|[ series :: รวมเรื่องสั้น ]| จะเก็บมันเอาไว้ไม่ให้มีวันลบเลือน........
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: |[ series :: รวมเรื่องสั้น ]| จะเก็บมันเอาไว้ไม่ให้มีวันลบเลือน........  (อ่าน 84312 ครั้ง)

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
กระทู้นี้ผมตั้งใจจะรวมเรื่องสั้นหลายๆอารมณ์ไว้นะครับ (หวังว่าน่าจะได้หลายอารมณ์นะ)
อาจจะตอนเดียวบ้าง สองตอนบ้าง แต่จะพยายามไม่ให้ยาวจนเกินไป
อาจจะได้เห็นมุมมองอื่นๆหลายๆมุมของความรักดู..........
ยังไงก็แนะนำติชมได้นะครับ เพราะนี่เป็นการท้าท้ายตัวผมเองที่เขียนอะไรก็ออกมายาวๆทุกทีประจำเองด้วย

ขอบคุณค้าบบบ



จะเก็บมันเอาไว้ไม่ให้มีวันลบเลือน........


เมื่อครั้งแรกที่ผมรู้จักกับพี่เอกนั้นผมอายุได้ราวๆสิบปี เขามีอายุมากกว่าผมสองปีและเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวที่อาศัยอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามกับบ้านใหม่ของผม ตั้งแต่แรกที่ผมได้รู้จักกับเขานั้นเราก็เข้ากันได้ดีมาก แต่ที่จริงแล้ว ผมคิดว่าผมนั้นตกหลุมรักเขาไปแล้วเลยมากกว่า เพียงแต่ว่าผมยังเด็กเกินไปที่จะรู้ตัวก็เท่านั้นเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี ผมก็เริ่มที่จะรู้แล้วว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อเขานั้นจริงๆแล้วมันคืออะไร.........

เมื่อตอนที่พี่เอกอายุสิบสี่ เขาก็สูงถึงร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร บวกกับการที่เขาเป็นคนหน้าตาดีมากอยู่แล้ว มันจึงไม่แปลกเลยที่ผมจะยิ่งรู้สึกหลงใหลในตัวเขามากขึ้นไปอีก เขาเป็นนักกีฬาโรงเรียนและเรียนดี เขาคือต้นแบบทุกๆอย่างสำหรับผมที่ผมฝันอยากจะโตขึ้น เราสองคนเป็นเพื่อนเล่นและเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก เขามักจะมาเที่ยวเล่นและค้างคืนที่บ้านของผมอยู่บ่อยๆ เขาเป็นคนที่ใจดี อบอุ่น และเป็นผู้นำมาก ผมไม่เคยรู้สึกอยู่ใกล้กับผู้ชายคนไหนแล้วจะรู้สึกมีความสุขและถูกปกป้องได้เท่ากับเวลาที่ผมอยู่ใกล้กับพี่เอกเลย และที่ยิ่งไปกว่านั้น พี่เอกเองก็ดูเหมือนจะรักผมมากด้วยเช่นกัน เขามักจะชวนผมไปเที่ยวเล่นและคอยดูแลผมอยู่ตลอด นอกจากนั้นแล้วเขายังไม่เคยมีท่าทีรำคาญหรือไม่พอใจเวลาที่ผมไปป้วนเปี้ยนอยู่กับเขาเลยด้วย

พ่อกับแม่ของผมก็รู้ดีว่าผมนั้นสนิทกับเขามาก จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อของผมก็เดินเข้ามาพูดคุยกับผมในเรื่องนี้

“ลูกชอบเขามากเลยใช่มั๊ย อาร์ท”

ผมรู้สึกว่าใบหน้าของผมร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “ครับพ่อ พี่เขานิสัยดีออกจะตาย”

“เขาก็ดูเป็นเด็กดีจริงๆล่ะนะ แล้วเขาดีกับลูกมากรึเปล่า”

“ดีมากเลยครับพ่อ เขาเป็นเหมือนกับพี่ชายแท้ๆของผมเลยล่ะ”

“นั่นก็ดีแล้ว แต่พ่ออยากจะบอกลูกอย่างนึงนะว่า พ่อดีใจที่ลูกมีเพื่อนเล่นที่ดี และอย่างที่ลูกคิด ลูกอาจจะนับถือเขาเป็นเหมือนพี่ชายของลูกเลยทีเดียว พ่อกับแม่ไม่ว่าในเรื่องนั้นหรอก เพราะว่าเราก็ไม่สามารถที่จะมีน้องชายหรือน้องสาวมาเป็นเพื่อนเล่นให้กับลูกได้อีกแล้ว แต่ว่าจำเอาไว้นะลูก เอกน่ะ เขากำลังโตขึ้นเรื่อยๆ เขาเองก็คงเห็นลูกเป็นเหมือนน้องชายคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ในขณะที่เขากำลังโตขึ้นอยู่นี่ สักวันนึงเขาก็อาจจะไปมีกลุ่มเพื่อนของเขา อาจจะไปให้ความสนใจในเรื่องอื่นๆมากขึ้น อาจจะเริ่มคบกับเพื่อนผู้หญิง และคงมีเวลามาเล่นกับลูกน้อยลง ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้ชายอยู่แล้ว ลูกเข้าใจในเรื่องนี้มั๊ย”

ผมไม่คิดว่าผมจะเข้าใจมันเท่าใดนัก แต่ผมก็พยักหน้าตอบพ่อกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

และแล้วในคืนหนึ่ง จุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงผมกับเขาไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น คืนนั้นพี่เอกมานอนกับผมที่บ้านเหมือนตามปกติ เราพูดคุยกันในหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องโรงเรียน เรื่องกีฬา เรื่องเพื่อน และสุดท้ายเราก็วกเข้ามาถึงเรื่องผู้หญิง....... หรือเรื่องทางเพศนั่นเอง พี่เอกอธิบายให้ผมฟังถึงสิ่งที่ผมเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตัวเอง ผมไม่กล้าที่จะถามพ่อของผมหรอก และผมก็ไม่เคยกล้าที่จะถามพี่เอกในเรื่องนั้นด้วย แต่เมื่อเราเริ่มคุยกันเรื่องพวกนี้ ผมก็มีความกล้าที่จะซักถามถึงข้อสงสัยของผมเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

“มันเป็นเรื่องธรรมดาน่า ตอนพี่อายุเท่าเรา พี่ก็มีขนขึ้นตรงนั้นเหมือนกัน”

“แล้วมันจะหยุดยาวขึ้นมั๊ยอ่ะครับ” ผมถามออกไป “ผมต้องคอยตัดมันเหมือนตัดผมรึเปล่า”

พี่เอกหัวเราะออกมาทันที “ไม่ต้องหรอก อาร์ม แต่ถ้าอยากจะตัดจะเล็มให้มันดูดีขึ้นก็ทำได้ พี่เองก็เล็มมันเหมือนกัน”

“จริงเหรอ พี่เอกตัดขนตรงนั้นจริงๆเหรอ แล้วทำยังไงอ่ะ ไม่กลัวกรรไกรตัดพลาดไปโดนไอ้นั่นเข้าเหรอ”

“ไม่โดนหรอก เวลาจะทำอะไรกับตรงส่วนนั้นน่ะ เราก็ต้องระมัดระวังให้มันดีๆสิ นั่นน่ะ เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของผู้ชายเลยนะ ไม่ว่าจะตอนล้าง ตอนทำความสะอาดก็ต้องดูแลให้ถูกวิธี ไม่งั้นผู้หญิงก็คงไม่ชอบกันพอดี”

ตอนนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พี่เอกพูดเท่าใดนัก ผมถามคำถามเขาออกไปหลายอย่าง พี่เอกก็คอยตอบและอธิบายเรื่องเพศให้ผมฟังหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสุขอนามัย เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ของชายและหญิง และการหลั่งน้ำอสุจิเวลาช่วยตัวเองอีกด้วย ขณะที่ผมฟังสิ่งที่พี่เอกเล่านั้น ผมก็รู้สึกถึงความรู้สึกแปลกๆที่อยู่ภายใต้กางเกงนอนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะบอกหรือแสดงออกให้เขารู้ ผมจึงได้แต่นอนคว่ำแล้วก็เก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้จนกระทั่งผมผล็อยหลับไป

ในคืนหนึ่งสองสามวันหลังจากนั้น ผมก็กล้าถามสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ออกไปจนได้ และสิ่งหนึ่งก็นำพาไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง พี่เอกถอดกางเกงโชว์อวัยวะส่วนนั้นของเขาให้ผมดู จากนั้นเขาก็เอื้อมมือมาดึงกางเกงของผมลงไปแล้วก็สอนวิธีชักว่าวให้กับผม ตอนแรกผมก็ไม่กล้าที่จะจับของเขา แต่เมื่อพี่เอกอนุญาต เราสองคนก็ช่วยกันทำให้กันและกันจนผมได้รู้จักกับการหลั่งออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต

“รู้สึกยังไงบ้าง” พี่เอกถามพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ซึ่งมันช่วยให้ผมรู้สึกคลายกังวลไปได้มากเลยทีเดียว

“มัน..... มันรู้สึกแปลกๆนะครับตอนที่น้ำนี่มันจะออกมาอ่ะ แต่ก็เสียวสุดยอดไปเลย ผมอยากทำอีกนะ”

“แน่นอน เดี๋ยวเราก็ต้องได้ทำกันอีกแน่” พี่เอกยิ้มกว้าง

“จริงๆเหรอ เดี๋ยวพี่เอกจะทำกับผมอีกจริงๆนะ” ผมตาโต รู้สึกดีใจที่ได้ยินเขาพูดออกมาแบบนั้น

“แต่ไม่ใช่คืนนี้นะ ไว้พรุ่งนี้ก่อน แต่ว่าคราวนี้พี่จะสอนวิธีทำอย่างอื่นที่เสียวยิ่งกว่าใช้มือธรรมดาๆอีก”

“มันมีแบบนั้นด้วยเหรอ ถ้าไม่ใช้มือแล้วจะใช้อะไรล่ะ” ผมสงสัย

“เอาเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รู้” พี่เอกลุกขึ้นยืนไปหยิบทิชชู่มาทำความสะอาดร่างกายของเราสองคน จากนั้นเราสองคนก็นอนกอดกันจนหลับไป ก่อนที่ผมจะจมลึกสู่ห้วงนิทรานั้น ผมรู้สึกว่านี่เป็นคืนที่ผมนอนแล้วรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

คืนต่อมาพี่เอกก็ทำอย่างที่เขาพูดเอาไว้เมื่อคืนจริงๆ ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ของชายกับชายเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรู้จักคำว่าเกย์กับกะเทยก็จริง แต่ผมก็นึกไปถึงพวกผู้ชายที่มีท่าทางตุ้งติ้งและแสดงออกเหมือนกับผู้หญิง และพี่เอกก็ไม่ใช่อะไรแบบนั้นเลยด้วย ผมไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่ผมกับพี่เอกกำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติจากสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปควรจะทำ แต่ผมก็รู้โดยสัญชาตญาณว่าผมไม่ควรจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกับใครเด็ดขาด

“โอโห แข็งรออยู่แล้วเลยเหรอเนี่ย” พี่เอกพูดขึ้นเมื่อเขาคว้าเข้ามาที่เป้ากางเกงของผม

“แข็งตั้งแต่เห็นหน้าพี่เอกเมื่อตอนเย็นแล้วครับ” ผมหัวเราะเบาๆแล้วตอบออกไปตามความเป็นจริง

“ถ้างั้นก็พร้อมแล้วใช่มั๊ย.......” พี่เอกชะโงกมากระซิบเข้าที่รูหูของผม และมันทำให้ผมต้องบิดตัวแอ่นเพราะความเสียวบวกกับความจักจี๋เล็กน้อย “ว่าแต่ได้ล้างแบบที่พี่สอนรึเปล่า”

“ล้างครับ สะอาดสุดๆเลยด้วย ผมดึงหนังลงมาแล้วล้างอย่างที่พี่เอกสอนทุกอย่าง”

“ดีมาก......” พี่เอกซุกหน้าลงที่ซอกคอของผมแล้วค่อยๆไล่ต่ำลงไปเรื่อยๆจนถึงตรงขอบกางเกง จากนั้นเขาก็ดึงกางเกงของผมลงแล้วก็ใช้ปากครอบเข้าที่น้องชายของผม

ผมสะดุ้งเฮือกแล้วก็ร้องครางออกมาเพราะความเสียวแบบสุดๆทันที พี่เอกจึงต้องถอนปากออกแล้วเงยหน้าขึ้นมาเอานิ้วจุ๊ปากบอกให้ผมเงียบเสียงไว้ ผมยอมทำตามแต่โดยดีขอแค่ให้เขารีบๆก้มหน้ากลับลงไปตรงนั้นก็พอแล้ว และทันทีที่พี่เอกกลับลงไปใช้ปากให้กับผมต่อ ไม่ถึงสองนาทีถัดมา เพราะความเสียวแบบสุดๆที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต ผมก็รู้ตัวแล้วว่าจุดสุดยอดแบบเมื่อคืนนั้นกำลังก่อตัวขึ้นมาแล้ว

“พี่เอก ผมจะแตกแล้วนะครับ” ผมร้องออกมาอย่างยากลำบาก แต่เขาก็ยังไม่ยอมถอนปากออก กลับกัน เขากลับยิ่งเร่งจังหวะและใช้ลิ้นมากขึ้นด้วยซ้ำ จนสุดท้ายผมก็ไม่สามารถอั้นมันไว้ได้อีกต่อไป ผมฉีดน้ำรักเข้าไปในปากของพี่เอกอย่างรุนแรง และเขาก็ทำในสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิด นั่นก็คือเขากลืนมันลงคอไปหมดจนหยดสุดท้ายเลย

“ไง เสียวกว่าใช้มือมั๊ย” พี่เอกคลานกลับขึ้นมาบนตัวของผมแล้วหอมแก้มผมเบาๆ

“สุดๆเลยครับพี่ แต่พี่กลืนมันลงไปหมดเลยเหรอ น้ำนั่นมันกินได้เหรอน่ะ”

“ได้สิ แถมน้ำของอาร์มยังอร่อยมากอีกด้วยรู้รึเปล่า” พี่เอกยิ้มกว้าง

“แล้วน้ำของพี่ล่ะเป็นยังไง พี่เคยชิมของตัวเองรึเปล่า”

เอกส่ายหน้า “ไม่อ่ะ แต่ว่าอาร์มอยากจะลองชิมดูมั๊ยล่ะ”

ผมยิ้มกว้างแทนคำตอบ จากนั้นก็เลื่อนตัวลงไปด้านล่างของเขา พี่เอกพลิกตัวเป็นนอนหงายจากนั้นก็ดึงกางเกงของตัวเองลง ผมพยายามใช้ปากให้ได้แบบที่เขาทำให้กับผม ตอนแรกมันก็ทุลักทุเลนิดหน่อย พี่เอกจะคอยบอกผมอยู่ตลอดว่าให้เก็บฟันยังไง และใช้ลิ้นแบบไหน จนในที่สุดผมก็เริ่มชินกับมันมากขึ้นและพี่เอกก็ร้องครางอย่างพึงพอใจออกมามากขึ้นเรื่อยๆด้วย และไม่นานนัก ผมก็ได้ลิ้นชิมรสชาติของน้ำรักของพี่เอกด้วยเช่นกัน

เมื่อพี่เอกฉีดน้ำหยดสุดท้ายลงคอของผมไปแล้ว เขาก็ดึงตัวผมกลับขึ้นมานอนข้างๆอีกครั้ง

“เป็นไงมั่ง รสชาติของพี่”

“เค็มๆหวานๆ ขมนิดๆน่ะครับ แต่ก็โอเคนะ เพราะมันเป็นของพี่เอกนี่”

พี่เอกยิ้มกว้าง จากนั้นก็จูบลงบนหน้าผากของผมเบาๆ “เก่งมากๆเลย อาร์ม พี่มีความสุขมากเลยรู้มั๊ย”

“ผมทำให้พี่มีความสุขได้จริงๆเหรอครับ พี่เอกชอบไอ้ที่ผมทำไปเมื่อกี๊จริงๆเหรอ” ผมถามอย่างตื่นเต้น เพราะการที่รู้ว่าผมได้ทำให้ผู้ชายคนนี้มีความสุข มันเป็นสิ่งที่จะทำให้ผมภูมิใจและรู้สึกดีมากที่สุดเลยทีเดียว

“แน่นอน อาร์มเก่งมาก และที่สำคัญ ก็เหมือนที่อาร์มพูดนั่นแหละ เพราะเป็นอาร์มทำให้พี่ พี่ถึงได้มีความสุขมากที่สุดเลย........” เมื่อพูดจบ พี่เอกก็ดึงตัวผมเข้าไปกอดแน่นขึ้นอีกจากนั้นก็ประทับจูบลงบนริมฝีปากของผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยขึ้นสวรรค์ไปเลยทีเดียว “พี่รักอาร์มนะครับ”

“ผมก็รักพี่เอกครับ.......” ผมตอบกลับไปด้วยความสุขและความอบอุ่นที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา ผมกับพี่เอกก็มักจะทำแบบนี้ด้วยกันอยู่เรื่อยๆเท่าที่เรามีโอกาส ผมรู้ตัวแล้วว่าผมรักเขาคนนี้มาก และผมก็คิดว่าเขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกันกับผมเช่นกัน จากเริ่มแรกที่ใช้มือ ไปสู่การใช้ปาก และในที่สุด เขาก็สอนผมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางกายอย่างลึกซึ้ง ผมได้เอาเขาก่อนเป็นครั้งแรกก่อนที่เขาจะขอทำแบบเดียวกันกับผมบ้าง และแน่นอนว่าผมก็ยินดีมอบมันให้แก่เขาด้วย

คืนหนึ่งหลังจากที่ผมกับพี่เอกมีอะไรกัน เช้าวันต่อมา พ่อของผมก็เข้ามาปลุกผมในสภาพที่ผมนอนเปลือยท่อนบนและวางหัวอิงอยู่บนหน้าอกของพี่เอกอยู่ พ่อเองก็ดูไม่มีปัญหาอะไรและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดดี ผมยังจำถึงรอยยิ้มของพ่อที่เข้ามาดึงตัวผมให้ลุกออกจากตัวของเขาและบอกให้ผมรีบไปอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนได้ดีทีเดียว

ตลอดสองปีถัดมา ผมมีความสุขมากจริงๆ ผมนั้นรักพี่เอกมากไปแล้ว มากแบบสุดๆเท่าที่ผมเคยรู้สึกให้กับใครคนอื่นเลยทีเดียว แต่บางสิ่งบางอย่างก็ดูผิดปกติไปสำหรับพี่เอก เมื่อเขาอายุได้สิบหกปี เขาก็ดูจะกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มตีตัวออกห่างจากผม เริ่มมีอารมณ์แปรปรวน และบางครั้งเขาก็หายตัวออกจากบ้านทีเดียวไปเป็นเวลาหลายวัน พ่อแม่บุญธรรมของเขากังวลเรื่องนี้มาก และแน่นอนว่าผมเองก็เช่นกัน ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไง และไม่มีใครที่ผมจะพูดเรื่องนี้ด้วยได้ด้วย บางครั้งเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน พี่เอกก็ดูจะกลับมาเป็นพี่เอกคนเดิม เรามักจะร่วมรักกัน พูดคุยกัน นอนกอดกันตามปกติ แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นมันก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆๆ

ตอนแรกผมคิดว่ามันคือสิ่งที่พ่อของผมเคยบอกผมไว้เมื่อสองสามปีก่อน ที่พ่อบอกว่าบางทีเขาอาจจะเริ่มติดเพื่อนหรือไปสนใจในเพศตรงข้าม แต่ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีความสนใจผู้หญิงคนไหนเลยจริงๆ นอกจากนั้นผมยังสังเกตว่าเขาเริ่มดื่มเหล้าด้วย ที่จริง เขาดื่มหนักมาก ผมไม่รู้ว่าเขาไปเอาเหล้าเบียร์พวกนั้นมาจากไหน แต่บางทีเขาก็คงเอามาจากเพื่อนๆที่โรงเรียนนั่นเอง

ผมไม่ได้เล่นกีฬาอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลที่พี่เอกต้องล่งแข่ง ผมก็มักจะหาเวลาไปดูและไปเชียร์ทุกครั้ง และสิ่งที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ เขาจะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆในทีมมากเป็นพิเศษแล้วก็เมินเฉยผมไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเคยบอกผมหลายต่อหลายครั้งแล้วว่าเรื่องระหว่างเราต้องเป็นความลับ และเขาก็ไม่อยากทำตัวผิดสังเกตให้ใครรู้ด้วย ผมยอมทำตามที่เขาพูดทุกอย่างเพราะว่านั่นมันเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ถึงแม้ภายในใจของผมมันจะเจ็บช้ำมากเหลือเกิน.........

ในที่สุด คืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของผมก็เกิดขึ้น และมันก็เริ่มต้นเหมือนกับคืนที่ผมมีความสุขที่สุดเลยด้วย พ่อแม่ของผมกำลังจะออกไปร่วมงานเลี้ยงของเพื่อนคนหนึ่งของพวกเขาและจะไม่กลับมาจนกว่าจะดึกมาก ผมกับพี่เอกกำลังทำการบ้านอยู่ในห้องของผมเหมือนกับปกติ แต่ส่วนมากแล้วเราก็เอาแต่นั่งเล่นและพูดคุยกันมากกว่า จนเมื่อพ่อกับแม่ของผมออกจากบ้านไป พี่เอกก็หยิบเบียร์ออกมาจากกระเป๋าของเขาแล้วก็หยิบบุหรี่ออกมาอีกหนึ่งซองด้วย ผมไม่เคยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่มาก่อนและมันก็ทำให้ผมกลัวและกังวลมาก แต่พี่เอกยืนยันกับผมว่ามันจะทำให้ผมมีความสุขและทำให้เราสามารถมีอะไรกันได้ยาวนานมากขึ้นด้วย

ผมดื่มเบียร์นิดหน่อยจนพอรู้สึกมึนๆแต่ปฏิเสธเรื่องบุหรี่ พี่เอกเองก็เริ่มเมามากแล้วด้วยเช่นกัน เราสองคนเริ่มต้นเปลื้องผ้าของกันและกันและเริ่มต้นร่วมรักกันตามปกติ เราสองคนต่างผลัดกันทำให้กันในทุกๆอย่างที่เราทำได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เราก็นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงเพราะความเหนื่อยอ่อน แต่แล้วพี่เอกก็ฝังหน้าของเขาลงบนหน้าท้องของผมแล้วก็เริ่มต้นร้องไห้ ผมไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลย และมันก็ทำให้ผมรู้สึกใจหายมากด้วย ผมพยามจะกอดและปลอบโยนเขาในขณะที่ตัวของเขาสั่นไหวไปตามแรงสะอื้น ผมไม่รู้เลยจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

ในที่สุดเขาก็หยุดร้องไห้แล้วก็ผลักผมออกไป ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่านี่มันเรื่องอะไรกัน จากนั้นเขาก็พูดว่าเขาต้องหยุดทำแบบนี้ได้แล้ว เขาบอกว่าเราต้องหยุดทำอะไรแบบนี้กันสักที ที่จริง เราไม่ควรจะได้เจอกันอีกเลยด้วยซ้ำ ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังร่วงหล่นลงไปในหุบเหวลึกเลยทีเดียว ผมรู้สึกอยากจะร้องไห้ แต่ผมก็ช็อคมากเกินไปที่จะทำแบบนั้นได้

พี่เอกเริ่มเดินวนไปเวียนมารอบห้องแล้วก็พร่ำเพ้อพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ต้องการจะ “ผิดเพศ” เขาอยากจะรักและมีอะไรกับผู้หญิง เขาอยากจะเป็น “ปกติ” เขาอยากจะมีชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วๆไป เขาบอกว่าเขาไม่อยากจะเป็นแบบนี้อีกแล้ว และบอกผมว่าถ้าเรายังคบกันแบบนี้ต่อไป เขาก็คงไม่สามารถเลิกเป็นแบบนี้ได้แน่

จากนั้นเขาก็เริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง ผมเดินไปหาเขา อยากจะปลอบโยนเขาให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่เขาก็ผลักผมออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาผลักผมแรงมากจนกระทั่งผมกระเด็นไปหัวกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะเขียนหนังสือและสลบไป.........

เมื่อผมฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พี่เอกก็หายไปแล้ว เลือดกำลังไหลลงจากจากหัวของผม และพ่อแม่ของผมก็กำลังห้อมล้อมรอบตัวผมอยู่ พ่อของผมยกตัวผมขึ้นด้วยความช่วยเหลือของแม่ พวกเขาสองคนหยิบเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นมาสวมให้แก่ผมจากนั้นก็ขับรถพาผมไปโรงพยาบาล เลือดที่ไหลออกมานั้นมันก็แค่มาจากแผลเจาะนิดหน่อยเท่านั้น แต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ยอมปล่อยตัวผมกลับบ้านจนกว่าจะวันรุ่งขึ้น

เมื่อพ่อกับแม่พาผมกลับบ้านแล้ว พ่อกับแม่ของพี่เอกก็กำลังรอเราอยู่เช่นกัน พวกเราทุกคนนั่งลงในห้องนั่งเล่นและพ่อก็เริ่มซักถามผมทันที

“เมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหัวถึงได้กระแทกแบบนั้น”

“มันไม่มีอะไรจริงๆครับพ่อ ผมสาบาน” ผมตอบ พยายามจะหลีกเลี่ยงชื่อของพี่เอกออกไปให้มากที่สุด

“เอกทำร้ายลูกรึเปล่า” พ่อถามออกมาห้วนๆ

“เปล่าครับ!!” ผมตอบออกไปด้วยความโกรธ

“ถ้าอย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ”

“ตอนนั้นพี่เอกเขากำลังมีเรื่องไม่สบายใจ ผมก็พยายามจะปลอบเขา แต่เขาก็ผลักผมออกไปแล้วผมก็เลยลื่นล้ม มันก็แค่นั้นเองครับ มันไม่ใช่ความผิดของเขานะพ่อ เขาไม่ได้ตั้งจะทำร้ายผมหรอก เขาไม่มีทางคิดจะทำร้ายผมเด็ดขาด!” ผมร้องออกไป

“อาร์มเห็นเอกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เหรอลูก” พ่อของพี่เอกถามผม

“ผมสลบไปน่ะครับ แต่พอผมฟื้นขึ้นมาพี่เขาก็ไม่อยู่แล้ว” ผมตอบ

“งั้นก็แปลว่าเมื่อคืนอาร์มไม่ได้เจอเขาอีกเลยใช่มั๊ย” พ่อของผมถาม

“เปล่าครับ พ่อ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ พี่เอกอยู่ไหน อย่าบอกนะว่าเขาหนีอกจากบ้านไป” ผมเริ่มรู้สึกกลัวและกังวลมากขึ้นมาทันที

พ่อแม่ทั้งสี่คนมองหน้ากันและกันโดยที่ไม่ยอมสบตากับผม นี่มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงๆ

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ! เกิดอะไรขึ้นกับพี่เอก!!” ผมลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนออกไปเพราะความหวาดกลัว

พ่อของผมเดินตรงเข้ามาหาผมแล้วดึงตัวผมเข้าไปกอดเอาไว้ เขากอดผมแน่นมากและเริ่มพูดกับผมเบาๆ

“อาร์ม บางครั้งเรื่องบางเรื่องมันก็เกิดขึ้นได้โดยที่ไม่มีใครคาดคิดนะลูก บางครั้งคนเราก็ทำในสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเพราะอะไร จริงๆแล้วพ่อก็อยากจะบอกลูกด้วยวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรอกนะ แต่ก็ดูท่าว่ามันคงไม่มีหนทางอื่นนอกจากบอกลูกออกไปตรงๆเท่านั้น........ เอกเขาฆ่าตัวตายไปแล้วเมื่อคืนนี้ เขาใช้ปืนของพ่อเขายิงตัวตาย กว่าจะมีใครไปพบเขา เขาก็จากไปแล้ว”

ผมมองหน้าพ่อของผมอย่างคาดหวัง........ คาดหวังว่าพ่อของผมจะกำลังล้อผมเล่น คาดหวังว่านี่มันไม่ใช่เรื่องจริง แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ สีหน้าของพ่อผมนั้นไม่ได้แปลว่าเขากำลังล้อผมเล่นอยู่ ผมกรีดร้องออกมาอีกครั้งและนั่นก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้.........

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนั้นเกือบหนึ่งวันเต็มๆ พ่อของผมกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง เมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นมาผมก็หวังไว้ว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงฝันร้าย เป็นแค่เพียงฝันร้ายและผมก็จะได้พบหน้าพี่เอกอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของพ่อแล้ว ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นความจริง....... พี่เอกตายไปแล้ว เขาจากผมไปแล้ว ด้วยน้ำมือของเขาเอง......... การที่เขารักผมเป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าต้องตาย การที่มีผมอยู่ทำให้เขาต้องจบชีวิตตัวเองลงแบบนั้น ผมก็อยากจะตายไปให้พ้นๆซะด้วยเหมือนกัน! มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วนี่!

“พ่อรู้ว่าลูกรักเอกเขามากแค่ไหน........” พ่อของผมพูด “เขาทิ้งจดหมายไว้ให้ลูกนะ อาร์ม มันถูกกำอยู่ในมือของเขาตอนที่เราไปพบเขาน่ะ” พ่อยื่นกระดาษสมุดยับๆแผ่นหนึ่งมาให้ผม

ผมรับมันไว้ด้วยมืออันสั่นเทาจากนั้นก็อ่านมัน..........


อาร์ม

พี่ขอโทษสำหรับเรื่องงี่เง่าๆทั้งหมดที่พี่พูดออกไป อาร์มเป็นคนเดียวที่มอบความรักให้แก่พี่ได้มากที่สุดเท่าที่พี่เคยได้รับมาในชีวิตของพี่เลย มากเกินกว่าที่พี่จะคู่ควรด้วยซ้ำ พี่พยายามมาตลอดเพื่อที่จะไม่หลงรักอาร์ม พี่ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้ และพี่ก็กลัวว่าจะทำให้อาร์มมากลายเป็นแบบพี่ไปด้วย พี่ทนมีชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว พี่คิดอยู่เสมอๆว่าสุดท้ายเดี๋ยวเราก็คงจบลงด้วยการเป็นพี่น้องกันหรือเป็นเพื่อนกันธรรมดาๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเราต่างก็โตมากขึ้น ความรู้สึกเหล่ามันก็เติบโตตามขึ้นไปด้วย พี่หลงรักอาร์มไปแล้ว เพื่อนคนหนึ่งในทีมของพี่เห็นเราสองคนเดินเข้าห้องน้ำห้องเดียวกันวันนั้นหลังเลิกเรียน เขาเห็นพี่จูบอาร์ม ตอนนี้ทุกคนในทีมรู้กันหมดแล้วว่าพี่เป็นเกย์  พี่ต้องลาออกจากทีมเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพราะพี่ทนผลลัพธ์ของเรื่องนี้ไม่ไหวจริงๆ พี่ไม่สามารถทนมันได้อีกต่อไป พี่คิดว่าแค่นั้นเรื่องมันก็คงจบสักที แต่ตอนนี้ข่าวมันก็กลับแพร่ออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ หลายๆคนซุบซิบนินทาหรือแม้แต่เข้ามาล้อเลียนพี่ พี่ขอโทษ อาร์ม แต่พี่ทนใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้จริงๆ พี่ไม่มีครอบครัวจะให้ปรึกษา พี่ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง อาร์มไม่เคยถามเรื่องพวกนี้กับพี่ พี่ก็เลยไม่เคยบอกอาร์ม แต่พ่อแท้ๆของพี่มันเป็นไอ้ขี้เหล้าที่เอาแต่ทุบตีและซ้อมพี่ตั้งแต่พี่ยังเล็ก และมันก็เคยข่มขืนพี่ด้วยตอนที่พี่อายุได้แปดขวบ แม่พี่ก็ติดการพนันและติดยา และตายไปตั้งแต่หลังจากพี่คลอดออกมาไม่นาน หลังจากที่พ่อของพี่มันทำแบบนั้นกับพี่ พี่ถึงได้หนีออกจากบ้านมาและสุดท้ายก็กลายมาเป็นเด็กที่บ้านอุปถัมภ์ บางทีถ้าพี่มีพ่อแม่แบบอาร์ม พ่อแม่ที่รักพี่ พี่ก็คงผ่านพ้นมันไปได้ พี่อยากให้อาร์มรู้ว่าพี่รักอาร์ม พี่รักอาร์มมาก รักมาตลอดและจะรักตลอดไปด้วย ได้โปรดยกโทษให้พี่ด้วยสำหรับพี่ที่ไม่แข็งแกร่งมากพอ.........

เอก


เมื่อผมอ่านจบผมก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง พ่อเดินเข้ามากอดผมและปล่อยให้ผมร้องไห้เท่าที่ผมต้องการ และผมก็ร้องไห้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่อีกนานมาก.........

“ผมรักเขา พ่อ ผมรักเขาจริงๆ!” ผมสะอื้น

“พ่อรู้ ลูกรัก พ่อรู้” พ่อพูดเบาๆพร้อมกับลูบหัวผมไปด้วย

“พ่อเกลียดผมรึเปล่าครับ” ผมถามออกไปทั้งๆที่กลัวคำตอบ

“ไม่แน่นอนอยู่แล้ว!” พ่อพูด “พ่อจะเกลียดลูกที่รู้จักรักคนอื่นและมีความรักได้ยังไง โดยเฉพาะคนที่ลูกรักก็เป็นคนที่รักลูกมากอย่างไม่ต้องสงสัยเลยด้วย”

“แต่ว่านี่มันผิดเพศ มันไม่ถูกต้อง!” ผมสะอื้น

“หยุดเลยนะ!” พ่อพูดเสียงดังจนเกือบจะเป็นการตะคอกใส่ผม “พ่อไม่อยากจะได้ยินเรื่องอะไรแบบนั้นออกมาจากปากของลูกอีกเด็ดขาด! เหตุผลเดียวที่เอกเขาทำแบบนั้นก็เพราะเรื่องงี่เง่าและทิฐิทุเรศๆของคนอื่นที่มองเรื่องพวกนี้ให้เป็นแบบนั้น! สิ่งที่ลูกกับเอกเคยมีให้กันมามันไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือเรื่องเลวร้ายอะไรเลยสักนิด แต่มันเป็นสิ่งดีๆและสวยงามมากด้วยซ้ำ! ต่อจากนี้ไปไม่ว่าลูกจะเป็นยังไงหรือทำอะไร ก็จงภูมิใจในตัวของลูกเอง อย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่นมามีผลต่อตัวลูก อย่าปล่อยให้คนอื่นมาทำให้ลูกเกลียดตัวเองและทำให้ลูกต้องมาจบลงแบบเดียวกับเอกเด็ดขาด!”

“ไม่ครับพ่อ ผมจะไม่มีวันฆ่าตัวตายเด็ดขาด ผมทำแบบนั้นกับพ่อและแม่ไม่ได้หรอกครับ” ผมตอบ

เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกนอกจากกอดกันอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ๆ

วันถัดมาในงานศพของเอก ผมยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าฝาโลงของเขาที่เปิดอยู่ ใบหน้าของเขาตอนนี้ไม่ต่างกับใบหน้ายามหลับที่ผมเคยเห็นมันบ่อยๆเลยสักนิด ผมอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของเขา อยากจะประทับริมฝีปากลงบนปากเรียวบางนั่นของเขา อยากจะลูบผมของเขาช้าๆแล้วบอกเขาว่าตื่นได้แล้วนะ ได้เวลาไปเรียนแล้วเหมือนกับทุกๆครั้ง แต่ผมก็ทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว..........

“พี่เอก ผมรักพี่มากเหมือนกันครับ พี่ก็รู้ และผมจะรักพี่ตลอดไป ผมจะไม่มีวันลืมพี่เด็ดขาด! จริงๆพี่ไม่ต้องทำแบบนี้เลย แค่พี่บอกผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราสองคนก็คงช่วยกันหาทางออกให้พี่ได้ แค่พี่บอกพ่อแม่ของผม บอกพ่อแม่ของพี่...... พี่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ตัวคนเดียวจริงๆนะครับ พวกเราทุกคนรักพี่มาก........ ผมรักพี่มากจริงๆ.......” ผมเริ่มสะอื้นออกมาอีกครั้ง “พี่คงไม่เคยรู้ แต่พี่เองก็เป็นเหมือนลูกชายของพ่อแม่ผมไปแล้วเหมือนกันนะ พวกเรารักพี่ครับ ผมรักพี่ ผมแค่อยากจะให้มันมากเพียงพอที่จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเท่านั้นเอง......... ผมจะไม่มีวันลืมพี่เด็ดขาดครับ ผมสัญญา ผมจะคิดถึงพี่......... ตลอดไป...........”

ผมร้องไห้ต่ออีกราวๆสิบนาที จากนั้นก็เดินกลับไปยังที่รถ

ทั้งๆที่เราต่างก็รักกัน แต่สุดท้ายความรักเพียงอย่างเดียวมันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ พี่เอกเป็นคนดีและมีคนรักเขามากมาย แต่เนื่องจากบาดแผลในอดีตของเขาทำให้เขาไม่สามารถเปิดใจให้กับใครได้อีกเลย มีเพียงผมคนเดียวเท่านั้น ที่เขายอมเปิดใจให้ผมเป็นส่วนหนึ่งในนั้นได้ แต่ก็เพราะผมอีกเช่นกัน ที่ทำให้เขาต้องต่อสู้กับความสับสนของตัวเองอย่างไร้ทางออก และสุดท้าย เขาก็เลือกที่จะปิดตายเส้นทางชีวิตของเขาด้วยน้ำมือของเขาเอง.........

ผมรักพี่นะครับ พี่เอก......... นับต่อแต่นี้ พี่จะอยู่ในใจของผมตลอดไป ทั้งช่วงเวลา มิตรภาพ และความรักที่เราเคยมีให้แก่กันและกัน ผมจะเก็บมันเอาไว้ในใจไม่มีวันลืมเลือน...........


 o1
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-01-2008 20:15:16 โดย ExecutioneR »

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
คำว่ารักคงยังไม่พอ ....  :m8:  :m8:  :m8:

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2405/-22

ออฟไลน์ ~ScAreD:SAcreD~

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1811
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-2
ต้นใจร้ายยยยยยย นึกว่าเรื่องสั้นจะไม่เศร้าแล้วนะเนี่ย

 :m8:  :m8:  :m8:

โอ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกซ์   :sad2: เศร้าตายไปเลย

น้ำค้าง

  • บุคคลทั่วไป
ต้นนนนน......ใจร้ายมากเลย :m15:
แต่งอย่างนี้ได้งัยเนี่ย  :m17:
เรื่องต่อไปแก้ตัวใหม่นะ ให้มันแฮปปี้หน่อยดิ

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ขออนุญาตแก้ไขกระทู้แรกใส่คำอธิบายลงไปกับชื่อหัวข้อนะคับ
จะพยายามให้ธีมหลักเป็นชื่อกระทู้คับ แต่ชื่อตอนตัวละครสถานการณ์อื่นๆจะเปลี่ยนไปเท่าที่ไอ้ต้นจะสามารถ
ถ้าชอบใจกัน ผมจะพยายามปั่นออกมาให้เร็วๆคับ

 o14


ออฟไลน์ archi_10_001

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
 :m17: :m17: :m17: :m17:

สุดยอด...มันเป็นความร้สึกที่ยากเกินบรรยายแหละนะ....

ยังไงก็ มาลงเรื่องต่อไปเร็วๆเจ้าค่ะ

อิอิ

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
เธอคงไม่เข้าใจ........



เพื่อนสนิทของผมคือกระจกเงา........

เขาคนนั้นเข้าใจผมทุกอย่าง
เขาคนนั้นรักผมมากเท่าๆที่ผมรักเขา
และเขาคนนั้นไม่เคยทำร้ายผมให้ผมต้องรู้สึกเจ็บปวด

ถ้าหัวใจของผมเป็นเหมือนกับตู้เสื้อผ้าใบใหญ่
ความรักของผมก็คงเป็นเหมือนเสื้อผ้าผืนเก่าที่ไม่เคยมีวันถูกนำออกมาสวมใส่
มันขาดวิ่น คงไม่สวยงาม คงไม่น่ามอง....... เอามาใส่ ยกให้ใคร ก็คงไม่มีใครเขาต้องการ......

แต่ทว่ามันก็เป็นเสื้อผ้าชุดที่ผมภูมิใจที่สุด
เป็นชุดที่ผมเห็นว่าสวยงามที่สุด
และเป็นชุดที่มีค่ามากที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถครอบครองได้

ผมอยากจะมอบความรักของผมให้กับเขาคนนั้น แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะแสดงมันออกไป
ผมอยากจะหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมมีในชีวิตให้แก่เขา แต่ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะอยากยอมรับมัน
ไม่สิ บางที....... ผมอาจจะมอบมันไปให้แก่เขาตั้งนานมาแล้วก็ได้ เพียงแต่เขาไม่เคยรู้ตัวก็เท่านั้นเอง.......

ถ้าความรักมันคือสิ่งที่สวยงามและไม่ทำควรจะทำให้ใครต้องเจ็บปวด แล้วสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่นี่มันคืออะไรกัน
ทำไมผมถึงต้องยืนอยู่หน้ากระจกเงาใบใหญ่นี่แล้วร้องไห้ ปล่อยให้น้ำตาช่วยปลอบโยนตัวเองอยู่คืนแล้วคืนเล่า
รวมถึงวันนี้และเวลานี้ด้วย...........


.
.
.


ปีแรก


ผมรู้จักกับเขาในฐานะเพื่อน เราเริ่มต้นทำอะไรหลายๆอย่างด้วยกัน
เราเล่นกีฬาด้วยกัน เรากินข้าว เรียนหนังสือ เราไปเที่ยว ดูหนัง เราฟังเพลง และจีบสาวด้วยกัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้นเรื่อยๆ บางสิ่งบางอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
แต่เขาก็ไม่เคยรู้เลย..........


“เฮ้ย เอก กูชอบกิ๊บว่ะ มึงช่วยกูจีบเขาหน่อยได้ป่าววะ” ท็อป เพื่อนสนิทของผมบอกผมขณะที่เรากำลังนั่งกันอยู่ใต้ตึกเรียนกันสองคน “แต่มึงห้ามบอกใครนะเว้ย กูยังไม่อยากให้มีใครรู้”

แต่บางทีผมเองนั่นแหละ ที่อาจจะเป็นคนที่ไม่ควรได้รับรู้มากที่สุด........ เพราะผมไม่ได้อยากรู้มันเลย

“ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติมากที่สุด

“ไม่กี่วันนี้เอง กูว่าเขาน่ารักดีนะ แต่เสือกอยู่คนละห้องนี่สิ แต่กูเห็นมึงสนิทกับเพื่อนๆกลุ่มเขานี่หว่า นะ ช่วยกูหน่อยนะ”

“เออ กูจะทำเท่าที่ทำได้นะ แต่ผลออกมาเป็นยังไงกูไม่รับประกันนะเว้ย” ผมตอบออกไป

“โห มึงอย่าพูดอย่างนั้นสิ มึงจะทำให้เพื่อนมึงคนนี้ต้องเจ็บช้ำได้ลงคอเลยเหรอวะ” ท็อปหัวเราะเบาๆ แต่เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นของเขามันเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของผมมากแค่ไหน

“กูไม่มีวันที่จะทำให้มึงเจ็บช้ำได้หรอก........... ไม่มีวัน” ผมพูดออกมาเบาๆ และเขาก็คงจะไม่ได้ยินมัน

ผมรู้จักกับกิ๊บในฐานะเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ตอนมอหนึ่ง แต่เมื่อขึ้นมอสี่ เราก็ถูกแบ่งห้องใหม่และแยกย้ายกันไป แต่ผมกับเธอก็สนิทกันพอสมควร รวมทั้งกลุ่มเพื่อนๆของเธอด้วย แต่ว่าท็อปที่ตอนมอต้นมาจากสายศิลป์จึงไม่เคยคุยกับกิ๊บมาก่อนเลย และเขาก็ไม่ค่อยกล้าที่จะเริ่มต้นด้วยตัวเองตามลำพังด้วย เพราะฉะนั้น ตลอดสามเดือนถัดมาหลังจากการสนทนาของเราในเย็นวันนั้น ผมก็หาทางหาโอกาสให้เขาสองคนได้เจอกันและพูดคุยกันบ่อยมากขึ้น จนเข้าสู่เดือนที่สี่ เวลาไปไหนมาไหนเราก็มักจะไปด้วยกันสามคนเสมอๆ จนเข้าสู่เดือนที่ห้า........ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่คั่นกลางระหว่างเขาสองคนอีกต่อไป..........


ผมเพิ่งรู้จักกับคำว่าสูญเสียเป็นครั้งแรกเมื่อตอนผมอยู่ชั้นมอสี่
ผมสูญเสียมิตรภาพความเป็นเพื่อนธรรมดาๆไป แต่ผมได้รู้จักกับคำว่าความรักเข้ามาแทนที่
ผมสูญเสียตัวตนของผมไป และกลายเป็นคนที่มีประโยชน์แค่เพียงคั่นกลาง
สุดท้ายผมก็สูญเสียเพื่อนสนิทของผมไปสองคน และต้องกลายมาเป็นคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าความเหงาอันไม่สิ้นสุดเพียงลำพัง...........

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังได้เรียนรู้ความรักและได้เห็นคนที่ผมรักมีความสุขและมีรอยยิ้ม...........
ถึงแม้ภายในใจของผมมันจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และดวงตาของผมมันเริ่มจะบอบช้ำมากขึ้นเพราะน้ำตาก็ตาม


ปีที่สอง


เขาสองคนมีอันต้องเลิกรากัน........
เขาสองคนไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของกันและกัน
แต่มีผมเพียงคนเดียวที่ได้เห็นน้ำตาของคนที่ผมรักมากที่สุดวันแล้ววันเล่า....... คืนแล้วคืนเล่า
แต่คงไม่มีใครรู้หรอก....... ว่าทุกๆครั้งที่ผมต้องเห็นเขาเสียใจ ผมนั้นก็ทั้งเสียใจและเจ็บช้ำมากกว่าเขามากไม่รู้เท่าไหร่


“ทำไมวะ ทั้งๆที่กูก็รักเขามากแท้ๆ แต่ทำไมเราถึงไปกันไม่รอด” ท็อปคร่ำครวญออกมาอีกครั้งผ่านทางโทรศัพท์ถึงแม้ว่าเราจะคุยกันมากว่าสองชั่วโมงแล้วก็ตาม

“เรื่องบางเรื่องก็คงหาเหตุผลให้มันไม่ได้หรอก ความรักยังไม่มีเหตุผลเลย และคนจะเลิกกันมันก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้นี่” ผมตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปลอบโยน ผมไม่อยากเห็นเขาเป็นแบบนี้เลยจริงๆ.......

ผมอยากให้เขามีความสุข ถึงแม้ผมต้องเจ็บช้ำก็ตาม ถึงแม้ผมต้องตายจากไปพร้อมๆกับความเจ็บปวดและหัวใจที่แตกสลาย ผมก็ไม่อยากเห็นเขาคนนี้ต้องเจ็บปวดและเศร้าเสียใจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

“กูก็ไม่รู้หรอก....... มันเหมือนกับ...... บางทีคนอย่างกูมันอาจจะไม่มีใครเขาอยากจะมารักหรือรักกูจริงก็ได้หรอกมั๊ง บางทีกูคงไม่มีค่าพอ”

“มึงห้ามพูดแบบนั้นออกมาอีกนะเว้ย” ผมพูดออกไปด้วยเสียงอันสั่นเครือแต่ก็หนักแน่น “มึงห้าม! ต่อจากนี้ไปห้ามกูได้ยินคำพูดเหี้ยๆนั่นออกมาจากปากของมึงอีกเด็ดขาด! เข้าใจมั๊ย ห้ามมึงคิดลดคุณค่าในตัวของมึงเองอีกเป็นอันขาด มึงมีค่ามากพอสำหรับคนที่จะมารัก มึงมีค่ามากพอสำหรับทุกอย่างทั้งนั่นแหละ ไอ้ท็อป” ผมรู้สึกน้ำตาของตัวเองมันไหลออกมาช้าๆ

ทั้งๆที่ความรักของผมที่มีให้เขานั้นอยู่ใกล้กับเขามากแค่เพียงปลายจมูก แต่เขาก็ไม่เคยมองเห็นมันเลย
บางทีอาจจะเพราะมันอยู่ใกล้เกินไปจนเขามองไม่เห็นก็เป็นได้
หรือบางที..........
มันอาจจะใกล้ใจ แต่ไกลสายตา..........

แต่ว่าผมก็ไม่อยากจะทิ้งระยะห่างจากเขามากไปกว่านี้อีกแล้ว........ ผมไม่สามารถทิ้งเขาไปไหนได้
ผมรู้ว่าเขาต้องการผม แต่ผมต่างหากที่ต้องการเขามากกว่าสิ่งไหน
ถ้าผมเป็นคนรักกับเขาไม่ได้ ถ้าผมยอมเจ็บยอมแลกทุกๆอย่างเพื่อได้เป็นเพื่อนสนิทกับเขาแล้ว
ผมยังจะต้องแลกความเป็นเพื่อนสนิท และระยะทางใกล้ชิดนี่เพื่อให้เราอยู่ห่างกันแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำให้เขามองเห็นตัวตนของผมด้วยรึเปล่าอีกอย่างนั้นหรือ...........

“เอก กูขอบใจมึงมากนะ สุดท้ายกูก็มีมึงนี่แหละที่คอยยืนอยู่ข้างๆกูได้ตลอ..........”

“ท็อป กูรักมึงนะ” ผมโพล่งออกไปก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบประโยคเสียอีก

ท็อปเงียบเสียงไปสักพัก ผมรู้ตัวเลยว่าผมทำพลาดลงไปแล้ว.......
เขาคงเกลียดผม และต่อจากนี้ไปอะไรๆมันก็คงจะไม่มีวัน..........

“อืม กูก็รักมึงเหมือนกัน.........” เมื่อผมได้ยินดังนั้น หัวใจของผมมันก็เริมพองโตขึ้นมาอีกครั้งทันที “มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูเลย กูไม่เคยคิดว่ากูจะหาเพื่อนดีๆแบบมึงได้ที่ไหนอีกแล้วว่ะ กูขอบใจมึงมากนะ เอก”

ทันใดนั้นน้ำตาของผมมันก็ไหลออกมาอีกครั้ง..........
ความเจ็บปวดมากกว่าการที่เขาได้รับรู้ความจริงแล้วถูกปฏิเสธ
นั่นก็คือ การที่เขาเข้าใจความหมายของเราผิดไป
การที่เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเราเลย
และการที่ได้ยินสิ่งที่บอกออกมาทุกอย่างว่าระหว่างเรานั้นมันเป็นได้เพียงแค่ไหน..........


หัวใจของผมมันบอบช้ำมากกว่าปีที่แล้วเสียอีก แต่น้ำตาของผมมันก็เริ่มจะเหือดหายไปตามกาลเวลา
ผมเจ็บปวด แต่ผมก็ยังคงได้เรียนรู้
กระจกเงาเพื่อนของผม ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่เข้าใจผมดีที่สุดอยู่ดี........
บางที ผมก็อยากจะเอามีดมากรีดหน้าอกผมออกมาดูเหมือนกันนะ
ผมอยากรู้เหลือเกินแล้วว่าหัวใจของผมตอนนี้มันมีสภาพเป็นอย่างไรแล้วบ้าง..........

เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเขาเป็นเพียงสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจดวงเล็กๆปอนๆของผมให้ยังคงเต้นตามจังหวะชีวิตต่อไปได้


ปีสุดท้าย


เรายังคงหยอกล้อเล่นหัวกันเหมือนทุกๆวัน
เรายังคงเรียนหนังสือ เล่นกีฬา และไปเที่ยวด้วยกัน
แต่ในทุกๆคืนและทุกๆวันที่ผ่านพ้นไป มันก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอดเวลาว่าผมเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว.........
ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในแววตาคู่นี้........ เขาจะไม่มีวันเข้าใจมันได้เลยหรืออย่างไร


“อีกไม่กี่เดือนเราก็จะเรียนจบกันแล้วนะ มึงว่าเราสองคนจะยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันแบบนี้ไปได้ตลอดรึเปล่าวะ” ผมถามออกไปในคืนหนึ่งที่เราคุยโทรศัพท์กันพร้อมๆกับความกลัวในส่วนลึกของใจที่ยังคงถูกเก็บและปกปิดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

“แน่นอน เอก กูก็ไม่รู้อนาคตหรอกนะ แต่กูมั่นใจว่าเราสองคนจะยังคงรักษามิตรภาพที่พวกเราเคยมีมาตลอดสามปีให้กันต่อไปได้จนเราแก่ตายแน่นอนว่ะ”

ผมรู้สึกน้ำตาของตัวเองมันไหลออกมาช้าๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความสุขหรือความเศร้าใจ........
เขาบอกว่าเขาจะรักผมตลอดไป........ แต่มันเป็นเพียงความรักแบบเพื่อนไปจนวันสุดท้ายของชีวิตของเขา
เขาบอกว่าเราจะยังคงรักษามิตรภาพของเราเอาไว้ได้ไปตลอด...... แต่สิ่งที่ผมมีให้เขานั้นมันมากกว่าคำเป็นเพื่อนไปแล้ว.........
และมันก็ทำร้ายหัวใจของผมเองอย่างช้าๆและแสนจะทรมานมาเป็นเวลาตลอดสามปี........
ผมจะยังคงทนรับมันได้ต่อไปอีกงั้นหรือ ผมจะยังสามารถทนเจ็บปวดเพื่อเห็นรอยยิ้มของเขาอีกต่อไปได้มั๊ย........

“ว่าแต่ว่านะ เอก กูคบกับมึงมาสามปีเนี่ย กูไม่เห็นมึงมีแฟนเลย มึงไม่เคยชอบใครมั่งเลยเหรอวะ”

ผมยกมือปาดน้ำตาออกช้าๆแล้วพยายามควบคุมเสียงไม่ให้มันสั่นเครือ “มึงอาจจะไม่รู้ ก็แค่นั้นแหละ ท็อป”

“กูเนี่ยนะไม่รู้ โหไรวะ มีไปชอบใครนี่มึงกล้าปิดบังกูเหรอวะเนี่ย”

“เปล่า กูไม่ได้ปิดบังมึง เพียงแต่มึงไม่รู้เท่านั้นเอง ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ช่างมันเถอะ....... เพราะกูรู้อยู่แล้วว่าระหว่างกูกับเขามันคงเป็นไปไม่ได้......... ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม” ผมพูดออกไปอย่างยากลำบากเพราะไม่สามารถห้ามน้ำตาของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว

คืนนั้นผมร้องไห้ให้ท็อปฟังยาวนานมาก เขาเองก็ได้แต่นั่งฟังเสียงสะอื้นของผมอยู่เงียบๆเท่านั้น
เขาไม่ได้ปลอบใจ เขาไม่ได้ถาม เขาไม่ได้ซักไซ้รายละเอียด
เขาแค่รับฟัง..........
และมันก็เป็นความเงียบที่ทั้งอบอุ่นและว่างเปล่าที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้สึกมาเลยทีเดียว..........


หลังจากเรียนจบ เราก็ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
เรายังคงไปเที่ยวด้วยกัน คุยโทรศัพท์กัน และเขาก็ปรึกษาเรื่องผู้หญิงที่เขาชอบกับผมอีกตามเคย
ทุกอย่างมันเกือบจะเหมือนกับเมื่อตอนเรายังอยู่ชั้นมอปลายไม่ผิดเพี้ยน
รวมทั้งความรักของผมที่ยังคงมีให้แก่เขาอยู่เงียบๆด้วย.........

แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็ดำเนินไปได้แค่เพียงปีเดียวเท่านั้น
เมื่อเวลาผันผ่านไป ผมกับเขาก็คุยกันน้อยลง และสุดท้าย เราก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกันอีก
ผมยังรู้ว่าเขาสบายดี เขาเองก็รู้ว่าผมสบายดี
แต่ว่าเราไม่รู้ความเคลื่อนไหวชีวิตประจำวันของกันและกันอีกต่อไป
ผมรู้สึกถึงความเหงาที่สุดในชีวิตก็ตอนนั้นเอง........... ผมรู้สึกว่าผมไม่มีใคร และรู้สึกว่าไม่มีใครต้องการผม
ก่อนหน้านี้ผมจะเหงาจะเจ็บปวด ผมก็ยังคงมีเขาอยู่ข้างกาย
แต่ตอนนี้ผมเจ็บช้ำและทนทุกข์ทรมาน เขาก็ไม่เคยได้รับรู้หรือมองเห็นผมอยู่ในสายตาอีกต่อไป..........

.
.
.


เพื่อนสนิทของผมคือกระจกเงา........

เขาคนนั้นเข้าใจผมทุกอย่าง
เขาคนนั้นรักผมมากเท่าๆที่ผมรักเขา
และเขาคนนั้นไม่เคยทำร้ายผมให้ผมต้องรู้สึกเจ็บปวด

ถ้าหัวใจของผมเป็นเหมือนกับตู้เสื้อผ้าใบใหญ่
ความรักของผมก็คงเป็นเหมือนเสื้อผ้าผืนเก่าที่ไม่เคยมีวันถูกนำออกมาสวมใส่
มันขาดวิ่น ไม่สวยงาม และไม่น่ามอง....... เอามาใส่ ยกให้ใคร ก็คงไม่มีใครเขาต้องการ........

ผมล็อคบานประตูที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างของผมเอาไว้ในนั้นไปแล้ว
ผมไม่สามารถ ไม่กล้า และไม่เคยแม้แต่จะคิดอยากจะเปิดใจให้กับใครคนอื่นอีก
มันจะเป็นปราการด่านสุดท้าย ที่แม้แต่ตัวผมเองก็คงไม่มีวันเปิดมันออกได้อีกต่อไป
เพราะผมไม่ได้ใช้กุญแจในการปิดตาย....... แต่ผมใช้บาดแผลจากในอดีต

วันนี้ เจ็ดปีผ่านไป ผมยืนอยู่หน้ากระจกตัวเดิม.........
กำลังส่องดูการแต่งกายของตัวเอง กำลังพยายามมองลึกลงไปให้ถึงหัวใจของตัวเอง
กำลังพยายามถามตัวเองพร้อมๆทั้งน้ำตาว่าผมไม่มีความสุขหรอกหรือ.........

ความสุขที่เพื่อนสนิทที่ผมรักที่สุดคนนั้นกำลังจะเข้าสู่พิธีวิวาห์

เจ็ดปีผ่านไปแต่ความทรงจำไม่เคยลืมเลือน
เจ็ดปีผ่านไปแต่ความรักไม่เคยจืดจาง
เจ็ดปีผ่านไปแต่ความผูกพันไม่เคยแปรเปลี่ยน

เจ็ดปีแห่งความทรมาน
เจ็ดปีแห่งความทุกข์และความสุขที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
เจ็ดปีแห่งความชอกช้ำ

และเจ็ดปี ที่เขาไม่เคยรู้เลย............

ต่อจากนี้ ผมก็คงต้องทนเก็บมันเอาไว้อย่างเดิม
เก็บมันเอาไว้จนมันตายไปพร้อมๆกับลมหายใจสุดท้ายในชีวิตของผม..............



น้ำค้าง

  • บุคคลทั่วไป
จบแล้วเหรอ  เรื่องที่สอง
แล้วมันก็เศร้าอีกแล้ว
เฮ้อ
ต้นนะต้น...อือ..
นี่ถ้าไม่ใช่นักเขียนในดวงใจละก้อ....งึ่ม แง่ม..ง่ำ

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
มิตรภาพยาวนานกว่าความรัก  :a1:  :a1:  :a1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ~ScAreD:SAcreD~

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1811
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-2
 :a5: เรื่องนี้มันโดน รู้สึกหนึบๆอยู่ใจอก ยังไงบอกไม่ถูก

 :m8:  :m8:  :m8: ยกธงขาว ขอยอมแพ้ไปร้องไห้ก่อน

ต้นใจร้ายยยยย  :o12:

sun

  • บุคคลทั่วไป
:sad2:     เศร้าทั้งสองเรื่อง      :m15: 
เรื่องแรกน้ำตาไหลพรากๆเลย คุนต้น กาซิกๆ      :m17:

เรื่องที่สอง... อ่านแล้ว รู้สึกถึงความเศร้า มี มันไม่มีทางจางหาย
จนกว่าลมหายใจจะสิ้น      :m8:   


เศร้าง่า.....     :o12:



สุดยอดเลยคุนต้น      o13

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
ฝึกซ้อมฝีมือหรือ
อ่านแล้วเพลินดี น่าติดตาม ลุ้นไปทุกๆตอนเลยจริงๆ
 :m11: :m11: :m11:

จะมีกี่คนที่ก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญ
คือการยอมรับจากสังคมไปได้
 :a3: :a3: :a3:

แอบรัก ก็อย่าไปเสียใจเลยที่ไม่สมหวังแต่ดีใจเถอะว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยรู้จักความรักมาแล้ว
ยอมรับและใช้มันอย่างมีสติดีกว่า มีเพื่อนสนิทอยุ่ข้างกายก็มีความสุขได้
 :m1: :m1: :m1:

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

...........อ่านเรื่องนี้แล้วร้องไห้เลยอ่ะ.......

..........

เจ็ดปีผ่านไปแต่ความทรงจำไม่เคยลืมเลือน
เจ็ดปีผ่านไปแต่ความรักไม่เคยจืดจาง
เจ็ดปีผ่านไปแต่ความผูกพันไม่เคยแปรเปลี่ยน

เจ็ดปีแห่งความทรมาน
เจ็ดปีแห่งความทุกข์และความสุขที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
เจ็ดปีแห่งความชอกช้ำ

และเจ็ดปี ที่เขาไม่เคยรู้เลย............

.............และเขาก็คงไม่รู้ต่อไป.........จนกว่าที่ผมจะกล้าเผชิญความจริง........ :o12: :o12:

ออฟไลน์ Amamiya

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ง่า..... :o11:

เศร้าอ่า.... o7 o7

ขอแบบที่ฮาๆแล้วจบแบบแฮปปี้ๆด้วยน๊า.. :m5:

 :impress: :impress:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ขอเวลา 30 วัน ให้ผมได้บอกว่า...........



ผมมันก็เป็นแค่ผู้ชายเดินดินธรรมดาๆคนหนึ่ง.........

ผมเป็นพนักงานระดับกลางที่ทำงานอยู่ในบริษัทระดับกลางๆ ผมยังโสด อายุยี่สิบหก หน้าตาคงพอดูดีอยู่บ้าง มีเงินพออยู่พอใช้ได้สบายๆ ผมไม่เคยต้องการอยากได้อะไรเป็นพิเศษในชีวิต แค่ผมมีงานทำ มีบ้านอยู่ มีรถขับ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร ผมก็สุขใจแล้ว

แต่ทว่า ตอนนี้ผมกลับรู้สึกทุกข์ใจเหลือเกิน...........

เมื่อกว่าสองสัปดาห์ก่อน บริษัทของผมรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงานคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงหน้าละอ่อนที่เพิ่งจบมาจากมหาวิทยาลัย หัวหน้าส่งเขาเข้ามาอยู่ในแผนกของผมและมอบหมายงานให้ผมเป็นคนดูแลและคอยฝึกหัดน้องเขา

อะไรๆมันก็คงไม่มีปัญหา เว้นเสียแต่ว่า..........

ไอ้เหี้ยนี่มันน่ารักโคตรๆๆๆเลย!!!

ผมไม่เคยมีแฟน เพราะผมไม่เคยต้องการผูกมัดกับใคร เท่าที่ผ่านมาชีวิตของผมก็มีแต่การเรียน การงาน แล้วก็ใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ แต่ว่า ณ เวลานี้ ผมรู้สึกอยากมีแฟนเหลือเกิน!!

เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เรียบร้อย ว่าง่าย นิสัยดี แต่ก็กวนตีนนิดๆตามประสาวัยรุ่น เขาเองก็ดูชอบพอและสนิทสนมกับผมมากเป็นพิเศษเช่นกัน เขาชอบหยอกล้อเล่นหัวกับผม แต่ก็ยังคงให้ความเคารพผมมาก เขาบอกว่าเขาถูกชะตากับผม แถมยังเคยบอกผมด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนมีเสน่ห์.......... โอ๊ยยยยยย!!! ไอ้บ้านี่มันไม่รู้เลยว่า ยิ่งมันทำตัวน่ารักน่าหยิกแบบนี้มากเท่าไหร่ หัวใจของผมมันก็ยิ่งเรียกร้องอยากได้มันมาเป็นลูกสะใภ้ให้แม่ผมมากขึ้นเท่านั้น!

แต่ว่าผมต้องทำยังไง ถึงจะได้หัวใจของเขามาครองนะ
ที่ผ่านมาผมก็เคยแค่หมาหยอกไก่ ไม่เคยจีบใครจริงๆจังๆสักที
เพื่อนๆร่วมงานของผมต่างก็ไม่มีใครรู้เลยว่าผมเป็นเกย์ และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้เด็กเปรตนี่มันจะเป็นรึเปล่า

แต่ผมก็ไม่สนใจแม่งแล้ว!! ใครจะมารู้เอาตอนนี้ก็รู้ไป เขาจะเป็นเกย์หรือไม่ก็ไม่สำคัญ
เพราะถ้ามันไม่เป็น กูก็จะทำให้มันเป็นเอง!!

ผ่านมาสองอาทิตย์แล้วยังไม่ได้มันมานอนกอดเลยยยยยย ใจจะขาดแล้วคร้าบบบบบ!!!!

ถ้างั้นก็เอาอย่างนี้ดีกว่า............
ยังไงๆก็ขอเวลาผมอีกสักสามสิบวันก็แล้วกัน.........

.
.
.

วันที่หนึ่ง
ผมส่งข้อความเข้ามือถือของเขา บอกเขาว่า “คิดถึง”

วันที่สอง
ส่งข้อความเข้ามือถือของเขาอีกครั้ง บอกว่า “คิดถึงจริงๆ ไม่ได้ขี้จุ๊”

วันที่สาม
ผมส่งข้อความอวยพรให้หลับฝันดี ว่า......... “ถ้าไม่ฝันถึงคนส่ง ขอให้นรกแดกกบาล”
และในที่สุดมันก็ทนไม่ไหวเลยต้องโทรกลับมาเคลียร์ สุดท้ายผมก็เลยได้คุยโทรศัพท์กับมันก่อนนอนถึงสองชั่วโมง

วันที่สี่
ตอนกลางวันพามันออกไปกินข้าว แล้วพาไปกินติ่มซำตอนเย็น

วันที่ห้า
พามันออกไปกินข้าวตอนกลางวัน แล้วตอนเย็นพาไปกินติ่มซำ

วันที่หก
ที่ทำงานหยุด เลยชวนมันออกไปดูหนัง

วันที่เจ็ด
เมื่อวานมันไม่ยอมไป เลยโทรชวนไปเดินเจเจแทน

วันที่แปด
แกล้งทำงอนที่มันไม่ยอมไปด้วย ด้วยการสั่งงานมันเยอะๆ กดดันมันหนักๆ......... แล้วก็พาออกไปกินข้าวตอนกลางวัน

วันที่เก้า
แกล้งทำแอบมองมันตอนกำลังยืนฉี่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็ตบบ่าแล้วก็บอกว่ามันมีดีไม่เบา

วันที่สิบ
สั่งงานน้อยๆ ยิ้มเยอะๆ ซื้อลูกชิ้นปิ้งมาให้ แอบเดินไปจับตูด แล้วบอกว่ามีด้ายติด

วันที่สิบเอ็ด
แซวมันว่ามีพนักงานสาวสวยแผนกอื่นมาแอบชอบ

วันที่สิบสอง
แกล้งโกรธใส่ หาว่ามันทำงานไม่ได้เรื่อง ดุด่ามันเยอะๆ ให้มันจ๋อย

วันที่สิบสาม
โทรไปหามันแต่เช้า บอกขอโทษเรื่องเมื่อวานที่เผลอหึงเรื่องพนักงานสาวคนนั้น เลยหลุดทำตัวไม่ดีออกไป ขอพามันออกไปกินข้าวเย็นเป็นการขอโทษ ขับรถไปรับที่บ้าน แนะนำตัวว่าเป็นเจ้านายของมัน

วันที่สิบสี่
ซื้อตั๋วหนังก่อนแล้วค่อยขับรถไปรับมันที่บ้านเพื่อเป็นการมัดมือชก แต่เพื่อความชัวร์เลยขู่มันว่าถ้ามันไม่ยอมไปด้วย ผมจะใช้ซันไลท์สระผมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ตอนเย็นพากลับไปส่งที่บ้าน ตีซี้กับพ่อและแม่ของมันทันทีในฐานะเพื่อนสนิทของลูกชาย

วันที่สิบห้า
ซื้อฮาร์ทบีทไปให้ห่อนึง ปลอบใจที่มันโดนเจ้านายด่า แล้วชวนมันไปเที่ยวบ้านหลังเลิกงาน

วันที่สิบหก
เมื่อวานมันบอกรู้สึกไม่ค่อยสบายเลยไปบ้านเราไม่ได้ ตอนเช้าเลยซื้อโจ๊กหน้าปากซอยไปฝาก แต่บอกไปว่าทำเอง
(รีบโกหกซะก่อนที่จะไม่ได้โกหกหลังคบกัน)

วันที่สิบเจ็ด
ขับรถไปส่งมันที่บ้านแล้วเข้าไปไหว้พ่อตาแม่ยาย ปฏิเสธคำเชิญกินข้าวเย็นอย่างสุภาพ

วันที่สิบแปด
พามันไปเดินมิดไนท์เซลหลังเลิกงาน แอบซื้อของฝากไปฝากพ่อแม่มันด้วย จากนั้นค่อยพากลับไปส่งที่บ้านตอนดึกๆ พ่อแม่จะได้ชวนค้างที่บ้าน แล้วก็ปฏิเสธไปอีกครั้งอย่างนุ่มนวล

วันที่สิบเก้า
พามันไปเดินช็อปปิ้งอีก ซื้อทองม้วนสดไปฝากพ่อแม่เขาด้วย โดนชวนนอนค้างอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ปฏิเสธ

วันที่ยี่สิบ
ตื่นแต่เช้ามาช่วยแม่ยายทำกับข้าว พาหมาไปเดินเล่น จากนั้นก็กลับมารถน้ำต้นไม้ให้พ่อตา

วันที่ยี่สิบเอ็ด
พามันไปเที่ยวฟาร์มงู จากนั้นก็พาไปกินงูเห่าผัดเผ็ด แต่อำมันว่าเป็นไก่แล้วค่อยเฉลยทีหลัง พอตอนเย็นก็ซื้อที่ทับกระดาษรูปงูเหลือมกับแป้งเย็นตรางูให้มัน ตอนกลางคืนมันจะได้ฝันว่าโดนงูรัด

วันที่ยี่สิบสอง
รีบโผล่หน้าไปให้มันเห็นเป็นคนแรก เผื่อมันฝันถึงงูจริงๆ จะได้คิดว่าเราเป็นเนื้อคู่

วันที่ยี่สิบสาม
ลาป่วยดูใจ ทดสอบว่ามันจะทำยังไง แต่จริงๆแล้วแอบเอาตุ๊กแกไปปล่อยที่บ้านมันสักยี่สิบตัว

วันที่ยี่สิบสี่
แกล้งทำซึมเพราะพิษไข้ ไม่คุย ไม่มอง ไม่ส่งข้อความหา ไม่ทำตัวหวานๆหนึ่งวัน......... เพื่อเป็นการเว้นระยะห่างให้เขาได้คิดถึงเราบ้าง

วันที่ยี่สิบห้า
โทรไปตอนดึกๆ แกล้งทักว่าได้ยินเสียงตุ๊กแกร้องเต็มเลย

วันที่ยี่สิบหก
เป็นฮีโร่ช่วยพ่อตาแม่ยายกำจัดตุ๊กแก แล้วก็ได้นอนค้างที่บ้านมันอีกหนึ่งคืน

วันที่ยี่สิบเจ็ด
ชวนไปกินเหล้า แกล้งทำเป็นเมา จากนั้นก็ให้มันขับรถไปส่งที่บ้าน อาบน้ำเองไม่ไหว และไม่ใส่กางเกงในนอน

วันที่ยี่สิบแปด
รีบตื่นแต่เช้า แต่แกล้งทำเป็นหลับ นอนกอดมันไว้ เอาไข่เบียดขา จากนั้นก็ละเมอออกมาว่า “รักนะ”

วันที่ยี่สิบเก้า
หลังเลิกงานพาไปดูหนังรักในโรงสวีท ถ้าไม่ขัดขืน แปลว่ามีใจ

วันที่สามสิบ
ซื้อปาท่องโก๋ไปให้ตอนเช้า ตอนกลางวันชมมันให้เจ้านายฟังเยอะๆ ตอนเย็นพาไปกินข้าว ซื้อฝอยทองไปฝากพ่อตากะแม่ยาย จับตุ๊กแกตัวสุดท้ายใส่กล่องแล้วไปทิ้งลงในป่า นอนค้างที่บ้าน แกล้งนอนละเมอเพ้อชื่อมัน แล้วค่อยแอบหอมแก้มตอนตีสี่...........

.
.
.

เคล็ดลับความสำเร็จที่จะมองข้ามไม่ได้ในทุกๆวันนั้นอยู่ที่ “รอยยิ้ม”
ไม่ว่าจะเจ้านายด่า หมาที่บ้านป่วย หวยแดก กล้วยแขกเปียก ยังไงๆก็ต้องยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนและจริงใจเสมอๆ

จริงๆแล้วผมเองก็รู้ตัวว่ามันเองก็ชอบผมอยู่เหมือนกันมาตั้งแต่วันที่สามแล้วล่ะ แต่ผมก็ยังคงปฏิบัติการสามสิบวันของผมต่อไป

เพื่ออะไรน่ะหรือ...........

ก็เพื่อพิสูจน์รักแท้ที่ผมมีให้กับมันยังไงล่ะ เพื่อเอาไว้คุยเล่นเป็นความทรงจำน่ารักๆเวลาที่เราฉลองครบรอบคบกันครบห้าสิบปียังไง!!

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ......... เพื่อวันที่สามสิบเอ็ด ผมจะได้บอกรักเขาออกไปอีกครั้งด้วยปากจากใจของผมโดยที่ผมไม่ต้องแกล้งเพ้อ ไม่ต้องแกล้งละเมอ ไม่ต้องเล่นลูกไม้ใดๆ และผม........ ก็จะได้ยินเขาบอกว่ารักผมกลับมาโดยที่ผมไม่ต้องขู่ว่าจะเอามายองเนสมาใช้แปรงฟันอีกต่อไปด้วย


~Brand New Beat~

  • บุคคลทั่วไป
เรื่องนี้น่ารักอ่า หลังจากอ่านเรื่องเศร้าๆมาสองเรื่องแล้ว

ก็แอบยิ้มกับเรื่องนี้ได้ซะที่ แอบขำบางวิธีด้วยอะ  :laugh:

gobgab

  • บุคคลทั่วไป

.................... เพื่อวันที่สามสิบเอ็ด ผมจะได้บอกรักเขาออกไปอีกครั้งด้วยปากจากใจของผมโดยที่ผมไม่ต้องแกล้งเพ้อ ไม่ต้องแกล้งละเมอ ไม่ต้องเล่นลูกไม้ใดๆ และผม........ ก็จะได้ยินเขาบอกว่ารักผมกลับมาโดยที่ผมไม่ต้องขู่ว่าจะเอามายองเนสมาใช้แปรงฟันอีกต่อไปด้วย..............

.............น่ารักจังเลย........ :m2: :m2:

blueboy

  • บุคคลทั่วไป
มาพลายก่อนยังไม่ได้อ่านเลยครับ :m23: :m23:

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
มาพลายก่อนยังไม่ได้อ่านเลยครับ :m23: :m23:

^
^

ผมว่าจะแอบเนียน ปล่อยทู้ตกสักหน่อย 555

 :laugh:


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
วันที่ 31 รับเงินเดือนแล้วพาไปเลี้ยงกันสองต่อสอง  :m3:   :m3:  :m3:

ออฟไลน์ ที่ปรึกษาไอทีขั้นต้น

  • Administrator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6853
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1320/-22
เจอรอยยิ้มทุกวัน หัวใจก็ต้องอ่อนลงหล่ะนะ
 :m18: :m18: :m18:
ตอนนี้เขียนได้อินไปกับกิจวัตรแต่ละวันเลยนะ
ดูเหมือนมีชีวิตดี
 :m1:

sun

  • บุคคลทั่วไป
:o8:     อ่านตอนนี้แล้วใจละลาย  อ๊ายยยยยยยยยยยย...    :o8:


อยากมีคนมาทำก่าเราแบบนี้มั่งจัง ทั้ง สามสิบวันเลยนะ อิอิ      :m1:



เพ้อไปแล่ะซิน ฮ่าๆ      o14


 :give2:     อ่านแล้วเหมือน ยำรวมมิตรเลย คิคิ  แต่สุดแสนจะอร่อยเหาะ  เอิ้กๆ     :laugh:


เปรียบเป็นของกินซะแล่ะซิน  กร๊ากกกกกกกก...       o17

ออฟไลน์ RN

  • Global Moderator
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1650/-14
หลังจากเศร้ามาสองตอน..ก็ยิ้มได้..อิอิ

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

เรื่องสุดท้ายนี่ค่อยยังชั่วหน่อย

ไม่ทำร้ายจิตใจคนอ่าน  :a11: :a6:


ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ส่งท้ายให้อีกเรื่องก่อนไอ้ต้นจะไป ตจว คับ  o1

......................................

ขอบฟ้าที่ใกล้เกินสายตา



เมื่อถึงวันที่เด็กปีหนึ่งกำลังจะเข้ามารายงานตัวเพื่อรับน้องของคณะของผม พวกเพื่อนของผมก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่เพราะจะได้ส่องเด็กสาวๆรุ่นๆเฟรชชี่ที่กำลังจะมาเป็นเหยื่อให้พวกมันได้แกล้ง ได้จีบ หรือไม่ก็ได้จับตามประสาพวกมันไป มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นมาสู่รุ่นจริงๆ เมื่อปีที่แล้วพวกผมโดนรุ่นพี่แกล้ง ปีนี้เราก็จะได้แกล้งรุ่นน้องบ้าง แต่เรื่องแกล้งกันเล่นกันมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก คณะพวกผมไม่มีทำอะไรโหดๆหรือไม่ดีๆอยู่แล้ว เพียงแต่เด็กๆที่เพิ่งจบมาจากมัธยมนี่ต่างหากที่ทำให้พวกเราแทบทุกคนรู้สึกหัวใจมันกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที

แต่ไม่ใช่สำหรับผม

ผมยืนอยู่กับเพื่อนๆที่กำลังคอยต้อนน้องๆให้นั่งเป็นแถวๆตามกลุ่มที่จัดเอาไว้ ภายในโรงยิมก็อากาศค่อนข้างอบอ้าวอยู่แล้ว เพื่อนๆของผมก็ยังมาคอยแหกปากส่งเสียงเรียกและคอยบอกให้ทุกคนทำตามคำสั่งและอยู่ในความสงบอีก มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกร้อนและหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก หลายๆคนที่อยู่ใกล้ๆผม ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะต้องคอยมาพูดคุยหัวเราะแล้วก็ “เลือก” เอาไว้ก่อนว่าคนไหนหล่อคนไหนสวยไว้เป็นทาร์เก็ต....... ถึงจะได้แค่มองแค่เลือกไว้เอ็นอาหารตาอาหารใจเท่านั้น พวกมันก็พอใจกันแล้ว

ผมไม่ใช่คนขวางโลกนะ ผมไม่ใช่คนที่เกลียดการรับน้องหรืออะไรด้วย ผมกลับเป็นคนที่เฉยๆและโอเคได้กับทุกๆอย่างไม่ว่าจะเรื่องอะไร ซึ่งนั่นคงเป็นข้อดีของผมนั่นเอง เพียงแต่ว่าวันนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับกิจกรรมตรงหน้านี่เท่าไหร่เลยจริงๆ

“ไอ้นุ มึงว่าคนนั้นน่ารักป่ะวะ ตาโต หน้าใสปิ๊งเชียว เชี่ยยย จะน่ารักไปไหนวะนั่น” ไอ้แม็ก เพื่อนในกลุ่มของผมคนหนึ่งเดินเข้ามากอดคอผมแล้วก็ชี้ไปทางน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไกลๆ “เด่นสุดในวงนั้นเลยนะเว้ยน่ะ”

“ก็น่ารักดี แต่กูเฉยๆว่ะ”

“แล้วคนนั้นอ่ะ เมื่อกี๊ไอ้บอลมันไปถามมาแล้ว เห็นว่าชื่อน้องแป้ง” ไอ้แม็กชี้ไปที่น้องผมยาวถักเปียอีกคนหนึ่ง

“ก็งั้นๆ ตกลงมึงจะเลือกสักคนได้รึยัง”

“เฮ้ย โห ไมมึงพูดงี้ว้า ปีนี้เด็กน่ารักๆเยอะนะเว้ยย ไม่เหมือนรุ่นเราแม่งมีแต่ยัยเพิ้ง มึงไม่คิดจะจีบใครมั่งเลยเหรอวะ ถามจริง”

“ไม่คิด” ผมตอบกลับไป “กูบอกแล้วไง ยังไงๆกูก็ยังไม่ยอมตัดใจจากพี่พีช”

พี่พีชเป็นรุ่นพี่ของผมหนึ่งปี แต่จริงๆแล้วเขาเป็นรุ่นพี่ของผมมาตั้งแต่ผมอยู่มัธยมแล้วด้วยซ้ำ ผมไม่เคยคิดเลยว่าพอผมมาเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ผมจะได้มาเจอได้มาอยู่ที่เดียวกับพี่เขาอีก และผมก็ชอบพี่เขามานานมากแล้วด้วย...... ถึงมันจะเป็นแค่การแอบปลื้มอยู่ฝ่ายเดียวก็เถอะ

“งั้นมึงก็คงต้องฝันต่อไปแล้วล่ะมั๊ง ไอ้นุ ปีนึงแล้วนะที่มึงได้แต่มองพี่เขาน่ะ จะคุยกับเขามึงก็ยังไม่กล้า แถมพี่เขามีแฟนแล้วอีกต่างห่ก มึงจะเอายังไงของมึ๊งงงง” ไอ้แม็กตัวแสบหัวเราะเยาะผม แต่เมื่อมันเห็นสีหน้าของผมมันก็หยุดหัวเราะลงทันที “เอ่อ คือ แบบว่ากูว่านะ มึงลองมองคนอื่นเขาดูมั่งดีกว่าว่ะ ไม่งั้นมึงมีหวังได้จมอยู่แต่กับพี่เขาคนเดียวแล้วไม่มีวันได้มีฟงมีแฟนกับเขาแน่นะเว้ย ปีนึงคุยกันสามคำนี่ไม่ไหวนะเว้ย ลองดูคนที่เขาไม่มีแฟนสิวะ นิสัยมึงหน้าตามึงก็ดีอ่ะ แต่เสียอย่างเดียว....... แม่งดุไปหน่อย........” ไอ้แม็กพูดประโยคสุดท้ายแบบไม่ค่อยเต็มคำเท่าใดนัก

“เออ เอาไว้กูอยากมีแฟนจนใจจะขาดเมื่อไหร่ กูค่อยไปขอความช่วยเหลือจากพวกมึงก็แล้วกัน” ผมหันหลังกลับแล้วเดินไปนั่งอยู่บนสแตนด์ที่มุมห้อง สายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่พี่หนึ่ง แฟนของพี่พีช........

“มันมาทำเหี้ยอะไรที่นี่วะ” ผมสบถออกมาเบาๆกับตัวเอง

แต่ที่ผมหงุดหงิดนั้นไม่ใช่เพราะผมไม่รู้คำตอบเรื่องนั้นหรอก แต่มันเป็นเพราะผมรู้ดีเลยต่างหากว่ามันมาที่นี่เพราะอะไร ไอ้พี่หนึ่งเนี่ย มันเป็นสุดๆของสุดๆของไอ้ผู้ชายเจ้าชู้เลย ที่มันมาทีนี่ทั้งๆที่มันไม่จำเป็นต้องมาเลยก็เพราะมันมาเพื่อส่องเด็ก และเพื่อหาของเล่นชิ้นใหม่ของมันก็เท่านั้นเอง ที่บ้านมันรวย ลูกนักการเมือง พ่อมีอิทธิพล อยากได้อะไรก็ต้องได้ ชื่อเสียงของมันใครๆเขาก็รู้กันไปทั่ว ทั้งเที่ยวเก่ง ทั้งเจ้าชู้ พอผมรู้ว่ามันมาคบกับพี่พีชแล้วผมก็หัวใจสลายไปทันที ไม่ใช่เพราะคนที่ผมชอบไปมีแฟนหรอก แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นไอ้เหี้ยนี่ ผมไม่อยากให้คนดีๆอย่างพี่พีชต้องเจ็บปวดและเสียใจ ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่พีชเห็นดีอะไรในตัวมัน

แต่จะว่าผมไม่รู้ซะเลยก็ไม่ถูกอีก เพราะผมรู้ดีทีเดียว ใครๆก็รู้ ว่ามันน่ะ ปากหวานเป็นที่หนึ่ง เอาใจเก่ง แล้วก็เป็นคนที่สามารถพูดเรื่องโกหกให้ฟังดูเป็นความจริงได้อย่างที่สุด ซึ่งนั่นล่ะ ที่ทำให้ผู้หญิงหลายต่อหลายคนต้องหลงมันมานักต่อนักแล้ว........ รวมทั้งพี่พีชด้วย

เริ่มแรกผมก็คิดว่าพี่พีชคงเปลี่ยนมันได้จริงๆ ผมเคยเผลอคิดไปว่ามันคงรักพี่พีชจริง แต่ต่อมาผมก็รู้ว่าไม่ใช่เลย มันอาจจะรักพี่พีชจริง พี่พีชอาจจะเป็นคนดีมากจริง แต่เขาก็ยังคงไม่สามารถเปลี่ยนสันดานไอ้เหี้ยนี่ได้เลย มันแค่คบกับพี่พีชในฐานะ “ตัวจริง” ก็เพื่อลบภาพลักษณ์ความเป็นเพลย์บอยของมันก็เท่านั้นเอง........

“ไอ้หน้าส้นตีนเอ๊ย” ผมสบถออกมาเบาๆอีกครั้ง

“มึงว่าใครวะ ไอ้นุ” เสียงของปลาเพื่อนของผมดังขึ้นทางด้านหลังของผม ผมจึงหันกลับไปมองยังที่มาของเสียงทันที

“ก็ไอ้เหี้ยนั่นน่ะแหละ” ผมพยักเพยิดไปอีกฟากหนึ่งของโรงยิม “มึงคิดว่ามันมาทำเหี้ยอะไรล่ะ ถ้าไม่ได้มาเล็งเด็กๆปีหนึ่งไปเป็นเหยื่อมันอีกน่ะ”

“เอออ....... ช่างมันเหอะน่า ต่างคนต่างอยู่น่ะมึง ทำใจให้สบายๆแล้วมาสนุกกับคนอื่นๆดีกว่าน่า กูเห็นมึงอารมณ์บูดมาแต่เช้าแล้วนะ”

“ก็กูเสือกไปเห็นหน้าไอ้เหี้ยนั่นตั้งแต่เช้านี่”

“เอาน่าๆ ปล่อยมันไปเหอะ นี่ มึงดูน้องคนนั้นดิ่ น่ารักมั๊ย กูช๊อบบชอบบบ พวกกูเล็งกันไว้นานแล้วววว” ปลาชี้ให้ผมมองไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่เราสองคนนั่งอยู่เท่าไหร่

ผมไม่ต้องใช้เวลามองหาคนที่ปลาชี้ให้ดูนานเลย เพราะเขาคนนั้นดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆตรงนั้นมากจริงๆ เขากำลังพูดคุยและหัวเราะกับพวกเพื่อนๆของผมอยู่ ทั้งๆที่โดนรุ่นพี่ผู้หญิงรุมอยู่ถึงสี่คน เขาก็ยังคงร่าเริงและดูเป็นกันเองกับทุกคนมาก เขามีผิวขาว รอยยิ้มและลักยิ้มที่โดดเด่น ดวงตากลมโตที่ดูเป็นประกาย ดูๆแล้วไม่น่าจะสูงมากนัก ซึ่งอาจจะนับเป็นข้อเสียของเขาเพียงข้อเดียวเลยก็ได้ ไม่อย่างนั้นหน้าตาแบบนี้คงสามารถถูกเลือกให้เป็นเดือนคณะหรือแม้แต่เดือนมหาลัยได้สบายๆ

“อืมม ก็น่ารักดีนะ แต่กูว่ามันดูน่ารักมากกว่าหล่อนะ มึงชอบแบบนี้กันเหรอ” ผมถาม

“ทั้งน่ารักทั้งหล่อเลยล่ะมึ๊งงงง หน้าหวานๆ แต่จริงๆแล้วก็เข้มๆ แมนมากกกกก” ปลาลากเสียง “เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียน เคยเป็นตัวแทนไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิก ที่บ้านมีธุรกิจส่วนตัว เป็นลูกชายคนเดียว รวย เก่ง ฉลาดหล่อ......”

“แต่เตี้ย” ผมต่อประโยคให้จนจบ “นี่มึงจ้างนักสืบเอกชนไปสืบเรื่องน้องเขามาหมดแล้วรึไงวะ” ผมหัวเราะเบาๆ

“อีนี่ เสียมารยาท ถึงเขาจะไม่สูง แต่อย่างอื่นกินขาดนะยะ แถมที่กูรู้เรื่องทั้งหมดเนี่ย น้องเขาบอกเองต่างหาก แกเอ๊ยยย แบบว่าเป็นคนน่ารักมากกกก เปิดเผย จริงใจ ร่าเริง คุยเก่ง ยิ้มหวาน......”

“แต่สูงกว่ามึงแค่สามเซ็นต์”

“ไอ้ห่านุ นี่มึงจะขัดคอกูไปถึงไหน” ปลาตะเบ็งเสียงแล้วยืนขึ้นเอามือเท้าสะเอว แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มกว้างอยู่ “เดี๋ยวเอาไว้จับมันกินนมเยอะๆเดี๋ยวมันก็สูงเองนั่นแหละ ชิ”

 “ถ้ามันชอบกิน ‘นม’ น่ะนะ” ผมหัวเราะ

“กรี๊ดดดดดด มึงหมายความว่ายังไง”

“ไม่รู้สิ” ผมยักไหล่ “ถึงมันจะเพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้นน่ะนะ แต่มันก็อาจจะเป็น ‘เกย์’ ก็ได้นี่”

“กรี๊ดดดดดด มึงห้ามพูดในสิ่งที่กูกำลังกลัวอยู่เด็ดขาดดดด ไม่จริงๆๆๆ น้องไวท์ของชั้นต้องไม่เป็นเกย์เด็ดขาด” ปลาเอามือปิดหูแล้วส่ายหน้า “กูไม่คุยกับมึงแล้ว ประสาทเสียหมด ไอ้เหี้ยนี่ ทำเอาอิมเมจสวยๆของกูพังหมดแล้ว” เมื่อปลาพูดจบ เขาก็เดินออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆตรงที่น้องไวท์ของมันนั่งอยู่พอดี

หลายชั่วโมงผ่านไป พวกเราทั้งหมดก็ทำกิจกรรมหลายๆอย่าง ทั้งร้องเพลง เล่น เต้น จับกลุ่ม แนะนำตัว ทุกๆอย่างเท่าที่จะทำได้ เมื่อมองจากภาพรวมของเด็กกว่าสี่ร้อยคนแล้ว คนที่เด่นๆและมีสิทธิ์ตกเป็นเป้าของพวกรุ่นพี่หรือแม้แต่รุ่นเดียวกันนั้นก็มีไม่มากอย่างที่คิดจริงๆ ไม่ว่าจะทั้งผู้หญิงหรือผู้ชาย และ “น้องไวท์ของทุกคน” ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกจับตามองมากที่สุดด้วย

วันถัดมาพวกเราก็นัดรวมตัวรับน้องกันอีกครั้ง ครั้งนี้ไอ้พี่หนึ่งมันไม่ได้โผล่มาด้วย ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นอีกหน่อย วันนี้พวกเรามีการแบ่งกลุ่มกันตามบ้านโดยการจับฉลาก ผมถูกเพื่อนยัดเยียดให้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าบ้านสี่ ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร รุ่นพี่ประจำบ้านหลักๆนั้นจะมีอยู่ราวๆสิบคน และทั้งไอ้แม็กและปลาก็เป็นสมาชิกเดียวกับบ้านของผมด้วย และเมื่อน้องไวท์จับฉลากได้บ้านของพวกเรา เสียงเฮก็ดังขึ้นมาจากทุกๆคนที่นั่งอยู่รอบๆผมทันที

“มึงจะเฮไปกับเขาทำไมวะ ไอ้แม็ก ไอ้เก่ง” ผมถามเพื่อนของผมสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ไม่รู้ เห็นพวกผู้หญิงมันเฮกันกูก็เลยเฮมั่ง” ไอ้แม็กหัวเราะ

“ก็เฮรับน้องไง ไอ้น้องไวท์นี่มันก็น่ารักดีออก ได้คนเก่งๆหน้าตาดีๆ แถมเล่นบอลเก่งอีกต่างหากแบบนี้มาอยู่ที่บ้านของเรา มันก็ถือเป็นโชคของพวกเรานะเว้ย” ไอ้เก่งพูดเสริม

เมื่อเด็กทุกคนจับฉลากกันครบหมดแล้ว บ้านทุกๆบ้านก็เต็มไปด้วยสมาชิกใหม่ที่นั่งรอคำสั่งของพวกเราอยู่ตามมุมต่างๆของโรงยิม หลังจากการแนะนำตัวทุกๆคนและเล่นเกม พูดคุยกระชับมิตรกันแล้ว ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ปลากับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนก็เข้าไปนั่งคุยกับน้องไวท์ และผมก็กำลังนั่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นด้วย

“น้องคะ ถ้ามีปัญหาอะไรล่ะก็ มาถามพวกพี่ได้ทุกเรื่องเลยนะ เดี๋ยวพวกพี่จัดการให้ทุกอย่างเลย” ปลาพูด

“เฮ้ยๆ กูเป็นหัวหน้าบ้านนะ มึงจะมองข้ามหัวกูไปเลยรึไง” ผมพูดแทรกพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“อย่าไปสนมันค่ะน้อง......” ปลาโบกมือปัดอย่างรำคาญ “พี่รู้ว่าน้องๆกลัวมัน ไอ้เนี่ยมันดุค่ะ โหด ใจดำ ทมิฬหินชาติ มีอะไรปรึกษาพี่ๆดีกว่า ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน พี่รู่ว่าน้องเองก็กลัวมันเหมือนกันแหละ”

“ไม่นะครับ ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย” ไวท์หัวเราะ “พี่นุมีอะไรน่ากลัวเหรอครับ” เขาหันมายิ้มให้กับผม

“ก็นั่นน่ะสิ พี่ออกจะใจดี ไม่ได้มีอะไรให้กลัวสักหน่อย ใช่มั๊ย” ผมยิ้มตอบกลับไป

“ย่ะ พ่อคนหน้าตาดี แหม ทั้งหล่อทั้งใจดีเลยนะมึ๊งงงงง” แจน เพื่อนอีกคนหนึ่งพูดขึ้นบ้าง “แต่ปีเนี๊ย รางวัลหน้าตาดีไม่ได้เป็นของมึงแล้วนะคะ คุณนุ แต่ตกเป็นของน้องไวท์คนนี้ต่างหาก”

“ไวท์มีแฟนรึเปล่า หน้าตาดีแบบเนี๊ย ไม่น่ารอดน้า” ปลาพูดขึ้นบ้าง

“ไม่มีหรอกครับ ผมไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษด้วย กะว่าค่อยมาหาเอาตอนอยู่มหาลัยนี่แหละครับ” ไวท์หัวเราะเบาๆ ทำเอายัยสาวๆที่นั่งอยู่แถวๆนั้นใจละลายกันไปเป็นแถบๆทีเดียว

“เลือกพี่นะคะน้องงงง เลือกคนอายุมากกว่าได้ประสบการณ์คุ้มค่านะค้าาาา” แจนรีบเสนอตัวทันที

“คงไม่มั๊งครับพี่ ขอโทษนะครับ” ไวท์หัวเราะแหะๆ ทำเอาผมกับคนอื่นๆอดหัวเราะออกมาด้วยไม่ได้ ผมชักชอบความตรงไปตรงมาขอไอ้เด็กคนนี้ซะแล้วสิ

“สมน้ำหน้ามึ๊งงงง อีแร๊ดดดด หน้าแหกหมอไม่รับเย็บ” ปลาหัวเราะชอบใจ “มันต้องอย่างกูนี่ สวย เพียบพร้อม กุลสตรี ไม่ร่านเหมือนมึงหรอกค่ะ จริงมั๊ยคะ น้องไวท์” ปลาหันไปหลิ่วตาให้ไวท์ ทำเอาผมอดขำไม่ได้ที่พวกมันต้องแก่งแย่งชิงดีเพื่อผู้ชายกันถึงขนาดนี้

“พี่ๆก็สวยกันทุกคนแหละครับ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้ชอบแบบพวกพี่เท่านั้นเอง” ไวท์พูดขึ้น ทำเอายัยพวกที่นั่งอยู่แถวนั้นหน้าแหกกันเป็นแถวๆ ส่วนผมก็หัวเราะจนท้องแข็ง

“แล้วน้องชอบแบบไหนล่ะคะ สวยๆขนาดพี่เนี่ย ยังไม่ได้อีกเหรอ” แจนพูดพร้อมกับทำท่าสยายผม

“คือ..... มันก็พูดยากนะครับ แต่ว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงน่ะครับ ผมชอบผู้ชาย”

นับจากวันที่น้องไวท์เปิดตัวอย่าสง่าผ่าเผยและช็อกโลกมากที่สุดวันนั้นแล้ว ทั้งข่าวลือและชื่อเสียงของเขาก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว งานนี้ทำเอาสาวๆหลายคนอกหักกันไปเป็นแถบๆ แต่ทว่าชื่อเสียงของเขาก็ไม่ได้แพร่ไปในทางที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขาก็ยังคงมีเพื่อนเลือกคบและให้ความสนใจมากอยู่ดีนั่นเอง ไม่ว่าจะทั้งรุ่นพี่หรือรุ่นเพื่อน และไม่ว่าจะทั้งผู้หญิงหรือผู้ชาย นั่นก็คงเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ร่าเริง สดใส นิสัยดี และเป็นคนจริงใจเปิดเผยแบบสุดๆนั่นเอง ถึงแม้เขาจะทำให้สาวๆหลายคนอกหักไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่คิดพยายามจะเปลี่ยนนิสัยเขากลับมาให้ชอบผู้หญิงเหมือนเดิมให้ได้ และเขาก็ยังคงเป็นตัวเก็งที่จะได้รับเลือกให้เป็นเดือนคณะของเราอยู่ดี

“เป็นไง เด็กมึง เปิดเผยอย่างที่มึงว่าจริงๆด้วยสินะ” ผมหัวเราะกับปลา ขณะที่เรากำลังรอรุ่นน้องทุกคนมารวมกลุ่มกันอีกครั้งสำหรับการจับสายรหัส

“สุดๆไปเลยมึง กูงี้อึ้งแดกไปเลย ไม่คิดเลยว่าจะมีใครในโลกที่กล้าเปิดตัวได้เจ๋งขนาดนี้มาก่อน”

“กูก็ว่างั้นว่ะ แล้วมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่มอปลายเลยมั๊ยเนี่ย”

“เห็นว่าไม่นะ คือ เค้าน่ะมาจากโรงเรียนกางเกงน้ำเงิน เพื่อนเค้าที่สนิทๆบางคนก็รู้แหละว่าเค้าน่ะชอบผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้เปิดตัวโจ่งแจ้งขนาดนี้”

“อกหักมั๊ยล่ะ มึงน่ะ” ผมหัวเราะ

“แหม๊ กล้าพูดนะค้าาา คุณนุกูล คนอกหักน่ะมึง ดูนั่นซะก่อน” ปลาชี้ไปที่หัวโค้งตึก พอผมหันไปมองตามก็เห็นพี่พีชกำลังเดินจับมือมากับไอ้พี่หนึ่ง “เห็นว่าเร็วๆนี้เค้าจะย้ายไปอยู่หอเดียวกันแล้วด้วยนะ มึงรู้รึเปล่า”

“เออ กูรู้” ผมหันกลับมาสนใจรุ่นน้องที่กำลังทยอยกันเดินเข้ามาเหมือนดิม “จริงๆมันก็เรื่องของเค้านั่นแหละ กูจะไปทำอะไรได้”

“อ้าว พูดเหมือนตัดใจได้แล้วเลยนะ”

“ก็ไม่เชิงหรอก.........” ผมเหม่อมองไปยังพี่พีชครู่หนึ่ง “กูแค่คิดถึงเรื่องที่พวกไอ้แม็กมันพูดน่ะ....... กูไม่ได้เลิกชอบพี่เขาหรอก ไม่รู้กูจะเลิกคิดแบบนั้นได้รึเปล่าด้วยซ้ำ แต่ว่ากูก็กำลังคิดว่า กูคงไม่ยึดติดกับพี่เขามากมายอะไรอีกแล้วว่ะ ถ้าเขายังไม่เลิกกัน กูก็ไม่คิดจะเข้าไปแทรก รอเขาเลิกกันก่อนดีกว่า และระหว่างนั้น กูก็จะพยายามไม่ใส่ใจเรื่องของไอ้เหี้ยหน้าม่อนั่นอีก”

“โอโห เวลาแค่ไม่กี่วัน ทำไมมึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้วะ หรือว่ามึงแอบปิ๊งเด็กคนไหนเข้ารึเปล่าเนี่ย” ปลาทำน้ำเสียงทำสีหน้าตกใจ

“มึงจะบ้าเรอะ กูไม่ใช่พวกมึงนะ อ้าว นั่นไง ที่รักมึงมานั่นแล้วน่ะ” ผมชี้ไปทางด้านหลังของปลา น้องไวท์ของมันกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนกลุ่มใหญ่อีกหนึ่งกลุ่มพอดี

“ว้ายยย สุดหล่อของกูมาแล้ว เพี๊ยงงงง ขอให้กูได้น้องเขาเป็นน้องรหัสด้วยเถ้อออ น้องเทคก็ได้วะ กูยอมหมดเลยยยย”

“มึงจะให้กูล็อคเลขมั๊ย” ผมหัวเราะ

“แน่ใจนะ มึงจะทำให้กูจริงๆเหรอ” ปลาหันมาทำตาโตใส่ผม

“เปล่า กูโกหก ของแบบนี้มันอยู่ที่ดวงและโชคชะตาว่ะ ถ้าดวงมึงสมพงศ์กันจริง เดี๋ยวมึงก็ได้คู่กันเองนั่นแหละ” ผมหัวเราะแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่นๆ

เมื่อเด็กปีหนึ่งทุกคนมากันพร้อมแล้ว และหลังจากกิจกรรมกลุ่มอีกนิดหน่อย ก็ถึงเวลาแบ่งกลุ่มตามบ้านแล้วให้จับพี่เทคก่อน โดยที่คณะของผมนั้น พี่เทคจะเป็นพี่ๆที่อยู่ในบ้านของตัวเอง ส่วนพี่รหัสนั้นจะเป็นพี่ในคณะทุกๆคน และเมื่อการจับฉลากและกิจกรมทุกอย่างของวันนั้นจบลงก็ปรากฏว่าผมต้องเป็นพี่เทคให้กับไวท์ ส่วนพี่รหัสของเขานั้นเป็นเพื่อนผู้หญิงของผมคนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยจะคุ้นเคยด้วยนัก

“เลวที่สุด ไอ้นุ นี่แกล็อคเลขภาษาอะไรวะ” ปลาเดินเข้ามาหาผมหลังจากที่ผลการจับฉลากทั้งหมดออกมาแล้ว

“เฮ้ย ก็กูบอกกูไม่ได้ล็อค”

“ถ้างั้นก็แปลว่ามึงดวงสมพงศ์ให้ได้คู่กับน้องเขาน่ะสิยะ แหม”

“มึงพูดอะไรของมึง กูบอกว่ากูไม่ได้ล็อค พูดแบบนี้มันหมายความว่ายังไง ถ้ามึงอยากได้ มึงเอาเขาไปเลยไป แล้วเอาน้องของมึงมาแทน” ผมพูดออกไปอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก ซึ่งก็ทำให้ปลาหน้าเสียไปเลยเหมือนกัน

“เฮ้ย กูขอโทษ มึงอย่าเพิ่งอารมณ์ขึ้นสิ กูแค่ล้อเล่นเอง”

“เออ กูผิดเองแหละ......” ผมถอนหายใจ “กูขอโทษ กูมันขี้หงุดหงิดไปหน่อย อย่าถือสากูเลยแล้วกันนะ”

คืนวันนั้น ขณะที่ผมนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลกหน้าตอนเวลาราวๆสามทุ่ม ถึงผมจะคิดว่าผมพอรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่ผมก็อดที่จะเอารายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดของเด็กในบ้านทุกคนมาเทียบก่อนไม่ได้ และมันก็เป็นเบอร์ของน้องไวท์จริงๆซะด้วย

“สวัสดีครับ ขอโทษทีนะครับที่พี่รับช้า” ผมรับสาย

“ครับ นี่ไวท์นะครับ พี่นุ เห็นพี่สั่งไว้ว่าคืนนี้ให้โทรมารายงานตัวกับพี่เทคทุกคน พี่ทำอะไรอยู่รึเปล่าครับ ผมกวนรึเปล่า”

“เปล่าหรอก พี่ก็แค่ดูทีวีน่ะ แต่ที่รับช้าก็เพราะเอาเบอร์มือถือในสมุดที่จดไว้มาเทียบกับเบอร์ไวท์ดูน่ะ เพราะพี่ไม่ได้เมมเอาไว้”

“อ้าว พี่ไม่ได้เมมเบอร์ผมเอาไว้เหรอครับ” ไวท์มีน้ำเสียงผิดหวังลงนิดหน่อยทันที แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกไปเองรึเปล่า “แล้วนี่ก็แปลว่าพี่ไม่ชอบรับเบอร์แปลกหน้าเหรอครับ ถึงดูระวังตัวจัง”

“ก็นิดหน่อยน่ะ เบอร์พี่มันจำง่าย แล้วคนดันชอบโทรมาผิดเยอะ พี่ก็เลยตัดรำคาญไปซะ”

“แล้วผมทำให้พี่รำคาญรึเปล่าครับ”

“เฮ้ย ไม่หรอก ก็ไวท์ต้องโทรหาพี่อยู่แล้วนี่นา พี่เองก็รออยู่เหมือนกันนั่นแหละ”

“เหรอครับ ถ้างั้นผมขอคุยกับพี่อีกหน่อยก็แล้วกันนะครับ ผมเองก็กำลังอยู่ว่างๆเบื่อๆพอดีเลย”

ผมเงียบไปพักหนึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะตอบยังไงดี ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจหรอกนะ  แต่ผมชักเริ่มรู้สึกเอะใจกับน้องคนนี้ซะแล้วสิ เพราะผมไม่ค่อยเคยชินกับการถูกใครรุกเข้าหาแบบนี้มาก่อนสักเท่าไหร่

“ก็ได้นี่ครับ พี่เองก็ไม่มีอะไรทำพอดี.........”

หลังจากการคุยโทรศัพท์กับเขาคืนนั้น ผมก็ได้เรียนรู้นิสัยของเขาเพิ่มเติมมากขึ้นอีกเยอะจริงๆ เขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดีอย่างที่ใครๆเขาว่ากันจริงๆด้วย

แต่ไอ้ความนิสัยดีของเขามันก็ชักจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มากจนเกินกว่าที่ผมต้องการและคาดหวังเอาไว้เยอะทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมันมารวมกับความจริงใจและเปิดเผยของเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างผมกับเขาก็เลยกลายเป็นกลับตาลปัดไปเลยจริงๆ ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกต้อง ต้องบอกว่าชีวิตของผมมันพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลยต่างหาก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-11-2007 17:54:17 โดย ExecutioneR »

ออฟไลน์ ExecutioneR

  • จุ๊บ จู๊บบบบบ ~~ ♥
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1722/-40
    • FB Page
ขอบฟ้าที่ใกล้เกินสายตา (๒)



นับจากโทรศัพท์โทรมาแนะนำตัววันนั้นแล้ว ไวท์ก็โทรหาผมทุกคืน ตอนแรกๆก็แค่คืนละหน แต่หลังจากผ่านไปได้สัปดาห์นึง มันก็กลายเป็นโทรหาผมวันละสองสามรอบทุกวัน แถมนอกจากโทรศัพท์แล้วเขายังมาหาผมที่หอและคอยหาเวลาไปกินข้าวกับผมบ่อยมากขึ้นด้วย ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติผมก็มักจะไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่แล้ว พอมีเขามาอยู่ด้วยบางทีก็ทำให้รู้สึกผมหายเบื่อไปได้มั่งเหมือนกัน ซึ่งผมก็เคยสงสัยเหมือนกันนะว่าปกติแล้วผมควรน่าจะต้องรู้สึกรำคาญหรืออึดอัดใจเวลาที่มีใครมาทำแบบนี้กับผมสิ แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นมันก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปทีละน้อยๆโดยที่ผมไม่รู้ตัว......... ไม่สิ ผมรู้ตัวนั่นล่ะ เพียงแต่ว่าผมไม่เคยปฏิเสธหรือมีท่าทีรังเกียจเขาเลยต่างหาก ผมไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรเลยแม้แต่น้อย

จากที่ผมต้องเป็นพี่เทคให้เขา ก็กลับกันกลายเป็นเขามาคอยเทคแคร์ผมแทบจะทุกเรื่อง และเมื่อผ่านไปนานเข้าๆ คนในคณะก็เริ่มที่จะรู้เรื่องของผมกับเขามากขึ้น ก็เดือนคณะปีที่แล้วกับเดือนคณะปีล่าสุดดันสนิทสนมกันเกินหน้าเกินตาซะขนาดนี้ แถมไอ้เจ้าไวท์ก็ยังประกาศตัวชัดแจ้งว่ามันเป็นเกย์ไปแล้วซะขนาดนั้น  ผมก็เลยเริ่มตกอยู่ในสถานะลำบากใจและกระอักกระอ่วนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผมต้องคอยปฏิเสธคำถามของคนอื่นว่าผมเป็นเกย์รึเปล่า ผมคบกับมันแล้วใช่มั๊ยอยู่ตลอด และที่สำคญ ผมกลัวพี่พีชจะเข้าใจผิดด้วย จนในที่สุด ผมจึงตัดสินใจว่าจะต้องหยุดเรื่องนี้ลงได้แล้วสักที

“ไวท์ พี่รู้นะว่าไวท์คิดยังไงกับพี่ แต่ว่าเลิกเถอะครับ พี่ไม่ได้เป็นเกย์ พี่คงคบกับไวท์ไม่ได้หรอก และที่สำคัญ พี่มีคนที่พี่ชอบอยู่แล้วด้วย” ผมบอกเขาทางโทรศัพท์คืนหนึ่งหลังจากที่เขาโทรมาตอนสามทุ่มตามปกติทุกๆวัน

“พี่นุหมายถึงพี่พีชใช่มั๊ยครับ เรื่องนั้นผมก็รู้ มีคนบอกผมหลายคนแล้ว”

“ใช่ เพราะงั้นพี่ว่าไวท์ตัดใจจากพี่เถอะครับ เราเป็นพี่เป็นน้องธรรมดาๆกันน่ะดีแล้ว พี่เองก็ไม่ได้รังเกียจไวท์หรอกนะ แต่ถ้ามันมากกว่านี้พี่ก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน คนอื่นๆเขาเริ่มเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว พี่เหนื่อย” ผมถอนหายใจ

“พี่เหนื่อยมากเลยเหรอครับ กับการที่มีผมคอยอยู่ข้างๆ คอยทำอะไรๆให้พี่แบบนี้........” ไวท์มีน้ำเสียงเศร้าใจเล็กน้อย และคำถามนั้นของเขาก็ทำให้ผมต้องหันกลับมาถามตัวเองจริงๆอีกครั้ง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเองก็รู้มาตลอดว่าเขาเป็นเกย์ โอเค เรื่องนั้นผมไม่คิดมาก ผมรับได้ ผมไม่ได้แคร์เรื่องคนอื่นจะมีชีวิตอะไรยังไงอยู่แล้ว ถัดมา เขาเริ่มจีบผม และไปๆมาๆก็กลายเป็นจีบผมอย่างออกนอกหน้า เดินตามผมต้อยๆเหมือนลูกหมา คอยเอาใจผมทุกอย่าง ซื้อของกินมาให้ ซื้อขนมมาฝาก อยากจะเจอผมตลอดเวลา ถ้าถามว่าผมรำคาญมั๊ย........ น่าแปลกที่ผมก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย ผมเองก็ยังคงรู้สึกเฉยๆอยู่ดี หรือเผลอๆผมอาจจะรู้สึกชอบและเคยชินกับกิจวัตรเล่านั้นไปแล้วด้วยก็ได้ เพราะอย่างน้อยๆเขาก็ไม่ได้มาดักจี้ดักปล้นฆ่าหรือข่มขู่ผม เพราะฉะนั้นถ้านั่นเป็นความสุขของเขา ผมก็เลยปล่อยให้เขาทำต่อไป แต่ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยและไม่ชอบกับการกระทำของมันนี่..........

“ครับ พี่เหนื่อย ไวท์ทำให้พี่อึดอัด แต่ว่าพี่ไม่อยากจะบอกไวท์ตรงๆเท่านั้นเอง พี่คิดว่าไวท์น่าจะคิดเองได้ ว่าการที่ไวท์มาชอบพี่และทำแบบนี้โดยที่พี่ไม่ได้คิดอะไรกับไวท์เลย มันทำให้พี่อยู่ในสถานะที่อึดอัดมาก” ผมโกหกออกไป เพราะคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเรารีบๆจบบทสนทนาตรงนี้และหักดิบมันซะ

“แล้วที่พี่แอบชอบพี่พีชล่ะครับ พี่ไม่คิดว่าเขาจะอึดอัดพี่มั่งเหรอ พี่พีชเองเขาก็รู้นะว่าพี่ชอบเขา และที่ผมรู้มาน่ะ พี่เขาเองก็ไม่ได้ชอบพี่เลยแม้แต่นิดเดียวไม่ใช่เหรอครับ แถมเขายังลำบากใจมากด้วยที่พี่เองก็บอกคนอื่นจนเขารู้กันทั่วว่าพี่ชอบพี่พีชน่ะ แล้วพี่เคยคิดถึงเรื่องนี้มั๊ยล่ะครับ พี่บอกผมคิดเอง แล้วพี่เคยคิดเรื่องในจุดนี้บ้างเหมือนกันรึเปล่า”

ผมถือโทรศัพท์นิ่งไปเพราะคำพูดเหล่านั้นของมันทันที ไวท์ไม่ได้พูดเยาะเย้ย ถากถาง หรือเสียดสีผมเลยแม้แต่น้อย ผมไม่รู้สึกถึงน้ำเสียงแบบนั้นออกมาจากคำพูดของเขาเลย แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนและเจ็บปวดมากที่สุดนั่นก็คือ “ความจริง” ต่างหาก

โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับพี่พีช

ผมกดปุ่มวางสายลงโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก หลังจากนั้นไวท์ก็โทรเข้ามือถือของผมอีกสามครั้ง แต่ผมไม่รับสาย เขาส่งเมสเสจมาบอกผมว่าขอโทษ แต่ผมก็กดลบมันทิ้งทันที ตอนนี้ผมไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว...... พอกันทีกับความรักงี่เง่าๆของเขาทั้งหมด พอกันทีกับทุกๆอย่างระหว่างผมกับเขา

วันรุ่งขึ้นผมเจอไวท์ยืนรอผมอยู่ที่หน้าห้องเรียน แต่ผมก็เดินเลยเขาไปพร้อมๆกับเพื่อนๆโดยทำเป็นไม่ได้ยินเสียงทักของเขา ตอนกลางวันเขามองหาผมในโรงอาหาร แต่เมื่อเขานั่งลงบนโต๊ะเดียวกับผม ผมก็ลุกขึ้นเดินหนีไป พอตกเย็นเขามาหาผมที่หน้าหอ แต่ผมก็ยังคงไม่สนใจเขา ทำราวกับเขาเป็นอากาศที่ผมไม่อยากแม้แต่จะสูดหายใจเข้าไป

สามวันผ่านไปที่ผมพยายามเลี่ยงเขาตลอด และไวท์เองก็ไม่ได้พยายามจะพูดอะไรกับผมด้วยเช่นกัน เขาแค่โผล่มาให้ผมเห็นหน้า พยายามจะสบตากับผม เขายังคงโทรหาผมตอนสามทุ่มทุกคืน เขาส่งเมสเสจมาบอกราตรีสวัสดิ์และอรุณสวัสดิ์ผมเหมือนทุกๆวันก่อนหน้านี้ไม่เคยขาด แต่เมื่อมาถึงวันที่สี่ในตอนเย็น เขาเดินเข้ามาหาผมที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าหอคนเดียว พร้อมกับถุงใส่ผัดไทร้านอร่อยในมหาลัยที่ผมกับเขาเคยไปกินด้วยกันบ่อยๆ

“ยังไม่ได้กินข้าวใช่มั๊ยครับ ผมซื้อมาให้พี่นะ ระวังเดี๋ยวจะปวดท้องอีก” เขาวางถุงลงบนโต๊ะ

ผมเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขาก็พบกับรอยยิ้มของเขาที่ผมเคยเห็นอยู่ทุกๆวันอีกครั้ง ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอกทันที นี่มันไม่เคยเรียนรู้อะไรบ้างเลยรึไง.........

ผมหยิบถุงนั้นขึ้นมา จากนั้นก็โยนมันทิ้งลงไปในถังขยะใกล้ๆ

“ไม่ได้ขอให้ซื้อ ไม่ได้หิว ไม่ได้ต้องการ........” ผมพูดออกไปอย่างเย็นชา แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกถึงความคุกรุ่นที่เริ่มก่อตัวในอกขึ้นมาเรื่อยๆด้วย “จะทำแบบนี้ไปอีกถึงเมื่อไหร่ กูเคยบอกแล้วใช่มั๊ย ว่ากูรำคาญ ต่อแต่นี้ไปมึงเลิกยุ่งกับกูสักที! แล้วก็ไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าอีก!!” จากน้ำเสียงเรียบเฉยก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นๆ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่าผมตะคอกใส่หน้าเขาออกไปด้วยความโกรธ

ไวท์มองหน้าผมราวกับผมเพิ่งจะควักหัวใจและวิญญาณของเขาออกมา ใบหน้าของเขาซีดเผือด และแววตาของเขาก็ดูว่างเปล่า แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมาแววตาของเขาก็กลับมาดูมีชีวิตอีกครั้ง แต่ว่าก็เป็นชีวิตที่ดูเจ็บปวดและรวดร้าวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย

ไวท์หันหลังกลับแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป เขาสวนเข้ากับเพื่อนๆของผมที่กำลังจะเดินมาอ่านหนังสือกับผมพอดี ทำให้พวกนั้นต่างถามผมกันใหญ่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อพวกมันเห็นว่าผมไม่อยากตอบ ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกล้าถามอะไรกับผมอีก

คืนนั้นตอนสามทุ่ม ผมอดหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูไม่ได้ แต่ว่าสุดท้ายจนผมหลับไปราวๆเที่ยงคืนและตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ผมก็ยังไม่เห็นมิสคอลและเมสเสจจากไวท์เหมือนอย่างเคย วันนั้นทั้งวันผมไม่ได้เจอหน้าไวท์อีกเลย และวันต่อๆมา ผมก็ไม่เห็นแม้แต่เขาอยู่ในระยะสายตาของผมเลยเช่นกัน จนเวลาผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ผมก็เริ่มหวั่นใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับไวท์รึเปล่า ผมจึงตัดสินใจโทรไปถามปลา

“เขาก็มาเรียนทุกวันแหละ แต่ตอนนี้กูพอจะเข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น มึงทำแบบนั้นลงไปได้ยังไงวะ ไอ้นุ”

“ทำอะไร นี่มึงรู้ได้ไงว่ากูกับมันเกิดอะไรขึ้น มันบอกมึงรึไง”

“เปล่า เค้าไม่เคยบอกอะไรพวกกูเลยสักครั้งสักอย่าง อ้อ แล้วก็เผื่อมึงจะไม่ได้สังเกตหรือไม่เคยรู้นะ เค้าไม่เคยเอาเรื่องของมึงกับเค้ามาบอกให้คนอื่นๆรู้เลยด้วย เค้าอาจจะชอบมึง จีบมึง แต่เค้าก็ไม่เคยป่าวประกาศให้ใครๆเขารู้เลย แต่คนอื่นๆน่ะมันเอาไปพูดกันเอง และไวท์เค้าก็เป็นคนเปิดเผยตามปกติอยู่แล้ว ถึงเขาจะไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่โกหกและเล่าให้ใครฟังเหมือนกัน เพราะงั้นคนอื่นๆมันก็เลยปากต่อปากกันไปใหญ่เองทั้งนั้น”

ผมรู้สึกอึ้งๆเล็กน้อยกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา เพราะผมคิดมาตลอดเวลาว่าไวท์คงจะเที่ยวพูดบอกใครๆว่าเขานั้นชอบผมและกำลังจีบผมอยู่

“แล้วมึงมาบอกกูทำไม แต่ถ้ามึงไม่รู้เรื่องของกูกับมัน แล้วทำไมมึงถึงพูดเหมือนกับว่ามึงรู้เรื่องทุกอย่างอยู่แล้ววะ”

“ก็เพราะกูรู้จักมึงน่ะสิ แถมมันก็เห็นได้ชัดๆด้วย ช่วงหลังๆนี้ไวท์เขาเปลี่ยนไปมาก เขาพยายามหลบหน้าหลบตาทุกๆคนตลอด เรียนเสร็จเขาก็กลับ เวลามาเรียน ก็จะมาสายไปราวๆสิบนาทีเพื่อเลี่ยงคน เขาไม่สุงสิงใคร ไม่พูดคุยกับใคร และที่สำคัญ เขาพยายามหลบมึงทุกครั้งเท่าที่จะทำได้ นี่แหละ ที่ทำให้มันดูออกง่ายมากว่ามึงอาจจะพูดอะไรกับเขาออกไป......... นี่ มึงฟังกูนะ ไอ้นุ กูรู้จักมึง และกูก็ไม่ได้เกลียดมึงไม่ได้โกรธมึง กูรู้ว่ามึงไม่ได้เป็นเกย์ และไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่กูก็ไม่คิดว่ามึงจะทำแบบนี้ลงได้ว่ะ นุ กูรู้สึกผิดหวังในตัวมึงจริงๆว่ะ”

“กูรู้เท่าที่กูอยากรู้แล้ว ขอบใจมาก ปลา” ผมกดปุ่มวางโทรศัพท์ลง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง คิดถึงสิ่งต่างๆที่ผมเป็น เคยมี และบัดนี้........ มันขาดหายไป

อีกเกือบสามสัปดาห์เต็มที่ผมไม่ได้เจอหน้าไวท์เลย แรกๆผมก็รู้สึกแย่มากเหมือนกัน ความว่างเปล่าที่จู่ๆก็เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าเขาจากหายไปเร็วพอๆกับวันที่เขาเข้ามาในชีวิตของผมทีเดียว ความรู้สึกผิดลึกๆกับสิ่งที่ผมทำลงไป และความกดดันที่ได้มาจากเพื่อนๆมันเริ่มจะทำให้ผมรำคาญ แต่ว่าไม่นานนักผมก็เริ่มที่จะเคยชินกับมันเหมือนเดิม เพราะว่านอกจากการที่ไอ้ไวท์มันหายไปจากชีวิตผมแล้ว ยังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตของผมอีกอย่างหนึ่งด้วย นั่นก็คือ ผมได้เริ่มพูดคุยกับพี่พีชมากขึ้นแล้ว

เนื่องจากเรื่องที่ไวท์เข้ามาจีบผมจนเป็นเรื่องดังไปจนแทบจะทั้งคณะนั้น ทำให้วันหนึ่งพี่พีชกับเพื่อนของเขาเข้ามาพูดคุยแซวเล่นกับผมเรื่องนี้ และนับแต่วันนั้นมา ผมก็เลยมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่เขาบ่อยมากขึ้น บวกกับการที่เรามาจากโรงเรียนเดียวกัน ทำให้เรามีเรื่องคุยด้วยกันเยอะมากขึ้น นอกจากนั้นความสนใจของเราสองคนก็ยังคล้ายๆกันอีกด้วย ทำให้พี่พีชกับผมสนิทกันเร็วมาก มากจนช่วงหลังๆพี่เขาจึงเริ่มวางใจที่จะเล่าและปรึกษาปัญหาของพี่เขาให้ผมฟังมากขึ้นเรื่อยๆ

ตลอดเวลาเทอมหนึ่งจนถึงช่วงก่อนสอบไฟนอล เป็นเวลานานแล้วหลังจากที่ไวท์หายไปจากชีวิตของผม แต่ผมก็ได้พี่พีช คนที่ผมเคยใฝ่ฝันมานานเข้ามาแทน ถึงแม้มันจะเป็นในฐานะเพื่อน แต่ผมก็มีความสุขมาก ผมทำเพื่อเค้าทุกๆอย่าง เป็นเพื่อนคุย เป็นเพื่อนเที่ยวในยามที่พี่เขาต้องการ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าเขายังคบกับไอ้พี่หนึ่งอยู่ก็ตามที

วันหนึ่งในช่วงไม่กี่วันก่อนสอบ ขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวที่โต๊ะประจำหน้าหอเหมือนทุกๆวัน ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา ตอนแรกผมคิดว่าเป็นพี่พีชที่ผมนัดพี่เขาให้เอาหนังสือมาให้ แต่เมื่อผมเงยหน้าขึ้นไป คนที่ผมเห็นกำลังยืนอยู่ก็คือไวท์

ไวท์ที่ผมไม่ได้เห็นหน้าเลยมานานถึงหนึ่งเดือนดูเปลี่ยนไปมาก เขาทั้งโทรม ผอม และดู....... ไม่มีความสุข ไม่มีวี่แววของคนที่เคยยิ้มเก่งและเป็นที่รักของเพื่อนๆเหลืออีกเลย

ผมก้มหน้ากลับลงไปที่หนังสือของผมอีกครั้ง ทำเหมือนกับว่าผมไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนั้นเลยสักนิดเดียว

“พี่นุครับ ผมแค่อยากจะขอโทษ...... ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมรู้ว่าผมพูดไม่ดีกับพี่ ผมพยายามจะอธิบายให้พี่ฟัง ผมอยากจะให้พี่ให้โอกาสและยอมฟังผมสักครั้ง แต่ผมก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของพี่อีกเลย ผมไม่ได้ตั้งใจจะประชดพี่หรือทำให้พี่ไม่พอใจเลยแม้แต่นิดเดียวจริงๆนะครับ ผมก็แค่คิดว่าพี่เองก็คงรู้ว่าความรู้สึกของคนที่แอบชอบคนๆหนึ่งอยู่ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้นั้นมันเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่รำคาญผมจริงๆนะ ผมไม่มีวันคิดไม่ดีหรือทำให้พี่ต้องไม่สบายใจเด็ดขาด......”

“นี่ไวท์ไม่เข้าใจคำว่า ‘ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก’ ตรงไหนงั้นเหรอครับ” ผมพูดออกไปโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ แต่ทว่าภายในใจของผมนั้นมันกำลังเจ็บร้าวอย่างที่สุด เพราะผมเข้าใจสิ่งที่ไวท์พูดออกมาดีทุกอย่างจริงๆ ผมในตอนนี้..... หรือแม้แต่ที่ผ่านมา มันก็เป็นแบบไอ้ไวท์นี่เอง เพียงแต่ผมไม่เคยยอมรับมันเลย

ผมได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งออกไป และสิ่งต่อมาที่ผมรับรู้ก็คือเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่ภายในอก ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร ถึงปกติผมจะเป็นคนหยาบๆ ไม่ละเอียดอ่อนมากนัก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกสับสนมากถึงขนาดนี้ในชีวิต

ผมหยิบสมุดหนังสือของผมทั้งหมดเก็บใส่ลงในกระเป๋า เดินตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง จากนั้นก็ขี่มันออกไปหน้ามอ ผมจอดรถลงที่หน้าหอของพี่พีชที่เขาพักอยู่กับพี่หนึ่ง และเมื่อผมกำลังจะเดินตรงเข้าไปในหอพัก ผมก็ได้ยินเสียงของคนสองคนดังโวยวายมาจากทางด้านหลังของหอ ผมจำเสียงนั้นได้ทันที มันเป็นเสียงของพี่พีชกับพี่หนึ่งนั่นเอง  ผมเดินเลียบเข้าไปทางด้านหลังเงียบๆพยายามไม่ส่งเสียงให้พวกเขารู้ตัวมากที่สุด และสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันก็ทำให้ผมหัวใจเกือบต้องหยุดเต้น เพราะผมกำลังเห็นไอ้พี่หนึ่งกำลังทำร้ายร่างกายพี่พีชอยู่ มันทั้งทุบ และทั้งตบพี่พีชที่กำลังพยายามยื้อตัวมันเอาไว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนอาบหน้า

ผมรีบกระโดดเข้าไปต่อยหน้าไอ้หนึ่งทันที เราสองคนแลกหมัดกันอยู่ครู่หนึ่งในขณะที่พี่พีชก็ยังคงตะโกนร้องห้ามและร้องไห้อยู่ข้างๆ จนเมื่อผมต่อยมันจนคว่ำลงได้ ผมก็หันหน้าช้ำๆกลับมาหาพี่พีชเพื่อถามเค้าว่าเป็นอะไรรึเปล่า แต่ทว่าสิ่งที่ผมได้รับก็คือ ความเจ็บปวดจากการที่ถูกตบเข้าที่หน้าอย่างแรง ถ้อยคำด่าทอ และความปวดร้าวหัวใจที่เห็นพี่พีชรีบวิ่งเข้าไปประคองตัวของไอ้หนึ่งขึ้นมากอดอยู่แนบอก

ผมรู้สึกว่าใบหน้าของผมด้านชา หูของผมไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว และสมองของผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป ขาของผมมันพาผมเดินออกจากที่แห่งนั้นและลากตัวเองกลับไปยังมอเตอร์ไซค์ของผม ผมบิดไอ้เพื่อนคู่ชีพของผมอย่างแรง ผมไม่รู้ว่าผมกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน และผมก็ไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไงต่อไป แต่น่าแปลกตรงที่ว่าคนๆแรกที่ผมนึกถึงขึ้นมาในเวลานั้นนั่นก็คือไวท์......... และเขาก็เป็นคนสุดท้ายที่ผมคิดถึงด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่ผมได้ยินก็คือเสียงล้อที่บดถนนจนดั่งลั่นหู ความรู้สึกที่เจ็บปวดที่ไปทั่วทั้งร่างกาย และความมืดมิดที่เข้ามาปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง

.
.
.


เมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าลำคอของผมแห้งผาก ความเจ็บปวดที่ยากจะทานทนแล่นไปทั่วร่าง และความสับสนกับทุกสิ่งทุกอย่างว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่......... แต่ว่าสิ่งถัดมานอกจากเพดานห้องสีขาวที่ผมเห็นนั่นก็คือ ใบหน้าของไวท์ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ขอบเตียงของผม สิ่งถัดมาที่ผมรู้สึกนอกจากความเจ็บปวดตามร่างกายก็คือความอบอุ่นจากฝ่ามือของมันที่กำลังมือของผมอยู่อย่างแนบแน่น

ตอนแรกผมคิดว่าผมคงจะฝันไป แต่เมื่อผมลองขยับนิ้วมือดูเบาๆ ผมก็สามารถรับรู้ได้ถึงสัมผัสและความอบอุ่นจากฝ่ามือของมันได้จริงๆ

ไวท์คงจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของมือของผม เขาจึงลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ

“พี่นุ ตื่นแล้วเหรอครับ” เขายิ้มกว้าง

มันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ได้เห็นมานานมากแล้วเหลือเกิน ความอบอุ่นที่จู่ๆผมก็รู้สึกแผ่ซ่านไปทั้งร่างกายและจิตใจทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว แต่ทว่าจู่ๆรอยยิ้มของไวท์ก็หุบลง แววตาเป็นประกายของเขาจางหายไปกลายเป็นสายตาของความกลัวและไม่มั่นใจเข้ามาแทนที่

“เอ่ออ ขอโทษครับ” เขาพูดพร้อมๆกับลุกขึ้นและหันหลังจะเดินออกจากห้องไป

“เดี๋ยวก่อน” ผมร้องห้ามออกไปอย่างยากลำบาก “นั่นไวท์จะไปไหน กลับมานั่งก่อนเถอะ อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อน”

เขาดูท่าทางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาของผมแล้วนั่งลงที่เดิม

“พี่หิวน้ำ ขอน้ำพี่หน่อยได้มั๊ยครับ”

ไวท์พยักหน้าแล้วก็หันไปหยิบน้ำมารินใส่แก้ว และเขายังไม่ลืมที่จะใช้หลอดเพื่อให้ผมดูดเองได้สะดวกๆอีกด้วย เมื่อผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว ผมก็เริ่มต้นยิงคำถามทันที

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย พี่จำได้ว่าเมื่อวานพี่ไปหาพี่พีชแล้วก็.........” ผมชะงักไป เมื่อความทรงจำครั้งล่าสุดมันย้อนกลับมาอีกครั้ง

“ที่นี่ที่โรงพยาบาลครับ เมื่อวานพี่นุถูกรถชนตอนกำลังจะเลี้ยวรถเข้ามอ บังเอิญผมอยู่แถวๆนั้นพอดี ก็เลยพาพี่มาส่งที่นี่ได้ทัน ตอนนี้พี่อย่าเพิ่งขยับตัวมากนะครับ เพราะว่าพี่ไหปลาร้าหัก แล้วก็แขนขวาด้วย......”

“แล้วพี่พีชล่ะ พี่พีชเป็นยังไงบ้าง” ผมโพล่งออกไป

ไวท์หน้าเสียลงทันที “ผมก็ไม่รู้ครับ ขอโทษนะครับพี่........”

ผมค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่ผมรู้สึกว่ามันหนักหนายากจนเกินจะทนไหวมันโหมกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ทว่ามันเป็นความเจ็บปวดที่ใจ ไม่ใช่ร่างกาย นอกจากนั้น ความรู้สึกสับสนเหล่านั้นก็ยังกลับเข้ามารบกวนใจผมอีกครั้งด้วยเช่นกัน

เสียงประตูห้องของผมถูกเปิดออก พร้อมๆกับเสียงร้องทักด้วยความดีใจของปลา นอกจากนั้นก็ยังมีไอ้แม็กอีกคนด้วย แต่ว่าเมื่อเพื่อนของผมสองคนเดินเข้ามา ไวท์ก็รีบขอตัวแล้วลุกเดินออกจากห้องไปทันที

“เฮ้ย นี่มึงตื่นแล้วกูก็ดีใจหรอกนะ นุ แต่นี่มึงได้พูดอะไรกับน้องเขาไปอีกรึเปล่า” ปลาถามผมพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ไวท์เพิ่งลุกไป

“เปล่านี่ กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร”

“ปกติกูก็ไม่ค่อยอยากจะยุ่งอะไรกับการตัดสินใจของมึงหรอกนะ ไอ้นุ กูรู้ว่ามึงมีโลกส่วนตัวสูง แต่ว่าตอนนี้กูเฉยไม่ได้แล้วจริงๆว่ะ มึงบอกกูสองคนมาให้หมดเดี๋ยวนี้เลย มึงจะเจ็บเจียนตายแค่ไหนกูก็ไม่สน แต่มึงต้องพูดออกมาให้หมด เรื่องของมึงกับไอ้ไวท์น่ะ เอาตั้งแต่แรกเลยด้วย” ไอ้แม็กเดินไปหยุดอยู่มุมห้อง กอดอก แล้วมองหน้าผม ผมไม่ค่อยได้เห็นมันเป็นแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ

ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียบเรียงและเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไปให้ทั้งสองคนฟัง และแน่นอนว่าผมก็ยังแทรกความรู้สึกและความคิดของผมออกไปบ้างด้วย แต่ก็ไม่มากจนเกินไปนัก เพราะผมเองยังไม่รู้เลยว่าผมรู้สึกยังไงกันแน่ ผมเล่ามาถึงตอนที่ไปเจอพี่พีชกับไอ้หนึ่ง และสุดท้ายก็มาจบที่ถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่ทั้งสองคนนี้จะเดินเข้ามา ปลากับแม็กที่เงียบมาตลอดเวลาจึงเริ่มมองหน้ากัน แล้วปลาก็เป็นคนแรกที่พูดขึ้น

“กูเงียบมาตั้งนาน แต่มึงรู้มั๊ยว่ากูคิดอะไรอยู่ ไอ้แม็ก นี่ถ้ามึงไม่เจ็บหนักอยู่แล้วนะ กูจะบอกพยาบาลให้เอาปรอทวัดความบ้ามาเสียบตูดมึงสักร้อยทีตอนนี้เลย”

“อะไรของพวกมึงวะ มึงจะพูดอะไรก็บอกกูมาเหอะ ตอนนี้กูไม่รู้แล้วว่ากูจะคิดยังไง”

“ไอ้ไวท์มันรักมึง มึงก็รู้ใช่มั๊ย โอเค แน่นอน มึงต้องรู้อยู่แล้วล่ะ แล้วมึงรู้มั๊ยว่ามันรักมึง ‘มาก’ ขนาดไหนน่ะ” ปลาพูดพร้อมกับถอนหายใจ “มึงรู้บ้างมั๊ยว่ามันมีอะไรอยู่ในใจของมันบ้างนอกจากความรักน่ะ มึงเคยคิดถึงความเจ็บปวดของเขาบ้างมั๊ย”

“นับตั้งแต่วันแรกที่มันได้เจอมึงได้ทำทุกอย่างให้กับมึงน่ะ มึงรู้ตัวมั๊ยว่ามันก็ไม่ต่างกับสิ่งที่มึงมีให้พี่พีช ไอ้นุ และมึงก็ยังไปปฏิเสธมันทั้งๆที่ตัวมึงเองก็ไม่ต่างจากมันได้ลงคอเหรอวะ นี่มึงไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยจริงๆรึไง กูไม่ได้จะพูดเพื่อสนับสนุนให้มึงชอบผู้ชายหรอกนะ แต่ว่าไอ้ไวท์มันเป็นคนดีจริงๆ และมึงก็ทำกับมันไม่ดีมากๆด้วย”

“ใช่ ไอ้แม็กมันยังรู้เลย นี่นุ มึงฟังกูแล้วคิดดูให้ดีๆนะ ไวท์เขาทำทุกอย่างให้มึงมาตลอด และมันก็คือ ‘ทุกอย่าง’ จริงๆ กูไม่เข้าใจว่ะ แรกๆมึงก็ดีกับมันอยู่หรอกนะ แต่ทำไมจู่ๆมึงถึงได้เปลี่ยนไปได้ พอมึงบอกเขาว่าอย่ามาให้มึงเห็นหน้าอีก มึงนึกดูดีๆซิว่ามึงเคยได้เจอหน้าเขาอีกมั๊ย........ มึงเห็นมั๊ย มึงเข้าใจรึยัง ว่าทำไมเขาถึงได้เป็นแบบนั้น” ปลาพูดพร้อมกับผายมืออกไปยังนอกประตู

“มึงปฏิเสธมันมาตลอด แต่ว่ากูก็เห็นมึงก็ดูมีความสุขดีน่ะนะ กูก็เลยไม่อยากไปยุ่งกับมึง ไอ้นุ แต่ตลอดเวลาที่มึงคุยกับพี่พีชมาประมาณสองเดือนเนี่ย มึงก็คือมันนั่นแหละ ไม่ต่างกันเลย และนั่นมันก็เท่ากับมึงปฏิเสธตัวมึงเองด้วย และสุดท้ายดูซิว่าใครที่เขารักมึงจริง ไอ้เชี่ยนุเอ๊ยยย กูล่ะไม่สบอารมณ์เลยจริงๆว่ะ” ไอ้แม็กพูดพร้อมกับพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ

ผมพยายามคิดตามที่ทั้งสองคนนั้นพูด และพยายามจะปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหลายเหล่านั้นให้จมลงสู่สมองและหัวใจ แต่ว่ามันก็ทำได้ไม่ง่ายเลย.........

“มึงฟังนะ นุ คนที่เขาพามึงมาที่โรงพยาบาลนี่น่ะคือไวท์ คนที่ร้องไห้และเป็นห่วงมึงมากที่สุด ก็คือไวท์ คนที่เขามาคอยเฝ้ามึงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ยังเป็นไวท์อีก....... และที่สำคัญที่สุด เขาก็เป็นคนที่ให้เลือดของเขาแก่มึงด้วย ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้มึงตายไปแล้ว จำเอาไว้ซะ ในตัวของมึงตอนนี้มีเลือดของเขาไหลเวียนอยู่นะ”

“ส่วนไอ้คนที่มึงรักนักรักหนาและตาบอดมาตั้งนานน่ะ........” ไอ้แม็กเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะส่ายหัว “กูว่ามึงยังไม่อยากรู้เรื่องนั้นตอนนี้หรอก”

“พวกกูจะให้เวลามึงคิดหน่อยก็แล้วกัน นุ แล้วอีกราวๆสิบห้านาทีกูสองคนจะกลับมาใหม่” ปลาพูดพร้อมกับหันไปพยักหน้าให้แม็ก จากนั้นทั้งสองคนก็เดินตรงไปยังประตู

“เดี๋ยว........” ผมร้องห้าม ทำให้ทั้งคู่หันกลับมามองผมด้วยสายตาเดียวกัน “มึง......... ช่วยตามไวท์กลับมาให้กูทีได้มั๊ย”

ทั้งคู่พยักหน้า จากนั้นก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป และอีกราวๆห้านาทีถัดมา ไวท์ก็เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม เราสองคนนั่งเงียบโดยไม่พูดจากันอยู่สักพัก ก่อนที่ผมจะหันไปมองหน้าเขาตรงๆแล้วพินิจดูโครงหน้าหล่อๆนั่นอีกครั้ง........ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยและเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากจริงๆ และทั้งหมดนั่นก็เป็นความผิดของผมเอง

“ทำไมตอนแรกไวท์ถึงได้จะเดินออกจากห้องไปครับ แล้วก็เมื่อกี๊ด้วย ไวท์ออกไปทำไม” ผมถามพร้อมสายตาที่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา

“ก็...... พี่นุเคยบอกว่าไม่อยากเห็นหน้าผมอีก ผมก็เลย......... ไป..........” เขาก้มหน้าแล้วตอบออกมาเบาๆ และมันก็ทำให้ผมต้องน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ไอ้เด็กโง่ ไอ้งี่เง่า ไอ้เหี้ยเอ๊ยยย แม่งงงง” ผมสบถ

“ผม..... ผมขอโทษครับ” ไวท์ยังคงก้มหน้าอยู่

ผมใช้มือค่อยๆประคองหน้าของเขาให้เงยขึ้นมาช้าๆ และเมื่อเขาเห็นผมกำลังร้องไห้อยู่ เขาก็ร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน

“ต่อแต่นี้ไปห้ามทำตัวแบบนั้นอีกเข้าใจมั๊ย”

“พี่นุครับ ผมขอโทษ........ ตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พี่เกลียดผมจริงๆนะ ผมรักพี่นะครับ รักมากด้วย.......” ไวท์โพล่งออกมาพร้อมน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาเป็นสาย

“พอเถอะไวท์ พอได้แล้ว ที่พี่พูดน่ะ พี่หมายความว่าต่อจากนี้ไปห้ามไวท์ไปไหนอีกเด็ดขาด เข้าใจมั๊ย นับจากนี้ไวท์จะต้องอยู่ข้างๆพี่ไปตลอด ห้ามทิ้งพี่ไปอีก เข้าใจมั๊ยครับ........” ผมพูดออกไปอย่างยากลำบาก พยายามจะห้ามน้ำตาของตัวเอง “ฟังพี่ให้ดีๆนะครับ ไวท์ พี่รักไวท์ครับ และพี่จะไม่ทำให้ไวท์ต้องเสียใจอีก พี่สัญญา”

ไวท์ลุกขึ้นยืนแล้วก็โผเข้ามากอดผมทันที ผมรู้สึกถึงความเจ็บที่แล่นไปจนทั่วร่างโดยเฉพาะบริเวณไหปลาร้า แต่ว่ามันก็เป็นความเจ็บปวดที่ผมทนได้ เพราะความโล่งใจ ความอบอุ่น และความรักที่ถูกแทนที่จนเต็มภายในใจของผมนั้นมันช่วยบรรเทาทุกอย่างหมดแล้ว

ผมมันโง่เอง ผมมันงี่เง่า ผมทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตลงไป ไม่ใช่การที่ผมทิ้งขว้างคนที่ผมรักไป แต่เป็นการที่ผมทิ้งขว้างความจริงในใจของผมไปต่างหาก ตลอดเวลาผมปิดตัวเองมาตลอดว่าผมไม่ได้รักคนอื่นเลยนอกจากพี่พีช คนที่ผมไม่มีทางจะไปรักเขาได้ และนั่นก็ทำให้ผมต้องทำร้ายคนที่เขารักผมและทำร้ายความรักที่ผมมีให้แก่เขาคนนั้นไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ถ้าขอแค่ผมถามใจตัวเองได้นานกว่านี้......... ถ้าขอแค่ผมสามารถรับรู้ความจริงในใจของตัวเองลึกๆได้เร็วกว่านี้ หัวใจของเราสองคนก็คงไม่ต้องบอบช้ำจากความผิดพลาดอันน่าเศร้าแบบนี้แน่นอน.........

ตอนนี้ผมได้รับรู้และเรียนรู้ความรักที่แท้จริงแล้ว และไม่มีวันที่ผมจะปล่อยให้มันต้องหลุดลอยหรือเลยผ่านไปอีกครั้งแน่นอน

ผมจะเก็บความรักครั้งนี้เอาไว้ไม่ให้มันมีวันต้องเลือนหายไป............



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2007 21:08:11 โดย ExecutioneR »

ออฟไลน์ สาวตัวกลม

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-2
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ชอบเรื่องนุ ไวท์ อ่ะ :m17:
น้องไวท์น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก :m13:

sun

  • บุคคลทั่วไป
ขอบฟ้าอยู่ไกล........... แต่ใกล้เกินสายตาจะมองเห็น
^
 แต่ในที่สุด นุ ก้อมองเห็น ขอบฟ้า ของตัวเองจนได้ เนอะ    :m1:
นึกว่าจะมองไม่เห็นน้องไวท์  ซะแล้ว     :m13:
ต้อง ให้ ตัวช่วยอย่างเพื่อนๆ ออกโรง...     :m26:

เด็กคนนี้น่ารักจริงๆเลย ถ้า นุไม่เอา ส่งมาให้ซินก้อด๊ะนะ  คิคิ        :m3:


*ป๋อล๋อ... คุนต้นนุ่ม ไป ตจว .เหรอคะ  เดินทางปลอดภัย ทั้งไป-กลับนะค  ะ     :m1:

ถ้าไปเที่ยว ก้อ ขอ ให้เที่ยวให้สนุกนะคะ  ตุนความสุข กลับมาฝากเยอะๆก้อพอ  คิคิ    o15 

ออฟไลน์ RN

  • Global Moderator
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1650/-14
น้องไวท์น่ารักมากๆๆๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด