A moment in Siam กาลครั้งหนึ่ง ณ สยาม [แจ้งข่าวจ้า] P.111
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: A moment in Siam กาลครั้งหนึ่ง ณ สยาม [แจ้งข่าวจ้า] P.111  (อ่าน 1140483 ครั้ง)

casper75

  • บุคคลทั่วไป
ตัวเอกฮาดี :pigha2:


รอ รอ รอ  :really2:

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2405/-22
สงสัยต้องรออีกเป็นเดือนกว่าจะมาต่ออีก  o18

ออฟไลน์ กว่าจะไร้เดียงสา

  • อาจมีค่าเพียงหยดน้ำ...สักวันจะกลายเป็นฝน
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-26
มาดันรอ  :z2: :z2:

ตีลังการอ :z3: :z3:

ออฟไลน์ เซ็งเป็ด

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 596
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +602/-2
ผมถูกนำทางไปยังบ้านพัก  ที่ขณะนั้นถูกผมเรียกอย่างสวยหรูว่า home stay  เพราะเป็นแค่บ้านไม้หลังเล็กที่ยกพื้นสูงไม่มาก แค่พอยกขาข้าม หน้าบ้านมีโอ่ง หรืออะไรสักอย่างที่เล็กกว่าโอ่ง ไหเหรอ เอ หรือเรียกว่า หม้อดี มีตะบวยคว่ำอยู่ หลังคา home stay มุงด้วยกระเบื้องแผ่นสีแดงๆหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะมืดแล้ว
“ค่ำนี้ นายข้าเมตตาให้เจ้าพำนักอยู่ที่นี่ได้ แต่รุ่งเช้า ข้าหวังใจว่าคงจะมิพบเจอหน้าเจ้าที่เรือนนี้อีก” นายสนพูด
“แหม เฮีย ไม่ต้องกล่าวต้อนรับกันขนาดนี้ก็ได้ เกรงใจ ชิส์ ไว้กลับบ้านเมื่อไหร่จะโอนตังส์มาให้แล้วกันนะ” ผมยิ้มเดียงสา
“เออ ว่าแต่ ห้องน้ำอยู่ไหนละ มี shower ป่าว มันหนาว อ้อๆ เดี๋ยวๆผ้าเช็ดตัวขอสีขาวนะ แล้วก็ อาหารเย็นด้วย ยังไม่ได้กินอะไรเลย แมร่งโคตรหิว” ออร์เดอร์ผมมาเป็นขบวน
“พูดกระไรของเจ้า มากความ ขึ้นเรือนเจ้าเสีย ข้าเหนื่อยกับเจ้าเต็มทีแล้ว” เมื่อพูดเสร็จ นายสนก็หันหลังเดินหายไปพร้อมกับความมืด
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ เดี๋ยว” ผมพยายามเรียกแต่ไม่ทัน “อะไรของเค้าวะ คนไทยสมัยนี้ทำไมมันแล้งน้ำใจกันนัก เอาวะ คืนเดียว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว” ผมว่าก่อนจะก้าวเท้าขึ้นเหยียบไม้กระดานบนเรือน
“เอี๊ยด”
“เฮ้ยๆ” อารามว่าตกใจนึกว่าผี “โธ่เว้ย อย่างกับรายการ the shock”
ผมพูดเป็นเพื่อนตัวเอง เพราะที่นี่มืดจริงๆ สงสัยว่าจะเป็นบ้านทุ่งหลังเขาที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
“เอี๊ยดดดดดดดดดดด” ประตูไม้ถูกผลักเข้าไปข้างในเสียงดังเอี๊ยด ภายนอกมืดมิดสะกิดใจเพียงใด ด้านใดก็มืดมิด จิตไม่งงขนาดนั้น
“เฮ้ย อะไรวะ  นี่มันโฮมเสตย์ หรือว่า ศาลาวัดร้างวะเนี๊ยะ ทำไมมันมืดขนาดนี้” ว่าแล้วก็ควานมือไปตามผนังบ้าน เพื่อหาสวิตซ์ไฟฟ้า คลำไปเรื่อยๆ ไม่เจอสักที แต่แล้วมือก็ควานไปเจอบางอย่างเข้า
“ไม้ขีดไฟ โอ้หม่ายก้อดดดดดดดดดดดด” ประเทศไทยปี 2553 ยังมีหมู่บ้านที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอีกเหรอนี่ รัฐบาลอภิสิทธิ์จะรู้มั๊ยเนี๊ยะ เห็นทีต้องส่ง SMS ไปบอกเฮียสรยุทธเสียแล้ว” หลังจากที่พล่ามอะไรไม่เข้าท่า ผมก็จุดไม่ขีดไฟ แสงไม้ขีดไฟแค่ก้านเดียว แต่ส่องสว่างทั่วห้องทำให้ผมเห็นภาพภายในห้องได้ชัดเจน  ตะเกียงถูกวางไว้ข้างที่นอน ผมปรี่เข้าไปจุดมันด้วยสัญชาตญาณทันทีทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจุดยังไง
“หมอน  นี่มันหมอนหรืออะไรอ่ะ” ผมเอาเท้าไปเขี่ย  “เฮ้ย นี่มันลูกมะพร้าวนี่หว่า ไอ่เชี่ย อะไรของมันวะเนี๊ยะ” เริ่มหงุดเมื่อไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง
“ผ้าห่ม” ผมใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งคีบสิ่งที่เขาเรียกว่าผ้าห่ม แต่ผมเรียกว่าผ้าขี้ริ้วขึ้นมาก่อนจะทำหน้าเหม็นสาปและโยนมันออกนอกไปไกลๆ
“โอ้ยยยยยยยยยยยยยยย อะไรกันนักกันหนาวะ  Fuck you!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”



“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

“เจ้าบ้า เจ้าบ้า!!!”
“เจ้าบ้า!”
“ฮืออออออออ”
“นี่ เจ้าบ้า”
“อาราย”
“ตื่นได้แล้วเจ้าบ้า”
“พ่อมึงสิบ้า เรียกอยู่ได้” ผมงัวเงียๆก่อนจะมุดตัวเข้าไปอยู่ในผ้าขี้ริ้วที่บัดนี้กลายเป็นผ้าห่มแสนอุ่น
“เจ้าบ้า...........ลุกขึ้นมากินข้าว” เสียงหญิงคนหนึ่งเร้าหรือให้ผมลุกจากการนอนที่เรียกได้ว่าทรมานมิใช่เล่น
“เจ้าบ้า” หญิงคนนั้นยังไม่ยอมหยุด
“โธ่เว้ย ไม่กิน  จะนอนเว้ยยยยยย” ผมหันไปปัดสิ่งที่อยู่ในมือหญิงคนนั้น ก่อนจะได้ยินเสียงเพล้งดังลั่น แล้วเธอก็กรีดร้อง
“ว้าย ตาเถร ช่วยด้วยเจ้าข้า ไอ้บ้ามันจะปล้ำชั้นนนนนนนนนนนนนนน ช่วยด้วย”   อ้าว อีบ้า ใครจะไปปล้ำมันวะ ผมคิดในใจ แต่ยังคงนอนต่อ
....................
...................
.....................
..................
....................
.....................
..............
..................
..............
“ฮือออออออ”
“ฮืฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ”
“อารายยยยย จานอน”
“บอกว่าจานอ.......” หลังจากที่กำจัดนังผีเรือนตนนั้นไปให้พ้นเส้นทางการนอนของผม ผมก็ต้องมาผจญกับผีอีกตนที่เอาแต่เขี่ยขาผมเล่น ผมร้องครางในลำคอเบาๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว หันมาหวังจะตะคอกให้เยี่ยวเล็ด แต่กลับพบว่าคนที่ยืนอยู่ปลายตีนกลับเป็น......
”อ่าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านรถไฟฟ้ามหานครนี่เอง”  ที่จริงผมตั้งใจเรียกเขาว่า เจ้าพระยามหานคร แต่ด้วยความง่วงจึงพูดผิดพูดถูก
“เราเอาข้าวปลาอาหารมาให้เจ้า เห็นอยู่ว่า เมื่อเย็นวาน เจ้ายังมิได้กินอันใดเลย”  เสียงของเจ้านี่ยังคงทุ่มกังวาน นี่แกล้งดัดเสียงหรือว่าเป็นไซนัสกันแน่นี่
“แหม่ ทำไมไม่ยกมาให้ซะพรุ่งนี้เลยล่ะ” ผมหันหลังนอนต่อโดยไม่สนใจ สำรับอาหารที่หญิงคนเดิมยกมาวาง แล้วเดินหายไป “ที่นี่เขารับแขกกันพิลึกดีนะ “ ผมประชด
“ข้าต้องขอโทษแทนบ่าวไพร่ของข้าด้วย พวกเขาด้อยปัญญา เจ้าจงอย่าถือสา”
“บ่าวไพร่” ผมลุกขึ้นมานั่งโดยที่ท่าเจ้าพระยาอาบอบนวดนั่นยืนค้ำหัว “นายเรียกคนพวกนั้นว่าบ่าวไพร่เหรอ หึ” ผมหัวเราะ
“ใช่ บ่าวไพร่” ชายคนนั้นตอบ
“นี่ นายรู้ป่าวว่า นี่มันยุคไหน พศ.ไหนแล้ว เขาไม่มีกันแล้วบ่าวไพร่นะ” ผมพูด น้ำเสียงธรรมดา แต่ชายผู้นั้นกลับแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ข้าสังหรณ์ใจอยู่ว่า เจ้าต้องมิใช่สามัญชนคนธรรมดา ถึงการแต่งกายของเจ้าจะคล้ายคนสติไม่สมประดี แต่เจ้าพูดภาษาปะกิตได้ชัดเจนยิ่งนัก แสดงว่า เจ้าต้องมิใช่คนธรรมดา บอกข้าเถิดว่าเจ้าเป็นลูกหลานขุนน้ำขุนนาง เจ้าพระยาคคนใด”
“จะบ้าเหรอ ชั้นเนี๊ยะนะแต่งตัวเหมือนคนบ้า ถ้าแบบนี้บ้า คนบ้านนี้คงเป็นเอเลี่ยนกันหมดแล้ว” ผมทำหน้างงมากกกกกกกก
“เออ ไหนๆก็ถามเรื่องของชั้นแล้ว ช่วยบอกชั้นหน่อยสิว่าที่นี่ที่ไหน” ผมลุกขึ้นนั่ง เงยหน้ามองใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ บัดนี้ผมเห็นชัดเจนแล้วว่าชายยผู้นี้ไม่ใช่คนไทยแท้ เขาน่าจะมีเชื้อสายพวกเปอร์เซียมาไม่มากก็น้อย เพราะหน้าตาออกแขกๆ
“ข้าบอกแน่ แต่เจ้าตอบคำถามข้ามาก่อน”  แน่ะ มีต่อรอนะมึง
“เออๆ ชั้นชื่ออัชท์  ไม่ได้เป็นลูกพระยงพระยาที่ไหนหรอก พ่อชั้นทำ  export  พวก Garment  ส่วนแม่เปิดร้านอาหารไทยที่ใกล้จะเจ๊งแล้ว”
“ร้านอาหารไทย” ไอ้นั่นทำท่างง “ร้านอาหารไทยเป็นเยี่ยงไร”
“อ่าว เวร พ่อมหาจำเริญ  เสือกไม่รู้จักร้านอาหารไทย .........ร้านอาหารไทยก็ร้านที่ขายอาหารไทยไงเล่า.......มันโง่จริงหรือแกล้งโง่วะเนี๊ยะ” ผมหันหน้าไปทางอื่น ก่อนจะแอบด่าเบาๆ
“บ้านเมืองเจ้าเขาขายอาหารไทยกันด้วยหรือ ประหลาดดีแท้”
5555 ผมอยากจะหัวเราะออกมาเป็นภาษาปาปัวนิวกีนี นี่สาบานนะนี่ว่าคนไทย เกิดที่ประเทศไทย ถ้าไม่บอกผมคงคิดว่าหมอนี่เกิดยุค ร๕ แน่ๆ
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงพูดภาษาฝาหรั่งได้”
“ก็เคยไปเรียนเมืองนอกมา ออสเตรเลียน่ะ หวังว่าคงเคยได้ยินนะ หึๆ”  ผมหัวเราะเยาะ
“ออสสะเตเรียเหรอ อืม ข้าคลับคล้ายคลับคราอยู่ เหมือนเคยได้ยินหลวงจรัสเอ่ยขึ้นมาบ่อยๆ”
“เออ ออสสะเตเรียนั่นแหละ ชั้นเรียนด้านอาหารมาจากเลอกะดองเบลอ” ผมกระหยิ่มในใจ แหม สถาบันอันทรงเกียรติ ขนาดนี้ ไม่ใช่ใครจะเรียนได้ง่าย
“เรอกะดอเบลอ  ชื่ออุบาทว์ดีพิลึก” หมอนั่นยืนอมยิ้มหน้าแดง คิดอะไรของมัน
“เลอะกะดองเบลอเว้ย ชื่อเขาอ่ะไม่อุบาทว์หรอก คนคิดน่ะสิ อุบาทว์” ผมว่า “ชื่อโรงเรียนเขาเพราะๆ เรียกซะเสียเลย ....ว่าแต่บอกชั้นได้รึยังว่าที่นี่ที่ไหน และชั้นจะขึ้นรถไปกรุงเทพฯได้ยังไง“ ผมถาม แต่ชายผู้ที่ยังคงยืนค้ำหัวผมทำหน้างุนงง เขาคงไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี
“ที่นี่คือพระนคร และเรือนที่เจ้าอาศัยอยู่นี่คือเรีอนของหลวงจรัสกิจพิจารณ์หรือที่เราเรียกท่านว่า หมอเจอราร์ท หมอหลวงประจำราชสำนัก”  นี่ผมกำลังออกรายการสาระแนอยู่รึเปล่า ทำไมเหมือนตัวเองกำลังเล่นหนังจีนกำลังภายใน
“กรุงเทพฯที่เจ้าว่า มันอยู่ที่ใดรึ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” มันย้อนถาม
“เฮ้ย อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักกรุงเทพฯ” ผมเริ่มหงุดหงิดกับความง่าวของคนบ้านนี้เสียแล้วสิ “กรุงเทพฯก็เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยไงเว้ย” น้ำเสียงประชดประชัน “ฟาย”
“เมืองหลวงของสยามประเทศรึ” แน๊ ยังจะมาย้อนถามอีก
“ก็เออนะสิ นี่ถามหน่อยเถอะ ที่นี่มีอินเตอร์เนท มีทีวี มีวิทยุ อะไรกันบ้างมั๊ย ทำไมพวกนายถึงได้........”ผมเผลอจะหลุดปากคำว่าโง่เง่าออกไป ดีที่สงบปากตัวเองไว้ทัน “ล้าหลังขนาดนี้”
“นี่เจ้าพูดถึงเรื่องอันใด พระนครนี่แหละคือเมืองหลวงของสยามประเทศ เมืองที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า” หมอนั่นยกมือเหนือหัว “ทรงก่อตั้งราชธานีนี้ขึ้นมา”
“โว้ย” ผมหงุดหงิด “ กูจะไปกรุงเทพฯน่ะ กรุงเทพ ฯ เข้าใจมั๊ย ช่างเถอะ งั้นถามหน่อยวันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว” ผมถามเพราะจำวันไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันอะไร ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวจะหารถกลับบ้าน
“ วันเสาร์ แรมสามค่ำ เดือนเก้า ร.ศ 111” โอ้โห โอ้โห้ นี่นี่กวนกันใช่มั๊ยกวนกันใช่มั๊ย เลือดพุ่ง เลือดพุ่ง
“เอ้ย อะไรของมึง” ขึ้นมึงขึ้นกูแล้วเว้ย เคืองถามดีๆเสือกกวนส้น  “ กูถามดีๆทำไมต้องมายียวนกันด้วยหึ ตั้งใจจะมีเรื่องใช่มั๊ย” ผมกระชากแขนเสื้อเตรียมพร้อมเต็มที่
“เรามิได้ตั้งใจจะว่าแสร้งแกล้งทำให้เจ้ามิชอบใจ แต่ความที่เจ้าฟังเมื่อสักครู่มิผิดดอก วันนี้คือวันที่เสาร์แรมสามค่ำ เดือนเก้า ร.ศ 111 เราจำวันนี้ได้ดีเพราะเป็นวันที่ หมอเจอราร์ทต้องไปอยู่เวรในวังหน้าถึงสองเดือน เพื่อดูแลภริยาของขุนวรจักร์วงษา เจ้ากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” หมอนั่นพูดซะยาวจนผมฟังแทบไม่ทัน ได้แต่อ้าปากค้าง
“นี่นายคิดว่านายอยู่สมัยไหนเนี๊ยะ หา” ผมถาม
“เราอยู่ในยุคสมัยพระพุทธเจ้าหลวง แล้วเจ้าหล่ะ คิดว่าเยี่ยงไร” หมอนั่นยิ้มมุมปากเหมือนเขากำลังรู้ หรือคิดอะไรอยู่
“พระพุทธเจ้าหลวง” ผมทวนคำพูด “ ร.๕ น่ะเหรอ”
 เขาไม่ตอบเพียงแต่เลือกที่จะยิ้มมุมปาก.............เท่านั้น
“นาย..........” ผมเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในสมอง ตอนนี้เหมือนตัวเองโดนหลอก โดนต้ม ระคนกับอารมณ์สับสน ว่าใครจริงใครบ้า
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอก มันจะเป็นไปได้ยังไง ชั้นเดินทางกลับมาจากออสเตรเลียวันที่ 21 กันยา ปี 2553 ชั้นจำวันนั้นได้ดี............” ผมแน่นิ่งไป
“นายกำลังเล่นอะไรอยู่ คิดจะทำอะไรของนาย” ผมตรงเข้าไปหมายจะเข้าไปกระชากแขนเขา แต่ด้วยอำนาจแววตาที่ดูน่าเกรงขามนั้นทำให้ผมทำได้แค่คิด
เขาไม่มีทีท่าว่าจะตอบข้อสงสัยของผมแม้แต่น้อย ในสายตาของชายผู้นั้น ผมคงเป็นคนบ้าคนหนึ่งที่เพ้อถึงยุคอนาคตที่เฟื่องฟุ้ง
“มองรอบตัวของเจ้าสิ คำตอบอยู่รอบตัวเจ้า เรามิใช่คนโป้ปดโดยสันดานเปนแน่” เขายืนยัน
ผมหมดคำพูดที่จะพูดกับไอ้ขี้เก๊ก เจ๊กงี๋นี่แล้ว เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็รู้สึก..........แพ้อยู่ในทีตลอดเวลา
เมื่อยากที่จะคาดคั้นหาความจริงจากหมอนั่น ผมจึงเลือกที่จะหาคำตอบด้วยตัวของตัวเอง ยังไงซะ ผมก็ยังเชื่อว่า ผมโดนพวกอาที่โลภอยากได้ร้านอาหารไทย และสมบัติทุกอย่างของแม่เป็นพวกที่หลอกพาผมมาทิ้งในที่ที่ห่างไกล และพยายามส่งพวกจิตแกว่ง มาคอยกล่อมผมให้เชื่อว่าตัวเองติดอยู่ในภพที่ต่าง.........ออกไป
“ได้” ผมรับคำท้า ก่อนจะมองข้ามหัวของชายผู้นั้นไปนอกบ้าน และแน่นอนผมก็พบกับภาพเดิมๆ ผู้คนที่แต่งกายประหลาดๆ ผู้ชายร่างแคระเกร็นไม่สวมเสื้อ เดินกวาดใบไม้แห้งหน้าลานบ้าน หญิงสาวหน้าตาโบราณไว้ผมทรงประหลาดกำลังสาละวนกับการหาบน้ำจากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยอยู่หลังบ้านมาใส่โอ่ง นานๆครั้งพวกเขาจะหันมามองบ้านที่ผมอยู่ด้วยสายตาหวาดกลัว รอบๆบ้านที่ดูคุ้นตา แต่กลับแปลกตาในขณะเดียวกัน แม่น้ำหลังบ้านนั่นผมแน่ใจว่ามันคงเป็นแม่น้ำสายเดียวกับแม่น้ำที่บ้านผม เพียงแต่ฝั่งตรงข้ามไม่ใช่โรงแรมระดับห้าดาวแต่กลับเป็นเรือนไทยไม้หลังใหญ่ที่มีต้นไม้ใหญ่บังเกือบมิด ในแม่น้ำไม่มีเรือข้ามฝาก ไม่มีเรือหางยาวพานักท่องเที่ยวชมความงามของกรุงเทพฯ ไม่มีเรือล่องแม่น้ำ มีเพียงเรือแจวชาวประมงลำเล็กๆที่จอดแน่นิ่งอยู่กลางแม่น้ำ เรือพระที่มีเด็กวัดพายแวะตามท่าน้ำต่างๆเพื่อรับบิณฑบาต

ผมเดินออกไปหน้าบ้านอย่างร้อนรน ทอดสายตามองออกไปนอกรั้วบ้าน เป็นถนนดินดานสีขาวที่มีหญ้าขึ้นจะเหลือไว้เพียงแค่เส้นสองเส้นที่เป็นเหมือนรอยล้อรถวิ่งไปมาในรอยเดิม ข้ามถนนนั้นไปเป็นตลาดเล็กๆที่มีแม่ค้าแม่ขายเอาของมาแบขายกับพื้นส่งเสียงเจี้ยวจ้าว
“คงจะเป็นตลาดแบบอนุรักษ์” ผมเดา แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขาเหล่านั้น กลับแต่งกายเหมือนคนในบ้านกันหมด
“เจ้าจะไปไหน” ชายคนนั้นถาม
“ชั้นจะกลับบ้าน” ผมตอบสั้นๆ ตามความคิดในสมอง ตอนนี้ผมคิดอย่างเดียวว่าจะต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ ผมเดินลงจากบ้าน ใส่รองเท้า Onisuka tiger ที่ซื้อมาจากการไปแวะที่สิงคโปร์ก่อนกลับไทยเมื่อสามวันที่แล้ว
“เจ้ารู้รึว่า เจ้าจะไปไหน” เขาเดินตามออกมา
“เรื่องของชั้นในเมื่อคนที่นี่มันเพี้ยนกันไปหมด อยู่ไปมีหวังก็คงได้เพี้ยนตามไปแน่ๆ” ผมเดินบ่นงึมงำๆ ลงจากบ้านไป โดยที่ชายคนนั้น ไม่สนใจที่จะตามมาอีกเลย

“คุณพินิจไม่คิดจะรั้ง เจ้าบ้านั่นไว้หรือขอรับ” นายสนเอ่ยถาม
“เขาไปไหนมิได้ไกลจากเรือนข้าดอก เชื่อข้าเถิด”
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

ผมเดินดุ่ยๆออกมาโดยมีพวกคนรับใช้ในบ้านหลังนั้นแตกฮือทุกครั้งที่ผมเดินผ่าน แต่ก็ช่างหัวพวกเขาปะไร ใครจะไปสนใจวะ เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่ไอ้บ้านเฮงซวยโรคจิตหลังนี้แล้ว หารถเข้ากรุงเทพฯได้เมื่อไหร่นะ เจอกูแน่ อีอาขี้ฉ้อ
ผมกัดฟันกรอด
“เฮ้ยยาย แถวนี้มีแท๊กซี่บ้างป่าว” ผมถามยายคนนึงที่นั่งขายอะไรสักอย่างคล้ายข้าวแกง แต่อยู่ในใบบัว ยายเงยหน้ามามองก่อนจะอ้าปากหวอ
“เป็นอะไรกันอีกหล่ะ หึ ลมชราตีกระบังลมรึไงยาย” ผมพูด ไม่สนใจยายแก่นั่นที่กำลังหายใจพงาบๆ
“พี่ๆ ผมจะหารถไปกรุงเทพฯอ่ะ แถวนี้มีป่าว”  ถามชายอีกคนที่กำลังแบกทลายมะพร้าวอยู่ เขาหันมามองผมก่อนจะทิ้งทะลายมะพร้าวแผ่นแน๊บ คนในตลาดเริ่มหันมามองผม ซุบซิบๆ
“หรือเขาจะถ่ายหนังถ่ายละครกันรึเปล่าวะ กูมาอยู่ผิดที่ผิดคิวเขารึปาว” ผมพยายามมองหากล้อง หรือทีมงาน ช่างไฟ ช่างแต่งหน้าแต่.................................ม่ายยยยยยยมิ
ผู้คนในตลาดเริ่มซุบซิบกันและแตกฮือทุกที่ที่ผมเดินผ่าน บางคนหาบของหนี บางคนลากลูกลากหลานออกมาให้ไกลจากผม
“อะไรวะ กูไม่ใช่ตัวเหี้ยนะเว้ย ถึงต้องมารังเกียจกันขนาดนี้ เล่นแรงนะเนี๊ยะ เล่นแรง” ผมชักรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ยกจักกะแร้ขึ้นมาดม เพื่อเทสกลิ่นตัวเอง ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน เพราะกลิ่นนี่รึป่าว ถึงทำให้พวกเขาผงะ
“ไม่ใช่มั้ง กลิ่นเต่ากูยังหอมกว่ากลิ่นตัวพวกนั้นอีก” ตัดข้อนี้ทิ้งไป
“ท่าทางจะมิใช่คนแถวนี้ จะเปนพวกเจ๊กพวกจีนก็มิน่าจะใช่ ดูท่าจะเปนฝาหรั่งมังค่า หรือพวกฮอลันดา เปอร์เซีย เสียกระมัง” เสียหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวสะอาดสะอ้านพูด ผมหันไปมอง เห็นเธอเดินกางร่มมากับหญิงแก่อีกคนที่หิ้วตะกร้าเดินตามและมองผมอย่างประหลาด
“คุณๆ “ ผมเรียกเธอคนนั้น แหม แต่งตัวซะนึกว่านางตานีเชียว “ผมถามอะไรหน่อยสิ” ผมเดินปรี่เข้าไปหาเธอ แต่สงสัยท่าทางที่ร้อนรนของผมคงทำให้เธอตกใจจนร้องออกมาลั่นตลาด
“ว๊าย ช่วยด้วยเจ้าค่า ช่วยด้วย” เธอถอยร่นไปโดยที่มีหญิงแก่ยืนขวางไว้
“อะไรกันคู๊ณ จะตกใจอะไรกันนักกันหนา ผมแค่จะถามทางกลับบ้าน ผมจะไปกรุงเทพฯน่ะ ขึ้นรถตรงไหน” ผมเดินเข้าไปหาเธออีกก้าว
“อย่าเข้ามานะ ช่วยเจ้าข้าช่วยด้วย ชายผู้นี้จะล่วงเกินคุณพิกุล ช่วยด้วยเจ้าค่า” ยายแก่ตะโกน น้ำหมากกระเด็นกระดอน
“อะไรยาย ใครจะไปปล้ำลูกสาวยาย หน้ายังกะปลาหมอสี ชั้นแค่จะถาม.............”
“ผั๊วะ!!!” 
“โอ้ย” ผมหันไปมอง มีใครบางคนปาอะไรบางอย่างใส่หัวผม “ใครวะ แม่ง”
“โอ้ย” อีกที “เฮ้ย มันอะไรกันวะ หาเรื่องกันใช่มั๊ย ออกมาต่อยกันซึ่งๆหน้าดีกว่า” ผมตะโกนท้า
“โอ้ย โอ้ย โอ้ย” และสิ้นเสียงท้านั้น ข้าวของต่างๆก็พากันพุ่งใส่หัว ใส่ตัวใส่ร่างผมเป็นพัลวัน ผมเอามือปัดป่ายไปมา อารมณ์โกรธได้ระเบิดแล้ว
“หาเรื่องกันใช่มั๊ย”  ผมกำผักที่อยู่ในกระจาดขึ้นมา ปาเข้าใส่กลุ่มคนที่ผมคิดว่าเขวี้ยงของใส่ผม
“มาสิวะ เข้ามาสิ “ผมเลือดขึ้นหน้า หยิบทุกอย่างที่คว้าได้ปาออกไป พังทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า เสียงกรีดร้องโวยวายของคนแถวนั้นดังอึงหมี่ แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผมแค่อยากกลับบ้าน แต่ทำไมต้องมาเจออะไรอย่างนี้ด้วย
“ผั๊วะ” แล้วผมก็รู้สึกมีของแข็งอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่หัว อีกแล้วแผลเก่ากูยังไม่ทันหายเลย ผมคิดในใจ จากนั้น เสียงต่างๆก็ตามมาไม่ว่าจะเป็น
ปั๊ก ตึ๊ก ตุ๊บ เพี๊ยะ แผละ ตุบตับ โอ้ยสารพัด
จนผม.....................สลบไป

ออฟไลน์ กว่าจะไร้เดียงสา

  • อาจมีค่าเพียงหยดน้ำ...สักวันจะกลายเป็นฝน
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-26
^
^
^ :z13:

โอ้วแม่เจ้าได้เสยตูดเซ็งเป็ด

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

================================

จะค้างไปไหน  :z3: :z3:

กำลังมันส์เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2010 16:50:40 โดย กว่าจะไร้เดียงส »

ออฟไลน์ Ryze

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1003
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-1
กำลังมันส์ ..

อยากจะร่วมด้วยช่วยเขกอีกรายอ่ะ อิอิ

ออฟไลน์ ArgèntaR๛

  • "ความสุข" แบ่งปันได้
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 330
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-0
    • turelight's Fanpage
รู้สึกสมน้ำหน้าอย่างบอกไม่ถูก  :m20:

นี่เป็นไม่กี่เรื่องเลยจริงๆที่ผมอ่านแล้วรู้สึกสะใจที่ตัวนายโดนรุมยำแบบนี้

ออฟไลน์ Yunatsu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3650
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-5
กำลังมันส์เลยยย

สนุกมากเลยค้า

ออฟไลน์ JJHJJH

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +293/-2
ชอบนะ แนวย้อนยุค บวกให้ๆ

ออฟไลน์ IZE

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +227/-3
เป็นพวกหัวแข็ง ซะด้วย เอาใจตัวเองสุดๆๆๆ  หลักฐานซะเต็มตาขนาดนั้น ยังไม่เข้าใจอีกเนอะ

แล้วสลบไปแล้ว หวังตื่นมา ไม่ใช่มาบอกนะว่าเป็นฝัน  อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +531/-23
เอ่อ  แนวแปลกดี แต่นายเอกบ้าไปปร่ะ ถ้าเป็นเราคงรู้แล้วว่าย้อนอดีต ถ้าไม่เชื่อก็ค่อยๆถามไม่ใช่โวยวายเหมือนคนบ้าแบบนี้ เห้อ  รอต่อปาย

ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
สมควรโดนซะบ้าง  ปากดีชิ๊บเป๋ง  คุณหลวงก็ทนพูดดีด้วยได้เหอะ
หวังว่าโดนรุมสกรัมคราวนี้จะทำให้ได้คิดอะไรบ้างนะ
เรื่องนี้นายเอกปากคอเราะร้ายสุด ๆ

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-6
ติดตามค่า        :m4: :m4:


ขอตอนต่อไปด่วน    :z3: :z3:

fahsai

  • บุคคลทั่วไป
สนุกค่ะ

น่าสนใจดี

จะติดตามต่อไป

รู้สึกว่าอัท จะรั่วๆๆๆนะค่ะ

แต่น่ารักดี

@Kanda@

  • บุคคลทั่วไป
กรรมของเวรจริงๆเล้ยยย

รอตอนต่อไปนะคะ  :impress2:

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
นายอัทช์เล่นอะไรเนี่ย เมาแล้วพาล อิอิ คุณหลวงอย่าลงหวายแรงนักนะ เดี๋ยวหลังลาย ^^

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586

ตบปากนายเอก สามที่

ปฎิบัติ

อิอิ

ออฟไลน์ RAKDEK_KA

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1798
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-1

Ramika

  • บุคคลทั่วไป
มาต่อเสียทีนะเจ้าคะ

Little Devil

  • บุคคลทั่วไป
ชอบพล็อท แต่นายเอกโวยวายมากเกินจริงไปมั๊ย writer

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ เกริด้า(๐-*-๐)v

  • ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นแหละ
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +349/-29
 :m20:  สลบไปรอบที่เท่าไหร่แล้วนั่น~~

แต่ผู้หญิงสมัยนู่นดวยวายกันจังวะ คนเขายังไม่ได้ทำไรสักหน่อย เอะอะก็บอกอัทช์จะปล้ำ มันน่าหงุดหงิดจริงๆ :laugh:

แต่ชอบใจคุณหลวงจัง ท่าทางจะฉลาดน่าดู ไม่ว่าอะไร แล้วก็ไม่หงุดหงิดด้วยที่โดนอัทช์เหวี่ยงใส่ o13

ว่าแต่..ใครรุกใครรับล่ะคะเนี่ยยยยยย :m26:

มาต่อเร็วไวๆๆๆน๊าาาาา :m13:

ออฟไลน์ wan

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5575
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +643/-10
^^
^^
จิ้มหนูไอ ก่อนเลย สบายดีบ่จ๊ะ
สงสารนายอัทช์จัง หลงเข้าอดีตยังไม่พอ โดนสหบาทาด้วยนี่สิ
ใครก็ได้ไปตามคุณหลวงมาด่วน  :z2:
+1 เป็นกำลังใจให้นะครับ จากนั้นก็รอ ร้อ รอ ...

taem2love

  • บุคคลทั่วไป
บางทีการที่คนเราไม่ยอมรับความเป็นจริง(ในทุกๆเรื่อง)มันก็น่ารำคาญนะ เจ้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันทำตัวน่ารำคาญมากว่าตลกเสียอีก

สลบไปอ่ะดีแล้ว แล้วคิดเสียด้วยว่าคนที่ประหลาดมันเป็นพวกเขาหรอเป็นที่ตัวเรากันแน่ ถ้ายังมองไม่เห็นอีกเจ้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร


SuMoDevil

  • บุคคลทั่วไป

555  ขี้โวยวายจริงๆ  แต่สนุกอะ ชอบสุดๆแนวย้อนเวลาแบบนี้  อยากอ่านต่อแล้วฮาฟฟฟ :impress2:

ออฟไลน์ cocoaharry

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 618
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
    • cocoaharry_Demmy Chan_Otaku Y Girl
ทำไมคุณอัทช์ถึงไม่เชื่อซะทีว่าตัวเองหลุดเข้ามาในอดีตแล้ว

ออฟไลน์ เซ็งเป็ด

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 596
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +602/-2

สายน้ำจากน้ำตกที่งดงามที่ไหนสักแห่งกำลังกระเซ็นใส่หน้าผม และกำลังไหลผ่านใบหน้าผมช้าๆ ผมกำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุข กระโดดข้ามโขดหินก้อนนู้นที ก้อนนี้ที
“แหม่ ชีวิตมีระดับมันเป็นอย่างนี้นี่เอง.................”
“อูย กระเซ็นมาอีกแล้ว  อูย อีกแล้ว ท่าทางตรงนี้จะน้ำเชี่ยว อูยๆ อูย”
“โครม!!! ซ่าส์” 
“เฮ้ย ไรวะ ไรวะ  ...........อื้อหือ เต็มหน้ากูเลย” ผมลูบหน้าที่ตอนนี้เปียกไปด้วยน้ำ
“ใคร.............เยี่ยว..............ใส่.............หน้า............กู” ผมตะโกนโหวกเหวก
“ตื่นแล้วขอรับ” เสียงดังมาจากด้านซ้ายมือ ผมหันไปมอง เห็นชายคนหนึ่งยืนถือถังเหล็กน้ำหยดติ๋งๆ ไม่ต้องจบป.โท ก็รู้ว่าไอ้บ้านี่สาดน้ำ
“สาดกูทำไม มึงคิดว่าหน้าสงกรานต์รึไง” ผมตะคอก
“ตื่นเสียที เล่นเอาเหนื่อยกันทั้งโรงพัก” เสียงชายอีกคนทางด้านซ้ายพูด ผมหันไปมอง
“โรงพักเหรอ” เมื่อได้สติ ผมก็สำรวจตัวเองและพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพเหมือนขอทานข้างถนน เสื้อผ้าขาดรุ่ย รองเท้าคู่ละเกือบสี่พันของผมหายไปไหนข้างนึงก็ไม่รู้ ตามแขน มีร่องรอยขีดข่วนเต็มไปหมดและทีสำคัญ
ผมถูกมัด
“เฮ้ย มามัดกูทำไม” ผมดิ้นไปมาในสภาพมือไขว้หลังนั่งบนเก้าอี้ไม้ เสียงขาเก้าอี้กระทบพื้นที่เป็นไม้กระดานเป็นร่องๆมองเห็นพื้นด้านล่าง
“เจ้าเป็นใคร มาจากบางใด เหตุใดถึงมาระรานชาวบ้านถึงย่านสามแยกต้นประดู่” ชายคนที่อยู่ขวามือถาม หนวดเคราที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผมนึกถึงผู้ร้ายในหนังไทยยุค อาแอ๊ด สมบัติ
“แล้วพวกแกหล่ะ เป็นใคร มีสิทธิอะไรถึงมามัดชั้นว้แบบนี้” ผมย้อนถาม
“พวกข้าคือกองโปลิศคอนสเตเบิ้ลแห่งพระนคร”
“หา” ผมทำหน้าเล๋อหลา “จะเป็นโปลิส หรือเทศกิจก็ช่าง แต่ยังไงพวกแกก็ไม่มีสิทธิจับชั้นมัดไว้อย่างงี้นะเว้ย”
“พวกข้าได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เจ้าเป็นคนบ้าสติไม่ดี คุ้มคลั่งอาละวาดไล่ตีชาวบ้านร้านตลาด” ชายคนนั้นแจ้งข้อหา
ผมมองดูสภาพตัวเอง กูเนี๊ยะนะคลั่งไปไล่ตีชาวบ้าน ดูสารรูปมันยังไม่รู้อีกเหรอว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ถูกกระทำ สะบักสะบอมขนาดนี้
“บอกข้ามาบัดเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้ามาจากบางใด หาไม่เช่นนั้นแล้วเราจะจำคุกเจ้าให้นอนอยู่เสียแต่ในตารางนี่หล่ะ” เขาขู่
ผมหันหลังไปมอง ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อก ภายในห้องขังเต็มไปด้วยคนบ้า แก้ผ้ามั่ง เต้นรำมั่ง นั่งตาขวางมั่ง มีหวังผมเข้าไปไม่ตูดบานก็ต้องบ้าตามพวกนั้นไปแน่ๆ
“จะมาจากบางไหนอะไรกันวะ ก็บอกไปแล้วว่าชั้นมาจากกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นตำรวจน่าจะรู้จักนะ กรุงเทพฯน่ะ” ผมตอบ
“กรุงเทพฯเหรอ” อ่ะอีกละ มึงทำหน้าหมางงอีกคนนึงละ หน้างงๆแบบนี้ เป็นของดีประจำจังหวัดนี้รึไง ถึงขยันทำกันจั้ง
“เออ ก็กรุงเทพฯน่ะสิ กรุงเทพฯ เขตสัมพันธวงค์น่ะ รู้จักมั๊ย”
ทั้งคู่อึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนที่คนทางขวาท่าทางตำแหน่งจะใหญ่กว่าพูดขึ้นว่า
“ท่าทางจะบ้าจริงดังคำชาวบ้าน  เราเห็นควรจะจองจำไว้ก่อน จนกว่าจะมีญาติมาตามหา”
“อ้าว เฮ้ยๆ อะไรวะ” ผมตะโกนออกมา “ให้บอกความจริงก็บอกไปแล้ว จะเอาอะไรอีก นี่มันอะไรกัน พวกแกทำอย่างนี้กับชั้นไม่ได้นะเว้ย ปล่อย ปล่อยชั้นเดี่ยวนี้” ผมดิ้นรนทุรนทุราย ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ไม่กี่ข้ามคืน ชีวิตเด็กนักเรียนนอกไฮโซอย่างผมจะต่ำเตี้ยเรี่ยพื้นขนาดนี้ พวกเขาช่วยกันจับผมลุกขึ้นมา ในขณะที่มือยังไพร่หลัง และกุญแจมือที่รัดแน่นยังคามืออยู่  ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยโดนจับใส่กุญแจมือเลยสักครั้ง.........................ยกเว้นตอนนั้น
“Hey Jenish, what are you doing”  ผมแกล้งร้องพอเป็นพิธี
“Don’t move honey. You are my slave” เจนิส ทำหน้าหื่นใส่ผมก่อนที่เธอจะล๊อกผมด้วยกุญแจมือติดแน่นกับหัวเตียง
“ช่วยด้วยๆ”  แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แบบนั้น ตอนนี้ผมกำลังถูกยัดเยียดข้อหาบ้าบออะไรก็ไม่รู้ พวกนั้นทั้งผลักทั้งดันผมให้เข้าไปอยู่ในห้องกรงสี่เหลี่ยมที่ข้างในเหม็นคลุ้ง ผมน้ำตารื้นด้วยความกลัวสุดขีด เหมือนตัวเองกำลังถูกถีบลงนรกทั้งๆที่ทำดีมาทั้งชีวิต
“ปล่อยกูออกไปนะ ไอ้พวกตำรวจเฮงซวย ปล่อย” ในที่สุดผมก็มายืนอยู่ในเขตที่เรียกว่า ผู้ต้องหา  ทั้งๆที่ผมควรไปยืนอยู่อีกฝากที่เรียกว่า ผู้บริสุทธิ์
“คอยดูนะ ถ้ากูออกไปได้เมื่อไหร่ กูจะเล่นให้พวกมึงต้องไปอยู่ชายแดน คอยดู” ผมตะโกนไล่หลังสองตำรวจนั่นที่ตอนนี้ลงไปหาชาวบ้านที่กำลังมองผมแล้วซุบซิบ
“มองอะไรกัน พวกมึงเห็นเห็นกูเป็นคิงคองพาต้ารึไง ไอ้พวกเฮงซวย” เสียงตวาดดังออกมาจากห้องขัง
...
คืนนั้น ภายนอกโรงพัก มีเพียงชายสองคนที่ส่ชุดที่พวกเขาเรียกว่าโปลิศนั่งจับเจ่าคุยกันภายใต้แสงของตะเกียง เสียงจั๊กจั่น แมลงกลางคืนร้องกันระงมรอบโรงพัก
“หรือนี่จะใช่ยุคพระพุทธเจ้าหลวงจริงๆตามที่หมอนั่นบอก” ในบางห้วงความคิดผมก็เผลอคิดไป แต่แล้วก็
“เฮ้ย จะเป็นไปได้ยัง  ไม่มีทาง แม้แต่ไอน์สไตน์ยังบอกเลยว่ายากที่คนจะเดินทางย้อนอดีต ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีทาง” ในที่สุดผมก็สรุปมันออกมาอย่างนั้น
ภายในห้องที่มืดอับและ ยุงชุม ผมบีบตัวเองจนเล็กลีบอยู่ในมุมอับข้องห้องขัง เฝ้าคิดถึงชะตาชีวิตตัวเองวันพรุ่งนี้ ว่ามันจะเป็นยังไง
“ไม่แน่นะ เมื่อตื่นขึ้น เราอาจพบว่า เรื่องทั้งหมด มันแค่..........ความฝัน” แล้วผมก็ฝืนข่มตาตัวเองท่ามกลางเสียงบ่นพึมพำของคนบ้าในนั้น จนหลับไป..........................
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
 
“เจ้าบ้า เจ้าบ้า” เสียงทุ้มกังวาลดังขั้นใกล้หู ทำไมเสียงมันถึงชัดเจนราวกับเสียงนั้นมากระซิบอยู่ข้างหู
“เจ้าบ้า ตื่นเถิด” แล้วผมก็รู้สึกถึงสัมผัสจากมือที่อบอุ่นคู่หนึ่งมาแตะที่บ่าอย่างแผ่วเบา นี่มันฝันประสาอะไรกัน ทำไมถึงเหมือนจริงเช่นนี้
“เจ้าบ้า” เสียงนั้นชัดเจนและดังขึ้น
“เจ้าบ้า” มือที่สัมผัสอย่างแผ่วเบา ตอนนี้กลับเขย่าร่างผมอยู่
และมันได้ปลุกผมจากฝันร้าย
“หะ” ผมสะดุ้งลืมตาตื่น และคำแรกที่ผมร้องออกมาคือ
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยเอาชั้นออกไปจากที่นี่ที ชั้นกลัว” ผมตัวสั่นงันงก รู้สึกปสดหัวอย่างแรง
“ไม่ต้องกลัวแล้วเจ้าบ้า ข้ามาพาเจ้าออกไปจากที่นี่แล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง
“นาย!!!” แวบแรกที่ได้เห็นหน้าเขา ผมแทบอดใจไม่ไหวที่จะคว้าคอเขามากอด อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่พอจะรู้จัก ในเมืองลับแลแห่งนี้ ผมไม่รู้จักใครอีกแล้ว
ร่างของผมถูกพยุงออกจากคุกนรกแห่งนั้นในสภาพสะบักสะบอม ผมไม่ได้กินข้าว กินน้ำ ถูกทำร้ายมา ตอนนี้ร่างกายผมจึงเหมือนจะเป็นไข้ แม้แต่เดินผมยังเดินไม่ไหว ต้องให้คนของหมอนั่นหิ้วปีก ขึ้นอะไรสักอย่างที่เป็นรถคล้ายเกวียน แล้วมีคนลาก ตลอดทางผมเพ้อถึงแต่ว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว
ร่างที่อ่อนแรงไร้พิษสงถูกบรรจงวางไว้บนเตียงนุ่มที่มีผ้าแพรสีน้ำเงินอย่างดีคลุม เมื่อไร้พิษสง ผมก็ไม่ต่างจากพวกเขา แววตาท่าทางของคนรับใช้ของหมอนั่นก็ดูหวาดกลัวผมน้อยลง  พวกเขาช่วยกันเปลี่ยนชุด เช็ดตัว ให้ผมอย่างดี โดยที่มีชายคนนั้นยืนมองด้วยแววตาที่อ่อนโยน

“เจ้าพักผ่อนที่เรือนเราเถิด ที่นี่ปลอดภัยสำหรับเจ้า เรารับรอง” หมอนั่นยืนมองผมผ่านม่านมุ้งสีขาวที่คลุมร่างผมอยู่
“บ่าวของเราจะยกสำรับมาให้เจ้า หลังจากที่เจ้าตื่น” แววตาของเขาดูอ่อนโยน และคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกในใจลึกๆของผมตอนนั้น อยากจะเอ่ยคำขอบคุณเขาจากใจจริงๆที่อย่างน้อย ทำให้ผมได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวในเมืองลับแลแห่งนี้ ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยในขณะนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ผมรู้แล้วว่า “ผมไม่ใช่คนของที่นี่”
“หวังว่าตื่นขึ้นมา............ทุกอย่างจะหายไป..............รวมทั้งนายด้วย” และนี่คือคำพูดตอบแทนความมีน้ำใจของหมอนั่น ก่อนที่ผมจะหลับไปด้วยความอ่อนแรง



ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
ยังคงปากดีจนนาทีสุดท้าย  ช่างเป็นคนที่ยอมรับความจริงได้ยากเย็นซะจริง
แล้วเมื่อไหร่น๊อที่อัทช์จะยอมรับซะอีกว่าตัวเองน่ะ  หลุดมาอยู่ในยุคไหนกับเขาแล้ว
เฮ้อ  ถอนหายใจพร้อมส่ายหัว  เดินออกจากเล้า

ออฟไลน์ Goodfellas

  • mgKapleGD
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1832
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +384/-2
    • Find Beautiful Womans from your town for night
ดีจาย  ไ้ด้อ่านต่อแล้ว

ผมก็มีเรื่องใหม่แล้วเน้อ  ตามมาวิจารณ์หน่อยก็ดีครับ o13

Rinze

  • บุคคลทั่วไป
เป็นคนที่ปากดีเอาเรื่องแฮะ ไม่เคยดูละครรึงาย~

ออฟไลน์ TanyaPuech

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +531/-23
 o13  ดีแร่ะที่ยอมรับความจริงได้บ้าง

จะได้ม่ะต้องโวยวายเป็นคนบ้า 5555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด