ชีส + ถึงทีนายอัศวิน โดย mam
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ชีส + ถึงทีนายอัศวิน โดย mam  (อ่าน 183111 ครั้ง)

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23
เรื่องนี้เก่ามากแล้ว พี่แหม่มเอาลงไว้ที่บอร์ดๆ นึง
แล้วเราก็ไปบีบคอขอมาลงที่นี่  :m11:
เห็นว่าน่ารัก ลูกทุ่งๆ ดี  o17


ชีส 1 โดย mam


‘เฉื่อยแฉะ’ คือคำนิยามที่เพื่อน ๆ ตั้งให้ผม บางคนก็บอกว่าผม ‘ซื่อจนเซ่อ’ แต่ผมว่าที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้ ‘เฉื่อยแฉะ’ หรือ ‘ซื่อจนเซ่อ’ อะไรซักหน่อย ก็แค่ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนอะไรหรือคิดอะไรมากเกินไป รีบร้อนทำอะไรลงไปก็มีแต่จะผิดพลาดสู้ให้มันค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
ที่จริงแล้วชีวิตเด็กมัธยมก็ไม่น่าจะเร่งรีบอะไรอยู่แล้ว หน้าที่ต้องทำก็มีแค่เรียนและเป็นลูกที่ดีเท่านั้นเอง และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมทำหน้าที่เรียน

“อ้าว!! น้องเฉื่อย!” เพื่อนที่แสนดีร้องตกใจที่เห็นหน้าผม
“เฮ้ยพวกเรา!! วันนี้น้องเฉื่อยมาก่อนไอ้พี่ไวว่ะ” ผมเดินไปนั่งที่โต๊ะ ที่จริงไอ้การที่ผมจะมาถึงโรงเรียนก่อนเพื่อนคนไหนมันก็ไม่เห็นจะน่าแปลกใจ
“ใครว่า!!! กูมาก่อนเฟ้ย แต่กูแวะไปขี้มาหรอก” ไอ้พี่ไวที่ใครต่อใครพูดถึงนั่นกระโดดผางเข้ามากลางห้อง
“อรุณสวัสดิ์จ๊ะน้องเฉื่อย” ไวเดินมากอดผมข้างหลังแล้วก้มลงหอมแก้มผม ทุกท่านไม่ต้องสงสัยไปหรอกครับว่าไอ้บ้านี่เป็นใคร ทำไมถึงทำแบบนี้…

ไอ้บ้าคนนี้ชื่อนายว่องไว ธีรนิติเป็นเพื่อนเรียนห้องเดียวกับผมเอง ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนจนวันนี้มันก็คอยหอมแก้มผมทุกเช้ามาตลอด ถามเหตุผลมันก็ไม่เคยบอกเอาแต่ยิ้ม จนเวลาผ่านมาสามเดือนแล้วมันก็ไม่เคยบอกซักครั้ง ผมก็เลยปล่อยมันเพราะถึงผมจะขัดขืนยังไงมันก็ยังปล้ำหอมแก้มผมจนได้นั่นล่ะ

นายนี่เป็นคนว่องไวสมชื่อ คุณชายท่านแอคทีฟซะจนโอเว่อร์ มาถึงโรงเรียนแต่ไก่โห่ ระหว่างที่อยู่ที่โรงเรียนแทบไม่เคยรู้จักคำว่าเดิน แต่ทีเวลาเลิกเรียนไม่เห็นรีบกลับบ้านไปก่อน มายืนเร่งผมให้เก็บกระเป๋าแล้วลากผมกลับบ้าน ผมกับไวอยู่หมู่บ้านเดียวกันครับ ไวอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านส่วนผมอยู่ท้ายหมู่บ้านที่จะเป็นส่วนของกลุ่มชาวบ้านที่ยังทำนาทำสวนกันอยู่

มีหลาย ๆ อย่างในตัวไวที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ อย่างเช่นไวเป็นคนที่ถามอะไรแล้วมักจะไม่ค่อยตอบ จะยิ้มบ้างยักคิ้วบ้างแล้วเฉไฉไปเรื่องอื่นปล่อยให้เราคิดเอาเอง แล้วไวก็ชอบขี่จักรยานไปส่งผมที่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะไปส่งทำไมให้เหนื่อย ผมเคยห้ามหลายครั้งแต่ก็ไม่ฟังหนำซ้ำยังบอกอีกว่าปีหน้าลุงวิทย์พ่อของไวจะซื้อมอเตอร์ไซด์ให้ไวจะขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งผมแทน

บ้านไวค่อนข้างมีฐานะ พ่อของไวมักจะซื้อของดี ๆ แพง ๆ ให้ลูกใช้ส่วนทางลูกก็ใช้ของไม่ถนอม รองเท้าคู่ละพันเจ็ดไวเอาไปใส่เตะบอลกลางขี้เลนสามวันเละจนซักไม่ได้ ลุงวิทย์ไม่ว่าอะไรซักคำ ลุงวิทย์เป็นคนใจดีเวลาไปต่างประเทศทีไรเป็นต้องซื้อขนมมาฝากผมทุกครั้ง บางทีก็ซื้อของเล่นแปลกๆ มาให้ ลุงวิทย์เคยพูดว่าอีกหน่อยจะไล่ไวออกจากบ้านแล้วรับผมเป็นลูกแทนไว

“วู้!~ หวานกันแต่เช้าเลยโว้ย รำคาญ ๆ“
“มึงอิจฉาก็บอกมาตรง ๆ ก็ได้ แต่ขอประทานโทษถ้าจะให้กูไปหอมแก้มมึงด้วยนี่ไม่ไหวว่ะ หยะแหยงเป็นบ้า!~”
“อิจฉาทำป๊ะมึงเหรอ!!~ แล้วใครบอกว่ากูอยากให้มึงมาหอมแก้มกู กูหยะแหยงยิ่งกว่ามึงอีก แต่ถ้าให้กูหอมแก้มน้องเฉื่อยของมึงก็ว่าไปอย่าง”
“เดี๋ยวได้กินตีนเป็นอาหารเช้าหรอกมึง เสือกมายุ่งกับน้องเฉื่อยของกู” พวกมันกัดกันอย่างนี้ทุกเช้าแหล่ะครับ ผมเบื่อที่จะยุ่งกับพวกมันแล้ว
“เอ้า ๆ ทะเลาะกันอยู่ได้ เตรียมตัวลงไปเข้าแถวได้แล้ว” เสียงอาจารย์ที่ปรึกษาที่แสนดีของพวกผมมาเคาะประตูเรียก ไม่อย่างนั้นเข้าแถวตอนเช้านี่คงไม่ได้เห็นหน้าพวกห้องแปดซักคน

ที่โรงเรียนนี้ระดับชั้นมัธยมต้นจะมีแปดห้องทุกชั้นปี และมัธยมปลายจะมีสี่ห้อง เรียงลำดับห้องหนึ่งเรียนดีที่สุดไล่ลงมาจนถึงห้องแปดเรียนแย่ที่สุดและขี้เกียจที่สุด แต่สิ่งที่เด็ดที่สุดของห้องแปดก็คือกีฬา ไม่ว่าจะกีฬาอะไรแข่งที่ไหนขอให้บอกเถอะเป็นลงหมด แล้วคนนำทีมก็ใช่ใคร คุณว่องไวคนนี้นี่ล่ะ

“น้องเฉื่อยวันนี้รีบกลับบ้านรึเปล่าจ๊ะ?” ไวหันมาถามผมก่อนที่จะต้องลุกแยกย้ายกันไปเข้าชมรม
“เปล่า… ทำไม?”
“ก็ไม่มีอะไรหรอก แบบว่าวันนี้พี่ไวต้องลงช็อพไงอาจจะต้องอยู่เย็นเลยอยากให้น้องเฉื่อยรอหน่อย”
“ก็ได้ รออยู่ห้องสมุดแล้วกัน เสร็จแล้วก็มาเรียกด้วยล่ะ” ผมเก็บกระเป๋าเสร็จก็เดินไปห้องสมุด
ถ้าเป็นวันปกติไวคงลากผมกลับบ้านตั้งแต่กริ่งโรงเรียนดัง แต่ที่โรงเรียนนี้จะให้นักเรียนเข้าทำกิจกรรมชมรมทุกวันอังคารและวันพฤหัส ซึ่งนักเรียนทุกคนจะต้องเข้าชมรมและถือเป็นคะแนนกิจกรรม ไวอยู่ชมรมอุตสาหกรรมศิลป์โลหะ ส่วนผมอยู่ชมรมห้องสมุด วันไหนต้องลงช็อพไวจะให้ผมอยู่รอทุกที ไม่รอก็ไม่ได้ถ้าขืนไม่รอเป็นต้องตามกลับบ้านไปเล่นมวยปล้ำจนผมต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปซะทุกที



“แม่หวัดดีครับ” เสียงดังมาแต่ไกล ผมชะโงกหน้าไปมองทางหน้าต่างเห็นไวกระโดดลงจากจักรยานเดินเข้ามาในบ้าน
“อ้าวไว! มาหาชีสเหรอลูก? อยู่บนห้องโน่นแน่ะ” ชีส ชื่อผมเองครับ แต่พวกเพื่อนในห้องไม่เคยเรียกชื่อซักที เรียกกันแต่เฉื่อย จนแทบจะไม่มีใครจำชื่อผมได้แล้ว
“แม่ครับวันนี้ผมขออนุญาตพาชีสไปข้างนอกนะครับ”
“ไปไหนกันเหรอจ๊ะ?”
“ผมจะไปซื้อปากกาเคมีกับรองเท้าสตั๊ดน่ะครับ อยากให้ชีสไปช่วยเลือกหน่อย” ได้ยินเสียงแม่หัวเราะแว่ว ๆ
“เดี๋ยววันนี้ก็เลือกไม่เสร็จหรอก ไปชวนเขาเถอะจ๊ะ ถ้าเขาจะไปแม่ก็อนุญาต”
“ขอบคุณครับ” เสียงวิ่งตึงตังดังมาถึงในห้องผมแล้วประตูห้องก็เปิดดังปัง
“น้องเฉื่อย!!”
“…..รู้แล้ว…..” ผมทำได้แค่ถอนหายใจ ถึงผมจะไม่ไปยังไงไวก็ลากผมไปจนได้อยู่ดี

ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าผมเป็นลูกแม่แน่รึเปล่า บางทีแม่กับป้าออมแม่ของไวที่เสียไปอาจจะหยิบลูกสลับกันมาก็ได้ เพราะอะไรที่ผมคิดอย่างนั้นน่ะเหรอครับ? ก็เพราะไม่ว่าไวจะขออะไรแม่ผมให้หมด จะลากผมไปไหนมาไหนก็ตามสะดวก แถมบางครั้งผมจะไปไหนคนเดียวแม่ยังว่าให้ไปชวนไวอีกต่างหาก ส่วนลุงวิทย์ก็มักจะซื้อขนมซื้อของมาฝากผมมากกว่าลูกของตัวเอง ชอบเรียกผมไปที่บ้านเลี้ยงน้ำหวานเลี้ยงข้าวจนไวบ่นว่าพ่อรักผมมากกว่ารักลูกตัวเองอีก ถามถึงพ่อผมน่ะเหรอครับ? โน่น~ หนีไปแต่งงานกับใครแล้วก็ไม่รู้มีแต่ส่งค่าเลี้ยงดูผมมาให้แม่เป็นรายเดือน ก็ยังดีที่ยังส่งมาให้ไม่ปล่อยให้แม่ผมลำบากเลี้ยงลูกคนเดียว

“แต่งตัวน่ารัก ๆ นะ เอ….เราเลือกให้ดีกว่า” ไวเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้าของผม ทุกทีที่จะไปไหนด้วยกันสองคนไวจะต้องเข้ามาเลือกเสื้อผ้าให้ผมเหมือนเป็นเสื้อผ้าของตัวเองทุกครั้ง
“เอาชุดนี้ล่ะ น่ารักดี อาบน้ำเร็ว ๆ นะ” ไวเลือกกางเกงยีนส์มีสายเอี้ยมกับเสื้อยืดสีขาวให้ผม …อย่างกับชุดเด็กประถม
“ไม่เอา จะใส่ยีนส์ดำ”
“เอาน่าชุดนี้น่ารักดีแล้ว ใส่ชุดนี้แหล่ะ” ไวหยิบเสื้อผ้ายัดใส่มือผมแล้วดันผมเข้าห้องน้ำ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมไวจะต้องคอยมายุ่งกับเรื่องการแต่งตัวของผมขนาดนี้นะ



ที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกนะที่เพื่อนผู้ชายสองคนจะมาเดินซื้อของด้วยกันในห้างฯ แต่มันแปลกที่ว่าทำไมจะต้องเดินกอดคอกันขนาดนี้นี่สิ เวลามาเดินด้วยกันทีไรผมจะต้องตกเป็นเป้าสายตาทุกที
“อันไหนสวยกว่ากัน?” ไวหันมาถามผมขณะที่กำลังเลือกปากกาเคมี
“มันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” ก็ปากคาเคมีมันทำออกมาบล็อคเดียวกันหมดนั่นล่ะ
“ไม่เหมือน ลองดูดี ๆ สิ” ไวส่งปากคาสองด้ามให้ผม ไม่ว่าผมจะพยายามจ้องยังไงก็เห็นมันเหมือนกันเป๊ะอยู่ดี
“มันก็เหมือนกันแหล่ะ”
“งั้นน้องเฉื่อยว่าอันไหนดีกว่ากัน?” อันไหนดีกว่าเหรอ? อืม… อันนี้เขียน ๆ ไปแล้วหมึกมันจะไหลต่อเนื่องรึเปล่า? แล้วอันนี้เขียน ๆ ไปปากมันจะแตกมั้ย?

ระหว่างที่ผมกำลังเลือกไม่ถูกอยู่นั้นไวก็ดึงไปทั้งสองแท่ง
“เอาสองอันเลยก็แล้วกัน” ไวยิ้ม ๆ เดินไปเข้าแถวจ่ายเงิน แล้วจะถามทำไมให้เสียเวลาว่าอันไหนดีกว่ากัน ผมมองแถวที่ยาวกว่าปกติเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์แล้วก็คิดว่ากว่าจะเสร็จก็คงอีกนาน ช่วงที่รอไวผมก็เดินไปดูหนังสือที่แผงใกล้ ๆ กัน
“ชีส!!” เสียงผู้หญิงเรียกข้าง ๆ ทำให้ผมหันไปมองตาม แล้วก็เห็นเพื่อนโรงเรียนเก่ายิ้มมาให้
“ดาว!!”
“ไม่ได้เจอกันนานเลย เป็นยังไงบ้าง? เรียนต่อที่ไหนเหรอ? เห็นทางโรงเรียนบอกว่ายังไม่ได้แจ้งกลับไปนี่นา” ดาวเข้ามาจับมือผมเขย่า ๆ ถามเป็นชุด ดาวเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันตอนเรียนประถม พอเข้ามัธยมก็แยกย้ายกันไป จะว่าไปแล้วดาวก็นับได้ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมเลยทีเดียว
“เราย้ายบ้านไปอยู่อีกอำเภอน่ะเลยไม่ได้แจ้งที่เรียนต่อกับทางโรงเรียน แล้วก็เรียนต่อแถว ๆ นี้ล่ะ ดาวล่ะ?”
“เราเข้าโรงเรียนสตรี แถว ๆ นี้เหมือนกัน โชคดีจังที่วันนี้มาซื้อหนังสือทำรายงาน ไม่งั้นไม่ได้เจอชีสแน่เลย”
“….แล้ว ‘มัน’ เป็นไงบ้าง?”
“ก็เหมือนเดิมนั่นล่ะ จะบ้ายิ่งกว่าเดิมด้วย ว่าแต่ชีสเถอะ รีบไปไหนรึเปล่า? ถ้าไม่รีบไปกินข้าวด้วยกันนะ”
“ขอโทษที เรามากับเพื่อน คงไม่สะดวก….”
“ชีส…” เสียงเรียกข้างหลังดังขึ้นก่อนผมจะพูดจบ หันไปมองก็เห็นไวทำหน้าแปลก ๆ
“เพื่อนเก่าเหรอ?”
“อืม… ไว… นี่ดาวเพื่อนโรงเรียนเก่า ดาว.. นี่ไวเพื่อนห้องเดียวกัน”
“ดีจ๊ะ”
“ดีครับ ไม่เห็นชีสบอกเลยว่ามีเพื่อนหน้าตาน่ารักแบบนี้”
“แหม~ ไม่หรอก ไวต่างหากที่หน้าตาดี หล่อแบบนี้ต้องมีสาว ๆ ชอบเยอะแน่ ๆ เลย”

ทั้งสองคนคุยกันอีกหลายประโยค ไวคุยกับดาวอย่างสนิทสนมเหมือนกับเป็นเพื่อนของตัวเอง ผมว่าก็ไม่แปลกหรอกไวเป็นคนที่เข้ากับใครได้ง่าย ส่วนดาวเป็นคนร่าเริงอัธยาศัยดีใคร ๆ ก็ชอบ

“เราต้องไปก่อนแล้วล่ะชีส ไว มีนัดตอนบ่ายสองน่ะ”
“อืม…. ไว้เจอกันใหม่นะ” ดาวหยิบปากกาออกมาจดเบอร์โทรศัพท์ไว้ที่แขนผม
“อย่าทำหายนะ โทรหาเราบ้างล่ะ ไปก่อนนะ บ้ายบาย” ดาวโบกมือให้เราแล้วก็เดินไป

“เดี๋ยวจะไปซื้อรองเท้าต่อใช่มั้ย?….เฮ้ย!!” ผมถามยังไม่ทันจบประโยคดีไวก็ลากผมเดินจ้ำเอา ๆ ผ่านร้านรองเท้าไปซะเฉย ๆ
“ไว รองเท้าไง ไม่ซื้อแล้วเหรอ?”
“ไม่ซื้อ!!” น้ำเสียงกระชาก ๆ ยังไงไม่รู้
“เป็นอะไรน่ะ?”
“………” ไวไม่ตอบแต่หยุดเดินหันมาจ้องหน้าผมเป๋งจับหัวไหล่ผมแรงจนเจ็บ
“อะไร?”
“ชีสชอบเขาเหรอ?”
“ใคร?”
“ก็ดาวไง”
“ชอบสิก็เพื่อนกันนี่” ถามแปลก
“ไม่ใช่ชอบแบบเพื่อนสิ แบบเป็นแฟนน่ะ” เฮ้ย!!
“จะชอบแบบนั้นได้ไง!!! เดี๋ยวไอ้แจ็คได้ฆ่าตาย”
“แจ็ค? ใคร?”
“ไอ้แจ็คเป็นเพื่อนโรงเรียนเก่าเหมือนกัน มันเป็นแฟนดาว เคยต่อยกับไอ้พวกมาจีบดาวปากแตกไปตั้งหลายคนแล้ว”
“………..” ไวเงียบไปอีก
“อะไร?”
“ไปซื้อสตั๊ดกัน” ไวลากผมเดินกลับไปร้านรองเท้าอารมณ์ดีผิวปากเป็นเพลง เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?



อืม…. วันนี้ช่างเป็นเช้าที่ไม่สดใสเอาซะเลย ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการอึดอัดเหมือนโดนทับด้วยอะไรซักอย่างที่หนักมาก ๆ ลืมตามองไปรอบ ๆ ก็เจอสาเหตุ
“ไว….” เรียกแล้วก็ยังนอนทับผมอยู่อย่างนั้น
“ไว! ลุก! หนัก…” ทีนี้ไวยอมตื่นลุกไปนั่งอยู่ที่ปลายเท้า
“โทษที ๆ แม่ให้ขึ้นมาเรียกแต่เห็นชีสนอนน่าสบายเลยขอนอนด้วย” ไวหัวเราะแหะ ๆ ตั้งแต่เจอดาววันนั้นไวก็หันมาเรียกชื่อผมทุกครั้งเวลาอยู่กันสองคนไม่เรียกน้องเฉื่อยเหมือนเดิม
ผมลุกขึ้นพับผ้าห่มแล้วเข้าห้องน้ำทำธุระ ช่วงนี้ลุงวิทย์ไปต่างประเทศก็เลยเอาไวมาฝากไว้กับแม่ผม แต่รู้สึกว่าแขกจะทำตัวเกินแขกไปซักนิด ดูแล้วเหมือนกับว่าผมเป็นแขกแล้วไวเป็นลูกเจ้าของบ้านมากกว่า



“เฮ้ย!! วันนี้น้องเฉื่อยมาพร้อมไอ้พี่ไวว่ะ” ไอ้พวกนั้นยังคงเรียกผมเหมือนเดิมไม่ว่าผมจะพยายามบอกชื่อผมไปกี่ร้อยครั้งแล้วก็เถอะ
“มาพร้อมกันได้ไงวะ?”
“ทำไมจะไม่ได้วะ กูลูกเขยบ้านนี้จะโว้ย ไปอยู่ด้วยกันแล้วด้วย ยังไงก็ต้องมาด้วยกันสิวะ”
“เฮ้ยจริงเหรอ!!? จริงรึเปล่าจ๊ะน้องเฉื่อย?”
“พ่อไวไปต่างประเทศ เลยเอาไวไปฝากไว้ที่บ้าน” ผมตอบข้อสงสัยของพวกมันให้กระจ่าง
“โธ่~ ไอ้ขี้คุย เป็นแค่คนขออาศัยแล้วมาคุยว่าเป็นลูกเขย”
“ก็อีกไม่นานหรอกว้า~….” ผมปล่อยให้พวกนี้ตีกันเองต่อไปแล้วลงไปซื้อน้ำกินก่อนที่จะต้องเข้าแถวตอนเช้า

เช้านี้อาจารย์ที่ปรึกษามาขอรายชื่อพวกที่จะไปแข่งบอลกับโรงเรียนอื่น ซึ่งแน่นอนว่านักกีฬาจะไม่พ้นเป็นนักเรียนห้องแปดแทบทั้งสิ้น
“ตกลงว่าคนที่จะลงแข่งลงชื่อกันเรียบร้อยแล้วนะ อ้อ!~ ครูอยากได้พี่เลี้ยงนักกีฬาอีกซักสองคนด้วย ไปคอยหิ้วถังน้ำกับเก็บผ้าเย็น ใครจะเป็นบ้าง?”
“………..” เงียบกันทั้งห้อง ใครล่ะจะอยากไปเป็นเบ๊
“ใครจะเสนอชื่อเพื่อนเป็นพิเศษบ้างมั้ย?” หลังจากที่ไม่ได้ความร่วมมือก็เริ่มออกแนวบังคับ
“อาจารย์เอาน้องเฉื่อยไปสิครับ ไอ้ไวจะได้มีแรงเล่น”
“ว่าไงธนานันต์?”
“ผมไม่….”
“ผมตกลงเลยคร้าบบบบ…” ผมยังไม่ทันได้ตอบไวก็ตะโกนแทรกขึ้นมา น่าจะเดินไปเตะซะจริง ๆ
“ตกลงธนานันต์ลงนะ อีกคนใคร? บัณฑิต…เธอไปก็แล้วกันตัวใหญ่น่าจะยกถังน้ำได้คล่อง”
“อ้าว!!~ อาจารย์ เอาผมไปยกของแล้วเอาน้องเฉื่อยไปทำอะไรล่ะ?” โอ๋เริ่มโวย เป็นใครก็น่าจะโวยอยู่หรอกนะ
“เอาธนานันต์ไปล่อว่องไว พวกเธอเป็นพยานก็แล้วกันถ้าเอาธนานันต์ไปด้วยแล้วว่องไวแพ้กลับมาละก็ ทั้งสองคนอยู่เวรทำความสะอาดจนกว่าจะหมดเทอม”
“โห~ อาจารย์…” เสียงไวโห่ค้านกับเสียงเฮของไอ้พวกขี้เกียจทำเวรทั้งหลาย
“เอ้า!!~ พอ ๆ เช็คชื่อ!… กนก ติกุล….. ชัยณรงค์ เรืองอยู่….ฯลฯ ธนานันต์ ธีรนิติ….”
“อาจารย์!!! ผมนามสกุลรัตนวุฒิ”
“อ้าว!~ โทษที ๆ ครูนึกว่าเธอเปลี่ยนไปใช้นามสกุลว่องไวแล้ว ….ธนานันต์ รัตนวุฒิ….” นึกว่า….ทุกวันเช็คชื่อทีไรให้ผมนามสกุลเดียวกับไวทุกที บรรดาเพื่อน ๆ ก็เฮกันลั่นส่วนเจ้าตัวดีนั่งยิ้มหน้าแป้นแล้นซะเฉย ๆ อย่างนั้นล่ะ ไม่ยอมช่วยแย้งซะบ้าง



ผมไม่เข้าใจนักหรอกว่าไอ้การที่ลงไปวิ่งให้เหงื่อโชค หายใจไม่ทัน เพื่อแย่งลูกบอลลูกเดียวกับคนอีกยี่สิบกว่าคนนั่นมันมีความสุขตรงไหน ผมว่าถ้าผมเอาเวลาที่นั่งดูนี่ไปอ่านหนังสือผมคงจะได้ประโยชน์มากกว่า

แต่ถึงจะบ่นไปผมก็ต้องทำหน้าที่ผมอยู่ดี ระหว่างพักครึ่งผมก็ต้องเอาผ้าเย็นไปแจกบรรดานักกีฬาที่นั่งฟังอาจารย์อธิบายวิธีการเอาชนะ ไวนั่งฟังอาจารย์ไปก็พยักหน้าหงึกหงัก

“เอาล่ะใกล้หมดเวลาพักแล้ว ลุกได้!~” ผมก็เดินไปเก็บผ้าเย็นตามหน้าที่ พอจะเก็บผ้าเย็นที่ไว ไวก็ยังไม่ยอมให้เอาไปถือไว้สูง ๆ ผมเองก็ตัวเตี้ยจะคว้าก็ไม่ถึง

“เอากี่ลูกดี?”
“จะกี่ลูกก็ขอให้ชนะก่อนเถอะ ไม่อยากอยู่ทำเวร”
“โห~ ไม่เชื่อใจกันเลยนะ เดี๋ยวคอยดูเถอะ จะชนะขาดลอยให้ดู” ไอ้ขี้คุยนี่~

พอนกหวีดเป่าเรียกเข้าสนามดังไวก็โยนผ้าเย็นลงบนหัวผมแล้วก็วิ่งไป โยนลงมาได้ เปียกก็เปียกเหม็นเหงื่ออีกต่างหาก ผมก็ไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งที่ไวยืนนั่นเรียกว่าอะไรรู้แต่ว่าไวจะป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ หน้าประตูอีกฝ่ายคอยเตะลูกบอลเข้าประตู ครึ่งแรกที่ผ่านมาก็โดนแย่งบอลไปก่อนมาถึงไวบ้าง บางทีมาถึงแล้วก็เตะสูงกว่าประตูบ้าง เสียงนักกีฬาโรงเรียนเราตะโกนด่ากันเองแทบจะดังกว่าเสียงกองเชียร์ซะอีก แต่ทำไมไม่ยักมีใครโกรธกัน

แข่งจบโรงเรียนเราชนะสองต่อศูนย์ ผมโล่งอกที่ไม่ต้องอยู่ทำเวรทั้งเทอม ถึงอาจารย์จะพูดเหมือนแกล้งเล่นแต่ทำจริงแน่นอนผมรู้ อาจารย์ค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือฝีเท้าพวกไวมากอยู่ แต่พวกนี้มันขี้เกียจ โดดซ้อมบ่อย ๆ จนอาจารย์ก็ชักจะกลัว ๆ อยู่เหมือนกัน การแข่งครั้งนี้เป็นเหมือนศักดิ์ศรีระหว่างโรงเรียน เพราะทางโน้นคัดพวกเรียนดีกีฬาเด่นมาทั้งนั้น แล้วโรงเรียนเรามีอะไร? ไอ้พวกเรียนไม่เอาอ่าวแถมยังขี้เกียจตัวเป็นขน แล้วอาจารย์ยังกล้าเอาศักดิ์ศรีโรงเรียนมาฝากไว้กับไอ้พวกนี้อีก ผมล่ะเชื่อเลย~….

“ไอ้ไว มึงทำกูเสียวชิบเลยอีตอนห้านาทีสุดท้ายนั่นน่ะ”
“เอาน่า~ กูไม่เคยทำให้ใครผิดหวังอยู่แล้ว แล้วยังมีน้องเฉื่อยมาเชียร์ทั้งคน มีแรงฮึดสู้ตายโว้ย~”

แต่ละคนนอนแผ่หรากันอยู่บนรถตู้ของอาจารย์ ผู้ชายตัวควาย ๆ สิบกว่าคนนอนอยู่ในรถตู้ทำให้ที่แคบจนแทบจะไม่มีทางขยับไปไหนเลย บางคนนอนพื้นบางคนนอนเบาะเต็มไปหมด โอ๋เผ่นไปนั่งข้างหน้ากับอาจารย์ หนีกลิ่นเหม็นเหงื่อ ไอ้นี่เอาตัวรอดคนเดียว ผมนั่งอยู่เบาะในแถวหลังสุด ไวยึดพื้นที่ที่เหลือนอนหนุนตักผมปล่อยให้ไอ้พวกปากเน่ากว่าอวัยวะเบื้องล่างนอนเบาะอื่นไป

“น้องเฉื่อยของมึงเป็นสปอนต์เซอร์รึไงวะ? ไหนขอกูชิมหน่อยซิ” กิตทำท่าจะลุกมาจริง ๆ
“ไม่ต้องเข้ามาเลยมึง เดี๋ยวได้ชิมตีนกูก่อนหรอก ไปรอชิมน้องเอ๋อของมึงโน่นไป เด็กประถมตัวกะเปี๊ยกเดียวแบบนั้นพวกรุ่นใหญ่นิยมเด็กมันเยอะ เดี๋ยวหมาที่ไหนมันคาบไปหรอก” ไวยกเท้าไว้เตรียมถีบกิตเต็มที่

น้องเอ๋อที่พูดถึงนี่เป็นเด็กประถมครับ กิตไปเจอเข้าตอนเรียนพิเศษใหม่ ๆ เจอเข้าวันแรกกลับมาเล่าให้พวกผมฟังซะฟุ้งว่าเจอเด็กน่ารัก แต่เข้าไปทำความรู้จักด้วยทีไรน้องเขาก็จำกิตมันไม่ได้ทุกที พวกเราก็เลยเรียกน้องเขาว่าน้องเอ๋อ

“ไม่ต้องมาปากเน่าถึงน้องเอ๋อของกู ระวังของมึงไว้เหอะไอ้ไว มีของดีแล้วทำซุ่ม ระวังไอ้อัศมันจะคาบไป”
“เฮ้ย เกี่ยวไรกับกูวะ!?~” อัศนอนโวยอยู่กับพื้น
“ของดีก็ของกูคนเดียวโว้ย ใครดอดมาชิมพ่อเตะคว่ำ” ไวดึงมือผมไปหนีบไว้ที่ซอกแขน
“ร้อน…. เหม็นเหงื่อด้วย” ผมดึงมือกลับมา ไวทำหน้าเบ้ ส่วนกิตกับอัศหัวเราะเสียงดังลั่นรถ



เวลาปิดเทอมหนึ่งเดือนผมไม่รู้สึกเหมือนปิดเทอมเลยซักนิด จะเพราะอะไรน่ะเหรอครับ? จะอะไรล่ะถ้าไม่ใช่เจ้าคนที่มานอนแกว่งเปลญวนอยู่หลังบ้านผมเนี่ย ทำอย่างกับว่าเป็นบ้านของตัวเอง เมื่อเช้าก็สอยชมพู่มาทำพริกกับเกลือจิ้มกินไปดูทีวีไปเสร็จสรรพ พอสาย ๆ ก็มายึดเปลญวนของผมซะอีก

เมื่อเห็นว่าหาที่อยู่ไม่ได้แล้วผมก็เดินไปนั่งที่ชิงช้าตัวใหญ่ข้างบ้าน อ่านหนังสือไปได้ซักพักไวก็มานอนหนุนตัก

“หนักน่า~….”
“นิดเดียวเอง นอนหลังบ้านคนเดียวเหงาอ่ะ” ไวทำสายตาอ้อน ๆ
“ก็ไม่กลับไปนอนที่บ้านล่ะ วันนี้ลุงวิทย์อยู่ไม่ใช่หรือไง?”
“ไม่เอาหรอก อยู่กับพ่อเดียวก็โดนเฉ่งเรื่องสอบอีก”

ที่โดนเฉ่งเรื่องสอบน่ะเพราะว่าสอบได้ที่หนึ่งของห้องนะครับ ผลการสอบของไวเลื่อนห้องไปอยู่ห้องหนึ่งได้สบาย ๆ แต่เจ้าตัวไม่ยอมย้ายห้อง ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเขาอยากย้ายกันจะตาย อย่างผมเองยังได้แค่ที่สิบเลยทั้ง ๆ ที่แทบจะอ่านหนังสือตลอดเวลา

‘ไม่เอาหรอก ย้ายไปชีสก็ไม่ได้ไปด้วย เดี๋ยวก็เกรดตกกลับมาอยู่ห้องเดิมอยู่ดี ไปแล้วอายเขาเปล่า ๆ’ นี่คือคำตอบของไวที่ผมเคยพยายามคาดคั้นจนยอมตอบ แล้วไอ้เรื่องผมจะไปด้วยไม่ไปด้วยมันเกี่ยวอะไร? นี่การเรียนนะไม่ใช่ไปเที่ยว ผมไม่ใช่สปอนต์เซอร์อย่างที่กิตว่าซะหน่อยจะได้กินแล้วมีแรง

“หนักมากเหรอ?” อยู่ ๆ ไวก็ถามขึ้นมาจนผมสะดุ้ง นึกว่าไวหลับอยู่ซะอีก
“ก็ไม่มากหรอก แต่นั่งท่าเดียวนาน ๆ มันเมื่อย”
“งั้นเดี๋ยวไปเอาหมอนมานอนใหม่”
“ก็กินข้าวซะก่อนเลยก็แล้วกันค่อยมานอน เที่ยงแล้วนี่”
“จะกินอะไรล่ะ? แม่ไม่อยู่ไม่ใช่เหรอ?” แม่ผมไม่อยู่ครับ ไปเฝ้าไข้ตาที่โรงพยาบาลกว่าจะกลับก็ค่ำ ๆ โน่น

คิดอยู่ซักพักไวก็เดินเข้าไปในบ้านแล้วเดินออกมาอีกทีพร้อมเสื่อ

“ไปหลังบ้านกัน” ไวเดินนำไปเลยไม่ได้หันมามองผมว่าตามไปรึเปล่า แต่ยังไงก็ต้องตามล่ะครับไม่อย่างนั้นเดินมาอุ้มแน่ ๆ

ไวถือเสื่อมาปูใต้ต้นมะม่วงข้าง ๆ บ่อปลาหลังบ้าน บ้านผมมีบ่อปลาครับ ไม่ใช่บ่อใหญ่อะไรหรอก แม่บอกว่าเลี้ยงไว้ในบ่อเวลาอยากกินปลาก็ยกยอเอา จะได้กินปลาสด ๆ หน่อยไม่อย่างนั้นไปซื้อปลาที่ตลาดทีไรเจอแต่ปลาไม่สด ก็แค่เลี้ยงไว้กินกันเองน่ะครับไม่ได้ไวขายอะไร ปล่อยให้มันเพาะพันธุ์กันเองควบคุมปริมาณกันเอง แต่ดู ๆ แล้วก็มีค่อนข้างเยอะน่ะครับ จะหนักไปทางปลาหมอ ปลานิล ปลาช่อน เป็นส่วนใหญ่

พอปูเสื่อเสร็จไวก็วิ่งกลับเข้าไปในบ้านอีก คราวนี้กลับมาพร้อมกับคันเบ็ดและกระป๋องน้ำ มาถึงคุณชายก็ขุดหาไส้เดือนตรงข้าง ๆ บ่อเลยจัดการนั่งตกปลาอย่างสบายใจ ผมไม่เข้าใจนักหรอกว่าไวจะทำอะไร แต่ถึงถามไปไวก็ไม่ตอบอยู่ดี ไวนั่งหย่อนเบ็ดได้ซักพักก็ตวัดเบ็ดไว้ปลาหมอตัวเบ้อเริ่ม

“ยกยอเอาก็ได้นี่ไม่ต้องมานั่งตก” ผมเสนอความเห็น เพราะจะมานั่งตกทีละตัวมันก็เสียเวลา
“ตกหาปลาชะตาถึงฆาต” ดูพูดเข้า แต่ตกได้ไม่นานก็ได้ปลาหลายตัวเพราะบ่อที่บ้านผมมีปลาค่อนข้างเยอะ

ไวยกกระป๋องใส่ปลาชะตาถึงฆาตมาวางไว้ใกล้ ๆ ผมแล้ววิ่งไปตัดปล้องไผ่ตรงลำเล็ก ๆ มาหลายท่อน

“ชีสเอาปลาเสียบไม้นะ เราจะก่อไฟ”
“ไม่เอา! เราจะก่อไฟ ไวก็เสียบปลาไปสิ” ไวทำหน้าแปลก ๆ แต่ก็ตกลง

ผมก่อไฟแล้วก็มองว่าไวจะทำยังไงกับปลาไปด้วย ไวจัดการเด็ดชีพปลาด้วยไม้ฝืนที่หิ้วมาให้ผมก่อกองไฟแล้วก็เสียบเข้ากับไม้ไผ่ พอครบทุกตัวแล้วก็ย่องลงไปขุดดินเหนียวขอบบ่อขึ้นมาพอกทับตัวปลาจนดูเหมือนกุ้งพันอ้อย

“เสร็จรึยัง?” ไวหันมาถามความคืบหน้าของกองไฟจากผม
“เสร็จแล้ว”
พ่อครัวหัวป่าถือวไม้เสียบปลาพอกดินมาปักข้างกองไฟให้ก้อนดินห่อปลานั่นยื่นเข้าไปในกองไฟ
“ชีสไปฉีกใบตองมา”
ผมรีบวิ่งไปฉีกใบตองตามคำสั่ง ไวจะทำอะไรไม่รู้ล่ะ แต่ผมว่าคงจะน่ากินดีเหมือนกัน พอกลับมาก็เห็นดินห่อปลาย่างแห้งแตกกำลังได้ที่ ไวรับไปตองจากผมไปอังไฟห่าง ๆ พอใบตองเริ่มเหี่ยวกลิ่นใบตองก็เริ่มหอม ไวเอาปลาออกมาจากกองไฟแล้วแกะดินออก เกล็ดปลาติดมากับดินที่พอกโดยที่เราไม่ต้องมานั่งแกะเอง ไววางปลาย่างบนใบตองหอมแล้วส่งให้ผมจากนั้นก็แกะของตัวเองบ้าง ปลาสดเนื้อแน่นหวานหอม เรานั่งกินปลาย่างกันโดยที่ไม่ต้องทำน้ำจิ้มเลย


 o2



*** ขออนุญาตแก้ไขคำห้อยท้ายของชื่อเรื่อง เพื่อลดความรุงรังของหัวข้อ  แต่หากผู้แต่งมีเรื่องแจ้งเพิ่มเติม ก็สามารถแก้ไขชื่อเรื่องได้ตามปกติค่ะ
 ทิพย์โมบอร์ดนิยาย

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-09-2010 15:50:44 โดย THIP »

ออฟไลน์ A GE

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #1 เมื่อ25-06-2007 01:24:34 »

วันวาเลนไทน์ ดูเหมือนใครต่อใครจะมีความสุกหอบรักล้นปรี่มาโรงเรียน กิตกับอัศแทบจะเหมากุหลาบมาจากปากคลองตลาดเพื่อแจกสาว ๆ โดยเฉพาะ แต่ถ้ารู้ว่าสาว ๆ ที่ได้กุหลาบนั่นเอามาให้ไวอีกต่อละก็คงแทบจะคลั่ง

“น้องเฉื่อยครับ” ได้ยินเสียงไม่ค่อยคุ้นดังที่หน้าประตู พอหันไปดูก็เห็นพี่ม. 4 ที่อยู่ชมรมเดียวกันยืนกวักมือเรียกผมอยู่ ผมก็ลุกไปหา พี่เขาเดินนำไปซะไกล
“ครับ?”
“พี่ชื่อต่อ อยู่ชมรมเดียวกัน จำได้มั้ยครับ?”
“ครับ” พี่ต่อทำหน้าเขิน ๆ ส่งช่อดอกกุหลาบให้ผมเป็นช่อเล็ก ๆ มีประมาณห้าดอกห่อกระดาษสาสีฟ้า
“อะไรครับ?”
“พี่ให้น้องเฉื่อยครับ”
“แล้วให้ผมทำไม?” พี่ต่อทำหน้าแปลก ๆ
“ก็วันนี้วาเลนไทน์ไงครับ พี่ให้น้องเฉื่อยไว้ เพื่อว่าหลังจากวันนี้ไปเราจะสนิทสนมกัน เป็นพี่ชายน้องชายที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน” พี่ชายน้องชายที่รู้สึกดีต่อกัน? ไม่เข้าใจแฮะ……
“พี่ไปก่อนนะครับ เย็นนี้เจอกันที่ห้องสมุด” พี่ต่อเดินลิ่ว ๆ กลับไป ผมก็เดินกลับเข้าห้องบ้าง

“เฮ้ยพวกเรา! น้องเฉื่อยมีหนุ่มมาให้ดอกไม้ว่ะ!” เสียงกิตตะโกนลั่นห้อง แปลกนักรึไง ใคร ๆ ก็ได้ดอกไม้กันทั้งนั้น
“มีผู้กล้าหาญมาตีท้ายครัวไอ้ไวละโว้ย!~” รู้สึกว่าอัศมันจะยิ้มกว้างเกินเหตุไปซักหน่อย หันไปมองหน้าไวก็เห็นทำหน้าหงิก
“อะไร?”
“ไปรับของเขาทำไม?”
“ก็เขาเอามาให้ ไม่รับก็จะเสียน้ำใจ อยู่ชมรมเดียวกันด้วยเดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติด”
“แล้วรู้รึเปล่าว่าเขาให้เพราะอะไร?”
“ก็เห็นบอกว่าอยากเป็นพี่ชายน้องชายที่สนิทสนมกัน” ไวยิ่งทำหน้าหงิกกว่าเดิม
“ชีสอยากได้เหรอ?” น้อยครั้งที่ไวจะเรียกผมว่าชีสต่อหน้าเพื่อน ๆ ในห้อง
“ก็เปล่าหรอก แต่จะไม่รับก็จะไม่ได้ กะว่าชมรมเลิกก็จะเอาไปให้แม่” แม่ผมชอบดอกไม้ ได้กุหลาบแดงดอกใหญ่แบบนี้คงดีใจ
“งั้นฝากไว้ที่เราก่อนนะ เดี๋ยวเย็นนี้เราถือไปให้แม่เอง”
“ก็ได้”
ผมส่งดอกไม้เจ้าปัญหานั่นให้ไวแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ไวก็เดินตามมาวางหนังสือเล่มใหญ่หลายเล่มผูกด้วยโบว์สีขาวมีใบเฟิร์นเสียบไว้ที่ปมสองใบกับกุหลาบขาวดอกใหญ่หนึ่งดอก
“อะไร?”
“ก็เห็นว่าอยากได้เลยเก็บเงินซื้อให้” ผมพลิกดูสันหนังสือ เป็นหนังสือที่ผมเคยไปมอง ๆ ในร้านแล้วต้องรีบวางเพราะราคาแพง
“ตั้งแพงซื้อมาทำไม!! แล้วจะมีเงินใช้เหรอ!?”
“เถอะน่า~ มีปัญญาซื้อให้ได้ก็แล้วกัน”
หนังสือน่ะพอเข้าใจอยู่หรอกแต่ดอกกุหลาบนี่สิ ไวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะรอเรียนไม่อธิบายอไรอีก

“ชีส เดี๋ยวชมรมเลิกรอที่ห้องสมุดนะ จะไปรับ” ไวหันมาบอกแล้วยิ้มแปลก ๆ วันนี้ลงช็อพก็ต้องอยู่รออยู่แล้วยังต้องมาสั่งอีกรึไง



“ของที่พี่ให้น้องเฉื่อยไม่ชอบเหรอครับ?” พี่ต่อเดินมานั่งใกล้ ๆ ผมหลังจากที่ปรึกษาชมรมสั่งให้เลือกหนังสือมาอ่านก่อนจะสรุปสาระของหนังสือเขียนรายงานส่ง
“เปล่าครับ ผมให้เพื่อนเก็บไว้ให้ ผมถือของไม่ค่อยระวังน่ะครับกลัวว่าจะช้ำซะหมด” พี่ต่อทำหน้านิ่ง ๆ แล้วก็เงียบไปอีกซักพัก
“ใช่คนที่ชื่อไวรึเปล่าครับ?”
“ครับ?”
“คนที่น้องเฉื่อยฝากดอกไม้ไว้น่ะ”
“อ๋อ~ ครับ!”
“น้องเฉื่อยสนิทกับเขามากเหรอครับ?”
“ครับ” วันนี้พี่ต่อเป็นอะไรนะ ซักจัง ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย
“สนิทแบบไหนครับ?”
“แบบไหน?”
“ก็แบบ…….”
กรี๊ง~….
“ขอเชิญอาจารย์ทุกท่านเข้าประชุมที่ห้องประชุมสองด่วนค่ะ” เสียงอาจารย์ห้องธุรการประกาศเรียกหลังกริ่งโรงเรียนดัง
“เอาล่ะ นักเรียนทุกคนเลิกชมรมได้ วันพฤหัสมาอ่านต่อให้จบแล้วเขียนรายงานส่งครูในชั่วโมง” อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมสั่งเราต่างรีบเอาหนังสือไปเก็บ เพราะถ้าอาจารย์เข้าประชุมแบบนี้แปลว่าห้องสมุดจะต้องรีบปิด



“ชีสกลับกันรึยัง?…” เสียงไวมายืนเรียกหน้าประตู
เงยหน้าจากกระเป๋าผมก็เห็นไวยืนเกาะประตูยิ้ม ๆ อยู่ ดูสภาพเจ้าช่อดอกไม้ในมือไวแล้วก็เริ่มทำใจว่าแม่คงไม่ได้ดอกไม้แน่ อาจจะเป็นกิตหรืออัศเอาไปโยนเล่นกันซะจนยับเยินแบบนั้น กิต อัศ ไวอยู่ชมรมเดียวกันครับ ผมรีบเดินออกไปหาไวที่หน้าประตู

“ทำไมมาเร็วล่ะ?”
“วันนี้อาจารย์ที่ปรึกษาปล่อยเร็วน่ะ”
ผมมองหน้าไวไม่ค่อยแน่ใจ ที่แน่ใจกว่าคำตอบก็คงจะเป็นว่า ไวรีบเผ่นออกมาก่อนอาจารย์จะปล่อย หรือไม่ก็โดดชมรม ถ้าเป็นอันหลังนี่คงโดนหนักหน่อยเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเราพอดี
“กลับกันเถอะ” ไวโอบไหล่ผมให้เดินออกจากห้องสมุดแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น หันไปมองไวก็เห็นว่ากำลังมองอะไรซักอย่างในห้องสมุดอยู่
“อะไร?”
“เปล่า ๆ กลับกันเถอะ” แปลกคน….



พอมาถึงป้ายรถผมก็เห็นไวถือกระเป๋าอย่างเดียว
“ไว ดอกไม้ล่ะ?”
“อ้าว!~ ไปไหนแล้วล่ะ สงสัยเผลอวางไว้ตรงไหนมั้ง”
ลืมวางไว้เหรอ?….. ก็คงจะเป็นร้านขนมหน้าโรงเรียนมั้ง เมื่อกี้แวะเข้าไปซื้อขนมกัน
“อ้าวจะไปไหนน่ะ!!?” ไวร้องทักที่เห็นผมจะเดินกลับ
“ก็ไปเอาดอกไม้ไง”
“เอามาทำไม?”
“ก็จะเอาไปให้แม่…”
“มันช้ำหมดแล้ว ช่างมันเถอะ ถ้าชีสอยากได้เดี๋ยวเราซื้อให้ใหม่” ไวลากผมเข้าตลาดหลังป้ายรถเมล์ซื้อกุหลาบให้ผมกำใหญ่



 :m9: :m9: :m9:

โพส by krappom



**************************************************************************************

 :m4:  :m4:  น่ารักดีนะครับไวเนี่ยะ   :confuse: :confuse: แล้วทำไมชีสเหมือนไม่ค่อยจะรู้เลยว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่  ใสซื่อเกินไปอะป่าวเน่ยะ :haun5: :haun5:

ขอบคุณนะครับ :m5: :m5:  แล้วจะคอยติดตามต่อไปนะครับ o17 o17

+1ให้แล้วครับผม
********************************************************************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2007 00:26:27 โดย b|ueBoYhUb »

abcd

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #2 เมื่อ25-06-2007 01:45:46 »

 :m9:   ต๊ะไว้ก่อง เด๋วตามมาอ่านอีกที  :m11:

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2405/-22
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #3 เมื่อ25-06-2007 03:16:26 »

น่ารักจังนายไว  :m3:

ชีสนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยมันแฝงอะไรบางอย่าง ที่มากกว่านั้น  :m14:

ออฟไลน์ Just let it be

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 979
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #4 เมื่อ25-06-2007 08:52:20 »

เพื่อนสนิทอีกแล้วจืเนี่ยยยย

ตามลุ้นกานต่อปายยย  :m4:

ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #5 เมื่อ25-06-2007 10:41:52 »

เคยอ่านเอรื่งนี้แล้ว  การันตี ความสนุกครับ  :m3:

ออฟไลน์ Lucifer

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-1
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #6 เมื่อ25-06-2007 11:13:11 »

เคยอ่านเอรื่งนี้แล้ว  การันตี ความสนุกครับ  :m3:

มีคนการันตีความสนุกขนาดนี้ ไม่ติดตามได้ไงเนี่ย  :m12: :m12:
 :m4: :m4: :m4:
 :m11: :m11:

ออฟไลน์ มูมู่น้อย

  • Global Moderator
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +468/-12
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #7 เมื่อ25-06-2007 14:43:00 »

แค่อ่านตอนต้นก็ฮาแล้วอะ  :m4:  :m4:
ไวน่ารักโคตรๆๆ  ตรงดี ชอบ

รออ่านต่อน้า  :m11:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #8 เมื่อ25-06-2007 20:12:31 »

กะว่าจะเอาไว้อ่านทีหลังแล้วเชียว เจอเจ้บอกว่าสนุก เลยนั่งอ่านจนจบตอน  :m11:
สนุกดีน้า มาลงไวไวล่ะ  :m3:  :m3:

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #9 เมื่อ25-06-2007 20:41:30 »

เด็กๆ นี่น่ารักเนอะ  :m1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ชีส โดย mam
« ตอบ #9 เมื่อ: 25-06-2007 20:41:30 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ● MaYa~Boy ●

  • ฉันมันคนขี้อิจฉา
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3992
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-2
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #10 เมื่อ26-06-2007 00:24:06 »

ไวน่ารักดีจังคับ

อยากได้ๆๆ  :m11:

ออฟไลน์ tsuyu

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-2
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #11 เมื่อ26-06-2007 19:09:33 »

มีคนการันตีแบบนี้ ไม่พลาดแน่นอนค่ะ

แล้วมาลงต่ออีกนะค่ะ

 :m3:

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #12 เมื่อ26-06-2007 22:29:35 »

ฮ่วย!!
นั่งจัดหน้าอยู่ตั้งนาน
เน็ตดันเอ๋อ หายไปหมดเลย  o12
ต้องมาจัดใหม่  :freeze:



ชีส 2 โดย mam

หลังวาเลนไทน์แต่ละคนก็หน้าแป้นหน้าเหี่ยวไปตาม ๆ กัน ดูตัวอย่างได้จากใกล้ ๆ ตัวผมนี่ ไวยิ้มอารมณ์ดีทั้งวันเพราะได้กุหลาบจากสาว ๆ เป็นเข่ง กิตแม้จะได้กุหลาบน้อยทั้ง ๆ ที่แจกไปเป็นเข่งเหมือนกันแต่ก็ยังวางใจเพราะยังมีน้องเอ๋อไว้เป็นทุน ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะไม่พ้นอัศเพราะไม่ว่าจะแจกกุหลาบไปเท่าไหร่สาว ๆ ก็ยังมองเมินอยู่ดี แต่ที่มาเมียงมองก็เห็นจะเป็นรุ่นพี่ม. 3 ห้อง 2
ไวบอกว่าอัศต้องคอยระวังไม่ให้พี่เขาจับกินเอาได้ อัศเองก็เคยคุยกับผมว่าไม่ได้รังเกียจอะไรพี่เขาหรอกเพียงแต่ว่าถ้าพี่เขาเป็นผู้หญิงก็จะยินดีต้อนรับมากกว่านี้ ครับ! พี่เขาเป็นผู้ชายแต่เขาไม่ได้ตุ้งติ้งนะครับ ไวบอกว่าดูเหมือนพี่คนนี้แกจะเป็นเสือไบมากกว่า ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเสือไบคืออะไร? แต่พ่อคนรู้ดีก็ไม่ยอมอธิบายต่อ และในวาเลนไทน์ปีนี้จำนวนกุหลาบไม่กี่ดอกที่อัศได้มานั้นก็มีช่อใหญ่ที่สุดของพี่เขารวมอยู่ด้วย

“น้องเฉื่อยครับ…” พี่ต่อมายืนเรียกหน้าห้องอีกแล้ว พี่ต่อมาทีไรไวเป็นต้องหน้าหงิกทุกที
“ครับ?”
“เย็นนี้พี่อยากคุยด้วยหน่อย เลิกเรียนแล้วพี่จะรอที่ห้องสมุดนะครับ” พี่ต่อเดินไปเลยไม่รอฟังคำตอบ ทำไมแต่ละคนชอบคิดเอาเองกันแบบนี้นะ
“จะไปเหรอ?” เสียงไวถามดังจากข้างหลัง พอหันไปดูก็ชนเข้าเต็ม ๆ จนแทบจะหงายหลัง ไม่รู้ว่าไวมายืนเท้าแขนซ้อนหลังผมอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ็บจมูกเลยแฮะ
“ก็ไม่รู้ว่าพี่เขาจะคุยอะไร อาจจะมีธุระสำคัญก็ได้”
“……….” ไวเงียบไปเหมือนคิดอะไรซักอย่าง
“เดี๋ยวเย็นนี้เราไปเป็นเพื่อนนะ จะรออยู่หน้าห้องสมุด” ไวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ
ที่จริงจะกลับก่อนก็ได้นี่นา แต่เอาเถอะ อยู่รอก็ดีเพราะตอนเย็น ๆ รถเมล์จะแน่นผมเบียดกับใครไม่ค่อยไหวต้องให้ไวคอยช่วยกันให้ทุกที


พอเลิกเรียนผมก็เก็บของเตรียมไปห้องสมุด อ๊ะ!!!….
“หาอะไร?” ไวถามเมื่อเห็นผมก้มหาของอยู่ไม่เงยหน้า
“สมุดหาย….” สมุดวิชาคณิตศาสตร์ของผมมันหายไป จำได้ว่าตอนเที่ยงผมทำการบ้านล่วงหน้าไว้แล้วเก็บไว้ใต้โต๊ะนี่นา
“ใครมันเอาไปลอกรึเปล่าลองหาดูซิ”
หาเหรอ?…. ห้องไม่ใช่แคบ ๆ นักเรียนทั้งห้องกว่าเจ็ดสิบคนเมื่อไหร่จะหาเจอล่ะ?”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น?”
“ก็ถ้าหาแล้วเมื่อไหร่จะเจอ พี่ต่อนัดไว้ด้วย”
“ถ้างั้นชีสก็หาไปก่อนเดี๋ยวเราไปบอกพี่เขาให้ว่าชีสไม่ว่างมา”
“แต่…..” ไวไม่รอฟังความเห็นเดินไปทางห้องสมุดทันที หาเหรอ…… หาก็ได้


ผมทิ้งตัวนั่งหมดแรง หาจนทั่วแล้วก็ยังหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าเผลอเอาไปวางไว้ที่ไหนรึเปล่า
“น้องเฉื่อย!!” กิตเดินกลับมาที่ห้องเรียกชื่อผมเสียงดัง
“นึกว่ากลับไปกับไอ้ไวแล้วซะอีก”
“ก็จะกลับอยู่แล้วล่ะแต่หาสมุดไม่เจอ”
“สมุดอะไร?” กิตทำคิ้วขมวด
“สมุดการบ้านคณิต”
พอบอกกิตก็ทำคิ้วขมวดหนักกว่าเดิม
“อ้าว! ไอ้ไวไม่ได้บอกเหรอว่าเราเอามา!?~” อ้าว!~
“ไม่เห็นบอกอะไรเลย”
“ก็ไวมันบอกว่าเห็นน้องเฉื่อยทำการบ้านเมื่อตอนกลางวันแล้วไม่แน่ใจว่าทำถูก บอกให้เราเอากลับไปดูให้หน่อย มันว่ามันจะบอกน้องเฉื่อยเอง ….สงสัยมันลืมล่ะมั้ง”
อย่างนั้นเองเหรอ… ผมก็ใจแป้วนึกว่าสมุดหายซะแล้ว ไวก็ขี้ลืมจังน่าจะบอกกันตั้งแต่เนิ่น ๆ
“โธ่!~ เราก็นึกว่าสมุดหาย ขอบใจนะ เอ้อ! แล้วกิตกลับมาทำอะไรล่ะ?”
“ลืมเอาบอลไปคืนภาควิชาพละน่ะ ไอ้ไวล่ะ?” กิตเดินเข้ามาหยิบลูกบอลใต้เก้าอี้ บ้าบอลกันจริง ๆ เลยพวกนี้
“ไปหาพี่ต่อให้แทนเราน่ะ พอดีพี่ต่อนัดไว้แล้วเราหาสมุดไม่เจอ ไวก็เลยไปบอกพี่เขาให้ว่าเราไม่ว่าง” กิตทำหน้าแปลก ๆ แล้วก็หัวเราะ
“แผนสูงชิบเลยไอ้บ้านี่” พวกนี้ทำตัวแปลกเข้าไปทุกวัน
“น้องเฉื่อยถือกระเป๋าไปรอมันที่ห้องสมุดเถอะ ป่านนี้คงเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“เรียบร้อย?”
“น่า ๆ ~ ไปเถอะ” กิตหยิบกระเป๋ายัดใส่มือผมแล้วก็ดันหลังผมออกจากห้อง อะไรกันน่ะไม่เห็นเข้าใจเลย


ผมเดินมาถึงห้องสมุดก็เห็นไวกำลังคุยอะไรกับพี่ต่ออยู่ก็ไม่รู้
“ไว…..” ไวหันมายิ้มให้ผมแล้วก็ชะโงกหน้าไปกระซิบอะไรกับพี่ต่อก็ไม่รู้
“พี่ต่อ!?” พี่ต่อหันมามองผมทำหน้าแปลก ๆ แล้วก็เดินสวนออกไปเฉยเลย
“อ้าว!?~ ไม่คุยธุระแล้วเหรอ?”
“เราคุยแทนให้แล้วล่ะ ‘เรียบร้อย’ แล้วกลับบ้านกันเถอะ” ไวจูงมือผมเดินออกจากโรงเรียน พวกนี้คิดอะไรกันพูดอะไรกันผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย ทำตัวแปลก ๆ กันทุกคน


แต่ว่าตั้งแต่วันนั้นมาพี่ต่อก็ไม่มาเรียกผมไปคุยอีกเลย เจอกันที่ชมรมก็ทำเมิน ๆ เลี่ยง ๆ ที่จริงก็ดีเหมือนกันไม่งั้นไวก็ทำหน้าหงิกซักไซ้เรื่องพี่ต่อไม่รู้จักหยุด

 
สอบ น่าจะเป็นเทศกาลที่วุ่นวายสำหรับนักเรียน แต่ไม่ใช่สำหรับคุณว่องไว คุณกิตติ และคุณอัศวิน เพราะวันหยุดที่ทางโรงเรียนให้เพื่อดูหนังสือคุณชายทั้งสามไม่รู้ไปเหมาดอกไม้ไฟที่ไหนมาเป็นลัง ๆ
“ไอ้กิต! ตรงโน้นมึงติดดี ๆ สิวะ ดูเด๊ะหลุดมาถึงตรงกูแล้ว!”
“มึงก็ไปติดเองสิวะไอ้บ้า! ยืนแขวนอย่างนั้นกูก็เมื่อยเหมือนกันนะ”
“มึงสองตัวหยุดกัดกันซะทีเหอะ กูหนวกหู”

ผมก็ไม่รู้ว่าสามคนนี่เขาคิดจะทำอะไรกัน เมื่อวานนี้ไวเข้ามาขอแม่ผมว่าขอใช้ลานดินข้าง ๆ บ่อจัดงานฉลองอะไรกันก็ไม่รู้ แน่นอนว่าแม่ผมอนุญาต ผมว่าถ้าไม่อนุญาตนี่สิแปลก

“ไม่อ่านหนังสือสอบกันเหรอ?” พอผมถามไวก็ยิ้มกว้าง
“ไม่ต้องอ่านหรอกเดี๋ยวสอบได้เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ อีกอย่างสอบวันสุดท้ายแล้วอ่านไปก็ไม่มีผลหรอก”
“ก็มึงมันอัจฉริยะนี่หว่า มึงไม่ต้องอ่านแล้วพวกกูล่ะ” กิตบ่นแล้วถีบไวเบา ๆ
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะผมไม่เคยเห็นกิตสอบได้ต่ำกว่าที่สามซักที กิตกับอัศมักจะสอบได้ที่สองและที่สามสลับกันไปมา ส่วนคนสอบได้ที่หนึ่งก็โน่นเลยครับนั่งผูกสายชนวนพลุอยู่โน่น

กิตกับอัศเองก็เป็นสองคนในไม่กี่คนที่ไม่ยอมสอบย้ายห้อง เหตุผลก็คงเพราะไม่อยากห่างเพื่อน ทั้งไว กิต และอัศเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่ประถมพอมาเข้าเรียนที่นี่ก็มาด้วยกัน ในกลุ่มนี้มีแต่ผมที่อยู่ต่างโรงเรียนแล้วมาสอบเข้าที่นี่ แต่เพื่อน ๆ ไม่เคยทำให้ผมต้องรู้สึกโดดเดี่ยวเลย ตลอดเวลาผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นเพื่อนสนิทกับพวกเขามาหลายปีเหมือนกัน


ก่อนเข้าห้องสอบพวกไวยังวิ่งเตะบอลกันอยู่เลย ไม่ห่วงคะแนนสอบบ้างรึไงนะ

“เฮ่อ~ นั่งสอบเมื่อยเป็นบ้า” ไวบ่นเดินบิดขี้เกียจออกมาจากห้อง
“สอบชั่วโมงเดียวบ่นหาอะไรวะ” กิตเดินมาถีบก้นไว
สามคนนี่ชอบเล่นกันแรง ๆ แต่ไม่เห็นโกรธกันซักที แล้วก็แปลกที่ทั้งสามคนไม่เคยเล่นแรง ๆ กับผมเลย จะมีก็แต่มาล็อคคอตีเข่าเบา ๆ แล้วก็ต้องรีบวิ่งหนีไวที่วิ่งเข้ามาเตะ แต่ก็ดีแล้วล่ะถ้าพวกนี้เล่นแรงด้วยจริง ๆ ผมก็คงแย่ ตัวเล็กกว่ามากด้วย ไม่รู้สามคนนี้กินข้าวคลุกอะไรถึงได้ตัวโตนัก อยู่แค่ม.ต้นแต่ตัวโตเท่าเด็กม.ปลาย
“ไอ้ไว ตกลงว่าที่นัดกันไว้กูไปแน่ ๆ จะหิ้วของไปด้วย” อัศวิ่งตามมากอดคอไวและกิต
“เออดี!~ ถ้างั้นมึงก็แวะเอา ‘ไอ้นั่น’ มาด้วย” ไอ้นั่น?
“มึงจะบ้าเรอะ ให้กูหิ้ว ‘ไอ้นั่น’ คนเดียวเนี่ยนะ ไม่ไหวหรอกเละหมด” ไอ้นั่นมันคืออะไร? เละได้ด้วย?
“เออ ๆ ก็ได้วะ ไปเอาทีหลังกันก็ได้” ผมไม่เข้าใจว่าสามคนนี้พูดอะไรกัน แต่ถ้าถามก็คงไม่ตอบหรอกทำท่ามีลับลมคมในกันแบบนั้น ไม่ถามก็ได้


หลังจากสอบเสร็จก็จะเป็นเวลาปิดเทอมยาวสามเดือน สามคนนั่นหอบของมาที่บานผมพะรุงพะรังตั้งแต่เย็น
“แม่ผมขอยืมครัวหน่อยนะคร้าบบบบ” กิตหอบของเยอะแยะวิ่งเข้าครัว ผมเห็นท่าทางทำกับข้าวเก้ ๆ กัง ๆ แล้วก็สงสาร
“ให้เราทำให้มั้ย?”
“ไม่ต้องจ๊ะ ไม่ต้อง น้องเฉื่อยไปนั่งเฉย ๆ เลยนะจ๊ะ ไม่ต้องลุกมานะ” กิตดันผมกลับมานั่งแล้วก็วิ่งกลับเข้าครัวไปอีก
อะไรของเขาเนี่ยจะช่วยก็ไม่ให้ช่วย เดินไปดูทางอัศก็ทุลักทุเลพอกัน นั่งย่างกุ้ง ปู ไปก็สะบัดมือไป พอจะเข้าไปช่วยก็ให้ออกมาอีก ยิ่งไวยิ่งแล้วใหญ่วิ่งทำโน่นทำให้วุ่นวายไปหมด

กว่าจะเสร็จก็เริ่มค่ำเข้าไปแล้ว พอเสร็จทั้งสามคนก็ออกไปข้างนอกด้วยกันหมด ตอนแรกผมก็ไม่คิดจะสนใจหรอกแต่ดู ๆ ไปแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ชักจะสงสัย

จนสามทุ่มแล้วสามคนนั่นก็ยังไม่กลับ
“ชีสไม่ไปอาบน้ำล่ะลูก ค่ำแล้ว”
ปกติประมาณทุ่มหนึ่งผมก็อาบน้ำเตรียมเข้านอนแล้วแต่นี่ผมเป็นห่วงสามคนนั่น ป่านนี้ไม่ไปทะเลาะกับใครแล้วโดนเขาตีเอาหมกข้างทางไปแล้วเหรอ
“ไปอาบน้ำเถอะไป เดี๋ยวสามคนนั่นเขาก็กลับมากันเองล่ะ”
ผมยอมลุกไปอาบน้ำตามที่แม่บอก พออาบเสร็จก็ได้ยินเสียงรถจอดหน้าบ้านพร้อมกับเสียงด่ากันอันคุ้นเคย พอจะเดินออกมาถามว่าไปไหนมาไวก็รีบเดินมาปิดตาผม
“อะไร!!?”
“ความลับจ๊ะ ชีสขึ้นไปข้างบนก่อนดีกว่านะ” ไวลากผมขึ้นมาบนห้อง
“อะไรกันน่ะ ชักโมโหแล้วนะ ทำอะไรกันก็ไม่บอกจะช่วยก็ไม่ให้ช่วย” ผมเริ่มโวยบ้างแล้วหลังจากอดกลั้นมานาน
“น่า ๆ ใจเย็น ๆ นะจ๊ะ ชีสคนดี๊คนดี จำได้มั้ยเอ่ยว่าวันนี้วันอะไร?”
“วันอะไร? วัน…..” วันนี้วันอะไรนะ?
“วันพระ….” ไวทำหน้าผิดหวัง
“ไม่ใช่สิ สำคัญกว่านั้นอีก” สำคัญกว่านั้นเหรอ ผมหันไปมองปฏิทิน
“วันเสาร์”
“ไม่ใช่”
ไม่ใช่อีกแล้ว วันอะไรล่ะ? พอจะพามไวก็หันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง
“พอดีกว่า ไม่ให้ทายแล้ว ไปกันเถอะ” ยังไม่ทันได้ถามว่าไปไหนไวก็ลากผมลงมาข้างล่างแล้วก็เอาผ้าผูกตาผม
“เดินตามมาดี ๆ นะ” เสียงกำกับบอกตลอดเวลา ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบายอะไรทั้งสิ้น ผมทำได้แค่เดินตามไปเงียบ ๆ เท่านั้นเอง
“ยกเท้าสูงหน่อย” ไวบอกให้ผมยกขาเหมือนข้ามอะไรซักอย่างพร้อมกับเอามือดันขาผมให้ยกสูงเข้าไว้
“เอาล่ะนะ 1….2….3…..” แล้วไวก็แก้ผ้าผูกตาผมออก
ทันทีที่ผ้าหลุดเท่านั้นแสงไฟก็สว่างวาบเข้าตาผม แสงไฟหลากสีและเสียงดังของดอกไม้ไฟดังก้องไปทั่วลาน
“สุขสันต์วันเกิดน้องเฉื่อยจ้า” เสียงกิตกับอัศดังอยู่ข้างหลังผม
“คนอะไรจำวันเกิดตัวเองไม่ได้แต่จำวันพระได้” ไวเอาแขนเท้าบนหัวผมมองดอกไม้ไฟด้วยกัน วันเกิดผมเหรอ? ไวส่งกล่องของขวัญให้ผม
“ของขวัญวันเกิด ทำเองนะ” ผมลองแกะออกดูเห็นเป็นที่คั่นหน้าหนังสือทำจากโลหะอะไรซักอย่างขัดมันแววาวเขียนตัวหนังสือภาษาจีนที่ผมอ่านไม่ออก
“ของขวัญจ้าน้องเฉื่อย” กิตและอัศส่งของขวัญให้ผมอีกคนละกล่อง เป็นกล่องเก็บซีดีทำจากโลหะเหมือนกัน สมกับที่เรียนอุตสาหกรรมศิลป์โลหะจริง ๆ พวกนี้
“ดอกไม้ไฟสวยมั้ย?” ไวยิ้ม ๆ ถามผม
“กะจะให้ตาบอดเลยรึไง?” สามคนนั่นหัวเราะแหะ ๆ
“แต่ก็ขอบคุณมากนะ” พอผมยิ้มให้ทั้งสามคนนั่นก็เงียบไป กิตเอามือชี้แก้มตัวเอง
“อะไร?”
“ขอบคุณตรงนี้ดีกว่า” หา!!?
“ไอ้กิต มึงไม่ต้องมาลามปามน้องเฉื่อยของกู ไปลามน้องเอ๋อของมึงโน่น” ไวไล่ถีบกิตเป็นการใหญ่
“ไอ้กิตไม่ได้แต่กูได้นี่หว่า กูยังไม่มีเป็นตัวเป็นตน” อัศก็พูดแปลก ๆ
“ไม่ได้โว้ย!!! เดี๋ยวพ่อถีบให้” ไววิ่งกลับมากอดคอผมยกเท้าจะถีบอัศอีกคน อะไรของพวกนี้กันเนี่ย?

แล้วผมก็ได้รู้สาเหตุที่พวกนี้หายไปด้วยกัน เค้กรูปหนังสือก้อนโตสีขาวเขียนด้วยตัวหนังสือสีเขียววางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ คิดว่าคงจะช้าตอนถือกลับมานี่เอง ดอกไม้ไฟเริ่มดับหมดแล้วเรากินของที่ทำขึ้นมาอย่าง….อร่อย? ผมว่าถ้าผมทำเองรสชาติอาจจะดีกว่านี้ แต่ก็เถอะ…น้ำใจเพื่อนรักอร่อยกว่าของที่ไปซื้อตามภัตตาคารเสียอีก


ก็เป็นอย่างที่ผมเคยบอก บางทีผมอาจจะเป็นลูกลุงวิทย์ก็ได้ ลุงวิทย์มารู้จากไวทีหลังว่าวันเกิดของผมผ่านมาแล้วก็เลยจัดฉลองย้อนหลังให้ผมวันต่อมาแทน ถึงกับโทรไปขอแม่ผมว่าขอให้ผมมาค้างที่บ้านซักคืน และมันก็จะแปลกมากถ้าแม่ผมไม่อนุญาต
ลุงวิทย์สั่งอาหารมาซะมากมายจนผมไม่แน่ใจว่าเราสามคนจะกินกันหมด รวมถึงของขวัญกล่องใหญ่มากห่อกระดาษสีทอง พอเปิดดูก็เจอพจนานุกรมเล่มเท่าสมุดโทรศัพท์ หนังสือความรู้ทั่วไปอีกเล่มและหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับสมบูรณ์ คิดว่าลุงวิทย์รู้จากไวเหมือนกันว่าผมชอบหนังสือ
“โหพ่อ!~ ทีวันเกิดผมให้สตั๊ดคู่เดียวเอง”
“แล้วคู่หนึ่งมันไม่ได้มีสองข้างรึไงกัน ชีสอยากได้ของที่เป็นชิ้นเดียวก็ให้หลายชิ้นหน่อยสิ แกอย่ามาบ่นมากเดี๋ยววันเกิดปีนี้จะอดซะ ชีส…ปีหน้าอยากได้อะไรลูก?” ลุงวิทย์หันมาถามผมยิ้ม ๆ
“อะไรอ่ะ!~ รักลูกไม่เท่ากัน” ไวโวยวาย
“แน่นอน พ่อต้องรักลูก……มากกว่าลูกตัวของตัวเองอยู่แล้ว” ลุงวิทย์หันไปพูดอะไรซักอย่างกับไวด้วยเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้ไวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลิกโวยวายได้ ….แปลก… ลุงวิทย์พูดอะไร?


ตั้งแต่รู้จักกันมาปีหนึ่งผมไม่เคยเห็นไวป่วยเลย เพิ่งจะวันนี้แหล่ะ หลังจากที่ไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์มาซะจนตัวดำปิ๊ดปี๋ไวก็เป็นหวัดนั่งหน้าแดงอยู่ที่บ้านผม เทศกาลทั้งทีแต่ลุงวิทย์ก็ยังทำงาน เอาลูกชายมาฝากไว้ที่บ้านผมแล้วก็ไปต่างประเทศ
ผมเองปีนี้ก็ไม่ได้ไปไหน จะไปไหว้ตากับยายท่านก็ไม่อยู่ให้ไหว้ ไปเที่ยวฮ่องกงกับคณะทัวร์ฉลองเทศกาลไทย ทำให้ปีนี้ผมต้องอยู่บ้านคอยดูแลลิงยักษ์ที่ป่วย
“ชีส… ปวดหัว” นายขี้อ้อนนี่ร้องจะเอานั่นเอานี่มาตั้งแต่เช้า
“ยาก็กินแล้วไง นอนสิจะได้หาย”
“ชีสก็มานอนด้วยกันสิ นะ…นอนคนเดียวมันเหงา”
ไวมานอนห้องผมเพื่อที่ผมจะได้สะดวกในการดูแล
“เราไม่ได้ป่วยนี่ ไวก็นอนไปสิจะได้หายเร็ว ๆ”
“น่าชีสน่า…. มานอนด้วยกันนะ นะ….”
ผมจำใจปิดหนังสือที่ลุงวิทย์ให้แล้วมานั่งข้างเตียง
“เอ้า!~ นอนซะ”
ไวขยับตัวลงนอนยิ้ม ๆ เอามือผมไปซุก ผมเลยหยิบหนังสือหัวเตียงมาอ่านไม่ได้เลย นั่งไปได้ซักพักก็เริ่มง่วงบ้างเลยพิงหัวเตียงหลับตาซักหน่อย

ผมตั้งใจว่าจะหลังตาหน่อยเดียวแต่เผลอหลับไปจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ลืมตาขึ้นมาอีกทีผมก็ลงมานอนข้าง ๆ ไวแล้วแถมยังโดนกอดเป็นหมอนข้างซะอีกด้วย
“ไว….” เรียกแล้วก็ยังไม่ยอมตื่น
“ไวตื่น….”
“อือ….” ยังมาอืออีก
“ไวตื่นได้แล้ว ได้เวลากินยาแล้ว”
“…ไม่อยากกิน”
“ไม่กินแล้วเมื่อไหร่จะหาย”
“……….” ไวขยับตัวเข้ามากอดผมแน่นขึ้นเอาหน้าซุกหัวผม
“ถ้าไม่ลุกมากินยาดี ๆ ก็กลับไปนอนที่ห้องตัวเองโน่นไป”
“โธ่ชีสอ่ะ อย่าโกรธสิ กินก็ได้…” ไวยอมลุกขึ้นมากินยาเสียที กว่าจะยอมกินก็ทั้งขู่ทั้งปลอบกันอย่างกับเด็กเล็ก ๆ


วันนี้วันเกิดไว ถ้าลุงวิทย์ไม่พูดผมก็คงไม่รู้เพราะไวไม่ยอมบอก ผมก็แปลกใจว่าลุงวิทย์เรียกมาเลี้ยงฉลองในโอกาสอะไร
“ทำไมไม่บอกว่าวันเกิด?”
“ก็ถ้าบอกชีสก็คงจะต้องหาของขวัญมาให้แน่ ๆ เลยใช่มั้ยล่ะ เราไม่ได้อยากได้นี่นา แค่วันเกิดทั้งทีแล้วได้อยู่กับชีสก็พอแล้ว” มันน่าดีใจตรงไหนกันวันเกิดทั้งทีไม่ได้ของขวัญแต่ต้องมาอยู่กับเพื่อนเนี่ย

ลุงวิทย์ซื้อเสื้อที่มีลายเซ็นของนักฟุตบอลชื่อดังให้ไว เป็นนักฟุตบอลที่เห็นว่าดังมากแต่ผมไม่รู้จัก ผมเองจะไม่ให้อะไรไวเลยก็รู้สึกกระไรอยู่ก็เลยชวนไวออกไปหาของที่ไวอยากได้ด้วยกัน ผมนึกว่าไวจะอยากได้ลูกฟุตบอลซักลูกหรือว่าอยากได้ของที่เกี่ยวกับฟุตบอล แต่สิ่งที่ไวอยากได้ก็คือหมอน หมอนไยสังเคราะห์ที่สกรีนหน้าเราสองคนไว้บนปลอก แค่หมอนเอง อยากได้อะไรแปลก ๆ
 

ช่วงเวลาตลอดปิดเทอมไวป้วนเปี้ยนอยู่กับผมจนใครต่อใครล้อ เปิดเทอมก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่และดูเหมือนจะหนักว่าเดิม คราวนี้ถึงกลับย้ายโต๊ะมานั่งติดกับเลยทีเดียว
“วู้!!~ ร้อนโว้ยร้อน!” เสียงอัศตะโกนมาจากหลังห้อง
“ร้อนก็ออกไปหอนหน้าห้องโน่นไป๊!” ไวตะโกนตอบกลับบ้าง
“ไอ้กิตกูมองไม่เห็นกระดานเลยว่ะ”
“ทำไมวะ!?” กิตยิ้ม ๆ ถามเป็นลูกคู่
“สงสัยไฟมันบังตา ไฟพิศวาส….”
“ฮ่า ๆๆๆๆ” เสียงเราะกันครืนทั้งห้อง พวกนี้กินยาลืมเขย่าขวดกันรึไง เพี้ยนทั้งห้อง

พออาจารย์ที่ปรึกษาเดินเข้ามาทุกคนในห้องก็เงียบสนิท ไหนทางโรงเรียนบอกว่าจะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาในทุกปีไง
“ไม่ต้องเงียบกันแบบนี้หรอก คำสั่งใหม่ออกมาแล้ว ครูจะต้องเป็นที่ปรึกษาให้พวกลิง ๆ อย่างพวกเธอไปจนกว่าจะจบม.ต้น” เสียงพวกในห้องทั้งโห่ทั้งว้า
“ฝันถึงอาจารย์เพียงจันทร์กันล่ะสิ เสียใจด้วยไอ้หนูทั้งหลายฝันสลายกลางอากาศไปซะเถอะ”
อาจารย์เพียงจันทร์เป็นอาจารย์ที่สาวและสวยที่สุดในโรงเรียน ทั้งสวยทั้งใจดี ดูเหมือนว่าจะกำลังดูใจกันอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา
“เอ้า! เช็คชื่อ! กนก ติกุล….. ชัยณรงค์ เรืองอยู่….ฯลฯ ธนานันต์ ธีรนิติ….”
อีกแล้ว~ ผมได้แต่นั่งถอนหายใจ ปีที่แล้วก็แบบนี้ ปีนี้ก็ยังแบบนี้อีกนั่นล่ะ ผมไม่ขานชื่อตอบอาจารย์ก็ก้มหน้ามามอง
“อ้าว!~ อยู่แล้วทำไมไม่ขาน?…”
“ก็ไม่ใช่นามสกุลผม” อาจารย์ก้มดูแฟ้มในมือ
“อ้อ! ขอโทษ ๆ ธนานันต์ รัตนวุฒิ ธีรนิติ….”
ผมทำได้แค่ทำใจ ถ้าจะรอให้อาจารย์เรียกนามสกุลผมให้ถูกต้องคงต้องรอเรียนจบ

 
หลังจากพักเที่ยงสิ่งที่ทำให้พวกเราแปลกใจก็ปรากฏขึ้น รุ่นพี่ม. 3 ที่เคยปิ๊งอัศก็มาหาอัศถึงห้อง คุยกันอยู่พักใหญ่ก็เดินกลับไป
“เออ!~ เขาเรียนต่อที่นี่ แถมยังไปเช่าห้องที่ตึกของแม่กูอยู่ซะด้วย” อัศเล่าให้พวกเราฟังหลังจากที่พี่เขาไปแล้ว
“กูว่าเขาหวังแอ้มมึงแน่ ๆ เลยว่ะ” กิตออกความเห็นคนแรก
“บางทีเขาอาจจะรักจริงหวังฟันมึงก็ได้นะ” ไวต่ออีกคน
“ไม่ไหวว่ะ กูไม่ได้รังเกียจเขาก็จริงหรอก แต่กูอยากมีแฟนเป็นผู้หญิง กูไม่อยากอยู่เผ่าเดียวกับไอ้พวกนี้!~” อัศร้องโวยขึ้นมา
“เผ่าเดียวกัน?”
“ก็เผ่าก….” ไวกับกิตตบหัวอัศดังป้าบก่อนจะพูดจบ
“แม่ง!~ อะไรวะพูดความจริงเสือกรับไม่ได้” อัศลูบหัวป้อย ๆ
“อย่ามาพูดความจริงไม่น่ารู้กับน้องเฉื่อยของกู”
“อย่ามารวมน้องเอ๋อของกูเข้าพวกโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“อ๋อ~….. แสดงว่าพวกมึงสองคนจะให้กูดึงน้องทั้งสองของมึงเข้าเผ่าให้ใช่มั้ย? ได้เลยพวก….”
แล้วเพื่อน ๆ ที่น่ารักก็วิ่งไล่เตะกันไปทั่วห้อง บางทีผมก็คิดว่าผมเป็นเพื่อนสนิทกับทั้งสามคนนะ แต่บางทีผมก็รู้สึกว่าพวกเขาคิดอะไรผมไม่เข้าใจเอาเสียเลย แต่ก็ช่างเถอะไม่ว่าจะคิดอะไรพวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมอยู่ดี
 

“น้องเฉื่อย~….” อืม… เสียงประสานกวนประสาทดังขึ้นข้างหูผมแต่เช้าเลย ลืมตาขึ้นมาก็เห็นคุณชายทั้งสามยืนอยู่สามด้านของเตียง
“ไปดูหนังกัน!”
“ไปดูหนังอะไรแต่เช้า”
“เช้าที่ไหนกัน จะเที่ยงอยู่แล้ว”
ผมหันไปมองนาฬิกา อืม…จะเก้าโมงยี่สิบ สงสัยเมื่อคืนผมจะอ่านหนังสือเพลินไปหน่อยเลยนอนดึกแล้วตื่นสายแบบนี้
“ลุกมาอาบน้ำแต่งตัวไปดูหนังกันนะจ๊ะ”
กิตดึงผมให้ลุกขึ้น ไวจัดการเปิดตู้เสื้อผ้าค้นเสื้อผ้าให้ผม อัศดันผมเข้าห้องน้ำพร้อมเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยน ทำงานกันเป็นทีมดีจริง ๆ

ผมเดินลงมาจากห้องด้วยชุดกางเกงยีนส์สีดำกับเสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีขาวแขนยาวที่ไวเลือกให้
“ตกลงจะไปดูหนังที่ไหนกันครับคุณชายทั้งสาม?” ผมเพิ่งสังเกตว่าทั้งสามคนแต่งตัวเหมือนกันหมด
“วันนี้เราจะดูหนังมาราธอนกัน” คำตอบประสานเสียงกันอีกเช่นเคย ดูหนังมาราธอนเนี่ยนะ? เมื่อยสายตาแย่ ไวเอาแขนพาดบ่าผมทั้งสองข้างแล้วดันตัวผมออกจากบ้าน


การที่คนสามถึงสี่คนแต่งตัวเหมือนกันเดินไปไหนมาไหนย่อมต้องมีคนมองอยู่แล้ว โดยเฉพาะพวกนี้ ทั้งไว กิต และอัศถือได้ว่าเป็นคนหน้าตาดีถึงขั้นหล่อเลยด้วยซ้ำ ไวเป็นคนที่มีคิ้วเข้มตาคมคล้าย ๆ ฝรั่ง จะไม่คล้ายได้ยังไงก็ตาของไวเป็นฝรั่ง ป้าออมเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสไทย กิตเป็นคนหน้าตี๋แต่ตาไม่ตี่เหมือนคนจีนทั่วไป ดู ๆ แล้วถ้าไม่รู้จักกันแล้วบอกว่ากิตเป็นดาราฮ่องกงผมก็เชื่อ ส่วนอัศเป็นหนุ่มไทยแท้ ๆ คมเข้มแบบไทย ๆ ถึงจะยังเทียบวินัย ไกรบุตรไม่ได้แต่ถ้าเป็นป๋อ ณัฐวุฒิก็พอสูสี เดินกับพวกนี้ผมจะดูด้อยลงไปถนัดตา ก็ผมมันแค่ลูกชาวสวนธรรมดา ตายายก็ทำสวนทำไร่ หน้าตาก็ไม่ได้ดีเด่อะไรแค่มองแล้วไม่ผวา แต่พวกนี้ก็เคยเคยอายเวลาที่ไปไหนมาไหนกับผม

ไม่ต้องอธิบายมากมายอะไรเลย แค่ยืนรอซื้อตั๋วหนังก็มีสาว ๆ มองคุณเพื่อนทั้งสามแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันเป็นแถว แต่ดูท่าทางทั้งสามคนไม่ได้สนใจเอาซะเลยสนใจแต่ที่นั่งที่จะปักหลักดูหนังกันเท่านั้นเอง
“เราไปห้องน้ำหน่อยนะ” ผมเดินไปเข้าห้องน้ำพอทำธุระเสร็จเดินออกมาก็เห็นสาว ๆ ยืนอยู่แถว ๆ หน้าห้องน้ำ ทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรซักอย่าง
“น้องครับ…” เสียงเรียกข้าง ๆ ทำให้ผมต้องหันไปมองเป็นผู้ชายตัวโต ๆ ดูแล้วน่าจะเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว
“ครับ?”
“น้องมาดูหนังเหรอครับ?”
“ครับ”
“เพื่อน ๆ ของน้องเด่นทุกคนเลยนะครับเห็นสาว ๆ กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่”
“ครับ”
“มาดูเรื่องอะไรกันครับวันนี้? มีหนังน่าสนุกหลายเรื่องนะครับ”
“ครับ”
“….ตอบแต่ครับอย่างเดียวไม่เบื่อเหรอครับ?”
“ก็จะให้ผมตอบอะไร?”
พี่เขาทำหน้าแปลก ๆ จะว่าขำก็ไม่ใช่ ยิ้มก็ไม่เชิง
“พี่ชื่อตั้มนะครับ น้องชื่ออะไรครับ?”
“ผม….”
“ชีส….”
เสียงไวเรียกที่ด้านหลังพอหันไปก็ชนเข้ากับหน้าอกไวพอดี เจ็บจมูกอีกแล้ว…
“อ๋อ… ชื่อชีสเหรอครับ?” ไวทำหน้าแปลก ๆ
“ผมว่าเพื่อนผมจะชื่ออะไรไม่น่าจะเกี่ยวกับพี่นะ ผมขอตัวพาเพื่อนไปก่อนนะ” ไวลากผมออกมาจากวงสนทนา
“เสียมารยาทนะไว”
“ไม่เห็นเป็นไร เสียมารยาทกับคนโรคจิตบ้างจะเสียหายตรงไหน”
“โรคจิต?” พี่คนนั้นเนี่ยนะโรคจิต?
“ชีสไม่เห็นเหรอ สายตาจ้องเขมือบขนาดนั้น หน้าตาส่อแววเกย์ชัด ๆ แล้วยิ่งหน้าตาหุ่นอย่างชีสด้วยเนี่ย”
“หน้าตาอย่างเราเนี่ยนะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ผู้ชายตัวเล็ก ๆ หุ่นบาง ๆ หน้าตาสะอาดสะอ้านเรียบร้อยแบบนี้เกย์ที่ไหนมันก็ชอบ” อ๋อ~ ตกลงนี่ไวหน้าตาสเป็กผู้หญิง ผมหน้าตาสเป็กเกย์ใช่มั้ยเนี่ย?

เราเดินมาถึงตรงที่กิตกับอัศคอยอยู่แล้วก็ได้เวลาเข้าไปดูหนังกันพอดี นั่งดูหนังหลายเรื่องไวเอามือผมไปหนีบไว้ด้วยตลอดเวลาไม่ยอมปล่อยเลยจนผมนั่งเมื่อยแขน เป็นการดูหนังที่เมื่อยมาราธอนจริง ๆ …..



 :m11: :m11: :m11:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-06-2007 22:37:09 โดย krappom »

ออฟไลน์ ● MaYa~Boy ●

  • ฉันมันคนขี้อิจฉา
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3992
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-2
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #13 เมื่อ26-06-2007 23:04:21 »

ไวน่ารัก ชอบๆๆๆ

อยากได้ๆ

ขอได้มะค๊าบ  :m4:

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #14 เมื่อ26-06-2007 23:11:26 »

“แน่นอน พ่อต้องรักลูก……มากกว่าลูกตัวของตัวเองอยู่แล้ว” ลุงวิทย์หันไปพูดอะไรซักอย่างกับไวด้วยเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้ไวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลิกโวยวายได้ ….แปลก… ลุงวิทย์พูดอะไร?

ลูกเขยๆ  :m3:


ออฟไลน์ A GE

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #15 เมื่อ26-06-2007 23:41:30 »

“แน่นอน พ่อต้องรักลูก……มากกว่าลูกตัวของตัวเองอยู่แล้ว” ลุงวิทย์หันไปพูดอะไรซักอย่างกับไวด้วยเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้ไวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลิกโวยวายได้ ….แปลก… ลุงวิทย์พูดอะไร?

ลูกเขยๆ  :m3:



ลูกสะใภ้น่าจะเข้ากว่านะครับ  สำหรับตัวเล็กๆน่าทะนุถนอมอย่างชีส :m1: :m1:

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2405/-22
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #16 เมื่อ27-06-2007 01:21:52 »

“แน่นอน พ่อต้องรักลูก……มากกว่าลูกตัวของตัวเองอยู่แล้ว” ลุงวิทย์หันไปพูดอะไรซักอย่างกับไวด้วยเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้ไวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลิกโวยวายได้ ….แปลก… ลุงวิทย์พูดอะไร?

ลูกเขยๆ  :m3:



ลูกสะใภ้น่าจะเข้ากว่านะครับ  สำหรับตัวเล็กๆน่าทะนุถนอมอย่างชีส :m1: :m1:

เห็นด้วยจ้า หุ่นอย่างงี้เป็นลูกสะไภ้ดีที่สุด  :m3:

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #17 เมื่อ27-06-2007 13:36:23 »

“แน่นอน พ่อต้องรักลูก……มากกว่าลูกตัวของตัวเองอยู่แล้ว” ลุงวิทย์หันไปพูดอะไรซักอย่างกับไวด้วยเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยิน แต่ก็ทำให้ไวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลิกโวยวายได้ ….แปลก… ลุงวิทย์พูดอะไร?

ลูกเขยๆ  :m3:



ลูกสะใภ้น่าจะเข้ากว่านะครับ  สำหรับตัวเล็กๆน่าทะนุถนอมอย่างชีส :m1: :m1:

เห็นด้วยจ้า หุ่นอย่างงี้เป็นลูกสะไภ้ดีที่สุด  :m3:

ลูกพ่ออีกคน วี้ดวิ้ววว  :m11:

ออฟไลน์ มูมู่น้อย

  • Global Moderator
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +468/-12
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #18 เมื่อ27-06-2007 17:27:07 »

เข้ามาฮิ้ววววววววววววววว  ด้วยคน  :m4:  :m4:  :m4:

รอฉากน้องเฉื่อยเป็นลูกสะใภ้อยู่อะ krappom มาต่อให้ไว อิอิ  o15

ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #19 เมื่อ27-06-2007 17:48:39 »

หื่นมากมาย

 :m11: :m11: :m11:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ชีส โดย mam
« ตอบ #19 เมื่อ: 27-06-2007 17:48:39 »





ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #20 เมื่อ27-06-2007 23:02:31 »

ชีส 3 โดย mam



ในวันจันทร์นี้โรงเรียนของเราจะจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ นักเรียนทุกชั้นปีและทุกห้องจะต้องมีกิจกรรมออกร้านอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ห้องเราตกลงกันว่าจะมีการแสดงที่ใช้หลักการสะท้อนของแสง การแสดงนี้ต้องใช้ความมืดพวกเราทุกคนเลยต้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดตามช่องแสงในห้องให้หมด โชคดีที่ทางโรงเรียนให้วันหยุดเพื่อเตรียมงานหนึ่งวันแถมยังเป็นวันศุกร์ที่วันเสาร์-อาทิตย์สามารถมาทำต่อได้ เราก็เลยมีเวลาค่อนข้างมากในการเตรียมห้อง ถ้าไม่อย่างนั้นคงต้องนั่งเรียนท่ามกลางความมืดในวันพฤหัสบดี

ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้เตี้ยขนาดจะทำงานที่ต้องปีนสูง ๆ ไม่ได้จนต้องมาช่วยพวกผู้หญิงปิดกระดาษที่หน้าต่างแบบนี้ แต่คนที่ไม่ไห้ผมทำกำลังปีนเก้าอี้ติดไฟดาวน์ไลท์อยู่ตรงโน้น
ไวเอาไฟดาวน์ไลท์ที่ติดอยู่ในห้องนอนของตัวเองมาใช้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเช่ามาให้เปลืองเงิน

“ไอ้หนกมึงติดดี ๆ สิวะ!!”
“กูก็กำลังติดอยู่นี่ไง แต่น็อตมันหล่นมึงไม่เห็นเหรอ!” ไวกับหนกเถียงกันไปช่วยกันติดไฟไป จะมีห้องไหนบ้างมั้ยนี่ที่ทะเลาะกันไปช่วยงานกันไป
“อ้อ! น้องเฉื่อย พอดีเลยช่วยพี่หนกหน่อยซิจ๊ะ ช่วยหยิบน็อตตรงขาเก้าอี้ส่งให้พี่หนกหน่อย”
“ทำไมไม่ลงไปหยิบเองวะ!?” ไวหันไปว่า
“ไอ้ไว มึงแหกตาดูเด๊ะ!! กูปล่อยมือได้ที่ไหน กูใช้น้องเฉื่อยของมึงหยิบน็อตนะไม่ใช่แบกเสาหิน”
“แล้วทำไมมึงไม่ใช้ไอ้โอ๋มันล่ะ มันยืนหลีสาวอยู่โน่นน่ะ”
“กูจะใช้น้องเฉื่อยของมึงมีอะไรมั้ยล่ะ”
“ไอ้….”
“ไว… พอน่า แค่หยิบของเอง” ผมปรามแล้วก็เดินไปหยิบน็อตส่งให้หนก อยู่ ๆ หนกก็ทำหน้าแปลก ๆ ก้มหน้าลงมามองผม
“เดี๋ยวนะ… เฮ้ยกิต! มึงจับให้กูหน่อยเด่ะ”
“ทำไมวะ?”
“กูจะไปห้องน้ำ ข้าศึกบุกมาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว”
กิตทำหน้าเซ็ง ๆ เอื้อมมือมาจับไฟดวงที่หนกกำลังติดค้างอยู่
“น้องเฉื่อยรอแป๊บนะ” หนกกำลังจะวิ่งออกจากห้องแต่ชนเข้ากับโอ๋ที่กำลังล้อเล่นอยู่กับสาว ๆ แล้วถอยมาพอดี
“เฮ้ย!!”
หนกชนกับโอ๋เข้าเต็มแรงจนตัวเองกระเด็นมาชนโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ล้มมาโดนเพื่อนอีกที คนอื่น ๆ ที่ยืนกันอยู่ด้านหลังผมล้มกระแทกกันเป็นโดมิโน่จนมาถึงผม ผมโดนชนเอวไปกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะอย่างแรง พอโต๊ะโยกเก้าอี้ก็เอนไวรีบกระโดดลงมาก่อน กิตโดดลงมาไม่ทันหงายหลังลงไปก้นกระแทกพื้นเสียงดังโครม

“ไฟ!!!” เสียงกิตร้องดัง ผมยังไม่ทันเงยหน้าขึ้นไปดูก็รู้สึกหงายวูบไปด้านหลัง
เพล้ง!!!!
เสียงดวงไฟของไวตกลงกระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถ้าผมยืนอยู่ตรงนั้นคงจะโดนไฟนั่นหล่นลงกลางหัวแน่ ๆ แค่คิดก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

ผมหันมามองคนที่ดึงผมมากอดไว้แรงจนเริ่มเจ็บ ไวกอดผมไว้แน่นหลับตาปี๋หัวใจไวเต้นแรงตัวสั่นจนผมรู้สึกได้
“ไว….” ผมเรียกเบา ๆ ไวก็รู้สึกตัวดันตัวผมออกมองไปทั่วยกแขนขึ้นมาพลิกดูทั้งสองข้าง
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า?”
“เอวกระแทกโต๊ะเจ็บนิดหน่อย ไวล่ะ?” ไวไม่ตอบเลิกชายเสื้อผมขึ้นดูเอานิ้วแตะ ๆ ตรงที่ผมชนเข้าเมื่อกี้ แล้วไวก็ปล่อยชายเสื้อผมลงดึงผมเข้าไปกอด
“ดีแล้วที่ไม่เป็นไร” เสียงถอนหายใจแรงพร้อมกับลมเป่าลงมาบนหัวผมอย่างโล่งอก

“โอย…. น้องเฉื่อยเป็นไงมั่ง?” เสียงกิตถามลุกขึ้นยืนลูบก้นตัวเอง
“ไม่เป็นไร เอวเขียวนิดหน่อย มึงล่ะ?” ไวตอบแทนผมหมด
“ตูดกระแทกเต็มที่เลย เจ็บฉิบ”
พอเห็นว่ากิตไม่เป็นอะไรไวก็หันไปทำหน้ายักษ์ใส่โอ๋
“มึงเล่นอะไรไอ้โอ๋!!! มึงเห็นมั้ยว่าเพื่อนเจ็บของเสียหายหมด!!!!” ไวตะคอกโอ๋เสียงดัง น้ำเสียงดุอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
“ก็กูไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า มึงก็เห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ”
“อุบัติเหตุบ้านบิดามึงเกิดเพราะมึงไม่ช่วยงานกิจกรรมมัวแต่หลีหญิงเหรอ!!! คนอื่นเขาทำงานตัวเป็นเกลียวมึงมัวแต่สีหญิงจนงานเสีย!!!”
"ก็ไม่มีอะไรให้กูทำนี่หว่า พวกมึงวางงานกันหมดแล้วแต่ไม่มีอะไรให้กูทำก็ว่างสิ มึงไม่ต้องห่วงหรอกเรื่องของน่ะเดี๋ยวกูซื้อใช้ให้ก็ได้!!” โอ๋เริ่มเถียงกลับอย่างมีโมโหบ้าง
“งานน่ะมันมีให้มึงทำเยอะแยะถ้ามึงจะทำ เรื่องของน่ะกูไม่ห่วงหรอกเก็บเงินซื้อใหม่ก็ได้ แต่เพื่อนเจ็บมึงไม่เห็นรึไง!! ถ้าไฟตกลงมาโดนชีสหัวแตกพิการไปจะว่ายังไง!!”
“ก็กูไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า!! แล้วน้องเฉื่อยของมึงหลบไม่เป็นรึไง!!”
“ไอ้เชี่ยโอ๋!!~” ไวทำท่าจะลุกไปต่อยโอ๋ให้ได้ ผมพยายามดึงไว้สุดแรง ขนาดผมพยายามขืนแล้วยังถูกลากไปจนเกือบถึงตัวโอ๋ดีที่เพื่อน ๆ คนอื่นมาช่วยกันกันไว้
“อย่าทะเลาะกันน่า โอ๋…ไปหางานทำตรงอื่นไป เก็บโต๊ะก็ได้ ไวก็พอเถอะ น้องเฉื่อยก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ“ โจ หัวหน้าห้องเข้ามาเคลียให้เพื่อน
“โจ มึง….”
“ไวพอเถอะ มันเป็นอุบัติเหตุ…” ไวหันมามองหน้าผมอย่างโกรธ ๆ ดึงผมเดินไปมุมห้องอัศก็เดินตามมา กิตค่อย ๆ กระย่องกระแย่งจนอัศต้องเข้าไปช่วยพยุง

“เจ็บมากมั้ย?” น้ำเสียงไวอ่อนลงจนเหมือนปกติแตะนิ้วแถว ๆ ตรงที่ผมเจ็บ
“ไม่เป็นไรหรอก มันขัด ๆ นิดหน่อยเอง”
“กิตมึงเป็นไงบ้างวะ?” อัศหันไปถาม
“ตูดกูพังหมดแล้ว…”
“ว้า~ ตูดมึงพังแล้วอย่างนี้น้องเอ๋อจะใช้อะไรล่ะ”
“ไอ้เวร~” กิตถีบอัศซะจนกระเด็น ยังมีอารมณ์เล่นกันอีกนะ
“ไฟแตกแล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ?” พอผมถามไวก็ทำหน้าบึ้ง
“ไอ้ที่มันแตกแล้วก็ช่างมันเถอะ ตอนซื้อมามันมีห้าดวง ยังอยู่ในห้องเก็บของที่บ้านอีกสอง” มองไปแล้วผมก็เสียดายเหมือนกัน ไฟชุดนี้ของไวตั้งแพง เห็นว่าเก็บเงินค่าขนมตั้งนานกว่าจะซื้อได้ แตกไปแบบนี้เห็นทีจะซ่อมไม่ได้แล้ว

“ไว…” โจเดินมาเรียกที่ด้านหลัง
“อะไร?” ไวไม่หันไปมองหน้าเลยเสียงกระด้าง ๆ ยังไงไม่รู้
“ขอโทษทีนะที่เราดูแลงานไม่ดี”
“คนที่ควรขอโทษมันไม่ขอโทษรึไง….”
“เราก็มาขอโทษแทนไง ส่วนเรื่องไฟ….”
“ก็แค่ไฟ ชีสเอวเขียวเป็นปื้นไอ้กิตเจ็บตูดยังน่าห่วงกว่าไฟ” ไวพูดแทรกเสียงแข็งจนผมเองยังรู้สึก
“กิตเป็นไงบ้าง?” โจหันไปถามกิต
“ขอแนะนำให้โดดลงจากโต๊ะสูง ๆ แล้วเอาตูดกระแทกจะรู้” โจถอนหายใจ
“ขอโทษนะ”
“เราจะกลับ พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ” ไวดึงผมให้ลุกตามค่อย ๆ พยุงกิตเดินออกมาอัศก็คอยช่วยพยุงอีกข้าง เราสี่คนเดินมาถึงสกู้ตเตอร์ของไว
“นั่งไหวเปล่าวะ?” ไวหันไปถามกิต
“ไม่ดีกว่าว่ะ กูว่ากูโบกแท็กซี่กลับดีกว่า มึงพาน้องเฉื่อยกลับไปทายาเหอะกูกลับกับไอ้อัศได้”
“แน่นะ?”
“เออน่า~”
ไวจูงสกู้ตเตอร์ไปที่หน้าประตูโรงเรียนโบกแท็กซี่ให้กิต
กิตกับอัศกลับไปแล้วเหลือผมยืนอยู่กับไว ไวเงียบไม่พูดอะไรเลยซักคำดึงผมให้ไปนั่งซ้อนท้ายรถกลับบ้าน

ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านไวไม่พูดอะไรเลยเงียบจนผมอึดอัด ไวค่อย ๆ ทายาให้ผมแตะแต่ละทีก็เหมือนกลัวผมจะเจ็บไม่ค่อยกล้าทายาแรง ๆ
“ไว…”
“……”
“ไว….” ผมเอื้อมมือไปจับแขนไว ไวเงยหน้าขึ้นมาดึงผมเข้าไปกอด
“ขอโทษนะ เพราะงานที่เราคิดขึ้นมาต้องทำให้ชีสเจ็บ ตกใจมากรึเปล่า?”
ครับ การแสดงนี้เป็นความคิดของไวและเพื่อน ๆ ก็เห็นด้วย
“ไว… เราเจ็บนิดเดียว แล้วมันก็เป็นอุบัติเหตุด้วย”
“……”
“อย่างอแงเป็นเด็ก ๆ สิ”
ไวยังคงนั่งกอดผมอยู่อย่างนั้น
“ไม่รู้หนกเป็นไงบ้าง จะไม่ถึงห้องน้ำซะล่ะมั้ง” พอผมพูดแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนได้ยินไวหัวเราะในคอเบา ๆ
“เดี๋ยวเย็น ๆ เราไปดูกิตกันนะ”
“อืม” ไวรับคำแต่ยังนั่งกอดผมไว้อย่างนั้น ดูท่าทางแล้วคงอีกซักชั่วโมงนั่นล่ะคงจะยอมปล่อย ผมเลยต้องปล่อยให้ไวนั่งกอดไว้แบบนั้น

พอถึงตอนเย็นเราไปเยี่ยมกิตที่บ้านด้วยกัน กิตบอกว่าก้นกระแทกจนเขียวนั่งไม่สะดวกเวลานั่งต้องหาเบาะมารองก้น ไวทำหน้าเหมือนปกติหยอกล้อเล่นกับกิตเป็นที่สนุก …แต่ผมรู้ว่าไวโกรธมาก มากชนิดที่ว่าถึงจะไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่สัมผัสจากบรรยากาศรอบตัวก็รู้ได้ทันที


หลังจากวันนั้นไวไม่พูดกับโอ๋อีกเลย ไม่แม้แต่จะมองหน้า ทำเหมือนกับว่าไม่มีโอ๋อยู่ในห้องจนเพื่อน ๆ รู้สึกอึดอัดไปตาม ๆ กัน แต่ถึงแม้จะโกรธกันงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของห้องเราก็ผ่านไปได้ด้วยดีจนอาจารย์ออกปากชมกันแทบทุกคน งานผ่านไปได้สองอาทิตย์ความอึดอัดนั้นก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และฝ่ายที่เริ่มทนไม่ไหวก็คือโอ๋ โอ๋ต้องเข้ามาขอโทษไวกับผม และกิตอีกครั้งนั่นล่ะไวถึงได้ยอมยกโทษให้

ผมคิดว่าโชคดีแล้วที่โอ๋ยอมมาขอโทษ เพราะผมไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยมันอึดอัดจนบอกไม่ถูก ผมไม่เคยเห็นไวโกรธแบบนี้จนผมเริ่มรู้สึกกลัวว่าถ้าวันหนึ่งผมทำให้ไวโกรธแบบนี้บ้างผมคงจะทนไม่ได้แน่ ๆ….


“ไอ้ไว มึงทำอะไรน่ะ?”
“เช็ดหัวไง…”
“เช็ดหัวอะไรเขาไถกับไหล่เพื่อนวะ?”
“เช็ดแบบสนิทสนม”
ใช่ครับ! ไวกำลังเอาหัวถูอยู่บนไหล่ผมหลังจากเพิ่งไปสระผมมาหมาด ๆ วันนี้พวกเรามาเข้าค่ายลูกเสือกัน ระหว่างที่ผมรอเข้าคิวอาบน้ำไวที่อาบเสร็จแล้วก็เอาหัวมาถูกับไหล่ผมเพื่อเป็นการเช็ดผม

ค่ายที่นี่มีห้องน้ำไม่กี่ห้องครับ อาจารย์เลยสั่งให้ใช้หมู่ละห้องก็คือแค่ละหมู่ต้องเข้าแถวรอใช้ห้องเดียวกันแล้วกองเฉพาะลูกเสือของปีสองมีสองกอง ทั้งกองก็มีอยู่ยี่สิบหมู่ หมู่ละสิบคน ไวกับกิตเข้าแถวเป็นคนแรก ๆ เพราะตัวสูงอยู่หัวแถว ผมตัวเตี้ย ๆ ก็อยู่ท้ายแถว
อยู่ท้ายแถวจะลำบากหน่อยถ้าคนหัวแถวอาบน้ำช้าเพราะอาจารย์จะให้เวลาอาบน้ำไม่มาก ถ้าเป่านกหวีดหมดเวลาแล้วคนท้าย ๆ แถวก็จะอดอาบน้ำ อย่างเมื่อคืนนี้หมู่ข้าง ๆ ผมโดนไปแล้ว เหม็นกันตลบไปทั้งเต็นท์ ผมโชคดีที่ไวจะคอยบอกเพื่อน ๆ ให้อาบเร็ว ๆ ไม่งั้นไวคงต้องนอนเหม็นตลอดคืน ผมนอนเต็นท์เดียวกับไวครับ เต็นท์หลังหนึ่งจะต้องนอนสองคนไวก็เลยให้ผมไปนอนเต็นท์เดียวกัน ส่วนกิตกับอัศนอนอยู่อีกเต้นท์หนึ่ง

การเข้าค่ายของโรงเรียนเราก็เป็นเหมือนค่ายธรรมดา แต่จะเป็นค่ายที่ค่อนข้างใหญ่เพราะมีทั้งลูกเสือและเนตนารีอยู่หลายกองจนแทบจะเหมือนกับมายึดสถานที่ไว้ไม่ให้โรงเรียนอื่นได้มาใช้ด้วย ก็เข้าค่ายแต่ละทีเข้าพร้อมกันหมดทั้งม.ต้นเลยนี่ครับ ตั้งแต่ม.1 - ม.3 แล้วนักเรียนมีกว่า 2,400 คน

การฝึกในแต่ละวันก็ไม่มีอะไรฝึกภาคสนาม ผูกเงื่อน มีรอบกองไฟ แต่ผมจะเป็นคนที่โดนฝึกภาคสนามน้อยที่สุดอาจเป็นเพราะตัวเล็กที่สุดในหมู่ก็ได้ แต่ที่เป็นหน้าที่ของผมแน่ ๆ ก็คือทำอาหารมื้อเย็น เช้าและกลางวันทางโรงอาหารจะมีให้กินแต่ในมื้อเย็นพวกเราต้องทำเองซึ่งทางอาจารย์จะแจกของต่าง ๆ ให้และเอามาทำกินกันเอง อัศบอกว่าโชคดีที่ได้ผมมาอยู่หมู่เดียวกันไม่อย่างนั้นคงต้องกินข้าวดิบของไวแน่ ๆ ไวเคยพยายามหุงข้าวเตาฟืนครับ แต่กลายเป็นว่าข้างบนดิบข้างล่างไหม้เลยไม่มีใครอยากรับกรรมแต่ชาติปางไหนหม้อนั้น สุดท้ายทั้งคนหุงข้าวและทำกับข้าวก็คือผม…

สิ่งที่พวกเรารอคอยกันมากที่สุดเห็นจะเป็นกิจกรรมรอบกองไฟ อาจารย์สั่งให้แต่ละกองมีการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูการแสดงของพวกเนตรนารีก็เป็นการแสดงน่ารัก ๆ ตามประสาผู้หญิง แต่ที่ได้รับผลโหวตว่าสนุกที่สุดก็คือกองของเรา พวกเราแสดงเรื่องสโนว์ไวท์ภาคพิสดารชนิดที่ว่าถ้าเจ้าของเรื่องมาเห็นคงจะร้องไห้แน่ ๆ
ไวแสดงเป็นเจ้าชาย ส่วนอัศแสดงเป็นเจ้าหญิง กิตโชคดีหน่อยได้แสดงเป็นแม่มดใจร้าย ส่วนผม…นั่งดูเฉย ๆ
ตอนแรกอัศเสนอให้ผมมาเป็นเจ้าหญิงแต่ไวไม่ยอม ก็ดีแล้วที่ไม่ยอมไม่อย่างนั้นผมคงต้องวิ่งไล่กระโดดตะครุบไวอย่างที่อัศต้องทำ ก็อย่างที่ผมบอกน่ะครับมันเป็นภาคพิสดาร เจ้าหญิงภาคนี้เลยต้องวิ่งไล่ตามจับเจ้าชายที่เผลอสะดุดรากต้นไม้ไปจูบเข้าพอดี

การแสดงของกองเราเรียกเสียงฮาดังไปทั่ว อาจารย์เลยให้รางวัลเป็นการปล่อยให้นักเรียนไปโค้งสาว ๆ ที่ถูกใจไปเต้นรำรอบกองไฟ ถือเป็นการทดสอบวิชาลีลาศที่เรียนไปเมื่อตอนปีหนึ่งไปด้วยในตัว กิตกับอัศออกไปชวนสาว ๆ ก่อนใครเพื่อน
 
“ไปกันชีส…” ไวหันมายิ้มให้ผม
“ไปไหน?”
“ก็ไปสนุกกับเขาบ้างไง”
“เต้น?”
“ใช่”
“เขาให้ชวนสาว ๆ ไม่ได้ให้ชวนเพื่อนผู้ชาย”
“ไม่เห็นจะเป็นไรเลย อาจารย์ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าห้ามชวนผู้ชายไปเต้น บอกแค่ว่าถูกใจใครไปขอโค้งได้เลย”
“แต่….” ก็มีแต่เขาโค้งผู้หญิงกัน จะให้ผมออกไปเต้นกับไวเหมือนคนอื่นเขามันก็…. แถมเป็นจังหวะวอลทซ์ซะด้วยสิ
“นะ” ไวยังคงยิ้ม
เต้นเหรอ? เอาก็เอา! ไวยังไม่เห็นอายเลยที่มาโค้งผู้ชายเต้น ผมจะอายทำไม

เราลุกไปเต้นด้วยกัน ไวยิ้มอยู่ตลอดเวลาปากก็ฮัมเพลงเบา ๆ ผมรู้สึกว่าหลาย ๆ คนมองเราอยู่ตลอดแต่มองแล้วยิ้มแทนที่จะมองแปลก ๆ อาจารย์เปิดเพลงให้พวกเราเต้นอยู่เกือบชั่วโมงแล้วก็ให้เลิกกองกลับเต้นไปนอนได้

การเข้าค่ายจะจบลงด้วยดีถ้าไวไม่เล่นผีหลอกกับเพื่อน ๆ เอาผ้าคลุมโปงเป็นผีไปหลอกเพื่อนตามเต็นท์ แล้วคนทำผิดจะไม่โดนอาจารย์จับได้ได้ยังไงกัน ไวโดนวิดพื้นสองร้อยครั้งจนแทบไม่มีแรงกลับเต็นท์เลย นี่ล่ะผลกรรมของคนชอบแกล้งเพื่อน


ผมเคยคิดว่าถ้าวันไหนไวไม่อยู่ด้วยผมคงจะสบาย แต่พอมีวันนั้นเข้าจริง ๆ ผมกลับรู้สึกเหงาเอาซะดื้อ ๆ ไวไม่อยู่ได้สองอาทิตย์แล้วลุงวิทย์พาไปเยี่ยมตาที่ฝรั่งเศส ปิดเทอมนี้ผมเลยต้องอยู่คนเดียว แต่จะว่าไปแล้วผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวจริง ๆ หรอก กิตกับอัศก็มาหาบ่อย ๆ แต่ทำไมผมยังรู้สึกเหมือนผมอยู่คนเดียวก็ไม่รู้

“ชีสสสส….” แล้วไวก็กลับมาในสัปดาห์สุดท้ายของการปิดเทอม ทำไมผมถึงรู้สึกโล่งใจที่ไวกลับมานะ ไวก็แค่ไปเที่ยวเอง…
“คิดถึงจังเลยยยย” ไวเข้ามากอดผมข้างหลังเอาหัวถูไหล่ผมไปมา
“ไปฝรั่งเศสมาสนุกมั้ย?” ผมหันไปมองเห็นไวทำหน้าหงิก หงิกทำไมอีกล่ะ?
“ไม่เห็นจะสนุกเลย อยู่กับชีสสนุกกว่าตั้งเยอะ อ้อ!! มีของมาฝากชีสด้วยนะ” ไวรื้อถุงที่หิ้วมาเป็นการใหญ่ ของฝากที่ไวว่าก็คือเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวรูปทรงแปลก ๆ คอจีนแต่ทรงเข้ารูป แขนเสื้อก็ยังเป็นทรงจีน แต่ดูเป็นเสื้อเชิ้ตผู้ชาย ตัดออกมาได้ยังไง?…
“หายากนะไซด์นี้น่ะ เล็กที่สุดในร้านแล้ว” ไวยิ้มอวด ๆ แล้วหยิบ ‘ของฝาก’ ออกมาจากถุงอีกหลายตัว
“ลองใส่ให้ดูหน่อยนะ”
“ลองใส่เนี่ยนะ?”
“น่า ๆ อยากเห็น นะ นะ…” ไวไม่รอให้ผมปฏิเสธจับเสื้อเชิ้ตดำนั่นยัดใส่มือผมดันเข้าห้องน้ำ ผมเลยจำเป็นต้องลองเสื้อให้เจ้าของเสื้อดู
 
“น่ารัก ๆ” ไวนั่งยิ้มแป้นมองผม มันน่ารักตรงไหนเนี่ย เสื้อสีดำเนี่ยนะ
“คำว่าน่ารักเขาไว้ใช้ชมเด็กผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?”
“ผู้ชายก็ได้ถ้าน่ารัก” พูดจาอะไรแปลก ๆ หน้าตาแบบนี้ใส่เสื้อแบบนี้น่ะนะน่ารัก
“น้องเฉื่อย….” เสียงเรียกหน้าบ้านพร้อมกับคนเรียกเดินเข้ามาโดยไม่ต้องขออนุญาต แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าใคร
“เฮ้ย!! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!?” กิตกับอัศเดินเข้ามาเห็นไวก็ร้องทักเสียงดังลั่นบ้าน
“กลับมาเมื่อพวกมึงเห็นนี่แหล่ะ” อัศหันมามองผม มองนานมาก… นานจนไวกระแอม
“มึงซื้อเหรอไว? น่ารักนี่หว่า…” อีกคนแล้ว พูดจาเพี้ยน ๆ กิตยังหันมาจ้องอีกด้วย
“น้องเฉื่อยได้เสื้อเข้ากับหน้าแบบนี้แล้วของพวกกูล่ะ?”
“รีบทวงเลยนะมึง เอ้า!” ไวส่งเสื้อยืดสีขาวให้กิตกับอัศ เป็นเสื้อยืดสีขาวลายดำ กิตได้ลายหน้าหมาพันธุ์โดเบอร์แมนอัศได้ลายบลูด็อก
“ฮ่า ๆ โคตรเข้ากับหน้าเลยว่ะ” ไวหัวเราะลั่น
“ไอ้เวร!~ เสือกว่าเพื่อนเป็นหมา” กิตถีบไวจนหงายท้องตกเตียง
ทั้งสามคนยังหยอกล้อตามประสาคนคิดถึงกันอยู่อีกพักใหญ่ ผมว่าจริง ๆ แล้วกิตกับอัศก็ไม่ได้อยากได้ของฝากอะไรนักหรอก คงจะดีใจที่เพื่อนรักกลับมาแล้วมากกว่า


“ไว มึงขยับเข้ามาอีกหน่อยสิวะ”
“แค่นี้กูก็แทบจะนั่งตักมึงแล้ว”
“กูหนาวนี่ว่า”
“มึงเอาอย่างน้องเฉื่อยมั่งเด่ะ นั่งไม่บ่นซักคำ”
“ก็จะบ่นได้ยังไง โดนมึงกอดไว้จนร้อนแบบนั้นน่ะ”
วันนี้เรามาเที่ยวกันครับ ได้หยุดยาวช่วงปีใหม่ ลุงวิทย์เลยพาบรรดาเพื่อนลูกไปเที่ยวภูกระดึงกัน ตอนเช้าแบบนี้ก็นั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกันอย่างใจจดจ่อ บนนี้อากาศหนาวมากพวกเราก็เลยมานอนรวมกันหมดในเต็นท์เดียว
ไวกอดผมไว้ตลอดบอกว่าผมหนาวจนปากซีดหมดแล้ว ผมก็รู้สึกว่าผมได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกึก ๆ ไวเอาเสื้อกันหนาวห่อผมไว้จนเหมือนมนุษย์ผ้านวมแล้วกอดไว้แน่น กิตกับอัศนั่งกอดกันกลม ลุงวิทย์ดูจะเป็นคนที่หนาวน้อยที่สุดเพราะใส่เสื้อกันหนาวชั้นเดียวแถมไปยืนรับลมหน้าเต็นท์อีก

ใกล้จะได้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นเราก็ออกมานั่งที่หน้าเต็นท์กันเพื่อรอเวลา เรานั่งมองขอบฟ้ากันอยู่อีกครู่ใหญ่สิ่งที่อยากเห็นก็ได้เห็น ดวงอาทิตย์ดวงใหญ่โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าส่องแสงสีทองไปทั่วท้องฟ้า รู้สึกเหมือนทั้งโลกนี้มีแค่พวกเรา ไวดึงเสื้อกันหนาวที่ห่อตัวผมออกบ้างโน้มหัวผมลงไปซบซอกคอกอดผมไว้แน่นขึ้น พอพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาอากาศก็อุ่นขึ้นอีกนิด
“สวัสดีปีใหม่ชีส…”
“สวัสดีปีใหม่ไว”

“เฮ่อ~…” อยู่ ๆ อัศก็ถอนหายใจ
“อะไรวะไอ้อัศ?” กิตหันไปถาม
“ดูพระอาทิตย์ขึ้นปีใหม่ไม่ตื่นเต้นเลยว่ะ ถ้าได้ดูกับสาว ๆ ใส่สายเดี่ยวนุ่งกางเกงขาสั้นคงตื่นเต้นกว่า” กิตดึงผ้าห่มมาห่มตัวเองแล้วถีบอัศจนกระเด็น
“คงมีสาว ๆ นุ่งน้อยห่มน้อยมายืนดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนหน้าหนาวบนภูกระดึงกับมึงหรอกนะ ไอ้เวร!~ ตัวเองก็หนาวจะตายห่อตัวอย่างกับแหนมเสือกจะให้ผู้หญิงเขานุ่งน้อยห่มน้อย”
“นี่มึงไม่เข้าใจคำว่าฝันรึไงวะ!?~” ทั้งสองคนยังคงเถียงกันอยู่ตลอดจนถึงเวลากลับบ้านก็ยังไม่เลิกเถียงกันเลย

…………………………………………………………………
 
เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอเมื่อเรากำลังมีความสุข แม่เคยพูดให้ผมฟังซึ่งผมเองก็เห็นว่าจริง
ตอนนี้ผมก็ใกล้จะจบม.ต้นแล้วอีกแค่เทอมเดียวเท่านั้น เพื่อน ๆ หลายคนก็คิดจะไปเรียนต่อที่อื่นกันแต่ผมไม่คิดจะไปเรียนที่ไหนไกลบ้านก็เลยตั้งใจว่าจะเรียนต่อม.ปลายที่นี่ พวกไวเองก็เหมือนกัน

เทอมสุดท้ายเพื่อน ๆ วุ่นกับการเตรียมสอบและเอาสมุดเฟรนด์ชิบออกมาให้เขียนกันเป็นสิบเล่ม ผมไม่รู้จะเขียนอะไรก็เลยเขียนชื่อกับปั๊มลายนิ้วมือลงไปซะ ง่ายดี… คนที่สนุกที่สุดเห็นจะไม่พ้นไว เขียนซะจนที่ไม่พอจะเขียน สงสารเจ้าของสมุดที่ต้องมีหน้าเลอะ ๆ อ่านไม่รู้เรื่องตั้งสามหน้า

ใกล้สอบแล้วทั้งกิตและไวต่างก็มีสาว ๆ มาสารภาพรักพร้อมกับขอเบอร์โทรไว้ติดต่อกันถ้าเรียนจบแล้ว น่าสงสารอัศที่ไปขอใครแล้วก็ไม่มีใครให้มีแต่พี่ศรที่คอยตามป้วนเปี้ยนอยู่แทน แต่ที่ผมไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือทำไมมีแต่ผู้ชายที่มาขอคบและขอเบอร์โทรกับผม ผมจะปฏิเสธแต่ละทีก็ลำบากใจโชคดีที่ไวช่วยจัดการคุยให้ทุกครั้งไป

“น้องเฉื่อยอย่าลืมเก็บเอาไปคิดนะครับ แล้วพี่จะรอคำตอบ” นี่ก็อีกคน ไม่คิดรึไงนะว่าตัวเองมาสารภาพรักกับผู้ชาย พี่เขาเดินไปแล้ว….แต่ผมยังไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตเลย สงสัยคงต้องบอกไวให้ช่วยอีกแล้ว เฮ่อ~…..

 
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนผมมาถึงโรงเรียนเร็วหน่อยเพราะที่ห้องจะมีการติวหนังสือให้เพื่อน ๆ ในช่วงเช้าเพื่อเตรียมสอบในอีกสองวันข้างหน้า ผมเดินมาถึงห้องก็เห็นไวกำลังติวหนังสือให้หนกอยู่
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เก่งทั้งเรื่องเรียนเรื่องกีฬาแท้ ๆ แต่กลับมาอยู่ห้องโหล่สุด
“ไว มึงเรียนเก่งแบบนี้ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งวะ?” นั่นสิ!
“น้องเฉื่อยอยู่ห้องนี้แล้วกูจะย้ายไปทำป๊ะอะไรวะ?” อ้าว!~ แล้วผมไปเกี่ยวอะไรล่ะ?
“มึงย้ายไปห้องหนึ่งแล้วเกี่ยวอะไรกับน้องเฉื่อยล่ะ ไม่ได้ย้ายโรงเรียนนี่หว่า ห่างกันนิดห่างกันหน่อยจะเป็นไรไปวะ”
“ก็กูไม่อยากห่างนี่หว่า” ….?….
“มึงจะให้น้องเฉื่อยเป็นตัวถ่วงมึงเหรอวะ?” ไวทำหน้าโกรธ
“ไม่ได้ถ่วงโว้ย!! พูดอย่างนี้มึงกับกูมาต่อยกันเลยดีกว่า!!”
“กูพูดเพราะห่วงมึงนี่หว่า โกรธก็ขอโทษด้วยแล้วกัน” หนกเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
“ที่หนกพูดก็ถูกนะไว ถ้าไวย้ายไปห้องหนึ่ง….”
“ชีสอยากให้เราไปมากนักเหรอ!!?” ไวทำหน้าเหมือนโกรธหันมามองหน้าผม
“ไม่ใช่!~ เราแค่เห็นว่าไวเรียนเก่งขนาดย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งได้ แล้วถ้าย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งก็จะได้รับพิจารณาตอนเอ็นทรานซ์ไง จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ” ไวดึงผมเดินออกไปนอกห้อง

ไวดึงผมมาข้างตึกเรียนที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านมากนัก
“ชีส เรามาพูดกันตรง ๆ เลยนะ ชีสไม่ต้องคิดมากเรื่องเรียนของเราเลย เรื่องเรียนน่ะไม่ว่าอยู่ห้องไหนมันก็เรียนได้ทั้งนั้นล่ะ”
“…แต่ถ้าอยู่ห้องหนึ่งจะได้รับพิจารณามากกว่า”
“ถ้าไปอยู่ห้องหนึ่งได้มีอนาคตที่ดีแต่ไม่มีชีสมันจะมีความหมายอะไร?”
“ไว?….” ไวเอื้อมมือมาจับสองแขนผมแน่น
“เราชอบชีสนะ ไม่สิ!~ รักเลยล่ะ” อะไรกัน!!!!? ไวพูดอะไร!!!?
“ไว!!!”
“เราพูดจริง ๆ นะ แล้วชีสล่ะ ชีสคิดยังไงกับเรา?…”
“…เอ่อ….” คิดเหรอ!? ผมคิดยังไง?… ผม!!….ผมคิดอะไรไม่ออก!!… คิดอะไรไม่ออกเลย สมองมันตื้อไปหมด…
“….เรา…”
“..ชีส~..”
“…เอ่อ…”
“น้องเฉื่อยครับ!~ เรื่องพี่ขอคบด้วยอย่าลืมเก็บเอาไปคิดนะครับ” อยู่ ๆ พี่ที่มาขอคบกับผมก็เดินผ่านมาตะโกนเสียงดังลั่น ไวหันมามองผมหน้าตึง
“…ที่ไม่ตอบเราเป็นเพราะชีสชอบเขาเหรอ?”
“เปล่านะ!!”
“ถ้าอย่างนั้นชีสคิดยังไงกับเราล่ะ?”
“……..” ผมให้คำตอบไวไม่ได้ ผมไม่รู้… ผมไม่รู้เลย…. ไวค่อย ๆ ปล่อยแขนผม
“…ขอโทษที่เร่งเอาคำตอบ ชีสเอาเก็บไปคิดก็แล้วกัน คิดได้เมื่อไหร่ก็บอกเราด้วยก็แล้วกัน” ไวทำสีหน้าเจ็บปวดแล้วก็เดินผละจากผมไป สีหน้าของไวทำให้ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ทำไมไวถึงได้ทำหน้าแบบนั้น!? นี่ผมทำให้ไวต้องเจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ!!?

ผมรีบตามกลับมาที่ห้องเรียนตั้งใจว่าจะพูดกับไวให้รู้เรื่อง
“ไว…”
“เอ้า!~ ไปเข้าแถวกันได้แล้ว!~” อาจารย์ที่ปรึกษาเดินมาเรียก ไวก็ลุกเดินเลี่ยงผมออกไป


ผมพยายามจะหาเวลาพูดกับไวให้ได้แต่เวลากลับไม่มีเลย ไวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลาจนผมเข้าไปคุยกับเขาไม่ได้ แม้แต่ก่อนสอบสองวันที่โรงเรียนให้หยุดเพื่ออ่านหนังสือไวก็ไม่อยู่บ้าน
จนถึงวันสอบวันสุดท้าย พอสอบเสร็จไวก็หายตัวไปไม่รู้ว่าไปไหนกลับไปดูที่บ้านก็ไม่อยู่ ทำไมใจผมมันร้อนแบบนี้นะ ทำไมผมถึงได้กระวนกระวายขนาดนี้ ทำไม!? ผมรู้สึกว่ายิ่งเวลาผ่านไปผมกับไวจะยิ่งห่างกันมากขึ้น

ปิดเทอมมาได้สองวันแล้วแต่ไวไม่มาที่บ้านผมเลย พอผมไปหาที่ถึงได้คำตอบจากลุงวิทย์ว่าไวไปค้างบ้านปู่ เปิดเทอมถึงจะกลับ
ผมไม่รู้ว่าผมมีแรงเดินกลับบ้านมาได้ยังไงแค่ได้ยินลุงวิทย์บอกว่าเปิดเทอมไวถึงจะกลับแค่นั้นรู้สึกแข้งขามันอ่อนไปหมด แทบไม่มีแรงจะยืน ทำไม!!? ทำไมผมถึงรู้สึกผิดขนาดนี้!!? ผมรู้สึกเหมือนผมทำอะไรที่ผิดมาก ๆ ลงไปอย่างนั้น


เวลาสามเดือนของการปิดเทอมผ่านไป มันเป็นปิดเทอมที่ผมไม่มีความสุขเลย ทำไมถึงทรมานแบบนี้นะ วันนี้เป็นวันรายงานตัวของนักเรียนม.4 และม.1 ผมนั่งรอไวอย่างใจจดจ่อวันนี้ล่ะผมจะคุยกับไวให้ได้
มองไปหาเพื่อน ๆ ก็เห็นอัศทำหน้าเหนื่อยชีวิต ที่เป็นอย่างนั้นเพราะอัศยังโดนพี่ศรตามตัวอยู่ไม่เลิก ส่วนกิตยิ้มแป้นจนหุบไม่ลงก็เพราะน้องเอ๋อเข้ามาเรียนต่อม.1 ในปีนี้
ใกล้เวลาเข้าแถวแล้วไวก็ยังไม่มา อีกสิบนาทีเท่านั้น… เดี๋ยวคงมา… ระหว่างรอผมก็เดินไปดูบอร์ดหน้าตึกเทอมนี้ผมจะได้เลขที่เท่าไหร่นะ

อะไรเนี่ย!!! ไม่มี!!! ไม่มีชื่อไว!!! ทำไม!!!?

ผมไล่ดูจนทั่วแผ่นรายชื่อแล้วก็ยังไม่เจอ!! อาจารย์พิมพ์ชื่อตกเหรอ!!!? ไม่น่า!!~ ผมลองไล่ดูทั้งหมดในที่สุดก็เจอแต่สิ่งที่เจอทำให้ผมแทบจะทรุดลงกับพื้น ชื่อไวไปอยู่ที่ห้องหนึ่ง!! ไวย้ายห้องไปอยู่ห้องหนึ่ง… ผมคิดว่าผมหวังให้ไวย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งเพื่ออนาคตในการเอ็นทรานซ์ แต่พอไวย้ายไปจริง ๆ ทำไมผมถึงรู้สึกแย่ขนาดนี้ เจ็บ… ปวดในอกไปหมด… แทบจะไม่มีแรงยืน…



 :sad4: :sad4: :sad4:

Jingjoh

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #21 เมื่อ27-06-2007 23:27:21 »

.....อิน ......ซึ้ง......ชอบ.......รัก......ไวกับชีส

 :m15:


ออฟไลน์ ● MaYa~Boy ●

  • ฉันมันคนขี้อิจฉา
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3992
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-2
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #22 เมื่อ28-06-2007 00:04:39 »

ผิดเองที่รู้ตัว้ชา ที่จริงรักเธอเสมอ

เศร้า  :m15:

abcd

  • บุคคลทั่วไป
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #23 เมื่อ28-06-2007 00:34:03 »

 :m15:  เศร้าเยย ไวย้ายไปห้อง1แว้วว ชีสอ่า.. ช้าจัง มัวแต่คิด  :serius2:

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2405/-22
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #24 เมื่อ28-06-2007 03:31:46 »

ทำไมถึงเป็นแบบนี้  o9

ไวแค่นี้ก็รอไม่ได้  o12

ออฟไลน์ tsuyu

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-2
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #25 เมื่อ28-06-2007 09:37:10 »

ไว ทำไมทำแบบนี้  :serius2:

Clear ตัวเองให้ด่วนเลยนะ   :angry2:

ออฟไลน์ Lucifer

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-1
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #26 เมื่อ28-06-2007 10:54:46 »

กว่าจะรู้ใจตัวเอง  :เฮ้อ: :เฮ้อ:

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #27 เมื่อ28-06-2007 15:50:36 »

แล้วจะทำอย่างไรหล่ะงานนี้
ก็ต้องขยันมากขึ้นจินะ
จะได้ไปอยู่ห้อง1 ด้วยกันหมด
 :sad4: :sad4: :sad4:

ออฟไลน์ Junrai_Hyper™

  • พูห์น้อยกลอยใจ
  • Global Moderator
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4842
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +777/-50
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #28 เมื่อ28-06-2007 15:54:48 »

สงสารชีสสสสสสสสสสสสสสสสสส

พวกรู้ตัวช้า

 :m8: :m8: :m8:

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23
Re: ชีส โดย mam
«ตอบ #29 เมื่อ29-06-2007 00:38:22 »

เง้อออออ
มัวแต่ไปตามอ่านเรื่องอื่นเลยลืมเลยว่าจะเอาตอนต่อ(ที่ไปบีบคอเจ้าของ)มาลง
 :m5: :m5: :m5:



ชีส 4 โดย mam

ผมกำลังทำอะไรนะ? ผมเป็นอะไร? หนังสือที่เคยชอบก็ไม่รู้สึกอยากอ่านยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง มองไปตรงไหนของบ้านก็เห็นแต่ภาพที่ไวเคยทำโน่นทำนี่อยู่ตรงโน้นตรงนี้ แต่เวลานี้ไวไม่อยู่แล้ว ตั้งแต่ย้ายห้องไปไวไม่เคยมาที่นี่อีกเลย เวลาเดินสวนกันไวก็แค่มองผ่านมาแต่ไม่เคยพูดด้วยซักคำ ความรู้สึกใจหายนี่เกิดจากอะไร?….

“ชีส… ไวไม่มาเที่ยวบ้างเลยเหรอจ๊ะ? ฝากบอกไวให้มาเยี่ยมบ้างนะแม่คิดถึง”
ผมจะบอกแม่ได้ยังไงว่าแม้แต่หน้าผมเขายังไม่อยากมองเลย
ไม่อยากมองหน้า… แค่คิดอย่างนั้นมันก็เจ็บจี๊ดขึ้นมา รู้สึกขอบตามันร้อนไปหมด ผมกำลังเป็นอะไรกัน ทำไมถึงได้เจ็บปวดทรมานขนาดนี้?


ระยะทางระหว่างห้องหนึ่งและห้องสี่ช่างดูห่างไกลเหลือเกินสำหรับผม ผมไม่มีทางมองเห็นไวได้เลย สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นหลังกว้าง ๆ ที่เดินผ่านไปเท่านั้น หลังที่คุ้นเคย หลังที่ผมเคยนั่งพิงจนหลับไปวันนี้ค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ

อะไรที่ทำให้เราสองคนต้องเป็นแบบนี้ เพราะความรู้สึกที่เขาบอกผม? หรือเพราะว่าผมไม่ได้ให้คำตอบแก่เขา? ถ้าผมรู้ว่าผมไม่ให้คำตอบเขาแล้วผมจะต้องทรมานขนาดนี้ตอนนั้นผมจะไม่ปล่อยให้เขาเดินจากไปเงียบ ๆ อีก แต่ถ้าจะให้ตอบ…ผมจะตอบว่ายังไง? ผมรักเขารึเปล่า? แล้วความเจ็บปวดของผมตอนนี้มันคืออะไร?

 
“ชีส… นี่อะไรน่ะ?” พี่มด พี่สาวผมหยิบดอกไม้แห้งที่เสียบไว้ในแก้วบนโต๊ะอ่านหนังสือของผมขึ้นมา
พี่มดเป็นลูกของลุงผม เธอมาค้างที่บ้านเพราะลุงกับป้าต้องไปทำธุระต่างจังหวัดและไม่อยากทิ้งพี่มดให้อยู่บ้านคนเดียว
“ดอกไม้แห้ง”
“พี่เห็นแล้ว แต่ทำไมไม่ทิ้งไปล่ะ? แห้งจนกรอบหมดแล้ว”
ดอกกุหลาบวาเลนไทน์ของไว ผมแขวนห้อยหัวลงไว้ก้านดอกก็เลยยังตรงอยู่แต่ตัวดอกเป็นสีน้ำตาลแล้ว ใบเฟิร์นที่เสียบมาผมก็ทับไว้จนแห้งเป็นรูปสวย
“……….” ผมให้คำตอบพี่มดไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่ทิ้งมันไปเสียที พี่มดยิ้มให้ผม
“คนสำคัญให้มาสินะ”
“…ผม…ผมไม่รู้…” พี่มดทำคิ้วขมวดเก็บดอกไม้แล้วเดินมานั่งใกล้ ๆ ผม
“ทำไมไม่รู้? ไม่รู้อะไร?”
“ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของผมรึเปล่า …แต่เขาบอกว่าเขารักผม…” แค่คิดขอบตามันก็รู้สึกร้อน ๆ พี่มดถอนหายใจลูบหัวผมเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นพี่ถามอะไรหน่อยได้มั้ย?”
“ครับ?”
“ทำไมชีสถึงไม่ทิ้งดอกไม้ของเขาไปล่ะ?”
นั่นสินะ ก็แค่ดอกกุหลายดอกเดียวแท้ ๆ แห้งจนกรอบแล้วด้วย
“ผม…รู้แค่ว่าไม่อยากทิ้ง”
“กับของที่เขาให้ทุกชิ้นรึเปล่า?”
“ครับ”
“อันนี้ด้วยใช่มั้ย?” พี่มดหยิบที่คั่นหนังสือที่ไวทำให้ขึ้นมาชู
“ครับ…”
“แล้วชีสรู้รึเปล่าว่าคำนี้แปลว่าอะไร?” พี่มดชี้ไปที่ตัวหนังสือภาษาจีน ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไรรู้แค่ว่ามันสวยดีเท่านั้น พี่มดดึงผมให้นอนหนุนตัก
“ชีส… ภาษาจีนคำนี้แปลว่า ‘รัก’ นะ”
หา!?
“แล้วก็ใบเฟิร์นกับดอกกุหลาบขาวนั่นน่ะ มันหมายความว่าเขาหลงเสน่ห์หัวใจและความรักที่บริสุทธิ์ของชีส พี่ว่าเขาคงจะหลงรักชีสมานานแล้วนะแล้วเขาก็ดูออกเสียด้วยว่าชีสของพี่มีหัวใจที่บริสุทธิ์ขนาดไหน”
“……..” ผมไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย สมองมันตื้อไปหมด
พี่มดค่อย ๆ เช็ดน้ำตาของผมที่ผมไม่รู้ว่ามันไหลลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“พี่ว่าชีสเองก็คงรักเขา ไม่อย่างนั้นจะเก็บของที่เขาให้ไว้เป็นอย่างดีแบบนี้ทำไม”
“ผมไม่รู้… รู้แต่ว่าไม่อยากทิ้ง เวลามองเห็นมันก็คิดถึงเขา คิดถึงตอนที่ได้มันมา มองอะไรที่เขาให้ก็เห็นแต่หน้าเขา มองไปตรงไหนก็เห็นแต่สิ่งที่เขาเคยทำเคยอยู่เต็มไปหมด …พักหลังมานี่เขาไม่มองหน้าผมเลย มันเจ็บ… เจ็บมาก….” ผมร้องไห้แบบกลั้นไม่อยู่ พี่มดลูบหัวผมเบา ๆ
“น้องเอ๋ย… ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานและน้ำตานี่ล่ะ ‘รัก’ ” พี่มดยิ้มอ่อนโยนปาดน้ำตาให้ผมเบามือ
“แล้วไง? น้องรักของพี่เคยบอกเขารึเปล่า?”
“มันคงจะสายไปแล้วล่ะครับ….”
“ชีส…. สำหรับรักไม่เคยมีอะไรที่สายไปหรอกนะ ลองว่าเขารักชีสมานานขนาดนี้เขาก็คงเปลี่ยนใจรวดเร็วไม่ได้หรอก ความรักไม่ใช่ไฟฟ้าที่จะกดปิดปุ๊บแล้วดับได้ปั๊บ รักเกิดได้ต้องใช้เวลาสร้างจะลบได้ต้องใช้เวลาเลือน ลองบอกเขาดูก่อนถึงเขาจะเปลี่ยนไปแล้วเราก็ยังภูมิใจได้ว่าเราเคยรักเขา”
“…ครับพี่มด…”

 
ถึงผมจะอยากคุยกับไวยังไงแต่ก็ยังหาโอกาสไม่ได้ซักที เจอกันทีไรก็เป็นเวลากิจกรรมหรือตอนพักที่มีเพื่อน ๆ อยู่รอบตัวไวทุกครั้ง จนเวลาผ่านมาเป็นเดือนแล้วผมก็ยังไม่ได้คุยกับไวซักคำ ระยะห่างของผมกับไวยิ่งมากขึ้นตามเวลาผมได้แต่หวังว่าเวลาจะไม่เลือนหัวใจไวไปอย่างที่พี่มดว่า


สิ่งที่หวังมักไม่เป็นความจริง อัศเคยพูดแบบนั้น ตอนนี้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับผมแล้ว รสชาติของความทุกข์ที่เกิดจากรักเป็นแบบนี้นี่เองผมเพิ่งจะได้สัมผัสมันอย่างลึกซึ้ง ความทุกข์ที่เกิดเพราะเห็นไวมีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ จะว่าไปแล้วเธอคนนั้นก็สวยสมกับไวอยู่หรอกแถมยังอยู่ห้องเดียวกัน เรื่องจะคบหากันเดินกอดแขนกันมันก็ไม่แปลกเพราะยังไงผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวงอยู่แล้ว ….แต่….มันเจ็บ ทรมาน….ทรมานจริง ๆ


เวลาสอบใกล้เข้ามา อาจารย์ยื่นคำขาดกับผมว่าถ้าผมยังไม่ตั้งใจเรียนทำคะแนนสอบคราวนี้ให้ได้เต็มละก็ผมจะต้องมีปัญหาตอนเอ็นทรานซ์แน่ ๆ ผมจำเป็นต้องวางเรื่องไวไว้ในหัวใจก่อนแล้วหันมาตั้งใจเรียนให้เต็มที่ แต่ผมจะทำได้ยังไงถ้าใจผมยังไม่สงบแบบนี้
อาจารย์บอกว่าจะแนะนำรุ่นพี่ที่เป็นนักเรียนทุนเก่าคนหนึ่งให้มาสอนผม แต่กิตกับอัศปฎิเสธเสียงแข็งบอกว่าจะสอนผมเอง สุดท้ายแล้วสองคนนั่นก็ไม่มีเวลาว่าง กิตต้องคอยติวหนังสือให้น้องเอ๋อ อัศต้องคอยหลบพี่ศร กิตบอกว่าจะให้เพื่อนที่เรียนเก่ง ๆ มาสอนให้แทน ผมก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่จะสอนคนนี้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าเขาทำให้คนไม่มีใจจะเรียนสอบคะแนนเต็มได้เขาก็คงเก่งมาก


ระหว่างที่นั่งรอผมมองออกไปนอกหน้าต่าง นักเรียนคนอื่น ๆ เริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว ไวก็คงกลับไปแล้วสินะ ใกล้สอบแล้วไวจะอ่านหนังสือหรือยัง? ถ้าไม่รีบเก็บคะแนนตอนเอ็นทรานซ์คงจะแย่….
“ไอ้กิตกับไอ้อัศบอกว่าทำคะแนนได้ไม่ดีเหรอ?”
เสียงดังข้างหลังทำให้ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เสียงนี้ต่อให้หลับผมก็จำได้ แต่…. ผมหันกลับไปมองเห็นไวกำลังยืนดูสมุดการบ้านของผม ไว…. ไวจริง ๆ ไวที่เคยเป็นคนอารมณ์ดียิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาตอนนี้ไม่มีรอยยิ้มให้เห็นอีกแล้ว แต่นี่คือไวจริง ๆ …. ไวหันมามองหน้าผม
“ถ้าไม่อยากเรียนก็ขอโทษนะ ลองให้คนอื่นมาสอนแทนก็แล้วกัน” ไวหันหลังจะเดินไป ไวกำลังจะไป! ไม่นะ!!
“ไว!!” ผมเผลอโถมตัวไปข้างหน้าคิดจะรั้งแขนไวไว้จนลืมไปว่ามีโต๊ะตั้งขวางหน้าอยู่
ผมถลาไปหน้าโต๊ะคิดว่าหัวปักลงพื้นแน่ ๆ แล้ว แต่ไวดึงผมไปกอดไว้ทัน เสียงโต๊ะล้มดังตึงแต่ไวก็ยังไม่ปล่อยตัวผม
“เป็นอะไรรึเปล่า?” ไวก้มหน้ามาถามผมแต่ผมไม่ตอบ
ผมไม่อยากตอบ ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น ก้อมแขนอบอุ่นนี้ล่ะที่ผมคิดถึงมาตลอด ความอ่อนโยนห่วงใยนี้ที่ผมรู้สึกว่าห่างหายไปเนิ่นนานเหลือเกิน ไวถอนหายใจเสียงดังดันตัวผมออกจะเดินออกไป ผมรีบคว้าชายเสื้อไวไว้ทันที
“…ไว!~” ไวหันมามองหน้าผมแล้วทำหน้าตกใจเข้ามากอดผมอีกครั้ง
“ชีส!~ เป็นอะไร!? อย่าร้องไห้สิ!!” ไวพยายามปาดน้ำตาให้ผมเป็นพัลวัน น้ำเสียงไวเหมือนเดิมแล้วไม่กระด้างเหมือนเมื่อกี้
“ไว….” ผมซุกหน้ากับอกไว กอดไวไว้แน่น
“หือ?”
“….อย่าไป….”
“ชีส~….”
“อย่าไปไหนอีก เรารักไว…”
“ชีส!! รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา!!!”
“รู้!… เรารักไวจริง ๆ อย่าไปไหนอีกนะ” ผมเงยหน้ามองไว ไวจ้องหน้าผมตอบแล้วก็กอดผมไว้แน่น
“……ไม่ให้กลับคำนะ ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้ากลับคำถึงต้องปล้ำก็จะทำ”
“ไม่กลับคำ รัก…. รักไว….” เรายืนกอดกันอยู่แบบนั้นอีกพักใหญ่ไวก็ดึงผมมานั่งคุยกัน


ไวนั่งที่เก้าอี้ริมหน้าต่างแล้วดึงผมไปนั่งตัก
“เราไม่ได้คิดจะทิ้งชีสให้อยู่คนเดียวหรอก แค่อยากจะแกล้งให้ชีสคิดถึงบ้างก็เท่านั้นเอง” ไวตอบคำถามของผมที่ว่าทำไมถึงย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งโดยไม่บอก
“อ๋อ~ เห็นเราเป็นที่เล่นสนุก….” ผมบิดเนื้อที่ท้องไวแรง ๆ เจ้าตัวใหญ่หน้าเบี้ยวตัวบิดอ้าปากร้องไม่ออก
“จะทำอีกมั้ย?…”
“ไม่ทำแล้วคร้าบบบ”
ผมปล่อยมือแล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ลุกจากตักไวไปนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ อีกตัว
“ชีส?”
“เราไม่ควรทำแบบนี้ เดี๋ยวเขาจะเสียใจ”
“เขา?”
“ก็คนนั้นไง ที่เรียนห้องเดียวกับไวน่ะ” ไวทำคิ้วขมวด
“…เรียนห้องเดียวกัน….เก๋น่ะเหรอ?”
“…………” จะมีใครอีก ถามอย่างกับว่าไปคบใครอีกหลายคนจนนับไม่ถ้วนแบบนั้น ไวทำหน้าแปลก ๆ แล้วก็ร้องเสียงดัง
“เฮ้ย!!! หรือว่าชีสคิดว่าเราเป็นแฟนกับเก๋!!! ไม่ใช่นะ!! ไม่ใช่ๆๆ” ไวรีบปฏิเสธทันควัน
“เก๋มีแฟนอยู่ห้องสองแล้วแฟนเขาชอบบอลเหมือนกันเลยมาถามว่าจะหาอะไรเกี่ยวกับบอลให้แฟนดี อย่าเข้าใจผิดนะ!!!” ไวแก้ตัวพูดเร็วเสียงสั่นจนผมฟังแทบไม่รู้เรื่อง
“………….” ผมไม่รู้หรอกว่าไวพูดจริงหรือเปล่า แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก
“เอ้~ นี่ใคร ๆ แถวนี้หึงเรารึเนี่ย…” ไวแกล้งทำหน้าล้อผม
“…ใช่… หึงจนอยากไปเรียนต่อที่อื่นเลยล่ะ จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าใครบางคนอีก”
“ไม่ได้นะ!!!!” ไวลุกมาจับข้อมือผมไว้ทำหน้าจริงจังจนผมตกใจ ผมแค่พูดเล่นเท่านั้นเองไวทำหน้าอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องจริง
“ไว!?…. เราพูดเล่น” ไวเข้ามากอดผมไว้
“พูดเล่นก็ห้าม อย่าพูดว่าจะหนีไปไหนอีกนะ เราไม่อยากได้ยิน…” ผมกอดไวตอบ
นี่สินะสิ่งที่เรียกว่าความสุขสมหวัง ไวไม่เคยไปจากผม และไม่คิดไปจากผมเลย….


ไวพาผมกลับบ้าน ในความรู้สึกของผมมันเหมือนกับว่านานมากแล้วที่ผมกับไวไม่ได้กลับบ้านด้วยกัน ไวไม่แวะเข้าบ้านตัวเองก่อนแต่เลยมาบ้านผมเลย
“อ้าวไว!~ มาแล้วเหรอลูก… หายไปตั้งนานแม่คิดถึง” แม่ผมยิ้มที่เห็นคนที่หายไปนานมาบ้าน
“ผมก็คิดถึงแม่ครับ” ดูพูดเข้า ไม่ยอมมาเองแล้วยังมาพูดอีก
“ไม่มาตั้งหลายเดือนแม่ยังบอกว่าให้ชีสไปบอกไวให้มาเที่ยวบ้าง”
“ชีสเขาโกรธผมอยู่เลยเข้าหน้าไม่ติดน่ะครับ” ใครโกรธใครกันแน่…
“โกรธกัน?”
“ก็ชีสไม่ยอม…..โอ้ย!!~~” ผมหยิกเนื้อที่เอวด้านหลังของไวแรง ๆ
“เป็นอะไรจ๊ะ?” แม่ทำหน้าสงสัย
“ชีสกัดครับ” ไอ้บ้านี่!!! ผมหยิกแรงขึ้นจนไวตัวบิด
“โอ๋ยยยย~ ชีสอ่ะ เจ็บนะ”
“ก็อยากพูดบ้า ๆ ทำไมล่ะ!!”
“ไม่เห็นจะบ้าตรงไหนเลย ก็ชีสหยิกเรานี่นา”
“ก็หยิกน่ะสิ พูดมาได้ว่ากัด ไอ้บ้า!!”
“ว่าบ้าเรอะ!~ อย่างนี้ต้องจัดการ!” ไวกระโดดมาล็อคคอผมด้านหลังเอาปากงับไหล่ผมจนจั๊กจี้ ผมพยายามจะดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด ได้ยินเสียงแม่หัวเราะเบา ๆ ก็หันไปมองแม่ยิ้มให้ผม

“ดีกันเหมือนเดิมแล้วนะ สามสี่เดือนมานี่ชีสไม่ยิ้มเลยแม่ก็เป็นห่วงอยู่” แม่ลูบผมเราสองคนเบา ๆ
“ขอโทษครับแม่”
“แม่ครับ” ไวปล่อยผมหันไปจับมือแม่ไว้
“จ๊ะ?”
“ผมรักชีสครับ”
เฮ้ย!!! จะบ้าเหรอ!!!! พูดไปได้ยังไง!!!? อ้าว!!?~ แล้วทำไมแม่ไม่ตกใจเลยล่ะ
“แม่รู้แล้วจ้ะ” หา!!!!
“เห็นแบบนี้ไม่รู้ก็แปลกแล้วนะ”
แปลกเหรอ? มองรู้ขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมผมไม่เห็นรู้เลยล่ะ?
“แต่มีคนแถวนี้ไม่รู้นะครับ” แม่กับไวหันมามองผม อะไรน่ะ? ทำไมมองอย่างนั้น?
“ถ้าเป็นชีสแล้วไม่รู้นี่แม่ว่าไม่แปลกนะ”
“นั่นสิครับ” พูดอะไรกันน่ะ? ไม่เห็นเข้าใจเลย
“ยังไงก็เถอะ ไวกับชีสก็ยังเด็กอยู่ แม่อยากให้ดู ๆ กันไปก่อนอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรลงไป ถ้าอนาคตข้างหน้ามันเปลี่ยนแปลงไวกับชีสจะได้ไม่เสียใจภายหลัง” ไวยิ้มให้แม่
“ครับแม่ ตอนนี้ผมยังไม่คิดอะไรไปมากกว่าผมรักชีสเท่านั้น แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมกับชีสเพิ่งจะเริ่มต้นเรายังต้องใช้เวลาอีกมากที่จะเรียนรู้กับมัน”
แม่หันมามองหน้าผมแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“แม่ว่าไวคงต้องเหนื่อยกับลูกของแม่อีกนานเลย” แม่ลูบหัวเราสองคนเบา ๆ
เหนื่อย? ทำไมถึงเหนื่อย?
“ก็ต้องยอมล่ะครับ รักไปแล้วนี่”
แม่กอดเราสองคนไว้หลวม ๆ ….ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าแม่กับไวพูดอะไรกัน….


หลังจากวันนั้นมาไวก็คอยติวหนังสือให้ผมอยู่ตลอดจนถึงเวลาสอบ การสอบครั้งนี้ผมผ่านมันไปได้ด้วยคะแนนเกือบเต็ม พลาดคะแนนวิชาภาษาอังกฤษไปนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนคนที่ได้เต็มน่ะเหรอครับ? โน่น…ไล่ตามจีบน้องม. 1 อยู่โน่น อีกคนก็วิ่งหลบพี่ม. 6 อยู่ซอก ๆ แถวนี้


ไม่ผิดจากที่ไวเคยพูดไว้ซักนิด แค่ปีเดียวไวก็ย้ายกลับมาห้องสี่เหมือนเดิม อาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งคงจะแปลกใจ ‘มันย้ายไปทำไม?’

“วะฮะฮะฮะฮ่า~ ว่องไว ธีรนิติ กลับมาแล้วครับผม” ไวมายืนยิ้มตะเบ๊ะอยู่หน้าห้องในวันเปิดเทอมใหม่ พอเพื่อน ๆ เห็นไวเท่านั้นก็วิ่งเข้ามากอดคอขยี้ผมไวด้วยความดีใจ
ห้องแปดของเราแทบจะเรียนต่อที่นี่กันทุกคนมีอยู่ไม่กี่คนที่ย้ายไปเรียนที่อื่น เพราะฉะนั้นพวกม.5 ห้อง 4 จึงเป็นเหมือนห้องรวมนักเรียนม.3 ห้อง 8 ที่จบไปไว้ทั้งหมด นี่จึงเป็นภาพที่ผมคุ้นตา ใช่!! นี่ล่ะครับ ไวที่กำลังหัวเราะเฮฮาอยู่ในหมู่เพื่อน ๆ ในหมู่ ‘พวกเรา’ ….

 
“ชีส แม่อยากคุยอะไรด้วยซักหน่อย” อยู่ ๆ แม่ก็เดินมานั่งใกล้ ๆ ผมที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นชมพู่และไวนอนหนุนตักอ่านการ์ตูนอยู่ ไวลุกจะถอยออกไปทันทีที่แม่นั่งลง
“อยู่เถอะจ้ะ บางทีเรื่องนี้ไวอาจจะต้องมีส่วนด้วยนะ”
“ครับ?” ไวทำหน้างง
“คืออย่างนี้จ้ะ งานที่แม่ทำอยู่ตอนนี้น่ะเขาจะเลิกแล้ว” แม่ทำงานดูแลคนแก่อยู่ที่บ้านพักผู้สูงอายุของหมู่บ้านครับ
“คุณตาก็เลยคุยกับพวกเพื่อน ๆ ให้แล้วรู้สึกว่าเพื่อนคุณตาคนหนึ่งกำลังต้องการแม่บ้านไปทำงานที่บ้าน”
“ครับ” …ก็ปกตินี่นา
“แต่ว่า บ้านที่แม่จะต้องไปทำงานนี่อยู่ที่เชียงรายจ้ะ” หือ!!?
“อ้าว!! แล้วชีสล่ะครับ?” ไวถามน้ำเสียงตื่นเต้น มันน่าตื่นเต้นตรงไหน?
“แม่คิดว่าจะฝากชีสไว้กับที่บ้านไวน่ะจ้ะ ถ้าคุณพ่อของไวไม่ว่านะ”
“ไม่ว่าเลยครับ!! ไม่ว่าเด็ดขาด”
ยังไม่ทันถามเลยรู้แล้ว ทำไมต้องยิ้มซะกว้างขนาดนั้นด้วยล่ะ
“ชีสว่ายังไงจ๊ะ?”
หือ? ผมเหรอ?…..
“ที่จริงผมก็อยู่ได้ เงินในบัญชีก็มีเข้าอยู่ทุกเดือน บ้านก็หลังแค่นี้ขโมยคงไม่ขึ้น จะได้ไม่ต้องรบกวนบ้านไว….”
“ไม่รบกวนซักหน่อย!!”
“แม่ว่าชีสอยู่บ้านไวดีกว่านะลูก แม่ไม่ได้ห่วงบ้านหรอกห่วงชีสมากกว่า อยู่คนเดียวมันอันตรายนะ”
“ใช่!!ๆ”
รู้สึกจะเห็นดีเห็นงามจังนะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ” ที่จริงก็ไม่น่าจะถามผมหรอก ถามไวแต่แรกก็หมดเรื่อง
“ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้แม่จะไปคุยกับคุณพ่อของไวนะลูก”
“ครับ” ลิงยักษ์ตัวใหญ่ยิ้มแป้นหน้าบาน มันน่าดีใจตรงไหนกัน?


ลองว่าแม่ไปคุยกับลุงวิทย์เรื่องผมทั้งทีมีเหรอที่ลุงวิทย์จะปฏิเสธ ทำหน้าดีใจยิ้มกว้างเหมือนกันเลยทั้งลุงวิทย์ทั้งไว หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ก็ต้องไปทำงานที่เชียงราย
“นี่คือสถานแห่งบ้านทรายทองที่ฉันปองมาสู่…..”
เปล่าครับ ไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นเสียงเด็กยกกระเป๋าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผมนี่
“เล่นอะไรน่ะ?”
ไวถือกระเป๋าเสื้อผ้าของผมไปหน้าบ้านด้วยท่าแปลก ๆ
“พาพจมานเข้าบ้านทรายทองไปอยู่กับชายกลางไง”
“ใครพจมาน?” ไวชี้มาที่ผม
“แล้วใครชายกลาง?” คำตอบก็อย่างที่เข้าใจล่ะครับ
“ชายน้อยล่ะไม่ว่า”
ผมเดินหิ้วกระเป๋าเข้ามาในบ้านเห็นลุงวิทย์ยืนอ้าแขนต้อนรับอยู่
“มาแล้วเหรอชีส” ลุงวิทย์เดินเข้ามากอด
“มาแล้วฮ่าคุณพ่อฮ้า~”
ครับ คนที่ลุงวิทย์ได้กอดน่ะไม่ใช่ผมหรอก แล้วก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายตัวเอง
“เฮ้ย!! พ่อจะกอดต้อนรับชีส”
“ไม่ต้องเลยพ่อ กอดผมนี่แหล่ะ แทนกันได้”
ไวกอดลุงวิทย์แน่นจนผมคิดว่าน่าจะเจ็บมากกว่านะ …..จริง ๆ เลยนะ พ่อลูกคู่นี้น่ะ….



ตอน4 ยังเหลือครึ่งหลังอีก แต่ไว้ลงพรุ่งนี้แล้วกันนะ
ตอนนี้ง่วงนอนมากมาย
 :onion_asleep:
 

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด