The missing piece : by「aonair」
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: The missing piece : by「aonair」  (อ่าน 22314 ครั้ง)

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
The missing piece : by「aonair」
« เมื่อ31-03-2013 21:17:48 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

---------------------------------------------

มาพร้อมกับเรื่องใหม่ สดๆร้อนๆค่า เรื่องนี้ก็แอบอิงแฟนตาซีอีกแล้ว 555
แต่ไม่มากนะ เราว่า ส่วนใหญ่จะเป็นชีวิตปกติของพระนายค่ะ น่ารักๆน่า ลองติดตามกันดูก่อนเน้อ
ถ้ายังไงก็ขอฝากเรื่องใหม่นี้ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะค้า =D
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2014 12:00:24 โดย mooaiir »

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 1
ตั๋วเดินทาง


 

… ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รอฉัน แต่ฉันก็ร.....

เสียงเรียกเข้าถูกตัดไปทันทีที่ผมคว้าโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงขึ้นมากดรับสาย โดยไม่ทันได้มองว่าใครเป็นคนโทรมา เสียงงัวเงียเมื่อแรกของผมถูกปรับให้อยู่ในโทนปกติทันทีที่รู้ว่าใครคือคนจากปลายสาย

(ปลาย มาที่ร้านด่วนเลยได้ไหม?)

เสียงของพี่พืช เจ้าของร้านขนมปังแห่งเดียวในย่านนี้ฟังดูรีบร้อนผิดปกติ ได้ยินเสียงจอแจของบรรยากาศภายในร้านแว่วเข้ามา ท่าทางวุ่นวายน่าดู

“มีอะไรเหรอครับ?” ผมยิงคำถามกลับพลางยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่นอนเก่าๆ สายตาหรี่ขึ้นช้าๆพอให้ชินกับแสงสว่างซึ่งลอดผ่านขอบหน้าต่างเข้ามา

(ไอ้เกียร์มันป่วยกระทันหัน แล้วออเดอร์เยอะมากเลย)

พี่พืชดูเร่งเร้ายิ่งกว่าเก่า ดูเหมือนตั้งใจจะขอร้องแกมบังคับเสียมากกว่า ถึงยังไงผมก็เป็นลูกจ้างของพี่เขานี่ ถึงจะถูกเรียกให้เข้างานเมื่อไร มันก็ต้องไปอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ มีทางเลือกที่ไหนกัน ลองผมตอบกลับไปว่า ไม่ได้ครับ พี่โทรมารบกวนการนอนของผมมาก ชีวิตผมคงได้บรรลัยภายในสามวันเจ็ดวันนี้อย่างแน่นอน

“ครับๆ ผมจะรีบเข้าไป” ผมรีบรับคำเมื่อได้ยินเสียงลูกค้าตะโกนด่าเข้ามาถึงในโทรศัพท์ จนพี่พืชต้องกดตัดสายไปตั้งแต่คำว่าครับแรก

ผมวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เดิม พลางทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง กลิ้งไปกลิ้งมาสักสองสามรอบพอเป็นพิธี ก่อนจะใช้พลังทั้งหมดในกายดันร่างตัวเองให้ลุกขึ้น เก็บที่นอนให้พอดูได้ ไม่ต้องดีมาก เดี๋ยวคืนนี้ก็เละอีกอยู่แล้ว

ไม่นานนัก ผมก็จัดการเดินผ่านสายน้ำจากฝักบัวที่จะพังแหล่มิพังแหล่ ตรงมาหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเก่าคร่ำครึ เลือกเอาชุดที่สบายที่สุด หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ผมไม่มีชุดให้เลือกมากนักหรอก หลับตาหยิบได้ตัวไหนก็เอาๆออกมาสวมไปอย่างนั้นแหละ

ประมาณ 10 นาทีต่อมา ผมในชุดเสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงยีนส์ขาดๆก็ปั่นจักรยานมาจอดเทียบหน้าร้านขนมปังขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนอัดแน่นแทบจะล้นออกมาจากกระจกใส จนผมไม่แน่ใจว่า..พี่พืชเขามีโครงการแจกสินค้าฟรีหรือเปล่า

สายตาแห่งความหวังของเพื่อนพนักงานภายในร้านพุ่งตรงมาที่ผมทันทีที่พวกมันมองเห็น ผมเลยต้องรีบกวาดขาลงจากจักรยานที่รัก และรี่เข้าไปทักทายเจ้าของร้านหน้ามันเยิ้ม

“เอาไปส่งที่ TIS” ขนมปังนับสิบกล่องภายในถุงพลาสติกใสถูกส่งมาให้ผมทันที ก่อนที่เราจะได้พูดคำว่า สวัสดี กันด้วยซ้ำ

“ครับ?”

ผมรับมาและตีสีหน้าเหรอหรา จนพี่พืชต้องตวัดสายตาน่ากลัวกลับมาเหมือนต้องการตำหนิ ผมไม่รอช้ารีบผงกหัวรับคำสั่ง และวิ่งกลับออกมาด้านนอกอย่างไวเพราะไม่ต้องการแย่งอากาศหายใจกับคนด้านในอีกแล้ว

TIS คือบริษัทผู้ให้บริการระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับหนึ่งของประเทศไทย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ทำให้ต้องกลายมาเป็นลูกค้าขาประจำของร้านขนมปังแห่งนี้ไปด้วย โดยเฉพาะลูกชายท่านประธานบริษัท ที่ชอบโดดงานมาป้วนเปี้ยนที่นี่ตลอดตลอด จนบางทีก็น่ารำคาญจนอยากด่าแรงๆสักทีเหมือนกัน แต่เพื่อความปลอดภัยของร่างกายและทรัพย์สิน ผมจึงเลือกที่จะเงียบปากไว้ทุกครั้งที่เราต้องเจอกัน

จักรยานบุโรทั่งของผมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ไวเท่าที่ใจพี่พืชต้องการ แต่หลังจากผ่านอากาศร้อนบรรลัยของประเทศนี้มาได้สักพัก ผมก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ใต้อาคารขนาดสูงลิบ ติดป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่พอจะคลุมถนนทั้งเส้นได้ทีเดียว พี่ยามส่งยิ้มให้ผมเพื่อเป็นการทักทาย เพราะผมมาที่นี่บ่อยจนหลับตาเดินได้ แต่อย่าดีกว่า เดี๋ยวคนจะหมั่นไส้ว่าเทพเกิน ฮ่าๆ

“ขนมปังมาส่งครับ”

ผมโพล่งออกมาทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เรียกความสนใจได้จากสายตาทุกคู่ในแผนก พวกพี่สาวไปจนถึงป้าๆต่างออกอาการวี๊ดว๊ายกระตู้วู้เมื่อเห็นหน้าหล่อๆของผม บอกได้คำเดียวว่าผมเกิดมาเพื่อฆ่าแกงส้มชัดๆ... สวัสดีครับ ผมแกงเขียวหวานครับ =D

“น้องปลาย วันนี้ทำงานด้วยเหรอ?”

พี่สาวผมดัดลอนซึ่งผมไม่เคยจำชื่อได้ทักขึ้นเป็นคนแรก ก่อนที่คนอื่นๆจะผละออกจากงานบนโต๊ะเข้ามารุมล้อมผมอย่างกับแมลงวัน..... อ่าว แรงไปเหรอ ขอโทษครับ เข้ามาล้อมผมเหมือนเวลาเจอดาราก็ไม่ปาน

“วันนี้ลูกค้าเยอะ เลยมาช่วยครับ” ผมรีบยื่นถุงในมือไปให้ใครสักคน เพราะไม่อยากจะอยู่อย่างนี้นานๆ แม้ว่าเครื่องปรับอากาศในนี้จะดีแค่ไหนก็ตาม

“น่ารักจัง”

คุณป้าผมซอยสั้นสีสันแสบตาขยับเข้ามาใกล้และถือวิสาสะเข้าหยิกแก้มผมอย่างเอ็นดู แต่ถ้าป้าเอ็นดูผมด้วยการทำร้ายแก้มขาวๆของผมจนเป็นรอยนิ้วแบบนี้ผมว่าผมขอผ่านนะครับ!

และก่อนที่ผมจะเปลืองตัวให้กับพนักงานเพศหญิงของบริษัท TIS ไปมากกว่านี้ ก็มีมือใหญ่ของใครสักคนเข้ามาล็อคคอผมไว้จากด้านหลัง ก่อนที่ใบหน้าเรียวแสนคุ้นเคยจะโผล่เข้ามาอยู่ในระยะประชิด ผมเกร็งตัวมองตรงไปแต่ข้างหน้าทันที เพราะรู้ดีว่าคนข้างหลังกำลังส่งสายตาแบบไหนมาให้... ก็ต้องเป็นสายตาแบบพวกลูกค้าโรคจิตตามบาร์เกย์ที่หวังจะทำมิดีมิร้ายเด็กชายอย่างผมอยู่แล้วน่ะสิ! เอ่อะ ผมแค่อุปมาอุปไมยนะ…

“นี่ปลายของผมคนเดียวนะ” ตอนไหน!? ตั้งแต่เมื่อไรครับ!? ผมอยากจะโวยวายออกมาแทบบ้าตาย แม้จะไม่ได้หันไปมองแต่ก็รู้ดีว่าผู้พูดกำลังกระหยิ้มยิ้มย่องอย่างจงใจแกล้งกัน

“คุณรัฐ ช่วยจ่ายเงินค่าขนมปังมาด้วยครับ”

ท้ายที่สุดผมก็ต้องเป็นฝ่ายดึงตัวเองออกมาจากการเกาะกุม และหันหน้าไปเผชิญกับชายร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเคลือบรอยยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดเวลา ยิ่งกับแววตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น ยิ่งมองยิ่งเกลียดขี้หน้าครับบอกตรงๆ แต่ก็แสดงออกไม่ได้ เพราะนี่แหละลูกค้าขาประจำของร้านขนมปังพี่พืช คุณรัฐฐา ลูกชายคนเดียวของท่านประธานแห่ง TIS

“เย็นชาตลอดเลย” คุณรัฐว่า แต่ก็ยอมควักกระเป๋าสตางค์ออกมายื่นแบงค์พันให้ ตามตรรกะคนรวยแล้ว ผมขอเดาว่าเขาจะไม่รับเงินทอน ถ้าเดาผิดนี่อนุญาตให้หันไปถีบหน้าคนใกล้ๆตัวได้เลยครับ

“รับมาหนึ่งพันบาทนะครับ” ผมเก็บเงินลงกระเป๋าตัวเอง ตั้งท่าจะเดินกลับไปที่ลิฟต์ แต่มือใหญ่ของคุณรัฐก็ตามมาคว้าแขนผมไว้ได้ก่อน พร้อมขึ้นเสียงสูง

“เงินทอนล่ะครับ?”

“นี่ครับ” ผมรีบควักแบงค์ร้อยสองใบจ่ายคืนไป ก่อนจะสะบัดแขนออกมาและพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่มีพนักงานกำลังใช้งานพอดี

ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเลื่อนลง ผมก็มีโอกาสพิจารณาเงาตัวเองที่สะท้อนกลับมาจากประตูอะลูมิเนียม หลายๆครั้งก็นึกเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะส่วนสูงที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นจากตอนอยู่มัธยมเลย ผิวขาวๆซึ่งไม่น่าจะเหมาะกับเด็กที่ใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ ตากลมโตแบบตัวการ์ตูน รับกับปากสีชมพูธรรมชาติ ที่ผมดูยังไงก็น่ารักเกินชายนะ เอาจริงๆ ผมจีบตัวเองได้ไหมเนี่ย?? ถุยยย! ผมหลอกเล่นนะ ผมล่ะเกลียดตัวเองจะตายห่าอยู่แล้วที่มีร่างกายอย่างกับเด็กประถม พอดูเผินๆเลยนึกว่าเด็กผู้หญิงซะงั้น ถ้าไม่กลัวสักหน่อย ผมจะต่อยปากแม่งทุกคนที่พูดอย่างนั้นให้ดู! อ่าว.. ผมเพิ่งพูดไปหนิ อันนี้ไม่นับละกันครับ (‘ ‘  ; )

ผมก้มหัวให้พี่ยามหน้าอาคารแห่งนี้ ก่อนจะรีบเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆที่ผมจอดจักรยานเอาไว้ แต่แปลกแฮะ พอผมไปถึงกลับเจอผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนรออยู่แล้ว ใบหน้าขาวเหลือง กับดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงมาที่ผมเขม็ง แต่ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแค่ตกใจก็เท่านั้น จะว่าไปคุ้นๆหน้า เหมือนจะเคยเห็นมาอุดหนุนขนมปังที่ร้านอยู่เหมือนกัน ก็คงไม่พ้นเป็นคนในละแวกนี้ แต่ที่น่าสงสัยก็คือทำไมถึงต้องมายืนจ้องผมเหมือนจะกลืนกินกันซะขนาดนี้ด้วย!?

“เอ่อ...” ผมส่งเสียงออกไปเล็กน้อยพอหยั่งเชิง

“เรารู้จักกันไหม?”

คนตรงหน้ากระชากเสียงจนผมเผลอสะดุ้ง แต่ก็ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆกลับไป และส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ดูเหมือนเขาจะมีท่าทีผิดหวังปนอยู่ในแววตาคู่นั้นไม่มากก็น้อย ก่อนจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจ และหันหลังเดินกลับไปยังทางออกอีกฟากของซอยเล็กๆแห่งนี้ ประหลาดคนจัง นี่คงไม่ได้กำลังหาคนค้ำประกันให้อยู่หรอกนะ เหอะๆ ดูเหมือนว่าดีแล้วที่ผมปฏิเสธไปแบบนั้น

ผมกำลังจะเลื่อนจักรยานออกจากที่แคบ และคงได้ขึ้นขี่ไปแล้วถ้าสายตาเจ้ากรรมไม่เหลือบไปเห็นสร้อยข้อมือสีเงิน ที่กำลังล้อเล่นกับแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามา ผมก้มลงเก็บขึ้นมาดูให้ชัดเจน ก็เห็นตัวอักษร CP สลักเอาไว้ ข้างๆจี้รูปดอกไม้บาน ช่างดูแปลกตาแต่ทว่าสวยงาม

CP อะไร? ไก่?

ไม่รอช้า ผมรีบวิ่งตามหลังไกลๆของผู้ชายคนเมื่อครู่ ซึ่งกำลังเลี้ยวออกจากซอยไป ในมือกำสร้อยข้อมือนั้นไว้แน่น ไม่รู้ทำไมต้องรีบขนาดนี้ เพราะกลัวคลาดสายตาจากเจ้าของสร้อย หรือเพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้มันสำคัญมากสำหรับคนคนนั้น... ผมไม่รู้เลย ว่าในตอนนั้นตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่รู้ๆ คือขาของผมมันไปไวกว่าความคิดมากนัก

ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่เจอผู้ชายคนนั้นแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเดินพ้นจากซอยนี้มาไม่ถึงห้าวินาที กลับคลาดกันไปเสียอย่างนั้น... มันอาจจะไม่แปลกก็ได้ถ้าอีกฟากหนึ่งของถนนเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ แต่เพราะที่นี่แทบไม่มีใครเดินอยู่เลยต่างหาก...!?

“สวัสดีจ้า!”

“เฮ้ยย!” ผมสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีมือเล็กๆเข้ามาเกาะไหล่ พอหันกลับไปก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาประหลาด มือสองข้างยกขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องอย่างสุดชีวิต เมื่อมองลงมาแล้วเห็นว่าเธอกำลัง ลอยตัว อยู่ !!

“ผ...ผี!?” ผมเอ่ยออกไปอย่างยากลำบาก เนื้อตัวสั่นจนแทบยืนไม่ไหวถึงกับต้องอาศัยพิงกำแพงในซอยแคบๆนั้น สายตายังคงจับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิต(?)เบื้องหน้าที่เอาแต่ยิ้มหน้าสลอน

“ฉันไม่ใช่ผี! ฉันเป็นเซลล์..” ยัยเด็กนี่ตอบกลับมาเสียงดังฟังชัด จนผมต้องรีบหันซ้ายขวาเผื่อว่าจะมีใครได้ยิน แต่กลับไม่มีคนนึกสนใจเราเลยแม้สักนิด

“อะไรนะ? จะยกดัมเบล?” ผมแสร้งทำโง่ถามกลับไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ทำเอายัยนี่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง

“ไม่ได้จะยกดัมเบล ฉันบอกว่าฉันเป็นเซลล์”

“เธอบอกว่าเธอวิ่งเร็วเรอะ?”

“ฉันไม่ได้วิ่งเร็ว แต่ว่าฉันเป็นลูคีเมล...ว๊ากก ไอ้บ้า! ฉันเป็นเซลล์ย่ะ!”

มีการตบมุกแบบนี้ ดูท่าทางไม่ใช่คน(?)ไม่ดี แต่ถึงยังไงก็น่ากลัวอยู่ดี ก็เล่นโผล่ออกมาทั้งที่ลอยไปลอยมาแบบนี้นี่นะ แค่ผมไม่หัวใจวายช็อคตายไปตั้งแต่เมื่อกี้ก็นับว่าอึดเต็มทนแล้ว!

“ฉันเป็นเซลล์ขายทริป ว่าแต่นาย..อยากลองไปที่โลกใบอื่นดูไหมล่ะ?

ยัยนั่นหาจังหวะพูดขึ้นมาหน้าเป็น ไม่ได้สนใจเลยว่าผมมีท่าทีงงแตกขนาดไหน และดูเหมือนผมจะอึ้งไปนานพอตัว จนเจ้าตัวประหลาดตรงหน้าต้องร่ายต่อไป

“นายรู้ไหมว่า ที่นี่คือหนึ่งใน 50 Copy Worlds”

“...”

ผมว่าผมเข้าใจคำว่า งงเป็นไก่ตาแตก ก็นาทีนี้นี่แหละครับ

“Copy Worlds ก็มีหลักคล้ายๆ ทฤษฎีโลกคู่ขนานนั่นแหละ แปลว่า.. ยังมีตัวนายอีก 49 คน กำลังดำเนินชีวิตในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป อยู่ในโลกอีก 49 ใบที่เหลือยังไงล่ะ”

“เอิ่ม...”

ผมทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะบังคับร่างกายให้หันหนีจากยัยเด็กบ้านี่ และรีบสาวเท้ากลับไปที่จักรยานทันที แต่ทำไมเดินมาเนิ่นนานไม่ถึงสักที แต่ทำไมมองดูเส้นทางเหมือนยาวออกไป... ว๊ากก! ไอ้เด็กบ้านั่นมันกำลังรั้งตัวผมไว้ด้วยมือข้างเดียว บ้าชิบ! นี่มันเป็นลูกสาวเดอะฮัคสินะ ผมเข้าใจละ! แม่งเอ๊ย ผมเล่นผิดคนแล้วว่ะ...

“อย่ามองจากมุมมองของนายสิ! ถ้ามองจากมุมมองด้านมิติ ก็จะเห็นว่าโลกใบนี้เป็นแค่หนึ่งในกลุ่มดาวเคราะห์โลกจำนวนมากมาย ที่ซ้อนทับกันอยู่ หรือที่เราเรียกว่า The conglomeration of many earths ยังไงล่ะ”

ผมหันกลับไปมองหน้าบ๊องแบ๊วของยัยเด็กประหลาดอย่างชั่งใจ แววตาของเราประสานกันทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจบางอย่างในคำพูดของเธอ เวลาผ่านไปนานพอตัวจนเธอเริ่มคลายแรงที่มือออก ผมก้มหน้าลงเหมือนคนยอมจำนน แต่หารู้ไม่ว่าภายใต้เส้นผมที่ปรกหน้าอยู่ตอนนี้ รอยยิ้มแห่งโอกาสกำลังผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ

“เฮ้ย! ซาลาแมนเดอร์บินได้!”

ผมชี้นิ้วที่เป็นอิสระไปบนท้องฟ้าเบื้องหลังหน้าตาตื่น จนยัยนั่นเผลอเหลือบตากลับไปมองครู่หนึ่ง ผมจึงคว้าโอกาสนี้สะบัดแขนให้หลุดออกจากการเกาะกุม รวบรวมกำลังทั้งหมดไปที่แรงวิ่ง และวาดขาขึ้นคร่อมจักรยานคันเก่าอย่างรวดเร็ว

ผมปั่นจักรยานหนีไอ้เด็กบ้านั่นอย่างไม่คิดชีวิตจนมาหยุดลงตรงหน้าร้านขนมปังจนได้ คนยังแน่นไม่ต่างจากขาไปเท่าไรนัก แต่ก็ยังโล่งพอให้ผมแทรกตัวเข้าไปคืนเงินทอนพี่พืชได้ ก่อนจะละล่ำละลักขอตัวลาแต่เพียงเท่านี้ เมื่อผมเริ่มเห็นภาพหลอนของยัยเด็กคนเมื่อกี้กำลังเอาหน้าติดกระจกใสและมองตรงมาทางผมด้วยสีหน้าเคืองขุ่น

“ลานะครับ”

ผมก้มหัวรัวๆและก้าวขาออกมาจากร้านอย่างไว จงใจไม่หันไปมองเงาตะคุ่มๆแถวหน้าประตู และรีบพาตัวเองขึ้นขี่จักรยานแสนรัก ปั่นมาราธอนไปจนถึงห้องเช่าโทรมๆด้วยความเร็วผิดปกติ บางทีถ้าต้องหนีไอ้เด็กนั่นมากๆ ผมอาจลองไปสมัครแข่งชิงแชมป์นักปั่นแห่งประเทศ

ขาหนักอึ้งของผมถูกลากเข้ามายังห้องนอนขนาดเท่ารูมดจนได้ ผมรีบพาตัวเองไปนั่งพักหายใจหายคอที่โซฟาขาดๆตรงกลางห้อง สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์เครื่องจิ๋ว แต่ก็ต้องสะดุ้งจนตัวขด เมื่อจู่ๆก็มีหัวกลมดิ๊กของเด็กหญิงประหลาดนั่นโผล่ออกมายิ้มพริ้มพรายแบบไม่สนใจโลก และไม่สนใจว่าผมกำลังจะหัวใจวายตายด้วย!

“ฉันขายทริปให้นายไปค้นพบชีวิตใหม่ๆในโลกใบอื่นๆ ราคาถูกแสนถูก.. ตั๋วเที่ยวเดียวก็แค่ 5 ปี จากอายุขัยเท่านั้น”

ถึงผมจะไม่ได้เชื่อสิ่งที่ยัยนี่พูด แต่ถ้ามันเป็นจริง ไอ้ที่ว่า 5 ปี จากอายุขัยนี่มันก็ออกจะมากเกินไปไหม! รีดไถ่ขนาดนี้ไม่เอามีดมาจี้คอให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยล่ะ แถมเป็นตั๋วเที่ยวเดียว แปลว่าเดินทางครั้งนึงต้องเสีย 10 ปีงั้นเรอะ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะยอมตกหลุมพลางสิ้นคิดนี่ เชื่อผมไหม?

“โลกที่นายอยู่นี้คือโลกหมายเลข 23 สมมตินายจะไปที่โลกหมายเลข 5 ตัวนายในโลกหมายเลข 5 ก็จะถูกทำให้หลับอยู่ในห้วงมิติ จนกว่านายจะกลับมาที่โลก 23 นั่นแหละ และจะกลับมาโผล่ที่จุดจุดเดิมกับตอนไปพอดีเป๊ะ.. ย้ำว่าจุดเดิมพอดีเป๊ะ”

“เอิ่ม...” ผมมองยัยเด็กนั่นกลับด้วยสีหน้าอึนๆมึนๆ บ่งบอกให้เห็นว่าผมไม่ได้รู้สึกสนใจในสิ่งที่เธอพูดมาเลยสักนิด พูดให้ถูกก็คือ ผมไม่เชื่อเธอ แม้ว่าเธอจะลอยได้ก็ตาม จบปะ

“เป็นไง กระบวนการเรียบง่ายไม่เสียหาย สนใจขึ้นบ้างไหม?” ไม่จบเว้ย! ไอ้เด็กนี่มีความพยายามชิบหายบอกตรงๆ สมแล้วที่เรียกตัวเองว่า เซลล์ ตื้อขนาดนี้หวังค่าคอมฯหรอครับ!!

“ไม่อะ”

ผมยอมปริปากพูดดีๆกับเธอบ้าง... อ่าว ไม่ดีหรอครับ? แต่ก็นั่นล่ะ ผมพูดได้แค่นั้นจริงๆ ถึงแม้ในใจผมอยากจะตะโกนออกไปว่า ไอ้ห่า มึงเป็นตัวอะไรวะ ตามกูอยู่ได้ กูกลัวเยี่ยวเล็ดแล้วเนี่ย มึงไปเหอะ กูไหว้!! ก็ตามที.....

“...”

เงียบครับ เธอเงียบไปนาน นานจนผมเริ่มปวดขี้ตงิดๆ แต่ก็ไม่กล้าไป กลัวเธอตามไปดู ผมคงขี้ไม่ออกจริงๆ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ขี้ครับ ประเด็นคือเธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ซึ่งผมทนมองไม่ได้ เห็นแล้วอยากถีบ... หลอกครับ เห็นแล้วสงสาร เพราะเหมือนเห็นภาพตัวเองซ้อนทับกัน ก็ผมมันเด็กกำพร้านี่ครับ ชีวิตลำบากแต่เล็ก ตอนเด็กๆนี่ทำตัวขี้แยได้ทุกวัน เห็นอย่างนี้ก็รู้สึกไม่ดีเลย...

ในขณะที่ผมกำลังคิดไม่ตกว่าควรจะปลอบเธอในฐานะอะไร หรือยังไงดี เธอกลับเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน และเป็นคำพูดที่ทำเอาผมสะอึก กลายเป็นผมเองที่ต้องสะกดกลั้นความรู้สึกสับสนอย่างรุนแรงภายในหัวสมอง

 

“อาจมีอยู่... โลกที่พ่อกับแม่ของนายยังไม่ตาย”

ผมกลอกตาไปทางโน้นทีทางนี้ที ไม่ถึงนาทีก็มองทิวทัศน์ในห้องจนครบ (คือห้องมันเล็กจริงๆครับ) ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าเธอซึ่งไม่มีรอยยิ้มใดๆหลงเหลืออยู่ กลับเป็นใบหน้าของคนที่ดูจริงจังจนอดเชื่อใจไม่ได้.. ผมนิ่งไปหลายนาที ดวงตากลมโตของเด็กผู้หญิงตรงหน้าแทบไม่ได้กระพริบเลย น่าแปลกที่ผมเองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน ดวงตาค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นจนรู้สึกแสบไม่หมด หัวสมองทำงานอย่างหนักจนเริ่มปวดขมับขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ฮู่ว.. . . .”

ผมสูดหายใจลึกและปล่อยออกมาทางปากเบาๆ แต่ยืดยาว...

 

 

 

 

“ขอตั๋วหนึ่งใบให้ที”

และแล้ว ผมก็กลายเป็นไอ้บ้า ที่หลงกลเธอ...


-------------------------------------

 :hao7: :hao7: :hao7:

เริ่มเรื่องเนิบไปใช่ไหม T______T
แต่อนาคตอาจสนุกก็ได้นะ ลองอ่านดูเถอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2013 19:37:59 โดย mooaiir »

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 2
พบกันอีกครั้ง


 

ผมถูกแรงกระชากบางอย่างพาให้หลุดไปอยู่ในความเวิ้งว้างเพียงชั่ววินาที ก่อนที่หัวจะหมุนจนแทบสำรอกอาหารของเมื่อวานออกมา ร่างกายเคว้งไปหมดในสภาพไร้แรงดึงดูด ความรู้สึกที่เหมือนมีแมลงตัวนั้น ตัวนี้ มีเยอะมากมายกำลังไต่ไปตามผนังกระเพาะอาหารเล่นเอาอึดอัดมวนท้อง จนต้องขมวดคิ้วเครียดตลอดระยะเวลาที่แสนยาวนาน (ในความคิดผมอะนะ)

เศษซากขนมปังที่กินเข้าไปแทบจะหลุดออกมาพ้นคอหอยอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ว่ามีแรงดึงมหาศาลจากสักมุมหนึ่งของโลกมารั้งตัวผมไว้ก่อน วินาทีต่อมา..เท้าของผมก็แตะถึงพื้นอีกครั้งทั้งๆที่ไม่รู้ตัวสักนิด ประสาทสัมผัสทั้งห้าค่อยๆถูกไขลานให้เริ่มกระบวนการของมันตามปกติ เสียงจอแจรอบตัวดังขึ้นจนน่ารำคาญ

เปลือกตาหนังอึ้งถูกปรือขึ้นด้วยความพยายามที่เหลือ ก่อนที่ผมจะสะอึกก้อนอะไรบางอย่างด้วยความตกใจกับภาพตรงหน้า.. ผู้คนมากมายเดินให้ทั่วบริเวณไปหมด ความรู้สึกจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสแขนทั้งสองข้างจนขนลุกชัน ถึงจะเคยมาแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็ตาม แต่ผมจำมันได้ดี สถานที่ที่ผมกำลังยืนเอ๋ออยู่นี่ คือสนามบินสุวรรณภูมิไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าที่ผมใส่มาในตอนแรกกลับเปลี่ยนไปเสียเฉยๆ เกิดรอยแผลจางๆขึ้นที่ปลายนิ้วชี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ รวมทั้งความปวดเมื่อยตามตัวนี่อีก

“ปลาย!”

เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาผมสะดุ้ง เกือบลืมไปว่านี่ไม่ใช่โลกที่ผมสมควรจะอยู่ แล้วนั่นคือเสียงของใครล่ะ ที่โลกใบนี้ผมรู้จักผู้หญิงที่ไหนด้วยเหรอ..

ผมค่อยๆหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง รอยยิ้มอบอุ่นวาดอยู่บนใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ข้างๆมีผู้ชายตัวสูงวัยพอดีกัน ทั้งสองคนเริ่มมีผมหงอกบ้างประปราย บวกกับร่างกายที่ดูไม่แข็งแรงสมบูรณ์นัก ถึงอย่างนั้น..ก็ไม่ได้ทำให้ภาพตรงหน้าดูงดงามน้อยลงไปเลย

ถ้าประสาทสัมผัสของผมไม่ได้เพี้ยนไป น้ำอุ่นๆกำลังรื้นขึ้นมาที่ขอบตาทั้งสองข้างไม่ผิดแน่ มือสองข้างกำหมัดแน่นเพื่อระบายความรู้สึกท่วมท้นในจิตใจตอนนี้ ผมเผลอกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซิบ ไม่รู้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้ คืออะไรกันแน่

ไม่ผิดใช่ไหมครับ ทั้งคู่ตรงหน้าผมตอนนี้.. คือพ่อกับแม่ที่น่าจะตายไปแล้วใช่ไหมครับ?

หัวใจของผมถูกบีบรัดด้วยภาพของคนทั้งคู่ ไม่รู้ว่าดีใจมากเกินไปที่ได้เห็นหน้าพวกเขาอีกครั้ง ทั้งๆที่ไม่สมควรจะมีโอกาสนั้นอีกแล้ว หรือว่ากำลังเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง ที่โดนตอกย้ำให้รู้ว่า พ่อกับแม่ยังมีชีวิตอยู่ ในโลกที่ผมไม่รู้จักกันแน่...

“ยืนเหม่ออะไรอยู่ พี่เขาจะมาแล้วนะ”

เสียงของพ่อดังขึ้น ช่วยดึงผมออกจากภวังค์เมื่อครู่ เสียงที่ไม่ได้ยินมานานมาก มากจนแทบจะลืมไปเสียสนิทแล้ว กลับดังขึ้นต่อหน้าต่อตา ราวกับฝันที่กลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างนั้นแหละ

“ค..ครับ” ผมอ้ำอึ้งตอบกลับไป พลางปาดน้ำตาที่คลอระหว่างเบ้าออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินตามคู่สามีภรรยาตรงหน้าไปตามทางที่เต็มไปคนผู้คน

“เป็นไง?”

“เฮ้ย!”

ผมโพล่งออกมาจนคนแถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว เลยได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆกลับไปด้วยความอาย เมื่อยัยเด็กบ้าที่ลากผมมาจนถึงโลกใบใหม่ ที่ผมคงต้องยอมรับเสียทีว่ามันมีจริง ดันโผล่ออกมากลางอากาศแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงใดๆ

“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ฉันคือเซลล์ทริป ชื่อ CD และนี่ก็คือโลกหมายเลข 27 ที่นายซื้อมา ยินดีด้วยนะ เป็นโลกที่ยังมีพ่อกับแม่อยู่จริงๆด้วย”

ผมไม่รู้จะตอบอะไร ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินตามพ่อกับแม่ที่ว่าไปเรื่อยๆ เพราะกลัวจะคลาดกัน แต่หูก็ยังเปิดฟังสิ่งที่ยัยเด็ก CD ซึ่งกำลังลอยอยู่ข้างๆพูดออกมาเรื่อย

“ไม่ว่านายจะไปที่โลกใบไหน นายก็ต้องเล่นไปตามบทบาทของตัวเองในโลกแห่งนั้น เป็นระบบ ‘การเข้าแทนที่’ น่ะ นายจะต้องแบกรับตัวตนของนายในโลกแต่ละใบเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม ร่องรอยในอดีต หรือความรู้สึกทุกอย่าง ตามข้อมูลดูเหมือนวันก่อนตัวนายในโลกนี้จะไปช่วยสร้างบ้านให้เด็กในชนบท จนได้รับแผลที่นิ้วนั่นมา รวมทั้งความปวดเมื่อยด้วย ทุกอย่างก็มีประมาณนี้แหละ อ้อ.. แต่ต้องระวังหน่อยล่ะ ถ้าเกิดทำชีวิตตัวเองพังขึ้นมา ได้จบไม่สวยแน่”

แหม พูดซะดูน่ากลัวเชียว แล้วใครมันจะไปบ้าอยากทำชีวิตตัวเองพังล่ะครับ ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวเองเสียทีเดียวก็เถอะ

“แล้วนี่ผมกำลังทำอะไรอยู่?” ผมขยับปากอุบอิบเพื่อส่งเสียงถาม แม้จะเบามากแต่ก็แน่ใจว่าเธอได้ยิน

“เมื่อกี้พ่อนายก็บอกไปแล้วนี่ หลังจากนี้ก็เล่นละครชีวิตตัวเองต่อไปเองแล้วกัน”

ไอ้เด็กบ้าพูดทิ้งท้ายเหมือนจงใจจะเล่นเกมใบ้คำ ก่อนจะหายตัวแว๊บไปกับตา ทำเอาผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็พยายามอย่างมากที่จะควบคุมไม่ให้มีเสียงอุทานหลุดลอดออกมา

เมื่อกี้พ่อบอกแล้วงั้นเหรอ? ว่าแต่เมื่อกี้พ่อบอกว่า ‘ยืนเหม่ออะไรอยู่ พี่เขาจะมาแล้วนะ’ สินะ อืมม... เหม่ออะไร.. พี่เขา จะ.. มา...

เฮ้ย!!!

ผมอุทานในใจซะเสียงดังจนขวัญหนีไปเอง หลังจากประมวลคำพูดเมื่อครู่ออก พ่อพูดว่าพี่ใช่ไหม นี่ผมมีพี่ด้วยเหรอ!? บ้าไปแล้ว ที่โลกใบนี้ผมมีพี่ ถึงจะไม่ได้อยากหรือไม่อยาก แต่มันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้รู้ว่าใครคือพี่คนนั้น ไม่เคยมีความคิดว่าจะมีพี่น้องแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ

“ทางนี้ๆ” เสียงของแม่ตะโกนขึ้นเรียกให้ผมกลับมาสนใจภาพตรงหน้าอีกครั้ง หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น พอดีกับที่พ่อและแม่กำลังเดินเข้าไปลากใครบางคนตรงเข้ามา

ภาพผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผมซอยสั้นสีดำขลับถูกเซตให้เป็นทรงไม่แพ้พวกนายแบบตามปกนิตยสาร ร่างกายกำยำสมส่วนแบบที่ชายหนุ่มพึงจะมีถูกแสดงออกมาผ่านเนื้อผ้าดูดีมีราคา แขนสองข้างพาดไปกับรถเข็นของสนามบินซึ่งบรรจุกระเป๋าเดินทางหลายใบไว้ ดวงตาทั้งคู่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นกันแดดสีชาซึ่งขัดอยู่เหนือสันจมูกโด่งได้รูปนั่น

ผมเอียงคอมองผู้ชายตรงหน้าด้วยจิตสงสัย คุ้นเคยมากเกินไป นี่คือสิ่งแรกที่แล่นปราดเข้ามาในหัวสมอง ภายในวินาทีแรกที่พบกัน ลักษณะเส้นผมแบบนี้ โครงหน้าแบบนี้ ร่างกายแบบนี้ สีผิวและส่วนสูงแบบนี้ แทบไม่ต้องเดาเลยว่าใคร แต่ที่ประหลาดใจก็คือ ทำไมคนคนนั้นถึงกลายมาเป็นพี่ชายของผมในโลกใบนี้ได้!?

“เป็นไงบ้างเรา?” คนที่ดูเหมือนจะเป็นพี่ชายของผมถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นดวงตาสีนิลใส รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบที่นึกเกลียดนักปรากฏให้เห็นอีกครั้งราวกับภาพหลอน

คุณรัฐ... คุณคือพี่ชายของผมจริงๆเหรอครับ ??

ผมเพียงแต่ส่งยิ้มประหลาดออกไปเพราะยังทำตัวไม่ถูก คุณรัฐเลยหัวเราะออกมาในท่าทีเป๋อเหลอของผม ก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้ผมของผมเล่นอย่างอารมณ์ดี นี่กะจะไม่ให้ผมหลุดพ้นบ่วงของผู้ชายคนนี้เลยหรือไงครับ อย่าบอกนะว่าต้องเจอกันแบบนี้ในโลกทุกๆใบ ผมว่าแบบนั้นมันต้องมีอะไรผิดพลาด!

เราสี่คนพ่อแม่ลูกครอบครัวสุขสันต์ นั่งรถแวนคันหรูกลับบ้าน แต่บ้านก็ไม่ได้ใหญ่เว่อร์วี่ว่าอะไรมากมายนะครับ แต่ถ้าเทียบกับห้องเช่าเก่าๆของผมแล้ว อันนี้ก็น่าจะเทียบเคียงสวรรค์บนดินได้สบายๆ

ที่แรกที่ผมตรงดิ่งเข้าไปคือห้องนอนตัวเอง และถือเป็นความโชคดีเหลือล้นที่มีป้ายกำกับไว้หน้าประตูว่าห้องไหนเป็นห้องไหน ทำให้ผมไม่ต้องทำตัวน่าสงสัยด้วยการลืมทิศทางในบ้านตัวเอง ผมจัดแจงค้นคว้าข้อมูลของตัวผมในโลกใบนี้ให้ได้มากที่สุด จากพวกข้าวของเครื่องใช้และทุกสิ่งอย่างที่หลงเหลืออยู่

เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า จนผมพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้บ้างว่า ผมคือเด็กนักเรียนปี 3 แห่งมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ทำเอาผมนั่งปิติไปหลายนาทีอยู่ ก็ในโลกที่แท้ของผม ผมไม่มีโอกาสได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยนี่ครับ

ต่อมาก็คือ.. คุณรัฐ แกเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมครับ ไม่ใช่พี่แท้ๆ แต่ก็สนิทกันมาก อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันและเติบโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก (พอดีค้นเจออัลบัมรูป) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในต่างประเทศ แต่กลับมาประเทศไทยทุกๆปิดเทอม และแน่นอนว่าเป็นช่วงปิดเทอมของนักศึกษาอย่างผมเช่นกัน แอบเสียดายนิดๆนะที่ไม่ได้เข้าไปนั่งเรียนอย่างที่เคยวาดฝันไว้ แต่แค่รู้ว่าได้เรียน ผมก็สุขสุดๆแล้วครับ

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมจึงรีบลนลานเก็บของที่รื้อของมาทั้งหมดยัดใส่ตู้ใบหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปแง้มประตูออกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นคุณรัฐก็แทบจะปิดประตูหนีตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่ทันได้ทำแบบนั้น เมื่อคนตัวสูงเป็นฝ่ายดันประตูเปิดออกและแทรกตัวเข้ามาภายในห้องอย่างถือวิสาสะเอง

“ไปกันเลยไหม?”

“หะ?”

ผมตีหน้าเซ่อส่งเสียงกลับไป ทำเอาคุณรัฐเลิกคิ้วสูงเหมือนประหลาดใจ งงอะ ไปไหนเหรอ หรือผมเคยไปพูดคุยตกลงอะไรกันไว้ก่อนหน้านี้? แม้จะอยากตะโกนถามยัยเด็ก CD แต่ในเวลาที่ต้องการตัวแบบนี้ ยัยนั่นกลับหายหัว ไม่เห็นแม้แต่ปลายเส้นผม

“ก็ปลายให้พี่ติดต่อรุ่นน้อง ให้ฝากปลายเข้าทำงานพิเศษไง”

อุบ๊ะ! งานพิเศษ อันนี้น่าสนใจครับ ถือว่าเดินทางมาไม่เสียเปล่า คือผมเป็นโรคจิตอ่อนๆ ชอบทำงาน อาจจะเพราะติดนิสัยที่ต้องทำงานเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆนั่นแหละ เอ๊ยแต่ถ้าให้ทำงานในบริษัทใหญ่ๆผมก็คงไม่ไหวนะ รู้สึกว่าผมจะเรียนคณะพาณิชย์ฯซะด้วย อันนี้งงเต๊กเลยครับ ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะเข้าคณะแบบนี้ได้ มันสมควรได้รับการจารึกอย่างยิ่ง

“แล้วคุ..เอ่อ พี่รัฐไม่พักก่อนหรอครับ?” เป็นไงล่ะ ทำตัวเป็นน้องที่ดีมะ เล่นสมบทบาทนะเนี่ย น่าจะได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

“ไม่เป็นไร วันนี้มันเข้ามาเตรียมร้านพอดี ไปช่วยมันหน่อย”

มันที่พูดถึงนี่เดาว่าไม่ใช่วัตถุดิบทำเลย์หรือเทสโต้แต่อย่างใด ก็คงจะเป็นรุ่นน้องที่พี่รัฐฝากผมให้เข้าทำงานด้วย แต่ประเด็นมันอยู่ที่คำว่า ‘ร้าน’ ครับ แบบนี้ผมค่อยโล่งอก ที่รู้ว่าไม่ใช่งานยิ่งใหญ่อะไร ไม่งั้นผมคงได้ทำชีวิตตัวเองพังอย่างที่ยัย CD เคยเตือนแน่ๆ

“อ่า ครับ”

สุดท้ายผมก็พยักหน้าตกลง และยอมให้คุณรัฐเข้ามาดันตัวออกไปจนถึงลานจอดรถหน้าบ้าน เราใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 10 นาที ก็มาถึงร้านเล็กๆที่ตกแต่งอย่างน่ารัก ท่าทางจะดึงดูดคนได้มากอยู่ เพราะเด่นหราออกมาจากร้านรอบข้างมากนัก

ป้ายหน้าร้านเขียนว่า Snow Farm พร้อมแขวนตุ๊กตาขนมผิงเอาไว้ข้างๆ ให้อารมณ์ฤดูหนาวใช้ได้ พี่รัฐ (สรรพนามเริ่มเปลี่ยน ฮ่าๆ) เปิดประตูเข้าไปด้วยท่าทางสนิทสนม เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านบนดังขึ้น เรียกความสนใจจากผู้ชายที่กำลังผุดลุกผุดนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ได้เป็นอย่างดี

คนที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ และรุ่นน้องของพี่รัฐ โผล่หน้าออกมาให้เห็น สายตานิ่งเฉยที่มองพี่รัฐแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจเมื่อหันมาเห็นหน้าผม ส่วนผมเองก็กำลังเบิกตาโพลงมองเขากลับเช่นกัน...

“เป็นไงวะ เปิดร้านวันแรก เงียบเป็นป่าช้าเลยนะมึง จะรอดไหมเนี่ย? ฮ่าๆ” พี่รัฐเดินเข้าไปกอดคอรุ่นน้องตัวเองซึ่งมีท่าทีรังเกียจน้อยๆ พลางแซวติดตลก

“เอ่อ... ก็ดีครับ”

“เออ นี่ปลาย น้องชายกู ที่บอกจะมาช่วยงานมึงอะ ฝากดูแลด้วยนะ” พี่รัฐผละตัวออกมาจากรุ่นน้องคนนั้นแล้วตรงมากระซิบกับผมต่อ “เดี๋ยวตอนเย็นค่อยมารับนะ ต้องไปจัดการเรื่องเอกสารนิดหน่อย”

ไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรกลับไป พี่รัฐก็ชิงเดินออกไปจากร้านเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะพรากเอามวลเสียงทั้งหมดไปด้วย เมื่อความเงียบเริ่มตรงเข้าปกคลุมทั่วร้านเล็กๆแห่งนี้ พร้อมนำพาบรรยากาศชวนอึดอัดให้เข้าแทนที่

“เอ่อ...”

ผมส่งสายตามองผู้ชายตรงหน้า ที่ยังคงเอาแต่จ้องหน้าผมอย่างอึ้งๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่สวยแทบไม่กระพริบเลยด้วยซ้ำ เส้นผมสุขภาพดีสีดำสนิทถูกซอยระต้นคอและเซตไว้ยุ่งๆ ใบหน้าเรียวขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ.. กว่าที่จะรู้ตัว ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ก็เข้ามาสวมกอดผมเอาไว้เสียแล้ว

“เฮ้ยย!” ผมร้องเสียงหลงและพยายามดันตัวเขาให้ออกไป แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้คนคนนี้ยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พร้อมโน้มตัวลงมา เกยคางมนลงกับไหล่เล็กๆของผม

“ปลาย ปลาย..”

เสียงทุ้มที่เคยได้ยินชัดเจนมาแล้วครั้งหนึ่งดังขึ้นด้วยความรู้สึกโหยหา ผมเผลอปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆเมื่อเขาเปล่งเสียงออกมา เพราะมันเป็นเสียงที่ดูเหมือนว่า เขากำลังเจ็บปวดเหลือเกิน...

“นายคือปลายที่ฉันรู้จักใช่ไหม!?”

เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน... เจ้าของร้าน Snow Farm... รุ่นน้องของรัฐฐา...ลูกค้าร้านขนมปัง...กับผู้ชายเจ้าของสร้อยข้อมือ CP ทั้งหมดนั่นคือคนเดียวกัน และก็กำลังยืนอยู่ต่อหน้าผม ถามคำถามเดียวกันกับที่เคยถามไปแล้ว ทั้งๆที่อยู่ในโลกคนละใบ แต่ผู้ชายคนนี้ก็ยังจะพูดแบบนั้นอีกงั้นเหรอ??

ผมคิดว่าปลายในโลกนี้ อาจจะรู้จักกับคนคนนี้ก็ได้ แต่ถ้าย้อนกลับไปทบทวนคำพูดแนะนำตัวจากพี่รัฐ ก็พอจะเดาได้ว่ามันไม่ใช่ และอีกอย่าง.. คำถามของเขาก็ฟังดูประหลาดเกินไป ผมจึงได้แต่ยิ้มแหยๆ และส่ายหน้าไปตามท้องเรื่อง

“ขอโทษครับ แต่ผมไม่รู้จักคุณ”

สายตาเจ็บปวดแบบสุดซึ้งปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวเหลืองนั้นอีกครั้งทันทีที่เขาผละตัวออกไป กล่องความเงียบถูกไขลานอีกครั้ง เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าที่เคย และอึดอัดกว่าทุกที เราสองคนยืนจ้องหน้ากันและกันด้วยสายตาที่ต่างไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงคิดว่าเราจะรู้จักกัน ทำไมถึงถามคำถามนั้นซ้ำอีกครั้งในโลกอีกใบ ส่วนเขา..ก็ดูเหมือนไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าทำไมผมจึงไม่ใช่ปลายที่เขารู้จัก หรือว่าปลายที่รู้จักเขา ก่อนที่ผู้ชายตรงหน้าจะหันหลังกลับเข้าไปหลังร้าน มือของผมกลับคว้าแขนเขาไว้เร็วกว่าความคิดเสียอีก ผมอึกอักอยู่สักพักเมื่อเขาหันกลับมามองด้วยสายตาประหลาดใจ ภายในดวงตาคู่นั้นแฝงเร้นไปด้วยความหวังอย่างบาง แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดคงไม่ได้ทำให้เขาพอใจนัก เพราะผมแค่อยากจะเสี่ยง ในสิ่งที่กำลังสงสัยเท่านั้น...

“คุณ...”

“...”

“ไม่ใช่คนในโลกใบนี้ใช่ไหม?”

“รู้ได้ยังไง!?” เขาโพล่งขึ้นเสียงดังจนผมเผลอตกใจ แต่ก็พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“เพราะผมเพิ่งได้เจอคุณ ในโลกหมายเลข 23”

คนตรงหน้าตากระตุกด้วยความตกใจ ก่อนจะตรงเข้ามาเขย่าตัวผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ความเจ็บปวดจากแรงบีบที่แขนสองข้างทำเอาผมถึงกับตีสีหน้าเหยเก เสียงตะคอกดังอยู่ใกล้ๆ กระดูกค้อน ทั่ง โกลนสั่นไหวไปตามความดังที่ได้ยิน

“นายจะตามฉันมาทำไม!?”

“ผะ..ผม”

ผมไม่สามารถพูดได้จบประโยค เพราะความรู้สึกกลัวซึ่งแล่นเข้ามาจุกอกเอาไว้ ดวงตาหลุบต่ำลงอย่างช่วยไม่ได้ เพราะไม่อาจทนสบตาดุร้ายของคนตรงหน้าที่กำลังเดือดดาลขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“กลับไป!!”

ร่างของผมถูกเหวี่ยงจนไหล่ไปกระแทกกระจกใสเสียงดัง รอยแดงปรากฏขึ้นแทบจะทันทีเพราะผมเป็นพวกผิวขาวมากจนแทบจะเรียกว่าตัวซีดจัด สายตาตวัดขึ้นมองคนที่ผลักผมออกมาด้วยความขุ่นเครียด ถึงผมจะไม่เข้าใจเรื่องบ้าๆในตอนนี้ทั้งหมด แต่ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะมีสิทธิ์มาทำแบบนี้ได้!

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร!!?” ผมตะคอกเสียงกลับไป และดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง เมื่อผู้ชายใจร้อนคนนี้เริ่มสงบลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาเรื่องกับพวกโต๊ะเก้าอี้ในร้านแทนอย่างหงุดหงิด

ผมย้ายตัวเองมานั่งหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน ซึ่งก็ไม่ได้กว้างนัก จึงทำให้เราสองคนยังคงอยู่ในระยะที่มองเห็นกันและกันชัดเจน เขาเองก็ได้แต่นั่งก้มหน้า มือกุมขมับอยู่นานพอตัว นานมากจนผมเกือบเผลอหลับไปกับบรรยากาศช่วงบ่ายแบบนี้ แต่ผมก็ไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้น เมื่อคุณเจ้าของร้านเริ่มเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง

“ถ้านายเดินทางได้ ก็แปลว่าปลายกำลังรอฉันอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างที่คิด”

ขอโทษนะ ถ้าผมฟังไม่ผิดไป เหมือนจะได้ยินหมอนี่เรียกชื่อของผมออกมา แต่ก็เหมือนกับว่าไม่ได้หมายถึงผมอย่างนั้นแหละ

“ผมไม่เข้าใจ” สุดท้ายผมก็ทำเป็นใจดีสู้เสือ เอ่ยปากออกไปบ้าง อย่างน้อยก็ให้เขาได้รู้ว่า ผมไม่ได้รู้เรื่องห่าเหวอะไรกับเขาเลยนะ และผมก็ไม่น่าจะผิดอะไรด้วย

“ฉันกำลังตามหาตัวนายคนหนึ่ง เป็นนายที่เคยใช้ชีวิตกับฉันในโลกหมายเลข 18 มาก่อน”

อ่าวแม่ง ยากเลย.. ผมพยายามประมวลผลอย่างไวที่สุด แม้จะยังงงๆแต่ก็แสร้งพยักหน้ารับรู้ออกไป ทำให้เขาเริ่มร่ายต่อ สีหน้าท่าทางดูใจเย็นขึ้นโข

“เราสองคนคลาดกัน และฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นคนของโลกไหนกันแน่ ฉันถึงต้องตามหาไปเรื่อยๆ แต่เมื่อนายเดินทางมาที่โลก 27 นี้ ก็แปลว่านายในโลกนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ และบางที.. นั่นอาจเป็นปลายที่ฉันกำลังตามหาอยู่ก็ได้ เข้าใจหรือยัง?”

ผมหยุดนิ่งสักพัก ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ต้องลำบากมาก ก็คงไม่แปลกถ้าจะโกรธผมถึงขนาดนั้น แต่จะว่าไปก็แปลกแหละ.. แปลกที่เขากำลังตามหาผม ที่ไม่ใช่ผมไงล่ะ

“แล้วทำไมไม่ถามเซลล์ของคุณล่ะ ว่าคนที่คุณตามหาเขาเป็นคนของโลกไหน?” ผมเลือกคำถามที่ดูฉลาดและสมเหตุสมผลที่สุด แต่สิ่งที่ได้กลับมาดันเป็นเสียงแหลมสูงของเด็กผู้หญิง

“ไม่ได้!”

วินาทีต่อมา ก็มีเด็กผู้หญิงหน้าตาประหลาดพอๆกับยัย CD โผล่ออกมาจากช่องว่างของอากาศ ผมบ๊อบสีม่วงดูโดดเด่นจนแอบน่ากลัว ว่าไม่ทันไร ยัย CD ก็ตามออกมาติดๆ พร้อมส่งยิ้มหน้าเป็นมาให้เหมือนเคย ไม่ได้ดูสถานการณ์ตอนนี้เอาซะเลย ยัยเบ๊อะ!

“พวกเรามีกฎเหล็ก 3 ข้อ คือห้ามเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าเด็ดขาด ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของลูกค้าถ้าไม่จำเป็น และห้ามแทรกแซงการทำงานของเซลล์คนอื่นๆ” ยัยเด็กบ๊อบจีบปากจีบคอว่าเหมือนคนที่ยืนอยู่เหนือกว่า ผมเลยได้แต่ยักไหล่ไปทีเป็นสัญญาณรับรู้

ใบหน้าของชายหนุ่มตรงข้ามกับผมยิ่งดูแย่ลงเมื่อถูกตอกย้ำด้วยกฎบ้าๆสามข้อนั่น จะว่าน่าเห็นใจ หรือน่าสงสารก็ไม่ผิด ทั้งๆที่ผมก็นั่งเอ๋อ แล้วเขาก็นั่งตีสีหน้าขึงตึง แต่ดูเหมือนไอ้เด็กสองคนที่เอาแต่ลอยไปลอยมาจะไม่ได้สนใจสักนิด กลับตรงเข้าทักทายกันเสียงดังเหมือนพวกเด็กโรงเรียนสตรีไม่มีผิด

“CD เป็นยังไงบ้าง?”

“ก็ดีๆ AA เป็นไง? อยู่กับผู้ชายคนนั้นเหนื่อยหน่อยนะ” ผมแอบจับสังเกตบางอย่างได้จากบทสนทนาเลื่อนลอยของเด็ก CD และ AA เมื่อ CD พูดเหมือนว่าเธอเคยรู้จักกับผู้ชายในความดูแลของ AA คนนี้อย่างนั้นแหละ

“กลับไป..”

คนคนนั้นพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยคำคำเดิม ดึงความสนใจจากยัยเด็กเซลล์ทั้งคู่ให้หันไปมอง AA ลอยตัวเข้าไปใกล้เขาและกระซิบอะไรบางอย่าง ทั้งสองคนถกเถียงกันไปมาผ่านทางสายตาที่ผมไม่อาจเข้าใจ ก่อนที่จะจบลงด้วยเสียงถอนหายใจยาวเยียด ในที่สุดผู้ชายคนนั้นก็ได้ฤกษ์ลุกออกจากที่นั่ง และเดินตรงมาหยุดตรงหน้าผม สายตานิ่งเฉยติดจะเย็นชาเหยียดมองลงมาพลางตัดสินเสียงเด็ดขาด

“ฉันให้เวลานายไม่เกิน 7 วัน เล่นให้พอใจ เสร็จแล้วก็รีบกลับไปซะ”

อะไร!? สรุปไอ้บ้านี่มันเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมากำหนดชีวิตผม!!

----------------------------------

 :katai5: :katai5: :katai5:

คิดว่าตอนต่อไป น่าจะได้เห็นความน่ารักของพระนายมากขึ้นแล้วน้า

 :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-05-2013 17:34:42 โดย mooaiir »

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
ไล่กลับเฉย ตาคนนี้มาว่าหนูปลายได้ไงย่ะ สู้ๆค่ะ คนเขียนเราติดตามแน่นอน ชอบอ่ะเรื่องนี้ :mew1:

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
เนื้อเรื่องน่ารักจังเลยยย
ชอบตอนตบมุกอะ ฮาดี "ผมจีบตัวเองได้ไหม?"
แล้วปลายจะทำไงต่อไปนี่ นายคนนั้นเป็นใคร
โปรดติดตาม ตอน... ต่อ... ไป...

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
ไล่กลับเฉย ตาคนนี้มาว่าหนูปลายได้ไงย่ะ สู้ๆค่ะ คนเขียนเราติดตามแน่นอน ชอบอ่ะเรื่องนี้ :mew1:

เนื้อเรื่องน่ารักจังเลยยย
ชอบตอนตบมุกอะ ฮาดี "ผมจีบตัวเองได้ไหม?"
แล้วปลายจะทำไงต่อไปนี่ นายคนนั้นเป็นใคร
โปรดติดตาม ตอน... ต่อ... ไป...

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากจริงๆอะ
ตอนแรกหวั่นใจมาก ทำไมลงนิยายแล้วไม่มีเสียงตอบรับเลย
มาด่าก็ยังดี แต่นี่เงียบหาย เหมือนไม่มีใครมองเห็น 555
ตอนนี้มีกำลังใจขึ้นอีกหน่อยแล้ว จะพยายามแต่งให้ดีที่สุดในทุกๆตอนนะคะ
ฝากติดตามกันต่อไปด้วยค่า ><

 :hao5:

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 3
ความอบอุ่น


 

ผมปรือตาตื่นขึ้นในห้องที่ไม่คุ้นเคย แต่มันก็คือห้องของผมเองครับ ผมในโลกใบใหม่ที่ได้มาเยือน.. ตอนแรกผมคิดว่าผมคงได้สนุกกับมัน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์หลังจากที่ได้เจอผู้ชายแปลกๆคนนั้น สรุปว่าเขาชื่อ ฌาณ เป็นคนจากโลกใบอื่นเช่นกัน กำลังตามหาตัวผมที่เขารู้จัก และไม่ใช่รู้จักธรรมดานะ.. แต่มีความสัมพันธ์ในเชิงคนรักต่อกัน แม่เจ้าเอ๊ย!!

อันนี้ผมได้ยินแล้วผมเงิบไปหลายนาทีอยู่ รู้สึกเสียวสันหลังปลาบขึ้นมาเฉยๆ ก็ใครมันจะไปคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะมีรสนิยมแบบนี้ได้ แต่ที่ยิ่งกว่าก็คือ ตัวผมคนนั้น... ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงได้หลงไปชอบผู้ชายด้วยกัน แถมซ้ำร้ายดันเป็นหมอนั่นอีกต่างหาก คิดแล้วปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วนคล้ายจะอาเจียน แค่นึกภาพตัวเองที่เป็นคนรักของนายฌาณอะไรนั่น ก็สยองพองเกล้าแล้วครับ!

ผมกลิ้งไปมาบนเตียงขนาดใหญ่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ก่อนจะหยุดถอนหายใจยาว แทบจะเอาตีนขึ้นมาก่ายหน้าผากอยู่แล้ว เพราะวันนี้ผมต้องไปทำงานจริงจังที่ร้านน้ำแข็งใส Snow Farm และผมไม่มั่นใจเลย ว่าผมจะยังปลอดภัยกลับบ้าน...

เพลง คนเบื้องหลัง และ แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ ถูกลบออกไปจากโทรศัพท์มือถือของผม (ในโลกนี้) ด้วยความกลัวและหวาดหวั่นบางอย่าง เหอๆ

เวลาผ่านไปนานกว่าที่ผมจะพาตัวเองลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวได้ และก็เป็นพี่รัฐที่ไปส่งผมถึงหน้าร้านเหมือนเดิม ที่นั่น ฌาณกำลังเดินออกมาตั้งป้าย OPEN พอดี ทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสทักทายกันเล็กน้อย แม้จะดูเหมือนว่ามีแค่พี่รัฐคนเดียวที่ร่าเริงก็เถอะ

ผมฉีกซองขนมปังไส้ถั่วแดงทิ้งลงถังขยะหน้าร้าน และรีบแทรกตัวเข้าไปพอดีกับจังหวะที่ฌาณกำลังจะปิดประตู คนตัวใหญ่มองหน้าผมนิ่งๆ จนผมทนไม่ได้ เป็นฝ่ายหลบสายตามาเอง แนวสันหลังกระตุกวูบเหมือนมีใครมาลูบก็ไม่ปาน โอ้ย น่ากลัววุ้ย!

“นี่พี่ทิพย์ เป็นพนักงานประจำของร้าน พี่ทิพย์ นี่ปลาย เด็กฝึกงาน” ฌาณแนะนำผมกับพี่ผู้หญิงหน้าตาใจดีคนหนึ่งซึ่งหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์ห้วนๆ ก่อนจะชี้นิ้วเป็นสัญญาณให้ผมเข้าไปเรียนรู้งานกับเธอคนนั้น

“สวัสดีครับ” ผมก้มหัวให้พี่ทิพย์เล็กน้อยตอนที่ผลักแผ่นไม้เล็กๆเข้าไปยืนหลังเคาน์เตอร์อีกคน เธอยิ้มกลับมา

“สวัสดีจ้า”

เราทักทายและพูดคุยกันพอสมควร ก่อนที่เสียงกระดิ่งที่ประตูหน้าร้านจะดังขึ้นเรียกความสนใจ แต่ที่ไหนได้ ก็แค่คุณเจ้าของร้านแกเดินออกไปเพราะคงรำคาญเสียงเรานั่นแหละ ผมเดาว่าเขาไม่ได้มีจิตใจอยากจะดูแลร้านน้ำแข็งใสนี้สักนิด เพราะในหัวก็คงคิดถึงแต่เรื่องของผม... อย่าทำหน้างั้นสิ ผมหมายถึงผมอีกคนหนึ่งต่างหาก

พี่ทิพย์สอนให้ผมใช้เครื่องปั่นน้ำแข็งไฟฟ้า ที่ดูดีมีราคา มีหน้ามีตา และไฮโซโก้เก๋เป็นที่สุด น้ำแข็งที่ออกมาละเอียดจนเทียบได้กับเม็ดทราย ดูฟูฟ่องประหลาดตาดี ถึงจะไม่เคยเห็นของจริง แต่ว่าไอ้เจ้าน้ำแข็งในถ้วยตอนนี้ดูคลับคล้ายคลับคลาเกล็ดหิมะก็ไม่ปาน แล้วยังพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการปั่นออกมาในรสชาติต่างๆได้เลยอย่างง่ายดาย

ผมลองแหย่นิ้วลงไปจิ้มน้ำแข็งที่พูนออกมา แค่สัมผัสแรกผมก็รู้ว่านี่แหละใช่เลย ใช่เลย โดนใจฉันเลย.. มันหยุบหยับนุ่มนิ่มน่ารักพิกล แค่ปลายนิ้วสัมผัส ผิวน้ำแข็งละเอียดอ่อนก็ยวบลงทันทีอย่างง่ายดาย ความเย็นชื้นพาให้เคลิบเคลิ้ม พอจะมีกำลังใจสู้กับแดดอ่อนๆในเวลาเช้าอย่างนี้

พี่ทิพย์คงเห็นผมเหม่อลอยและหลุดเข้าไปในโลกจินตนาการนานเกินไป ถึงได้เอื้อมมือมาสะกิดน้อยๆ พลางจกน้ำแข็งในถ้วยเข้าปากหน้าตาเฉย ผมที่เห็นอย่างนั้นก็เลยหยิบน้ำแข็งพองๆในถ้วยใส่ปากบ้าง ลิ้นอุ่นสัมผัสความเย็นจนขนลุกชันโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่มันจะละลายกลายเป็นของเหลวไหลลงคอไป

ในขณะที่พี่ทิพย์กำลังง่วนอยู่กับการเทบรรดา Topping ใส่ถาด ผมก็เริ่มไอเดียบรรเจิด นั่งหยิบน้ำแข็งฟูๆที่ถูกปั่นออกมา เอามาปั้นให้เป็นรูปนั้นรูปนี้ตามแต่ไอเดียจะนำพา น้องแมวตัวจิ๋วถูกวางไว้บนมุมหนึ่งของเคาน์เตอร์ ตามมาด้วยเจ้าหนูนา ดอกไม้ หัวใจ ดวงดาว ไปจนถึง ไซบีเรียน ฮัสกี้... หลอกครับ ใครจะไปปั้นน้ำแข็งก้อนกะปิ๊ดนึงให้เป็นน้องหมาพันธ์สวยขนาดนั้นได้!

พี่ทิพย์หันมามองและหัวเราะในท่าทีเหมือนเด็กของผม สักพักก็จะคอยเอาผ้าแห้งมาเช็ดน้องๆหนูๆที่ละลายกลายเป็นน้ำเลอะเทอะเต็มไปหมด ผ่านไปครู่เดียวผมก็เริ่มเบื่อ เพราะไม่เห็นวี่แววลูกค้าคนใดเลย อาจจะเพราะว่ามันยังเช้าอยู่มากล่ะมั้ง หรือเพราะเจ้าของร้านที่เอาแต่ปั้นหน้าบอกบุญไม่รับอยู่นอกประตูโน้นก็ไม่ทราบสิ

ผมขออนุญาตพี่ทิพย์กดเกล็ดหิมะออกมาอีกถ้วย ก่อนจะใช้นิ้วจับๆเป็นก้อนกลมและปาใส่ไอ้ตุ๊กตาแมวกวักหน้าโง่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ผมเล่นอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ สลับกับการหาผ้าแห้งมาเช็ดทำความสะอาด ดูเป็นกิจกรรมที่ไร้สาระและไร้ประโยชน์อย่างสุดซึ้ง แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อมันทั้งว่างและเบื่อจริงจัง

แต่ดูเหมือนเทพเจ้าแห่งแมวจะพิโรธ ถึงได้ส่งหายนะขนาดย่อม ซึ่งผมแทบไม่อยากจะเห็นหน้าให้ก้าวขาเข้ามาในร้าน พอดีกับที่ผมตัดสินใจปาน้ำแข็งปั้นก้อนใหญ่ที่สุดในมือออกไป น้ำแข็งที่ว่าดันพลาดเป้าหมาย ลอยไปหยุดโผละเอากลางจมูกโด่งเป็นสันของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาแทน วินาทีนั้นเอง ที่ผมมองเห็นภาพนรกฉายอยู่เหนือหัววูบวาบๆ

พี่ทิพย์ดูจะตกใจไม่แพ้กันกับภาพตรงหน้า แต่ก็คงไม่เท่าผมที่ตัวกลายเป็นหินไปแล้วจากอาการช็อค น้ำลายก้อนใหญ่ถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก สายตาค้างเติ่งอยู่กับความเวิ้งว้างในหัว กว่าที่จะรู้ตัว มือใหญ่ของฌาณก็ตรงเข้ามาดึงตัวผมให้ลุกขึ้น และลากเข้ามาที่หลังร้านเรียบร้อยแล้ว

ผมถูกจับตัวให้หันไปเผชิญหน้ากัน ก่อนที่ฌาณจะกดไหล่ผมให้นั่งลงตรงเก้าอี้ตัวหนึ่ง เขาลากเก้าอี้อีกตัวมาไว้ตรงหน้าผม แต่กลับเดินตรงไปยังอ่างล้างจาน

“ฉันให้นายมาทำงาน ไม่ได้ให้มาเล่น”

ทันทีที่ฌาณเริ่มบ่น ผมก็รีบหลุบสายตาลงมองมือตัวเองทันที ให้อารมณ์เหมือนตอนที่โดนพี่พืชบ่นไม่ผิดเพี้ยน น่ากลัวระคนน่าเบื่อ แต่ผมก็ยอมนั่งฟังเจ้าของร้านจำเป็นผู้นี้ร่ายยาวยิ่งกว่าพี่พืชสิบเท่า นานมากพอจนมือที่เปียกของผมเริ่มแห้งและเหนียวหน่อยๆ แต่รอยแดงกลับยิ่งปรากฏชัดเจนบนฝ่ามือขาวๆ โดยเฉพาะตามปลายนิ้วที่เอาแต่เล่นน้ำแข็งจนเริ่มแสบชา

บึ้ก

คนตัวสูงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม พลางมอบบทลงโทษด้วยการเขกหัวแรงๆหนึ่งที จนผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างเอาเรื่อง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบหัวป้อยๆ ขณะที่มืออีกข้างต้องลนลานรับเอาผ้าผืนหนึ่งซึ่งถูกโยนลงมาบนตักเอาไว้

ฌาณทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้าผม ก่อนจะขยับเก้าอี้เข้ามาจนหัวเข่าของเราแทบจะติดกัน สายตาเหนื่อยหน่ายปรากฏให้เห็น เมื่อผมมีท่าทีเหรอหรากับไอ้ผ้าที่ถูกส่งมาให้ จนในที่สุดฌาณก็เป็นฝ่ายดึงผ้าในมือผมกลับไป พร้อมทั้งกระชากข้อมือข้างหนึ่งของผมไปด้วย ย้ำว่าแม่งกระชาก..จนตัวผมลอยไปติดอกกว้างตรงหน้า... อุบ๊ะ หลอกครับ ไม่ใช่นิยายหวานแหววขนาดนั้น! แค่เซนิดหน่อยจนเกือบตกเก้าอี้เฉยๆ!

“เล่นเป็นเด็กไปได้”

สิ้นเสียงดุของฌาณ เขาก็นำผ้าที่ชุบน้ำอุ่นนั่นซับลงบนฝ่ามือและตามนิ้วทั้งห้าของผมอย่างคนรู้งาน ความอบอุ่นถูกส่งผ่านเข้ามาหวังจะลบล้างอาการชาจากน้ำแข็ง เข่าสองข้างของผมเกร็งขึ้นตามสัญชาตญาณ ใบหน้าเหวอรับสัมผัสที่ชวนคลื่นไส้ชอบกลนี้

ความเงียบทำหน้าที่ของมันได้ดีเหมือนเดิม และตอนนี้ความเงียบก็กำลังจะฆ่าผมช้าๆ ด้วยว่าบรรยากาศภายในห้องทึบๆหลังร้านตอนนี้ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด ทั้งตัวของผมเกร็งไปหมด แม้อยากจะชักมือกลับแต่ก็ไม่ง่ายเลย เมื่อคนตัวใหญ่กว่าดันบีบข้อมือผมไว้แน่นเหมือนจงใจไม่ให้ขัดขืน

ผมไม่มั่นใจแล้วว่า ความรู้สึกอบอุ่นประหลาดที่กำลังได้รับ มันมาจากผ้าชุบน้ำ หรือมือใหญ่ของคนตรงหน้ากันแน่?

แต่ที่แน่ๆ... ผมไม่คิดพิศวาสมันเลย!! คือถ้าไอ้คนที่ดูแลมือของผมอยู่ตอนนี้เป็นสาวน้อยน่ารักกับเสื้อผ้าน้อยชิ้น ผมคงเปรมมาก แต่กับผู้ชายคนนี้ ผมขอผ่านเลยไป โดยที่ไม่รู้ตัวจะดีกว่านะ!

แต่ถึงในใจผมจะกรีดร้องโหยหวนให้ตายยังไง ผมก็ทำได้แค่นั่งหน้าตึงและเกร็งนิ้วสุดชีวิต เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ ผมก็จะอยากชักนิ้วกลับอยู่ตลอดเวลาด้วยแววรังเกียจเต็มทน ยังไงผมก็ต้องทนสินะ เพื่อที่จะไม่ทำให้ชีวิตของตัวเองในโลกนี้มันพัง ผมถึงต้องอดทนไว้ ฮึก.. แต่ขอสาบานต่อหน้าผ้าเปียกเลยว่า ครั้งหน้าผมจะไม่ปล่อยให้ฌาณเข้าประชิดตัวผมแบบนี้อีกแล้ว เพราะผมยึดหลักคำสอนที่ว่า ‘เสียทองเท่ากะปูดไม่ยอมเสียตูดให้ใคร’ แมวข้างบ้านได้กล่าวไว้...

“ไปทำงานได้ละ”

หลังจากที่ฌาณปฐมพยาบาลมือทั้งสองข้างของผมที่ไปเล่นซนจนได้เรื่องเสร็จเรียบร้อย เขาก็ลุกขึ้นโยนผ้าผืนนั้นลงไปในอ่างอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหันมาสั่งเสียงแข็ง ผมเลยได้แต่ก้มหัวขอบคุณแบบเบลอๆ และกลับออกไปที่หน้าเคาน์เตอร์ เพื่อพบว่าตอนนี้เริ่มมีลูกค้าเข้ามาจับจองที่นั่งบ้างแล้ว

“มาครับ ผมช่วย” ผมรีบตรงเข้าไปดึงใบสั่งของลูกค้าขึ้นมาอ่าน ก่อนจะหยิบถ้วยหนึ่งใบไปรองน้ำแข็ง พอดีกับที่พี่ทิพย์หันมาถามไถ่เรื่องเมื่อครู่

“ฌาณว่าอะไรบ้าง?”

ผมใช้สองมือประคองข้างถ้วยไว้ ก่อนที่น้ำแข็งใสปุยนุ่นจะค่อยๆฟูขึ้นมาจากเครื่องมือสุดทันสมัย ไอเย็นฟุ้งออกมาและเริ่มจับไปตามแนวฝ่ามือ ทั้งๆที่น้ำแข็งมันเย็นขนาดนี้ แต่มือผมมันก็ยังอุ่นอยู่เลย..

“เปล่าครับ ไม่ได้ว่าอะไร”

ผมได้แต่ตอบสั้นๆ ก่อนจะคว้าเอาช้อนคันใหญ่ตักมะม่วงชิ้นเล็กใส่ลงไปบนถ้วยในมือ ตามด้วยนมมะลิหอมหวานครบสูตร พี่ทิพย์ที่ยังคงง่วนอยู่กับออเดอร์อื่นๆแทบไม่มีเวลาหันไปมองทางอื่น ผมเลยตัดสินใจจะเดินออกไปด้วยตัวเอง แต่ก่อนที่จะได้ทำตามที่คิด น้ำแข็งใสในมือก็ถูกใครบางคนคว้าเอาไปเสียแล้ว

ผมมองตามมือปริศนาขึ้นไปสบเข้ากับดวงตาคู่สวย ซึ่งกำลังมองผมด้วยท่าทีหน่ายใจ ฌาณยกน้ำแข็งใสแก้วนั้นไปเสิร์ฟลูกค้าผู้หญิงที่เอาแต่มองตามหลังเขาไม่วางตาจนน่าหมั่นไส้ แหวะ ทำเป็นเอาหน้า หล่อตายยย :P

เราสามคนช่วยกันจัดการขบวนลูกค้าในวันแรกอย่างขะมักเขม้นแข็งขัน แม้ว่าผมจะถูกเจ้านายหาเรื่องด่าทุกห้านาทีก็ตาม สุดท้ายเราก็ผ่านจุดนั้นมาได้ และดำเนินมาถึงเวลาปิดร้านเสียที พี่ทิพย์แทบจะล้มลงไปกองกับพื้นเพราะความเหนื่อย คงเพราะการตลาดของฌาณที่เคยร่อนใบปลิวโปรโมทร้านไปทั่วสารทิศตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อน (ก่อนที่เราจะมาที่นี่) นั่นแหละ ถึงทำให้จำนวนลูกค้าเนืองแน่นได้ขนาดนี้

“เฮ้ออ!” ผมถอนหายใจแรงๆ และสะบัดมือไปมาคลายความปวดเมื่อย ดูเหมือนวันนี้ผมจะเกร็งมือถือถ้วยแก้วไปไม่รู้กี่ใบต่อกี่ใบแล้ว

พี่ทิพย์ถอดผ้ากันเปื้อนออกและเดินหายเข้าไปหลังร้าน ไม่กี่นาทีก็กลับออกมาพร้อมกระเป๋าสะพายใบหนึ่ง เธอล่ำลาผมและฌาณพอเป็นพิธี ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน ทิ้งให้ทั่วบริเวณกลายสภาพเป็นป่าช้าอีกครั้ง ผมยืนทอดสายตาออกไปยังกระจกใสที่หน้าประตู นิ่งเสียจนคิดว่าตัวเองถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น ก็คนมันไม่อยากหันหน้าไปเจอเจ้านายสุดเฮี้ยบคนนั้นนี่ เชื่อเลย เดี๋ยวก็หาเรื่องมาติผมอีกจนได้

เสียงส้นรองเท้าจากอีกคนดังขึ้นใกล้ๆ เป็นสัญญาณถึงอันตรายที่กำลังกล้ำกรายเข้ามา ผมว่าถ้าผมยังยืนเป็นหุ่นอยู่แบบนี้ อีกสักสามวินาทีจะต้องโดนนายฌาณเขกหัวเข้าให้แน่ๆ...

3....

2...

1..

 

“ทำได้ดีมาก”

มือใหญ่ข้างเดียวกันกับที่เกาะกุมข้อมือผมไว้เมื่อช่วงเช้า เอื้อมเข้ามายีหัวผมเล่นอย่างนึกสนุก แต่ละสัมผัสช่างดูยาวนาน เหมือนมีใครแกล้งหยุดเวลาไว้ให้มันเคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งเสริมให้ทุกความอบอุ่นถูกส่งผ่านเข้ามาอย่างชัดเจน..

วินาทีต่อมา ผมก็รีบกระโดดหนีสุดตัว พลางจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ พร้อมปล่อยคำพูดที่ไม่น่าให้อภัยออกไปพร้อมๆกันด้วย

“เฮ้ย! ผมไม่ใช่คนรักของคุณนะ”

เสียงเข็มนาฬิกาหยุดลงที่ 21 นาฬิกา 18 นาที... หลังจากสิ้นสุดคำพูดนั้น ผมก็ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาเดินหน้าอีกต่อไป ผู้ชายตรงหน้าดูจะตกใจกว่าผมสักสิบล้านเท่า เมื่อดวงตาที่เคยเรียบเฉยตลอดเวลาจนดูน่ากลัว กลับเบิกขึ้นเหมือนคนเพิ่งโดนไฟช็อต แต่ผมคิดว่าคำพูดเมื่อครู่ ทำร้ายเขาได้มากกว่าแค่ไฟช็อตซะอีก...

เราสองคนต่างมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ตกใจไม่แพ้กัน เวลาภายในร้านราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ จนเสียงบีบแตรจากรถคันหรูดังขึ้นด้านนอก เรียกให้ผมหันไปสนใจและพบว่า ได้เวลาพี่รัฐมารับกลับบ้านแล้ว ผมจึงไม่รอช้ารีบวิ่งผ่านหน้าที่ยังค้างท่าเดิมของฌาณเข้าไปหลังร้าน และคว้ากระเป๋าเป้ใบเล็กมาไว้ในมือ เตรียมพร้อมออกไปจากที่ตรงนี้อย่างว่องไว

เสียงกระดิ่งที่ประตูดังก้องผิดปกติในเวลาอย่างนี้.. ผมปั้นหน้ายิ้มเมื่อเห็นพี่รัฐกำลังส่งยิ้มตาหยีมาให้ เพราะไม่ต้องการได้ยินคำถามที่อาจพรั่งพรูออกมา มีเพียงแค่แวบเดียวจริงๆที่ผมหันหน้ากลับไปมองคนในร้าน และพบว่าเขากำลังมองผมกลับมาเช่นกัน ถึงต้องรีบหันหน้าหนีและรี่เข้าไปนั่งแหมะในรถทันที

ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด ผมแค่พูดในสิ่งที่เป็นความจริง.. ความจริงที่ว่า ผมไม่ใช่ปลายที่เขารู้จักหรือรู้จักเขาด้วยซ้ำ และผมก็ไม่คิดว่าผมควรขอโทษกับคำพูดที่พูดออกไปนั่นด้วย แต่ตอนนี้ผมกลับถูกความรู้สึกผิดรุมทำร้าย ใบหน้าที่ไม่เหมือนเดิมของผู้ชายคนนั้นยังฝังติดตาไม่หาย

 

ผมนึกอยากจะเห็นใบหน้าเรียบเฉยจนดูน่ากลัว แทนที่จะเป็นใบหน้าเจ็บปวดแบบนั้น...

------------------------------------

คอมเม้นให้กำลังใจกันหน่อยนะค้า ตอนนี้ท้อละเกิน TwT
แต่ก็จะพยายามพัฒนางานเขียนใ้ห้ดีขึ้นค่ะ
ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ

วันนี้ไปงานหนังสือมา หมดเงินไปเยอะเลย ฮืออ~
น้องพนักงานบูธ NED ตรงโซนการ์ตูนหล่อมากๆ 555
น่ารัก ขาว ตี๋ แต่ตาไม่ตี่ ยิ้มทีละลาย ต้องแวะไปดูกันให้ได้นะ ฮาาา xD

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
โหย ไล่ปลายกลับไปเฉยเลย
แต่ถ้าสมมติว่าคุณตัวซี (ดูจากชื่อย่อใน ซีพี)ไม่เจอปลายเลยล่ะจะเป็นยังไง  :katai1:
ติดตามต่อไปละกัน >< มาต่อเร็วๆนะคะ

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
โอ๊ะเพิ่งเห็นว่ามาต่อ ><
พระเอกของเราชื่อฌานนิเอง ( ฮาคอมเม้นต์ตัวเอง คุณตัวซี )
ถ้าสองคนนี้รักกันเร็วๆก็น่าจะดีเนอะ (กดดันคนเขียน 55 ล้อเล่นฮ๊าฟฟ)
รอตอนต่อไปค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
อิปล๊ายยยย !! :serius2:

ทำร้ายจิตใจเฮียแกเห็นๆเลย แกรู้อยู่นี่ว่าเขาเป็นแฟนแก :ruready  (ถึงจะเป็นคนละคนก็เหอะ)

รออยู่นะครับ เอาเป็ดไปกอดเล่นเลย :m4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 4
ขนมปัง


 

“ปลาย นี่ของปลายหรือเปล่า?”

แม่โผล่หน้าออกมาจากหลังบ้าน และยื่นวัตถุบางอย่างในมือมาให้ ผมมองตามลงไปก็เห็นสร้อยคอมือเงินพร้อมจี้รูปดอกไม้ จึงรีบคว้ามาไว้แทบจะทันที

“ครับ ของผมเองครับ”

ผมก้มหัวขอบคุณแม่ ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถที่พี่รัฐจอดรอไว้อยู่แล้ว ไม่นานผมก็มาหยุดลงตรงหน้าร้าน Snow Farm ซึ่งมองเห็นพี่ทิพย์กำลังจัดโต๊ะอยู่ภายใน ไร้วี่แววของบุคคลไม่พึงประสงค์

“พี่ทิพย์ สวัสดีครับ”

ผมฉีกซองขนมปังไส้ถั่วแดงออก พร้อมกับผลักประตูกระจกเข้าไป เสียงกระดิ่งดังขึ้นทำให้พี่ทิพย์หันกลับมามอง รวมทั้งผู้ชายร่างสูงที่เพิ่งโผล่หัวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์นั่นด้วย อ้อ ไปหลบอยู่ตรงนั้นเอง นึกว่าจะโชคดีไม่เจอกันแล้วซะอีก

“สวัสดีจ้า ปลายกินขนมปังไส้ถั่วแดงอีกแล้ว ชอบเหรอ?” ผมขำ ยกอาหารเช้าในมือขึ้นมองอย่างพิจารณา ไส้ถั่วแดงเละๆล้นออกมาเล็กน้อยเมื่อออกแรงบีบก้อนขนมปัง

“เปล่าครับ แต่แม่ซื้อมา”

“อ๋อ บ้านพี่มีไส้เมล่อนเยอะเลย ชอบไหม เดี๋ยวเอามาให้” พี่ทิพย์ยกเก้าอี้ตัวสุดท้ายลงจนผมไม่ทันได้ช่วย ก่อนจะหันมาถามหน้าตายิ้มแย้ม แต่ผมคงต้องเสียมารยาทปฏิเสธทันควัน

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ค่อยชอบ ผมชอบไส้ครีม”

“ง่า ไม่เห็นอร่อยเลย”

พี่ทิพย์เบะปาก และยืนเถียงกับผมเรื่องไส้ขนมปังต่ออีกสักพัก จนเจ้านายจอมโหดต้องโผล่หน้าออกมาจากเคาน์เตอร์ไม้ และคว้าเอาอาหารในมือผมไปถือไว้หน้าตาเฉย สายตาตำหนิถูกส่งมาทางเราทั้งคู่ จนพี่ทิพย์ต้องแอบจรลีหนีไปหลังร้าน ทิ้งให้ผมผจญมหัตภัยร้ายอยู่เพียงผู้เดียว พี่ทิ๊พพพพย์! อย่าเผยธาตุแท้ตอนนี้สิครับ มาช่วยผมก๊อนนน!!

“เฮ้ย!” ผมร้องเมื่อฌาณกัดขนมปังของผมในมือของเขากินอย่างเสียมารยาท และหันหลังเดินกลับไปยืนจุดเดิม

ไม่ทันที่ผมจะได้ออกปากว่าหรือขยับตัวใดๆ อะไรบางอย่างก็ถูกโยนจากมือของฌาณตรงมาทางนี้ ผมจึงต้องแปลงร่างเป็นผู้รักษาประตู กระโดดคว้าเอาวัตถุนุ่มนิ่มนั้นไว้ได้

ซองขนมปังแบนๆ เพราะถูกผมตะปบอย่างแรงจนอากาศหนีออกมาภายนอก กำลังนอนจุมปุกอยู่บนฝ่ามือ เนื้อขนมปังสีน้ำตาลเนียนแบบที่ผมชอบ ปรากฏชื่อยี่ห้อดัง ด้านล่างมีตัวอักษรสีขาวขอบเหลืองระบุไว้ชัดเจน

 

ไส้ครีม

 

ผมนิ่งไปสักพัก ก่อนจะเหลือบตามองไอ้บ้าที่โยนขนมปังชิ้นนี้มาให้ ฌาณกำลังมองผมอยู่เช่นกัน แต่ด้วยสายตากวนตีนเป็นแม่นมั่นนักเลอเอ๋ย แถมยังยกขนมปังชิ้นสุดท้ายในมือขึ้นมาและโยนเข้าปากให้ดูเหมือนต้องการท้าทายอีกต่างหาก โอ้ย นี่มันเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือไงวะ คิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะได้อะไรขึ้นมาเรอะ ยั่วโมโหผมไม่ได้หรอกนะแบบนี้ สงสัยหมอนั่นจะไม่ได้ยินที่ผมคุยกับพี่ทิพย์เมื่อครู่ ก็เลยตั้งใจจะแกล้งล่ะสิ ผิดถนัดเลย ผมดีใจเสียอีกที่ได้กินขนมปังแบบที่ชอบ พลาดแล้วนะคุณฌาณ แบร่ :P

ผมรีบฉีกซองขนมปังออก และกัดเนื้อนุ่มๆสอดไส้ครีมรสหวานอย่างที่โปรดปราน พยายามทำสีหน้าสุขล้นเพื่อยั่วโมโหคนตรงเคาน์เตอร์กลับ แต่หมอนั่นกลับไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลงไปหัวเราะเป็นบ้าอยู่คนเดียวแทน โด๋ยยย ไม่แน่จริงนี่หว่า อ่อน!

เป็นอันว่าศึกแกล้งแย่งขนมปังครั้งนี้ ผมเป็นฝ่ายชนะครับ เฮ้~

เราสามคนนั่งกร่อยไปกร่อยมาอยู่นาน และผมเดาว่ามันจะเป็นแบบนี้ทุกเช้า เพราะเช้าๆคงไม่มีใครวิ่งโร่มากินน้ำแข็งใสหรอกใช่ไหม อย่างน้อยก็ต้องสายๆ ไปจนถึงพักเที่ยง และชุกชุมเอาตอนเย็นนั่นแหละ ตอนนี้พวกเราสามศรีเลยได้แต่นั่งแกว่งเท้าไปมาเหมือนพวกตกงานก็ไม่ปาน

ความอ้างว้างของร้าน Snow Farm ดำเนินต่อเนื่องอย่างยาวนาน นานมากจนพี่ทิพย์ทนไม่ไหวขอตัวไปหาอะไรกินที่มินิมาร์ทใกล้ๆ ปล่อยให้ผมอยู่สองต่อสองกับไอ้จอมมารนี่อีกแล้วนะ พี่ไม่รู้หรอกว่าผมต้องระวังหลังตัวเองมากแค่ไหนเวลาอยู่กับหมอนี่

มันดูเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดเหลือเกิน ที่ต้องนั่งข้างๆเจ้านายจอมหาเรื่องโดยที่ไร้บทสนทนาและกิจกรรมใดๆ เอ่อ...แต่ผมก็ไม่ได้อยากทำกิจกรรมอะไรร่วมกับนายคนนี้เลยนะครับ โปรดอย่าเข้าใจผมผิด~

ในที่สุดเสียงเตือนข้อความเข้าจากมือถือของผมก็ดังขึ้น ทำให้ผมได้ขยับตัวบ้าง หลังนั่งแข็งมานาน ตอนที่ล้วงมือเข้าไปหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกง ก็ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก เมื่อสิ่งที่ติดออกมาด้วยก็คือสร้อยข้อมืออันนั้นนั่นเอง

“เอ้า ของคุณ ทำหล่นไว้” มือซ้ายผมกดมือถือ จงใจไม่หันไปมองหน้าคนข้างๆ ส่วนมือขวาก็ยื่นสร้อยข้อมือสีเงินวาวไปให้

มือใหญ่รีบคว้าของในมือผมไปทันที แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขากำลังตีสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เอ่ยปากหาเรื่องอะไรก็ดีแล้ว ถึงจะหงุดหงิดอยู่หน่อยๆที่ไม่ได้ยินคำว่าขอบคุณสักคำก็เถอะ

“เหนื่อยไหมอะ?” ปากของผมไปไวกว่าความคิดอีกครั้ง ถามออกไปทั้งๆที่สายตายังคงจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์ว่างเปล่าเหมือนเดิม

“อะไร?”

“เหนื่อยไหม ที่ต้องตามหาปลายคนนั้น”

ผมพูดออกไปไม่ค่อยเต็มปากนัก เพราะมันออกจะแปลกๆอยู่ที่ต้องพูดถึงตัวเอง ที่ไม่ใช่ตัวเองแบบนี้ แต่ที่ดูจะแปลกกว่าผมหลายเท่าเห็นจะเป็นคนข้างๆที่แหละ แค่โดนคำถามจี้ใจนิดหน่อย ทำเป็นซึม เงียบหายไปอีกและ แบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ถามออกไปน่ะสิ นี่คงไม่ได้จงใจแกล้งให้ผมรู้สึกไม่ดีหรอกใช่ไหม :(

“เหนื่อยดิ”

นั่นคือคำตอบเดียวที่หลุดออกมาจากปากของฌาณ ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวสองเราจะกลับมาเงียบเหงาเป็นเป่าสากอีกครั้ง ผมเลื่อนมือถือไปมา นับเวลาที่พี่ทิพย์จะกลับร้าน แต่ก็ไร้วี่แวว เลยต้องจำใจหาเรื่องขึ้นมาคุยอีกจนได้ แล้วก็ดูท่าว่าเป็นคำถามที่โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ จนผมเองยังอยากจะตัดปากตัวเองทิ้งเสียเดี๋ยวนี้

“รู้ได้ไง ว่าเขายังรออยู่?”

“...”

“...”

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆคือ ฉันยังรอ.. รอวันที่จะหาเขาเจอ

ฌาณพูดขึ้นหลังเงียบไปนาน ผมแอบเห็นจากปลายตาว่าเขากำลังโน้มหน้าลงมาจ้องผมอยู่ เลยยิ่งอึดอัดเข้าไปอีกเท่าตัว ไอ้บ้าๆๆๆ ผมไม่ใช่ปลายคนนั้นสักหน่อย เลิกจ้องด้วยสายตาแปลกๆแบบนั้น แล้วไปกินขี้ซ้า ฟ๊าคคคค!!

…ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รอฉัน แต่ฉันก็รอเธอเหมือนกัน ไม่ใ.....

ทั้งผมและฌาณต่างสะดุ้งจนผละออกห่างจากกันเมื่อโทรศัพท์ในมือดังขึ้น แน่นอนว่าตอนแรกที่มามันไม่ได้ตั้งเป็นเพลงนี้หรอก แต่ผมค้นเจอพอดี ก็เลยเปลี่ยนใหม่ซะเลย ฮ่าๆ ก็ผมชอบของผมอ่ะ

ผมรับโทรศัพท์และลุกออกไปคุยที่นอกร้าน จริงๆมันไม่มีอะไรหรอก แค่พี่รัฐโทรมาเรื่อยเปื่อย แต่ผมแค่อยากลองดูว่าจะมีใครสนใจการขยับตัวครั้งนี้ของผมไหม แล้วก็มีครับ เพราะฌาณมองตามผมตลอดตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเก้าอี้จนถึงตอนนี้ แหนะ กำลังคิดคำพูดมาจิกมากัดผมอีกสิ!

“ครับ” ผมเลิกสนใจสายตาเพ่งเล็งจากในร้าน และเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการหันหน้าสู้แดดยามใกล้สายเช่นนี้ อย่างน้อยพลังทำลายล้างก็ไม่ได้รุนแรงเท่าตอนบ่ายอะนะ ผมก็เลยยังไม่ตาย และยืนคุยโทรศัพท์กับพี่ชายได้ต่อ

(บอกมันว่า มีปลาหมึกผัดไข่ที่มันชอบด้วย)

“อ่า ได้ครับ”

พี่รัฐตัดสายไปเหมือนกำลังรีบร้อน ผมก็เลยเก็บมือถือเข้ากระเป๋าและเดินไปนั่งหน้าตายบนเก้าอี้ตัวเดิม ฌาณส่งสายตามาเหมือนจะคาดคั้นเอาอะไรบางอย่าง จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาสามารถอ่านใจคนออกหรือเปล่า

“พี่รัฐบอกให้คุณไปกินข้าวเย็นที่บ้านวันนี้ แม่ทำปลาหมึกผัดไข่ของโปรดคุณไว้ด้วย”

ฌาณเลิกคิ้วสูงเหมือนได้ยินคำพูดประหลาด อะไรอีกอะ ทำไมต้องทำหน้าแปลกใจขนาดนั้น ผมไม่ได้บอกว่ารักสักหน่อย... อุ่ย ผมไม่บอกให้เสียปากหรอกครับคำนี้ แค่คิดก็จะอ้วกแล้ว

“ฉันไม่ได้ชอบกินสักหน่อย” อ่าว ก็เกือบจะลืมไปว่าเราไม่ใช่คนของที่นี่ สงสัยว่าฌาณในโลกนี้จะชอบกินนะ แต่ฌาณตรงหน้าผมนี่ดันไม่ชอบซะงั้น

“เอ่อ แต่ก็ไปไปเหอะ” ผมว่าแบบขอไปที ฌาณก็พยักหน้าแบบขอไปทีเหมือนกัน

“ว่าแต่ เสียงเรียกเข้าเมื่อกี้ เป็นของปลายในโลกนี้เหรอ?”

เขาถามขึ้นด้วยสายตามีความหวังอีกครั้ง ประกายตาสั่นไหวเหมือนเด็กที่เพิ่งค้นพบของเล่นที่หายไป สงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปลายที่เขาตามหาอยู่อีกล่ะสิ ไม่รู้ในหัวคิดเรื่องอื่นบ้างไหม นอกจากผมคนนั้น

“เปล่าอะ ผมตั้งใหม่เอง ทำไมหรอ?”

ความหวังในดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยหาบวับไปแทบจะทันที สายตาหลุบลงครู่หนึ่งเหมือนคนผิดหวังเสียเต็มประดา หากเทียบเป็นเด็กที่พบของเล่น ก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่ค้นพบว่าของเล่นชิ้นนั้นแท้จริงเป็นของคนอื่น ประมาณนั้นแหละ

“ไม่มีอะไร”

บางครั้งเขาก็ดูเยือกเย็นจนน่ากลัว แต่บางครั้งก็ดูออกง่ายจนน่าใจหายเช่นกัน เพราะคำว่า ‘ไม่มีอะไร’ จากปากเขาในตอนนี้ มันดู ‘มีอะไร’ เอาเสียมากๆเลยน่ะสิ แล้วนี่ผมก็เป็นคนผิดอีกแล้วใช่มะ ที่ไปตัดความหวังของฌาณทิ้งแบบนี้ ดูเหมือนเราไม่น่าเจอกันว่าไหม เพราะยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งทำร้ายผู้ชายคนนี้...

“รู้ไหมว่า ไม่ใช่โลกทุกใบจะมีเพลงนี้” คราวนี้กลับเป็นฌาณเองที่เริ่มต้นบทสนทนาระหว่างเรา

“ยังไง?”

“โลกของฉัน กับโลกหมายเลข 18 ไม่มีเพลงนี้เกิดขึ้นมาหรอก”

“เฮ้ย! จริงปะเนี่ย? น่าเสียดายมากอะ เพลงนี้ผมชอบมากเลยนะ”

ท่าทางว่าผมจะออกอาการตกใจ และใส่อินเนอร์ในคำพูดมากไปหน่อย คนตัวสูงเลยถึงกับขมวดคิ้วทั้งๆที่อมยิ้มอยู่ แต่ผมไม่สนใจท่าทีของฌาณหรอก เพราะผมชอบเพลงนี้มากจริง ก็เลยตัดสินใจทิ้งมาดต่างๆไว้เบื้องหลัง และเผลอร้องเพลงนี้ออกมาตามความเคยชินซะเลย

“ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รอฉัน แต่ฉันก็รอเธอเหมือนกัน.. ไม่ใช่ตรงนั้นที่เดียวที่เงียบงัน ตรงนี้ก็เหงาจับใจ~”

“...”

“ฉันคิดถึงคืนวันเก่าๆ ที่เรามองตา ที่เราชิดใกล้...”

ผมร้องไปก็จ้องหน้าคนเดียวในร้านที่ต้องมาทนฟังเสียงห่วยๆของผมไปด้วย สายตาเรียบเฉยของฌาณที่กำลังมองมาเหมือนแฝงความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่าง แต่ผมก็ไม่สามารถจะแปลมันออกได้ รอยยิ้มในตอนแรกหายไปกลายเป็นสีหน้าที่ดูเศร้าหมองลงจนน่าใจหาย

“ไม่ใช่เธอคนเดียวที่เหงาใจ~”

ผมยังคงขับร้องต่อไป เหมือนมีอะไรบางอย่างดังก้องในส่วนลึกของโสตปราสาท ว่ายังไม่ให้หยุดตอนนี้ มือใหญ่ของฌาณเอื้อมเข้ามาใกล้ทุกทีๆ และร่างกายของผมมันก็หยุดนิ่งราวกับต้องมนตร์

ประโยคสุดท้ายของเพลงถูกขับขานออกมา ด้วยเสียงของเราสองคนที่ดังขึ้นประสานกันท่ามกลางความเงียบภายในร้าน ปลายนิ้วเย็นเฉียบของคนตรงหน้าแตะลงที่แก้มของผมแผ่วเบา พลันให้จิตใจกระตุกวูบไปชั่ววินาทีหนึ่ง ความรู้สึกโหยหาบางอย่างแล่นปราดเข้ามาทั่วร่าง อย่างที่ผมไม่เข้าใจเลย...



“ใจฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน...”

----------------------------------------

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมากเลยค่ะ
จริงๆคิดว่า แค่คนเดียวมาอ่านก็ยังดี ><'
จะพยายามแต่งต่อไปนะคะ ฝากติดตามกันด้วย
คิดว่าน่าจะได้เห็นมุมน่ารักของพระ-นายมากขึ้นนะ ;D

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
อุ้ย แอบหวานเบาๆ :-[

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
ชอบตอนนี้อ่ะแต่แอบสงสารฌานเบาๆ

ออฟไลน์ Kaame

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 116
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
น่าสงสารฌาณถ้าทางจะรักปลายคนนั้นมาก
แอบหวานเบา ๆ มารักกับปลายคนนี้ก็ได้นา 5555555

สู้ ๆ น้าคนเขียน :D




ออฟไลน์ nongrak

  • ยังไงก็รักคาเมะจังที่สุด
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +912/-14

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 5
อากาศหนาว


 

“กลับมาแล้วค่า!”

เสียงแหลมของพี่ทิพย์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดิ่งตรงประตู ทำเอาเราสองคนเด้งตัวออกจากกันไวยิ่งกว่าแสง แก้มที่ถูกสัมผัสของผมร้อนวาบขึ้นมาเล็กน้อย จนต้องขอตัวหนีไปหลังร้านเพื่อล้างเอาความรู้สึกแปลกๆออกไป นิ้วของผมแตะลงตรงจุดเดียวกันกับที่ฌาณเพิ่งสัมผัส ก่อนจะรีบส่ายหัวแรงๆเพื่อไล่ความคิดบ้าๆในหัว

ผมบอกได้เลยว่าตลอดทั้งวันนั้น เราสองคนแทบไมได้คุยหรือมองหน้ากันอีก ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปจนพี่ทิพย์สังเกตได้ แต่สิ่งที่ผมตอบกลับไปก็มีเพียงแค่ คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ เท่านั้น และผมเองก็คงเป็นเหมือนฌาณวันนี้ ที่ดูออกง่ายเหลือเกิน ก็ในเมื่อคำว่า ‘ไม่มีอะไร’ ของผม แท้จริงแล้วมัน ‘มีอะไร’ บางอย่างซ่อนอยู่น่ะสิ

ความซวยอันแสนอึดอัดไม่จบลงง่ายๆ เมื่อเราปิดร้านเรียบร้อย และผมต้องทนนั่งกัดฟันตลอดทางเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ฌาณกำลังขับรถอีกคันไปลงที่บ้านหลังเดียวกัน พ่อกับแม่ดูจะดีอกดีใจเป็นพิเศษที่ได้เจอรุ่นน้องของพี่รัฐ หรือเจ้านายของผมคนนี้

และบนโต๊ะอาหารก็ดูจะสร้างความอึดอัดให้กับพวกเรามากขึ้นอีกเป็นสิบล้านเท่า เมื่อผมกับฌาณจับพลัดจับผลูต้องมานั่งข้างกัน แถมโดนพ่อกับแม่ซักไซ้เรื่องประวัติมากมายจนฌาณเกือบหลุดอยู่หลายรอบ ก็แหม เขาไม่ใช่ฌาณตัวจริงของโลกนี้นี่ครับ

“เอ้า กินเยอะๆ”

พี่รัฐเลื่อนจานปลาหมึดผัดไข่เค็มมาจ่อตรงหน้าฌาณซึ่งเอาแต่ตีสีหน้าเรียบเฉย ผมเห็นเขาตักกินแบบขอไปที เหมือนไม่ได้ใส่ใจในรสชาติของมันเท่าไร แต่เรื่องก็ดันเกิด เมื่อคนไม่ใส่ใจโลกอย่างฌาณนึกอยากจะตัก ยำปลาดุกฟูที่อยู่จานถัดไป แต่พี่รัฐกลับคว้าเอาไว้ได้ก่อน

“รู้น่าว่าแกไม่ชอบปลาดุกฟู อันนี้ทำไว้ให้ปลายมัน”

“หะ?”

ผมเผลออุทานออกมาเล็กน้อย พลางตีสีหน้างุนงง จังหวะเดียวกับที่พี่รัฐวางจานปลาดูกฟูลงตรงหน้า และเลื่อนน้ำยำกับพวกมะม่วงซอยมาให้ ไม่นะไม่ ผมต่างหากที่ไม่ชอบยำปลาดูกฟู เพราะตอนเด็กๆเคยกัดถูกส่วนแข็งๆจนฟันโยก หลังจากนั้นก็เกลียดมาตลอดเลย

ฌาณกับผมต่างเหลือบสายตามองกันเหมือนคนรู้ทัน ก่อนที่เราทั้งคู่จะหันกลับไปมองจานกับข้าวตรงหน้าด้วยสายตากระอักกระอ่วนแปลกๆ ผมเป็นคนแรกที่เอื้อมมือไปตักยำปลาดุกฟูมาไว้เต็มช้อน น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก ก่อนที่วิญญาณนักแสดงบรอดเวย์จะลงมาสิงสถิตภายในตัว ณ วินาทีนั้นเอง

“อะไรกัน เจ้านายไม่ชอบปลาดูกฟูหรอครับ อร่อยออกนะ ลองชิมหน่อยดีกว่า” ปากพูดออกไปพลางเลื่อนกับข้าวบนช้อนไปวางลงบนจานข้าวของคนข้างๆ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจระคนสงสัยจากทั่วโต๊ะ แม้แต่ฌาณเองก็ยังมองผมด้วยสายตางุนงง

“วันนี้ผมว่าจะกินปลาหมึกแทนอะนะ”

ผมยังคงเล่นละครบ้าๆนี่ต่อไป และเอื้อมมือไปตักปลาหมึกผัดไข่เค็มมาไว้ทั่วจานตัวเอง ก่อนที่จะปล่อยให้อาหารเย็นวันนี้ดำเนินต่อไปด้วยความผิดแปลกจากที่เคย ถือว่าโชคดีอยู่มากเหลือเกินที่ไม่มีใครแย้งอะไรขึ้นมา

อากาศที่ไม่แน่นอนของประเทศไทยสำแดงฤทธิ์อีกครั้ง เมื่อจู่ๆท้องฟ้าก็กลั่นแกล้งกันด้วยการโปรยเม็ดฝนไปทั่วบริเวณ และทำท่าว่าจะตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนพ่อต้องพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ผมไม่อยากให้พ่อพูดเลย ให้ตายเถอะ

“ฝนตกหนักแล้ว คืนนี้ฌาณก็ค้างที่นี่เลยสิ”

“ม.. ไม่เป็นไรครับ” คนถูกชวนวางช้อนส้อมในมือลง และรีบโบกมือปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูน่าขำอยู่เหมือนกัน

“อย่าเลยมันอันตราย” แม่เป็นอีกคนที่ช่วยเสริมคำพูดของพ่อขึ้น แต่ก็ต้องตามมาด้วยข้อขัดแย้งจากพี่รัฐ ซึ่งทำให้ผมและฌาณต่างรู้สึกขอบคุณ “แต่เราไม่มีห้องว่างแล้วนี่ ห้องผมก็เป็นเตียงเล็ก”

ผมว่าผมต้องขอบคุณหลายอย่างครับ ทั้งพี่รัฐที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ขอบคุณครอบครัวผมที่ไม่ใช่พวกฟุ่มเฟือยจึงสร้างห้องนอนแค่พอดีคน และต้องวนกลับไปขอบคุณพี่รัฐอีกครั้ง ที่ไม่ค่อยได้กลับบ้านที่ไทย ก็เลยเลือกซื้อเตียงเดี่ยวขนาดคนเดียวมาไว้ที่ห้องแทน สรุปก็คือ ขอบคุณพี่รัฐครับ...

ผมอยากจะพูดแบบนั้นต่ออีกสักหน่อยหรอกนะ ถ้าหากว่าแม่ไม่ได้แย้งขึ้นมาด้วยคำพูดอันโหดร้าย เสียงฟ้าร้องดังขึ้นแทบจะพอดีกัน ยิ่งตอกย้ำให้ผมช็อคมากขึ้นไปอีก และผมเดาว่าคนข้างๆก็คงจะสตั๊นไปไม่ต่างกัน

“ก็นอนกับปลายไง เตียงใหญ่ออก”

โนวววววววววว!!!!!

ในหัวผมเริ่มมีแผนแปลกๆผุดขึ้นมาเต็มไปหมด บางทีผมน่าจะเอาขวานไปจามเตียงให้มันหักท่อนจนนอนไม่ได้ หรือจะเปิดเผยกับครอบครัวดีว่า ที่จริงแล้วหนูเป็นลูกผู้หญิงปลอมตัวมา ให้หนูนอนกับผู้ชายสองคนคงไม่เหมาะมังคะ ฮว๊ากกกก ผมจะไม่อะไรเลยนะถ้าเกิดไม่เคยมีปมที่ว่า คุณฌาณเขาเป็นพวกชายรักชาย แถมยังมีคนรักหน้าตาแบบผมเป๊ะอีกต่างหาก ฮืออ ประตูหลังของผม จบสิ้นกันแล้วไหมล่ะ!!

ผมรีบตวัดสายตาไปขอความช่วยเหลือจากคนโดนชวน ซึ่งเมื่อกี้เพิ่งตั้งใจปฏิเสธไป แต่ทำไมตอนนี้ถึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปล่ะ ฌาณมองผมกลับด้วยสายตาส่อแววเจ้าเล่ห์อย่างที่ผมนึกเกลียด ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ดึงวิญญาณของผมออกจากร่างได้เลยทีเดียว

“ครับ งั้นขอรบกวนด้วยนะครับ”

ทำไมถึงตอบรับง่ายๆแบบนี้ซะแล้วล่ะครับ!!?

 

ภายในห้องนอนอันกว้างขวาง บัดนี้กลับดูแคบลงถนัดตาเมื่อมีไอ้บ้าอีกคนมานั่งหน้าสลอน เล่นเกมอยู่บนโต๊ะทำงานแบบไม่มีความเกรงใจ ตอนแรกไอ้ผมก็ว่าจะรอให้คุณฌาณเขาหลับก่อน เพื่อความปลอดภัยและอุ่นใจในหลายๆความหมาย แต่เห็นทีจะไม่ไหว เพราะตอนนี้ก็ปาไปตี 1 กว่าแล้ว ไอ้ตัวเกลียดปลาหมึกนี่ก็ยังนั่งทำตาแป๋ว ผิดกับผมที่เอียงซ้ายทีขวาที จะหลับมิแหล่มิหลับแหล่อยู่แล้ว ก็เลยได้แต่ทำใจสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักด์สิทธิ์จากทั่วทุกสารทิศให้มาสถิต ณ ที่แห่งนี้ ก่อนจะลากตัวเองขึ้นเตียง และดึงผ้าห่มคลุมโปง

เวลาผ่านไปคิดว่านานพอตัว จนผมเผลอตื่นขึ้นมาอีกทีกลางดึกด้วยว่าอากาศภายในห้องที่แปลกไป.. ทำไมมันหนาวผิดปกติ และไม่ใช่หนาวธรรมดา แต่เป็น หนาวชิบหายวายวอด

ยิ่งกับผมที่ค่อนข้างไม่ถูกกับอากาศเย็นอยู่แล้ว (แต่ก็ไม่ได้รักแดดเมืองไทยเท่าไรหรอกนะ) ก็ยิ่งรู้สึกหนาวเป็นเท่าตัว ในที่สุดก็ทนนอนคดตัวต่อไปไม่ไหว ต้องลากร่างหนักอึ้งเพราะความง่วงของตัวเองไปหยุดอยู่ที่หน้าจอแสดงผลของเครื่องปรับอากาศ ทันทีที่ตัวเลขปรากฏขึ้นสู่สายตา ผมก็ต้องตกใจจนเกือบร้องออกมา

18 °c

ห่า! พ่อเป็นเอสกิโมหรอวะ! ผมตวัดสายตาไปที่อีกคนบนเตียงซึ่งกำลังนอนแผ่หราอย่างสบายใจทันที ไม่มีใครอื่นที่จะลุกมาปรับแอร์แบบไม่เกรงใจค่าไฟเจ้าของบ้านแบบนี้ นอกจากไอ้บ้าฌาณอีกแล้วล่ะ

แต่คิดไปคิดมา ผมก็ไม่อยากหาเรื่องให้ต้องมานั่งไฟท์กันเอาตอนเวลาแบบนี้ ก็เลยจบลงด้วยการทำใจเย็น หันไปกดปรับแอร์ให้กลับมาอยู่ที่เลข 25 ตามเดิม

ผมกลับมานอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มที่ต้องแย่งเอากับคนข้างๆ โดยมีหมอนข้างใบหนึ่งกั้นเราสองคนไว้ ก็ได้แต่รอเวลาที่อุณหภูมิภายในห้องจะค่อยๆสูงขึ้น แต่ก่อนที่จะได้เป็นแบบนั้น ความรู้สึกยวบยาบก็เกิดขึ้นบนเตียงแห่งนี้ ฟูกหนายุบตัวลงเล็กน้อย พอให้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนลุกออกไป

เสียงปรับอุณหภูมิจากแผงดังขึ้นถี่ๆ จนผมอดใจหายไม่ได้ ไอ้เวรนี่ไม่เคยเรียนสมบัติผู้ดีหรือไงวะ? เล่นปรับแอร์บ้านคนอื่นซะหนาวจนจะเทียบขั้วโลกได้อยู่และ แน่จริงวางเงินค่าไฟไว้ให้ด้วยสิโว้ย!

ฌาณเดินกลับมาและทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง แอบได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเล็กน้อย โหย ยังจะมีหน้ามาหงุดหงิดอีกนะ ผมล่ะอยากเอาขวานมาจามหัวมันให้รู้แล้วรู้รอด!!

ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายกระชากผ้าห่มบนตัวออก และตั้งท่าจะลุกไปหยิบขวาน.. ไม่ใช่และ ก็แค่จะลุกไปปรับแอร์ใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้ทำแบบนั้น คนตัวใหญ่ก็ลุกตามขึ้นมาคว้าข้อมือของผมไว้จากทางด้านหลัง จนผมเผลอร้องออกมาเสียงหลง

“เฮ้ยยย!”

ร่างทั้งร่างของผมถูกกระชากจนกลิ้งไปชนเข้ากับอกกว้างของเจ้าของมือใหญ่นั้น เพิ่งสังเกตว่าหมอนข้างที่กั้นระหว่างเราถูกเนรเทศลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว

“อะไรเนี่ย!?” ผมร้องและเริ่มดิ้นอยู่ในวงแขนแกร่งอย่างเอาเป็นเอาตาย นี่แหละที่ผมกลัวมาตลอด โฮฮฮฮ เอกราชของผมกำลังจะถูกรุนรานครับ ใครก็ได้ช่วยผมที๊!

“อยู่นิ่งๆดิ๊”

ฌาณส่งเสียงดุ พอดีกับที่เสียงเปิดประตูจากห้องใกล้ๆดังแว่วเข้ามา ผมเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากทนกัดปากตัวเองให้เงียบเข้าไว้ แต่สายตาก็ยังคงเงยขึ้นมองคนตัวสูงอย่าเอาเรื่อง ผิดกลับเขาที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกำลังสนุกเต็มทีพลางกระชับอ้อมกอดเข้ามาอีก

“ปล่อยผม”

ผมตั้งใจจะตะคอกออกไปดังๆมากกว่า แต่ก็ต้องฝืนพูดออกไปเยี่ยงเสียงกระซิบ พร้อมทั้งออกแรงดิ้นพราดๆเป็นปลาขาดน้ำอีกครั้งหวังจะหลุดออกจากพันธนาการแน่นหนานี้ ไอ้นี่แรงคนหรือแรงควายครับผมไม่แน่ใจ ทำไมถึงไม่สะทกสะท้านอะไรเลยล่ะ นี่ผมต้องตกเป็นของผู้ชายคนนี้จริงๆหรอ ไม่นะ ผมไม่พร้อมมม T-T

“ปลาย..”

เสียงทุ้มดังขึ้นชัดเจนกว่าทุกคำที่เคยได้ยินจากปากคนคนนี้ ทำเอาผมนิ่งเงียบไปราวกับถูกมนตร์สะกด เมื่อไม่เห็นว่าผมจะต่อสู้อีก ฌาณจึงรั้งตัวผมเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งกดหัวผมให้ชิดกับแผงอกตรงหน้าจนจมูกผมย่น ส่วนอีกข้างก็วาดมาโอบรอบเอวพลางรั้งตัวผมไว้แน่น เราสองคนนอนแนบสนิทชิดใกล้ มากจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจกันเลยทีเดียว

เสียงประตูจากห้องใกล้ๆปิดตัวลงพอให้ได้ยินเพียงแผ่วเบา กลับกลายเป็นเสียงเครื่องปรับอากาศซึ่งกำลังทำงานอย่างหนักดังขึ้นแทนที่ เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ก่อนที่ผมจะรู้สึกได้ถึงอีกหนึ่งเสียงดังแทรกขึ้นมา จากช้าๆจนเพิ่มจังหวะขึ้นในท้ายที่สุด... เสียงหัวใจที่กำลังร่ำร้อง เหมือนต้องการจะกระแทกตัวออกมาจากอกเบื้องหน้า มันดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในโสตปราสาท.. ฌาณขยับตัวเล็กน้อยพอให้ผมได้หายใจหายคอกับเขาบ้าง ก่อนจะโน้มหน้าที่ยังคงหลับตาพริ้มลงต่ำ ผมที่เมื่อยเต็มทนยอมก้มหน้าลงเงียบๆ รับฟังสิ่งที่กำลังจะออกมาจากปากของคนที่กอดผมอยู่นี้

“ฉันกอดนายอย่างนี้ จะได้ไม่หนาว”

อือหือออ ไม่หนาวพ่องง!! แค่ปล่อยให้ผมไปปรับแอร์ก็จบปะ!?

ผมส่งเสียงไม่พอใจอยู่ในลำคอ จนคนตัวสูงหัวเราะออกมาน้อยๆ ผมเลยได้ด่าฌาณอยู่ในใจต่ออีกหลายชุด กว่าที่ความง่วงจะเริ่มจู่โจมอีกครั้ง ผมพยายามเงยหน้าขึ้นและลอบมองคนชิดใกล้ (ในเวลานี้) เป็นครั้งสุดท้ายของคืน ก่อนจะเห็นรอยยิ้มเล็กๆระบายอยู่ที่มุมปากของเขา เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ชอบกล จนผมทนมองต่อไม่ได้ ต้องรีบพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราโดยไวที่สุด

ทุกคนครับ อากาศหนาว มันน่ากลัวจริงๆครับ..

 

เพราะมันทำให้ผมไม่ยอมขัดขืนอะไรเลย...

------------------------------------

ถ้าอากาศประเทศไทยหนาวแบบนี้บ้างก็ดีเนอะ
ตอนนี้ร้อนจนจะแห้งตายแล้วค่ะ TT

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
ปลายแก้สถานการณ์ได้ดีมากลูก55
อากาศร้อนมากกก >.<

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
โถ โถ โถว์~
โทษอากาศซะงั้น ความจริงก็แอบหวั่นไหวชิมิล่า~

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 6
เหมือนกัน


 

...ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รอฉัน แต่ฉันก็รอเธอเหมือนกัน ไม่ใช่ตรงนั้นที่เดียวที่เงียบงัน ตรงนี้ก็....

เสียงมือถือของผมดังขึ้นจนต้องฝืนปรือตาตื่นด้วยความง่วง คนตัวสูงที่โอบตัวผมไว้ตลอดคืนก็คงได้ยินเหมือนกัน ถึงได้ฤกษ์ขยับตัวเสียที

“หื้ออ..”

ฌาณครางอยู่ในลำคอแบบไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะยกตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองหาที่มาของเสียงรบกวน ผมจึงใช้โอกาสนี้ผละออกมาจากการเกาะกุมตลอดหลายชั่วโมง ทำให้ฌาณรู้สึกตัวและหันกลับมามองผมด้วยสายตางงๆ

อะ..ไอ้บ้านี่ ดูทำหน้าเหมือนจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนทำอะไรไว้งั้นแหละ น่าถีบชิบ เอะ..แต่เมื่อคืนมันไม่ได้มีอะไรเกินเลยเกิดขึ้นนะครับ! ผมยังปลอดภัยดี แต่ตอนนี้เมื่อยตัวไปหมดละ อาจจะต้องลงคอร์สนวดสักหน่อยคงดีไม่น้อย

“รับดิ” ฌาณฟาดแขนลงกับไหล่ผมจนเซ ก่อนจะปัดมือไล่ให้ผมลุกไปรับโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ แต่ที่ผมยอมลุกไปนี่ไม่ใช่เพราะผมเชื่อฟังมันนะ ผมแค่รำคาญเหมือนกัน!

“ฮัลโหล”

(ปลาย อยู่ไหนแล้ว!?)

เสียงพี่ทิพย์ดังขึ้นมาจากปลายสาย ทำเอาผมสะดุ้ง ดวงตาเบิกโพล่งด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลนลานคว้านาฬิกาตั้งโต๊ะขึ้นมาดู เพื่อจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 9 นาฬิกาเข้าไปแล้ว

“กะ..กำลังไปครับ!” ผมตอบเสียงดังและตัดสายไปทันที ก่อนจะหันมาเอาเรื่องกับไอ้บ้าที่ยังนั่งเกาหัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวบนเตียง

“สายแล้ว ทำไมไม่ปลุก!?”

“ก็นึกว่านายจะปลุก”

ฌาณพูดขึ้นหน้าตาเฉย แถมยังอ้าปากหาวหวอด และทำท่าเหมือนจะล้มตัวลงนอนต่อ ผมเลยรีบตรงไปกดปิดแอร์ที่หนาวจัดจนไอเย็นเกาะตัวทั่วกระจกหน้าต่าง ก่อนจะดอดขึ้นเตียงไปดึงแขนใหญ่ๆของฌาณไว้พลางตีสีหน้าตำหนิ

“ตื่น แล้วไปทำงาน!”

“อืออ”

ฌาณพยายามสะบัดแขนให้หลุดออก แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน เราเลยได้เล่นเกมชักเย่อกันในเช้านี้ไปโดยปริยาย จนเมื่อดำเนินมาถึงจุดจุดหนึ่ง ฌาณก็เป็นฝ่ายยอมลุกขึ้นจากเตียงและดึงมือกลับ ก่อนจะ... หันมาตีหัวผมดังป้าบใหญ่ๆ แต่แรงตบไม่ได้ทำให้ผมนึกเกลียดไอ้บ้านี่เท่ากับสิ่งที่เขาพูดออกมาหรอกครับ

“ทำตัวอย่างกะเมีย”

ผมค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนเพิ่งโดนสาบเป็นหิน สายตาจ้องตรงไปที่เบื้องหลังของฌาณซึ่งกำลังเดินออกไปจากห้องหน้าตาเฉ๊ยยย.. โว้ยยย!!! ยอมให้นอนกอดคืนเดียวทำกร่างหรอวะ โอ้ย! ผมเกลียดมันๆๆๆ

เราสองคนจัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า (ฌาณใส่ชุดพี่รัฐ) และรีบวิ่งลงมาที่ชั้นล่าง ให้อารมณ์เหมือนเด็กมัธยมที่กำลังจะไปไม่ทันเข้าแถวเคารพธงชาติ ก่อนจะได้ความจากแม่ว่า พี่รัฐต้องออกไปทำธุระตั้งแต่เช้ามืด ก็เลยไม่ทันได้ปลุก แล้วแม่เองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้านเปิดกี่โมง ถึงอย่างนั้นพวกผมก็ไม่สิทธิ์จะไปว่าอะไร

ฌาณก้มหัวล่ำลาแม่และดึงข้อมือผมออกจากบ้าน ก่อนที่ผมจะทันได้หยิบขนมปังบนโต๊ะเหมือนทุกเช้า ก็เลยมีการโวยวายเกิดขึ้นเล็กน้อย เสียงหัวเราะของแม่ดังขึ้นมาไกลๆ จนเมื่อเราทั้งสองคนย้ายตัวเองมานั่งอยู่ในรถเก๋งสีดำวาว มวลเสียงทั้งหมดก็มลายหายไปอีกครั้ง พร้อมความอึดอัดประหลาดเข้าแทนที่เช่นทุกที

เจ้าของรถเหยียบคันเร่งแบบไม่กลัวตาย หรือจงใจแกล้งผมกันแน่ก็ไม่ทราบ รู้แค่ว่าตลอดทางผมนั่งไม่ติดเบาะเลย เอาแต่ผวาว่าจะไปชนใคร หรือถูกใครชนอยู่ทุกวินาที จนฌาณหยุดรถลงตรงหน้ามินิมาร์ทแห่งหนึ่ง ผมถึงมีโอกาสได้หายใจหายคอบ้าง

คนตัวสูงหายไปเพียงไม่นาน ก็กลับออกมาพร้อมขนมปังสองซองและนมอีกสองกล่อง ขนมปังไส้ครีมกับนมสตรอเบอรี่ถูกโยนมาให้ ในขณะที่ฌาณเริ่มออกรถอีกครั้งพร้อมฉีกซองขนมปังไส้เมล่อนในมือตัวเองไปด้วย

ขนมปังไส้ครีมในมือผมยังคงถูกวางอยู่อย่างนั้น นี่อย่าบอกนะว่าไอ้บ้าฌาณยังคิดจะแกล้งผมด้วยการให้กินขนมปังไส้ครีมอยู่อีก โง่หรือโง่อะ ผมชอบไส้นี้มากต่างหากเล่า แกล้งไม่สำเร็จอีกแล้วนะครับแหม่ แต่ประเด็นของวันนี้น่าจะอยู่ที่นมจืดบนตักของหมอนั่นมากกว่า

“ทำไมต้องนมสตรอเบอรี่?” ผมถามพลางส่งสายตาให้คนข้างๆเห็นความแตกต่างระหว่าง นมของผมและนมของเขา แต่ฌาณกลับทำแค่ยักไหล่แบบน่าหมั่นไส้และเอ่ยวาจาน่าถีบออกมาอีกครั้ง

“ก็ดูเหมาะกับนายดี”

เหมาะกับผีคุณยายมึงสิครับ!! ถึงผมจะตัวเล็ก ผิวขาว ตาโต ปากแดง แต่ก็ไม่ได้ดูน่ารักคาวาอี้ขนาดให้ดื่มนมสตรอเบอรี่สีชมพูนี่หรอกนะ... อะไรนะ? ผมพูดจาขัดแย้งกันงั้นเรอะ

เราขับรถกันต่ออีกแค่พักเดียวก็ถึงหน้าร้าน ที่เริ่มมีลูกค้าบ้างแล้ว ผมเลยรีบโยนขนมปังชิ้นสุดท้ายเข้าปากและดูดนมกล่องเล็กๆทีเดียวจนหมด ก่อนจะรี่เข้าไปช่วยดูแลงานในร้านทันที ส่วนพี่ทิพย์เมื่อเห็นหน้าผมกับฌาณก็ออกอาการดีใจเป็นอย่างมาก แอบเห็นคำถามปนอยู่ในแววตาของพี่ทิพย์วูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าเราสองคนนั่งรถมาด้วยกันในวันที่เข้างานสายแบบนี้ แต่พี่แกก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา ซึ่งนับว่าดีแล้ว

ผมรีบตรงเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ ขณะที่พี่ทิพย์กำลังรับออเดอร์จากโต๊ะผู้หญิงกลุ่มใหญ่ ฌาณเดินตามผมเข้ามาติดๆ ก็เลยคิดว่าจะยอมให้หมอนี่มาเป็นลูกมือสักวันแล้วกัน (ได้ข่าวว่านี่เจ้าของร้าน)

“เอาถ้วยมาดิ๊”

ผมส่งเสียงบอกคนข้างๆ ส่วนตัวเองก็เริ่มเช็คเครื่องปั่นน้ำแข็ง มือข้างหนึ่งยื่นออกไปรอรับถ้วย ทั้งๆที่สายตาไม่ได้ละออกจากอุปกรณ์ตรงหน้า ก็เลยไม่ทันได้เห็นว่าไอ้เจ้าของร้านปัญญาอ่อน มันเดินไปหยิบถ้วยแก้วมาวางครอบหัวผมหน้าตาเฉย

ไอ้ห่าาาา!! คุณมึงครับ เล่นอะร๊ายยย!!?

ผมเหลือบตามองคนข้างหลัง ที่กำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยสายตาตำหนิ ไม่สามารถขยับตัวได้มากนักเพราะกลัวแก้วจะตกแตก แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย นอกจากยืนหัวเราะน้อยๆ ดูมีความสุขละเกินที่ได้เห็นผมอารมณ์เสียเนี่ย เหอะ! บทจะนิ่งจะเย็นชา ก็ทำเราเกร็งแทบบ้า แต่บทจะปัญญาอ่อน ก็น่ารำคาญสุดๆ ผู้ชายคนนี้มันยังไง!?

“อะแฮ่ม”

เสียงกระแอมไอดังขึ้นต่อหน้า พี่ทิพย์เดินเอาใบสั่งของลูกค้ามาเสียบไว้ จ้องมองเราสองคนด้วยสายตาเคืองๆ ถ้าด่าได้ก็คงด่าไปแล้ว ก่อนที่พี่แกจะเดินกลับไปต้อนรับลูกค้าสองรายที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามา ยิ่งทำเอาบรรยากาศภายในร้านวุ่นวายขึ้นอีก

“เอาออกปายยย~” ผมว่าเสียงยานคาง แอบได้ยินเสียงหัวเราะหลุดออกมาอีกหน่อย ก่อนที่ฌาณจะยอมยกแก้วออกไป ผมเลยรีบชี้นิ้วไล่ให้ไปล้างแก้วหลังร้าน

คนตัวสูงเบะปากอย่างไม่สบอารมณ์ ในมือถือถ้วยแก้วไว้แน่น ก่อนจะหาเรื่องให้ผมหัวใจวายเล่นๆอีกครั้งด้วยการโยนถ้วยในมือขึ้นกลางอากาศ พี่ทิพย์ที่หันมาเห็นเหตุการณ์พอดีส่งเสียงกรี๊ดออกมาซะดัง จนสายตาของคนทั้งร้านจับจ้องมาที่เรากันหมด

ฌาณรับถ้วยไว้ได้อย่างสวยงาม เล่นเอาพี่ทิพย์ถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ ผมขยับเข้าไปตีแขนของคนตรงหน้าอย่างแรงแบบไม่เกรงกลัวอีกต่อไป พลางจะเปิดปากด่า แต่ไม่ทันได้ทำตามที่หวัง ฌาณก็ก้มตัวลง มือใหญ่จับถ้วยน้ำแข็งใสครอบปากผมไว้ไวๆ และกดริมฝีปากตามเข้ามา

ดวงตาของผมเบิกโพลงด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ ใบหน้าของฌาณอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เซนฯเท่านั้น ผมเหล่ตามองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม มีแค่เพียงก้นถ้วยใบนี้ที่กั้นริมฝีปากของเราเอาไว้ กว่าที่ผมจะรู้ตัวว่าควรทำอะไร ก็เป็นตอนที่กลุ่มเด็กผู้หญิงในร้านออกปากวี๊ดว๊ายขึ้นมาดังลั่น

คนตัวสูงผละออกไป และยอมเอาถ้วยในมือออกไปจากปากและจมูกของผมได้ซะที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบที่ผมไม่ชอบเลยปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา พร้อมๆกับถ้วยน้ำแข็งใสที่ถูกชูขึ้นอย่างจงใจหาเรื่อง พอฌาณสะใจดีแล้วที่ได้แกล้งผมจนหัวหมุน ถึงยอมเดินหัวเราะร่ากลับเข้าไปหลังร้านโดยดี ทิ้งให้ผมยืนหน้าขึ้นสีอยู่อย่างนั้น

เพราะโกรธไง.. เพราะโกรธที่โดนแกล้ง

หน้ามันก็เลยแดงอย่างนี้...

 

จำได้ว่าผมใช้เวลาทำสมาธิอยู่นานมากๆ กว่าจะพาตัวเองให้กลับมาทำงานได้อย่างปกติ จนในที่สุดเราก็ฝ่าจุดที่ยากที่สุดของวันมาได้เหมือนทุกที พี่ทิพย์ยังคงง่วนอยู่กับการตัก Topping ใส่ถ้วยที่วางเรียงรายรอเสิร์ฟออเดอร์ล็อตสุดท้ายของวัน

ผมเดินเข้าไปแตะไหล่ให้กำลังใจพี่ทิพย์เบาๆ แต่กลับโดนสายตาดุๆตวัดกลับมา ดูเหมือนพี่ทิพย์จะยังไม่หายโกรธง่ายๆ กับการที่ผมและเจ้านายเล่นบ้าอะไรกันเมื่อตอนสาย ทำเอาในร้านวุ่นวายไปหมด และก็เป็นพี่ทิพย์นี่แหละที่คอยรับหน้า อธิบายและดูแลลูกค้าอย่างดี ผมก็รู้สึกผิดนะ แต่อย่าโทษผมคนเดียวสิครับ ทางที่ดีพี่ไปวีนใส่หน้าคุณเจ้าของร้านที่เอาแต่นั่งจิบชาคนนั้นจะดีกว่า เล่นอะไรไม่ดูเวลา ไม่สิ.. ไม่ว่าตอนไหนก็ห้าม นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาเล่นกับผู้ชายอีกคนเลยนะ ให้ตาย ผมเสียวสันหลังขึ้นมาอีกละไง TwT

ถ้วยน้ำแข็งใส่ที่เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิดถูกส่งมาไว้ในมือผม เป็นอันรู้กันว่าผมควรจะทำตัวเป็นเด็กเสิร์ฟบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ยืนหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์ แต่แหมไอ้งานเสิร์ฟมันสบายอยู่แล้ว แค่ยกถ้วยไปวางบนโต๊ะ ง่ายยิ่งกว่าแคะขี้มูกอีก

ผมยักไหล่ขึ้นเล็กน้อยอย่างมั่นใจ ก่อนจะรับถ้วยในมือมา และเดินตรงไปยังโต๊ะของคู่รักคู่หนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นน่ารักเกินกว่าจะมานั่งข้างผู้ชายหน้าแบบนี้นะผมว่า ถ้าไม่รังเกียจผมอาจจะย้ายไปนั่งแทนที่ให้ ฮุฮุ

“ทำไมไม่ฟังกันบ้างอะ?” เสียงน้องผู้หญิงดังขึ้นตั้งแต่ผมยังไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ ดูเหมือนทะเลาะอะไรกันอยู่ หน้าตาคร่ำเครียดทั้งสองฝ่าย ผมล่ะกลัวน้องเขาราดน้ำแข็งใสใส่อีกคนจริงๆ

“มาแล้วคร้าบ~”

ผมพยายามปั้นหน้ายิ้มร่าเริงผิดปกติ หวังจะช่วยให้บรรยากาศรอบโต๊ะตัวนี้สดใสขึ้นมาได้บ้าง แต่ดูเหมือนน้องทั้งสองจะไม่ฟังหรือรับรู้การมีตัวตนของผมเลยอะ เพราะเขาก็ยังคงเถียงอะไรบางอย่างกันต่อไป ผมเลยได้แต่ทำใจ โน้มตัวลงวางถ้วยแก้วบนโต๊ะใสอย่างระวัง... ย้ำว่าระวัง แล้ว...นะ..

แต่มันก็ยังเกิดครับ ไอ้เรื่องซวยๆเนี่ยะ!! เมื่อน้องผู้หญิงเกิดองค์ลงขึ้นมา และปัดป่ายแขนขาวๆนั้นไปทั่ว จนพลั้งมาโดนถ้วยน้ำแข็งใสที่ยังหลุดไม่พ้นมือผมด้วยซ้ำ แล้วไงอะ! ความซวยมันไม่ค่อยเข้าใครหรอก แต่มาเข้าผมตลอดนี่แหละ!!

เพล้งง!

ผมก้มลงมองสภาพถ้วยแก้วที่แตกกระจายอยู่บนพื้น น้ำหวานสีสดหกเลอะเต็มบริเวณ รวมทั้งเสื้อผ้ากางเกงของผมด้วย คุณน้องจำเลยกรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจ ที่ผมว่าไม่น่าจะออกอาการขนาดนี้ เพราะคนที่ต้องตกใจจริงๆคือผมมากกว่าไหม?

“ข..ขอโทษค่ะๆ” น้องตรงหน้าก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ และผมก็ต้องยอมยกโทษให้เธอก่อนที่จะก้มจนหัวติดพื้นซะก่อน

พี่ทิพย์รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมไม้กวาดกับที่โกยผงในมือ ผมที่พยายามจะคว้าอุปกรณ์ในมือแกมาช่วย ก็ไม่ทันได้ทำตัวเป็นพนักงานสุภาพบุรุษซะ เมื่อพี่ทิพย์เอาแต่โบกมือไล่ให้ผมออกห่างจากที่เกิดเหตุ และยังบอกว่ามีเสื้ออยู่ในล็อคเกอร์หลังร้าน ให้ผมไปเปลี่ยนก่อนที่มดจะขึ้นตัว นั่นจึงทำให้ผมต้องเดินคอตกกลับเข้าไปหลังร้านอย่างคนสิ้นหวังแล้ว ในใจคิดแต่เพียงว่าพี่ทิพย์คงเกลียดผมน่าดู ที่เอาแต่ทำเรื่องวุ่นวายตลอดวัน

ประตูล็อคเกอร์ถูกเปิดออก พร้อมกับเสื้อยืดเก่าๆตัวหนึ่งที่ถูกผมคว้ามา ผมถอนหายใจอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะลงมือถอดเสื้อเหนียวๆบนตัวออกไป แต่ก่อนจะได้สวมเสื้อตัวใหม่ลงแทนที่ ประตูหลังร้านก็เปิดขึ้นเรียกความสนใจไปเสียก่อน

ร่างสูงโปร่งของฌาณปรากฏให้เห็น ผมเลยต้องรีบหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาโดยไว ไม่ต้องการหันหลังให้ผู้ชายคนนี้นานๆ เพราะรู้สึกเหมือนจะไม่ปลอดภัยในหลายๆความหมาย แต่ผมว่าผมพลาดแล้วแหละ เมื่อคนตัวสูงตรงดิ่งเข้ามาและคว้าเอวผมไว้ด้วยสองมือ หลังผมถูกกดชิดประตูล็อกเกอร์ยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดใกล้เข้ามา

“เหวยๆๆ!” ผมร้องเสียงดังพลางใช้สองแขนดันไหล่คนตรงหน้าไว้ แต่เชื่อเถอะว่าหมอนี้เป็นควายกลับชาติมาเกิด ถึงได้แรงเยอะจนทำเอาแขนผมงอหมด

“จะทำอะไรรรร!!?” เสียงตะคอกของผมถูกเปล่งออกมาดังลั่นอย่างไม่กลัวว่าคนด้านนอกจะได้ยิน ตอนนี้ผมกลัวถูกรุกล้ำเขตแดนต้องห้ามมากกว่า!!

“เหมือนปลายเลย”

นั่นคือสิ่งที่ฌาณพูดขึ้นเป็นอย่างแรกหลังจากตรงเข้าจู่โจม ผมไม่ได้คิดว่าเข้าตั้งใจเดินเข้ามาหลังร้านเพื่อทำอะไรแบบนี้ แต่เพราะว่าเขาเข้ามาเห็นผมในสภาพนี้ถึงได้กลายเป็นแบบนี้มากกว่า ผมไม่อยากจะเดาอะไรที่มันดูน่ากลัวนัก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีหมอนี่อาจจะเกิดอารมณ์ขึ้นมาตอนเห็นหุ่นขี้ก้างของผมก็ได้ ฮือออ พ่อครับแม่ครับ ผมขอโทษ ผมคงเป็นเจ้าบ่าวให้ใครไม่ได้แล้ว T____T

“เหมือนมากเกินไป ทุกอย่าง ทุกสัดส่วน ทุกความรู้สึก..” ฌาณยังคงเพ้อถึงคนรักของเขาต่อไป โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าผมกำลังมีสีหน้าหวาดกลัวขนาดไหน แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมร่างกายถึงเลิกคิดที่จะต่อต้านไปเสียเฉยๆ

เพราะความอ่อนแอที่วูบไหวอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลคู่นี้เหรอ? อาจจะเป็นไปได้.. หรือว่าเพราะความเจ็บปวดในน้ำเสียงที่เปล่งออกมานี้อย่างนั้นเหรอ? ก็อาจจะใช่อีกเหมือนกัน..

ฌาณเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะเปลี่ยนมาซบหัวลงกับไหล่บางของผมเนิ่นนานโดยปราศจากคำพูดจาใดๆ และผมก็เป็นฝ่ายยอมให้เขายืนอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่อาจต่อว่าอะไรเอง เวลาภายในห้องนี้เหมือนจะผ่านไปช้ากว่าที่ไหนๆ ไม่มีวี่แววว่าพี่ทิพย์จะโผล่เข้ามาตามพวกเราออกไป ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงจอแจจากลูกค้าด้านนอก

ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย นอกจากแรงกดทับบนบ่า สัมผัสบางเบารอบเอว และเสียงหายใจของเราทั้งคู่...

“เหมือนปลายจริงๆ..”

 

ผมหลุบตาลงมองแผ่นหลังที่สั่นไหวของคนตรงหน้า เขาพูดคำนั้นออกมาโดยที่ไม่มองผมเลย ไม่ได้มองผมเลย ว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้.. ก็คือปลายเหมือนกัน...

--------------------------------------

ช่วงนี้อาจจะหายหน้าหน่อยนะคะ เพราะเจอโปรเจกใหญ่ 2 งานแหน่ะ
มีสอบมีอะไรด้วย สงกรานต์ก็ขอพักหน่อย แต่อย่าเพิ่งลืมกันนะึคะ
จะกลับมาต่อแน่นอน อย่าทิ้งหนูนะ 55


 :hao5: :hao4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-04-2013 19:02:18 โดย mooaiir »

ออฟไลน์ ๛ナーリバス๛

  • ~~~๛NaaribuS๛~~~ ~ [TBL-081-588]
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +898/-26
    • NaaribuSS
เก่งจัง....

เรื่องบรรยายเยอะอ่ะ ใส่ใจรายละเอียด แต่ละตอนก็ย้าวยาว

 แล้วก็เป็นแนวแฟนตาซีแบบข้ามยุค เลยเหมือนจะอ่านยาก แต่โดยรวมเราชอบนะ

แรกๆมาก็ มองว่าน่าจะดราม่า  มีความู้สึกว่ามันต้องมาแน่ๆ ตอนนี้มันก็เริ่มจะมาแล้ว...



ทีแรกคิดว่า พระเอกคือพี่รัฐซะอีกเเต่คาดว่าคงเป็นฌาณ( ชื่อพิมพ์ยากแฮะ ) มันเลยเจ็บแป๊บๆ

ในเมื่อ คนที่เขารอ ไม่ใช่ปลายคนนี้แต่เป็นปลายคนอื่น แต่ช่วงที่ได้อยู่ด้วยกันกลับทำให้ปลายคนนี้หวั่นไหวไปซะแล้ว อ่านตอนจบแบบว่า หน่วง ปวดใจ สงสารปลาย  :mew6: :mew6:


ไม่ว่ายังไงปลายก็คงต้องกลับโลกเดิม โดยที่ไม่รู้ว่าจะอยู่อาทิตย์นึงตามสั่งหรือเปล่า เพราะปลายเองที่อยู่ที่นอกจากสบาย ก็คงเพราะเป็นโลกที่มีพ่อแม่ด้วย

ถ้าฌาณ เกิดเปลี่ยนใจมารักปลายคนนี้แทนคนเก่า แล้ววันนึงปลายคนนั้นกลับบมา โอย งานงอก แต่ถ้าปลายยอมตัดใจ แล้วตามหาฌาณในโลกตัวเอง แล้วมันจะเป็นยังไงต่อ มันก็ดราม่าไม่สิ้นสุด แอร๋ยๆๆ  :hao5: :hao5: :hao5:

เดาทำไม รออ่านดีกว่า  :m29:

เอาเป็นว่า รออ่านนะคะ หายไปนานๆ ไม่เป็นไรแต่อย่าลืมมาต่อด้วยล่ะ จะรอ :mew2: :mew2:



....................

ปล. ฉันเป็นลูคีเมล .....ทำให้นึกถึง คุณทนความเย็นได้แค่ไหนเลย....

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
^
^
ใช่ป่ะ แต่มันฮาจริงๆนะฉากนั้น

ตอนที่ฌาน เพ้อถึงปลาย มันให้โมเมนต์แบบเจ็บปวดอ่ะ คือมันเหมือนแก้วลายเดียวกัน แต่ไม่ใช่ใบเดียวกัน ถึงจะเหมือนกันยังไงก็ไม่ใช่อันเดียวกัน โอ๊ยย เครียดแทน

mooaiir

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ 7
เขากับเรา


 

ผมแทบเอาตีนขึ้นก่ายหน้าผากอีกครั้งในค่ำคืนนี้ เพดานห้องโล่งๆไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสักนิด แต่ผมก็จับจ้องมันอยู่เป็นเวลานานมากแล้ว นานพอที่จะให้ไอ้เด็กแสบ CD นั่งเคลียร์มาริโอ้ไปได้หลายด่าน ในขณะที่เสียงเกมดังรบกวนอย่างต่อเนื่อง ภายในหัวของผมกลับได้ยินเพียงเสียงบางเสียง

‘เหมือนปลายจริงๆ..’

เสียงของผู้ชายที่เอาแต่ถามคำถามแปลกๆทุกครั้งที่เราเจอกัน ผู้ชายที่สวมกอดผมด้วยความหวัง ผลักผมชนกระจกจนระบม จับมือที่เย็นเฉียบของผมไว้ด้วยความอบอุ่น ลูบหัวของผมอย่างเอ็นดูเมื่อทำหน้าที่ได้ดี โยนขนมปังไส้ครีมมาให้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมชอบมัน ร้องเพลงประสานกันอย่างไม่รู้ตัว นอนกอดผมไว้แน่นจนเผลอลืมไปว่าอากาศในคืนนั้นมันหนาวขนาดไหน แกล้งจูบผ่านถ้วยน้ำแข็งใส และจบด้วยการซบลงที่ไหล่ผมเนิ่นนาน..

ผู้ชายคนนั้นที่ผมควรจะกลัว เพราะเป็นผู้ชายที่ไม่ต้องการให้ผมอยู่ที่นี่ และเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน ถึงอย่างนั้น ผมกลับเป็นฝ่ายสับสนแทบบ้าเสียเอง

ว่าบางที... ผมก็คงจะชอบผู้ชายเหมือนกัน?

.

.

โนวววววว!!

ผมรีบสะบัดหัวไล่ความคิดประหลาดออกไป พอดีกับที่วิญญาณเด็กสาวโผล่หน้าออกมาจากกำแพงทำเอาสะดุ้งโหยง แต่เมื่อมองอีกทีก็พบว่าเป็นยัย AA เซลล์ประจำตัวของฌาณนั่นเอง คงจะมาเม้ามอยอะไรกันอีกล่ะสิ ยัยสองตัวนี้หลายๆครั้งก็ชอบโผล่มาคุยกันให้ผมรำคาญเล่นอยู่บ่อยๆอะนะ

“ว่าไง?” CD ละสายตาจากเกมในมือขึ้นมองเพื่อนร่วมงาน ส่วน AA กลับมีสีหน้าคร่ำเคร่งผิดปกติ

“ไม่รู้เป็นอะไร ฌาณไม่สดใสเลย”

“แล้วหมอนั่นเคยสดใสตอนไหนไม่ทราบ” ผมแอบพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของ CD ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นพอให้เห็นหน้าเด็กทั้งสองชัดๆ หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการสนทนาครั้งนี้บ้าง

“ฉันสงสารฌาณ ฉันพยายามลอบถามรุ่นพี่ที่ทราบเหตุการณ์ตอนหมอนั่นคลาดกับปลาย แต่ไม่มีใครให้ข้อมูลฉันเลย”

“รู้ไปแล้วจะได้อะไร เราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งกับลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าเธอช่วยเหลือฌาณ เธอก็ต้องถูกปลด” ผมมองเห็นความวูบไหวแปลกๆในดวงตาของ CD แม้ว่าคำพูดของเธอจะดูเรียบเฉยอย่างคนรู้สถานการณ์ดี แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความอึดอัดก้อนโตในคำพูดเหล่านั้น

“เธอรู้ไม่ใช่เหรอ ว่าปลายที่ฌาณกำลังตามหา อยู่ที่ไหน”

“...”

AA เหมือนจะไม่ได้สนใจคำเตือนของ CD เท่าไร กลับยิ่งรุกไล่ยิงคำถามแบบ Critical Hit ไปให้ จนทำเอาเด็กแสบที่เคยน่ารำคาญ หงอยลงไปพร้อมนำพาความเงียบเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณห้อง เวลาทิ้งช่วงไปนานพอตัว กว่าที่เธอจะยอมเอ่ยปากอีกครั้ง

“รู้... แต่บอกไม่ได้”

“โหยย อย่างงี้อีกและ เบื่อเธอ!”

“ขอโทษ”

“เออช่างเหอะ เผลอๆฌาณจะเลิกตามหาปลายคนนั้นแล้วมั้ง” คราวนี้ไม่ใช่แค่ CD ที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ แต่ผมเองก็เงี่ยหูรอฟังเต็มที่เช่นกัน

“ทำไมล่ะ?”

“ก็ดูเหมือนเขาจะหวั่นไหวกับปลายคนนี้เข้าแล้วน่ะสิ”

นิ้วเล็กๆของ AA ชี้ตรงมาทางผมซึ่งกำลังนั่งเอ๋ออยู่บนที่นอน สายตาหยอกล้อของ AA ไม่ได้ดูประหลาดและน่าสนใจ มากเท่ากับสายตาตกใจของ CD เลย ตกใจอะไร? ตกใจทำไม?

คนที่ต้องตกใจคือผมนี่ !!

จะบ้าหรือไง อยู่ๆก็มาบอกว่าหมอนั่นหวั่นไหวกับผมเนี่ยนะ มะ..ไม่ใช่แล้ว มั่วหรือเปล่า อะไรอะ อยู่ๆก็มาพูดแบบนี้ ไอ้เรื่องหวั่นไหวอะไรนี่ ถ้าไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ห้ามพูดนะเฟ้ย! อ๊ากกก แล้วทำไมผมต้องตื่นเต้นด้วยละว้อยย!!?

“ฉันว่าเพราะเขาเริ่มหวั่นไหวกับนายนั่นแหละ ถึงทำให้ซึมไป คงจะกำลังรู้สึกผิดต่อปลายอีกคนน่ะสิ” AA ยังคงจ้องหน้าผม และวิเคราะห์ตัวฌาณแกมแซวตัวผมต่อไป

“เหรอ.. งั้นก็บอกให้เขาเลิกตามหาซะเลยสิ” CD กลับมาปั้นหน้าเป็นปกติอีกครั้ง แถมยังส่งยิ้มแปลกๆออกมาอีก ผิดกับ AA ที่เริ่มหัวเราะแห้งๆ โดยแฝงเอาความผิดหวังซ่อนไว้

“เธอก็บอกฉันเอง ว่าเราเข้าไปยุ่งกับลูกค้าไม่ได้”

“อ..อือ เรายุ่งไม่ได้..”

ผมกล้าพูดเลยว่า หลายวันที่ผ่านมา ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีนี้ที่ผมได้เจอและรู้จักไอ้เด็กบ้า CD มา เธอไม่เคยตีสีหน้าที่ดูเสียใจลึกๆแบบนี้ออกมาเลย มันไม่ใช่สีหน้าที่เศร้าหมอง แต่แววตาของเธอก็ไม่ได้ยิ้มเหมือนเคย และในน้ำเสียงที่เปล่งออกมา ผมก็จับความรู้สึกผิดและความสับสนได้อย่างชัดเจน

“งั้นฉันกลับไปหาฌาณ..ก่อนนะ”

ดูเหมือน AA เองก็จับความผิดปกติของ CD ได้เช่นกัน ถึงได้พูดเป็นเชิงรั้งๆออกมา เธอทิ้งท้ายยานคาง และขยับตัวเชื่องช้าอย่างจงใจ จนในที่สุด CD ก็ยอมเปิดปากอีกครั้ง พร้อมเงื่อนงำชิ้นสำคัญ ที่ทั้ง AA และผม ต้องเอากลับมาคิดต่อกันอีกยกใหญ่

“ฉันคิดว่า..ที่หมอนั่นหวั่นไหวไม่ใช่เพราะว่าอยู่ไกลจากคนรัก แต่เพราะรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้คนที่รักต่างหาก

 

วันนี้งานที่ร้านก็ยังดำเนินไปเหมือนปกติของมัน พี่ทิพย์หายเคืองผมแล้วกับความวุ่นวายเมื่อวาน แต่กลับเป็นห่วงแทน.. เป็นห่วงที่ผมกับฌาณไม่ยอมมองหน้ากันเลย

แต่ความจริงก็คือ ผมพยายามแล้วที่จะทำตัวให้เป็นปกติ ยกเว้นแต่เขานั่นแหละที่ไม่เหมือนปกติ ถ้าผมอยู่หน้าร้าน เขาจะอยู่หลังร้าน ถ้าผมเดินเข้าหลังร้าน เขาจะเดินออกมาหน้าร้าน เป็นอย่างนี้ไปมาจนผมชักจะรำคาญ สุดท้ายก็จบลงตรงที่.. ฌาณขับรถออกไปจากร้าน และไม่มีวี่แววกลับมาอีกเลย

ผมไม่รู้ว่าเขาเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก ถึงต้องคอยหลบหน้ากันขนาดนี้ แม้ว่าร้าน Snow Farm จะเล็กนิดเดียว แต่ผมกลับรู้สึกว่าตลอดวันมานี้ ผมแทบไม่ได้เห็นหน้าฌาณเลย.. ไม่สิ จริงๆแล้วเห็นอยู่ตลอดเลยมากกว่า เพราะใบหน้าของหมอนั่น อยู่ดีๆก็เข้ามาหลอกหลอนในหัวสมองผมเต็มไปหมดตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว และดูท่าทางว่าจะไม่ยอมออกไปง่ายๆซะด้วย ทำเอาผมปวดหัวแทบคลั่งอยู่แล้ว คลั่งกับตัวเองที่กลายเป็นผู้ชายแบบนี้อะ!!

“ปลาย!”

เสียงพี่ทิพย์ดังขึ้นเรียกผมให้ออกจากภวังค์ ถ้วยน้ำแข็งใสโอบล้อมไปด้วยเยลลี่สีสดถูกส่งมาให้ ก่อนที่จะชี้นิ้วไปทางโต๊ะของครอบครัวหนึ่งใกล้ประตู้ร้าน ผมจึงต้องรีบไล่ความคิดมากมายในหัวออกและเดินตรงไปหาลูกค้าด้วยหน้าตาปั้นยิ้ม

ลูกสาวในชุดเอี๊ยมน่ารัก เอาแต่นั่งหน้าบูดอยู่บนตักของคุณแม่สุดสวย บนโต๊ะมีตุ๊กตาหมีที่เหมือนกับถูกปาทิ้งไว้ เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ถึงพอได้ยินบทสนทนาของทั้งสาม จับประเด็นได้ว่าตุ๊กตาหมีสุดรักสุดหวงของน้องหนูมันหายไป พ่อแม่ก็เลยซื้อเจ้าตัวใหม่บนโต๊ะนี่ให้แทน แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะไม่พอใจเท่าที่ควร

“แต่มันเหมือนกันเป๊ะเลยนะคะ” คุณแม่พยายามหว่านล้อม ในขณะที่ผมก็ช่วยยิ้มและยกถ้วยน้ำแข็งใสในมือเข้าไปใกล้ๆ หวังจะช่วยให้น้องคนนี้ร่าเริงขึ้นมาได้บ้าง

“ไม่เหมือน!”

คุณหนูดูจะไม่สนใจผมเลย และเริ่มปัดมือไปมาเหมือนจะอาละวาด ผมเลยต้องรีบยกถ้วยออกห่าง และวางมันลงตรงหน้าที่นั่งของคุณพ่อที่อยู่ด้านตรงข้ามแทน ฮืออ~ ทำไมผมต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ตลอดเลยล่ะ ลูกค้าไม่รักโผมมมม T-T

“ไม่เหมือนยังไงคะ นี่ดูสิ เหมือนกันทุกอย่างเลยนะ” ผมลุกขึ้นก้มหัวให้น้อยๆ เตรียมหันหลังเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ แต่ขาทั้งสองข้างก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินคำพูดแทงใจ..

“ไม่! มันไม่ใช่ตุ๊กตาที่หนูหาอยู่สักหน่อย!”

ผมยืนค้างอยู่อย่างนั้น นานจนคนในร้านเริ่มหันมาสนใจ เสียงพี่ทิพย์ตะโกนเรียกเหมือนจะดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อาจขยับตัวไปไหนได้... ทำไมคำพูดของเด็กอนุบาลนี่ถึงมีผลกับผมนักครับ?

ความเจ็บปวดแล่นเข้าออกทั้งสี่ห้องหัวใจ เนื้อตัวมันชาตึงไปซะทุกส่วน เสียงของเด็กผู้หญิงคนนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว ยิ่งตอกย้ำอะไรบางอย่าง

เหมือนกัน.. แต่ก็ไม่เหมือนกัน..

ถึงเหมือนกัน.. แต่ก็ไม่ใช่...


“ปลาย!!” พี่ทิพย์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เธอพยายามเขย่าตัวผมแรงๆเพื่อเรียกสติ แต่ผมก็ยังไม่พร้อมจะทำอะไรต่อ จึงได้แต่ส่งสายตาเสียใจและขอโทษออกไป ก่อนจะวิ่งหนีหายเข้าไปหลังร้านทันที

พี่ทิพย์ไม่ได้ตามมา และผมเดาว่าเธอคงเข้าใจ.. ภายในห้องทึบๆมีแค่ผมคนเดียวกับเสียงอากาศรอบตัวที่แทบจะนิ่งสนิท สายตาเจ้ากรรมของผมเหลือบไปเห็นวัตถุสีเงินวาวที่ส่องกระทบแสงของหลอดไฟนีออน เมื่อเดินตรงเข้าไปก็พบว่ามันคือ สร้อยข้อมือสีเงินพร้อมจี้รูปดอกไม้ ด้านข้างสลักตัวอักษร CP เด่นชัด ดูแปลกตาและสวยงาม

ผมหยิบมันขึ้นมาพิจารณาดูอีกทีใกล้ๆ ปลายนิ้วหัวแม่โป้งลากไปตามรอยสลักแสนประณีตตรงหน้า... C เป็นตัวย่อชื่อในภาษาอังกฤษของ ฌาณ ส่วน P ก็คือปลาย.. ปลายคนนั้นที่ฌาณกำลังออกตามหา โดยแลกกับชีวิตตัวเอง และเมื่อเดิมพันมันสูงขนาดนั้น ก็ทำให้รู้ว่าปลายที่เขารอเพื่อพบมีค่ามากมายขนาดไหน...

ผิดกับผม ซึ่งเป็นได้แค่ตุ๊กตาหมีที่ถูกซื้อมาแทนก็แค่นั้น...

 

“จะทำอะไร!?” ผมสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปตามที่มาของเสียง

ฌาณกำลังยืนหอบน้อยๆอยู่หน้าประตูของห้องหลังร้าน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความตกใจระคนเกรี้ยวกราดอย่างที่ผมไม่นึกอยากจะเห็นเลยในชีวิตนี้ สายตาดุดันของเขาจ้องหน้าผมสลับกับสร้อยในมือไปมาอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พาตัวเองมาหยุดลงตรงหน้าผม เราสองคนจึงได้โอกาสเผชิญหน้ากันซะที

“ฉันถามว่านายจะทำอะไร?” คำถามที่เหมือนจะธรรมดา แต่เมื่อได้ยินกลับยิ่งเจ็บปวด ถูกเปล่งออกมาจากปากสีส้มธรรมชาติของผู้ชายคนนี้

“เอ่อ..”

“นั่นของปลายนะ!”

“ว่าไงนะ?”

ผมที่เคยก้มหน้าก้มตา กลับต้องเป็นฝ่ายตวัดสายตาดุดันขึ้นสู้กับคนตัวสูง ซึ่งกำลังมองกลับมาด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม ฌาณหลบสายตาของผมไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว แต่ก็ดังพอที่ผมจะได้ยินทุกๆคำอย่างชัดเจน

“สร้อยข้อมือนั้น เป็นของฉันกับปลาย..”

ฌาณไม่สบสายตากับผมอีกแล้ว.. แต่ก็พอดีกับที่ผมไม่นึกอยากจะมองหน้าเขาแล้วเช่นกัน ตอนนี้สมองของผมมันโล่งไปหมด เหมือนมีใครมาสาดสีลงไปจนมันมีแต่ความขาวโพลน คิดได้เพียงแค่ว่า ผมไม่อยากอยู่ตรงนี้และไม่อยากเจอผู้ชายคนนี้อีกแล้ว

ผมพยักหน้าน้อยๆอย่างเข้าใจ และก็พยักหน้าอยู่อย่างนั้นถี่นานเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก มือขวากำสร้อยเงินไว้แน่น หัวใจกรีดร้องอยู่ภายในด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน ผมไม่แน่ใจว่า นี่คือความรู้สึกที่ใกล้เคียงความตายมากที่สุดหรือเปล่า?

เพราะมันเจ็บมาก เจ็บปวดมากๆ... มากจนถึงขนาดว่า ผมอยากอ้อนวอน ขอให้ใครมาฆ่าผมให้ตาย ดีกว่าให้ผมต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้

บางที.. ผมก็ไม่ควรมาที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว...

เจ้าความเงียบที่ผมเคยหวังว่ามันจะไม่กลับมา ก็เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง พร้อมกับความอึดอัดกดดันอย่างมหาศาลซึ่งถูกถ่ายทอดเข้ามา ทั้งผมและฌาณเราต่างส่งสายตาออกไปยังจุดที่แตกต่างกัน.. เป็นอย่างนั้นเนิ่นนานจนผมแทบล้มทั้งยืน สุดท้ายก็คือผมเองที่เริ่มขยับเข้าไปใกล้คนตัวใหญ่มากขึ้น ผมเอื้อมคว้ามือข้างหนึ่งของฌาณมาเกาะกุมไว้ หวังจะซึมซับความอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สร้อยข้อมือสีเงินในมือผมจะถูกย้ายไปอยู่บนมือเขา ริมฝีปากบางของผมเผยอออกเล็กน้อย ดวงตาที่คงไร้แววความสดใสช้อนขึ้นมองคนแปลกหน้าเมื่อประมาณ 5 วันก่อน

“ฌาณ...”

“...”

ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงแผ่ว และเริ่มเพ่งเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่นี้ ที่ผมไม่เคยนึกอยากจะมองเลย.. ดวงตาที่เคยเย็นชาจนดูน่ากลัว ดวงตาที่เคยเศร้าหมองและเจ็บปวด แต่ก็เป็นดวงตาคู่เดียวกัน กับที่เคยทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ

แปลกเหลือเกิน..ว่ามันกลายมาเป็นดวงตาที่ผมนึกโหยหาตั้งแต่เมื่อไรกัน...?

“ฌาณ... ผมก็คือปลายเหมือนกัน......

.

.

.

“พอฉันนับสาม เราจะไปกันเลยนะ”

“อือ” ผมตอบรับ CD สั้นๆ

ตอนนี้พวกเรากำลังยืนหลบมุมกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้าน Snow Farm หลังจากที่ผมทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ ก่อนจะวิ่งหนีทุกสิ่งอย่างออกมา มันคงไม่ดีที่ผมจะกลับไปทั้งๆแบบนี้ ทั้งที่ได้เจอพ่อกับแม่ ได้เห็นคุณรัฐในมุมที่ดีขึ้น ได้มีครอบครัวอันแสนอบอุ่น รู้จักพี่ทิพย์ รู้จักลูกค้ามากหน้าหลายตา และได้มาผูกสัมพันธ์กับผู้ชายคนนั้น...แต่ผมคงทนให้ตัวเองอยู่ต่อไปอีกไม่ได้ การที่ผมอยู่มีแต่จะทำร้ายทั้งผมและฌาณ

ผมต้องรีบกลับไป เพื่อให้ฌาณได้เจอกับปลายของโลกใบที่ 27 นี้ ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นปลายที่เขากำลังตามหาอยู่จริงๆ.. ส่วนผมก็เช่นกัน ต้องรีบกลับไปเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองถลำลึกกับความรู้สึกบ้าๆนี่มากไปกว่านี้ ไม่อยากจะรู้สึกมากไป... จนไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ‘ผมชอบฌาณ’

“3....”

“...”

“2...”

“...”

“1..”

 

…ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รอฉัน แต่ฉั.....

 

“เฮ้ยย!”

เสียง CD ดังขึ้นพอดีกับที่ตัวเราทั้งคู่กำลังถูกดูดเข้าไปในห้วงมิติบางอย่างที่ผมไม่อาจจะอธิบายเป็นคำพูดได้ ส่วนตัวผมเองก็ได้แต่ตีสีหน้าเหรอหราตกใจมากไม่แพ้กัน เมื่อวินาทีที่เรากำลังจะเดินทางข้ามโลกนั้น ดันมีสายโทรศัพท์ที่ติดมาในกระเป๋ากางเกงของผมดังขึ้น!?

ความรู้สึกปั่นป่วนมวนท้องอย่างที่เคยได้เจอตอนขามา ตรงเข้าจู่โจมผมอีกครั้ง และคราวนี้ยังพ่วงมาด้วยความรู้สึกปวดหัวแบบมหาศาล จนผมได้แต่หลับตาปี๋ เกร็งมือและเท้าด้วยความเจ็บปวด คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เสียงของยัยเด็ก CD ตะโกนขึ้นมาจากที่ไกลๆ แต่ผมก็ไม่สามารถจับใจความของคำพูดเหล่านั้นได้เลย

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวกำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ข้อมูลมากมาย หลายสิ่งหลายอย่างกำลังไหลมารวมกันในหัว ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้ง มีภาพเหตุการณ์ที่ผมไม่คุ้นเคยแวบผ่านเข้ามา สลับไปเรื่อยๆอย่างนี้เป็นเวลานาน จนรู้สึกเหมือนหัวของผมแทบระเบิดออกมาหลายหน ทุกสิ่งเหล่านั้นหลั่งไหลเข้ามากองรวมกัน พร้อมทั้งนำพาความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเข้ามาสถิตไว้ในจิตของผมด้วย...

หัวใจของผมกรีดร้องทุรนทุรายยิ่งกว่าเมื่อครู่ หรือครั้งไหนๆในช่วงชีวิตนี้.. ความเจ็บปวดค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูจิต ก่อนที่ภาพในหัวจะถูกจัดเรียงให้ผมได้สัมผัสกับมันอีกครั้ง

 

เจ็บครับ... ทำไมถึงเจ็บทั้งที่ไม่มีแผลล่ะครับ?

-----------------------------------------

เฮ้ยยยย เจ็บ 5555 แต่งเองเจ็บเอง ><'
วันนี้ได้โอกาสเปิดคอมในรอบหลายวัน จมอยู่กับกองงานมานาน เครียดมาก ฮือออ
ขอมาสุขสันต์วันสงกรานต์ด้วยนะคะ ;D
หลังจากนี้คงหายไปอีก แฮ่ๆ จะยุ่งๆไปจนถึงปลายพฤษภาเลยค่ะ
แต่ถ้าหาเวลาว่างได้ ก็จะพยายามมาแต่งต่อให้ได้เน้อ
อย่าเพิ่งทิ้งกันไปน้า ฝากติดตามต่อไปด้วยค่า ~

ป.ล. ลูคีเมล เอามาจากคุณทนความเย็นได้แค่ไหน นั่นแหละค่ะ 55555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-04-2013 18:58:29 โดย mooaiir »

ออฟไลน์ fuku

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +461/-19
โฮ่ อ่านแล้วเจ๋งมาก

รออ่านตอนต่อเลยนะคะ

ออฟไลน์ Kaame

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 116
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ตอนนี้มันหน่วง ๆ เกิน  T T''
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1166
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
 :mew1:เยี่ยมมาก ชอบมากเลยค่ะ ชวนติดตามมาก
ลุ้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อ

ออฟไลน์ Zelsy

  • เพราะ "รัก" คำเดียวเท่านั้น
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1971
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-2
โถ ชีวิตหนูปลาย :hao5:

เจ็บเพราะเขาไม่รักยังไม่พอ ยังต้องมาเจ็บกับเรื่องที่หลงอยู่ในมิติ เหตุเกิดจาก "มือถือเข้า" :mew5:

ออฟไลน์ mind223

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
อ่าา มันเกิดอะไรขึ้น :mew2: :mew2:


อ๊ากก มาต่อไวๆ นร้าา คนอ่านจะใจขาดละ :katai5: :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ ๛ナーリバス๛

  • ~~~๛NaaribuS๛~~~ ~ [TBL-081-588]
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +898/-26
    • NaaribuSS
โอยยยยย

ดีใจมาก เค้ารอเรื่องนี้.....

สงสารปลาย .......ปลายก็คือปลายเหมือนกันนะ

ตอนจบเกิดไรขึ้น มันเจ็บปวดๆๆๆ


สรุปว่า ปลายที่ฌาณตามหาคือคนเดียวกันกลับปลายใข่ไหม... แต่เกิดหลังจากที่ถูกถาม...
(ยังเดาแบบมึนๆต่อไป  :monkeysad: :monkeysad:)

คนเขียนอย่าปล่อยไว้นานน้า มาต่อด้วยล่ะ เค้าจะรอออออ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2013 16:12:02 โดย ๛ナーリバス๛ »

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
อ่านเองเจ็บเอง
ปลายคนนี้ต้องคือปลายคนนั้นแน่เลย
แต่มันต้องมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้ปลายคนนี้จำไม่ได้ว่าคือปลายคนนั้นที่ฌาณตามหา
รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ Kaewkaew

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ตอนที่1-2
พึ่งเคยอ่าน เป็นเรื่องที่แปลก และแหวกกกก มากๆ =[]=
ดูน่าสนใจ คืออาจจะดูยืดยาว ? คิดว่าจะเลิกอ่านเพราะรู้สึกไม่ใช่แนวตัวเอง
แต่การวางเนื้อเรื่องที่แปลกทำให้อยากรู้และอ่านต่อ #คือมันติดดด
อ่า... อ่านต่อไปปปป ~ สนุกเหมือนกันนนน  :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด