[Tragedy Series] Tell me the Legend ตำนานรัก..โรงเรียนแพทย์ - Ch.20 จบ (25/4/15)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Tragedy Series] Tell me the Legend ตำนานรัก..โรงเรียนแพทย์ - Ch.20 จบ (25/4/15)  (อ่าน 220804 ครั้ง)

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
เหมือนสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับเหมือนดราม่ากำลังจะมา
กลัวเหมือนชาติที่แล้ว  :ling3: ฮือ

ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
ซันไม่สดใสเลยอะ อย่าคิดมากไปสิ

ยิ่งซันคิดมาก อาจารย์ก็พลอยคิดมากไปด้วย

พี่ตำรวจก็คงคู่กับตำรวจอ่ะนะ อิอิ


ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com
ตอนที่ 11

เพราะมีหน้าที่ที่ต้องทำ นิปุณจึงไม่สามารถอยู่เฝ้าอติพัทธ์ได้ดั่งใจหวัง

นายตำรวจหนุ่มจึงเทียวไปเทียวมาที่โรงพยาบาลตามแต่ช่วงเวลาที่ตนเองไม่ต้องเข้าเวร หลายครั้งก็บังเอิญได้เจอกับศราวินที่ตามทางเดิน ถ้าบังเอิญสบตากันตรงๆ เด็กคนนั้นก็จะยกมือไหว้เขาอย่างเสียไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการหลบตาทำเป็นมองไม่เห็นเสียมากกว่า

และแน่นอนว่า..เด็กคนนั้นยังไม่เคยเข้ามาหาอติพัทธ์ที่ย้ายมาอยู่ห้องพิเศษเลยสักครั้ง และนั่นก็ทำให้อารมณ์ของอติพัทธ์ขุ่นมัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าอีกฝ่ายก็ยังสุภาพมากพอที่จะไม่บันดาลโทสะใส่คนมาเยี่ยมอย่างเขา

“พวกกระเช้านั่นน่ะ ปุณเอาไปแบ่งกับพวกที่โรงพักก็ได้นะ”

อติพัทธ์บุ้ยใบ้ไปยังกระเช้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังทั้งหลายและนมกล่องที่เหล่าคนมาเยี่ยมนำมาให้ตามมารยาทบ้าง ด้วยความเป็นห่วงบ้าง หนึ่งในนั้นก็เป็นกระเช้าที่นิปุณถือติดมือมาให้ด้วยความห่วงใยด้วยเช่นกัน แต่อติพัทธ์ไม่เคยใส่ใจที่จะแกะกินเลยสักอย่าง ทว่าเขาเองก็ไม่ใช่พวกประเภทที่จะมาโอดครวญทำท่าน้อยอกน้อยใจออกมาอยู่แล้ว จึงได้แต่เหน็บแกมเตือนออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ

“ไม่กลัวคนเอามาฝากจะเสียน้ำใจบ้างหรือไง?”

อติพัทธ์ทำแค่ยักไหล่แล้วกางหนังสือพิมพ์อ่านอย่างไม่สนใจอะไรอีก นิปุณเม้มริมฝีปาก ความน้อยใจอัดกันอยู่ในอกจนแทบจะระเบิด

“ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นนอกจากน้องซันของคุณบ้างก็ดีนะ ก่อนที่จะไม่มีใครใส่ใจกับความรู้สึกของคุณเลย”

นิปุณพูดเสียงเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำก่อนจะเดินออกไปขอรถเข็นจากพยาบาลมาเพื่อเอาตะกร้าและของเยี่ยมทั้งหมดออกไปจากห้องพักของอติพัทธ์

คล้อยหลังที่นิปุณออกไปจากห้องแล้ว อติพัทธ์ก็โยนหนังสือไปไว้ที่เก้าอี้ข้างๆ รู้สึกหงุดหงิดใจกับคำพูดสุดท้ายที่ได้ยิน

ก่อนที่จะไม่มีใครใส่ใจกับความรู้สึกของเขาอย่างนั้นหรือ?

จะมีค่าอะไร...

ถ้ามีคนอื่นมาใส่ใจกับเขา แต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่ใส่ใจ

“ซัน...ทำไมไม่มาหาพี่บ้างเลยนะ”

นายตำรวจหนุ่มทอดถอนใจเขาลุกจากเตียงและลากเสาน้ำเกลือออกมาจากห้องด้วย ความหวังที่ริบหรี่ว่าจะได้เจอกับเด็กหนุ่มเลือนลางลงไปอีกเมื่อพบว่าระเบียงบนวอร์ดศัลย์กรรมนั้นไม่มีกลุ่มของนักเรียนแพทย์อยู่เลย

“ต้องการอะไรหรือเปล่าคะ?”

พยาบาลสาวที่เข็นรถเข็นจ่ายยาอยู่แถวนั้นเอ่ยทักเขาขึ้น อติพัทธ์หันไปมองเธอแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองชื่อบนป้ายที่ติดอยู่ตรงหน้าอกด้วย

อธิชา

ชื่อเพราะสมตัวไม่น้อย

ความคิดนี้คือสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความรู้สึก ยิ่งมองรอยยิ้มก็รู้สึกว่าโครงหน้านี้ช่างคุ้นเคย อติพัทธ์จ้องหน้าพยาบาลสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะปัดความรู้สึกนั้นออกไปจากในหัวและเอ่ยถามสิ่งที่ใคร่รู้

“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้นักเรียนแพทย์หายไปไหนกันหมดหรอครับ?”

“อืม รู้สึกว่าจะอยู่ที่อีอาร์กันนะคะ พอดีมีอุบัติเหตุใหญ่เข้ามา ทางอีอาร์เลยขอตัวพวกนักเรียนแพทย์ไปช่วยทำหัตถการกันน่ะค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

อธิชาบอกตามที่เธอรู้มาและสังเกตเห็นความผิดหวังที่ปรากฏบนใบหน้าของนายตำรวจหนุ่มอย่างชัดเจน

“อ่อ...ไม่มีอะไรครับ ขอบคุณนะครับ”

อติพัทธ์กล่าวขอบคุณเสร็จก็เดินกลับเข้าห้องไปทันที อธิชามองอย่างสงสัย เพราะเขาเป็นคนไข้คนแรกที่ถามหาพวกนักเรียนแพทย์กับเธอ แต่กระนั้นมันก็เป็นเรื่องของคนไข้ อาจจะตามหานักเรียนแพทย์สักคนที่รู้จักกันก็เป็นได้

และพยาบาลสาวก็ได้คำตอบเมื่อเก็บเอามาคุยกับผู้เป็นพี่ชาย

“เขา..เป็นคนรู้จักของหมอซันน่ะ”

“พี่รุทธ์รู้ด้วยหรอ?” อธิชาเอียงคอถามอย่างคาดไม่ถึง อนิรุทธ์พยักหน้าทั้งที่สายตายังคงอ่านประวัติคนไข้อยู่

“แต่เอ...ธิชาไม่เคยเห็นหมอซันเข้าไปเยี่ยมผู้ชายคนนั้นเลยนะ โอ๊ย!”

พยาบาลสาวทำหน้ายู่เพราะถูกพี่ชายเอาแฟ้มในมือตีศีรษะเบาๆ

“จะเยี่ยมหรือไม่เยี่ยมมันก็เป็นเรื่องของหมอซันเขา เราน่ะใกล้ได้เวลาแจกยาแล้วไม่ใช่หรือไงกัน” อนิรุทธ์บอกแล้วเสียบปากกาลงกับขอบกระเป๋าเสื้อกาวน์และเดินออกจากเคาน์เตอร์พยาบาลไป อธิชามองตามหลังพี่ชายไปอย่างชื่นชมก่อนจะลุกเดินไปจัดการเตรียมยาที่จะให้กับคนไข้

อติพัทธ์จ้องมองภาพที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันจากตรงระเบียงทางเดิน

ตอนแรกเขาตั้งใจจะออกมาเดินเล่นเผื่อว่าจะได้เจอกับศราวิน แต่กลับได้มาเห็นภาพความสนิทสนมของอาจารย์แพทย์ผู้เป็นคนรักของศราวินกับพยาบาลสาวประจำวอร์ดศัลยกรรมนี้แทน ซึ่งมันก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่หลายครั้งแล้วที่เขาได้เห็นภาพความสนิทสนมนี้

“อะไรกัน..ผู้ชายคนนั้น” อติพัทธ์พึมพำก่อนเปิดประตูกลับเข้าห้องไปเพราะรู้สึกว่าไร้ประโยชน์ที่จะเดินเตร่ไปเตร่มาตรงระเบียงที่เต็มไปด้วยพยาบาลและนักเรียนแพทย์เดินกันวุ่นวายอีกต่อไปแล้ว

ฝ่ายคนที่อติพัทธ์กำลังมองหาอยู่นั้น ตอนนี้กำลังง่วงกับการฝึกเย็บแผลแบบใช้ไหมต่อเนื่องที่มีแพทย์ประจำบ้านใจดีคอยสอนเขายังทำไม่เป็นให้อย่างละเอียด

“เย็บ Blanket[1] ได้สวยดีนี่”

“อ่าว อาจารย์ราวน์เสร็จแล้วหรอครับ? ไวจังนะครับวันนี้”

อนิรุทธ์ยิ้มให้กับคำว่า ‘ไวจัง’ ของเรสสิเด้นท์หนุ่ม เพราะเขาราวน์วอร์ดเสร็จก่อนเวลาปกติไปเพียงสิบห้านาทีเท่านั้น

“วันนี้เด็กๆเตรียมตัวกันมาตอบคำถามดีน่ะ เลยเสร็จไว”

“แต่ก็ยังมีเด็กหนีไม่ยอมไปราวน์กับอาจารย์ด้วยคนหนึ่งสินะครับ”

ศราวินสะดุ้งเบาๆเพราะถูกแซว เขาก้มหน้าก้มตาฝึกเย็บต่อไปและได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มในคอ

“นั่นสิ ผมถึงต้องเดินมาตามดูนี่ยังไงล่ะ ว่าลูกศิษย์ของผมหายไปไหน”

เด็กหนุ่มเหลือบตามองนัยน์ตาอบอุ่น เบาใจได้ที่เห็นว่าอนิรุทธ์ไม่มีทีท่าโกรธเคืองเขา

“ถ้าโดนอาจารย์ดุนี่พี่คงช่วยไม่ได้นะน้อง” ศราวินฝืนยิ้มให้ก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไรเพราะตนเป็นคนดื้อที่จะเรียนรู้เอง อนิรุทธ์มองคนรักอย่างเข้าใจแต่ก็อดไม่ได้ที่อยากจะคุยเพื่อให้อีกฝ่ายได้สติบ้างว่าการทำเช่นนี้มันส่งผลเสียต่อการเรียนรู้

“ขอผมคุยกับน้องเขาหน่อยแล้วกันนะหมอ”

“ครับ”

คล้อยหลังบุคคลที่สามเดินออกไปแล้ว อนิรุทธ์ก็ขยับมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขามองดูคนตัวเล็กขะมักเขม้นเย็บแผลบนแขนจำลองสำหรับฝึก รอยแผลที่ศราวินเย็บนั้นดูสวยและปราณีตกว่าเพื่อนคนอื่นๆในรุ่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีมือที่เบาและนิ่ง ทุกครั้งที่อนิรุทธ์ได้เห็น ก็มักคิดเสมอว่าเด็กหนุ่มนั้นเหมาะที่จะไปต่อทางด้านศัลยกรรม

อนิรุทธ์สอนเด็กหนุ่มเพิ่มเติมไปอีกครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดหลังจากแน่ใจแล้วว่าในบริเวณนั้นไม่มีใครมาสนใจพวกเขา

“คุณยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณพัทอีกเลยใช่ไหม?”

คนที่ตั้งใจฝึกเย็บแผลอยู่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเย็บต่อด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด

“กล้าที่จะเผชิญหน้าหน่อยสิซัน หลบหน้าคุณพัทไปแบบนี้ มันไม่มีดีทั้งคุณและเขานะ คุณเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม..ว่ามันไม่ดียังไง?”

ศราวินรู้ว่าที่อาจารย์พูดนั้นเพราะเป็นห่วงตัวเอง เขาหยุดมือที่ฝึกเย็บอยู่และเงยหน้าสบดวงตาอบอุ่นหลังแว่น

“ฮะ..เย็นนี้ผมจะขึ้นไปเยี่ยมเขา”

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม?”

อนิรุทธ์เสนอตัวอย่างเป็นห่วง เผื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องการคนไปเป็นเพื่อน แต่ศราวินส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรครับ”

“อืม..แล้วเจอกันที่หอคุณนะคืนนี้” ประโยคท้ายอนิรุทธ์พูดด้วยเสียงที่เบาลงยิ่งกว่าเดิมตอนที่ลุกขึ้นยืน เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับคำเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มจางๆที่มุมปาก มองหน้าคนรักก็รู้ว่ารอคอยเวลาที่จะได้อยู่กันตามลำพังไม่ต่างกัน

“พี่รุทธ์! โชคดีจริงที่พี่ยังอยู่!”

ทั้งสองหันไปตามเสียงตะโกนที่ดังอยู่ปากประตูก็เห็นร่างสันทัดของนันทิชวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

“มีอะไรหรอหมอ?”

“มีคนไข้ถูกแทงปอดทะลุกำลังส่งเข้ามา พี่พลอยากให้พี่เข้าสครับ[2]ด้วย”

“ได้สิ” ทันทีที่รับคำเสร็จ ทั้งสองก็รีบเดินออกจากห้องไป ศราวินมองตามไปจนกระทั่งประตูปิดก่อนจะหันมามองรอยเย็บแผลบนแขนจำลองตรงหน้า

เขาเข้าใจคำพูดของอาจารย์เป็นอย่างดี การหนีไม่ขึ้นไปราวน์วอร์ดพร้อมอาจารย์เพราะต้องการจะหนีหน้าอติพัทธ์ที่ชอบออกมาเดินเตร่อยู่แถวระเบียงนั่น มันมีผลเสียอย่างไรกับเขาบ้าง เขาอดที่จะได้ดูเคสน่าสนใจบนวอร์ดและอดที่จะฟังอาจารย์ให้ความรู้

มันไม่ดีเลยกับคนที่เป็นนักเรียนแพทย์เช่นเขา

ศราวินถอนหายใจเฮือกก่อนจะจัดการเก็บอุปกรณ์เย็บแผลและเอาแขนจำลองไปเก็บใส่ตู้ เขาปัดเสื้อกาวน์ตัวเองทั้งที่มันไม่เปื้อนอะไรแล้วจึงเดินออกไปด้วยก้าวที่มั่นคง

เขาต้องเดินต่อไปข้างหน้า..เขาต้องเป็นแพทย์ให้ได้ และต้องเป็นศัลยแพทย์ที่เก่งอย่างอาจารย์ให้ได้

จะมายอมหยุดอยู่กับที่เช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว...

เดินมาถึงห้องพักของอติพัทธ์แล้ว เด็กหน่มก็แอบมองตรงบานกระจกเข้าไปข้างใน เห็นมีเพียงนายตำรวจหนุ่มนอนหันหลังอยู่ตามลำพัง เขาจึงเปิดประตูห้องเข้าไป

อติพัทธ์ไม่ได้หลับ เขาเพียงแค่นอนหลับตาเอาไว้ เมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา เขาก็ได้ยินมัน ตอนแรกคิดว่าเป็นพยาบาลหรือไม่เจ้าหน้าที่นำอาหารเย็นมาให้ แต่เสียงเปิดที่ไม่มีเสียงเคาะประตูทำให้เขาเริ่มใจเต้น

คงไม่ผิด ที่จะหวัง..ว่าใครคนนั้นจะมาหา

ความคาดหวังผลักดันให้นายตำรวจหนุ่มลุกขึ้นมามองคนที่เดินเข้ามา

“ซัน?”

อติพัทธ์ครางเรียกอย่างไม่อยากเชื่อที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูและมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะยอมเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง

“เป็นยังไงบ้าง?”

น้ำเสียงที่ถามไถ่ดูแข็งกระด้างทำให้คนฟังรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่มาวันที่พี่ออกจากโรงพยาบาลไปแล้วเลยล่ะ”

คำพูดประชดประชันพาเอาศราวินต้องขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจ

“ซันไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับพี่นะ”

สีหน้าของอติพัทธ์อ่อนลง น้ำเสียงหลังจากนั้นจึงปราศจากการประชดประชันเหมือนกับตอนแรก

“พี่ขอโทษ..พี่ก็แค่น้อยใจที่ซันไม่มาเยี่ยมพี่เลย แต่พี่ก็พอจะรู้ว่าทำไม..”

เด็กหนุ่มนิ่งไป..เขาทอดมองใบหน้าหล่อคมที่มองตัวเองคล้ายจะอาลัยอาวรณ์ ยังไงเสีย..อติพัทธ์ก็ยังคงไม่ตัดใจจากเขา

“ดีแน่แล้วหรอซัน..ที่ซันจะรักกับเขาคนนั้นน่ะ?”

“พี่พัทอย่าขัดขวางความรักของซันกับอาจารย์อีกเลยนะฮะ..”

อติพัทธ์เป็นฝ่ายนิ่งไปบ้างที่ได้ยินน้ำเสียงอ้อนวอน ใจที่รู้สึกผิดต่อสิ่งที่เคยทำเลวร้ายลงไปก็อยากที่จะปล่อยมือให้ศราวินไปพบกับความสุขบ้าง แต่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าความสุขที่ศราวินอยากได้นั้น มันจะเป็นความสุขที่แท้จริงหรือไม่

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ

อนิรุทธ์คนนั้น...จะรักเด็กน้อยของเขาจริงหรือไม่

“เขาดีพอสำหรับซันแล้วหรอ?”

ศราวินเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มบางที่มุมปาก ไม่ถือโกรธที่อติพัทธ์จะต้องคำถามคล้ายกับว่าอนิรุทธ์ไม่น่าจะใช่คนที่เหมาะกับเขาแบบนี้

“พี่พัทต้องถามว่าซันดีพอสำหรับอาจารย์หรือเปล่ามากกว่านะฮะ”

“เขารักซันคนเดียวแน่หรอ? พี่เห็นว่าเขาสนิทกับพยาบาลอยู่คนหนึ่งนะ แล้วที่พี่เห็นน่ะ...” อติพัทธ์อยากจะพูดว่ามันเป็นความสนิทสนมมากกว่าเพื่อนร่วมงานแน่ๆ สายตาอ่อนโยนที่ศัลยแพทย์หนุ่มคนนั้นใช้มองผู้หญิงคนนั้นมันไม่ต่างกับที่เขาใช้มองศราวินเลยสักนิด

มันคือความรัก

“พยาบาลคนนั้นน่ะ..ใครกันครับ?” แวบแรกศราวินเกือบโอนเอนไปตามคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็นึกขึ้นมาได้เสียก่อนว่าอติพัทธ์อาจจะเข้าใจผิดก็เป็นได้

“อืม...ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะชื่ออธิชาล่ะมั้ง”

อติพัทธ์นึกถึงป้ายชื่อของพยาบาลคนนั้นที่เขาเคยดูว่าเธอชื่ออะไรตอนที่เธอเข้ามาถามเขาตรงระเบียง

“คุณธิชา?...งั้นพี่ก็เข้าใจอาจารย์ผิดแล้วล่ะฮะ” เด็กหนุ่มบอกและยิ้มให้เขา พอนายตำรวจหนุ่มเลิกคิ้ว เขาก็จัดการอธิบายให้ฟัง

“คุณธิชาเธอเป็นน้องสาวของอาจารย์น่ะฮะ พี่น้องกัน สนิทกันก็ไม่แปลกใช่ไหม? เท่าที่ผมเห็นน่ะ ทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันดีนะฮะ”

“งั้นหรอ..”

อติพัทธ์รู้สึกร้อนที่แก้ม อับอายที่ตัวเองเข้าใจผิดเป็นตุเป็นตะ

(ต่อ)

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com

“ไม่ผิดหรอกฮะที่พี่พัทจะเข้าใจผิด คุณธิชากับอาจารย์หน้าไม่เหมือนกันเท่าไหร่ ถ้าคนไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกันก็มักจะเข้าใจผิดกันแบบนี้ล่ะฮะ”

ศราวินแก้ตัวให้อีกฝ่ายอย่างถนอมน้ำใจ

อติพัทธ์มองใบหน้าอ่อนเยาว์ เขารู้ดีว่าศราวินเป็นเด็กใจดีแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ และเพราะความใจดีอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมี จึงทำให้เขาหลงรักอีกฝ่ายมาตลอด

แต่สิ่งหนึ่งที่แฝงมาจากน้ำเสียงของเด็กหนุ่มนอกจากความอ่อนโยนแล้ว ก็คือความสุขยามที่พูดถึงใครคนนั้น อติพัทธ์อดคิดไม่ได้ว่าศราวินจะใช้น้ำเสียงเช่นนี้ไหม ยามที่พูดถึงเขาให้คนอื่นฟัง

“ซันรักเขามากใช่ไหม?...บอกพี่ได้ไหมว่าทำไมถึงรักเขาได้ขนาดนั้น?”

เด็กหนุ่มจ้องเข้าในดวงตาคู่รี อติพัทธ์มีท่าทีอ่อนลง ดูแล้วน่าจะรับฟังเขาได้มากกว่าทุกครั้ง

“ถ้าซันพูดตรงๆ...พี่พัทจะฟังได้ไหม?”

นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า

“ซันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงรักอาจารย์ได้ขนาดนี้ แต่ทุกครั้งที่ได้อยู่กับอาจารย์ ซันจะรู้สึกอบอุ่นเสมอ มันเหมือนว่าซันกับอาจารย์ผูกพันกันมานานแล้ว และซันก็อยากจะอยู่กับอาจารย์ตลอดไป อยากเป็นที่รักของอาจารย์จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต...”

ยามที่พูด ความสุขมันก็ทอประกายอยู่ในดวงตา ถึงจะเจ็บปวดแต่อติพัทธ์ก็ยังฟังโดยไม่เอ่ยขัด จนกระทั่งเด็กหนุ่มพูดจบเขาถึงตั้งคำถามบ้าง

“แล้วซัน...ไม่รู้สึกแบบนั้นกับพี่บ้างเลยหรอ?”

“กับพี่พัท..ซันรักพี่อย่างพี่ชายมากกว่า บอกตามตรงนะฮะว่าตอนที่ซันรู้สึกว่าพี่พัทคิดกับซันมากเกินกว่าพี่น้องกัน ซันรู้สึกอึดอัด ซันรักช่วงเวลาที่เรายังเด็กๆ ช่วงเวลาที่เราอยู่กันอย่างพี่น้องมากกว่า”

“อย่างงั้นหรอ...”

อติพัทธ์ครางเสียงเบา แววตาดูครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“พี่เข้าใจแล้วล่ะ...ซันกลับไปทำงานต่อเถอะ”

เด็กหนุ่มมองดูก็เข้าใจว่าอติพัทธ์ต้องการเวลาที่จะอยู่ตามลำพัง เขาพยักหน้าก่อนจะเดินกลับออกไป แต่ก่อนที่จะเปิดประตูก็อดหันมาพูดอีกครั้งไม่ได้

“ถึงซันจะโกรธที่พี่พัททำแบบนั้นกับซัน แต่ยังไง..ซันก็ยังรักพี่เหมือนพี่ชายคนหนึ่งนะฮะ”

อติพัทธ์นอนนิ่งเงียบ มุมปากแค่นยิ้มหม่น..

ยังไงเสีย...

ก็เป็นได้เพียงแค่พี่ชาย

หลังจากที่ศราวินออกจากห้องไปแล้ว อีกคนที่ขังตัวเองในห้องน้ำเพราะไม่กล้าออกมาในตอนแรกก็ถึงได้กล้าเปิดประตูออกมา

นิปุณมองใบหน้าคมที่เหม่อลอยของคนบนเตียงแล้วก็รู้สึกไม่ต่างกับศราวินว่าอติพัทธ์คงต้องการอยู่คนเดียว ร่างโปร่งเลยเดินผ่านเตียงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมตัวจะเก็บเสื้อผ้าที่เพิ่งเอาขึ้นไปแขวนในตู้ลงใส่กระเป๋าอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะเปิดตู้ เสียงของอติพัทธ์ก็ดังขัดขึ้นมาก่อน

“อยู่เป็นเพื่อนฉัน..ได้ไหม?”

นิปุณหันไปมอง อีกฝ่ายไม่ได้มองมาที่เขา อติพัทธ์กำลังหลับตาอยู่

ความขมขื่นใจมันดันอยู่ในอก..

เขาก็เป็นเพียงตัวเลือกยามที่อติพัทธ์ไม่มีใครเท่านั้น

“ได้สิ”

อติพัทธ์คงไม่ได้สังเกตว่าน้ำเสียงของเขามันขมขื่นมากเพียงใด เพราะอีกฝ่ายจมสู่ห้วงความคิดของตนเองไปแล้ว

 

อีกด้านทางห้องผ่าตัด อนิรุทธ์เข้าร่วมผ่าตัดกับบุรพลและนันทิช เขารับฟังประวัติเบื้องต้นของผู้บาดเจ็บไปพร้อมๆกับที่ยื่นมือไปให้พยาบาลสวมถุงมือให้ ทว่าเมื่อเดินมายืนข้างเตียงและมองไปที่คนเจ็บซึ่งเป็นผู้ชายวัยหกสิบปี เขาก็เห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงหางตา เมื่อเงยหน้ามองไปเต็มตาก็เห็นศราวินยืนอยู่ตรงนั้น

ไม่สิ..

ต้องเรียกว่าวิญญาณของศราวินคนเมื่อสี่สิบปีก่อนจึงจะถูกมากกว่า

อนิรุทธ์นึกแปลกใจที่อีกฝ่ายมาปรากฏตัวในห้องผ่าตัดเช่นนี้ และยังมีสีหน้าถมึงทึงราวกับไม่พอใจอะไรสักอย่าง ถึงขั้นดูโกรธแค้นเป็นอย่างมากอีกด้วย

ไม่มีใครสักคนที่เห็นวิญญาณของศราวินนอกจากเขา ทั้งบุรพลและนันทิช รวมไปถึงพยาบาลและวิสัญญีแพทย์ที่อยู่ในห้องต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปกันอย่างปกติ

‘อย่าช่วยชีวิตมัน’

เสียงนั้นก้องเข้ามาในโสตประสาทของเขา คนนั้นพูดกับเขาเพียงลำพัง

‘ทำไมล่ะครับ?’ เขานึกถามในใจ สงสัยอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายจะรับรู้หรือไม่

‘อย่าช่วยมัน!’ เสียงดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้งและมันดุดันกว่าครั้งแรก

อนิรุทธ์จ้องหน้าวิญญาณหนุ่มก่อนจะเบือนสายตามามองคนเจ็บที่รอให้เขาช่วยชีวิตอยู่ สิ่งหนึ่งที่แวบเข้ามาในใจทำเอาเขาต้องตัวชา

หรือว่าคนนี้จะเป็น....

ทันทีที่คิด ดวงตาเรียวที่เขาจ้องมองอยู่ก็วาววับขึ้นราวกับจะยืนยันสิ่งที่เขาคิดอยู่

‘ถึงยังไง..ผมก็ต้องช่วยชีวิตเขา’

ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในโรงเรียนแพทย์ในฐานะของนักเรียนแพทย์ที่มุ่งมั่นจะเป็นศัลยแพทย์ เขาก็ให้ปฏิญญากับตัวเองแล้วว่าจะดูแลรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่เข้ามาทำการรักษากับเขา ไม่ว่าจะยากดีมีจน

แล้วแม้ว่าจะเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน

คำว่าเพื่อนมนุษย์ก็ไม่อาจจะทอดทิ้งคนเหล่านั้นได้

นั่นรวมหมายถึงคนที่ทำร้ายและฆ่าคนรักของเขาในอดีตด้วยเช่นกัน

“พี่รุทธ์พร้อมนะครับ?” นันทิชที่เห็นรุ่นพี่คนเก่งของตนยืนจ้องมองไปยังริมผนังเอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจ เพราะปกติแล้วอนิรุทธ์ไม่เคยมีทีท่าหลุดจากสมาธิเช่นนี้มาก่อน

“อืม...พร้อมแล้ว ขอมีดเบอร์สิบด้วยครับ”

อนิรุทธ์หันไปบอกนางพยาบาลที่ทำหน้าที่ส่งเครื่องมืออย่างสุภาพและหันไปมองแผ่นอกที่มีรอยแทงทะลุไปถึงปอด บนแผ่นอกที่ยังกระเพื่อมหายใจอยู่นั้นถูกเช็ดด้วยโพวีโดนไอโอดีเพื่อฆ่าเชื้อจนกลายเป็นสีน้ำตาลไปทั่ว

ศัลยแพทย์จรดปลายมีดผ่าตัดที่แหลมคมลงกับผิวเนื้อก่อนกรีดลงไป

ในฐานะมนุษย์ปุถุชน..ชั่ววูบหนึ่งที่กรีดมีดผ่าตัดลงไป ก็อยากจะรู้ว่าหัวใจที่เต้นอยู่ใต้อกของคนชั่วคนนี้จะเป็นแบบไหน..

ถึงได้อำมหิตฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นเช่นนี้

 

กว่าอนิรุทธ์จะทำการผ่าตัดเสร็จก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากออกจากห้องผ่าตัดไม่ใช่การเดินไปดูคนไข้ที่ห้องพักฟื้นแต่หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดู เห็นข้อความจากคนรักว่าอีกฝ่ายกลับไปยังหอพักเรียบร้อยแล้ว

“รุทธ์จะกลับเลยไหม?” บุรพลที่เดินออกมาจากห้องพักฟื้นเอ่ยถาม อนิรุทธ์มองดูนาฬิกาบนข้อมือตัวเองก่อนพยักหน้า

“คงกลับเลยครับ”

“งั้นเจอกันพรุ่งนี้”

ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน ก่อนที่จะมารับศึกหนักต่อในวันพรุ่งนี้ อนิรุทธ์ขับรถออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้ามายังหอพักของศราวินที่อยู่ไม่ไกลนัก

อนิรุทธ์เปิดห้องเข้าไปอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่กวนคนที่กำลังหลับอยู่บนเตียง เขาเดินไปอาบน้ำให้หมดกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแล้วถึงเดินกลับมาที่เตียงนอน แม้ไม่เห็นหน้าของเด็กหนุ่มยามนอนหลับ แต่กลิ่นแป้งเด็กที่หอมแตะจมูกยามเขาล้มตัวนอนอยู่เคียงข้างก็ทำให้คลี่ยิ้มออกมาได้

“มาแล้วหรอฮะ?”

เด็กหนุ่มถามเสียงงัวเงียพร้อมกับพลิกกายมาหา อนิรุทธ์โอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนก่อนกดจูบแต้มลงที่ข้างแก้มอย่างถนอม

“ขอโทษนะที่ทำให้ตื่น นอนต่อเถอะ”

“ฮะ..” เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอเป็นตัวบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว อนิรุทธ์วางมือบนแผ่นหลังบาง ยังลืมตาอยู่ในความมืด ภาพวิญญาณของศราวินที่มาปรากฏกายในห้องผ่าตัดกลับมาในความคิดอีกครั้ง

ผู้ชายที่เขาช่วยชีวิต...ก็คือฆาตกรที่ฆ่าศราวินเมื่อสี่สิบปีก่อน

หากเด็กหนุ่มรู้เข้า...จะรู้สึกอย่างไรกัน...

 

ขณะที่อนิรุทธ์นอนไม่หลับ ทางฝั่งโรงพยาบาลก็มีคนสองคนที่ยังนอนไม่หลับด้วยเช่นกัน ทั้งอติพัทธ์และนิปุณต่างก็นอนมองเพดานมืดๆอยู่ด้วยกันทั้งคู่ เวลาผ่านไปก็ได้ยินแต่เสียงหัวใจที่เต้นอยู่ใต้แผ่นอกของตัวเอง

“ปุณ...ยังไม่หลับใช่ไหม?”

คนบนเตียงถามเสียงเบา นิปุณเม้มริมฝีปากชั่งใจว่าจะตอบกลับไปดีหรือไม่

อติพัทธ์ก็คงแค่ต้องการเพื่อนคุยยามเหงาและว้าเหว่ แต่ใครจะบอกได้บ้างว่าถ้าเขายอมเป็นเพื่อนคุยแล้ว อติพัทธ์จะไม่เอ่ยอะไรที่เสียดแทงหัวใจช้ำๆของเขา

แต่ด้วยความใจอ่อน นิปุณเลยเลือกที่จะตอบอีกฝ่ายไป

“อืม..มีอะไรหรอ?”

“นายเคยรักใครบ้างไหม?”

เป็นคำถามที่นิปุณไม่คาดคิดมาก่อน แต่มันก็ไม่ยากเกินความคาดเดาว่าทำไมอีกฝ่ายจึงถามเช่นนี้ ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบาแล้วจึงตอบคำถามที่อติพัทธ์อยากรู้

“เคย”

“แล้ว...เขารู้ตัวบ้างไหม?”

คำถามนี้ทำเอานิปุณต้องนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกลั้นใจตอบไปอีกครั้ง

“ไม่รู้..เขาไม่เคยรู้เลย”

อติพัทธ์ยิ้มขื่นกับคำตอบที่ได้รับ ยังมีอีกหลายคนบนโลกใบนี้ที่ไม่สมหวังในความรักเช่นเดียวกับเขา แต่ในกรณีของนิปุณดูจะต่างไปจากเขา ถ้านิปุณเผยความในใจออกไปก็อาจจะสมหวังก็เป็นได้

“ทำไม..นายถึงไม่บอกให้คนที่ชอบรู้ล่ะ..ว่านายรักเขา?”

นิปุณช่างใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกด้วยเสียงแผ่วเบาแต่อติพัทธ์ก็ยังได้ยินชัดเจน

“เพราะเขา...มีคนที่เขารักอยู่แล้ว”

ไม่ต่างกันเลย ทั้งนิปุณและเขา

ต่างก็รักคนที่ไม่มีสิทธ์ครอบครอง เพราะคนที่หมายปองนั้นมีใครครองใจอยู่

“แล้วปุณคิดจะบอกให้เขารู้ไหม?”

อติพัทธ์ยังคงสานต่อบทสนทนาในความมืด เขาไม่ได้หันมามองว่านิปุณทำหน้าเช่นไร เช่นเดียวกับที่นิปุณเองก็ไม่ได้หันหน้ามามองคนถามว่ามีสีหน้าแบบใด

“หรือกลัวว่าถ้าบอกไป..แล้วเขาจะอึดอัดใจ?”

อติพัทธ์เลื่อนแขนมาปิดตาตัวเองไว้ นึกถึงคำพูดที่ศราวินบอกว่าอึดอัดใจที่ได้รู้ว่าเขาคิดเกินกว่าความเป็นพี่น้องกันแล้วก็ให้ทรมาน

นิปุณนิ่งไป..ก่อนจะเอ่ยคำที่ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกไป

“แล้วคุณ...อึดอัดใจหรือเปล่าล่ะ?..”

คนฟังนิ่งเงียบเพราะไม่เข้าใจสักเท่าใดนัก ฝ่ายนิปุณเอง..เมื่อพลั้งปากออกไปเช่นนี้แล้ว ก็ตัดสินใจที่จะบอกความในใจให้อีกฝ่ายรู้

“ผมรักคุณ...รักมานานหลายปีแล้ว...”

ความเงียบงันมันกดดันอยู่ในบรรยากาศ แต่กระนั้นนิปุณก็ไม่นึกเสียใจที่พูดออกไป สิ่งที่อัดอั้นมานานได้ถูกยกไปจากอก ต่อจากนี้ไม่ว่าอติพัทธ์จะรังเกียจเขา เขาก็จะไม่นึกเสียใจ

“คุณรู้แบบนี้แล้ว..รู้สึกยังไงบ้างล่ะ? อึดอัดจนไม่อยากเห็นหน้าผมอีกหรือเปล่า?” นิปุณถามด้วยน้ำเสียงขมขื่นและไม่เว้นจังหวะรออติพัทธ์ตอบอะไรออกมา เขาพรั่งพรูสิ่งที่อยู่ในใจต่อทันที

“ผมน่ะ...ไม่ว่าคุณต้องการให้ทำอะไร ผมก็ทำให้คุณได้ทุกอย่าง จะให้เป็นเพื่อนที่ไร้ค่าอยู่ข้างๆก็ได้ จะให้ไสหัวไปให้ไกลสายตาก็ได้ หรือแม้แต่จะให้ผมไปทำลายความรักของเด็กคนนั้นกับผู้ชายคนนั้น ผมก็ทำได้เพื่อคุณ”

ทุกคำที่นิปุณพูดออกมา อติพัทธ์ได้ยินมันทุกคำ

เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่านิปุณจะคิดเช่นนี้กับเขา

“ฉันไม่ได้ต้องการทำลายความรักของซันกับผู้ชายคนนั้นด้วย แค่นี้ฉันก็เป็นพี่ชายที่เลวมากพอแล้ว และฉันไม่ได้รังเกียจที่นายรักฉัน ไม่ได้ต้องการให้นายออกไปจากชีวิตของฉันด้วย..” อติพัทธ์พูดความรู้สึกของตัวเองออกมาบ้าง เขาเว้นวรรคครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ฉันไม่รู้หรอกนะ...ว่าฉันจะรักนายได้หรือเปล่า..ไม่รู้ด้วยว่าจะตอบแทนความรักของนายยังไงดี”

“ไม่จำเป็น ผมไม่ต้องการให้คุณหันมารักผมเพราะสงสาร”

นิปุณสวนไปทันที

“ผมไม่ต้องการ..” เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับคนพูดรู้สึกสมเพชตนเอง อติพัทธ์ไม่ได้เอ่ยอะไรไปหลังจากนั้น ความเงียบงันเข้ามาครองห้องอีกครั้ง

และหลังจากนั้นอติพัทธ์ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องของศราวินอีกเลย

TBC
[1] เย็บแผลแบบ Blanket Continuous เป็นการเย็บโดยใช้ไหมต่อเนื่องชนิดพันทบ

[2] เข้าผ่าตัด

--------------------------------------------------
 :mc4:มาลงตอนใหม่ให้แล้ว เยเย่เย้~~~

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
จะบอกว่ากลั๊วกลัวซันจะเป็ยอะไร
อยากให้มีคนตามติดดูแลฮีจัง
แต่เคสอย่างนี้ก็เคยมีแบบคนเจ็บเคยทำร้ายคนกใล้ตัวเนี่ย
พูดยากมากกกกกก แต่อาจารย์แมนสุดไรสุด

ออฟไลน์ PhInNoI

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-0
 :mew6:
สงสารนิปุณอะ
 :monkeysad:

ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
ปุนพูดได้แทงใจดำมากๆ อย่ามารักเพราะแค่สงสาร

กรี๊ดดดดดด วิญญาณน้องซันยังตามมาหลอกหลอน


ออฟไลน์ ammamooty

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-2
เย่เย่ตอนใหม่

เมื่อไหร่อาจารย์กับซันจะหวานๆ(อีกรอบ)น้าาาา><

นิปุณก็รักแบบทำร้ายตัวเองอีกละ มันจะทำให้คนที่เรารักนิสัยไม่ดีไปด้วยนะ ถ้าเขารับข้อเสนอให้ไปทำร้ายอาจารย์กับซันอ่ะ
แต่ก็เนอะความรักทำได้ทุกอย่าง
รอตอนต่อไปๆ><

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
นี่ก็ยังงงๆว่า สรุปว่า สองคนนี้ชาติที่แล้วกับชาตินี้คือคนเดียวกันรึเปล่า
ขอให้ชาตินี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยเถอะ
ไม่ใช่ว่าอิตานี่ลุกมาฆ่าซันเพราะนึกว่าซันตามมมาหลอกหลอน

ออฟไลน์ แก้วเจ้าจอม

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 168
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
บางมุมเราก็เห็นด้วยกับวิญญานของศราวินนะไม่อยากให้ช่วยไอ้ฆาตกรนั้นเลย อยากรู้จังว่ารู้สึกผิดกับเรื่องที่ทำลงไปบ้างไหม ใช้ชีวิตอยู่มาได้ยังไง//อินจีัด

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iforgive

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-80
ขอแค่ชาตินี้ ซันไม่ต้องเจออะไร ๆ เหมือนชาติที่แล้วนะ

ออฟไลน์ PlenG

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ขอให้ tragedy เป็นแค่เรื่องในตอนแรกด้วยเถอะค่ะ T^T เพราะตอนนี้แค่ซันถูกพี่ชายที่เคารพรักข่มขืนก็แย่พอแล้วนะ

ตอนนี้เห็นใจหมอมากด้วยจรรยาบรรณมันก็ต้องช่วยแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่เลวร้ายแค่ไหนก็ตาม

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
ซันไม่โกรธหรอก เพราะยังไงซันก็รู้นี่ว่าที่มาเป็นหมอเพราะอะไร เป้าหมายของแต่ละคนมีแค่ช่วยคนอื่นไม่ใช่หรอ

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com
ตอนที่ 12

เมื่อถึงเวลาที่ต้องราวน์วอร์ดประจำวัน อนิรุท์ก็เกิดอาการที่ไม่อยากจะไปดูคนไข้รายหนึ่ง ซึ่งก็หนีไม่พ้นผู้ชายที่เขาเพิ่งช่วยชีวิต ผู้ชายคนนั้นถูกแจ้งชื่อในระเบียนเวชว่า ‘ดำรง’ ถูกแทงเพราะไปมีเรื่องกับวัยรุ่นซึ่งอยู่ข้างห้อง วันนี้คงจะรู้สึกตัวแล้ว

อนิรุถทธ์นำนักเรียนแพทย์ราวน์วอร์ดไปทีละห้อง ระหว่างนั้นก็สังเกตได้ว่าศราวินดูจะร่าเริงขึ้นบ้างแล้ว อย่างน้อยเด็กหนุ่มก็กระตือรือร้นที่จะยกมือถามเขาและตอบคำถามของเขาได้อย่างฉะฉาน อีกทั้งยังหันไปยิ้มแย้มให้เพื่อนนักเรียนและพยาบาลรวมถึงคนไข้ได้อย่างไม่ฝืนเหมือนช่วงหลายวันที่ผ่านมานี่

จนกระทั่งถึงห้องของผู้ชายคนนั้น อนิรุทธ์ลังเล แต่ก็ยังไม่ทันจะพูดอะไร นักเรียนแพทย์ก็พากันเข้าไปในห้องนั้นหมดแล้ว รวมถึงศราวินด้วย เขาจึงรีบเดินตามเข้าไป

ผู้ชายคนนั้นนอนหลับอยู่บนเตียง ไร้วี่แววว่ามีญาติมาคอยเฝ้า

อนิรุทธ์เริ่มถามอาการและการรักษากับเหล่านักเรียนแพทย์ทันที อาการรีบร้อนและคุยอย่างรวบรัดของเขา ทำให้กลุ่มนักเรียนแพทย์ต่างก็พากันประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีใครทันทักท้วงอะไรเพราะอนิรุทธ์รีบพาทุกคนไปยังเตียงอื่นต่อทันที

สำหรับศราวิน นอกจากอาจารย์จะรวบรัดคำอธิบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้ว เด็กหนุ่มยังอดสังเกตไม่ได้ว่าอาจารย์ยังชอบมองมาที่เขาอย่างกระวนกระวายอีกด้วย ทำให้เขาเก็บเอามาคิดอย่างสงสัยว่า คนไข้เตียง 1915 นี่คือใครกันแน่

และเมื่อมองใบหน้าที่หลับอยู่ ความชิงชังมันก็เกิดขึ้นมาอย่างน่าตกใจ

เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน

ความชิงชังที่อยากให้อีกฝ่ายตายอย่างทรมานแบบนี้มันเป็นบาป ศราวินรู้ตัวดี แต่ก็อดรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้ เด็กหนุ่มไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมรู้สึกเช่นนี้กับคนที่ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน

“หมอ..ไปห้องต่อไปกันได้แล้ว”

อนิรุทธ์สะกิดคนที่ไม่ยอมเดินออกจากห้องและเอาแต่จ้องไปที่ผู้ชายคนนั้น เด็กหนุ่มหันมาก่อนจะรีบเดินตามคนอื่นๆไป

ความสงสัยนี้ทำให้ศราวินต้องเก็บมาถามเมื่อได้อยู่กันตามลำพังในห้องทำงานของอีกฝ่าย

“อาจารย์มีอะไรกับคนไข้เตียง 1915 หรือเปล่าฮะ?”

อนิรุทธ์เงยหน้ามองคนที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์พิงขอบเตียงอยู่ เขาคาดเดาเอาไว้แล้วว่าเด็กช่างสังเกตอย่างศราวินจะต้องสังเกตได้ว่าเขานั้นรวบรัดคำอธิบายไป

“ผมก็ไม่เห็นมันจะเป็นเคสที่น่าสนใจตรงไหน”

ศัลยแพทย์หนุ่มบอกยิ้มๆ แต่ศราวินก็ยังทำหน้าไม่เชื่อ

“คนไข้ถูกแทงทะลุปอดมานะฮะ เป็นเคสที่ไม่น่าสนใจตรงไหนกัน?”

“ก็ไม่น่าสนใจตรงที่ทำให้ผมเสียเวลาที่จะได้อยู่กับคุณไงล่ะ”

อนิรุทธ์แกล้งทำเฉไฉแล้วเดินมาเอามือจับเอวของเด็กหนุ่มไว้ เขาแต้มจูบลงกับข้างแก้มใสอย่างอาจหาญเพราะมุมที่พวกเขายืนอยู่นั้นมีฉากกั้นบังตาจากคนภายนอกเอาไว้

“อย่าเฉไฉสิฮะอาจารย์..อุ๊บ”

ริมฝีปากช่างซักถามถูกผิดกั้นด้วยเรียวปากอุ่น อนิรุทธ์หันเหความสนใจของเด็กหนุ่มด้วยจูบที่ดูดดื่มและร้อนแรง มือบางยกขึ้นมาขยุ้มเสื้อกาวน์ที่เขาสวมอยู่

อนิรุทธ์ตั้งท่าจะจูบนานมากกว่านั้น แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะได้ยินเสียงใครบางคนเปิดประตูเข้ามา

“พี่รุทธ์?”

เสียงหวานที่เรียกขานเจ้าของห้อง ทำเอาคนที่อยู่ด้านหลังฉากต้องผละจากกันทันที ศราวินรีบยืนตรงให้ดูสำรวมและสุภาพกว่าเมื่อครู่ เขายกมือปัดเสื้อกาวน์ตัวเองอย่างขัดเขิน ขณะที่อนิรุทธ์ชะโงกหน้าไปมองน้องสาวของตนเอง

“มีอะไรหรอ?”

“ม๊าบอกว่าอยากเจอพี่รุทธ์น่ะ ให้มาทานข้าวเย็นด้วยกันบ้าง อ๊ะหมอ?”

อธิชาเดินเข้ามาด้านในเห็นศราวินยืนอยู่ เธอทำท่าประหลาดใจเล็กๆแต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรออกมา

“คุณธิชาคงมีธุระกับอาจารย์ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะหมอ ธุระของธิชาไม่มีอะไรมากมาย”

พอเหลือบมองดูอาจารย์แล้ว เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าอนุญาต ศราวินจึงไม่เดินออกจากห้องไป เด็กหนุ่มทำเกร่ดูชั้นหนังสือของอาจารย์ที่จัดอย่างเป็นระเบียบและหยิบเอาหนังสือที่สนใจออกมา ขณะที่หูก็ได้ยินเสียงสนทนาของทั้งสองคน

“แค่จะมาชวนพี่ไปกินข้าวที่บ้านหรือไงเรา?”

อนิรุทธ์ถามแล้วเอื้อมมือไปหยิบปลายจมูกโด่งของน้องสาวอย่างมันเขี้ยว

“ก็ใช่น่ะสิ ม๊าบอกว่าคิดถึงพี่รุทธ์ ไม่ไปให้เห็นหน้าหลายอาทิตย์แล้วนี่ เย็นพรุ่งนี้ว่างไม่ใช่หรอ? แวะไปที่บ้านหน่อยสิ”

“เรานี่รู้ดีกว่าตัวพี่เองอีกนะ” อนิรุทธ์เย้าแล้วหยิบเอามือถือมาเปิดดูตารางงานของตัวเอง เห็นว่าไม่มีคิวผ่าตัดอยู่ในรายการของวันรุ่งขึ้นก็พยักหน้า

“อืม..ก็ว่างอยู่ แต่ไม่รับปากนะ”

อธิชาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ศัลยแพทย์อย่างอนิรุทธ์นั้นมีเวลาว่างที่ไม่แน่นอน เห็นว่าไม่มีคิวผ่าตัดแบบนี้ แต่ถ้ามีเคสฉุกเฉินเข้ามา ก็เป็นอันว่าไม่ว่างกัน

“อ่าฮะ..เออนี่ ชวนหมอซันไปด้วยสิ...นะ”

ประโยคนี้หญิงสาวเข้ามากระซิบที่ข้างหูคนเป็นพี่เพื่อไม่ให้บุคคลที่อยู่ในประโยคซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องได้ยิน ก่อนจะเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มเอาไว้อย่างน่ารัก

“หืม? ทำไมล่ะ?” อนิรุทธ์เลิกคิ้วถามอย่างประหลาดใจที่น้องสาวให้ชวนศราวินไปด้วย

“ไม่ทำไมหรอก แค่คิดว่าถ้าหมอซันไปด้วย ม๊าคงจะชอบน่ะ พี่ก็รู้ว่าม๊าชอบเด็กเก่งๆ”

อธิชาบอกเช่นนั้น แต่คนเป็นพี่ชายกลับคิดว่านั่นไม่น่าจะใช่เหตุผล แต่ก็ยังไม่สะดวกใจที่จะคั้นถามออกไป

“อืม..แล้วจะลองชวนดู”

แค่เพียงรับปาก สีหน้าของอธิชาก็ดูจะแช่มชื่นขึ้นมาก เธอฉีกยิ้มกว้างให้พี่ชายก่อนจะหันไปยิ้มให้ศราวินที่หันมามองอย่างงุนงง

“งั้นธิชากลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ ไปก่อนนะคะหมอ”

อธิชาทิ้งรอยยิ้มสวยไว้ให้ทั้งสองก่อนจะเดินกลับออกไป เมื่อได้มาอยู่กันสองคน ศราวินก็หันหน้ามาหาร่างสูง เขาเลิกคิ้วแทนเอ่ยปากถาม และมันก็ขึ้นอยู่กับนิรุทธ์ว่าจะตอบหรือไม่ ถ้าไม่ตอบเขาก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะนั่นเป็นเรื่องของพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเขา

“ยัยธิชาเขาให้ชวนหมอไปกินข้าวที่บ้านด้วยน่ะ”

“เอ๋?...จะดีหรอฮะ?”

เด็กหนุ่มทำท่าลังเล เพราะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่

ทั้งยังนึกฉงนใจว่าพยาบาลสาวให้ชวนเขาไปทานข้าวที่บ้านด้วยในฐานะอะไรกัน..

ลูกศิษย์ของอาจารย์

หรือคนรักของอาจารย์?

“กลัวหรือไง? แม่เล็กเขาใจดีนะ ไม่ต้องกลัวหรอก”

อนิรุทธ์บอกพลางยิ้มให้อย่างอบอุ่น แต่เขาเข้าใจผิดไป ศราวินส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่กลัวเรื่องนั้นหรอกฮะ..แต่คือคุณธิชากับทางบ้านของอาจารย์ เขารู้เรื่องเราหรือเปล่าฮะ?”

ได้ยินแล้ว อนิรุทธ์ก็เข้าใจถึงสีหน้ากังวลของเด็กหนุ่มทันที

“อืม..ยังไม่รู้หรอก ถ้าคุณอยากให้ผมบอก ก็ได้นะ”

เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ เขาไม่ได้รู้สึกว่าอนิรุทธ์ไม่เต็มใจบอก แต่เป็นตัวเขาเองที่รู้สึกว่ายังไม่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ที่มีระหว่างกันมากกว่า

“อย่าเพิ่งดีกว่าฮะ เดี๋ยวทางบ้านของอาจารย์จะตกใจกันเสียก่อน ว่าแต่..ทำไมอาจารย์เรียกว่าแม่เล็ก แต่คุณธิชาเธอเรียกว่าม๊าล่ะฮะ?”

อนิรุทธ์ยิ้มให้กับความช่างสังเกตของคนรัก

“ผมกับธิชามีพ่อคนเดียวกัน แต่เป็นลูกคนละแม่น่ะ”

“อ่อ...แต่อาจารย์ก็นับถือถือสินะฮะ?”

เพราะเห็นความรักและผูกพันสอดแทรกอยู่ในแววตาและน้ำเสียง ศราวินจึงถามไปเช่นนั้น

“ใช่..แม่เล็กเลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิดเลยเห็นจะได้”

“แล้วคุณแม่ของอาจารย์ละฮะ?”

ศราวินถามด้วยความสงสัย เขาเผลอคิดไปว่ามารดาของอาจารย์อาจจะเสียไปแล้วหรืออาจจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เลี้ยงอาจารย์เองไม่ได้

“แม่ของผมเป็นศัลยแพทย์ เหมือนกับพ่อล่ะนะ ทั้งสองต่างก็ยุ่งกันเกินกว่าจะดูแลครอบครัวและบ้าน หน้าที่ทุกอย่างที่รับผิดชอบในครอบครัวจึงเป็นของแม่เล็ก”

ได้ฟังเช่นนี้ ศราวินก็ถึงขึ้นต้องทำตาโตอย่างประหลาดใจ เขาไม่กล้าพูดออกไป แต่อนิรุทธ์ก็พูดออกมาเอง

“พ่อผม..มีภรรยาสองคนพร้อมกันน่ะ แต่ทุกคนก็รักกันดีนะ”

“ดีจังนะฮะ” สีหน้าประหลาดใจเมื่อครู่กลายเป็นรอยยิ้มที่ได้ยินเช่นนั้น

“แล้วแบบนี้ซันจะได้เจอกับพ่อแม่ของอาจารย์ด้วยใช่ไหมฮะ?”

ศราวินถามอย่างตื่นเต้นระคนกังวลใจ ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของอนิรุทธ์จะชอบใจตนเองหรือไม่

“ทั้งคู่เสียไปแล้วน่ะ...”

อนิรุทธ์บอกโดยที่ไม่ได้พูดถึงสาเหตุของการจากไปแต่ศราวินก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามว่าเป็นเพราะเหตุใด

“เสียใจด้วยนะฮะ”

อนิรุทธ์ไม่ได้ตอบอะไรแต่ส่งยิ้มให้คล้ายจะบอกว่าไม่เป็นอะไรก่อนจะชวนคุยตาม

“ว่าแต่..หลังจากนี้คุณต้องไปฝึกหัตถการต่อใช่ไหม?”

“ฮะ..แต่มีเวลาว่างอีก ..เกือบครึ่งชั่วโมงได้ ว่าแวะไปเยี่ยมพี่พัทหน่อย อ้ะ..จริงสิยังไม่ได้บอกอาจารย์เลย เมื่อวานผมไปหาพี่พัทมาแล้วนะฮะ”

เด็กหนุ่มฉีกยิ้มราวกับเด็กน้อยต้องการคำชม

“เข้าใจกันแล้วใช่ไหม?”

อนิรุทธ์ถามอย่างห่วงใย ศราวินยิ้มน้อยๆให้เขา

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันฮะ แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย”

“อืม...แต่ถ้ามีอะไร หรือถ้าเขารังแกคุณอีก คุณต้องบอกผมนะ อย่าเก็บเอาไว้กับตัวเองแบบนั้นอีก”

ศัลยแพทย์หนุ่มกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับนายตำรวจหนุ่มคนนั้น แต่เพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลซึ่งมีคนเดินผ่านไปมาตรงระเบียงทางเดินอยู่เกือบตลอดเวลา และถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ศราวินคงจะตะโกนร้องเรียกความช่วยเหลือได้

“ฮะ”

“งั้น...เย็นนี้เจอกันที่หอของคุณนะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องไป ศราวินมุ่งหน้าลงไปซื้อขนมปังกับกาแฟมาแก้วหนึ่งเพื่อรองท้องสำหรับจะไปลุยหัตถการต่อ เขาถือถุงและแก้วกาแฟเดินกลับไปยังลิฟต์ คนจำนวนนับสิบยืนรอลิฟต์อยู่และเข้าไปข้างในลิฟต์พร้อมๆกับ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วและกลั้นหายใจเมื่อได้กลิ่นกายที่ไม่น่าอภิรมย์นักจากผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกัน แค่มองด้วยหางตาก็เห็นผู้ชายคนนั้นสวมเสื้อผ้าที่ดูไม่สะอาดนัก ใบหน้าดูยียวน ลักษณะเห็นแล้วพาให้นึกถึงพวกอันธพาลข้างถนนให้รู้สึกไม่ดีที่ต้องมาอยู่ใกล้กัน

มือเรียวเปลี่ยนข้างที่ถือถุงขนมและแก้วกาแฟไปอยู่อีกฝั่งและขยับกายหนีห่าง แต่ก็ดูราวกับสวรรค์ไม่เป็นใจนัก เพราะประตูลิฟต์เปิดออกในชั้นถัดมาและมีเตียงซึ่งใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยถูกดันเข้ามา ถึงลิฟต์จะใหญ่ แต่คนเกือบสิบคนกับเตียงอีกหนึ่ง ก็ทำให้ดูคับแคบถนัดตา เด็กหนุ่มถูกเบียดเข้าไปด้านในและต้องยืนชิดด้านข้างของผู้ชายคนนั้นอย่างอึดอัด

ดวงตาคู่สวยมองดูเลขบนแผงลิฟต์ กลั้นใจให้ถึงชั้นจุดหมายโดยไวก่อนที่เขาจะขาดอากาศหายใจตายเสียก่อน พอเหลือบมองคนอื่นในลิฟต์ ก็เห็นอาการย่นจมูกบ้าง ไม่ก็ยกมือขึ้นมาปิดหรือเอายาดมขึ้นมาจ่อจมูก

แต่ดูว่าต้นตอของกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะไม่รู้สึกตัว ผู้ชายคนนั้นทำหน้ายียวนเช่นตอนเข้ามาแถมยังฮัมเพลงที่ไม่เป็นทำนองอยู่ในคอ

และระหว่างทาง เด็กหนุ่มก็ต้องสะดุ้ง เพราะบั้นท้ายของเขาถูกมือปริศนาจับและเค้นคลึงอย่างแรง หนำซ้ำปลายนิ้วนั้นยังสอดเข้ามาในหว่างขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เคราะห์ดีที่เขายังคงสวมเสื้อกาวน์อยู่ ชายเสื้อทำให้ผู้ชายคนนั้นดันมือเข้ามาในหว่างขาได้ไม่มากนัก แต่มันก็หยาบคายมาเกิดพอ ศราวินผละตัวหนีทันที และนั่นก็ทำให้เขาเกือบทำกาแฟเย็นหกใส่พยาบาลที่อยู่ข้างๆ ดวงตาเรียวหันตวัดมองคนลวนลามอย่างไม่พอใจ ผู้ชายคนนั้นกระตุกยิ้มที่มุมปากและมองเขาอย่างท้าทาย

แววตานั้นช่างน่ากลัวและอันตราย

ศราวินที่รู้สึกถึงัยคุกคามนั้นรีบถอยหนีออกไปพร้อมกับเตียงที่ถูกเข็นออกไปจากลิฟต์ทั้งที่ไม่ใช่ชั้นจุดหมาย เขาก้าวจ้ำออกจากลิฟต์ไปอย่างอกสั่นขวัญแขวน และอดไม่ได้ที่จะหันมองมาในลิฟต์อีกครั้ง

ผู้ชายกักขฬะที่ยืนพิงลิฟต์ด้านในอยู่คนนั้นมองมาด้วยท่าทางของหมากำลังต้องการจะล่าเนื้อ

และเนื้อนั้นก็คือเขา!

“ซัน? เป็นอะไรไป? หน้าตาตื่นเชียว”

เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเพราะมีใครบางคนมาแตะที่ไหล่ หันไปก็เห็นฐิติที่ยืนทำหน้างงอยู่จึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองยืนอยู่ในชั้นห้องทำงานของอนิรุทธ์

“อ่อ..โอมน่ะเอง มาทำอะไรหรอ?”

ศราวินพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติขณะพูดกับคนเป็นเพื่อน

ประตูลิฟต์ปิดไปแล้ว แต่หัวใจของเขายังสั่นกลัวไม่หาย

“โอมเอาผล MRI ของเด็กที่วอร์ดมาให้อาจารย์รุทธ์ดูน่ะ”

“อ่อ..งั้นหรอ”

ถึงจะพูดกับเขา แต่ฐิติก็รู้ว่าอีกฝ่ายดูเหมือนใจไม่อยู่กับตัว เขามองพินิจใบหน้าของเพื่อนก่อนจะถามอีกครั้งอย่างเป็นห่วง

“ซันเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่..ฉันไม่เป็นอะไร อ๊ะ..ต้องไปแล้วล่ะ ไปก่อนนะ”

ตัดบทเสร็จ ร่างเล็กก็หันหลังวิ่งขึ้นบันไดที่อยู่ติดกับลิฟต์ไป ฐิติมองตามคนที่วิ่งขึ้นบันไดไปทีละสองขั้นอย่างเป็นห่วง แต่ก็รู้ดีว่าถ้าศราวินไม่ยอมเปิดใจพูด ต่อให้เอาชะแลงมางัดปาก อีกฝ่ายก็ไม่ยอมบอกสิ่งที่อยู่ในใจหรือความเป็นกังวลออกมา

คนเป็นเพื่อนอย่างเขาก็ได้แต่เป็นห่วง

 

ฝ่ายศราวินนั้นวิ่งขึ้นไปยังวอร์ดศัลยกรรมด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ เมื่อถึงวอร์ดกพยายามเก็บท่าทางเหนื่อยหอบไว้กับตัว และแสดงท่าทางให้เป็นปกติ เขาเหลือบเห็นผู้ชายท่าทางน่าหวาดกลัวนั้นยืนอยู่ตรงระเบียงที่จะข้ามไปยังตึกหอผู้ป่วยแบบห้องสามัญ ศราวินรีบเลี้ยวเข้าไปในหอผู้ป่วยที่เป็นห้องพิเศษและเข้าไปในห้องของอติพัทธ์ทันที ทำเอาคนในห้องต้องตกใจกับการเข้ามาอย่างไม่คาดฝัน

“ซัน?...เกิดอะไรขึ้น?”

อติพัทธ์ยันตัวลุกจากเตียงมาหาคนที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงประตู ศราวินเหลือบมองออกไปจากหน้าต่างกระจกตรงประตูแล้วเห็นว่าทางเดินนั้นยังโล่งอยู่ก็ถอนหายใจก่อนฝืนยิ้มให้คนที่เป็นห่วง

“ไม่มีอะไรฮะ” เด็กหนุ่มบอกแล้วเดินไปวางแก้วกาแฟลงกับโต๊ะและทรุดนั่งลง อติพัทธ์เดินตามมา นายตำรวจหนุ่มยืนพิงเตียงและมองไปยังอีกฝ่ายอย่างรู้ว่าเด็กหนุ่มปิดบังเอาไว้

 

“โอเค..บอกก็ได้ฮะ พอดีเจอคนที่ไม่ค่อยอยากเจอเท่าไหร่ เลยหนีมาซ่อนที่ห้องพี่พัท”

ศราวินเอ่ยเมื่อเห็นสายตานั้น เขารู้ว่าคนที่โตมาด้วยกันอย่างอติพัทธ์ต้องสังเกตอาการของเขาออก จึงชิงพูดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายซัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมที่จะเล่าเรื่องที่เพิ่งประสบมาให้ฟัง

“ทำไมล่ะ? เขาทำอะไรไม่ดีหรือไง ถึงไม่อยากไปเจอเขา”

“อืม...ประมาณว่าไม่ถูกชะตาด้วยน่ะ”

เด็กหนุ่มเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาถูกลวนลาม ไม่ใช่นั้นจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่

ศราวินยอมรับว่าตัวเองเป็นหนึ่งในประเภทคนที่ชอบหลีกหนีปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับคนแปลกหน้า เขาไม่อยากให้ใครเกลียดให้ใครแค้น จึงพยายามไม่ให้เกิดปัญหากับใครทั้งสิ้น

นิสัยของเขาผิดกับอติพัทธ์ที่เป็นคนไม่กลัวใคร

“ไม่มีเรื่องอื่นนะ?”

“ฮะ..ว่าแต่พี่เถอะ วันนี้อยู่คนเดียวหรอ?”

เด็กหนุ่มรีบเบี่ยงประเด็นทันที เพราะไม่อยากถูกซักไซ้ไปมากกว่านี้ แต่ประโยคที่ถามออกไป ทำเอาแทงใจอติพัทธ์จนแทบหงายหลัง

จริงอยู่ที่เมื่อคืนนี้มีนิปุณอยู่เป็นเพื่อน แต่ศราวินไม่รู้ เด็กหนุ่มคงถามออกมาเพราะรู้ว่านิปุณมาเยี่ยมเขาบ่อยๆก็เป็นได้

แต่นั่นก็ไม่ได้แทงใจดำมากเท่ากับการที่นิปุณไม่อยู่ในตอนนี้

เมื่อรุ่งเช้าตอนที่ตะวันยังไม่ขึ้น นิปุณกลับออกไปโดยที่ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังกับความสับสน

“ซัน...พี่มีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย...”

พูดแล้วนายตำรวจหนุ่มก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง ศราวินที่กำลังแกะแซนวิสจะทานอยู่นั้นก็ชะงักมือแล้วหันมา เห็นความเคร่งเครียดบนใบหน้าอีกฝ่ายก็ตั้งใจฟังขึ้นมาอีกระดับ

“ว่ามาสิฮะ”

อติพัทธ์ทำท่าลังเลที่จะพูด ความลังเลนั้นแสดงออกมาบนสีหน้าด้วย ศราวินเฝ้าคอยฟังอย่างไม่เร่งกดดันทั้งที่รู้ว่าเหลือเวลาที่จะต้องไปฝึกหัตถการอีกไม่กี่นาทีแล้ว

“สมมติว่าถ้าซันรักใครคนหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มารู้ทีหลังว่าเพื่อนสนิทที่คบกันมาหลายปีรักตัวเองทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าซันรักคนอื่น...ซันจะทำยังไง?”

ฟังแล้วก็เหมือนเรื่องของเขากับอติพัทธ์ นั่นเป็นสิ่งแรกที่ศราวินรู้สึก

แต่ท่าทางกระวนกระวายนั้น ทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องระหว่างเขากับอีกฝ่าย

ถ้าอย่างนั้น...จะเป็นเรื่องของอติพัทธ์กับใครกัน?

วูบที่คิดเช่นนั้น เขาก็อดนึกถึงใบหน้าของนายตำรวจหนุ่มคนนั้น คนที่มาเยี่ยมอติพัทธ์ในคืนที่เจ็บ

หรือจะเป็นคนนั้น?..

“เพื่อนที่ว่า...ใช่คนที่มาเยี่ยมพี่พัทบ่อยๆหรือเปล่าฮะ?”

คำถามแทงใจทำเอาสีหน้าเปลี่ยน อติพัทธ์หันมองคนที่เดาถูกก่อนจะพยักหน้า เพราะรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะปฏิเสธ

“เมื่อคืนปุณบอกว่ารักพี่ ทั้งที่เขาก็รู้ว่าพี่น่ะรักซันอยู่ หนำซ้ำยังรักมานานโดยที่พี่ไม่รู้ตัวอีกต่างหาก ซันคิดว่าพี่ควรทำยังไงดี?”

ที่ปรึกษาจำเป็นทำหน้าครุ่นคิด

“ซันน่ะ...จะดีใจมากนะฮะถ้าพี่พัทได้มีคู่ใจ แต่..”

คนพูดเว้นช่วงเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่ แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่พูดนะจะเป็นเรื่องดีกับอีกฝ่ายจึงพูดต่อพร้อมกับลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้า

“อย่ารักคุณปุณเขาเพราะความสงสาร หรือเห็นใจเพราะพี่พัทเคยอยู่ในสถานะของคนที่รักใครแล้วคนนั้นมีใจให้ใครอื่น ซันรู้ว่าพี่พัทกำลังรู้สึกว่าคุณปุณเหมือนกับตัวพี่พัทเอง การที่พี่พัทจะรักคุณปุณด้วยความรู้สึกสงสารและไม่อยากให้คุณปุณต้องเจ็บอย่างพี่พัท...แบบนั้นมันใจร้ายนะฮะ”

มือเรียวเอื้อมไปจับเข่าอีกฝ่ายแล้วออกแรงบีบเล็กน้อย

“ซันคิดว่า..คุณปุณคงไม่ต้องการความรักที่เกิดขึ้นเพราะความสงสารหรอกนะฮะ”

คนฟังแค่นยิ้ม นัยน์ตาหม่น

“ใช่ ปุณก็พูดแบบนั้นล่ะนะ ตัวพี่เอง..ก็ไม่คิดว่าจะรักปุณได้ทันทีหรอกนะ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะรักปุณได้ไหม พี่ก็แค่คิดว่าถ้าพี่รักปุณ...ปุณก็ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะพี่..” นายตำรวจหนุ่มกำหมัด ริมฝีปากสั่นเทาก่อนจะพูดสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ

“พี่เอง...ก็ไม่ต้องเจ็บปวดด้วย..”

ศราวินรู้ว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะตัวเอง เขาทอดสายตามองอติพัทธ์ที่โตมาด้วยกันอย่างเห็นใจ

“อืม..แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพี่พัทจะรักคุณปุณไม่ได้นี่ฮะ”

อติพัทธ์เงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก ศราวินยิ้มอย่างอ่อนโยนได้

“ที่ผ่านมา...พี่พัทรักซัน เลยไม่ได้สนใจความรู้สึกคุณปุณเลยใช่ไหมฮะ?” พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า ศราวินก็พูดต่อ

“ลองนึกย้อนไปดูสิฮะ ว่าคุณปุณทำอะไรให้พี่บ้าง พี่ชอบนิสัยของเขาไหม เวลาคุณปุณพูด พี่ชอบที่จะฟังหรือเปล่า ชื่นชมในด้านไหนของเขาบ้าง และ...รู้สึกยังไงเวลาที่ได้อยู่กับเขา”

ศราวินพูดไปก็หน้าแดงไปเพราะเผลอคิดไปถึงคนที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ว่าอนิรุทธ์ทำอะไร สายตาของเขาก็เฝ้าแต่จะมองตามไป พอพูด หูของเขาก็จะต้องใจฟัง ความชื่นชมนั้นไม่ต้องพูดถึง อนิรุทธ์ทำให้เขามีแรงบันดาลใจและกำลังใจอยู่เสมอ

“อืม...เข้าใจแล้ว”

เด็กหนุ่มยิ้มอย่างให้กำลังใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามันถึงเวลาที่ต้องเองต้องไปฝึกต่อแล้ว

“อ๊ะ! ซันต้องไปแล้วล่ะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่นะฮะ”

บอกเสร็จก็เดินไปรวบเอากาแฟที่ละลายแล้วกับถุงขนมปังกับแซนวิส สองขาจะก้าวฉับๆไปยังประตู ตั้งท่าจะออกไปแต่ก็หันกลับมาหาอีกครั้ง

“พี่พัท...ถ้าพี่พัทคิดจะรักคุณปุณแล้วจริงๆล่ะก็ อย่าปล่อยให้ความรักหลุดมือไปนะฮะ”

อติพัทธ์ซึ่งยังคงนั่งอยู่บนเตียงหันมาก่อนจะพยักหน้าและยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มแรกเลยก็ว่าได้นับตั้งแต่เกิดเรื่องมา

“อืม..แน่นอน”

เขาควรที่จะค้นใจดู...

ว่าตัวเองมีความรู้สึกดีๆกับนิปุณมากแค่ไหน มากพอที่จะเริ่มต้นความรักครั้งใหม่หรือเปล่า..

เพราะเขา...

ไม่อยากที่จะจมอยู่กับความรักอันแสนอึดอัดและเจ็บปวดนี้ต่อไปอีกแล้ว..

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขารู้จักกับนิปุณ..

จะว่าไปก็คงตั้งแต่ปีแรกที่อีกฝ่ายเข้าโรงเรียนนายร้อย นับดูแล้วก็เรียกได้ว่าเป็นสิบปี เกือบจะเกินกว่าครึ่งชีวิตของศราวินที่เขาเฝ้ามองมาตลอดด้วยซ้ำ

นิปุณถือว่าเป็นคนเดียวที่เรียกว่ารู้ใจเขา รู้ว่าเขาชอบไม่ชอบอะไร รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ซึ่งบางครั้งศราวินเองก็ยังไม่รู้ใจเขาเช่นนั้น

ยามที่ได้อยู่กับนิปุณ เขารู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ายังมีใครบางคนที่คอยอยู่เคียงข้าง แต่ก็ไม่เหมือนยามที่เขาได้อยู่กับศราวิน เวลาที่เขาอยู่กับศราวินนั้น เขาจะนึกห่วงอีกฝ่ายทุกอย่าง ใส่ใจในทุกรายละเอียด ว่าเด็กหนุ่มจะพูดอะไร จะขยับตัวไปทางไหน จะยิ้มหรือจะร้องไห้ แต่ยามอยู่กับนิปุณ เขาแทบไม่ต้องมองหน้าอีกฝ่ายก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร กำลังรู้สึกเช่นนั้น ทว่าเขากลับไม่เคยได้รับรู้ความในใจที่อีกฝ่ายรักเขาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนสิ่งที่ชื่นชม เขาชื่นชมที่อีกฝ่ายเป็นคนขยันและเป็นคนเข้มแข็ง

ใช่..เขาชื่นชมนิปุณในข้อนั้น ข้อดีที่เปรียบเสมือนเป็นข้อเสียให้กับตัวนิปุณเอง

นิปุณเข้มแข็งจนเขาไม่เคยต้องห่วงเหมือนที่เขาห่วงศราวิน

เข้มแข็งเสียจนบางทีเขาก็นึกว่าคนอย่างนิปุณนั้น..รักไม่เป็น

แต่เขาก็คิดผิด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นิปุณมีใจให้กับเขา รักเขาเงียบๆ ทำเพื่อเขาเงียบๆ อยู่เคียงข้างเขาเงียบๆ โดยที่ไม่เคยร้องขอให้เขาปันใจไปให้ แม้ยามที่ความลับถูกเปิดเผย นิปุณก็ยังไม่ต้องการฉวยโอกาสให้เขาไปรักตัวเอง

เขาจะตอบแทนความรักของนิปุณได้อย่างไร?..

จะรักนิปุณด้วยความรู้สึกเดียวแบบที่เคยรักศราวินได้อย่างนั้นหรือ?..

ไม่...

เขารักนิปุณแบบนั้นไม่ได้

ข้อนี้มันชัดกระจ่างในใจ อติพัทธ์กลืนก้อนแข็งๆที่จุกในคอลงไปก่อนยกมือขึ้นมาซบหน้าอย่างกลัดกลุ้ม

รักแบบที่เคยรักศราวินก็ไม่ได้

จะรักด้วยความสงสารก็ใจร้ายกับนิปุณเกินไป

“ปุณ...ฉันต้องทำยังไงกับนายดี”

ลึกสุดในห้วงของหัวใจ มันเรียกร้องอยากได้เพื่อนสนิทคนเก่าที่มีแต่ความเป็นเพื่อนกันมากกว่า

เป็นเพียงแค่เพื่อนที่รู้ใจ

ไม่ใช่เพื่อนที่ครองใจ

บางที...อาจจะเป็นเพราะรู้ใจเขามากเกินไป นิปุณจึงไม่หวังที่จะได้ความรักจากเขา และปฏิเสธออกมาเองเช่นนั้น

อติพัทธ์ถอนหายใจอย่างอมทุกข์

เขาไม่ได้ทำร้ายคนสำคัญในชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่ทำร้ายถึงสองคนด้วยกัน..

-TBC-

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
ถ้ารักแบบนั้นไม่ไได้ก็คงต้องเป็นเพื่อนกันต่อไปแล้วล่ะ

หวังว่าผู้ชายที่น่ารังเกียจนั่นจะไม่ใช่คนร้ายที่จะมาฆ่าขมขืนซันในชาตินี้นะ

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
ลองคิดว่าถ้าไม่มีเค้าอยู่อีกแล้วจะทนได้ไหม จะอยู่ได้ไหมดูสิ

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
ลุ้นมากกกกกกกใจจริงอยากให้วิญญาณชาติก่อนๆๆ
จัดการไอ้พวกที่ฆ่าซันให้หมด
แต่จะสร้างบาปให้เค้าอีกกก
ถ้าตอนปัจจุบันเกิดเรื่องเดิมอีกไม่อยากจะคิดเลยค่าาา
น้ำตาได้นองเป็นแอ่งแน่ๆฮือออออออออ

ไหนๆจะมีคู่แล้วก็ดูแลปุณให้ดีๆล่ะ
ดูแลซันด้วย กลัวและระแวงแทนแล้ว อินค่ะอิน

ออฟไลน์ PlenG

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 136
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
กลัวเหตุการณ์ซ้ำรอย ขนาดในโรงพยาบาลที่คนพลุกพล่านยังขนาดนี้
ความปลอดภัยมันไม่มีเลยเหรอคะ ซันเองก็รู้จักป้องกันตัวบ้างนะ
อะไรที่มันดูแล้วเป็นอันตรายกับตัวเองจะขอความช่วยเหลือจากใครบ้างคงไม่ผิดหรอก
มันไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเรื่องทุกข์เราไปให้เขาอย่างเดียว
เผื่อมีเหตุการณ์อะไรที่มันร้ายแรงเกิดขึ้นจริงเขาจะเสียใจแทนเรานะที่ไม่ได้ช่วยอะไรน่ะ
ป้องกันไว้ดีกว่าแก้นะคะหมอซัน

คือที่พิมพ์ๆมาทั้งหมดนี่คือกลัวตัวเองร้องไห้ค่ะ ถ้ามันจะซ้ำรอยเดิมจริงๆ TT^TT

ออฟไลน์ ormn

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3925
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +324/-8
    • http:///uc.exteenblog.com/riko-tomo/images/23213506_1208714389_3598161_Okane_ga_Nai_v01_ch01_pg002__Cover.jpg
 :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:หวังว่าคงจะไม่ซ้ำรอยเดิมนะ :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ zizits

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 168
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
กลัวเหตุร้ายเกิดขึ้นกับน้องซันเหลือเกิน 

ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลยนะ แค่น้องโดนพี่ชายขืนใจ มันก็แย่เกินพอแล้ว

อาจารย์และวิญญาณช่วยปกป้องดูแลน้องซันด้วยนะ

ออฟไลน์ ตีสี่

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 412
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-5
    • 61'
รู้สึกเริ่มกลัวอีกแล้ว

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com
ตอนที่ 13 มาเสิร์ฟแล้วค่าาาาาาาา แถมภาพตัวละครด้วย ^^



เขากำลังโกหกคนรัก

อนิรุทธ์รู้ตัวดีว่ากำลังโกหกคำโตกับคนรักของเขา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีนัก เขาเคยเป็นคนพูด ว่าอย่าปิดบังอะไรกัน 

แต่ตอนนี้เขากำลังปิดบังเรื่องของผู้ชายคนนั้นไว้
เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปหรือไม่ หากเป็นเรื่องที่เขาเข้าใจผิดไปเอง มันก็จะทำให้ผู้ชายคนนั้นเสียหาย และทำให้เด็กน้อยของเขาต้องตกใจโดยที่ไม่จำเป็น

มีเพียงคนเดียวที่จะให้คำตอบแก่เขาได้

คิดได้เช่นนั้น อนิรุทธ์ก็ลุกขึ้นเดินไปปิดม่านที่หน้าต่างบนบานประตูและจัดการล็อกลูกบิดไว้ก่อนจะหันกลับมา เขาสูดลมหายใจลึก เรียกขานผู้ที่ไม่มีชีวิตอย่างระมัดระวัง

“ผมรู้..ว่าคุณมองดูผมอยู่ รบกวนมาปรากฏตัวหน่อยได้ไหมครับ? ผมอยากคุยกับคุณ”

สิ้นเสียงของเขา อนิรุทธ์ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกทั้งกายและความรู้สึก

ไม่รู้เขาอุปทานไปเองหรือไม่ แต่เหมือนกับไฟที่สว่างอยู่บนเพดานมันหรี่ลง พร้อมกับการปรากฏกายของคนที่เขาต้องการอยากพูดคุย

ความไม่พอใจฉาบอยู่บนใบหน้าของร่างโปร่งแสง

“เขา...เป็นคนที่ฆ่าคุณเมื่อสี่สิบปีก่อนจริงๆหรือครับ?”

น้ำเสียงที่ถามออกไปอย่างสุภาพ ถูกตอบกลับด้วยลมที่พัดกรรโชกขึ้นมาในห้องอย่างน่าประหลาด แสงไฟนีออนที่หรี่อยู่แล้วกะพริบติดๆดับๆ

‘คุณกำลังทำสิ่งที่ผิดพลาด’

เสียงนั้นก้องขึ้นพร้อมกับร่างโปร่งแสงที่เปลี่ยนไป จากรูปลักษณ์ที่ใส่เสื้อสีขาวยืนอยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นร่างที่เปลือยเปล่าซึ่งมีรอยบาดแผลฉกรรจ์ตั้งแต่ใบหน้าจรดปลายเท้า หนักสุดก็คือตรงกลางลำกาย เลือดจำนวนมากไหลออกมาจากบาดแผลพวกนั้น

มันเป็นร่างกายที่ถูกทำร้าย

วิญญาณของศราวินเมื่อสี่สิบปีที่แล้วแสดงให้เขาเห็นร่องรอยที่ถูกทำร้ายจากผู้ชายคนนั้น

“เราเป็นแพทย์..ถึงเขาจะทำเลวระยำแค่ไหน เราก็ต้องช่วยเขา ผมรู้ว่าคุณเข้าใจข้อนี้ และก็รู้ว่าผมเองก็ไม่อาจอภัยให้กับสิ่งที่เขาทำกับคุณไว้ได้”

อนิรุทธ์พูดพลางขยับเดินเข้าไปหา มือของเขายื่นไปหมายจะแตะที่ต้นแขนของอีกฝ่าย แต่เขาไม่สามารถแตะต้องร่างกายของวิญญาณหนุ่มได้

ศราวินเงยใบหน้ามาหาเขา ดวงตายังคงแข็งกร้าว...

‘แล้วคุณ...จะเสียใจ’

เสียงสะท้านก้องก่อนร่างวิญญาณนั้นจะหายไปพร้อมกับดวงไฟที่เปิดสว่างเป็นปกติ

อนิรุทธ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองด้วยความรู้สึกที่อยากอาเจียนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

‘แล้วคุณ...จะเสียใจ’

คำนี้ที่วิญญาณหนุ่มพูดออกมา มันทำให้เขากลัวว่าจะต้องสูญเสียศราวินไป

อนิรุทธ์รีบก้าวไปที่โต๊ะทำงานและหยิบเอามือถือขึ้นมาโทรหาเด็กหนุ่ม อีกมือก็หยิบเอาเสื้อสูทของตัวเองมาสวมและออกจากห้องทำงานไปทันทีโดยไม่สนใจงานที่คั่งค้างอยู่บนโต๊ะ อารมณ์เป็นห่วงทำเอากระวนกระวายจนสติแทบหลุด

ยิ่งศราวินไม่รับสายโทรศัพท์ ก็ยิ่งพาให้เป็นห่วงมากขึ้น

ศัลยแพทย์หนุ่มถึงกับวิ่งไปยังลานจอดรถโดยไม่สนใจคำทักทายของใครก็ตามระหว่างทาง ขึ้นรถได้เขาก็รีบถอยรถออกจากที่จอดและมุ่งตรงไปยังหอพักของเด็กหนุ่มทันที

ไฟในห้องที่เปิดสว่างและเสียงสายน้ำสาดกระทบกับผนังทำให้คนที่เป็นห่วงต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามองไปยังมือถือที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง ศราวินคงจะไม่ได้ยินเสียงที่เขาโทรมาหา

เมื่อรู้ว่าคนรักปลอดภัยดี ศัลยแพทย์หนุ่มก็ทิ้งตัวนั่งลงตรงปลายเตียง มือใหญ่ยกทาบอกและนวดเบาๆ เพิ่งรู้ว่าความกลัวทำให้ปวดในอกได้ขนาดนี้

“อาจารย์มาเร็วจังเลยฮะ”

เด็กหนุ่มเดินตัวเปียกออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายเปล่าเปลือยมีเพียงผ้าขนหนูผืนใหญ่สีขาวนุ่งไว้ที่เอว มือหนึ่งใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กขยี้เรือนผมที่เปียกชุ่ม หยดน้ำไหลจากเรือนผมลงมาเกาะที่บ่า อีกมือนั้นเอาตะกร้าผ้าที่เพิ่งซักมือเข้าเอวไว้ ดูก็รู้ว่าเพิ่งซักผ้าและอาบน้ำสระผมไปพร้อมกัน

“อยากเห็นหน้าคุณน่ะ เลยรีบมา” เสียงทุ้มบอกอย่างออดอ้อนพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้น เด็กหนุ่มวางตะกร้าผ้าลงแล้วเดินไปให้เขากอด

“ปากหวานจังนะฮะอาจารย์ ถ้าซันละลายลงไปกองกับพื้นจะทำยังไงกัน?”

เด็กหนุ่มเย้าด้วยรอยยิ้มหวานก่อนจะทรุดนั่งลงบนหน้าขาของอีกฝ่ายตามแรงดึง อนิรุทธ์ยกมือขึ้นไล้วงแก้มที่ยังเย็นอยู่อย่างแสนรักรอยยิ้มนั้น

“ตกลง...มีอะไรหรอฮะ?” ศราวินถามย้ำอีกครั้งเพราะติดใจกับสีหน้าของอนิรุทธ์ ดูราวกับอีกฝ่ายมีอะไรปิดบังเอาไว้

อนิรุทธ์เม้มริมฝีปาก สองจิตสองใจว่าจะเปิดเผยความลับดีหรือไม่ เขารักรอยยิ้มของเด็กหนุ่ม ไม่อยากนำพาเอาเรื่องร้ายมาให้ทุกข์ใจ

แต่ถ้าไม่เตือนอะไรเลย ก็คงไม่ดีแน่...

“ผมมีเรื่องที่จะบอกคุณ...”

คนฟังเลิกคิ้วและปล่อยให้อนิรุทธ์จับมือเอาไว้โดยที่ไม่เอ่ยขัด

ศัลยแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ผู้ชายคนนั้น...คนไข้เตียง 1915... เขาเป็นฆาตกรเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว”

ศราวินนิ่งอึ้งไป ใบหน้าซีดเผือก เขาพอจะเดาได้ตั้งแต่คำแรกที่อนิรุทธ์พูดออกมา...

“อาจารย์..รู้ได้ยังไงฮะ?”

 ไม่ต่างจากที่คาดเดาเอาไว้ว่าจะต้องถูกถามเช่นนี้ และเขาก็เลือกที่จะบอกไปตามตรง แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่ยากเกินความเชื่อ แต่เขาก็จำได้ว่าครั้งหนึ่งวิญญาณของศราวินแสดงภาพให้เขาเห็นว่าเด็กหนุ่มคุยกับวิญญาณของอนิรุทธ์หรือเรียกได้อีกอย่างว่าวิญญาณของเขาที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อสี่สิบปีก่อน ในตอนอยู่ที่คอนโดของเขา

“วิญญาณของศราวิน...บอกให้ผมรู้”

เด็กหนุ่มกะพริบตา ทำท่าประหลาดใจ

“วิญญาณของอาจารย์อนิรุทธ์ก็เคยมาหาซันเหมือนกัน..”

“ผมรู้...เพราะคืนนั้นศราวินก็มาหาผมด้วยเหมือนกัน เขาทำให้ผมเห็นภาพที่อาจารย์อนิรุทธ์คุยกับคุณ”

ถึงแม้จะรู้สึกแปลกๆที่วิญญาณทั้งสองชื่อเหมือนตนเอง แต่ก็เข้าใจดีว่าชื่อที่พูดกันออกไปนั้นหมายถึงใคร

“แล้ว..เขามาบอกอาจารย์เมื่อไหร่หรอฮะ?”

“ตอนที่จะทำการผ่าตัดน่ะ เขามาห้ามไม่ให้ผมทำการผ่าตัดให้กับผู้ชายคนนั้น”

“แต่อาจารย์ก็ยังผ่าตัดช่วยผู้ชายคนนั้น..”

เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆก่อนเงยสบตาอนิรุทธ์

“เพราะเราไม่สามารถทิ้งให้เพื่อนมนุษย์ตายไปโดยไม่ช่วยเหลือไม่ได้สินะฮะ”

อนิรุทธ์พยักหน้า

“ใช่..ถึงเขาจะเลวทรามแค่ไหน เราก็ต้องช่วยเขา”

“ฮึ..ซันเข้าใจนะฮะอาจารย์ แต่ก็แอบหวังใจให้เขาทรมานจนตายเหมือนกับคนๆนั้น...คิดแบบนี้ได้นี่ ซันเป็นเด็กไม่ดีจริงๆสินะฮะ”

เด็กหนุ่มซบหน้าลงกับบ่ากว้างก่อนจะถอนหายใจอย่างหนักอก อนิรุทธ์ยกมือลูบศีรษะของอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม เข้าใจดีถึงความรู้สึกเคียดแค้นที่ศราวินรู้สึก

“สัญญากับผมนะ..ว่าคุณจะระวังตัว และคุณจะไม่ไปพบหน้าเขา เวลาราวน์..ก็ให้ข้ามช่วงเตียงนั้นไป”

“ทำไมล่ะฮะ? อาจารย์กลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะทำร้ายซันอย่างนั้นหรอฮะ?”

อนิรุทธ์พยักหน้า นัยน์ตาที่ถูกบังไว้ด้วยแว่นสายตาสะท้อนความเป็นห่วงออกมา

“ผมเป็นห่วงคุณ คุณหน้าเหมือนกับเด็กคนนั้นมาก ถ้าคนร้ายคนนั้น เกิดจำหน้าเหยื่อของตัวเองได้ แล้วมาเห็นหน้าคุณเข้า...”

“เขาจะลุกขึ้นมาบีบคอซันให้ตายเลยสินะฮะ” เด็กหนุ่มยิ้มหยันก่อนจะขยับกายลุกขึ้นยืนและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

“คนบริสุทธ์ต้องกลัวคนเลวด้วยหรอฮะ? ซันไม่กลัวเขาหรอกนะฮะอาจารย์ ซันจะไปยืนต่อหน้าเขา ให้เขาเห็นหน้าชัดๆ จะดูว่าเขาจำได้หรือเปล่าว่าครั้งหนึ่งเคยทำเลวระยำอะไรเอาไว้!”

“ซัน..คุณไม่กลัว แต่ผมกลัวนะ” อนิรุทธ์พูดพลางลุกขึ้น เขารั้งต้นแขนเพรียวให้คนรักหันมามองหน้าตัวเอง

“ขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรอย่างวู่วามเลยนะ ถ้าคุณถูกทำร้าย จะทำยังไงกัน?”

อนิรุทธ์ปรามด้วยความเป็นห่วง สองแขนเลื่อนลงมากอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่น

“ถ้าคุณเป็นอะไรไป...ผมจะอยู่ได้ยังไง”

คนในอ้อมแขนมีทีท่าอ่อนลง ศราวินยกมือขึ้นกอดตอบ

“ก็ได้ฮะ...”

อนิรุทธ์กดจูบลงกลางกระหม่อมแทนคำชมที่เด็กหนุ่มยอมว่านอนสอนง่ายกับคำขอของเขา เขาคงทนไม่ได้ หากจะต้องเกิดเรื่องซ้ำรอยอย่างเมื่อสี่สิบปีที่แล้วอีกครั้ง

“ว่าแต่...อาจารย์ทานอะไรมาหรือยังฮะ? หิวหรือเปล่า? ซันโทรไปสั่งอาหารจากร้านข้างล่างมาให้ดีหรือเปล่าฮะ?”

“ไม่ล่ะ แค่กาแฟที่คุณชงให้ก็พอ”

ศราวินยิ้มให้กับคำหวานนั้น

“งั้นอาจารย์ไปอาบน้ำก่อนนะฮะ ซันจะชงกาแฟไว้ให้”

บอกแล้วทำท่าจะผละไปหยิบเอาผ้าขนหนูให้ แต่ก็ถูกเกี่ยวเอวเอาไว้

“ไม่อาบด้วยกันอีกรอบสักหน่อยหรอ?”

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วก่อนยิ้มหวานให้

“ไม่ดีกว่าฮะ ซันต้องไปตากผ้าอีก”

อนิรุทธ์พยักหน้าแล้วโอบร่างบางเข้ามาจูบที่หน้าผากเบาๆก่อนผละออก เขารับเอาผ้าขนหนูมาก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป ศราวินมองไล่หลังไปพลางอมยิ้มก่อนที่จะเดินไปเสียบปลั๊กกาน้ำร้อนและสวมเสื้อผ้าแล้วจึงออกไปตากเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ

เด็กหนุ่มใช้เวลาไม่นานนักในการตากผ้า เช่นเดียวกับอนิรุทธ์ที่ใช้เวลาอาบไม่นานเช่นกัน ศัลยแพทย์หนุ่มรับเอาเสื้อผ้าที่ศราวินส่งมาให้ แต่เขาไม่ได้สวมมัน อนิรุทธ์วางเสื้อผ้าพวกนั้นไว้ที่ปลายเตียง มองดูคนรักที่นุ่งเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงบ็อกเซอร์ซึ่งกำลังหยิบแก้วกาแฟมาชงให้เขาก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดด้านหลัง

“อืม...หอมจัง”

อนิรุทธ์พูดพลางกดปลายจมูกโด่งลงกับผิวอ่อนบริเวณซอกคอของร่างบาง เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างชอบใจ

“กาแฟยังไม่ได้ใส่น้ำเลยนะฮะอาจารย์”

“ผมหมายถึงตัวคุณต่างหากที่หอม”

ศราวินไม่เคยคิดมาก่อนว่าอาจารย์ของเขาจะมีคำพูดที่หวานเลี่ยนเช่นนี้ได้ เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ วางมือจากแก้วกาแฟที่ยังไม่ได้กดน้ำและหันมาหา

“หอม..แต่กินแล้วไม่อิ่มท้องเหมือนกาแฟนะฮะอาจารย์”

“งั้นต้องลองพิสูจน์ดูแล้วสิ”

อนิรุทธ์บอกแล้วฉกจูบที่ริมฝีปากนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรอบแผ่นหลังบางของคนที่เบียดกายอยู่กับอก ศราวินหลับตารับจูบแสนหวานที่อบอุ่นและยอมให้อนิรุทธ์ล่วงล้ำลูบไล้ไปทั่วกาย

เรือนผมที่ยังคงเปียกชุ่มไม่ได้ทำให้รู้สึกไม่ดี อนิรุทธ์ใช้นิ้วสางเส้นผมเปียกนั้นอย่างเพลินใจ ขณะเดียวกันก็แต้มจูบไปตามลำคอขาว อีกมือก็ซุกซนไปตามผิวเนียน ร่างน้อยในอกสะท้านกับสัมผัสของเขา ศราวินครางแผ่วเบาพลางไล้มือไปตามผิวอกกว้างที่ยังคงมีหยาดน้ำเกาะพราวอยู่

ทุกครั้งที่ได้สัมผัสกันและกัน ความวาบหวามใจมันก็เกิดขึ้นทุกครั้ง

อนิรุทธ์ยิ้มให้กับร่างให้อ้อมแขน เขาดึงให้เด็กหนุ่มไปที่เตียงและจัดการถอดเสื้อยืดตัวหลวมที่อีกฝ่ายสวมทิ้งไป เหลือเพียงบ็อกเซอร์สีเข้มที่หลุดตามไปในเวลาไม่นานนัก อนิรุทธ์แต้มจูบกับบ่าขณะที่มือก็ลูบไล้แผ่นอกบาง ปลายนิ้วบดคลึงกับยอดอกสีชมพูสวย ศราวินแอ่นอกเข้าหาริมฝีปากอุ่น มือข้างหนึ่งลูบกลุ่มผมนุ่มไปด้วย เขารู้สึกดีเสมอเมื่อถูกสัมผัสด้วยมือคู่นี้

“ขอบคุณ...ที่ไม่รังเกียจซันนะฮะ”

ศราวินกระซิบเสียงแผ่ว เคยนึกกลัวว่าอนิรุทธ์จะรังเกียจร่างกายที่เคยถูกคนอื่นล่วงล้ำ แต่การที่อีกฝ่ายแสดงออกว่าต้องการเขาเช่นนี้ มันทำให้เขาตื้นตันในอก

“เด็กโง่...ผมจะรังเกียจคุณได้ยังไงกัน”

อนิรุทธ์บอกเสียงนุ่มและปลอบประโลมคนคิดมากด้วยสัมผัสที่แสนอบอุ่น เขาโอบกอดร่างเล็กไว้และพรมจูบที่หน้าผากเนียนสองสามครั้ง แขนเรียวโอบกอดเขาไว้ราวกับจะแทนคำบอกว่าขอฝากชีวิตไว้กับเขาด้วยความไว้ใจ

“ซันรักอาจารย์มากนะฮะ...”

“ผมรู้...ผมก็รักคุณมากเช่นกัน”

ศัลยแพทย์หนุ่มยืนยันด้วยจูบแสนหวาน เขาลูบต้นขาอ่อนและยกให้เด็กหนุ่มชันขาไว้ นิ้วซุกซนกอบกุมส่วนอ่อนไหว ลูบไล้และหยอกล้อกับมันจนแข็งขึง เด็กหนุ่มยังคงกอดเขาเอาไว้ ริมฝีปากบางครางเสียงสั่น ทว่าเป็นเสียงของความสุขสม ก่อนเสียงครางนั้นจะขาดหายไปเมื่อเด็กหนุ่มขบเม้มริมฝีปากไว้แน่น มีแต่เสียงที่ครางในลำคอดังขึ้นเบาๆ

“อ๊ะ” ทันทีที่ปลายนิ้วสอดแทรกเข้าไปข้างใน สะโพกกลมก็เกร็งกระตุก อนิรุทธ์หยุดนิ้วที่บุกรุกและมองไปยังใบหน้าที่แดงกล่ำ

“เจ็บหรือเปล่า?” อนิรุทธ์ถามอย่างห่วงใย เด็กน้อยของเขาส่ายหน้าก่อนจะยันกายด้วยศอกที่เท้าลงกับเตียงนุ่ม

“มันเสียวน่ะฮะ..” ศราวินบอกอย่างขัดเขิน ดวงตากลมโตมองไปยังหว่างขาตัวเองที่ยังคงมีมือใหญ่สัมผัสอยู่ ปลายนิ้วของอนิรุทธ์ยังคงสอดคาอยู่กับบั้นท้ายของเขา เห็นอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกเขินจนหน้าร้อนไปหมด

“แต่รู้สึกดีใช่ไหม?”

เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนแยกขาให้กว้างกว่าเก่า อนิรุทธ์สอดนิ้วเข้าลึกกว่าเก่า ช่องทางนั้นค่อยๆขยายทีละน้อยและเปียกชุ่ม อีกมือก็กอบกุมแท่งหวานที่สั่นระริก คนที่นอนอยู่มองเขากระทำกับร่างกายส่วนล่างอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา เร่งเร้าให้แนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่อช่องทางนั้นพร้อมรับแล้ว อนิรุทธ์ก็ขยับสะโพกเข้าใกล้

“อาจารย์ฮะ..” เสียงเรียกทำให้อนิรุทธ์หยุดชะงักมือที่กำลังจะปลดผ้าขนหนูที่นุ่งอยู่และเงยหน้าขึ้นมอง เด็กหนุ่มขยับกายลุกจากท่านอนมานั่ง ขาเรียวขยับถอยออกมาเล็กน้อย ศราวินเอื้อมมือไปปลดผ้าขนหนูที่คนรักนุ่งอยู่ มือสัมผัสเข้ากับท่อนเนื้อแข็งแรงที่พองตัวอยู่ ใบหน้าหวานแดงซ่านไปจนถึงลำคอ

อนิรุทธ์โอบเอวคนรักไว้ ดึงเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะก้มลงมาให้ลุกขึ้นมาคร่อมตักเขาไว้ ศราวินทำท่างุนงงนิดหน่อยก่อนจะยิ้มหวานให้เขา

ความแข็งร้อนสอดผ่านปากทางเข้าไปด้านใน คนที่สะท้านสั่นวางมือลงกับบ่ากว้าง ริมฝีปากเผยออ้ารับจูบที่แนบลงมาอย่างร้อนเร่าควบคู่กับการขยับโยกที่สอดคล้องกัน

นาทีนี้..ศราวินเข้าใจแล้วว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนที่รัก มันมีความสุขมากกว่าทำกับคนที่ไม่ได้รับมากแค่ไหน

อนิรุทธ์ทำให้เขาอบอุ่นในหัวใจ รู้สึกถึงความอ่อนโยนและทะนุถนอม ขณะเดียวกันก็รู้สึกเร่าร้อนและปรารถนา อยากแนบชิดร่วมรักเป็นหนึ่งเดียวกันแบบนี้ตลอดไป

ศัลยแพทย์หนุ่มป้อนจูบให้กับคนรักอีกครั้งง มือหนาพยุงเอวบางที่ส่ายขึ้นลงอยู่บนตักเอาไว้ก่อนจะดันให้เด็กหนุ่มกลับลงไปนอนหงาย เสียงครางครึมดังสอดคล้องกับเสียงหนั่นเนื้อที่กระทบกัน เด็กหนุ่มแยกขาออกให้กว้างกว่าเก่าเพื่อที่จะรับการสอดให้เข้ามาลึกในกายตน

“อะ..อาจารย์..”

ศราวินครางเรียก ยิ่งกระตุ้นให้ความรู้สึกมันเอ่อล้น อนิรุทธ์ดันสะโพกแนบชิดแล้วเลื่อนหน้ามาซุกไซ้ซอกคอ มือข้างหนึ่งประคองสะโพกให้ได้องศา ส่วนอีกข้างรูดเร้าแกนกายของเด็กหนุ่มไปด้วย ศราวินจิกมือลงกับหมอน เสียวซ่านไปทั้งทั้งกาย

และที่ยิ่งไปกว่าความเสียวซ่าน ก็คือความสุขสม อนิรุทธ์ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

เมื่อปลายทางอยู่ไม่ไกลเกินจะคว้าไว้ ทั้งสองก็ช่วยกันเพื่อเอื้อมไปหา ก่อนไขว่คว้ามันไว้ในอุ้งมือพร้อมกัน

“อ๊า...เลอะอีกแล้ว” ถึงจะเป็นคำบ่น แต่คนพูดก็ระบายรอยยิ้มไว้บนใบหน้าก่อนจะหยีตาเมื่อถูกจูบที่ข้างแก้มอย่างนุ่มนวล

(ต่อ)

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com

“อาบน้ำอีกรอบไหมล่ะ?” เสียงทุ้มกระซิบถามอย่างเอาใจ แต่อ้อมกอดไม่ยอมคลาย คนบ่นว่าเลอะเองก็ซุกหน้าเข้ากับอกกว้างที่อบอุ่น

“อยากนอนมากกว่าฮะ..”

“ถ้างั้นก็นอนเถอะ ฝันดีนะครับ” อนิรุทธ์บอกอย่างอ่อนโยนก่อนจูบลงหนักๆกับเปลือกตาที่ปิดลง ศราวินคลี่ยิ้มบางและหลับลงในอ้อมกอดของกันและกัน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอและแรงกอดที่คลายลงก็บอกให้รู้ว่าเด็กหนุ่มนั้นหลับไปแล้ว แต่กระนั้นแขนเรียวยังกอดก่ายอนิรุทธ์เอาไว้แม้ยามหลับ

ศัลยแพทย์หนุ่มยิ้มบางๆ แต้มจูบเบาๆที่แก้มใสอีกรอบก่อนจะลุกขึ้นเพื่อควานมือไปหากล่องทิชชูและนำกระดาษเนื้อบางมาซับคราบที่เปรอะทั่วหว่างขาและท้องน้อย รวมไปถึงบั้นท้ายของอีกฝ่าย สะอาดดีแล้วจึงเอนกลับมานอนกอดเด็กหนุ่มไว้อีกครั้ง

ชั่ววูบหนึ่งที่อนิรุทธ์รู้สึกว่าคืนนี้มันช่างเป็นคืนที่เงียบสงบ ราวกับชายทะเลที่ไร้คลื่นและมีแสงดาวพร่างพรายอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี

หากทว่า...ความเงียบสงบนั้นมักจะตามมาด้วยคลื่นลูกใหญ่เสมอ..

อนิรุทธ์สังหรณ์ใจไม่ดีเลย...

 

ขณะที่อนิรุทธ์กับศราวินได้นอนกอดกัน แต่อติพัทธ์ต้องนอนเพียงลำพังในโรงพยาบาล นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจ วิวของเพดานที่นอนมองมาแล้วหลายอาทิตย์มันน่าเบื่อสิ้นดี การที่ต้องนอนเพียงลำพังมันเหงา แสงไฟสลัวยิ่งทำให้รู้สึกเดียวดายมากขึ้น

อติพัทธ์ยอมรับกับตัวเองว่าการมีนิปุณอยู่ด้วย แม้จะไม่ได้พูดกันเลยทั้งคืน แต่มันก็ยังดีกว่าการที่ต้องนอนตามลำพังเช่นนี้

มันน่าแปลกที่ก่อนหน้านี้หลายคืน เขาก็นอนตามลำพัง แต่ไม่เห็นเคยรู้สึกเช่นนี้

“เฮ้อ...” อติพัทธ์ถอนหายใจอย่างหนักอก ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงและเปิดลิ้นชักหยิบเอากระเป๋าเงินมา หันมามองสายน้ำเกลือที่ยังคงเจาะอยู่ที่หลังมือแล้วก็ดึงมันทิ้งอย่างไม่ใยดี

ยามนี้ก็แค่อยากหาอะไรมาระบายความเครียดให้มันพ้นไปก็เท่านั้น

นายตำรวจหนุ่มหยิบกระดาษทิชชูมากดให้เลือดที่ไหลออกมาหยุด ก่อนจะโยนทิชชู่ทิ้งลงถังขยะไปและฉวยเอากระเป๋าเงินมาถืออีกครั้ง

อติพัทธ์มุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใต้อาคารตึกศัลยกรรม จะซื้อบุหรี่สักซอง แต่ก็พบว่าร้านนั้นปิดแล้ว เลยลองถามยามแถวนั้นดูก็รู้ว่ามีร้านสะดวกซื้อที่หน้าตึกฉุกเฉินที่จะมีร้านสะดวกซื้อเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงจึงเดินไปซื้อบุหรี่มา นายตำรวจหนุ่มแกะซองบุหรี่กะว่าจะสูบที่ด้านล่างนี่แล้วค่อยกลับขึ้นตึกไป แต่ก็เจอกับความวุ่นวายที่หน้าตึกฉุกเฉินจึงเดินเลี่ยงกลับมาที่ตึกศัลยกรรม

ทางเดินที่มีไฟเปิดเพียงดวงเว้นดวง สร้างบรรยากาศให้นึกถึงหนังสยองขวัญ แต่คนที่ไม่กลัวผีอย่างอติพัทธ์ก็ไม่คิดจะหยุดยืนกลัวอยู่เพียงลำพัง เขาเดินไปตามทางเดินนั้นเพื่อจะไปขึ้นลิฟต์ที่อยู่ปลายทาง

ตึก...ตึก...

ตึก...ตึก...

ตึก...ตึก...

นายตำรวจหนุ่มขมวดคิ้ว เสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินตามหลังเขาอยู่ ถึงจะเป็นเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบา แต่เขาก็ได้ยินว่ามีเท้าสองคู่กำลังเดินตามมาแน่ๆ อติพัทธ์หยุดยืนอยู่ใต้หลอดไฟนีออนที่ส่องสว่าง เสียงนั้นก็ยังไม่หยุดเดิน

ตึก...ตึก...

ตึก...ตึก...

เขาจะไม่ติดใจสงสัยเลยหากเสียงฝีเท้านั้นไม่ได้ดังลอยมาพร้อมแสงไฟเหนือหัวที่ดับลง เสียงหัวเราะเบาๆพาให้รู้สึกขนลุก

อติพัทธ์ไม่รอที่จะตัดสินใจอะไรอีกแล้ว เขารีบหันหลังไปมองเจ้าของเสียงฝีเท้าที่เดินตามตัวเองมาทันที

“ซันนะเอง...อย่าทำให้พี่ตกใจสิ” เขาเป่าปากอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าคนที่เดินตามมานั้นคือศราวินกับอาจารย์แพทย์คนนั้น

แต่เพียงเสี้ยววินาที อติพัทธ์ก็รู้สึกได้ว่าคนที่เดินมานั้นไม่ใช่ศราวินกับอนิรุทธ์ ไม่ใช่เพราะสีผมของเด็กหนุ่มที่แตกต่าง แต่เป็นเพราะเมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ได้เห็นว่าร่างของทั้งสองนั้น...มันโปร่งแสง!

“ซัน...?” อติพัทธ์เรียกชื่อเด็กหนุ่มอีกครั้ง แต่สองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ไม่มีท่าทีว่าจะได้ยินหรือสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย อติพัทธ์ตัวชา ไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่สองคนนั้นเดินมาโดยไม่สนใจว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ และยังไม่ทันที่เขาจะถอยหลังหรือเปิดทางให้ทั้งคู่เดินผ่าน ทั้งสองคนนั้นก็ทะลุร่างเขาไป

อติพัทธ์ยืนตะลึง ความรู้สึกเหมือนถูกสายลมแรงพัดปะทะร่างไปวูบหนึ่ง เขารีบหันกลับมา ก็เห็นร่างโปร่งแสงของทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อยๆตามระเบียงก่อนจะหายไปต่อหน้าต่อตาเขาพร้อมกับแสงไฟที่กลับมาสว่างอีกครั้ง

“มันอะไรกัน?”

นายตำรวจหนุ่มพึมพำกับตัวเองก่อนยกมือขึ้นลูบหน้า

บางที...เขาอาจจะเครียดมากไปจนเห็นภาพหลอน

ดึกป่านนี้แล้ว...ศราวินคงจะนอนหลับอยู่ที่หอโดยมีคนๆนั้นอยู่เคียงข้าง...

อติพัทธ์ถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปขึ้นลิฟต์ ระหว่างที่ลิฟต์เลื่อนขึ้นไปด้านบนเรื่อยๆ มันก็แวะจอดและรับใครบางคนเข้ามาในลิฟต์ด้วย

“อ๊ะ”

อธิชาร้องอุทานเสียงเบาเพราะไม่คิดว่าจะเจอคนไข้ในวอร์ดตนเองในลิฟต์ อติพัทธ์ไม่ทำแม้แต่จะแค่ชำเลืองตามามองเธอ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทักทายหรืออะไร แต่พยาบาลสาวไม่ติดใจในเรื่องมารยาทข้อนั้นมากเท่ากับสายน้ำเกลือที่หายไปจากหลังมือของอีกฝ่าย แถมสิ่งที่อยู่ในมือนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอต้องหงุดหงิด

“อาจารย์รุทธ์ยังไม่ได้สั่งให้งดน้ำเกลือคุณไม่ใช่หรอคะ?”

 คำถามนั้นทำให้อติพัทธ์หลุดจากภวังค์ เขาหันมามองหน้าเธอก่อนจะยักไหล่คล้ายเด็กดื้อที่จะไม่ยอมให้ใครบังคับ อธิชาขมวดคิ้วและเม้มปากจนเป็นเส้นบาง

แต่จะมาดุกันก็ใช่ที่ อธิชาได้แต่ถอนใจเบาๆ

เมื่อถึงชั้นจุดหมาย ต่างฝ่ายก็แยกกันไปคนละทาง อติพัทธ์กลับเข้าไปในห้องและแกะซองบุหรี่ทันที เขาเดินไปสูบที่ริมหน้าต่าง เหม่อมองออกไปในเมืองยามค่ำคืน กรุงเทพที่น่าเบื่อ ถ้าไม่มีศราวินอยู่ เขาคงไม่ทำเรื่องขอย้ายกลับเข้ามาทำงานที่นี่

สูบบุหรี่ยังไม่ทันจะหมดมวน เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของพยาบาลสาวที่เข็นรถอุปกรณ์พยาบาลเข้ามา อติพัทธ์แค่มองหาทางหันตาก่อนจะดูดกลิ่นบุหรี่ลงปอดไปโดยไม่มีทีท่าจะสนใจไปมากกว่านั้น

อธิชาจัดการเปิดไฟให้ห้องสว่างมากขึ้นแล้วเดินมาก้มลงเก็บสายน้ำเกลือที่ถูกทิ้งไว้ข้างเตียง น้ำเกลือไหลจากขวดมานองอยู่บนพื้น พยาบาลสาวจัดการเช็ดมันจนหมดแล้วจึงเดินไปล้างมือก่อนกลับมาเข็นรถกับเสาน้ำเกลือไปหาคนที่ยังคงดูดบุหรี่ไม่เลิก

“คุณจะสูบบุหรี่น่ะ...ฉันไม่ว่าหรอกนะคะ มันปอดของคุณ คุณจะทำร้ายมันก็เรื่องของคุณ แต่...คุณต้องยอมให้ฉันแทงเข็มน้ำเกลือให้คุณใหม่”

อติพัทธ์เลิกคิ้ว ฟังเสียงหวานที่พูดดุแล้วจึงหันกลับมามอง

ดวงตาของอีกฝ่ายดูจริงจัง ดูแล้วก็อดนึกถึงคนที่เป็นพี่ชายของเธอไม่ได้ ถึงดวงตาของอนิรุทธ์กับหญิงสาวจะต่างกัน แต่แววตาเหมือนกันไม่ผิด

นึกถึงคนเป็นพี่ชายของเธอแล้ว อติพัทธ์ก็อดไม่ได้ที่จะคิดไม่อยากญาติดีกับหญิงสาว

“ไม่จำเป็น ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดที่ขาดน้ำเกลือไปแล้วจะล้มลงไปตาย”

อติพัทธ์แกล้งว่าอย่างยียวนเล่นเอาคนฟังต้องเผลอจิ๊ปากอย่างขัดใจ กิริยานั้นทำเอานายตำรวจหนุ่มเผลอคิดว่าเธอเหมือนเด็ก...

เหมือนศราวิน...

ที่ถึงจะพยายามทำตัวให้โตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีมุมเด็กๆอยู่

“น้ำเกลือที่ให้ เพราะเรายังต้องให้ยาคุณทางน้ำเกลืออยู่ ถ้าคุณจะไม่ยอมให้ฉันแทงน้ำเกลือให้คุณก็ได้อยู่ พรุ่งนี้อาจารย์รุทธ์แกมาราวน์แกก็จะสั่งให้พยาบาลที่อยู่เวรเช้าพรุ่งนี้แทงให้คุณใหม่อยู่ดี แล้วพยาบาลที่อยู่เวรพรุ่งนี้ก็จะถูกดุถูกว่าที่ปล่อยให้คุณดึงสายน้ำเกลือออก”

“งั้นผมจะบอก ว่าผมดึงตั้งแต่ตอนกลางคืนที่คุณอยู่เวร คุณพยาบาลอธิชา”

อติพัทธ์เริ่มสนุกกับการที่จะได้ต่อปากต่อคำกับเธอ เขาเน้นชื่อเธอพร้อมปลายตาไปมองชื่อบนบัตรที่ติดอกแล้วยิ้มมุมปาก

“ฮึ..ถึงคุณจะพูดแบบนั้น แต่พยาบาลเวรเช้าก็จะถูกว่าอยู่ดีว่าทำไมถึงไม่รีบแทงน้ำเกลือให้คุณก่อนที่อาจารย์จะราวน์วอร์ด”

“พี่ชายคุณนี่ใจร้ายจังนะ”

คนที่หยิบเอาเข็มเล่มใหม่ขึ้นมาแกะชะงักก่อนหันไปมองหน้าคนไข้แสนดื้อ ตามปกติแล้วก็มีแต่พวกพยาบาล อาจารย์ไม่ก็นักเรียนแพทย์ที่จะรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของอนิรุทธ์ แต่อติพัทธ์เป็นคนไข้ แล้วรู้ได้ยังไงกัน?

“หมอซันบอกหรอคะ?” อธิชาถามขณะที่ดึงมืออีกฝ่ายมาเช็ดแอลกฮอล์

“อืม..เพราะผมเข้าใจผิด คิดว่าคุณกับหมอรุทธ์เป็นแฟนกัน”

อธิชาแทบทำสำลีร่วงจากมือ เธอเงยหน้ามองอีกฝ่ายก็เห็นว่าสายตาของอติพัทธ์นั้นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายพูดจริง อติพัทธ์ก็ประหลาดใจที่ตัวเองกล้าที่จะพูดกับหญิงสาวออกไปตรงๆ

“อืม..ก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะธิชากับพี่รุทธ์เป็นพี่น้องคนละแม่กัน”

พยาบาลสาวยักไหล่บ้าง รู้สึกผ่อนคลายลง เธอหยิบแทงน้ำเกลือให้กับอีกฝ่ายใหม่อย่างเบามือ อติพัทธ์มองดูท่าทางตั้งอกตั้งใจของเธอแล้วก็ยิ้มจางๆ นึกถึงศราวินมากขึ้นทุกที

“ทำไม..คุณถึงมาเป็นพยาบาลล่ะ? ทำไมถึงไม่ไปเป็นหมอแบบพี่ชายคุณ”

อธิชาเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถาม เธอยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและอ่อนโยน

“แม่ของธิชาเป็นพยาบาลน่ะค่ะ ตั้งแต่เล็กๆก็เห็นแม่ที่ใจดีใส่ชุดขาว รู้สึกเหมือนแม่เป็นนางฟ้า ก็เลยอยากมาเป็นนางฟ้าบ้าง”

คำตอบที่ได้รับเหมือนคำตอบได้ยินจากปากของพวกนางงามอะไรแบบนั้น แต่อติพัทธ์กลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ปั้นแต่งให้สวยหรู ทว่าเกิดจากความชื่นชมที่อีกฝ่ายมีต่อมารดาจริงๆ เขาเองก็เข้าใจ เพราะพ่อของเขาเป็นตำรวจ ตอนเด็กๆเขาคิดเสมอว่าพ่อคือฮีโร่ของเขา เขาเลยเป็นตำรวจบ้างเพราะได้พ่อเป็นแบบอย่าง

ส่วนศราวิน..ที่มาเป็นหมอ ก็เพราะอยากรักษาคนไข้ อยากช่วยชีวิตคนเหมือนกับหมอที่พยายามช่วยชีวิตพ่อกับแม่ของตัวเอง

“ว่าไปนั่น...จริงๆแล้วธิชาเองก็อยากเป็นหมอเหมือนพ่อน่ะค่ะ แต่เผอิญว่าไม่ฉลาดเท่าพี่รุทธ์ เลยขอเป็นพยาบาลดีกว่า”

พยาบาลสาวตบมุกแล้วหัวเราะอย่างสดใสก่อนจะเก็บเอาอุปกรณ์ให้เข้าที่ กระนั้นก็ทำให้คนฟังนึกเอ็นดู

“จะหมอหรือพยาบาล...ก็ช่วยชีวิตคนได้เหมือนกันแหละนะ”

อธิชาเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดให้กำลังใจจากอีกฝ่าย เธอฉีกยิ้มให้จนตาหยีก่อนจะขอบคุณเขา

“ขอบคุณค่ะ คุณเองก็เข้านอนได้แล้วนะคะ แล้วบุหรี่น่ะ ถ้าเลิกได้..ก็เลิกเถอะนะคะ”

พยาบาลสาวบอกก่อนจะเข็นรถอุปกรณ์ออกไป อติพัทธ์มองเธอปิดไฟดวงใหญ่ให้จนเหลือเพียงดวงไฟสีส้มหัวเตียงที่เขาเปิดไว้ในตอนแรกก่อนจะหันกลับมามองบุหรี่กับไฟแช็กที่เพิ่งซื้อมา

ปึ่ก!

อติพัทธ์ปาซองบุหรี่ที่สูบไปเพียงมวนเดียวกับไฟแช็กลงทิ้งไปในถังขยะก่อนจะเดินกลับมานอนที่เตียง เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการที่ได้พูดคุยกับใครสักคน ถึงจะเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ แต่ก็สร้างความสงบใจให้อย่างประหลาด

คิดแล้วก็ยิ้มให้กับตัวเองก่อนเปลือกตาปิดลงมาอย่างช้าๆ

อติพัทธ์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็หลับได้อย่างสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา

-TBC-

^^ เรื่องของพี่พัทกับธิชานี่แอบด้นสดนอกพล็อตเลยนะเนี้ย 55555 แต่เขียนๆไปแล้วแอบรู้สึกชอบเบาๆ

ปล.ช่วง วันนี้ถึงวันจันทร์ที่ 15 โกะไม่อยู่นะคะ ใครสั่งจองมา ขอยกยอดตอบเมลวันจันทร์หรืออังคารเลยเน้อ ไม่แน่ใจว่าวันจันทร์กลับดึกป่าว ชัวร์ๆคือวันอังคารนะคะ><"

จุ๊บๆ

ออฟไลน์ ammamooty

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-2
แปะไว้ก่อนเดี่ยวมาอ่านเน้ออออ

........

แอ๊ อาจารย์เลือกถูกแล้วแหละที่บอกความจริงซันไปนะ

หากทว่า...ความเงียบสงบนั้นมักจะตามมาด้วยคลื่นลูกใหญ่เสมอ..  <<<<<คิดเหมือนกันเลยอ่ะ แง้ :ling1: :ling1: :ling1:

ปล.ทำไมตอนนี้วิญญาณอาจารย์กับซันออกทีไร ต่อมน้ำตาจะแตกทุกทีเลย มันดูรักกันมาก(คนอ่านอิน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-09-2014 12:49:22 โดย ammamooty »

ออฟไลน์ jessiblossom

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
กดบวกแล้วค่ะ

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
เค้ารักกันมากจริงๆ
40ปีละยังไม่จากกันไปไหนเลย
โอ้ยยยยยย คนชั่วนี่ตายช้าตายยากตายเย็น

ออฟไลน์ แก้วเจ้าจอม

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 168
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 ได้โปรดอย่ามีอะไีเกิดขึ้นกับอาจารย์และซันอีกเลยนะ

ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
ตอนวิญญาณโผล่มาเนี่ย หลอนทุกทีเลย บรื้อออ

อาจารย์มีลางสังหรณ์ไม่ดีเช่นนี้  ไม่แคล้วจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับน้องซันเป็นแน่

พี่ตำรวจกับน้องพยาบาลคงไม่คู่กันหรอกนะ เพราะนี่คือนิยายวาย

ไม่ได้ๆ เดี๋ยวน้องตำรวจอีกคนเสียใจ 

ออฟไลน์ jing_sng

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
อ่านตอนล่าสุดแล้วนึกถึงโทษการข่มขืน
กรณีหมอซันชาติก่อนที่โดนขนาดนั้น คนร้ายยังมีชีวิตลอยนวล
มาให้หมอรักษาให้อีกกับอีกหลายคนที่จะตายก็ตาไม่หลับ
ดังนั้นข่มขืนแล้วฆ่าไม่ควรลดโทษไม่ว่ากรณีใดๆ
แล้วไอ้ที่ลวนลามหมอในลิฟท์โรงพยาบาลนี่ชั่วเกิน หนักว่านี้มันก็คงทำได้
หวังว่าคงไม่จบเศร้า หากเศร้าอยากให้คนทำรับโทษอย่าสาสม

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด