(เรื่องสั้น) ║.♪.เสียงของคุณ.♪.║ (จบ) [20-09-18]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: (เรื่องสั้น) ║.♪.เสียงของคุณ.♪.║ (จบ) [20-09-18]  (อ่าน 8207 ครั้ง)

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0






ผลงานที่จบแล้ว[/color]
❤Inside love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง❤
◮เซ็ตผิดแผน◮ (เรื่องสั้น)
At Night in the Rain (เรื่องสั้นตอนเดียวจบ)
☂เหตุเกิดเพราะชอบคุณ☂
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-09-2018 22:57:09 โดย janeta »

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2



บทนำ




“เร็วๆ สิวะ เดี๋ยวไม่ทันพี่เอ้ร้องเพลง” เพื่อนตัวเล็กเอ่ยเร่งเพราะจะรีบไปดูขวัญใจมหาชนอย่างพี่เอ้ เดือนสถาปัตย์ปีที่แล้วร้องเพลงเปิดคอนเสิร์ตให้ศิลปินที่จะมีคอนเสิร์ตในคืนนี้ แต่ก็นะ เขาไม่ได้สนใจอะไรอีกฝ่ายจนถึงกับต้องไปดูให้ได้ ต่างจากเพื่อนตัวเล็กที่แอบปลื้มอีกฝ่ายมาหลายปีจนถึงขั้นตามมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน


“เออ เสร็จล่ะ” เขาสอดสมุดใส่กระเป๋า รูดซิปปิดแล้วยกขึ้นสะพายไหล่ เดินตามแรงฉุดของเพื่อนสนิทที่มีขนาดตัวต่างกันมาก


สายตาเขากวาดไปรอบๆ เพื่อหาใครบางคนอย่างเช่นเคย คนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักชื่อ แต่เชื่อว่ามีตัวตนอยู่ที่ไหนสักแห่งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้


“มาช้านะพวกมึง ดีที่กูซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นชวดแน่” เพื่อนสนิทอีกคนที่อยู่ต่างคณะนำพวกเราเข้าไปยังลานกว้าง ผู้คนหนาตาต่างยืนจับจองพื้นที่รอนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบออกมาร้องเพลง เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่รอฟังนักร้องวงโปรด


“สวัสดีครับทุกคน” ทันทีที่เทพบุตรนักรักโผล่ขึ้นมาบนเวที สาวๆ ก็กรี๊ดลั่นจนอุดหูแทบไม่ทัน เขาปรายตามองเพื่อนตัวเล็กที่ร้องกรี๊ดกร๊าดไม่ต่างจากผู้หญิง แต่จะว่าไป รูปร่างกะทัดรัดแบบมัน จับใส่กระโปรงก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นผู้ชาย ใส่ชุดนักศึกษาบ่งบอกเพศสภาพ ยังมีผู้ชายตามจีบไม่เว้นแต่ละวัน


“เอาล่ะครับปีหนึ่ง วันนี้พวกเราจะมาร้องเพลงดังของศิลปินที่จะมาเปิดคอนเสิร์ตในคืนนี้ ไปฟังกันเลยครับ เป็นทุกอย่าง...”


เขายกนิ้วขึ้นอุดหู ไม่อยากฟังเสียงคนอื่นนอกจากเจ้าของเพลง ที่ยอมมาก็เพราะรอฟังศิลปินที่ชอบ ไม่ได้มาฟังนักร้องไก่กาที่ไหน แค่เสียงพูดก็รู้แล้วว่าขี้เก็ก คนไม่จริงใจต่อให้ร้องเพลงยังไงก็คงไม่เพราะ นักร้องตามผับบาร์ยังดีกว่าด้วยซ้ำ



เป็นเพื่อนเธอไปดูหนัง

อยู่ด้วยกันตอนเธอเหงา

ฟังทุกเรื่องราว ที่เธอระบาย

ยาวจนเช้า ฉันก็ยังยินดี

แม้ไม่ใช่คนพิเศษ ไม่ได้สำคัญสำหรับเธอ...





เจอแล้ว...



“เห้ย มึงจะไปไหนวะ”


เขาไม่สนว่าเพื่อนจะตะโกนเรียก หรือใครจะมองมายังไง เขารู้เพียงว่าต้องไปหาเจ้าของเสียงเดี๋ยวนี้เท่านั้น เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้พบ...คนที่อยากเจอ


เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

แม้ว่าเธอไม่เคยเป็นอะไรกับฉันเลย

ฉันก็แค่คนหนึ่ง ที่เธอต้องการในบางครั้ง

ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหน

จะหวังอะไรให้มากมาย






...รอก่อนนะ กำลังไป...





“น้องคะ หลังเวทีเข้าไม่ได้นะคะ” รุ่นพี่สตาฟหญิงรีบวิ่งมาขวางไว้ไม่ยอมให้เขาเข้าไป เธอไม่รู้หรอกว่าเด็กปีหนึ่งคนนี้เป็นใคร แม้จะหน้าตาดีกว่าพี่เอ้หลายขุมก็ตามแต่เธอต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด


‘ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปนะครับคนสวย’ พี่เอ้คนดังที่เธอแอบปลื้มอุตส่าห์อ้อนขอไว้ก่อนขึ้นเวที คงกลัวว่าสาวๆ จะเข้ามารุมทึ้งเขาหลังเวที เธอที่เป็นแฟนคลับตัวยงจึงต้องปกป้องเต็มที่


“ผมขอใช้สิทธิ์เดือนมหาวิทยาลัยเข้าไปข้างในครับ” เขาไม่เคยอยากได้ตำแหน่งบ้าๆ นี่ แต่วันนี้ตำแหน่งที่ได้รับกลับเป็นใบเบิกทางที่ช่วยให้เขาเข้าไปข้างในได้ รุ่นพี่สตาฟลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมหลีกทางให้ เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เดือนมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์เข้านอกออกในได้ทุกที่ ซึ่งก็แลกมาซึ่งภาระหน้าที่อันหนักหน่วง



จะหวังอะไรให้มากมาย...



นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนจะวิ่งไปถึงข้างเวที


มองไมโครโฟนบนเก้าอี้ตัวเล็ก ซึ่งปราศจากเจ้าของเสียงเช่นเคย


พลาดอีกแล้วเรา...



“ใครให้เข้ามาในนี้!” เสียงทุ้มตวาดลั่น “อะ...อ้าว! รุ่นน้องเดือนมหาวิทยาลัยนี่เอง” รุ่นพี่สถาปัตย์เลียริมฝีปากที่แห้งผาดพลางมองไปรอบๆ อย่างระแวง


เหมือนกลัวใครจะรู้...ความลับที่ซ่อนไว้


“มาหาพี่มีอะไรหรือเปล่า เอ๊ะ หรืออยากเข้าสมาคมนักรัก เอาสิ พี่จัดการให้ได้ ไอ้พวกนั้นคงอยากเจอนายกันจนตัวสั่น” รุ่นพี่คนดังรีบเปลี่ยนเรื่อง หยิบไมค์บนเก้าอี้ส่งให้สตาฟแล้วนั่งลงแทน


เขาอยากจะถามคนตรงหน้าว่าเจ้าของเสียงที่แท้จริงเป็นใคร แต่ก็ไม่อยากเสวนากับคนหลอกลวงพรรค์นี้จึงเลือกที่จะเดินออกมาโดยไม่ต่อบทสนทนาใดๆ พอลับหลังไปไม่นานเสียงนินทาว่าร้ายก็ดังขึ้นทันที เหอะ ดีต่อหน้าลับหลังเน่าเฟะ ไม่รู้ว่าเพื่อนของเขาหลงเสน่ห์อะไรคนแบบนี้


เขาหูดีมาตั้งแต่เด็ก แยกเสียงออกได้อย่างง่ายดายว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร แม้จะเบาแค่ไหนหรือเลียนเสียงเก่งอย่างไรเขาก็แยกออกหมด กับคนที่ดัดเสียงพูดอย่างนั้นไม่มีทางร้องเพลงได้เลยด้วยซ้ำ ทำเป็นพูดอวดไปทั่วว่าโด่งดังเพราะเสียงพิฆาตใจ


ทั้งที่เสียงนั้นไม่ใช่ของตัวเอง


แต่เจ้าของเสียงก็หาตัวจับยากเหลือเกิน นับไม่ถ้วนแล้วว่าเขาคลาดกับใครคนนั้นมากี่ครั้ง


อย่าให้เจอตัวนะ...
 



TBC.





....................................................
เปิดเรื่องสั้นอีกแล้ว 5555 มาเปิดบทนำไว้ก่อน ถ้าเจอคำผิดบอกได้นะคะ สนุกกันไหมเม้นบอกกันบ้างน้า เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกัน ^^

ใครอยากอ่านผลงานอื่นๆ ของเราไปอ่านได้เลยน้า
-เซตผิดแผน (เรื่องสั้น)
-Inside love: เปลี่ยนยังไงสุดท้ายก็มึง (นิยายจบแล้ว)
-เหตุเกิดเพราะชอบคุณ (นิยายยังไม่จบ)

เข้าไปพูดคุยหรือติดตามการอัพได้ที่... JanetaNovel

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
คลาดกันซะได้..เอาใจช่วย เดือนหูดี   : 222222:

ออฟไลน์ FeaRes

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 741
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
น่าอ่านนนน ขอให้เจอกันไวๆนะ

ออฟไลน์ morningpaper

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เจอตัวเมื่อไหร่ต้องลงโทษให้หนักเลย  :hao7:

ออฟไลน์ morningpaper

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เจอตัวเมื่อไหร่ต้องลงโทษให้หนักเลย  :hao7:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...1...





“มึงโคตรพลาดอะชล เมื่อวานรุ่นพี่เขาแจกลายเซ็นนักร้องคนโปรดของมึง มึงไม่อยู่ชวดเลย” ภามพูดขึ้นอย่างออกรส เพราะชื่นชอบเพลงเช่นเดียวกัน ต่างกันที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจคุณภาพเสียงเท่าไรนัก เน้นไปทางรูปร่างหน้าตาของศิลปินเสียมากกว่า


“ถ้าเป็นลายเซ็นพี่เอ้คนดีของมึง มึงคงจะรีบแจ้นขึ้นเวทีเลยล่ะสิ” อัด เอ่ยเหน็บเพื่อนตัวเล็ก ซึ่งภามก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอัดถึงชอบจิกกัดเขานักหนา เขาชอบรุ่นพี่เดือนสถาปัตย์แล้วมันหนักหัวอีกฝ่ายตรงไหน


“มึงมีปัญหาอะไรกับเรื่องของกูนักวะ”


“ก็เปล่า อ้ะ คิท!” เสียงตะโกนไม่สนใจใครหน้าไหนทำเจ้าของชื่อชะงัก ชลหันไปมองชายร่างอ้วนตุตะสวมแว่นหนาเตอะในชุดนักศึกษาสีซีดเก่ากำลังเดินหลังค่อมอยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายยังคงก้มหน้าหลบตาเพื่อนคณะเดียวกันเหมือนไม่อยากจะพูดคุยด้วย แต่อัดก็ไม่ละความพยายาม ลุกพรวดตรงดิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที


“ไอ้อัดนี่ก็แปลกนะ ไปยุ่งกับไอ้อ้วนนั่นทำไมก็ไม่รู้” ภามมองอย่างไม่ชอบใจนักเพราะเขาไม่ชอบคนมีกลิ่นตัวแรงอย่างคิทเพื่อนร่วมคณะอัด หากเขามาอยู่ใกล้ๆ ภามจะรีบเดินหนีทันที


“พูดดีๆ หน่อย เขาจะอ้วนหรือผอมก็ไม่ใช่เรื่องที่มึงจะมาวิพากษ์วิจารณ์” ชลมองชายร่างอ้วนที่พยักหน้านิดๆ แล้วเดินไปอีกทาง อัดยิ้มร่าเข้ามานั่งพลางดูดน้ำจนหมดแก้ว ตั้งใจจะเล่นเกมมือถือต่อแต่เพื่อนซี้ทั้งสองมองเขาจนแทบทะลุ คงอยากรู้ว่าเขาไปคุยอะไรกับคิทมา


“กูให้เขาช่วยงานนิดหน่อยน่ะ งานแบกฉากง่ายๆ มึงก็รู้กูเข้าเผือกอยู่ ยกของหนักไม่ได้” อัดชูแขนที่เข้าเฝือกไว้เพราะล้มกระแทกพื้นตอนเซ็ตฉาก


“แล้วมึงคิดว่าเขาจะยกไหวไหม” ชลพูดพลางมองเพื่อนที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวเท่าไรนัก ขอแค่งานเสร็จก็พอแล้ว นึกถึงอีกฝ่ายที่แม้จะดูอวบอ้วนแต่ก็ดูไม่แข็งแรงเท่าไรนัก


“คาบบ่ายไม่มีเรียน งั้นแยกย้ายกันตรงนี้ละกัน” ชลบอกเพื่อนทั้งสองที่มองมาอย่างงงๆ เพราะปกติแล้วเราสามคนจะไปเดินห้างหรือดูหนังฆ่าเวลาเพราะเขาไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากกลับไปเจอ...ปัญหา


“มึงเป็นอะไรวะ บอกพวกกูดิ หรือพวกเขา...”


“ไม่มีอะไรทั้งนั้นล่ะ กูแค่จะไปช่วยเพื่อนคณะมึงยกฉาก” ชลตอบอัดที่พยักหน้าอย่างเข้าใจ


“นิสัยชอบช่วยเหลือชาวบ้านไม่เคยเปลี่ยน ระวังสาวๆ คณะกูจับขังนะโว้ย ตอนนี้น่าจะซ้อมกันอยู่ เจอเดือนมหาลัยเข้าไปคงเลิกแสดงแล้ววิ่งสู้ฟัดมาหามึงแน่” อัดเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี เพื่อนเขามันหล่อดีกรีเดือนมหาวิทยาลัย ใครได้ไปครองก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิต เงินในบัญชีไม่ต้องพูดถึง เปย์กันได้ทั้งชีวิต


“กูไม่ชอบผู้หญิงพวกมึงก็รู้” เขาตอบเพื่อนแล้วเดินเอาจานไปเก็บ ยกนาฬิกาขึ้นดู ความจริงแล้วการไปช่วยคิทก็แค่ข้ออ้าง ชลแค่อยากเจอเจ้าของเสียงปริศนาที่มักจะอยู่แถวๆ คณะนั้นเวลานี้ต่างหาก


วันนี้จะต้องเจอให้ได้


“น้องเดือนมหาลัยมาว่ะแก กรี๊ด” แค่ย่างเท้าเข้ามาในคณะเพื่อน เสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ สิบกว่าคนก็ดังขึ้น ชลรีบหลบฉากเข้าเสาแล้วปล่อยให้พวกเธอวิ่งโร่ออกไปนอกอาคาร


ไปตามหาคนอื่นก็แล้วกันนะสาวๆ ผมอยากอยู่เงียบๆ


ชลเดินไปตามทาง มองซ้ายมองขวาหาร่างอ้วนที่น่าจะอยู่แถวนี้แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เห็นเพียงฉากที่ตั้งไว้รอคนมายกไปเก็บอีกที่เพื่อเตรียมใช้แสดงวันเปิดโอเพ่นเฮาส์มหาวิทยาลัย งานนี้เขาได้รับมอบหมายให้ต้อนรับคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วพาเดินชมความอลังการของมหาวิทยาลัยเรา เป็นสิ่งที่เดือนคณะทุกปีต้องทำ และเหนือสิ่งอื่นใด ทุกอย่างจะต้องเพอร์เฟ็กซ์ที่สุด


“ฮึบ” เสียงนั้นเรียกชลให้หันไปมอง น่าแปลกที่เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเลย ไม่รู้ว่าคิทเข้ามาตอนไหน


ร่างหนายกฉากเต็มกำลัง แต่เพราะตัวไม่ได้สูงใหญ่นักจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คิทมองฉากด้วยความหงุดหงิดใจ


ทำไมถึงหนักขนาดนี้นะ เขามีนัดต้องไปต่อรู้ไหม


“ฉันช่วย” เสียงทุ้มมาพร้อมความหนักที่เบาบางลงจนเหลือเชื่อ ทั้งที่อีกฝ่ายดูผอมกว่าคิทแต่กลับมีแรงยกฉากหนักๆ นี้อย่างง่ายดาย คิทฉงนสงสัยอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มรู้ตัวว่าเขากำลังเอาเปรียบอีกฝ่ายทั้งที่ไม่ใช่งานเลย


คิทมองเพื่อนของอัดที่ตั้งใจยกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ถ้าไม่ได้ลองยกมาก่อนก็คงจะเชื่อไปแล้วว่าฉากนี้ไม่หนัก คิทพยายามจะช่วยยกฉากแทน แต่อีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวแล้วเดินนำลิ่วไปเสียอย่างนั้น


อยากยกก็ยกไปเลย


คิทหันหลังเดินออกจากคณะ อยากจะเห็นแก่ตัวเพื่อไปให้ทันนัดสำคัญ แต่เพราะหน้าที่ที่เพื่อนคณะเดียวกันฝากฝังไว้ เขาจึงต้องเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างช่วยไม่ได้


ก็แค่อยากเห็นว่าฉากอยู่ในตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้นล่ะ


ร่างสูงมองคิทที่เดินตามเขามาจนถึงห้องเก็บของ เริ่มปวดแขนนิดๆ เพราะยกฉากหนัก ขนาดเขาซึ่งออกกำลังกายทุกวันยังแทบแย่ ถ้าเป็นคนข้างหลัง หากฉากไม่พัง พรุ่งนี้ก็คงขยับแขนไม่ได้ด้วยซ้ำล่ะมั้ง


“ให้วางตรงไหน” ชลถาม อีกฝ่ายขยับเชื่องช้าเป็นจังหวะเข้ามาใกล้เขาแล้วชี้ไปที่ว่างที่หนึ่งซึ่งมีฉากอื่นๆ ตั้งไว้ เขาจึงยกฉากไปวางตำแหน่งนั้นแล้วหันกลับมาเพื่อจะพูดกับคิท แต่ปรากฏว่าฝ่ายนั้นหายเข้ากลีบเมฆไปเสียแล้ว


จะว่าไป เสียงเดินเมื่อครู่ก็ไม่มีเสียงเลยแฮะ ทั้งๆ ที่ตัวน่าจะหนักกว่าเขาหลายกิโล แต่ทำไมถึงเท้าเบาขนาดนั้น”


‘เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว...’


เสียงเรียกเข้าดึงชลออกจาภวังค์


“ไงมึง” เขากดรับสายเพื่อนซี้ต่างคณะที่คาดว่าป่านนี้คงกลับถึงหอแล้ว


(ไปแดกเหล้ากัน ร้านหลังมอนะมึง) ปลายสายตอบกลับมาด้วยเสียงร่าเริง


กลับหอที่ไหนล่ะวะ


“กูไม่เคยไปร้านหลังมอ จะไปถูกไหมห้ะ”


ช่วงก่อนหน้านี้รุ่นพี่เอาแต่เก็บตัวเขาฝึกซ้อมทุกวัน จึงไม่ได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และเหมือนอัดจะรู้ดีจึงรีบบอกทางไปร้านอย่างละเอียดยิบ


(ข้างร้านเสต็กอะมึง)


ละเอียดมาก เขาจะรู้ไหมว่าร้านไหน


(แค่นี้นะมึง ไอ้ภามจ้องพี่เอ้ตาเป็นมันล่ะ วันนี้พี่มันขึ้นร้องเพลง แม่งรู้งี้กูไม่น่าพามันมาเลย)


“มึงว่าอะไรนะ!” ชลถามเพื่อนเสียงดังลั่น นักศึกษาหลายคนหันมามองเขานิดๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจเรื่องของตัวเอง มีเพียงบางคนที่พยายามส่งสายตามาให้แม้ว่าเขาจะเข้ามาในรถสปอตคันหรูแล้วก็ตาม


(พี่เอ้ไงมึง ศัตรูหัวใจกูเนี่ย จะลากกลับมันก็ไม่ยอม มึงมาช่วยกันระวังมันหน่อย กูกลัวมันจะพลาดพลั้งให้พี่เอ้ไป)


“แค่มึงไม่แดกเหล้าแล้วเฝ้ามันดีๆ ก็ไม่ยากนะ”


(มึงก็รู้ คอเหล้าอย่างกูมาร้านเหล้าไม่แดกเหล้าก็เสียชื่อหมดสิวะ) เรื่องของมึงแล้วล่ะ


เขาได้แต่บ่นในใจแล้วรีบขับรถออกไปตามทางที่อัดบอกอย่างละเอียดยิบจริงๆ สักที ถ้าสัญชาตญาณเขาไม่พลาด วันนี้คนที่จะร้องเพลงคือใครคนนั้นที่ตามหามาตลอด


...................................................................


“แฮ่กๆ มาแล้วครับพี่เอ้”


“มาช้าจังเลยครับคิท พี่จะขึ้นแสดงแล้วนะ ถ้าเรามาไม่ทันพี่ต้องแย่แน่ๆเลย” น้ำเสียงเศร้าสร้อยทำให้คิทต้องรีบถลาเข้าไปปลอบใจอีกฝ่าย พี่เอ้ผงะไปนิด แต่ก็ยืนนิ่งให้เขากอดปลอบ


“ผมมาแล้วครับ พี่เอ้ไม่ต้องกังวลนะ ขึ้นไปร้องเพลงได้เลย สู้ๆ” คิทชูกำปั้นสองข้างขึ้นเป็นกำลังใจให้อีกฝ่าย


พี่เอ้เป็นคนเก่ง กล้าที่จะพูดคุยกับใครหลายคน ต่างจากเขาที่แทบไม่กล้าสบตาหรือมองหน้าใคร น่าเสียดายที่เสียงของพี่เอ้ไม่อาจสร้างความสุขได้ จึงมาขอยืมเสียงของคิท คนที่แทบไม่มีอะไรดีเลย เพราะใครๆ ก็ไม่ชอบเขา ทั้งที่คิทพยายามเป็นมิตรมาตลอด แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นท่าทีรังเกียจและคำติฉินนินทาเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตัวเอง


เคยพยายามเปลี่ยนตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่พี่เอ้บอกว่า การที่เขาเป็นคิทน่ะดีที่สุดแล้ว เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนอะไร อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี มีแฟนที่รัก เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ถึงจะประกาศออกไปไม่ได้เพราะพี่เอ้กลัวแฟนคลับเข้ามาทำร้ายและต่อว่าเรื่องความไม่เหมาะสมของเรา


แต่แค่เราใจตรงกัน เท่านั้นก็พอแล้วล่ะ


“เอ้ แสตนบายครับ” เสียงพี่เจ้าของร้านดังแทรกเข้ามา อันที่จริงเจ้าของร้านก็รู้อยู่แล้วว่าเงาเสียงเป็นใคร แต่เพราะกิจการกำลังรุ่งเพราะได้หน้าตาของเดือนสถาปัตย์คนดังมาร้องเพลงทุกวันพุธ เขาจึงไม่สนว่าใครจะเป็นเจ้าของเสียง ขอเพียงสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับร้าน เขาก็พอใจแล้ว


“เชี่ย!” เสียงสบถที่คิทไม่เคยได้ยินดังออกมาจากปากคนรัก กอรปกับท่าทางที่มองออกไปยังที่นั่งด้านล่างอย่างกระวนกระวายก็ทำให้คิทไม่เข้าใจนัก


เอ้มองไปยังที่นั่งใกล้เวที เห็นรุ่นน้องเดือนมหาวิทยาลัยนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อน คนที่เอ้สงสัยว่าอาจจะล่วงรู้ความลับเรื่องเสียงของเขา


“พี่ว่าวันนี้คิทกลับไปก่อนดีกว่า พี่รู้สึกไม่ค่อยสบายคงจะเอนเตอร์เทนลูกค้าไม่ได้” เปล่าหรอก ที่เขาพูดทั้งหมดนั้นโกหกทั้งเพ เอ้แค่กลัวว่าชายหนุ่มข้างล่างจะกระชากหน้ากากเขาออกมาต่อหน้าคนอื่นต่างหาก จึงจำเป็นต้องขอให้เจ้าของเสียงตัวจริงกลับไปก่อน และเอ้เองก็จะไม่เสี่ยงอยู่ร้องให้ใครเขาเอาไปนินทาได้ว่าเสียงเพี้ยน


“พี่เอ้เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” คิทถามด้วยความเป็นห่วงและพยายามจะยกมือขึ้นแตะหน้าปากอีกฝ่าย แต่มือข้างนั้นกลับถูกปัดทิ้งพร้อมกับเสียงหงุดหงิดที่ดังขึ้น


“พี่บอกให้กลับไปก่อนไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ!”


คิทหยุดตัวเองไว้ได้ทันก่อนจะเข้าใกล้มากไปกว่านั้น เมื่อพี่เอ้พูดมาแบบนี้ คิทก็รู้ตัวดีว่าเขาไม่ควรทำให้อีกฝ่ายโมโห


“พี่ขอโทษ ช่วยกลับไปก่อนนะ แล้วพี่จะโทรหา”


พี่จะโทรหา...


คำพูดที่ไม่เคยเป็นจริง


นอกจากเรื่องนัดมาร้องเพลงทุกวันพุธแล้ว พี่เอ้ไม่เคยโทรหาเขาในแง่อื่นเลย ทั้งที่บอกว่าเราเป็นแฟนกัน คบกัน แต่กลับไม่มีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันนอกจากวันที่ร้องเพลง


เมื่อร้องเพลงจบ เขาก็ต้องไป ไปซ่อนตัวให้ไกลจากผู้คน จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าคนที่ร้องเป็นเขาไม่ใช่พี่เอ้ ได้แต่มองความสำเร็จของอีกฝ่ายอยู่ไกลๆ


เพราะเขามีดีอยู่แค่นั้น ไม่อยากถูกใครเกลียดไปมากกว่านี้


เขาจึงต้องดูแลเสียงของตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่พี่เอ้สนใจ และให้ความสำคัญกับเขามากกว่าคนอื่น


“งั้นผมกลับแล้วนะครับ” คิทเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก อุตส่าห์ดีใจที่ได้เจอคนรัก แต่ก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในรอบสัปดาห์


“อืม” พี่เอ้จมอยู่ในความคิดของตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขาจึงเลือกเดินออกมาเงียบๆ ออกจากร้านไปตามทางเปลี่ยวที่รู้ดีว่าคงไม่มีแท็กซี่ให้เรียก แต่รูปร่างอย่างเขาน่ะใครจะมาปล้นกัน คงกลัวเขาจะปล้นกลับด้วยซ้ำมั้ง


“หนวดขึ้นแล้วสิเรา หึ แต่โกนไปก็ไม่มีอะไรได้ดีขึ้นหรอก” จับหนวดหรอมแหรมของตัวเองแล้วยิ้มสมเพชในใจ


“วันนี้พิซซ่าสักถาดละกัน ย้อมใจตัวเอง”


..........................................................





“ทำไมพี่เอ้ไม่ขึ้นร้องสักทีวะ”


“กูจะไปรู้พ่อเจ้าประคุณรุนช่องเขาเรอะ ก็นั่งอยู่กับมึงเนี่ย”


“เดี๋ยวกูมา” ชลปลีกตัวออกจากเพื่อนแล้วเดินตรงไปยังข้างเวทีซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันดีกำลังเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น


“พี่พง”


“อ้าวว่าไงมึง มาแดกเหล้าร้านกูเหรอ โต๊ะไหนล่ะเดี๋ยวกูลดให้” พี่พงยังคงใจดีเหมือนเดิม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เขาเข้ามาหาอีกฝ่ายหรอก


“เพื่อนผมมันนั่งรอพี่เอ้แสดงน่ะ กี่โมงเหรอพี่” เลียบๆ เคียงๆ ถาม เผื่อจะแอบเข้าไปหาเจ้าของเสียงได้ทัน


“วันนี้มันไม่สบายน่ะ พี่กำลังติดปัญหาเลยเพราะไม่รู้จะหานักร้องจากไหน”


ไม่สบาย? เมื่อกี้ตอนเขาเข้ามายังเห็นพี่เอ้เริงร่าทักทายโต๊ะอื่นอยู่เลย แต่พอเข้าไปหลังเวทีกลับบอกว่าไม่สบายเสียอย่างนั้น


หรือว่าเจ้าของเสียงป่วยจนร้องเพลงไม่ได้


“ผมขอเข้าห้องน้ำในบ้านพี่หน่อยนะ” เขาพยายามหาทางเพื่อเข้าไปเจอคนที่ตามหา แต่พี่พงกลับขวางไว้


แสดงว่าพี่พงก็รู้ว่าพี่เอ้ไม่ใช่เจ้าของเสียงตัวจริง


“เอ่อ ทำไมมึงไม่เข้าห้องน้ำลูกค้าล่ะ”


“ผมปวด” ตอบหน้าตายไว้ก่อน เผื่ออีกฝ่ายจะตายใจแล้วอนุญาตให้เข้าไปได้


“ถึงมึงจะเป็นเดือนมหาวิทยาลัย แต่บ้านกูไม่ใช่ที่ๆ มึงจะเข้าออกได้ง่ายๆ”


“มีลับลมคมในจัง พี่ทำเหมือนบ้านพี่ผลิตยาอย่างนั้นล่ะถึงไม่อยากให้ใครรู้”


“ผลิตยาบ้านมึงสิ อะๆ ไปๆ เดี๋ยวกูพาไปเอง กูแค่กลัวแจกันเซรามิกของเก่าคุณทวดแตกเพราะมือมึงต่างหาก”


โกหก น้ำเสียงที่เขาจับได้บอกอย่างนั้น ซึ่งพอเข้ามาก็เป็นอย่างที่คิด บ้านสไตล์โมเดิร์นแบบนี้น่ะเหรอจะมีของเก่าเก็บแบบนั้น เขาไม่เห็นแจกันสักอัน


มีเพียงเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ


“อ้าวน้องเดือน สวัสดีครับ” พี่เอ้ยกยิ้มทักทาย แต่รอยยิ้มเสแสร้งก็ยังคงจอมปลอมสำหรับเขาอยู่ดี


“สวัสดีครับ”


“มึงปวดฉี่ไม่ใช่เหรอ ไปสิ” เขาพยักหน้ารับคำรุ่นพี่ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องน้ำแล้วเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่


“กลับไปแล้วเหรอ”


“ครับ”


“คราวหน้าอย่าให้เป็นแบบนี้อีกนะ กูเสียเงินตั้งเท่าไหร่เพราะมึงไม่ขึ้นแสดง”


“พี่ก็อย่าให้ไอ้เดือนคณะคนเมื่อกี้มันมาร้านสิ มันน่าจะรู้เรื่องเสียงของผมนะ”


“ห้ะ แล้วมึงจะเอาไง”


“ตราบใดที่มันมามันต้องคอยจับผิดผมแน่ ระหว่างนี้ผมจะเงียบหายไปก่อนนะ พี่ก็แก้ตัวให้ผมไปก่อนว่าไม่สบายขึ้นแสดงไม่ได้ รอจนไอ้เดือนนั่นเลิกมา ผมจะกลับมาร้องเพลงเอง หรือถ้าพี่ช่วยกันมันไว้ได้ก็จะดีมาก”


“เออๆ กูจะคอยๆ กันไว้ให้ ปกติมันไม่เคยมานี่หว่า หรือมึงว่าเอามันมารู้เรื่องนี้ด้วยอีกคนดี”


“อย่าเลยพี่ ผมไม่อยากให้เรื่องรู้ไปถึงหูคนอื่น”


เสียงของทั้งคู่ค่อยๆ ห่างออกไป จับใจความได้ว่าคนที่ตามหากลับไปแล้ว ถ้าเพิ่งไปเขาน่าจะยังตามทันอยู่


แท็กซี่คันหนึ่งเพิ่งแล่นออกไปจากร้าน เขาเดาว่าต้องเป็นคนนั้นแน่จึงรีบขับตามไป แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างหนาที่เดินเอื่อยๆ อยู่ริมถนน ใจหนึ่งก็อยากตามแท็กซี่คันนั้นให้ทัน แต่จะปล่อยให้เพื่อนของเพื่อนเดินบนทางเปลี่ยวคนเดียวก็คงไม่ได้


รถสปอร์ตคันหรูจอดเทียบข้างทาง เขาเปิดกระจกแล้วเรียกอีกคนให้ขึ้นรถมา ฝ่ายนั้นดูงงๆ และไม่ยอมขึ้นรถมาสักที เขาจึงลงจากรถ แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้อีกฝ่าย ดันตัวหนาเข้าไปในรถแล้วเดินกลับมาเร่งเครื่องตามแท็กซี่คันนั้นไปทันที


โชคดีที่รถติดไฟแดง เขาจึงมีโอกาสเข้าไปจอดเทียบแล้วมองผ่านกระจกเข้าไปภายรถในแท็กซี่


หญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะหลังไม่ใช่คนที่เขาตามหา


อดรู้สึกใจแป้วไม่ได้ที่คลาดกับอีกฝ่ายอีกแล้ว


“ให้ไปส่งที่ไหน” เขาเอ่ยถามเพื่อนร่วมทาง ตั้งใจว่าจะพาไปส่งให้ถึงที่หมาย อย่างน้อยความตั้งใจที่จะไม่ทิ้งเพื่อนของเพื่อนก็ยังรักษาไว้ได้ ไม่ได้ทุ่มเทตามหาจะละเลยน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์


“...” นิ้วชี้อ้วนป้อมชี้ไปยังร้านพิซซ่าข้างทาง เขาขับเข้าไปจอดหน้าร้านแล้วเดินตามอีกฝ่ายลงมา


คิทมองคนข้างหลังที่เดินตามเขาเข้ามาในร้านอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็ชี้เมนูที่ต้องการอย่างที่ทำประจำ


“กินเยอะไปหรือเปล่า นี่ก็ค่ำแล้วนะ”


คิทส่งสายตาหงุดหงิดไปให้เพื่อนของอัดที่เขาไม่รู้จักชื่อ


จะมายุ่มย่ามอะไรกับของชอบเขาล่ะ หุ่นดีแบบนี้กินผักปลาไปเถอะ อย่ามาสนใจขนมปังและชีสที่รักของเขาเลย


พิซซ่าหน้าพิเศษชีสวางลงตรงหน้าพวกเขา คิทดื่มด่ำอยู่กับภาพน่ากินของอาหารตามปกติที่เขาชอบทำก่อนเริ่มกิน


“โห น่ากินแฮะ” ไม่ทันขาดคำ มือนั้นก็หยิบพิซซ่าของเขาเข้าปาก


พิซซ่าของเขา!


งั่ม!


“โอ้ย! นายเป็นหมาบ้าเหรอถึงมากัดเนี่ย” เพื่อนของอัดกุมข้อมือตัวเองที่คิทกัดเต็มแรงเมื่อครู่


คนยิ่งหงุดหงิดและหิวอยู่ยังจะมายุ่งอีก หิวก็สั่งเองสิวะ


มืออ้วนป้อมจ้วงพิซซ่าแล้วยัดเข้าปากอย่างมีความสุข เขาไม่สนใจหรอกว่าคนหล่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะมีสีหน้าอย่างไร เพราะความสุขของเขาคือการกิน และจะกินให้หมดนี่ล่ะ


“ขออีกชิ้นไม่ได้เหรอ ยังไม่ได้กินข้าวเลย”


“ฮึ่ม!”


ถึงจะขู่จนอีกฝ่ายมีสีหน้าผงะ แต่เขาก็มีน้ำใจพอที่จะหยิบพิซซ่าชิ้นที่หน้าเยอะที่สุดส่งให้


เห็นว่าอุตส่าห์ขับรถมาส่งถึงร้านหรอกนะ ถึงยอมสละของที่ดีที่สุดให้น่ะ







TBC.





....................................................
ตอนแรกมาแล้วจ้า น่าจะรู้กันแล้วโน๊ะว่าใครคือคนที่ตามหา คิคิ
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ เจอกันตอนหน้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2017 15:01:38 โดย janeta »

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
สงสารคิท...อีพี่เอ้เลวอ่ะ   :pigangry2:

ออฟไลน์ morningpaper

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สันดานอีพี่เอ้นี่นะ ไม่สมควรเลยจริงๆที่จะมีคนมารักมาชอบ กระชากหน้ากากให้ได้เร็วๆนะคะ คิทเองก็จะได้หลุดพ้นจากคนนิสัยไม่ดี ไม่รู้ไปหลงอะไรกับคนนิสัยแบบนั้น

ปล. คำเรียกแทนชื่อออกจะงงๆไปหน่อยนะคะ เช่น คำว่า"เขา"นี่ ต้องใช้สมาธิอ่านมากๆ บางครั้งต้องอ่านทวนว่าคำว่าเขานี่มันหมายถึงใคร ออกชื่อบ่อยกว่านี้อีกนิด ลดคำแทนชื่อลงหน่อยเราว่าน่าจะกำลังดีเลยนะคะ แล้วก็คำแทนเพื่อนในกลุ่มนี่ แทนด้วยชื่อก็โอเคค่ะ บางทีใช้คำว่า เพื่อนตัวเล็ก หรือเพื่อนสนิทต่างคณะบ่อยๆมันอาจจะดูยาวๆไปหน่อย สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...2...




“ขอบใจนะ” ชลเอ่ยยิ้มๆ พลางกินพิซซ่าที่อีกฝ่ายยื่นให้อย่างเอร็ดอร่อย นานแล้วที่เขาไม่ได้กินของเลี่ยนๆ แบบนี้ เพราะต้องเก็บตัวฟิตหุ่นเพื่อประกวด ได้กินแต่ของจืดๆ ไร้รสชาติ ที่บ้านของเขาก็ค่อนข้างเคร่งเรื่องอาหาร จึงยากที่จะมากินอะไรตามใจปาก


คิทไม่ได้ตอบอะไร เขายังคงสวาปามพิซซ่าชิ้นใหญ่ ตามด้วยน่องไก่ และโค้ก ดูท่าจะไม่หยุดกินจนกว่าทุกอย่างจะหมด ชลรู้สึกอิจฉานิดๆ เพราะเขาทำแบบนั้นไม่ได้ งานโอเพ่นเฮาส์ใกล้เข้ามาแล้ว และเขาจำเป็นต้องดูดีในทุกด้าน


คืนนี้ต้องออกกำลังกายอีกแล้วสิเรา


แค่คิดชลก็จำใจละพิซซ่าที่ถืออยู่อย่างเสียไม่ได้ ขณะที่คิทมองตามท่าทางของอีกฝ่าย รอจังหวะแล้วคว้าหมับทันทีที่ชลวางพิซซ่าชิ้นนั้นลง ยัดชิ้นแป้งเข้าปากไม่ทันให้ชลได้แย้งอะไร


พอสงครามบนโต๊ะจบลงคิทก็ลุกไปจ่ายเงินโดยมีคนขับรถจำเป็นเดินตามหลังมา คิทปรายตามองอีกฝ่ายนิดหน่อยก่อนจะรับเงินทอนแล้วเดินออกจากร้าน


“ให้ไปส่งบ้านไหม” ชลเอ่ยถามอย่างยินดี ไหนๆ เขาก็ยังไม่อยากกลับบ้าน หาเรื่องถ่วงเวลาต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าจะดีกว่า


คิทส่ายหน้า ชี้ไปยังซอยฝั่งตรงข้ามเพื่อบอกว่าถึงบ้านของเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปส่ง ชลรู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่จะต้องกลับแล้ว แต่เพราะกระดาษแผ่นหนึ่งถูกยื่นมาให้พร้อมกับตัวอักษรบรรจงสวยงาม ชลจึงก้มลงอ่านแล้วยิ้มบาง พยักหน้าให้อีกฝ่ายที่เดินข้ามถนนจากไปโดยไม่รอ


อ้าว นึกว่าเราจะไปด้วยกันซะอีก


‘ที่นี่มีคาเฟ่เปิด 24 ชม. ถ้ายังไม่อยากกลับก็ลองแวะไป’


ชลพับกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าแล้วขับรถไปตามที่อยู่ที่เขียนไว้ ไม่นานก็มาถึงร้านน่านั่ง บรรยากาศคึกคักของเหล่านักศึกษาที่คุยกันอย่างออกรส เขาเดินเข้าไปสั่งกาแฟแล้วนั่งลงริมหน้าต่าง รู้สึกได้ว่าหลายคนมองมาที่เขาอย่างสนใจ แต่ชลก็ทำเพียงกดโทรศัพท์เล่นอยู่อย่างนั้น เลื่อนเฟซไปเรื่อยๆ จนพบกับข้อความของอัดที่แท็กขอบคุณใครบางคน


‘ที่ช่วยยกฉากวันนี้ ขอบใจนะโว้ย’


ไม่บอกชื่อชลก็รู้ว่าเป็นใคร ไม่ต้องคิดนานนักชลก็กดเข้าไปในเฟซของฝ่ายนั้น เลื่อนดูหน้าไทม์ไลน์ที่ไม่มีข้อความใดนอกจากเพลงที่แชร์มา หลายเพลงเป็นเพลงโปรดของเขา และมีหลายเพลงเพลงที่เขาไม่รู้จัก เปิดฟังไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกชอบอย่างที่ไม่เคยเป็น ทั้งจังหวะและท่วงทำนองเป็นสไตล์ของเขาทั้งนั้น


รสนิยมดีเหมือนกันแฮะ


“ขอโทษนะคะ” เสียงใสมาพร้อมแรงสะกิดที่ไหล่เรียกให้ชลหันไปมองอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่ไม่อยากละจากเสียงเพลงแต่จำเป็นต้องส่งยิ้มเป็นมิตรให้เธอ


“มีอะไรครับ” อยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาจำเป็นต้องทำตัวสุภาพให้สมกับตำแหน่งที่ได้รับ แม้จะหงุดหงิดที่เธอเข้ามาขัดจังหวะรื่นรมย์ของเขาก็ตาม


“ใช่ชล...เดือนมหาวิทยาลัย M หรือเปล่าคะ” ชินเสียแล้วที่มีคนเข้าหาเพราะตำแหน่งนี้ ชลพยักหน้ารับพลางมองไปยังทิศทางด้านหลังเพื่อหาช่องทางที่จะออกจากสถานการณ์นี้ โชคดีที่กาแฟของเขาได้พอดี ชลจึงขอปลีกตัวไปรับกาแฟ แล้วถือโอกาสเดินออกจากร้านไปเลย สวนทางกับร่างอ้วนป้อมที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดธรรมดาถือชีทงานเข้ามาในร้าน


กลิ่นแป้งเด็กและเสื้อผ้าย้วยๆ ไม่ได้เข้าบรรยากาศของร้านเท่าไรนัก แต่กลับทำให้ชลที่ตั้งใจจะหลีกหนีเดินตามอีกฝ่ายเข้ามาทันที แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จ้องจะเข้ามาสานสัมพันธ์ก็ตาม แต่ถ้ามีคิทอยู่ข้างๆ เขาก็จะทน


“เหมือนเดิมใช่ไหมคะ” ไม่ต้องให้คิทเอ่ยปาก พนักงานร้านคนสวยก็ยิ้มรับทันที เธอเป็นอีกคนที่ไม่ถือสาการแต่งตัวไร้รสนิยมของเขา เขาจึงชอบที่จะมานั่งที่นี่เพื่ออ่านหนังสือและทำงาน


คิทยิ้มรับก่อนจะเดินไปนั่งลงที่นั่งข้างหน้าต่าง ที่เดิมที่ชลเพิ่งนั่งไปเมื่อกี้ คิทผงะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่เพิ่งแยกกันนั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับกาแฟแก้วหนึ่ง


“เจอกันอีกแล้วนะ นึกว่านายจะไม่มาซะอีก” ชลพูดยิ้มๆ พลางดื่มกาแฟรสโปรดอย่างมีความสุข ท่าทางคืนนี้จะไม่แย่อย่างที่คิด


ใครจะไปอยากเจอ คิทคิดในใจอย่างเซ็งๆ เขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาเท่าไหร่นัก ยิ่งกับเดือนมหาวิทยาลัยคนดังที่เรียกความสนใจได้มากขนาดนี้ กลัวว่าถ้าพี่เอ้มาเห็นจะเข้าใจผิดมากกว่า คิทไม่ตอบอะไร เขาทำเพียงก้มลงอ่านชีทในมือเงียบๆ อย่างตั้งใจ ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนจ้องมองเขาอย่างพิจารณา


ชลแปลกใจตัวเองที่นั่งมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจใคร่รู้ คงเพราะเรามีรสนิยมเพลงคล้ายๆ กันละมั้งถึงทำให้เขาสนใจ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายคนแบบไหน คิดอะไรตอนที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้น แต่ถึงถามไปคิทก็คงไม่ตอบหรอก ดูจากที่เขาพยายามชวนคุย อีกฝ่ายก็ยังไม่แม้แต่ปริปากพูดออกมาสักคำ


และเพราะความสงสัยนั้นจึงทำให้ชลต้องส่งข้อความไปหาเพื่อนสนิทเพื่อถามข้อสงสัย


Chonlawit: อัด มึงเคยได้ยินเสียงคิทไหม


AUTTUA : ห้ะ คิท? มึงหมายถึงคิทที่อ้วนๆ ใส่แว่นหนาปะ


Chonlawit: อืม หรือพวกมึงคุยกันทางผิวหนัง


AUTTUA: ก็คุยกันปกตินี่แหละ ทำไม โดนเขาใบ้ใส่รึไง


Chonlawit: เออ นี่กูยังไม่ได้ยินเสียงเขาเลย


AUTTUA: ฮ่าๆ มึงโดนเมินล่ะ ไอ้เดือนโดนเมิน แรกๆ กูก็โดนเมินโว้ย คิทมันเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงอะ ถ้าอยากคุยกับคิทก็ต้องหาเรื่องที่เขาสนใจโว้ย ที่กูคุยกับมันได้ก็เพราะบังเอิญไปเห็นมันเลือกซีดีเพลงน่ะ แล้วเหลือแผ่นเดียวพอดีกูเลยเสียสละให้ หลังจากนั้นไม่ว่ากูมีปัญหาอะไรก็ขอให้มันช่วยได้ตลอดเลย ฮ่าๆ


Chonlawit: เลวจริงๆ หลอกเอาความหวังดีของเขามาใช้เรี่ยราด


AUTTUA: กูเปล่านะ เออๆ เดี๋ยวกูพาไอ้ภามกลับล่ะ เมาปลิ้นหมดแล้วเนี่ย


Chonlawit: แล้วมึงไม่ได้ดื่ม?


AUTTUA: ก็ดื่มนิดหน่อย แต่ไม่หนักเท่าไอ้ภามหรอก


Chonlawit: แค่ไปส่งนะมึง อย่าให้มากไปกว่านั้น


AUTTUA: ไว้ใจกูหน่อยครับเพื่อน ถึงจะอยากแต่กูไม่ฝืนใจภามหรอกนะ


ชลไม่รู้ว่าจะเชื่อใจเพื่อนได้มากแค่ไหน แต่ดูจากพฤติกรรมที่ผ่านๆ มา นอกจากจะไม่คืบหน้าแล้วยังดูจะถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ ชอบภามแทนที่จะทำให้เขาชอบ กลับทำให้ภามเกลียดมากขึ้นด้วยการด่าคนที่เขาปลื้ม คงจะสมหวังหรอกนะ


จวบ


เสียงดูน้ำจนหมดแก้วดึงความสนใจของชลจากข้อความตรงหน้า ท่าทางที่โยกหัวไปด้วยอ่านหนังสือไปด้วยทำเอาชลต้องเท้าคางมองด้วยความเพลิดเพลิน ทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่มีอะไรน่าดึงดูด แต่กลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด


เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์เครื่องเล็กมาพร้อมกับหน้าซีดๆ ของเจ้าตัวที่อ่านข้อความจบก็หันขวับไปทางหน้าต่างร้าน ชลมองตามและเห็นว่าใครอยู่ข้างนอกนั่น พี่เอ้ยืนทำหน้าถมึงทึงก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาในร้านแล้วกระชากแขนคิทให้เดินตามเขาออกไปทันที ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าอีกฝ่ายจะเจ็บเลยแม้แต่น้อย


เอ้โกรธมาก โกรธที่เด็กโง่ของเขามาอยู่กับไอ้เดือนมหาวิทยาลัยคนนี้ อุตส่าห์ขับรถมาไกลเพราะรู้ว่าคิทน่าจะอยู่ที่ร้านประจำ ตั้งใจว่าจะขอโทษที่พูดจาร้ายๆ กับอีกฝ่าย แต่ทันทีที่เปิดประตูรถลงมาแล้วเห็นว่ามีใครนั่งอยู่ด้วย ในใจของเอ้ก็เต็มไปด้วยความโกรธ ทั้งที่อุตส่าห์กันไม่ให้เจอกันแล้ว ทำไมถึงมานั่งอยู่ด้วยกันได้


แล้วไอ้ท่าทางเท้าคางมองเด็กของเขานั่นอีก เอ้ไม่รู้เลยว่าความรู้สึกกลัวเข้ามาอยู่ในใจเข้าได้อย่างไร กลัว...ว่าจะสูญเสียเด็กคนนั้นไป ไม่สิ...เขาแค่กลัวความลับที่ถูกปิดมาตลอดเปิดเผยต่างหาก เอ้ให้คำตอบตัวเองอย่างนั้นแล้วพาร่างอวบออกจากร้านไปทันที แต่ชลกลับไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ


“เขาเจ็บ” ชลดึงแขนคิทจากการถูกบีบแล้วดึงมาอยู่ข้างกายเขาอย่างง่ายดาย ขณะที่พี่เอ้มองแขนคิทที่ขึ้นรอยอย่างรู้สึกผิดอยู่ชั่วแวบหนึ่งก่อนสายตานั้นจะหายไป แทนที่ด้วยแววตาวาวโรจน์พร้อมปะทะกับคนที่เข้ามาขวางอย่างชล


“ไม่ใช่เรื่องของนาย” เอ้คว้าแขนคิทกลับมาอยู่ข้างตัวเขา แต่ไม่ได้บีบแรงอย่างคราวแรก ยัดอีกคนเข้าไปในรถแล้วขับพาออกไปทันที


“เอ่อ พี่เอ้ครับ” คิทพูดเสียงเบา ท่าทางพี่เอ้เวลานี้ดูหงุดหงิดมาก คิทจึงไม่กล้าพูดเอ่ยอะไรทั้งที่ใจก็กลัวความเร็วที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ


“พูดอะไรกับมันไปบ้าง” เอ้พยายามข่มอารมณ์ เอื้อมมือไปเปิดเพลงคลอดเบาๆ เพื่อคลายความหงุดหงิด


“ไม่ได้พูดเลยครับ”


“สักคำก็ไม่เหรอ” เอ้ถามด้วยความเคลือบแคลงใจ จะเป็นไปได้ไงที่สองคนนั้นจะนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไร แต่เมื่อคิทรับคำ มือที่กำพวงมาลัยแน่นก็พลอยคลายลงและลดความเร็วกลับมาอยู่ในระดับปกติ คิทจึงหายใจโล่งหน่อยไม่ต้องเกร็งอย่างในตอนแรก


“มันได้ถามอะไรเกี่ยวกับพี่ไหม”


คิทนั่งนึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนของอัด เท่าที่นึกได้ มีแต่ฝ่ายนั้นที่พูด และประโยคที่พูดก็ไม่มีชื่อพี่เอ้อยู่เลย คิทจึงส่ายหน้าเป็นคำตอบ ซึ่งพอพี่เอ้เห็นดังนั้นก็ยื่นมือมาลูบหัวเขาเบาๆ


“เด็กดี”


คิทชอบที่พี่เอ้ลูบหัวเขาแบบนี้ เป็นความสุขเล็กๆ ที่มักจะเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่มีอะไรน่าพิศวาสนัก แต่พี่เอ้ก็ทำทุกอย่างได้เป็นธรรมชาติ ราวกับว่าคิทไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ นี่ล่ะมั้งที่ทำให้เขาตกหลุมรักผู้ชายคนนี้


คนที่ไม่เคยตีค่าเขาจากรูปร่างหน้าตา
.
.
.
.
“เป็นอะไรวะ กูเห็นมึงนั่งเหม่อตั้งแต่เช้าล่ะ” ภามทักขึ้นเมื่อสังเกตว่าเพื่อนดูไม่มีสมาธิเท่าไรนัก นั่งเรียนไปสักพักก็เหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง


“ไม่มีอะไร” ชลบอกปัดเพื่อน ในหัวก็ขบคิดถึงเรื่องเมื่อวานว่าคิทกับพี่เอ้รู้จักกันได้อย่างไร ถึงแม้จะไม่อยากคิดไปในแง่นั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าคิท...อาจจะเป็นใครคนนั้น


เขาไม่ได้โง่ที่จะมองอะไรไม่ออก ในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดนั้นแฝงความกังวลเช่นเดียวกับตอนที่เขาพุ่งไปยังหลังเวที เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจเพราะไม่เคยได้ยินเสียงคิทเลยสักครั้ง


“ภาม มึงช่วยอะไรกูหน่อยสิ”


“อะไรวะ”


“ไปคุยกับคิทให้หน่อย หาเรื่องอะไรคุยก็ได้ที่ทำให้เขาตอบมึง”


“ทำไมกูต้องไปคุยกับไอ้อ้วนนั่น ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย” ภามโวยอย่างหงุดหงิด กับเรื่องอื่นเขาเต็มใจช่วยเพื่อนอยู่หรอกนะ แต่เรื่องนี้เขาทำให้ไม่ได้จริงๆ แค่นึกถึงกลิ่นตัวชวนคลื่นเหียนนั่น ของเก่าที่เพิ่งกลืนลงท้องก็แทบพุ่งออกจากปาก


“ถ้ามึงช่วยกู กูจะหาช่องทางให้มึงได้ใกล้ชิดกับไอดอลของมึงเลย” คำพูดล่อใจทำเอาใจภามแกว่ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทหาทางให้เขาได้ใกล้ชิดพี่เอ้ได้แน่ แค่มันไม่ยอมทำให้เขาเท่านั้นเอง นี่ถึงกับเอาพี่เอ้มาล่อแสดงว่าการไปพูดกับไอ้อ้วนนั่นคงสำคัญไม่น้อย


“เออๆ ก็ได้วะ แค่ทำให้มันตอบกูแค่นั้นใช่ปะ”


“อืม ขอบใจนะ”


ภามพยักหน้าส่งๆ มองเลยไปยังด้านหลังเพื่อนก็เห็นเป้าหมายเดินผ่านมาพอดี


เอาวะ เป็นไงเป็นกัน


ภามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเตรียมตัว ก่อนจะเดินเข้าไปขวางทางอีกฝ่ายไว้ คิทที่เดินก้มหน้าอยู่จึงชนเข้ากับคนตัวเล็กทันที


“อะ ขอโทษครับ” น้ำเสียงก้องกังวานแต่หวานเป็นเอกลักษณ์ ขัดกับรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายทำเอาภามชะงักไปเล็กน้อย และพยามยามชวนอีกฝ่ายคุยโดยลืมไปแล้วว่ากลิ่นตัวของคิทแรงมากแค่ไหน เพราะตอนนี้เขาไม่ได้กลิ่นสาบนั้น จึงถามโน่นถามนี่ไม่หยุด


คิทเองก็งงๆ ที่เพื่อนของอัดเข้ามาคุยกับเขาอีกคนแล้ว แต่คิทก็ไม่ได้ตอบอะไรเพราะไม่รู้เรื่องที่อีกฝ่ายถาม ทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วพยายามเดินเลี่ยงไปทางอื่น แต่ภามก็ตามเข้ามาขวางและถามโน่นนี่ไม่หยุด


“น้องภาม” เอ้เดินยิ้มเข้ามาพร้อมกับวางมือลงบนไหล่ของคิทเหมือนโอบกรายๆ ภามที่ได้เห็นพี่เอ้อย่างใกล้ชิดจึงได้แต่ยืนตาค้างไม่กล้าขยับตัว ปล่อยให้พี่เอ้โน้มหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับยกกล่องป็อกกี้กั้นกลางระหว่างใบหน้าเขากับพี่เอ้เหลือเพียงดวงตาสองคู่ที่สบตากันเพียงเสี้ยววินาที


“ของฝากครับ สำหรับคนน่ารักๆ”


ภามรับกล่องขนมไปอย่างเพ้อๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าพี่เอ้พาคิทเดินจากไปตอนไหน เพิ่งมารู้ตัวตอนที่ชลสะกิดเรียกสติเขา


“มึงเห็นไหมไอ้ชล พี่เอ้เขาให้ป็อกกี้กูอะ มึงเห็นไหม!” ภามเขย่าแขนเพื่อนด้วยแววตาปลื้มปริ่ม ตั้งปณิธานในใจว่าจะไม่กินป็อกกี้กล่องนี้ตราบชั่วนิรันดร์


“เออ ขอบใจที่ช่วย” ชลไม่ได้สนท่าทีของเพื่อน เพราะเขาได้คำตอบที่สงสัยแล้ว


เจ้าของสียงที่ฉันตามหา เป็นนายจริงๆ สินะ...คิท









Tbc.









....................................................

ในที่สุดก็เจอคนที่เขาตามหาแล้วจ้า

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ โดยเฉพาะของคุณ morningpaper เราพยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ถ้ามีตรงไหนขัดใจหรืออยากให้ปรับปรุงบอกได้เลยนะคะ ยินดีรับทุกคำติชมค่า  :mew1:

เจอกันตอนหน้าค่ะ :bye2:



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
สงสารคิท  :sad4:

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
สงสารคิทอ่ะ เจอแต่คนไม่จริงใจ อัดถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อน แต่ก็หลอกใช้โน่นนี่ตลอดเลย ไม่ชอบเลย
ส่วนภาม ไม่ชอบคนแบบนี้จริง ๆ หลงคนแต่รูปร่าง แล้วก็ดูถูกคนที่รูปร่าง นิสัยแย่มาก
ส่วนร้ายที่สุดก็พี่เอ้เนี่ยแหละ หลอกใช้คิท แล้วยังหลอกให้รักอีก ถ้าคิทรู้ความจริงจะเสียใจแค่ไหน โธ่
ชล เดือนสุดหล่อ ที่ดีทั้งหน้าตาและนิสัยเลย ไม่เคยดูถูกใครแล้วยังมีน้ำใจอีกด้วย น่ารักมาก ๆ
ที่สำคัญ ฉลาด เป็นพระเอกที่ไม่งี่เง่าเลย ถูกใจจริง ๆ ทำให้สงสัยนะ ว่ามาเป็นเพื่อนภามกับอัดได้ยังไง
ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าเสียงนั่นเป็นของคิท ขอให้ชลเปิดโปง แล้วช่วยให้คิทได้พ้นจากพี่เอ้ได้เร็ว ๆ น้า
รอตอนต่อไปนะคะ ชอบมาก ๆ เลย

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...3...






“เอ่อ จะให้เราทำอะไรนะ” คิทถามซ้ำเพราะเขาไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ได้ยินถูกแล้วหรือไม่


“นายต้องแสดงเป็น ควอซีโมโด คนค่อมแห่งนอเทอร์ดัม”


“เราทำไม่ได้หรอก” เสียงของเขา จะมาใช้กับละครเวทีไม่ได้ ขืนใครได้ยินแล้วไปเทียบกับเสียงพี่เอ้คงแย่แน่ๆ


“ไม่มีใครเหมาะสมเท่านายแล้วนะคิท ช่วยคณะหน่อยเถอะ ก็แค่ปีนี้เองในฐานะเฟรชชี่” เพื่อนร่วมคณะยังคงคะยั้นคะยอ เห็นว่าปีนี้ผู้กำกับดังๆ หลายคนจะมาดูงานที่มหาวิทยาลัย หัวหน้าชั้นปีจึงอยากได้คนที่เหมาะสมกับบทบาทมากที่สุด และในคณะนี้ก็ไม่มีใครเหมาะเท่าคิทอีกแล้ว ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ แต่หลายคนก็รู้สึกแบบเดียวกันว่าคิทมีความสามารถและมีจิตใจที่ดี เหมาะที่จะแสดงบทนี้ เพียงแต่เจ้าตัวเอาแต่ปฏิเสธ ทั้งที่นี่เป็นโอกาสสำคัญที่อาจช่วยเสริมให้คิทได้เป็นคนดังเพียงชั่วข้ามคืน


“เราขออยู่เบื้องหลังได้ไหม ให้เราทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่บนเวที” คิทหลบตาเพื่อนคนอื่นๆ ที่มองมาอย่างคาดหวัง ขณะที่เขาไม่อาจตอบสนองความต้องการนั้นได้ คิทมีความลับสำคัญของคนรักต้องปกป้อง เขาจึงเลือกที่จะปฏิเสธไป


“ตามใจ เพราะยังไงนายก็ต้องอยู่ซ้อมกับคนที่แสดงเป็นควอซีโมโดอยู่ดี” ชินส่ายหัวอย่างหงุดหงิด เขาเป็นหัวหน้าชั้นปีที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจเพราะบารมีพ่อที่เป็นถึงเจ้าของโรงละครชื่อดัง ทุกคนต่างรู้จักและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ใครๆ ก็ซาบซึ้งเมื่อเขายื่นโอกาสดีๆ ให้ มีเพียงคนเดียวที่ปัดความหวังดีของเขาทิ้งตลอดนั่นก็คือคิท


ชินเคยแอบตามพ่อมาดูคนที่สัมภาษณ์ และรับรู้ในวินาทีนั้นว่าคิทคือขุมทรัพย์ของโรงละครในฝันของเขา เสียงของคิทเหมือนสวรรค์ประทานมาให้ แต่ก็แค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาได้ฟัง เพราะหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเพียรพยายามหลอกล่อให้คิทร้องเพลงเท่าไร คิทก็ไม่ยอมทำเลย เฟดตัวเองไปอยู่เงียบๆ จนจืดจางไป ถ้าเขาไม่เห็นบทที่เพื่อนเรียบเรียบเรียงใหม่ก็คงลืมไปแล้วว่าคิทเป็นใคร


“นายละกัน แสดงบทนี้” ชินวางบทลงบนตักคนที่เขารู้จักดี


“เห้ย จริงดิ” แววตาเปล่งประกายของอัดช่างต่างกับคนที่ชินคาดหวังให้รับบทนี้เหลือเกิน


“อืม” เขาเอ่ยพลางสบตาคิทที่มองมาอย่างงงๆ “ส่วนคิท นายต้องช่วยอัดซ้อมบท นั่นเป็นหน้าที่นาย ห้ามเขาพูดผิดแม้แต่ประโยคเดียว” ชินยกนิ้วชี้ขึ้นก่อนจะเดินไปหาสไตล์ลิสต์เพื่อพูดคุยเรื่องชุดที่จะใช้แสดง โดยมีผู้ช่วยผู้กำกับสาวเดินตามหลังไม่ห่าง มองชายหนุ่มที่เธอรับใช้ด้วยความชื่นชม


“ว้าว บทเจ๋งโคตร ถึงจะไม่ได้เป็นพระเอกแต่ก็เด่นไม่แพ้กัน ว่างั้นไหมคิท” อัดเอนตัวไปชนไหล่เพื่อนร่วมคณะที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก


และคิทก็ไม่ใส่ใจจริงๆ เขาพอใจที่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมคณะโดยที่ไม่ต้องเปิดโปงความลับของคนรัก หันมองอัดที่เปิดบทอ่านอย่างตั้งใจเขาก็โล่งอก แบบนี้เขาคงไม่เหนื่อยมากนัก


“อัด” เสียงทุ้มดังขึ้นก่อนจะเข้ามาอยู่ในระยะสายตา


“เฮ้ยชล มึงดูนี่ บทควอซีโมโดโว้ย รับรองสาวๆ จะต้องกรี๊ดกูมากขึ้นเพราะความดีของกู”


“ตัวละครในเรื่องดี ไม่ได้หมายความว่ามึงเป็นคนดี” ชลเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะมองไปยังร่างอ้วนที่นั่งอ่านบทเงียบๆ “แต่บางคน...ก็ดีจนเหมือนหลุดออกมาจากละคร”


“หึๆ คนแบบนั้นหายากจะตายห่า ไปๆ ไปหาข้าวแดกกัน เลิกเรียนแล้วใช่ไหมมึง แล้วไอ้ภามล่ะ”


“รออยู่ที่รถ เห็นบ่นร้อนก็เลยให้รอที่นั่น” ชลตอบเพื่อน แต่ก็ไม่ได้เดินตามอัดไป เพราะตั้งใจจะชวนคนที่นั่งอยู่ไปด้วยกัน


“คิท...”


“...” คิทเงยหน้ามองร่างสูงที่ช่วงนี้วนเวียนอยู่รอบตัวเขาบ่อยเหลือเกิน อยากจะถามว่ามีอะไรกับเขานักหนา แต่พี่เอ้สั่งไว้ว่าห้ามพูกับคนชื่อ ‘ชล’ เด็ดขาด


“ไปกินข้าวด้วยกัน...นะ” ชลเอ่ยอย่างประหม่า พอรู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใครเขาก็ขัดเขินแปลกๆ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่ชลก็ยังคงรู้สึกไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไรมากนัก เพราะรู้ดีว่าคิทคงไม่อยากให้เขารู้ความลับนั้น


คิทกระพริบตาปริบๆ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้ชลถึงชวนเขาให้ไปไหนมาไหนด้วย วันก่อนก็จอดรับเขาขึ้นรถมาด้วยกัน แถมยังซื้อโอวันตินของโปรดเขามาให้อีก ตกเย็นก็ชวนไปกินหมูกระทะ ทำเอาเขางงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมชลถึงมาทำดีกับเขา ชั่วแวบหนึ่งคิทถึงกับหน้าซีดเพราะคิดว่าชลรู้ความลับแล้ว แต่เพราะอีกฝ่ายดูปกติ ไม่ได้เลียบๆ เคียงๆ ถามถึงพี่เอ้ คิทจึงสบายใจที่จะไปกินหมูกระทะกับชล


แม้จะมีภามกับอัดไปด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะสองคนนั้นกินไม่มาก ต่างจากเขาที่ลุกไปเติมเนื้ออยู่ตลอด ภามกับอัดก็ผลัดกันถามโน่นนี่ไปเรื่อย อัดจะถามเรื่องในคณะเสียส่วนใหญ่เพราะพวกเรามีโปรเจ็คซ์ที่ต้องทำร่วมกันหลายวิชา


ส่วนภามก็ถามถึงพี่เอ้อยู่ตลอด คิทรู้สึกอิจฉานิดๆ ที่ภามเปิดเผยอย่างง่ายดายว่าชอบหรือไม่ชอบใคร ต่างจากเขาที่แม้แต่จะห้ามไม่ให้ภามชอบพี่เอ้ยังทำไม่ได้เลย เขาก็เลยตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เว้นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้พูดด้วยเพราะพี่เอ้สั่งห้ามไว้


“คิทมีนัดกับพี่” เอ้เดินเร็วเข้ามาหาคนทั้งคู่อย่างทันท่วงที คว้าแขนคิทแล้วพาเดินไปอีกทาง ไม่ทันให้ชลได้เอ่ยห้ามอะไร


“เราจะไปไหนกันเหรอครับพี่เอ้” คิทเอ่ยอย่างมีความหวัง เขาหวังว่าพี่เอ้จะพาไปเดทอย่างที่คนรักเขาทำกัน ไหนๆ วันนี้ก็วันศุกร์ พรุ่งนี้ไม่มีเรียนคงไม่ต้องรีบกลับไปทำการบ้านอย่างวันอื่นๆ เขากับพี่เอ้คงพอจะมีเวลาได้อยู่ด้วยกันบ้างสักนิดก็ยังดี


“พี่จะพาเราไปส่งหอไงครับ” พี่เอ้พูดยิ้มๆ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นจรดปากให้คิทเงียบเพราะมีคนโทรเข้ามา เสียงหวานที่เล็ดลอดออกมาบอกได้เป็นอย่างดีว่าพี่เอ้คงจะไปกับสาวๆ อีกเช่นเคย


อ่า...ก็จบแบบเดิม ยังไม่ชินอีกรึไงคิท


“พี่มีนัดกับเพื่อนอะ เดี๋ยวคิทนั่งรถต่อไปเองนะ” พี่เอ้จอดรถเทียบฟุตบาท ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวเขาเบาๆ “ไว้คราวหน้าจะพาไปเลี้ยงชาบู”


คิทมองตามรถพี่เอ้ที่ขับไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่อยากให้ ‘เพื่อน’ ต้องรอนาน ส่วนตัวเขาน่ะเหรอ ก็คงต้องรอต่อไปอย่างไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่


เอี๊ยด


เสียงบดล้อดังมาพร้อมกระจกที่เคลื่อนลง


“ขึ้นมาดิคิท” อัดเอ่ยชวนเพื่อนร่วมคณะอย่างใจดี เพราะไอ้เดือนมหาลัยมันสั่งยิกๆ ว่าชวนคิทมาด้วยกัน


แหมๆ ทำทีเป็นบังเอิญมา โถ่เอ้ย ขับตามรถพี่เอ้มาชัดๆ
.
.
.
.
.
“โห่ ชาบู มึงไม่คิดจะแดกอะไรธรรมดาบ้างเหรอวะ” อัดบ่นนิดๆ เพราะช่วงนี้เขากับเพื่อนๆ เข้าร้านหมูกระทะและบุฟเฟ่ต์ทุกวันจนรู้สึกว่าซิกแพ็คที่เฝ้าฟูมฟักเริ่มจะหายไปแล้ว


“กินๆ เข้าไป กูเลี้ยง” ชลเองก็คิดไม่ต่างจากอัดนัก แต่พอเห็นแววตาเปล่งประกายของคิททีไรเขาก็ใจอ่อนทุกที


คนอะไรมีความสุขกับการกินขนาดนั้น


ภามนั่งฟังคิทสาธยายเรื่องเทคนิคการกินเนื้อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขารู้สึกว่าเสียงพูดของคิทช่างเพลิดเพลินจนอยากให้อีกฝ่ายพูดต่อไปเรื่อยๆ จะเรื่องอะไรก็ได้เขาชอบฟัง เพราะดูมีสาระมากกว่าคุยกับอัดเสียอีก ช่วงนี้ภามจึงเริ่มทำตัวติดคิท มีอะไรก็แบ่งคิทเป็นคนแรกเสมอ


“อะ เนื้อสุกแล้ว กินเลยๆ” ภามวางชิ้นเนื้อลงในถ้วยของคิท มองอีกฝ่ายตักกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยแล้วยิ้มเอ็นดู คอยตักให้เรื่อยๆ จนลืมกินของตัวเอง


คิทที่รับสารพัดเนื้อจากเพื่อนใหม่เห็นว่าถ้วยของฝ่ายนั้นยังว่างเปล่าจึงตักหมูใส่ถ้วยให้ภามบ้าง ภามเอ่ยขอบคุณสั้นๆ แล้วก้มลงกิน 


ฝ่ายชลที่ลอบมองอยู่ตลอดก็ยิ้มอย่างพอใจ คิทเข้ากับเพื่อนๆ ของเขาได้ดี กับอัดก็ดูเหมือนจะช่วยเหลือคิทมากขึ้น ไม่ได้เอาเปรียบอย่างที่แล้วมา รวมถึงรายงานให้เขาฟังตลอดว่าคิทไปที่ไหนทำอะไรบ้าง ส่วนภามก็อย่างที่เห็น มันลดอคติได้มากกว่าที่ชลคาดไว้ แค่พูดคุยปกติก็ว่ายากแล้ว แต่นี่ภามเข้าหาคิทด้วยตัวเองโดยไม่มีเรื่องของพี่เอ้แอบแฝง


เสน่ห์ของคิทไว้ใจไม่ได้เลยจริงๆ


“ไปไหนกันต่อ” ภามเอ่ยถามเพื่อนๆ 


“ดูหนังไหม เข้าใหม่พอดี” อัดรีบชวนทันที เขาอยากมีโอกาสใกล้ชิดกับภามบ้าง และโรงหนังเป็นที่เดียวที่จะทำแบบนั้นได้


“เอาสิ คิทล่ะ” ชลถาม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ


“ดูไหมคิท” ภามถามแทน แต่ก็ส่งสายตาอ้อนๆ มาให้คิทตอบตกลง


“เอ่อ...ก็ได้นะ” วันนี้วันศุกร์ เขาไม่รีบไปไหนอยู่แล้ว เพราะเผื่อเวลาให้พี่เอ้เสมอ แต่ไม่เคยได้ใช้มันไปด้วยกัน


“งั้นตามนี้ กูเลี้ยงเอง” อัดอาสา แล้วรีบลากภามไปช่วยเลือกที่นั่ง จงใจให้คนที่เหลือได้อยู่ด้วยกัน


งานพี่พี่อัดจัดให้ คิคิ


“หัวเราอะไรของมึง” ภามงงๆ ที่จู่ๆ อัดก็หัวเราะคิกคักขึ้นมา


“เปล่าๆ” อัดโบกมือ ทั้งที่ในหัวเขาคิดแผนสารพัดอย่าง





ความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างคนทั้งคู่ คิทถูกห้ามไม่ให้พูดกับร่างสูง และเขาไม่คิดขัดคำสั่งพี่เอ้เลยสักครั้ง


ขณะที่ชลได้แต่ลอบมองอีกฝ่ายอย่างคนไม่รู้จะเข้าหาอย่างไร กับเรื่องอื่นพุ่งเข้าหาได้เสมอ แต่ทำไมกับเรื่องนี้เขาทำไม่ได้ก็ไม่รู้


“เอ่อ...” ชลเอ่ย ก่อนจะเงียบไปเพราะคิทหันไปทางอื่น


ทางที่มีชายหญิงคู่หนึ่งโอบเอวเข้าโรงหนังไป


“โอ๊ะ ไอดอลของมึงนี่ภาม แหม สาวๆ ไม่ซ้ำหน้าเลยนะมึง” อัดเดินถือแก้วน้ำมาพร้อมภามที่ปรายตามองคนทั้งคู่นิดหนึ่งก่อนจะหันกลับมา


“พี่มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วปะวะ” ภามพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะเขารู้กิตติศัพท์ของพี่เอ้ดี หน้าตาระดับนี้ไม่เจ้าชู้ก็คงแปลก ภามทำใจเรื่องนี้นานแล้ว เขาแค่มีความสุขที่ได้ติดตามพี่เอ้ก็เท่านั้น ไม่ได้หวังเป็นคนในใจของอีกฝ่าย


“นึกว่ามึงหลงใหลคลั่งไคล้จนอยากได้มาเป็นผัว”


“กูชอบเขา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้เขาไหมไอ้ควาย”


อัดไม่สนใจคำด่า แต่รู้สึกมีความหวังเพียงเพราะภามบอกว่าไม่ได้คิดกับพี่เอ้ในแง่นั้น


“ดูเรื่องอะไรกัน” ชลขัดขึ้น เขาไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าหมองของคนข้างตัว คิทหันมายิ้มให้คนอื่นๆ ก็จริง แต่ความเศร้ายังฉายอยู่ในตาคู่นั้น


อัดบอกชื่อหนังพร้อมกับชวนเพื่อนๆ เข้าโรงเพราะใกล้ถึงเวลาฉายแล้ว ภามบ่นนิดหน่อยเพราะต้องรอโฆษณาหลายนาทีกว่าจะเข้าเรื่องแต่เจ้าตัวก็เดินนำไปก่อนเป็นคนแรก ปล่อยให้คนที่เหลือได้แต่หัวเราะขบขันกับความขัดแย้งนั้น รวมถึงคิทที่ทิ้งเรื่องเศร้าไว้ข้างหลังแล้วเดินตามภามไป


เขาจะไม่เศร้า คิทบอกตัวเองไว้แบบนั้น


และไม่รู้ว่าบังเอิญหรือผีผลักเพราะหนังเรื่องนั้นฉายโรงเดียวกับที่พี่เอ้กับกิ๊กสาวของเขาเพิ่งเดินเข้าไป


“กลับกันไหม นายไม่จำเป็นต้องฝืน” ชลบอกคนข้างๆ สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งลงแล้วว่าคู่รักคู่นั้นนั่งเก้าอี้อยู่ข้างหน้าพวกเขา


คิทชะงักไปนิดที่ชลพูดเหมือนรู้เรื่องระหว่างเขากับพี่เอ้ ยิ่งเห็นสายตาที่มองมาอย่างเป็นห่วง ก็รู้ว่าความลับแตกแล้วเพียงแต่ชลไม่เคยแสดงออกมาว่ารู้ หรืออีกนัย ชลแสดงให้คิทเห็นว่าร่างสูงเชื่อใจได้ และจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปจนกว่าคิทจะอนุญาต


“...” คิทส่ายหน้า เขาหันไปหาภามที่พูดเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับตัวอย่างหนังที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนถัดไป


“เรื่องนี้นะ มันเป็นภาคต่อจากภาคที่แล้วอะ พระเอกแม่งโคตรเลว คบนางเอกอยู่แต่ก็คั่วกับกิ๊กไม่เลิก ภาคที่แล้วนางเอกก็เลยทนไม่ไหวหนีออกจากบ้าน เห็นภาคนี้เขาว่าพระเอกจะไปตามง้อนางเอกว่ะ เหมือนเพิ่งรู้ตัวไรงี้ เหอะ สันดานแบบนี้ใครจะไปเอาวะ”


“คงเพราะรักมั้ง” คิทตอบเสียงเบาจนภามไม่ได้ยินเพราะเสียงตัวอย่างหนังดังมาก แต่พอถามซ้ำ คิทก็ไม่ยอมตอบ ภามจึงหันไปคุยกับอัด ว่าสุดท้ายนางเอกจะตัดสินใจอย่างไร เลยไม่ได้ถามอะไรคิทอีก


มีเพียงคนเดียวที่สังเกตคนข้างๆ มาตั้งแต่แรก จึงได้ยินชัดเต็มสองรูหู


ชลถอนหายใจนิดหน่อย อุตส่าห์คิดเข้าข้างตัวเองว่าคิทคงไม่ได้หลงใหลผู้ชายจมปลอมแบบนั้น คงถูกบังคับให้ใช้เสียงแลกกับอะไรบางอย่าง คาดไม่ถึงเลยว่าจะฝากใจไว้ที่ฝ่ายนั้นไปแล้ว


“อะ อย่าสิคะเอ้ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” หญิงสาวแสร้งเบือนหน้าหนีพอเป็นพิธี และรอจังหวะให้พี่เอ้เป็นฝ่ายจู่โจมเธอ


“ไม่มีใครเห็นหรอกครับลิลลี่...” สิ้นเสียงนั้นริมฝีปากทั้งสองก็เคลื่อนเข้าหากันอย่างไม่สนใจใคร


ฟึบ


ชลเป็นฝ่ายทนไม่ไหว ยกสองมือปิดตาคิทไม่ให้มองภาพบาดตา สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบนแก้มนุ่มก็รู้ว่าคิทร้องไห้ เขาอยากพาคิทออกไปให้ไกล ติดที่ว่าอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือเลย


พอหนังเริ่มฉายคิทก็ดึงมือชลออก ชายหญิงคู่นั้นเอนหัวซบกันดูหนังอย่างมีความสุข คิทเอนตัวพิงพนักอย่างหมดแรง


พอหรือยังวะคิท มึงหลอกตัวเองพอหรือยัง


คิทได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ อย่างนั้น แม้จะได้คำตอบในใจแล้ว แต่การเดินออกไปจากชีวิตพี่เอ้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย


“ถ้าไม่อยากไปจากตรงนี้ ฉันก็จะอยู่เป็นเพื่อนนาย” เสียงทุ้มกระซิบบอก จับมือนุ่มไว้อย่างหวงแหน


ถ้าพี่เอ้ทำให้นายเจ็บ ฉันจะรักษานายเอง





Tbc.






....................................................
กระโดดถีบอิพี่เอ้  :z6:  โถคิท เดี๋ยวเราส่งชลไปดามใจน้า
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ เจอกันตอนหน้า เอาใจช่วยให้คิทหลุดพ้นสักที :bye2:


ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
ตัดใจซะคิท เอาใจช่วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2017 16:50:50 โดย ืniyataan »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ที่จริงคิทก็รู้สินะ แข็งใจเอาหน่อยคิท ชลน่าจะอยากดึงนายเข้ากลุ่มจะแย่แล้ว (ชลดูพยายาม (แบบเงียบ ๆ) แต่เราเชียร์อะ)

ออฟไลน์ morningpaper

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ยอมหัวใจคิทมากทำไมถึงยอมคนเลวแบบนั้นได้ล่ะลูก ฮือ อีพี่เอ้ก็เหลือเกิน ไม่ควรมั่นหน้ามั่นโหนกขนาดนั้น เสียงตัวเองมีแบบไหนก็ร้องไปแบบนั้นสิ ใช้ประโยชน์จากเขาแล้วยังจะมาทำเลวอีก ทำไมเป็นคนนิสัยไม่ดีได้ขนาดนี้ วันนาบีที่สุด!

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
ชล  :o8: พระเอกผู้แสนดีของเรา ชอบชลมาก ๆ พระเอกแบบที่ชอบจริง ๆ อบอุ่นเหลือเกิน
ตอนนี้ ภามทำตัวดีกว่าที่คิดอ่ะ คิดว่าจะหลงใหลพี่เอ้จนน่ารำคาญซะอีก ชอบแค่เหมือนไอดอลสินะ
ส่วนคิท หวังว่าจะเข้าใจอะไร ๆ แล้วเลิกหลอกตัวเองว่าพี่เอ้เขารักเราจริงซักทีนะ
ถ้าเขารักเราจริง ไม่มีทางทำอย่างนี้หรอกนะ ไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่ทำบ่อยเป็นประจำด้วย
ปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระเสียทีเถอะ โลกนี้ไม่ได้มีแค่พี่เอ้นะ เข้ากับกลุ่มชลได้ขนาดนี้ก็น่าจะรู้
จริง ๆ ตอนนี้ขัดใจคิทมากที่ไม่ยอมพูดกับชลแค่คนเดียว เพราะพี่เอ้สั่ง ทั้งที่ชลดีด้วยขนาดนี้
เจอเต็มตาขนาดนี้ หวังว่าจะคิดได้ เลิกกับพี่เอ้ แล้วก็เลิกช่วยพี่เอ้ทำผิด ๆ หลอกลวงคนอื่นเสียที ไม่ดีเลย
ปรกติอ่านนิยายจะเข้าข้างนายเอกตลอด แต่เรื่องนี้อยู่ฝ่ายพระเอกนะจ้ะ ชอบชลที่สุด :กอด1:
 

ออฟไลน์ wonderbe

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2

ออฟไลน์ Mayonhwa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
งือ คิทอย่าไปเลือกเอ้เลย มองคนข้างๆอย่างชลนะ
ชลสู้ๆ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...4...






“นายคงรู้เรื่องทุกอย่างแล้วสินะ” คิทเอ่ยเสียงเบา ก้มมองพุงพลุ้ยของตัวเองแล้วอดเปรียบเทียบกับหญิงสาวคนนั้นไม่ได้ว่า หากเขาเป็นผู้หญิงทุกอย่างก็คงดีกว่านี้


“อืม” พูดจบชลก็เงียบ เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรปลอบใจคิทบ้าง จึงได้แต่ลอบมองคนที่นั่งหน้าเศร้าอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายเอ่ยขึ้น


“ช่วยอะไรหน่อยสิ” คิทเม้มปากนิดๆ ก่อนจะตัดสินใจ เงยหน้ามองชลด้วยแววตาขอร้อง “ช่วยฉันตัดใจจากเขาที”


ชลมองคิทอย่างอึ้งๆ เพราะนั่นเป็นคำพูดที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของอีกฝ่าย คิทดูเป็นคนยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และดูจะยอมเจ็บมากกว่าถอยออกมา ทว่าตอนนี้แววตาสั่นๆ คู่นั้นกำลังขอร้องเขา ช่างดูน่าสงสารจนอดไม่ได้ต้องดึงอีกฝ่ายมากอดปลอบ


“ฮึก...ช่วย...ที”


“สัญญาเลย” อ้อมแขนแกร่งโอบกระชับอีกฝ่ายมากขึ้น ชลสัญญากับตัวเองว่าจะปกป้องคิทให้ดีที่สุด
.
.
.
.
.
“วันศุกร์มึงกับคิทหายไปไหนมาวะ” ทันทีที่ชลนั่งลงอัดก็ปรี่เข้ามาหาเขาทันที แววตารู้ทันนั้นทำเอาชลหงุดหงิดเล็กๆ กลัวมันจะปากโป้งเอาเรื่องที่เขาชอบคิทไปป่าวประกาศ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเขากับร่างอ้วนยังไปไม่ถึงไหนเลย


“เรื่องของกู” ชลหยิบหนังสืออกจากกระเป๋า เห็นโน้ตแผ่นเล็กๆ ของคิทก็อดยิ้มไม่ได้


“โห่ กูอุตส่าห์วางแผนช่วยมึงเลยนะ...แหน่ะ ยิ้มอะไรวะ” อัดได้ที่คว้ากระดาษโน้ตจากมือเพื่อนมาอ่านทันที


“ ‘อย่าลืมอ่านเรื่องนี้’ อะไรวะ ไม่เห็นเข้าใจเลย” อัดโยนโน้ตแผ่นนั้นคืนชลที่ถลาเข้ามารับอย่างรวดเร็ว กลัวข้อความจากคิทจะปลิวหายไปในอากาศ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องเตะเพื่อนรักสักป๊าบข้อหาไม่ระวัง


“ทำตัวเว่อร์ว่ะไอ้ชล ก็แค่โน้ตปะวะ”


“ลองเป็นโน้ตของไอ้ภามสิ กูก็อยากรู้ว่ามึงจะปล่อยให้มันลอยหายไปไหม”


“เห นี่หมายความว่าคิทเขียนเหรอวะ” อัดเตรียมจะฉกโน้ตแผ่นนั้นมาดูอีกครั้ง แต่ชลไหวตัวทันเก็บใส่กระเป๋าสตางค์เรียบร้อย ปรายตามองเพื่อนที่ส่งยิ้มล้อมาให้


“มึงนี่มัน...”


“อะไร อ้ะ คิท!” อัดโบกมือเรียกร่างอ้วนที่เดินเชื่องช้าอยู่ไม่ไกล คิดแผนอย่างว่องไวเพื่อให้ชลได้ใกล้ชิดกับคิทสักที


เอ๊ะ หรือเราไม่ต้องคิดแล้ววะ


“วันนี้มายังไง เห็นบอกไม่ต้องไปรับ” ชลเอ่ยถามทันทีที่คิทนั่งลงข้างเขา


“ก็วันนี้พ่อมาส่ง” คิทตอบพลางหยิบชีทออกมาจากกระเป๋า “อะ นายลืมไว้ที่เรา วันนี้สอบไม่ใช่เหรอ แล้วเมื่อวานอ่านอะไร”


ชลรับชีทกลับไปพลางยิ้มนิดๆ


“คนเก่งๆ อย่างเราไม่ต้องอ่านมากหรอก”


อัดมองเพื่อนทั้งสองที่คุยกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่เขาไม่ต้องคิดแผน แม้ตอนแรกจะไม่เข้าใจว่าทำไมคิทถึงเมินชล นึกว่าจะไม่ชอบเพื่อนเดือนมหาลัยของเขาเสียแล้ว แต่พอเห็นคุยกันปกติดี อัดก็ดีใจกับเพื่อนด้วย


สำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะไอ้ชล


“คุยไรกันอ่า ขอคุยด้วย” ร่างเล็กวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาแทรกกลางระหว่างชลและคิท มองชีทเรียนแล้วทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้สอบ ก่อนจะขอร้องให้เพื่อนสนิทอย่างชลช่วยติวโดยด่วน


“นะชลนะ มึงติวให้กูหน่อย” ภามเกาะแขนเพื่อน กระพริบตาปริบๆ ขอความเห็นใจ


เห็นแล้วคนที่เหลือก็ใจอ่อน ชลกางหนังสืออกแล้วเริ่มติวให้เพื่อน ส่วนคิทกับอัดก็ซ้อมบทละครด้วยกันก่อนเริ่มเรียนคาบแรก


เมื่อสอนไปได้ระยะหนึ่งชลก็ปล่อยให้ภามทบทวนเอง เงยหน้ามองบรรยากาศรอบๆ ก็รู้สึกมีความสุขจนอยากหยุดเวลานี้ไว้ แค่มีเพื่อนและคนที่เขาชอบ เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว


“หืม” คิทหันมาสบตาชลพอดี เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายส่งมาคิทก็อดยิ้มตามไม่ได้ กลายเป็นว่าทั้งคู่ยิ้มให้กัน ก่อนต่างฝ่ายจะหันไปสนใจเพื่อนอีกสองคน ที่ขอให้ติวเพิ่มและต่อบท


“คิท กลางวันนี้อย่าลืมมากินข้าวด้วยกันน้า” ภามส่งเสียงอ้อน ก่อนจะหันไปย้ำกับอัด “มึงอย่าลืมพาคิทมาด้วยล่ะ”


“เออๆ กูแม่งกลายเป็นหมาหัวเน่าแล้วมั้ง มึงก็ร้องหาแต่คิทๆ ส่วนไอ้ชล...” อัดลากเสียง “ก็เอาแต่คิดถึงคิท”


“แค่กๆ” ชลที่ยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับสำลักคำพูดเพื่อน ส่วนคิทก็หลบตาเขาแล้วเอ่ยขอตัวขึ้นห้องก่อน


“พูดเชี่ยอะไรของมึงวะ” ชลบ่นเพื่อนนิดๆ ยังไม่ทันได้สารภาพเพื่อนตัวดีก็หาเรื่องให้เข้าหน้ากันไม่ติดล่ะ


“นี่กูช่วยมึงอยู่นะ”


“ช่วยตัวเองก่อนเถอะมึงน่ะ” ชลปลายตามองเพื่อนตัวเล็ก


“ช่วยอะไรกันวะ” ภามถามแทรกเข้ามา เห็นเพื่อนสองคนพูดกันเสียงเบาเลยคิดว่าอาจมีความลับปิดบังเขา “บอกมาเลยนะถ้าไม่อยากให้กูโกรธ” ภามกอดอก จ้องเพื่อนสองคนนิ่งๆ


“ไอ้ชลมันชอบคิท” อัดออกตัวก่อนเพราะรู้ดีว่าชลไม่พูดเรื่องของเขาแน่ ซึ่งนั่นก็จริงเพราะชลได้แต่ตวัดสายตามองอัด หลบตาวาวๆ ของภามที่มองมาอย่างคาดหวัง


“จริงเหรอวะชล มึงชอบคิทจริงดิ” แววตาและน้ำเสียงดีใจที่ปิดไม่มิดนั่นทำเอาเพื่อนทั้งสองงง


“มึงดีใจอะไรวะ” อัดถาม


“กูจะได้มีข้ออ้างให้คิทมาอยู่กับพวกเราบ่อยๆ ไง ถ้าคิทเป็นแฟนชลมันก็ดีใช่ไหมล่ะ”


“มึงไม่รังเกียจหรือคิดว่าเขาไม่เหมาะกับกูเหรอ” ชลเอ่ยถาม เขารู้ว่าเพื่อนลดอคติลงได้แล้ว แต่สำหรับคนที่หลงใหลหน้าตาเป็นอันดับแรก ย่อมต้องมองออกว่าเขาและคิทไม่มีอะไรเหมาะสมกันเลย ภามยิ้มนิดๆ แล้วตอบเพื่อน


“มันสำคัญเหรอวะ กูแค่อยากให้มึงมีคนอยู่ข้างๆ ในเวลาที่กูและไอ้อัดอยู่ข้างมึงไม่ได้ จะเป็นใครมันไม่สำคัญหรอกว่ะ มันอยู่ที่ใจมึงเท่านั้นว่าชอบใคร มาดีกูก็ยกมึงให้ก็เท่านั้น”


“แล้วถ้ามาร้ายล่ะ ถ้าคิทหวังชื่อเสียงเงินทองไอ้ชลล่ะ” อัดถาม


“กูก็จะขัดขวางทุกวิถีทางนั่นแหละ แต่เพราะเป็นคิท คนที่กูมั่นใจว่าดูแลเพื่อนกูได้ กูถึงยอมยกมึงให้เขา”


“พูดเหมือนแม่เลยว่ะ แม่ภามคร้าบบบบ” อัดเอ่ยล้อก่อนจะโดนฝ่าเท้าภามเต๊ะเข้าให้


“มึงก็ไม่ต่างจากกูหรอกไอ้อัด อย่าคิดนะว่ากูไม่รู้เรื่องที่มึงตามจีบสาวเพื่อพิสูจน์ใจพวกเธอ ว่าชอบไอ้ชลจริงหรือหวังรวยทางลัด”


“นี่มึงรู้” อัดคิดว่าในสายตาภาม เขาคงกลายเป็นคนเจ้าชู้เที่ยวม่อคนอื่นไปเรื่อย แต่กลายเป็นว่าภามรู้แผนที่เขาซ่อนไว้ทั้งหมด


สมแล้วที่เป็นว่าที่เมีย


“นี่พวกมึง...” ชลไม่รู้จะเอ่ยขอบคุณเพื่อนทั้งสองอย่างไร ทั้งเรื่องที่ยอมรับคนที่เขาชอบได้ และคอยกันคนที่เข้าหาเขาด้วยผลประโยชน์มาโดยตลอด


“ก็เพื่อนกันปะวะ อะไรดีๆ พวกกูก็อยากให้ อะไรร้ายๆ ก็ช่วยกำจัดออกไปไง” อัดพูดพลางตบบ่าเพื่อนที่ดูอ่อนไหวจนน้ำตาซึมไปแล้ว


“ไอ้ชล มึงเป็นเดือนนะ จะมาร้องไห้อะไรเนี่ย” ภามหัวเราะ


“ก็พวกมึงอะ” ชลเงยหน้ามองฟ้า กระพริบตาถี่ไล่น้ำตาออกไป ก่อนจะเห็นคิทที่อยู่บนอาคารมองสบตาเขาด้วยรอยยิ้ม


“คิท!” พี่เอ้วิ่งเข้าไปหาร่างอ้วน ก่อนจะดึงแขนพากันหายไปจากสายตาชล


“ตามไปไหมมึง” อัดเอ่ยถาม ภามเองก็พยายามดูทิศทางที่ทั้งสองหายไปแต่ก็ไม่มีวี่แวว


“ไม่ต้องหรอก” ชลตอบสั้นๆ เขาเชื่อในตัวคิทมากพอ เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาว่าจะตัดใจ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างไปจากนี้ อยู่ที่คิทแล้วว่าจะทำสำเร็จไหม เพราะเขาได้แต่หวังว่าคิทจะผ่านมันไปได้ อย่างน้อยก็เพื่อตัวคิทเอง


..........................................
..................................................................


“พี่เอ้มีอะไรครับ” คิทเอ่ยถามเมื่อพี่เอ้ปล่อยมือจากกัน


“คิทจะแสดงละครเวทีเหรอ” เอ้เข้าประเด็นทันที หลังจากได้ยินจากเพื่อนว่าเด็กปีหนึ่งต้องแสดงละครเวทีทุกคน เขาก็รีบออกมาตามหาคิททันทีเพื่อถามความจริง


“เปล่าครับ...” คิทพูดเสียงเบา ลึกๆ ในใจยังหวังว่าพี่เอ้จะมีเยื่อใยต่อกันบ้าง มาหากันโดยไม่มีเรื่องของเสียงเข้ามาเกี่ยวข้องสักครั้งก็ยังดี แต่เปล่าเลย ความหวังของเขาพังยับไม่มีชิ้นดี


“ดีแล้วๆ” เอ้หายใจอย่างโล่งอกที่เด็กน้อยของเขาไม่ได้ทำอะไรเกินกว่าหน้าที่ที่เขามอบให้ แม้จะมีเสี้ยวหนึ่งที่รู้สึกผิดไปบ้างที่ทำให้น้องต้องหลบซ่อน แต่เอ้ก็คิทว่านั่นดีที่สุดแล้วสำหรับเขาทั้งคู่ เขาอยากมีคิทอยู่ข้างๆ ไม่อยากแบ่งให้ใครชื่นชม


“พี่เอ้มีธุระแค่นี้ใช่ไหมครับ งั้นผมขอตัว...”


“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนล่ะ” เอ้คว้าแขนคิทไว้ รู้สึกใจหายแปลกๆ เหมือนคิทจะหายตัวไปทั้งที่จับไว้อยู่ “พี่เอาของชอบมาให้เราด้วย” เอ้ชูถุงขนมหลากรสของโปรดคิท คิดว่าอีกฝ่าต้องดีใจแล้วโผเข้ากอดเขาอย่างที่เคย แต่คิทกลับนิ่ง


“...” คิทมองขนมเหล่านั้นแล้วสมเพชตัวเอง แค่พี่เอ้ให้ขนม เขาก็ดีใจจนลืมทุกอย่างที่อีกฝ่ายทำไว้ ลืมความเจ็บปวดที่ถูกทิ้งไว้ไปจนหมด แต่น่าแปลกที่วันนี้ความทรงจำแย่ๆ ทั้งหมดกลับหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด


และเขาไม่ชอบขนมพวกนั้นอีกแล้ว


“เอากลับไปเถอะครับ” คิทดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย


พอแล้ว เขาจะพอแล้วจริงๆ


“คิท...เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ” เอ้ยกมือแตะหน้าผากมน แต่คิทกลับถอยห่างออกไป คล้ายกับรังเกียจสัมผัสนั้นจนเอ้เป็นฝ่ายชะงัก “คิท...”


“ผมไปเรียนก่อนนะครับ คาบนี้อาจารย์เคร่งเรื่องเวลา” พูดจบคิทก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่อยากทนเห็นใบหน้าที่จะฉุดรั้งให้อยากกลับไปหาแล้วอธิบายทุกอย่าง


เพราะหัวใจของเขาจะไม่ยอมเจ็บอีกแล้ว


“ลาก่อนครับ...พี่เอ้”





.....................................


“ทำไมคิทดูซึมๆ” ภามนอนแนบหน้าไปกับโต๊ะ หันหน้าไปทางคิทที่ดูหงอยเหงาแปลกๆ ซึ่งภามเดาได้ไม่ยากว่าเป็นเพราะใคร


พี่เอ้นะพี่เอ้ ฮึ่ย! ภามหมายหัวไอดอลของเขาไว้ในใจ บังอาจมาทำให้เพื่อนของเขาเศร้า ภามไม่ชอบพี่เอ้แล้วก็ได้!


“ไปภาม ไปหาข้าวแดกกันเถอะ คิทมันเป็นอย่างนี้มาทั้งคาบล่ะ”


“แต่ว่า...” ภามไม่อยากปล่อยเพื่อนไว้คนเดียวเลยจะหาเรื่องอยู่ต่อ แต่อัดก็เพยิดหน้าไปทางชลที่มองมาอย่างห่วงๆ ภามจึงจำต้องล่าถอยให้เพื่อนเขาได้มีโอกาสปลอบใจกัน


“ฝากด้วยนะชล เดี๋ยวกูซื้อข้าวมาให้” อัดบอกเพื่อนแล้วดึงภามออกจากห้องเรียนไปด้วยกัน


“คิท...” ชลนั่งลงข้างๆ ร่างอ้วนที่สายตาเหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย ชลแนบหน้าลงบนโต๊ะแล้วหันหน้าเข้าหาคิท พยายามสบตาอีกฝ่ายที่มองผ่านเขาไป ยิ่งเห็นคิทเป็นแบบนี้ชลยิ่งทรมานใจ ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากยื่นหน้าออกไปแล้วบดเบียดริมฝีปากลงไปทันที


“อื้อ” ดวงตากลมโตเบิกกว้างก่อนจะผลักเขาออกไป “ทำบ้าอะไรเนี่ย!” คิทลุกพรวดหน้าแดงก่ำ


จูบแรกของเขา


“ก็เหม่ออยู่ได้ เลยหาวิธีเรียกสตินายไง” ชลตอบนิ่งๆ ทั้งที่หัวใจเต้นตูมตาม ยิ่งได้ลองครั้งแรก สัมผัสนุ่มนวลนั้นทำเอาเขาอยากจูบอีกหลายๆ ครั้ง แต่ท่าทีต่อต้านยกมือตั้งการ์ดนั่น เห็นทีเขาต้องรออีกนานกว่าจะมีครั้งต่อไป


“เรียกดีๆ ก็ได้มั้ง ไม่เห็นต้องจะ...จูบเลย” คิทก้มมองเท้าตัวเองอย่างคนไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น


“ทำอย่างกับเป็นจูบแรกไปได้” ชลแซ็วเล่น เพราะคิดว่าระหว่างคิทกับพี่เอ้ก็คงต้องมีเรื่องแบบนี้กันบ้างเพื่อยื้อคิทให้อยู่ด้วยกันในฐานะแฟนลับๆ


“ก็ใช่นะสิ!” คิทโวยลั่น พอเห็นท่าทีอึ้งๆ ของอีกฝ่ายก็อับอายขึ้นมาทันที เพราะคิดว่าชลคงเจนสนามมากกว่าเขาเลยไม่คิดอะไรกับแค่จูบปากแตะปาก


แต่ชลกลับไม่คิดแบบนั้น เขารู้สึกลิงโลดที่ได้เป็นจูบแรกของคิท แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับเรื่องนี้ แต่พอได้เป็นคนแรกความรู้สึกดีก็เต็มตื้นในใจ อยากจะเป็นจูบเดียวของคิทตลอดไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับใจของฝ่ายนั้นว่าจะเปิดรับเขาเข้าไปเมื่อไหร่


“ยิ้มอะไร” คิทหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ โอบกระเป๋าไว้ด้วยสองแขน ตั้งใจว่าหากชลจู่โจมเขาจะฟาดไม่ยั้งมือเลย


“เปล่า แค่รู้สึกดี...ที่ได้เป็นคนแรกของนาย”


“ดีบ้าอะไรเล่า จูบกับผู้ชายมันจะไปดียังไง”


“เพราะเป็นนาย...ถึงดีไงล่ะ” ชลส่งยิ้มละมุนให้คิทที่หลุบตาลงต่ำ


“หิวแล้ว ไปกินข้าวดีกว่า” ร่างอ้วนลุกพรวดไม่บอกกล่าวก่อนจะเดินเร็วหนีออกไปทันที


“รอด้วยสิคิท” ชลวิ่งตามคิทไปติดๆ พลางหยอกล้อเย้าแหย่ให้คิทโวยวายใส่


แต่ทั้งสองไม่รู้เลยว่าการกระทำของพวกเขาอยู่ในสายตาของใครบางคน






Tbc.






....................................................
คิทของเราเลือกจากเดินจากมาแล้วจ้า หน่วงนิดหน่อยเลยแถมหวานๆ ตอนท้ายมาให้ค่ะ ว่าแต่ บุคคลปริศนาเป็นใครน้า

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ น่ารักมาก  :mew1:  เจอกันตอนหน้า


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ morningpaper

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เอ็นดูความเห็นเขาเหม่อก็เลยขโมยจุ๊บซะเลย ว้าย แบบนี้ก็ได้หรอคะคุณแม่ ป้าข้างหอแบบอิฉันงงไปหมด งงมากไม่รู้จะทำไงก็เลยย้อนไปอ่านอีกรอบมันซะเลย วร้ายยย :m25: :katai2-1: แล้วคนที่เห็นนี่พี่เอ้ใช่มั้ย หึ เวลาของแกจบแล้วย่ะ นังทัวร์ดีย์ ต่อไปนี้ก็เป็นนักร้องเสียงใหม่ไปแล้วกันนะยะ (โหหห อินอะไรเบอร์นี้ 55555555555)
ปล. เอ็นดูคำว่าร่างอ้วนมาก 555555 ไฟติ้งนะคะคุณนักเขียนติดตามอยู่ตลอดค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
เฮ้ย อย่าเพิ่งรู้ตัวสิเอ้ (รัก หรือ หวงก้าง) รอเขาได้กันก่อนสิ

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
ขยับเข้าใกล้กันอีกนิดแล้วเน๊อะ  :กอด1:

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...5...






“เกิดอะไรขึ้นวะ” ภามวิ่งพรวดเข้ามาในห้องเรียนทันทีที่ได้ยินข่าวลือของชล ร่างสูงนั่งกุมขมับอย่างเครียดๆ ก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏภาพแอบถ่ายขณะที่เขากับคิทหยอกล้อกัน ดูยังไงก็ไม่ต่างจากคู่รักทั่วไป แถมยังแนบข้อความอันแสนร้ายกาจ...


เดือนมหาลัยชื่อดังคบไอ้อ้วนปลายแถว


จะด่าเขาเท่าไหร่ ชลไม่เคยไม่สน กลัวแต่ว่าคิทจะเห็นข้อความนั้นแล้วเสียใจ ยิ่งตอนนี้ติดต่อคิทไม่ได้ชลก็ยิ่งกลุ้มใจ ทำได้เพียงรออัดติดต่อกลับมาเท่านั้น


“ใจเย็นก่อนมึง” ภามปลอบใจเพื่อนเมื่อเห็นขาที่ขยับไปมาอย่างอยู่ไม่สุข เข้าใจดีว่าชลคงคิดมากเรื่องคิท แต่พวกเขาทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้เพราะมีชื่อเสียงเดือนมหาวิทยาลัยเข้ามาเกี่ยวด้วย หากชลผลีผลามทำอะไรไม่ระวังก็อาจถูกเรียกเข้าพบคณบดีได้ เพื่อนร่วมเซคเองก็รู้ดีจึงคอยเหลือบมองมาเป็นระยะ ป้องกันไม่ให้ชลพรวดออกจากห้องไปก่อนหมดคาบเรียน


“คิทจะเป็นไงบ้างวะภาม” ชลถามครั้งที่เท่าไรแล้วภามก็ไม่ได้นับ เพราะเขาตอบได้เพียงอย่างเดียว


“กูไม่รู้ว่ะ” ก้มมองมือถือที่แม้จะส่งไลน์ไปถามอัดกี่ข้อความ ทางนั้นก็เงียบสนิทไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ


“กูจะทนไม่ไหวแล้วนะ...”


“อีก 15 นาที อดทนแป๊บเดียวมึง เดี๋ยวกูวิ่งไปเป็นเพื่อน”


“เออ” ชลผ่อนลมหายใจ หวังให้เข็มนาฬิกาเดินให้เร็วขึ้น เขาจะได้ออกไปตามหาคิทสักที
.
.
.
.
.
“ไม่ให้เราบอกภามกับชลจะดีเหรอคิท” อัดถามเพื่อนตัวอ้วน เหลือบมองข้อความเข้าจากภามที่ดังถี่ต่อเนื่องมาหลายนาทีแล้ว แต่เขาก็ยังไม่กล้าสไลด์กดตอบอีกฝ่ายไป


“อย่าเพิ่งเลย ตอนนี้พวกเขาคงกำลังเรียนอยู่ อย่าเอาปัญหาของเราไปทำให้พวกเขาว้าวุ่นใจ” คิดเหม่อมองไปยังสระน้ำด้านหน้า คาบนี้ไม่มีใครมาเรียนที่นี่คิทจึงถือโอกาสมานั่งคิดอะไรเงียบๆ หลังจากเห็นภาพและข้อความโชว์หราบนหน้าเฟซบุ๊ก และอัดที่กำลังวิ่งวุ่นหาเขาไปทั่วมหาวิทยาลัยก็มาเห็นเข้าพอดีเลยเข้านั่งด้วย เพราะคาบเช้าพวกเขาไม่มีเรียน


“ไม่ต้องคิดมากหรอกคิท คนพวกนั้นก็พูดไปเรื่อย” อัดพยายามปลอบใจ แต่ก็ใบหน้ากลมก็ไม่มีวี่แววว่าจะสดใสขึ้นแต่อย่างใด มีเพียงสายตาที่ทอดยาวไปข้างหน้าคล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ


และอัดก็กลัวใจคิท ว่าจะเลือกตัดชลออกจากชีวิตเพียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเดือดร้อน


“คิท...”


“เราไม่เป็นไรหรอกอัด เรื่องแค่นี้เราผ่านมันมาตั้งหลายปีแล้ว ใช่ว่าเพิ่งเกิดซะเมื่อไหร่ล่ะ” คิทหันมาสบตาเพื่อน ความรู้สึกสงบถูกส่งผ่านทางสายตา อัดจึงเข้าใจทุกสิ่งที่คิดพยายามสื่อถึงเขา


“ถ้าไม่ไหวยังไงต้องบอกพวกเรานะ ก่อนหน้านี้คิทอาจจะตัวคนเดียว ต้องเก็บความรู้สึกแย่ๆ พวกนั้นไว้ข้างใน แต่ตอนนี้นายมีพวกเรานะโว้ย มีเรา มีภาม และยังมีไอ้ชลอีก พวกเราจะพานายก้าวผ่านเรื่องพวกนี้เอง พึ่งพวกเราได้เสมอนะคิท” อัดบอกด้วยความเต็มใจ


คิทยิ้มให้เพื่อน คนที่เขากล้าเรียกได้เต็มปากแล้วว่าเพื่อน ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เขาเป็นเพียงแค่คิท คนที่มีดีแค่เสียง เป็นได้แค่เงาที่อยู่ใต้แสงตะวัน


แต่ตอนนี้...เขาคือคิท คิทมีตัวตนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว


“อื้ม”


“คิท!” สองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ร่างเล็กจะวิ่งแซงหน้าเข้ามาสวมกอดคิทแน่น


“ไม่เป็นไรใช่ไหม” ภามผละออกพลางสำรวจเพื่อนไปทั้งตัว เพราะตลอดทางที่วิ่งตามหาคิทไปพร้อมชล ในหัวก็มีแต่ภาพคิทถูกหญิงสาวหลายคนรุมทึ้งไม่มีชิ้นดี พอได้เจอเลยอดเป็นห่วงไม่ได้


“เราไม่เป็นไร” คิทตอบยิ้มๆ ยกมืออ้วนป้อมจัดทรงผมชี้ฟูให้ภามที่ยังคงกวาดตาไปรอบๆ ตัวเขา ดูท่าเพื่อนตัวเล็กคงห่วงเขามาก


“แน่ใจนะ” ชลเอ่ยขึ้น เขาไม่หวังให้คิทอภัยให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยขอแค่ร่างอ้วนไม่เป็นอะไรก็พอ


“ไม่เป็นไรจริงๆ เราเป็นข่าวกับเดือนมหาวิทยาลัยเชียวนะ เราต้องภูมิใจสิ” คิทส่งยิ้มขำไปให้เพื่อนๆ พอเห็นคิทยิ้มได้ทุกคนก็พลอยสบายใจไปด้วย


“ดีแล้ว” ชลวางมือลงบนหัวคิทแล้วลูบเบาๆ ส่วนภามก็โผเข้ากอดคิท ขณะที่อัดตบไหล่คิทเบาๆ เป็นกำลังใจให้ คิทมองทุกคนแล้วยิ้มให้ตัวเอง


ความสุขของเรา...ก็เท่านี้เอง


.....................................
..................................................


หลังจากปล่อยให้เพื่อนๆ ปลอบใจได้สักพัก คิทก็ขอตัวมาเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้เพื่อนทั้งสามนั่งรออยู่ที่สระเพราะทุกคนเตรียมลุกมาเป็นเพื่อนเขากันหมด คิทอดยิ้มขำไม่ได้กับความเป็นห่วงอันแสนเว่อร์วังนั้น เขาจึงต้องห้ามไม่ให้เพื่อนๆ ตามมา


และบังเอิญเจอกับอดีตคนรัก...ที่ตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว


“คิท พี่ได้ข่าวเรื่องเรากับไอ้เด็กเดือนนั่น” พี่เอ้จับมือของเขาหลวมๆ แววตาแฝงความเป็นห่วงที่ส่งมาให้ยังคงทำให้เขาใจสั่นได้เสมอ


“ไม่มีอะไรหรอกครับ เราเป็นเพื่อนกัน คนอื่นจะเข้าใจยังไงก็ช่างเขาเถอะ” คิทตอบยิ้มๆ มีความสุขที่เรียกชลว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้น บางครั้งก็พิสูจน์ใจคนได้ดีว่าพวกเขาพร้อมที่จะสุขและทุกข์ไปพร้อมกับเราหรือไม่


และคิทก็มีความสุขกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นนี้


“ทำไมคิทดูไม่เดือดร้อนอะไร ทั้งที่คนเขาต่อว่าคิทเต็มโซเชียลไปหมด” เอ้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เรื่องทั้งหมดไม่ควรจบลงอย่างนี้ คิทควรจะร้องไห้กลับมาหาเขา กลับตัวเป็นเด็กดี และหลบอยู่ในหลืบเชื่อฟังเขาอย่างที่เคย ไม่ใช่ยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้


“ผมคงชินแล้วล่ะมั้งครับ” คิทยอมรับ “เพราะผมไม่อาจเปลี่ยนความคิดให้คนทั้งโลกมาชอบผมได้” ร่างอ้วนสบตาคนที่เขาเคยรักก่อนจะเอ่ยยืนยันความคิดตัวเอง “แต่ผมจะรักษาคนที่ชอบผมไว้ให้ดีที่สุด ไม่ให้เขาต้องผิดหวังที่ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น”


“พี่เองก็ชอบคิท ยอมรับในสิ่งที่คิทเป็นนะ” เอ้จับมือนุ่มไว้ด้วยหัวใจวูบโหวง รับรู้ถึงข้อความแฝงที่อีกฝ่ายส่งมาให้อย่างชัดเจน


จะไม่มีคิทคนเดิมอีกแล้ว...


“ถ้าพี่คิดอย่างที่พี่พูดผมก็ขอบคุณครับ” คิทค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุม แต่อีกฝ่ายก็จับไว้แน่น


“พี่จะพิสูจน์ให้คิทเห็น!” เอ้เอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ เขาเดินเกมมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาจะไม่ยอมเสียคิทไปแน่


เอ้ฉุดร่างให้เข้ามาใกล้ตัวเอง ยิ่งคิทดิ้นเอ้ยิ่งอยากเอาชนะ เขาโน้มหน้าลงไปหาร่างอ้วนโดยไม่ละสายตาเพื่อแนบริมฝีปากลงไป คิทยื่นหน้าหนีสุดแรง แต่ในชั่ววินาทีสั้นๆ ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว คิทจึงหยุดดิ้นปล่อยให้ร่างกายโอนเอนไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ


เอ้แปลกใจในท่าทีนั้น แต่ไม่หยุดใบหน้าที่โน้มลงหวังพิสูจน์สิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป ยิ่งใกล้ใบหน้าอวบอ้วนมากเท่าไรเขายิ่งรู้สึกถึงบางอย่างที่ค่อยๆ แพร่กระจายไปทุกความรู้สึก ก่อนจะหยุดชะงักการกระทำลงเพียงเสี้ยววินาที


“พี่ทำไม่ได้หรอกครับ” คิทเอ่ยขึ้น ดันร่างสูงออกห่างแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “พี่ไม่ได้ชอบผม...”


นี่เป็นอีกสิ่งที่เขาค้นพบหลังจากทำใจเรื่องพี่เอ้ได้สักระยะหนึ่ง


พี่เอ้ไม่เคยจูบเขาเลย...ไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องกันด้วยความชอบจริงๆ


เอ้ทิ้งแขนสองข้างลงข้างตัว ยอมจำนนต่อสิ่งที่คิทพูดมาทั้งหมด


เขาทำไม่ได้


“พี่ขอโทษ...” นับเป็นครั้งแรกที่เอ้รู้สึกผิดจริงๆ ผิด...ที่ทำลายความรู้สึกของคนที่ชอบเขามากกว่าใคร คนที่ให้เขาทุกอย่างโดยไม่เรียกร้องขอสิ่งใด แต่เขาก็ยังทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายอยู่เรื่อยมา


“ช่างเถอะครับ” คิทเม้มปาก พยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มเอ่อ “หวังว่าเราจะไม่ติดค้างอะไรกันอีก” ร่างอ้วนหันหลังก้าวเดินจากมา ไม่แม้แต่จะคิดหันหลังกลับไปอีก


คงเป็นครั้งสุดท้าย...ที่ผมจะร้องไห้เพราะพี่


.....................................
..................................................


หลังจากวันนั้นคิทไม่เจอพี่เอ้อีกเลย ส่วนเรื่องข่าวลือก็ยังคงมีมาเรื่อยๆ หลายคนยังคงมองเขาในแง่ร้ายไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับก่อนหน้านี้นักเขาก็เลยเฉยๆ ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่พร้อมท้าชนเสมอ


“ดูไอ้อ้วนนั่นดิ อ้วนแล้วยังไม่เจียม สเออะมานั่งกับแก๊งเดือนมหาลัยอีกแล้วว่ะ”


“อ้วนแล้วหนักหัวพ่อมึงรึไง!” ภามลุกพรวดชี้หน้าด่าคนพูดทันที แววตาโมโหนั่นทำเอาคิทต้องรีบลูบแขนแล้วดึงภามให้นั่งลง ยกแก้วน้ำหวานพร้อมยื่นหลอดจ่อปากภามที่ยอมดูดน้ำอย่างหัวเสีย


“ไอ้เตี้ยนั่นก็น่ารักซะเปล่า ปากหมาซะไม่มี”


“มึงว่าใครห้ะ!” ไอ้นี่ก็อีกคน คิทรีบคว้าชายเสื้ออัดไว้ก่อนที่มันจะถลาไปตั้นหน้าคนพูดที่รีบชวนเพื่อนลุกหนีทันที


“พอแล้วๆ” คิทปรามเพื่อนแล้วยื่นจานลูกชิ้นไปตรงหน้าอัด ยอมเสียของโปรดระงับอารมณ์คนใจร้อนก่อนครับ ขึ้นง่ายกันจังวะ “กินเลยๆ เจ้านี้น้ำจิ้มอร่อยนะ รับรองติดใจ” เขาจิ้มลูกชิ้นยื่นให้อัดที่อ้าปากรับไปเคี้ยวอย่างหงุดหงิด


“ขอด้วยๆ” ภามอ้าปากรอเหมือนลูกนก คิทยิ้มนิดๆ ก่อนจะจิ้มลูกชิ้นกลมเข้าปากบาง “อื้ม อร่อย”


“ใช่ไหมล่ะ กินเยอะๆ นะ” คิทดันจานให้เพื่อนทั้งสองแย่งกันกิน สายตาก็สอดส่ายหาชลที่ต้องฝึกซ้อมต้อนรับคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในงานโอเพ่นเฮาส์ที่ใกล้จะถึงนี้ จะว่าไป คิทก็ไม่ได้เจอชลมาเกือบอาทิตย์แล้ว เพราะเขาเองก็ต้องอยู่ช่วยอัดซ้อมบทหลังเลิกเรียนทุกวัน ยิ่งตอนซ้อมบนเวทีกับเพื่อนคนอื่นๆ อัดยิ่งตื่นเวทีง่ายจำบทพูดสลับกันไปหมด


“อัด เย็นนี้ซ้อมหนักหน่อยนะ ใกล้วันงานแล้ว” คิทนึกถึงชินที่รับบทหนักที่สุด เห็นเพื่อนวิ่งวุ่นไปทั่วเวทีเพราะต้องการให้การแสดงนี้สมบูรณ์แบบ เพราะพ่อของชินก็มาดูการแสดงนี้ด้วยชินจึงค่อนข้างจริงจังกับทุกอย่าง


คิทเองก็เคยเจอพ่อของชินครั้งหนึ่งตอนมาทดสอบเข้าคณะนี้ พ่อของชินได้รับเชิญมาเป็นกรรมการด้วยเช่นกัน เพียงแต่เขาไม่ขออกเสียงเพราะถือว่าตนไม่ใช่อาจารย์ของมหาวิทยาลัย มีเพียงคำแนะนำที่มอบให้เหล่าผู้สมัครนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นเท่านั้น แวบแรกที่พบกันพ่อของชินแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาทันทีที่เห็นเขา คิทเองก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนให้ฝ่ายนั้นมาสนใจ เขาแค่ทำสิ่งที่ชอบให้ดีที่สุดก็เท่านั้น ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไปเช่นเดียวกับคนก่อนหน้าเมื่อไม่มีกรรมการคนใดพูดอะไร และนั่นเป็นครั้งเดียวที่เขาได้พบพ่อของชิน


“ขอโทษที่มาช้า” ร่างสูงนั่งลงก่อนจะเอนตัวพิงคิทอย่างเช่นเคย “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด เลิกเป็นเดือนได้ไหมอะ” ชลช้อนตามองอ้อนๆ ซึ่งคิทก็ได้แต่หลบตาไปทางอื่น


“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะมึง นึกว่าลาออกไปแล้ว”  อัดพูดขำๆ เพราะเขาก็ไม่ได้เจอชลเหมือนกัน


“อย่าว่าแต่มึงเลย เข้าห้องเรียนรับครั้งได้มั้งมันอะ ถามจริง ซ้อมอะไรขนาดนั้นวะ ก็แค่เดินชมมหาลัยไม่ใช่เหรอ” ภามถาม


“มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ กูขี้เกียจเล่า” ใบหน้าคมถูไถไปบนไหล่คิทก่อนจะอ้าปากงับเบาๆ อย่างหมันเขี้ยว


“เฮ้! นี่คนไม่ใช่ซาลาเปา” คิทบ่นอุบ จิ้มลูกชิ้นสาหร่ายยื่นชิดปากชน “หิวก็กินซะ”


ร่างสูงยิ้มนิดๆ อ้าปากงับลูกชิ้น โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากร่างอ้วนที่เขาคิดถึงเลย


ทุกนาทีที่ซ้อม เขาจะทำให้ดีที่สุดเสมอเพียงเพื่อจะได้กลับมาหาคิทไวๆ แต่เพราะคนอื่นไม่ได้ตั้งใจแบบเขา การซ้อมจึงดูเหมือนจะยืดยาวต่อไปไม่สิ้นสุดสักที กว่าจะเสร็จคิทก็คงเข้านอนไปแล้ว ชลจึงไม่กล้าเรียกอีกฝ่ายออกมาเพียงเพราะอยากเจอหน้าให้หายคิดถึง


“ขออีก” เคี้ยวหมด เจ้าตัวก็อ้าปากรอ คิทได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ เพราะนอกจากชลแล้ว ภามและอัดก็ทำตัวไม่ต่างจากลูกนกรอแม่ป้อนเหยื่อเลย


นี่เราได้เพื่อนหรือลูกชายตัวน้อยเพิ่มมาสามคนเนี่ย...








Tbc.






....................................................

เขียนเองก็ชอบเองแฮะ 555 รักชลอิอิ  :-[   //แอ่ก! โดนคิทกระโดดทับ

ตอนหน้าก็จบแล้วน้า 5555 อย่าเพิ่งปามีดใส่ เราวางพล็อตไว้แค่นี้จริงๆ มีตรงไหนไม่เคลียร์บอกได้จ้า จะได้จัดการตอนหน้าทีเดียวเลย

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ  :กอด1: :L2:


ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
งั้นขอตอนพิเศษเยอะๆได้ไหม  :katai5:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
เดี๋ยวนะ เดือนมหาลัยจะคบใครนี่ต้องถึงคณบดีเลยเหรอ ไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อย เรื่องก็มาจากพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านทั้งนั้น
รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ janeta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
...6...(จบ)






วันงานโอเพ่นเฮาส์


“คิท! อัดอยู่ไหนแล้ว!” ชินที่วิ่งวุ่นตลอดเช้ารีบเข้ามาหาร่างอ้วนทันที่ที่รู้ว่าตัวละครของเขาหายไปหนึ่งคน “นี่ใกล้จะเริ่มงานแล้วนะ!” หากเป็นการซ้อมทั่วไปชินจะไม่หัวเสียเท่าไหร่นัก แต่นี่เป็นวันจริง และพ่อของเขากำลังเดินทางมาที่นี่


“เรากำลังติดต่อให้น่ะ...” คิทพูดพลางลูบแขนชินให้ใจเย็นลง มืออีกข้างก็กดต่อสายหาเพื่อนตัวแสบที่ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า โทรถามภามก็ไม่ได้ความอะไร เพราะร่างเล็กก็กำลังยุ่งกับคณะตัวเองเช่นกัน เห็นว่าบีกเกอร์แตกไปสองใบต้องรีบออกไปซื้อที่อื่น


“ไม่ว่ายังไงก็ตาม ถ้าติดต่อไม่ได้ภายใน 15 นาทีนี้นายต้องแสดงแทนนะคิท”


“ห้ะ! เราทำไม่ได้หรอก” คิทส่ายหัวปฏิเสธ ยืนยันจะติดต่อเพื่อนให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนจะวิ่งออกจากคณะเพื่อตามหาอัด


“เฮ้! จะรีบไปไหนน่ะ” แขนอวบถูกรั้งไว้ด้วยมือแกร่งของร่างสูง ใบหน้าขาวเนียนถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างพอดิบพอดี เสริมให้ชลดูดีขึ้นอย่างน่าประหลาด สติหลุดลอยไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญได้


“ชล นายเห็นอัดไหม เราโทรหาตั้งแต่เช้าแล้วอัดไม่รับสายเลย”


“หืม อัดเหรอ เพิ่งแยกกันเมื่อกี้เอง คงอยู่ที่คณะแล้วล่ะมั้ง” ชลพูดเสียงสบายๆ ทำให้คิทเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง ก่อนมือเขาจะถูกลากจูงเข้าไปยังซุ้มอาหารของเหล่านักศึกษาคณะคหกรรมที่ขายทั้งของคาวหวานเรียงรายตลอดสองเส้นทาง


กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของหอยทอดดึงดูดให้คิทวิ่งเข้าหาเป็นอย่างแรก มือก็ดึงลากชลให้ตามมาด้วยกัน ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ ของร่างสูงจะทำให้คิทหันควับไปมองอย่างไม่พอใจ


“อะไร ล้อเลียนเราเหรอ” ทำไมคิทจะไม่รู้ว่าที่ชลหัวเราะน่ะมันเพราะอะไร คงขำที่ไอ้อ้วนอย่างเขาไม่เคยคิดจะหยุดกินนั่นแหละ


จะหยุดตัวเองทำไม ของกินอร่อยขนาดนี้


“ขอกินบ้างสิ” ชลส่งเสียงอ้อนพลางลูบท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ “ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลย”


“ซื้ออีกจานสิ จะมาแย่งของเราทำไม” คิทยกจานหอยทอดนั้นให้ชลแล้วเดินต่อ แม้จะอยากกินของโปรดแต่ร้านหอยทอดมีคนมาต่อแถวยาวเกินไป คนหิวจัดอย่างเขาคงรออีกรอบไม่ไหวแล้ว ครั้นจะให้คนที่ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้ามารอก็คงไม่ดี คิทจึงตัดสินใจเดินไปสั่งผัดไทยอีกร้านหนึ่งซึ่งแถวสั้นกว่า


“นายกินเถอะ น้ำลายไหลแล้ว” ชลยิ้มล้อเมื่อเห็นคิทจ้องจานหอยทอดไม่วางตา คิทส่ายหน้า เขายกมันให้ชลแล้วจะไม่ขอคืนแม้กระเพาะจะเรียกร้องและสมองจะสั่งให้คว้าจานนั้นมากรอกใส่ปากให้หมดก็ตาม


“นายนั่นแหละกิน ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่ รีบกินสิเดี๋ยวเย็นหมด” ชลยิ้มมุมปาก คิทใจดีแบบนี้เสมอ แม้จะหวงของกิน แต่หากรู้ว่าเพื่อนยังหิวอยู่ คิทก็จะแบ่งปันทุกครั้ง บางทีก็ให้เพื่อนกินจนอิ่มส่วนตัวเองก็ท้องร้องไปตลอดวัน เรื่องนี้อัดแอบมาเล่าให้เขาฟัง ช่วงซ้อมการแสดงเพื่อนในคณะได้ข้าวกล่องไม่ครบ คิทก็ไม่ลังเลเลยที่จะเสียสละส่วนของตนให้เพื่อน อัดเองได้แต่ขำเมื่อได้ยินเสียงโครกครากแทนคำต่อบทของคิท


“งั้นแบ่งกันกิน” ชลสรุป คว้าช้อนตักหอยทอดร้อนๆ จ่อปากคิท ซึ่งเจ้าตัวก็อ้าปากรับโดยไม่อิดออด ชลเองก็ตักกินบ้าง ลอบมองคิทที่ยังคงเคี้ยวอาหารด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข


ยังชอบละเอียดอาหารเหมือนเดิม


คิทมองตามช้อนที่ชลตัก และอ้าปากรับทุกคำที่อีกฝ่ายป้อนให้ เป็นภาพชินตาสำหรับใครหลายคนที่มองมา


แต่กับบางคนก็เจ็บเกินกว่าจะมองต่อ


เอ้หันหลังให้ความสนิทสนมนั้นก่อนชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่เดินสวนมา ใครคนนั้นแค่ปรายตามองเขาอย่างตำหนิแล้วเดินผ่านไป เอ้เองก็ไม่ได้สนใจเพราะรุ่นน้องที่ชื่อชินโผล่พรวดเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าแตกตื่น


“พี่เอ้เห็นคิทปะ” แค่ได้ยินชื่อคิทเอ้ก็รู้สึกเศร้า แต่เห็นว่ารุ่นน้องคงมีเรื่องสำคัญเอ้จึงเพยิดหน้าไปทางคู่รักคู่ใหม่ที่ยืนป้อนอาหารกันกระหนุงกระหนิงที่ซุ้มผัดไทย
ชินบอกขอบคุณรุ่นพี่ก่อนจะรีบแทรกฝูงชลเข้าไปหาคิททันที


“คิท นายต้องแสดงละครแทนอัด!” ชินบอกคิทด้วยสีหน้าเครียดๆ แต่ทำเอาคนฟังเครียดยิ่งกว่า


“แล้ว...แล้วอัดล่ะ” คิทหันไปหาชลอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ชลหันไปยื่นมือรับผัดไทยเสียก่อนคิทจึงต้องหันกลับมาเผชิญหน้าเพื่อน


“ไม่อยู่! นี่ฉันจะเป็นบ้าแล้วนะคิท ถ้าไม่มีคนแสดงแทนงานนี้ล่มแน่ๆ” ชินยกมือปิดหน้าอย่างอ่อนล้า คิทเห็นแล้วก็ใจอ่อน เขาไม่ชอบให้ใครต้องมีปัญหาเพราะตัวเองเขาจึงพยายามออกห่างจากคนอื่นเสมอ แต่ถ้าคิทต้องแสดงละครเรื่องนี้ เขารู้ทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคงยิ่งกว่าหายนะ เขาไม่เคยต่อบทกับเพื่อนคนอื่นๆ นอกจากอัด กลัวว่าหากเขาขึ้นแสดงเพื่อนๆ จะเกร็งจนทำให้ทุกอย่างออกมาไม่ดี


“ช่วยชินไม่ได้เหรอ” ชลเอ่ยถาม มือก็ม้วนเส้นผัดไทยจ่อปากคิทอย่างคนไม่รู้กาลเทศะ แต่คิทก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำเพียงแค่งับเส้นเข้าปากแก้เครียด ดื้อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ กินดีกว่าเผื่อเขาจะคิดอะไรออก


“ขอร้องล่ะคิท นายเป็นคนเดียวที่จำบทนั้นได้”


“คนเขียนบทล่ะ” พูดถึงบทคิทก็คิดได้ทันที คนเขียนบทจะต้องจำได้อยู่แล้วว่าบทนี้ต้องทำอารมณ์อย่างไร คงจะแสดงได้ดีกว่าเขาแน่ๆ


“นายลืมไปแล้วเหรอว่าอาทิตย์ก่อนพี่โชคมันเพิ่งโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว ป่านนี้อ้อนให้พี่เอ็มดูแลอยู่มั้ง”


“อ่า...นั่นสิ” คิทตบหัวตัวเองดังฉาด เขาลืมไปเลยว่าพี่ชายเพื่อนเพิ่งเข้าโรงพยาบาลไป


“อย่าตีหัวตัวเองสิ” ชลลูบหัวคิทด้วยความเป็นห่วงก่อนโทรศัพท์ของเขาจะร้องลั่น ซึ่งชลไม่ต้องดูก็รู้ว่าใครโทรมา “ท่านอธิบดีโทรตามล่ะ ฉันต้องไปทำหน้าที่เดือนก่อน แล้วจะรีบมาดูการแสดงของนายนะ” ชลบอกเท่านั้นแล้วรีบเดินจากไปทันที


“นะคิท นะ” ชินอ้อนวอนอีกครั้ง เพราะไม่มีทางใดแล้วที่เวทีของเขาจะสมบูรณ์ได้นอกจากคิทจะตอบตกลง


“แสดงไปเถอะ” เสียงที่คิทไม่ได้ยินมานานเอ่ยขึ้น พี่เอ้ยังคงหล่อเช่นเคยในความคิดของเขาแม้ร่างสูงส่งยิ้มฝืนๆ มาให้ ซึ่งคิทเองก็เข้าใจ เรื่องระหว่างเราจบลงไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นคิทก็ยังคงอยากรักษาความลับให้พี่เอ้ตราบเท่าที่เขาทำได้ แต่หากขึ้นแสดงครั้งนี้ทุกอย่างที่พวกเขาซ่อนไว้คงต้องเผยจนหมดเปลือก


“พี่เอ้...”


“พี่ไม่เป็นไร ความจริงก็คือความจริง พี่อยู่กับความหลอกลวงมานาน มันไม่ได้รู้สึกดีนะที่ต้องปิดบัง จะไปไหนก็กลัวความลับเปิดเผย ชีวิตแบบนั้นพี่ไม่ต้องการอีกแล้ว...” ไม่สำคัญเพราะมันไม่มีนายอยู่...คิท


เอ้ยิ้มขื่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ จะไม่มีเอ้เสียงพิฆาตอีกต่อไป ไม่มีเอ้เสียงหล่อขวัญใจคนทั้งมหาวิทยาลัย เขาหลอกคนอื่นมามากพอแล้ว และเขา...ก็อยากหยุดทุกอย่างสักที


“ถ้าพี่เอ้ต้องการแบบนั้น...”


“ไม่ใช่พี่ต้องการ” เอ้สบตาคิทด้วยความปรารถนาดี “สิ่งสำคัญ...อยู่ที่นายต้องการหรือเปล่าต่างหาก” เอ้บอกด้วยความรู้สึกที่รับรู้ได้ตลอดระยะเวลาที่ได้ฟังเสียงคิท ขยับปากลิปซิ้งค์ไปพร้อมกัน ทุกท่วงทำนองที่ได้ฟังมันออกมาจากใจคิท ทุกเพลงถึงได้เพราะเกินบรรยาย และเปิดโอกาสให้เขาใช้ช่องทางนั้นเข้าหาคิทที่กำลังสิ้นหวังเพราะคนรอบข้าง


เขาดีใจที่มีส่วนให้คิทได้กล้าที่จะร้องเพลงอีกครั้ง และรู้ดีว่าอุปสรรคสำคัญไม่ใช่เขา ไม่ใช่ชินที่ยืนรอคำตอบ ไม่ใช่เพื่อนที่ต้องร่วมแสดงบนเวที และไม่ใช่แม้กระทั่งคนดูที่รอการแสดง


แต่คือคิท...คนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง คนที่เอาแต่หลบซ่อน และปรารถนาจะร้องเพลงใต้เงาของเขาตลอดไป


“ลองถามตัวเองนะคิท นายอยากออกไปสัมผัสแสงตะวันด้วยตัวเองหรือเปล่า...” เอ้จับไหล่คิทเบาๆ “มันสวยงามกว่ามองผ่านกล้องนะรู้ไหม”


พี่เอ้บอกคิทเท่านั้นก่อนจะเดินไปหาเพื่อนรุ่นเดียวกันจากมหาวิทยาลัยอื่น ทิ้งให้คิทอยู่กับชินที่ยืนลุ้นรอฟังคำตอบทั้งที่มีเวลาเหลืออีกไม่ถึงสิบนาที


คิดจมอยู่กับความคิดตัวเอง เขาคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตใช้เสียงเพื่อพี่เอ้มาโดยตลอด แต่ความจริงแล้วเขาใช้พี่เอ้เป็นเกราะคุ้มกันตัวเขาต่างหาก แม้จะมั่นใจในเสียงของตัวเอง แต่ก็กลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ ราวกับต้นไม้ไม่กล้าแม้แต่จะเผยอหน้าออกมารับไอแดด ได้แต่เก็บตัวอยู่หลังม่าน ใช้แสงอันน้อยนิดที่ทะลุผ่านเข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ


แต่วันนี้หากต้นไม้อย่างเขาจะยื่นกิ่งใบออกไปรับแสงด้วยตัวเองบ้างจะเป็นไรไหมนะ


“คิท...” ชินยังคงส่งสายตาขอร้องสลับกับก้มมองนาฬิกา เขาขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย เตรียมพร้อมวิ่งกลับไปหลังเวทีทันทีหากได้ยินคำปฏิเสธ


“อืม...เราจะเล่นละครเอง”


........................................
...............................................................


“เป็นไงบ้างวะอัด” ชลปลีกตัวจากคณะอาจารย์ที่นั่งอยู่บริเวณโซฟาหน้าเวทีเพื่อมาหาเพื่อนที่ยืนเต๊ะท่าจิ้มทาโกยากิเข้าปากอยู่ข้างเวที เพื่อนหลายคนเข้ามาทัก แล้วปลีกตัวเข้าไปดูความเรียบร้อยหลังเวที


ใครๆ ก็รู้ว่าวันนี้อัดไม่ขึ้นแสดง


หนึ่งอาทิตย์ก่อนงานโอเพ่นเฮาส์ อัดนัดเพื่อนทุกคนมาก่อนเวลาซ้อมสามชั่วโมง แม้หลายคนจะบ่นเพราะต้องตื่นเช้า แต่เพราะความอยากรู้เป็นเหตุทุกคนจึงมากันอย่างพร้อมเพรียง ขาดเพียงคิทที่อัดสั่งให้ชลรั้งไว้ให้นานที่สุด


เมื่อทุกคนมาครบ อัดก็ประกาศว่าเขาจะไม่แสดงละครเวที ทุกคนได้แต่งงงวย แต่ก่อนที่ใครจะถามหาสาเหตุชินก็เอ่ยขึ้นก่อน เขาต้องการให้คิทแสดงบทนี้ ซึ่งหลายคนก็สนับสนุนความคิดของหัวหน้าชั้นปีอย่างดี ขอเพียงคิทตอบตกลงทุกคนก็โอเค และนั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอัดถึงจำบทไม่ได้สักที ไม่ใช่ว่าเขาจำไม่ได้แต่อยากให้คิทได้ซ้อมและท่องบทได้นั่นเอง


อัดรู้ความลับของคิทผ่านวงเหล้า เมื่อเจ้าของร้านอย่างพี่พงเผลอพูดหมดเปลือกว่าใครเป็นเจ้าของเสียงที่แท้จริงในงานเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เดือนที่แล้ว เขาจึงถามความจริงจากชล คนที่ตามหาเจ้าของเสียงมานานแสนนานซึ่งจู่ๆ ก็หยุดดิ้นรนตามหาและขลุกอยู่กับพวกเขาทุกวัน


เมื่อสิ่งที่เพื่อนบอกตรงกับสิ่งที่เขาคิดอัดจึงอยากพิสูจน์ แม้ไม่ได้เล่นบทนี้ก็ไม่เป็นไร อัดเห็นสิ่งที่คิททุ่มเทเคี่ยวเข็ญให้เขาทำได้ อัดก็รู้แล้วว่าคิทรักการแสดงมากจริงๆ คิทพยายามทำทุกทางเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดี ต่างจากเขาที่ไม่ได้รักในการแสดงมากนัก เขาชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่า นั่นคือสิ่งที่อัดค้นพบเมื่อต้องซ้อมบนเวที และเมื่อรู้ใจตัวเองเขาจึงอยากมอบสิ่งที่ดีแก่คนที่สมควรได้รับ และคิท...ควรได้บทนี้ไปจริงๆ


“คิทเตรียมตัวอยู่หลังเวที ชินเพิ่งไลน์มาบอก”


“อืม”


“พวกมึงกูมาแล้ว” ร่างเล็กวิ่งกระเซอะกระเซิงเขามาหาเพื่อนซี้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่ผลัดเวรเฝ้าซุ้มภามก็วิ่งพรวดออกมาพร้อมมือถือและกระเป๋าสตางค์ทันที เขากลัวว่าจะมาไม่ทันการแสดงของคิท


“หัวยุ่งหมดแล้ว” อัดหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้เพื่อนตัวดี ซึ่งภามก็มุ่ยหน้าใส่แต่รับไปผ้าเช็ดหน้าซับหน้าตัวเอง อัดจึงจัดทรงผมให้ภามแทนปรายตามองผู้ชายมหาวิทยาลัยอื่นที่จ้องจะงาบเพื่อนเขาแล้วแยกเขี้ยวใส่ ประกาศตัวเป็นเจ้าของร่างเล็กผ่านทางสีหน้า ซึ่งหลายคนก็ยอมแพ้หันไปทางอื่น


“การแสดงจะเริ่มล่ะ” ทันทีที่ชลเอ่ยจบพิธีกรก็ออกมาทักทายคนดู แนะนำเรื่องที่กำลังจะแสดงก่อนจะเดินหลบฉากไปพร้อมกับม่านแดงที่เปิดออกพร้อมกับเรื่องราวของควอซีโมโดชายหลังค่อมหน้าตาอัปลักษณ์แห่งนอเทรอดาม


คิทเปิดตัวบนหอคอย ในทีแรกทุกคนต่างก็ตกใจในรูปลักษณ์ของคิทที่ถูกแปลงโฉมให้อัปลักษณ์กว่าที่ควร แต่เมื่อพูดคุยกับนกน้อยกลับทำให้เขาดูอ่อนโยนลง ไม่นานนักฟร็อลโลผู้พิพากษาจิตทรามก็เดินเข้ามาพูดขัดขวางแผนการแอบเที่ยวงานเฉลิมฉลองของควอซีโมโดและจากไปอย่างโหดร้าย ทิ้งให้ร่างอ้วนก้มลงมองภาพชาวเมืองที่เริงร่าเต้นรำกันอยู่ด้านล่างด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะสูดหายใจเข้าแล้วเปล่งเสียงร้องตามบทเพลง



“เกาะกำแพงประดุจที่ซ่อนกำบังหลบจากปวงภัย จากภายในมองไปข้างล่างเห็นผู้คน

เฝ้ามองดูตลอดชีวิตช่างหว่าเหว่สุดจะทน ชีวิตและเรื่องราวพวกเขาฉันสนใจ

ไม่มีใบหน้าใดที่ฉันไม่คุ้นเคย แต่ใครเลยจะรู้ว่าฉันคือใคร

หากลงไปอยู่กับพวกเขาข้างล่างมันคงต่างไป จากข้างบนนี้ ที่มีเพียงฉัน

สักครั้งหนึ่ง อยู่ท่ามกลางผู้คน หากมีเพียงแม้ครั้งหนึ่งได้ออกไปสักวัน เท่านั้นคงสุขใจ

ครั้งหนึ่ง อาจมีจริงดังฝัน จะยอมแลกทุกสิ่ง ขอเพียงแต่ ได้ออกไป แม้เพียงวันเดียว

ล้วนคนที่สารวนเพื่อหาเลี้ยงชีพแตกต่างกันไป ในโลกกว้างใหญ่ที่ฉันเห็นทางหน้าต่าง

แต่ละวันต่างสุขและทุกข์ระคนก่นด่าไปพลาง ช่างไม่รู้ได้อยู่เบื้องล่างช่างเลิศเลอ

หากได้เป็นอย่างพวกเขา ฉันคงสุขเปี่ยมเต็มหัวใจ

ครั้งหนึ่ง ท่องริมธารใสเย็น ชื่นชมยามเช้าชื่นฉ่ำ ดื่มด่ำอย่างคนที่เห็น เดินเที่ยวเล่นอย่างใจ

ขอเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ที่คอยเฝ้าฝันและใฝ่ ฉันมั่นใจ

แม้ทุกข์ทน

แม้ร้องไห้

ฉันไม่บ่น

ถ้าเพียงได้

ก้าวออกไปขอเพียงวันเดียว”







เมื่อสิ้นการขับร้องของคิทในฉากแรกและเริ่มบทใหม่บริเวณบนเวที ชลเชื่อว่าในตอนนี้ไม่มีใครสนใจมองพระเอกของเรื่องแม้ว่าเขาจะหล่อเพียงใดก็ตาม ทุกคนยังคงอึ้งกับเสียงของคิทที่เพิ่งหลบฉากหายไป ชลเองก็เช่นกัน


“มึง...นั่นเสียงคิทจริงๆ เหรอวะ” อัดส่งเสียงเบา ดวงตายังคงเบิกค้างอย่างไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็นรวมถึงเสียงที่ได้ยินเช่นกัน แต่กับชลที่แยกเสียงได้ดี เขารับรู้ถึงอินเนอร์ของคิทที่สวมบทควอซีโมโดทุกประโยคทุกถ้อยคำ


ไม่สิ คิทอาจจะถ่ายทอดตัวเองผ่านเรื่องราวของควอซีโมโดก็ได้


“เสียงนั่น...” ภามเองก็ไม่ต่างกัน มันยังคงเงยหน้ามองหอคอยที่ปราศจากร่างอ้วน


“อืม นั่นแหละ เจ้าเสียงที่กูตามหามาตลอด”


“ตอนที่มึงบอก กูยังไม่อยากเชื่อเลยว่าคิทจะมีเสียงที่พิเศษขนาดนั้น นี่มัน...เกินระดับธรรมดาไปแล้วนะ”


ชลไม่ได้ตอบอะไร และเพื่อนๆ ก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะถึงบทคิทที่ค่อยๆ ไต่หอคอยลงมา ชลเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง แม้ความสูงจะไม่มากนัก แต่เขาก็อดกังวลไม่ได้ กลัวคิดจะเจ็บตัว เมื่อเห็นเท้าคิทแตะพื้นเขาถึงเบาใจและเพลิดเพลินกับการแสดงได้อย่างเต็มที่ มีเพียงบางฉากที่ชลจดจ่ออยู่กับคิท เพราะเป็นฉากต่อสู้ระหว่างฟร็อลโลและควอซีโมโดบนระเบียงหอคอย โชคดีที่ฉากนั้นไม่ได้เหมือนในการ์ตูนที่ทั้งคู่ต้องร่วงจากหอคอยพร้อมกัน มีเพียงบทของฟร็อลโลที่ถูกปลิดชีพลง และจบลงด้วยการแต่งงานของพระนางโดยมีควอซีโมโดเป็นบาทหลวงให้ทั้งคู่


ม่านแดงค่อยๆ ปิดฉากลงพร้อมกับเสียงปรบมือลั่นไปทั่วโรงละคร ได้ยินหลายคนพูดถึงบทของควอซีโมโดว่าดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยดูมาก็ทำให้ชลอดปลื้มใจแทนคิทไม่ได้ และมีอยู่อีกหนึ่งคนที่เขารู้จักดียังคงนั่งอยู่ที่เดิมแม้คนอื่นๆ จะทยอยเดินออกไปแล้ว


“สวัดดีครับอาชาลี” ชลเอ่ยทักอีกฝ่าย อาชาลีเป็นพ่อของชินและเป็นเพื่อนสนิทของพ่อผม เคยเจอกันตามงานสังคมบ้างแต่ไม่บ่อยนัก อาชาลีหันมายิ้มแล้วผายมือไปยังที่นั่งข้างๆ เชื้อเชิญให้นั่งข้างกัน ก่อนสายตาจะเบนกลับมองเวทีที่ปิดฉากลงไปแล้ว


“นานแล้วที่อาเดินจากจุดนั้นมาถึงจุดนี้” อาชาลีเงียบไปก่อนจะเอ่ยต่อ “เป็นเส้นทางที่ยากลำบากและต้องดิ้นรนตลอดเวลา ตอนนั้นเอาแต่โทษโชคชะตาที่ทำลายความฝันของอา แต่รู้ไหมอะไรที่ทำให้อากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง”


ผมเงียบ รอฟังคำตอบ


“เพราะรักไง อารักในเสียงเพลง รักในการแสดง และอาชอบที่จะทำให้ทุกอย่างเพอร์เฟ็กซ์ที่สุด” อาชาลีถอนหายใจ “แต่บางครั้งมันก็เหนื่อยนะ เหนื่อยเพราะสิ่งที่ตั้งใจทำกลับไม่ดีอย่างที่หวังไว้ ต่างจากเด็กคนนั้นที่ทำได้ดีโดยไม่ต้องพยายามมากมายอะไร แต่สิ่งที่เขาแสดงก็ทำให้อารู้ว่าอะไรขาดไปในเวทีของอา” อาชาลีส่งยิ้มให้ชลที่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก


เขาคิดว่าแค่มีรักก็น่าจะทำทุกอย่างได้ดีไม่ใช่เหรอ แต่คำตอบกลับไม่ใช่


“ความสุขไงล่ะชล” อาชาลีเฉลยอย่างใจดี “ความสุขของนักแสดงคือสิ่งที่อาละเลยมาตลอด แม้ว่าพวกเขาจะรักการแสดงมาแค่ไหนแต่หากเขาต้องอยู่กับความกดดันที่อาสร้างขึ้น พวกเขาก็ไม่อาจมีความสุขขณะแสดงได้ เผลอๆ จะส่งความรู้สึกด้านลบกลับไปให้คนดูเสียอีก ดังนั้นถึงหลายคนจะบอกว่าละครของอาสนุก พล็อตดี นักแสดงเป๊ะแค่ไหน แต่ก็ยังขาดอะไรไปเสมออยู่ดี อาหาคำตอบมาหลายสิบปี อาเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่าความรักจำเป็นต้องมีความสุขด้วย หากไร้สุขความรักก็ไร้ความหมาย”


..............................................
.............................................................


ชลเก็บคำพูดของอาไว้ในใจ เดินไปหาคิทที่เพิ่งหลบออกมาจากฝูงชนได้ หลายคนปลื้มในเสียงร้องของคิท ไม่เว้นแม้แต่พวกอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นที่รีบเสนอทุนการศึกษาให้คิท ขอเพียงอีกฝ่ายย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยพวกเขาเท่านั้นเอง


พอคิทก้าวเข้าใกล้ชล ฝ่ายนั้นก็ดึงมือคิทออกจากคณะทันที สวนทางกับอัดและภามที่ถือช่อดอกไม้เข้ามาพอดี คิทมองเพื่อนที่หายหัวไปทั้งวันอย่างอึ้งๆ แต่ไม่ทันได้ถามอะไรร่างสูงก็ลากเขาออกไปแล้ว


“ทำไมอัดอยู่ที่นี่ แล้วเขาหายไปไหนมา แล้ว...” คิทละล่ำละลักถามอย่างไม่เข้าใจ


“ชู่” ชลยกนิ้วขึ้นจรดปากเป็นสัญญาณให้เงียบแล้วพาร่างอ้วนขึ้นรถของเขาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่สตาร์ทเครื่องเสร็จรถคันหรูก็แล่นออกจากมหาวิทยาลัยทันที


“จะไปไหนน่ะชล” คิทหรี่ตาอย่างไม่ไว้ใจ


“ถึงแล้วจะบอก” ชลพูดแค่นั้นก่อนจะเร่งเครื่องไปยังโบสถ์คริสต์สีขาวหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี คิทจำได้ว่าเขาเคยมาที่นี่กับพ่อและแม่ครั้งหนึ่ง เพราะพ่อต้องมาคุยงานกับเพื่อนที่นี่ จำได้ตอนนั้นเขากับเพื่อนวัยเดียวกันตกลงเล่นซ่อนแอบ และเขาก็เข้าไปแอบในห้องสารภาพบาป


“ฉันเจอนายครั้งแรกที่นี่ ไม่สิ ได้ยินเสียงของนายครั้งแรกที่นี่”


ชลย้อนนึกถึงเรื่องในวันวานที่เขาหนีออกจากบ้านเมื่อครั้งแรกเมื่อพ่อกับแม่ทะเลาะกันเสียงดังและรุนแรง โบสถ์ใกล้บ้านเป็นสถานที่แห่งเดียวที่เขานึกถึงในตอนนั้น จึงไม่ลังเลที่จะเขามาหลบซ่อนที่นี่ เงี่ยหูฟังเสียงรอบข้างที่แผ่วเบาลงเพราะตะวันใกล้ตกดินแล้ว ใครๆ ต่างก็ออกจากโบสถ์ไปกันหมด ชลคิดจะอาศัยโบสถ์นอนสักคืนเพราะหากอยู่บ้านคงนอนไม่หลับอีกตามเลย แต่เมื่อรอบข้างลดแสงลงเรื่อยๆ เด็กหนีออกจากบ้านครั้งแรกอย่างเขาก็เริ่มกลัวและเปล่งเสียงร้องออกมา


“เฮ้! อย่าร้องสิ” เสียงเล็กๆ ดังมาจากห้องสารภาพบาป ในทีแรกชลก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ เปล่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความกลัวเสียงที่ได้ยินแต่ไม่เห็นตัวคนทักทาย เด็กคนนั้นก็คงไม่รู้จะแก้ปัญหาอะไรนอกจากร้องเพลงขับกล่อม


เป็นเพลง...ที่มีความหมายกับชลมาจนถึงทุกวันนี้


“วันนั้นนายร้องเพลงปลอบฉัน ตื่นมาอีกทีก็รู้ว่าอยู่บ้านแล้ว ไม่ทันได้ขอบคุณนายเลย กลับมาที่นี่กี่ครั้งก็ไม่เคยเจอนาย ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้เปิดเพลงนั้นซ้ำๆ แต่ก็ไม่เหมือนเสียงของนายเลย”


“เด็กขนาดนั้นนายแยกออกด้วยเหรอ คนมีเป็นล้าน เสียงคล้ายกันก็มีออกเยอะแยะไป”


“ก็ไม่มั่นใจนักหรอก จนกระทั่งได้ยินนายร้องเพลงตอนสอบสัมภาษณ์ ได้ฟังเพลงเดิมหลังจากผ่านไปเกือบสิบปี มันอาจะ


ฟังดูเว่อร์นะ แต่ฉันมั่นใจว่าใช่นาย”


“ขนาดนั้นเชียว”


“ใช่...ขอบคุณนะ”


“หืม”


“ขอบคุณที่อยู่ข้างกันในวันนั้น” ชลเอื้อมไปจับมือคิทไว้หลวมๆ “และขอบคุณที่อยู่ข้างกันในวันนี้”


“เอ่อ” ใบหน้าของคิทร้อนผ่าวขึ้นสีระเรื่อน่าดูสำหรับชล และเขาไม่ลังเลเลยที่จะเอ่ยคำพูดที่เตรียมไว้อย่างดี เขาคิดมานานแล้ว ถึงเวลาต้องบอกความในใจกันสักที


“คิท...เราชอบนาย เป็นแฟนกันนะ”


คิทตอบเสียงเบา แต่ชัดเจนสำหรับชลเสมอแม้ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีก็ตาม








END




...................................................
คิดตอบอะไรน้า เดากันเองเลยคิคิ

จบไปแล้วค่าสำหรับเรื่องสั้น "เสียงของคุณ" เราขอไปนอนก่อนน้า หกโมงเช้ายังต้องตื่นไปทำงานค่ะ TT เจอคำผิดเม้นบอกได้เลย

ที่คุณ  ืniyataan ถามว่าจะมีตอนพี่เศษไหมยังไม่แน่ใจค่ะ ถ้ามีอาจต้องผ่านเดือนนี้ไปก่อนเพราะงานชุกมาก มีรีไรท์ต้นฉบับนิยายที่จะตีพิมพ์อีก คงจะอีกสักพักเลยค่ะ หากมีตอนพิเศษอย่าลืมแวะเข้ามาอ่านกันนะคะ

ส่วนเพลงที่คิทร้อง ชื่อว่า Out There – OST. The Hunchback Of Notre Dame ฉบับภาษาไทยค่ะ ถ้าฟังประกอบจะเข้าถึงอารมณ์มาก ดูมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบเพลงนี้ที่สุดเลยค่ะ เรื่องนี้เปลี่ยนความคิดเราในหลายๆ แง่เลยทีเดียว

ส่วนเพลงที่คิทเคยร้องให้ชลฟังนั้น เปิดโอกาสให้คนอ่านจินตนาการเองค่ะ คนเรามีเพลงที่ชอบไม่เหมือนกัน บางครั้งความรู้สึกขณะอ่านนิยายก็อาจมีเพลงตรงใจมากกว่าก็ได้ ดังนั้นแล้วแต่ทุกคนจะดีไซน์เลยจ้า

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแม้ว่าเราจะอัพช้าไปบ้าง 555

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-08-2017 11:05:56 โดย janeta »

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
น่าจะมีบทสรุปสวย ๆ อีกสักนิดนะคะ
ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ TIKA_n

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +308/-4
ขอบคุณมากค่า จบอย่างมีความสุขเลย  :-[
จริง ๆ อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวมากเลยค่ะ
พล็อตเรื่องดีด้วย หลายจุดสามารถขยายได้อีกเยอะเลย
นายเอกแบบคิท ก็หาอ่านยากมาก ส่วนใหญ่จะตัวเล็กน่ารักแบบภาม
หรือไม่ก็หล่อหน้าตาดีสุด ๆ  แต่อ้วนกลมแบบคิทมีน้อยมาก
และไม่ใช่แค่เสียง แต่จิตใจแสนดีของคิท จึงทำให้ชลหลงรักขนาดนี้
เราชอบพระเอกแบบชลมาก ไม่มีอะไรตอนไหนขัดใจเลย ปลื้ม
แอบเห็นชื่อโชคกับพี่เอ็ม เลยลองไปหาดู
ถึงได้รู้ว่าเป็นคนเขียนเดียวกับ Inside love ที่เคยอ่าน
ต้องบอกว่า คนเขียนพัฒนาฝีมือดีขึ้นมาก ๆ เลยค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ  :L2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด