◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢ [บทที่ 28 : คุณผู้ที่ผมไม่อยากลืม] 28/02/64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢ [บทที่ 28 : คุณผู้ที่ผมไม่อยากลืม] 28/02/64  (อ่าน 3459 ครั้ง)

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม




◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



"ถึงผมจะความจำเสื่อม แต่เมื่ออยู่กับคุณ
ผมค่อยๆ ค้นพบเหตุผลที่ทำให้ผม..หลงรักคุณคนเดิม"



❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉


สวัสดีค่ะ ไม่ได้แวะเวียนมาที่เล้ามานาน คิดถึงมากจริงๆ
วันนี้เราขอมาฝากนิยายเรื่องใหม่ไว้ให้อ่านกันเพลินๆ นะคะ
เป็นนิยายฟีลกู๊ด อ่านไปยิ้มไป สบายๆ
สามารถติดแฮ็ชแท็ก #รักคุณคนเดิม #อัศวินขุนฟ้า
เพื่อพูดคุยกันในช่องทางอื่นๆ ได้นะคะ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


 :กอด1:


BitterSweet


สารบัญ

บทนำ
บทที่ 1 : คุณผู้ปากแข็ง
บทที่ 2 : คุณผู้น่าแกล้ง
บทที่ 3 : คุณผู้เข้มแข็ง
บทที่ 4 : คุณผู้ใส่ใจ
Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ
บทที่ 5 : คุณผู้เป็นที่รัก
บทที่ 6 : คุณผู้รู้คำตอบ
บทที่ 7 : คุณผู้นิ่งเฉย
Backward 2 : ค่ำคืนที่เรามีนัดกัน
บทที่ 8 : คุณผู้ช่วยเหลือ
บทที่ 9 : คุณผู้เป็นกำลังใจ
บทที่ 10 : คุณผู้ลงมือทำ
บทที่ 11 : คุณผู้เชื่อใจ
Backward 3 : ช่วงสายที่สายตาผมมองแค่คุณ
บทที่ 12 : คุณผู้ธรรมดา
บทที่ 13 : คุณผู้เป็นผู้ใหญ่
บทที่ 14 : คุณผู้เฝ้ารอ
Backward 4 : เช้าตรู่ที่อยู่ด้วยกัน
บทที่ 15 : คุณผู้น่าหลง
บทที่ 16 : คุณผู้มีหนึ่งเดียว
บทที่ 17 : คุณผู้ตามจีบ
บทที่ 18 : คุณผู้ตัดสินใจเลือก
Backward 5 : กำลังใจตอนเที่ยงวัน
บทที่ 19 : คุณผู้อันตราย
บทที่ 20 : คุณผู้เป็นคนสอน
บทที่ 21 : คุณผู้ร้ายกาจ
Backward 6 : เส้นทางในยามเย็น
บทที่ 22 : คุณผู้เคยชิน
บทที่ 23 : คุณผู้คิดถึง
บทที่ 24 : คุณผู้ทำให้เหงา
บทที่ 25 : คุณผู้ที่ผมตกหลุมรัก
Backward 7 : เที่ยงคืนในบ้านของเรา
บทที่ 26 : คุณผู้รู้สึกชอบ
บทที่ 27 : คุณผู้ร้อนแรง
บทที่ 28 : คุณผู้ที่ผมไม่อยากลืม



❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-02-2021 08:57:56 โดย BitterSweet »

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทนำ




              อัศวินความจำเสื่อม


              หมอวินิจฉัยเขาไว้เช่นนั้น  เนื่องด้วยเพราะอุบัติเหตุรถชนทำให้สมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เขาหลับไปหนึ่งอาทิตย์เต็ม ก่อนตื่นขึ้นมาพบว่า ความทรงจำของเขาหายไปถึงสามปี


               ครั้งล่าสุดที่เขารื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้ คือตอนตนเองยังเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ชั้นปีที่สาม แต่ในปัจจุบันเขากลับกลายเป็นชายหนุ่มอายุย่างเข้ายี่สิบห้าปีเข้าไปแล้ว


               โชคดีที่รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไรนัก ยกเว้นทรงผมที่ยาวขึ้น และกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจในความรู้สึก ราวกับว่าเขาข้ามเวลามายังอนาคต


               หากมีสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เขายิ่งไปกว่านั้น...


               "คุณอัศวิน ตรีวิกุล เชิญรับยาที่ช่องสองค่ะ"


               "เดี๋ยวผมไปเอามาให้"


               ผู้ชายที่นั่งข้างๆ บอกเขา ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปจัดการดำเนินเรื่อง


               ผู้ชายแปลกหน้าที่อัศวินตื่นขึ้นมาพบเป็นคนแรก...


               รูปร่างและส่วนสูงประมาณร้อยแปดสิบใกล้เคียงกันกับเขา ใบหน้าดุ นัยน์ตาคม ทรงผมไถข้างแล้วมัดรวบไว้ครึ่งศีรษะ ภาพลักษณ์ภายนอกแผ่รังสีของความไม่เป็นมิตร ดูแล้วเหมาะกับอยู่ในอู่ช่างยนต์มากกว่าสถานที่สะอาดตาอย่างในโรงพยาบาล
               

               อัศวินสาบานว่า ท่ามกลางความทรงจำของเขาที่ผ่านมา...ไม่มีภาพของคนคนนี้อยู่ในสมองเลย


               ครั้งแรกที่เห็น เขานึกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่กรณีที่ขับรถชนเขาด้วยซ้ำ แต่มันเป็นความเข้าใจผิด...


               "ผมไม่ใช่คนที่ทำให้คุณเจออุบัติเหตุ"


               "งั้นหรือว่าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล?"


               "เปล่า"


               "งั้นคุณเป็นเพื่อนผมเหรอครับ?"


               "เปล่า"


               "เออ...ขอโทษนะครับ แล้วคุณเป็นใคร?"


               เขาเห็นดวงตาคมคู่นั้นสั่นไหว หากแค่เพียงชั่วขณะเดียวเหมือนว่ามองผิดไป ก่อนน้ำเสียงราบเรียบจะเฉลยสถานะออกมาสั้นๆ ได้ใจความ


               "ผมเป็นแฟนคุณ"


               "แฟน?"


               "ใช่ เราคบกันมาสองปีแล้ว" 


                ...ล้อกันเล่นรึเปล่า?


               อัศวินอยากจะหัวเราะออกมา แต่พอมองท่าทียืนกรานของผู้ชายคนนั้นแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริง จึงกลืนเสียงหัวเราะลงคอ แล้วเปลี่ยนเป็นอาการจุกตื้อที่อกแทน


               เท่าที่จำได้ เขาไม่เคยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศมาก่อนเลยสักนิด ทั้งยังเคยมีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าภายหลังเรื่องระหว่างพวกเขาสองคนจะจบลงไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ถึงขนาดอกหักตรอมใจจนต้องประชดชีวิตเปลี่ยนมาจีบเพศเดียวกัน ฉะนั้น ไอ้เรื่องที่จะมีแฟนเป็นผู้ชาย แถมยังคบมายาวนานถึงสองปีด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เข้าไปใหญ่


            ...มันเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลาที่หายไปของเขากันแน่?


            อัศวินต้องการจะรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองเพื่อคลายข้อสงสัย แต่น่าเสียดายที่หมอแจ้งให้เขาทราบว่า กระบวนการทางสมองเป็นอะไรที่สลับซับซ้อน ความทรงจำของผู้ป่วยอาจย้อนกลับมาได้เองภายในเดือนสองเดือน หรือบางครั้งอาจจะไม่กลับมาอีกเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง


            "เนื่องจากร่างกายของคุณหายเป็นปกติดีแล้ว หมอจะอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนต่อที่บ้าน เพราะไม่แน่ว่าการได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย อาจช่วยกระตุ้นความทรงจำของคุณให้กลับมาก็เป็นได้"


            ...กลับบ้าน?


            จริงด้วย...ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่ไหนกันนะ?


           จะยังอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยเหมือนเดิมไหม ในเมื่อเขาเรียนจบมาตั้งหลายปี จะว่าไปเขาก็รู้ตัวตั้งแต่เข้าห้องตรวจในวันแรกๆ ที่ฟื้นขึ้นมาแล้วว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่เป็นโรงพยาบาลประจำเมืองของจังหวัดกระบี่ เพียงแค่เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมตัวเองถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กัน ทั้งๆ ที่พื้นเพดั้งเดิมของเขาเป็นคนกรุงร้อยเปอร์เซนต์


           เป็นเพราะบังเอิญประสบอุบัติเหตุในจังหวัดนี้เข้าพอดี หรือเป็นเพราะเขาย้ายที่อยู่มาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดใหม่แล้ว


            ดูเหมือนคำตอบจะเป็นข้อหลัง


            “ตอนนี้คุณอยู่ที่นี่”


             ซ้ำยังมีข้อมูลที่น่าตกใจกว่านั้นจากผู้ชายหน้าบึ้งตึง


           "…แล้วคุณก็อยู่กับผม" 


            อัศวินไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี ที่เขาอาศัยอยู่กับคนโหดมาดนักเลงโต หากในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงได้แต่จำใจยอมรับไปโดยปริยาย


            "ได้ยาแล้ว ไปกันเถอะ"


            อัศวินหลุดจากภวังค์ เมื่อฝ่ายที่ปลีกตัวออกไปเมื่อครู่เดินกลับมาเรียก ก่อนจะก้าวนำไปยังประตูทางออกจากโรงพยาบาล แต่เป็นเขาที่รั้งเอาไว้


            "เดี๋ยว"


            ชายคนนั้นหันกลับมา ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนเช่นเดิม


            "คุณชื่ออะไร"         


            "ขุนฟ้า เรียกผมว่า ขุน ก็ได้ แต่..."


             อยู่ๆ ประโยคก็ชะงักหยุดไปกลางคัน เร่งให้อัศวินสงสัย


             "แต่อะไร...?”


             "ไม่มีอะไร" 


            เจ้าตัวตอบปัด พยายามเดินเลี่ยงไปยังประตูทางออกอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังคงตามตื๊อ


           "บอกมาเถอะ ผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมถึงอยากรู้ทุกๆ เรื่อง เผื่อมันอาจทำให้ผมฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้"


            เหตุผลที่ยกมาอธิบาย ไร้ข้อโต้แย้งใดๆ ร่างสูงแสดงท่าทีอึกอัก หากสุดท้ายก็ยอมจำนน ปริปากพูด


ื          "ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่..."


          ...และนั่นนับเป็นครั้งแรกที่อัศวินได้เห็นสีหน้าแบบอื่นของคู่สนทนา


         ใบหน้าสุดโฉดของนักเลงหัวไม้ขึ้นสีเรื่อจางๆ นัยน์ตาคมดุหลุบต่ำลง แสร้งเฉไฉ ไม่กล้ามองเขาตรงๆ ขณะคำตอบแผ่วเบาหลุดรอดจากริมฝีปากราวกับเสียงกระซิบ




        "คุณชอบเรียกผมว่า...ที่รัก”



         "..."




          แล้ววินาทีนั้นเอง อัศวินก็ตระหนักได้ว่า...เขามีแฟนแล้วจริงๆ


          และถึงแม้เขาจะทำความทรงจำของตนเองหล่นหายไปสามปี


           แต่ไม่แน่ว่า... 'ขุนฟ้า' คนนี้ อาจทำให้เขากลับมาตกหลุมรัก ‘คุณคนเดิม’ ได้อีกครั้งหนึ่ง





------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2021 11:16:19 โดย BitterSweet »

ออฟไลน์ Monnee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 121
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :hao7: :hao7:.. ตกใจว่ามีแฟนหนุ่มแล้วยังท่าจะหลงมากขนาดเรียก.ที่รักกกกก... เอาล่ะซิ.. ไปต่อมั้ยถามใจเธอดู555

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 807
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
 ติดตามจ้า  :L2:

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




บทที่ 1 : คุณผู้ปากแข็ง





              อัศวินกำลังเดินทางกลับบ้าน


              ในความทรงจำ เขาไม่เคยมาเที่ยวที่จังหวัดกระบี่มาก่อน แต่ก็เคยได้ยินชื่อของแลนมาร์กสำคัญๆ ที่โด่งดัง เช่น เกาะพีพี อ่าวนาง ทะเลแหวก แต่หลังจากได้รับการยืนยันว่า ตนเองอาศัยอยู่ที่นี่ สายตาของเขาก็ไล่จ้องมองอาคารบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งแปลกตาออกไปจากเมืองใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาหวังว่า ภาพเหล่านี้มันอาจจะช่วยกระตุ้นความทรงจำที่เลือนหายไปให้กลับคืนมา และอีกส่วนก็เพื่อสังเกตให้ได้ว่า คนที่ขับรถกำลังพาเขามุ่งหน้าไปเส้นทางใด



            ไม่ใช่อะไร...เขาเรียกป้องกันตัวไว้ก่อน


              ถึงจะได้รับข้อมูลมาว่า เขาอาศัยอยู่ด้วยกันกับขุนฟ้า แต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นเหมือนคนแปลกหน้า จะระแวดระวังสักหน่อยก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ใครจะรู้ ผู้ชายลุคเถื่อนๆ ขนาดนี้อาจมีเบื้องหลังซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับพวกโลกสีเทาๆ แล้วจับเขาโบกคอนกรีตโยนลงทะเลก็เป็นได้


            อัศวินจึงต้องตั้งสมาธิจดจ่อสองข้างทางอย่างตั้งใจ ส่งผลให้บรรยากาศภายรถที่เงียบอยู่แล้ว ยิ่งเงียบเข้าไปอีก แต่ยังโชคดีห้วงความอึดอัดนี้อยู่ไม่นานเท่าไร ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที รถยนต์ก็จอดสนิท


           “ถึงแล้ว” ขุนฟ้าดับเครื่องยนต์


            “ที่นี่เหรอ?”


            อัศวินถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ ขณะกวาดสายตามองตึกขนาดหนึ่งคูหาทรงปูนเปลือยสไตล์กึ่งล็อฟกึ่งมินิมอล การตกแต่งจะมองซ้ายขวาอย่างไรก็เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ถึงขนาดมีป้ายชื่อร้านกำกับไว้เด่นหราอย่างชัดเจนว่า 'Caffeine คาเฟอีน'


            “ชั้นสองมีห้องพักของคุณกับผม”

         
           เสียงพวงกุญแจกระทบกรุ้งกริ้งระหว่างเจ้าของไขบานประตูกระจกที่มีป้ายว่า Close แขวนไว้ แล้วผลักเข้าไปด้านใน อัศวินเลยรีบเดินตามพลางถือโอกาสสำรวจ


           การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่งกว่าที่มองจากภายนอก แต่กระนั้นโต๊ะรับรองลูกค้าก็มีเพียงสามโต๊ะ บวกด้วยเก้าอี้ตรงเคาท์เตอร์บาร์อีกนิดหน่อย ข้างๆ เป็นชั้นขายของที่ระลึกกระจุกกระจิก จำพวกกุญแจแม็กเน็ตตามประสาร้านค้าในเมืองท่องเที่ยว


           กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ ถึงอัศวินจะชอบมัน แต่เขาคิดว่าตนเองคงไม่ติดใจจนถึงขนาดมุ่งมั่นเปิดร้านขายกาแฟอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นเจ้าของก็น่าจะเป็นอีกคนหนึ่ง


           “ที่นี่เป็นร้านกาแฟของคุณเหรอ”
 

           “ใช่”


          ร่างสูงผู้มีบุคลิกเหมาะจะเปิดร้านเหล้ามากกว่าเป็นบาริสต้าพยักหน้าตอบ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว คนเราจะตัดสินกันที่รูปร่างภายนอกไม่ได้ ถึงหน้าตาจะดูเป็นขาโหดประจำซอย หากกลับใช้ชีวิตราบเรียบมากกว่าที่เห็น ทำเอาเขาสงสัยว่าฝั่งตัวเองจะเป็นอย่างไร


            "แล้วตอนนี้ผมทำงานอะไรอยู่ครับ?"


               "คุณเป็นทนายความ แล้วก็กำลังเก็บคดีความให้ครบ เตรียมตัวสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา"


               ในความทรงจำ อัศวินกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนคณะนิติศาสตร์ และกำลังคร่ำเคร่งเพื่อจะสอบตั๋วทนายให้ผ่าน ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการเดินตามความฝันที่จะเป็นผู้พิพากษา


               ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีสำเร็จมาได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถสอบผ่านเนติบัณฑิตที่ว่ายากนรกแตกนั้นมาแล้วด้วย รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่ขยับเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นมาอีกนิด แต่น่าเสียดาย ความรู้ทั้งหมดดันไม่เหลือติดอยู่ในสมองของเขาเลย คงจะให้กลับไปทำอาชีพทนายความอย่างเดิมไม่ได้ ตอนนี้เขาจึงไม่ต่างไปจากเด็กน้อยที่ต้องคอยพึ่งพาผู้ใหญ่


               ซึ่งผู้ใหญ่ใกล้ตัวก็มีเหลืออยู่เพียงคนเดียว...


              "คุณหิวไหม? ในตู้เย็นน่าจะพอมีอะไรเหลือบ้าง อยากกินอะไรล่ะ?"

               
             อัศวินได้ยินเสียงขุนฟ้าเปรยถาม

         
              "ผัดกระเพราก็ได้ครับ”
           

              คนฟังมุ่นหัวคิ้ว เหมือนไม่พอใจในเมนูที่เขาเลือก แต่จะโทษเขาได้ยังไง ในเมื่อเขาเองก็ไม่รู้ว่าในตู้เย็นจะมีวัตถุดิบอะไรให้รังสรรค์เป็นมื้อเย็น นี่อุตส่าห์เลือกเมนูเบสิคพื้นๆ แล้วนะ


            “งั้นนั่งรอแป๊บหนึ่งแล้วกัน”


            คู่สนทนาพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินลึกเข้าไปด้านในส่วนของห้องครัว ทิ้งเขาไว้แค่กับมวลบรรยากาศของความเย็นชา 


             อัศวินนึกสงสัยว่า...นี่เป็นพฤติกรรมระหว่างเขากับขุนฟ้าในฐานะคนเป็นแฟนกันจริงๆ น่ะหรือ?
         

            ปกติคนเป็นแฟนกันก็ควรมีโมเมนต์สวีทหวานชื่นบ้าง แต่ขุนฟ้ากลับปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างเหินห่าง เสมือนพวกเขาต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน และแม้จะได้มายืนอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองเคยใช้ชีวิตมาก่อน แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความคุ้นเคย หรือใกล้เคียงกับคำว่า ‘บ้าน’ เลยสักนิด


              อัศวินไม่อยากกดดันตัวเองให้เร่งฟื้นความทรงจำเร็วๆ ใช่ว่าเขาจะปวดหัวเหมือนในหนังหรือละครหรอกนะ แต่แค่รู้สึกหัวใจมันว่างโหวงแปลกๆ เมื่อค้นเจอเพียงความว่างเปล่า


              ชายหนุ่มเลยทำได้แค่นั่งเฉยๆ ไม่ต่างจากลูกค้า รอคอยให้เจ้าของร้านนำผัดกระเพรามาเสิร์ฟ


            ไม่นานนัก ขุนฟ้าก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะ อัศวินก้มมองลงบนชามร้อนๆ ควันฉุยสองชาม ไม่มีหมูสับหรือใบกระเพรา สิ่งที่เห็นมีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในน้ำซุปสีแดงเข้มข้น       

                 
            “เครื่องทำกระเพราไม่มี ก็เลยทำนี่มาให้แทน”


            พ่อครัวอธิบาย แม้จะผิดจากเมนูที่สั่งไปไกล แต่อัศวินก็รับมาโดยไม่โต้เถียง เนื่องด้วยตอนนี้กระเพาะของเขาเริ่มร้องประท้วงจริงจัง ทั้งกลิ่นในชามก็หอมยั่วยวน


            อัศวินรีบหยิบตะเกียบ เป่าเส้นให้หายร้อน ก่อนสูดเข้าปาก ทีแรกนึกว่าสีแดงในน้ำซุปจะมาจากผงปรุงรสต้มยำ ทว่าเขากลับได้กลิ่นและรสชาติของกิมจิผสมผสานโดดเด่นออกมา กลายเป็นเมนูลูกครึ่งไทยเกาหลีที่เข้ากันอย่างลงตัวจนต้องเอ่ยปากชม


             “อร่อยเหมือนกันนะครับเนี่ย"


             "เห็นคุณชอบกินบ่อยๆ ก็เลยทำมาให้ "


             ถึงจะสัมผัสไม่ได้ถึงความคุ้นเคยใดๆ แต่การที่ขุนฟ้ารู้ใจเขาขนาดนี้ คงชัดเจนแล้วว่า เขาอาศัยอยู่กับคนคนนี้จริงๆ


               "คุณกับผม...เราคบกันได้ยังไง?"


               มือที่กำลังคีบเส้นชะงักไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินเขาถามตรงๆ ก่อนจะพูดคำตอบที่ไม่น่าเชื่อออกมา


               "คุณจีบผมก่อน"


               "ผมเนี่ยนะ!?"


               อัศวินตาโต นึกภาพตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มจีบก่อนไม่ออก ขุนฟ้าเลยขยายความให้ฟัง


               "ตอนคุณเรียนปีสี่ ผมยังเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟที่กรุงเทพฯ แล้วคุณก็เที่ยวมาร้านทุกวัน ขอคบผมอยู่ครึ่งปี จนผมยอมใจอ่อน"


               ...ขอคบอยู่ครึ่งปี! ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีความมุ่งมั่นขนาดนั้น เพราะโดยพื้นฐานนิสัยของเขาออกจะเป็นคนขี้เบื่อง่ายด้วยซ้ำ อีกฝ่ายมีอะไรดีถึงทำให้เขาอาการหนัก ตกหลุมรักหัวปักหัวปำจนตื๊อไม่เลิก


               ปากไปไวกว่าสมอง คนสงสัยจึงถามออกไปอัตโนมัติ


               "ทำไมผมถึงขอคบคุณล่ะ?"


               หัวคิ้วบนใบหน้าคมขยับเข้าหากันเป็นสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจอีกครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ส่อแววหงุดหงิด


               "เรื่องนั้นจะไปรู้ได้ยังไง"


               "ผมไม่เคยบอกเหรอ" อัศวินยังคงเซ้าซี้


               ขุนฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากเล่า


               "คุณบอกว่า...ไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว"


               ช่างเป็นเหตุผลที่มักง่ายก็ไม่ใช่...โรแมนติกก็ไม่เชิง...เสียจริงๆ


               "แล้วคุณล่ะ? ทำไมถึงยอมคบผมเป็นแฟน"


               ครั้นพอเขาถามกลับบ้าง ไม่คิดว่าขุนฟ้าจะกระแทกตะเกียบดังปึง! ปฏิเสธเสียงดังอย่างหมดความอดทน


               "ไม่บอกโว้ย!"


               อัศวินมึนงงที่อยู่ๆ ก็ถูกอารมณ์เสียใส่ขึ้นมา


               ...นี่เขาเผลอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายโกรธกันล่ะเนี่ย?


               แต่ก็นะ...มาลองคิดๆ ดู ถ้าคนเป็นแฟนกัน มาถามคำถามที่จำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้ อาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจของคนรักก็เป็นได้


               "ขอโทษที่ละลาบละล้วง"   อัศวินเอ่ยด้วยความสำนึกผิด


               ขุนฟ้ายังคงตั้งหน้าตั้งตาจดจ่ออยู่กับชามบะหมี่ ไม่สนใจหันกลับมามองเขา หากก็ปรับโทนเสียงอ่อนคล้ายใจเย็นลง


               "...เหมือนกัน"


               "คุณไม่ต้องขอโทษผมหรอก ผมต่างหากที่ถามอะไรไปแล้วไม่คิดถึงใจคุณ"


               "ไม่ใช่"


              ชายมาดนักเลงส่ายศีรษะ พลางละมือจากตะเกียบ หันดวงตาคมกลับมาสบตาเขา เอ่ยคำตอบที่ค้างเอาไว้ก่อนหน้านี้


               "...เหตุผลที่ผมคบคุณ ก็เหมือนกันกับ...เหตุผลที่คุณคบผม"




               ...รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว




               คนหน้าโหดลุกขึ้นพรวดคว้าชามเดินหายไปด้านหลังห้องครัว ทั้งๆ ที่เส้นในนั้นยังเหลืออีกเกือบครึ่ง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวอิ่มแล้ว หรือปกติเป็นคนกินน้อย


             แต่ที่แน่ๆ มีสิ่งหนึ่งที่อัศวินทันเห็นได้ชัด...หลังใบหูที่มีต่างหูเงินเจาะไว้กำลังเปลี่ยนไปขึ้นสีแดงจางๆ








               หลังจบอาหารมื้อเย็น ขุนฟ้าก็พาเขาขึ้นไปทัวร์ยังบริเวณชั้นสองของร้านคาเฟอีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องเดี่ยวขนาดหนึ่งห้อง


                เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้สีเข้มให้บรรยากาศเคร่งขรึมแตกต่างจากการร้านกาแฟด้านล่าง กระนั้นก็ยังคอนเซปต์เรียบง่ายน้อยชิ้น เพราะเพียงกวาดตามองก็พบแค่โต๊ะทำงาน ตู้หนังสือ โซฟาหนัง และเตียงคิงไซต์ท่าทางนุ่มสบายตั้งอยู่ตรงกลางแค่นั้น


                 นี่น่ะเหรอ? คือห้องที่เขาอยู่ด้วยกันกับขุนฟ้า แต่น่าแปลก...แม้จะเป็นสถานที่ส่วนตัว เขากลับไม่ค้นพบข้าวของแสดงถึงความเป็นคู่รัก หรือกระทั้งรูปถ่ายคู่กันสักใบติดไว้ก็ไม่มี มองรวมๆ แล้ว สภาพก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากห้องชายโสดธรรมดาๆ ห้องหนึ่งเลยด้วยซ้ำ


               แต่ก่อนที่เขาจะทันสงสัยได้อะไรเพิ่มเติม ขุนฟ้าก็ยื่นสมาร์ทโฟนส่งมาให้


              "นี่ของคุณ เก็บไว้กับตัว มีอะไรจะได้ติดต่อกันได้"


               เครื่องมือสื่อสารสีดำบางเฉียบซึ่งไม่คุ้นชินตา อีกทั้งตัวเลขรุ่นยังขยับขึ้นไปไกลจากเมื่อสามปีที่แล้ว ดูเหมือนว่า แม้ช่วงเวลาของเขาจะหยุดลง แต่เทคโนโลยีกลับพัฒนาก้าวหน้าไม่หยุดนิ่งตาม เขาเลยจำต้องมาเรียนรู้จักอุปกรณ์กันใหม่


               เริ่มต้นจากการสำรวจแอพพลิเคชั่นด้านในก่อน แต่มันดันติดอุปสรรคตรงที่ สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ใส่รหัสล็อกเอาไว้


               อัศวินลองกดเลข '0000' เป็นตัวเลขง่ายๆ ซึ่งเขาใช้ตั้งเป็นรหัสผ่านของเกือบทุกอย่าง หากหน้าจอแสดงผลว่า 'ไม่ผ่าน'


               อืม...หรือเขาจะตระหนักขึ้นได้ว่า รหัสอันเดิมมันง่ายเกินไป เสี่ยงที่จะถูกแฮ็ก เลยจัดการเปลี่ยนรหัสใหม่แล้ว?


               เจ้าของเครื่องจึงทดลองสุ่มเลขวันเดือนปีเกิดของตัวเองบ้าง เลขที่บัตรประชาชนบ้าง เลขรหัสนักศึกษาบ้าง แต่สมาร์ทโฟนก็ยังคงนิ่งสนิทเหมือนก้อนหิน


               ขืนกดสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรื่อยๆ มีหวังเครื่องคงถูกล็อกโดยอัตโนมัติอีกยาวแน่ๆ ในเมื่อไม่สามารถค้นหาเองได้เช่นนี้ ก็คงต้องหวังพึ่งคนใกล้ตัว


               "เออ...รหัสผ่านคืออะไรครับ?"


               "3108"


               ถ้าขุนฟ้ารู้อยู่แล้ว ก็น่าจะบอกเขาให้เร็วกว่านี้หน่อย ไหงปล่อยให้เขามัวงมกดตัวเลขมั่วๆ อยู่ได้ตั้งนาน แต่รหัส '3108' เป็นชุดหมายเลขที่เขาไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน ในความทรงจำของเขาก็ไม่เห็นว่าจะเป็นตัวเลขที่สลักสำคัญอะไร ทำไมถึงได้ตั้งเป็นรหัสล็อกมือถือกันนะ?


               "คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงตั้งเลขนี้?"


               อัศวินหันไปถามผู้รู้หนึ่งเดียวเหมือนเช่นเคย ซึ่งแน่นอนขุนฟ้าย่อมมีคำตอบ ซ้ำยังเป็นคำตอบที่ทำให้เขานิ่งอึ้ง


               "วันที่เราคบกัน"


               โอโห...ตัวเขาคนเก่านี่มันโรแมนติกเหลือร้ายจริงๆ  เล่นเอาวันที่คบกันมาตั้งเป็นรหัสแบบนี้ ถ้าคนรักรู้มีหวังคงดีใจตาย


              กระนั้น คนรักตรงหน้าของเขากลับยังคงรักษาท่าทีมาดนิ่งไม่ยินดียินร้ายใดๆ จนชักเริ่มไม่แน่ใจว่า เขามีแฟนเป็นหุ่นยนต์รึเปล่า ทำไมถึงได้ประหยัดอารมณ์ความรู้สึกเหลือเกิน

 
            แต่ช่างเถอะ...เอาไว้ดูจากมือถือก็จะรู้เอง เพราะสมาร์ทโฟนยุคนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากไดอารี่ชีวิตประจำวัน ด้วยว่ามันมีการบันทึกประวัติการโทรเข้าโทรออก รวมทั้งยังมีแอพพลิเคชั่นสื่อโซเชี่ยลต่างๆ จำพวกเฟซบุ๊ค อินสตราแกรม หรือทวิตเตอร์ ให้ผู้ใช้ระบายความในใจ


               เมื่อก่อนเขาสมัครเฟซบุ๊คทิ้งไว้ ซึ่งก็น่าจะเขียนอัพเดทลงเรื่อยๆ ถ้าย้อนอ่านดูก็คงพอจับใจความได้คร่าวๆ บ้าง แต่ปรากฏว่าเขาค้นหาอย่างไรก็ไม่เจอ...ไม่มีแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คหลงเหลืออยู่ในสมาร์ทโฟนเครื่องนี้เลย


               "คุณเลิกเล่นไปแล้ว"


               "ทำไมล่ะ?"


               "ไม่รู้หรอก อยู่ๆ คุณก็บอกว่าจะไม่เล่นอะไรพวกนี้แล้ว มันเสียเวลา"


               เป็นอีกครั้งที่อัศวินมึนงงกับนิสัยที่เปลี่ยนไปมากของตัวเอง ถ้ามีใครมาบอกว่าสามปีที่ผ่านมา เขาถูกผีเข้าก็คงเชื่อ


               ...ถ้าอย่างนั้นเขาใช้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ทำอะไรบ้างล่ะ?


               ฟังก์ชั่นอีกหนึ่งอย่างที่เห็นชัดว่าถูกพัฒนาไปควบคู่กับโทรศัพท์มือถือก็คือ ประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปอัศวินลองกดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นอัลบั้มรูปภาพทันที และก็ค้นพบว่า รูปนับร้อยนับพันเต็มไปด้วยภาพถ่ายของคนคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็นรูปถ่ายทีเผลอ ไม่ก็เป็นภาพถ่ายซูมมาจากที่ไกลๆ


               "คุณชอบแอบถ่ายรูปผม ทำตัวเหมือนคนโรคจิต"


               เขาเถียงไม่ออก เพราะหลักฐานมันเห็นชัดอยู่คาตา นายแบบกิตติมศักดิ์ในอัลบั้มรูปของเขามีเพียงแค่...ขุนฟ้า...คนเดียว


               แต่โดนหลอกด่าขนาดนี้ ก็นึกอยากจะย้อนกลับไปบ้าง


               "แล้วโทรศัพท์คุณล่ะ ถ่ายอะไรเก็บไว้ ขอผมดูหน่อยได้ไหม"


               "ไม่!"


               ยิ่งเสียงแข็งก็ยิ่งดูมีพิรุธ ทำให้อยากรู้เข้าไปใหญ่


               อัศวินเลยฉวยโอกาส พุ่งตัวไปคว้าสมาร์ทโฟนสีดำแบบเดียวกันอีกเครื่องที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาเปิดดูทันที โดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาติ


               "เฮ้ย! เอาคืนมานะโว้ย!"


               ขุนฟ้าโวยวายเสียงดัง พยายามแย่งโทรศัพท์คืน แต่อัศวินใช้ร่างของตัวเองบังเอาไว้ ทั้งยังยกมือชูเหนือหัวขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายคว้ามาได้ ขณะที่นิ้วรีบกดปุ่มโฮม


               โชคดีที่สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ไม่มีรหัสผ่านล็อกเอาไว้ เขาจึงสามารถผ่านเข้าไปสู่หน้าจอหลักอย่างง่ายดาย แต่ยังไม่ทันเลื่อนดูแอพพลิเคชั่นอัลบั้มภาพเพื่อสำรวจ อยู่ๆ เขาก็ชะงักไป


               ...เอ๊ะ!?


               จังหวะสั้นๆ ซึ่งเผลอไผลนั่นเอง ที่ทำให้ขุนฟ้าแย่งโทรศัพท์ของตนคืนมาได้ ก่อนจะหาข้ออ้างชิ่งหนี


               "ผมจะไปอาบน้ำแล้ว!"


              แล้วก็ทิ้งให้อัศวินได้แต่กระพริบตาปริบ นึกทบทวนสิ่งที่ตนเองเห็นเมื่อครู่


              บนหน้าจอหลักของสมาร์ทโฟน มีรูปถ่ายถูกตั้งเซ็ทไว้


               ...เป็นรูปของเขาและขุนฟ้ากำลังส่งยิ้มให้กัน แววตาของทั้งคู่พราวระยับเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเป็นธรรมชาติ จนสัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันบางอย่างระหว่างพวกเขา


              แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่หล่นหายไปในความทรงจำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหลักฐานย้ำชัดเจน


           อัศวินถอนหายใจ เมื่อจำต้องยอมรับโดยไม่อาจโต้เถียง


            เพราะรูปคู่ใบนั้น...มันเป็นภาพที่สื่ออารมณ์อบอุ่นของ ‘คนรัก’ ออกมาได้ดีจริงๆ








            เข็มนาฬิกาชี้ใกล้เที่ยงคืน หลังอัศวินอาบน้ำเสร็จก็จำต้องถึงเวลาเข้านอน


            ตามความจริง เขาไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับการนอนเตียงเดียวกันกับผู้ชายเท่าไรนัก เพราะสมัยเรียนเวลาติวหนังสือดึกดื่นหรือปาร์ตี้มียาวโต้รุ้ง เขาก็นอนรวมกันกับแก๊งค์เพื่อนผู้ชายบ่อยๆ


            แต่สถานะระหว่างเขากับขุนฟ้าในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา คนเป็นแฟนกันจะนอนด้วยกันก็ไม่แปลก แต่จะนอนเฉยๆ หรือมีอะไรเกินเลยกว่านั้น มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


               "ผมกับคุณมีความสัมพันธ์อยู่ระดับไหน?"


               อัศวินยิงคำถามออกมา ระหว่างที่พวกเขากำลังเตรียมตัวปิดไฟ


               ขุนฟ้าสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นง่ายๆ เป็นชุดนอนไม่ต่างจากเขา คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง ย้อนถามกลับราวกับคนไม่เข้าใจ


               "หมายความว่ายังไง?"


               "หมายถึงแบบ A B C D หรือ E"


               หน้าตาดุๆ ยิ่งฉายแววงงหนักมากกว่าเดิม คนจัดลำดับเรทความสัมพันธ์เลยต้องอธิบาย


               "แบบ A คือป็อปปี้เลิฟ ใสๆ ไม่โดนตัวกัน...แบบ B รักวัยรุ่น กอด จูงมือ คิสกันเบาๆ...แบบ C คือแตะเนื้อต้องตัวกันแค่ภายนอก...แบบ D คือฉันท์สามีภรรยา...ส่วนแบบ E คือจัดหนักฮาร์ดคอร์"


               ขุนฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง เพื่อทบทวนลำดับ ก่อนเลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษขึ้นมาตอบ


               "แบบ F"


               "เออ...มันไม่มีในช้อยส์นะ"


               "ก็มันไม่ตรงกับตัวเลือกเลยสักข้อ"


               "เอ๊ะ? หรือจะเป็น F แบบฟรีสไตล์ ต่างคนต่างไม่ผูกมัดกัน"


               "ไม่ใช่!"


             น้ำเสียงและแววตาของคนโหดข่มขู่เป็นนัยๆ ว่า...ถ้าขืนมีคนอื่น เอ็งไม่ตายดีแน่!


               "งั้นตกลงเป็นแบบไหน?" อัศวินจนปัญญาจะคาดเดา


               "ก็แบบปกติ" 


               "ปกติ?"


               แล้วเขาก็ได้ยินประโยคอ้อมแอ้มที่เบาราวกับเสียงยุงคุย


               "ก็ปกติ...ทุกทีคุณเป็นฝ่ายเริ่มก่อน"


               ...ฮะ!?


               เขาเนี่ยนะเริ่มก่อน?


               "แต่คุณจำไม่ได้ก็ดีแล้ว วันนี้แค่นอนเฉยๆ ก็พอ" 


               ขุนฟ้าพูดตัดบท แล้วรีบเดินไปปิดสวิตซ์ไฟฉับ ให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความมืด


               กระนั้น เสียงของอัศวินก็ยังไม่หยุดซัก


              "ผมเริ่มก่อนยังไง? ทำให้ดูหน่อยได้ไหม?"


              "ไม่มีทาง! นอนได้แล้ว ผมง่วง!"


               ชายหนุ่มผู้ยึดที่นอนทางฝั่งขวา ม้วนผ้าห่มพลิกตัวหันหลังให้ ถือเป็นการจบบทสนทนาสำหรับวันนี้


               ...ช่วยไม่ได้หลับก็หลับ


               อัศวินข่มตานอน หากจมูกกลับได้กลิ่นสบู่หอมจางๆ 


               นึกขึ้นได้ว่า ตอนอาบน้ำ เขาไม่รู้ว่าสบู่อันไหนเป็นของใครเลยเลือกหยิบมั่วๆ มา สงสัยเขาคงจะหยิบผิดใช้ของอีกคนเข้า เลยกลายเป็นว่าพวกเขาสองคนมีกลิ่นแบบเดียวกัน


               ...ตัวเขาคนเก่าจะเริ่มรุกขุนฟ้าก่อนยังไงนะ? หรือจะเริ่มจากการหอมรึเปล่า?

             
             แม้ตลอดทั้งวันนับตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล จะมีคำถามมากมายโผล่เข้ามาในสมองเขาไม่หยุด แต่คำถามสุดท้ายของวันกลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระจนน่าตกใจ


             อาจเป็นเพราะว่าตอนนี้ เขานึกอยากจะขยับเข้าไปใกล้ เพื่อสูดลมหายใจของกลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนใกล้ตัวให้เพิ่มขึ้นมาอีกสักนิด


              นั่นเป็นสิ่งที่อัศวินคิดก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับไป...






-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2021 11:17:54 โดย BitterSweet »

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 2 : คุณผู้น่าแกล้ง




               อัศวินตื่นเช้า


               พอเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่โต๊ะข้างหัวเตียง ตัวเลขก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็น 07:00
               

                สมัยที่เขาเรียนอยู่ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่กำลังหลับสนิทฝันหวาน เพราะกว่าคนขี้เซาจะตื่นจริงๆ ก็ต้องหลังสิบโมงเป็นต้นไป


               แต่นั่นเป็นพฤติกรรมก่อนที่อัศวินจะความจำเสื่อม ตอนนี้เขาเติบโตก้าวเข้าสู่วัยทำงานแล้ว วิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือนอาจทำให้ต้องปรับเปลี่ยนนิสัยให้ตื่นเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ร่างกายจึงจดจำระบบใหม่นี้ไปโดยอัตโนมัติ


               กระนั้น กลับมีกลับมีใครบางคนที่ตื่นเช้ายิ่งกว่าเขา


               "ผมต้องลงไปเปิดร้านกาแฟ หยุดมาหลายวันแล้ว คุณอยากจะนอนพักต่อ หรืออยากจะลงมาข้างล่างด้วยก็ตามใจ"


               ขุนฟ้าให้ตัวเลือกกับคนที่กำลังนั่งหน้ามึนอยู่บนเตียง              


               ไหนๆ ก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้วทั้งที จะนอนเกลือกกลิ้งเฉยๆ อยู่ในห้องทั้งวันก็น่าเบื่อ สู้ออกไปหาอะไรทำคงดีกว่า เผื่อจะได้มีประโยชน์กับความทรงจำของตัวเองด้วย


               อัศวินเลยคว้าผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำบ้าง


               แต่ไม่คิดว่าพอหลังอาบเสร็จ เขาจะเจอปัญหาอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ...เขาไม่รู้จะใส่ชุดอะไร?


               ตู้เสื้อผ้าบานเลื่อนเต็มไปด้วยชุดมากมายแขวนไว้เรียงราย ทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อยืด เสื้อยีนต์ เสื้อโปโล แม้กระทั่งแจ็คเก็ตหนังก็ยังมี


              สามปีที่ผ่านมา ดูเหมือนรสนิยมของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อคืนเพราะเป็นชุดนอน เขาจึงเลือกใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นโดยไม่คิดอะไร แต่พอต้องแต่งตัวออกไปข้างนอก เขากลับลังเลในสไตล์ของตัวเอง 


               ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้ว่า...เสื้อตัวไหนเป็นของเขา...ตัวไหนเป็นของขุนฟ้า


               เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่มีขนาดรูปร่างใกล้เคียงกัน เสื้อผ้าส่วนใหญ่เลยเป็นไซต์เดียวกันแทบทั้งหมดจนแยกไม่ออก ครั้นจะให้ยืนพินิจพิเคราะห์ทีละตัวก็คงเสียเวลาโดยใช้เหตุ


               อัศวินเลยหยิบตัวที่พอจะเข้าท่า ใส่ออกมาแล้วหมาไม่เห่า สรุปเป็นเสื้อเชิ้ตสีดำกางเกงยีนต์ และไม่ลืมเซ็ตผมยุ่งเหยิงของตัวเองให้เป็นทรง


               "เรียบร้อยแล้ว"


               เขาเดินลงบันไดมาหาขุนฟ้าที่ชั้นล่าง ซึ่งอีกฝ่ายกำลังเปิดวอร์มเครื่องชงกาแฟอยู่ แต่พอหันมาเห็นการแต่งตัวของเขาก็พึมพำด้วยความประหลาดใจ


               "เสื้อ..."


               อัศวินเพิ่งสังเกตว่า คู่สนทนาก็สวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงยีนต์แบบเดียวกันกับเขา สงสัยคงจะเป็นยูนิฟอร์มประจำร้านกาแฟ นั่นหมายความว่า เสื้อเชิ้ตที่อยู่บนตัวเขาตอนนี้ เจ้าของคงเป็นขุนฟ้าอย่างไม่ต้องสงสัย


               "โทษที ผมไม่รู้ว่านี่เสื้อคุณ เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนให้"


               คนเลือกผิดทำท่าจะกลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง แต่ก็โดนรั้งไว้


               "ไม่ต้องหรอก เสียเวลา แต่งแบบนี้ก็ดูดีแล้ว"


               ตู้เสื้อผ้าก็อยู่ชั้นสองแค่นี้ เดินขึ้นไปเปลี่ยนแค่ห้านาที คงไม่ถึงกับเสียเวลา แต่พอถูกพูดชมออกมาอย่างนั้น อัศวินเลยยอมยืนอยู่ที่เดิม ทั้งยังรู้สึกขัดๆ เขินๆ แปลกๆ


                ความจริง พอพิจารณามองขุนฟ้าบ้าง แม้จะแต่งกายลักษณะเดียวกันกับเขา หากเสื้อเชิ้ตสีดำที่อยู่บนตัวของอีกฝ่ายกลับเสริมสร้างบุคลิกให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม


               ...ถ้าเขาแต่งออกมาแล้วดูดี ...ขุนฟ้าก็คงแต่งออกมาแล้วดูเหมาะ


               คิดเช่นนั้นแล้วก็เลยอดพูดออกมาไม่ได้


               "...เหมือนใส่เสื้อคู่กันเลยเนอะ"


               ขุนฟ้าที่กำลังง่วนอยู่กับเครื่องชงกาแฟ หันขวับกลับมาทันที ทั้งยังเกิดอาการเปลี่ยนใจกะทันหัน


               "งั้นก็กลับขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อซะ"


               "ไม่เปลี่ยนหรอกครับ เสียเวลาไม่ใช่เหรอ"     


             ฝั่งที่โดนคำพูดตนเองย้อนเข้าตัวเกิดอาการเถียงไม่ออก ส่วนเขาก็ทำเพียงแค่อมยิ้มขำจางๆ


            ความจริงที่แซวไปอย่างนั้น ก็แค่อยากแกล้งคนหน้านิ่งให้ได้เสียอาการบ้าง แม้ส่วนหนึ่งจะเผลอคิดในใจว่า ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องรสนิยมการแต่งตัวของอัศวินคนเก่า แต่เริ่มต้นจากการขโมยเสื้อของขุนฟ้ามาใส่บ่อยๆ ก็คงไม่เลวดีเหมือนกัน


            ขณะที่นึกถึงแผนการเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเจ้าของร้านถาม

 
             "คุณอยากดื่มอะไรไหม"


            อัศวินไม่ค่อยสันทัดเรื่องกาแฟสักเท่าไร ส่วนใหญ่เขาจะดื่มเฉพาะวันที่นอนมาไม่พอ หรือวันที่ต้องการความตื่นตัวของสมอง โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าห้องสอบ แต่ไม่แน่ว่า พอมีแฟนเป็นบาริสต้า เขาอาจจะมีเครื่องดื่มประจำตัวเป็นพิเศษก็ได้


               "ปกติผมดื่มอะไร?"


               "เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณบอกว่าผมชงอะไรก็อร่อย"


               ฟังแล้วเหมือนอวยตัวเองอยู่กลายๆ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แบบนี้ต้องขอพิสูจน์ฝีมือหน่อย


               "งั้นผมขอลาเต้ร้อน"


               คนรับออเดอร์พยักหน้า แล้วหันไปเริ่มลงมือทำ เพียงไม่นานกลิ่นหอมๆ ของกาแฟสดก็ลอยฟุ้งไปทั่วร้าน เคล้ากับเสียงเปียโนแจ๊สเบาๆ


              อัศวินเลือกนั่งเก้าอี้ตรงริมสุดของเคาท์เตอร์บาร์ จากตรงนี้ทำให้เขาไม่เกะกะลูกค้าของร้าน ทั้งยังเห็นคุณบาริสต้าแสดงฝีมือได้ชัด นับว่าเป็นมุมเหมาะเจาะพอดี


               เพียงไม่นาน แก้วเซรามิคสีขาวถูกยกมาเสิร์ฟ เครื่องดื่มสีน้ำตาลนวลสวย มีฟองพรายนมลาเต้อาร์ตเป็นรูปใบสนชวนให้น่าลิ้มลอง

 
              อัศวินไม่รอช้า ยกกาแฟขึ้นมาจิบทันที

 
              ...นุ่มละมุนดีต่อใจ คือคำนิยามของลาเต้ร้อนแก้วนี้


               "เป็นไง?"


               ขุนฟ้าแสดงสีหน้าของผู้กุมชัยชนะ เห็นท่าทางมั่นใจในตัวเองเหลือล้นแล้ว มันยิ่งน่าแกล้งมากกว่าน่าชม


               "ขมจะตาย" อัศวินวิจารณ์ไปตรงข้ามกับความเป็นจริง


              "ถ้าไม่ขมมันก็ไม่ใช่กาแฟสิ"


               คนถูกสบประมาทรีบเถียงกลับ  แต่ลูกค้าวีไอพีดันส่ายหน้า


               "ที่มันขมไม่ใช่เพราะกาแฟหรอก"


               "อ้าว แล้วมันขมเพราะอะไร?”


               ขุนฟ้าเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ใครจะมารู้ดีกว่าบาริสต้าที่ฝึกจนเชี่ยวชาญมาแล้วหลายปีอย่างเขากัน


               อัศวินขยับยิ้มมุมปาก ก่อนจะย้ำถ้อยความชัดๆ




               "ที่กาแฟมันขม...ก็เพราะมันรอ 'รอยยิ้มของขุน' มาเติมให้หวานไง"




               "..."




                 กริ๊ง...
 

                เสียงกระดิ่งหน้าร้าน เรียกสติให้ขุนฟ้ารีบผละออกห่างไปให้บริการลูกค้าสาวสองคน ก่อนจะรับออเดอร์ แล้วก้มหน้าก้มตาทำด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ กว่าปกติ  โดยมีอัศวินคอยจับตามองไปพลาง จิบลาเต้ร้อนไปพลาง 

 
                ...ถึงมุกจะเสี่ยวไปหน่อย แต่ได้เห็นมุมหลุดๆ ของคนมาดโหดบ้างก็นับว่าคุ้มค่า


                แม้จะรู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่อัศวินคิดว่า เขาเริ่มจับจุดอ่อนขุนฟ้าได้ทีละนิด ภายนอกเป็นคนแข็งๆ ก็จริง แต่ด้านในก็ยังมีส่วนที่อ่อนไหว เหมือนกับลูกแมวตัวร้ายที่ขู่ฟ่อๆ พอถูกลูบคางหน่อยก็ยอมแพ้นอนอ่อนยวบยาบ เห็นแบบนี้แล้วจะอดใจไม่ให้แกล้งยังไงไหว


                แต่ถึงกระนั้น มุมที่เป็นความลับนี้ก็ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน เพราะขุนฟ้าก็ยังแสดงด้านความเป็นมืออาชีพตลอดเวลาที่ทำงาน


                ร้านคาเฟอีนเป็นร้านกาแฟเล็กๆ บริหารงานแบบวันแมนโชว์ ชงเอง เสิร์ฟเอง เก็บตังค์เอง เช็ดโต๊ะเอง ดูแล้วท่าทางจะเหนื่อย แต่สีหน้าของขุนฟ้าก็ไม่ได้แสดงอาการลำบากใดๆ  มิหนำซ้ำยังเป็นสีหน้าของคนมีความสุขกับงานที่ทำ


               ยังดีที่ร้านคาเฟอีนไม่เงียบเหงาเกินไปนัก เพราะมีลูกค้าทยอยเข้าร้านชั่วโมงละห้าหกคน ทั้งลูกค้าขาจร และลูกค้าขาประจำที่ไถ่ถามว่าทำไมถึงปิดร้านไปนาน


               ขุนฟ้าตอบว่ามีธุระสำคัญ ซึ่งธุระที่ว่าก็คงไม่พ้นการมาเฝ้าเขาที่โดนรถชน แถมยังความจำเสื่อม


               อัศวินรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตัวภาระนิดๆ คิดแบบนั้นแล้ว เขาเลยไม่อยากจะนั่งอยู่เฉยๆ อีกต่อไป


               "ผมช่วยล้างแก้วให้"


               ชายหนุ่มถือวิสาสะเดินเขาไปหลังเคาท์เตอร์ แล้วคว้าแก้วกาแฟที่อยู่ตรงซิงค์ล้างจานมาจัดการทำความสะอาด แม้ว่าขุนฟ้าจะพยายามร้องห้าม


               "ไม่ต้องหรอก ไปพักเถอะ"


               "ผมพักมาทั้งวันแล้ว ให้ผมช่วยเถอะนะ"


               “แต่...”


               แววตาของขุนฟ้าส่อแววขบคิดลังเล หากยังไม่ทันจะเอ่ยปากอะไร เสียงเปิดประตูของลูกค้าดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน


              แขกคนใหม่เป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวแม่ ซึ่งมีท่าทางคุ้นเคยกับร้านเป็นอย่างดี


               "สวัสดีจ้ะ ป้าขอเหมือนเดิมนะ"


               "คาปูชิโน่เย็นนะครับ"


               บาริสต้าทวนเมนูโปรดของอีกฝ่าย เห็นชัดว่านอกจากเจ้าตัวจะเอาใจใส่ในเครื่องดื่มที่ตัวเองชงแล้ว ยังเอาใจใส่ลูกค้าแต่ละคนอีกด้วย นี่ล่ะมั้งถึงเป็นเคล็ดลับให้ร้านคาเฟอีนมีบรรยากาศผ่อนคลายกว่าร้านกาแฟอื่นๆ จนลูกค้ารู้สึกสนิทสนม ถึงขนาดร้องทักอัศวินที่ยืนอยู่ข้างๆ


               "อ้าว...วันนี้อนุญาตให้คุณแฟนไปช่วยอยู่ข้างหลังแล้วเหรอ"


               "เอ๊ะ?...คุณแฟน?"


              คนถูกถามถึงกับชะงักมือที่ล้างแก้ว แปลกใจที่คุณป้ารู้สถานะระหว่างพวกเขา ทั้งยังพูดแซวโดยไม่ถือสาว่าเป็นคู่รักเพศเดียวกัน


               "ปกติเห็นทุกทีจะโดนดุว่าวุ่นวายประจำ เลยได้แต่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงเคาท์เตอร์บาร์นี่นา ทำไมวันนี้ถึงยอมให้ช่วยล่ะจ๊ะ?"


               "เออ...วันนี้อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษครับ" 


               ขุนฟ้าตอบด้วยท่าทีอึกอัก แต่มองแล้วเหมือนรู้สึกเหมือนคนเขินมากกว่า คุณป้าเลยหันมาส่งยิ้มให้กับอัศวินเป็นนัยๆ


               "งั้นเหรอ ดีจังเลยเนอะ"


               "ครับ" เขารับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน


               ...ถึงแม้จะไม่สามารถจดจำเรื่องราวในอดีต หากคาดเดาจากเนื้อความแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้อัศวินคนเก่าก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นชัวร์ๆ


               ทว่า เมื่อคล้อยหลังคุณป้าออกจากร้านกาแฟไป คนสงสัยก็ถามเรื่องคาใจขึ้นมา


                "ทำไมเขาถึงรู้ว่าเราเป็นแฟนกันล่ะครับ"


               "ก็ใครใช้ให้คุณประกาศไปทั่วล่ะ"


               ขุนฟ้าแสดงสีหน้าบึ้งตึง หยิบผ้ามาเช็ดแก้วกาแฟด้วยตัวเอง คล้ายจะตระหนักได้ว่าตัดสินใจผิดที่เผลอใจอ่อนยอมให้อีกฝ่ายมาช่วย


               "งั้นแสดงว่าลูกค้าที่มาร้านก็รู้กันทุกคนใช่ไหม"


               "เล่นมานั่งเฝ้าเป็นหมาหวงก้างทั้งวันก็ต้องรู้อยู่แล้ว"


               ไม่น่าเชื่อว่า แม้เขาจะความจำเสื่อม แต่กลับเลือกที่นั่งและทำพฤติกรรมคล้ายแบบเดิมโดยไม่รู้ตัว เหมือนจิตใต้สำนึกจดจำลงไปราวกับต้นไม้ฝังรากยั้งลึก ร่างกายมนุษย์นี่ช่างมหัศจรรย์จริงๆ วิเคราะห์แล้วก็รู้สึกทึ่งขึ้นมาจนต้องพูดชม


               "ตัวผมคนเก่านี่สุดยอดไปเลยนะ"


               "สุดยอดตรงไหนกัน น่ารำคาญจะตายชัก"


               ...ปากบ่นว่าน่ารำคาญ แต่ก็ใจอ่อนไม่ยอมไล่ให้ไปไม่ใช่รึไง ใครต่อใครถึงได้รู้กันทั่วไปหมด ในเมื่ออัศวินคนเก่าทำไว้ดีขนาดนี้ เขาก็คงต้องสานต่อภารกิจที่ค้างคาไว้สินะ


               "งั้นหลังจากนี้ ผมก็คงต้องมาช่วยทุกวันแล้ว"


               "ไม่ต้องเลยโว้ย! ไปนั่งเฉยๆ ไป๊!"


               และต่อให้ไม่มีใครมาบอก อัศวินก็รู้ว่า...นี่คงเป็นถ้อยคำที่เขาเคยได้ยินมาจนหูชาอย่างแน่นอน







            ร้านคาเฟอีนมีกำหนดปิดตอนสองทุ่ม หลังเก็บกวาดเรียบร้อย ขุนฟ้าก็เปรยถาม


            “ออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกกันไหม”


            “ข้างนอกเหรอครับ”


            วันนี้ทั้งวันอัศวินอยู่แต่ในร้านกาแฟ ไม่ได้ย่างเท้าออกไปไหนเลยสักก้าว นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ขุนฟ้าคิดว่าคนอยู่รอเฉยๆ คงเบื่อ แต่จริงๆ เขาก็แค่มองคุณบาริสต้าทำงานจนเพลิน รู้ตัวอีกทีท้องฟ้าก็ดันมืดไปเสียแล้วต่างหาก


             กระนั้น การได้ออกไปข้างนอกบ้างอาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างเขาก็ได้ อัศวินเลยรู้สึกเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา


            “จะไปที่ไหนเหรอครับ”


            “แค่ใกล้ๆ นี่แหละ เดินไปแป๊บเดียว”


            ขุนฟ้าว่าพลาง เริ่มต้นเดินนำ


            ถนนบริเวณข้างเคียงจากร้านคาเฟอีนเหมือนเป็นย่านบ้านเมืองเก่า หากก็ถูกปรับปรุงรีโนเวทให้มีความร่วมสมัย เขาเดินผ่านทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านหนังสือ ร้านขายขนมเปี๊ยะ ร้านดอกไม้ ซึ่งแต่ละร้านก็มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้อัศวินมองดูอย่างสนใจคล้ายว่าตนกำลังมาเที่ยวอยู่


            กระทั่งขุนฟ้าพาเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านบะหมี่เกี๊ยวร้านหนึ่ง ป้ายชื่อภาษาจีนที่ติดอยู่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ และลูกค้าที่แน่นขนัดก็สามารถการันตีได้ถึงรสชาติระดับตำนาน

 
              หลังจากเลือกโต๊ะว่างๆ เด็กเสิร์ฟที่เห็นชัดว่าอิมพอร์ทมาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนมารับออเดอร์


             "รับอะไรดีคะ”


             "ผมขอบะหมี่เกี๊ยวต้มยำพิเศษ" ขุนฟ้าเป็นผู้สั่งก่อน


               "ขอสองเลยครับ" ส่วนอัศวินก็ถือโอกาสเลียนแบบตาม "แล้วก็ขอน้ำเปล่า กับน้ำแข็งสองด้วยครับ"


               ใช้เวลาไม่นาน เมนูร้อนๆ ควันฉุยสองชามก็ถูกยกมาเสิร์ฟ 


               อัศวินยกช้อนตักน้ำซุปสีจัดจ้านขึ้นมาชิมรส แค่คำแรกก็ถึงกับตาตื่น เมื่อเจอความเผ็ดเข้มข้นสะใจ


               "ร้านนี้ต้มยำเผ็ดหน่อย คุณน่าจะชอบ"


               ถึงแม้ขุนฟ้าจะบรรยายสรรพคุณไว้แบบนั้น เจ้าตัวก็ยังยกเถาเครื่องปรุงมากระหน่ำใส่พริกป่นลงไปเพิ่ม ทำเอาเขาเบิกตากว้าง ต้องขอให้ยั้งมือไว้


               "คุณใส่เยอะเกินไปแล้ว เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก"


               แต่คนถูกเตือนเพียงแค่ไหวไหล่ เหมือนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา


               "แค่นี้เด็กๆ เมื่อก่อนคุณกับผมแข่งกันด้วยซ้ำว่า ใครจะกินเผ็ดมากกว่ากัน"


               จริงอยู่ที่อัศวินชอบกินรสจัด แต่ไม่นึกว่าจะเกิดการประลองฝีมือวัดกันระหว่างพวกเขาด้วย


               "แล้วใครชนะ"


               "ลองดูไหมล่ะ?"


               ขุนฟ้ายักคิ้วยียวนอย่างท้าทาย


               ...เจอสารรบเข้าไปตรงๆ แบบนี้ มีหรือจะยอมอยู่เฉย


               "งั้นมาดวลกัน"


               อัศวินตักพริกป่นลงไปเพิ่มในปริมาณที่เท่าๆ กันกับของขุนฟ้า ซึ่งอธิบายกติกา


               "เงื่อนไขคือต้องกินให้หมด ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป ใครหมดชามก่อนถือว่าชนะ"


               "ได้"


               "พร้อมแล้ว เริ่ม!"


               ทันทีที่สัญญาณสตาร์ทดังขึ้น อัศวินก็รีบใช้ตะเกียบจ้วงเส้นบะหมี่อย่างรวดเร็ว ปริมาณเครื่องในชามถือว่าไม่เยอะมากนัก แค่คีบห้าหกคำก็แทบจะหมด แต่อุปสรรคใหญ่อยู่ตรงน้ำซุปสีแดงเข้มที่มีพริกลอยฟ่อง


               แค่น้ำซุปต้มยำของเดิมก็รสชาติเผ็ดร้อนมากพออยู่แล้ว แต่นี่พวกเขายังใส่พริกป่นลงไปเพิ่มไม่ต่ำกว่าห้าช้อน แล้วไม่รู้อาเฮียเจ้าของร้านไปหาพริกมาจากนรกขุมไหน ถึงได้เผ็ดแสบทรวงจนหูอื้อ ลิ้นชา เหงื่อแตกพลั่ก


               อัศวินพยายามฝืนใช้ช้อนตักน้ำซุปเข้าปากให้หมด แต่ความพยายามของเขาคงไม่เท่ากับคู่ต่อสู้ ที่เล่นยกชามขึ้นมาดื่มน้ำซุปลงคออั่กๆ รวดเดียวจบ


               "ผมชนะแล้ว!"


               ขุนฟ้าวางชามที่หมดเกลี้ยงเป็นหลักฐาน พร้อมประกาศชัยชนะด้วยน้ำเสียงลิงโลด


               "เฮ้อ ยอมแพ้ก็ได้ครับ"


              อัศวินยกมือปราชัยแต่โดยดี เพราะฤทธิ์ของพริกนรกทำเอาเขาหน้าเหนอแดงไปหมด ต้องรีบดื่มน้ำเย็นดับความเผ็ด  ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากฝ่ายตรงข้าม


               ถึงจะเป็นผู้ชนะ ทว่าเอฟเฟคก็ยังคงส่งผล ใบหน้าคมของขุนฟ้าจึงขึ้นสีเรื่อ ซ้ำยังมีน้ำตาคลอนิดๆ พร้อมเสียงสูดน้ำมูกจากจมูกแดงๆ ราวกับคนกำลังร้องไห้ เป็นสีหน้าที่คงไม่มีทางได้เห็นบ่อยๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างน่าเอ็นดู


               "ไว้คราวหลังเรามาแข่งกันใหม่นะครับ"  


               อัศวินพูดขอแก้มืออีกครั้ง แน่นอนแชมป์เก่าย่อมไม่ขัดศรัทธา


               "ได้อยู่แล้ว ผมไม่แพ้ง่ายๆ หรอก"


               แต่ถ้าหากขุนฟ้าได้รับรู้ความคิดในหัวของคู่ประลองตอนนี้ อาจจะต้องรีบเปลี่ยนใจเสียใหม่


              เพราะสำหรับอัศวิน...เรื่องแพ้ชนะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป


               สิ่งที่เขาอยากเห็นมีก็เพียงแค่ท่าทางหลังกินเผ็ดของอีกฝ่ายเท่านั้น ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่า นี่จะเป็นเป้าหมายในการแข่งขันของอัศวินคนเก่าด้วยรึเปล่า หากมีสิ่งหนึ่งที่เขาได้ข้อสรุปชัดในความทรงจำใหม่ของตนเอง


            ....ขุนฟ้าเป็นคนที่น่าแกล้งมากจริงๆ





-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue


ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




บทที่ 3 : คุณผู้เข้มแข็ง




อัศวินกำลังยืนอยู่หน้าร้านขายขนมหวาน


หลังจากจบมื้อเย็นเป็นบะหมี่ต้มยำเผ็ดนรกแล้ว ก็ต้องหาอะไรมาล้างปากแก้เผ็ดเสียหน่อย บังเอิญที่ร้านขนมตั้งอยู่ไม่ไกล พวกเขาสองคนจึงไม่ลังเลที่จะเดินตรงดิ่งเข้าไป


ด้านหน้าร้านมีโหลแก้วใส่ขนมเรียงราย ทั้งเต้าทึง ลอดช่อง เฉาก๊วย วุ้นมะพร้าว ผลไม้เชื่อม สีสันของขนมหวานละลานตาทำเอาเลือกไม่ถูก อันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่าสนใจ


ตรงข้ามกับขุนฟ้าที่ตัดสินใจรวดเดียวได้ทันที


“ขนมปังน้ำแดงใส่ลูกชิดกับข้าวโพดราดนมเยอะๆ ครับ”


“ได้จ้า แล้วของน้องอีกคนล่ะจ๊ะ”


คุณพี่แม่ค้ารับออเดอร์ ก่อนถามคนที่ยังลังเล ทำเอารู้สึกกดดันเล็กๆ


...ในเวลาแบบนี้ อยู่ๆ เขาก็เผลอนึกขึ้นมาได้ว่า อัศวินคนเก่าน่าจะมีของหวานที่ชอบกินประจำอยู่แล้วรึเปล่า


“ปกติผมสั่งอะไรเหรอครับ”


คิดพลางหันมาหาขุนฟ้าอัตโนมัติ


อีกฝ่ายน่าจะรู้ใจเขา เหมือนที่เมื่อวานทำเมนูลูกครึ่งไทยเกาหลีให้กิน ซึ่งก็เป็นรสชาติที่เขาชอบ อย่างร้านหมี่เกี๊ยวเมื่อครู่ก็ถึงเครื่องจัดจ้านถูกปาก ดังนั้น ครั้งนี้ขุนฟ้าคงช่วยตัดสินใจเลือกให้เขาได้


แต่ผิดคาดที่ ดวงตาคมแค่สบมอง แล้วพูดประโยคปลายเปิด


“ถ้าอยากกินหลายๆ อย่างก็สั่งมาเถอะ เดี๋ยวจะช่วยกิน”


เอ๋?...ทำไมล่ะ?


พอถูกโยนกลับมาแบบนี้ อัศวินเลยจำต้องเป็นฝ่ายเลือกเอาเองอีกครั้ง หลังจากลังเลอยู่ไม่กี่วิ เขาก็ตัดสินใจสั่งมาถ้วยเดียว


“งั้นเอาทับทิมกรอบแล้วกันครับ”


“โอเคจ้ะ น้องไปนั่งรอที่โต๊ะข้างในได้เลยน่ะ”


ชายหนุ่มสองคนเดินเข้าไปหาโต๊ะว่างๆ ทันทีนั่งลง คนสงสัยก็ถามในสิ่งที่ค้างคาใจ


“คุณกับผมไม่ค่อยมาร้านนี้กันเหรอครับ”


“เปล่า ก็มาบ่อยๆ นะ”


“งั้นผมไม่มีของหวานที่ชอบกินประจำเลยเหรอครับ หรือผมชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”


ขุนฟ้าหยิบน้ำชามารินใส่แก้วน้ำแข็งที่มีคนนำมาเสิร์ฟ ระหว่างพูดถึงพฤติกรรมของอัศวินคนเก่า


“คุณชอบสั่งแป๊ะก๊วยน่ะ เห็นบอกว่าร้านนี้ต้มดี ไม่ขมเลย”


นั่นไง....ขุนฟ้ารู้อยู่แล้วจริงๆ ด้วย


“แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกล่ะครับ ผมจะได้สั่งเหมือนเดิม”


มือที่กำลังจับหลอดคนแก้วน้ำชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของคู่สนทนาเงยขึ้นมามองเขาตรงๆ มีอะไรบางอย่างในนั้นที่อัศวินสัมผัสได้ถึงความจริงจังมากกว่าที่เคย


“ผมไม่ได้อยากบังคับคุณให้ต้องเป็นเหมือนเดิม ต่อให้คุณจะทำตัวเปลี่ยนไป หรือชอบอะไรที่ต่างจากก่อนจะความจำเสื่อม แต่ตัวคุณก็ยังเป็นคุณ”


น้ำเสียงที่อธิบายนั้นราบเรียบ ทว่าเนื้อความข้างในกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย


“ไม่ต้องฝืนพยายามทำทุกอย่างให้เป็นเหมือนเก่าหรอกนะ ตอนนี้จะคิดอะไร รู้สึกยังไงก็ทำออกมาตรงๆ ได้เลย ไม่ต้องมัวมาเกรงใจผม”


ประโยคนั้นจบลงพอดีกับที่ขนมหวานมาเสิร์ฟ


อัศวินนั่งกินขนมไปเงียบๆ หากในสมองยังมีเรื่องวนเวียน


…ไม่ใช่แค่เรื่องของกิน หรือรสชาติที่ขุนฟ้ารู้ แม้กระทั่งสิ่งที่เขากังวล ขุนฟ้าก็ยังจับความรู้สึกของเขาได้


ความจริงแล้ว การที่ตนความจำเสื่อม และต้องมาอาศัยพึ่งพาคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคย ทำให้มีบางครั้งที่รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เขาเลยพยายามที่จะเลียนแบบพฤติกรรมของอัศวินคนเก่า เพื่อรักษาน้ำใจของขุนฟ้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟน


กระนั้น ทั้งๆ ที่ขุนฟ้าควรจะเป็นคนที่คิดถึงอัศวินคนเก่ามากกว่าใคร แต่การพูดราวกับยอมรับตัวตนใหม่ของเขาได้ไม่ว่าจะเป็นยังไง  ขุนฟ้าต้องใจกว้างและใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนกันนะ

           
มิหนำซ้ำ หลังจากกินขนมหวานกันเสร็จ คนมาดนิ่งก็เป็นฝ่ายขยับตัวหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาก่อน


“ผมจ่ายเอง”


ตอนออกมาข้างนอก อัศวินได้รับกระเป๋าเงินใบเก่าของตัวเองมา ในนั้นมีทั้งบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และเงินติดกระเป๋าอยู่สองสามพัน แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันเป็นของคนแปลกหน้า ทำให้กระอักกระอ่วนใจที่จะใช้จ่าย


แม้กระทั่งรายละเอียดเหล่านี้ ขุนฟ้าก็ยังใส่ใจ พอยิ่งมาเปรียบเทียบกับตนเอง อัศวินก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูโตกว่ามาก

         
หลังออกมาจากร้าน เขาจึงนึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้


"จริงด้วย ผมลืมถามไปเลย คุณอายุเท่าไร”
          

 “ยี่สิบแปด”


"ฮะ!? แก่กว่าผมตั้งสามปี"
           

...ขุนฟ้าอายุมากกว่าจริงๆ นี่แสดงว่าเขากินผู้ใหญ่เหรอเนี่ย?


"รู้สึกแย่เหรอ?" 


คู่สนทนายังคงไม่หยุดฝีเท้าก้าวตรงไปยังฟุตบาทเบื้องหน้า แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความไม่มั่นใจ


อัศวินส่ายศีรษะ 


"เปล่า ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร แค่คิดว่าผมอายุน้อยกว่าคุณ ยิ่งตอนนี้ความจำเสื่อมด้วยแล้ว ก็ยิ่งเหมือนลดอายุตัวเองให้เด็กกว่าเก่า ผมกลัวจะทำให้คุณลำบาก”                  


คนที่รู้สึกเหมือนตนเป็นภาระกลายๆ สารภาพความไม่สบายใจออกมา แต่ก็ได้รับคำพูดปลอบ    


"ไม่ต้องคิดมากหรอก เมื่อก่อนคุณก็เอาแต่กังวล บอกว่าอยากจะดูโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้”

           
...ก็ไม่แปลกอะไร เพราะอัศวินคิดว่า ถ้ามีแฟน เขาก็อยากจะเป็นฝ่ายดูแลปกป้องคนรักให้ดีที่สุด ถือเป็นความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในนิสัยเขาตั้งนานแล้ว ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นผู้ชาย อย่างไรซะเขาก็อยากจะแสดงด้านที่สมบูรณ์แบบออกมาให้เห็นอยู่ดี แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ไหนก็ตาม


“เอาไว้ครั้งหน้า ผมเลี้ยงข้าวคุณคืนบ้างนะ”


“ไม่เห็นเป็นไรเลย”


ต่อให้ได้รับการปฏิเสธมา อัศวินก็ยังแอบบ่นอุบอิบกับตัวเอง


“ก็ให้แฟนเลี้ยงข้าวบ่อยๆ มันดูไม่เท่นี่นา”


ไม่คิดขุนฟ้าจะหูดีได้ยิน แถมยังพูดล้อกลับ

           
"เพราะคิดแบบนี้นั่นแหละถึงได้ดูเป็นเด็ก"


คนถูกปรามาศรีบเงยหน้าขึ้นเถียง


"กินเด็กแล้วเป็นอมตะนะครับ ไม่ดีเหรอ"


 "ไม่เห็นจะดีเลย"


 “แต่ผมว่าผมได้เปรียบกว่านะ"


 "ยังไง?" 


คนอายุน้อยกระดิกนิ้วเรียกให้เอียงหูมาใกล้ๆ


ขุนฟ้าหันซ้ายขวา เพราะนึกว่ามีคนอื่นอยู่ แต่ปรากฏว่าบนถนนมีพวกเขาเพียงแค่สองคน กระนั้นอัศวินก็ยังแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นป้องพูดกระซิบเหมือนเป็นความลับสำคัญ
         

"...ก็คนแก่กว่า รู้งานมากกว่า 'เรื่องบางเรื่อง' จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอนเยอะ"


คำบางคำที่เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์คล้ายมีนัยยะแอบแฝง ทำเอาขุนฟ้ารีบผละตัวออกห่าง เอ่ยถามเสียงขุ่น


 "หมายถึงเรื่องอะไร?"
          

 “ก็เรื่องสอนผมให้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงคุณคืนไงครับ”


อัศวินแกล้งตีหน้าใสซื่อ  แต่ก็ไม่วายโยนระเบิดทิ้งท้าย


“หรือคุณคิดไปไกลถึงเรื่องไหน...?” 


ใบหน้าดุๆ แทบหยุดแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ รู้ตัวว่าถูกคนเด็กกว่าแหย่เล่นเลยพูดโวยวายขึ้นมา


“ไม่ได้คิดอะไรโว้ย!!”


ว่าจบ เจ้าตัวก็หันหลังเดินฮึดฮัดจากไป ทิ้งให้อัศวินมองตามพร้อมอมยิ้มขำ


 ...อะไร? เขาไม่ผิดสักหน่อย ก็ในเมื่อ 'เรื่องบางเรื่อง' ที่อีกฝ่ายรู้ มีตั้งหลายอย่างจริงๆ

           
 ส่วนใครจะคิดลึกเกินเลยไปถึงขั้นไหนนั้น...ก็ถือว่าช่วยไม่ได้ก็แล้วกัน

 





ด้วยเพราะออกแรงเดินมาก่อนหน้านี้ หลังกลับมาถึงบ้าน อัศวินเลยรู้สึกเหมือนยังมีเหงื่อชื้นๆ หลงเหลือติดผิวกายอยู่

           
"คุณไปอาบน้ำก่อนไป"

           
ขุนฟ้าเหมือนจะเดาอาการไม่สบายตัวของเขาได้ เลยยอมเป็นผู้เสียสละ หยิบผ้าเช็ดตัวส่งให้ ซึ่งอัศวินย่อมไม่ปฏิเสธ หันไปถอดเสื้อเชิ้ตสีดำลงตระกร้าผ้าที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าประตูห้องน้ำ

แต่ขณะนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนมีสัมผัสบางอย่างมาโดนแผ่นหลัง
           

 “เจ็บรึเปล่า?"


ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร นิ้วมือเย็นๆ แตะลงตรงส่วนที่เป็นรอยช้ำสีเขียวเข้มขนาดใหญ่ อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุรถชน

                      
ดีที่ว่ากระดูกไม่หักหรือบาดเจ็บที่อวัยวะภายใน ไม่งั้นคงจะลำบากมากกว่านี้ แต่จากรอยช้ำตรงผิวก็บ่งบอกชัดว่า ชายหนุ่มคงทรมานไม่ใช่น้อย กระนั้น อัศวินก็ยังแย้มยิ้มสบายๆ เพื่อให้คนเป็นห่วงคลายกังวล

           
"ไม่เป็นแล้วครับ เดี๋ยวมันก็หาย"

           
"แต่ก็คงอีกนานเลยใช่ไหม"


สีหน้าของขุนฟ้าหม่นลง นิ้วมือยังคงสัมผัสแผ่นหลังค้างไว้ ราวกับจะช่วยปลอบประโลมให้หายเจ็บ

           
แต่ลูบไปลูบมาแบบนี้...มันก็ชักจะรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา


"เออ...ที่ยังไม่หยุดลูบนี่ เพราะ 'ติดใจแผล' หรือ 'ติดใจผม' กันแน่ครับ?"

                       
คนลูบชะงักกึก หมดมู้ดอารมณ์สงสารทันที รีบผละมือหนี เอ่ยปากไล่

             
"เอ้า! ยืนอยู่ทำไม รีบไปอาบน้ำสิ"
           

หากฝ่ายที่ถูกไล่ยังคงยืนนิ่งไม่ไปไหน ซ้ำยังพูดคำขอ
               

"ช่วยสระผมให้หน่อยได้ไหมครับ"
               

"มือก็ไม่ได้เจ็บ สระเองก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
               

"แต่ผมก็ยังถือเป็นผู้ป่วยอยู่นะครับ"
           

คนที่ไม่สมกับเป็นผู้ป่วยแกล้งพูดยียวน และก็รู้ดีด้วยว่าจะต้องถูกโวยวายกลับ แต่ผิดคาด พอดวงตาคมเหลือบไปเห็นรอยช้ำตรงแผ่นหลัง อยู่ๆ เจ้าตัวก็เกิดอาการเปลี่ยนใจ

           
"ก็ได้ เข้าไปรอในห้องน้ำก่อน ผมจะหยิบเก้าอี้ไปให้"

           
อัศวินเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าขุนฟ้าจะยอมง่ายๆ แต่ในเมื่อรับปากจะช่วยแล้วก็ถือว่าเลยตามเลย เขาจึงจัดการพันผ้าขนหนูที่ท่อนล่าง ดึงกางเกงออก ก่อนจะเดินเข้าห้องอาบน้ำไปเตรียมตัว

           
ไม่นาน ขุนฟ้าก็ยกเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินมาวางไว้ให้นั่งเพื่อความสะดวก แล้วร้านสระผมชั่วคราวก็เปิดให้บริการ

           
ทรงผมของอัศวินคล้ายรองทรงสูงที่ปล่อยให้ยาวนิดหน่อย ขุนฟ้าเลยหยิบฝักบัวขึ้นมาฉีดน้ำให้ผมเปียก บีบยาสระผมใส่มือ ก่อนจะค่อยๆ ขยี้เบาๆ ให้เกิดฟอง แต่ทำไปทำมาจากที่สระผมก็คล้ายกับจะเป็นการนวดขมับไปด้วยมากกว่า จนคนโดนนวดเผลอหลับตาพริ้มด้วยความเคลิ้ม

           
"สบายดีจังเลยครับ"

           
"เมื่อก่อนผมนวดให้อาม่าประจำ"

           
"แล้วตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้างครับ"

           
"เสียไปเมื่อปีที่แล้วนะ คุณก็ไปงานศพเป็นเพื่อนผมด้วย"

           
แม้น้ำเสียงที่พูดจะดูเรื่อยๆ เหมือนคนไม่คิดอะไรมาก หากคนฟังก็ยังสัมผัสได้ถึงความรักและความคิดถึงแอบแฝงมาด้วย แสดงให้เห็นชัดว่า อาม่าคงเป็นคนสำคัญต่ออีกฝ่ายมากเพียงไร

           
"ผมไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใคร ตั้งแต่โตมาก็มีแค่อาม่าคอยเลี้ยงดู แต่ช่วงหลังท่านเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มันลามไปเร็วกว่าที่คิด ต่อให้รักษาด้วยคีโมแล้วก็ยังไม่ทัน"

           
เป็นครั้งแรกที่อัศวินรับรู้เรื่องราวในชีวิตของขุนฟ้า ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉย กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายที่เก็บซ่อนเอาไว้

           
"แต่ก็นะ...ท่านคงไปสบายแล้วล่ะ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ผมเองก็ต้องปล่อยวาง แล้วเดินไปข้างหน้าต่อ"

           
“คุณเข้มแข็งมากเลยนะครับ"


...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมา หรือการต้องมาดูแลคนรักที่ความจำเสื่อม ถ้าให้อัศวินต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านี้บ้าง เขาก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้ดีเหมือนขุนฟ้ารึเปล่า


แต่คนถูกชมส่ายหน้าปฏิเสธ

           
“ผมไม่ได้เข้มแข็งอะไรหรอก”


ก่อนตามมาด้วยประโยคความในใจ

           

 “เพราะตอนนี้...ถ้าขาดคุณไป ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเหมือนกัน”




ในนาทีนั้น...อัศวินสัมผัสได้ว่า จังหวะหัวใจของเขาเต้นเร็วเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


ชายหนุ่มหันกลับไปมองคนพูดซึ่งตอนนี้หยุดมือที่นวดศีรษะ แล้วหยิบฝักบัวขึ้นมาไม่กล้าสบตากับเขา มีเพียงคำสั่งเสียงแข็ง


“มองอะไร หลับตาสิ จะล้างผมแล้วนะ”


อัศวินจึงหันกลับไปทางเดิม ปล่อยให้ช่างสระผมล้างฟองออกจนสะอาด ซึมซับสัมผัสจากนิ้วมือที่แสนอ่อนโยน


โดยไม่รู้เลยว่า...ตนเองเผลอมีรอยยิ้มค้างบนใบหน้าไม่จางหายอยู่เป็นนาน

           


-----------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
น่ารักกกกกก
กินเด็กเป็นอมตะ / กินผู้ใหญ่ก็ดีรู้งานกว่า ^-^
ดูยังไงๆ น้องก็ได้เปรียบไปหมด อิอิ

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 4 : คุณผู้ใส่ใจ



 

อัศวินอยู่ในร้านคาเฟอีนมาได้สามวันแล้ว


บ่ายวันนี้ภายในร้านกาแฟเล็กๆ เงียบเหงากว่าปกติ อาจเพราะท้องฟ้ามีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แม้ไม่ได้ตกหนัก แต่ด้วยบรรยากาศชื้นๆ ก็ส่งผลให้ร้านไม่ค่อยมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามา ทำเอาคนที่นั่งเท้าคางมองเม็ดฝนกระทบหน้าต่างนึกรำคาญใจ


“ไม่รู้ฝนจะหยุดตอนไหน นี่ตกลงมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ”


ตัวเขาเองไม่ค่อยชอบช่วงเวลาที่ฝนตกเท่าไรนัก นอกจากทั่วทุกพื้นที่จะเปียกปอนแล้ว สีสันขมุกขมัวยังกระทบต่ออุณหภูมิของหัวใจ ทำให้ทั้งรู้สึกเหงาและหนาวกว่าที่เคย


ตรงข้ามกับคนบางคน ขุนฟ้านั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่หลังเคาท์เตอร์พลางให้ข้อมูลด้วยอารมณ์ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ


“เห็นข่าวบอกว่ามีพายุเข้า คงจะตกแบบนี้อีกเกือบทั้งอาทิตย์”


“แล้วร้านจะไม่เป็นไรเหรอครับ”


ตลอดทั้งวันยอดขายเครื่องดื่มไม่กระเตื้องขึ้นเลย มีเพียงลูกค้าประจำสองสามคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทุกวัน


หากคุณบาริสต้าไม่มีท่าทีกังวล ซ้ำยังตอบกลับอย่างเฉยชา


“ช่วยไม่ได้ ก็แค่ต้องทำใจ จะให้ผมไปห้ามฟ้าฝนได้ยังไงล่ะ”


มันก็ถูก...แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจ อาจเพราะตอนนี้ได้มาอาศัยกินนอนอยู่ในร้านคาเฟอีนเต็มตัว แม้เขาจะไม่ใช่เจ้าของ แต่ก็ไม่อยากเห็นร้านต้องได้รับความลำบาก


“ผมไม่ชอบฝนเลย"


อัศวินบ่นความในใจออกมาตรงๆ ทว่า ครั้งนี้ขุนฟ้าดันละสายตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้นมาถามย้ำ


“คุณไม่ชอบฝนเหรอ”


“ครับ ถ้าถามว่าผมไม่ชอบฤดูอะไรมากที่สุด ก็ต้องตอบว่าฤดูฝนนี่แหละ”


เขาพูดอธิบายต่อเพื่อยืนยัน แต่แปลกที่คนฟังกลับแสดงท่าทีประหลาดใจ


“งั้นหรอกเหรอ”


ท่าทีเหมือนว่าขุนฟ้าเพิ่งรู้เป็นครั้งแรก ทำให้อัศวินสงสัย อย่าบอกนะว่า ช่วงเวลาที่คบกัน เขาไม่เคยบ่นเกี่ยวกับเรื่องฝนเลยหรือ?


“ที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เหรอครับ”


“เปล่า...แต่....”


ขุนฟ้าพูดแล้วหยุดกลางคันไปดื้อๆ เหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะบอกดีไหม แต่ประเด็นถูกเปิดมาขนาดนี้ มันก็ดันไปกระตุ้นต่อมอยากรู้ของคนความจำเสื่อมซะแล้ว อัศวินเลยเร่งเร้า


“แต่อะไรครับ?”


ร่างสูงถอนหายใจ สุดท้ายก็ยอมเปิดปากเล่า


“เมื่อก่อน ตอนอยู่กับผม...คุณเคยบอกว่า คุณชอบตอนฝนตกที่สุดน่ะ”


เอ๊ะ?...ชอบเหรอ


อัศวินตะลึงงัน เมื่อค้นพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในตัวเองอีกครั้ง


แต่ไหนแต่ไรมา เขารู้สึกว่าชะตาของตนไม่ค่อยถูกกับฝน ส่วนสาเหตุ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องความเฉอะแฉะไม่สบายตัว


ทุกครั้ง...มันจะทำให้ย้อนนึกไปถึง ความหงุดหงิดที่ต้องเห็นรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ตนใส่มาต้องเปื้อนโคลน ความเบื่อหน่ายที่ต้องรอรถติดบนท้องถนนเป็นเวลานานๆ รวมถึงความเดียวดายที่เขาต้องทนฟังเสียงฟ้าร้องในบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่นเพียงลำพัง


...นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเกลียดช่วงเวลาฝนตก แล้วทำไมอยู่ๆ ขุนฟ้าถึงได้รับข้อมูลอีกแบบว่าเขาชอบฝนกันล่ะ


“ตอนนั้นคุณอาจจะพูดไปงั้นๆ ก็ได้ หรือผมอาจจะเข้าใจผิดไปเอง คงไม่มีอะไรหรอก”


สีหน้าของคนสับสนคงแสดงออกมาได้ย่ำแย่น่าดู ขุนฟ้าจึงพูดให้คลายกังวล พลางรีบเปลี่ยนเรื่อง


“เดี๋ยวคุณช่วยไปต้มน้ำร้อนให้หน่อยได้ไหม”


อัศวินกระพริบตา เมื่อจู่ๆ ก็ถูกขอร้องกระทันหัน


“ต้มน้ำร้อนเหรอครับ”


“อือ มีหม้ออยู่ในตู้ที่ครัวน่ะ พอต้มเสร็จแล้วยกมาให้ผมทีนะ”


ไม่รู้ว่า ขุนฟ้าจะเอาน้ำร้อนไปทำอะไร แต่เมื่อได้รับคำสั่งมาก็ยังดีกว่านั่งอยู่ว่างๆ เฉยๆ


เขาเลยเดินหันหลังเข้าไปในครัว ค้นตู้หยิบหม้อเคลือบมาใส่น้ำเปล่า แล้วเปิดเตาแก๊สรอต้มให้น้ำเดือด ใช้เวลาไม่นาน ชายหนุ่มก็ออกมาพร้อมหม้อที่มีควันลอยฉุย


“ได้แล้วครับ”


“เอามาวางตรงซิงค์นี้เลย”


ซิงค์บริเวณเคาท์เตอร์บาร์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเครื่องชงกาแฟสองหัว จริงๆ ถ้าจะเอาน้ำร้อนมาชงกาแฟ ปกติคุณบาริสต้าก็จะจัดการใช้เจ้าเครื่องนี้สารพัดประโยชน์นี้ทำอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องยุ่งยากต้มน้ำใหม่เลยนี่นา


ระหว่างที่นึกสงสัย ขุนฟ้าก็ก้มลงไปหยิบผ้าเช็ดมือสีขาวขึ้นมาสามผืนที่เตรียมไว้ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงไปในหม้อ ผ้าผืนบางดูดน้ำร้อนเข้าไปจนเปียกชุ่ม คล้ายๆ กับการฆ่าเชื้อทำความสะอาด


อัศวินมองขั้นตอนก็ยิ่งขมวดคิ้วงง กำลังจะอ้าปากถาม แต่เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน


“สวัสดีครับ”


ชายหนุ่มสองคนพูดต้อนรับลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นสาววัยทำงานที่มาพร้อมกับร่มกันฝนสีใส


“วางร่มไว้ตรงนี้ได้ไหมคะ”


ร้านคาเฟอีนมีที่เก็บร่มอยู่ใกล้ๆ บริเวณหน้าประตู อัศวินเห็นดังนั้นก็รีบขยับตัวไปช่วยอำนวยความสะดวก เพราะนี่ถือเป็นลูกค้ารายใหม่ที่นานๆ จะเข้าร้าน


“จะรับอะไรดีครับ”


หญิงสาวกวาดตามองเมนูอย่างลังเล ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องดื่มง่ายๆ


“ขอคาปูชิโน่เย็นแล้วกันค่ะ รับกลับบ้านนะคะ”


“ได้เลยครับ นั่งรอสักครู่นะครับ”


ขุนฟ้าตอบรับ ก่อนหันไปเริ่มต้นชงกาแฟ ส่วนอัศวินก็พาตัวเองหลบมุมไปยังที่นั่งด้านในประจำ เพื่อไม่ให้เกะกะลูกค้า ซึ่งเลือกนั่งรอตรงโต๊ะว่างริมหน้าต่าง


แม้ภายในร้านจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่ตัวเลขไม่ต่ำมากนัก แต่เพราะฝนตก อุณหภูมิของอากาศเลยลดลงมากกว่าเดิมหลายองศา


ขนาดอัศวินยังรู้สึกเย็นๆ ไม่แปลกที่ร่างบางผู้เพิ่งฝ่าสายฝนมาจะกระชับเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีอ่อนเข้าหากัน


เพียงไม่นาน คุณบาริสต้าหน้านิ่งก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ


“ได้แล้วครับ คาปูชิโน่เย็น”


ตามมาด้วยถาดใส่ผ้าสีขาวผืนเล็กที่ถูกบรรจงม้วนอย่างดี


“แล้วนี่ก็ผ้าร้อน...เป็นบริการพิเศษจากร้านเราครับ”


อัศวินรู้แล้วว่าก่อนหน้านี้ขุนฟ้าพยายามทำอะไร


เขาเคยเห็นในร้านอาหารญี่ปุ่นที่มักจะนำผ้าร้อนหรือผ้าเย็นมาให้เช็ดมือก่อนจะเริ่มต้นรับประทานอาหาร เป็นบริการที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ลูกค้า โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกอากาศเย็น ผ้าร้อนผืนเล็กก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายได้ เช่นเดียวกับหญิงสาวที่หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือ


“ตอนแรกว่าจะสั่งคาปูชิโน่ร้อนแล้ว แต่ว่าตัวเองติดกินน้ำแข็งก็เลยเผลอพูดไปซะได้”


เธอกล่าวกลั้วหัวเราะในความป๋ำเป๋อ พลางรับคาปูชิโน่เย็นมาดื่มอย่างอารมณ์ดี


“พออุ่นขึ้นแล้ว ได้ดื่มอะไรเย็นๆ ก็สดชื่นไปอีกแบบเนอะ”


ขุนฟ้ายิ้มจางๆ ตอบ ก่อนจะยืนส่งลูกค้าที่ลุกขึ้นเดินไปยังประตูเตรียมกางร่มกลับ


“ขอบคุณมากนะคะ”


“ขอบคุณมากครับ โอกาสหน้าเชิญมาใหม่นะครับ”


แขกเพียงคนเดียวออกจากร้านไปแล้ว เหลือเพียงแค่ชายหนุ่มสองคนเหมือนอย่างเก่า


แต่ครั้งนี้ อัศวินเป็นฝ่ายชิงถามตัดความเงียบ


“ผมเพิ่งรู้ว่ามีบริการพิเศษแบบนี้ด้วย”


“ก็แค่เป็นบริการเฉพาะวันฝนตกน่ะ”


ขุนฟ้าอธิบายระหว่างเดินกลับไปยืนหลังเคาท์เตอร์บาร์


“ฝนตกขนาดนี้ แต่ลูกค้ายังอุตส่าห์ลำบากมาถึงร้าน ก็อยากตอบแทนอะไรเขาเล็กๆ น้อยๆ บ้าง”


ร้านคาเฟอีนเป็นร้านเล็กๆ แต่เจ้าของกลับมีความตั้งใจยิ่งใหญ่ เห็นแล้วก็อดนับถืออีกฝ่ายไม่ได้


อัศวินนึกชื่นชม หากยังไม่ทันจะพูดอะไร ถ้วยเซรามิคใบหนึ่งก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า


“อ่ะ นี่ของคุณ"


“ของผม?”


เขามองเครื่องดื่มสีน้ำตาลเข้มส่งกลิ่นหอมของลาเต้ร้อน


“เมื่อกี๊ตอนทำให้ลูกค้าก็เลยชงเพิ่มมาให้”


ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ได้รับการบริการอย่างเอาใจใส่


แม้กระทั่งตัวเขา...ขุนฟ้าก็ยังใส่ใจสังเกตเห็น


อัศวินเอื้อมมือไปแตะถ้วยกาแฟ อุณหภูมิของเครื่องดื่มซึมซาบลึกเข้าไปถึงข้างในหัวใจ


“อุ่นจังเลยนะครับ"


“งั้นก็ดีแล้ว”


ขุนฟ้าพยักหน้า ก่อนหมุนตัวกลับไปนั่งลงอ่านหนังสือที่เก้าอี้ ทำหน้าเฉยชาไม่สนใจฝนภายนอกเหมือนเดิม


แต่คราวนี้เป็นอัศวินที่คิดต่างออกไป...


ไม่รู้เพราะอะไร เม็ดฝนที่คิดว่าเหน็บหนาวในความทรงจำครั้งเก่า กลับค่อยๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมา




บางที...เขาอาจจะเข้าใจแล้วว่า


ทำไมตนเองถึงเปลี่ยนไปชอบช่วงเวลาที่...ฝนพรำ





---------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โอ๊ยยยยยย เพราะน่ารักเอาใจใส่แบบนี้นี่เอง ถึงได้รักคุณคนเดิม  :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



Backward 1 : ในบ่ายวันฝนพรำ





ขุนฟ้ามีความฝันอยากจะเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง


ดูเป็นเป้าหมายที่ผิดแปลก สำหรับคนเรียนจบทางด้านประวัติศาสตร์และปรัชญาอย่างเขา แต่ถ้าถามถึงเหตุผล คำตอบของมันช่างแสนเรียบง่าย


ความจริงแล้ว เขาก็แค่อยากจะมีพื้นที่เล็กๆ เอาไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือ และแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้มาพักผ่อนในสถานที่เงียบสงบ พร้อมกับเครื่องดื่มอุ่นๆ ก็เท่านั้น


หากด้วยนิสัยส่วนตัวของขุนฟ้า เขาไม่อยากจะทำทุกอย่างแบบชุ่ยๆ เมื่อมีความคิดจะขายกาแฟ เขาก็จะต้องศึกษาข้อมูลของมันทั้งหมดอย่างละเอียด


ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดพันธุ์ อุณภูมิการคั่ว วิธีการชง ขุนฟ้าใช้เวลาเรียนรู้เรื่องพวกนี้อย่างตั้งใจเป็นปี จนกระทั่งคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง


กระนั้น ก็ยังเหลืออุปสรรคสุดท้ายก่อนจะเปิดร้าน ซึ่งเขาจำเป็นต้องศึกษาหาประสบการณ์ แม้ใจจะไม่อยากทำมากเท่าไรก็ตาม


สิ่งนั้นคือ...ทักษะการบริการลูกค้า


เพื่อหาวิธีเรียนรู้อย่างเร่งรัด ขุนฟ้าจึงตัดสินใจมาสมัครงานในร้านกาแฟแบรนด์ชื่อดัง โดยเจาะจงเลือกเอาสาขาใจกลางเมืองที่วุ่นวายที่สุด เพราะอยากจะเจอผู้คนให้หลากหลาย และจะได้ถือโอกาสเคี่ยวกรำตัวเองในด้านการบริการ


ซึ่งก็สมใจอยาก เพราะร้านกาแฟแห่งนี้ ไม่เคยว่างเว้นคนมาเยือน ทำเอาพนักงานร้านต่างยุ่งมือเป็นระวิง แม้จะเป็นบ่ายวันธรรมดาเช่นวันนี้


“รายการที่สั่งมี ไอซ์คาราเมลมัคคีอาโต้ไซต์กรานเด เฟรปเป้คาปูชิโน่ไซต์เวนติ ฮอตช็อกโกแล็ตซิกเนอร์เจอร์ไซต์ทอล  และก็ออเรนจิน่าเพิ่มช็อตเอสเปรสโซ่สองช็อตนะครับ"


ขุนฟ้าทวนเมนูที่ลูกค้าสั่ง กลุ่มนักศึกษาสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์แคชเชียร์ไม่ได้กล่าวยืนยันทันที พวกเธอหันไปกระซิบกันคิกคัก ก่อนหนึ่งในนั้นจะพูดขึ้น


“ค่ะ แล้วก็ขอเพิ่มอีกอย่างค่ะ”


“รับอะไรเพิ่มครับ”


ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ แต่ไม่คาดคิดว่าคำตอบจะไม่ใช่เมนูเครื่องดื่ม


“...ขอเพิ่มไลน์พี่ที่หนึ่งได้ไหมคะ”


จบคำ ทั้งกลุ่มก็หันไปหัวเราะกรี๊ดกร๊าดแซวกันเองเสียงดัง


“ว๊ายยย! อีแตน มึงก็กล้าพูดดดด”


“ก็พี่เขาหล่อดีอ่ะ ไม่กล้าแล้วจะได้แดกมั้ย”


“ดูๆ พี่เขานิ่งไปเลย สงสัยเขินใหญ่แล้วมั้ง”


“แล้วตกลงจะให้รึเปล่าคะ”


ประโยคสุดท้าย กลุ่มสาวๆ หันมาหาขุนฟ้าที่ยังคงยืนเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์ตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“ขอโทษครับ ผมไม่ค่อยสะดวก”


“เอ๋? ไม่ได้จริงๆ เหรอคะ” สาวผมน้ำตาลดัดลอนที่ชื่อแตนยังคงพยายามตื๊อ  “ขอไอจีก็ยังดีนะ”


“ผมไม่ได้เล่นไอจีครับ”


“ถ้างั้น...”


“คือว่า...ลูกค้าข้างหลังยังต่อคิวอยู่นะครับ”


ขุนฟ้าเอ่ยเตือนให้เห็นใจกลุ่มคนที่ยังยืนต่อแถว หากมัวแต่คุยเล่นกันอยู่อย่างนี้ อาจจะสร้างความลำบากให้ลูกค้าคนอื่นในคิว


แต่คำพูดตรงไปตรงมาของเขากลับทำให้คนฟังทั้งหมดหน้าเสีย คล้ายเป็นการโดนไล่กลายๆ ส่งผลให้บรรยากาศเฮฮาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดอึมครึมทันที


ระหว่างที่ทุกอย่างใกล้จะย่ำแย่ พี่สน ผู้จัดการร้านก็รีบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ แล้วเสนอตัวทำหน้าที่แทน


“ขุน ไปหยิบแก้วที่สโตร์มาเติมให้หน่อย เดี๋ยวพี่ดูตรงนี้เอง”


“ครับ”


คนได้รับคำสั่งพยักหน้า ก่อนผละกายหายไปหลังร้าน ปล่อยให้สายตาลูกค้ากลุ่มนั้นมองตามทิ้งท้ายด้วยความไม่พอใจ


อันที่จริง ขุนฟ้าทำงานที่นี่มาได้สองเดือนแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าทักษะทางด้านเซอร์วิสซึ่งตนอยากเรียนรู้ไม่ได้ดีเพิ่มขึ้นสักเท่าไร มันไม่ใช่ความถนัดดั่งเดิม กอปรกับนิสัยประหยัดถ้อยคำของเขา หากไม่คิดว่า สิ่งนี้จะสร้างความลำบากให้กับทางร้าน


เมื่อหลังเลิกงาน เขาบังเอิญได้ยินเสียงบ่นเล็ดรอดจากผู้จัดการพูดคุยกับพนักงานคนอื่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


“เฮ้อ...ขุนนี่นา ไม่รู้จักอ่านบรรยากาศซะบ้างเลย ลูกค้าอุตส่าห์มาจีบ ช่วยพูดจาดีๆ กับเขาหน่อยก็ไม่ได้”


“ไม่ใช่แค่ลูกค้าหรอกค่ะ กับพวกหนูก็เหมือนกัน หน้าตายแบบนั้นไม่รู้ว่าโกรธใครมา คุยด้วยก็ยาก ถามคำตอบคำ”


“จริง ถ้าไม่ชอบงานร้านกาแฟขนาดนั้น ก็ไม่เห็นต้องมาฝืนใจทำก็ได้”


...ไม่ใช่ไม่ชอบสักหน่อย


ขุนฟ้าอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิด แต่ก็ป่วยการที่จะโต้แย้ง ทั้งยังรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักหน่วงถ่วงความรู้สึกอยู่ลึกๆ


...หรือว่าตัวเขาจะไม่เหมาะเปิดร้านกาแฟจริงๆ?


ความคิดแง่ลบค้างคาในใจตลอดทั้งคืน ทำเอาเขาแทบนอนไม่หลับ ยิ่งวันต่อมา ท้องฟ้าโปรยสายฝนตั้งแต่เช้าก็ยิ่งส่งผลให้บรรยากาศหม่นหมองห่อเหี่ยวเข้าไปอีก


ขุนฟ้ามาถึงที่ทำงานกะบ่าย ด้วยความรู้สึกไม่สดชื่น แต่ก็ยังพยายามบังคับท่าทางของตนเองให้เป็นปกติ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้จัดการร้าน


“อ่ะ นี่ขุน เอาไปชิ้นหนึ่งสิ”


พี่สนยื่นห่อขนมซึ่งภายในบรรจุคุกกี้รสช็อกโกแล็ตให้เขา พลางอธิบาย


"คุกกี้ตัวใหม่ของร้าน เอามาให้ทดลองชิม”


“ขอบคุณครับ งั้นผมไปยืนหน้าแคชเชียร์ก่อนนะครับ”


ชายหนุ่มรับคุกกี้ แต่ยังไม่แกะทาน เขาหย่อนมันลงในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ก่อนจะรีบไปทำหน้าที่ของตนเอง


ถึงจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะแค่ไหน ก็ไม่อยากละทิ้งความฝันง่ายๆ โดยไม่ได้พยายาม ในวันนี้เขาจึงคิดจะบริการลูกค้าทุกคนอย่างตั้งใจ


ทว่า เพราะเม็ดฝนที่ยังตกลงมาหนักหน่วง ทำให้ร้านกาแฟซึ่งเคยแน่นขนัด มีลูกค้าเบาบางกว่าปกติ แม้กระทั่งพนักงานก็ยังดูเฉื่อยชา


“ขุน ฝากข้างหน้าหน่อยนะ เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำแป๊ปหนึ่ง”


คนที่ยืนคู่กันเอ่ยขอตัว ทำให้ตอนนี้บริเวณเคาท์เตอร์บาร์เหลือเพียงเขารับมืออยู่คนเดียว


กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องลำบาก เนื่องด้วยเขามีทักษะทำได้ทุกอย่างอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้มีลูกค้าสั่งเป็นสิบแก้ว เขาก็คิดว่าตนสามารถบริการเสิร์ฟได้ครบหมด


แต่ลูกค้ารายใหม่ ซึ่งกำลังเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามา กลับมีเพียงรายเดียว ซ้ำยังเป็นชายหนุ่มอ่อนวัยรูปร่างค่อนข้างสูง เสื้อนักศึกษาที่สวมอยู่เปียกโชกเพราะโดนน้ำฝน รวมทั้งผมเผ้าก็ยังลู่ลงมาปิดหน้าปิดตา จนดูเหมือนลูกหมาตัวโตตกน้ำ


เจ้าตัวซ้ายหันขวาเหมือนจะยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ ขุนฟ้าเลยต้องเป็นฝ่ายทักขึ้นมาก่อน     


"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ"


"อ่ะ สวัสดีครับ" นักศึกษาคนนี้ดูท่าจะขอแค่มาอาศัยหลบฝน โดยไม่ตั้งใจจะเข้าร้านมานั่งจิบกาแฟตั้งแต่แรก จึงลังเลไม่รู้จะสั่งอะไรอยู่นาน


"...เออ...ผมขอ..."


"ลาเต้ร้อนไหมครับ จะได้ช่วยทำให้อุ่นขึ้น"


ไม่บ่อยนักที่ขุนฟ้าจะเป็นฝ่ายเสนอตัวเลือกให้ แต่เพราะอยากตั้งใจบริการ เลยลองพูดขึ้นมา โชคดีว่าลูกค้าพยักหน้ารับง่ายๆ


"เอาแบบนั้นก็ได้ครับ"


ขณะอีกฝ่ายหยิบกระเป๋าตังค์จ่ายเงิน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดขึ้นมาพอดี เจ้าตัวล้วงสมาร์ทโฟนกดรับพลางพูดกับปลายทาง


"ฮัลโหล...อยู่ไหนแล้ว อะไรนะ? ลูกความเลื่อนนัด...อ้าว? แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งเราเลยล่ะ...ให้อ่านไลน์กลุ่ม? เรื่องด่วนแบบนี้ใครเขาส่งไลน์กัน...อืมๆ เข้าใจแล้ว ไม่เป็นไร...โอเค แล้วเจอกัน...เฮ้อออ...”


ท้ายประโยคมีเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ตามมาหลังวางสาย ดูเหมือนใครบางคนแถวนี้จะถูกเบี้ยวนัดกะทันหัน และสิ่งที่ขุนฟ้าทำได้ก็มีเพียงแค่ชงเครื่องดื่มอร่อยๆ ปลอบใจเท่านั้น


"ลาเต้ร้อนได้แล้วครับ"


"ขอบคุณครับ เอ๊ะ? คุกกี้นี่...?"
 

 คนสงสัยถามขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นซองใส่ขนมวางเคียงมาในจานรองกาแฟด้วย


“เป็นคุกกี้ตัวใหม่ของทางร้าน แต่ว่ายังอยู่ในช่วงทดลองอยู่น่ะครับ ถ้าไม่ชิมก็ไม่เป็นไร”


ไม่รู้การเอาคุกกี้ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้ลูกค้าแบบนี้จะโอเครึเปล่า แต่เขาเพียงแค่คิดว่า อยากให้คนที่มีวันแย่ๆ รู้สึกดีขึ้นบ้างก็เท่านั้น


ทีแรก ขุนฟ้านึกว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ เพราะเจ้าเด็กนักศึกษาเล่นเงยหน้ามามองเขาแบบจ้องเอาๆ แถมดวงตาเรียวยังทอประกายวิบวับแปลกๆ


“ใจดีจังเลยนะครับ”


...เขานี่น่ะเหรอใจดี?


เป็นคำชมที่หาฟังได้ยากสำหรับมนุษย์หุ่นยนต์อย่างขุนฟ้า แต่คนตรงข้ามกลับพูดออกมาง่ายๆ 


นอกจากนี้ เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของคู่สนทนาดูดีไม่เบา เป็นสไตล์ประเภทพระเอกเกาหลีแบบที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ฮิตกัน ท่าทางคงจะป็อบในหมู่สาวๆ ไม่ใช่น้อย ยิ่งเมื่อชายหนุ่มคลี่ยิ้ม โลกทั้งใบก็เหมือนสว่างสดใสไปด้วย คล้ายกับว่า อารมณ์หดหู่ที่ครอบงำอยู่ก่อนหน้านี้คงถูกพัดปลิวหายไปจนหมดแล้ว


เอาเถอะ...ลูกค้าแฮปปี้ก็นับเป็นเรื่องดี  นี่ถือว่าเขาบริการใช้ได้ใช่ไหมนะ?


ขุนฟ้าจึงเตรียมถอยกลับไปประจำแคชเชียร์ดั่งเดิม แต่ก็ถูกรั้งไว้ด้วยคำถาม


"ถ้าผมขออยู่รอจนฝนหยุดตกจะได้ไหมครับ"


“จะอยู่นานเท่าไรก็ได้ครับ"


ร้านกาแฟนี้ไม่ใช่ของเขา จะอยู่จนร้านปิดก็เป็นสิทธิของลูกค้า


แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงทำจริง ไม่ใช่แค่รอจนฝนหยุดตก แต่เจ้าเด็กนักศึกษายังเล่นนั่งอยู่ยาวกระทั่งร้านปิด และยังโผล่หน้ามาหาในวันถัดไปทั้งๆ ที่แดดออกเปรี้ยง โดยให้เหตุผลว่า


"ก็ผมห้ามท้องฟ้าไม่ให้มีฝนไม่ได้นี่ครับ จนกว่าฝนจะหยุดตกลงมาบนโลกจริงๆ ผมก็จะขออยู่รอที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ แล้วกันครับ”


...แล้วฝนมันจะไปหยุดตกบนโลกถาวรได้ยังไงกันเล่า!     


มาพูดจาเล่นแง่แบบนี้ ไม่เท่ากับว่าจะขออยู่รอที่ร้านตลอดไปเลยรึไง นี่หรือว่าเขาให้บริการลูกค้าผิดไปตรงแง่มุมไหนกันนะ อีกฝ่ายถึงได้เคืองแค้นจนต้องตามมาก่อกวนกันทุกวันอย่างนี้


ขุนฟ้าได้แต่กลัดกลุ้ม ตรงข้ามกับพนักงานร้านคนอื่นๆ ซึ่งเริ่มทำตัวสนิทสนมกับลูกค้าประจำคนใหม่


“มาอีกแล้วนะคะ”


ผู้จัดการร้านทักทายเด็กหนุ่มหน้าตาดีด้วยเสียงอ่อนหวานกว่าปกติ


“วันนี้ผมขอเป็นมอคค่าร้อนแก้วใหญ่แล้วกันครับ”


“ได้เลยค่ะ น้องวิน” พี่สนรับออเดอร์พลางหันไปหาบาริสต้า “ฮอตมอคค่าเวนติที่หนึ่งจ้ะ”


“ครับ”


แล้วไม่รู้เป็นอะไร ลูกค้าคนนี้ถึงได้เจาะจงรู้เวลาที่เขาเข้ากะอยู่หน้าเคาท์เตอร์ทุกที ขุนฟ้านึกในใจอย่างระอา ขณะฟังบทสนทนาเรื่อยๆ ระหว่างนั้น


“วันนี้จะอยู่ถึงร้านปิดเลยรึเปล่าจ๊ะ”


“วันนี้คงอยู่ไม่นาน เพราะมีคลาสต่อน่ะครับ แต่ว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่”


“น้องวินเรียนม.ไหนเหรอ”


“ผมเรียนม.T ครับ”


“ฮะ? ม. T มันไกลจากที่นี่มากไม่ใช่รึไง แล้วทำไมถึงขยันมาบ่อยๆ ล่ะ หรือว่าบ้านอยู่แถวนี้”


“อ๋อ เปล่าครับ ที่มาบ่อยก็เพราะว่า...”


เสียงพูดหยุดไปเล็กน้อย ก่อนขุนฟ้าจะได้ยินประโยคที่เหลือ


“...ผมชอบการบริการของพนักงานที่นี่น่ะครับ”


มือที่ขยับแก้วกาแฟสะดุดไปเล็กน้อย ดวงตาคมเงยขึ้นสบมองคนพูด ซึ่งบังเอิญที่ดวงตาคู่นั้นประสานเข้ากับเขาพอดี คำชมของอีกฝ่ายสื่อตรงถึงใคร ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้


ขุนฟ้าก้มหน้าลงหันไปจัดการกับเครื่องดื่มเหมือนอย่างเก่า ทว่า ความรู้สึกในอกกลับพองฟูขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


...ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน


...ทั้งๆ ที่เกือบจะถอดใจไปแล้ว


...ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น...


“ฮอตมอคค่าไซต์เวนติได้แล้วครับ”


แก้วกาแฟร้อนๆ ถูกเสิร์ฟวางไว้ให้ ซึ่งลูกค้าก็รับมาพร้อมรอยยิ้ม 


“ขอบคุณครับ”


ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างพวกเขาสองคนที่นอกเหนือไปจากนี้


แต่ขุนฟ้ารู้ดีว่า เขาเพิ่มความตั้งใจเพื่อทำเมนูแก้วนี้ให้พิเศษมากกว่าปกติ พร้อมๆ กับความคิดที่วนเวียนเข้ามา


...ความฝันที่อยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ของเขาคงอยู่อีกไม่ไกล


และถ้าหากเป็นไปได้...เขาก็อยากมีลูกค้าประจำแบบนี้บ้างสักคน





---------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue



ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โอ๊ยยยยยย น้องน่ารัก พี่ขุนก็น่ารัก

ออฟไลน์ pwaruntorn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
อบอุ่นมากเลยค่ะเรื่องนี้

ออฟไลน์ Kelvin Degree

  • ถ้าวันนั้นเลือกที่จะเดินออกไป คงไม่เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้...
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1823
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-2
อบอุ่น น่าติดตาม,,,

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




เราได้ทำการแก้ไขเซตติ้งของเรื่องจากจังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดกระบี่นะคะ

เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ต้องขออภัยในความไม่สะดวกสำหรับผู้ที่อ่านแล้วมา ณ ที่นี่ ด้วยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

BitterSweet






บทที่ 5 : คุณผู้เป็นที่รัก


 



              อัศวินความจำเสื่อมมาได้ครบหนึ่งอาทิตย์แล้ว


               กิจวัตรประจำวันของเขาค่อนข้างเรียบง่าย ตื่นเช้า อาบน้ำ ลงมาร้านกาแฟกับขุนฟ้า คอยช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ รอจนร้านปิด กลับขึ้นห้อง อาบน้ำ นอน


               ถึงแม้จะเป็นตารางชีวิตซ้ำๆ แต่เขาไม่เคยนึกเบื่อ เพราะแค่มองขุนฟ้าทำงาน ก็รู้สึกเพลิดเพลินไปได้ตลอดทั้งวัน


               แต่ช่วงสายของปลายสัปดาห์ อยู่ๆ ก็มีเสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนของเขา


               "ไง ไอ้วินนักรัก"


               คนที่เรียกชื่อเขาว่า 'ไอ้วินนักรัก' แทน 'อัศวิน' ก็มีแค่เพื่อนสนิทของเขาคนเดียวตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงมหา'ลัย...ไอ้โปเต้ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้เรื่องอุบัติเหตุความจำเสื่อมของเขา เลยยังสนทนาทักทายกันเป็นปกติ


               "คืนนี้มึงว่างเปล่า กูบินมากระบี่เนี่ย  มากินข้าวด้วยกันหน่อยไหม"


               “คืนนี้เหรอ?"


               อัศวินเหลือบตามองบาริสต้าที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ หากขุนฟ้าไม่ได้แสดงสีหน้าห้ามปรามอะไร มีแต่เสียงจากปลายสายที่พยายามเร่งเร้า


               "เออ มึงห้ามเบี้ยวนะโว้ย กูว่าจะเอาการ์ดงานแต่งมาให้มึงด้วย”


               "ฮะ!? การ์ดงานแต่ง...ของใคร?"


               "ก็ของกูไง นี่มึงลืมเหรอวะ กูจะแต่งกับจ๊ะเอ๋เดือนหน้าเนี่ย กูมากระบี่เพราะจะมาคอนเฟิร์มสถานที่จัดงานแล้ว"


               "จ๊ะเอ๋ เนี่ยนะ!?"


               "อะไรของมึง ทำไมต้องทำเสียงตกใจขนาดนั้น"


                ...จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เพราะในความทรงจำของเขา 'จ๊ะเอ๋' เป็นผู้หญิงสายห้าวๆ ลุยๆ เรียกว่ามีลักษณะสมชายมากกว่าผู้ชายแท้ๆ เสียอีก ซ้ำยังพูดจาตรงๆ ไม่เกรงกลัวใคร เลยมักจะมีเรื่องบาดหมางกับคนอื่นไปทั่ว โดยเฉพาะ 'ไอ้โปเต้' นับเป็นคู่กัดประจำ เจอหน้ากันทีไร เขาก็ต้องเป็นกรรมการคอยห้ามมวยอยู่ร่ำไป ไม่น่าเชื่อว่า ท้ายที่สุดทั้งสองจะมาลงเอยกันได้ 


               สามปีที่ทำความทรงจำหล่นหาย คงทำให้เขาพลาดเรื่องราวไปมหาศาล


             "ยังไงมึงก็ต้องมาเจอกูนะ นัดไว้ทุ่มหนึ่ง กูเลือกร้านไว้แล้ว เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นไปให้ในไลน์"


               "ได้ คืนนี้เจอกัน”


               ข่าวล่ามาแรงขนาดนี้มีหรือจะพลาด แต่ครั้นตกปากรับคำและวางสายไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่วายหันมาถามความเห็นจากอีกคน


               “เออ...คืนนี้ผมขอออกไปคุยธุระกับเพื่อนได้ไหมครับ"


               "อยากไปก็ไปสิ ไม่เห็นต้องมาขออนุญาตผมเลย" 


               ขุนฟ้าเอ่ยโดยที่ดวงตายังไม่ละจากหนังสือ คล้ายไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่โต ตรงข้ามกับเหตุผลของอัศวิน


               "...ก็ผมกลัวคุณจะเหงา"


               ดวงตาคมตวัดฉับขึ้นมาทันควัน พร้อมคำพูดเสียงขุ่น


               "ใครเหงากัน!" 


               "ไม่มีครับ"


               อัศวินส่ายหัวดิก เมื่อสัมผัสถึงรังสีความไม่พอใจรุนแรง


               ขุนฟ้าจึงก้มหน้าลงไปอ่านหนังสือที่ค้างไว้ดังเดิม กระนั้นก็ยังฝากประโยคทิ้งท้าย


               “คุณคงไม่คุ้นทางแถวนี้ เดี๋ยวผมขับไปส่งที่ร้านก็แล้วกัน"


               ...ไม่มีคนเหงา แต่มีคนเป็นห่วง


               จริงด้วยสินะ...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เขาน่าจะถามเรื่องราวสมัยที่เขาจีบขุนฟ้าจากไอ้โปเต้ด้วย เพราะยังไงเพื่อนสนิทของเขาก็น่าจะรู้อะไรบ้าง เผื่อจะได้เอาข้อมูลมาเติมเต็มช่องว่างในความทรงจำของตัวเองอีกทาง


               อัศวินชักจะรู้สึกตื่นเต้น นึกอยากให้ถึงเวลานัดๆ เร็ว


               แน่นอนว่า...ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะข่าวงานแต่งของเพื่อนอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว








               เมื่อใกล้ถึงเวลานัด ร้านคาเฟอีนก็มีกำหนดปิดเร็วกว่าปกติ เพราะขุนฟ้าจำต้องเป็นสารถีขับรถส่งอัศวินไปยังร้านอาหาร


               พวกเขาขึ้นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคันสีดำ ระหว่างทางผู้โดยสารก็ดันนึกสงสัยขึ้นมา


               "ปกติผมหรือคุณเป็นคนขับรถเหรอครับ?"


               "ผลัดกัน"


               "แสดงว่าผมมีใบขับขี่แล้วน่ะสิ"


               ถึงจะดีใจที่ตัวเองเติบโตขึ้นอีกนิดหน่อย แต่เพราะความทรงจำหยุดแค่ตอนเป็นนักศึกษา ทำให้สกิลการขับรถถูกลบเลือนหายไปด้วย กระนั้น ไม่ใช่เรื่องยากลำบากที่จะรื้อฟื้น เนื่องจากเขามีครูประจำตัวอยู่ใกล้ๆ


               "จริงๆ ผมเป็นคนสอนคุณขับรถเอง"
                       

               “เอ๊ะ? เหรอครับ”


                มาคิดดูก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความที่ขุนฟ้าอายุมากกว่า ย่อมต้องมีทักษะประสบการณ์เหนือกว่าเขา ดูเหมือนว่าในอดีตก่อนจะความจำเสื่อม อัศวินคนเก่าจะพึ่งพาอีกฝ่ายไม่ใช่น้อย


              ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นผู้ใหญ่ของเจ้าตัวยังฉายชัด เมื่อถึงร้านอาหารในตัวเมือง คนขับก็จอดรถพลางหันมาพูด


            “จะกลับก็โทรมาหาผมแล้วกัน”


          “อ้าว แล้วไม่ไปกินข้าวด้วยกันเหรอครับ


           “ไม่เป็นไร ให้คุณไปสนุกกับเพื่อนเถอะ”


           ขุนฟ้าให้พื้นที่ส่วนตัวกับเขาอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้นึกหวงหรือต้องมาตามตัวติดกันแจ เพราะกลัวว่าจะออกนอกลู่นอกทาง


          คู่รักที่ทำเช่นนี้ได้ต้องมีพื้นฐานของความไว้ใจให้กันและกัน เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทของเขา  แม้โปเต้จะมาดูเรื่องสถานที่จัดงานแต่งกับแฟน แต่จ๊ะเอ๋ก็อนุญาตให้มาสังสรรค์ตามประสาลูกผู้ชายแบบฉายเดี่ยว และยังได้อัพเดทข่าวคราวของเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน


          "อะไรนะ มึงความจำเสื่อม!”
 

         ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้าง หลังจากที่อัศวินเล่าเรื่องตัวเองให้ฟัง


         โปเต้ ยังเป็นเหมือนเมื่อสามปีก่อนราวกับถูกสตาฟไว้ ทรงผมสั่นไถเกรียนแทบจะติดหนังหัว ใส่แว่นตาเสริมภาพลักษณ์ให้แลดูเนิร์ดๆ แต่อย่าให้มันได้อ้าปากพูดขึ้นมาเชียว เพราะความกวนตีนของมันเข้าขั้นเซียน แม้แต่กับเพื่อนด้วยกันก็ยังไม่เว้น


              “แล้วหนี้ที่มึงยืมตังค์กูไปห้าล้าน มึงก็ลืมด้วยอ่ะดิ"


               "กูแค่ความจำเสื่อม ไม่ได้โง่นะเว้ย กูไม่มีทางยืมเงินมึงขนาดนั้นอยู่แล้ว"


               "โธ่...อดเลย" 


               คนตีเนียนแสร้งทำหน้าเศร้า เพราะแผนตัวเองถูกจับได้ไวเกินไป


               หลังจากพูดแซวแหย่เล่นกันพอเป็นพิธี เรียกให้บรรยากาศเก่าๆ ของความสนิทสนมหวนกลับคืนมา อัศวินก็เปิดฉากเข้าประเด็นตรงๆ


               "ว่าแต่ ตกลงมึงกับจ๊ะเอ๋ เรื่องเป็นไงมาไง”


               "ก็ไม่มีอะไร ตอนวันบายเนียร์ กูเมา จ๊ะเอ๋ก็เมา กูไปส่งจ๊ะเอ๋ที่ห้อง แล้วก็ได้กัน หลังจากนั้นก็คบมาเรื่อยๆ จนพาไปเจอพ่อแม่ แล้วก็นัดวันแต่งงาน"


               "เดี๋ยวๆ นี่มึงข้ามรายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า"


               คนฟังประท้วงเนื้อหาที่รวบรัดตัดความแบบม้วนเดียวจบ


               "จะให้กูเล่าเรื่องความรักของตัวเองมันก็เขินนี่หว่า"


              ไอ้โปเต้ยกมือเกาต้นคอเก้อๆ บ่งบอกได้ว่ามันคงอายจริงๆ


               ...ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากเล่าเรื่องความรักของตัวเอง งั้นเล่าเรื่องความรักของคนอื่นแทนก็น่าจะพอได้


               "งั้นมึงรู้เรื่องคนที่กูคบอยู่ด้วยไหม"


               "พี่ขุนน่ะเหรอ? เออ มึงความจำเสื่อมแบบนี้ ก็จำเรื่องที่มึงคบกับพี่ขุนไม่ได้ใช่ไหม?"


               "ใช่ กูเลยต้องขอให้มึงเล่าให้ฟังไงว่ามันเริ่มได้ยังไง"


               คนนึกย้อนอดีตใช้มือลูบปลายคางทบทวนความทรงจำ ก่อนจะค่อยๆ เริ่มต้นสาธยาย


               "ตอนเรียนปีสี่ มึงไปเจอเขาที่ร้านกาแฟ แล้วหลังจากนั้นมึงก็เที่ยวไปที่นั้นทุกวัน ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากม.โคตรไกล กูนี่นับถือในความพยายามของมึงเลย"


               เรื่องนั้นพอจะรู้คร่าวๆ อยู่บ้าง แต่เชื่อว่ายังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอีกมากที่อัศวินยังคงสงสัย


               "แล้วเขาโอเคเหรอวะที่กูเป็นผู้ชายไปจีบ"


               "อันนี้กูไม่รู้ว่ะ แต่กูแปลกใจมึงมากกว่า มึงไม่สับสนตัวเองเลยสักนิด แล้วก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรด้วย เล่นเอาสาวๆ อกหักกันหมด เสียชื่อไอ้วินนักรักฉิบหาย”


                ฉายา 'ไอ้วินนักรัก' ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเล่นๆ เพราะอัศวินเป็นถึงอดีตเดือนคณะนิติศาสตร์ เลยมีผู้หญิงเข้าคิวขอดูใจอยู่หลายคน แล้วพ่อหนุ่มเนื้อหอมก็สนองด้วยการสับราง นัดกินข้าวกับคนนู้นบ้าง นัดดูหนังกับคนนี้บ้าง เรียกได้ว่าเผื่อแผ่ความรักไปอย่างทั่วถึง


               "อย่าว่าแต่มึงเลย กูก็งงตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมถึงได้ไปจีบเขา"


               อัศวินยังจำความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตนเองมีแฟนเป็นผู้ชายหน้าโหดๆ มาดนักเลงได้แม่น


               "เห็นมึงบอกว่า พี่ขุนน่ารักดีเลยติดใจ"


               ...น่ารัก?


               จะว่าไป...ตลอดระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ก็มีบางโมเมนต์ที่เขาคิดแบบนั้นอยู่หรอก


               "แต่เวลากูเจอเขา กูจะรู้สึกเกร็งๆ ทุกทีเลย ก็พี่เค้าดูดุๆ อ่ะ ไม่รู้มึงมองว่าน่ารักได้ยังไง"


               เพื่อนสนิทให้ความเห็น พลางยกเบียร์ขึ้นดื่มไปด้วย แต่อยู่ๆ อัศวินก็ตบโต๊ะเสียงดังปัง! เล่นเอาแทบสำลัก ซ้ำยังร่ายข้อแก้ต่างออกมายาวเหยียดแบบนอนสต็อป


               "น่ารักสิ!...อย่างเวลาที่เขาเขิน แต่แกล้งทำเป็นปากแข็งใส่ก็น่ารัก หรืออย่างเวลาที่เขามองกู แต่พอกูหันกลับไปมองบ้าง เขาก็รีบหันหนีไปทางอื่น แบบนี้ก็น่ารัก...ยิ่งเห็นหน้าตาเขาตอนนอนด้วยนะ โอยย...น่ารักจะตาย"


               คนนั่งตรงข้ามกระพริบตาปริบ เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ


               "นี่มึงความจำเสื่อมจริงๆ รึเปล่าเนี่ย"


                "ทำไมล่ะ?"


               "เมื่อก่อนมึงก็มาพร่ำเพ้อทำนองนี้ว่า พี่ขุนน่ารักอย่างโน้น น่ารักอย่างนี้ กูฟังจนเอือม"


               ...อ้าว? นี่เขาเผลอทำอะไรแบบเดิมโดยไม่รู้ตัวอีกแล้วเหรอเนี่ย


               "สงสัยเป็นสัญชาตญาณกูมั้ง"


               "ก็ดีแล้ว ถึงความจำเสื่อม แต่ดูเหมือนมึงจะยังชอบคนๆ เดิมอยู่"


               อัศวินไม่ตอบอะไร ได้แต่ดื่มเบียร์เพิ่มเข้าไปอีกอึกหนึ่ง


                ...เรื่องชอบขุนฟ้าเท่าตัวเขาคนเก่าไหมยังไม่แน่ใจเท่าไร


               แต่ที่มั่นใจในตอนนี้ ก็คือ...


               ...เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจขุนฟ้าเลยสักนิดเดียว





                         

              หลังจากดวดเบียร์กับไอ้โปเต้ไปหลายขวด นั่งยาวในร้านเหล้าตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน ฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็เริ่มส่งผล หนุ่มแว่นคออ่อนล้มฟุบไปกับโต๊ะเรียบร้อยแล้ว จนเขาต้องออกแรงเขย่าตัวเรียกสติ


               "เฮ้ย! มึงตื่นขึ้นมาก่อน กูไม่รู้มึงพักอยู่แถวไหนนะ"


               "เมิงเอามือถือปายยย โทรหาเมียกูห้ายยหน่อยยย เอิ้กก"


               เพื่อนสนิทพูดเสียงอ้อแอ้ แล้วโยนสมาร์ทโฟนส่งมาให้ ลำบากเขาที่ต้องกดไล่หาชื่อแฟนมัน แต่ปรากฏว่าไม่มีชื่อ 'จ๊ะเอ๋' อยู่ในลิสต์โทรศัพท์ เพราะไอ้โปเต้มันเล่นเมมชื่อแฟนไว้ว่า  'เมียจ๋า'


              ถ้าไม่ติดตรงที่ต้องช่วยเพื่อน อัศวินคงจะเก็บเรื่องนี้ไปพูดแซวจนลูกมันบวช แต่ด้วยสามัญสำนึกของความเป็นคนดี เขาเลยทำแค่เพียงโทรออกไปหาจ๊ะเอ๋ แล้วคุยให้อีกฝ่ายมารับว่าที่เจ้าบ่าวกลับที่พักเท่านั้น


               ...ในเมื่อหายห่วงเรื่องเพื่อนแล้ว ทีนี้ก็เหลือเรื่องของตัวเอง


               อัศวินหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดบ้าง ตั้งใจจะโทรออกไปหาขุนฟ้า ตามที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่าจะมารับ แต่ไม่คิดเลยว่า เขาจะเจอสถานการณ์เดียวกันกับไอ้โปเต้


               ในลิสต์รายชื่อเบอร์โทรศัพท์ ไม่พบชื่อของ 'ขุนฟ้า'...มีเพียงชื่อที่บันทึกไว้ว่า 'สุดที่รัก'


               ซึ่งคนที่จะเป็น 'สุดที่รัก' ของอัศวินคนเก่าได้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคือใคร


               เขาไม่รอช้า กดโทรติดต่อโดยปราศจากความลังเล สัญญาณดังแค่สามครั้ง ปลายสายก็โต้ตอบกลับมา


               "ฮัลโหล"


               "สุดที่รักครับ ช่วยมารับผมได้ไหมครับ"


               เผลอหลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัว  อย่าว่าแต่อัศวินที่งง ทางฝั่งของขุนฟ้าเองก็ถึงกับอึ้งในคำเรียกขาน


               "ฮะ!? พูดอะไร เมาเหรอ"


               "อืม นิดหน่อย"


               ...ก็คงเพราะเมาจริงๆ นั่นแหละถึงได้ทำเรื่องที่ปกติไม่มีทางทำ


               อัศวินยอมรับว่าตัวเองชักจะไม่ไหว เขาได้ยินเสียงกุกกักจากอีกฝั่ง คล้ายเสียงกระทบกันของกุญแจรถ ตามมาด้วยคำพูดก่อนจะตัดสาย


               "รอแป๊บเดี๋ยวไป"


               ระหว่างนั้น อัศวินก็เรียกพนักงานเช็คบิลให้เรียบร้อย ใช้เวลารอประมาณสิบห้านาที คนรับพวกเขาทั้งคู่ก็มาถึงแทบจะพร้อมๆ กัน


               "ไม่เจอกันตั้งนานเลยเนอะวิน โทษทีนะที่ต้องมาคอยดูแลโปเต้ให้"


               จ๊ะเอ๋ เปลี่ยนไปจากในความทรงจำของเขาค่อนข้างมาก ดูนุ่มนวลและอ่อนหวานขึ้นกว่าเก่า อาจเพราะกำลังจะกลายเป็นเจ้าสาว หรือไม่ก็เพราะต้องคอยอยู่เคียงข้างเพื่อนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองของเขา


               "เมิงอย่าลืมตัดชุดสูทเพื่อนเจ้าบ่าวมาด้วย งานกูธีมสีน้ำเงินเนวิลบลู พี่ขุนก็มาด้วยน้าาา"


               โปเต้ยังคงส่งเสียงย้ำเตือน ขณะที่จ๊ะเอ๋หิ้วปีกแฟนที่หมดสภาพขึ้นรถ สวนทางกับขุนฟ้าพอดี ซึ่งคนถูกชวนก็ตกปากรับคำ


               "ได้ พี่จะไป"


               "ขอบคุณคร้าบบบ แล้วกันเจอกันโว้ยไอ้วินนักร้ากกก"


               คนเมาโบกไม้โบกมือร่ำลาทิ้งท้าย ท่ามกลางกลิ่นแอลกฮออล์คละคลุ้งที่ไม่รู้ว่ากินหรืออาบ ทำเอาขุนฟ้าต้องหันไปถามเพื่อนร่วงวงเหล้าด้วยกัน


               "คุณโอเคไหม"


               "โอเคครับ ยังไหวอยู่"


               อัศวินยังเดินได้ตรง พูดรู้เรื่อง แค่กรึ่มๆ มึนๆ เล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็รู้สึกว่าหนังตามันหนักๆ ยังไงชอบกล


               "กลับกันเถอะ"


               ขุนฟ้าสตาร์ทรถ ส่วนเขาก็รัดเข็มขัดตรงเบาะนั่งผู้โดยสาร โดยมีเสียงวิทยุเล่นเพลงรักคลอมาเบาๆ สงสัยคนขับคงจะเปิดทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ เพิ่มให้บรรยากาศผ่อนคลาย ไหนจะมีแอร์เย็นๆ ที่เป่าโดนตัวให้ความรู้สึกแสนสบาย จนทำให้ค่อยๆ เคลิ้มทีละนิด


               "หลับแล้วเหรอ?"


               "..."


               ได้ยินเสียงถาม ทว่าอัศวินยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่พูดตอบอะไร ปล่อยให้ความเงียบค้างอยู่ในรถครู่หนึ่ง


               และแล้วในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาก็ได้ยินเสียงเรียกครั้งที่สอง...


               "ที่รักครับ?"


               ...เอ๊ะ? นี่เขาหูฝาดรึเปล่านะ ถึงได้ยินขุนฟ้าเรียกเขาว่า 'ที่รัก' 


               เป็นไปไม่ได้หรอก...คงเพราะเมาแน่ๆ เลยฟังเพี้ยนไป เขาคงสับสนกับชื่อที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ถึงขนาดเก็บเอามาฝัน เพราะหลังจากนั้นพอลองเงี่ยหูฟังอีกรอบ เขาก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว


                อย่างไรก็ตาม...อัศวินยอมรับว่า ถ้านี่ไม่ใช่ความฝัน
           

               เขาก็อยากฟังขุนฟ้าเรียกเขาว่า 'ที่รัก' ชัดๆ ด้วยสภาพไม่เมาแบบนั้นสักครั้งหนึ่ง
           





 

               อัศวินถูกประคองกลับมาจนถึงห้อง


               ตอนดื่มเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเมาหนัก แต่พอจะก้าวลงจากรถ ทำไมรู้สึกว่าพื้นมันเอียงๆ ขาเซไปเซมาเหมือนพลังกายมันหมดแรงเอาดื้อๆ


               ลำบากขุนฟ้าที่ต้องมาคอยแบกร่างหนักๆ ของเขาขึ้นบ้าน แล้วบริการลากมาส่งถึงเตียงนอน


               "ออโอษอ้วยนะคร้าบบ"


               คนเมาพูดเสียงอู้อี้กับหมอน ทั้งๆ ที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น พร้อมจะละทิ้งสติไปสู่โลกแห่งความฝันได้ทุกเมื่อ ทว่าหูก็ยังได้ยินเสียงบ่นคล้ายลอยมาจากที่ไกลๆ


               "คราวหลังก็อย่าดื่มหนักขนาดนี้สิ รู้ว่ามันติดลม แต่ก็ต้องดูลิมิตของตัวเองด้วย"


               "คร้าบบบๆ"


                อัศวินตอบรับแบบขอไปที เพราะความง่วงกำลังเข้าจู่โจมอย่างหนักหน่วง เขาปล่อยร่างกายให้นอนนิ่งๆ กระนั้นก็ยังสัมผัสถึงอะไรบางอย่างหยุกหยิกๆ อยู่แถวหน้าอก ก่อนความเย็นจะวาบผ่านผิวเปลือยเปล่า


               เสื้อเชิ้ตถูกถอดออกไปแล้ว ตามด้วยกางเกงยีนต์ ตอนนี้ร่างกายของคนนอนจึงเหลือเพียงชั้นในกับบ็อกเซอร์


               อุณหภูมิในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมานิดๆ แต่ยังดีที่เพียงไม่นาน เขาก็ได้รับความอุ่นสบายจากผืนผ้าขนหนูที่มาลูบไล้ไปตามตัว


               เสียงบิดผ้าสลับกับการที่ขาแขนถูกเช็ดทำความสะอาดวนเวียนอยู่แบบนั้นพักใหญ่ โดยอัศวินก็ไม่มีหืออือ นอนนิ่งเป็นตุ๊กตาให้ขุนฟ้าจับใส่เสื้อนอนจนเรียบร้อย


               กระทั่ง ในที่สุด สวิสซ์ไฟภายในห้องก็ถูกดับลง เหลือเพียงความมืด


               เตียงขนาดคิงไซต์ทางด้านซ้ายยวบลงตามแรงน้ำหนัก ก่อนที่ผ้าห่มจะคลุมตัวของเขาไว้เพิ่มความอุ่น


               ...หากยังมีอีกหนึ่งสัมผัสที่มอบไออุ่นมากไปกว่านั้น


               ร่างที่นอนเคียงกันขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับวาดอ้อมแขนมากอดตัวคนเมาซึ่งยังคงนอนไม่รู้เรื่อง เอ่ยคำราตรีสวัสดิ์ทิ้งท้าย


               "ฝันดีนะ"


               แล้วขุนฟ้าก็เข้าสู่ห้วงนิทราตามไปในเวลาไม่นาน...


               ...โดยไม่รู้เลยว่า คนข้างกายลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยการครองสติสมบูรณ์


               อัศวินมองขุนฟ้าที่หลับสนิท แม้จะเมา แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดเสียการควบคุม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นการแสดงให้โอเวอร์ไปงั้นเอง จึงรับรู้ทุกการกระทำที่อีกฝ่ายคอยดูแลอยู่ตลอด


               ...จะมีใครคอยทำให้กันถึงขนาดนี้บ้าง ถ้าไม่ได้รักกันจริงๆ 


               แล้วเขาล่ะ?....รักขุนฟ้าจริงๆ รึเปล่า?


               เป็นคำถามที่ไม่รู้จะตอบยังไง นึกเจ็บใจตัวเองที่ความทรงจำระหว่างเขากับขุนฟ้าหายไปจนหมดเกลี้ยง และไม่แน่ใจว่ามันจะกลับคืนมาได้เหมือนเดิมไหม


               แต่เมื่อมองเห็นแขนที่โอบกอดเขาอยู่  อัศวินก็ปล่อยวางความสับสนลง กระซิบถ้อยคำถึงขุนฟ้าเบาๆ


               "ฝันดีครับ”


               ไม่เป็นไร...เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้


               แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ในค่ำคืนนี้จะมีคนหลับฝันดีเหมือนกันสองคน




------------------------------------------------------------------------------------------------------------

To be continue



ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
พี่ขุนน่ารักจังเช็ดตัว ดูแลอย่างดีเลย

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 6 : คุณผู้รู้คำตอบ






               อัศวินตื่นสายกว่าปกติ


              ในหัวของชายหนุ่ม รู้สึกเหมือนมีคนมาตีกลองรัวตุบๆ อันเป็นผลมาจากอาการเมาค้างที่ดื่มหนักมาเมื่อคืน


               ขุนฟ้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอพิจารณาสภาพยับเยินของคนแฮงค์บนเตียงก็อดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำ


              "วันนี้คุณพักอยู่บนห้องก็ได้ ไม่ต้องลงไปที่ร้านหรอก"


              แน่นอนอัศวินย่อมเห็นด้วย กระนั้น เขาก็ยังอุตส่าห์เดินมาส่งขุนฟ้าถึงหน้าประตูห้อง


               “งั้นวันนี้ก็สู้ๆ นะครับ"


               แต่แล้วอยู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


               "เอ๊ะ? ปกติผมต้องจุ๊บส่งคุณก่อนออกไปทำงานด้วยรึเปล่าครับ"


               ถึงสังขารจะไม่อำนวย หากฝีปากเรื่องการเย้าแหย่ก็ยังคงไม่ทิ้งลาย อัศวินจึงได้เห็นสีหน้าแดงแปร๊ดของคุณบาริสต้า ตามมาด้วยคำตวาดรับอรุณ


               "จะบ้ารึไง! ไม่มีโว้ย!"


               แล้วเสียงประตูก็กระแทกปิดดังปัง!


               ขุนฟ้าหนีไปแล้ว ปล่อยให้คนแซวอมยิ้มขำกับพฤติกรรมที่สร้างความเบิกบานให้เขาในยามเช้า


               ไม่รู้ทำไม...หมู่นี้ยิ่งแกล้งขุนฟ้ามากเท่าไร เขาก็ยิ่งติดใจ  ช่วงแรกๆ ยังเกรงใจอีกฝ่ายอยู่หรอก หากพอนานๆ ไป เขากลับพูดเล่นออกมาได้แบบไม่อายปาก แต่ในเมื่อพวกเขาสองคนเป็นแฟนกัน ก็คงไม่ผิดอะไรที่เขาจะใช้มุกจีบแฟนตัวเอง


               ...แล้วอัศวินคนเก่าจะทำแบบเขาบ้างรึเปล่า?


               ถึงแม้จะเป็นคนคนเดียวกัน หากเขากลับรู้สึกห่างไกลจากอัศวินในช่วงสามปีก่อน ราวกับเป็นคนแปลกหน้า


               จะว่าไป...เขายังไม่มีโอกาสสำรวจข้าวของของตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ เลยนี่นา


               มีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ว่า...ถ้าอยากรู้จักพฤติกรรมของใคร ก็ให้ดูจากสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนคนนั้น


               อัศวินจึงใช้วันว่างที่อยู่ในห้องนี้ ค่อยๆ ไล่ตามเก็บความทรงจำของตัวเอง


               เขาเปิดตู้ทุกตู้ ลิ้นชักทุกช่อง แต่ก็ไม่ได้เจอสิ่งใดเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของใช้จำเป็น และบางอย่างก็ถูกซื้อมาเบิ้ลสองชิ้น นัยว่าเป็นของเขาอันหนึ่ง ของขุนฟ้าอันหนึ่ง


               ซ้ำยังเจอสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ...

             
                เพราะเมื่อเปิดลิ้นชักข้างหัวเตียง เขาก็พบว่ามีกล่องปริศนาจำนวนสามใบถูกซ่อนไว้อยู่


               กล่องแรกเป็นกล่องเหล็กสีดำขนาดกะทัดรัดถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจ จึงทำให้เขาไม่สามารถเปิดมันออกได้  ลักษณะกล่องทรงนี้มักจะเก็บของมีค่าเอาไว้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในเป็นของเขาหรือของขุนฟ้า


               อัศวินไม่อยากงัดมันออกมาตรวจดู เลยต้องปล่อยกล่องเหล็กไว้แบบนั้น แล้วหันไปให้ความสนใจกับกล่องใบอื่น


               กล่องที่สองลักษณะคล้ายกล่องคุกกี้สวยๆ  แต่สิ่งของข้างในไม่ใช่ขนม หากกลับกลายเป็นตั๋วหนังเกือบห้าสิบใบ โดยวันที่ที่ระบุถูกไล่เรียงมาตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน


               ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า หนังพวกนี้ต้องเป็นหนังที่เขาดูพร้อมกับขุนฟ้า ซึ่งอัศวินไม่คิดว่า ตัวเองจะเป็นคนโรแมนติก ถึงขนาดเก็บตั๋วหนังเอาไว้เป็นที่ระลึก


               แต่ในเมื่ออัศวินคนเก่าสะสมรักษาไว้เป็นอย่างดี ตัวเขาในปัจจุบันจึงต้องเพิ่มเมมโมรี่ลงไปในสมองไปอีกหนึ่งอย่างว่า ถ้าได้ไปดูหนังกับขุนฟ้าเมื่อไร ก็อย่าลืมเก็บตั๋วหนังเอาไว้ด้วย


               มาถึงกล่องใบสุดท้าย...กล่องหนังสีน้ำตาลสวยหรูดูแพงกว่าบรรดากล่องอื่นๆ


              แต่เมื่อเปิดมันออก อัศวินก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เมื่อพบว่ามีอะไรนอนแน่นิ่งอยู่ข้างใน


               ...ถุงยางอนามัยกับเจลหล่อลื่น


               ลืมไปเลย...คนเป็นแฟนกัน ก็ต้องสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแบบนี้ด้วยสินะ


               เขากับขุนฟ้าไม่ใช่เด็กรุ่น มีการมีงานทำเลี้ยงตัวเอง ซ้ำยังรู้จักป้องกัน จึงนับเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครเสียหายหรือผิดบาปอะไร


              ยกเว้นสองเรื่องที่อัศวินสงสัย...


              ...ในเมื่อพวกเขาเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เขาจะทำกันยังไง?


              ...แล้วเขากับขุนฟ้าจะใช้ของเหล่านี้บ่อยแค่ไหน?


               ยังไม่ทันจินตนาการหาคำตอบ ภายในใจก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาดื้อๆ สงสัยเขาคงต้องรอให้ขุนฟ้ากลับมาเป็นผู้เฉลย หากก็คาดการณ์ได้ว่าคงต้องถูกเจ้าตัวด่าร้อยเปอร์เซนต์


               แต่หนนี้เขาไม่ได้แกล้งนะ เขาอยากรู้จริงๆ ซึ่งก็ขอให้ขุนฟ้าไม่โวยวายใส่เขาจนหูชาก็แล้วกัน


              อัศวินได้แต่เก็บกล่องใบสวยลงไปในลิ้นชักที่เก่า หลังจากสำรวจห้องพอสมควรแล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งใดเพิ่มเติมพอจะรื้อฟื้นความทรงจำตัวเอง เลยนั่งๆ นอนๆ พักผ่อน กระทั่งเวลาล่วงมาถึงบ่ายคล้อย กระเพาะที่ยังไม่อาหารตกถึงท้องตั้งแต่เช้าก็ร้องประท้วง เขาเลยตั้งใจจะลงมาหาอะไรกิน


               หากครั้นพอลงมาห้องครัว  อัศวินก็ค้นพบว่าแทบจะไม่มีของสดติดตู้เย็นไว้เลย ยกเว้นพวกน้ำเปล่าและเบียร์อีกสองสามกระป๋อง เขาสังเกตเห็นพวกหม้อ กระทะ ตะหลิว กับพวกเครื่องปรุงรสอยู่บ้างให้พอทำอาหารง่ายๆ


              นึกถึงครั้งแรกที่ตัวเองรีเควสเมนูผัดกระเพรา ไม่แปลกใจว่าทำไมขุนฟ้าถึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น ก็เพราะมันไม่มีวัตถุดิบอะไรเหลือพอให้ทำออกมาได้เลยน่ะสิ


               โดยปกติทุกวัน พวกเขาจะทานอาหารโดยซื้อข้าวถุงแกงถุงง่ายๆ ไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่จากร้านใกล้ๆ บ้าน  แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าให้คนที่มัวขยันตั้งใจทำงานได้ทานอะไรอร่อยๆ สไตล์โฮมมี่


                พอตัดสินใจได้ อัศวินจึงไม่รอช้า รีบเดินไปถามเจ้าถิ่นทันที


                “เออ...ถ้าจะไปตลาดแถวนี้ต้องไปยังไงเหรอครับ”


                “หืม จะไปทำไมเหรอ”


                ขุนฟ้าที่กำลังล้างแก้วอยู่ตรงซิงค์เคาท์เตอร์บาร์เงยหน้าขึ้นมาถาม


                “ผมว่าจะไปหาซื้อของมาทำมื้อเย็นครับ”


                “ไม่เห็นต้องลำบากเลย ซื้ออะไรง่ายๆ ก็ได้ หรือว่าคุณเบื่อกับข้าวแถวนี้”


                 “เปล่าหรอกครับ ผมแค่อยากทำอะไรดีๆ ให้คุณกินบ้าง”


                 ด้วยความที่เรียนมาทางกฎหมาย ไม่ได้ฝึกปรือด้านคหกรรม รสมืออาจไม่เข้าขั้นเชฟกระทะเหล็ก กระนั้น เขาก็ยังพอทำอาหารง่ายๆ ได้บ้าง เมื่อก่อนยังเคยทำเลี้ยงไอ้พวกโปเต้ด้วยซ้ำ และกลุ่มเพื่อนก็ชมว่าอร่อยดี  แต่เพราะตอนนี้ความจำเสื่อม เขาจึงไม่รู้ความว่าขุนฟ้ามีเมนูโปรดเป็นแบบไหน แม้จะมั่นใจในฝีมือตัวเอง แต่ก็กลัวจะไม่ถูกใจขุนฟ้ามากกว่าอย่างอื่น เลยจำเป็นต้องเอ่ยปากถาม


                “คุณชอบกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ”


                “ผมก็กินได้ทุกอย่าง ไม่เรื่องมากหรอก”


                ขุนฟ้าหันกลับไปง่วนอยู่กับการล้างแก้วกาแฟเหมือนเดิม หากก็ได้ยินเสียงซักไซร้ไม่หยุดดังมาอย่างต่อเนื่อง


               “คุณกินเนื้อได้รึเปล่าครับ?"


               "กินได้"


               "มะเขือเทศล่ะ?


               "กินได้"


               “ถั่วงอกล่ะ?"


               “กินได้”


               “ผักชีล่ะ?”

   
               “กินได้”

 
                "ผมล่ะ?"

 
                "กินได้...อ่ะ!"

 
              ดูเหมือนคนถูกหลอกถามจะรู้ตัวแล้วว่าเผลอหลุดปากอะไรออกไป


               "...รู้แล้วครับว่ากินได้หมดจริงๆ"


               อัศวินเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงที่พยายามกลั้นหัวเราะ ตรงข้ามกับเสียงดุๆ จากคู่สนทนา


               "ไม่ขำ!"


               "ขอโทษครับ ไม่แกล้งแล้ว"


               คนโดนโกรธรีบพูดทันที แต่แทนทีจะได้รับการยกโทษ กลับกลายเป็นคำอธิบายเส้นทาง ราวกับจะรีบตัดบทไล่ให้เขาไปพ้นๆ    


               “ตลาดอยู่ห่างจากร้านไม่ไกลหรอก ขึ้นรถสองแถวที่เขียนป้ายไว้ก็ไปถึง”   


              “โอเคครับ เดี๋ยวผมจะรีบซื้อแล้วรีบกลับมาทำของอร่อยๆ ให้กินนะครับ”


              อัศวินเอ่ยทิ้งท้าย ขุนฟ้าเพียงแค่พยักหน้าเงียบๆ ส่งเขาที่เดินออกไปนอกร้าน เพื่อมุ่งหน้าไปยังตลาด


               ...ดีเหมือนกันที่ขุนฟ้าเป็นคนทานง่าย อะไรๆ ก็กินได้หมด ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าจะปรุงออกมาได้ถูกปากรึเปล่า


               ซึ่งอัศวินก็ได้แต่หวังว่า....'ตัวเขา' จะรสชาติดีพอที่ขุนฟ้าจะบอกว่า 'อร่อย' ล่ะนะ

                         








                อัศวินใช้เวลาช็อปปิ้งในตลาดประมาณหนึ่งชั่วโมง พอกลับมาถึงร้านคาเฟอีน เขาก็รีบผูกผ้ากันเปื้อน สวมวิญญาณเป็นพ่อครัวชั่วคราว  แล้วลงมือใช้วัตถุดิบที่เพิ่งซื้อมาสดๆ ปรุงอาหาร ผ่านไปเพียงไม่นาน เมนูหอมฉุยร้อนๆ ก็พร้อมเสิร์ฟ              


               "ข้าวผัดกระเพราหมูสับไข่ดาว ฝีมือเชฟวินคร้าบบบ"


               เมนูที่คราวแรกขุนฟ้าไม่ได้ทำให้ ครั้งนี้อัศวินเลยเลือกเอามาทดแทน ทั้งยังทุ่มเทแรงกายแรงใจสุดฝีมือ ดังนั้น ต่อให้ไม่อยากชมตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หน้าตาของอาหารออกมาดูน่ารับประทาน แถมเรื่องรสชาติยังกล้าเอาหัวการันตีเป็นประกัน


               "ลองทานดูสิครับ"

 
              "อืม"


              ชายหนุ่มรีบบอกด้วยความตื่นเต้น แต่คนทานกลับแค่พยักหน้ารับนิ่งๆ หยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวกระเพราเข้าปากชิมรส


               "อร่อยไหมครับ"


               "ก็ดี"


               คำวิจารณ์สั้นๆ เล่นเอาอัศวินใจแป๋วลงไปกองกับพื้น


               "ก็ดีเฉยๆ เหรอครับ โห ไม่ให้กำลังใจกันเลย"


               พ่อครัวหัวป่าก์พูดตัดพ้อด้วยอาการหางลู่หูตก


               ตอนไปตลาด เขาอุตส่าห์เฟ้นหาวัตถุดิบแต่ละชนิดมาอย่างพิถีพิถัน เพราะรู้ว่าวัตถุดิบดีๆ ย่อมส่งผลกับรสชาติ ใบกระเพราก็เลือกใบที่ยังสดๆ ใหม่ๆ เนื้อหมูสับก็ใช้แบบติดมันนิดๆ ให้เวลาเคี้ยวได้อรรถรส แม้กระทั่งไข่ดาวก็ยังใส่ใจในอุณหภูมิ ทอดออกมาแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ เวลาใช้ช้อนเจาะไข่แดง มันจะได้ไหลเยิ้มคลุกกินกับกระเพราอร่อยเหาะ ตั้งใจถึงขนาดนี้แล้ว ยังได้รับคำชมแค่ว่า ‘ก็ดี’ เนี่ยนะ หรือเดี๋ยวนี้ฝีมือเขาจะตก ไม่แน่ใจว่าอาการความจำเสื่อมจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยรึเปล่า


               เคร้ง!


               มัวแต่นึกน้อยใจอยู่อย่างนั้น เลยไม่ทันสังเกตเห็นว่า คนนั่งตรงข้ามวางช้อนส้อมลงบนจานที่ว่างเปล่า เป็นสัญลักษณ์ว่าทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว


               เดี๋ยวก่อนนะ...ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเลย ขุนฟ้าจะกินเร็วเกินไปรึเปล่า


              "มองอะไร ทำไมไม่กินไปล่ะ" 


               คนอิ่มแล้วเลิกคิ้วถามคู่สนทนาที่จ้องมองมาด้วยความทึ่ง


               "หิวเหรอครับ ถึงกินหมดเกลี้ยงเร็วขนาดนั้น"


               "ก็แค่ต้องรีบกลับไปดูหน้าร้านต่อน่ะ" 


             …ข้ออ้างชัดๆ ถ้าไม่อร่อยจะรีบกินเสร็จเร็วขนาดนั้นเลยรึไง


               แต่ก็เข้าใจล่ะนะ...อยู่ด้วยกันมาสักพัก เขาย่อมจับพฤติกรรมบางอย่างของขุนฟ้าได้ โดยเฉพาะเรื่องอาการปากไม่ตรงกับใจ นับเป็นนิสัยเสียๆ ของเจ้าตัว  ถึงอย่างนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาอยากลองฟังขุนฟ้าพูดตอบอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่หาคำมาเลี่ยงเหมือนกัน ซึ่งโอกาสคงเป็นไปได้น้อยยิ่งกว่าน้อย...คิดแล้วก็ช่างสงสารตัวเองจริงๆ


              อัศวินถอนหายใจด้วยความปลง ได้แต่ก้มหน้ากินข้าวผัดกระเพราไปอย่างหงอยๆ จนกระทั่งหมดจาน


              แม้จะไม่ได้รับคำชม แต่การทำอาหารด้วยตัวเองก็ดีกว่าซื้อของสำเร็จรูป ฉะนั้น ถ้าว่างเมื่อไร เขาเลยตั้งใจว่าจะลองเข้าครัวอีกครั้ง ไหนๆ แล้วเลยถือโอกาสถามอีกฝ่ายเผื่อไว้


            "ตกลงคุณชอบกินอะไรครับ รอบหน้าผมจะได้ทำให้ อาหารไทย จีน หรือญี่ปุ่นดี?"


            อัศวินให้ตัวเลือกสัญชาติอาหารไป หากคาดไม่ถึงว่าขุนฟ้าจะตอบเมนูที่ไม่มีในช้อยส์


            "ผมชอบกินทุกอย่างที่คุณทำ"

           
            แย่แล้ว...อยู่ๆ มาพูดกันแบบนี้ก็แย่น่ะสิ


           "เดี๋ยวผมล้างจานให้"   ขุนฟ้าลุกขึ้นคว้าจานผัดกระเพราสองใบไปยังซิงค์ในครัว


          ปล่อยให้อัศวินฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เพื่อซ่อนรอยยิ้มดีใจที่เกิดขึ้นเหนือกว่าคำชมเรื่องอาหาร


           อุตส่าห์นึกว่าเป็นไปได้ยาก แต่บทจะตอบตรงๆ ก็ดันเอ่ยออกมาง่ายๆ เล่นเอาเขาแทบเก็บอาการไม่อยู่ แล้วแบบนี้ถ้าเป็นคำถามเรื่องอื่นๆ ขุนฟ้าจะยอมตอบตรงๆ ด้วยเหมือนกันรึเปล่านะ


              อัศวินจึงลุกขึ้นมาหาคนมาดนิ่งที่เพิ่งล้างจานเสร็จ กำลังเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำขึ้นมายกดื่ม

 
              "ผมมีคำถามหนึ่งอยากรู้ คุณช่วยตอบหน่อยได้ไหมครับ"


               "อะไร?"


               "เออ...เมื่อเช้าผมลองเปิดลิ้นชักข้างเตียงดู แล้วผมก็เจอกล่องใบหนึ่ง ผมอยากถามถึงของที่อยู่ข้างในนั้นน่ะครับ"


               พรวด!


               คนหน้านิ่งถึงกับสำลักน้ำจนไอค่อกแค่ก เห็นชัดว่าเจ้าตัวย่อมรู้ดีถึงของที่เก็บซ่อนอยู่ภายในกล่อง


               อัศวินไม่รอช้ายิงประโยคเหมือนลูกธนูพุ่งฉึกแทงใจเข้าไปเพิ่มอีกดอก


              "...ปกติพวกเราใช้กันบ่อยไหมครับ?"


               แล้วเขาก็ต้องกลั้นขำ เมื่อเห็นขุนฟ้าประเดี๋ยวก็หน้าแดง ประเดี๋ยวก็หน้าซีด อ้ำอึ้งๆ ไปไม่ถูกอยู่เป็นนาน


               "เออ...คือว่า...เรื่องนั้น..."


               ใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบยังไง แต่ใจหนึ่งก็เกรงว่าจะมีคนเป็นลมเพราะความเขินอายเสียก่อน


               ถึงจะเสียดายอยู่นิดหน่อย แต่คิดว่าหนนี้เขาคงต้องเพิ่มตัวช่วยไปให้


              "ผมหมายถึงตั๋วหนังน่ะครับ"


               พอได้รับการขยายความ สีหน้าของขุนฟ้าก็ผ่อนคลายลง ถอนลมหายใจโล่งอก


               "อ้อ...เรื่องนั้นเอง"


               "แล้วคุณคิดว่าอะไรเหรอครับ"


               "เปล๊า! ไม่มีอะไร"


               ปากปฏิเสธ ทว่าน้ำเสียงดันขึ้นสูง จะฟังยังไงก็ดูมีพิรุธ หากอัศวินยังแสร้งตีหน้าใสซื่อ ทำเนียนถามต่อไป


               "ผมกับคุณไปดูหนังด้วยกันบ่อยเหรอครับ"


               "ถ้ามีเวลาว่างก็ไป"


               "งั้นพรุ่งนี้เราสองคนไปดูหนังด้วยกันไหม" เขาถือโอกาสพูดชวน


               ขุนฟ้าใคร่ครวญตารางงานของตัวเองแล้วก็พยักหน้า "ถ้าเป็นช่วงรอบค่ำ ปิดร้านทันก็คงไปดูได้"


              "เอาเป็นว่าตกลงตามนั้นนะครับ" เขาชิงนัดเรียบร้อย ก่อนคู่สนทนาจะเปลี่ยนใจ แถมยังตีความเหมารวม


               "แบบนี้ก็เหมือนนัดเดทกันเลยเนอะ"


               "เดทอะไร ก็แค่ดูหนังธรรมดา"


               สมกับเป็นคนไร้อารมณ์โรแมนติก ทั้งๆ ที่เมื่อกี๊ยังทำเป็นเขินหน้าบางอยู่แท้ๆ


               "แล้วแบบไหนที่เรียกว่าเดทสำหรับคุณกันครับ"


               "เออ...ก็เป็นกิจกรรมที่คนรักทำให้กันเป็นพิเศษ...ล่ะมั้ง?"


               เห็นชัดว่าขุนฟ้าก็ยังไม่แน่ใจในนิยามคำว่า 'เดท'  สำหรับตัวเอง เลยตอบด้วยท่าทางลังเล โดยหารู้ไม่ว่าเข้าทางหมาป่าเจ้าเล่ห์เข้าเต็มๆ


               "กิจกรรมที่ทำให้กันเป็นพิเศษ ความหมายกว้างจังเลยนะครับ อย่างนี้พวกกิจกรรมบนเตียง ก็ถือว่าเป็นการเดทด้วยใช่ไหม"


               "ไม่ใช่โว้ย!" คนหน้าโหดโต้ทันควัน


               "อ้าว แล้วตกลงว่ายังไงกันแน่ครับ?" อัศวินยังคงไม่หยุดซักอย่างสงสัย


               "เออ พรุ่งนี้ไปเดทก็เดท!"


               ...และครั้งนี้ขุนฟ้าก็ตอบตรงไปตรงมาแบบชัดถ้อยคำ โดยไม่มีอาการอึกอักเลยแม้แต่นิดเดียว




-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue




ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2936
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
55555 วินเอ้ยย สนุกเค้าล่ะ
อยากรู้เลยค่ะว่า สามปีที่หายไป มีความทรงจำอะไรดีๆ อีกบ้าง

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢


บทที่ 7 : คุณผู้นิ่งเฉย



 

               อัศวินกำลังยืนอยู่หน้าโรงภาพยนตร์


               แม้จะเป็นเวลาช่วงใกล้สามทุ่ม แต่ชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองต่างจังหวัดก็ยังมีคนต่อคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ เขากวาดตามองโปสเตอร์และรอบหนังที่แสดงบนหน้าจอแอลซีดี พลางถาม 'คู่เดท' ที่มาด้วยกัน


               "คุณชอบดูหนังประเภทไหนครับ"


               "เลือกมาเลย ผมดูได้หมด"


               การตอบทำนอง 'อะไรก็ได้' แบบนี้ มันน่าหนักใจยิ่งกว่าการเลือกอย่างเฉพาะเจาะจงเสียอีก เพราะช่วงเวลาดูหนังก็เหมือนต้องถูกบังคับให้นั่งนิ่งอยู่สองชั่วโมง ถ้าเกิดเขาเลือกหนังน่าเบื่อขึ้นมา ไม่เท่ากับว่าทำให้บรรยากาศเสียกันหมดพอดีเหรอ


               ถ้าความทรงจำของตัวเองยังอยู่ คงรู้สไตล์หนังที่ขุนฟ้าชอบไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาต้องมาตีโจทย์ขบคิดพิจารณาตัวเลือกอย่างเคร่งเครียด


               ดูหนังรักดีไหม?...ไหนๆ พวกเขาก็เป็นคู่รักกันแล้ว จะดูหนังโรแมนติกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คนที่เดินเข้าโรงก็มีแต่คู่ชายหญิง ขืนมีผู้ชายตัวโตสองคนเดินเข้าไปด้วยคงกลายเป็นแกะดำหลงฝูงกันพอดี


               หรือจะเป็นหนังผี?...อยากเห็นคนหน้านิ่งทำท่าทางกลัวออกมาบ้างเหมือนกัน แต่คิดว่าอย่างขุนฟ้าคงไม่กลัวผี ผีต่างหากที่น่าจะกลัวขุนฟ้ามากกว่า


               หรือจะเป็นหนังตลก...? ยิ่งเข้าไปใหญ่ คนเส้นลึกอย่างนั้น แค่ยิ้มยังยากเลย ไม่มีทางหัวเราะออกมาง่ายๆ แน่


               สรุปไปๆ มาๆ ก็จบลงที่หนังแอคชั่นไซไฟ ซึ่งดูแล้วน่าจะไร้พิษภัยมากที่สุด


               พวกเขาจัดการซื้อตั๋วเรียบร้อย และไม่ลืมอุปกรณ์สำคัญที่ใช้สำหรับดูหนัง


               "เอาป็อปคอรน์กับโค้กไหมครับ ผมเลี้ยงเอง"


               อัศวินไม่รอให้ขุนฟ้าตอบ แต่เดินไปสั่งขนมเสร็จสรรพ โดยเลือกเอาไซต์ขนาดใหญ่ชุดเดียว พอแบ่งกันกินได้สองคน 


               "ผมซื้อมาทั้งรสชีสกับรสหวานผสมกันเลย จะได้กินไม่เบื่อ"


               เขาโชว์ถังป็อปคอร์นลายตัวการ์ตูนม้าโพนี่สีชมพูมีลายสายรุ้งฟรุ้งฟริ้ง ความจริงอยากได้ลายเท่ห์ๆ แบบอื่น แต่เพราะซื้อด้วยโปรโมชั่น เลยไม่มีสิทธิเลือก


               "ผมถือให้"


               หากขุนฟ้าดันหยิบถังป็อปคอร์นสีหวานไปไว้ในมือ โดยไม่แคร์ว่าจะเข้ากับบุคลิกตัวเองรึเปล่า ซ้ำยังรีบเดินดุ่มๆ เข้าไปในโรง ก่อนเวลาหนังเริ่มเกือบสิบนาที 


               ที่นั่งที่ระบุในตั๋วอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี นับเป็นวิวที่เห็นจอชัดเจน ซึ่งขณะนี้กำลังฉายตัวอย่างภาพยนตร์แฟนตาซีโลกเวทย์มนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือชื่อดัง  หากอัศวินกลับเป็นคนเดียวในโรงที่ดูมันอย่างแปลกใจ


               "หนังเรื่องนี้ออกภาค 3 แล้วเหรอครับ ผมยังจำได้ว่าเพิ่งดูแค่ภาคแรกจบไปเอง"


               "คุณดูภาค 2 แล้วกับผม" ขุนฟ้าเปรยขึ้นมาจากที่นั่งข้างๆ


               ไม่แปลกถ้าเขาจะติดตามมันต่อ เพราะจำได้ว่าภาคแรกสร้างความประทับใจให้เขาอยู่พอสมควร เสียดายที่เขาลืมเนื้อหาภาค 2 ไปจนหมดแล้ว กระนั้นก็ยังอดถามไม่ได้


               "เหรอครับ แล้วมันสนุกไหม"


               "อืม... สนุก..."


               ไฟในโรงมืดจนมองไม่เห็นหน้าคู่สนทนา ถึงแม้ขุนฟ้าจะบอกว่าสนุก แต่เขาคิดไปเองรึเปล่าว่า เสียงพูดของอีกฝ่ายหม่นเศร้าลงกว่าปกติ


               ตกลงว่ามันสนุกหรือไม่สนุกกันแน่? หรือจะมีดราม่าตัวละครตายเลยทำให้ขุนฟ้านึกถึงขึ้นมา? 


               หากที่คาดเดาได้ มันคงเป็นหนังที่ดีไม่น้อย เพราะถึงขนาดทำให้คนที่นานๆ จะเป็นฝ่ายชวนยอมเอ่ยปากก่อน


               "ไว้หนังเข้าแล้ว เราค่อยมาดูด้วยกันนะ"


               "ครับ"


              แน่นอน เขาย่อมตกลงโดยไม่รีรอ สงสัยคงต้องรีบไปหาหนังเรื่องนั้นมาดูตามหลังซะแล้ว ไม่สิ...อาจจะต้องตามเก็บหนังทุกเรื่องตามรายชื่อตั๋วที่มีอยู่ในกล่องนั้นทั้งหมดด้วย


              ถึงจะเหมือนเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสขนาดไหน แต่ก็เป็นสิ่งอัศวินย้ำเตือนตัวเองในใจหนักแน่นไม่ให้ลืม

 
              หลังจากภาพยนตร์เริ่มต้นฉาย  อัศวินก็ถูกดึงดูดสายตาไว้กับหน้าจอ แม้จะเป็นหนังแอคชั่นไซไฟที่เลือกมาอย่างไม่จงใจ แต่เนื้อเรื่องดันออกมาน่าติดตามกว่าที่คิดเอาไว้ บรรยากาศของผู้ชมทั้งโรงจึงคล้ายถูกสะกดนิ่ง ให้เอาใจช่วยกลุ่มพระเอกที่เป็นหุ่นยนต์ ต่อสู้กับเหล่ามนุษย์ซึ่งกลายเป็นตัวร้ายของเรื่องไปแทน

     
              เขาลุ้นระทึกกับฉากแอ็คชั่นมันส์ๆ มือหนึ่งหยิบป็อปคอร์นเข้าปาก สลับกับการดูดโค้กไปพลาง รู้ตัวอีกทีคนข้างๆ ก็สะกิด


               "ขอผมกินบ้างสิ"


               ลืมไปเลยว่าที่ซื้อป็อปคอร์นถังใหญ่ก็เพื่อมาแบ่งกันกินกับคู่เดท  อัศวินจึงยื่นถังป็อปคอร์นที่ครอบครองไว้คนเดียวไปให้ขุนฟ้า ซึ่งอีกฝ่ายก็ล้วงมือเข้ามาหยิบข้าวโพดคั่วกินบ้าง 


               ป็อปคอร์นในถังมีทั้งรสชีสและรสหวาน แต่พนักงานตักรสหวานใส่เข้ามาในถังก่อน มันจึงไปกองรวมอยู่ข้างล่าง ส่วนด้านบนก็มีเฉพาะรสชีสเค็มๆ ยิ่งพอกินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกเลี่ยนจนอยากหารสอื่นมาตัด


               อัศวินจึงพยายามล้วงเข้าไปในถังลึกๆ เพื่อหาป็อปคอร์นรสหวาน และเพราะมัวแต่ใช้เวลาหาอยู่ เลยทำให้มือของเขาไปโดนมือของขุนฟ้าในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะหยิบป็อปคอร์นใหม่พอดี


               "อ่ะ! ขอโทษครับ"


               เขารีบชักมือหนีด้วยความตกใจ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำแบบนั้นทำไม แต่พอมานึกๆ ดู ถึงแม้พวกเขาสองคนจะอยู่ด้วยกันมาสักพัก แถมยังมีสถานะเป็นแฟนกัน หากก็ไม่เคยตั้งใจจะแตะเนื้อต้องตัวในความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเลยสักครั้ง               

 
                แต่ขุนฟ้าคงจะเคยชินกับการโดนสัมผัสจากเขาอยู่แล้ว เจ้าตัวเลยไม่คิดมาก ยังคงหยิบป็อปคอร์นกินต่อ ซ้ำยังคว้าแก้วน้ำโค้กไปดูดดับกระหาย

         
                ตอนที่อัศวินซื้อน้ำมาแก้วเดียว ก็คิดแค่เพียงว่ามันอยู่ในเซ็ตโปรโมชั่น หากพอมานึกย้อนทีหลัง แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่พวกเขาต้องจูบทางอ้อมผ่านการดูดน้ำหลอดเดียวกันเลยน่ะสิ

       
                จริงอยู่...เขาไม่ถือเรื่องการใช้หลอดร่วมกับใคร แถม 'จูบทางอ้อม' ยังฟังแล้วจั๊กจี้ เหมือนพวกเด็กๆ หัดริมีป็อปปี้เลิฟ แต่ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเล็กๆ ไร้สาระเหล่านี้ จะทำให้สมาธิในการดูหนังของเขาฟุ้งซ่านแตกกระเจิง


               อัศวินเหลือบมองคนนั่งข้างๆ


               ในความมืดของโรงหนัง เขาเห็นสีหน้าของขุนฟ้าไม่ชัดเจนนัก จึงไม่อาจคาดเดาว่าอีกฝ่ายสนุกกับการดูหนังเรื่องนี้รึเปล่า ทว่าดวงตาคมของชายหนุ่มยังคงมองตรงไปยังจอภาพยนตร์ที่กำลังฉายฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือด


               เป็นเขาเสียอีกที่หันมาให้ความสนใจกับขุนฟ้ามากกว่า ซ้ำยังนึกสงสัยว่า อัศวินคนก่อนที่มาดูหนังด้วยกันกับขุนฟ้าบ่อยๆ จะเป็นแบบนี้บ้างไหมนะ


               ...รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้ตกลงไปในภวังค์ของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่เพียงแค่นั่งชิดใกล้


               ตูม!


               เสียงระเบิดจากในหนัง เรียกสติของคนหลุดลอยไปไกลให้กลับคืนมาอีกครั้ง อัศวินสะบัดศีรษะ เขาคงบ้าไปแล้ว ดูหนังด้วยกันแค่นี้ก็ชักจะเลอะเลือนคิดอะไรเลยเถิดไปกันใหญ่


               ใบหน้าหล่อเหลาจึงหันกลับไปมองจอ ตั้งใจเรียกสมาธิเพื่อดูหนังเหมือนเช่นเดิม มือหนึ่งก็ล้วงป็อปคอร์นที่เหลือเพียงครึ่งถังกินต่อ


                แต่ไม่คาดคิดว่าจะเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อขุนฟ้าก็ล้วงมือมาหยิบป็อปคอร์นในถังพร้อมๆ กัน


                 "อ่ะ!"


                อัศวินสะดุ้ง กำลังจะชักมือหนี หากกลายเป็นว่าขุนฟ้ากลับดึงมือของเขาไว้ ทั้งยังประสานนิ้วเข้าหาให้มือทั้งสองแนบชิดสนิทกัน


               ถ้าไฟในโรงสว่างกว่านี้ พวกเขาสองคนคงถูกมองดูสายตาแปลกๆ แต่ตอนนี้ทุกคนในโรงกำลังมัวแต่จ้องฉากระเบิดตูมตามของสงครามระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ จึงไม่มีใครให้ความสนใจว่า...


               ...ที่นั่ง C12 และ C13 กำลังมีผู้ชายสองคนจับมือกันอยู่ในถังป็อปคอร์น


               อัศวินเหลือบมองคนนั่งข้างๆ อีกครั้ง ดวงตาคมของขุนฟ้ายังคงเพ่งสมาธิไปยังหนังไม่มีวอกแวก ทว่ามือยังเกาะเกี่ยวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย


               มือของผู้ชายย่อมไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนมือของผู้หญิง กระนั้น มันก็เป็นมือที่ให้สัมผัสถึงความมั่นคงและอุ่นใจ...

         
              เพราะความจำเสื่อม ที่ผ่านมาอัศวินเลยปฏิบัติตนกับขุนฟ้าอย่างเว้นระยะมาตลอด แต่คราวนี้เขายอมปล่อยให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเขามาแนบชิด ทั้งยังไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือต้องการถอยห่าง


              ตรงข้าม ชายหนุ่มยังกระชับมือให้แน่นขึ้น พลางหันหน้ากลับไปมามองจอภาพยนตร์บ้าง


               ...เอ๊ะ!? ฉากนี้ทำไมพระเอกถึงโดนยิงได้นะ แล้วนางเอกพูดอะไรกับพระเอก ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด ที่สำคัญ ตัวละครร้องห่มร้องไห้เสียใจดราม่าขนาดนั้น เขาดันยิ้มไม่หุบเสียได้

       
               ลงท้าย ช่วงครึ่งหลังของภาพยนตร์ อัศวินเลยแทบจะจดจำเนื้อเรื่องได้ไม่ชัดเจน กระนั้น เขากลับไม่นึกเสียดาย แถมรู้สึกเต็มอิ่มชื่นมื่นราวกับเพิ่งได้รับชมภาพยนตร์รางวัลออสการ์มา

     
               ส่วนขุนฟ้ายังคงรักษาสีหน้านิ่งเฉยเป็นมาตรฐาน แม้ว่าจะเป็นฝ่ายเริ่มทำเรื่องจู่โจมเซอร์ไพรส์เขาก่อน แต่เจ้าตัวดันทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเดินดุ่มๆ นำหน้าเขาออกไปจากโรง


              “กลับกันเถอะ”

       
             คำพูดนี้เป็นเสมือนสัญญาณว่า การเดทของชายหนุ่มสองคนได้สิ้นสุดลงแล้ว 


             ทั้งๆ ที่โดยส่วนมาก โมเมนต์หลังดูหนังจบของคนเป็นแฟนกัน ถ้าไม่ไปเดินเที่ยวเล่นที่อื่นต่อ ก็ควรจะชวนกันหาร้านอาหารนั่งทานพูดคุยกระหนุงกระหนิง แต่ขุนฟ้าก็ดันปิดโอกาสสานความสัมพันธ์ทั้งหมด

     
             แต่ก็เข้าใจล่ะนะ...เพราะบรรยากาศต่างจังหวัดช่วงห้าทุ่มแบบนี้ ร้านรวงต่างก็ปิดไปหมดแล้ว ท้องถนนเงียบเหงา ไม่คึกคักเต็มไปด้วยแสงสีเช่นเดียวกับในเมืองกรุง คงไม่เหลืออะไรให้ไปสานต่อ เพื่อเป็นความทรงจำหวานชื่นระหว่างคู่เดท


              กระนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสร้างโมเมนต์ดีๆ ให้เก็บเอาไว้...
 

             ขณะเดินไปยังลานจอดรถภายนอกห้างสรรพสินค้า ซึ่งเหลือรถจอดอยู่เพียงไม่กี่คัน อัศวินก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้


             “เกือบลืมไปเลย ผมขอตั๋วหนังของคุณหน่อยสิครับ จะได้เอาไปเก็บใส่กล่องไว้เหมือนกับที่เคยทำ จะว่าไปตัวผมคนเก่านี่ก็โรแมนติกไม่เบานะครับเนี่ย ถึงขนาดเก็บตั๋วหนังที่ดูกับแฟนเป็นที่ระลึกด้วย”


              ขุนฟ้ากำลังหยิบกุญแจมาตั้งท่าจะกดเปิดรถ แต่พอได้ยินคำขอก็หยุดชะงัก จนฝ่ายเอ่ยปากนึกว่าตนเองเข้าใจผิด


             “เอ๊ะ? หรือว่าผมเก็บตั๋วของผมไว้ใบเดียว ไม่ได้เก็บของคุณเหรอครับ?”


             อัศวินนึกสงสัย ตอนสำรวจในกล่องก็จำได้คลับคลายคลับคล้ายว่า ชื่อหนังบางเรื่องมีซ้ำกันสองใบ ซึ่งก็น่าจะเป็นของเขาใบหนึ่ง ของขุนฟ้าใบหนึ่งไม่ใช่เหรอ


              ระหว่างกำลังนึกทบทวน ในที่สุดร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่นานก็ขยับล้วงตั๋วจากในกระเป๋ากางเกงมาให้


             อัศวินยื่นมือไปรับ แต่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงถาม


            “ก่อนหน้านี้ คุณเก็บสะสมตั๋วหนังทุกเรื่องที่ได้ดูไหม”


            แน่นอนอยู่แล้วว่า พฤติกรรมเช่นนั้นไม่ใช่นิสัยดั้งเดิมของเขาอย่างที่เคยเป็น


            “ไม่นะครับ แต่ผมคิดว่าตัวเองเริ่มทำเพราะได้อยู่กับคุณ”


             ขุนฟ้ากลับไปนิ่งเงียบเหมือนเก่า จนอัศวินชักเริ่มกลัวว่า ตนอาจจะเผลอทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจเข้า

       
            “มีอะไรรึเปล่าครับ หรือคุณไม่ชอบ”


            “เปล่า”


            น้ำเสียงและสีหน้าราบเรียบยังคงเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของขุนฟ้า หากมีบางอย่างในนั้นที่อัศวินสัมผัสได้ว่า คู่สนทนากำลังเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองเอาไว้


            การกระทำนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อย้อนไปถึงเหตุการณ์ในโรงหนังก่อนหน้า


            ความจริง การจับมือในถังป็อปคอร์นของพวกเขากินเวลาไม่กี่นาที ขุนฟ้าก็คลายนิ้วทั้งหมด แล้วดึงมือของตนเองออก ก่อนกลับไปทำตัวเย็นชาเหมือนเช่นเดิมอย่างที่เคยทำ
         

             แต่ช่วงจังหวะสั้นๆ เพียงเท่านั้น เขาก็ยังสัมผัสได้ว่า มือที่ประสานกันอยู่กำลังสั่นเบาๆ ด้วยความประหม่า


              เขาตระหนักดี...ขุนฟ้าไม่ได้รู้สึกนิ่งเฉย...


              เพียงแต่บางครั้ง เขาก็ไม่ใจเลยว่าเป็นเพราะเหตุผลใด




             อัศวินความจำเสื่อมมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์


             แต่นี่คงเป็นครั้งแรก ที่เขารู้สึกอยากได้ความทรงจำเก่ากลับคืนมาเหลือเกิน...




---------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue





Talk



ความจริงแล้ว แรงบันดาลใจของเรื่องนี้ เราอยากเขียนแง่มุมของคนที่สูญเสียความทรงจำในแบบฉบับที่ไม่เน้นความดราม่า ตัวละคร อัศวิน เลยเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ แม้จะเจอเรื่องที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ลึกๆ แล้วเรื่องราวของทั้งสองคนก็เป็นความหวานที่ปนขมหน่อยๆ มีบางตอนที่เขียนไปแล้ว รู้สึกตื้อๆ ในอกแทนขุนฟ้า

และเพราะห่างจากงานเขียนนิยายไปสองปี เลยค่อนข้างกังวลว่าจะถ่ายทอดงานเขียนออกมาได้ดีรึเปล่า แต่พอได้รับคำคอมเม้นท์กลับมาก็ทำให้มีแรงฮึดเขียนต่อค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามกันมาเสมอนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ ^^

 :pig4:

BitterSweet





CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



Backward 2 : ค่ำคืนที่เรามีนัดกัน




             ขุนฟ้าทำงานร้านกาแฟใจกลางเมืองมาได้ครบสามเดือนแล้ว


             เขาตั้งข้อกำหนดกับตัวเองว่าจะทำงานในร้านนี้ให้ครบหกเดือน เพื่อศึกษาเรียนรู้ ก่อนจะเตรียมไปเปิดร้านกาแฟของตน และมันก็ผ่านมาครึ่งทาง พร้อมๆ กับที่เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ เพิ่มพูนมากขึ้น


              โดยเฉพาะ ‘ทักษะการบริการ’ ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนของตนมาตลอด ขุนฟ้าเริ่มเข้าใจคำว่า Service Mind คือ การเอาใจใส่ลูกค้า ให้สมกับที่ลูกค้ามอบความไว้วางใจในการเลือกใช้บริการร้านของเรา


              ถึงแม้เขาจะยังคงรักษาสีหน้านิ่งเฉย และประหยัดถ้อยคำ แต่เขาก็พยายามอย่างหนักในการจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของลูกค้าแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เวลาที่มักจะเข้ามาที่ร้าน หรือเครื่องดื่มที่ชอบทาน เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจ ซึ่งมันก็ค่อยๆ ได้ผล เมื่อมีลูกค้าบางคนเริ่มทักทายอย่างคุ้นเคยกับเขา


              ทว่า หนึ่งในบรรดาลูกค้าเหล่านั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ขุนฟ้ารู้สึกว่าจะประทับใจเขามากเป็นพิเศษ เพราะเจ้าตัวเล่นมาที่ร้านกาแฟนี้ทุกวัน จนแทบไม่ต่างอะไรจากบ้าน


              “กลับมาแล้วครับ”


               ดูเอาเถอะ...ขนาดคำทักทายยังกล้าพูดได้ถึงขนาดนี้เลย


               หนุ่มนักศึกษาที่พนักงานทุกคนรู้จักในชื่อว่า 'อัศวิน' เรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ เข็มตรามหาวิทยาลัยที่ติดบนเนคไท บ่งบอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง ซึ่งตั้งอยู่ห่างคนละมุมเมืองกับร้าน แต่ไม่รู้ทำไม เด็กคนนี้ถึงขยันมาหาที่ร้าน ซ้ำยังทำเรื่องน่าปวดหัวให้เขาบ่อยๆ


               เหมือนเช่นตอนนี้ ที่อัศวินเดินมาโปรยยิ้ม สั่งเมนูพิศดารตรงหน้าเคาท์เตอร์


               "ผมขอเอสเปรซโซ่ร้อนแบบพิเศษที่หนึ่งครับ"


               "ร้านเราไม่มีเอสเปรซโซ่ร้อนแบบพิเศษครับ"


               "มีสิครับ...พิเศษที่ว่าต้องชงด้วยรัก เสิร์ฟด้วยหัวใจ ของคุณบาริสต้านะครับ"


               โอโห!...เสี่ยวกว่านี้มีอีกไหม


               หน้าตาก็ดี แต่ทำไมถึงกล้าเล่นมุกเลี่ยนๆ แบบนี้นะ เป็นใครก็ต้องเอือมระอากันทั้งนั้น ไม่เว้นกระทั่งขุนฟ้า ซึ่งแสร้งทำเป็นหูทวนลม รับออเดอร์ด้วยเมนูปกติธรรมดาที่มีอยู่ในร้าน


               “สรุปเป็นฮอตเอสเปรซโซ่ไซต์ทอลล์หนึ่งที่นะครับ"


               "เอ๊ะ!? แล้วแบบพิเศษที่สั่งล่ะครับ" 


               ...มันยังมีหน้ามาพูดทวงอีก  ถึงใจอยากจะยึดหลัก service mind มากแค่ไหน แต่กรณีนี้เขาคงต้องขอสงวนไว้


               "วันนี้หมดแล้วครับ"


               "ว้า...เสียดายจัง"


               แววตาแพรวพราวหมองเศร้าลง เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าแกล้งทำชัดๆ


               แต่ถึงจะโดนปฏิเสธ อัศวินก็ไม่มีท่าทีสลด เดินไปนั่งตรงมุมด้านในสุดของเคาท์เตอร์บาร์ ซึ่งกลายเป็นที่นั่งประจำของร่างสูงไปเรียบร้อย


               ความจริง...ขุนฟ้าไม่ได้ห้ามหรือรู้สึกอึดอัดอะไร เพียงแค่ไม่แน่ใจว่าจะต้องทำตัวยังไงกับคนที่มีพฤติกรรมโจ่งแจ้งว่ากำลัง 'จีบ' มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชายเหมือนกัน จะไล่ไปก็ใช่ที่ ยังไงก็นับว่าเป็นลูกค้าผู้เป็นเสมือนพระเจ้าของร้าน


               และที่สำคัญ เด็กนั้นก็ไม่ได้สร้างความวุ่นวายให้ มักจะนั่งเงียบๆ เอารายงานมานั่งพิมพ์บ้าง เอาหนังสือมานั่งอ่านบ้าง แอบเนียนเอามือถือมาถ่ายรูปเขาในยามเผลอบ้าง และบางครั้งก็ทำเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงบ่อยๆ


               เพล้ง!


               เพราะมัวแต่คิดนู้นคิดนี้ด้วยความไม่ทันระวัง ระหว่างที่กำลังเก็บโต๊ะที่ลูกค้าวางทิ้งไว้ ขุนฟ้าจึงเผลอทำถ้วยกาแฟหล่นพื้นตกพื้นแตก โชคดีที่เศษแก้วไม่โดนลูกค้า ไม่งั้นได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ


               กระนั้น เขาก็หนียังไม่พ้น ถูกลูกค้าคนหนึ่งโวยวายจนได้


               "มัวนิ่งอะไรอยู่ครับ! โดนบาดไม่ใช่รึไง รีบไปทำแผลก่อนสิครับ”
           

               อัศวินมายืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ทั้งยังพูดดุด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นั่นทำให้คนบาดเจ็บรู้สึกตัวว่าตรงนิ้วชี้ของเขามีเลือดไหลซึมออกมา


               “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวผมเก็บพวกนี้ก่อน แล้วค่อยไปทำแผล”


                ขุนฟ้าไม่ได้นึกห่วงตนเอง เพราะอยากจะเก็บกวาดเศษแก้วให้เรียบร้อย จะได้ไม่เป็นอันตรายกับคนอื่นๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ยังคงดื้อดึง


                “งั้นผมจะช่วยเก็บให้ครับ”


                หนุ่มนักศึกษาก้มลงมาช่วยเขา จนต้องรีบพูดห้ามปราม


                “คุณไม่ต้องทำก็ได้ ผมจัดการเอง”


                “ไม่ครับ คุณมีแผลอยู่ จะให้ผมยืนมองเฉยๆ เหรอครับ”


                 “แต่คุณเป็นลูกค้านะ มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ”


                “ไม่เกี่ยวว่าเป็นหน้าที่ใคร แล้วผมก็ไม่เคยมองคุณเป็นแค่พนักงานร้านที่ต้องมาคอยบริการผม ดังนั้น ผมมีสิทธิเป็นห่วงคุณครับ”


                 ดวงตาของอัศวินมองตรงมาที่เขาด้วยความจริงจัง ผิดจากแววตาที่มักจะซ่อนความขี้เล่นเหมือนอย่างเคย
   

                ที่ผ่านมา...เขาวางลูกค้าไว้เหนือกว่าตนเองเสมอ เป็นบุคคลแรกที่ให้ความสำคัญก่อน เป็นบุคคลแรกที่ต้องสร้างความประทับใจโดยไม่มีข้อผิดพลาด
 

                แต่นี่นับเป็นครั้งแรก ที่มีลูกค้ามาพูดตรงๆ ว่า จุดยืนระหว่างพวกเขามีเท่าๆ กัน และเขาก็สมควรได้รับการปฏิบัติด้วย ‘ความเอาใจใส่’ เช่นเดียวกัน...
   

                สิ่งที่ตระหนักได้ทำให้สมองของขุนฟ้าหยุดนิ่งไม่รู้จะโต้ตอบอะไร ระหว่างนั้นเสียงผู้จัดการร้านก็ร้องขัด


               “พี่เอาไม้กวาดมาให้จ้ะ”
 

               พี่สนเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด ก่อนจะสังเกตเห็นหยดเลือดไหลเลอะนิ้วมือของลูกน้อง


               “เอ๊ะ ขุนโดนบาดเหรอ ไปทำแผลก่อนเถอะ ตรงนี้พี่เคลียร์ให้”


                “อ่ะ…ครับ”

   
                ร่างสูงยอมผละกายอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะรีบหายเข้าไปหลังร้าน เพื่อไปเอากล่องปฐมพยาบาล     

 
               แผลแก้วบาดไม่ได้เจ็บหนัก แต่ก็สอนเขาว่า คราวหน้าจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ทั้งยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้...
   

                 ...นอกจากจะใส่ใจลูกค้าแล้ว ก็อย่าลืมหันมาใส่ใจตัวเองด้วย
           

                  "ขอบคุณที่ช่วย"

     
                  ขุนฟ้าเดินมาหาคนที่ช่วยมอบบทเรียนให้ แต่หนุ่มนักศึกษาส่ายศีรษะไม่ให้คิดมาก ความจริงจังในแววตาก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นสีหน้าเชิงหยอกเย้าเหมือนดั่งเดิม

         
               "ถ้าเปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นแทนได้ไหมครับ"


               "อยากได้อะไรล่ะ?"


               "เอ๊ะ? ได้จริงๆ เหรอครับ" 


                คนพูดเล่นประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าหนุ่มมาดนิ่งจะยอมทำตามที่ขอ


               "รีบบอกมาก่อนผมจะเปลี่ยนใจ"


               ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้ขุนฟ้ายอมง่ายๆ อาจเพราะคำพูดที่ว่า อีกฝ่ายไม่เคยมองเขาเป็นพนักงาน เขาจึงถือว่าอัศวินเองก็ไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นเหมือนคนคุ้นหน้าที่เริ่มต้นทำความรู้จักกัน


               คู่สนทนาที่ได้ลาภลอย ก็รีบคว้าโอกาสเอ่ยชวนทันที 


               "งั้นไปดูหนังด้วยกันไหมครับ พอดีมีหนังเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจ อ่ะ...แต่มันเป็นหนังภาคต่อนะครับ ไม่รู้ว่าคุณเคยดูภาคแรกรึยัง เรื่องนี้ครับ..."


              สมาร์ทโฟนถูกหยิบขึ้นมาเปิดให้เห็นโปสเตอร์หน้าหนังฝรั่งสุดแฟนตาซีที่สร้างมาจากหนังสือชื่อดัง ซึ่งขุนฟ้าจำได้ว่าเขาเคยดูผ่านตาจากช่องทางออนไลน์ที่ซื้อลิขสิทธิ์หนังมาฉายซ้ำ


               "ผมเคยดูแล้ว"


               "ดีเลย งั้นเลิกงานแล้ว เราไปดูด้วยกันนะครับ"


               “อืม”


               ด้วยเหตุนี้ อัศวินกับขุนฟ้าจึงมาถึงโรงหนังทันซื้อตั๋วรอบดึก


               แม้จะเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีภาคต่อทำเงิน แต่เพราะเข้าฉายมาได้เกือบสองสัปดาห์แล้ว เลยทำให้คนเข้าชมค่อนข้างบางตา พวกเขาจึงสามารถจับจองที่นั่งดีๆ ตรงกลางโรง


               หากก่อนจะเข้า อัศวินกลับตรงดิ่งไปยังที่ที่หนึ่ง 

 
               "เดี๋ยวผมเลี้ยงป็อปคอร์นกับโค้กให้เองครับ"

   
               หนุ่มอายุน้อยกว่าเผยความเป็นสุภาพบุรุษ เลือกสั่งเซ็ทคอมโบชุดใหญ่ที่กินพร้อมกันได้สองคน


               "ผมซื้อมาทั้งรสชีสกับรสหวานผสมกันเลย จะได้กินไม่เบื่อ"


               ป็อปคอร์นรสไหนขุนฟ้าก็ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนคนซื้อจะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อาจเรียกว่าเป็นธรรมเนียมเฉพาะตัวของอัศวินก็ได้ รวมทั้งเรื่องเวลาของการเข้าโรง เพราะแม้จะเหลืออีกสิบนาทีก่อนหนังเริ่ม แต่อัศวินก็เดินนำหน้าไปก่อน


               "เราเข้าโรงกันเลยไหมครับ พอดีผมชอบดูหนังตัวอย่าง จะได้เห็นหนังใหม่ๆ ด้วย"


               ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากพวกเขาเข้ามานั่งเรียบร้อยแล้ว ขุนฟ้าก็ได้ยินเสียงกระซิบจากคนข้างๆ


               "เออ...ผมขอตั๋วหนังของคุณหน่อยได้ไหมครับ"


               "จะเอาไปทำไม"


               "...อยากเก็บเป็นที่ระลึกสำหรับเดทแรกน่ะครับ"


               อัศวินพึมพำด้วยเสียงที่เบากว่าเดิม ซ้ำยังมาในจังหวะพอดีกับที่มีเสียงยิงปืนของหนังแอ็คชั่นดังสนั่นจึงทำให้แทบไม่ได้ยิน


               "ฮะ!? เมื่อกี๊ว่าไงนะ?"


               "เออ...ผมเป็นคนชอบสะสมตั๋วหนังครับ"


               ขุนฟ้าไม่รู้ว่าคำตอบถูกเปลี่ยนกะทันหัน เลยให้ตั๋วหนังไปโดยไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร


               หลังจากนั้น พวกเขาก็ตั้งสมาธิดูภาพยนตร์บนจอยักษ์ หากเนื้อเรื่องดำเนินไปได้เพียงแค่สิบนาที อยู่ๆ ก็มีถังข้าวโพดคั่วยื่นมาตรงหน้า


               "เอาป็อปคอร์นไหมครับ"


               ด้วยความที่ตรงมายังโรงหนังเลย ทำให้บาริสต้าหนุ่มไม่ได้ทานอะไรเป็นมื้อเย็นมาก่อน กว่าหนังจะฉายจบก็กินเวลาอีกเป็นชั่วโมง มีป็อปคอร์นรองท้องไว้ก็ดีเหมือนกัน


               คนรับน้ำใจเลยล้วงมือไปหยิบป็อปคอร์นมากินบ้าง แต่อาจเพราะความมืด จึงทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายก็ล้วงมือไปยังถังป็อปคอร์นพร้อมๆ กัน


               "อ่ะ!"


              ขุนฟ้าชะงัก ถอนมือกลับอัตโนมัติ หากอัศวินยังคงปฏิบัติตัวเป็นปกติ แถมยังบริการยื่นแก้วโค้กมาให้


               "น้ำครับ"


               "ขอบคุณ"


               ขุนฟ้ารับโค้กมาดูดแก้เก้อ เออ...จะว่าไป...ใช้หลอดเดียวกันแบบนี้ มันก็เหมือน 'จูบทางอ้อม' เลยไม่ใช่รึไง


               ...จะเป็นความจงใจของคนซื้อ หรือ เป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ไม่แน่ใจ แต่เขาพยายามสั่งให้ตัวเองไม่คิดมาก แล้วหันกลับไปตั้งสมาธิดูหนังต่อ

   
            ฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี เป็นฉากที่กลุ่มพระเอกกำลังหลบมังกรพ่นไฟตัวใหญ่ยักษ์ ดวงตาคมจดจ่อลุ้นระทึกไปกับหนัง ขณะที่มือขวาก็เผลอล้วงป็อปคอร์นมากินต่อ แต่ดันเป็นจังหวะเดียวกับที่อัศวินล้วงมือมาในถังพร้อมกันอีกครั้ง


                 "อ่ะ!"


                 ขุนฟ้ากำลังจะถอนมือกลับอย่างเช่นที่เคยทำ กระนั้น มือของอีกฝ่ายกลับคว้ามือของเขาไว้ในทันที มิหนำซ้ำยังประสานนิ้วล็อกไว้แน่นชนิดไม่ให้ดึงหนี จนคนตกใจต้องพูดดุ


                  "ปล่อย!"


                 "ชู่ว...อยู่ในโรงต้องเงียบๆ นะครับ"


                  …ไอ้เด็กนี่!


                 ลืมไปเลยว่า อัศวินมีสกิลการ 'จีบ' ที่ต่างจากชาวบ้านชาวช่องขนาดไหน นอกจากจะไม่ยอมปล่อยแล้ว ยังเนียนจับมือเขาไว้ในถังป็อปคอร์นอยู่อย่างนั้น

   
                ในโรงหนังมันมืด คงไม่มีใครมองเห็นการกระทำของพวกเขาสองคน ทว่า ต่อให้รู้ทั้งรู้ ขุนฟ้าก็ยังเลิ่กลั่ก เสียสมาธิในการดูหนังไปโดยสมบูรณ์แบบ


               มือข้างขวาที่มีนิ้วชี้ติดพลาสเตอร์ของเขาถูกตรึงไว้นาน จนกระทั่งภาพยนตร์จบขึ้นเอ็นเครดิต ถึงได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ 

         
                 ไฟในโรงกลับมาสว่างอีกครั้ง ผู้ชมเริ่มทยอยกันเดินออก ขุนฟ้ารีบผุดลุกขึ้น ส่วนอัศวินก็ยังพูดคุยถึงเนื้อหาในหนังอย่างออกรส ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้แอบทำเรื่องผิดศีลธรรมอะไร


               "อยากดูภาค 3 ต่อเร็วๆ จังเลยนะครับ แต่ข่าวบอกว่าต้องรอภาคใหม่อีกตั้งสองปี งั้นไว้คราวหน้าเรามาดูด้วยกันนะครับ"


               "ผมไม่ดูหรอก" ขุนฟ้าปฏิเสธเด็ดขาด


               "อ้าว...ทำไมล่ะครับหรือว่าหนังไม่สนุก?"


               "อืม...ไม่สนุก"


               ใครจะอยากไปดูภาค 3 ต่อกัน ในเมื่อภาค 2 เขายังดูไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ทั้งฝ่ามือก็ยังชุ่มเหงื่อไปหมด แผลที่นิ้วชี้ก็ร้อนผ่าวขึ้นมา แถมหัวใจก็เต้นโครมครามไม่หยุด


              ขุนฟ้ารู้สึกว่าตนดูหนังไม่คุ้มค่าตั๋วที่จ่ายไปอย่างยิ่ง พร้อมทั้งเปลี่ยนสถานะในใจให้อีกฝ่าย


            ...อัศวินไม่ใช่ทั้งลูกค้า คนคุ้นหน้า หรือเด็กนักศึกษาที่มีสกิลการจีบพิลึก แต่เป็น ‘วายร้ายจอมฉวยโอกาส’ และเขาสาบานกับตัวเองในใจว่า จะไม่มาดูหนังกับคนคนนี้อีกเป็นอันขาด!




-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue


ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 8 : คุณผู้ช่วยเหลือ

 

               อัศวินตั้งใจจะหางานทำ


               ตลอดสองสัปดาห์ที่ความจำเสื่อม เขาตระหนักได้แล้วว่า ความทรงจำของตัวเองคงไม่สามารถย้อนกลับคืนมาง่ายๆ


               ความจริง ตอนนี้เขาไม่ได้ลำบากเรื่องเงินทองอะไร เพราะบัญชีธนาคารที่อัศวินคนเก่าเก็บสะสมเงินเอาไว้ ยังพอมีให้ใช้จ่ายสบายๆ อยู่บ้าง แต่ขืนใช้ไปเรื่อยๆ โดยไม่หามาเพิ่มเติม สักวันทรัพย์สินก็คงร่อยหรอจนหมด

       
              แน่นอน เขาไม่อยากให้ขุนฟ้ามาเลี้ยงตัวเอง เพราะอีกฝ่ายก็มีภาระเรื่องร้านกาแฟที่ต้องรับผิดชอบ ถึงจะอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านแบบไม่เสียค่าเช่า เขาก็ไม่อยากนั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายอะไรเลย

   
              ด้วยเหตุนี้  อัศวินจึงจำเป็นต้องหางานอย่างเร่งด่วน

     
              หากชายหนุ่มต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลวง นั่นก็คือ...เขาไม่สามารถกลับไปทำอาชีพทนายความอย่างเดิมได้อีกต่อไปแล้ว


               แม้จะมีใบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ และใบอนุญาตการเป็นทนายความเป็นเครื่องการันตี หากความรู้ความสามารถของเขากลับสิ้นสุดอยู่แค่นักศึกษาชั้นปีที่สาม


               ...ถึงจะเอาคุณวุฒิเหล่านี้ไปหลอกคนอื่น แต่สุดท้ายก็หลอกตัวเองไม่ได้อยู่ดี


               อัศวินจึงต้องตัดใจ ลาออกจากตำแหน่งเก่า โดยขุนฟ้าเป็นผู้ดำเนินการให้


               "ผมโทรไปอธิบายกับที่ทำงานคุณแล้ว พวกเขาเข้าใจ แล้วก็บอกด้วยว่า ถึงจะจำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าว่างๆ ก็อยากให้แวะมาหาบ้าง"


               ดูเหมือนว่า...ทนายความอัศวินจะได้เพื่อนร่วมงานที่ดีไม่น้อย


               นั่นยิ่งทำให้ตัวเขาในปัจจุปันรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆ เพราะนอกจากจะสูญเสียงานที่ทำแล้ว ความฝันในการเป็นผู้พิพากษาของตนก็ยังต้องถูกปิดฉากลงด้วย



                ขุนฟ้าคงคาดเดาความรู้สึกของเขาได้ จึงนั่งลงบนโซฟาข้างๆ พลางพูดเปรย


               "หรือคุณอยากจะกลับไปทำงานแบบเดิมไหม หนังสือเกี่ยวกับกฏหมายของคุณมีเก็บไว้ในเต็มตู้ ถ้าค่อยๆ ไล่อ่านก็น่าจะทำความเข้าใจได้"


               อัศวินส่ายศีรษะ


               "จะให้เรียนรู้ด้วยตัวเองคนเดียวคงยากเกินไปน่ะครับ สิ่งสำคัญที่ผมทำหายไปคือประสบการณ์ต่างหาก ของแบบนั้นต้องใช้เวลาสะสม แล้วก็ไม่รู้อีกนานเท่าไรผมถึงจะกลับมาเก่งเท่าเดิม”


               เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ กระนั้น ขุนฟ้าก็ยังรู้สึกเป็นห่วง


               "แต่คุณอยากเป็นผู้พิพากษามาตลอดไม่ใช่เหรอ"


               "ครับ ถึงจะเสียดาย แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งผมก็ได้ทำตามความฝันแล้ว การที่ผมความจำเสื่อมก็เหมือนได้มีโอกาสใช้ชีวิตใหม่ ต่อจากนี้ก็คงต้องหาความฝันใหม่ยึดเป็นเป้าหมายต่อไป"


               อัศวินเชื่อว่า ถ้าเขาไม่ได้รับอุบัติเหตุเฉียดตายมา ก็คงยังดื้อดึงอยากไล่ตามความฝันเดิมของตัวเองต่อ แต่เพราะรับรู้แล้วว่า ชีวิตหนึ่งช่างแสนสั้น หากมัวยึดติดอยู่กับอดีต ก็คงไม่มีวันเดินไปข้างหน้า


               ...เหมือนกับตอนที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตนเองมีแฟนเป็นผู้ชาย ถ้ามัวแต่ถือทิฐิ ไม่ยอมเปิดใจ เขาก็คงไม่รู้ว่า ภายใต้หน้าตาโหดๆ มาดนิ่งๆ กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นห่วงใย เช่นเดียวกับตอนนี้ ที่ขุนฟ้าพูดให้กำลังใจเขา


               "ถ้าคุณปล่อยวางได้ก็ดีแล้ว ต่อให้คุณจะเลือกความฝันแบบไหน ผมก็จะคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ คุณเอง"


               อัศวินนิ่งชะงักไปหลังได้ยินประโยคนั้น ก่อนจะพูดขึ้นมาราวกับตัดสินใจได้


               "ผมคิดว่าตัวเองได้ความฝันใหม่ที่อยากเป็นแล้วล่ะครับ"


               "เอ๊ะ!? จริงเหรอ? คุณอยากเป็นอะไรล่ะ ผมจะได้ช่วยคุณหาข้อมูลสมัครงานให้" 


               ขุนฟ้าถามอย่างกระตือรือร้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเลือกอาชีพใหม่ของตัวเองได้รวดเร็วขนาดนี้  จึงตั้งใจฟังคนความจำเสื่อมยืดอด เอ่ยเป้าหมายของตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


               "...ผมอยากเป็นแฟนที่ดีของคุณครับ!..."


               สิ่งที่อัศวินนึกออกเพียงอย่างเดียว ก็คือ เขาอยากใช้ชีวิตทุกวันไปกับขุนฟ้า อยากจะเป็นที่พึ่ง อยากเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เหมือนที่ขุนฟ้าทำให้เขา 


               ทว่า ความฝันที่ประกาศชัดเจน กลับถูกเจ้าตัวประท้วงยกใหญ่


               "นั่นไม่ได้เรียกว่าเป็นอาชีพซะหน่อย!"


               "แต่ไหนคุณบอกว่าจะสนับสนุนผมไงครับ งั้นก็ช่วยทำให้ผมได้เป็นแฟนที่ดีของคุณด้วยเถอะนะครับ"


               อัศวินขอร้อง หากยังไม่ทันยื่นเรซูเม่สมัครงาน เขาก็ถูกขุนฟ้าไล่ออกเรียบร้อยด้วยการโวยวายดังลั่น


               "ไปหางานอื่นทำซะ!"


               ...แล้วอาชีพที่สองของทนายความอัศวินก็ล่มลงง่ายๆ ด้วยประการฉะนี้

                         





               ตลอดช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา อัศวินจึงใช้เวลานั่งในร้านคาเฟอีน ไล่เสิร์ธหาเว็บไซต์สมัครงาน


              เพราะตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้า โดยไม่ยึดติดกับความฝันในอดีต เขาเลยพยายามค้นหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเอง แรกเริ่มเดิมทีก็คิดจะสุ่มๆ เลือกงานแบบไม่เรื่องมาก หากไปๆ มาๆ เขากลับค้นพบว่า เกณฑ์การสมัครนั้นยุ่งยากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการหางานในต่างจังหวัด ที่ไม่ได้มีการเปิดกว้างมากเท่าตัวเมืองใหญ่


               บางอาชีพก็รับเฉพาะคนจบตรงสาขา บางอาชีพก็ต้องการผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญไม่ต่ำกว่าสองปี บางอาชีพสถานที่ทำงานก็อยู่ไกลเกินไป และบางอาชีพเวลาเข้าออกงานก็ไม่ตรงกับขุนฟ้า...ซึ่งข้อหลังนี้ เป็นสิ่งที่อัศวินนำมาพิจารณามากที่สุด


               ถึงจะหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่ปัจจัยสำคัญที่เขาคำนึงถึงก็คือ...คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน


               ยิ่งทำความทรงจำที่มีร่วมกับอีกฝ่ายหายไปหมด เขาก็ยิ่งอยากใช้เวลาศึกษากันและกันให้มากขึ้น ขืนเลือกงานที่คนหนึ่งกลับเช้า คนหนึ่งกลับเย็น อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ที่เหินห่างอยู่แล้ว ไกลกว่าเดิมเข้าไปอีก ดังนั้น อย่างน้อยๆ จึงอยากเลือกงานที่สะดวกต่อทั้งตัวเองและขุนฟ้าด้วย


               ทว่า การเพิ่มเงื่อนไขนี้ลงไปกลับกลายเป็นการเพิ่มอุปสรรค อัศวินไถหน้าจอสมาร์ทโฟนอ่านจนตาแฉะก็ยังไม่พบงานที่ดูจะเข้าท่า


               ...หรืองานเดียวที่เขาพอจะทำได้ คงต้องขอเป็นลูกมือช่วยคุณบาริสต้าในร้านคาเฟอีนแล้วล่ะมั้ง? ทั้งได้เข้าออกงานพร้อมกัน และยังได้ใกล้ชิดขุนฟ้าตลอดด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมรับรึเปล่าเนี่ยสิ


               "ถ้าผมขอสมัครเป็นผู้ช่วยที่ร้านนี้จะได้รึเปล่าครับ"


               "ไม่ได้!"

       
               ...นั่นไง ถูกปฏิเสธตามที่คิดไว้เป๊ะ!

  
               "แต่เห็นคุณทำอยู่คนเดียวคงเหนื่อย น่าจะมีคนมาช่วยนะครับ"


               "ผมทำไหว"


               ...ถูกปฏิเสธซ้ำสองอีกรอบ ทำไมเขาถึงดันเลือกมีแฟนที่แข็งแกร่งไม่ขอพึ่งพาใครกันนะ


               อัศวินได้แต่ก้มหน้าน้ำตาตกใน หากไม่รู้เพราะความสงสารหรือเห็นใจ อยู่ๆ ขุนฟ้าก็เปลี่ยนท่าที เรียกใช้งานคนว่าง


               "ถ้าอยากหาอะไรทำ งั้นช่วยเอากาแฟไปส่งลูกค้าหน่อยสิ"


               "เอ๊ะ!? เอากาแฟไปส่งเหรอครับ"  อัศวินแปลกใจ เพิ่งรู้ว่าที่ร้านคาเฟอีนมีบริการเดลิเวอรี่ด้วย


              ขุนฟ้ายื่นแก้วกาแฟที่ใส่ถุงกระดาษของร้านมาให้พร้อมออเดอร์


               "พอดีลูกค้าโทรสั่งผมมาน่ะ เลี้ยวซ้ายไปไม่ไกล มีร้านดอกไม้อยู่ เอาคาปูชิโน่ไปให้คุณป้าเจ้าของร้านนะ"


               "ได้ครับ"


                คนที่พร้อมจะเป็นผู้ช่วยรีบรับกาแฟไปด้วยความกระตือรือร้น ถึงแม้จะเป็นการส่งของเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ถือว่ามันเป็นงานงานหนึ่งเหมือนกัน


               อัศวินออกจากร้านคาเฟอีน เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าเดินไปสามร้อยเมตร เพียงไม่นานก็เห็นร้าน  'Jasmine Flower' ร้านดอกไม้เล็กๆ ตกแต่งด้วยโทนสีเขียวดูสดชื่นสบายตา ด้านหน้าร้านมีกระถางใส่ต้นไม้ดอกไม้หลายพันธุ์จัดวางไว้เพิ่มความสวยงาม และยังให้ลูกค้าสามารถซื้อกลับไปปลูกที่บ้านได้ด้วย


               ชายหนุ่มเลื่อนประตูกระจกเข้าไปด้านใน พร้อมกับเอ่ยคำทักทาย


               "สวัสดีครับ ผมเอาคาปูชิโน่จากร้านคาเฟอีนมาส่งครับ"


               "สวัสดีจ้ะ" และอัศวินก็เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาส่งรอยยิ้มกลับมา


               เจ้าของร้านดอกไม้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคุณป้าลูกค้าประจำ ซึ่งวันนั้นทักเขาตอนที่ไปช่วยงานหลังเคาท์เตอร์ และรู้เรื่องที่เขากับขุนฟ้าเป็นแฟนกันนั่นเอง


               "ขอบใจนะจ๊ะที่มาส่ง ป้าเจ็บขาเลยเดินไปที่นู้นไม่ค่อยไหว"


               คุณป้าอธิบาย พลางชี้ให้ดูข้อเท้าข้างขวาซึ่งถูกพันผ้ายืดเอาไว้ ก่อนจะเล่าต่อว่า ดันไปสะดุดหกล้มข้อเท้าพลิก เลยทำให้เดินเหินไม่ค่อยสะดวก แต่ด้วยความเป็นคนติดกาแฟ ยังไงก็ขาดไม่ได้ จึงโทรไหว้วานขุนฟ้าให้เอากาแฟมาส่ง


               "เออ ไหนๆ แล้วป้าวานอีกอย่างหนึ่งสิ ช่วยหยิบกุหลาบสีชมพูตรงหน้าร้านมาให้สักสิบดอกได้ไหมจ้ะ ลูกค้าสั่งไว้ ป้าจะเอามาจัดเข้าช่อ"


               "ไม่มีปัญหาครับ" อัศวินเต็มใจอาสาช่วย


               ดอกกุหลาบสีชมพูบานสวยถูกเสียบไว้ในกระถางด้านหน้าร้าน หากสายตาของเขากลับสังเกตเห็นใบประกาศรับสมัครงานที่ติดอยู่ตรงกระจกเหนือบริเวณกระถางกุหลาบพอดี ครั้นกลับเข้ามาในร้าน ชายหนุ่มก็รีบสอบถามรายละเอียด


               "คุณป้าหาพนักงานขายดอกไม้อยู่เหรอครับ"


               "ใช่จ้ะ จริงๆ ก็หามาสักพักแล้วล่ะ อายุปูนนี้ทำอยู่คนเดียวก็ไม่ค่อยไหว ยิ่งขามาเจ็บแบบนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งอยากได้คนมาช่วย"


               "งั้นผมขอทำงานที่นี่ได้ไหมครับ!"


               อัศวินพูดโพล่งออกไปทันที


               เขาคิดว่าร้านดอกไม้นี้ตรงตามเงื่อนไขที่กำลังตามหา ทั้งอยู่ใกล้ร้านกาแฟของขุนฟ้า เวลาเปิดปิดก็เท่าๆ กัน ขาดอย่างเดียวคือ เขาไม่รู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติครบรึเปล่า อยู่ๆ ก็มาขอสมัครเอาดื้อๆ แบบนี้ อาจทำให้คุณป้าตกใจก็ได้ คิดแล้วก็รีบก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อม


               "เออ...ถึงผมไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับดอกไม้มาก่อน แต่ก็จะพยายามตั้งใจเรียนรู้งานให้ได้มากที่สุด ยังไงก็รบกวนช่วยพิจารณาด้วยนะครับ"


               ทว่า นอกจากคุณป้าจะไม่ตกใจแล้ว ยังพูดในเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงออกมาด้วย


               "แหม...ดูตั้งใจจริงเหมือนที่แฟนบอกไว้เลยเนอะ...ได้สิจ้ะ มาเริ่มงานวันพรุ่งนี้ได้เลย"


               เป็นการรับคนเข้าทำงานด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังมีสิ่งที่อัศวินนึกสะกิดใจ


               แต่ในเมื่อมีผู้ว่าจ้างแล้ว คนว่างงานก็ยินดี เขาพูดคุยถึงเนื้อหางานกับ 'คุณป้ามะลิ' ซึ่งแนะนำตัวทำความรู้จักกันเรียบร้อยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะขอตัวลาไปพร้อมกับตำแหน่งพนักงานขายประจำร้าน Jasmine Flower ที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้


               พอกลับมาถึงร้านคาเฟอีน อัศวินก็รีบแจ้งข่าวดีให้กับขุนฟ้าทันที


               "ผมได้งานทำแล้วนะครับ เป็นงานที่ร้านดอกไม้"


               "งั้นเหรอ..." น้ำเสียงของอีกฝ่ายเหมือนจะร่วมยินดีไปด้วย แต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความกระวนกระวายแบบปิดไม่มิด  "...แล้วคุณโอเครึเปล่า?"


               "โอเคสิครับ ขอบคุณมากนะครับ"


               "ขอบคุณทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย"


              ขุนฟ้าทำเป็นง่วนอยู่กับการเช็ดแก้วกาแฟ โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง ช่างเป็นการโกหกที่ไม่แนบเนียนจนใครก็สามารถจับพิรุธได้    


               ...ไม่ใช่เขาคนเดียวสินะที่พยายามหางานที่ทำอยู่ใกล้ๆ กัน 


               ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้เป็นลูกมือในร้านคาเฟอีน แต่สถานที่ทำงานระหว่างพวกเขามีระยะห่างแค่สามร้อยเมตร ก็นับว่าใกล้มากเพียงพอแล้ว


               อัศวินจึงสัญญากับตัวเองด้วยความมุ่งมั่น


               ...วันพรุ่งนี้เขาจะตั้งใจทำงานใหม่อย่างเต็มที่ ไม่ให้คนที่แอบช่วยเหลือเขาอย่างลับๆ ต้องเสียแรงเปล่าแน่นอน

           


------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue



ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 9 : คุณผู้เป็นกำลังใจ




              อัศวินตื่นเช้าด้วยความรู้สึกประหม่ากว่าปกติ


              วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะเริ่มต้นทำงานอย่างเต็มตัว ถึงแม้อัศวินคนเก่าจะผ่านงานทนายความมาอย่างโชกโชน แต่สำหรับเขาคนปัจจุบัน ยังไม่เคยมีประสบการณ์ถูกจ้างจากใครมาก่อน


               สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาขยันอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงินทอง


               ด้วยความที่พ่อแม่หย่าขาดจากกัน ตั้งแต่เรียนจบมัธยม แม่แต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่ประเทศนอร์เวย์ ส่วนพ่อก็มีครอบครัวใหม่แล้วเช่นกัน ทั้งสองคนจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เขาอย่างเต็มที่ นัยว่าเพื่อทดแทนในส่วนที่ตนเองไม่สามารถทำหน้าที่พ่อและแม่ให้ได้


               นานๆ ที อัศวินจะได้รับการติดต่อถามไถ่สารทุกช์สุขดิบกับทั้งสอง ไม่แน่ว่า เรื่องเขาประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม พวกท่านอาจจะยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ กระนั้น อัศวินก็ตั้งใจ อยากจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องรบกวนพึ่งพาพ่อกับแม่อีก


               แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นเด็กก็ยังหลงเหลือซุกซ่อนอยู่ในตัว ยิ่งโดยเฉพาะ เมื่อความทรงจำของตัวเองหยุดอยู่แค่นักศึกษา ผู้ไม่เคยผ่านแม้กระทั่งการฝึกงานใดๆ เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น  ถึงขนาดแค่การเลือกชุดมาใส่ง่ายๆ ก็ใช้เวลาลังเลอยู่นาน จนกระทั่งขุนฟ้าต้องเอ่ยทัก


               "ทำไมไม่รีบแต่งตัวอีกล่ะ"


               "เออ...ผมไม่รู้ว่าจะใส่ชุดไหนดีน่ะครับ"


               เมื่อวานเขาก็ดันลืมถามคุณป้ามะลิมาด้วยว่า ยูนิฟอร์มของพนักงานร้านขายดอกไม้ต้องแต่งตัวแบบไหน จะใส่เสื้อยืดก็กลัวไม่สุภาพ จะผูกเน็กไทใส่กางเกงแสล็กก็ดูเป็นหนุ่มออฟฟิศมากเกินไป สุดท้ายก็เลยสับสนเลือกไม่ถูก


               ขุนฟ้าถอนหายใจระอา จำต้องออกโรงมาช่วยคนกังวลอย่างเสียไม่ได้


               "เอานี่ไป"


               เสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงยีนต์สีดำถูกส่งมาให้ พอพับแขนเสื้อให้ขึ้นถึงข้อศอก สภาพของอัศวินก็ไม่ต่างจากการย้อนวัยกลับเป็นเด็กนักศึกษาอีกครั้ง  ซ้ำยังโดนขุนฟ้าเรียกอบรมเข้าไปอีกยก


               "จะแต่งยังไงก็ได้ ขอให้ถูกกาละเทศะก็พอ ที่สำคัญ ทำงานวันแรกอย่าไปสาย"


               คำว่ากล่าวตักเตือนนั้นถูกต้องอย่างที่สุด ทำเอาอัศวินที่มัวแต่คิดนู้นคิดนี้ต้องก้มหน้ารับคำจ๋อยๆ


               "เข้าใจแล้วครับ"


               ...ยังไม่ทันได้เริ่มงานเลยแท้ๆ ก็ดันแสดงความไม่ได้เรื่องของตัวเองออกมาเสียแล้ว แบบนี้เขาจะไหวไหมนะ 


               หากไม่มีเวลาให้มัวท้อแท้ใจ เพราะถูกเร่งตามมาจากหน้าประตูห้อง


               “รีบไปได้แล้ว”
   

               อัศวินจึงต้องรีบก้าวเท้าลงบันไดมาข้างล่าง เขาสวมรองเท้าผ้าใบง่ายๆ ก่อนจะหันมาร้องบอก
           

               "งั้นผมไปแล้วนะครับ"
         

                ชายหนุ่มเปิดประตูร้านคาเฟอีนออกไปบนถนน เดินไปเพียงไม่กี่ก้าว เสียงจากด้านหลังก็ทำให้เขาหยุดชะงัก


               "วิน..."


               ไม่บ่อยนักที่จะได้ยินขุนฟ้าเรียกชื่อ ร่างสูงหมุนตัวกลับมาเห็นอีกฝ่ายยังคงเปิดประตูกระจกร้านค้างไว้  นึกสงสัยว่าตัวเองอาจลืมอะไรไว้รึเปล่า


               "ครับ"


               แต่สิ่งที่เขาได้รับ กลับเป็นคำอวยพรสั้นๆ


               "...สู้ๆ นะ"


               แล้วขุนฟ้าก็ดึงประตูปิดฉับ ก่อนหายเข้าไปในร้าน ปล่อยให้อัศวินยืนมองอยู่อย่างนั้น


               ...น่าแปลกที่ความประหม่าของเขาหายวับไปจนหมดเกลี้ยง ทั้งยังรู้สึกถึงกำลังใจเพิ่มพูนขึ้นมาเต็มร้อย อย่าว่าแต่ให้ไปเป็นพนักงานร้านขายดอกไม้เลย ต่อให้ไปฆ่าหมีด้วยมือเปล่า ตอนนี้เขาก็ทำได้


                  ถ้อยคำไม่กี่คำ เป็นเสมือนพลังเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา ไม่ว่าข้างหน้าจะเจอกับงานอะไร เขาก็จะพยายามสู้ เหมือนที่ขุนฟ้ามอบคำอวยพรไว้ให้


                  อัศวินคิดเช่นนั้น ก่อนจะเดินไปยังร้านดอกไม้ไปด้วยความรู้สึกชื่นมื่น เพื่อเริ่มต้นงานแรกของตัวเอง


                แม้อัศวินจะสมัครเข้ามาในตำแหน่งพนักงานขาย แต่โดยหน้าที่หลักๆ แล้ว เขาก็ได้รับงานจิปาถะทั่วๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น จัดวางเรียงกระถางต้นไม้หน้าร้าน, ปีนขึ้นไปเช็ดฝุ่นบนชั้นสูงๆ, คอยพรมน้ำดูแลดอกไม้, เตรียมกระดาษและริบบิ้นไว้สำหรับให้คุณป้ามะลิจัดเข้าช่อ


               ถึงงานส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ใช้แรงกาย ดูไม่สมศักดิ์ศรีใบปริญญาคณะนิติศาสตร์ แต่อัศวินไม่ได้ถือตัวอะไร ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกเพลินตาเพลินใจที่ได้ทำงานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของต้นไม้ดอกไม้ ทั้งยังสนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ


               "เดี๋ยวป้าจะสอนจัดดอกไม้ให้นะ แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องรู้จักชื่อชนิดของดอกไม้ต่างๆ ให้ถูกก่อน"

   
              คุณป้ามะลิสอนพนักงานด้วยความใจเย็น ไม่ต่างจากคุณครูสอนลูกศิษย์ 


                หลังจากนั้น อัศวินจึงรู้ว่า 'ดอกกุหลาบ' ที่เขาเคยเห็น ความจริงมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแตกต่างกันทั้งขนาดรูปทรงและกลิ่น


               ...ถ้าอยากจัดช่อดอกกุหลาบให้หอมต้องใช้พันธุ์ Bishop's Castle ส่วนดอกกุหลาบมอญถึงกลิ่นจะแรง แต่ก็เหี่ยวเร็ว แล้วยังมีดอกกุหลาบชื่อเหมือนแบรนด์ดัง Christian Dior เป็นดอกกุหลาบสีแดงสดสวย หนามน้อย จึงเป็นที่นิยม


               นอกจากนี้แล้ว ภาษาของดอกไม้แต่ละชนิดก็เป็นสิ่งที่ควรจดจำไว้เช่นกัน


               ...ดอกไอวี่ หมายถึง ความซื่อสัตย์มั่นคงในรัก ดอกลิลลี่ สื่อถึงความรักแสนบริสุทธิ์ ดอกทิวลิป คือการตกบ่วงรักอย่างหัวปักหัวปำ


                "ส่วนดอกไม้สีฟ้าเล็กๆ ตรงนั้นเรียกว่าดอก Forget me not ความหมายของภาษาดอกไม้ก็คือ โปรดอย่าลืมฉัน"


               ทั้งยังแถมตำนานจากฝรั่งเศสให้ฟังด้วยว่า...


               ...ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ในสมัยของอัศวินเสื้อเกราะและนางใน อัศวินผู้กล้าหาญได้เดินชมจันทร์กับสาวงามนางหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ยอดหญิงของอัศวินได้มองเห็นดอกไม้เล็กๆ ขึ้นอยู่ริมตลิ่ง เธอวิงวอนให้เขาลงไปเก็บให้ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมเก็บดอกไม้ก็พลันลื่นไถลลงไปในแม่น้ำ เสื้อเกราะที่หนักทำให้เขาไม่สามารถว่ายน้ำได้ แต่ก่อนที่เขาจะจมหายไปในกระแสธาร เขาโยนดอกไม้ให้หญิงคนรัก และร้องตะโกนว่า 'Ne m'oubliez pas'  ...อย่าลืมฉัน ดอกไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อว่า 'Forget me not '


               ...อย่าลืมฉัน


               ช่างเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับตัวเขาที่ความทรงจำเสื่อมเสียจริงๆ  ไม่สิ...ถ้าจะให้พูดแล้วคงเหมาะกับขุนฟ้ามากกว่า


               ...คนที่เคยรักกัน แต่ถูกอีกฝ่ายลืมไปจนหมดสิ้น จะรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ


               เป็นคำถามที่อัศวินไม่กล้าถามออกไป ทว่าราวกับพระเจ้าเล่นตลก อยู่ๆ คนที่นึกถึงก็มาปรากฏตัวตรงหน้าร้าน


               "สวัสดีครับ"


               ขุนฟ้าที่เพิ่งแยกจากกันแค่สองสามชั่วโมงเปิดประตูเข้ามาพร้อมคำทัก แต่เจ้าตัวไม่ได้มาในฐานะลูกค้า


               "ผมเอากาแฟมาให้คุณป้าน่ะ"


               บาริสต้าที่วันนี้ไม่มีลูกมือช่วย คงจะปิดร้านเอาไว้ชั่วคราว แล้วก็ลงทุนเดินมาส่งให้ถึงที่ อัศวินจึงรีบพูดด้วยความเป็นห่วง


               "ทีหลังบอกผมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเดินไปเอาเอง"


               "ไม่เป็นไร" 


                แต่เจ้าของร้านคาเฟอีนยังคงยึดมั่นในคติเอาใจใส่ลูกค้า เลยมองว่าไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร ร่างสูงยื่นแก้วคาปูชิโน่ที่ชงเสร็จใหม่ๆ มาเสิร์ฟให้คุณป้ามะลิผู้เดินเหินไม่สะดวก ซึ่งหญิงสูงวัยก็ขอบอกขอบใจ ทั้งยังเอ่ยรับปาก


               "ไม่ต้องห่วงแฟนนะ เดี๋ยวป้าจะคอยดูแลให้เอง"


               "ผมไม่ได้ห่วงครับ! เชิญใช้งานเต็มที่ได้เลย"


               ขุนฟ้ารีบแย้งทันควัน ด้วยกลัวว่าคุณป้าจะเข้าใจผิด ก่อนจะรีบขอตัวลา


               "งั้นผมกลับก่อนนะครับ"


               บาริสต้าหนุ่มเปิดประตูออกไปแล้ว แต่อัศวินกลับรีบพลุนพลันบอกนายจ้าง


               "คุณป้าครับ เดี๋ยวผมมาจ่ายให้ทีหลังนะครับ"


               แล้วเขาก็วิ่งตามออกไปทันเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตาเดินอยู่เบื้องหน้า


               "เดี๋ยวก่อนครับ!"


               คนถูกเรียกหันกลับมามองพนักงานขายดอกไม้ที่ทิ้งร้านมาด้วยความแปลกใจ


               "มีอะไร?"


               "รับไว้นะครับ"


               อัศวินยื่นดอกไม้ดอกหนึ่งไปให้ขุนฟ้า


               ...ไม่ใช่ทั้งดอกกุหลาบ หรือ ดอกฟอร์เก็ตมีนอท แต่เป็นดอกกล้วยไม้สีขาว ซึ่งเบ่งบานอย่างอ่อนโยนสวยงาม


               ถึงแม้คนมาดโหดจะยอมรับดอกไม้ที่ไม่เหมาะกับตัวเองไว้ หากก็ยังถามด้วยความสงสัย


               "เอามาให้ผมทำไม"


               "รู้ภาษาดอกไม้ของกล้วยไม้รึเปล่าครับ"


               "จะไปรู้ได้ยังไง"


               "งั้นจำไว้อย่าลืมนะครับ”


               ชายหนุ่มบอกกับอีกฝ่าย เหมือนในตำนานที่อัศวินบอกกับคนรักก่อนจะจมน้ำหายไป


               เขาไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดของขุนฟ้าก็จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาสามารถทำได้ในตอนนี้ ซึ่งก็คงเหมือนที่ขุนฟ้ารู้สึกต่อเขาเช่นเดียวกัน


                มันถูกรวบรวมแทนใจไว้ในภาษาของดอกกล้วยไม้




               "...ผมไม่อาจห้ามใจให้คิดถึงคุณได้เลย..."


         

                 “…”


                ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา คล้ายคนฟังจะช็อกกะทันหันที่ได้ยินคำพูดหวานหยด ราวกับถ้อยความสารภาพรักจากในนิยาย


                กว่าขุนฟ้าจะควานหาเสียงตัวเองได้ก็ใช้เวลาหลายวินาที พร้อมๆ กับที่ใบหน้าคมคายเปลี่ยนเป็นสีเข้ม    

 
               "อย่ามาทำเป็นพูดเล่น! รีบกลับร้านไปซะ อยู่ในระหว่างทำงานไม่ใช่รึไง!”


                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขินหรือโกรธ แต่ที่แน่ๆ อัศวินโดนดุจนเสียกระบวนท่า จำต้องถอยทัพกลับมาร้านดอกไม้ตามเดิมอย่างหงอยๆ
   

                หากมาคิดตามที่ขุนฟ้าพูดมันก็ถูก อยู่ๆ เขาก็ดันทิ้งงานออกมาข้างนอกกะทันหันโดยไม่ได้ขออนุญาต แม้คุณป้ามะลิจะไม่ว่าอะไร (แถมยังพูดแซวอย่างเอ็นดูว่าคู่นี้รักกันดีจริงๆ ) กระนั้น เขาก็รู้สึกผิดในใจ เลยพยายามขยันตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจังมากขึ้น จวบจนกระทั่งได้เวลาปิดร้าน


                "วันนี้เลิกงานได้แล้วจ้ะ"


             คุณป้ามะลิแจ้งกับอัศวิน  หลังเขานำถุงขยะออกไปทิ้งนอกร้านเสร็จเรียบร้อย แต่ยังไม่ทันจะปลดผ้ากันเปื้อนที่ใส่ไว้ออก ประตูหน้าร้านก็ถูกเปิดเข้ามา


               "สวัสดีค่ะ จะมาสั่งดอกไม้ค่ะ" 


               ลูกค้าที่มาทันเวลาปิดร้านแบบเฉียดฉิว เป็นสาวออฟฟิศอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ใบหน้าหมวยๆ แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ก่อนริมฝีปากเคลือบลิปกลอสจะแจ้งออเดอร์ที่ต้องการ 


               "พรุ่งนี้เป็นวันเปิดร้านใหม่ของเพื่อนเลยอยากได้ช่อดอกไม้น่ะค่ะ"


               "ได้ครับ สนใจเป็นแบบไหนดีครับ"


               อัศวินที่กำลังจะเลิกงานเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มต้อนรับ พลางหยิบแคตตาล็อกมาให้ดูรายละเอียดราคาและรูปแบบของช่อดอกไม้ ทั้งยังแจ้งด้วยว่า สามารถเปลี่ยนชนิดของดอกไม้หรือเพิ่มลดจำนวนได้


               ใช้เวลาลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกช่อดอกกุหลาบสีชมพูจำนวนสิบดอก และด้วยฝีมืออันเชี่ยวชาญของคุณป้ามะลิ แค่สิบนาทีก็สามารถเนรมิตช่อดอกไม้สวยๆ พร้อมนำไปมอบเป็นของขวัญ โดยพนักงานขายก็ไม่ลืมให้คำแนะนำทิ้งท้าย


               "แนะนำให้วางช่อดอกไม้ให้เอียงประมาณสี่สิบห้าองศานะครับ ช่อดอกไม้จะได้ไม่แบนไปข้างใดข้างหนึ่ง และก็ไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ให้วางไว้ในที่อากาศปรอดโปร่งไม่โดนลมเป่าแทนครับ"


                "ขอบคุณมากค่ะ"

 
                 คนที่รับช่อดอกไม้ไปส่งยิ้มให้ แต่รอยยิ้มนั้นดูหวานเชื่อมมากกว่าปกติ เช่นเดียวกับน้ำเสียงเบอร์สองที่หยดย้อย


                 “ไว้วันหลังจะแวะมาที่ร้านอีกนะคะ”

   
                 “แวะมาได้เสมอเลยครับ”


               อัศวินคลี่ยิ้มตอบกลับไป รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังเล่นหูเล่นตา แต่สิ่งที่ทำให้คนขายดีใจ ก็ตรงที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการในอนาคตอีกนี่แหละ


               เขายืนส่งลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านเรียบร้อย ภารกิจของงานในวันแรกนี้จึงสิ้นสุดลงจริงๆ เสียที


               "ขอบใจมากนะจ้ะ แหม...มีคนมาช่วยป้าก็สบายขึ้นเยอะ แถมเป็นคนหนุ่มหน้าตาดีแบบนี้ทำให้รายได้ร้านป้าเพิ่มขึ้นด้วย"


               คุณป้ามะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงทำนองว่า ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่รับคนคนนี้เข้าทำงาน ส่วนฝ่ายที่โดนชมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยกมือไหว้ลา


               "งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ”


              ทันทีที่อัศวินออกมานอกร้าน Jasmine Flower เขาก็เร่งสาวเท้าเดินกลับไปยังร้านคาเฟอีน ความจริงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับก็ได้ เพราะขุนฟ้าให้กุญแจบ้านมาแล้ว เผื่อเวลาที่เขาเลิกงานเลทจะได้ไขประตูเข้ามาได้เลย เหมือนอย่างวันนี้ เนื่องจากติดลูกค้าคนสุดท้าย เลยทำให้ต้องกลับบ้านสายไปเกือบครึ่งชั่วโมง


               ครั้นถึงร้านคาเฟอีน ป้ายร้านก็พลิกเปลี่ยนเป็นคำว่า Close เรียบร้อย หากไฟด้านในยังไม่ถูกดับ ซ้ำมีใครบางคนยังคงอยู่รอ


               “กลับมาแล้วครับ”


              อัศวินผลักบานประตูเข้าไป ขุนฟ้าละสายตาจากหนังสือที่ตนอ่านค้างไว้ พยักหน้าสั้นๆ


              “อืม”

 
              “ผมนึกว่าคุณจะขึ้นห้องไปแล้วซะอีก หรือว่าอยู่รอผมกันครับ?”


               “อย่ามามัว ก็แค่อ่านหนังสือเพลินไปหน่อยต่างหาก”


                 คนถูกแซวรีบหาข้อแก้ตัวอธิบาย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง


                “แล้วทำงานวันแรกเป็นไงบ้าง"


               "สนุกดีครับ ผมได้รู้เกี่ยวกับเรื่องดอกไม้เพิ่มขึ้นเยอะเลย"


               ขุนฟ้าหรี่ตาลงคล้ายไม่เชื่อ คงเพราะเพิ่งทิ้งคำดุใส่อีกฝ่ายไปเมื่อช่วงสาย จึงอยากทดสอบลองภูมิ


               "งั้นรู้ไหมว่าดอกไม้สดต้องเก็บยังไงถึงจะอยู่ได้นาน"


               "โดยทั่วๆ ไปก็ตัดก้านให้เฉียง แล้วนำไปแช่น้ำในแจกันก็อยู่ได้เป็นอาทิตย์ครับ หรือไม่งั้นผสมน้ำตาลหรือเครื่องดื่มชูกำลังในน้ำที่แช่ก็จะช่วยยืดอายุดอกไม้ได้ครับ"


               อัศวินตอบไปอย่างมั่นใจ เพราะนอกจากจะช่วยงานในร้านแล้ว เขาก็ใช้เวลาว่างที่เหลือ เสิร์ธค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาประดับความรู้ของตัวเองอีกด้วย


               "งั้นเหรอ" เพราะปัญหาเชาว์ถูกแก้ได้อย่างง่ายดาย ขุนฟ้าเลยยอมปล่อยผ่าน พลางพยักเพยิดพูดสั่ง


               “ผมซื้อข้าวเย็นมาให้แล้ว คุณไปกินก่อนไป เดี๋ยวผมเก็บหน้าร้านแป๊บหนึ่งแล้วจะตามไป”

   
               "ให้ผมช่วยไหมครับ"


               "ไม่ต้องหรอก แค่แป็บเดียว"


               ขุนฟ้าปฏิเสธ อัศวินเลยจำต้องเดินหายไปด้านหลังครัวเพียงลำพัง บนโต๊ะทานข้าวมีถุงใส่ผัดไทยอยู่สองห่อ เขาจัดการแกะอาหารใส่จาน เพื่อรอให้ขุนฟ้ามาทานด้วยกัน   แต่รอแล้วรอเล่า อีกฝ่ายก็ยังไม่ปรากฏตัว


                ...ทำไมถึงช้าจังนะ มีอะไรรึเปล่า?


                คนกังวลตั้งใจจะเดินกลับมาช่วยที่หน้าร้าน หากก็เผลอหยุดชะงัก รู้สาเหตุแล้วว่าทำไมขุนฟ้าถึงไล่เขาออกไป


                ชายหนุ่มหมุนตัวกลับไปยังโต๊ะทานข้าวอย่างเก่า เพียงไม่นานขุนฟ้าเดินตามมา ทั้งยังมุ่นหัวคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของเขา


               "ยิ้มอะไร?"


               "เปล่าครับ"


               อัศวินปฏิเสธพยายามรักษาท่าทางเป็นปกติ เตรียมลงมือทานผัดไทเป็นมื้อเย็น แม้ภายในใจจะรู้สึกเต็มอิ่มโดยไม่จำเป็นต้องทานอะไรเพิ่มเติม


               ...ก็จะให้บอกได้ยังไงล่ะว่าเขาแอบเห็น


               ตรงเคาท์เตอร์บาร์หน้าร้านคาเฟอีน...


               ...มีดอกกล้วยไม้สีขาวถูกตัดก้านเฉียงใส่แจกัน ซึ่งภายในคงมีน้ำผสมน้ำตาล เสียบปักไว้อยู่ดอกหนึ่ง




-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue


ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 10 : คุณผู้ลงมือทำ
 



               อัศวินยังคงทำงานที่ร้าน Jasmine Flower อย่างขยันขันแข็ง


               นับเป็นวันที่สามแล้วที่เขารับหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขายดอกไม้ ซึ่งโดยภาพรวม เขาก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับงานได้อย่างรวดเร็ว ไร้อาการประหม่าตื่นกลัวเหมือนครั้งแรกที่เคยกังวล อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งของสมองคงจดจำได้ว่า ตัวเขาคนเก่าผ่านอาชีพทนายความมาก่อน จึงสามารถต้อนรับลูกค้าได้อย่างคล่องแคล่ว


               หากกระนั้น อัศวินก็ยังหนีไม่พ้น เจอบททดสอบของลูกค้าปราบเซียน...


               ในช่วงบ่ายแก่ๆ ประตูร้าน Jasmine Flower ก็ถูกเปิดเข้ามา โดยผู้ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง


               "สวัสดีครับ" 


               อัศวินกล่าวคำทักทาย แต่นอกจากลูกค้าจะไม่ทักกลับ ใบหน้าหล่อเหลาที่ผสมด้วยเชื้อสายตะวันตกยังแสดงความแปลกใจ


               "อ้าว วินไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?"


               ...เอ๊ะ!?


               อัศวินชะงักอย่างคาดไม่ถึง ในสมองประมวลผลค้นหาบุคคลคนนี้ในความทรงจำ หากเขากลับไม่พบข้อมูลของคนตรงหน้าเลย ถึงแม้จะเป็นการเสียมารยาท แต่ก็จำต้องถามออกไป


                 "ขอโทษนะครับ คุณเป็นใครครับ?"


                "ฮะ? แกล้งกันรึไง ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน ถึงขนาดจำกันไม่ได้เลยเหรอ อุตส่าห์แวะมาแถวนี้ เพราะจะได้มาร้านคาเฟอีนด้วยนะเนี่ย"


               ทั้งน้ำเสียงและท่าทางเริ่มส่อเค้าความไม่พอใจนิดๆ ทำให้อัศวินต้องรีบอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิด


               "พอดีผมเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ความทรงจำหายไปบางส่วน เลยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสามปีนี้น่ะครับ"


               "ความจำเสื่อม? จริงเหรอ นึกว่าจะมีแต่ในละครซะอีก”


               คนฟังเปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่อยากเชื่อ ซึ่งฝ่ายที่ถูกล้อก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพราะขนาดตัวเขาเองในตอนแรกก็ยากจะยอมรับมันง่ายๆ หากประโยคต่อมาของคู่สนทนาต่างหากที่ทำให้เขานึกจี๊ดขึ้นในใจ


               "เอ๊ะ? งั้นแบบนี้ก็จำขุนไม่ได้น่ะสิ"


               ...คนคนนี้รู้จักขุนฟ้าด้วยเหรอ? 

   
               ...แล้วรู้รึเปล่าว่าพวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์กันแบบไหน?


               แม้จะเกิดความสงสัย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาต้องตอบไปตามความจริง


               "ครับ จำไม่ได้"


               "หืม...ขนาดขุนก็ยังจำไม่ได้เหรอ ทั้งๆ ที่ให้ความสำคัญขนาดนั้นแท้ๆ"


               ประกายตาสีน้ำตาลอ่อนของผู้พูดแฝงนัยบางอย่าง ซึ่งอัศวินไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่บอกตามตรง เขารู้สึกไม่ชอบมันเอาซะเลย สัญชาตญาณร้องเตือนให้ป้องกันอันตรายไว้ก่อนเป็นดี คนระวังภัยจึงรีบพูดย้ำ


               “แต่ตอนนี้ผมก็ยังอยู่กับเขานะครับ"


               "จำไม่ได้ แต่ให้อยู่ด้วยกัน ขุนนี่ยังใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ“


               เสียงชมท้ายประโยคเอ่ยด้วยความเอ็นดู แต่เขาดันฟังแล้วระคายหูยังไงชอบกล ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นลูกค้า จะแสดงความไม่พอใจออกมาไม่ได้เด็ดขาด ก่อนที่จะเกิดความอคติไปมากกว่านี้ พนักงานขายร้านดอกไม้เลยรีบสวมหน้ากากตรงเข้าประเด็น


               "แล้วไม่ทราบว่า วันนี้จะมาสั่งดอกไม้รึเปล่าครับ"
 

              “พอดีผมแค่จะมาสำรวจโลเคชั่นเฉยๆ เจ้าของร้านอยู่รึเปล่า”
 

               “อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปตามให้”

     
               อัศวินเดินไปแจ้งคุณป้ามะลิที่อยู่หลังร้าน แล้วถอยมาหลบฉากเงียบๆ ระหว่างฟังทั้งสองคุยบทสนทนากัน ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะทำงานในแวดวงสื่อ และถือโอกาสมาสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขต่างๆ หากจะใช้บริเวณหน้าร้านถ่ายทำภาพยนตร์ อาชีพโปรดักชั่นนี้ช่างห่างไกลจากทั้งตัวเขาและขุนฟ้า จนพานให้นึกสงสัยว่าไปทำความรู้จักกันได้ยังไง

   
               หลังคุยกันประมาณสิบห้านาที คนสอบถามก็คล้ายกับได้คำตอบที่พอใจ แต่ก่อนจะเสร็จธุระ เจ้าตัวไม่ยอมกลับไปมือเปล่า


               “ขอบคุณมากนะครับ อ้อ...ผมขอซื้อดอกกุหลาบแดงดอกโตๆ ให้สักดอกหนึ่งด้วยได้ไหมครับ"


               "ครับ รอสักครู่นะครับ"


               อัศวินรับคำ ถึงจะสงสัยอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเขาในปัจจุบันจะสามารถค้นหาคำตอบ สิ่งสำคัญที่ปฏิบัติได้ในตอนนี้คือบริการลูกค้าให้ดีที่สุดเท่านั้น


               "เรียบร้อยแล้วครับ" 


               พนักงานขายยื่นดอกกุหลาบหนึ่งดอกที่จัดไว้ตามคำขอ พร้อมกับรับเงินลูกค้าครบถ้วน ก่อนจะยืนรอส่งที่หน้าประตู


                "ขอบพระคุณที่มาอุดหนุนครับ โอกาสหน้าเชิญที่ร้าน Jasmine Flower ใหม่นะครับ"


                ลูกค้าเตรียมออกไปจากร้าน แต่อยู่ๆ กลับชะงักฝีเท้า หันหลังมาเหมือนนึกขึ้นได้


               "อ่ะ จริงด้วย คุณคงจำชื่อผมไม่ได้สินะ"


               ใบหน้าหนุ่มลูกครึ่งคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ พลางเอ่ยแนะนำตัว


               "ผมชื่อ แดเนียล แต่เรียกว่า แดน ก็ได้...แล้วเจอกันใหม่นะ อัศวิน"


               กล่าวจบร่างสูงที่คงอายุมากกว่าเขาสามสี่ปีก็เดินออกจากร้านไป ทิ้งปริศนาตกเป็นตะกอนขุ่นมัวในใจให้กับคนความจำเสื่อม


               ...แดเนียล หมอนั้นเป็นใครกัน?


               ถ้าเขาไปถามขุนฟ้าตรงๆ ก็คงได้คำตอบ แต่เสี้ยวหนึ่งภายในใจเขากลับรู้สึกว่า ไม่อยากถามถึงเรื่องราวของคนคนนี้กับขุนฟ้าเลย


               ท้ายที่สุด อัศวินจึงทำงานไปด้วยความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ตลอดทั้งวัน จวบจนกระทั่งได้เวลาร้านปิด


               เขายกมือไหว้ลาคุณป้ามะลิเรียบร้อย แล้วก็เดินเลี้ยวกลับไปอีกสามร้อยเมตร เพื่อไปยังร้านคาเฟอีน ซึ่งเจ้าของก็กำลังเตรียมพลิกป้ายปิดพอดี


               “อ้าว กลับมาแล้วเหรอ"


               ขุนฟ้าเอ่ยทัก ก่อนจะหันไปยุ่งกับการจัดเก็บโต๊ะเก้าอี้ภายในร้านให้เป็นระเบียบ แต่สิ่งที่สะดุดตาของอัศวินดันเป็นแจกันดอกไม้บนเคาท์เตอร์บาร์กาแฟ


               ...ดอกกล้วยไม้สีขาวที่เขาให้ยังคงบานสวยไม่ร่วงโรย แต่ข้างๆ กันกลับมีดอกกุหลาบสีแดงดอกใหญ่บานชูช่อราวกับจะอวดความงดงามที่สดใหม่กว่า


               "ดอกกุหลาบนั่น..."


               "อ้อ มีลูกค้าเอามาให้น่ะ"


               ไม่แน่ใจว่าขุนฟ้าตอบส่งๆ เพราะขี้เกียจอธิบาย หรือเพราะเหตุผลใด หากมันก็ไม่อาจปิดบังความจริงที่ว่า ดอกกุหลาบดอกนั้นเขาเป็นคนขายมันให้คนชื่อแดนเนียลไปกับมือเมื่อตอนบ่าย


               ตะกอนขุ่นมัวที่นอนก้นไปแล้วกลับมาลอยฟุ้งในใจอีกครั้ง และส่งแรงผลักดันให้เขาถามออกไปโดยไม่รู้ตัว


               "คุณชอบดอกกุหลาบมากกว่าเหรอครับ"


               "ก็ไม่เชิงหรอก"


               "งั้นไว้วันหลังผมจะเอาดอกกุหลาบมาให้นะครับ"


               "ไม่ต้องก็ได้"


               "แต่ว่าผมอยากให้"


               ถึงปกติอัศวินจะเป็นคนช่างตื๊อ แต่คราวนี้ท่าทางและน้ำเสียงแสดงความดื้อดึงออกมามากกว่าทุกครั้งจนขุนฟ้าสังเกตได้ ดวงตาคมเลยหันสบมองเขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา


               "ดอกไม้มันก็แค่ดอกไม้ สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนให้กับคนได้รับต่างหาก"


               ถ้อยคำสอนช่วยเรียกสติของเขาให้กลับคืน...มันก็จริง ไม่ว่าสิ่งของจะคืออะไร ถ้าผู้รับไม่เห็นคุณค่าก็ถือว่าเป็นอันจบ


               "แล้วคุณรู้สึกยังไงกับดอกไม้ที่ผมให้ไปครับ"


               ด้วยทฤษฎีเดียวกันนี้ อัศวินเลยถามผู้รับดอกกล้วยไม้ไปอย่างอยากรู้


               ...เขาให้ดอกไม้กับขุนฟ้าไปด้วยความเต็มใจ แล้วขุนฟ้าล่ะจะคิดเหมือนกันกับเขารึเปล่า?


              ชายหนุ่มรอคอยคำตอบด้วยความหวัง แล้วความรู้สึกของคนได้รับดอกไม้ก็ถูกพูดขึ้นมาสั้นๆ


               "ก็...ดี..."


               "ดี?"


               "...ดีใจ"


               เสียงพึมพำนั้นเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน  หากมันดังชัดเจนเพียงพอในใจของคนรอฟัง แต่ยังไม่ทันจะต่อบทสนทนาอะไรเพิ่มเติม ขุนฟ้าก็เป็นฝ่ายหมุนกายหนี


              “ผมจะขึ้นไปอาบน้ำแล้ว”

     
              แล้วปล่อยให้เจ้าของดอกกล้วยไม้ได้ยืนเคว้งคว้างทำสีหน้าไม่ถูก ด้วยไม่รู้จะปลื้ม หรือจะเหนื่อยใจดี

         
             เฮ้อ...ก็เพราะขุนฟ้าทำตัวแบบนี้ไง ถึงทำให้เขารู้สึกหวง แต่เพราะสถานะซับซ้อนระหว่างอัศวินเก่าและอัศวินคนใหม่  เลยไม่แน่ใจว่าจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ในแบบไหน

   
               และถึงแม้จะพยายามสั่งให้ตัวเองเลิกคิดมาก หากต้องยอมรับว่า ดอกกุหลาบสีแดงดอกนั้นยังหลงเหลือเสี้ยนหนามทิ่มตำหัวใจของเขา

 
               จวบจนกระทั่งนาฬิกาเลยเวลาเที่ยงคืนแล้ว ชายหนุ่มก็ยังไม่อาจข่มตานอนได้

         
               คนกังวลเหลือบมองขุนฟ้าที่หลับสนิทอยู่ข้างๆ สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องของผู้ชายที่ชื่อแดเนียลออกไป ซึ่งสาเหตุนั้นก็ไม่แน่ชัดว่า เป็นเพราะเขากลัว หรือเจ็บใจที่ไม่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง

   
             แต่ขืนมัวกลัดกลุ้มอยู่เช่นนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา


           อัศวินจึงตัดสินใจลุกขึ้น เดินลงไปยังด้านล่างของตัวร้าน เขาเปิดไฟขึ้นเพียงดวงเดียวเพื่อให้แสงสว่าง ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนกดไปยังเบอร์ของคนคนหนึ่ง


               "มีอะไรวะ ไอ้วิน โทรหากูซะดึกดื่น"


               โปเต้รับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงียคล้ายคนเพิ่งข่มตาหลับ แต่ก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา เพราะเพื่อนมีเรื่องให้ช่วยเหลือ


               "มึงรู้จักคนชื่อแดเนียลไหม"


               ในเมื่อเขาสูญเสียความทรงจำไป เลยต้องพึ่งพาคนรอบข้างให้บอกข้อมูลเบาะแสแทน ทว่าสงสัยเขาคงจะพึ่งคนผิด เพราะแทนที่คู่สนทนาจะไขข้อข้องใจ กลับโวยวายกวนตีนซ้ำ


               "ถึงกูจะไปอยู่ออสเตรเลียมาสองปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะต้องรู้จักฝรั่งทุกคนนะโว้ย แล้วชื่อแดเนียล มันโหลจะตาย กูจะไปรู้ได้ยังไง"


               ...ก็จริงของมัน ที่สำคัญเขาดันลืมไป ไอ้โปเต้เล่าให้ฟังตั้งแต่นัดเจอกันครั้งที่แล้วว่า หลังเรียนจบมันก็บินไปต่อโทที่ซิดนีย์กับจ๊ะเอ๋ เลยทำให้มันไม่รู้วิถีชีวิตประจำวันรวมถึงผู้คนที่อยู่รอบๆ กายเขา 


               สรุปว่าเป็นการโทรมาเสียเที่ยวจริงๆ แต่เพื่อนสนิทคงจับความร้อนใจในตัวเขาได้ เลยพูดอย่างเป็นห่วง


               "ตกลงมีเรื่องอะไรถึงมาถามกู"


               "กูบังเอิญเจอคนที่กูจำไม่ได้ แต่เขารู้จักกูกับขุนฟ้า"


               "แล้วทำไมมึงไม่ไปถามพี่ขุนเองล่ะ"


                "เขานอนไปแล้ว"


               "แล้วมึงไม่คิดว่ากูจะนอนบ้างเหรอวะ"


               ดีไม่เท่าไรก็ดันดีแตก ไม่ทิ้งลายกวน จนคนฟังอยากจะวางสายทิ้ง


               "ถ้ามึงไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร ขอโทษที่โทรมารบกวน"


               "เฮ้ยๆ อย่างอนดิ" ฝ่ายแกล้งหยอกรีบร้องเบรก ก่อนจะเข้าเรื่องให้คำปรึกษาจริงๆ จังๆ


               "ที่มึงไม่กล้าถามพี่ขุน แสดงว่ามีซัมติงใช่ป่ะ"


               ถูกเผง...
 

               อัศวินถอนหายใจ สารภาพความกังวลออกมา
     

               "ไม่รู้ว่ากูรู้สึกไปเองรึเปล่า แต่เหมือนฝ่ายนั้นน่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับขุนฟ้ามาก่อน"


               "โอโห...อย่างพี่ขุนมีคนมาจีบนอกจากมึงด้วย"


               โปเต้ทำเสียงตื่นเต้นไม่อยากเชื่อ ซึ่งเขาไม่คิดว่ามันจะประหลาดตรงไหน


               "ขุนฟ้าออกจะน่ารัก มีคนมาจีบก็ไม่เห็นแปลก"


               "เออๆ กูรู้ว่ามึงมองเขาน่ารัก พอมีคนมาจีบ มึงก็เลยหึง จนนอนไม่หลับ ถึงต้องโทรมาหากูว่างั้น"


               "ก็ทำนองนั้น"


              อัศวินยอมรับว่า สาเหตุที่เขาคิดมากจนนอนไม่หลับ นอกจากความกลัวและความเจ็บใจที่ตนเองจำไม่ได้แล้ว ยังมีความรู้สึกหวงขุนฟ้าอยู่ลึกๆ ภายในนั้นด้วย


             “ถึงจะบอกว่าเมื่อก่อนกูกับเขาเคยเป็นแฟนกัน แต่ความทรงจำกูไม่กลับมาเหมือนเดิม กูเลยไม่รู้ว่า กูมีสิทธิหึงเขารึเปล่า”

 
             "เฮ้อ...ไอ้วินนักรัก"


              ปลายสายพึมพำสมญานาม คล้ายมีมือข้ามจากโทรศัพท์อีกฝั่งมาตบไหล่เขาปุๆ ตามด้วยคำแนะนำ


               "ของแบบนี้ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ"


               "หมายความว่าไง?"


               “ก็หมายความว่า...ความสัมพันธ์ของคนสองคน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น ต่อให้มึงจำไม่ได้ แต่ถ้ามึงรู้สึกดีกับเขา มึงก็แค่ทำไปอย่างที่ใจมึงอยากทำก็พอ ไม่เกี่ยวกับจะมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ เหมือนที่นักจิตวิทยากล่าวว่า...การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”


               คำปรัชญาชีวิตฟังแล้วดูเฉียบคม แต่ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจอะไรมากขึ้นเลย ชั่วขณะที่เขากำลังคิดว่าจะเลือกถามต่อหรือจะด่าเพื่อนสนิทดี เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้นขัดจังหวะ


               "วิน..."


               ไม่รู้ว่าขุนฟ้าตื่นมาตั้งแต่เมื่อไร แต่คงเห็นเขาหายไปจากเตียงเลยออกมาเดินตามหา อัศวินจึงรีบบอกกับปลายสาย


               "โปเต้ แค่นี้ก่อนนะ ขอบใจมาก"


               เขากดยกเลิกการโทร แล้วหันไปเจอคนที่เดินลงบันไดมาพอดี


               “มาทำอะไรข้างล่าง ทำไมยังไม่นอนล่ะ"


               “เออ...ผมลงมาคุยโทรศัพท์กับเพื่อนนิดหน่อยครับ"


              “งั้นเหรอ ผมก็นึกว่า...”

   
              ขุนฟ้าหยุดประโยคค้างคานั้นด้วยตัวเอง ราวกับไม่กล้าเอ่ยมันออกมา เร่งให้อัศวินสงสัย


             “คุณนึกว่าอะไรเหรอครับ”

     
               ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองเขา ก่อนตัดสินใจพูดสิ่งที่ลึกๆ กังวลในใจ

   
              “...ก็แค่นึกว่าคุณจะหายไปน่ะ”

     
                 อัศวินนิ่งอึ้ง


               ...ที่ผ่านมาขุนฟ้าปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นปกติ แต่ไม่คิดเลยว่าภายใต้ท่าทางเหล่านั้น กลับซ่อนความรู้สึกหวั่นไหวและไม่มั่นคงมาโดยตลอด เมื่อลองย้อนมองมาถึงความกังวลในวันนี้ของเขาแล้ว มันกลับกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ที่แทบจะเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด


               ชายหนุ่มรีบก้มหน้าอย่างคนรู้สึกผิด


              "ขอโทษนะครับที่ผมลืมทุกอย่าง ผมพยายามนึกแล้ว แต่ก็จำอะไรไม่ได้เลย"


               "ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ บอกแล้วไงว่าคุณไม่ต้องฝืนตัวเองก็ได้"


               "แต่ว่าความรู้สึกของคุณ...”


               น้ำเสียงขาดห้วงไป อัศวินไม่อาจพูดความเจ็บปวดของขุนฟ้าออกมาได้ แต่คนถูกลืมดันยอมรับสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น


               "แค่คุณยอมอยู่ตรงนี้ก็ดีมากแล้ว ทีแรกผมกลัวด้วยซ้ำว่าคุณจะไม่เชื่อผม"


               ก็ใช่อยู่หรอกที่เขานึกตะขิดตะขวงในเรื่องที่มีคนรักเป็นผู้ชาย ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เขากลับเชื่ออย่างสนิทใจว่า คบขุนฟ้าเป็นแฟนจริงๆ


               "ถ้าลองกลับกันให้ผมความจำเสื่อมดูบ้าง ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทำใจเชื่อได้รึเปล่า"


              ขุนฟ้าสารภาพความคิดของตัวเอง  ถ้าคนทั่วๆ ไปตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน จะมีสักกี่คนที่จะสามารถทำใจยอมรับเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้ อัศวินจึงนับว่าเป็นส่วนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย


               "งั้นมาลองสมมติสถานการณ์ดูไหมครับ ถ้าคุณความจำเสื่อมแทน แล้วคุณตื่นขึ้นมาเจอผมเป็นคนแรก คุณจะเชื่อผมไหม"


               ไอเดียถูกเสนอขึ้นมาเล่นๆ เพื่อทดสอบ ซึ่งดูเหมือนคนฟังก็สนใจ


               "ก็ได้ลองดูสิ”


                อัศวินกระแอมไอ เตรียมจำลองเข้าสู่สถานการณ์สมมติทันที


               "สวัสดีครับ...คุณอาจจะจำผมไม่ได้ แต่ผมชื่ออัศวิน เป็นแฟนคุณครับ เราสองคนคบกันมาได้สองปีแล้ว ตอนนี้เราอาศัยอยู่ด้วยกัน นอนเตียงเดียวกัน อ้อ...ผมเป็นคนขี้หึงด้วย เพราะว่าคุณเป็นคนน่ารักมาก ยิ่งตอนเวลาคุณเขินก็ยิ่งน่ารัก ผมก็เลยหวงคุณมากเป็นพิเศษครับ"


              คำอธิบายแนะนำตัวร่ายมายาวเหยียด แทนที่จะสร้างความเชื่อใจ กลับกลายเป็นสร้างความประหลาด จนฝ่ายที่แกล้งความจำเสื่อมต้องโวยวาย


               "จะบ้ารึไง! อยู่ๆ ใครเขาพูดกันแบบนี้บ้าง"


               "เอ๊ะ!? แต่ผมบอกละเอียดเลยนะครับ"


               โดยเฉพาะตรงเวลาเขินขุนฟ้าจะน่ารักมากกว่าปกติ เหมือนอย่างตอนนี้ที่ใบหน้านิ่งเปลี่ยนเป็นขึ้นสี รีบหมุนกายหันหลังไปทางบันได


                "พอๆ ไปนอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปทำงานสาย"


               "แล้วตกลงเชื่อว่าผมเป็นแฟนรึเปล่าครับ"


               อัศวินรีบทวงคำตอบ กระนั้น ขุนฟ้าไม่ได้ลดฝีเท้าลง ซ้ำยังเอ่ยเหตุผลย้อนความ


              "ก็คุณบอกว่าเรานอนห้องเดียวกันไม่ใช่รึไง"

 
               นี่สินะถึงเรียกว่า...การกระทำสำคัญกว่าคำพูด


               เขาพ่ายแพ้ขุนฟ้าสนิท และรู้ซึ้งด้วยว่าไม่จำเป็นต้องใช่คำอธิบายยืดยาวใดๆ

   
               แม้จะความจำเสื่อม แต่สาเหตุที่อัศวินยอมรับในตัวขุนฟ้าว่าเป็นคนรักอย่างง่ายดายและรวดเร็วเช่นนี้ ก็เพราะเกิดจากการกระทำทั้งหมดที่เจ้าตัวแสดงออกมา  และต่อจากนี้ เขาคงไม่ต้องมัวคิดมากแล้วว่า ตนจะมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิหึงหวงอีกฝ่าย


              ในเมื่อสิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้อย่างชัดเจน นั่นคือ….เขาจะไม่ยอมสูญเสียขุนฟ้าไปให้ใครเด็ดขาด!

   



---------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢




บทที่ 11 : คุณผู้เชื่อใจ
 
 

              อัศวินปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขายดอกไม้อย่างกระตือรือร้นเหมือนเช่นทุกครั้ง


               แถมในวันนี้ยังมีออเดอร์ใหญ่เข้ามาตั้งแต่เช้า พ่อบุญทุ้มคนหนึ่งโทรมาสั่งช่อดอกกุหลาบแดง 99 ดอก เพื่อเป็นของขวัญ  เซอร์ไพรซ์วันเกิดของแฟน ทั้งยังกำหนดเวลาส่งตอนสิบโมง


               คุณป้ามะลิเลยรีบจัดช่อดอกไม้มือเป็นระวิง และเพื่อเร่งให้งานเสร็จโดยไวก็จำต้องมีตัวช่วยเสริมพลัง


               "วิน ป้าวานไปซื้อคาปูชิโน่ให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ ไม่ได้ดื่มกาแฟ แล้วหัวมันตื้อๆ จัดไม่คล่องเลย"


               เคยได้ยินมาว่า บางคนที่เสพติดคาเฟอีนหนักๆ ก็จะอาศัยกาแฟเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง พนักงานหนุ่มจึงละมือจากการตัดเล็มก้านดอกกุหลาบมาขานรับคำไหว้วาน


               "ได้ครับ"


               อัศวินออกจากร้าน Jasmine Flower พุ่งตรงดิ่งไปยังร้านคาเฟอีน ตั้งใจจะรีบไปรีบกลับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งก็รู้สึกดีใจอยู่เล็กๆ ที่จะได้แอบมาเห็นหน้าของขุนฟ้า


               ...ถ้าคุณป้ามะลิมีกาแฟเป็นเครื่องบำรุงกำลัง เขาก็คงมีขุนฟ้าเป็นเครื่องบำรุงหัวใจ


               กระนั้น พอเปิดประตูร้านเข้าไป เขากลับพบคนที่ไม่คาดฝันมาก่อน


               "อ้าว บังเอิญจังนะ"


               ชายหนุ่มลูกครึ่งผู้จับจองที่นั่งตรงเคาท์เตอร์บาร์ เอ่ยทักทายเมื่อเห็นคนคุ้นเคย


               "คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ"


               อารมณ์ดีๆ ของอัศวินปลิวหายไปในฉับพลัน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันควัน หลังพบคนที่เขาไม่ชอบหน้าอย่างกะทันหัน


               หากแดเนียลกลับแสดงท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ซ้ำยังยกแก้วเอสเปรซโซ่ขึ้นมาจิบพร้อมตอบคำถาม


               "ผมก็มาดื่มกาแฟน่ะสิ ก่อนบินกลับกรุงเทพก็อยากจะแวะมาหาที่ดีๆ ว่าแต่คุณเถอะมาทำอะไร ไม่ใช่ว่าทำงานอยู่ร้านดอกไม้หรอกเหรอ"


               "ผมมาซื้อกาแฟให้คุณป้าเจ้าของร้านครับ"


               เขาบอกจุดประสงค์ของตัวเอง ซึ่งบาริสต้าที่กำลังเติมเมล็ดกาแฟลงในเครื่องก็รับออเดอร์ของลูกค้าประจำ


               "คาปูชิโน่เย็นเหมือนเดิมใช่ไหม" 


               "ใช่ครับ"


               อัศวินหันไปตอบขุนฟ้า อีกฝ่ายจึงเริ่มลงมือชงกาแฟ พลางต่อบทสนทนาไปด้วย


               "ว่าแต่คุณจำแดนได้เหรอ"


               "ไม่ได้ครับ แต่เมื่อวานผมเจอเขาที่ร้าน”


               อัศวินเล่าที่มาที่ไป แม้จะเริ่มตะขิดตะขวงใจนิดๆ ที่ขุนฟ้าเรียกชื่อเล่นของแดเนียลอย่างสนิทสนม ซ้ำยังรู้สึกไม่พอใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อร่างสูงโปร่งส่งยิ้มพรายเอ่ยสมทบร่วมวง


               "เห็นว่าความจำเสื่อมก็เลยแนะนำตัวไปนิดหน่อย แต่ดูคุณจะจำผมได้แม่น น่าดีใจเหมือนกันนะ"


               ก็สมควรจำได้อยู่หรอก เล่นเอาเขาคิดมากนอนไม่หลับทั้งคืน แถมยังโยกคนคนนี้ไปอยู่ในหมวดศัตรูหัวใจเรียบร้อย และเขาก็รู้ว่าฝ่ายนั้นคงคิดไม่ต่างกัน ดูได้จากคำพูดที่จงใจยั่วยุเขาตรงๆ


               "แต่ความจำเสื่อมแบบนี้คงลำบากขุนน่าดูเลยล่ะสิ ไม่สู้หาคนที่ 'คุ้นเคย' กันมาแทนจะดีกว่าเหรอ"


               "ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะผมกับขุนฟ้า 'มีเวลาส่วนตัว' ที่จะสร้างความทรงจำใหม่ๆ ขึ้นมาอีกเยอะ"


               "ความทรงจำใหม่ๆ มันจะสู้ความหลังครั้ง 'เก่าๆ' ได้ยังไง"


               "อดีตไม่สำคัญเท่าปัจจุบันว่าขุนฟ้าจะ 'เลือก' อยู่กับใคร"


               "ตัวเลือกมันก็ 'เปลี่ยนแปลง' กันได้ตลอด"


               "ถ้ามั่นคงในกันและกันมากพอ ต่อให้มีใครเข้ามาแย่งก็ 'ไม่กลัว' ครับ"


              เปรี้ยะ!


               คล้ายเกิดมวลสายฟ้าปะทะฟาดฟันกันกลางอากาศ คำพูดทุกคำของพวกเขาต่างเฉือดเฉือนกันด้วยวิธีเล่นสงครามประสาทอย่างไม่มีใครยอมใคร และก่อนที่จะเกิดเหตุนองเลือดไปมากกว่านี้ เสียงห้ามทัพก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน


               "คาปูชิโน่เย็นได้แล้ว"


               ขุนฟ้าเสิร์ฟกาแฟที่ชงเสร็จให้กับอัศวิน  ซึ่งรับมาพร้อมคำหวานหู


               "ขอบคุณครับ...ที่รัก"


               สรรพนามที่ต่อท้ายทำเอาคนถูกเรียกนิ่งอึ้ง แต่เขาอาศัยจังหวะน้ำขึ้นให้รีบตักต่อประโยคเข้าไปเพิ่ม


               "จริงด้วย เมื่อคืนคุณคงนอนไม่พอ เพราะว่าผมคึกจัดไปหน่อย ยังไงก็อย่าโหมงานหนักมากนะครับ"


               เมื่อคืนเขานอนไม่หลับ เลยโทรไปหาไอ้โปเต้ แล้วขุนฟ้าก็ตื่นตามขึ้นมา แต่อัศวินจงใจเบี่ยงเบนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังดูสองแง่สองง่ามเหมือนว่าพวกเขามีอะไรกันลึกซึ้ง จึงไม่แปลกที่ขุนฟ้าจะรีบเถียง


               "คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ!?"


               “อย่าทำเป็นเขินเลยครับ หรือคุณจะปฏิเสธว่าเมื่อคืนคุณไม่ได้เป็นคนชวนผม ‘ขึ้นเตียง’ ก่อน”


               “อ่ะ! เรื่องนั้นมัน...”


               ขุนฟ้าตกหลุมพราง ไม่อาจโต้แย้งอะไรออกมาได้ แม้ข้อความจะบิดพริ้ว แต่เป็นความจริงที่ว่า ตนเป็นฝ่ายชวนให้อัศวินขึ้นเตียงก่อนจริงๆ


               ยิ่งคิดก็ยิ่งแสดงท่าทีอึกอักไปไม่ถูก  ซึ่งก็ดันเข้าทางของคนที่หวงก้างพอดี


                หนุ่มอายุน้อยโน้มตัวลงไปหาเจ้าของใบหน้าคม ทำทีเป็นกระซิบข้างใบหู แต่เพิ่มน้ำเสียงให้มนุษย์ลูกครึ่งผู้นั่งอยู่ตรงเคาท์เตอร์บาร์ได้ยินด้วย


               "...ถ้าคุณติดใจ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะเป็นฝ่ายชวนคุณขึ้นเตียงเองครับ"


               ครั้นจบประโยค หมาป่าเจ้าเล่ห์ก็ผละกายออกห่าง รีบเผ่นไปยังประตูร้านพร้อมกาแฟที่สั่ง เพราะรู้ว่าตนเองจะต้องถูกขุนฟ้าโวยวายตามหลังมาแน่ๆ


               แต่ถึงอย่างไรเขาก็ทิ้งระเบิดไว้ให้ศัตรูได้สำเร็จ หึ คนมานั่งกินกาแฟ หรือจะสู้คนอยู่ด้วยกัน ยังไงครั้งนี้เขากว่าชัยชนะ นำหน้าแบบไม่เห็นฝุ่น


              อัศวินนึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ โดยไม่รู้เลยว่าไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ตัวเองต้องมานั่งหน้าเหี่ยวอยู่ในร้านคาเฟอีน







                 อัศวินกำลังถูกโกรธ ตั้งแต่กลับมาจากหลังเลิกงาน ขุนฟ้าก็ไม่พูดกับเขาเลย


                 ทั้งๆ ที่เขาควรจะเป็นฝ่ายอารมณ์บูดมากกว่า เพราะเห็นกันชัดๆ ว่าคนที่ชื่อว่าแดนเนียลมีเจตนาไม่ชอบมาพากล  เขาทำลงไปก็เพื่อต้องการปกป้องขุนฟ้าแท้ๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะผิดตรงไหน


               หากสุดท้ายเมื่อทนกับความเงียบอันแสนอึดอัดไม่ไหว  เขาเลยต้องเป็นฝ่ายเปรยง้อขึ้นมาก่อน


               "โกรธผมเรื่องเมื่อเช้าเหรอครับ"


               ขุนฟ้าผู้นิ่งเฉยมาตลอด พอได้ยินคำถามก็ยอมเปิดปากอธิบายเหตุผลที่สมควรถูกตำหนิ


               "แดนเป็นลูกค้าของผม คุณควรจะให้เกียรติเขา"


               "แต่หมอนั้นเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะครับ" อัศวินรีบโต้แย้ง


               ...คนอย่างเขา ถ้าใครดีมาก็จะดีกลับ แต่ถ้าเริ่มตั้งต้นด้วยท่าทีเป็นศัตรู เขาก็พร้อมจะสู้กลับซึ่งๆ หน้าเหมือนกัน


               ทว่า พฤติกรรมแบบเด็กๆ ทะเลาะกันเช่นนี้ย่อมโดนคนอายุมากกว่าสั่งสอน


               "ใครจะเริ่มก่อนไม่สำคัญ แต่คุณควรจะควบคุมอารมณ์ให้ได้ ไหนจะยังมีคำพูดที่ทำให้แดนเข้าใจผมผิดอีก"


               "เข้าใจผิดตรงไหนครับ ในเมื่อเราเป็นแฟนกัน ก็ไม่เห็นแปลกอะไรที่จะให้คนอื่นรู้ว่าพวกเรามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันถึงขั้นไหน"


               ขุนฟ้าหันขวับมาทันที เมื่อสะดุดหูกับคำตอบไม่เข้าท่า


               "จะบ้ารึไง! แล้วจะให้คนอื่นเค้ารู้ไปทำไม"


               "ไม่ได้หรอกครับ เกิดมีใครตกหลุมรักคุณขึ้นมาจะทำยังไง"


               “จะมีใครมากตกหลุมรักผมกัน แล้วถ้าจะห่วงเรื่องนี้ ผมควรจะเป็นฝ่ายพูดมากกว่า”


              “หมายความว่ายังไงครับ?”


               เรื่องราวที่เหมือนจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทำใหัอัศวินสงสัย ขุนฟ้าถอนหายใจคล้ายยินยอมสารภาพ ก่อนเล่าท้าวความ 


               “แดน เขาเป็นโปรดิวเซอร์ทำงานในวงการภาพยนตร์ แล้วคุณก็ร่วมแสดงในโปรเจ็คหนังของเขาเรื่องหนึ่ง”


               "ฮะ!? ผมเนี่ยนะ"


               อัศวินร้องอย่างตกใจ ไม่คิดว่านอกจากตัวเองจะเรียนนิติศาสตร์ยังมารับจ็อบเป็นนักแสดงเสริมด้วย ซ้ำยังมีรายละเอียดที่น่าตกใจ


              "หนังเรื่องนั้นดังมาก ได้รายได้เป็นร้อยล้านเลยนะ คุณก็เลยพลอยเป็นที่รู้จักไปด้วย หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อให้คุณเล่นโฆษณาบ้าง แต่คุณไม่ค่อยรับ เพราะกำลังเตรียมสอบเนติบัณฑิตอยู่"


               "จริงเหรอครับ ผมเพิ่งรู้"


               ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ ช่วงเวลาที่เขาทำความทรงจำหล่นหายไป เขาคงได้ผจญภัยอะไรที่ห่างไกลจากตัวตนของตัวเองมากมายจริงๆ


               "เรื่องมันผ่านไปเป็นปีแล้ว ผมเองก็ยังลืมๆ ไปบ้าง เลยไม่ได้เล่าให้คุณฟัง"


               ที่มาที่ไปถูกอธิบายจนหมดเปลือก ขุนฟ้ายกมือขึ้นกอดอกพูดกับฝ่ายที่มัวสงสัย


               “คราวนี้เข้าใจรึยังว่าแดนกับผมไม่ได้มีอะไรกัน แล้วผมก็ควรเป็นฝ่ายกังวลมากกว่า ก็อย่างที่บอก...หนังมันดัง คุณก็เลยมีคนเข้าหาเยอะ"


                อ้อ...แบบนี้นี่เอง ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องเผชิญกับอาการหวงก้าง แต่อีกฝ่ายเองก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อนเช่นกัน


               "แล้วคุณ 'หึง' ผมบ้างรึเปล่าครับ?"


               ร่างสูงจงใจใช้คำเฉพาะเจาะจงถามออกไป หากขุนฟ้าไม่หลงกล ตอบปฏิเสธชัดเจนสั้นๆ


               "ไม่"


               โห...คนอะไรจะไร้เยื่อใยได้ขนาดนี้ หรือจริงๆ แล้ว ขุนฟ้าก็แค่ปากแข็งตามนิสัยเหมือนอย่างเคยถึงไม่กล้ายอมรับ


               "ไม่หึงเลยสักนิดเหรอครับ บอกมาตรงๆ ก็ได้ ผมยังหึงคุณเลย"


               อัศวินเป็นฝ่ายยอมสารภาพออกมาก่อน เพื่อหวังให้ขุนฟ้าพูดตามออกมาบ้าง


               แต่นอกจากเจ้าตัวจะปฏิเสธ ยังเอ่ยเหตุผลหนักแน่น


               "...ผมไม่หึงคุณ...เพราะว่าผมเชื่อใจคุณ"


               ...'เชื่อใจ' คือ การมอบความไว้วางใจให้ทั้งหมดโดยปราศจากความสงสัย แม้รู้ทั้งรู้ว่าจะมีโอกาสนอกใจเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็พร้อมจะเชื่อมั่นว่าคนรักของตัวเองจะไม่ทรยศหักหลัง และทิ้งให้ตนต้องเจ็บปวด


               สำหรับอัศวินแล้ว...มันเป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกดีกว่าคำว่า 'หึง' หลายร้อยหลายพันเท่า


               "เพราะงั้น...ผมก็อยากให้คุณเชื่อใจผมด้วย"


               นัยน์ตาคมสบมองตรงมาไร้ซึ่งการปิดบังใดๆ ในเมื่อขุนฟ้ามอบความจริงใจให้ เขาจึงรับปากไปเช่นเดียวกัน


               "ครับ ผมเชื่อใจคุณ"


              ต่อไปนี้เขาจะไม่แสดงอาการงี่เง่าหึงหวงให้ขุนฟ้าลำบากใจอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อพวกเขาต่างให้สัญญาในกันและกันอย่างมั่นคง ใครที่ไหนก็ไม่สามารถมาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนไปได้


              "อ้อ แต่ผมขออีกอย่าง..."


               กระนั้น อัศวินยังเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจปล่อยผ่านง่ายๆ


              "อะไร?" 


               ขุนฟ้าเลิกคิ้วถาม คิดว่าถ้าไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงก็จะทำให้ จึงตั้งใจฟังคำขอร้องที่คู่สนทนาที่ยอมเอ่ยเปิดอกออกมาตรงๆ


               "...ช่วยเรียกผมว่า 'ที่รัก' ต่อหน้าแดเนียลด้วยนะครับ"


               ถึงไม่แสดงอาการหึงแล้ว ก็ขอให้ได้ประกาศความเป็นเจ้าของนิดหน่อยก็ยังดี ว่ากันว่าล้างแค้นสิบปียังไม่สาย


               "ไม่มีทางโว้ย!"


              ...แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ขุนฟ้าดันไม่เห็นด้วย แถมยังไม่ยอมบอกเหตุผลด้วยว่าเป็นเพราะอะไร




----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue



ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



Backward 3 : ช่วงสายที่สายตาผมมองแค่คุณ


 

               ร้านกาแฟแบรนด์ดังที่ขุนฟ้าทำงานอยู่ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์


               เริ่องมันเริ่มมาจากเมื่อราวๆ ครึ่งเดือนก่อน ในช่วงเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกดิน ขุนฟ้ามีโอกาสต้อนรับลูกค้าคนหนึ่ง

     
                “สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ”


                 ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง แต่งกายเนี้ยบ จมูกโด่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลบ่งบอกชัดว่ามีสายเลือดตะวันตกไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง มุมปากขยับยิ้ม พลางย้อนถามพนักงานกลับ


               “ที่นี่มีอะไรแนะนำบ้างไหมครับ”


               โดยส่วนมากลูกค้าที่มาร้านกาแฟมักจะมีเมนูในใจอยู่แล้ว แต่นานๆ ทีก็จะเจอคนที่ไม่รู้จะดื่มอะไร และเป็นฝ่ายให้บาริสต้าเลือกให้ ซึ่งพนักงานหลายคนเกลียดสถานการณ์ประเภทนี้ เพราะต้องมานั่งเล่นเกมเดาใจที่ไม่รู้จะออกหมู่หรือจ่า


               หากเลือกได้ถูกใจลูกค้าก็นับว่าแล้วกันไป แต่ถ้าเลือกผิดก็จะโดนคอนเพลนสาปส่งตามหลังอีก


               ขุนฟ้าก็เช่นเดียวกันที่อยู่ๆ ก็ต้องรับมือกับบททดสอบ เขากวาดตามองลูกค้าตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอตัวเลือกออกมา


               “เอาเป็นฮอตช็อกโกแล็ตไหมครับ”


                “เอ๋? ไม่ใช่กาแฟเหรอ?”


                 คู่สนทนาแสดงสีหน้าแปลกใจ เพราะโดยปกติแล้วร้านกาแฟก็ต้องเลือกเสนอกาแฟที่เป็นตัวชูโรงก่อนเป็นอันดับแรก


                  หากข้อสงสัยเหล่านั้นก็ได้รับคำอธิบาย


                 “ผมเห็นว่าคุณลูกค้าถือถุงใส่ขนมของร้านกาแฟอื่นมาน่ะครับ เลยคิดว่าคุณน่าจะทานกาแฟมาก่อนแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้ใกล้ทุ่มหนึ่งแล้ว ถ้าทานคาเฟอีนในช่วงดึกๆ จะทำให้ร่างกายตื่นตัว ควรเปลี่ยนมาดื่มอะไรอุ่นๆ จะได้กลับไปพักผ่อนสบายๆ นะครับ”


                   ใบหน้าของคนฟังแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งอึ้งนิดๆ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ


                    ใช่...เขาไปสำรวจร้านกาแฟมาหลายร้านแล้วก่อนหน้านี้ และก็ดื่มกาแฟไปหลายแก้วจนกลัวว่าจะตาค้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนเดาใจเขาออก ความจริงที่แสร้งถามไปงั้นๆ ก็เพราะต้องการใช้เวลาตรวจสอบจุดประสงค์บางอย่างของเขาแค่นั้นเอง


                   “เออ...แต่ถ้าคุณลูกค้าไม่ชอบทาน จะแนะนำเป็นอย่างอื่นก็ได้นะครับ”


                   เพราะคนตรงข้ามมัวแต่นิ่งเงียบอยู่นาน จนทำให้ขุนฟ้าชักไม่แน่ใจ แต่ในที่สุดคู่สนทนาก็คลี่ยิ้ม


                  “ไม่ต้องหรอก งั้นผมขอฮอตช็อกโกแล็ตตามที่ว่ามาเลยครับ"

   
                   ขุนฟ้ารับออเดอร์อย่างโล่งอก แล้วจัดการหยิบแก้วขึ้นมาใช้มาร์กเกอร์จดชื่อตามธรรมเนียม


                  “ผมขอทราบชื่อลูกค้าได้ไหมครับ”


                   “ก่อนจะถามชื่อคนอื่น ต้องบอกชื่อตัวเองก่อนรึเปล่าครับ”


                   นำ้เสียงเย้าแหย่ และแววตาแพรวพราวอย่างคนถูกใจทำให้ขุนฟ้ารู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยินยอมแจ้งชื่อตนเอง


                 “ผมชื่อขุนครับ”


                  “ผมแดเนียล แต่เรียกผมแดนก็ได้”


                   ลูกค้าแนะนำตัวกลับ ก่อนจะเอ่ยคำไหว้วาน


                  “เออ...แล้วก็ผมมีเรื่องจะรบกวนขุนหน่อยได้ไหมครับ”


                  แล้วขุนฟ้าก็ได้รู้ว่า ความจริง แดเนียล เป็นโปรดิวเซอร์ที่กำลังจะมีโปรเจกต์หนังรักฟอร์มยักษ์ทุนสร้างระดับร้อยล้าน อีกฝ่ายเข้ามาติดต่อขอใช้โลเคชั่นนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เขาเลยโอนย้ายให้พี่สน ผู้จัดการร้านเป็นคนคุยธุระ แต่ก็ไม่วายที่ภาระจะตกมาอยู่ที่ตนเอง


               “วันนั้นอาจต้องปิดร้านครึ่งวันเช้า และก็ต้องมีพนักงานมาคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กองถ่าย ขุนเข้ากะเช้าพอดี ก็ถือว่าเป็นวันทำงานตามปกติแล้วกันนะจ๊ะ”

   
                 พี่สนสรุปเอาเองง่ายๆ โดยไม่ถามความเห็นใดๆ จากเขา บาริสต้าหนุ่มเลยได้เปลี่ยนอาชีพกลายเป็นคนกองด้วยประการฉะนี้

 
                  อันที่จริง ขุนฟ้าไม่ได้รู้สึกถึงความลำบากขนาดนั้น เพราะถึงอย่างไร หน้าที่ของเขาก็มีเพียงแค่คอยเก็บอุปกรณ์ของร้านให้เข้าที่เข้าทาง และป้องกันไม่ให้คนในกองถ่ายทำอะไรเสียหายกับสถานที่ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นคนจับตาสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ซึ่งพิจารณาแล้วว่าไม่มีอะไรยุ่งยาก

             
                 ทว่า ยังมีอีกเรื่องที่ขุนฟ้าดันลืมคำนวณเอาไว้ นั่นก็คือ...อัศวิน

     
                เขาดันลืมบอกลูกค้าประจำว่าวันนี้ร้านหยุด เจ้าตัวจึงโผล่มาเหมือนทุกที


               “เอ๊ะ? วันนี้มีกองถ่ายหนังด้วยเหรอครับ ว้า...น่าเสียดายจัง ผมเลยอดกินกาแฟฝีมือขุนเลย”


                ถึงปากจะพูดทำนองผิดหวัง แต่สีหน้ากลับระรื่นตรงกันข้าม และแทนทีคนไม่ได้กาแฟจะรีบกลับบ้าน เจ้าตัวดันตีเนียนมายืนข้างๆ เขา ราวกับคว้าโอกาสที่นานๆ ทีคุณบาริสต้าหน้านิ่งจะออกมายืนอยู่นอกเคาท์เตอร์

   
                 แต่น่าเสียดาย...ไม่ได้มีแค่อัศวินคนเดียวที่อยากจะใกล้ชิดขุนฟ้า

   
                 “ขุนครับ วันนี้ช่วยเลือกเครื่องดื่มให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”


                 “คุณแดน”
     

                โปรดิวเซอร์ประจำกองถ่ายเดินเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม

     
                “ผมลังเลระหว่างชาเขียวกับชานมเย็น ขุนคิดว่าวันนี้ผมน่าจะดื่มอะไรดีครับ"

   
               เขาเคยเจอกับแดเนียลอีกสองสามครั้ง ในช่วงการติดต่องานและการมาบล็อกช็อตก่อนถ่ายทำจริง และก็มักจะถูกให้ช่วยเลือกเครื่องดื่ม ราวกับเป็นเกมพิเศษเล็กๆ ที่อีกฝ่ายนึกสนุกหาเรื่องชวนคุยกับเขาเป็นประจำ         

   
               “ชาเขียวดีไหมครับ วันนี้คุณน่าจะทำงานหนัก ชาเขียวมีคาเฟอีนอ่อนๆ มากกว่าชานม น่าจะชวนทำให้ร่างกายกระปรี่กระเปร่าขึ้นมาได้”

     
               “แหม…ก็มีแต่ขุนนี่แหละที่รู้ใจผมที่สุดจริงๆ"

     
               คำชมมาพร้อมนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายคล้ายมีความนัยแอบแฝงซ่อนอยู่ หากไม่ทันที่ขุนฟ้าจะตอบ กลับมีเสียงแทรกขึ้นมา

     
              “แต่ผมว่าเลือกเป็น ’ชามะนาว’ ดีกว่ามั้ยครับ เผื่อรสเปรี้ยวๆ จะได้ช่วยทำให้ตื่นจากฝันลมๆ แล้งๆ ให้สังเกตเห็นโลกความเป็นจริงใกล้ๆ"

           
              ทั้งสองหันไปมองผู้เข้าร่วมวงสนทนาคนใหม่ที่แดเนียลไม่คุ้นตา


               "คุณเป็นใครครับ"


               แขกผู้ไม่ได้รับเชิญจึงแนะนำตัวพร้อมระบุตำแหน่งให้เสร็จสรรพ


               "ผมอัศวิน เป็น 'ว่าที่แฟน' ของขุนฟ้าครับ" 


               แดเนียลเลิกคิ้วถามย้ำ "ว่าที่ก็แสดงว่ายังไม่ได้เป็นจริงๆ น่ะสิ"


               "เร็วๆ นี้ได้เป็นแน่ๆ ครับ" อัศวินยังคงยืนยัน


               "หืม คิดเอาเองคนเดียวแบบนี้ ระวังเจ็บทีหลังนะครับ”


               "ขอบคุณที่ห่วง แต่ผมเป็นคนประเภทมั่นใจในตัวเองครับ"


               ในโลกนี้มีความเป็นไปได้ที่วันดีคืนดี เราอาจจะเจอใครบางคนที่ไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ อัศวินจัดให้แดเนียลเป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายเองก็คงคิดไม่ต่างกัน


               ...เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด เสือที่ต้องการจะแย่งเหยื่อตัวเดียวกันก็ย่อมอยู่ใกล้กันไม่ได้ฉันนั้น


               แต่ก่อนที่พยัคฆ์ทั้งสองจะกางกรงเล็บเข้าห่ำหัน ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน


               "พี่แดน เอ็กซ์ตร้าที่นัดมาวันนี้ท้องเสียกะทันหัน เลยขอแคนเซิลด่วนครับ”


               ผู้ช่วยในกองรีบแจ้งปัญหาใหญ่ เรื่องไม่คาดฝันมักเกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นหน้าที่ของโปรดิวเซอร์ต้องรีบจัดการแก้ไข


               "แย่ล่ะสิ ขืนรอให้หาเอ็กซ์ตร้าคนใหม่คงไม่ทันแน่ เพราะเดี๋ยวต้องมีคิวไปถ่ายที่อื่นอีก"


               แดเนียลพึมพำด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ก่อนดวงตาจะเหลือบมาเห็นคนที่ดูเข้าท่าพอดี


               "จริงด้วย ขุนช่วยไปแสดงแทนให้หน่อยได้ไหม"


               "เอ๊ะ!? ผมเหรอครับ?"


                อยู่ๆ ก็ถูกลากมาเอี่ยวกะทันหัน ขุนฟ้าเคยเป็นแต่บาริสต้า ไม่เคยเฉียดใกล้วงการมายา จะให้มาแสดงก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง แต่ฝ่ายคนชวนก็พยายามเกลี่ยกล่อม


               "เล่นเป็นพนักงานร้านกาแฟเนี่ยแหละ แค่ยกเอากาแฟไปเสิร์ฟ มีบทพูดนิดเดียว ขุนทำได้อยู่แล้ว"


               "แต่ว่า..."


               ในนาทีที่กำลังลังเล ใครบางคนข้างๆ ก็เสนอตัวขึ้นมา


               "ผมแสดงแทนเองครับ"


               อัศวินก้าวออกมายืนเบื้องหน้า พร้อมแจงประสบการณ์


               "ตอนประกวดเดือนคณะ ผมเคยแสดงละครเวทีมาก่อน เลยพอเล่นได้บ้างครับ"


               "น้องคนนี้หน้าตาไม่เลวนี่แดน น่าจะใช้ได้นะ"


               ผู้กำกับที่เดินเข้ามาร่วมสมทบออกความเห็น หลังพิจารณาใบหน้าหล่อเหลาที่สามารถแสดงบทบาทดาราวัยรุ่นได้สบายๆ แต่ตอนนี้แค่ต้องการบทพนักงานเสิร์ฟกาแฟเล็กๆ จึงสามารถปล่อยผ่านได้โดยไม่มีปัญหา


               แม้จะเพิ่งลับฝีปากกันมาหยกๆ หากในฐานะโปรดิวเซอร์ย่อมมองเรื่องงานมาก่อนเรื่องส่วนตัว เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเลยยินยอมพยักหน้า


               "งั้นเดี๋ยวให้ทีมดูแลนักแสดงพาคุณไปแต่งตัวได้เลย"


               อัศวินถูกพาไปแต่งหน้าทำผม แปลงร่างเป็นพนักงานร้านกาแฟเต็มรูปแบบ ซ้ำยังเป็นพนักงานที่ดูดีเกินมาตรฐานด้วยซ้ำ บทที่ต้องพูดก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่รับออเดอร์จากนางเอก แล้วก็เดินไปเสิร์ฟกาแฟในจังหวะที่พระเอกกับนางเอกเจอกันเท่านั้น


               ครั้นนาฬิกาเคลื่อนเข้มไปยังเลขเก้าก็ได้เวลาเริ่มถ่ายทำ อัศวินแสดงได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ไร้อาการประหม่าของพวกมือใหม่ เพียงถ่ายแค่เทคเดียวก็สั่งคัทผ่านฉลุย หลังจากนั้นจึงมีการเปลี่ยนมุมกล้อง เพื่อถ่ายซ้ำฉากเดิมอีกสองสามครั้ง แต่ร่างสูงก็ยังแสดงได้ขึ้นกล้องเหมือนเดิมเป๊ะไม่ติดขัด


               ขุนฟ้ามองคนมีพรสวรรค์ติดตัวด้วยความทึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว บรรดาคนในกองถ่ายก็เริ่มพูดคุยซุบซิบกัน


               "แกๆ เห็นน้องคนนั้นป่ะ เขาเป็นคิวท์บอยรึเปล่า ได้เซ็นสัญญากับสังกัดไหนไปรึยัง"


               "ไม่รู้เหมือนกันอ่ะ แต่เดี๋ยวเล่นเสร็จ ฉันกะจะไปขอถ่ายรูปน้อง ของดีแบบนี้ต้องเอาไปลงทวิตแล้วติดแฮชแท็ก"


               ขนาดในสายตาของผู้ชายด้วยกัน ขุนฟ้ายังมองว่าอัศวินค่อนข้างเพียบพร้อม จะมีผู้หญิงหลายคนนิยมชมชอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องมาตามวอแวเขานัก อย่างเมื่อกี๊ก็ยังประกาศตัวโต้งๆ เป็น 'ว่าที่แฟน' ของเขาหน้าตาเฉย


               เกือบสี่เดือนแล้วที่อัศวินเทียวมาที่ร้านกาแฟแห่งนี้ประจำ และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่มันเริ่มกลายเป็นความคุ้นเคย บางวันหลังเลิกงาน อัศวินก็มักมาดักรอ อ้างว่าจะไปส่งเขากลับบ้านบ้าง ชวนเขาไปกินข้าวด้วยกันบ้าง ซึ่งเขาก็มักจะปล่อยเลยตามเลย

   
               ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนมักจะคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทั้งวีรกรรมสมัยเด็ก ความฝันของตัวเอง มุมมองในอนาคต ขุนฟ้าเริ่มเปิดใจให้กับอัศวินมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำแพงที่กั้นขวางระหว่างกันค่อยๆ เบาบางลง


               ถ้านับเป็นเพื่อน ขุนฟ้าคิดว่า อัศวินเป็นเพื่อนที่ไม่เลวเลย แต่เจ้าตัวประกาศชัดเจนว่าอยากข้ามขั้นความสัมพันธ์มากกว่านั้น เขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน หากก็ไม่เคยคิดเรื่องเพศเดียวกัน แม้สังคมปัจจุบันจะเริ่มให้การยอมรับแล้ว แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าการมีคนรักเป็นผู้ชายจะต้องทำตัวแบบไหน


                ไม่สิ...สำคัญกว่านั้นคือ เขายังไม่รู้เลยว่าการชอบใครสักคนเป็นยังไง


                ...ความรู้สึกชอบใครสักคนจะรู้สึกแบบนี้รึเปล่านะ?


                รู้สึกคล้ายสายตาถูกดึงดูดให้จับจ้องไปยังคนคนเดียว เหมือนอย่างที่เขามองเห็นแค่อัศวินโดดเด่นท่ามกลางดารานักแสดงมากมาย  ราวกับมีสปอตไลท์ส่องเฉพาะเจาะจงลงมาโดยตรง


                 กระทั่ง รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงผู้กำกับสั่งคัท เป็นสัญญาณว่าซีนสุดท้ายได้ถ่ายเสร็จสิ้นลง                   


                อัศวินรับน้ำจากสวัสดิการกองมาดื่มแก้กระหาย ก่อนจะเดินตรงมาหาขุนฟ้าที่ยืนรออยู่ด้านหลัง แต่ในจังหวะที่เหลือระยะทางไม่มากก็ถูกกลุ่มสาวๆ ชิงตัดหน้าเสียก่อน


                  "ขอโทษนะคะ ขอถ่ายรูปหน่อยได้ไหมคะ"


                  คนถูกถามชะงัก หากก็ยิ้มรับอย่างยินดี  "ได้ครับ"


                  อัศวินเลยจำต้องเปลี่ยนจากพนักงานร้านกาแฟเป็นนายแบบชั่วคราว  โดยขุนฟ้ายังคงยืนมองอยู่ห่างๆ พร้อมกับมวลความอึดอัดบางอย่างที่ก่อเกิดขึ้นในอก


                   ...แล้วความรู้สึกชอบใครสักคนจะเป็นแบบนี้รึเปล่า?


                  ใช้เวลาพักหนึ่งกว่าสาวๆ จะยอมเลิกรา ปล่อยตัวอัศวินให้เป็นอิสระ จึงทำให้ร่างสูงสามารถปลีกตัวมาหาคนที่ตั้งใจจะคุยตั้งแต่แรก


                  "ผมแสดงเป็นยังไงบ้างครับ"


                  ถึงจะอาสาเล่นเอง แต่ก็ยังมีมุมที่ไม่มั่นใจในฝีมือ ซึ่งขุนฟ้าก็ตอบไปตามตรง


                  "ดีแล้วที่คุณแสดงแทน ถ้าเป็นผมคงดูไม่จืด"


                  "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แล้วอีกอย่างก็เพื่อตัวผมเองด้วย ขืนคุณไปแสดงแล้วเกิดดังขึ้นมา มีคู่แข่งมาจีบคุณเพิ่ม ผมคงจะแย่"


                  อัศวินเฉลยเหตุผลส่วนตัว หากไม่คาดคิดว่าคู่สนทนาจะออกความเห็นเช่นเดียวกัน


                  "แล้วคุณไม่คิดว่าผมจะแย่บ้างรึไง"


                  "เอ๊ะ!?"


                  ...เมื่อกี๊ขุนฟ้าพูดอะไรนะ เขาฟังเพี้ยนไปรึเปล่า?


                  แต่ไหนแต่ไรมาต่อให้พยายามจีบแทบตาย อีกฝ่ายก็ทำเพียงนิ่งเฉย เดาอารมณ์ไม่ถูก ทว่าดูเหมือนคราวนี้ป้อมปราการน้ำแข็งในใจของขุนฟ้าจะเริ่มละลายลงนิดหน่อยแล้วใช่ไหม


                  หัวใจของอัศวินเต้นรัว อยากจะถามความหมายของประโยคเมื่อครู่ใหม่อีกครั้ง แต่กลับมีมารมาผจญ เมื่อแดเนียลโผล่มาแทรกกลางระหว่างพวกเขา


                  "แหม มีฝีมือผิดคาดเหมือนกันนะเนี่ย ไม่ลองหางานเป็นนักแสดงดูเหรอ"


                  เป็นคำชมที่อัศวินไม่ดีใจเลยสักนิดจึงปฏิเสธไปอย่างแกนๆ


                  "ไม่ล่ะครับ ขอบคุณครับที่ชวน"


                  “งั้นเหรอน่าเสียดายจัง”


                  น้ำเสียงผิดหวังมาจากใจจริงหรือแสร้งทำก็ไม่อาจรู้ได้ ก่อนโปรดิวเซอร์จะหยิบนามบัตรของตัวเองขึ้นมา


                 “ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไรก็ลองติดต่อมาได้ทุกเมื่อนะครับ”


                   แต่แทนทีนามบัตรจะถูกส่งให้อัศวิน มันกลับถูกยื่นให้กับขุนฟ้า พร้อมกับที่แดเนียลขยิบตาส่งสัญญาณหวาน ทำเอาคนหวงก้างรีบคว้านามบัตรตัดหน้า พร้อมกับพูดตัดบททันควัน


                   “ไม่มีทางติดต่อไปแน่ครับ!"


                   แดเนียลไม่โต้ตอบอะไรคืน มีเพียงเสียงหัวเราะสะใจก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้อัศวินได้แต่ออกอาการหงุดหงิดตามหลัง


                   ขุนฟ้าได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความระอากับพฤติกรรมทะเลาะกันของเด็กโข่ง เขาชักจะรู้สึกคิดผิดที่ให้สองคนนี้มารู้จักกันเสียแล้ว


                   เพราะหลังจากนั้นคุณโปรดิวเซอร์ก็แวะเวียนมาเป็นลูกค้าประจำของร้าน และมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัดกับอัศวินตลอด จวบจนกระทั่งภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเข้าฉายจริง ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือน


                    ...และกว่าจะถึงตอนนั้น อัศวินก็เปลี่ยนตำแหน่งจาก 'ว่าที่แฟน' ไปเป็น 'แฟน' ตัวจริงของขุนฟ้าเรียบร้อย




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue



 กลับมาพบกับเรื่องย้อนเวลาครั้งที่ 3 กันอีกแล้วค่ะ

 นิยายเรื่องนี้จะมีช่วงย้อนเวลาเป็นระยะๆ เพื่อจะได้เห็นมุมมองของขุนฟ้า

 เป็นไทม์มิ่งช่วงที่ขุนฟ้าเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างกับอัศวินขึ้นมานิดๆ 

 แหม...น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับหัวใจคน 

 แค่พ่อหนุ่มปากแข็งไม่ยอมพูดออกมาเท่านั้นแหละ!

 เนื้อเรื่องของ Love You Again ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเป็นพิเศษ ดำเนินเรื่องเอื่อยเฉื่อยแบบ Slice of Life

  หวังว่าทุกคนคงยังไม่เบื่อกันใช่ไหมนะ? ถ้ามีคำแนะนำอะไรสามารถพูดคุยได้นะคะ

  ขอบคุณที่ติดตาม  แล้วพบกันตอนหน้าค่า :)

 :L2:

  BitterSweet




ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 12 : คุณผู้ธรรมดา



              อัศวินมีวันหยุดประจำร้านหนึ่งวัน


               คุณป้ามะลิอนุญาตให้พนักงานร้าน Jasmine Flower หยุดวันจันทร์ตามกฎหมายของแรงงาน แต่สำหรับผู้เป็นเจ้าของกิจการอย่างขุนฟ้า ร้านคาเฟอีนกลับเปิดติดต่อกันไม่มีวันหยุด


               อัศวินเลยมักจะสวมวิญญาณพ่อบ้านพ่อเรือนแทนผู้ที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้วันเหล่านั้นไปกับการเก็บเสื้อผ้าซักบ้าง ปัดกวาดเช็ดถูห้องบ้าง เปลี่ยนผ้าปูเตียงบ้าง


               แม้ที่ผ่านมาอัศวินจะไม่เคยมีรูมเมทมาก่อน แต่พอใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนกับขุนฟ้าแล้ว เขากลับสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ทั้งยังไม่ได้รู้สึกรำคาญหรืออึดอัดอะไร

       
             ซ้ำพออยู่ว่างๆ ไปนานๆ ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ หลังจัดการงานบ้านเรียบร้อยแล้ว เขาเลยชอบลงมานั่งเล่นที่ร้านคาเฟอีนแทน แต่วันนี้ขณะกำลังดื่มลาเต้ร้อนได้ไม่กี่นาที คุณบาริสต้าก็ถามขึ้น

 
             "วันหยุดคราวหน้าเราไปเที่ยวกันไหม"


              "เอ๋? ไปเที่ยวเหรอครับ"


              อัศวินแสดงสีหน้าแปลกใจ จนคนถามเข้าใจผิด


              "หรือคุณไม่อยากไป"


               "เปล่าครับ ผมอยากไป แต่ทำไมอยู่ๆ คุณถึงชวนล่ะครับ"


               "ก็แค่อยากให้คุณพักบ้าง ทั้งทำงานที่ร้านดอกไม้ ทั้งช่วยดูแลบ้าน คุณคงจะเหนื่อย"


               สำหรับเขาเรื่องพวกนี้ไม่ได้ลำบากอะไรเลยสักนิด และควรจะเป็นขุนฟ้ามากกว่าที่น่าจะหยุดพัก เพราะเล่นดูแลร้านกาแฟคนเดียวโดยไม่มีใครมาช่วย ความจริงเจ้าตัวควรจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ สักวันด้วยซ้ำ แต่การไปเที่ยวก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ


                "แล้วคิดรึยังครับว่าจะไปไหน"


               อัศวินถามเจ้าของแผนการ หากก็ถูกย้อนถามกลับ


                "คุณอยากไปไหนล่ะ?"


                 นับเป็นการไปเที่ยวกับขุนฟ้าครั้งแรกหลังจากที่ตัวเองความจำเสื่อม เขาก็ควรจะเลือกที่ดีๆ เพื่อสร้างความประทับใจ และถือโอกาสเติมเต็มความทรงจำใหม่ๆ เข้าไปแทน


               หลังจากเค้นสมองครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงอยู่พักหนึ่ง อัศวินก็เสนอตัวเลือก


               “จริงๆ ผมอยากเที่ยวในกระบี่นี่แหละครับ”


              “ที่นี่เหรอ”        


               "ครับ" เขาพยักหน้า  “ผมได้ยินว่าที่นี่มีที่เที่ยวน่าสนใจเยอะเลย อย่างพวกหมู่เกาะพีพี เกาะลันตา ผมยังไม่เคยได้ไปเที่ยวเลยสักครั้ง  เออ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เราไปดำน้ำดูปะการังกันด้วยเลยไหมครับ ผมไม่ได้ไปเล่นน้ำทะเลนานแล้วนะเนี่ย ได้ยินว่าทะเลฝั่งอันดามันน้ำใสมาก ยิ่งถ้าได้ดูวิวพระอาทิตย์ตกดินไปด้วยก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวผมเช็คที่พักดีกว่า นอนค้างสักสามวันสองคืนเป็นไงครับ”


              คนจัดทริปร่ายโปรแกรมทัวร์ด้วยความตื่นเต้น แถมยังเตรียมหยิบสมาร์ทโฟนมาจองโรงแรม แต่ขุนฟ้ากลับแสดงสีหน้าลำบากใจ

     
             "เราคงไม่ได้ค้างคืนหรอก เพราะว่าต้องไปแบบวันเดียวกลับน่ะ"


              เงื่อนไขที่ได้ยินทำเอาความฝันทั้งหมดพังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


               จริงด้วย...ตัวเขาหยุดวันจันทร์ได้วันเดียว แต่แค่รู้ว่าจะได้ไปเที่ยวก็ดันเผลอคิดวางแพลนนู้นนี้ไปไกลแล้ว ที่สำคัญ คนที่เขาน่าจะคำนึงถึงก่อนใครควรเป็นขุนฟ้า ผู้ยอมลงทุนปิดร้าน เพื่อไปพักผ่อนเป็นเพื่อนเขาต่างหาก


               “ผมลืมไป คุณอยู่ที่นี่คงไปเที่ยวที่พวกนั้นมาหมดแล้วสินะครับ”


              “ก็ไปมาแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ไปซ้ำอีกรอบก็ได้อะไรใหม่ๆ กลับมา”

     
               ไม่แน่ใจว่าเป็นคำตอบเพื่อเอาใจคนอยากเที่ยวรึเปล่า อัศวินเลยเปลี่ยนไปถามความเห็น   

     
              “แล้วตัวคุณอยากไปไหนเป็นพิเศษรึเปล่าครับ"

 
             หากอีกฝ่ายกลับส่ายหน้า


              "ไม่มีหรอก”


              "ไม่มีเลยเหรอครับ" 


              ...ขนาดเขายังมีที่ที่อยากไปยาวเหยียดเป็นหางว่าว แล้วอย่างขุนฟ้าจะไม่มีสักที่เลยหรือ?


               หากคู่สนทนายังคงยืนยันคำตอบเดิม พร้อมกับชี้แจงเหตุผลของตนเอง


               "ผมไปที่ไหนก็ได้ ถ้าได้ไปกับคุณ"


               ขุนฟ้านะ...ขุนฟ้า...ตอบแบบนี้ได้ยังไงกัน

     
              "งั้นไม่ต้องไปไหนแล้วครับ"


              อัศวินเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน จนคนฟังถึงกับงง


               "อ้าว...ทำไมล่ะ?"


               "ก็ถ้าอยู่ที่บ้าน เราจะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง แถมยังทำอะไรต่อมิอะไรได้สะดวก ไม่ต้องสนสายตาของคนอื่น ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนไงครับ"


                กิจกรรม 'อะไรต่อมิอะไร' ที่ทำตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ขุนฟ้าไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่พอสบมองแววตาระยิบระยับสุดแสนเจ้าเล่ห์ตรงหน้าแล้ว คนที่ไม่ยอมตัดสินใจก็เลือกได้ในทันที


               "เอาเป็นว่าไปเริ่มจากนั่งเรือไปดำน้ำดูปะการังก่อนแล้วกัน"


               ขุนฟ้าสรุปให้เสร็จสรรพ ปิดโอกาสให้อัศวินโต้แย้งใดๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรกแล้ว…








              ตลอดทั้งสัปดาห์ อัศวินจึงรอคอยวันไปเที่ยวอย่างใจจดใจจ่อ เร่งภาวนาให้วันทำงานผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งในที่สุดก็ถึงช่วงเวลานัด

   
              “พร้อมแล้วครับ”

     
              อัศวินแต่งตัวลำลองด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสั้นง่ายๆ มีหมวกแก๊ปเป็นพร็อพประกอบกันความร้อน กระนั้น เพราะอยู่ในหุ่นของคนรูปร่างหน้าตาดี ต่อให้การแต่งกายชิลๆ ก็ยังดูลงตัวน่ามอง ส่วนขุนฟ้าใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีพื้นและกางเกงยีนส์ขาสั้นเป็นลุคที่โตกว่า หากก็ให้อารมณ์ผ่อนคลายสบายๆ ไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น พวกเขายังไม่ลืมนำกระเป๋าเป๋ใส่เสื้อผ้าสำลองไปเปลี่ยนอีกคนละชุด
       

              การเดินทางเริ่มต้นสตาร์ท เมื่อเข็มนาฬิกาชี้เลขเก้า สองหนุ่มก็มาถึงท่าเรือคลองจิราด ซึ่งเป็นท่าเรือหลักที่จะนำพาเชื่อไปยังเกาะอื่นๆ


              ปกติการไปเที่ยวตามหมู่เกาะแบบวันเดย์ทริป  ก็มักจะต้องซื้อทัวร์ซึ่งมีโปรแกรมหลายแบบหลายราคาให้เลือกสรร โดยทัวร์เหล่านี้ก็จะพาพวกเขาขึ้นเรือสปีดโบ๊ทแล้วแวะตามเกาะทีละจุด เพื่อปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้ดำน้ำสน็อกเกอร์ดูประการังกันอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะพานั่งเรือกลับขึ้นฝั่งกระบี่เป็นอันจบทริป


            แต่ขุนฟ้าและอัศวินไม่ได้ตัดสินใจเลือกทัวร์ในทันที เพราะโปรแกรมเหล่านั้นมักไม่ยืดหยุ่น พวกเขาตั้งใจเที่ยวกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ เลยคิดจะนั่งเรือเฟอร์รี่ไปให้ถึงเกาะพีพีดอนก่อน แล้วค่อยหาเรือไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะใกล้ๆ


             เรือเฟอร์รี่ลำใหญ่บรรทุกผู้โดยสารได้ 250 คน แม้จะแล่นได้ช้า แต่การเคลื่อนของตัวเรือจะไม่กระแทกคลื่นน้ำ ทำให้ไม่เมาเรือง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ให้สามารถเดินรับชมความงดงามของวิวท้องทะเลได้เต็มที่ จึงไม่แปลกที่อัศวินจะเลือกที่นั่งบนดาดฟ้าชั้นสอง พลางเหลียวซ้ายและขวาสำรวจบรรยากาศรอบข้างอย่างตื่นเต้น ทำตัวไม่ต่างจากเด็กๆ มาทัศนศึกษา จนผู้ใหญ่ที่มาด้วยกันต้องคอยแนะนำ

   
          “เอ้า! อย่าลืมใส่ชูชีพด้วยสิ”
       

           ขุนฟ้าส่งเสื้อชูชีพสีส้มมาให้ ซึ่งอัศวินก็ยิ้มเก้ออย่างเขินๆ พลางรับมันมาสวม


         “ขอโทษทีครับ แค่นานแล้วที่ไม่ได้มาเที่ยวอะไรแบบนี้ ผมเลยคึกไปหน่อย”


         “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร  ถ้าคุณอยากจะเห็นตอนออกเรือจะเดินไปดูที่ท้ายเรือก็ได้นะ ตรงนั้นวิวสวยกว่า”

 
           “แล้วคุณไม่ไปด้วยกันเหรอครับ”



           “ไม่เป็นไร ผมนั่งรอตรงนี้แหละ”

 

            ร่างสูงปฏิเสธคำชวน แม้จริงๆ อัศวินอยากจะให้ขุนฟ้าไปด้วยกัน แต่ก็เข้าใจว่าเจ้าตัวอาศัยอยู่ที่นี่มานาน วิวทะเลคงกลายเป็นวิวธรรมดาที่คงเห็นชินตาจนเบื่อแล้ว


         “งั้นเดี๋ยวมานะครับ”  ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นก้าวไปยังท้ายเรือเพียงลำพัง


          วันนี้ท้องฟ้าสดใส สะท้อนน้ำทะเลเป็นประกายสวย ลมทะเลพัดโชยมาเบาๆ ให้กลิ่นอายสดชื่น ภาพเบื้องหน้างดงามจนอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำพิเศษ แต่น่าเสียดายที่เขาต้องมาชมบรรยากาศดีๆ แบบนี้คนเดียว เพราะเหลียวมองรอบกาย ผู้คนบางส่วนกำลังจับจองพื้นที่ถ่ายรูปกัน มีทั้งมากับครอบครัวบ้าง มากับกลุ่มเพื่อนบ้าง มาเป็นคู่รักบ้าง


         …เห็นแล้วก็นึกอิจฉา หรือเขาควรกลับไปชวนขุนฟ้ามาตรงนี้ด้วย?


           อัศวินเดินย้อนไปยังที่นั่ง ตั้งใจจะชวนให้อีกฝ่ายมาเพลิดเพลินกับวิวสวยๆ ไปด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ขุนฟ้ากำลังเพลิดเพลินกับสิ่งอื่นแทน
     

            หูฟังแบบไร้สายถูกเสียบข้างใบหน้าคม ส่วนดวงตากำลังไล่ดูเพลย์ลิสต์เพลงจากในสมาร์ทโฟน เพื่อฆ่าเวลาในการเดินทางถึงสองชั่วโมง  ครั้นรู้สึกตัวว่ามีคนมาใกล้ มือข้างหนึ่งก็ดึงหูฟังออกแล้วย้อนถามอย่างแปลกใจ


          “อ้าว กลับมาแล้วเหรอ เร็วจัง”


           ทีแรกอัศวินจะชวนขุนฟ้าไปท้ายเรือตามที่ตั้งใจ แต่พฤติกรรมเมื่อครู่เรียกความสงสัยใหม่ของเขาขึ้นมาแทน   


         "คุณกำลังฟังเพลงอะไรอยู่เหรอครับ”


         เพราะความทำความทรงจำหายไปสามปี เพลงใหม่ในตอนนู้นก็คงกลายเป็นเพลงเก่าตกยุคไปซะแล้ว เขาเลยอยากรู้ขึ้นมาว่าเพลงฮิตในตอนนี้จะเป็นแบบไหน


            “อยากฟังไหมล่ะ”


            ขุนฟ้าส่งหูฟังที่ถืออยู่ให้ ซึ่งอัศวินก็รับมาโดยไม่ได้อิดออด แล้วทรุดตัวนั่งข้างๆ  แต่แทนทีจะได้ฟังเพลงวัยรุ่นฮิตในยุคนี้ สิ่งที่กำลังบรรเลงอยู่กลับเป็นเพลงสากลสไตล์ยุค '90  ซึ่งโด่งดังในอดีต


            กระนั้นด้วยทำนองคุ้นหู จึงทำให้คนที่อายุไล่เลี่ยกันสามารถฮัมเพลงในใจได้ตามเป็นบางท่อน แล้วเขาก็เห็นขุนฟ้านั่งกอดอกหลับตาปล่อยอารมณ์ไปอย่างสบายใจด้วยสีหน้าผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มมุมปาก


          ...และนั่นเองที่อัศวินเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าลืมมองวิวทะเล เพราะสายตาของเขาตอนนี้กลับหยุดอยู่เพียงแค่คนข้างๆ


          บรรยากาศรอบข้างอาจสวยงามไม่ได้เห็นบ่อยๆ ก็จริง แต่ความธรรมดาอันแสนเรียบง่ายของขุนฟ้านับเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับเขา


          เพลงรักเก่าๆ ประสานทำนองเข้ากับเสียงคลื่นทะเล อัศวินนึกอยากให้เรือลำใหญ่นี้แล่นช้าลงอีกสักหน่อย
   

          ก็เหมือนที่เขาว่ากันว่า...บางครั้งจุดหมายปลายทางก็ไม่สำคัญ เท่ากับช่วงเวลาระหว่างการเดินทาง

 




        ในที่สุดหลังจากเข็มนาฬิกาชี้มาถึงเลขสิบสองพวกเขาก็เดินทางมาถึงเกาะพีพีดอน ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่เกาะพีพี และเป็นที่ตั้งของร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท แม้จะเป็นวันธรรมดา ก็ยังมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างพลุพล่านคึกคัก

         
        ชายหนุ่มสองคนตัดสินใจหามื้อเที่ยงทานกันก่อน โดยเลือกเป็นร้านริมชายหาดจะได้มองเห็นวิวทะเลเป็นอาหารตาไปด้วย หลังจากนั้นพนักงานเสิร์ฟก็นำเมนูของทางร้านมาให้ มีทั้งจานไทยและเทศ รวมทั้งขนมหวาน แต่ละอย่างล้วนกระตุ้นต่อมน้ำลายคนหิว ซึ่งขุนฟ้าก็ให้อิสระกับเขาอย่างเต็มที่

               
         "คุณอยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ"


        อัศวินลังเลตัดสินใจไม่ถูก อันนู้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่าทาน แต่ไหนๆ มาทะเลทั้งทีก็ควรเลือกอาหารทะเลเป็นหลักเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ

             
        "ผมขอปูผัดผงกะหรี่ ต้มยำทะเล ปลาหมึกผัดไข่เค็ม แล้วก็กุ้งเผาอีกครึ่งกิโลครับ"


        เขาสั่งเมนูที่อยากทานรวดเดียวจบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า คนนั่งร่วมโต๊ะยังไม่ทันแม้แต่จะอ้าปากสั่ง


        “อ่ะ คุณอยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่าครับ”


      ...ไอ้เขาก็ดันแสดงอาการตะกละของตัวเองออกไปซะได้ ทั้งๆ ที่มาแค่สองคนแต่ดันเล่นสั่งมาเยอะแยะ ยังดีที่ขุนฟ้าไม่ได้ว่า เพียงแค่ยิ้มมุมปากขำๆ เท่านั้น     


       “ไม่ล่ะ  ขอข้าวเปล่าเพิ่มอีกสองจานก็พอครับ”
     

      พนักงานจดออเดอร์เรียบร้อย และใช้เวลาไม่นาน อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟ แต่เมนูไฮไลต์เด็ดสุดก็ไม่พ้นกุ้งเผาตัวโตๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย
             

      อัศวินไม่รอช้า จัดให้ตัวเองก่อนหนึ่งตัว เขาค่อยๆ แกะเปลือกกุ้งสีส้มทีละชั้น จนได้เนื้อกุ้งอวบๆ แน่นๆ ก่อนจะจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ สูตรเด็ดของทางร้าน แล้วจึงนำเข้าปากเคี้ยว
   

      รสหวานอร่อยของกุ้งตัวโตกระจายเต็มปากเต็มคำ ด้วยเพราะอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ จึงทำให้ได้คุณภาพสดใหม่ ไม่เหลือกลิ่นคาว โดยเฉพาะตรงมันกุ้งสีสวยคลุกกับข้าวเปล่าร้อนๆ ยิ่งกินยิ่งฟินสมกับที่คาดหวังรอคอย

             
      อัศวินปลื้มปริ่มกับการกินกุ้งเผา ซึ่งเป็นเมนูโปรดของตน จึงแกะไปกินไปได้หลายตัว แต่ดูเหมือนขุนฟ้าจะมีวิธีการแตกต่างจากเขา เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมกินกุ้ง มัวแต่ก้มหน้าก้มตาแกะเปลือกจนเสร็จ แล้วก็วางกลับไปในจานเหมือนเดิม

 
      ...หรือขุนฟ้ากลัวมือจะเลอะ เลยอยากแกะให้เสร็จๆ ไปทีเดียว?

       
     "ไม่กินล่ะครับ หรืออยากแกะให้เสร็จก่อน?"

     
        เขาถามออกไปตามข้อสันนิษฐาน ทว่าเหตุผลของขุนฟ้า ไม่ใช่เป็นเพราะพฤติกรรมการกิน แต่เป็นเพราะเจ้าตัวไม่อาจจะกินมันได้

 
       "จริงๆ แล้วผมแพ้อาหารทะเลน่ะ"


       อัศวินแทบจะทำกุ้งหลุดจากมือ เมื่อได้ฟังสิ่งที่คาดไม่ถึงมาก่อน


       ...ขุนฟ้าแพ้อาหารทะเล แต่เขาดันสั่งอาหารทะเลมาเต็มโต๊ะ อัศวินคนเก่าคงจะรู้ข้อมูลนี้อยู่แล้ว แต่เขาเนี่ยสิกลับไม่รู้อะไรเลย

   
       "แล้วทำไมไม่รีบบอกผมล่ะครับ งั้นเดี๋ยวผมจะสั่งเพิ่มให้ใหม่"

 
        ร่างสูงเตรียมเรียกพนักงาน หากคู่สนทนากลับห้ามไว้

 
       “ไม่เป็นไรหรอก พวกปลาในต้มยำกับหมึกผัดไข่เค็ม ผมก็ยังกินได้"

   
     ถึงกระนั้น อีกฝ่ายก็ยังคงตักกับข้าวน้อยครั้ง เพราะมัวแต่แกะเปลือกกุ้งออกให้เขาได้กินง่ายๆ …ขุนฟ้าจะใจดีเกินไปแล้ว แบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกผิดเข้าไปใหญ่

       
       "แต่ผมอยากให้คุณกินของอร่อยๆ ด้วยกัน"  

             
        อัศวินว่าอย่างเสียดาย แต่มีสิ่งที่ขุนฟ้านึกเสียดายมากกว่า

             
        "ขืนสั่งมาเยอะ จะกินไม่หมด เปลืองจะตาย...เอ้า! ตัวสุดท้ายแล้ว"

             
         กุ้งที่ลอกเปลือกอย่างสวยงามถูกยื่นมาตรงหน้า พร้อมกับประโยคคำสั่ง

               
        "ถึงผมจะกินไม่ได้ แต่เห็นคุณกินก็อร่อยแล้ว เพราะงั้นก็กินแทนในส่วนของผมเยอะๆ ด้วยล่ะ"


         ถ้าขุนฟ้าพูดมาอย่างนั้นเขาก็จะไม่คัดค้าน... 
       

        อัศวินจึงรับกุ้งตัวโตมาไว้ในมือ ก่อนบรรจงนำมันเข้าปาก โดยครั้งนี้ไม่จิ้มน้ำจิ้มใดๆ  เพราะอยากชิมกุ้งที่ขุนฟ้าตั้งใจแกะให้

 
        น่าประหลาดที่กุ้งตัวนี้ก็เป็นกุ้งธรรมดาๆ แต่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งได้รสพิเศษเด่นชัดกว่าทุกตัว


        “หวานมากเลยครับ”


       …เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่าความหวานมาจากกุ้ง หรือมาจากการกระทำของขุนฟ้ากันแน่เท่านั้นเอง

         

----------------------------------------------------------------------------------------------------


To be continue




ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ BitterSweet

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +724/-2
◤Love You Again : รักคุณคนเดิม◢



บทที่ 13 : คุณผู้เป็นผู้ใหญ่

             

             

              อัศวินกำลังเตรียมตัวไปดำน้ำดูปะการัง


              หลังจากจัดการมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกทริปดำน้ำตื้นสั้นๆ ที่อ่าวมาหยา ทั้งสองเดินขึ้นไปนั่งเกือบท้ายเรือสปีดโบ๊ทสีขาว ซึ่งจอดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ  ก่อนกัปตันจะติดเครื่องยนต์ให้ยานพาหนะพุ่งทะยานไปบนผืนน้ำ

               
              ความเร็วของเรือลำเล็กย่อมมีมากกว่าเรือเฟอร์รี่ เช่นเดียวกับความแรงของการกระแทกท้องคลื่น ทำให้ผู้โดยสารคล้ายถูกเหวี่ยงให้โคลงเคลงไปมา

             
              อัศวินไม่ค่อยมีโอกาสนั่งเรือเร็วๆ แบบนี้สักเท่าไร พอผ่านไปเพียงครึ่งทาง จึงทำให้เขาชักเริ่มมีอาการวิงเวียน อาหารเที่ยงที่ทานมาก่อนหน้านี้ แทบจะขย้อนย้อนศรออกทางเก่า ทำเอาคนนั่งข้างๆ เป็นกังวล

   
             “คุณเมาเรือเหรอ”
         

             “แค่มึนๆ นิดหน่อยครับ” 
             

            สีหน้าร่างสูงซีดลงเรื่อยๆ วิวทะเลแสนสวย กลายเป็นเหมือนภาพสามมิติชวนให้ปวดหัว จนต้องหลับตาลงแทน ทว่าการกระทำนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไรนัก
       

          “ถ้ายิ่งหลับตาจะยิ่งเมาเรือง่ายขึ้นนะ ลองหายใจเข้าลึกๆ อย่าก้มหน้า แล้วมองไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทะเลดู”

     
          ผู้มีประสบการณ์มากกว่าให้คำแนะนำ อัศวินจึงลองทำตาม เขาสูดลมหายใจเข้า ตั้งศีรษะให้ตรง แล้วหาจุดโฟกัสอย่างอื่น ซึ่งสายตาของเขาก็เลือกหยุดตรงที่ที่หนึ่ง


          “มองหน้าผมทำไม”

 
         “ก็คุณบอกให้หาอย่างอื่นมองนี่ครับ"


      …ช่วยไม่ได้ก็ในเมื่อในเวลานี้ ภาพที่น่ามองที่สุดบนเรือก็มีแค่ขุนฟ้าเท่านั้น


          อัศวินไม่เคยสนใจพิจารณาหน้าตาของผู้ชายคนไหนมาก่อน และที่สำคัญ เขาไม่ใช่คนที่ตกหลุมรักคนอื่นง่ายๆ จากแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่สำหรับขุนฟ้า แม้จะไม่ได้เรียกว่าหล่อเหลาระดับซูเปอร์สตาร์ กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเจ้าตัวกลับมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง


        …ใบหน้าเกลี้ยงเกลา จมูกเป็นสันพอเหมาะ มีจุดเด่นเป็นดวงตาคมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาที่ใครๆ ก็มักบอกว่ามันช่างดูดุแสนดุ หากมันกลับเป็นดวงตาคู่สวยที่คอยดึงดูดให้เขาหวั่นไหวอยู่เสมอๆ


           แทนทีจะหายเวียนหัว  ไม่รู้ทำไมยิ่งมองไปเรื่อยๆ แล้ว กลับยิ่งรู้สึกอาการย่ำแย่ลงกว่าเก่า มิหนำซ้ำ ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นหัวใจให้เป็นจังหวะแปลกๆ


          แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่อาจล่วงรู้ เลยยังคงแสดงความเป็นห่วงออกมา


         "ดีขึ้นบ้างแล้วรึยัง"


          “มั้งครับ”


          อัศวินเบือนหน้าหนีไปชมวิวทะเล ให้ตายก็ไม่มีทางพูดออกมาได้ว่า เหตุใดเขาถึงไม่กล้ามองขุนฟ้าให้นานๆ


          นั่นก็เป็นเพราะตอนนี้เขาไม่ได้เมาเรือแล้ว…แต่จะเมาขุนฟ้าแทนต่างหาก


          โชคดีที่พอนั่งไปสักพัก คนไม่คุ้นชินก็เริ่มปรับตัวกับความโคลงเคลงได้ ทั้งใช้เวลาไม่นานเรือก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่อ่าวมาหยาเรียบร้อย


          ลักษณะของอ่าวมาหยา เป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆ โดยมีภูเขาหินปูนโอบล้อม และมีหาดทรายสีขาวละเอียดทอดตัวโค้งสวย จนถูกขนานนามให้เป็นสวรรค์แห่งอันดามัน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแลนด์มาร์กยอดนิยม เพราะเคยถูกใช้โลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ระดับฮอลลิวู้ดไปทั่วโลก จึงไม่แปลกที่มีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติอยู่เต็มไปหมด


          “เราจะจอดที่อ่าวมาหยาประมาณชั่วโมงครึ่ง สามารถใช้สน็อกเกอร์ดำดูปะการังได้ แต่อย่าหยิบมันเอากลับไปเป็นที่ระลึกนะครับ ส่วนใครอยากจะพักสามารถเดินขึ้นไปที่หาดได้เลย"


          ไกด์ประจำเรือแจ้งข้อควรระวัง ก่อนสอนวิธีสวมอุปกรณ์สน็อกเกอร์ แล้วทยอยปล่อยให้คนเดินเรียงแถวกันลงบันไดท้ายเรือ


         น้ำทะเลสีครามมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น อัศวินเผลอสะดุ้งเมื่อหย่อนตัวลงไปแช่อยู่ในน้ำ อีกทั้งเสื้อชูชีพที่ใส่ก็ยังทำให้ประคองตัวค่อนข้างยาก เขาว่ายไปมาอย่างเงอะงะ ไม่รู้จะไปทางไหน แต่จู่ๆ ร่างกายก็เหมือนถูกดึงเอาไว้ให้หยุดอยู่นิ่งๆ


        “ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ต้องไปเกร็ง ตีขาเบาๆ แล้วชูชีพจะพาเราให้ลอยไปตามน้ำเอง”

 
         เป็นอีกครั้งที่เขาได้ขุนฟ้าเป็นผู้ดูแล ร่างสูงว่ายน้ำมาข้างๆ พลางให้คำแนะนำมือใหม่


        “หายใจเข้าลึกๆ แล้วพอดำน้ำลงไปก็ให้มองไปกว้างๆ เดี๋ยวผมจะเริ่มดำไปพร้อมกับคุณด้วย”

 
         อัศวินพยักหน้า ก่อนจะนำท่อหายใจเข้าปาก รอฟังสัญญาณ


         “พร้อมนะ หนึ่ง สอง สาม!”


           สิ้นเสียง ชายหนุ่มก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กลั้นอากาศไว้ในปอด แล้วก้มศีรษะลงไปในน้ำทะเล  ครั้นลืมตา เขาก็เห็นภาพใต้ท้องทะเลที่เป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งงดงามแปลกแตกต่างจากบนดิน  ไม่ว่าจะเป็นความอลังการของปะการังหลากสี สาหร่ายและดอกไม้ทะเลที่พริ้วไหวไปกับคลื่นน้ำ


           ระหว่างตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศรอบด้าน  ขุนฟ้าที่ว่ายอยู่ข้างๆ ก็ทำสัญญาณมือชี้ให้ดูฝูงปลาทะเลตัวเล็ก ๆ ที่กำลังว่ายวนล้อมรอบตัวพวกเขา อัศวินไม่เคยว่ายน้ำกับปลาอย่างใกล้ชิดเท่านี้มาก่อน เคยเห็นก็แต่ในอนิเมชั่นเรื่องนีโม่ ไม่เคยมีโอกาสเห็นของจริง สถานการณ์ตรงหน้าก่อเกิดเป็นความประทับใจใหม่ในความทรงจำ


           พวกเขาสองคนใช้เวลาดำผุดดำว่ายดูปะการังอยู่พักใหญ่ๆ ด้วยวิธีลอยตามคลื่นไปเรื่อยๆ กระทั่งเข้าเขตชายหาด  จึงเดินขึ้นไปทิ้งตัวนั่งพัก  กระนั้นอัศวินที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลือก็ยังไม่หยุดคึก ใช้มือขุดหลุมทรายรอบๆ ตัวให้เกิดเป็นหลุมกว้าง


          "ทำอะไรน่ะ?"


         “กำลังก่อปราสาททรายไงครับ มาทำด้วยกันไหม”


          “เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้”


         “ไม่เห็นเป็นไรเลย สนุกดีออก มาลองดูสิครับ"


           ขุนฟ้าแสดงท่าทีลังเล แต่ในที่สุดก็ถอนหายใจ ยอมแพ้ต่อถ้อยคำชวนตื๊อ เลยลงมือขุดทรายข้างๆ เพื่อไปถมปราสาทที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง  แต่ไปมาๆ การละเล่นของชายหนุ่มตัวโตๆ สองคน กลับกลายเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะเหล่าเด็กๆ ที่มาเที่ยวบนเกาะ  สายตาคู่น้อยของเด็กหญิงและเด็กชายผมบลอนด์วัยเจ็ดขวบเมียงมองมาอย่างสนอกสนใจ  จนอัศวินต้องออกปากเอ่ยชวน


          “มาเล่นด้วยกันไหม…Do you want to play?”


         ยังดีที่พวกเด็กๆ ไม่กลัวคนแปลกหน้า คู่พี่น้องฝรั่งสองคนพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะมาร่วมวงก่อปราสาททรายไปด้วยกัน  เพียงไม่นานอัศวินก็กลายเป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็ก ขุดทรายกันไป หัวเราะกันไปอย่างสนุกสนาน กระทั่งขุนฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังพูดเปรย
               

         "คุณดูเข้ากับเด็กๆ ดีนะ ผมนี่สิ...พอเข้าหาทีไร ไม่รู้ทำไมเด็กถึงไม่ค่อยอยากอยู่ด้วย"

               
         คนหน้าโหดมาดนักเลงเอ่ยด้วยความน้อยใจ แต่สำหรับอัศวินแล้ว เด็กๆ อาจไม่เข้ากับขุนฟ้าก็จริง แต่ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่กว่า กลับมีแต่คนขยันเข้าหา

             
          เขาสังเกตมาหลายครั้งตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในร้านคาเฟอีน ลูกค้าประจำของขุนฟ้าส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงวัยกลางคนรุ่นคุณน้าคุณป้า ซึ่งชอบแสดงความเอ็นดูเวลาขุนฟ้ามาเสิร์ฟกาแฟให้ ก็มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกว่าตนเองมีเสน่ห์เหนือกว่าคนอื่น พอคิดแล้วก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้

             
       "ดีแล้วครับที่เด็กๆ ไม่เข้าหาคุณ"

 
        ถ้อยคำแง่ลบทำให้ขุนฟ้าถึงกับต้องถามอย่างใจเสีย

 
       "อ้าว ทำไมล่ะ?"

 
        "...ก็จะได้มีผมเป็นเด็กคนเดียวที่เข้ากับคุณได้"

   
        ประโยคตอบของเด็กตัวโตขี้หวง ฟังแล้วอยากจะกรอกตาขึ้นมองบน

 
         "เด็กพรรณนี้ไม่เห็นน่าอยู่ด้วยเลยสักนิด"

 
         ขุนฟ้าบ่นใส่คนอายุน้อยกว่า ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดเศษทรายออกจากตัว


         “ไปกันเถอะ ใกล้ได้เวลาเรือออกแล้ว”


         "ว้า…งั้นเหรอครับ อยากจะอยู่ที่นี่ให้นานกว่านี้อีกจัง"


          ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ อัศวินจำใจต้องโบกมือลา แล้วปล่อยปราสาททรายไว้ให้เด็กๆ ดูแลกันต่อ ส่วนพวกเขาสองคนพากันว่ายน้ำออกจากอ่าวมาหยาไปขึ้นเรือสปีดโบ๊ทเตรียมตัวกลับ


           หลังจากเดินทางมาถึงที่เกาะพีพีดอนอีกครั้ง คนตัวเปียกก็หาห้องอาบน้ำง่ายๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ เพื่อหาเรือเฟอร์รี่รอบสี่โมงเย็นกลับกระบี่ ถือเป็นอันจบทริปสั้นๆ ในวันนี้


         "เดี๋ยวผมไปซื้อตั๋วนะ คุณรออยู่ตรงนี้แล้วกัน"


         ขุนฟ้าฝากกระเป๋าสะพายเป้ที่ใส่เสื้อผ้าพลางบอกกับเขา ก่อนเดินแยกไปจัดการเรื่องตั๋ว แต่ระหว่างรออยู่เพียงลำพัง อัศวินก็ได้ยินเสียงทักจากด้านหลัง


        "Excuse me"

     
        สาวฝรั่งหุ่นเซ็กซี่สองคนเดินเข้ามาเอ่ยประโยคขอความช่วยเหลือ

               
        "Can you take a photo of us?"

               
         ในนามเจ้าของประเทศก็ไม่อยากให้เสียชื่อคนไทยสยามเมืองยิ้ม เขาเลยหันไปแสดงน้ำใจรับสมาร์ทโฟนจากชาวต่างชาติ  ซึ่งโพสท่ามกลางชายหาดสวยให้เขาลั่นชัตเตอร์เก็บไว้เป็นที่ระลึก

               
        "Thank you"

               
         สาวผมบลอนด์เดินกลับมา หลังจากถ่ายไปได้สี่ห้ารูป แต่ดูเหมือนพวกเธอจะไม่พอใจแค่วิวจากประเทศไทย เพราะทั้งคู่ยังขอถ่ายรูปกับคนไทยด้วย
               

        "Can we take a photo with you?"

                 
        อัศวินนึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ จะถูกขอให้เป็นนายแบบกะทันหัน แต่ไหนๆ แล้วรูปถ่ายสักใบก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เขาเลยตกลงยอมให้อีกฝ่ายยกโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายเซลฟี่ แถมยังเอื่อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันรูปให้

                 
          "Do you have WhatApp? I will send this photo to you."

       
           สมาร์ทโฟนของเขาไม่มี WhatApp แอพพลิเคชั่นที่เอาไว้สื่อสารทางโซเชี่ยลเหลือแค่ Line เท่านั้น พอเขาอธิบายไป คู่สนทนาก็ยังคงไม่หยุดตื๊อ


          "What's about an e-mail?"

               
           อัศวินถูกขออีเมล์ แต่ติดตรงที่เขาไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันตนเองใช้อีเมล์อันไหน  ถ้าเขาเริ่มทำงานแล้ว จะใช้อีเมล์เดิมกับที่สมัยยังเป็นนักศึกษาอยู่รึเปล่านะ แต่สุดท้ายเพื่อเป็นการตัดปัญหา เขาเลยต้องยอมบอกอีเมล์เก่าของตนไป หากเรื่องกลับไม่จบแค่ตรงนั้น

       
          “Where do you go next? We are going to Krabi, would you like to join with us?"


          ดูเหมือนสองสาวจะเข้าใจผิดว่าเขามาคนเดียว เลยอยากชวนมาร่วมวงเป็นเพื่อนนั่งเรือกลับด้วยกัน ถึงใจอยากจะแสดงความเป็นมิตรไมตรีแค่ไหน แต่มากขนาดนี้ก็คงไม่ไหว ทว่าชั่วขณะที่กำลังจะปฏิเสธ อยู่ๆ ประโยคภาษาอังกฤษสำเนียงดีก็ดังตัดหน้าเสียก่อน
 

          “Sorry, we stay here tonight."
         

         ขุนฟ้าแทรกเข้ามากลางวงสนทนา ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นคล้องคอเขา ก่อนจะขอตัวบอกลาพร้อมรอยยิ้ม

                 
         "Have a nice trip."


           แล้วก็หมุนตัวหันหลังเดินจากนักท่องเที่ยวฝรั่งออกมา พอพ้นระยะไปสักพักหนึ่ง ขุนฟ้าก็ปล่อยมือที่คล้องคอออก ทำให้เขามีโอกาสรีบหันกลับมาอธิบายสถานการณ์


           "เมื่อกี๊เขามาขอให้ผมถ่ายรูปให้เฉยๆ น่ะครับไม่ได้มีอะไร"


           “อือ”


            คู่สนทนาส่งเสียงเพียงคำเดียว  แล้วก้มลงกดโทรศัพท์ด้วยท่าทางนิ่งเงียบ  ก็ไม่แปลกหรอกที่จะโดนโกรธ ในเมื่อภาพที่อีกฝ่ายเห็นคงคล้ายเขากำลังแลกเบอร์จีบหญิงอยู่ ซึ่งเขาก็ดันแลกคอนแท็คไปจริงๆ


           “เออ…แล้วผมก็แค่บอกอีเมล์เก่าเขาไป แต่ก็แค่นั้นนะครับ ถ้าคุณไม่ชอบผมจะลบเมล์จากเขาทิ้ง”


           “อือ รู้แล้ว” 


            ยังคงเป็นประโยคตอบสั้นๆ ทั้งเจ้าตัวก็ยังคงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา จนอัศวินใจเสีย


            “ผมขอโทษนะครับ คราวหลังผมจะไม่ทำอีก”


             อาจเพราะด้วยนำ้เสียงจริงจัง จึงทำให้ในที่สุด คนฟังก็ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มามองงงๆ


             “ขอโทษทำไม”

   
             “คุณไม่ได้กำลังโกรธอยู่เหรอครับ”


             “เปล่า”


             หลังจากถามย้ำจนแน่ใจ อัศวินก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก สมแล้วที่ขุนฟ้าเป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

       
              “งั้นเรากลับไปที่ท่าเรือเถอะครับ”


                ชายหนุ่มเตรียมจะหันหลัง ตั้งใจว่าคราวนี้จะเลี่ยงไม่คุยกับใครพร่ำเพรื่อ อย่างน้อยเขาก็ต้องให้เกียรติขุนฟ้าที่เป็นแฟน และไม่อยากจะโดนเข้าใจอะไรผิดๆ อีก


               ทว่าแทนทีอีกคนจะเดินตามมา ขาทั้งสองข้างกลับหยุดนิ่ง พร้อมถ้อยคำยืนกราน


                “เราไม่กลับไปแล้ว"


                อัศวินชะงักฝีเท้าในทันที    “เอ๊ะ? หมายความว่าไงครับ”

         
               “ผมบอกไปเมื่อกี๊แล้วไง”


                เมื่อกี๊…. We stay here tonight. พวกเขาจะค้างคืนบนเกาะพีพี ขุนฟ้าหมายความตามที่พูดจริงๆ เหรอ

       
               “แต่ว่างานวันพรุ่งนี้…?”


                พวกเขาตั้งใจมาเที่ยวแบบวันเดย์ทริปตั้งแต่แรก เพราะรู้ดีว่าเจ้าของร้านคาเฟอีนให้ความสำคัญกับงานมากขนาดไหน แต่คนทุ่มเทคนนั้นกลับยอมแหกกฎของตัวเอง


              “เรือรอบแรกเริ่มแปดโมงสิบห้า ถึงกระบี่ก็น่าจะสักสิบโมงครึ่ง ร้านผมเปิดเลทนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก ส่วนคุณโทรไปขอโทษคุณป้ามะลิว่าพรุ่งนี้อาจเข้างานสายก็แล้วกัน"

 
               แม้จะเป็นเรื่องที่ตัดสินใจอย่างกะทันหัน แต่ร่างสูงก็แจกแจงแผนอย่างรวดเร็ว


              “งั้นคืนนี้เราจะพักที่ไหนล่ะครับ”


              “ผมจัดการจองรีสอร์ทเรียบร้อยแล้ว”


               มือข้างหนึ่งยกสมาร์ทโฟนขึ้นโชว์ให้เห็นหน้าจอยืนยันการชำระเงิน ที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์เมื่อครู่ก็เพราะกำลังจองที่พักอยู่นั่นเอง


             “…ก็คุณบอกว่าอยากอยู่ที่นี่นานๆ ไม่ใช่เหรอ”


            ขุนฟ้าให้เหตุผล ทั้งๆ ที่เป็นคำขอเรื่อยเปื่อยของเด็กเอาแต่ใจอย่างเขาเท่านั้น


            แต่ตลอดทั้งทริปวันนี้  อัศวินรู้ดี ขุนฟ้าคอยดูแลเทคแคร์เขามากขนาดไหน และยิ่งเป็นการยืนยันว่า ดีแล้วที่อีกฝ่ายไม่เหมาะจะทำตัวเข้ากับเด็กๆ

             
            เพราะเขาคิดว่า...เสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ต่างหากที่เข้ากันกับขุนฟ้ามากที่สุด




---------------------------------------------------------------------------------------------------------



To be continue




 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด