้ามาถึงสำนักพิมพ์ที่เขาทำงานอยู่ก็ได้เจอกับเคารพ เคารพแนะนำตัวและบอกถึงเหตุผลที่มาพบมีคุณในวันนี้ มีคุณยอมรับว่าตกใจที่ได้รู้ว่าคุณปู่ของตนเสียชีวิตแล้ว และก่อนเสียชีวิตคุณปู่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ซึ่งในพินัยกรรมนั้นระบุว่ามีคุณนั้นเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียว


“ร้านอาหารเหรอครับ” มีคุณถามเคารพพร้อมกับขยับแว่นขึ้นไปคาดเอาไว้ที่ศีรษะ เขาใส่แว่นเพราะชอบใส่ แต่สายตาของเขาปกติดี

“ใช่ครับ ร้านอาหาร บ้านและที่ดินโดยรอบ เกาะนี้เพิ่งได้รับการโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ คุณปู่ของคุณเป็นคนบุกเบิกเพราะที่ดินส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ท่านได้รับมาจากคุณทวดของคุณ ช่วงท่านไปก่อร่างสร้างตัวก็ลำบากพอสมควร ตอนนั้นยังเป็นที่รกร้าง จากนั้นเจ้าของที่ดินคนอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดรีสอร์ทกันมากขึ้น ตอนนี้ทางการเปิดท่าเรือจากตัวแผ่นดินใหญ่ไปที่เกาะแล้ว สะดวกมากขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มรู้จักและไปเที่ยวกันมากกว่าเดิมเยอะเลยครับ” เคารพส่งรูปให้มีคุณดู

“ผมจะขายมันได้ไหมครับ เพราะอาจจะไม่สะดวกไปดูแล” มีคุณถามตรงๆ หากเขาขายเขาอาจจะมีเงินมากพอมาใช้หนี้ให้แม่ได้ ดูแล้วว่าร้านอาหารและที่ดินโดยรอบก็กว้างพอสมควร

“ได้ครับ แต่...”

“แต่อะไรครับ” มีคุณถามเมื่อเห็นเคารพพูดค้างเอาไว้

“นี่คือเงื่อนไขสามข้อของคุณอนันต์ ถ้าคุณยินยอมทำตามเงื่อนไขของคุณอนันต์ครบสมบูรณ์ทั้งสามข้อ คุณถึงจะมีสิทธิขาดในมรดกที่คุณอนันต์มอบให้ครับ” เคารพส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้มีคุณได้อ่าน

“เงื่อนไขแรกคือคุณต้องรับช่วงกิจการร้านอาหารของคุณอนันต์จนครบหนึ่งปีหลังจากวันที่เซ็นรับทราบเงื่อนไข สองคือ... คุณจะต้องลงไปดูแลด้วยตัวเองห้ามใช้ให้ใครมาดูแลแทนคุณ คุณต้องทำทุกอย่างเหมือนที่คุณปู่ของคุณเคยทำ ทำกำไรให้ได้เท่ากับที่คุณปู่เคยทำ เงื่อนไขสุดท้าย...คุณอนันต์ระบุคนที่ท่านต้องการให้มาเป็นเชฟประจำร้านของท่านในช่วงที่คุณรับช่วงกิจการจนครบหนึ่งปี ถ้าคุณทำครบทั้งสามข้อนี้ครบหนึ่งปี คุณจึงจะมีสิทธิขาดในร้านและที่ดินทั้งหมดนี้ และถ้าคุณทำให้มันกำไรได้เท่ากันหรือมากกว่าที่คุณอนันต์ทำเอาไว้ เงินสดอีกสิบล้านในบัญชีของคุณอนันต์จะเป็นของคุณด้วยครับ” เคารพพูดให้ฟังไปด้วยระหว่างที่มีคุณกำลังไล่อ่านสัญญารับทราบเงื่อนไข

“นับตังค์ มณีรัตน์” มีคุณมัวแต่อ่านชื่อเชฟที่คุณปู่ระบุมาแล้วพยายามนึกให้ออก ลืมตื่นเต้นจำนวนเงินที่เคารพบอกเพราะสนใจเรื่องคนที่คุณปู่ต้องการมากกว่า ถ้าคุณปู่ถึงกับระบุมาขนาดนี้แสดงว่าต้องเป็นเชฟที่มีชื่อและมีฝีมือที่ดีมากจนมีคุณอยากรู้จัก

“ครับ นับตังค์ มณีรัตน์ คนนี้ครับ” เคารพยื่นรูปให้มีคุณดู

“เด็กตัวแค่นี้เองเหรอครับ คุณปู่ต้องการอะไรถึงได้ให้ผมจ้างเด็กอายุแค่นี้มาเป็นเชฟ ถ้าไม่อยากให้ผมได้มรดกก็ไม่น่าจะแกล้งกันแบบนี้” มีคุณรับรูปจากเคารพมาดูแล้วรู้สึกตกใจ รูปเด็กคนหนึ่งอายุไม่น่าจะถึงสิบขวบด้วยซ้ำ กำลังเล่นน้ำทะเลด้วยความสนุกเพราะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

“ใจเย็นครับ นั่นเป็นรูปที่คุณอนันต์มีเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้เด็กคนนี้โตแล้ว ผมเลยไปสืบหาด้วยตัวเองก่อน จนได้รูปปัจจุบันมาแล้วครับ” เคารพยื่นรูปอีกใบให้ คราวนี้มีคุณรับไปดู

“นี่...มัน...” มีคุณถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นบุคคลในรูป


แม้ในรูปเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่ได้อยู่ในชุดพ่อครัวอย่างที่เขาเคยเห็น แต่สายตาอวดดีกับรอยยิ้มที่อวดฟันเรียงสวยแบบนี้คงเป็นใครไปไม่ได้แน่ๆ นอกจากเจ้าเด็กข้าวเหนียวดงมะยงชิดคนนั้น


**โปรดติดตามตอนต่อไป**



เครดิตรูปจาก Goolgle

ความรู้ท้ายบท

ดง คือ การนำหม้อที่หุงข้าวได้ที่และรินน้ำข้าวออกจากหม้อแล้วยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เอียงและหมุนไปโดยรอบเพื่อให้ข้าวระอุ (ใช้ในการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ)

ข้อมูลจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ มาเจอกันอีกแล้ว ฝากเนื้อฝากตัวคุณเชฟกับคุณบอสด้วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2017 18:43:08 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
ตอนที่ 2 บิบิมบับฉบับคลุกกะปิ


หลังจากที่นับตังค์แยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำมันไปเจียวก่อนจะซอยมันให้เป็นเส้นยาวประมาณสามนิ้วด้วยความพิถีพิถัน ทุกครั้งที่นับตังค์มีเรื่องไม่สบายใจเขาจะระบายมันออกมาด้วยการทำอาหาร เพียงแต่วันนี้ห้องครัวที่นับตังค์ใช้ระบายความเครียดนั้นไม่ใช่ครัวของตัวเอง แต่เป็นครัวขนาดใหญ่ที่ดูหรูหรา มีอุปกรณ์และเครื่องใช้ทันสมัยทุกอย่างครบครัน มันเป็นครัวที่อยู่ภายในคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตของเศรษฐีนีเจ้าของบริษัทส่งออกรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่นับตังค์สามารถมาทำตัวตามสบายที่นี่ได้ก็เพราะลูกชายของเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้คือเพื่อนสนิทกับนับตังค์นั้นเอง

“หอมมาก เสร็จรึยัง อยากจะกินแล้ว” ราชันหรือรัน เพื่อนสนิทของนับตังค์ ลูกชายคนเดียวของคุณสโรชาผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้เดินเข้ามาถามในขณะที่นับตังค์กำลังตั้งอกตั้งใจทำอาหาร ซึ่งเป็นภาพที่รันคุ้นตาเสมอ

ราชันหรือรัน ซึ่งปัจจุบันนี้รันได้เปลี่ยนชื่อจริงมาเป็น ‘รัญญรี’ รันเป็นสาวประเภทสองที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชายให้เป็นหญิงโดยสมบูรณ์แบบแล้ว รันกับนับตังค์สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมต้น รวมไปถึงเพื่อนสนิทอีกคนของทั้งคู่ก็คือพนัสหรือหม่อง ทั้งสามคนสนิทกันมาก รู้ไส้รู้พุงกันชนิดที่ว่าไม่ต้องพูดก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ต่างฝ่ายต่างรู้เรื่องครอบครัวของกันและกัน มีอะไรจะปรึกษากันทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่รันอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงเต็มตัว ทั้งนับตังค์และหม่องรับรู้และให้กำลังใจรันได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ตอนที่เรียนด้วยกันมารันเป็นนักกิจกรรมตัวยง แม้จะยังไม่ได้แต่งตัวเป็นหญิงแต่คนรอบตัวก็ดูออกว่ารันมีบุคลิกคล้ายผู้หญิงมากกว่าเพศที่แท้จริง รันเป็นคนดูแลตัวเองเสมอ ผิวพรรณก็ดี ยิ่งตอนนี้พอได้ผ่าตัดแปลงเพศ ไว้ผมยาวและแต่งตัวเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้วแทบดูไม่ออกด้วยซ้ำว่ารันเคยเป็นผู้ชายมาก่อน

“ฉันผัดข้าวเสร็จก็เสร็จแล้ว ไปชิมแซลมอนหวานให้หน่อยว่าอร่อยไหม” นับตังค์บอกเพื่อนสนิทก่อนจะตักข้าวที่เพิ่งจะผัดเสร็จใส่หม้อที่เตรียมเอาไว้

“อร่อยสุดยอด” รันตักปลาแซลมอนหวานมาชิมแล้วยกนิ้วให้

นับตังค์ตักข้าวคลุกกะปิที่ผัดร้อนๆ ใส่ชามดินเผา จากนั้นก็นำเครื่องเคียงที่ซอยเป็นเส้นยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา มะม่วงดิบ กุนเชียง ไข่แดงเจียว ไข่ขาวเจียว หอมแดง มาเรียงให้เป็นวงกลมทับบนข้าวผัดกะปิให้ดูคล้ายข้าวยำเกาหลีหรือบิบิมบับ จากนั้นก็ตักปลาแซลมอนที่ทอดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมก่อนจะปรุงรสแทนหมูหวานมาวางตรงกลาง ตามด้วยกุ้งแห้งทอดกรอบ พริกขี้หนูและถั่วฟักยาวซอยบางๆ ไม่ลืมหยิบมะนาววางเอาไว้ด้วยหนึ่งซีก ไม่เพียงเท่านั้น นับตังค์ยังเอาผักที่เป็นเครื่องเคียงข้าวคลุกกะปิมาคลุกกับโคชูจังแยกไว้สำหรับกินแกล้มแก้เลี่ยนอีกด้วย

“เสร็จแล้ว แม่กลับมารึยังจะได้ทำให้แม่ด้วย” นับตังค์ส่งชามข้าวให้รันก่อนจะถามถึงคุณสโรชาซึ่งเป็นคุณแม่ของรัน

“ไปประชุมกับพวกคณะกรรมการการค้าส่งออก แต่เดี๋ยวคงกลับเพราะเย็นนี้ฉันนัดห้องเสื้อให้เอาเสื้อมาให้ฉันกับแม่ลองด้วยกัน” รันรับชามดินเผามาแล้วไปนั่งที่เคาท์เตอร์ที่ทำมาจากหินอ่อนซึ่งมันตั้งอยู่ตรงกลางครัวขนาดใหญ่นี้

นับตังค์ไม่ได้กินด้วยแต่เดินไปนั่งตรงข้ามกับรัน เขาไม่เคยคิดว่าเพื่อนที่วิ่งเล่นไล่เตะกันมาก่อนจะกลายเป็นสาวสวยได้ขนาดนี้ นึกอิจฉารันโชคดีที่มีแม่เข้าใจในสิ่งที่รันเป็น แม่ของรันพารันไปออกงานในฐานะลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ ไม่เคยแสดงออกว่าอายที่รันเป็นผู้หญิงข้ามเพศ

“มองทำไม” รันถามนับตังค์ที่นั่งมองตัวเองตาไม่กระพริบ

“อิจฉาแกที่มีแม่เข้าใจ” นับตังค์ถอนหายใจเพราะนึกถึงตัวเอง

“แกอยากแปลงเพศอย่างฉันเหรอ” รันวางช้อนก่อนจะทำตาโต

“ไอ้บ้า ฮ่าๆ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หมายถึงอิจฉาที่แม่ของแกเข้าใจแกในสิ่งที่แกเป็น แกดูฉันดิวะ แค่ทำอะไรออกนอกกรอบนิดหน่อยก็โดนไล่ออกจากบ้านแล้ว” นับตังค์ขำที่รันนึกว่าตัวเขาอยากแปลงเพศ

นับตังค์จำได้ว่าหม่องกับรันเคยฟันธงเอาไว้ว่าตัวเขาเป็นเกย์ เพราะเวลามีผู้หญิงมาตามจีบเขา เขามักจะหนีตลอดแล้วก็ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนแล้วรู้สึกว่าถูกใจเลย นับตังค์ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นอย่างที่เพื่อนทั้งสองคนพูดเอาไว้รึเปล่า เพียงแต่ตัวเขามีความสุขเวลาทำอาหารจนไม่ได้คิดถึงเรื่องของความรักเลย อีกอย่างนับตังค์รู้ดีว่าที่บ้านก็คงไม่สนับสนุนให้รีบมีแฟนอีกตามเคย เพราะผู้หญิงที่จะได้มาตรฐานตามความพอใจของพ่อกับย่าก็คงจะต้องทำกับข้าวเก่ง เรียบร้อยอยู่ในกรอบ ซึ่งนับตังค์คิดว่าเขาสงสารผู้หญิงที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้ในครอบครัวของตัวเองมากกว่า แล้วถ้ายิ่งมีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกันยิ่งไม่ต้องคิดเลย ทั้งพ่อกับย่าคงจะช็อกและอาละวาดจนบ้านระเบิดแน่ นับตังค์เลยขอโสดดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีเรื่องกลุ้มใจ แต่รันก็จะพูดเสมอว่าถ้าวันหนึ่งนับตังค์เจอคนที่ใช่ นับตังค์จะไม่สร้างเหตุผลมากมายมาเป็นเงื่อนไขให้กับชีวิตเลย

“แล้วไป ไม่อยากมีคนมาสวยแข่งด้วย” รันพูดจบก็กินข้าวต่อ

“เชิญสวยไปคนเดียวเถอะครับคุณหนูรัน” นับตังค์ลุกเดินไปที่อ่างล้างจานเพื่อจะเก็บล้างของที่กองเอาไว้

“ไม่ต้องล้าง เดี๋ยวให้แม่บ้านมาล้าง แกแค่ทำให้กินก็พอแล้ว มานี่...นั่งนี่ก่อน” รันบอกกับเพื่อนสนิท นับตังค์จึงเดินกลับมานั่งที่เดิม

“เอาน้ำมะนาวไหม ฉันทำเอาไว้ แช่อยู่ในตู้เย็น” นับตังค์ถามเพื่อน

“นี่แกทำกี่อย่างวะตัง เครียดอะไรนักหนา แล้วแกจะเอายังไงต่อไป อยู่ที่นี่ตลอดเลยก็ได้นะ ฉันจะได้ไม่เหงา” รันถามเพราะนึกสงสารที่นับตังค์โดนไล่ออกจากบ้าน รันรู้ดีว่าที่บ้านของเพื่อนสนิทคนนี้หัวโบราณแค่ไหน รันเองรู้กิตติศัพท์ของคุณอัฐและคุณย่าละม่อมดี หลังจากที่รันแปลงเพศแล้วยังไม่กล้าโผล่ไปหานับตังค์ที่บ้านเลยเพราะกลัวคุณพ่อกับคุณย่าของนับตังค์รับไม่ได้

“ไม่รู้ว่ะ ยังไม่ได้คิดเลย เคยโดนพ่อโกรธบ่อยๆ แต่ไม่เคยโดนไล่ออกจากบ้าน เพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวแท้ๆ” นับตังค์นึกไปถึงนักวิจารณ์ปากดีคนนั้น

“แต่แกก็ไปหาเรื่องเขาก่อนไม่ใช่เหรอ” รันถาม

“หาเรื่องตรงไหนวะรัน ฉันแค่อยากพิสูจน์อีกครั้งว่าขนมที่ฉันทำมันไม่ได้ห่วยอย่างที่หมอนั่นเคยวิจารณ์เอาไว้ ครั้งนี้มันก็อร่อย ขนาดเพื่อนของไอ้หมอนั่นแท้ๆ ยังชมไม่ขาดปากเลย แต่อีตาปากดีนั่นก็ยังไม่ยอมรับ กลัวจะเสียหน้าล่ะสิไม่ว่า” นับตังค์เบ้ปากเมื่อพูดถึงมีคุณ

“เออ ฝีมือแกอร่อยสุดๆ อร่อยมากจริงๆ ปกติฉันกินน้อยนะ กลัวอ้วน แต่นี่หมดชามเลยดูดิ ตัง...ไอ้ยำนี่ก็อร่อยอะ” รันโชว์ถ้วยยำผักกับโคชูจังให้เพื่อนสนิทดู

“ฉันอยากมีร้านอาหารของตัวเองว่ะ” นับตังค์ถอนหายใจเพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

“ให้แม่ฉันออกเงินทำร้านให้ไหม” รันรีบเสนอ

“ไม่เอา” นับตังค์ปฏิเสธทันที

“ทำไมวะ แกมีฝีมือแบบนี้ แม่ฉันต้องรีบตกลงแน่ๆ”

“เป็นเพื่อนกัน ไม่ควรทำธุรกิจด้วยกัน นี่คือกฎเหล็กของฉัน” นับตังค์อธิบาย

“งั้นฉันให้แกยืมเงินก็ได้” รันเปลี่ยนข้อเสนอ

“ไม่เอา เดี๋ยวรับโทรศัพท์ก่อนนะ” นับตังค์ปฏิเสธข้อเสนอของรันก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ดังเตือนว่ามีสายเข้า

“ที่บ้านโทรมาเหรอ” รันถามเมื่อเห็นเพื่อนยืนมองโทรศัพท์แต่ไม่กดรับ

“เบอร์ใครไม่รู้”


นับตังค์ตัดสินใจกดรับสาย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็แทบจะตัดสายทิ้งทันที แต่เหมือนปลายสายจะรู้ตัวเลยรีบเอ่ยคำขอโทษมาก่อน เมื่อได้ยินคำขอโทษจากอีกฝ่ายนับตังค์จึงยังไม่วางสาย นับตังค์ไม่ได้พูดอะไรเลยเอาแต่ฟังอีกฝ่ายพูดจนรันยิ่งสงสัยว่าใครโทรมาหา สุดท้ายรันก็ได้ยินนับตังค์พูดคำว่าตกลงก่อนจะวางสาย


“ใช้โทรจิตคุยเหรอวะตังค์” รันถามเพราะไม่เห็นว่าเพื่อนสนิทจะพูดอะไรเลยนอกจากคำว่าตกลง

“หมอนั่นโทรมา”

“หมอไหน”

“ก็ไอ้นักวิจารณ์อาหารคนนั้นไง มันโทรมาขอโทษที่ทำให้ฉันเดือดร้อน แล้วมันก็บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับฉัน”

“แล้วแกก็ตอบตกลงใช่ไหม แกเกลียดหน้าเขาจะตายแล้วตอบตกลงทำไม” รันถามด้วยความสงสัย

“ก็ฉันอยากให้หมอนั่นขอโทษฉันต่อหน้ามันถึงจะสะใจ”

“ขอไปด้วยได้ไหม เขาหล่อดี” รันรีบถามเพื่อนสนิท รันเคยห็นรูปมีคุณตามหน้านิตยสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งตามรายการโทรทัศน์ที่เชิญมีคุณไปออก

“แกห้ามชอบคนนี้เลยนะ ไม่ให้ผ่าน” นับตังค์รีบดักคอเพื่อนเอาไว้ก่อน

“แบบนี้เขาเรียกหวงก้างรึเปล่า” รันย้อนเพื่อน

“บ้าดิ แกเป็นเพื่อนสนิทฉัน เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นแฟนแกต้องไม่ใช่คนที่ฉันเกลียดขี้หน้า เข้าใจไหมคุณหนูรัน”
 
“เออๆ เสียดายของ ทั้งหล่อทั้งเก่งแบบนี้น่าเอามาควงจะตาย ฉันเคยอ่านข่าวซุปซิปนะ เขาบอกว่านายมีคุณเป็นเกย์ด้วยนะแก ว่าแต่เขานัดแกวันไหน” รันถามเพราะก็ยังอยากจะไปด้วยอยู่ดี

“วันนี้ ตอนเย็น” นับตังค์ตอบ ในใจก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าคนปากเสียคนนั้นจะเป็นเกย์อย่างที่เพื่อนสนิทบอก

“อ๊ะ เสียดาย ฉันนัดร้านเสื้อเอาชุดมาให้ลอง อดไปด้วยเลย งั้นแกเอารถฉันไปก็ได้ แล้วรีบไปรีบกลับนะ อย่าไปตกหลุมรักคนที่เกลียดเสียเองล่ะคุณนับตังค์” รันพูดจบก็หัวเราะร่วน ส่วนนับตังค์ได้แต่ค้อนเพื่อนสนิทที่คิดอะไรไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

….


มีคุณมานั่งรอนับตังค์ก่อนเวลานัดพอสมควร เขาสั่งอาหารสองสามอย่างพร้อมกับเครื่องดื่มมากินฆ่าเวลาระหว่างรอ แต่ปรากฏว่านับตังค์เองก็มาก่อนเวลานัด จึงมาถึงไล่เลี่ยกับมีคุณ เมื่อมีคุณเห็นนับตังค์เดินเข้ามาจึงลุกขึ้นโบกมือให้ มีคุณมองชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาด้วยความรู้สึกแปลกตา เจอนับตังค์สองครั้งก็อยู่ในชุดพ่อครัวสีขาว ใส่ผ้ากันเปื้อนพร้อมกับสวมหมวกพ่อครัวทั้งสองครั้ง แต่วันนี้นับตังค์มาในชุดเสื้อยืดตัวบางสีเทาอ่อน แขนสั้น คอวีกว้าง ส่วนกางเกงเป็นยีนส์สีซีดพอดีตัว มีรอยขาดที่หัวเข่าให้เห็นเส้นด้ายรุ่ยร่ายแบบที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่น ผมหยักศกที่ยาวพอรวบได้ก็ถูกรวบไปด้านหลัง ดวงตาที่ดูรั้นฉายมาแต่ไกล แต่มีคุณยอมรับว่ารู้สึกชอบนับตังค์แต่งตัวแบบนี้มากกว่าชุดพ่อครัวสีขาวตัวใหญ่ที่บดบังหุ่นสมส่วนของนับตังค์เสียหมด

“นั่งก่อน อยากกินอะไรก็สั่ง” มีคุณเชิญให้นับตังค์นั่งก่อนจะนั่งลงตามแล้วเลื่อนรายการอาหารไปให้

“นายสั่งไปรึยัง” นับตังค์ถาม

“สั่งแล้ว” มีคุณตอบกลับสั้นๆ แต่น้ำเสียงไม่ห้วนเหมือนนับตังค์ ดูจากการตอบของนับตังค์แล้ว มีคุณเดาว่านับตังค์คงเป็นคนที่ไม่ยอมใครสักเท่าไหร่

“กินแค่นั้นได้” นับตังค์ยังคงตอบสั้นๆ ห้วนๆ

“เครื่องดื่มสั่งไปแต่เบียร์ กินได้เหมือนกันไหม” มีคุณถาม ในใจก็นึกขำท่าทางหยิ่งๆ ของนับตังค์

“กินได้ แต่ไม่กิน เอาน้ำเปล่า” นับตังค์ตอบ มีคุณจึงเรียกพนักงานเสิร์ฟมารับรายการอาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม

“ผมขอโทษนะ ที่...”

“เดี๋ยว อย่าเพิ่งพูด” นับตังค์ยกมือห้ามจนมีคุณต้องชะงัก เมื่อเห็นนับตังค์ยกโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าจะถ่ายรูปมีคุณจึงรีบถามกลับ

“ต้องถ่ายรูปเลยเหรอ”

“ถ่ายคลิปต่างหาก พ่อฉันจะได้รู้ว่าใครโกหก จะขอโทษก็รีบสิ” นับตังค์เร่ง

“โอเค ผมขอโทษครับ ขนมของคุณนับตังค์อร่อยมาก สร้างสรรค์และรสชาติดีจนผมอยากเชิญมาชื่นชม แต่ผมดันอีโก้เยอะไปหน่อยเลยบอกไปว่ารสชาติงั้นๆ แต่ที่ชมไปผมหมายถึงขนมครั้งที่สองนะ ครั้งแรกที่คุณทำประกวด ผมยังคงยืนยันเหมือนเดิม มันเค็มเหมือนทำเกลือหก ผมพูดจริงนะไม่ได้โกหก” มีคุณพูดยังไม่ทันจบนับตังค์ก็ลดมือถือลง มีคุณคิดว่าตัวเองพลาดไปแล้ว นับตังค์คงจะต้องโกรธที่เขาไปจี้ปมเดิม แล้วจุดประสงค์ที่เขาต้องการมาขอร้องนับตังค์ในวันนี้คงพังแน่

“นายไม่ได้โกหกแน่นะ มันเค็มมากเลยเหรอ” นับตังค์ถามเสียงจริงจัง

“ผมมีจรรยาบรรณนะครับ วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงอยู่มาได้จนทุกวันนี้ วันนั้นครีมซอสของคุณมันเค็มจนโคนลิ้นผมชาเลย” มีคุณบอกออกไปตามตรง

“มันต้องมีอะไรผิดพลาด ฉันก็ชิมแล้วนะ” นับตังค์ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะถอนหายใจ ส่วนมีคุณรู้สึกประหลาดใจที่นับตังค์มีท่าทีอ่อนลงไม่เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ เขานึกว่าจะโกรธเขาจนระเบิดลงเสียแล้ว

“มันคงมีอะไรผิดพลาดจริงๆ แต่คุณก็ทำให้ผมเห็นแล้วว่าขนมที่คุณทำมันอร่อยมาก ผมเขียนถึงมันด้วยนะในคอลัมน์ของผม” มีคุณเริ่มเห็นใจนับตังค์ขึ้นมาเมื่อเห็นสายตาที่เคยอวดดีดูเศร้าหมองลงจึงพยายามจะปลอบเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ

“แต่ฉันจะเชื่อนายได้ยังไง ปากก็บอกว่ามีจรรยาบรรณ แต่วันนั้นที่ร้าน นายก็เอาความรู้สึกส่วนตัวไปปะปนกับงาน วันที่ประกวดนายอาจจะเป็นเหมือนกันก็ได้” แววตาที่มีคุณเห็นว่าเศร้าหมองกับมาดูอวดดีอย่างเดิมจนมีคุณตั้งรับแทบไม่ทัน

“ผมถึงมาขอโทษไงครับ อีกอย่างผมมีอะไรมาเสนอกับคุณด้วย” มีคุณรีบเปิดประเด็นก่อนจะทำให้นับตังค์อารมณ์เสีย

“อะไร” นับตังค์หรี่ตามองมีคุณด้วยความระแวง

“ผมมีร้านอาหารของคุณปู่อยู่ที่เกาะใบไม้คราม มันเป็นเกาะเพิ่งเปิดตัว ผมจำความฝันของคุณจากใบสมัครที่คุณเคยกรอกเอาไว้ตอนเอาขนมไปประกวดได้ คุณอยากลองทำอาหารสไตล์ฟิวชั่น ผสมผสานสูตรตำรับชาววังกับอาหารสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผมยินดีให้คุณได้ทำอยากที่ใจคุณอยากทำ ส่วนเงินเดือนคุณลองเสนอเข้ามาได้เลย”


(มีต่อด้านล่างค่ะ)

V
V

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-03-2017 15:47:58 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
(ต่อจากด้านบน)


นับตังค์ฟังข้อเสนอของมีคุณแล้วนิ่งคิด ถามว่าข้อเสนอที่มีคุณเสนอมามันน่าสนใจไหม นับตังค์ยอมรับว่าน่าสนใจมาก เพราะนับตังค์จะได้พิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวได้เห็นว่านับตังค์ไม่ใช่เด็กที่คิดอะไรพิเรนทร์ จะได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำ เหมือนได้ฝึกฝีมือก่อนจะมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง เงินเดือนก็เรียกได้เอง แต่ข้อเสนอมันดูมากไปสำหรับคนอย่างนับตังค์ที่เคยถูกมีคุณต่อว่าเรื่องรสชาติอาหารมาก่อน นับตังค์จึงยังระแวงมีคุณอยู่ว่ามาไม้ไหนและต้องการอะไรถึงได้มาชวนนับตังค์ไปทำงานด้วย


“ทำไมต้องเป็นฉัน นายไม่เคยเชื่อฝีมือของฉัน” นับตังค์ถามด้วยความสงสัย

“แทนคำขอโทษจากผมที่ทำให้คุณต้องออกจากบ้านมาและที่สำคัญผมอยากให้คุณพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้ทำขนมอร่อยด้วยความบังเอิญ” มีคุณคิดว่าคนอวดดีอย่างนับตังค์ต้องใช้แผนนี้

“ความบังเอิญไม่มีสำหรับคนที่ชื่อนับตังค์หรอกนะ แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันโดนไล่ออกจากบ้าน”

“ผมรู้มาจากพี่สาวของคุณ ไม่มีใครเชื่อว่าคุณจะเอาตัวรอดได้ คิดว่าอีกไม่นานคุณจะกลับบ้านเอง” มีคุณแอบเจ้าเล่ห์พูดเกินจริงไปเพราะอยากให้นับตังค์ตอบตกลง

“มีเงื่อนไขอะไรบ้าง” นับตังค์รู้สึกเคืองที่โดนสบประมาท นึกเคืองพี่สาวด้วยที่เอาเรื่องในบ้านมาพูดให้คนนอกอย่างมีคุณฟัง

“คุณต้องเซ็นสัญญาเป็นเชฟให้ร้านของผมเป็นเวลาหนึ่งปี เงินเดือนคุณเสนอมา ถ้าดูเหมาะสมและเราทั้งสองฝ่ายพึงพอใจก็ไม่มีปัญหา ผมมีที่พักพร้อมอาหารให้สามมื้อ มีค่ารักษาพยาบาลให้หากเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ คุณกำหนดรายการอาหารได้เอง แต่ผมจะต้องได้ชิมก่อนจะอนุมัติลงในเมนู สิทธิขาดในครัวจะเป็นของคุณ คุณเลือกผู้ช่วยและพนักงานในครัวเองได้ แต่ผมขอเป็นคนบริหารภาพโดยรวม และหากคุณทำกำไรให้ได้ตามที่ผมกำหนดในแต่ละเดือน ครบหนึ่งปีผมมีโบนัสให้คุณจำนวนห้าล้านบาท แต่ถ้าคุณยกเลิกสัญญาก่อน คุณจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินห้าล้านเช่นกัน” มีคุณอธิบายเงื่อนไขจนจบก็แอบสังเกตทีท่าของนับตังค์

“ฉันต้องให้คำตอบนายวันไหน” นับตังค์ทำท่าครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะถามกลับ

“เร็วที่สุดก็ดี เพราะว่าผมมีกำหนดเดินทางไปที่เกาะสุดสัปดาห์นี้ ผมจะปล่อยให้ร้านไม่มีพ่อครัวนานไม่ได้ ผมหวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันนะ” มีคุณไม่ได้บอกความจริงให้นับตังค์ฟังเรื่องเงื่อนไขที่เขาต้องทำตามพินัยกรรมเพราะไม่อยากให้นับตังค์รู้ว่าเขาจำต้องทำทุกอย่างเพื่อหวังมรดกถึงความจริงมันจะเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เขาเสนอให้นับตังค์ถือว่าเยอะแล้วสำหรับเชฟมือใหม่ในสายตาของเขา ถึงขนมที่นับตังค์ทำให้เขาได้ชิมที่ร้านในวันนั้นจะอร่อยมาก แต่ก็ไม่ได้ความว่านับตังค์จะทำอาหารอร่อย แต่มีคุณไม่มีทางเลือกอื่นหากต้องหากเงินมาใช้หนี้ให้มารดา มีคุณก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขของปู่ทุกข้อ อันที่จริงมีคุณอยากรู้มากกว่าคุณปู่รู้จักกับนับตังค์ได้ยังไงถึงได้ระบุชื่อมาในพินัยกรรม แต่มีคุณไม่ได้ถามเพราะไม่อยากให้นับตังค์ยิ่งสงสัย

“ทำไมต้องใส่แว่นกันแดดในร้านมันมีแดดเหรอ” นับตังค์ถามขึ้นมาลอยๆ

“มันเป็นรสนิยมของผม” มีคุณตอบแบบงงๆ คุยกันเรื่องธุรกิจแท้ๆ นับตังค์ดันเปลี่ยนเรื่องมาเป็นเรื่องแว่นกันแดดที่มีคุณใส่อยู่เฉยเลย

“ถอดได้ไหม” นับตังค์ถามพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะไปด้วย

“ทำไมต้องถอด” มีคุณขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจคนตรงหน้าจริงๆ

“ไม่อยากให้คนอื่นคิดว่ามานั่งกินกับคนตาบอดแล้วไม่ดูแลตักข้าวปลาอาหารให้”

“ฮ่าๆๆๆ” มีคุณหัวเราะเสียงดังทั้งที่ควรจะโกรธที่โดนคนที่เด็กกว่าเกรียนใส่ แต่เขากลับชอบใจมากกว่าที่นับตังค์เป็นตัวของตัวเอง ดีกว่าเก็กหน้าอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วมีคุณรู้สึกเมื่อยแทน

“นี่ถ้าถือไม้เท้ามาด้วยเหมือนเลยนะ” นับตังค์ยังคงกวนประสาทมีคุณต่อ

“ตอนเด็กๆ ก็ดูน่ารัก โตมาแล้ว...” มีคุณพูดค้างเอาไว้

“แล้วอะไร เอ๊ะ แล้วรู้จักฉันตอนเด็กๆ ได้ยังไง” นับตังค์รีบถาม

“เดาเอา ว่าตอนเด็กๆ คงน่ารัก” มีคุณเกือบพลาดหลุดพูดไปว่าเคยเห็นรูปของนับตังค์ตอนเด็กๆ จากทนายความของปู่เสียแล้ว หากนับตังค์รู้เรื่องพินัยกรรมอาจจะไม่ช่วยเขาก็ได้เพราะเขาทำให้นับตังค์ต้องอายในวันที่ประกวดอาหารครั้งนั้น

“ตอนโตก็น่ารักเหอะ คนที่มีรสนิยมใส่แว่นกันแดดในที่ร่มอย่างนายคงมองไม่เห็นความน่ารักของฉันหรอก” นับตังค์เบ้ปากให้มีคุณ

“โอเค ลองถอดแว่นดูก็ได้ว่าจะเห็นความน่ารักอย่างที่คุณบอกรึเปล่า” มีคุณถอดแว่นกันแดดออกแล้วจ้องหน้านับตังค์ จ้องแบบไม่ละสายตาจนนับตังค์เป็นฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูก

“ทำไมร้านนี้ทำอาหารช้าจัง” นับตังค์ทำเป็นมองไปทางอื่น แต่เมื่อหันกลับมามีคุณก็ยังมองมาไม่เลิก

“อืม...” มีคุณส่งเสียงในลำคอ

“อืมอะไร” นับตังค์ถาม

“อืม...ก็น่ารักดี” มีคุณตอบ

“.......” เมื่อโดนชมง่ายๆ นับตังค์ก็ไปต่อไม่ถูก ได้แต่นั่งมองไปทางอื่น

“แค่ต้องมองนานหน่อย” มีคุณพูดต่อ

“ปากดีนะ” นับตังค์นึกไว้อยู่แล้วว่าคนอย่างมีคุณไม่ชมใครง่ายๆหรอก แต่ก็ดีแล้ว เพราะถ้ามีคุณชมนับตังค์จริงๆ นับตังค์คงนึกเลี่ยนจนกินข้าวไม่ลง ดูแค่หน้าตาท่าทางก็รู้แล้วว่ามีคุณกระล่อนไม่เลือกแม้นับตังค์จะเป็นผู้ชายก็ตาม นึกแล้วก็ชักจะเชื่อคำพูดของรันที่ว่ามีคุณอาจจะมีรสนิยมชอบผู้ชายด้วยกัน

“ผมยอมรับครับ ว่าปากผมดี” มีคุณพูดจบก็หัวเราะ ผิดกับนับตังค์ที่ทำท่าถอนหายใจแล้วเคาะนิ้วเล่นกับโต๊ะต่อเพราะไม่รู้จะวางตัวยังไงเมื่อมีคุณมองมาตลอด

“ใส่แว่นเหมือนเดิมก็ได้นะ” นับตังค์บอก

“ไม่ดีกว่า เดี๋ยวคุณจะต้องมาป้อนข้าวผมเพราะกลัวคนอื่นจะคิดว่าผมตาบอดแล้วคุณไม่ดูแล” มีคุณย้อนคำพูดของนับตังค์

“จะเล่นต่อใช่ไหม” นับตังค์ถามด้วยท่าทางเอาเรื่อง


มีคุณรีบยกมือขึ้นยอมสงบศึกเพราะว่าพนักงานมาเสิร์ฟอาหารพอดี ระหว่างทานมีคุณก็พูดถึงอาหารที่ได้กินว่าน่าจะมีส่วนประกอบอะไรบ้างและรสชาติขาดอะไรไป นับตังค์ได้ฟังก็แอบยอมรับว่ามีคุณพูดได้ตรงกับสิ่งที่นับตังค์คิด แต่ถึงอยากจะชมยังไงนับตังค์ก็ไม่มีวันพูดให้คนตรงหน้าได้ยิน เพราะมันอาจจะกลายเป็นว่านับตังค์ต้องยอมรับว่าขนมของตัวเองในวันประกวดห่วยอย่างที่มีคุณเคยวิจารณ์เอาไว้ เสียใจไปแล้วเรื่องอะไรจะต้องมาเสียฟอร์มอีก


‘ใครจะไปชม ฝันไปเถอะ’ นับตังค์ได้แต่คิดในใจ



นับตังค์กลับจากไปกินข้าวกับมีคุณก็เห็นว่าหม่องเพื่อนสนิทอีกคนมาอยู่ที่บ้านของรันแล้ว รันรีบถามนับตังค์ทันทีว่ามีคุณชวนไปคุยเรื่องอะไร นับตังค์จึงเล่าให้เพื่อนสนิททั้งสองฟังอย่างละเอียด ยกเว้นเรื่องที่ถูกมีคุณกวนประสาทด้วยการจ้องหน้าไม่เลิกแม้ตอนมาส่งนับตังค์ที่รถก็ยังจ้องจนนับตังค์อยากเอาจะกุญแจรถทิ่มตาให้บอดจริงๆ หมอนั่นจะได้ใส่แว่นกันแดดตลอดชีพ

“เฮ้ย ไปเลย ฉันว่าเป็นโอกาสที่ดีนะแก” รันสนับสนุนหลังจากที่ได้ฟัง

“เดี๋ยว ไกลไปไหม แล้วแกไว้ใจไอ้มีคุณได้มากแค่ไหน” หม่องถามเสียงเครียด ถึงข้อเสนอจะดี แต่มันดีจนน่าระแวง

“แกกลัวอะไรวะหม่อง” รันถามเมื่อเห็นหม่องขัด

“เดี๋ยว ก็ถ้าหมอนั่นมันเป็นพวกโรคจิต เกิดมันทำอะไรไอ้ตังขึ้นมาจะทำยังไง” หม่องออกความเห็น

“ฮ่าๆๆ ไอ้หม่อง ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างไอ้รันนะโว้ย ดูกล้ามพี่ตังเสียก่อน” นับตังค์ถกแขนเสื้อเพื่อโชว์กล้าม

“กล้าโชว์” รันมองกล้ามเล็กๆ ของเพื่อนแล้วส่ายหน้า

“ทำไม ฉันแข็งแรงกว่าตอนเด็กๆ ตั้งเยอะแล้ว กล้ามท้องก็มีนะ แต่แค่มันขี้อายไปหน่อย เลยไม่แสดงออก” นับตังค์เปิดท้องโชว์ให้เพื่อนดูอีก

“เดี๋ยว นั่นกล้ามหรือซี่โครงวะตัง แล้วสรุปแกจะไปหรือไม่ไป” หม่องถามอีกเพราะอยากรู้ว่าเพื่อนสนิทจะตัดสินใจยังไง

“ก็อยากลอง แต่ถ้าไม่ดีแล้วอยากเลิกฉันต้องเสียตั้งห้าล้าน” นับตังค์ติดปัญหาเรื่องนี้ เพราะการถูกผูกมัดหนึ่งปีสำหรับนับตังค์มันก็นานอยู่

“โดนท์ วอรี่ อะเบาท์ แดท มาดามรันรวย มาดามรันสวย ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับ มาดามจะจ่ายค่าปรับเอง” รันจีบปากจีบคอส่งสำเนียงเป็นมาดามรันจนนับตังค์นึกขำ

“ตั้งห้าล้านนะมาดาม” นับตังค์ถาม

“เดี๋ยว สำหรับความปลอดภัยของเพื่อน ห้าล้านมันไม่เยอะ ถ้าถึงจุดที่ทนไม่ได้ก็เอาเงินไอ้รันไปก่อน แล้วกลับมาผ่อนมัน ฝีมืออย่างแกไปสมัครเป็นเชฟที่โรงแรมดังๆ ก็ไม่มีใครปฏิเสธหรอก เงินห้าล้านแกคงคืนมันได้ไม่ยาก อีกอย่างนะ ไอ้รันมันทำนมไปแล้ว ไม่มีเรื่องต้องให้ใช้เงินอีก ผ่อนมันเดือนละร้อยก็พอ” หม่องตบบ่านับตังค์

“ไอ้หม่องขยันเดี๋ยว พูดมากเดี๋ยวจะโดน แต่มันพูดถูกนะตัง ไม่ต้องซีเรียสเรื่องเงิน แต่ฉันว่าฉันเชื่อสายตาตัวเองนะ” รันพูดกับหม่องก่อนจะหันมาพูดกับนับตังค์

“เชื่อว่าฉันจะทำได้ใช่ไหม” นับตังค์ถาม

“เปล่า เชื่อว่าคุณมีคุณ ว่าที่บอสของแกไม่ใช่พวกโรคจิต แต่เป็นเทพบุตร” รันทำหน้าเคลิ้ม

“เดี๋ยว ตอนแปลงเพศ หมอลืมตัดต่อมแรดออกไปด้วยใช่ไหม” หม่องถามรันเสียงเครียด แต่พอโดนรันเอาหมอนอิงขว้างใส่ก็หัวเราะเสียงดังที่แกล้งเพื่อนได้

“ตกลง!! ฉันจะไปลองใช้ชีวิตนอกกรอบดู” นับตังค์ตะโกนออกมาจนเพื่อนทั้งสองคนตกใจ แต่เมื่อเห็นความจริงจังของเพื่อนรัก ทั้งรันและหม่องก็ปรบมือให้กำลังใจเพื่อนที่กล้าก้าวเดินออกมาจากชีวิตเดิมๆ ได้เสียที



มีคุณนั่งมองของฝากที่นับตังค์ส่งให้เขาตอนที่เขาเดินไปส่งนับตังค์ที่รถ เขาไม่คิดว่าของที่นับตังค์ให้จะเป็นของกินเพราะทั้งเขาและนับตังค์ก็กินอาหารจากร้านอาหารด้วยกันจนอิ่มแปล้ แต่เมื่อเขากลับมาถึงสำนักพิมพ์แล้วแกะห่อผ้าออกดูถึงได้เห็นว่าเป็นกล่องข้าวที่ทำจากไม้รูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดแปดนิ้วได้ มีคุณเปิดฝากล่องข้าวออกก็เห็นหน้าตาอาหารที่ถูกตกแต่งให้คล้ายกับข้าวยำของเกาหลี เพียงแต่วัตถุดิบที่ประกอบอาหารตรงหน้าเขาว่ามันน่าจะเป็นข้าวคลุกกะปิมากกว่า ส่วนกล่องเล็กอีกกล่องที่ถูกห่อติดมาด้วยทำให้มีคุณค่อนข้างแปลกใจ เขาดมกลิ่นแล้วก็พอจะเดาได้ว่ามันคือโคชูจัง แต่เอามาคลุกกับแตงกวา ถั่วฟักยาว มะม่วง กุ้งแห้งและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งเขาคิดว่ามันไม่น่าจะเข้ากันกับข้าวคลุกกะปิ มีคุณนั่งมองมันอยู่นานเพราะยังรู้สึกอิ่มอยู่ ไม่รู้ว่านับตังค์คิดอะไรถึงให้ข้าวกล่องนี้เขามาหลังจากที่เพิ่งกินอาหารมาด้วยกัน จนเหลือบไปเห็นใต้ฝากล่องข้าวมีกระดาษเล็กๆแปะอยู่หนึ่งใบ


“เอาแต่มองไม่คิดจะลองรึไง” มีคุณอ่านข้อความในกระดาษก่อนจะหัวเราะออกมาเพราะดันไปนึกถึงหน้ากวนๆ ของเจ้าของกล่องข้าวนี้


มีคุณตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปข้าวในกล่องที่จัดมาอย่างสวยงามพร้อมกับกล่องยำผักเครื่องเคียง หลังจากนั้นก็หยิบช้อนออกจากถุงผ้าที่นับตังค์ใส่มาให้ด้วย เขาบีบมะนาวโรยทั่วข้าว คลุกข้าวในกล่องไม้ให้เข้ากัน หลังจากที่ตักข้าวเข้าปากคำแรกมีคุณก็นิ่งไป ก่อนจะเริ่มตักยำผักกับโคชูจังมากินแกล้ม มีคุณไม่รู้ว่านับตังค์ปรุงเครื่องปรุงอื่นด้วยหรือเปล่าแต่มันอร่อยลงตัวมาก แล้วมีคุณก็เริ่มกินคำต่อไป จนกระทั่งถึงคำสุดท้ายมีคุณถึงวางช้อนลง เขาเก็บกล่องข้าวใส่ถุงผ้าเหมือนเดิมก่อนจะเปิดโน๊ตบุ๊คของตัวเองแล้วเริ่มพิมพ์อะไรบางอย่างลงไปด้วยความรู้สึกที่มีหลังจากกินข้าวคลุกกะปิของนับตังค์ไปจนหมดกล่อง



นับเป็นเช้าวันที่สองหลังจากที่นับตังค์ออกจากบ้านมาอยู่ที่บ้านของรันและยังเป็นเช้าที่นับตังค์รู้สึกสับสนกับเรื่องของตัวเองมากที่สุดในชีวิต เมื่อวานตอนเย็น นับตังค์ยังตั้งใจว่าจะเดินออกจากกรอบเดิมๆ ไปพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวได้เห็น แต่มาวันนี้ นับตังค์กลับเริ่มกลัวกับอนาคตที่ไม่คุ้นเคย กลัวว่าจะตัดสินใจผิด เมื่อมีเรื่องให้คิดไม่ตก นับตังค์เลยตื่นตั้งแต่เช้ามาอบขนมจนส่งกลิ่นหอมไปทั่วบ้าน


“ตัง ทำอะไรแต่เช้าเลยลูก” คุณสโรชาเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับไอแพดและโทรศัพท์มือถือ แม้เธอยังอยู่ในชุดนอนแต่ก็สวมเสื้อคลุมให้ดูเรียบร้อยเพราะถึงยังไงเพื่อนของลูกก็เป็นผู้ชาย ถึงเธอจะดูออกว่านับตังค์อาจเป็นผู้ชายที่ไม่ได้สนใจผู้หญิงก็ตาม

“ตังทำเสียงดังรบกวนแม่รึเปล่าครับ” นับตังค์ตกใจที่คุณสโรชาตื่นลงมาตั้งแต่เช้า นับตังค์เรียกคุณสโรชาว่าแม่เพราะนับถือแม่ของเพื่อนเหมือนแม่ของตัวเอง

“เปล่าลูก แม่ก็ตื่นเช้าแบบนี้อยู่แล้ว ปกติแม่ตื่นก็นอนอ่านข่าวอยู่บนห้อง สายๆ ถึงจะลงมา แต่วันนี้แม่มีอะไรจะให้ตังได้อ่านเลยรีบลงมา” คุณสโรชาส่งไอแพดให้เพื่อนสนิทของลูกชายดู

“เดี๋ยวตังชงกาแฟให้แม่ก่อนนะครับ ตังอบสโคนเสร็จพอดี มีแยมมะตูมกับแยมมะม่วงด้วย แม่ลองชิมนะครับ” นับตังค์รีบไปชงกาแฟกับเอาขนมที่เพิ่งทำเสร็จมาเสิร์ฟคุณสโรชา หลังจากนั้นถึงได้หยิบไอแพดของคุณสโรชามานั่งดู พบว่าสิ่งที่คุณสโรชาอยากให้นับตังค์ได้เห็นก็คือคอลัมน์ของมีคุณนั้นเอง นับตังค์จึงเริ่มอ่านมันในใจ


‘ตั้งแต่ผมได้ก้าวเข้ามาในอาชีพที่เป็นอยู่นี้ จากนักวิจารณ์อาหารโนเนมคนหนึ่งจนมาถึงวันที่ผมกลายมาเป็นนักวิจารณ์อาหารที่ได้รับรางวัลคอลัมน์ยอดเยี่ยมติดกันมาถึงหกปี สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือผมมั่นใจในความรู้สึกแรกของผมเมื่อผมได้ลิ้มรสอาหารเหล่านั้น ผมจะวิจารณ์ตามสิ่งที่ผมรู้สึก ซึ่งความรู้สึกของผมอาจจะไปตรงใจใครหลายๆ คน แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะสร้างความไม่พอใจให้ใครอีกหลายคนที่โดนผมวิจารณ์ไป


ผมเจออาหารมาทุกรูปแบบและก็เจอคนทำอาหารมาทุกรูปแบบเช่นกัน ผมเชื่อว่าคนทำอาหารทุกคนก็หวังให้คนที่ได้ชิมอาหารของตนชื่นชมและชื่นชอบ ไม่มีใครอยากโดนตำหนิ บางคนรับได้ บางคนก็รับไม่ได้ แต่ผมไม่เคยสนใจว่าเขาจะรู้สึกกับคำติชมของผมอย่างไร หน้าที่ของคุณคือขายรสมือในการทำอาหารให้ผู้อื่น หน้าที่ของผมก็คือเป็นผู้อื่นที่ว่าไปตามรสชาติที่ได้รับจากคุณ ผมคิดแค่ว่าอาชีพที่ผมกำลังทำอยู่นี้เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคก็พอแล้ว


จนวันนี้ผมได้ชิมข้าวคลุกกะปิกล่องหนึ่ง มันค่อนข้างจะเย็นเพราะกว่าผมจะได้กินก็ผ่านการปรุงไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่สิ่งที่ทำผมตัดสินใจที่จะกินมันทั้งที่ผมเพิ่งจะทานอาหารมาจนอิ่มก็คือหน้าตาของอาหารที่คนทำตั้งใจบรรจงมันออกมาอย่างที่คุณจะได้เห็นในภาพข้างล่างนี้ เครื่องเคียงที่ให้ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว มะม่วง แตงกว่าที่ซอยมาเท่ากันแทบจะทุกเส้น ข้าวที่ผัดเป็นเม็ดสวยนุ่มกำลังดี หอมกลิ่นไหม้ของกระทะ ส่งให้กะปิที่ผัดกับข้าวมีรสชาติที่ดีขึ้น แม้ข้าวจะเย็นแล้วแต่มันก็ยังไม่แฉะ ยังคงนุ่มและคงรสชาติอยู่จนคำสุดท้าย ตัวปลาแซลมอนหวานที่ใช้แทนหมูหวานก็อร่อยลงตัวกับเครื่องเคียงทุกอย่าง ที่สำคัญคือความกล้าที่จะคิดอะไรที่ต่างออกไป เขานำผักและเครื่องเคียงบางส่วนมายำกับซอสที่คิดขึ้นมาเฉพาะตัว โดยที่ผักไม่เสียรสชาติหวานกรอบ ซอสก็อร่อยลงตัวเมื่อทานแกล้มกับข้าวที่มีกลิ่นกะปิของไทยเรา ผมเห็นถึงความตั้งใจของคนทำข้าวคลุกกะปิกล่องนี้ คำแรกที่ผมได้ชิมจนถึงคำสุดท้ายมันทำให้ผมต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง


...อาชีพที่ผมทำเป็นประโยชน์ให้กับผู้บริโภคอย่างเดียวจริงหรือ แล้วผมก็ได้คำตอบแล้วว่า...ไม่ใช่...


คนที่ทำข้าวคลุกกะปิให้ผมได้ชิมในวันนี้ก็คือคนที่ผมเคยวิจารณ์ฝีมือเขาจนแทบไม่เหลือดี เขากลับมาพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าการมีพรสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ มันจะต้องประกอบไปด้วยพรสวรรค์และพรแสวง ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า คำวิจารณ์ของผมยังเป็นประโยชน์ให้กับคนที่รักในการทำให้อาหารด้วยเช่นกัน ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า


...ชีวิตนักปรุงอาหารของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวอักษรของผม แต่ตัวอักษรของผมอาจจะทำให้คุณรู้ว่าชีวิตของคุณต้องการอะไร...


ขอบคุณข้าวคลุกกะปิที่แสนอร่อย ผมกินจนลืมว่าผมอิ่มอยู่ ขอบคุณที่กลับมาพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าคุณเป็นคนมีฝีมือ คุณรักในการทำอาหารจากหัวใจ และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนต้องการรอพิสูจน์ฝีมือของคุณเช่นกัน’


นับตังค์อ่านจนจบ นั่งดูรูปข้าวคลุกกะปิของตัวเองจากฝีมือการถ่ายของมีคุณแล้วก็ยิ้ม นับตังค์คิดว่าคุณสโรชาคงรู้ว่าคนที่มีคุณพูดถึงก็คือนับตังค์ เพราะเมื่อวานนี้คุณสโรชาก็ได้กินข้าวคลุกกะปิฝีมือของนับตังค์เช่นกัน รันเล่าให้ฟังว่าคุณสโรชาถูกใจในรสชาติมากจนจะให้นับตังค์ทำข้าวคลุกกะปิไปเลี้ยงเพื่อนๆ ในสมาคมและยังคิดจะจ้างนับตังค์ให้ทำขนมเวลาจัดเลี้ยงงานสำคัญอีกด้วย


“เห็นรันว่าตังอยากเปิดร้านอาหาร แม่ลงทุนให้เอาไหม แม่จะไม่ยุ่งอะไรกับการบริหารเลย” คุณสโรชาได้ฟังรันเล่าให้ฟังเกี่ยวกับครอบครัวของนับตังค์เลยอยากจะช่วย เสียดายฝีมือของนับตังค์ถ้าต้องอยู่แต่ในกรอบเดิมๆ

“ขอบคุณมากครับแม่ แต่ตังอยากมีประสบการณ์ก่อน” นับตังค์รู้ว่าถ้าตอบตกลงก็คงได้มีร้านอาหารเป็นของตัวเองแน่ แต่นับตังค์ยังอยากยืนด้วยขาของตัวเองก่อน

“เอาเป็นว่าถ้าลูกอยากทำก็มาบอกแม่ได้ทุกเมื่อนะ แม่ก็เห็นตังเหมือนลูกของแม่ไม่ต่างจากรัน แล้วขนมนี่ก็อร่อยมากเลยลูก” คุณสโรชายิ้มให้นับตังค์ก่อนจะยกนิ้วให้กับสโคนและแยมผลไม้ที่นับตังค์ทำมาให้กิน

“เดี๋ยวผมจะจัดใส่กล่องให้แม่เอาไปฝากเพื่อนด้วยนะครับ” นับตังค์ดีใจที่คุณสโรชาชอบขนมที่นับตังค์ทำ

“ดีจังเลย เพื่อนแม่คงถูกใจน่าดู ขอบคุณนะลูก ลูกอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่ลูกอยากอยู่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจแม่ มีลูกเพิ่มอีกคนแม่ก็ไม่เหงา ตามสบายเลยนะลูกตัง เดี๋ยวแม่ขอไปดูข่าวตัวเองหน่อย เมื่อวานมีนักข่าวมาสัมภาษณ์แม่ด้วย” คุณสโรชาเดินมาลูบผมนับตังค์ก่อนจะเดินถือจานขนมกับกาแฟไปนั่งดูข่าวต่อที่ห้องรับแขก


เมื่อคุณสโรชาเดินออกไปแล้วนับตังค์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาละมุด รู้ว่าเวลานี้ละมุดคงตื่นเตรียมไปทำงานที่ร้านอาหารของย่าแล้ว เมื่อละมุดรับสายก็แสดงอาการดีใจที่นับตังค์ติดต่อกลับมาเสียที แต่แล้วละมุดก็หลุดปากบอกไปว่าพ่อกับย่าไม่ให้แม่กับพี่เฟื้องโทรตามนับตังค์กลับมาหากนับตังค์ไม่เปลี่ยนแปลงความคิด นับตังค์รู้สึกเสียใจที่พ่อยังคงไม่เข้าใจ แต่มันก็ทำให้นับตังค์ตัดสินใจได้ในที่สุด นับตังค์มองดูรูปข้าวคลุกกะปิในไอแพดของคุณสโรชาอีกครั้งก่อนจะคิดในใจ

‘ถ้าไม่กล้าที่ตัดสินใจทำอะไรที่มันแตกต่างดูบ้าง มันก็จะเป็นเพียงแค่ข้าวคลุกกะปิธรรมดาเท่านั้นสินะ’


**โปรดติดตามตอนต่อไป**

[ทางไปเพจ Loverouter จิ้มเลย]

เพิ่มเติมท้ายบท

บิบิมบับ เป็นข้าวยำเกาหลี เป็นเหมือนสัญลักษณNอีกอย่างของประเทศเกาหลี ประกอบด้วย ข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงด้วยน้ำซุป ปกคลุมไปด้วยเครื่องเคียงต่างๆ หลายอย่าง ตอกไข่แดงดิบไว้ตรงกลางแล้วราดด้วยน้ำซอส เวลาจะทานก็คลุกส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

โคชูจัง คือ น้ำพริกของเกาหลี ทำมาจากพริกแดง ถั่วเหลือหมักเกลือ ซอสถั่วเหลืองและข้าวเหนียวนึ่ง ตำให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน

สโคน หรือ สกอน (scone) เป็นขนมปังอังกฤษประเภท quick bread เนื้อสัมผัสกึ่งนุ่ม กึ่งร่วน รสไม่หวานนัก จึงมักนิยมทานกับวิปครีมและน้ำชาหรือเครื่องดื่มร้อน

*ข้อมูลจาก Google 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-03-2017 16:01:28 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
ตอนที่ 3 จ่ามงกุฎ-ดาราเอก


ถือว่าเป็นข่าวดีที่มีคุณได้รับตั้งแต่เช้าตรู่ ข่าวดีนั้นก็คือเขาได้รับข้อความจากนับตังค์ว่าตกลงที่จะเดินทางไปที่เกาะใบไม้ครามด้วยกันช่วงสุดสัปดาห์นี้ แม้นับตังค์ยังไม่ตกลงเซ็นสัญญาด้วยเพราะอยากขอไปดูสิ่งแวดล้อมที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เป็นปีก่อน แต่มีคุณก็มั่นใจว่านับตังค์จะต้องตอบตกลง

หลังจากที่มีคุณส่งข้อความกลับไปว่าดีใจที่นับตังค์จะเดินทางไปด้วยกันแล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก มีคุณมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเคลียร์งานทุกอย่างที่ค้างอยู่ให้เรียบร้อยเพราะเขาเองต้องไปอยู่ที่เกาะนั่นเป็นปี ไหนจะต้องไปเคลียร์กับเจ้าหนี้ของแม่ทั้งหลายเพื่อขอชะลอการชำระหนี้ด้วยการขอเซ็นสัญญาเลื่อนกำหนดการชำระเอาไว้ที่หนึ่งปีครึ่ง หากมีคุณไม่มาชำระตามกำหนดจะถูกปรับดอกเบี้ยและไม่มียอมความกันอีก จนกระทั่งถึงวันที่ต้องเดินทางไปเกาะใบไม้ครามด้วยกัน นับตังค์ถึงได้โทรมาหามีคุณเพื่อบอกว่าให้ไปเจอกันที่สนามบินเลย เมื่อมีคุณมาถึงสนามบินก็เจอนับตังค์ยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง ท่าทางสนิทสนมกันมากอย่างกับเป็นคนพิเศษของกันและกัน

“มาถึงนานรึยัง” มีคุณเอ่ยทักนับตังค์ก่อน

“นานแล้ว กลัวเครื่องตก เอ้ย ตกเครื่อง” นับตังค์ตอบแบบกวนๆ

“ไอ้ตัง! ปากเสีย อย่าถือสาเพื่อนของรันเลยนะคะ” รันหันไปต่อว่าเพื่อนก่อนจะหันมาพูดกับมีคุณด้วยท่าทางเป็นมิตร

“ชินแล้วครับ” มีคุณตอบและส่งยิ้มกลับไปให้เพื่อนของนับตังค์ พอได้ยินเสียงของรัญญรี มีคุณก็รู้ว่ารัญญรีไม่ใช่ผู้หญิงแท้ มีคุณดูแทบไม่ออกเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพื่อนสนิทของนับตังค์คนนี้สวยมากจริงๆ

“ก็เสียพอกันเหอะ” นับตังค์รีบเถียง

“รัญญรีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักคุณมีคุณนะคะ” รันแนะนำตัวเองเพราะคิดว่านับตังค์คงไม่แนะนำให้แน่

“ยินดีเช่นกันครับ” มีคุณถอดแว่นออกแล้วส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้รัญญรีจนนับตังค์รีบเดินเข้ามาขวางเอาไว้

“รัน แกกลับได้แล้ว” นับตังค์พูดกับเพื่อนสนิทเพราะไม่อยากให้รันไปยุ่งกับคนที่ดูเจ้าชู้แบบมีคุณ อีกอย่างจากแววตาที่มีคุณมองรัน นับตังค์ชักจะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ตามที่รัญญรีบอกว่ามีคุณเป็นเกย์ แต่อีกใจก็แอบสับสนเพราะรัญญรีดูเหมือนผู้หญิงมากว่าผู้ชายอีก หมอนั่นอาจจะชอบผู้หญิงแล้วก็ชอบผู้ชายด้วย แล้วนับตังค์ก็รีบสลัดความคิดเรื่องรสนิยมของมีคุณออกจากหัวเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่นับตับค์ต้องใส่ใจ

“ฝากดูแลตังด้วยนะคะ ดื้อไปนิด มีฤทธิ์ไปหน่อย จีบได้ ไม่ดุ กินจุ นอนเก่ง แต่เป็นคนดีค่ะ” รันร่ายคำขวัญของเพื่อนสนิทให้กับมีคุณฟังจนมีคุณหัวเราะ

“ไปกันได้แล้ว” นับตังค์รีบตัดบทกลัวรันจะสาธยายตัวเองมากไปกว่านี้ ซึ่งกว่านับตังค์จะเดินเข้าเกทไปได้ก็ฟังรัญญรีพร่ำพูดเรื่องให้ดูแลตัวเองจนเกือบจะตกเครื่องจริงๆ


ระหว่างการเดินทาง นับตังค์ก็หลับมาตลอดทางเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับเลย นับตังค์ทั้งตื่นเต้นและกังวลไปสารพัด เพราะเกิดมาก็เพิ่งจะได้ไปไกลจากบ้านก็ครั้งนี้ ระหว่างที่กำลังนอนหลับเพลินๆ มีก็คุณปลุกนับตังค์เมื่อแอร์โฮสเตสเอาขนมและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ


“จะไปล้างหน้าล้างตาหน่อยไหม” มีคุณถาม นับตังค์พยักหน้าให้ก่อนจะลุกไปล้างหน้า เมื่อกลับมาก็เห็นมีคุณหยิบขนมสีเหลืองทองรูปร่างคล้ายมงกุฎมาดูด้วยความตั้งใจ

“จ่ามงกุฎนี่อร่อยดีนะ” มีคุณพูดกับนับตังค์

“เป็นนักวิจารณ์อาหารชื่อดังเสียเปล่าแต่ไม่รู้จักชื่อขนม นี่มันดาราทองหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือทองเอกกระจังต่างหาก” นับตังค์พูดจบก็หยิบขนมดาราทองเข้าปาก

“มั่วเปล่า” มีคุณย้อนถาม

“ถ้าไม่มั่วจ่ายมาสามพัน โอเคไหมล่ะ” นับตังค์ยักคิ้วส่งกลับไป

“ไม่โอเค ผมเป็นนักวิจารณ์อาหาร ไม่ใช่กูรูขนมไทย มันก็ต้องมีผิดกันบ้าง” มีคุณรีบปฏิเสธ

“เคยได้ยินบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชการที่สองไหม งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยยล”

“เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ ชักอยากจะเห็นของจริงแล้วว่าเป็นยังไง” มีคุณรู้สึกทึ่งกับความรู้เรื่องอาหารของนับตังค์

“ตังทำอร่อยกว่านี้อีก ยิ้มอะไร” นับตังค์พูดขึ้นมาหลังจากที่หยิบขนมดาราทองขึ้นมากิน พอหันไปเห็นว่ามีคุณมองมาแล้วยิ้มจึงถาม

“ไม่มีอะไร ถ้าอย่างนั้นจ่ามงกุฎมันเป็นยังไง” มีคุณรีบปฏิเสธ อันที่จริงเขายิ้มเพราะนับตังค์แทนตัวเองว่าตังไม่ใช่ฉันแบบทุกที คิดว่านับตังค์คงจะลืมตัว

“ดาราทองเนี่ยมันรูปร่างคล้ายมงกุฎ แล้วก็มีสีเหลืองทอง คนก็เลยคิดไปว่ามันคือจ่ามงกุฎ แต่จ่ามงกุฎของจริงมันคล้ายกะละแม ทำจากแป้ง เอาไปกวนกับกะทิและน้ำตาลทราย โรยถั่วลิสงคั่วซอยหรือไม่ก็เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือก มันไม่มีสีเหลืองทองเลยด้วยซ้ำ ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ห่อด้วยตองกล้วยอีกที จะว่าไปมันไม่มีส่วนคล้ายมงกุฎเลย คนส่วนใหญ่เลยเข้าใจกันผิด เอาไว้จะทำให้กินเป็นบุญปากนะ” นับตังค์อธิบายให้มีคุณฟังแต่ไม่วายจะกวนประสาทในตอนจบ

“คุณว่าจ่ามงกุฎกับดาราทองอะไรอร่อยกว่ากัน” มีคุณหันไปถามนับตังค์

“ก็อร่อยพอกัน แล้วแต่คนจะชอบ”

“จ่ามงกุฎ...ดูจากชื่อมันก็เป็นได้แค่จ่า ส่วนอันนี้รูปร่างหน้าตาน่ากิน ได้เป็นถึงดาราทองเชียวนะ แสดงว่าอร่อยกว่า” มีคุณหยิบขนมเข้าปากบ้าง

“หึ...ถ้าอย่างนั้น นายชื่อมีคุณ ก็คงจะมีแค่บุญคุณ ส่วนฉันชื่อนับตังค์ แปลว่ามีตังค์เยอะแยะให้นับ ถ้าเอาไปตั้งเป็นชื่อขนม งั้นฉันก็อร่อยกว่าอะดิ” นับตังค์เห็นมีคุณตัดสินรสชาติของขนมเพียงดูแค่ชื่อและหน้าตาเลยย้อนเอาชื่อตัวเองมาข่มบ้าง

“จริงเหรอ ไม่รู้ดิ ยังไม่เคยชิม” มีคุณตอบกลับมาหน้าตาเฉยจนนับตังค์รู้แล้วว่าตัวเองพลาดที่ไปเล่นมุกเข้าตัวแบบนั้น

“อีกนานไหมกว่าจะถึง ปลุกมาทำไมเนี่ย” นับตังค์แกล้งโวยวายเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“จะถึงแล้ว” มีคุณตอบพลางกลั้นขำไปด้วย

เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินโดยสวัสดิภาพก็มีคนมารอรับมีคุณกับนับตังค์ไปที่เกาะ คนที่มารับทั้งคู่มีชื่อว่าขมิ้น เป็นผู้ชายผิวออกดำค่อนข้างเตี้ยแต่ดูคล่องตัว สำเนียงใต้ที่พยายามพูดภาษากลางของขมิ้นทำให้นับตังค์อมยิ้มเมื่อได้ยิน นับตังค์ไม่ได้ขำแบบดูถูกแต่รู้สึกถูกชะตา ขมิ้นเล่าว่าตนเองเป็นคนดูแลความสะอาดบ้านและร้านให้นาย นายของขมิ้นก็คือคุณปู่อนันต์ ซึ่งเป็นคุณปู่ของมีคุณนั่นเอง


ขมิ้นนำรถมาจอดที่ท่าเรือและช่วยมีคุณของขนลงเรือ ส่วนนับตังค์เอากระเป๋าเป้มาแค่ใบเดียวเพราะยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าจึงถึงเกาะ เมื่อมาถึงแล้วนับตังค์ก็พูดไม่ออกเพราะภาพเบื้องหน้าช่างสวยงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้


“ธรรมชาติมันยังดีอยู่ครับเพราะเพิ่งจะเปิดเกาะได้ไม่กี่ปี ทรายขาว ทะเลใส ปะการังก็ยังสมบูรณ์” คนที่ขับเรือบอกกับมีคุณระหว่างที่ช่วยขมิ้นขนของขึ้นจากเรือ

“สวยมากจริงๆ อีกหน่อยคงมีนักท่องเที่ยวมาเยอะขึ้น ถึงวันนั้นจะสวยอย่างนี้อีกรึเปล่า” มีคุณมองไปรอบๆ ก่อนจะถอนหายใจ เขาดูข่าวปะการังถูกนักท่องเที่ยวทำลายอยู่บ่อยๆ

“คุณปู่ของคุณทำข้อตกลงกับผู้ถือกรรมสิทธิ์คนอื่นๆ ว่าจะจำกัดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาที่นี่ครับ เพื่อรักษาความสวยงามแบบนี้ให้อยู่ตลอดไป ทุกคนก็ให้ความร่วมมือดียกเว้น...”

“ยกเว้นใคร” มีคุณถามคนขับเรือ

“ยกเว้นนายหัวพยนต์เจ้าของรีสอร์ทที่อยู่อีกฝากหนึ่งของเกาะครับ เขาอยากให้คนมาเที่ยวเกาะเยอะๆ จนไม่สนอะไรทั้งนั้น”

“อย่าเที่ยวพูดอะไรไปเลยจะเดือดร้อนเอานะไอ้เบิ้ม” ขมิ้นเดินมาเตือนเพื่อนเพราะรู้ดีว่าคนของนายหัวพยนต์มีอยู่ทั่วเกาะ

“จริงด้วย งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่า ถ้ามีอะไรให้ผมรับใช้ก็บอกผ่านไอ้ขมิ้นมาได้เลยนะครับ คุณอนันต์มีบุญคุณกับผมมาก” เบิ้มคนขับเรือรีบบอกกับมีคุณก่อนจะขอตัวขับเรือกลับไปเพราะต้องไปรับลูกค้าที่ว่าจ้างล่วงหน้าเอาไว้ให้ทัน


หลังจากที่เบิ้มไปแล้วมีคุณก็เดินขึ้นมาสมทบกับนับตังค์ที่นั่งรออยู่ที่ท้ายรถกระบะแล้ว มีคุณยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาคิดเกี่ยวกับตัวนับตังค์นั้นผิดไปหลายอย่าง เคยคิดว่าท่าทางที่ดูกวนๆ มีความเหย่อหยิ่ง ก้าวร้าวนิดๆ ปากแข็ง ไม่ยอมใคร อาจจะสร้างความลำบากใจให้เขาหากต้องมาอยู่ด้วยกัน ดีไม่ดีอาจเป็นเขาเองที่ไล่นับตังค์ออกเพราะเขาไม่ชอบคนที่ไม่มีเหตุผล แต่แค่ระยะเวลาสั้นๆ ที่เขาได้เริ่มพูดคุยกับเด็กกวนประสาทคนนี้ มีคุณกลับเห็นว่านับตังค์นิสัยคล้ายกับเขาหลายอย่าง รวมไปถึงการแต่งตัวก็ด้วย


“ให้คุณมานั่งข้างหน้าก็ไม่ยอมมา แดดแรงนิ” ขมิ้นฟ้องมีคุณหลังจากที่บอกให้นับตังค์มานั่งในรถแต่ไม่เป็นผล

“ไม่เป็นไรหรอก โดนแดดบ้างจะได้ไม่ซีด” มีคุณพูดกับขมิ้นแต่ตามองไปที่นับตังค์

“ให้ไวหน่อยสิ จะหายซีดแต่เกรียมแทนเพราะรอคนอืดอาดนี่แหละ” นับตังค์บ่น มีคุณปีนขึ้นมานั่งทีท้ายกระบะกับนับตังค์ด้วยก่อนจะเคาะรถบอกขมิ้น

“ไปเลยขมิ้น เดี๋ยวจะมีคนบ่นจนหูชา” มีคุณอดไม่ได้ที่จะต่อปากต่อคำกับนับตังค์อีก แต่นับตังค์ได้แต่เบ้ปากใส่ก่อนจะนั่งมองธรรมชาติด้วยความตื่นตาตื่นใจ

“ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลยเหรอ” มีคุณชวนคุย

“ไม่ได้อยากไปเอง ถ้าจะไปก็ไปได้” นับตังค์ตอบไปแบบนั้นเพราะไม่อยากให้มีคุณหัวเราะเยาะ

“แทนตัวเองว่าตังสิ น่ารักดี” มีคุณตะโกนพูดกับนังตังค์แข่งกับเสียงลม

“รู้ได้ไงว่าน่ารัก เคยได้ยินรึไง” นับตังค์ถาม

“เคย บนเครื่องบินไง ที่พูดว่า ตังทำอร่อยกว่านี้อีก” มีคุณเลียนแบบคำพูดของนับตังค์

“มั่วเหอะ ไม่ได้พูดสักหน่อย”

“พูด ผมได้ยินกับหู”

“ไม่ได้พูด” นับตังค์เถียงเพราะจำไม่ได้ว่าไปพูดตอนไหน

“โอเค ไม่พูดก็ไม่พูด แล้วตัดสินใจได้รึยังว่าจะยอมมาทำงานให้ผมรึเปล่า” มีคุณตัดบท

“ยัง ขอไปดูร้านก่อน” นับตังค์ยังตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ทั้งที่ใจเอนเอียงไปทางยอมตกลงรับงานเพราะเริ่มหลงรักเกาะนี้ตั้งแต่แรกเห็นเสียแล้ว


จากท่าเรือมาถึงบ้านของอนันต์ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที เมื่อขมิ้นขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านแล้วมีคุณกับนับตังค์ก็กระโดดลงจากท้ายรถ นับตังค์สะพายกระเป๋าเป้ของตัวเองตรงเข้าไปในบ้านโดยไม่รอมีคุณเลย เพราะเมื่อเห็นบ้านของคุณอนันต์ นับตังค์ก็เหมือนต้องมนตร์ มันเหมือนบ้านในฝันของนับตังค์มากเลย


บ้านหลังนี้เป็นบ้านสไตล์โพร์วองซ์ของประเทศฝรั่ง นับตังค์เคยเห็นในอินเตอร์เน็ตแล้วก็นึกชอบมาโดยตลอด ผนังบ้านฉาบหยาบ หลังคาทำจากดินเผา เพดานสูง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ดูเก่าแบบคลาสสิก ชั้นวางของส่วนใหญ่เป็นหินหล่อทำมุมโค้งไม่มีเหลี่ยมดูสบายตา โดยเฉพาะห้องครัวที่นับตังค์เห็นแล้วรีบเดินเข้าไปถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทุกซอกทุกมุมเพราะมันช่างแต่งได้ตรงใจและถูกใจของนับตังค์ไปเสียหมด


“ชอบเหรอ” มีคุณเดินตามเข้ามาในครัวของปู่

“ชอบมากเลย” นับตังค์เดินลูบข้าวของเครื่องใช้ที่เจ้าของบ้านสะสมเอาไว้ มีเครื่องทองเหลืองแบบโบราณและเครื่องกระเบื้องที่ดูสวยงามจนอดใจไม่อยู่

“ผมจะไปดูที่ร้านหน่อย ถ้าอยากตามไปที่ร้านก็เดินผ่านสวนข้างบ้านนี้ไปนะ จะเห็นรั้วไม้ที่กันระหว่างบ้านกับร้านเอาไว้” มีคุณไม่อยากขัดจังหวะความสุขของนับตังค์เลยปล่อยให้นับตังค์สำรวจบ้านที่จะพักให้พอใจก่อน


นับตังค์เดินสำรวจบ้านชั้นล่างจนพอใจแล้วถึงได้เดินออกไปที่สวน ขนาดสวนยังตกแต่งสวยจนนับตังค์อยากจะหอบเสื่อไปปูนอนให้สบายใจในตอนนี้เลย แล้วนับตังค์ก็หันไปเห็นน้ำพุขนาดเล็กที่มีกามเทพตัวน้อยสองตัวยืนอยู่ในนั้น ตัวหนึ่งกำลังแผลงศร อีกตัวหนึ่งกำลังทำท่าร้องเพลงพร้อมกับเล่นพิณไปด้วย มันดูน่ารักจนนับตังค์ต้องเดินไปดูใกล้ๆ เมื่อเห็นว่ารูปปั้นกามเทพที่กำลังแผลงศรโป๊อยู่เลยนึกสนุกก้มลงไปหยิบใบไม้มาแปะปิดที่เป้าของเจ้ากามเทพให้ ทันใดนั้นหนอนน้อยของกามเทพตัวที่กำลังแผลงศรก็หลุดร่วงติดมือของนับตังค์มาด้วยจนนับตังค์ตกใจ


“เวรแล้ว ทำไมมันหลุดง่ายแบบนี้” นับตังค์รีบมองซ้ายมองขวาก่อนจะพยายามเอาหนอนน้อยของกามเทพไปต่อคืนที่เดิมทั้งที่รู้ว่ามันต่อคืนไม่ได้

“ทำอะไรอยู่นิ” ขมิ้นเดินเข้ามาถาม

“ปะ...เปล่า แค่มาชมสวน” นับตังค์รีบซ่อนหนอนน้อยของกามเทพไว้ข้างหลังแล้วยืนบังรูปปั้นกามเทพเอาไว้

“เดี๋ยวตามไปดูที่ร้านนิ อยากได้อะไรขมิ้นจะได้ไปซื้อให้” ขมิ้นบอกก่อนจะเดินไปที่ประตูบานพับที่สูงแค่เอว มันเป็นทางลัดเวลาจะไปที่ร้าน ไม่ต้องอ้อมออกทางหน้าบ้าน เพราะร้านจะอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของตัวบ้านอีกที ซึ่งทางลัดนี้จะใช้ได้เฉพาะคุณอนันต์หรือคนงานในร้านเท่านั้น

“โอเค เดี๋ยวตามไป” นับตังค์รีบถอนหายใจก่อนจะหันกลับมามองที่รูปปั้นกามเทพใหม่ กำลังพินิจว่าจะเอาอวัยวะชิ้นเล็กเจ้าปัญหานี้ไปซ่อนไว้ตรงไหนก่อนดี หากได้ไปตลาดค่อยซื้อกาวช้างกลับมาซ่อมแซมให้เหมือนเดิม

“อย่าช้านะคุณ” ขมิ้นหันกลับมาตะโกนจนนับตังค์ตกใจ นับตังค์ไม่รู้จะทำยังไงเลยตัดสินใจเอาหนอนน้อยของกามเทพไปยัดไว้ในปากของรูปปั้นกามเทพเล่นพิณที่กำลังอ้าปากร้องเพลง เพราะมันเป็นที่เดียวที่นับตังค์เห็นว่ามันใส่เอาไว้ได้ จากนั้นก็รีบวิ่งตามขมิ้นไปก่อนที่ใครจะมาเห็นว่านับตังค์ทำของพังตั้งแต่มาถึง


บ้านก็ว่าสวย สวนก็ว่าสวย เมื่อนับตังค์เดินผ่านสวนมาถึงร้านอาหาร สิ่งปลูกสร้างที่ตกแต่งด้วยกระจกสีเขียวใสรอบด้าน บริเวณร้านมีแต่ต้นไม่ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นและดูเย็นตา ส่วนภายในร้านตกแต่งด้วยไม้เลื้อยและไม้ประดับ ดูแล้วเหมือนเรือนกระจกที่เอาไว้สำหรับปลูกต้นไม้ตามชนบทในต่างประเทศ ไม้เลื่อยสีเขียวสดเลื้อยปิดคลุมหลังคากระจกเพื่อให้ร่มเงา มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านมาบ้างให้พอได้กลิ่นอายของแดด เคาท์เตอร์ไม้สีขาวขนาดใหญ่ที่เอาไว้สำหรับชงกาแฟสดและเครื่องดื่มต่างๆ ก็ดูเข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในร้าน โต๊ะเก้าอี้สำหรับแขกก็ถูกจัดวางได้อย่างลงตัว ไม่เยอะจนแออัดเกินไป และไม่แต่งจนรกตา ทุกอย่างมันดูดีมากจริงๆ สำหรับความรู้สึกของนับตังค์


นับตังค์เดินดูรอบๆ ร้านจนเห็นว่ามีส่วนที่เป็นระเบียงไม้ขนาดใหญ่สำหรับคนที่อยากนั่งทานอาหารพร้อมกับรับอากาศจากธรรมชาติด้วย 


“สุดยอด มีธารน้ำตกไหลผ่านด้วยเหรอ” นับตังค์ตื่นเต้นกับทำเลของร้าน ด้านหน้าไม่ไกลจากทะเล ด้านหลังติดธารน้ำใส หากได้มานั่งทานอาหารที่นี่นอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังอิ่มตาได้อีก

“มันไหลมาจากน้ำตกด้านบนโน้น” ขมิ้นที่เดินตามนับตังค์มาก็ชี้บอก

“พาไปดูในครัวหน่อยสิ” นับตังค์บอกกับขมิ้นเพราะอยากเห็นสถานที่ที่อาจจะต้องอยู่ทำงานให้ครบหนึ่งปี


(มีต่อด้านล่างค่ะ)

V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2017 16:20:37 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
(ต่อจากด้านบนค่ะ)


พื้นที่ครัวของคุณอนันต์ค่อนข้างกว้างพอสมควร แทบจะเท่ากับขนาดพื้นที่ที่ใช้รับรองแขก การตกแต่งยังคงสไตล์โพรวองซ์ ครัวแบบชาวฝรั่งเศส อุปกรณ์เครื่องครัวก็ครบถ้วนทุกอย่าง มีทั้งแบบทันสมัยและแบบโบราณ มีกระทะทองเหลืองแบบไทยไปจนถึงเตาถ่านหินที่ใช้สำหรับอบพิซซ่า หินโม่แป้งสดก็ยังมี ทุกสิ่งทุกอย่างที่นับตังค์ได้เห็นมันทำให้นับตังค์รับรู้ได้ว่าเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้รักการทำอาหารมากแค่ไหน เขาให้ความสำคัญกับครัวแทบจะทุกตารางนิ้ว ซึ่งมันทำให้นับตังค์รู้สึกว่าตัวเองค้นพบที่ที่ใช่สำหรับตัวเองเข้าแล้ว


“ชอบไหม” มีคุณเดินเข้ามาในครัว

“ชอบ แต่น่าเสียดาย”

“น่าเสียดายอะไร” มีคุณถามเพราะอยากรู้ว่าครัวที่มีพร้อมขนาดนี้ยังมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์สำหรับนับตังค์อีก

“น่าเสียดายตรงที่คนที่จะได้ครอบครองมันทำอาหารไม่เป็นไง” นับตังค์ตอบก่อนจะเดินไปสำรวจอุปกรณ์ในครัว

“หึหึ...ผมถึงได้จ้างคุณมาไง เพราะรู้ว่าคุณจะเห็นคุณค่าของมันมากกว่าใคร” มีคุณหัวเราะที่โดนนับตังค์ค่อนขอดก่อนจะหยอดคำยอกลับไป

“ต้องเริ่มเปิดร้านเมื่อไหร่” นับตังค์ถามกลับ

“เดือนหน้า แต่ถ้าคุณตกลงก็ต้องย้ายมาอยู่ที่นี้ให้เร็วที่สุด เพราะเราต้องเตรียมตัวกันก่อน ตกลงคุณจะรับงานนี้ไหม” มีคุณถาม

“ขอถามข้อหนึ่งก่อน ที่นายเขียนชมข้าวคลุกกะปิ นายคิดแบบนั้นจริงๆ หรือชมเพราะอยากให้ฉันมารับงานของนาย” นับตังค์อยากให้มีคุณพูดออกมาจากปากมากกว่า


มีคุณได้ยินคำถามของนับตังค์จึงเดินเข้าไปหา เขาจ้องดวงตาที่ยังคงฉายแววอวดดีของนับตังค์ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติ


“คุณไม่เชื่อฝีมือของตัวเองรึไง ถ้าคุณไม่มีความสามารถ ผมคงไม่ยอมเสี่ยงเอาคุณมาเป็นพ่อครัวให้กับกิจการของผม” มีคุณพูดจบก็เห็นว่านับตังค์ค่อยๆ ยกยิ้มที่มุมปาก


...ติ๊ด... นับตังค์ยกมือถือขึ้นมากดปิดเพราะเมื่อครู่แอบกดอัดเสียงพูดของมีคุณเอาไว้


“ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองเก่ง แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยยืนยัน นายมันชอบมั่วต้องอัดไว้เป็นหลักฐาน ตกลงว่าฉันรับงานนี้ แต่ขอกลับไปเก็บของที่กรุงเทพสักสองวัน” นับตังค์เก็บมือถือลงกระเป๋าก่อนจะผิวปากเดินออกจากครัวไปอย่างคนอารมณ์ดีสุดๆ

“เด็กแสบ” มีคุณพึมพำพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินตามนับตังค์ออกไป รู้สึกอารมณ์ดีไม่แพ้กัน เพราะว่าทุกอย่างมันออกมาเป็นอย่างที่ใจต้องการ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับตัวเอง


เมื่อนับตังค์เซ็นสัญญากับมีคุณเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาโทรศัพท์หาเฟื้องเพื่อจะเล่าเรื่องที่ตัวเองจะย้ายมาอยู่ที่เกาะใบไม้คราม อย่างน้อยมีใครสักคนในครอบครัวรับรู้เอาไว้จะได้ไม่เป็นห่วง แต่เมื่อต่อสายไปคนที่รับสายกลับเป็นอัฐ


“ไม่มีที่ไปแล้วรึไงถึงได้โทรกลับมา” อัฐถามลูกชายที่หนีออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว

“พ่อไม่คิดจะถามตังเลยเหรอว่าสบายดีไหม” นับตังค์น้อยใจที่พ่อไม่แสดงความเป็นห่วงตนเลย

“ถ้าแกสบายดีคงไม่โทรกลับบ้านหรอก ถ้ารู้แล้วว่าข้างนอกมันไม่ได้สบายเหมือนที่บ้านก็กลับมา แล้ววันหลังก็จำเอาไว้ว่าอย่าอวดดีคิดทำอะไรแผลงๆ ฉันกับย่าจะให้อภัยแกอีกสักครั้ง อยู่ที่ไหนจะให้เจ้าละมุดไปรับ”

“พ่ออาจจะไม่เชื่อว่าตังมีความสามารถ ตังไม่ได้โทรมาเพราะเอาตัวไม่รอด ตังจะทำให้พ่อเห็นว่าโลกมันกว้างและมีอะไรมากมายรออยู่นอกกรอบที่พ่อขีดเอาไว้ ขอโทษนะครับที่ไม่ได้ตกอับอย่างที่พ่อคิด” นับตังค์วางสายด้วยความเสียใจ

“อยากไปสำรวจรอบเกาะกันไหม” มีคุณเห็นนับตังค์เดินกลับเข้ามาในร้านด้วยท่าทางเศร้าๆ เลยเอ่ยปากถาม นับตังค์ตอบรับเพราะกำลังรู้สึกแย่อยู่พอดี

“โอ้โห รถใครอะ คลาสสิกสุดๆ” นับตังค์เดินตามมีคุณไปที่โรงจดรถจนเห็นรถมอเตอร์ไซด์โบราณคลาสสิกคันหนึ่งจอดอยู่ สภาพมันยังดูดีมากอยู่เลย

“รถของปู่ ว่าแต่ตังขับเป็นไหม” มีคุณถาม นับตังค์สะดุดไปเล็กน้อยเมื่อมีคุณเรียกชื่อเล่นของตัวเอง

“เป็น นายขี่ไม่เป็นเหรอ” นับตังค์ถาม

“ขี่ไม่เป็น” มีคุณส่งกุญแจรถให้นับตังค์

“ขี่จักรยานเป็นไหม” นับตังค์ถามอีก

“ไม่เป็น”

“ฮ่าๆๆ” นับตังค์ขำเพราะท่าทางและการแต่งตัวของมีคุณดูน่าจะเป็นคนที่เถื่อนๆ ลุยๆ ห้าวๆ แต่จักรยานยังขี่ไม่เป็นไรเลย

“ขำอะไร ตกลงจะขี่ได้ไหม” มีคุณถาม รู้สึกเสียหน้าเหมือนกันที่โดนนับตังค์หัวเราะเยาะที่ตัวเองขี่จักรยานไม่เป็น

“ซ้อนมาเลยบอส” นับตังค์ขึ้นไปคร่อมบนมอเตอร์ไซด์ก่อนจะพูดกับมีคุณไปพลางหัวเราะไปพลาง


มีคุณเดินไปขึ้นคร่อมซ้อนที่เบาะด้านหลัง นับตังค์สตาร์ทเครื่องก่อนจะค่อยๆ บิดคันเร่งแล้วขี่พามีคุณออกไป มีคุณบอกให้นับตังค์ขี่เลียบถนนชายฝั่งไปเรื่อยๆ นับตังค์แกล้งขี่ฉวัดเฉวียนไปมาจนมีคุณขยับตัวไปจนชิดหลังของนับตังค์และเกาะเอวของนับตังค์แน่น


“เกาะขนาดนี้ขี่คอเลยไหม” นับตังค์ตะโกนถาม

“จะดีเหรอ ให้ขี่จริงรึเปล่า” มีคุณถามกลับ นับตังค์จึงหันมามองหน้ามีคุณ มีคุณกลัวรถล้มจึงรีบดันหน้าของนับตังค์ให้หันกลับไปมองถนน

“ใจปลาซิวจริงๆ นะบอส” นับตังค์หัวเราะเยาะมีคุณก่อนจะพาขี่รถขึ้นเขาไป ในใจก็รู้สึกแปลกเมื่อมีคุณขยับมาชิดตัวเองแบบนี้


นับตังค์ขี่รถมาตามคำบอกของมีคุณเรื่อยๆ จนมาถึงทางขึ้นไปยังน้ำตกพระคราม รถมอเตอร์ไซด์สามารถขี่ขึ้นมาได้แค่หน้าบ้านพักของเจ้าหน้าที่ มีคุณจึงชวนนับตังค์เดินขึ้นต่อ ทางขึ้นค่อนข้างชันเพราะเกาะเพิ่งจะเปิด เจ้าหน้าที่ที่ดูแลน้ำตกนี้อยู่ก็ได้แต่ถางพวกเถาวัลย์ที่ขึ้นรกให้พอเป็นทางเดินขึ้นไปได้ ทั้งคู่เดินขึ้นไปจนถึงสะพานเชือกขนาดเล็กที่จะพาข้ามไปยังจุดชมวิวอีกฝั่งได้ มีคุณเดินนำหน้านับตังค์ไป นับตังค์เดินตามมาจนถึงกลางทาง พอก้มมองลงไปด้านล่างก็หยุดชะงัก


“เดินมาสิตัง” มีคุณเรียกเมื่อเดินมาถึงอีกฝั่งแล้วแต่นับตังค์ยังอยู่ที่เดิม

“ไม่ไปได้ไหม” นับตังค์พยายามพูดกับมีคุณด้วยท่าทางปกติ แต่มีคุณดูออกว่านับตังค์กลัว

“มาสิ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” มีคุณแกล้งเดินลงน้ำหนักจนสะพานเชือดแกว่งไปมา

“อย่าเดินแรงสิ!!” นับตังค์ส่งเสียงร้องดังด้วยความตกใจ ตอนนี้ทั้งขาและใจของนับตังค์สั่นไปหมดแล้ว เกิดมาก็เพิ่งจะรู้ว่าคนที่กลัวความสูงเขารู้สึกยังไง

“มันไม่ขาดหรอก ดูสิ” มีคุณแกล้งกระโดด นับตังค์เข่าทรุดลงไปนั่งกอดราวเชือกแน่น น้ำตาเริ่มคลอเพราะกลัวจนยืนไม่ไหว

“อย่า...กระ...โดด” นับตังค์เสียงสั่น มีคุณหยุดกระโดดเมื่อเห็นว่านับตังค์กลัวจริงๆ นึกค่อนขอดในใจว่าเมื่อครู่ยังแกล้งขับรถให้มีคุณกลัวอยู่เลย แถมยังว่ามีคุณว่าใจปลาซิวอีก ที่แท้ก็ใจปลาซิวไม่ต่างกันเลย

“อยากให้เลิกกระโดดเหรอ” มีคุณลงมานั่งใกล้ๆ แล้วถามด้วยสายตามีเลศนัย

“อือ” นับตังค์รีบพยักหน้า

“เราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนสรรพนามกันสักหน่อย จะได้สนิทสนมกัน โอเคไหม” มีคุณถาม

“เอาไว้ค่อยคุยวันหลัง” นับตังค์มองลงไปข้างล่างแล้วใจสั่นมากกว่าเดิม

“คุยวันนี้แหละดีที่สุด เอาเป็นว่า เรียกพี่ว่าพี่คุณ เรียกนายมันดูปีนเกลียวเกินไป” มีคุณได้ทีเลยต่อรอง พอเห็นว่านับตังค์ทำหน้าไม่พอใจมีคุณก็ขยับตัวแรงๆ จนสะพานเชือกสั่นไปหมด

“เออๆ ก็ได้ พี่คุณ”  นับตังค์รีบเรียกเพราะกลัวเชือกจะขาด

“แล้วก็ แทนตัวเองว่าตังด้วยนะ”

“มากไปแล้วนะ” นับตังค์ชักจะทนไม่ไหว

“ตามใจ” มีคุณลุกขึ้นยืนแล้วจะเดินกลับ แกล้งลงน้ำหนักเท้าแรงๆ จนสะพานเชือกสั่นไหวซ้ำอีก

“ก็ได้โว้ย!!” นับตังค์หลับหูหลับตาตะโกนออกไป

“เดี๋ยวจะผิดสัญญา ไหนพูดอีกสิว่าถ้าไม่ทำอย่างที่รับปากจะโดนค่าปรับคำละหมื่น” มีคุณเดินกลับมาใกล้ๆนับตังค์อีกครั้ง ความจริงมีคุณไม่ได้ถือสาหรอกถ้านับตังค์จะเรียกเขาว่าอะไร แต่อยากแกล้งคนอวดดีอย่างนับตังค์มากกว่า แล้วก็อยากให้นับตังค์ทำตัวเป็นกันเองมากกว่านี้ เขาต้องทำให้นับตังค์อยู่ที่นี่ให้ครบหนึ่งปีตามเงื่อนไขของคุณปู่ ดังนั้นเขาควรสร้างความสนิทสนมมากกว่าการมาตั้งแง่ใส่กัน

“ตังจะเรียกพี่คุณ ถ้าไม่เรียกให้ปรับคำละหมื่น พอใจรึยัง!! หยุดทำสะพานแกว่งได้แล้ว กลัว!!!” นับตังค์ยังคงหลับตาตะโกนออกไป จนได้ยินเสียง ‘ติ๊ด’ ดังขึ้นใกล้ๆ นับตังค์จึงค่อยๆ ลืมตามาดู

“หึหึ พี่ก็ต้องอัดเก็บเอาไว้เหมือนกัน เดี๋ยวจะมีคนตีเนียน ไม่ยอมรักษาคำพูด” มีคุณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียงของนับตังค์เอาไว้เหมือนกัน

“กลับ อยากกลับแล้ว” นับตังค์ไม่มีแรงจะเถียง หัวใจจะวายอยู่ทุกทีที่มองไปยังน้ำตกเบื้องล่าง


มีคุณยื่นมือส่งไปให้ นับตังค์จับมือมีคุณแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมา มีคุณเดินนำไปแต่นับตังค์ก็ยังไม่กล้าที่จะก้าวขาออกไป จนมือของนับตังค์ถูกอีกฝ่ายกระชับให้แน่นขึ้นเพื่อให้ความมั่นใจ นับตังค์ถึงได้กล้าที่จะก้าวขาเดินตาม ระยะทางจากที่ยืนอยู่ไปถึงฝั่งอาจจะไม่ยาวไกล แต่สำหรับคนที่กลัวความสูงอย่างนับตังค์มันช่างนานดีแท้กว่าจะก้าวไปได้แต่ละก้าว ถึงใจอยากจะมองคอยลอบมองลงไปด้านล่างแต่สายตากลับไปโฟกัสอยู่ที่แผ่นหลังของคนข้างหน้า แปลกใจตัวเองที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อรู้ว่าเจ้าของแผ่นหลังนี้ยังจับมือตัวเองจนแน่นเหมือนกลัวว่าจะหลุดออกจากกัน


“งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยยล” มีคุณเดินท่องพระราชนิพนธ์ที่นับตังค์ท่องให้ฟังบนเครื่องเพื่อให้นับตังค์คลายความกลัวและไม่ต้องสนใจความสูงของสะพานเชือกกับผืนน้ำเบื้องล่าง ซึ่งมันก็ได้ผล

“อารมณ์ไหน” นับตังค์บ่น แต่ก็ฟังมีคุณท่องจนเพลิน ลืมสนใจความสูงข้างใต้ไปได้

“ถึงแล้ว ตังกลัวความสูงเหรอ” มีคุณถามนับตังค์เมื่อเดินพ้นสะพานเชือกมาแล้ว

“แทบจะคลานกลับแบบนั้นไม่กลัวหรอกมั๊ง” นับตังค์เริ่มออกฤทธิ์เมื่อผ่านวิกฤตของชีวิตมาได้แล้ว

“หึหึ เก่งเชียวนะตอนนี้” มีคุณแซว

“อย่าให้ถึงทีฉัน...”

“หนึ่งหมื่น” มีคุณรีบพูดแทรกเมื่อนับตังค์เริ่มทำผิดเรื่องที่รับปาก เพราะฉะนั้นต้องโดนปรับ

“ฮึ่ย” นับตังค์ส่งเสียงไม่พอใจก่อนจะก้าวเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว


หลังจากที่ลงมาจากบนเขาแล้วมีคุณก็ให้นับตังค์ขี่รถมาฝั่งรีสอร์ทของนายหัวพยนต์ ด้านฝั่งที่เป็นเขตพื้นที่ของนายหัวพยนต์นั้นค่อนข้างเจริญไปด้วยสิ่งทันสมัย มีร้านค้าผุดขึ้นมากมายจนเหมือนกับอยู่ในเมือง


“เหมือนข้ามมิติมาเลย ฝั่งร้านคุณปู่มีแต่ต้นไม้และคงธรรมชาติเดิมเอาไว้ พอมาฝั่งนี้เหมือนหลุดกลับไปอยู่ในกรุงเทพ” มีคุณพูดขึ้นมา ซึ่งนับตังค์ก็เห็นด้วย

“นักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติจริงๆ ถึงได้ไปพักฝั่งของ... ฝั่งของพี่มากกว่าไง” นับตังค์เกือบพลาดโดนปรับอีกหมื่น ดีที่สมองไวแก้ไขได้ทัน

“เห็นขมิ้นบอกว่าใกล้กับร้านของเรามีโฮมสเตย์อยู่ คนพักเต็มตลอดเวลา เราก็ได้ลูกค้าที่มาพักที่โฮมสเตย์นั้นด้วย” มีคุณเล่าให้นับตังค์ฟัง แต่ตัวเขาก็ยังไม่เคยเห็นโฮมสเตย์ที่ว่านั่น รู้แต่ว่าเจ้าของสนิทกับคุณปู่ของเขามาก

“สองคนนั่นเป็นใคร พี่รู้จักรึเปล่า ตังเห็นเขามองพี่มาตั้งนานแล้ว” นับตังค์ถามมีคุณเมื่อเห็นชายหญิงคู่หนึ่งมองมา

“ไม่รู้ เขาอาจจะมองเพราะพี่หล่อก็ได้”

“มั่นหน้าให้สิบเลย” นับตังค์เบ้ปากใส่มีคุณ คนถูกแขวะไม่ได้โกรธกลับหัวเราะชอบใจ

“จะกินข้าวแถวนี้ไหม” มีคุณถาม

“มากับเชฟมือทองแล้วจะชวนกินอาหารที่อื่นเนี่ยนะ แวะตลาดดีกว่า วันนี้ตังจะโชว์ฝีมือเอง รับว่าจะอึ้งจะพูดไม่ออก” นับตังค์อยากลองใช้ครัวในฝันใจจะขาดอยู่แล้ว

“ดีเหมือนกัน” มีคุณเห็นดีด้วยจึงชวนนับตังค์ไปเดินตลาดสดที่ขมิ้นเล่าให้ฟังว่ามีแต่ของทะเลสดใหม่ ที่ชาวประมงนำมาขายกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย


มาถึงตลาดสดแล้วมีคุณก็ได้แต่เดินช่วยนับตังค์หิ้วของเพราะไม่รู้ว่านับตังค์จะทำอะไรให้เขากิน ตลาดที่นี่ใหญ่และมีของให้เลือกมากมายจนนึกไม่ถึงว่าจะเป็นตลาดที่อยู่ในเกาะเล็กๆอย่างเกาะใบไม้ครามเท่านั้น มีคุณเดาว่าอาจจะเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะและต้องการซื้อของสดไปทำอาหารกินกันเอง ซึ่งมันก็เป็นโจทย์ให้มีคุณกลับไปคิดว่าจะบริหารยังไงที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากออกมากินอาหารที่ร้านอาหารของเขามากกว่าการซื้ออาหารไปทำกินเอง รสมือของเชฟคงสำคัญเป็นที่สุด เขาจึงได้แต่หวังว่านับตังค์จะทำได้อย่างที่คุยเอาไว้ว่าตัวเองเก่งและเป็นเชฟมือทองที่จะทำให้คนอย่างมีคุณต้องอึ้งจนพูดไม่ออก


“เดินเร็วๆ ดิบอส” นับตังค์หันมาบ่นที่มีคุณเดินช้า

“ครับๆ” มีคุณรีบก้าวตามไปให้ทัน ได้แต่นึกในใจว่าใครเป็นบอสใครกันแน่



**โปรดติดตามตอนต่อไป**




เครดิตรูป จาก Google


มาแวะพูดคุยหรืออ่านตอนพิเศษสั้นๆได้ที่นี่นะคะ [ทางไปเพจ Loverouter จิ้มเลย]

สงสัยจะไม่ค่อยชอบแนวนี้กัน เงียบจนผีหลอกผู้แต่ง 555 

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
ตอนที่ 4 เทมปุระ น้ำยาปู


   เมื่อนับตังค์ขี่รถมอเตอร์ไซด์พามีคุณกลับมาถึงร้านก็ไล่มีคุณให้ออกไปรออยู่ข้างนอก นับตังค์อยากจัดการทำอาหารเองโดยให้ขมิ้นช่วยเป็นลูกมือให้เพียงคนเดียว นับตังค์บอกกับมีคุณว่ายังไม่อยากให้มีคุณรู้ว่าตัวเองจะทำเมนูอะไรให้กิน แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ไม่อยากให้มีคุณอยู่ในครัวด้วยก็แค่ไม่อยากให้มีคุณมาคอยจ้องมองตลอดเวลามากกว่า ส่วนเมนูอาหารที่นับตังค์ตั้งใจจะทำให้มีคุณได้กินก็คือขนมจีนน้ำยาปูกับรวมมิตรทะเลเทมปุระ

   ขมิ้นยืนมองนับตังค์เริ่มทำอาหารไปได้สักพักโดยที่ยังไม่ได้ช่วยหยิบจับอะไรเลย ความรู้สึกของขมิ้นเปลี่ยนไปจากตอนแรก ตอนที่ได้รับรู้ว่าจะมีเชฟมาจากกรุงเทพพร้อมกับเจ้าของร้านคนใหม่ ขมิ้นไม่เชื่อว่าจะมีใครคนไหนมาแทนที่คุณอนันต์ได้ คิดแค่ว่าถ้าร้านอาหารนี้ขาดคุณอนันต์ก็คงไปต่อไม่ได้ แต่ตอนนี้ขมิ้นเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณอนันต์ถึงสอนขมิ้นเสมอว่า รสชาติของอาหารของแต่ละคนไม่มีทางจะเหมือนกันแม้จะทำจากสูตรเดียวกันก็ตาม สิ่งเดียวที่จะเหมือนกันได้คือความตั้งใจและความพยายาม สิ่งนี้แหละที่จะทำให้อาหารทุกจานเป็นอาหารจานพิเศษได้เหมือนๆ กัน

   สายตาของเชฟคนใหม่ที่ขมิ้นกำลังยืนมองอยู่ดูนั้นกำลังจดจ่อกับอาหารตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามีขมิ้นยืนมองอยู่ เครื่องแกงน้ำยาที่โขลกเองส่งกลิ่นหอมฟุ้งเมื่อนำมาผัดกับหัวกะทิ ท่าทางของเชฟคนใหม่นี้เหมือนกับตอนที่ขมิ้นได้มองคุณอนันต์ทำอาหารเหลือเกิน ความสุขบนใบหน้าของนับตังค์ช่างเหมือนใบหน้าของนายปู่ตอนทำอาหารไม่มีผิด

“ขมิ้นพักที่นี่เหรอ” นับตังค์ชวนคนที่ยืนจ้องตัวเองคุยด้วย ซึ่งปกติแล้วเวลานับตังค์ทำอาหารจะไม่ชอบคุยกับใคร แต่วันนี้คงต้องยกเว้นเพราะนับตังค์อยากรู้ประวัติของที่นี่และอยากผูกมิตรกับขมิ้นด้วย

“ใช่ นายปู่ทำห้องเอาไว้ให้เป็นส่วนตัว อยู่เยื้องจากบ้านของนายปู่ไปทางด้านหลังโน่น” ขมิ้นเรียกคุณอนันต์ว่านายปู่

“อ๋อ แล้วปกตินายปู่เป็นคนปรุงอาหารเองทุกอย่างเลยเหรอ” นับตังค์เรียกคุณอนันต์ว่านายปู่ตามขมิ้น

“ก่อนจะป่วยนายปู่ปรุงอาหารเองหมด แต่พอเริ่มยืนนานๆ ไม่ไหว นายปู่ก็จ้างเชฟมาช่วย แต่ถึงยังไงนายปู่ก็จะชิมเองก่อนจะให้ลูกค้าได้ทานนิ”

“อ้าว แล้วเชฟคนนั้นไปไหน ทำไมไม่จ้างเขาต่อล่ะ”

“นายปู่ไล่ออกไปแล้ว พอไม่นานนายปู่ก็เสีย ร้านก็ปิดมาสามเดือนนิ แล้วพวกคุณก็มาแทน”

“อ๋อ แบบนี้เอง ขมิ้นมาช่วยชิมน้ำยาปูให้หน่อย” นับตังค์ตักแกงใส่ช้อนส่งให้ขมิ้นชิม ใจจริงก็อยากรู้ว่าเชฟคนเก่าโดนไล่ออกทำไม แต่อีกใจก็คิดว่ายังไม่ควรถามให้ขมิ้นมากมายเพราะเพิ่งจะได้สนทนากันยาวๆ

“หรอยแรง” ขมิ้นทึ่งเมื่อได้ชิม รสชาติไม่แพ้ฝีมือของคุณอนันต์เลย แต่นับตังค์ดูอายุไม่เยอะเท่าไหร่ น้อยกว่าขมิ้นด้วยซ้ำ ขมิ้นถึงได้ไม่เชื่อมือในตอนแรกที่ได้เห็นหน้า

“แรงขนาดไหน กี่แรงม้าดี” นับตังค์ถามขำๆ

“ให้ขมิ้นช่วยทำอะไรบอกมานิ” ขมิ้นเริ่มเปิดใจให้นับตังค์เมื่อได้ชิมรสมือจึงเดินเข้าไปถามด้วยความกระตือรือร้นกว่าเดิม

“ดีเลย ช่วยล้างผักสดให้ตังหน่อยนะพี่บ่าว” นับตังค์พอจะฟังภาษาใต้ออกแต่พูดไม่ได้ แต่ก็เคยได้ฟังคนใต้พูดกันบ้างเลยเอามาใช้สักหน่อย เมื่อเห็นขมิ้นหัวเราะแล้วทำตัวสบายขึ้นนับตังค์ก็โล่งใจ

   ส่วนมีคุณ เมื่อนับตังค์ไล่ให้ออกมารอข้างนอกก็เลยออกมานั่งเล่นที่ระเบียงร้าน เขารู้สึกว่าตัวเองหัวใจจะวายตอนที่นับตังค์ขี่เจ้าสองล้อพาเขาซิ่งกลับมาจากตลาดด้วยความเร็ว เขาต้องภาวนามาตลอดทางว่าให้ถึงที่หมายโดยปลอดภัย แถมยังต้องรักษาอาการเอาไว้ ทำเหมือนว่าไม่รู้สึกอะไรทั้งที่เป็นคนกลัวความเร็วเป็นที่สุด การที่เขาขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซด์ไม่เป็นเพราะมีความหลังฝังใจตั้งแต่ยังเด็ก มีคุณรู้ว่านับตังค์คงแก้แค้นที่เขาไปแกล้งนับตังค์ที่สะพานเชือกนั่นก่อน แต่ถ้าจะให้เขาร้องโวยวายขอให้เจ้าเด็กแสบนั่นลดความเร็วก็ฝันไปเถอะ คนอย่างมีคุณไม่ยอมเสียฟอร์มง่ายๆ อย่างมากก็แค่กอดเอวนับตังค์เอาไว้แน่นๆ ซึ่งมันก็ทำให้นับตังค์ขี่ช้าลงได้บ้าง

   เมื่อรู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้นแล้วมีคุณก็ต่อสายโทรศัพท์หาสุดเขตเพื่อนสนิท เขาให้สุดเขตช่วยไปดูแลคุณพลอยประดับให้ช่วงที่เขาไม่อยู่ แต่กำชับว่าห้ามบอกเรื่องพินัยกรรมนี่เด็ดขาด เขาไม่อยากให้แม่เข้ามาวุ่นวายจนทำให้เสียแผน เอาไว้ให้เขาทำตามเงื่อนไขคุณปู่ผ่านก่อนเขาถึงจะบอกเรื่องนี้ให้แม่ฟัง ก่อนจะมาที่นี่เขาบอกกับคุณพลอยประดับไปว่า เขามีงานพิเศษที่ต้องไปทำ ซึ่งจะได้รับค่าจ้างจำนวนมากพอที่จะใช้หนี้ให้คุณพลอยประดับได้ และเขาจะต้องไปทำงานอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาหนึ่งปี คุณพลอยประดับก็ดูจะอยากถามรายละเอียด แต่เมื่อมีคุณบอกว่าถ้าความลับของงานนี้รั่วไปเงินที่จะได้ถือเป็นโมฆะ คุณพลอยประดับจึงปิดปากสนิทและไม่ซักไซ้อะไรมีคุณอีกเลย

“เป็นไงบ้าง น้องตังยอมเซ็นสัญญาไหมวะ” สุดเขตรีบถาม

“เซ็นแล้ว ขอบใจนายมากนะที่ช่วยเรื่องนั้น”

“เออ แกห้ามหลุดปากบอกให้น้องตังรู้เลยนะว่าฉันทำอะไรลงไป ไม่อย่างนั้นชีวิตรักฉันพังแน่” สุดเขตกำชับเพื่อน

“เออน่า ฉันไม่หลุดหรอก ว่าแต่พี่สาวของตังเขารับรักแกแล้วเหรอวะ” มีคุณถามกลับ

“ดูท่าแกจะสนิทสนมกับน้องตังแล้วใช่ไหมวะ อย่าบอกนะว่าเกิดถูกใจน้องเขาเข้าแล้ว สรุปว่าน้องเขาเป็นอย่างแกไหมไอ้คุณ แต่ฉันก็คิดเอาไว้ว่าน้องตังต้องมีรสนิยมเดียวกับแก ฉันว่านะ...”

“พอเลยไอ้เขต ฉันกับน้องเขาไม่ได้คิดอะไรกันแบบนั้น ที่ต้องทำตัวสนิทสนมเพราะฉันต้องทำงานกับเขาอีกตั้งปีหนึ่ง เขม่นกันมาก่อนก็แย่แล้ว ถ้ายังไม่ยอมขอโทษหรือยอมลดอีโก้ลงฉันคงไม่ได้ตัวเขามา ยังไงก็ต้องสงบศึก”

“ไม่คิดแบบนั้นก็ดี ฉันไม่อยากให้ว่าที่น้องชายของภรรยาของฉันต้องเสียใจเพราะแก”

“ทำไมไอ้เขต ฉันมันไม่ดีตรงไหน” มีคุณย้อนถามเมื่อโดนเพื่อนสบประมาท

“ก็ใจแกยังมีแต่คิว แกคงรักคนอื่นไม่ได้หรอก อีกอย่างนะ แกรู้แล้วรึยังว่าคิวมันกลับมาอยู่ที่ไทยถาวรแล้ว” สุดเขตถามเพื่อนเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้เพื่อนรักของตัวเองต้องเป็นโรคชอกช้ำใจมานาน

“ฉันไม่ได้สนใจเขามานานแล้ว เขาจะอยู่ที่ไหนก็ช่างเขา เออ พรุ่งนี้ฉันคงกลับขึ้นกรุงเทพนะ ไปเก็บเคลียร์งานสุดท้ายแล้วคงลงมาอยู่ยาวเลย แต่คงไม่ได้เข้าบ้าน ยังไงก็ฝากแม่ด้วยนะ” มีคุณเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากพูดถึงใครบางคนอีก

“เออๆ แล้วน้องตังจะกลับขึ้นมารึเปล่า ถ้าเขาเจอกับพี่สาวของเขาฉันจะซวยไหมวะที่ไปจ้างละมุดให้โกหกว่าคนที่บ้านเขาไม่สนใจถามถึงเลย” สุดเขตถามด้วยความกังวลใจ

“ฉันว่าพ่อแม่เขาก็คงไม่ได้สนใจจริงๆ ฉันไม่เห็นว่าจะโทรมาตามเลย แกอย่ากังวลไปเลย” มีคุณปลอบเพื่อน

“ไม่แน่นะโว้ย ถ้าเกิดพ่อแม่เขารู้ว่าน้องตังต้องไปอยู่ไกล เขาอาจจะไม่ยอม”

“แล้วไง ถ้าฉีกสัญญาก็ต้องจ่ายฉันมาห้าล้าน” มีคุณไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาเพราะเงินจำนวนมากขนาดนั้นเขาคงไม่ยอมมาเสียฟรีๆ หรอก

“แกคงไม่รู้สินะ ตระกูลมณีรัตน์ของน้องตังเขาเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เขาไม่แต่งตัวอวดรวยในวงสังคม ใช้ชีวิตเรียบๆ แต่เขาเป็นข้าเก่าในวัง มีเงิน มีที่ดิน มีทรัพย์สมบัติที่บรรพบุรุษได้รับพระราชทานมาจากเจ้านายในวัง เขานำมาต่อยอดอีก ถ้าจะรวมมูลค่ามาถึงตอนนี้ก็มหาเศรษฐีดีๆ นี่เอง เงินแค่ห้าล้านเขาจ่ายให้แกได้สบายมาก” สุดเขตรู้ดีเพราะแม่ของสุดเขตเป็นเพื่อนรักของคุณนับดาวซึ่งเป็นแม่ของเฟื้องกับนับตังค์

“เอาเป็นว่าฉันมั่นใจว่านับตังค์จะอยู่กับฉันที่นี่ แกไม่ต้องกังวล”

“ทำไมมั่นใจนักวะ ทีแรกเห็นมองกันเหมือนเป็นศัตรู” สุดเขตถามเพราะรู้สึกว่าท่าทีของเพื่อนรักเปลี่ยนไป สุดเขตก็ไม่อยากจะคิดว่ามีคุณจะชอบนับตังค์ เพราะเท่าที่รู้จักกันมา คนแบบที่มีคุณชอบ ถ้าเปรียบเป็นอาหารก็คงเป็นอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเท่าที่สุดเขตแอบสังเกตดู นับตังค์ไม่ใช่คนประเภทที่มีคุณจะชอบได้เลย

“เขาทำให้ฉันผิดคาดหลายอย่าง เอาไว้ค่อยเล่าให้ฟัง ฉันต้องวางก่อนนะ ตังเดินมาแล้ว” มีคุณวางสายจากสุดเขตเมื่อเห็นนับตังค์เดินมา

“เสร็จแล้ว ไปกินเลยไหม” นับตังค์เดินมาตามเพราะอยากให้มีคุณได้กินอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ

“กินเลย พี่หิวแล้วเหมือนกัน” มีคุณรีบบอกก่อนจะเดินตามนับตังค์เข้าไปในร้าน

   ขนมจีนที่ถูกจัดเป็นคำวางอยู่บนจานเปลโดยมีตะกร้าผัดสดวางอยู่เคียงข้าง ส่วนตรงกลางโต๊ะมีชามกระเบื้องขนาดใหญ่สีขาวลายดอกกุหลาบวางอยู่ข้างกันกับจานกระเบื้องขอบสีทอง อาหารในจานกระเบื้องนั้นประกอบไปด้วยกุ้ง ก้ามปู เนื้อปลา หอยเชลล์ ซึ่งถูกหุ้มด้วยแป้งเทมปุระที่ทอดจนสีเหลืองทองดูน่ากิน นับตังค์เปิดฝาชามกระเบื้องออก กลิ่นหอมของน้ำยาปูก็ลอยขึ้นมาพร้อมกับไอร้อนที่ยังคงกรุ่นอยู่

“หอมมาก” มีคุณเอ่ยชมเมื่อนับตังค์เปิดฝาชามกระเบื้องออกจนได้กลิ่นน้ำแกง

“ปูเน้นๆ” นับตังค์คีบขนมจีนไปวางที่จานของมีคุณ ก่อนจะตักน้ำยาปูราดให้ เนื้อปูก้อนใหญ่ที่ชุ่มไปด้วยน้ำแกงสีเหลืองข้นดูเชิญชวนจนท้องของมีคุณเกือบจะร้องประท้วงออกมาให้ได้ยิน

“แล้วนั้นซอสอะไร” มีคุณชี้ไปทางถ้วยขนาดเล็กที่วางอยู่ข้างจานเทมปุระ

“ก็น้ำยาปูนี่แหละ ตังเอาเนื้อปูโขลกใส่เพิ่มแล้วเคี่ยวให้ข้น ลองกินกับเทมปุระดูว่าเข้ากันไหม” นับตังค์เลื่อนจานเทมปุระมาให้มีคุณ

“อืม เข้ากันดี ไม่น่าเชื่อ” มีคุณหยิบเทมปุระมาชิมแล้วเอ่ยชม

   มีคุณยอมรับว่าตัวซอสน้ำยาปูนั้นนับตังค์ทำได้กลมกล่อมมาก ตัวรวมมิตรเทมปุระที่นับตังค์ทอดมาก็กรอบกำลังดี แป้งเบาบางและฟู เนื้อสัตว์ที่อยู่ด้านในก็ไม่เละแฉะ ยังคงความหวานสดตามธรรมชาติ แสดงถึงการผสมแป้งได้สัดส่วน อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาในการทอดนั้นเหมาะสมพอดี  เมื่อลองราดซอสน้ำยาปูที่โขลกเนื้อปูจนละเอียดแล้วเคี่ยวจนแทบเป็นเนื้อเดียวกับตัวซอส รสชาติไม่เผ็ดมากเกินไป มันช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกิน หลังจากที่ชิมเทมปุระแล้วมีคุณตักสะตอสดและถั่วงอกที่นับตังค์เด็ดหัวทิ้ง เหลือแต่ตัวก้านสีขาวอวบดูกรอบโรยในจานขนมจีน แล้วจัดการกินโดยไม่พูดอะไรอีก

“บอส ตังว่าจะไม่กลับไปกรุงเทพแล้ว ตังฝากพี่ไปเอาของใช้ของตังที่บ้านของรันได้เปล่า” นับตังค์เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน มีคุณเห็นนับตังค์ชอบเรียกเขาว่าบอสก็ไม่อยากจะขัด แค่พูดด้วยดีๆ ไม่มีน้ำเสียงแข็งขืนแบบตอนแรกก็ดีมากแล้ว

“ได้สิ มีอะไรรึเปล่า ทำไมถึงไม่กลับ” มีคุณถาม

“ไม่มี ขี้เกียจเดินทาง” นับตังค์ไม่อยากบอกว่าความจริงแล้วที่ไม่กลับเพราะไม่รู้จะกลับไปหาใคร ในเมื่อครอบครัวคิดจะตัดหางปล่อยวัด นับตังค์ก็ไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินทางอีก เอาเวลามานั่งคิดรายการอาหารแล้วลองทำดีกว่า ที่เกาะนี่ยังมีอะไรที่นับตังค์อยากสำรวจอีกเยอะ

“พี่จะรีบไปรีบกลับ” มีคุณตักขนมจีนใส่จานเพิ่ม ฝีมือของนับตังค์ถือว่าดีมากทีเดียว นั่นยิ่งทำให้มีคุณอยากรู้ว่าคุณปู่รู้ได้ยังไงว่านับตังค์มีความสามารถขนาดนี้

“ไม่ต้องรีบ ไปนานๆ เลยก็ได้นะ หรือจะไปแล้วไม่มาก็ไม่ว่ากัน จ่ายเงินเดือนผ่านบัญชี มีเลขที่บัญชีรึยัง” นับตังค์เริ่มกวนประสาทมีคุณอีกแล้ว มันอดไม่ได้จริงๆ นึกบ่นในใจว่ากินตุ้ยๆ แต่ไม่เห็นจะชมให้ได้ยิน

“เบื่อหน้ากันแล้วเหรอ” มีคุณถามพลางขำ

“อือ เบื่อขี้หน้ามาก นี่ยังไม่ได้จัดการเรื่องที่ทำให้ฉี่แทบราดบนสะพานเชือกเลย” นับตังค์พูดตรงๆ จนมีคุณแทบสำลัก

“ขอโทษ พี่ไม่คิดว่าจะกลัวจริงจังขนาดนั้น ก็เห็นทีแรกเดินด้วยความมั่นใจ” ทีแรกมีคุณจะพูดเรื่องที่นับตังค์ขับรถเร็วแล้ว แต่เปลี่ยนใจไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวเป็นจุดอ่อนให้นับตังค์แกล้งได้อีก

“ก็ทีแรกมันยังไม่ได้มองลงไปข้างล่างไง ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ ขามันจะสั่นขนาดนั้น หัวใจจะวาย ทำไมขึ้นเครื่องบินยังไม่รู้สึกเลย” นับตังค์ขมวดคิ้ว สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงกลายเป็นคนกลัวความสูงไปได้

“หลับตลอดทางจะเอาเวลาไหนไปกลัว กรนอีกต่างหาก” มีคุณส่ายหน้า

“ไม่จริง มั่ว ตังไม่เคยนอนกรน”

“เดี๋ยวคราวหลังจะอัดคลิปเอาไว้ให้ดู” มีคุณยักคิ้ว ยิ่งเห็นนับตังค์ทำหน้าลังเลว่าตัวเองกรนจริงรึเปล่ายิ่งต้องกลั้นขำ

“ไม่ต้อง”

“ไม่มั่นใจดิท่า”

“มั่นใจ แต่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาในห้องนอน”

“เรานอนห้องเดียวกัน บ้านปู่มีห้องนอนห้องเดียว เดินสำรวจแล้วไม่ใช่เหรอ” เมื่อมีคุณบอกเรื่องห้องนับตังค์ก็หรี่ตามองเพราะไม่เชื่อ คิดว่ามีคุณต้องแกล้งอำ

“ไม่ได้เดินขึ้นข้างบน แต่ถ้ามีห้องเดียวจริง ตังนอนบนเตียง พี่ต้องนอนพื้น เพราะตังไม่ชอบนอนกับใคร อึดอัด”

“ทำไมพี่ต้องทำแบบนั้นด้วย ตังก็ไปนอนพื้นเองสิ”

“ถ้าเชฟนอนไม่หลับ นอนไม่พอ ฝีมือจะตก ขาดทุนไม่รู้ด้วย เอาไง”

“เอาไว้ขึ้นไปดูห้องก่อนค่อยตกลง พี่ก็แค่รู้มาจากขมิ้นว่ามันมีห้องเดียว ถ้ามันเล็กน่าอึดอัดเดี๋ยวค่อยว่ากัน ตกลงไหม”

“ก็ได้”

“ไม่มีของหวานเหรอ” มีคุณถามหลังจากที่กินขนมจีนเสร็จแล้ว

“มี”

“เอามาชิมสิ”

“เป็นคำสั่งหรือคำขอร้อง” นับตังค์ยียวน

“สั่งได้ไหมล่ะ” มีคุณถามกลับ

“ได้ แต่ไม่ทำ”

“งั้นขอร้อง”

“ขอร้องเขาพูดกันแบบนั้นเหรอ” นับตังค์ยังคงทำหน้าตายียวนกวนประสาทมีคุณเหมือนเดิม

“มันต้องพูดแบบไหน ไหนพูดให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อย”

“ขอขนมที่อร่อยที่สุดในโลกหน่อยครับ” นับตังค์พูดให้มีคุณฟัง

“ยังดูไม่ขอร้องเท่าไหร่ เอาใหม่ซิ” มีคุณกอดอกแล้วส่ายหน้า

“งั้นเอาแบบนี้ คุณเชฟสุดหล่อ รบกวนเอาขนมที่อร่อยที่สุดในโลกมาให้ผมกินหน่อยครับ ได้โปรด” นับตังค์หลับตาแล้วทำท่าอ้อนวอนให้มีคุณดูเป็นตัวอย่างอีกรอบ

...ติ๊ด...

“เฮ้ย หลอกถ่ายรูปกันนี่” นับตังค์โวยวายเมื่อเห็นว่ามีคุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย

“เวลาทำตัวอ้อนแบบนี้ก็น่ารักดีนะ ขอถ่ายเก็บเอาไว้ดู เพราะคงไม่เห็นแบบนี้บ่อยๆ”

“แน่ล่ะ จะอ้อนไม่อ้อนมันก็ต้องขึ้นอยู่ว่าอยู่กับใคร” นับตังค์ยักไหล่

“แล้วทำไมเวลาอยู่กับพี่ชอบกวนประสาท เพราะพี่ไปวิจารณ์ขนมวันประกวดเหรอ” มีคุณอยากรู้ว่านับตังค์ยังฝังใจเรื่องเก่าอยู่รึเปล่า

“เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว ส่วนไอ้เรื่องกวน นี่ถามจริงว่าไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าใครกวนประสาทใครก่อน” นับตังค์ย้อนถาม

“พี่ไปกวนประสาทตังตอนไหน”

“นี่ไง หน้าตาของบอสตอนนี้ก็กวน”

“เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว หน้าพี่มันแบบนี้เองไหม”

“ก็นี่ไง หน้าตาผิดหลักการผูกมิตร อวัยวะบนหน้าบอสยังตีกันไม่เสร็จ เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าขี้ริ้วขี้เหร่และกวนประสาท” นับตังค์ได้ทีเหน็บมีคุณ

“ฮ่าๆ ไอ้ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยหลอกด่าพี่มากกว่า พี่รู้ตัวเองว่าพี่มีเสน่ห์ ด่ายังไงพี่ก็ไม่รู้สึกหรอก” มีคุณรู้สึกสนุกเวลาที่เห็นนับตังค์ต่อปากต่อคำ

“โอ้ย หลงตัวเองชะมัด” นับตังค์เห็นมีคุณไม่โกรธแถมยังหัวเราะชอบใจก็รู้สึกเซ็งที่มาเจอกับคนหน้าหนาเข้าให้แล้ว

“ก็อย่ามาเผลอหลงพี่แล้วกัน” มีคุณยกยิ้ม

“หึ...ไม่มีวันเผลอ เป็นคนมีสติ สรุปจะกินขนมไหม ไหน...ขอร้องก่อน” นับตังค์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งถ่ายบ้าง

“อยากกินขนมของเชฟจังครับ ได้โปรด” มีคุณเก็กหน้าหล่อให้กับกล้องโทรศัพท์ของนับตังค์ พูดด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้ดูละมุนที่สุด

“รอ” นับตังค์เยืนนิ่งไปแวบเดียวก่อนจะลดกล้องลง เก็กหน้านิ่งพูดกับมีคุณสั้นๆ แล้วรีบหันหลังเดินกลับเข้าไปในครัวโดยไม่ทันเห็นว่ามีคุณแอบยิ้มอยู่ข้างหลังที่ทำให้นับตังค์เขินได้

   หลังจากรับประทานของหวานเสร็จและชั่วโมงแห่งการปะทะฝีปากของคุณเชฟและคุณบอสผ่านพ้นไป ปัญหาใหม่ที่ทำให้คนทั้งคู่ต้องมาปะทะคารมกันต่อก็คือเรื่องของห้องนอน

“เตียงมันก็ใหญ่ แล้วจะให้พี่ไปนอนที่โซฟาทำไม” มีคุณพยายามบ่ายเบี่ยงเมื่อนับตังค์เดินขึ้นมาถึงห้องนอนแล้วบอกให้มีคุณไปนอนที่โซฟา ถึงโซฟามันจะใหญ่แต่มันจะนอนสบายเหมือนกับนอนเตียงได้ยังไงกัน

“ใหญ่ที่ไหนกัน ดูนะ ถ้าตังนอนตรงนี้ ดึกๆ ก็ต้องดิ้นไปดิ้นมาแบบนี้ มันก็พอดีสำหรับคนเดียว เห็นไหม” นับตังค์รีบลงไปนอนบนเตียงแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาให้ดู มีคุณเห็นแล้วก็นึกขำในใจ

“เดี๋ยวเอาหมอนมากันก็ได้ คืนนี้นอนด้วยกันไปก่อน ห้องนี้มันใหญ่จะตาย เอาไว้พี่กลับมาจะซื้อเตียงมาเพิ่ม วางมุมนั้นน่าจะได้” มีคุณชี้บอก

“ไหนบอสว่าตังนอนกรนไง กรนดังด้วย ถ้านอนด้วยกัน บอสทนไม่ไหวหรอก” นับตังค์ยังคงหาเหตุผลที่จะครอบครองเตียงเอาไว้คนเดียว

“พี่ทนได้”

“งั้นก็ตามใจ” นับตังค์คิดว่าเถียงไปก็คงไม่เป็นผล จะว่าไปบ้านนี้เป็นบ้านของมีคุณ ถ้าเรื่องมากอาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ แต่คนอย่างนับตังค์ไม่ได้ด้วยเล่ห์ต้องเอาด้วยกล

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ” มีคุณนึกแปลกใจที่นับตังค์ยอมง่ายๆ แต่ก็เริ่มจะชินกับนิสัยของนับตังค์แล้ว บทจะดื้อก็ดื้อเถียงคอเป็นเอ็น บทจะว่าง่ายก็ง่ายจนนึกไม่ถึง


(มีต่อด้านล่างค่ะ)

V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-03-2017 17:30:57 โดย Loverouter »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
(ต่อจากด้านบนค่ะ)


   มีคุณเข้าไปอบน้ำนานพอสมควรเพราะเขารู้สึกเหนียวตัวตั้งแต่ไปตะลอนกับนับตังค์แล้ว เขาใช้ช่วงเวลาผ่อนคลายนี้คิดถึงอนาคตของตัวเองไปด้วย ถึงแม้ที่นี่จะสวยและน่าอยู่มากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาทบทวนแล้วว่าตัวเขาเองไม่เหมาะกับที่นี่ เขาเป็นคนไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบไปท่องเที่ยวและได้ไปชิมอาหารที่หลากหลายตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ หากไม่ใช่เพราะนึกสงสารแม่ที่เดินชีวิตผิดพลาดไป มีคุณก็คงจะปฏิเสธมรดกของคุณปู่ที่มีเงื่อนไขผูกมัดเขาอย่างนี้ ลำพังเงินจากงานเขาก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้แม่ไปขึ้นโรงขึ้นศาลหรือติดคุกได้ เขาจึงต้องจำใจทำตามเงื่อนไขของปู่ คิดแค่ว่าอดทนแค่หนึ่งปีเขาก็จะรีบขายที่ดินและร้านนี้ไปอย่างแน่นอน

   เมื่อมีคุณได้อาบน้ำจนรู้สึกสดชื่นแล้ว เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็พบว่านับตังค์หลับสนิทไปแล้ว เตียงที่ว่ากว้างขนาดนอนได้ถึงสามคน แต่นับตังค์สามารถนอนกางแข้งกางขาได้เต็มพื้นที่ มีคุณพยายามจะปลุกแต่คนขี้เซาก็ไม่ทีท่าว่าจะรู้สึกตัว มีคุณเลยยกแขนยกขาของนับตังค์ให้ขยับไปนอนดีๆ นึกในใจว่าเห็นตัวผอมแบบนี้ก็หนักไม่ใช่เล่น สุดท้ายแล้วก็เคลียร์พื้นที่นอนให้ตัวเองได้แค่พอดีตัวเท่านั้นแต่ก็คงดีกว่าต้องไปนอนที่โซฟา

   มีคุณยังคงยืนมองนับตังค์อยู่ อยากจะปลุกให้นับตังค์ไปอาบน้ำเพราะส่วนตัวแล้วเขาไม่ชอบความสกปรก ถึงเขาชอบแต่งตัวเซอร์ๆ ดิบๆ แบบนี้ แต่เขาเป็นคนที่รักความสะอาดมาก ไม่เคยนอนโดยไม่อาบน้ำ ไม่เคยใส่เสื้อผ้าซ้ำโดยไม่ซัก ไม่ปล่อยให้ร่างกายสกปรกและมีกลิ่น แต่มีคุณเริ่มทำใจว่าคงจะปลุกคนขี้เซาคนนี้ให้ตื่นได้ยาก ขนาดเขายกแขนยกขาขนาดนี้ก็ยังไม่ตื่น ความหวังที่จะให้นับตังค์ไปอาบน้ำคงริบหรี่เต็มทน มีคุณตัดสินใจชะโงกหน้าไปดมตัวของนับตังค์ใกล้ๆ ก่อนจะนึกชมในใจว่าขนาดออกไปขี่มอเตอร์ไซด์ตากแดดตากลม นับตังค์ยังไม่มีกลิ่นเหงื่อเลย ออกจะหอมด้วยซ้ำ ผิวพรรณก็ดูสะอาดดี มีคุณเห็นแล้วก็เลยล้มตัวลงนอนข้างนับตังค์ได้อย่างสะดวกใจ

“คร่อกกกกกกกก”

   มีคุณกำลังจะเคลิ้มหลับก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงกรนของนับตังค์ดังขึ้นมาข้างหู มีคุณรีบเอื้อมไปเปิดโคมไฟ ปรากฏว่านับตังค์กลิ้งมานอนอยู่บนหมอนใบเดียวกับเขา แถมยังกรนดังสนั่น เมื่อตอนหัวค่ำเขาอำเรื่องที่นับตังค์นอนกรน ไม่คิดว่าจะกรนจริงๆ เห็นเจ้าตัวเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่กรน ตอนนี้เขาอยากจะอัดคลิปเอาไว้ให้คนเถียงเก่งดูจริงๆ มีคุณพยายามจะเอาหมอนมากั้นก็แล้ว เอาทิชชูมาอุดหูก็แล้ว แต่นับตังค์ก็ยังกรนจนเขาทนไม่ไหว สุดท้ายมีคุณก็ยอมแพ้ ต้องขนหมอนไปนอนที่โซฟา ผ้าห่มก็ไม่มีเลยต้องอาศัยเอาผ้าขนหนูมาห่มแทน ด้วยความอ่อนเพลียสักพักมีคุณก็ผล็อยหลับไป

   เมื่อทางฝั่งโซฟาเงียบสนิทไร้การเคลื่อนไหวได้สักพักใหญ่ เสียงกรนจากฝั่งบนเตียงก็ค่อยๆ เงียบลงตาม นับตังค์ค่อยๆลุกขึ้นมาชะโงกดูที่ปลายเท้า เมื่อเห็นว่ามีคุณเงียบไปนานพอสมควรแล้วนับตังค์ก็แอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่พอนึกถึงลมหายใจของมีคุณที่มาสัมผัสใบหน้าของนับตังค์ในระยะเผาขนตอนที่นับตังค์แกล้งหลับเมื่อครู่นี้แล้วก็รู้สึกว่าหัวใจมันวูบวาบพิกล ตอนนั้นเกือบจะหลุดลุกขึ้นมาโวยวายอยู่แล้วเพราะคิดว่ามีคุณจะทำอะไรมากกว่านั้น ใจของนับตังค์เต้นรัวจนแทบลืมหายใจ เพราะคำพูดของรันแท้ๆ ที่บอกว่ามีคุณเป็นเกย์ มันทำให้นับตังค์กลัว ซึ่งนับตังค์ก็ตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร กลัวมีคุณจะเข้าหาหรือกลัวความรู้สึกบางอย่างที่อาจจะขึ้นกับหัวใจตัวเอง แต่ก็เป็นเรื่องที่นับตังค์ไม่อยากให้เกิดทั้งสิ้นในตอนนี้ นับตังค์หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่านอยู่ในหัวแล้วบอกกับตัวเองว่าอย่าคิดอะไรมากเกินไป ก่อนจะค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วย่องไปอาบน้ำให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

   ด้วยความแปลกที่ กว่านับตังค์จะข่มตาหลับได้ก็เกือบเช้า มันเลยทำให้นับตังค์ตื่นเอาเกือบเที่ยง เมื่ออาบน้ำอาบท่าแล้วเดินลงมาข้างล่างก็ได้กลิ่นหอมลอยมาจากในครัว นับตังค์เดินตามกลิ่นไปจนพบว่ากลิ่นหอมนี้เป็นฝีมือของขมิ้นนั่นเอง

“ทำอะไรพี่บ่าว หอมจัง” นับตังค์ถามก่อนจะเดินไปดูใกล้ๆ

“แกงเหลืองกับปลากระพงทอดขี้หมิ้น” ขมิ้นตอบ

“ปลาทอดขมิ้นหรือขมิ้นกำลังทอดปลากันแน่” นับตังค์หยอก

“เอิดนิ” ขมิ้นพูดจบนับตังค์ก็ขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใจ

“เอิดแปลว่าอะไรพี่บ่าว”

“กวนตีน” ขมิ้นตอบตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูออกว่าไม่ได้ว่าจริงจัง

“ไม่ได้กวน ดูดิ” นับตังค์ชี้ไปที่เท้า

“เดี๋ยวจะโดน” ขมิ้นเอาตะหลิวชี้หน้านับตังค์ นับตังค์หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินแต่ก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ขมิ้น ถึงจะรู้ว่าขมิ้นไม่ถือสาแต่นับตังค์ก็อยากให้รู้ว่านับถือขมิ้นเป็นพี่ชาย เมื่อขมิ้นเห็นนับตังค์ยกมือไหว้ก็รีบโบกมือทำนองว่าไม่เป็นไร รู้ว่าเป็นการหยอกล้อ

“แล้วบอสไปไหนล่ะ” นับตังค์ยังไม่เห็นมีคุณเลยตั้งแต่ลงมา

“กลับกรุงไปแล้ว นายหัวทิ้งจดหมายเอาไว้นิ อยู่บนโต๊ะ” ขมิ้นทำหน้าบุ้ยใบ้ไปทางจดหมายเพราะมือไม่ว่างที่จะชี้บอก

   นับตังค์เดินไปที่โต๊ะก่อนจะหยิบกระดาษที่มีหินลับมีดทับอยู่ขึ้นมาอ่าน มีคุณเขียนบอกเอาไว้ว่าอาจจะอยู่เคลียร์ธุระส่วนตัวที่กรุงเทพสักสองสามวันและจะไปเอาของใช้ของนับตังค์จากรัญญรีให้ นอกจากนั้นมีคุณยังได้ทิ้งเงินให้นับตังค์เอาไว้ใช้ส่วนตัวก้อนหนึ่ง อีกก้อนให้เอาไว้ซื้อของใช้ในครัว ไม่ว่าจะเป็นของสดหรือของใช้อะไรก็ได้ที่นับตังค์เห็นว่าจำเป็น  มีกำชับด้วยว่าถ้าทำอาหารหรือขนมอะไรให้ถ่ายรูปและถ่ายคลิปขั้นตอนการทำให้มีคุณดูผ่านทางไลน์ด้วย ถือเป็นการส่งการบ้าน นับตังค์พับจดหมายของมีคุณเก็บใส่กระเป๋าก่อนจะนึกบ่นมีคุณว่าไม่อยู่แล้วยังจะให้การบ้านอีก จากนั้นจึงใช้ความคิดว่าควรจะต้องเริ่มทำอะไรก่อนดี

“พี่บ่าว ตังอยากเปิดรับผู้ช่วยในครัวสักสองคน” นับตังค์หันกลับมาพูดกับขมิ้น

“เดี๋ยวจะไปติดประกาศให้ในตลาด เดี๋ยวออกไปตอนบ่ายๆ ดีไหม” ขมิ้นถามก่อนจะเอาจานปลาทอดมาวางตรงหน้านับตังค์

“ดีเลย อยากคัดคนหน่อย ตังอยากได้คนที่รักในการทำอาหาร แล้วนี่...พี่ทำกับข้าวให้ตังกินเหรอ” นับตังค์มองปลาที่ทอดกรอบจนสีเหลืองทองแล้วถึงได้ถาม

“กินได้ไหม” ขมิ้นที่เดินไปตักแกงเหลืองอยู่หันกลับมาย้อนถามด้วยความกังวล เพราะไม่รู้ว่านับตังค์จะชอบอาหารใต้รึเปล่า

“ได้ อยากกิน พี่กินด้วยกันนะ ตังคดข้าวให้” นับตังค์เห็นขมิ้นพยักหน้าแล้วรีบเดินไปหยิบจานมาตักข้าวสวยร้อนๆ วางไว้สองจาน

“กินเผ็ดไหวเปล่านิ”

“สบายมาก เคยกินเผ็ดมากๆ จนตดออกมาเป็นไฟเลย” นับตังค์พูดจบก็เห็นขมิ้นทำหน้าตะลึง

“พันพรือ” ขมิ้นไม่เชื่อว่าคนเรากินเผ็ดแล้วจะตดออกมาเป็นไฟได้

“ตังล้อเล่น ฮ่าๆ” นับตังค์ไม่คิดว่าขมิ้นจะเชื่อเลยรีบบอก

“ฉ็องด็องนิ” พอรู้ว่านับตังค์ล้อเล่นถึงได้ทำท่าโล่งอก เพราะเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าตดคนติดไฟได้เลยนึกว่านับตังค์ตดเป็นไฟจริงๆ

“แปลด้วย”

“พิเรน ทะเล้น ทะลึ่ง บ้าหรือสติไม่ค่อยดี”

“โอ้โห ยาวเลยนะ” นับตังค์รีบยกมือไหว้ก่อนจะได้ความหมายของคำว่าฉ็องด็องมากไปกว่านี้

“ฮ่าๆ ว่าแต่แกงหรอยหม้าย”

“หรอยจังฮู้” นับตังค์หัวเราะแล้วยกนิ้วให้ขมิ้นก่อนจะจัดการอาหารใต้ต่อด้วยความเอร็ดอร่อย

   นับตังค์กับขมิ้นสนิทกันมากขึ้นหลังจากที่ได้มีเวลาทำความรู้จักกันผ่านการพูดคุยช่วงมื้อกลางวันที่ผ่านมา ทั้งคู่เล่าเรื่องส่วนตัวกันบ้าง ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปให้กันและกันฟังเพื่อเป็นข้อมูลให้กับอีกฝ่าย เช่น อาหารที่ชอบ เพลงโปรด ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ ซึ่งนับตังค์เองก็เพิ่งรู้ว่าขมิ้นไม่เคยดูภาพยนตร์เลยสักเรื่องเดียว ยิ่งคุยก็ยิ่งทำให้นับตังค์รับรู้ว่าขมิ้นเป็นคนที่ซื่อสัตย์และรักคุณอนันต์เจ้าของร้านคนเก่ามาก นับถือคุณอนันต์เหมือนพ่อแท้ๆ ขมิ้นไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย มันทำให้นับตังค์มองว่าขมิ้นก็มีเรื่องราวคล้ายกับตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน นับตังค์อยู่ในกรอบที่ถูกครอบครัววางให้ ส่วนขมิ้นต้องอยู่ในกรอบชีวิตที่จำเป็นต้องอยู่เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้ขมิ้นได้ก้าวออกไป

   ส่วนขมิ้นเปิดใจให้นับตังค์จนเกือบเต็มร้อยแล้ว ติดอีกเรื่องเดียวที่นายปู่สั่งขมิ้นกับคุณเคารพเอาไว้ก่อนเสียชีวิต ซึ่งเรื่องนี้คุณเคารพได้บอกกับขมิ้นว่าอย่าเพิ่งพูดออกไป เรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ในสัญญา คุณอนันต์ไม่บังคับ แต่เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งคุณเคารพจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง ถ้านายหัวคนใหม่ยอมทำตามความต้องการของนายปู่ด้วยความเต็มใจ ขมิ้นก็จะยอมให้ใจเต็มร้อยกับนายหัวคนใหม่และคนของนายหัวซึ่งก็คือนับตังค์ด้วยเช่นกัน

“เดี๋ยวตังเดินเล่นแถวนี้ก่อน พี่ไปทำธุระเถอะ เดี๋ยวมาเจอกันตรงนี้” นับตังค์บอกกับขมิ้นหลังจากที่ชวนกันออกมาตลาด ขมิ้นจะมาฝากเพื่อนให้ช่วยประกาศหาผู้ช่วยเชฟให้นับตังค์ ส่วนนับตังค์ก็อยากมาซื้ออาหารสดและอาหารแห้งไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน

   นับตังค์เดินซื้อของไปเรื่อยๆ เห็นว่าอะไรที่มีคุณน่าจะกินได้ก็ตั้งใจจะซื้อไปเก็บเอาไว้ที่ครัวของบ้าน เดินมาจนถึงร้านผลไม้ จำได้ว่ามีคุณบอกว่าชอบกินแตงโมจึงหยิบขึ้นมาเลือกดู แล้วนับตังค์ก็หยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีคุณจะไม่อยู่สองสามวัน แล้วทำไมต้องนึกถึงมีคุณด้วย คิดแล้วก็เลยรีบวางผลไม้ที่จะซื้อลงที่เดิมก่อนจะเดินไป แล้วสุดท้ายนับตังค์ก็อดไม่ได้ที่จะเดินกลับมาร้านขายแตงโมอีก บอกตัวเองว่าก็แค่มีน้ำใจให้เจ้าของเงินก็คงไม่แปลกมั๊ง

“สวัสดีครับ มาเที่ยวที่เกาะเหรอครับ หรือว่าจะมาอยู่ที่นี่ พักอยู่แถวไหนเหรอครับ” เสียงหนึ่งเอ่ยทักนับตังค์

“เรารู้จักกันเหรอ” นับตังค์ถามเมื่อเห็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งมาทักตัวเอง ไม่ได้จะกวน แต่นึกไม่ออกว่ารู้จักกันรึเปล่าถึงได้มาถามอะไรมากมาย

“ไม่รู้จักหรอกครับ แต่อยากรู้จัก ผมเป็นเจ้าของตลาดที่นี่ครับ ไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลยลองมาทักดู”

“อ๋อ บริการดีนะครับ” นับตังค์พยักหน้ารับรู้

“หมายถึงแม่ค้าเหรอครับ” พญายิ้มรับคำชมของนับตังค์ด้วยความปีติ

“เปล่า หมายถึงคุณ ถึงกับต้องมาต้อนรับและซักประวัติคนที่มาเดินซื้อของในตลาดด้วยตัวเองแบบนี้” คราวนี้นับตังค์ตั้งใจกวน

“อ๋อ เอ่อ...ไม่ใช่กับทุกคนหรอกครับ ผมชื่อพญาครับ” พญารีบหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะแนะนำตัวเอง

“ครับ รับทราบ” นับตังค์เลือกแตงโมลูกที่ถูกใจได้ก็ส่งให้แม่ค้า

“ไม่คิดเงินค่ะ” แม่ค้าเห็นท่าทางของพญาก็พอจะรู้ใจว่าพญากำลังจะจีบพ่อหนุ่มหน้าสวยคนนี้

   คนในท้องที่ส่วนใหญ่รู้กันว่า ’พญา’ ลูกชายคนเดียวของนายหัวพยนต์นั้นมีรสนิยมอย่างไร ด้วยความที่พ่อเป็นคนมีอำนาจในเขตนี้ ทุกคนจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับพญาสักเท่าไหร่ หลายต่อหลายครั้งที่พญาทำตัวก้อร่อก้อติกกับนักท่องเที่ยวหนุ่มๆ ที่หน้าตาดีจนมีเรื่องมีราว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทำอะไรพญาได้เพราะอำนาจของนายหัวพยนต์มาช่วยให้รอดตัวทุกครั้ง

“ไม่ได้ขายเหรอครับ” นับตังค์ถามเมื่อเห็นว่าแม่ค้าไม่คิดเงิน

“ขายค่ะ แต่สำหรับคุณ เป็นบริการพิเศษจากชาวตลาดค่ะ” แม่ค้าทำแบบนี้เพราะอยากเอาใจพญา ซึ่งก็ได้ผล พญายิ้มด้วยความพึงพอใจ

“ทำไมต้องพิเศษครับ ผมไม่เข้าใจ” นับตังค์ยังคงถามต่อ

“เพราะคุณคือคนพิเศษไงครับ” คราวนี้พญาเป็นฝ่ายตอบแทนแม่ค้า แถมยังส่งสายตาที่แสดงอกอย่างเปิดเผยว่าสนใจนับตังค์

“ตัง ซื้อของเสร็จยังนิ” ขมิ้นรีบเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าพญายืนอยู่กับนับตังค์

“เสร็จพอดี ผมไม่เอาดีกว่าครับ ไม่ชอบของฟรี” นับตังค์วางแตงโมคืนก่อนจะส่งถุงของให้ขมิ้นช่วยถือ เมื่อทำท่าจะเดินออกไป พญาก็คว้าแขนของนับตังค์เอาไว้

“ชื่อตังเหรอ น่ารักดีนะ” พญาถาม ขมิ้นทำท่าจะเข้ามาดึงมือของนับตังค์ แต่นับตังค์ส่ายหน้าให้กับขมิ้น

“คุณเป็นเกย์เหรอ” นับตังค์ถามพญาเสียงดังจนพ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยวแถวนั้นมองมา

“ทำไมถามแบบนั้นครับคุณน้องตัง รังเกียจเหรอ” พญาถามเสียงเบา ถึงพญาจะรู้ว่าคนแถวนี้รู้ว่าตัวเองมีรสนิยมยังไง แต่เมื่อถูกถามเสียงดังก็อดที่จะหน้าเสียไม่ได้ มือที่จับแขนนับตังค์ไว้แน่นก่อนหน้านี้จึงคลายลงทันใด

“ไม่ได้รังเกียจ แต่ถ้าใช่ แล้วคุณคิดจะจีบผม ผมมีอะไรจะแนะนำ คุณมีภาษีดีกว่าคนทั่วไปเพราะเป็นถึงเจ้าของตลาด ดังนั้นอย่าทำตัวให้ดูเป็นแค่กุ๊ย มันโลว์ โอเคนะ” นับตังค์พูดจบก็เดินออกไปเลยท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนที่อยู่แถวนั้น

   พญามองไปรอบๆ ด้วยสายตาดุดัน เสียงหัวเราะก็เงียบลง พญารู้สึกอับอาย แต่อีกใจก็รู้สึกว่าถูกท้าทายจากคนที่เพิ่งเดินจากไป เขาเห็นชายหนุ่มที่ชื่อตังคนนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่มากับผู้ชายอีกคนเลยไม่ได้เข้ามาทัก เพราะเขาโดนพ่อห้ามเอาไว้ว่าอย่าก่อเรื่องในระยะนี้จึงได้แต่มอง แต่เขารู้สึกถูกชะตาและรู้สึกว่าตัวเองตกหลุมรักผู้ชายที่ชื่อตังตั้งแต่แรกเห็นเข้าแล้ว แม้เขาจะเป็นคนเจ้าชู้ มีคนมากมายอยากจะได้เขาเป็นคู่รัก แต่พญาให้สถานะคนเหล่านั้นได้แค่คู่นอน คนไหนทำให้เขาถึงอกถึงใจเขาก็ตอบแทนด้วยเงินและความสุขสบาย เงินซื้อได้ทุกอย่าง อย่างที่พ่อของเขาทำมาให้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ยกเว้นหนุ่มห้าวนัยน์ตาสวยที่มีลักยิ้มคนนี้ ถ้าอยากจะมาอยู่ในตำแหน่งคนรักของพญา ตำแหน่งที่ไม่มีใครเคยได้มายืน พญาก็เต็มใจ  ยิ่งพยศแบบนี้พญายิ่งชอบใจเหลือเกิน พญาจะต้องรู้ให้ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใครและพักอยู่ที่ไหน จะพยศแค่ไหนก็จะเอามาเป็นของตัวให้ได้ นี่คือสิ่งที่พญาหมายมั่นเอาไว้


***โปรดติดตามตอนต่อไป***



 เครดิตภาพน้ำยาปูจาก Google , เครดิตภาพเทมปุระ Princess & napier

ฮาโหลลลลล ขอเสียงผู้อ่านหน่อยจ้า ถ้าลงสักห้าตอนยังโหวงเหวง
ผู้แต่งจะอสัญกรรมนิยายตัวเองแล้วนะคะ 55555


  :L3:

[ทางไปเพจ Loverouter จิ้มเลย]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2017 18:48:53 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Jitsupa_milk

  • Just Milky('s) Way
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 161
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อ่านแล้วรู้สึกหิวทันที
ติดตามอยู่นะคะะ

ออฟไลน์ หนอนกอ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เพิ่งได้แวะมาอ่านนิยายเรื่องนี้ คนเขียนอย่าเพิ่งอสัญกรรมนิยายเลยนะคะ  :mew2: กำลังจะสนุกเลย เป็นกำลังใจให้ค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
สนุกดีมีสาระสอดแทรก. ไรท์สู้ๆจะรออ่านนะ o13

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :L1: :pig4:  ชอบงานเขียนของคุณมากครับ   เป็นกำลังใจให้ครับ....

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
ถ้ามีรูปแนบมาด้วยทุกครั้งเราต้องอยากกินตามแน่ ๆ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ หนอนกอ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เข้ามารอตอนต่อไป  :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1484
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
พระเอกนิสัยไม่ค่อยดีนิดหน่อย นายเอกก็ใช่ว่าจะยอมคน ไม่ธรรมดา คู่นี้ไม่ธรรมดา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
นิยายของคุณ loverouter มีเนื้อเรื่องเข้มข้นหน้าติดตาม ไม่ลูกกวาด ไม่เบาโวงหรือกลวง แอบคิดนิดนึงเหมือนกันว่าดูจากคอมเม้นท์แล้ว นิยายคุณโดน underrate มากๆ

อย่างไรก็ตามเท่าที่สังเกตรอบปีนี้ ไม่ใช่แค่นิยายของคุณนะเรารู้สึกว่า คอมเม้นท์น้อย นิยายที่มีมีเรตติ้งดี คอมเม้นท์เยอะกว่าเรื่องอื่นๆ ก็ยังถือว่าน้อยลงจากปีที่พีคๆมาก (แอดมินผ่านมาเห็นอย่าโกรธนะคะ พูดตามที่เคยตามอ่านเล้ามานาน ตั้งแต่ปี 51-52)

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-4
    • facebook



อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะคะ
เพราะเราก็เพิ่งเปิดมาเจอนิยายเรื่องใหม่ของคุณเมื่อเช้านี้เอง
พอเห็นที่คุณเขียน เราเลยอยากจะเข้ามาให้กำลังใจ ^^

เราอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพี่คุณและน้องตังผู้เก่งกาจรอบครัว
อยากเห็นเขาเป็นฝั่งเป็นฝากันท่ามกลางบรรยากาศดี ๆ อันมีหาดทราย สายลม เป็นพยานเหลือเกิน ^^
รอตอนต่อไปนะคะ สู้ ๆ !!  :กอด1:



ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
ตอนที่ 5 ขนมจาก


นับตังค์กลับมาถึงบ้านก็จัดการเอาของที่ซื้อมาจากตลาดเก็บเข้าที่ ขมิ้นก็มาช่วยนับตังค์เก็บของด้วย เมื่อเห็นว่านับตังค์ซื้อใบจากมาด้วยจึงเอ่ยปากถาม

“ซื้อมาทำไรนิ”

“จะทำขนมจาก เคยกินไหม”

“ไม่เคย แต่นายปู่ปลูกจากเอาไว้ตรงหลังบ้านที่พี่พักอยู่นิ นายปู่ชอบมวนจากตากแห้งมาสูบ นึกว่าตังจะสูบด้วย”

“เหรอ ตังไม่รู้ว่าเรามีต้นจากเลยซื้อมาด้วย ตังไม่สูบบุหรี่ พี่บ่าวไม่เคยกินขนมจากใช่ไหม เดี๋ยวตังจะทำให้กิน ถือเป็นการเปิดบริสุทธิ์พี่บ่าว” นับตังค์พูดแล้วขำ ส่วนขมิ้นทำหน้าสยองกับมุกของนับตังค์

“เออ...ตัง อย่าไปยุ่งกับไอ้พญานิ ถ้ามันมาตอแยอีกก็เดินหนีมันเอาไว้ ไม่ต้องไปผูกสัมพันธ์กับมัน”

“ทำไมล่ะ พี่รู้จักเขาเหรอ เออ พี่กดถ่ายคลิปตอนตังทำขนมให้ด้วยนะ ต้องส่งการบ้านนายหัวคนใหม่ของพี่” นับตังค์พูดจบก็ส่งโทรศัพท์ให้ขมิ้นแล้วสอนวีธีการถ่าย ก่อนจะเดินไปหยิบมะพร้าวมาเตรียมขูดเพื่อทำขนมด้วย ขมิ้นเริ่มกดถ่ายแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องของครอบครัวนายหัวพยนต์ให้นับตังค์ฟังไปด้วย

นายหัวพยนต์ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองพื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของเกาะใบไม้ครามมาจากบรรพบุรุษของตัวเอง เดิมทีก็ไม่มาสนใจอะไร เพราะตอนนั้นเกาะนี้ยังรกร้าง ความเจริญยังเข้าไม่ถึง มีเพียงชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวประมง จนคุณอนันต์คุณปู่ของมีคุณมาบุกเบิก เข้ามาอยู่ที่เกาะตั้งแต่น้ำไฟยังเข้าไม่ถึง ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ คุณปู่เข้ามาพัฒนาและความรู้กับชาวบ้าน ให้ใช้ที่ดินที่นี่ให้เป็นประโยชน์ แนะนำอาชีพเสริมที่ทำให้ชาวบ้านหาเลี้ยงตัวเองได้ในช่วงมรสุมที่ไม่สามารถทำอาชีพหลักได้ โดยยึดหลักสำคัญคือการเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยที่สุด จนกระทั่งมีการพูดถึงเกาะใบไม้ครามมากขึ้น นายหัวพยนต์รู้ข่าวจึงเข้ามาใช้พื้นที่ของตัวเองทำธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว แค่นั้นไม่พอ ยังเริ่มใช้อำนาจกวาดซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวบ้านที่อยู่ที่นี่กันมานาน จนชาวบ้านต้องยอมขายแล้วพากันย้ายไปอยู่ในเมืองแทนเพราะกลัวจะเดือดร้อน มีแต่คุณอนันต์กับคุณขจีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกันกับที่ดินของคุณอนันต์ที่ไม่ยอมลงให้กับอำนาจของนายหัวพยนต์
คุณขจีเปิดทำที่พักให้กับนักท่องเที่ยว โดยพยายามให้สิ่งปลูกสร้างภายในรีสอร์ททำลายธรรมชาติเดิมให้น้อยที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มาพักจะเป็นคนต่างชาติ พวกที่ชอบธรรมชาติจริงๆ เพราะบ้านพักทุกหลังจะได้ใช้ไฟฟ้าเป็นเวลาตามที่คุณขจีกำหนดเพื่อประหยัดพลังงาน เพราะฉะนั้นคนที่ชอบความสะดวกสบายก็จะไปพักที่โรงแรมฝั่งของนายหัวพยนต์

ขมิ้นเล่าต่อว่านายหัวพยนต์มีลูกสามคน คนโตเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยผิดแผกไปจากพ่อและน้อง เธอชื่อพยงค์หรือคุณใหญ่ คุณใหญ่เธอเป็นคนเงียบๆ นิสัยน่ารัก มีเมตตา หัวอ่อน เป็นลูกนายหัวพยนต์ไม่ค่อยรัก เพราะความใจดีใจอ่อนและไม่มีหัวทางการค้า ค้าขายอะไรก็เลยขาดทุน คุณใหญ่เธอแอบรักกับลูกจ้างของตัวเอง จนนายหัวพยนต์ไล่ออกจากบ้านเพราะโกรธที่ใฝ่ต่ำ แล้วก็ไม่มีใครพบเจอเธออีก ลือกันว่าหนีตามผู้ชายไปอยู่ที่กรุงเทพ คนรองก็คือพญาหรือคุณรอง ขมิ้นเล่าว่าคุณรองคนนี้ได้พ่อมาเต็มๆ นิสัยโผงผาง ชอบวางอำนาจ ที่เป็นอย่างนี้เพราะมีพ่อคอยให้ท้ายจึงทำให้พญาได้ใจ มีข่าวลือว่าพญาอาจจะไปพัวพันเรื่องยาเสพติดด้วย ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงชื่อพเยียหรือคุณเล็ก คนนี้เปรี้ยวจนเข็ดฟัน งานการไม่ค่อยทำ เอาแต่แต่งตัวแล้วก็ชอบอะไรที่รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ในบรรดาลูก นายหัวพยนต์ตามใจคนนี้มากที่สุด เพราะพเยียหน้าตาสะสวยแล้วก็เอาใจเก่ง แต่ขมิ้นบอกว่าพเยียยังนิสัยดีกว่าพญา ตรงที่ไม่ได้ร้ายกาจใส่ใครแบบไร้เหตุผล จะเสียก็แต่ดูเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมากไปหน่อยเท่านั้น ที่ขมิ้นรู้เรื่องพวกนี้ดีเพราะคนรักของขมิ้นทำงานอยู่ในโรงแรมของนายหัวพยนต์ด้วย ขมิ้นจึงได้รับข้อมูลมาจากคำบอกเล่าของสาลี่ซึ่งเป็นคนรักของตนบ่อยๆ

นับตังค์ฟังเรื่องราวของครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่ที่เกาะนี้ด้วยความเพลิดเพลิน เหมือนได้ฟังขมิ้นเล่านิทาน นับตังค์รู้ว่าคนพวกนี้มีอยู่จริงในสังคมไทย พวกที่รวยแล้วใช้ความรวยไปในทางที่ผิด แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอด้วยตัวเอง ยอมรับว่าตกใจที่พญาถือวิสาสะรุกเข้าหาแบบไม่มีมารยาท แต่นับตังค์ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบตัวเองง่ายๆ ต่อให้รู้ว่ามีอิทธิพล แต่นับตังค์เชื่อว่า ถ้าเราศรัทธาความถูกต้อง ความถูกต้องนั้นจะปกป้องเราเอง

ขมิ้นเล่าไปแต่ตาก็ดูนับตังค์ทำขนมผ่านกล้องจากโทรศัพท์ไปด้วย ขมิ้นเดาไม่ออกว่านับตังค์กำลังคิดอะไรอยู่เมื่อได้ยินเรื่องของนายหัวพยนต์จากปากตน เพราะเวลาที่นับตังค์ทำขนม สีหน้าของนับตังค์จะดูสงบและจดจ่อกับสิ่งที่ทำเท่านั้น

นิ้วเรียวยาวของนับตังค์กำลังนวดส่วนผสมของขนมซึ่งก็คือ แป้ง น้ำตาลมะพร้าว เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดและกะทิคั้นสดด้วยความตั้งใจ นวดจนเหนียวได้ที่ ตัวขนมมีความเหลวที่ไม่มากจนเกินไป จากนั้นนับตังค์ก็ทาหัวกะทิลงบนใบเพื่อไม่ให้ตัวขนมติดใบจากเวลาเอามันไปปิ้ง แล้วตักขนมวางบนใบจากที่ขมิ้นช่วยล้างตากเอาไว้ กลัดหัวท้ายใบจากด้วยไม้กลัดก่อนจะวางเรียงไว้ในถาดจนขนมหมดแล้วถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองขมิ้น

“ตังคงไม่ไปสนิทกับเขาหรอก ปกติก็ไม่ค่อยจะสนิทกับใครง่ายๆ พี่บ่าว กดปิดกล้องโทรศัพท์ได้แล้ว เดี๋ยวค่อยถ่ายตอนปิ้งขนม ต้องตัดเสียงออก ไม่อย่างนั้นบอสคงได้ยินที่พี่บ่าวเมาท์” นับตังค์พูดแล้วหันไปยิ้มให้ขมิ้น

“เออ ตัดออกนะ เดี๋ยวนายจะว่าพี่เสือกเรื่องชาวบ้าน มันไม่ใช่นิสัยพี่นิ ส่วนเรื่องไอ้พญา สะใจตอนที่ตังสั่งสอนมัน แต่พี่ว่าไอ้พญามันไม่ยอมหยุดง่ายๆ นี่ถ้ามันรู้ว่าตังมีแฟนแล้วมันคงจะหัวเสียน่าดู” ขมิ้นนึกโล่งใจที่นับตังค์พูดขึ้นมา เห็นแต่ตั้งใจทำขนมจนคิดว่าอาจจะไม่ได้ฟังเรื่องที่ขมิ้นเล่าตั้งยาวเหยียด

“ห๊ะ ใครแฟนตัง” นับตังค์สะดุ้งเมื่อได้ยินประโยคที่ขมิ้นพูดมา

“อ้าว ก็นายหัวมีคุณไงนิ” ขมิ้นพูดจบนับตังค์ก็เดินไปล้างมือ ก่อนจะเดินกลับมายืนตรงหน้าของขมิ้นแล้วยกมือขึ้นมานวดขมับให้ขมิ้นเบาๆ

“ขอจูนข้อมูลพี่บ่าวก่อน ตังโสด ไม่มีแฟน บอสไม่ใช่แฟนตังนะพี่บ่าว” นับตังค์พูดจบก็เอามือที่นวดขมับของขมิ้นลง

“ขี้หก” ขมิ้นยังคงไม่เชื่อ

“ขี้ไม่หก ไอ้ที่จะหกก็น้ำตาตังนี่แหละ คิดไปได้นะพี่บ่าว ทำไมพี่ถึงคิดว่าบอสเป็นแฟนตัง” นับตังค์อยากจะรู้นักว่าทำไมขมิ้นถึงคิดแบบนี้ เพราะนับตังค์ว่าตัวเองก็ไม่ได้แสดงความใกล้ชิดอะไรกับมีคุณจนทำให้ใครคิดว่าเป็นแฟนกันได้เลย อีกอย่าง ทั้งบอสและตัวนับตังค์เองก็ไม่ได้ทำตัวตุ้งติ้งอะไรสักหน่อย

“ก็เมื่อเช้าพี่จะขึ้นไปตามนาย แลว่าไม่ลงมาสักที จะไปส่งที่สนามบิน  ไอ้พี่ก็ลืมเคาะประตู เปิดไปเห็นนายกำลังนั่งจ้องหน้าตังบนเตียง สายตามันบ่งบอกอยู่นิ ซ่าหวาเป็นพันนี้น่ะ อ่อ...หมายถึง พี่สงสัยว่าน่าจะเป็นแบบนี้แหละนิ” ขมิ้นทำท่านึกภาพเมื่อเช้าที่ได้เห็นมาและเผลอพูดภาษาถิ่นไป พอเห็นนับตังค์ทำหน้างงเลยต้องอธิบาย

“พี่ติดเตาถ่านให้ตังทีนะ เดี๋ยวตังจะปิ้งขนมจาก แต่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนเดี๋ยวมา” นับตังค์ยืนนิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากขมิ้น เสร็จแล้วก็เดินออกจากครัวไป ปล่อยให้ขมิ้นเกาหัวแกรกๆ เพราะไม่รู้ว่าสรุปแล้วที่ตัวเองคิดมันผิดหรือถูกกันแน่  แล้วที่จู่ๆ นับตังค์เดินหนีไปเพราะเขินหรือไม่พอใจที่ขมิ้นไปเข้าใจว่านับตังคืไปรักกับผู้ชายด้วยกัน ขมิ้นก็สุดที่จะเดาออก

..

มีคุณลงจากเครื่องได้ก็ตรงเข้ามาที่สำนักพิมพ์ทันที อันที่จริงเขาเคลียร์งานที่ค้างจนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนไปที่เกาะแล้ว เสื้อผ้าข้าวของเขาก็ขนไปไว้ที่เกาะจนครบแล้วเช่นกัน แต่ที่เขากลับขึ้นมาในวันนี้เพราะมีใครบางคนต้องการที่จะพบเขา ซึ่งเขาบ่ายเบี่ยงมานานพอสมควร มาถึงตอนนี้เขาก็ไม่อยากที่จะปฏิเสธอีก คุยให้มันจบ จะได้ไม่ต้องบ่ายเบี่ยงอีก ซึ่งสถานที่นัดพบก็คือที่สำนักพิมพ์ของเขาแทนที่จะเป็นร้านอาหาร เพราะมีคุณไม่อยากใช้เวลากับคนๆ นี้นานจนเกินไปนั่นเอง

“คนที่นัดมาแล้วค่ะ” เลขาฯ ของมีคุณเข้ามาแจ้งให้ทราบเมื่อแขกที่ขอนัดมีคุณเอาไว้มาถึงแล้ว

“เชิญเขาเข้ามาเลย” มีคุณละสายตาจากคอมพิวเตอร์มองไปที่ประตูห้องทำงาน

ผู้ที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของมีคุณนั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ผิวขาวผ่องและดวงตาเรียวเล็กด้วยมีเชื้อชาติจีนติดมาจากทางมารดา จมูกโด่งได้รูป แต่งตัวทันสมัย โดยรวมแล้วถือว่าหน้าตาท่าทางแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมของสังคมวัยรุ่นไทย มีคุณไม่แปลกใจกับความอ่อนเยาว์กว่าวัยที่แท้จริงของคีตะ คีตะเป็นคนดูแลตัวเองดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเมืองนาที่มีอากาศดีๆ คีตะก็ยิ่งดูเด็กลงกว่าเดิมอีก

“กว่าจะนัดได้นะ นึกว่าจะไม่ยอมเจอกันซะแล้ว” คีตะหรือคิวทำหน้าเง้าหน้างออย่างที่เคยทำทุกครั้งเวลาที่รู้สึกน้อยใจมีคุณ

“มีธุระอะไรก็ว่ามา ผมมีอะไรต้องไปทำอีกหลายอย่าง” มีคุณเปิดประเด็นด้วยท่าทีเหินห่าง

“คุณ ยังไม่เลิกโกรธคิวอีกเหรอ คิวรู้ว่าวันนั้นคิวใจร้ายที่เลือกอนาคตของตัวเอง แต่คิวรู้ว่าถ้าคิวไม่ไปเรียนต่อ คุณจะยิ่งลำบากกว่านี้  พ่อของคิวคงไม่เลิกราวีคุณ ตอนนี้คิวอิสระแล้วนะ คิวก็รีบกลับมาหาคุณนี่ไง เราเจ็บปวดกันมามากพอแล้วนะที่รัก” คีตะพยายามจะอธิบายก่อนจะถือวิสาสะเดินมาโอบรอบคอของมีคุณ

“เอาเป็นว่าผมไม่ได้โกรธ ผมไม่ได้คิดเรื่องคุณมานานมากแล้ว แต่ถ้าจะให้กลับไปเหมือนเดิมก็คงเป็นไปไม่ได้เหมือนกัน ธุระของคุณมีแค่นี้ใช่ไหม” มีคุณไม่ได้แสดงออกว่าโกรธหรือหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าการที่คีตะถือวิสาสะใช้ความใกล้ชิดจะทำให้เขาหวั่นไหวได้อีก แม้ในใจอยากจะบอกคีตะว่าคนที่เจ็บปวดมามากพอแล้วมันคือตัวเขาคนเดียว

“ไปทานข้าวกันนะ คิวมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟังตั้งหลายอย่าง คุณจะได้เข้าใจคิวมากขึ้น” คีตะยังไม่ละความพยายาม

“ผมมีธุระสำคัญต้องทำหลายอย่าง คงต้องขอตัว” มีคุณพูดตัดสัมพันธ์

“โอเค วันนี้คิวไม่กวนคุณก็ได้ แต่ให้คุณรู้เอาไว้นะ คิวจะง้อคุณจนกว่าเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้” คีตะยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่ามีคุณยังรู้สึกรักตัวเองอยู่ เพราะเท่าที่รับรู้มาว่าหลังจากที่ตัวเองตัดสินใจไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ มีคุณก็ไม่เคยมีใครอีก คีตะอยากแก้ตัว อยากได้โอกาสอีกสักครั้ง คราวนี้จะไม่ยอมทำให้มีคุณต้องเสียใจอีก

เมื่อคีตะยอมกลับไปแต่โดยดี มีคุณก็ทำได้แต่ถอนหายใจกับคำพูดของคีตะที่พูดทิ้งเอาไว้ เขายอมรับว่าเขายังคงจดจำได้เสมอว่าครั้งหนึ่งเขาเคยรักผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน แต่ที่เขาไม่แน่ใจก็คือความรู้สึกที่มีในตอนนี้ เขารู้สึกดีใจที่คีตะกลับมาแล้วบอกว่าต้องการเขามากแค่ไหน แต่ความดีใจนี้เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่ความสะใจหรือเปล่า ไม่แน่ใจว่าเขาอยากยังอยากทำให้คีตะต้องเจ็บเหมือนกับที่เขาต้องเจ็บรึเปล่า มีคุณถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสายหาคนที่คิดว่าจะทำให้เขาหายหงุดหงิดได้

“ฮัลโหล ทำอะไรอยู่” มีคุณทักไปเมื่อปลายสายกดรับ

“อยู่ในส้วม ต้องให้ถ่ายรูปให้ดูไหมอะ” เสียงของนับตังค์ตอบกลับมา

“กล้าถ่ายก็กล้าดู” มีคุณนึกขำ

“เพิ่งรู้ว่ามีบอสเป็นพวกชอบถ้ำมอง” นับตังค์ยังคงนึกถึงเรื่องที่ขมิ้นเล่าให้ฟัง มันยังวนอยู่ในหัวของนับตังค์จนต้องหลบขมิ้นมายืนตั้งสติอยู่ในห้องน้ำ เกือบจะหลุดถามอยู่เหมือนกันว่าเมื่อเช้านี้มีคุณนั่งจ้องมองตอนที่นับตังค์หลับทำไม แต่ก็กลัวมีคุณจะหาว่านับตังค์คิดไปเองเลยสงบปากเอาไว้ก่อนดีกว่า แต่เมื่อช่องให้แขวะได้จึงแอบแขวะเสียหน่อย

“อ้าว ก็ถามเองว่าจะให้ถ่ายไหม เริ่มก่อนแล้วมาว่าคนอื่น” มีคุณแกล้งโวยวาย

“แล้วโทรมาทำไมมิทราบ” นับตังค์ขี้เกียจเถียงต่อ

“ไหนล่ะการบ้าน” มีคุณทวงถาม

“ทำอยู่ ยังไม่เสร็จ ต้องทวงด้วยรึไง”

“แล้วทำอะไร”

“ขนมจาก”
“อย่างเดียวเหรอ”

“ใช่ จะทำแค่อย่างเดียว อร่อยมากด้วย อดกินไปเถอะ”

“อร่อยได้ไง ไหนบอกว่ายังทำไม่เสร็จ”

“มันอร่อยตั้งแต่ซื้อของแล้วเหอะ”

“อืม นึกว่าจะบอกว่าอร่อยตั้งแต่คนทำ” มีคุณเองก็ตกใจเหมือนกันที่ตัวเองเล่นมุกนี้ไป แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปเลยก็นึกขำ เดาเอาว่าคงจะเขินอยู่หรือไม่ก็คงแอบด่ามีคุณในใจ รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่เลือกจะโทรหานับตังค์ มันทำให้ให้มีคุณอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างที่คิดเอาไว้

“แค่นี้นะ มือไม่ว่าง จะล้างก้น” นับตังค์รีบกดวางสายก่อนจะเบ้ปากใส่โทรศัพท์ เมื่อได้ยินเสียงขมิ้นตะโกนบอกว่าติดเตาให้เรียบร้อยแล้วนับตังค์ถึงได้เดินออกจากห้องน้ำไป

กลิ่นหอมจากใบจากที่โดนไฟทำให้ขมิ้นต้องคอยกลับขนมไปมาเพราะกลัวว่าหากเผลอแล้วจะทำใบจากไหม้จนขนมเสียรส นับตังค์คอยแนะบอกว่าเวลาจะดูว่าขนมจากนี้ปิ้งมาใหม่หรือเก่าให้ดูจากตัวใบจาก ถ้าปิ้งมาใหม่ๆ ใบจากจะยังมีสีเขียวปนรอยไหม้ แต่หากปิ้งทิ้งเอาไว้นานหรือค้างคืนใบจากจะเป็นสีน้ำตาล ถ้าแบบนั้นเนื้อขนมอาจจะมียางยืดๆ ซึ่งจะไม่หอมไม่มันและไม่อร่อย ที่นับตังค์ให้ขมิ้นเป็นคนปิ้งขนมเพราะตัวเองจะเป็นคนคอยถ่ายคลิปและถ่ายรูปขนมให้ เมื่อการปิ้งขนมจากเสร็จสิ้นแล้วก็เป็นขั้นตอนของการชิม นับตังค์แกะขนมวางในจาน ถ่ายรูปเอาไว้ก่อนจะส่งให้ขมิ้นได้ชิม

“หรอยแรง ขอเอาไปฝากสาลี่ได้ไหม มันคงชอบ” ขมิ้นชมจากใจ รสมันละมุนในปากมาก กลิ่นไหม้อ่อนๆ ของใบจากและรสชาติละมุนของน้ำตาลมะพร้าว เนื้อสัมผัสของแป้งและมะพร้าวอ่อน ทุกอย่างมันเข้ากันดีมาก

“เอาไปเลย มีตั้งเยอะแยะ พี่เอาไปฝากเพื่อนพี่ด้วยก็ได้” นับตังค์ดีใจที่ขมิ้นชอบ

“ขอบใจอย่างแรงนิ เดี๋ยวพี่เก็บล้างเอง เสร็จแล้วพี่จะไปหาสาลี่มันหน่อย แล้วจะกลับมาทำข้าวเย็นให้”

“ไม่เป็นไรพี่ แกงเหลืองกับปลาทอดก็ยังเหลือ ตังกินได้ พี่ไปหาแฟนพี่แล้วกลับบ้านเลยก็ได้นะ ตังอยู่คนเดียวได้ หม้ายพรือ” นับตังค์แกล้งส่งสำเนียงใต้บ้าง

“เอางั้นก็ได้นิ” ขมิ้นรู้สึกดีกับนับตังค์มากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่านับตังค์อยู่ง่ายกินง่ายแล้วก็มีน้ำใจ

หลังจากที่ช่วยขมิ้นเก็บล้างข้าวของที่ใช้ทำขนมเรียบร้อยแล้วนับตังค์ก็มานั่งเล่นอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น นับตังค์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดแอพลิเคชั่นไลน์ เลือกชื่อของมีคุณก่อนจะกดส่งรูปและคลิปทำขนมจากไปให้ จากนั้นก็หยิบหนังสือทำขนมที่วางอยู่บนโต๊ะมาอ่านเล่น ไม่นานเสียงไลน์ก็ดังเตือนว่ามีข้อความเข้า นับตังค์จึงหยิบมันขึ้นมาดู เป็นข้อความมาจากมีคุณ นับตังค์อ่านแล้วก็กดข้อความโต้ตอบกลับไป

MEkhun : น่ากินจัง เดี๋ยวกลับไปแล้วทำให้กินด้วยนะ

ท่านเคาท์มันนี่ : ทำแค่รอบเดียว อยากไม่อยู่เอง อดกินไปเถอะ

MEkhun : งั้นเดี๋ยวกลับไปกินวันนี้เลยก็ได้

ท่านเคาท์มันนี่ : เพ้อเจ้อ รวยนักรึไง เพิ่งจะไปเมื่อเช้า แล้วบอสไปเอาของให้ตังรึยัง

MEkhun : กำลังจะไปเอาให้ อยากได้อะไรอีกไหม พี่จะซื้อกลับไปให้

ท่านเคาท์มันนี่ : ไม่เอา

นับตังค์เห็นมีคุณเงียบไปเลยจะวางโทรศัพท์ลง แต่ไม่ทันจะได้วางเสียงข้อความก็ดังขึ้นมาอีก

MEkhun : ขนมเอยขนมจาก เหมือนจำพรากจากกันไกล หวานรื่นแต่ขื่นใน คิดถึงน้องละอองนวล

คราวนี้เป็นฝ่ายนับตังค์ที่เงียบไป เจอมาเป็นกลอนแบบนี้เล่นเอานับตังค์ไปต่อไม่ถูก ไม่รู้ว่ามีคุณอารมณ์ไหน แล้วนึกยังไงถึงพิมพ์มาแบบนี้

MEkhun : พี่แต่กลอนเก่งไหม เดี๋ยวว่าจะเอาลงในคอลัมน์คู่กับภาพขนมที่ตังส่งมา

นับตังถอนหายใจ ที่แท้มีคุณก็จะเอากลอนไปประกอบภาพขนมนี่เอง เล่นเอานับตังค์อึ้งไปนึกว่ามีคุณแต่งกลอนจีบตัวเอง นึกเคืองทั้งรัญญรีและขมิ้นที่ทำให้นับตังค์พลอยมาคิดมากเรื่องของมีคุณ

ท่านเคาท์มันนี่ : จ่ายค่าลิขสิทธิ์มาเลย ยังไม่ได้ชิมจะเอาไปวิจารณ์ได้ไง จะมั่วอีกดิท่า

MEkhun : เขี้ยวเหลือเกินนะท่านเคาท์ ก็บอกว่าเดี๋ยวจะกลับไปชิมไง พี่ต้องไปพบคุณรันแล้ว

ท่านเคาท์มันนี่ : ก็ไปดิ ไม่ได้ดึงขาไว้สักหน่อย

MEkhun : ไม่กวนสักวันจะคันไหม

ท่านเคาท์มันนี่ : คันมากกกกก ไปได้แล้ว ชิ้วๆ

มีคุณหัวเราะก่อนจะวางโทรศัพท์ลง จากนั้นเขาก็เรียกเลขาฯ ของตัวเองมาเพื่อสั่งงานในช่วงระหว่างที่เขาไม่อยู่ ก่อนจะออกจากสำนักพิมพ์ไปหารัญญรีเพื่อเอาของใช้ของนับตังค์

(มีต่อด้านล่างค่ะ)

V
V

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2017 19:02:37 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +471/-12
(ต่อจากด้านบน)


ส่วนนับตังค์ เมื่อส่งข้อความโต้ตอบกับมีคุณจบแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำเลยออกไปเดินเล่น เดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงรีสอร์ทรักษ์โลกของคุณขจี มันอยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณอนันต์สักเท่าไหร่ แต่มันก็ค่อนข้างลึกเข้ามาจากถนนใหญ่มากกว่าบ้านและร้านของคุณอนันต์

รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ติดธารน้ำที่มีต้นน้ำมาจากน้ำตกพระครามที่นับตังค์ไปมาเมื่อวานนี้ สิ่งปลูกสร้างที่ให้นักท่องเที่ยวพักแต่ละหลังสร้างจากไม้ มีส่วนที่เป็นคอนกรีตน้อยมาก บริเวณโดยรอบยังอุดมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เต็มด้วยความเขียวขจีเสมือนยังเป็นป่าไม้มากกว่าเป็นรีสอร์ท เพียงแต่ได้รับการตกแต่งจนเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่รก สมกับชื่อของรีสอร์ท

‘ขจีไพร’

“ปี้จ๋า อุ้ม อุ้ม”

ขากางเกงของนับตังค์ถูกกระตุกเบาๆ พร้อมกับเสียงเล็กๆ ที่ดังมาจากเบื้องล่าง นับตังค์ก้มลงไปมองก็เห็นเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งดึงขากางเกงของเขาอยู่ เมื่อเด็กน้อยเห็นนับตังค์มองลงมาก็ชูมือชูไม้เพื่อให้อุ้ม

“ทำไมอยู่คนเดียว พ่อแม่ไปไหนหมด หื้ม” นับตังค์ก้มลงไปอุ้มน้อยขึ้นมาแล้วถาม เด็กน้อยไม่ได้ตอบแต่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันน้ำนมซี่เล็กๆ ที่เรียงกันเป็นแถวเหมือนข้าวโพด

“ทำไมปล่อยให้เด็กมาอยู่ที่นี่คนเดียว” นับตังค์มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีผู้ใหญ่สักคน

“ปี้จ๋า หนูจากินคาหนม มีคาหนมไหม” เด็กน้อยพูดจายังไม่ชัดถ้อยชัดคำดีนักคนฟังเลยเผลอทำให้คนฟังเผลอยิ้มตาม

“จะกินขนมเหรอ อยากกินอะไร” นับตังค์รู้สึกถูกชะตากับเด็กน้อยคนนี้ ปกติเขาไม่ใช่คนชอบเด็กเพราะเวลาที่เด็กเจอเขามักจะร้องไห้ด้วยซ้ำไป มันทำให้นับตังค์รู้สึกกังวลเวลาไปทำให้ลูกคนอื่นต้องร้องไห้ แต่ผิดกับเด็กน้อยคนนี้ที่เจอเขาครั้งแรกก็ร้องให้เขาอุ้มเลย

“หนูจากินยูกอม” เด็กน้อยเอานิ้วขึ้นมาดูด นับตังค์รีบดึงออกเพราะเห็นว่ามือเด็กเปื้อนดิน

“เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ดูไม่ออกเลย ขนตายาวเชียว กี่ขวบแล้วเนี่ย” นับตังค์เอียงคอพินิจใบหน้าของเด็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม

“ฉิบขวด” เด็กน้อยทำเป็นชูนิ้วก่อนตอบ ถึงจะเป็นพูดยังไม่ค่อยชัดแต่ท่าทางจะฉลาดไม่น้อยเพราะนับตังค์ถามอะไรก็ตอบได้

“มั่วแล้ว สิบขวบอะไร พูดยังไม่ชัดเลย ขอหยิกแก้มหน่อยนะ หมั่นเขี้ยว” นับตังค์หยิกแก้มเจ้าตัวเล็กเบาๆ

“เจ็บแต่ย้องไห้ไม่ได้ เดี๋ยวเยืองตี” เด็กน้อยทำท่าหยิกแก้มตัวเองเลียนแบบนับตังค์แล้วส่ายหน้า นับตังค์ไม่เข้าใจที่เด็กคนนี้พูด

“ใครจะตี ไม่มีใครตีหรอกนะ แต่ต้องไม่ดื้อรู้ไหม” นับตังค์ปัดผมหน้าม้าที่ตกลงมาทิ่มตาเด็กน้อยให้ ใบหน้ามอมแมมไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นความน่ารักที่ฉายออกมา

“ไม่ดื้อ ดื้อไม่ได้ เดี๋ยวเยืองตี” เด็กน้อยรีบพยักหน้า

“โอ้ย ด้วง!! ทำไมซนแบบนี้นะ หาแทบตายเลย” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังทำให้นับตังต้องหันไปตามต้นเสียง

“จัว ปี้จ๋า หนูจัว” เด็กน้อยรีบโผกอดนับตังค์แล้วซุกหน้ากับอกของนับตังค์

“มานี่เลย” หญิงสาวที่แต่งหน้าจนเข้มเดินมาดึงตัวเด็กน้อยที่กอดนับตังค์แน่น

“เดี๋ยวครับ เดี๋ยว” นับตังค์ร้องบอกเมื่อเสื้อของเขาถูกเด็กน้อยกำเอาไว้ เมื่อถูกหญิงสาวคนนั้นดึงตัวเด็ก เสื้อของนับตังค์ก็ยืดตามไปด้วย

“ขอโทษด้วยนะคะ เด็กคนนี้ฤทธิ์เยอะจริงๆ” หญิงสาวคนเดิมบ่นออกมา ท่าทางจะหัวเสียไม่น้อย

“ไม่ดึงเสื้อน้านะ คุณแม่มาตามแล้ว ไม่ดื้อนะ” นับตังค์พูดกับเด็กน้อยดีๆ

“โอ้ย ฉันไม่ใช่แม่หรอกค่ะ เป็นแค่พี่เลี้ยงชั่วคราว ตอนถูกจ้างก็ไม่คิดว่าเด็กจะเล็กขนาดนี้ ยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลยแต่ซนเหลือเกิน เผลอแวบเดียวเดินออกมาถึงหน้ารีสอร์ท เฮ้อ มานี่เลย เดี๋ยวนายหญิงรู้เข้าอีเรืองคนนี้ตายแน่” หญิงสาวทีชื่อเรืองดึงเด็กน้อยออกจากตัวนับตังค์อย่างแรงจนเด็กร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ

นับตังค์ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร หญิงสาวคนนั้นก็เดินอุ้มเด็กน้อยที่ชื่อด้วงกลับเข้าไปด้านในของรีสอร์ทอย่างรวดเร็ว นับตังค์ได้แต่นึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น พลางนึกติคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ไม่รู้จักเลี้ยงลูกเอง ไว้ใจคนอื่นให้เลี้ยงได้ยังไง ดูแล้วว่าพี่เลี้ยงคนนี้ไม่ได้รักหรือเอ็นดูเด็กน้อยเลย ออกจะกลัวด้วยซ้ำไป คิดแล้วก็หงุดหงิด จากที่คิดว่าจะเข้ามาสำรวจรีสอร์ทของคุณขจี ตอนนี้เลยเปลี่ยนใจเดินกลับบ้านด้วยความเซ็ง

นับตังค์ยอมรับว่าเมื่อได้อยู่คนเดียวในบ้านที่ไม่คุ้นเคยก็รู้สึกเคว้งคว้างอยู่เหมือนกัน เตียงนอนที่กันท่าไม่ยอมให้มีคุณนอนเบียด แต่ตอนนี้มันดูกว้างจนนับตังค์ต้องไปขนหมอนจากในตู้มากองจนเต็มเตียง เมื่อไม่มีอะไรให้ทำนับตังค์อีกจึงอาบน้ำแล้วมานอนเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือจนผล็อยหลับไป ขณะที่กำลังหลับสบาย จู่ๆ นับตังค์ก็ได้ยินเสียงคนปิดประตูห้อง เมื่อลุกขึ้นมาชะโงกดู พยายามใช้สายตาฝ่าความมืดอยู่นาน แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครอยู่ในห้องนอน แต่คราวนี้ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากนอกห้องแทน นับตังค์ยังไม่กล้าเปิดไฟเพราะกลัวว่าหากเป็นโจรมันจะจับได้ว่านับตังค์ตื่นแล้ว

นับตังค์รีบลุกขึ้นแล้วควานหาของใกล้มือมาถือไว้เพื่อมีโจรเข้ามา จากนั้นก็ค่อยๆ ย่องไปที่ประตูห้อง เอาหูแนบฟังเสียง เสียงกุกกักหายไปแล้ว แต่นับตังค์ยังไม่นิ่งนอนใจ ค่อยๆ เปิดแง้มประตูแล้วชะโงกหน้าออกไปส่องดู แต่ก็ไม่มีใครอีก นับตังค์ตัดสินใจเดินลงไปข้างล่าง พยายามเบาฝีเท้าให้มากที่สุด จนกระทั่งเดินมาถึงชั้นล่างจึงได้เห็นว่าไฟในห้องครัวเปิดอยู่

“หรือจะเป็นพี่ขมิ้น” นับตังค์พึมพำกับตัวเอง

นับตังค์ยืนพิงกำแพงหน้าห้องครัวด้วยใจที่เต้นตึกตัก เกิดมาไม่เคยต้องมาจับโจรแบบนี้เลย แต่ลูกผู้ชายอย่างนับตังค์จะมากลัวแล้วมุดหัวก็คงเสียชาติเกิด เมื่อนับหนึ่งถึงสามในใจก็ตัดสินใจกระโจนออกไป เมื่อเห็นแผ่นหลังของใครบางคนก็พุ่งตัวเข้าไปหาแล้วยื่นอาวุธที่ถือติดมาชี้ไปที่โจรยามวิกาล

“หยุดนะ อยากตายรึไง” นับตังค์ตะโกนกร้าวออกไปด้วยเสียงอันดัง

“คือผม...ยังไม่อยากตาย...ด้วยแปรงสีฟันหรอกครับ” มีคุณรีบวางจานขนมจากในมือลงแล้วยกมือขึ้น ก่อนจะกลั้นขำอย่างแรงแล้วพูดกับโปลิศจำเป็นด้วยท่าทางที่ดูก็รู้ว่าแกล้งกลัวไปอย่างนั้นเอง

“อ้าว บอส กลับมาได้ยังไง แล้วมาทำตัวเป็นโจร ตกใจหมด” นับตังค์มองแปรงในมือของตัวเองแล้วรู้สึกเสียหน้า มัวแต่กลัวไม่ทันได้ดู นึกว่าเป็นปากกาหรือมีดพับที่วางเอาไว้ที่หัวเตียง

“ก็บอกแล้วไงว่าจะกลับมากินขนม ทำไมนอนเร็วจัง เพิ่งจะสี่ทุ่มเอง” มีคุณรู้แล้วว่านับตังค์รู้สึกอายที่เอาแปรงสีฟันมาทำอาวุธจึงรีบเปลี่ยนเรื่องให้

“ก็ไม่มีอะไรทำ แล้วสนุกมากใช่ไหม ไปกลับในวันเดียวเนี่ย หรือคิดจะจีบแอร์โฮสเตส” นับตังค์แก้ขายหน้าด้วยการเริ่มยียวน

“ก็เสร็จธุระแล้วก็กลับ กลัวว่าจะมีคนอยู่คนเดียวไม่ได้” มีคุณยักคิ้วก่อนจะหันกลับมากินขนมจากที่เพิ่งแกะใส่จานเสร็จ

“อยู่คนเดียวสบายจะตาย พี่บ่าวพาออกไปเที่ยวทั้งวัน”

“พี่บ่าว? ใคร” มีคุณขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ไม่บอก อยากรู้ก็สืบเอาเอง แล้ว...ขนมอร่อยไหม” นับตังค์ยักไหล่เล่นตัวก่อนจะถามเมื่อเห็นว่ามีคุณชิมขนมแล้ว

“ไม่บอก อยากรู้ก็รออ่านในคอลัมน์เอา”

“ทำไมต้องรออ่าน ไม่เคยติดตาม ไม่เห็นว่าจะน่าติดตามอะไร” นับตังค์ยังคงกวนประสาทมีคุณอย่างต่อเนื่อง

“เชยนะ ไม่เคยได้ยินชื่อคอลัมน์...ของดีมีคุณ...เลยเหรอ ว่าแต่ขนมนี่มันน่าจะชื่อว่าขนม...คิดถึง เนอะ”

“ยอมเชย แล้วขนมนี่มันห่อด้วยจากใบจากก็ต้องชื่อขนมจาก รู้เรื่องมั่งเปล่าบอส เกี่ยวตรงไหนกับคิดถึง ฮู้” นับตังค์ส่งเสียงเหมือนว่ารำคาญความคิดเห็นมั่วๆ ของมีคุณ แต่มีคุณกลับยิ้มให้

“เกี่ยวสิ มันทำให้คนกินรู้สึกคิดถึงคนทำไง”

“.........”

“.........”

“.........”

“พี่หมายถึง ขนมจากมันเป็นเหมือนของฝาก คนที่ได้กินก็จะนึกถึงคนซื้อมาฝากไง มันเลยไม่น่าชื่อว่าขนมจาก ดูเหินห่าง” มีคุณเห็นนับตังค์ยืนนิ่งอึ้งไปก็รีบอธิบาย

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนทำ” นับตังค์เถียงเพราะรู้สึกว่ามีคุณแถเก่งสุดๆ เมื่อกี้ยังพูดว่า คนกินคิดถึงคนทำอยู่เลย

“นั่นสิเนอะ ไม่เกี่ยว หรือเกี่ยวดี ยังไงดี” มีคุณหันมายิ้มให้นับตังค์อีก รู้สึกสนุกที่แกล้งให้นับตังค์เขินได้เรื่อยๆ

“ก็เพราะมันเป็นของฝาก แปลว่า คนซื้อให้อยู่ไกลคนรับไง มันก็เลยต้องชื่อขนมจากไหม หรือจะเถียงอีก” นับตังค์เถียงต่อ

“โอเค ยอมแพ้” มีคุณยอมแพ้ง่ายๆ จนนับตังค์แอบหรี่ตามอง

“เอาของมาให้ตังรึเปล่า” นังตังค์ถาม

“ลืม”

“อะไรอะ ไหนตอนคุยกันก็บอกว่ากำลังไปเอาให้ไง” นับตังค์โวยวาย

“ไม่ได้ลืมของ” มีคุณเดินไปรินน้ำจากตู้เย็นมากิน

“บอส กวนละ จะเล่นใช่ไหม” นับตังค์ทำเป็นชูกำปั้นใส่

“ไม่เล่นแล้ว กลัวแล้วครับเชฟ”

“แล้วสรุป ลืมอะไร”

“ลืมบอกว่า” มีคุณเดินมาใกล้นับตังค์แล้วจ้องหน้านิ่ง คนโดนจ้องถอยหลังไปเล็กน้อย

“ว่าอะไร”

“ที่ตังแกล้งกรนจนพี่นอนไม่ได้ มันไม่ได้ผลในคืนนี้แล้วนะ” มีคุณพูดจบก็ยิ้มอีก ยิ้มและจ้องตาจนนับตังค์ทำหน้าไม่ถูก

“ของของตังอยู่ไหน” นับตังค์รีบเดินหนีออกมาจากระยะประชิดที่ทำให้รู้สึกว่าระบบในร่างกายกำลังจะรวนก่อนจะตะโกนถาม

“อยู่ที่ห้องแล้ว อย่าลืมเปลี่ยนแปรงสีฟันด้วยล่ะ ขนมันบานแล้ว” มีคุณตะโกนบอกมาจากในครัว

“เออน่า!!” นับตังค์รู้สึกขายหน้ารอบสองจึงตะโกนออกไปแล้วรีบวิ่งกลับขึ้นห้องนอนด้วยความแค้นใจที่ยกนี้ต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้กับบอสจนได้

นับตังค์กลับขึ้นห้องนอนไปแล้ว แต่มีคุณนั่งทำงานและเขียนคอลัมน์อยู่ข้างล่างจนดึก กลับขึ้นมาที่ห้องนอนก็เห็นว่านับตังค์เอาหมอนมากองสุมไว้จนเต็มเตียง แถมยังจัดที่นอนให้เขาที่โซฟาเสียเรียบร้อย ส่วนคนหวงที่นอนหลับไปแล้ว มีคุณได้แต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำ เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินมาที่เตียงแล้วขนเอาหมอนบนเตียงไปวางกองไว้ที่โซฟาอย่างเบามือ เมื่อเคลียร์พื้นที่ให้ตัวเองได้แล้วถึงได้ล้มตัวลงนอนบ้าง

วันนี้ไม่มีเสียงแกล้งกรนของคนที่หลับสนิทอยู่ ที่เขารู้ว่านับตังค์แกล้งเพราะตอนที่เขาตื่นนอนเมื่อเช้านี้ เขามานั่งจ้องดูนับตังค์หลับอยู่นาน แต่ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะกรนเลยสักนิด แถมยังนอนขดตัวในผ้านวมไม่กระดุกกระดิก มีคุณเลยรู้ว่าที่ดิ้นก่ายไปมาทั่วเตียงและกรนจนหวูดรถไฟยังต้องกราบขนาดนั้นเป็นแค่การแผลงฤทธิ์ของเชฟตัวแสบแค่นั้นเอง นึกแล้วก็ทำให้มีคุณอดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะนึกในใจว่า

‘การได้มาอยู่ที่เกาะที่ห่างไกลจากบ้านแบบนี้ก็ไม่ได้มีอะไรน่าเบื่ออย่างที่คิด แค่หนึ่งปีกับคนที่ทำให้เขาหายเหงาได้แบบนี้ก็ไม่เลวเลย’

…..

คอลัมน์ ของดีมีคุณ ประจำวันนี้

‘ขนมเอยขนมจาก เหมือนจำพรากจากกันไกล หวานรื่นแต่ขื่นใน คิดถึงน้องละอองนวล’

สมัยเมื่อผมยังเด็ก ผมเคยได้รับของฝากจากคนรู้จักท่านหนึ่ง ซึ่งของฝากนั้นเป็น ’ขนมจาก’ หนึ่งมัดใหญ่ ในวันนั้น เมื่อผมได้ชิม ผมคิดแต่ว่ามันก็รสชาติหวานๆ มันๆ แต่มันคงไม่ใช่ขนมที่ผมชอบสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยถูกปากผมเลย แม่ผมเคยบอกว่าขนมชนิดนี้ทำง่าย ใครๆ ก็ทำได้ ผมก็ได้แต่คิดตามแล้วก็ลืมมันไป แต่มาในวันนี้ผมได้ชิมขนมจากอีกครั้ง โดยฝีมือของคนที่รักในการทำขนมเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งรสชาติมันแตกต่างจากขนมจากมัดนั้นที่ผมได้ทาน ผมก็เพิ่งได้เห็นวิธีการทำขนมจากอย่างจริงจังในวันนี้

ผมจึงได้รู้ว่า...ขนมที่ว่าทำง่ายและอร่อยนั้น มันไม่มีจริง

ทุกขั้นตอนที่ผมได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนวัตถุดิบที่ต้องพอเหมาะรสชาติถึงจะลงตัว ความหวานที่ได้จากน้ำตาลมะพร้าว ความเข้มมันจากกะทิ เนื้อมะพร้าวที่ผสมกับตัวแป้งนั้นก็ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ให้สัมผัสที่นุ่มละมุนรสชุ่มฉ่ำเวลาทาน ไม่เป็นกากแข็งและแห้งเหมือนกับขนมจากที่ผมเคยกินในวัยเยาว์ เพราะฉะนั้นการเลือกวัตถุดิบจึงสำคัญมาก ไหนจะต้องใส่ใจตอนที่นำขนมไปปิ้งกับไฟ เพราะใบจากนั้นติดไฟง่าย คนปิ้งจึงต้องคอยดูไฟให้พอดี ถ้าไฟแรงและไหม้จนกลบกลิ่นและรสของขนมหรือทำให้ขนมแห้งเกินไปก็เป็นอันจบ ผมเห็นแล้วครับว่าขั้นตอนการทำมันดูง่าย แต่ทำให้อร่อยมันยาก

‘ขนมจาก’ ที่ผมได้ชิมในวันนี้คงจะกลายเป็นอีกหนึ่งขนมโปรดของผมเสียแล้ว

ผู้ที่คิดค้นขนมจากเป็นคนแรก คงตั้งชื่อมันตามวัสดุที่ใช้ห่อ ซึ่งก็คือใบจาก แต่ผมอยากตั้งชื่อมันว่า ‘ขนมคิดถึง’ เพราะผมว่า...หลังจากที่ผมได้ทานมัน มันจะทำให้ผมได้รับรู้ถึงคำว่า ‘คิดถึง’

‘ขนมเอยขนมจาก รสถูกปากฝากให้หวน ชวนคิดถึงน้องนวล ปรุงรสล้ำให้คำนึง’

                                                                                                           
  มีคุณ นฤวิทย์


***โปรดติดตามตอนต่อไป***



เครดิตรูปจาก Goolgle

ขอบคุณมากเลยนะคะสำหรับกำลังใจ เอาจริงๆไม่ได้อยากออกมาเรียกร้องคอมเมนท์นะคะ
แต่เห็นว่าลงมาสี่ตอนแล้วมันเงียบเลยแอบกังวลและจิตตกนิดหน่อยค่ะ กลัวว่ามันไม่สนุก
แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าบางท่านอาจจะไม่ทันเห็นหรือบางทียุ่งๆ ยังไม่ได้อ่าน
ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่เข้ามาทักทายให้ได้รู้ว่ายังมีกัน นึกว่าจะโดนเท ฮ่าๆๆๆ
ขอให้มีความสุขและอิ่มเอมไปกับคุณบอสและคุณเชฟนะคะ


[ทางไปเพจ Loverouter จิ้มเลย]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2017 18:51:13 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Jitsupa_milk

  • Just Milky('s) Way
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 161
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ชอบการเขียนคอลัมของมีคุณมากเลย
ทำให้หิวอีกแล้ว555
ขอบคุณนะคะะ :pig4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
แทบจะเรียกได้ว่าจีบกันผ่านคอลัมน์เลยทีเดียว

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :katai5:

อ่านชื่อทีไร หิวทุกที

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
ชอบๆๆๆ o13

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3380
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด