[Tragedy Series] Tell me the Legend ตำนานรัก..โรงเรียนแพทย์ - Ch.20 จบ (25/4/15)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Tragedy Series] Tell me the Legend ตำนานรัก..โรงเรียนแพทย์ - Ch.20 จบ (25/4/15)  (อ่าน 220803 ครั้ง)

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
งงกับวิญญาณ 2 คนมาก มาเกิดใหม่แล้วไม่ใช่หรอ หรือว่ายังไม่เข้าร่างท้้ังหมด  ธิชานี่จะคู่กับคุณตำรวจอะป่าว ลุ้นๆๆๆๆ

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
 :m16: เดี๋ยวคนร้ายมันต้องจำได้แน่ๆเลย

คุณตำรวจกำลังตกหลุมรักนางพยาบาลสินะ

ออฟไลน์ DeShiWa

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-9
อ่านแล้วน้ำตาไหลพลาก.....


ยังอ่านไม่ทัน

มาเป็นกำลังใจให้อีกคนครับ

เรื่องประทับใจมากๆ

ออฟไลน์ maru

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3553
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +162/-7
คนในลิฟท์เป็นใครเกี่ยวข้องคนนั้นใช่ไหม จะมีอะไรเกิดกับซันอีกหรือเปล่าเนี่ย

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com
ตอนที่ 14

เช้าวันที่สดใส ศราวินตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นที่วันนี้จะได้ไปพบกับคนที่เป็นครอบครัวของอาจารย์อีกหนึ่งคน ความสดใสที่กระจายอยู่บนใบหน้า ทำเอาหลายคนต้องเอ่ยถามว่ามีเรื่องอะไรดีๆอย่างนั้นหรอ พอถูกถาม เด็กหนุ่มก็จะเลี่ยงตอบไปว่าได้นอนเต็มอิ่มเลยสดใสได้แบบนี้ คำตอบนั้นทำให้คนที่ได้ยินต้องยิ้มให้อย่างเอ็นดู

เห็นเด็กหนุ่มสดใสขึ้น อนิรุทธ์ก็พลอยสดชื่นไปด้วย แต่เมื่อราวน์มาถึงเตียงเจ้าปัญหา รอยยิ้มก็ไหลเลื่อนไปจากใบหน้าของทั้งสอง อนิรุทธ์มองไปยังศราวินก็เห็นว่าเด็กหนุ่มค่อยๆปลีกตัวจากกลุ่มไป เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อีกฝ่ายยอมเชื่อฟัง

เพราะให้สัญญาไว้ เด็กหนุ่มจึงเลี่ยงไม่เข้าไปเผชิญหน้ากับคนเลวคนนั้น ทั้งที่นึกอยากดูหน้าว่าคนที่ฆ่าคนอื่นได้อย่างเลือดเย็นนั้นจะมีหน้าตาเช่นไร ศราวินถอยออกมาเงียบๆ เพื่อที่จะรอให้อนิรุทธ์พานักศึกษาไปยังเตียงอื่นแล้วจึงค่อยเข้าไปรวมกลุ่ม

แต่ดูเหมือนชะตาจะไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก

“แน่ะ! แอบมาอู้หรอหมอ ถึงจะเป็นลูกรักอาจารย์รุทธ์แต่มาอู้แบบนี้ เดี๋ยวก็โดนดุหรอก เข้ามาเร็วเข้า”

อนิรุทธ์เงยหน้าทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นแว่วเข้าหู แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ศราวินถูกเอ็กซ์เทิร์นคนที่พูดดึงแขนให้เข้ามายืนรวมกลุ่มกับนักศึกษาแพทย์คนอื่น การเข้ามาทีหลังย่อมเป็นจุดสังเกต

ตอนแรกคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงทำท่าไม่สนใจและไม่ใส่ใจกับพวกเขาที่เดินเข้ามาอยู่ข้างเตียง แต่พอศราวินก้าวเข้ามา ใบหน้าที่เลื่อนลอยนั้นก็หันไปมองและตะโกนโวยวายออกมาจนทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นต้องตกใจ

“มะ..มึง!! มึงอยู่ที่นี่ได้ไง!! กูฆ่ามึงไปแล้วนี่!!”

ปลายนิ้วสั่นเทาชี้หน้าศราวิน สีหน้าหวาดกลัวสุดขีดพร้อมกับดิ้นรนที่จะหนี มือจิกผ้าปูแล้วถดตัวไปอีกด้านของเตียงจนตกลงมาที่พื้นแต่ก็ไม่วายที่จะคลานหนีไปชนกับเตียงที่อยู่ข้างๆ

“กูฆ่ามึงไปแล้ว! กูฆ่ามึงไปแล้ว!!”

ชายสูงวัยยังคงตะโกนอย่างสิ้นสติเป็นประโยคเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา มือไม้ยกขึ้นกำบังตัวเอง ร่างกายสั่นงันงกและมีปัสสาวะนองลงพื้นเพราะกลัวจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่

ทั้งนักศึกษาแพทย์ ทั้งพยาบาลและคนไข้ที่อยู่เตียงอื่นต่างก็มองมาอย่างงุนงงและไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะมีก็เพียงแต่อนิรุทธ์กับศราวินที่เข้าใจว่าปฏิกิริยาของผู้ชายคนนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร

“กูฆ่ามึงไปแล้ว...อย่ามาหลอกมาหลอนกูเลย”

ดำรงยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ปากพล่ามพูดไม่หยุด พอมีคนเข้าไปจับเพื่อที่จะพยุงให้ลุกขึ้นก็ขืนตัวเอาไว้ จนในที่สุดก็เกิดอาการเกร็งและชักจนตาเหลือก

“คุณออกไปก่อนเถอะ” อนิรุทธ์หันมาบอกก่อนจะหันกลับไปดูอาการผู้ชายคนนั้น

ศราวินถอยหลังออกมา แต่สายตายังคงมองไปยังร่างที่ชักเกร็งของดำรง

ไม่มีความรู้สึกสงสารเกิดขึ้นในใจของเขาเลยสักนิด มีแต่ความสมเพชเวทนา เท่านั้น

ความกลัวที่ดำรงรับรู้นี้ จะถือว่าเป็นผลกรรมของอีกฝ่ายหรือไม่ เขาไม่รู้

แต่การที่อีกฝ่ายต้องมาถูกแทงจนปอดทะลุนั้น ศราวินคิดว่ามันคงเป็นหนึ่งในผลกรรมที่ผู้ชายคนนี้ทำลงไปแน่ๆ

รออยู่ครู่ใหญ่ ผู้ชายคนนั้นก็สงบลง ศราวินยืนมองจนทุกคนถอยห่างจากเตียงหลังนั้นแล้วก็เห็นว่าดำรงถูกมัดมือเอาไว้กับราวเตียง อนิรุทธ์ยืนเขียนยาที่สั่งและอาการของคนไข้อยู่ข้างเตียง คนอื่นๆต่างพากันซุบซิบและมองมาที่เขาอย่างสงสัย ศราศราวินจึงเลือกที่จะหันหลังให้และมองออกไปนอกอาคารสีแดงอิฐหลัง ไม่นานนักอนิรุทธ์ก็เดินตามออกมา

“คุณโอเคนะ”

เด็กหนุ่มหันไปหาเขา สีหน้าที่มีความสุขก่อนหน้านี้หายไปแล้ว

“เขายังไม่ลืมหน้าคนที่เขาเคยฆ่าสินะฮะ”

อนิรุทธ์พยักหน้า นึกอยากจะกอดรั้งคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมแขนเพื่อปลอบโยนแต่ก็ติดว่าอยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถทำได้

“คุณอยากกลับไปพักหรือเปล่า?”

“ไม่เป็นไรฮะ”

ศราวินส่ายหน้า เขาไม่ต้องการพักเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันไม่ได้ต่างไปจากที่คาดคิดสักเท่าใดนัก อนิรุทธ์มองจ้องดวงตาคู่กลมก่อนจะพยักหน้าและอนุญาตให้เด็กหนุ่มราวน์พร้อมกับเขาต่อ

 

เรื่องที่เกิดขึ้นในหอผู้ป่วยสามัญนั้นลือสะพัดไปทั่วแผนกศัลยกรรม แม้กระทั่งอธิชาที่วันนี้เป็นวันหยุด ก็ยังได้รู้ข่าวจากนัชชาซึ่งเป็นเพื่อนสนิท

“น่ากลัวจังเลยนะ แต่หมอซันไม่เป็นไรใช่ไหมลูก?”

อรทิพย์อุทานอย่างตกใจหลังจากได้ยินลูกสาวเล่าให้ฟังขณะที่ทำครัวเตรียมอาหารเย็นไว้รอต้อนรับแขกที่จะมาในเย็นนี้

“น่าจะไม่เป็นไรนะคะม๊า แต่คงตกใจน่าดู”

อธิชาบอกพลางอดนึกห่วงคนที่พูดถึงกันไม่ได้ เธอละสายตาจากผัดกาดที่กำลังหั่นอยู่ไปมองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังสีครีม อีกหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมายกัน

“ว่าแต่ลูกเถอะ ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวสิจ้ะ จะให้หมอซันเห็นหน้ามันๆดูไม่ได้แบบนี้หรอ?”

อรทิพย์เย้าลูกสาวที่ตั้งอกตั้งใจช่วยทำอาหารมื้อนี้ อธิชาได้ยินแล้วก็ถึงขั้นทิ้งมีดที่ถืออยู่แล้วใช้สองมือแตะแก้มตัวเอง

“หน้าหนูดูไม่ได้เลยหรอคะม๊า” 

“ถ้ารีบไปอาบน้ำแต่งตัวตอนนี้ก็จะดีกว่าค่ะลูก เหลือแค่ผัดผักเอง เดี๋ยวม๊าทำต่อให้”

คนเป็นแม่หันมาดันเธอให้ขยับออกไป อธิชาถอยห่างให้ก่อนจะกอดเอวแล้วชะโงกหน้าไปหอมแก้มมารดาอย่างแสนรัก

“ขอบคุณนะคะ”

“จ้า...รีบไปอาบน้ำเถอะเรา”

อธิชายิ้มให้ก่อนจะขึ้นไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อคอยต้อนรับคนที่จะมาเยือนในเย็นนี้ เธอใช้เวลาอาบน้ำและแต่งตัวไม่นานนัก เสร็จแล้วก็ลงมาจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ซึ่งมื้อนี้เธอกับมารดานั้นทำอาหารโปรดของอนิรุทธ์เสียเป็นส่วนใหญ่

อาหารหน้าตาน่าทานส่งกลิ่นหอมชวนให้ลองชิม สองคนแม่ลูกขยับมานั่งรอกันที่ห้องรับแขกเพียงไม่นาน เสียงรถที่คุ้นเคยก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านก่อนจะขับเข้ามาจอดในโรงรถ

อธิชายิ้มให้มารดาของเธอก่อนที่จะเดินออกไปรับทั้งสอง

 

ขับรถเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงบ้านของอธิชา ระหว่างทางอนิรุทธ์เล่าให้เด็กหนุ่มฟังว่าแต่เดิมบ้านหลังนี้เป็นบ้านของครอบครัวเขา ต่อมาหลังจากพ่อกับแม่ของเขาเสียไปทั้งคู่แล้ว อนิรุทธ์ก็ยกบ้านหลังนี้ให้อธิชากับอรทิพย์ผู้เป็นแม่เลี้ยง ส่วนตัวเขาเองไปเรียนต่อที่อเมริกา พอกลับมาเมืองไทย เขาก็ซื้อคอนโดที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลไว้เป็นที่พักอาศัย

นอกจากนั้นอนิรุทธ์ยังเล่าถึงแม่เลี้ยงของตนให้เด็กหนุ่มฟังอีกด้วย

อรทิพย์เคยเป็นพยาบาลผู้ช่วยในห้องผ่าตัดมาก่อน พอผู้เป็นพ่อของเขารับมาเป็นภรรยาอีกคน อรทิพย์ก็ลาออกจากโรงพยาบาลมาเป็นคนคอยดูแลทุกอย่างที่บ้าน รวมทั้งเลี้ยงดูเขาแทนแม่ที่เป็นศัลยแพทย์เหมือนกับพ่ออีกด้วย

“ถ้าพูดกันจริงๆ ผมสนิทกับแม่เล็กมากกว่าแม่อีก”

รอยยิ้มของอนิรุทธ์ที่พูดทำให้ศราวินรู้ว่าอีกฝ่ายรักและเคารพผู้ที่พูดถึงมากแค่ไหน ยิ่งได้เห็นบ้านขนาดใหญ่ซึ่งให้บรรยากาศอบอุ่น ศราวินก็รู้สึกได้ว่าอรทิพย์จะต้องเป็นผู้หญิงที่ใจดีและอบอุ่น ถึงได้เลี้ยงดูให้อนิรุทธ์กับอธิชาเป็นคนที่เป็นมิตรและอบอุ่นทั้งยังเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันเช่นนี้

“มาเถอะ...”

อนิรุทธ์บอกแล้วปลดล็อกประตู เขาพาศราวินเข้าไปในบ้านและพบกับอธิชาที่ออกมารอรับ หญิงสาวดูสดใสในเสื้อยืดคอวีสีขาวพิมพ์ลายน่ารักกับกางเกงยีนส์ขาสั้นสีเทา ความสดใสน่ารักและเยาว์วัยทำให้เธอดูมีเสน่ห์ชวนมอง

“มาเร็วกว่าที่คิดไว้อีกนะพี่รุทธ์ ยินดีต้อนรับนะคะหมอ” ประโยคท้ายเธอหันมาทักทายศราวินที่เดินตามอนิรุทธ์เข้ามา ท่าทางเก้อเขินเพราะไม่คุ้นชินดูน่ารักในสายตาของเธอ

“ของฝากฮะ”

ศราวินยื่นกล่องเค้กที่เดินไปซื้อจากร้านซึ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาลก่อนจะมาที่นี่ให้ อธิชารับมาก่อนเชื้อเชิญให้เข้าบ้าน

“เข้าข้างในกันเถอะค่ะ วันนี้ธิชาช่วยม๊าทำของโปรดให้พี่รุทธ์เลยน้า”

หญิงสาวหันไปบอกคนเป็นพี่พร้อมรอยยิ้มกว้าง ศราวินแอบลอบยิ้มตามขณะเดินผ่านแนวพุ่มต้นมะลิที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ข้างตัวบ้าน

สิ่งแรกที่ศราวินเห็นเมื่อเข้ามาในตัวบ้าน ก็คือภาพของคนทั้งห้าคนที่อยู่ในกรอบไม้สีน้ำตาลเข้ม มันเป็นรูปภาพขนาดใหญ่ซึ่งติดอยู่กับผนังตรงข้ามกับประตูเข้าบ้าน อนิรุทธ์กับอธิชาในรูปดูเยาว์วัยกว่าในปัจจุบัน และใบหน้าของอนิรุทธ์ก็เหมือนกับบิดาราวกับเป็นคนเดียวกัน

“ทางนี้ค่ะหมอ” เสียงของอธิชาทำให้เขาต้องละสายตาจากรูปนั้นและเดินตามเธอไปยังห้องทานอาหาร บนโต๊ะจัดเตรียมไว้สำหรับคนสี่คน ศราวินมองตามอนิรุทธ์ที่เดินเข้าไปในครัวก่อนจะเดินตามเข้าไป เขาเห็นคนรักเดินไปกอดร่างสันทัดของหญิงวัยกลางคนที่กำลังตักแกงจากหม้อใส่ชาม

“คิดถึงแม่เล็กจังเลยครับ”

 

“แน่ะๆ มาทำปากหวานนะเรา คิดถึงแต่ไม่กลับมาหาแม่เล็กเป็นเดือนๆแบบนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน ดูสิ แม่เล็กจะลืมหน้าเราอยู่แล้วนะรุทธ์”

ศราวินแอบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคนรักพูดกับอรทิพย์ และสิ่งที่อรทิพย์ตอบกลับมา อนิรุทธ์ดูราวกับเป็นเด็กน้อยของเธอ

“ตอนผมไปอเมริกามาตั้งหลายปี แม่เล็กยังไม่ลืมหน้าผมเลยนี่ครับ”

“จริงเลยเรานี่..” อรทิพย์ตีแขนลูกเลี้ยงของเธอก่อนจะหันมาเห็นศราวินยืนอยู่ข้างหลังกับลูกสาว

“สวัสดีฮะ ขอฝากท้องด้วยสักมื้อนะฮะ” ศราวินยกมือขึ้นไหว้เธออย่างอ่อนน้อม อรทิพย์ยื่นชามแกงให้อนิรุทธ์ยกไปก่อนจะรับไหว้เขาด้วยรอยยิ้ม เธอถอดผ้ากันเปื้อนที่ผูกเอวไว้แล้วเดินมาจับแขนเขาไว้

“ยัยธิชาเคยบอกว่าหนูน่ารัก แต่แม่ว่าหนูหน้าสวยมากเลยค่ะ อ๊ะ!..แม่พูดอย่างนี้หนูจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า? แม่แค่อยากบอกว่าหนูหน้าหวานแล้วก็ตาสวยมากเลยค่ะ”

“ขอบคุณฮะ” ศราวินขอบคุณเธอพลางรู้สึกเขินกับคำชมที่ได้รับจนหน้าร้อนขึ้นมา ไม่ต้องดูกระจกก็รู้ว่าแก้มทั้งสองข้างมันคงแดงไปหมดแล้ว

“ม๊าชมหมอจนเขาเขินไปหมดแล้วเห็นหรือเปล่า ม๊าเขาชอบเด็กน่ารักน่ะหมอ” อธิชาบอกด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ท่าทางชอบใจที่คนเป็นแม่ชอบใจในตัวศราวิน อนิรุทธ์เองก็เช่นกัน

“น่ารักแล้วยังนิสัยดี ม๊าก็ต้องชอบสิคะลูก”

ฟังดูก็รู้ว่าอธิชาคงจะมาเล่าเรื่องของเขาให้ผู้เป็นแม่ฟังอยู่บ่อยครั้ง นาทีนั้น..ศราวินอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า หากอรทิพย์รู้ว่าเขากับอนิรุทธ์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เธอจะรับได้หรือไม่ ยังจะยิ้มให้เขาอย่างใจดีแบบนี้อีกหรือเปล่า

อธิชาเองก็ด้วยเช่นกัน ยังจะเป็นมิตรกับเขาอีกหรือไม่ ถ้ารู้ว่าเขากับอนิรุทธ์รักและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันแล้ว

“ไปทานข้าวกันค่ะลูก” อรทิพย์เชื้อเชิญ ทุกคนเดินกลับไปยังห้องทานอาหาร ศราวินนั่งลงข้างอนิรุทธ์และช่วยอีกฝ่ายตักข้าวเสิร์ฟให้ทุกคน

“แม่กับธิชาช่วยกันทำ ไม่รู้อร่อยถูกปากหรือเปล่านะจ้ะ ไม่อร่อยบอกได้นะ”

“ถ้าไม่อร่อยนี่...ต้องฝีมือธิชาแน่ๆ”

ศราวินถึงขั้นหลุดขำ เขามองไปยังพยาบาลสาวที่ทำหน้ามุ่ยเพราะถูกแซว

“พี่รุทธ์อ่ะ! ธิชาให้ม๊าสอนทำกับข้าวแล้วน้า เอ้านี่ลองเลย อันนี้ธิชาทำเอง”

มือขาวยื่นมาหยิบช้อนกลางตักกุ้งในแกงเลียงมาใส่จานข้าวของอนิรุทธ์ให้ ศัลยแพทย์หนุ่มหันมาสบตาคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

“นี่ถ้าท้องเสียขึ้นมาล่ะแย่แน่ พรุ่งนี้มีผ่าตัดใหญ่ด้วย”

ศราวินหลุดขำอีกรอบ คราวนี้อนิรุทธ์ถูกอรทิพย์ยื่นมือมาตีที่แขน

“พูดงี้เดี๋ยวน้องก็ขายไม่ออกกันพอดี ใครจะไปเหมือนเราล่ะพ่อรุทธ์ เก่งซะทุกเรื่อง” ถึงประโยคท้ายจะดูจิกกัด แต่ศราวินก็เห็นแววตาของคนที่พูดนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและรักใคร่

 “ใช่...ใครจะเหมือนพี่รุทธ์ล่ะ นี่ใครได้พี่รุทธ์เป็นคนรักล่ะก็ โชคดีสุดๆ หมอว่าไหมคะ?”

ศราวินถึงกับสะดุ้ง เขามองหน้าอธิชาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองเลยไปยังอรทิพย์ด้วย แววตาของทั้งสองคนดูวิบวับแปลกๆ

“ฮะ..คนๆนั้นคงโชคดีมาก”

พูดไปแล้วก็เขินเพราะคนโชคดีคนนั้นก็คือตัวเอง

“ชมกันมากๆ..เดี๋ยวผมลอยออกหน้าต่างไปไม่รู้ด้วยนะครับ”

ทั้งโต๊ะหัวเราะกันอย่างขบขัน มันเป็นเสียงหัวเราะของครอบครัว เสียงหัวเราะที่มีความสุข ทำให้ศราวินอดนึกถึงบรรยากาศของครอบครัวตัวเองก่อนที่จะสูญเสียพ่อและแม่ไป

หลังจากทานอาหารกันจนอิ่มแล้ว อรทิพย์ก็จัดการยกจานชามกลับเข้าไปในครัวโดยมีอนิรุทธ์เป็นผู้ช่วยในการเก็บล้าง ปล่อยให้อธิชาและศราวินนั่งทานของหวานอย่างเค้กที่เด็กหนุ่มนำมาฝาก ถึงแม้ว่าศราวินเสนอตัวช่วยล้างจานให้ แต่เธอก็ปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม

“หมอเขาน่ารักนะรุทธ์ ไว้วันหลังพามาทานข้าวกับแม่เล็กอีกนะ”

อรทิพย์พูดขึ้นในตอนที่ล้างจานใบสุดท้าย เธอหันมามองไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งคุยอยู่กับลูกสาวของเธอ น้ำเสียงเอ็นดูจนอนิรุทธ์นึกดีใจที่เธอชอบใจในตัวศราวิน

“ได้สิครับ”

แค่คำรับปากสั้นๆก็ทำให้อรทิพย์มีความสุขได้ เธอยิ้มแล้วยิ้มอีก เป็นรอยยิ้มที่พาให้คนมองรู้สึกมีความสุขไปด้วย จนกระทั่งล้างจานเสร็จ เธอก็ยื่นมือมาจับแขนเขาไว้

“นี่ถ้าได้หมอซันมาเป็นสมาชิกครอบครัวเราก็ดีนะรุทธ์”

อรทิพย์บอกพลางพยักพเยิดไปทางเด็กหนุ่มที่นั่งคุยกับอธิชา ทั้งสองคนดูจะเข้ากันได้ดี เพียงแค่มองแวบแรก อนิรุทธ์ก็รู้สึกได้ถึงความเหมาะสมกัน และนั่นมันทำให้เขาเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ในลำคอ

ความหมายของคำว่าสมาชิกครอบครัวที่อรทิพย์พูดถึง คงจะหมายถึงให้เด็กหนุ่มได้ผูกสมัครรักใคร่กับอธิชามากกว่าจะเป็นเขา

และท่าทีของอธิชาเอง...ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความรู้สึกดีๆให้กับศราวินเช่นกัน

แม้จะเป็นน้องสาวที่เขารัก อนิรุทธ์ก็บอกได้เลยว่าตนเองรู้สึกหึงหวงมากเพียงใด..

ไม่อยากที่จะต้องยกศราวินให้กับใคร

“ขอโทษนะครับ นี่ก็สามทุ่มแล้ว ผมขอพาหมอเขากลับเลยก็แล้วกันนะครับแม่เล็ก” อนิรุทธ์ตัดบทและเดินออกไปหาศราวินที่เพิ่งทานเค้กเสร็จ

“กลับกันเถอะหมอ”

“อ่า...ฮะ”

ศราวินมองหน้าคนที่อยู่ดีๆก็มีสีหน้าเคร่งขรึมโดยไม่มีสาเหตุ เขายกมือไหว้ลาอรทิพย์ หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาจับมือเขาไว้

“แล้วไว้มาทานข้าวกับแม่อีกนะคะ”

“ฮะ ไปก่อนนะฮะคุณธิชา”

ศราวินยิ้มให้เธอก่อนจะหันไปบอกลาอธิชา อนิรุทธ์มองดูก่อนจะเข้ามากอดอรทิพย์และกล่าวลา เสร็จสรรพแล้วจึงพาศราวินขึ้นรถและขับมุ่งตรงไปยังคอนโด

“อาจารย์..มีอะไรหรือเปล่าฮะ?” ศราวินถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ อนิรุทธ์เหยียบความเร็วจนเขานึกกลัว ศัลยแพทย์หนุ่มไม่ได้พูดอะไรนับตั้งแต่ออกมาจากบ้านของแม่เลี้ยงและน้องสาว สีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติพาให้บรรยากาศยิ่งอึมครึม

หากแต่อนิรุทธ์ไม่ตอบคำถามของเขา จนกระทั่งเลี้ยวเข้าคอนโดและจอดรถที่จอดเรียบร้อยแล้ว...

“ถ้าวันหนึ่ง...คุณได้มีผู้หญิงที่รัก แล้วเธอก็รักคุณ...ผู้หญิงที่พร้อมจะมีลูกที่จะเติมเต็มคำว่าครอบครัวให้กับคุณได้ ผมก็ควรที่จะไม่รั้งคุณเอาไว้...”

คำพูดที่อนิรุทธ์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สะท้อนความเศร้าบางอย่างเอาไว้ มันทำให้ศราวินต้องรู้สึกเหมือนกับมีค้อนมาทุบหัวแรงๆ เด็กหนุ่มหันไปมองคนรัก อนิรุทธ์ไม่ได้มองมาที่เขา อีกฝ่ายมองตรงออกไปนอกรถ แต่เพียงไม่นานก็หันมามองสบตากัน

“อาจารย์...หมายความว่ายังไงฮะ?”

มือเรียวเอื้อมไปจับแขนอนิรุทธ์อย่างไม่รู้ตัว อนิรุทธ์จับมือเรียวนั้นเอาไว้ มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่กลม

“มันคือสิ่งที่ผมคิดมาตลอดทาง ว่าผมสมควรที่จะทำมัน ถ้ารู้ว่าคุณสามารถมีคู่ชีวิตที่ดีกว่า...เป็นผู้หญิงที่สามารถจะมีลูกให้คุณได้”

อนิรุทธ์พูดแล้วสูดลมหายใจลึก ศราวินเอาแต่ส่ายหน้าทั้งที่มองสบตาเขา

ใจเริ่มสูญเสียหลักยึด เกือบจะแหลกสลายลงในตอนนั้นหากอนิรุทธ์ไม่คว้าร่างเข้าไปกอดและพูดต่อ

(ต่อ)

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com


“แต่ผมก็ยอมเสียคุณไปไม่ได้ ให้ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว ที่จะเป็นเจ้าของคุณคนเดียวได้ไหม?...ผมไม่อยากยกคุณให้กับใคร และจะไม่มีวันยกคุณให้ใครเด็ดขาด”

ถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นน้องสาวของผมเองก็ตามที

อนิรุทธ์ได้แต่คิดประโยคหลังอยู่ในใจ

หากปล่อยเด็กหนุ่มไป มันจะเป็นสิ่งผิดพลาดที่สุดในชีวิต

“อย่าห่วงเลยฮะ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

ศราวินชะงัก เสียงที่ตอบไม่ใช่เขา เด็กหนุ่มมองสบตาอนิรุทธ์ รอบกายที่มีแสงสว่างจากดวงไฟในลานจอดรถกลับมืดลง หางตาเห็นเงาบางอย่างอยู่นอกรถ พอทั้งคู่หันไปก็พบกับวิญญาณทั้งสองยืนอยู่

ทั้งอนิรุทธ์และศราวินต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นวิญญาณที่อยู่ตรงหน้า พวกเขาลงจากรถและเดินมายืนอยู่ตรงหน้าวิญญาณทั้งสอง รูปลักษณ์ที่เหมือนกันสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดให้ไม่น้อย

“มีอะไรอย่างนั้นหรอ? พวกคุณถึงได้มาหาเราที่นี่?”

อนิรุทธ์ถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เขาจับมือเด็กหนุ่มที่เดินมาอยู่ข้างกันเอาไว้ นัยน์ตาของวิญญาณทั้งสองดูนิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความอาฆาต

ฉับพลันนั้น ภาพวิญญาณทั้งสองก็หายไปจากสายตา อนิรุทธ์มารู้สึกตัวอีกทีว่าไม่ใช่วิญญาณทั้งสองหายไป แต่เป็นตัวเขากับศราวินต่างหากที่ถูกบังตาเอาไว้และกำลังถูกพาไปที่ไหนสักแห่ง

มือของเขายังคงจับมือของศราวินเอาไว้

ในความมืดค่อยๆมีภาพปรากฏ ทันทีที่ภาพนั้นชัดเจน มือของอนิรุทธ์ก็ถูกบีบไว้แน่น

ภาพของใครบางคนกำลังถูกข่มขืนจากผู้ชายหลายคน ไม่ใช่เพียงแค่ถูกข่มขืนเท่านั้น แต่ยังถูกทำร้ายอย่างรุนแรงอีกด้วย เหยื่อพยายามดิ้นหนีแต่ก็ไม่สามารถหนีไปจากสัตว์นรกพวกนี้ได้

อนิรุทธ์ตระหนักได้ว่ามันเป็นภาพของศราวินที่ถูกทำร้ายเมื่อสี่สิบปีก่อน ได้เห็นภาพนี้กับตาก็ยิ่งตอกย้ำว่ามันโหดร้ายเพียงใด

“พวกคุณ...มาทำให้พวกเราเห็นภาพพวกนั้นทำไม?” อนิรุทธ์ถามออกไป เขาจับมือเล็กที่สั่นเทาไว้แน่น ภาพนั้นหายไปในความมืด

เพียงไม่นานก็เห็นแสงอีกครั้ง ดวงตาคู่คมหลังแว่นกะพริบสองสามครั้งแล้วจึงพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ปลายเตียงของคนร้าย รอบกายไร้แสงสว่างและมืดเสียจนอนิรุทธ์คิดว่าตัวเองอยู่ในมิติที่มีเพียงแค่เขา ศราวิน วิญญาณทั้งสองและคนร้ายเท่านั้น เมื่อมองไปยังเด็กหนุ่ม ก็เห็นว่าศราวินกำลังมองไปที่วิญญาณและคนร้ายนั้น อนิรุทธ์จึงมองไปบ้าง

ผู้ชายคนนั้นหลับอยู่ แต่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีที่อนิรุทธ์หันไปมอง มันคงรู้ว่ามีใครมองอยู่ จึงได้หันมามองทางพวกเขา

สีหน้าหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทา ไม่ต่างจากที่เห็นเด็กหนุ่มเมื่อเช้า มันดิ้นขลุกขลัก ดึงแขนและขาที่ผูกอยู่กับราวเตียงจนเกิดเสียงดังกึงกัง

“มึงมาทำไมอีก!! จะหลอกหลอนให้กูตายเลยหรือไงกัน!!”

ดำรงตวาดเสียงดังลั่น แต่เป็นเสียงที่สั่นเทาเพราะความกลัว ทั้งมือและแขนก็กระชากไปมาจนแดงไปหมด เสียงผ้าถูกฉีกดังขึ้น อนิรุทธ์เห็นว่าผ้าที่มัดข้อมือของดำรงกำลังจะขาดก็รีบคว้าคนรักให้มายืนข้างหลังตน

“ฉันจะมาเอา...ชีวิตของคนที่ฆ่าฉัน..”

เสียงนั้นเย็นยะเยือกและแฝงไว้ด้วยความอาฆาต อนิรุทธ์รู้สึกขนลุกขึ้นมา เขาหันไปมองวิญญาณของตัวเอง วิญญาณของเขามองไปยังคนร้ายด้วยสีหน้าชิงชัง

ก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าเพราะอะไร

“ยะ..อย่า กูผิดไปแล้ว กูขอโทษ! ยกโทษให้กูด้วย!”

ศราวินมองไปยังคนที่ละล่ำละลักขอโทษ ดำรงกระชากจนผ้าที่ผูกข้อมือไว้มันขาด สองมือยกไหว้ท่วมหัว ปากพร่ำขอโทษจนดูไม่จริงใจ มันก็แค่ขอโทษเพราะกลัวตาย ไม่ได้ขอโทษเพราะสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป

“คนเลวอย่างแก..มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสี่สิบปีนี่...มันมากเกินไปแล้ว!”

เสียงของวิญญาณตวาดลั่น มันก้องกังวานราวกับอยู่ในที่แคบ เสียงก้องนั้นยิ่งทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่เท่ากับมือขาวที่ยื่นไปจับลำคอของผู้ชายคนนั้นด้วยความรวดเร็ว เพียงเสี้ยวนาทีดำรงก็หน้าเขียวเหมือนขาดอากาศหายไป สองมือตะกุยมือที่บีบคอตัวเองเอาไว้จนเล็บขูดผิวเนื้อเป็นแผลยาวตามการจิกของปลายนิ้ว สองขาถีบดิ้นรนไปมา

วิญญาณของเหยื่อกำลังจะเอาชีวิตคนที่ฆ่าตัวเอง

ทั้งอนิรุทธ์และศราวินมองอย่างตื่นตระหนก ไม่คิดว่าคนร้ายจะถูกเอาชีวิตต่อหน้าต่อตาเช่นนี้

“อึ่ก...อึก...”

ร่างบนเตียงชักกระตุกและตาเหลือกเป็นสัญญาณว่าใกล้จะหมดลม

ขณะที่อนิรุทธ์คิดว่ามันคือชะตากรรมที่คนร้ายคงต้องรับมันไป ศราวินที่อยู่ข้างหลังเขากลับโผเข้าไปกอดแขนวิญญาณของตัวเองที่กำลังลงมือฆ่าผู้ชายคนนั้น เด็กหนุ่มมองภาพตรงหน้าด้วยความสมเพชเวทนา

“อย่า! อย่าฆ่าเขาเลยนะครับ!”

“ซัน..” อนิรุทธ์ครางเรียกคนรักแผ่วเบา ไม่คิดว่าศราวินจะหยุดยั้งวิญญาณเช่นนี้

“หมอ...ผู้ชายคนนี้เป็นคนฆ่าคุณกับผมเมื่อสี่สิบปีที่แล้วนะ”

วิญญาณของอนิรุทธ์ที่ยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น ประโยคนั้นทำให้ศราวินต้องหันไปมองเขาด้วยสีหน้าตกใจ

“หมายความว่า...”

ทั้งตัวเขาและอนิรุทธ์ต่างก็เป็นคนในตำนานที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งอย่างนั้นหรอ?

“ถึงพวกเราจะกลับมาเกิดใหม่และได้รักกันอีกครั้ง แต่ผู้ชายคนนี้...ก็ยังเป็นฆาตกรที่ฆ่าคุณอย่างโหดร้ายเมื่อชาติที่แล้ว คุณจะให้อภัยมันอย่างนั้นหรอ?”

ศราวินหยุดชะงัก วูบหนึ่งที่มือจะคลายจากแขนของวิญญาณตัวเอง เด็กหนุ่มหันมองมาสบตาคนรัก

“ผมรู้...ว่าเขาเลว แต่การฆ่าคน..มันเป็นบาปนะฮะ”

ความเงียบเกิดขึ้น ศราวินถอยห่างจากวิญญาณของตัวเอง สายตามองอย่างอ้อนวอน

“ถึงเอาชีวิตของเขาไป...มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าพวกคุณคือเราสองคนจริง พวกเราก็ได้กลับมารักกันแล้วไงฮะ”

ถึงแม้จะพูดอ้อนวอนแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าวิญญาณของศราวินเองจะไม่คิดเช่นนั้น มือที่บีบคอคนร้ายอยู่ก็ไม่คลายแรงลงเลย

“ขะ..ขะ..ขอโทษ! กูขอโทษ!! ปล่อยกู! กูจะไปขอขมา อึ่ก!!..กูจะขอขมามึง จะไปมอบตัวด้วย ปล่อยกูเถอะ!”

คนที่ยังคงพนมมือท่วมหัวรีบพูดแทรกขึ้น ศราวินมองแล้วรู้สึกสมเพชเป็นที่สุด จริงอยู่ที่คนแบบนี้สมควรหายไปจากโลกใบนี้ แต่เขาก็ไม่อยากให้มันกลายมาเป็นบาปที่ติดตัว

“พวกคุณ...รู้หรือเปล่าฮะ ว่าหลังจากที่พวกคุณตายไป คนพวกถึงพวกคุณว่ายังไง รู้บ้างหรือเปล่าฮะว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อตมากมายที่วางอยู่ที่อนุสรณ์สถานน่ะ..คนที่เขานำมาวางไว้ให้ เขาเอามาวางเพราะอะไรกัน?”

ศราวินโพล่งออกไป และนั่นก็ทำให้แววตาของวิญญาณทั้งสองอ่อนลง

“ก็เพราะเรื่องของพวกเราเมื่อสี่สิบปีก่อนมันกลายมาเป็นตำนานของที่นี่ มันเป็นเรื่องที่โรแมนติกเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเราคือตัวแทนของความรักที่นิรันดร์ ไม่คิดบ้างหรอฮะ ว่าพวกเขาคิดผิดหวังแค่ไหน ถ้าได้รู้ว่าหัวใจของคนที่เป็นตัวแทนความรักที่นิรันดร์ กลับยังมีความอาฆาตแค้นและยังเอาชีวิตผู้ชายคนนี้อีก”

ศราวินยื่นมือไปอีกครั้ง เขาจับมือวิญญาณของตัวเองเอาไว้และพยายามแกะมันออกจากคอของคนร้าย

“ผมไม่ได้คิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้สมควรตาย สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำมันเลวร้ายและยากที่จะให้อภัย แต่อย่าทำให้เขากลายมาเป็นบาปของพวกเราอีกเลยนะฮะ”

สิ้นคำพูด รอบกายก็มืดสนิท วินาทีต่อมา..ศราวินและอนิรุทธ์ก็รู้ตัวว่ามายืนอยู่ในห้องที่คอนโดของอนิรุทธ์ เบื้องหน้ายังคงมีวิญญาณของทั้งสองยืนอยู่

 อนิรุทธ์กับศราวินหันมาสบตากัน และต่างก็มองเห็นคำถามที่อยากรู้ในข้อเดียวกัน

“ขอโทษนะครับ ผมอยากรู้ว่าพวกคุณเป็นอะไรกับพวกเรากันแน่ คุณบอกว่าพวกเราก็คือพวกคุณกลับชาติมาเกิด แล้วทำไมยังมีพวกคุณอยู่..ในรูปวิญญาณแบบนี้?” อนิรุทธ์ถามพลางโอบเอวคนที่ยืนข้างกายเอาไว้

“พวกเราคือวิญญาณของความทรงจำ..”

คำตอบดังขึ้นจากกายโปร่งแสงที่หน้าตาเหมือนผู้ถาม เมื่อเห็นคนที่มีชีวิตและลมหายใจทำหน้าไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อ

“มนุษย์เรามีวิญญาณอยู่สองส่วน ส่วนหนึ่งคือวิญญาณของจิตใจ มีเกิด มีดับ มีเวียนว่าย ที่มาเกิดเป็นพวกคุณได้อีกครั้งเพราะวิญญาณแห่งจิตใจได้ดับลงและเวียนว่ายมาเกิดใหม่ ส่วนก็คือวิญญาณของความทรงจำ..” วิญญาณของอนิรุทธ์โอบเอววิญญาณของคนรักและเดินเข้ามาใกล้คนที่ยืนอยู่ตรงข้าม

“เมื่อชีวิตดับสูญ วิญญาณสองส่วนจะแยกจากกัน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เมื่อวิญญาณของจิตใจกลับมาเกิดใหม่ ก็จะจำเรื่องเมื่อชาติที่แล้วไม่ได้”

วิญญาณของศราวินอธิบายบ้าง สีหน้าเคียดแค้นหายไปแล้ว มีแต่เพียงความเศร้าสะท้อนอยู่ลึกๆในแววตา

“ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไมถึงมีแต่พวกคุณที่ยังมาปรากฏกาย ..คือผมหมายถึงว่า ที่โรงพยาบาลหรือที่อื่นๆก็มีคนตายอยู่ทุกวัน แต่วิญญาณของความทรงจำของพวกเขาถึงได้ไม่มาปรากฏกายล่ะฮะ?”

วิญญาณทั้งสองยิ้มบางๆให้

“หากไม่มีห่วง วิญญาณของความทรงจำจะค่อยๆเลือนหายไปในเวลาไม่นาน แต่พวกเรายังคงอยู่ เพราะยังมีห่วง...และรอที่จะให้วิญญาณของจิตใจได้กลับมาคู่กันอีกครั้ง”

“แล้ว..พวกคุณก็จะอยู่กับเราแบบนี้ตลอดไปใช่ไหมฮะ? พวกคุณทำให้เราเห็นเรื่องในชาติที่แล้วได้หรือเปล่า?”

ศราวินถามอย่างตื่นเต้น เขาเองอยากรู้ว่าชาติที่แล้วเขากับอนิรุทธ์รักกันได้อย่างไร

“แล้วคุณล่ะ...อยากรู้เรื่องในอดีตด้วยหรือเปล่า?”

สายตาสามคู่จับจ้องที่อนิรุทธ์ ศัลยแพทย์หนุ่มพยักหน้าอย่างแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด

“ครับ..ผมอยากรู้”

น้ำเสียงหนักแน่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ถึงจะรู้ว่าในอดีตมีส่วนที่จะทำให้ทุกข์ใจก็ตามที แต่ก็อยากจะรู้...เรื่องราวความรักที่มีให้แก่กัน

“ได้โปรด...ผมอยากรู้ว่าเราเคยรักกันยังไง..ถ้าเคยมีอะไรที่ทำผิดพลาด เราจะได้ไม่ทำเช่นนั้นอีก”

คำพูดและรอยยิ้มละไมของศราวินอาจเป็นตัวกระตุ้นให้วิญญาณทั้งสองเข้าใจก็เป็นได้ วิญญาณทั้งสองจึงพยักหน้า บรรยากาศที่ดูเยือกเย็นดูอบอุ่นขึ้น

ท่ามกลางสายตาที่เฝ้ามอง วิญญาณทั้งสองก็เปลี่ยนไป ร่างโปร่งแสงค่อยๆเลือนลง เหมือนฟองอากาศจำนวนมากที่หายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เหลือบางสิ่งลอยอยู่ในอากาศ มันเป็นเหมือนผลึกแก้วที่ส่องประกาย ดูงดงามและบริสุทธ์

ขณะที่เฝ้ามองมันก็ลอยเข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งมันทะลุเข้าไปอยู่ในอก

ทั้งสองยกมือขึ้นทาบอก

รู้สึกเหมือนได้อะไรบางอย่างที่ขาดหายไปกลับคืนมา

อนิรุทธ์และศราวินหันมามองหน้ากัน ต่างก็รับรู้ความรู้สึกในใจซึ่งกันและกัน

“ผมขอโทษ..ที่ทำให้คุณต้องเจอกับเรื่องแบบนั้น” ปลายนิ้วยกขึ้นเกลี่ยผิวแก้ม นัยน์ตาบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคิดบ้าๆในชาติที่แล้ว ว่าอยากให้อีกฝ่ายได้มีครอบครัวจึงบอกเลิกและทำให้เด็กหนุ่มต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น

“ไม่เป็นไรฮะ..ซันเองก็ผิด ที่ทำให้อาจารย์ต้องมาตายด้วยกัน”

เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่เศร้าและแฝงด้วยความรู้สึกผิด

“แต่มันก็ทำให้เราได้อยู่ด้วยกันตลอดมา”

อนิรุทธ์พูดแล้วแนบจูบแผ่วเบาที่หน้าผาก เด็กหนุ่มยิ้มบางและโอบกอดเขาไว้ รับรู้ซึ่งไออุ่นของความมีชีวิตซึ่งกันและกัน

“ขอบคุณนะฮะ...ที่ไม่คิดอยากให้ผมไปมีครอบครัวกับผู้หญิงอื่นอีก”

เด็กหนุ่มพูดเสียงอู้อี้กับไหล่กว้าง อนิรุทธ์หัวเราะเบาๆแล้วกอดร่างเล็กให้แน่นขึ้นอีก

ถึงแม้ดูว่าเรื่องจะจบแล้ว

แต่ทำไมใจของเขาถึงได้กลัว...

กลัวว่ามันจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีกครั้ง

-TBC-

อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วน้า เป็นกำลังใจให้น้องซันกับจารย์รุทด้วยนะคะ ^^  :katai2-1:

ออฟไลน์ O0PiCo0O

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อย่าเพิ่งยอมแพ้กันซะก่อนนะ สู้ๆฮับ  :กอด1:

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
พอแล้วววววววไม่เอาเรื่องแย่ๆแล้วค่า
แต่ฉากตอนซันชาติที่แล้วโดนข่มขืน
มันไม่ไหวจริงๆอยากจะฆ่าไอ้พวกนั้นแทน
คุณแม่คะะะะะคนนี้ของหมอรุทค่าาา

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8896
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
>0<
มาจิ้มก่อนค่าาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ hongzaa

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-2
ไม่เอาเศร้าน๊าาา งื้อออ

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
คนร้ายมันจะยอมมอบตัวจริงๆเหรอ
เราว่ามันไม่จบแค่นี้แน่

ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
ดีแล้วที่อาจารย์ไม่คิดผลักไสให้น้องซันไปมีเมียมีครอบครัวเหมือนชาติที่แล้วอีก

เหมือนเหตุการณ์จะคลี่คลาย แต่ก็เหมือนลางร้ายกำลังจะมา

ขออย่างเดียว อย่าให้เป็นเรื่องร้ายแรงถึงชีวิตก็พอ  น้องซันเจ็บและทรมานมามากพอแล้ว

ถึงเวลาที่น้องควรมีความสุขกับคนที่รักอย่างจริงจังสักที

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
 :o12: ไม่เอาแล้ว ไม่เอามาม่า

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3732
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
ขอให้จบแบบ happy ด้วยเถอะ ขอร้อง  :mew2:

ออฟไลน์ zynestras

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-0
    • Zynestras.com
ตอนที่ 15

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน..พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่มันก็ไม่จำเป็นที่จะบอกใคร

มันเป็นเรื่องของพวกเขาสองคน

พอตื่นเช้ามา พวกเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก รวมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้วด้วย พวกเขาไม่ได้จงใจที่เมินเฉยต่อเรื่องราวพวกนั้น แต่อดีตก็คืออดีต คือสิ่งที่เติมเต็มให้พวกเขาโดยที่ไม่จำเป็นต้องหยิบยกมาพูดซ้ำไปซ้ำมา

“ผมส่งตรงนี้นะ” อนิรุทธ์ขับรถมาส่งศราวินที่ประตูด้านหลังของโรงพยาบาลเพื่อให้เด็กหนุ่มได้เดินขึ้นบันไดที่อยู่ข้างหลังตึกไปยังวอร์ดโดยที่ไม่ต้องเดินไกลนัก และเพราะประตูนี้ไม่ค่อยมีคนใช้สักเท่าไหร่นัก อนิรุทธ์จึงสามารถแล่นรถมาเทียบจอดที่หน้าประตูได้เลย

“แล้วเจอกันบนวอร์ดนะฮะ”

เด็กหนุ่มยิ้มหวานให้เขาก่อนที่จะลงรถไป อนิรุทธ์รอจนเด็กหนุ่มปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้วจึงขับรถออกไป

ศราวินเดินอมยิ้มผ่านประตูเข้ามา แต่รอยยิ้มนั้นต้องเลื่อนหายไปเมื่อจมูกได้กลิ่นบุหรี่ที่อยู่ตรงทางเดิน กลิ่นที่ทั้งเหม็นและฉุนจมูกทำให้ไม่อยากเดินผ่าน แต่ถ้าจะออกประตูแล้วอ้อมไปประตูหน้าก็เสียเวลาและอาจทำให้อนิรุทธ์เป็นห่วงก็ได้ถ้าเขาขึ้นไปช้า

“เดินผ่านกัน...จะไม่ทักทายกันบ้างสักหน่อยหรอหมอ”

น้ำเสียงที่ไม่คุ้นทำให้เด็กหนุ่มหันไปตามเสียงแล้วก็ต้องตกใจเพราะเจ้าของเสียงปริศนานั้นเข้ามาประชิดและคว้าต้นแขนของเขาไว้

“อย่าส่งเสียงดังนะหมอ...ไม่งั้นมีดคมๆนี่ได้ปักเข้าไปในเอวบางๆของหมอแน่”

กลิ่นตัวสาบเหม็นผสมรวมกับกลิ่นบุหรี่ นอกจากนั้นยังมีกลิ่นเหล้าปะปนอยู่ด้วย ใบหน้ายียวนที่เคยเห็นครั้งหนึ่งเมื่อวันก่อน ที่น่ากลัวเหนืออื่นใดคือแววตาที่เหมือนกับสัตว์จะล่าเหยื่อ

ศราวินเม้มริมฝีปากแน่น จะถอยหนีแต่ก็ถูกจับแขนไว้ มีดที่จี้อยู่ตรงเอวกดลงมาแนบเนื้อยิ่งกว่าเมื่อครู่

“คิดจะทำอะไร..”

ขณะที่จ้องใบหน้าอีกฝ่าย ศราวินก็รู้สึกได้ว่าผู้ชายน่าขยะแขยงคนนี้ เหมือนกับคนร้ายที่ฆ่าตัวเองเมื่อสี่สิบปีก่อน เหมือนกับดำรงตอนสมัยสี่สิบปีก่อนแทบจะเป็นคนเดียวกัน

ใช่แล้ว...ใบหน้าแบบนี้ แม้ตายมาสี่สิบปีแล้วก็ตาม เขาไม่มีวันลืม

“ก็แค่อยากคุยเล่นกับคุณหมอสักหน่อยเท่านั้นเอง”

มันพูดด้วยน้ำเสียงระรื่น แต่แววตาหยาบโลน มีดที่มันใช้จี้เอวอยู่ก็เลื่อนไล้ไปตามรอบเอว สร้างความหวั่นกลัวให้กับเด็กหนุ่มอย่างเต็มเปี่ยม..

“ผมไม่มีเรื่องคุยกับคุณ”

ศราวินบอกแล้วยกมือขึ้นยันอกอีกฝ่าย มันแสยะยิ้ม

“ก็ดี..กูก็ไม่อยากเสียเวลาคุยสักเท่าไหร่ มาทางนี้ด้วยกันหน่อยสิหมอ”

จบคำมันก็กระชากร่างเล็กให้ไปด้วยกัน ศราวินพยายามขืนตัวไว้ มือคว้าเอาผนังข้างๆจนเล็บครูดฉีกไปตามทาง ตั้งใจจะตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ก็ถูกมันปิดปากไว้

“อ่วยอ้วย!”

“อย่าร้องนะมึง!”

มีดจี้อยู่กับคอ เด็กหนุ่มพยายามเตะขาสุดแรง แต่มันไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อยและยังออกแรงลากเขาไปยังประตูที่อยู่ไม่ไกลนัก มือเรียวคว้าจับแขนของมันได้ก็ก้มลงกัดไปเต็มแรง รสเค็มปล่าในริมฝีปากน่าขยะแขยงเต็มทน

“มึงกัดกู!” มันตะคอกเสียงเบาใส่เขาก่อนจะจิกหัวและตบมาเต็มแรง

เพี๊ยะ!!

เสียงนั้นลั่นอยู่ในหู สิ่งต่อมาคือความมึนงงที่ศีรษะและเจ็บแปล๊บ ศีรษะของเขากระแทกเข้ากับรั้วปูนเพราะแรงตบ เลือดไหลลงมาจากบาดแผล ศราวินยกมือขึ้นจับ เลือดอุ่นไหลทะลักลงมาถึงดวงตาข้างซ้าย

จังหวะที่ยังมึนงงอยู่นั้น คนร้ายก็ลากแขนเขาออกจากรั้วโรงพยาบาลไป

เด็กหนุ่มถูกลากถูลู่ถูกังไปตามพื้นถนนลาดยาง กระเป๋าที่สะพายไว้บนไหล่หล่นไปบนพื้น ไม่ต้องมองว่ากำลังถูกลากไปที่ไหน ศราวินก็รู้ว่ามันจะต้องเป็นที่นั่น

“ชะ..ช่วยด้วย!” เขาตะโกนออกไป แต่เสียงกลับแหบแห้งจนน่ากลัวว่าคงไม่มีคนได้ยิน

อึดใจต่อมาหลังจากถูกลากลงเนินดินที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกๆข้างสะพานรถไฟ เขาก็ถูกผลักให้ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นดินแฉะๆ กลิ่นของดิน กลิ่นของหญ้า ความมืดในตอนเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

และผู้ชายกักขฬะที่มุ่งร้าย

ทุกอย่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อสี่สิบปีก่อนอย่างน่ากลัว ผิดแค่ตอนนี้มีผู้ชายคนนี้เพียงคนเดียว แต่แค่นั้นก็เกินพอที่จะหวาดกลัวเท่าชีวิต

ทำไมเขาต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้อีกครั้ง...

ศราวินร้องถามตัวเองในขณะที่ตะกุยตะกายเพื่อที่จะลุกขึ้น ผู้ชายคนนั้นก้าวสามขุมเข้ามาพร้อมกับแสยะยิ้ม มันจับขาของเด็กหนุ่มไว้และลากเข้าหาตัวเองด้วยกำลังที่เหนือกว่า

มือเรียวที่จิกดินไว้ครูดไปตามทางที่ถูกลาก เมื่อหยุดอยู่กับที่ ศราวินก็จิกก้อนดินนั้นปาใส่หน้ามันสุดแรง

“เฮ้ย!” ชั่วจังหวะที่ดินปะทะหน้า มือของคนร้ายก็หลุดจากขา เด็กหนุ่มรีบยันกายขึ้นและวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันพ้นรัศมีของใต้สะพานก็ถูกจิกเรือนผมกับแขนข้างซ้ายไว้ได้ เขาถูกลากกลับเข้ามาในซอกมุมลับตาอีกครั้ง

“มึงหนีไม่พ้นหรอก!” มันขู่คำรามข้างหู ลมหายใจเน่าเหม็นเหมือนซากศพ ศราวินเบือนหน้าหนีก็ถูกตบหน้าให้หันกลับมาอีก

เพี๊ยะ!

ในปากมีเลือดอุ่นๆ ศราวินพยายามคายมันออกมา บางส่วนไหลไปเค็มในลำคอ บางส่วนไหลเข้าจมูกทำเอาสำลัก แต่คนคิดร้ายก็ไม่ปราณี แรงทุบแรงต่อยกระหน่ำมาจนเด็กหนุ่มแน่นิ่งไป เจ็บร้าวไปทั้งกาย แม้กระทั่งจะขยับนิ้วมือยังขยับแทบไม่ได้

“ทีนี้ก็อยู่เฉยๆได้แล้วสินะหมอ...อุตส่าห์ว่าจะไม่ลงไม้ลงมือเพราะกลัวผิวขาวๆของหมอจะบอบช้ำ แต่ดูๆไปแล้ว...” มันลากเสียงยาวแล้วใช้มีดกรีดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ศราวินสวมอยู่จนฉีกขาด

“ผิวช้ำๆอย่างนี้ก็ดูยั่วไปอีกแบบ”

มันบอกแล้วลากปลายลิ้นเลียเลือดที่เลอะที่แก้มขาว มือเคล้นคลึงไปตามผิวกายขาวที่มีรอยช้ำ เป็นสัมผัสที่ตรงข้ามกับความอ่อนโยนโดยสิ้นเชิง

“ยะ..หยุด..ได้โปรด...”

ศราวินเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งและพยายามยกมือขึ้นมาดันอีกฝ่ายที่โลมเลียร่างกายตัวเองอย่างสุดแรง แต่ก็ถูกมันจับข้อมือเอาไว้

“พ่อกูกับพรรคพวกเคยรุมโทรมนักเรียนแพทย์คนหนึ่งที่นี่ มึงรู้ไหม ว่าไอ้เด็กนั่น...สุดท้ายแล้วจุดจบเป็นยังไง?”

ศราวินเบิกตาโพลง รู้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้จะต้องเป็นลูกของดำรงแน่ๆ

“คุณจะทำผิดแบบพ่อของคุณไม่ได้นะ” เด็กหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม แม้จะรู้สึกว่าเป็นเพียงหนทางที่สิ้นหวัง ยิ่งมองไปในตาที่ไร้ซึ่งสำนึกของมัน ก็รู้ได้ทันทีว่ามันจะไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่นอน

“ทำผิด แต่ก็ไม่ต้องติดคุก...ท้าทายจะตายไป”

ความคึกคะนองและเห็นแบบอย่างที่พ่อเคยทำ คนๆนี้คงไม่ได้รับการสั่งสอนที่ดีนัก ในวูบหนึ่งของความกลัว ศราวินนึกสงสารและอดสูใจกับอีกฝ่าย

“ยะ..อย่าฆ่าผม...ผมไม่อยากตาย”

เขาพูดความจริงออกมา เขายังอยากมีชีวิต อยากอยู่กับอาจารย์ อยากที่จะเป็นหมอเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ เขาไม่อยากตายเหมือนชาติที่แล้ว ถึงจะถูกทำร้ายแค่ไหนก็ยังดีกว่าถูกฆ่าทิ้ง

“ถ้ายอมเป็นเด็กดีล่ะก็..จะไม่ฆ่าก็แล้วกัน”

เชื่อก็บ้าแล้ว!

ถึงจะคิดเช่นนั้น แต่ศราวินก็ไม่ได้พูดออกไป เขาแสร้งทำเป็นอ่อนโอนไปตามคำกล่อมของมัน ปล่อยกายให้มันล่วงล้ำและสัมผัส น้ำตาไหลลงข้างขมับเมื่อถูกสัมผัสในจุดซ่อนเร้น เสื้อที่สวมอยู่ถูกฉีกขาด กางเกงถูกถอดโยนทิ้งไป ไม่เว้นแม้แต่กางเกงในที่สวมอยู่ใต้นั้น คนร้ายมองตาวาว

“มึงนี่สวยจริงๆ...”

เรียวขาถูกแยกกว้าง เด็กหนุ่มพยายามขืนเอาไว้ แต่พอถูกตบอีกครั้ง ศราวินก็ยอมให้มันแยกเรียวขาออกจากกัน

“มึงต้องดีใจที่ได้เป็นเมียคนอย่างกู”

มันพูดและหัวเราะในลำคอ เสียงฉีกฟอยด์ดังขึ้น เด็กหนุ่มพยายามมองผ่านน้ำตาที่คลออยู่ก็เห็นมันรูดถุงยางสวมแกนกายสีเข้มอยู่ อึดใจต่อมาความเจ็บก็แล่นปลาบเข้าทิ่มแทงกาย

ตกนรก...

คำนี้คงเทียบได้กับความรู้สึกของศราวินในตอนนี้

เด็กหนุ่มกลั้นใจรอเวลาที่มันเผลอแล้วแสร้งยกขาขึ้น มันแสยะยิ้มเพราะคิดว่าเขาเผลอไผลใจไปด้วย แต่นาทีต่อมา ขาเรียวก็ยันเข้าที่อกของมันเต็มแรง ศราวินตะเกียกตะกายลุกและวิ่งอีกครั้ง ไม่นึกอายกับสภาพตัวเอง

ทว่าวิ่งไปได้เพียงนิดก็ต้องล้มลงเพราะถูกคนร้ายปามีดเข้าใส่ มีดถากสีข้างไป ศราวินกลิ้งลงมาตามเนิน มันตามมาลากร่างของเขาเข้ามาในมุมมืดอีกครั้ง เด็กหนุ่มยันมือเข้ากับใบหน้าของมัน พยายามจิกเล็บลงกับผิวเพื่อให้มันเจ็บมากที่สุด และเพราะปลายเล็บถูกครูดกับกำแพงมา ทำให้มีความคมที่จิกเอาผิวแก้มของมันจนถลอกได้

“มึง!”

คนร้ายกระหน่ำต่อยจนใบหน้าสวยบวมปูด โหนกแก้มแตกจนน่ากลัวว่ากระดูกข้างใต้จะหัก ดวงตามปูดโปนเหมือนลูกนัยน์ตาจะทะลักออกมา ริมฝีปากบวมผิดรูปลักษณ์ของมันและมีเลือดไหลออกมารวมทั้งจมูกที่หักด้วยเช่นกัน

เมื่อเด็กหนุ่มแน่นิ่งไป มันก็เริ่มต้นข่มขืนซ้ำอีกครั้ง

 

 

อนิรุทธ์กระวนกระวายใจและรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เขามาถึงวอร์ด เขาก็ยังไม่เห็นหน้าคนรัก เด็กหนุ่มหายตัวไปโดยที่ไม่มีใครรู้ แค่เดินขึ้นบันไดที่อยู่ด้านหลังของตึก มันไม่น่าจะนานเท่ากับที่เขาวนรถกลับมาเข้าทางประตูหน้าแบบนี้

“เราเห็นหมอซันบ้างหรือเปล่า?”

เขาเอ่ยถามเอากับน้องสาวของตัวเอง อธิชาละมือจากกระปุกยาที่กำลังจัดให้คนไข้ก่อนจะส่ายหน้า

“ยังนะ...วันนี้ยังไม่เห็นเลย ปกติมาก็ไล่เลี่ยกับพี่อยู่นะ สงสัยวันนี้จะเกเร..ไม่มาราวน์วอร์ดด้วยมั้ง”

ถึงจะแค่เป็นการหยอกเล่น แต่แววตาวิบวับนั้นก็ทำเอาอนิรุทธ์ทนมองไม่ได้ เขาแสร้งเสมองไปทางอื่นและเจอเข้ากับบุรพลที่เดินเข้ามาพอดี

“มาเช้าตลอดเลยนะรุทธ์”

บุรพลพูดเสร็จก็ปิดปากหาว ขอบตาคล้ำให้รู้ว่าอดนอนมาทั้งคืน

“อยู่เวรสินะครับ เมื่อคืนรับคนไข้เข้ามาใหม่เยอะนี่ คงยุ่งทั้งคืนสินะ”

“ช่าย...อิจฉาคนไม่ต้องอยู่เวรชะมัด”

อนิรุทธ์ยิ้มขำ เขาคือคนที่ไม่ต้องอยู่เวรที่บุรพลพูดถึง

เพราะมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกศัลยกรรม จึงไม่มีเวรดึกต้องอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าจะมีการผ่าตัดยืดเยื้อหรือเปล่า และที่จริงแล้วเขาก็ออนคอลอยู่ตลอดเวลา หากมีเหตุฉุกเฉินที่แพทย์ซึ่งอยู่เวรประเมินแล้วว่าควรตามเขามา ก็สามารถโทรมาเรียกได้ ซึ่งเขาสามารถมาถึงโรงพยาบาลได้ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่ที่ผ่านมาถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลที่มีอุบัติเหตุเยอะก็น้อยครั้งมากที่จะถูกเรียกมาในยามวิกาล

ทว่าถึงเขาจะไม่ต้องอยู่เวร แต่ก็มีภาระที่เพิ่มมากขึ้นก็คือเรื่องของเอกสารต่างๆ ซึ่งถ้าให้เลือกแล้ว อนิรุทธ์อยากสครับเข้าผ่าตัดเสียมากกว่ามานั่งอ่านเอกสารพวกนี้

“ปีหน้าแลกกันไหมล่ะฮะ? ผมล่ะอยากอยู่เวรจะแย่ เบื่อพวกเอกสาร”

“ไม่ล่ะ ขอทีล่ะ พวกเอกสารนี่พี่ก็ไม่สู้เหมือนกัน”

บุรพลรีบบอกทันที อนิรุทธ์หัวเราะเบาๆก่อนไล่ให้อีกฝ่ายไปพัก ส่วนตัวเองนั้นเดินไปหากลุ่มนักศึกษาแพทย์ที่ยืนรออยู่

“ศราวินขาดอย่างนั้นหรอ? มีใครเห็นบ้างไหม?”

เขาแสร้งพูด เพื่อว่าจะมีนักศึกษาแพทย์คนไหนเห็นคนรักของเขาบ้าง แต่ทุกคนก็ส่ายหน้า ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นอดฉายความผิดหวังไม่ได้

“อืม..ถ้างั้นเราไปราวน์กันเลยก็แล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็เดินนำกลุ่มนักศึกษาแพทย์ของตัวเองไปยังหอผู้ป่วยสามัญทั้งที่จิตใจยังว้าวุ่น

เมื่อมาถึงเตียง 1915 ความสนใจแรกของเขาก็อยู่ที่ลำคอซึ่งพันผ้าพันแผลเอาไว้ มันคือสิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่าเรื่องเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นจริง พอละสายตาจากผ้าพันแผลมาสบตา ดำรงดูสงบเสงี่ยมไปมากกว่าเมื่อวาน ไม่พูดอะไรอย่างอื่นนอกจากคำถามที่เขาถาม จนกระทั่งเสร็จ เสียงแหบห้าวก็ดังขึ้น

“เด็กคนนั้น...ไม่มาหรอ?”

อนิรุทธ์ที่กำลังจะเดินไปเตียงข้างๆหันมา เขาแค่เลิกคิ้วโดยไม่ตอบอะไร

คนที่ไม่ได้คำตอบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง อนิรุทธ์จึงเลิกสนใจและพานักศึกษาแพทย์ราวน์ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องของอติพัทธ์

นายตำรวจหนุ่มรู้ทันทีว่าศราวินหายไปจากกลุ่มของนักศึกษาแพทย์ แต่ก็ยังรักษามารยาทให้อนิรุทธ์ถามไถ่จนกระทั่งแล้วเสร็จ

“เดี๋ยว” อนิรุทธ์รู้ว่าคำพูดที่โพล่งขึ้นขัดขาเขาที่จะเดินตามนักศึกษาแพทย์ออกไปนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เขาพยักหน้าให้พวกนักศึกษาแพทย์ออกไปก่อน แล้วจึงหันมาหาอติพัทธ์อีกครั้ง

“ซันล่ะ? วันนี้ไม่ใช่วันหยุด แล้วซันหายไปไหน?”

RRRRRRRRRRRR…..

อนิรุทธ์ขยับปากจะตอบแต่ก็มีเสียงมือถือดังขึ้นมาแทรก เสียงเมโลดี้ที่เปลี่ยนไว้สำหรับศราวินเท่านั้นเรียกความสนใจให้อนิรุทธ์หยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงและกดรับทันที อติพัทธ์เองก็นิ่งเงียบไม่พูดแทรก

“ซัน..คุณไป...” อนิรุทธ์พูดไม่จบก็ได้ยินเสียงทางปลายสายดังสวนมา

“อาจารย์...ช่วย...ด้วย...”

เสียงนั้นบีบหัวใจ มันเป็นเสียงที่ทรมานราวกับกำลังจะหมดลม

“ซัน! เกิดอะไรขึ้น! คุณอยู่ที่ไหน!”

“ที่...สะ...พาน...”

เพียงแค่สถานที่ถูกบอกมา อนิรุทธ์ก็แทบล้มทั้งยืน ความทรงจำในชาติที่แล้วย้อนกลับมาให้นึกกลัว

“ซัน!”

ปลายสายไร้เสียงตอบกลับมาอีกแล้วมีแต่เสียงรถไฟที่แล่นผ่าน มันดังจนแม้แต่อติพัทธ์ยังได้ยิน อนิรุทธ์สบถกับตัวเอง เพียงชั่ววินาทีที่สบตากับอติพัทธ์ อนิรุทธ์ก็วิ่งนำออกจากห้องไป นายตำรวจหนุ่มวิ่งตามมาโดยไม่สนใจว่าสายน้ำเกลือจะหลุดออกไปอีก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!”

เสียงของอติพัทธ์ดังก้องบันไดหนีไฟ เขาวิ่งตามอนิรุทธ์โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ที่รู้ๆคือมันต้องเกิดเรื่องไม่ดีกับศราวินอย่างแน่นอน

อนิรุทธ์วิ่งนำไปจนถึงสะพานข้ามรถไฟ เขาสองคนแทบไถลลงมาจากเนินลาด ต้นหญ้าที่สูงมากกว่าหัวเข่าลู่หักไปตามแรงไถลของทั้งสอง ความมืด ความอับชื้นพาให้อดภาวนาไม่ได้ว่าอย่าให้ศราวินอยู่ที่นี่

แต่ร่างขาวที่บอบช้ำซึ่งนอนกองอยู่กับซอกมุมที่ลับตาคนก็ทำให้หัวใจหล่นไปแทบเท้า

“ซัน!” อนิรุทธ์ปราดไปถึงคนรักก่อน สภาพของศราวินทำให้เขากลัวที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีดที่ปักอยู่ที่อก

“ซัน!” อติพัทธ์อุทานแล้วตกตะลึงกับสภาพที่เห็น เด็กหนุ่มถูกทำร้ายอย่างทารุณ เนื้อตัวเป็นรอยบอบช้ำไปหมด ใบหน้าบวมเพราะถูกตบไม่ก็ต่อยเสียจนน่าหวั่นว่าจะเสียโฉม จากสภาพที่เปลือยเกือบทั้งตัวนี้ ไม่บอกทั้งสองก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไม่ต้องห่วง..ผมจะช่วยคุณ จะช่วยคุณให้ได้”

อนิรุทธ์กระซิบบอกเสียงสั่น เขาถอดเสื้อกาวน์ที่สวมอยู่มาคลุมร่างบอบช้ำไว้ น้ำตายังไหลจากดวงตาคู่สวยเงียบๆ ศราวินจิกนื้วกับเสื้อกาวน์ไว้แน่น เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของคนรักก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา

สี่สิบปีก่อน เขาโดนแทงและถูกทิ้งไว้ตรงนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้

วันนี้..ลูกของผู้ชายที่ฆ่าเขาเมื่อสี่สิบปีก่อน มันทิ้งเขาไว้ตรงนี้ ทิ้งเขาอยู่กับมีดที่ปักลงบนอก ตรงจุดเดิมที่พ่อของมันได้แทงเขาไว้

แต่เคราะห์ดีที่มันไม่ได้เอามือถือของเขาไปด้วย เพราะมีรถตำรวจเปิดไซเรนผ่านไป มันเลยกลัวจนลนลานรีบหนีไป

ถ้าไม่มีรถตำรวจผ่านมา มันคงฆ่าเขาให้ตายแน่ๆ

อนิรุทธ์อุ้มร่างของคนรักขึ้นจากพื้นดินและรีบพากลับไปยังโรงพยาบาล การปรากฏกายของเขาพร้อมกับร่างที่ใกล้จะสิ้นลมในอ้อมแขนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว อติพัทธ์ตามติดไปไม่ห่าง แม้กระทั่งอนิรุทธ์จะก้าวเข้าไปในห้องผ่าตัดก็ตามที

“ตามหมอเนมกับใครก็ได้ ให้มาช่วยผมที!” อนิรุทธ์ตะโกนลั่น พยาบาลกับศัลยแพทย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นที่หยุดชะงักเพราะตื่นตะลึงอยู่ก็รีบเข้ามาช่วยเหลือ

“คุณคะ..ส่วนตรงนี้คุณเข้ามาไม่ได้นะคะ” พยาบาลประจำห้องผ่าตัดบอกอติพัทธ์และพยายามกันเขาให้ออกจากห้องผ่าตัดไป

อนิรุทธ์ที่วางร่างของคนรักลงบนเตียงแล้วหันมามอง เห็นสายตาเป็นห่วงจนแทบบ้าก็อนุญาต

“ให้เขาอยู่ได้”

พยาบาลงุนงงเล็กน้อยที่อนิรุทธ์อนุญาตเช่นนี้ แต่เพราะเขาเป็นหัวหน้าแผนกศัลยกรรมจึงไม่กล้าขัด

“ช่วยซันให้ได้ ขอร้อง...ผมขอร้อง ช่วยเขาให้ได้ด้วยเถอะ!” อติพัทธ์ก้มหัวขอร้องอย่างไม่อายสายตาของใครทั้งนั้น

“ผมจะช่วยเขาให้ได้” อนิรุทธ์บอกแล้วเดินเข้าห้องผ่าตัดไป

ร่างของศราวินถูกกู้ชีพเอาไว้และนำไปทำซีที ตลอดเวลานั้นอนิรุทธ์ตามติดไม่ห่าง และเมื่อเอ็กซเรย์เสร็จเรียบร้อยก็รีบช่วยบุรุษพยาบาลเข็นเตียงกลับมาที่ห้องผ่าตัด ระหว่างรอให้วิสัญญีจัดการทำหน้าที่ของตน อนิรุทธ์ก็ดูฟิล์มเอ็กซเรย์ไปด้วย เมื่อรู้ว่าจะต้องทำอะไรแล้วจึงเดินไปหาอติพัทธ์และอธิบายบอกว่าจะต้องทำการรักษาศราวินเช่นไรบ้าง

“ขะ..เข้าใจแล้ว ฝากชีวิตของซันด้วยนะ”

อนิรุทธ์พยักหน้ารับแล้วบอกให้พยาบาลช่วยพาอติพัทธ์ขึ้นไปรอบนแกลอรี่ที่จะมองเข้ามาในห้องผ่าตัดได้จึงเดินกลับเข้าไปในห้องผ่าตัด

ขณะที่ร่างสูงก้าวไปขัดมือที่อ่าง สายตาคอยเฝ้ามองเด็กหนุ่มอยู่ตลอดเวลา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการสครับให้ครบสี่นาทีอย่างที่กำหนดไว้มันเป็นเรื่องที่ทนแทบไม่ได้ แต่กระนั้นเรื่องความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ อนิรุทธ์จัดการสครับเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาในห้องผ่าตัด มีนันทิชและบุรพลที่บอกว่าจะมาช่วยเป็นมือสามตามมาสครับและเข้ามาทีหลัง

ส่วนอติพัทธ์นั้นนางพยาบาลพาไปเซ็นรับเป็นเจ้าของไข้และอนุญาตให้ทำการผ่าตัดได้ ก่อนจะพามายังห้องกระจกที่เรียกว่าแกลอรี่ เขาทนนั่งดูไม่ได้จึงเลือกที่จะยืนประชิดหน้าต่างกระจกและได้ยินเสียงของอนิรุทธ์พูดดังขึ้นจากลำโพงที่ติดอยู่

“เวลา 8.09 นาฬิกา เริ่มการผ่าตัด”

ท่ามกลางการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตเด็กหนุ่ม ศัลยแพทย์และนักศึกษาแพทย์หลายคนได้ทยอยเข้ามาในห้องแกลอรี่นี่เพื่อดูการผ่าตัดด้วย แม้กระทั่งเปมทัตที่เป็นรองผู้อำนวยการก็ยังเข้ามาด้วยเช่นกัน

การผ่าตัดดำเนินไปเรื่อยๆ ทุกคนต่างก็ลุ้นให้อาจารย์ทั้งสามช่วยชีวิตนักศึกษาแพทย์ผู้โชคร้ายไว้ให้ได้ เปมทัตที่ยืนอยู่ในห้องสังเกตเห็นอติพัทธ์ที่เป็นคนไข้แต่เข้ามาอยู่ในห้องนี้ด้วยจึงเดินเข้าไปหา

“ขอโทษนะครับ คุณเข้ามาได้ยังไงกัน?”

อติพัทธ์หันไปมองหน้าอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวแล้วก็หันมามองที่การผ่าตัดต่อ แต่ปากก็ยังตอบคำถามของเปมทัต

“ผมเป็นญาติของเด็กคนนั้น อาจารย์อนิรุทธ์อนุญาตให้ผมขึ้นมาดูการผ่าตัดได้..”

เปมทัตเลิกคิ้ว ติดใจสงสัยแต่ก็ไม่ถามอะไรต่อเพราะเกิดเหตุการณ์ชุลมุนด้านล่าง

“วีฟิบ!” เสียงของใครบางคนในห้องผ่าตัดดังขึ้นพร้อมกับเสียงปิ๊บๆที่ดังถี่รัว ก่อนจะกลายเป็นเสียงปิ๊บยาวดังลากจนกรีดลึกเข้ามาในหูของคนที่ฟัง อติพัทธ์ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ดูแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะด้านล่างชุลมุนกันจนเขาใจเสีย

“เพิ่มเลือดอีกยูนิต! เร็วเข้า!”

“สิบจูลส์” จากมุมนี้เขาเห็นไม่ชัดว่าอนิรุทธ์กำลังทำอะไรอยู่ แต่ฟังดูแล้วเหมือนกำลังจะกระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นอีกครั้ง

“เคลียร์!”

ทั้งหมดนิ่งเงียบ ราวกับทุกคนกำลังลุ้นให้หัวใจของศราวินกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่เสียงปิ๊บที่ดังยาวนั้นก็ยังไม่ยอมหยุด อติพัทธ์รู้สึกเหมือนตัวชา

“ยี่สิบจูลส์!”

“เคลียร์!”

ไม่ว่าอนิรุทธ์จะพยายามกระตุ้นหัวใจของเด็กหนุ่มมากเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนหัวใจของศราวินจะไม่ยอมตอบสนองมากเท่านั้น

“ไม่เอา...คุณอย่าทำแบบนี้กับผม...”

เสียงของอนิรุทธ์ที่ดังขึ้นทำเอาคนที่เฝ้ามองต่างก็พากันขยับตัวและตั้งใจฟังอย่างไม่รู้ตัว บางคนถึงกับลุกขึ้นจากที่นั่งมาเพื่อที่จะได้มองเหตุการณ์ด้านล่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อย่าทิ้งผมไปแบบนี้”

น้ำเสียงแสนเศร้าสะท้อนให้บรรดาคนฟังรู้สึกขนลุก

ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวใจของศราวินก็กลับมาเต้นเป็นปกติอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์

ปิ๊บ...ปิ๊บ...ปิ๊บ....

ทุกคนพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก อนิรุทธ์ตั้งสติตัวเองแล้วรีบทำการผ่าตัดต่อทันที อติพัทธ์เองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เหล่าคนที่ลุกจากที่นั่งก็พากันกลับมานั่งที่ของตัวเองตามเดิม หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีเสียงซุบซิบขึ้น

“เมื่อกี้...ได้ยินที่จารย์รุทธ์พูดใช่ไหม?...”

“ใช่...อย่าบอกนะว่าอาจารย์กับซัน...”

“ถ้าใช่นี่...ตำนานนั่น...กลับมาอีกแล้วหรอ?”

อติพัทธ์หันมองไปยังคนที่พูดอย่างไม่เข้าใจนัก แต่นักศึกษาแพทย์คนนั้นไม่เห็นเขามองเพราะมัวแต่คุยกับเพื่อนอยู่

“บ้าสิ..แบบนั้นถ้าซันไม่รอด..อาจารย์ก็ต้องตายด้วยแบบในตำนานนั่นหรือไงกัน?”

ยิ่งฟังอติพัทธ์ก็ยิ่งไม่เข้าใจและมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสะกิดนักศึกษาแพทย์คนที่พูดและถามออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“ขอโทษนะ...ตำนานที่พวกคุณพูดถึงนั่น มันเรื่องอะไรกันหรอครับ?”

นักศึกษาแพทย์ทั้งสองคนสะดุ้งและเหลือบมองไปยังเปมทัตที่หันมองมา

“เอ่อ..ไม่มีอะไรหรอกค่ะ อย่าสนใจเลย” หนึ่งในสองคนนั้นพยายามฝืนยิ้มให้และโบกมือไปมา

“เล่าเถอะ ไม่เป็นไรหรอก” เปมทัตเอ่ยอนุญาต ก่อนจะหันกลับไปมองดูการผ่าตัดต่อ

นักศึกษาแพทย์ทั้งสองคนจึงยอมเล่าให้ฟัง

อติพัทธ์รับฟังด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนมาบีบสมองของเขาเอาไว้!

-TBC-

ยิ่งใกล้จบยิ่งรู้สึกตื่นเต้นจังงง><

ใครอ่านแล้วรู้สึกยังไง เม้นส์กันได้นะคะ จุ๊บๆ >3<

ออฟไลน์ ioohja

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :serius2: เง้ออออออออออออ ซันโดนอีกแล้ว ปวดจายยยยย ฮือออออออออออออออออออออออออ

ออฟไลน์ owo llยมuมข้u

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-4
กร๊าสสสสสสสส

ออฟไลน์ ammamooty

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-2
เฮ้ยอยากอ่านต่อ
ซันต้องรอดดิ่ จริงๆนะ รอดอยู่แล้ว ท่าไม่รอดมันจะดราม่าไปแล้วนะ
แง้ร้องไห้ตามเลยอ่ะ

ออฟไลน์ akiko

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 620
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-2
ว่าแล้วเชียวว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้น คราวนี้อย่าตายนะ ให้คนร้ายได้ทนทุกข์ทรมานทั้งพ่อและลูกเลย :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PoPuAr

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-2
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด  ไม่จริงอะ ไม่อยากจะเชื่อเลย

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรหนักหนา  น้องซันถึงต้องมาโดนไม่ต่างจากชาติที่แล้ว

ถึงน้องจะรอด(ซึ่งรอดแล้วแน่) แต่ทางด้านจิตใจละ  น้องจะขวัญเสียแค่ไหน

มีแต่อาจารย์เท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาให้มันผ่านพ้นไป  ช่วยรักษาน้องด้วยนะคะ

ปล.คนแต่งทำร้ายน้องซันเหลือเกิน  :monkeysad:

ออฟไลน์ BeeRY

  • ❤。◕‿◕。ยิ้มเข้าไว้นะ。◕‿◕。❤
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9405
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +897/-8
มันหนักหนาเกินไปนะถ้าจะให้ซันเจอแบบนี้ เราทำใจไม่ได้จริงๆ :mew6:

ออฟไลน์ IsDeer

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2519
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-8
กีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส  :hao5:
ถึงจะไม่เท่าตอนแรก แต่อ่านแล้วสงสารซันมากกกกกกกก
ทำไมทำร้ายกันได้ขนาดนี้

ออฟไลน์ ตีสี่

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 412
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-5
    • 61'
ทำไมทำกับซันอย่างนี้(ลากเสียงคำว่านี้ยาววววววววววววววมากกกกกกกก)

Y2Y

  • บุคคลทั่วไป
^_^ ขอจิ้มก่อนตั้งแต่เห็นชื่อเรื่อง
 
แบบว่า ส่วนตัวชอบนิวายที่เกี่ยวกับหมอ มากกก  อ่านทุกเรื่องเลย


ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
สองประโยคของอาจารย์ทำน้ำตาคลอเลย
โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
พี่ซันเป็นตำรวจนิ จับให้ได้ละให้มันโดนบ้างนะ
อย่าเพิ่งฆ่า สงสารซันมากกกกกกกก
ช่างเป็นนายเอกที่ชีวิตรันทดมาก
แต่อาจารย์ก็ไม่ทิ้งไปไหนไม่รังเกียจด้วยนะ ซึ้ง

ออฟไลน์ question09

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-10
ก้อรู้ว่ามันเป็นแค่นิยายนะ แต่ทำไหมเค้าอ่านแล้าเค้าต้องร้องไห้ด้วย  :monkeysad:  :monkeysad: :monkeysad:

ขอบอกตามตรงว่าอ่านตอนแรกๆ แล้วรับไม่ได้ที่ศราวินโดนข่มขืน แล้วถูกฆ่าตาย ตอนนั้นก้อร้องไห้ สงสารมากเลย แล้วก้อไม่เข้ามาอ่านต่อ เว้นระยะไว้นานมากจนลืมไปเลย

จนเมื่อวานเห็นมีการอัพนิยาย เลยเข้ามาอ่านจนถึงตอนปัจจุบัน ความรู้สึที่ได้คือเสียใจ สงสารซัน มันบีบหัวใจ
นี้นะ
นั่นหมายถึงว่าคนเขียนแต่งได้ดีมาก ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครที่คนเขียนสร้างขึ้นมา คุณแต่งได้ดีมากค่ะ ชมจากใจเลย มันเยี่ยมมาก

ปล.เรื่องหน้าขอแบบหวานๆ แหววๆ โรแมนติกๆ ไม่เอาแบบเรื่องนี้นะ ขอร้อง ไม่ใช่ว่าไม่สนุกไม่ชอบหรอกนะ แต่เค้าไม่อยากร้องไห้ เค้าสงสาร คนดีๆทำมั้ยต้องมาเจอเรื่องร้ายๆด้วยนะ

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
เลว เลว เลว เลวไม่มีชิ้นดี เลวววว

ออฟไลน์ bonuses

  • จงเสพติดจิตนาการ
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ซันอย่าตายนาาาาาาาาาาาาาา   :ling1:

ออฟไลน์ plugie

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ถึงกับร้องไห้เลย ซันทำไมน่าสงสารอย่างนี้ :katai1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด