◇◆ TIME TICKET ย้ำอีกครั้งว่า... ◆◇ ปก + แจ้งข่าว P.6 (04.09.15)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◇◆ TIME TICKET ย้ำอีกครั้งว่า... ◆◇ ปก + แจ้งข่าว P.6 (04.09.15)  (อ่าน 67050 ครั้ง)

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0




ผลงานที่ผ่านมา
SINGLE PAPA คุณพ่อยังโสด
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-09-2015 19:37:19 โดย NINEWNN »

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ บทนำ (23/01/15)
«ตอบ #1 เมื่อ23-01-2015 15:48:01 »

PROLOGUE



        ‘ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าโลกนี้มีตั๋วย้อนเวลาให้ผมได้ขึ้นไปนั่งบนไทม์แมชชีน อะไรจะเกิดขึ้น’

     ผมได้แต่กวาดสายตาไปบนตัวอักษรที่ผมเขียนขึ้นมา

     ใช่... เขียน เพราะตอนนี้โน้ตบุ๊คที่ผมใช้กำลังส่งซ่อม ถึงแม้ผมจะชอบเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมร่างไว้ในระยะเวลาที่ไม่มีอะไรทำ ก่อนที่จะจัดการเรียบเรียงมันใหม่และส่งให้กับบรรณาธิการคนใหม่ที่จะมาดูแลผม เพื่อที่จะไปตีพิมพ์ในนิตยาสารรายเดือนที่เซ็นสัญญาไว้เมื่อปีที่แล้ว

     จริงๆ แล้วที่วันนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านก็เป็นเพราะเรื่องสัญญานี่แหละ ผมคิดว่าจะต่อสัญญากับนิตยาสารนี้อีกสองปี เพราะบังเอิญว่าบทความที่ผมเขียนลงเรื่อยๆ เป็นอะไรที่นิยมอ่านพอควร

     ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเขียนคือเรื่องงี่เง่าทั่วไป... แต่เพราะมันทั่วไปนี่แหละมันเลยอ่านง่าย

     ...ครืด

     เสียงสั่นเบาๆ ของโทรศัพท์ทำให้ผมคว้าโทรศัพท์ของตัวเอง ข้อความแชทลอยขึ้นมาให้เห็น

     ‘มีคนไปรึยังจ๊ะ’

     พี่มิ้น อดีตบก. ที่คอยดูแลผมทั้งในด้านนิตยสารและหนังสือรวมเล่มของผมเป็นคนส่งข้อความมา ที่ต้องเรียกว่า ‘อดีต’ เป็นเพราะเจ้าหล่อนบอกลาตำแหน่งนี้ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติ การลาออกจะเป็นทางการในสิ้นเดือนนี้ และได้ยินว่าพี่แกจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศในปีหน้าอีกด้วย

     ‘ยังครับ’ ผมพิมพ์ตอบไป ‘พี่พอรู้ไหมว่าใครจะเป็นคนมา’
   
     เจ้าหล่อนยังไม่ได้ตอบอะไร ผมเหลือบตามองนาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้เวลาบ่ายสองครึ่งพอดี ผมมานั่งที่ร้านแห่งนี้แล้วราวสิบนาที แต่อีกฝ่ายไม่ได้สาย เพราะผมมาก่อนเวลาเอง
   
     ‘ไม่รู้จ้ะ’ พี่มิ้นพิมพ์ตอบมาแบบนั้น ‘ช่วงนี้คนที่บริษัทยุ่งกันหมด พี่เองก็ไม่รู้ว่าใครจะมารับช่วงต่อ ตอนนี้พี่วุ่นกับงานสุดท้ายอยู่ ขอโทษด้วยนะพีท’
   
     ผมพ่นลมหายใจ พิมพ์ตอบไปว่าไม่เป็นอะไร ก่อนที่จะจับปากกาให้มั่นและเขียนลงบนสมุดที่ตัวเองพกต่อ
   
     ‘ถ้าโลกนี้มีตั๋วที่ทำให้ผมย้อนเวลาได้จริงๆ ผมเองก็คิดไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไรเป็นอย่างแรก สิ่งที่ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขมีอยู่มากมายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนที่เคยได้ F มาเชยชมจนต้องจบช้าไปอีกหนึ่งเทอม การที่หายใจทิ้งไปวันๆ การทะเลาะกับแฟนเก่า หรือจะเป็น...’
   
     ผมนิ่งไปนิดหน่อย แล้วจึงส่ายศีรษะเบาๆ กับสิ่งที่ตัวเองจะเขียนลงไป นึกลังเลอยู่ไม่กี่วินาทีว่าควรจะเขียนดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเขียนลงไป
   
     ‘การห่างหายของเพื่อนที่แสนดีสักคน’
   
     “คุณพีรพัฒน์”
   
     แทบจะในวินาทีเดียวกันกับตอนที่เขียนคำนั้นจบ เสียงทุ้มติดแหบเล็กน้อยที่เรียกชื่อผมทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไป
   
     ...ก่อนที่ลมหายใจของผมจะติดขัดเมื่อเห็นว่าใครอยู่ตรงหน้า
   
     อีกฝ่ายเป็นผู้ชายผิวขาวติดซีด ผมสีดำสนิทที่ล้อมรอบใบหน้าที่ติดจะตี๋เล็กน้อยตามประสาลูกชายคนโตของบ้านคนจีน ริมฝีปากบางๆ ที่ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่เลย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของอีกคนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่หลังเลนส์แว่น รูปร่างติดผอมจนเห็นข้อต่างๆ ของเขาชัดเจนถูกปิดบังอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีเข้มเห่ยๆ ยังดีที่ไม่ผูกเนกไท แต่ว่ากันตามจริงแล้ว... มันคงจะไม่มีอะไรน่าตกใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว
   
     ผมคลำหาเสียงตัวเองไม่ถูกจริงๆ หัวสมองตื้อไปหมด

     ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ ‘มัน’ อีกครั้ง... ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเสียงนี้มาใช้พูดกับผมอีกครั้ง แม้ว่าชื่อที่ถูกเรียกจะถูกแปรเปลี่ยนจากชื่อเล่นว่า ‘พีท’ กลายเป็นชื่อจริงที่ชื่อ ‘พีรพัฒน์’ ไปแล้วก็ตาม
   
     “ขอโทษที่มาช้าครับ”

     อีกฝ่ายว่าน้ำเสียงราบเรียบ เรียบมากจนผมกำมือแน่นด้วยความรู้สึกเหมือนกับโดนอะไรบางอย่างตีวนในใจจนตะกอนก้นแก้วลอยขึ้นมาอีกครั้ง

     “มาทำอะไรที่นี่” ผมกัดฟันกรอด

     คนตรงหน้าไม่ตอบ ในมือถือซองเอกสารและยื่นมันมาตรงหน้าผมเหมือนกับน้ำเสียงของผมเป็นธาตุอากาศที่มันไม่เคยคิดจะใส่ใจ

     ไม่โดนทำแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ น่าจะสักสิบปีได้แล้วล่ะมั้ง

     “...อินทร์”

     ริมฝีปากของผมขยับไปเอง เสียงของผมแหบพร่าราวกับว่ามันไม่ใช่เสียงของผมกำลังเรียกชื่อของมันที่ผมเกือบลืมเพราะไม่ได้เรียกชื่อมันมาแสนนาน แต่สิ่งที่อีกฝ่ายทำคือการเงยหน้าขึ้น มองผมด้วยแววตาที่แสนจะว่างเปล่าจนผมเม้มริมฝีปากแน่น

     “ผมว่าเรา... หมายถึง ผมกับคุณไม่ได้สนิทกันพอที่จะเรียกชื่อได้” มันเลี่ยงคำว่า ‘เรา’ จนผมกัดฟันแน่น ได้ยินเสียงตุบ ตุบอยู่ในร่างกาย อาจจะมาจากเส้นเลือกแถวศีรษะ หรือไม่ก็อาจจะเป็นก้อนเนื้อในอก “นี่สัญญาของคุณครับ คุณพีรพัฒน์” มันว่าพลางเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลนั่นเข้ามาใกล้ผมอีกนิด

     คำพูดของอีกฝ่ายแทบไม่เข้าหัว ทั้งๆ ที่เสียงนี้เคยเป็นเสียงที่ผมโหยหาที่สุดในช่วงหนึ่งของชีวิต

     ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เรื่องราวเก่าๆ ที่ผมเกือบจะลืมไปแล้วลอยขึ้นมาในหัวสมองไปหมด แม้ว่าใบหน้าของมันจะดูโตขึ้นกว่าเดิมและเฉยชา ว่างเปล่า แต่มันก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเก่าๆ

     นึกถึงตอนที่มันยิ้ม...ตอนที่มันหัวเราะ...ตอนที่ ‘เรา’ อยู่ด้วยกัน

     และนึกถึงตอนที่มันเปลี่ยนไปโดยไม่เคยบอกสาเหตุให้ผมรู้

     “กชอินทร์” อีกฝ่ายพูดขึ้นและยื่นกระดาษใบเล็ก มันเป็นนามบัตรที่เขียนชื่อ – นามสกุลจริงของมันที่ผมจำได้อย่างเลือนราง “เป็นบก. คนใหม่ของคุณ... คุณพีรพัฒน์”

     ผมสูดลมหายใจลึก คำพูดนั้นเหมือนตีแสกหน้า ผมพูดอะไรไม่ออกสักคำ นานทีเดียวที่จะใช้เวลารวบรวมสติแล้วจึงเค้นยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง

     ทั้งที่นึกว่าน่าจะหมดเวรหมดกรรมกันไปแล้วแท้ๆ
   
     กชอินทร์ก็เป็นแค่...เพื่อนแสนดีคนหนึ่ง ที่ไม่ได้พูดกันมาร่วมสิบปี
   
     แค่เท่านั้นเอง



-----------------------------------------------------
๐ กฤษ์งามยามดี เปิดเรื่องใหม่หลังจบ SINGLE PAPA ค่ะ อุต๊ะ!

ออฟไลน์ สายลมที่หวังดี

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 508
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ บทนำ (23/01/15)
«ตอบ #2 เมื่อ23-01-2015 17:36:07 »

กรรมดันมาเจอแฟนเก่าเป็น บก.แล้วจะอยู่ต่อไปเยี่ยงไร??? รอติดตามนะคะ :L2:

ออฟไลน์ ธารธารา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 71
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-1
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ บทนำ (23/01/15)
«ตอบ #3 เมื่อ23-01-2015 21:48:21 »

มาเจิมเรื่องใหม่ ~~

ออฟไลน์ =นีรนาคา=

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +296/-6
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ บทนำ (23/01/15)
«ตอบ #4 เมื่อ24-01-2015 10:53:59 »

มาติดตามเรื่องใหม่
คงจะหนึบๆ ล่ะมั้งเนี่ย

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2374
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ บทนำ (23/01/15)
«ตอบ #5 เมื่อ24-01-2015 11:28:28 »

มาติดตามเรื่องใหม่ด้วยคน
คงอึดอัดน่าดู คนที่เคยสนิทกันห่างหายไปนาน
แต่พอกลับมาทำตัวเหมือนไม่เคยรู้จักกัน

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ ตอนที่ 1 (03/02/15)
«ตอบ #6 เมื่อ03-02-2015 20:18:18 »


CHAPTER 1

“Here I stand alone with this weight upon my heart
And it will not go away
In my head I keep on looking back, right back to the start
Wondering what it was made you change?”

(What If – Kate Winslet)

        ผมรู้สึกหายใจไม่ออก...มันมวนๆ ท้องแบบพูดไม่ถูก

        ผิวสีติดซีดของมันดูซีดเซียวยิ่งกว่าเมื่อก่อน มันขาวกว่าคนปกติตามประสาลูกคนจีน แต่กลับเป็นโรคเลือดจางทำให้ผิวมันไม่ได้ขาวอมชมพูแบบคนอื่นๆ ตรงหลังมือของมันสีเข้มกว่าตรงอื่น และยิ่งเห็นชัดว่าตั้งแต่ข้อมือของมันขึ้นไปขาวกว่าตอนที่มันยกแขนขึ้น

        “คุณพีรพัฒน์ สัญญา...”

        “อย่ามาเรียก...” ผมเอ่ยเสียงเรียบ “อย่าเรียกชื่อกูแบบนั้นนะ...”

        “กู?” มันทวนสรรพนามนั้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “นี่ผมกับคุณสนิทกันมากขนาดนั้นเลยเหรอ คุณพีรพัฒน์” ซ้ำยังเรียกชื่อที่ผมเพิ่งพูดว่าไม่อยากได้ยินอีกครา

        ผมกัดฟัน มองคนตรงหน้าที่ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ไม่มีการยิ้ม แม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มกวนโมโหอย่างไรมันก็ไม่ยิ้ม ไม่เข้าใกล้ด้วยซ้ำ ไม่มีอาการโกรธ หงุดหงิด ไม่มีอาการใดๆ ทั้งนั้น

        มันมองผมเหมือนผมเป็นธาตุอากาศ

        ผมสูดลมหายใจลึก “ได้” ผมพูดออกมาแบบนั้น “ได้!” และย้ำมันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น...เหมือนกับจะบอกกับตัวเอง

        “คุณจะไม่เซ็นสัญญาหรือ” อีกฝ่ายเอ่ยปากเรื่องสัญญาอีกครั้ง แต่มันแทบจะไม่เข้าหัวผมแม้แต่น้อย

        ผมหยุดสายตาตัวเองให้มองมันไม่ได้ เหมือนกับที่เคยเป็นเมื่อสิบสองปีก่อน...สิบปีก่อน...เหมือนตอนที่เราเริ่มห่างหายและไม่ได้คุยกัน มันเป็นคนที่ทำให้ผมควบคุมสายตาตัวเองไม่ได้

        “คุณพีรพัฒน์” เป็นอีกครั้งที่ผมเกลียดชื่อจริงของตัวเองจับใจ “ผมนึกว่าเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วเรื่องสัญญา คุณคงไม่เปลี่ยนใจที่จะไม่เซ็นมันตอนนี้หรอก ใช่ไหม?”

        “...ไม่ ผมจะเซ็น”

     ผมเปลี่ยนการแทนตัวเองด้วยสรรพนามเดิมๆ และกระชับปากกาในมือ อีกมือก็หยิบสัญญานั่นมาอ่านอย่างละเอียดรอบครอบ แต่ผมเองก็รู้ตัวดีว่าตอนนี้ผมรู้สึกสับสนจนอ่านสัญญาเหล่านั้นไม่เข้าใจมากขนาดไหน ยิ่งเวลาได้ยินเสียงอะไรจากคนตรงหน้ายิ่งทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นเสียงตอนที่มันขยับกายจนผ้าเสียดสีกัน หรือตอนที่มันหยิบโทรศัพท์มือถือของมันมากด

     หลังจากใช้เวลาเกือบสิบนาทีเพื่อทำสมาธิและพิจารณาข้อความต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงค่อยๆ จรดปากกาลงไปในสัญญานั่นเสีย

     “นี่” ผมยื่นสัญญานั่นไปหามัน “เชิญครับ คุณกชอินทร์”

     ผมรู้สึกตัวเองเหมือนเด็ก ช่างประชดประชัน แต่พอยิ่งมองใบหน้ามันก็ยิ่งควบคุมตัวเองไม่อยู่

     คำถามต่างๆ วนเวียนกันอยู่ในหัวสมอง ผมทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากหลบตามันยามมันมองผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

     มันเก็บสัญญาลงซองกระดาษอันเดิมก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม

     “งั้นผมคิดว่าเรา...” มันชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะสบตากับผมที่กำลังมองมันอยู่ “มาคุยกันเรื่องนิยายเรื่องต่อไปของคุณดีกว่า”

     กชอินทร์หยิบกระดาษอะไรมาอีกชุด คิดว่าคงจะเป็นตารางการออกหนังสือหรืออะไรสักอย่าง สุดท้ายมันก็ส่งยื่นให้ผม บอกว่าหนังสือเล่มที่เพิ่งส่งไปเมื่อสิ้นเดือนมีกำหนดออกวันที่เท่าไหร่ ทั้งยังพูดถึงการรวบรวมบทความที่ผมเขียนส่งเป็นประจำให้นิตยาสารมารวมเล่ม

     “ผมยังไม่อยากทำ” ผมเอ่ยปากออกมา “รอไปอีกสักปีไม่ได้เหรอ”

     “ไม่” กชอินทร์พูดออกมาชัดเจน “มีอะไรบอกเหรอว่าบทความของคุณจะอยู่ได้อีกปี”

     “สัญญาที่ผมเพิ่งเซ็น”

     ผมเห็นมันกัดริมฝีปาก แบบที่มันทำเพราะความหงุดหงิด...เหมือนสมัยก่อน

     กชอินทร์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่จะสูดลมหายใจลึกและพูดต่อ “ข้างบนคิดว่าผลงานคุณจะขายได้ดีในช่วงนี้ เขียนอีกสักสองเดือนเราก็จัดการรวมเล่มได้แล้ว จะได้ออกในช่วงครบรอบยี่สิบปีสำนักพิมพ์อีกด้วย”

     “แล้วไง”

     “คุณพีรพัฒน์” มันเรียกผมด้วยชื่อนั้นแต่ผมยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ มันจึงถอนหายใจออกมา “ไม่เป็นไร ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง”
   
     “ยังมีอีกครั้งงั้นเหรอ” ผมเค้นหัวเราะ

     กชอินทร์ไม่พูดอะไร มองผมด้วยแววตาสีอ่อนกว่าคนทั่วไปของมัน ก่อนที่ริมฝีปากนั่นจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดคำพูดแสนประชดประชัน

     “ผมนี่แหละบก. ของคุณ” มันย้ำสถานะนั้น “และจะดูแลทุกเรื่องของคุณที่เกี่ยวกับงานเขียน ทั้งบทความในนิตยสาร การรวมเล่ม หนังสือนิยาย หรือแนวสารคดี...ทุกอย่างของคุณขึ้นอยู่กับผม”

     ผมพูดไม่ออก

     ใจหนึ่งก็รู้สึกอยากผลักไสมันออกไปไกลๆ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาเจอกับมันอีกครั้ง ความรู้สึกทั้งสองถูกเทใส่หม้อแล้วต้มรวมกันจนผมรู้สึกพะอืดพะอม มันยิ่งกว่าอึดอัดและผมรู้ดีว่าการที่จะทำให้ความรู้สึกเช่นนี้หมดไปคือการออกห่างจากมันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

     ผมนึกขันที่ตัวเองเป็นเพียงนักเขียนที่ทำเงินให้กับสำนักพิมพ์ได้ในระดับหนึ่งและตระหนักดีว่าผมไม่สามารถขอเปลี่ยนบก. ได้ ผมไม่ใช่คนที่มีคุณค่ามากพอที่จะทำให้สำนักพิมพ์วิ่งวุ่นคอยตามใจ การเสียผมไปสักคนไม่น่าจะทำให้สำนักพิมพ์ลำบากได้ถึงขนาดที่พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งผมไว้ทำเงิน

     “ผมไม่อยากคุยเรื่องงานเขียนกับคุณ” ผมเอ่ยปากออกมาเช่นนั้น

     กชอินทร์เลิกคิ้ว “เหรอ? แล้วทำไมไม่เดินออกไปจากร้านนี้เสียล่ะ”

     ปากคอเราะร้าย

     ผมรู้เรื่องแบบนั้นดีอยู่แล้ว เพราะปากแบบนี้แหละทำให้ศัตรูของมันแต่ละคนไม่สามารถญาติดีกันได้สักหน ถ้าไม่ใช่เพราะมันเป็นคนที่เก่งรอบด้านและเพื่อนเยอะแล้ว ผมสาบานว่ากชอินทร์ต้องตายในสภาพไม่ดีเท่าไหร่แน่

     “แต่ถึงคุณออกไปผมก็ต้องติดต่อคุณอยู่ดี ไม่อย่างงั้น งานคุณจะออกมาได้อย่างไรล่ะ จริงไหม?”

     “อินทร์”

     “กชอินทร์” อีกฝ่ายแก้

     ผมถลึงตาใส่ผู้ชายตรงหน้า แค่เรียกชื่อเล่นมันยังไม่ยอมให้ผมเรียกด้วยซ้ำ ในอดีตผมจำได้ว่าผมเรียกมันด้วยชื่อว่าอินทร์บ่อยมาก...มากเกินไปด้วยซ้ำ

     “ถ้าคุณไม่อยากคุยตอนนี้ก็ได้” มันพูดขึ้นแบบนั้น “แต่ผมเองก็จะนั่งอยู่นี่ ไม่อยากไปไหนเสียด้วย”

     “ก็ได้” ผมเอ่ยปากขึ้นด้วยความหงุดหงิด เก็บทุกอย่างใส่กระเป๋าให้หมดก่อนที่จะหยิบกระเป๋าใบนั้นเดินออกมา ยังดีที่เป็นร้านแบบจ่ายในตอนสั่งอาหารทันทีเลยไม่ต้องลำบากที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์มาจ่ายเงินค่ากาแฟตัวเอง “งั้นเชิญคุณนั่งอยู่นี่ตามสบายแล้วกัน คุณกชอินทร์”

     “...” มันไม่ตอบ ไม่ยิ้ม ไม่แม้แต่จะมองเสียด้วยซ้ำ

     ผมสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดอารมณ์หงุดหงิดในใจก่อนที่จะเดินออกมาจากร้านทันที

     ผมเดิน เดิน และเดินจนล่วงรู้ว่าตอนนี้ผมเดินลงบันไดมาถึงสามชั้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองมันด้วยซ้ำ พอได้สติแล้วผมก็หยุด มองซ้ายมองขวาเพื่อที่จะหาเก้าอี้นั่งเพื่อนั่งพักสงบสติอารมณ์

     ผมนึกอยากสูบบุหรี่ แต่ติดที่ว่าวันนี้ไม่ได้พกมาเลยได้แต่พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดพลางมองผู้คนที่กำลังเดินกันพลุกพล่านในห้างแห่งนี้เวลาช่วงบ่ายของวันหยุดสุดสัปดาห์และคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

     อันที่จริงมันไม่เรื่อยเปื่อยเท่าไหร่... ในหัวก็มีแต่ชื่อกับหน้าของคนที่เพิ่งเจอกันเมื่อกี้เท่านั้น

     ผมเกือบลืมเสียงมันเรียกชื่อผมไปแล้วด้วยซ้ำ

     อินทร์เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นตอนที่ยังหัวเกรียนกับใส่กางเกงสีน้ำเงิน สมัยก่อนผมรู้จักมันแค่ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นธรรมดา จนในสมัยมัธยมปีที่สอง เทอมปลาย เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นเพราะบังเอิญทำงานกลุ่มด้วยกัน มานับๆ ดูแล้วนับตั้งแต่ตอนนั้นมันก็ผ่านมาร่วมสิบสองปีแล้วด้วยซ้ำ

     เรื่องของผมกับมัน...เรื่องของเรา...เรียบง่ายแต่ก็ซับซ้อน

     ผมมีกลุ่มเพื่อนสนิทของผม อินทร์เองก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทของมัน แต่พวกเรามักจะใช้เวลาตอนเย็นหลังจากเลิกเรียนด้วยกัน เริ่มแรกด้วยการนั่งในโรงอาหารที่แทบไม่มีคนด้วยกันบ่อยๆ แล้วจึงค่อยๆ สนิทกันมากขึ้นโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าไอ้สองคนนี้มันเป็นเพื่อนที่คุยด้วยกันได้แทบทุกเรื่อง

     ผมกับมันไม่น่าจะเข้ากันได้ มันเป็นลูกรักครูทุกคนเพราะเป็นหัวหน้าห้อง เป็นที่รักของเพื่อนๆ เพราะเป็นคนตลก แถมยังเป็นคนดังลับๆ ในหมู่แก๊งนางฟ้าของโรงเรียน ที่ต้องใช้คำว่า ‘คนดังลับๆ’ เป็นเพราะเคยมีคนมาจีบมันครั้งหนึ่งและใครคนนั้นก็ถูกมันประเคนหมัดเป็นของขวัญจนเข้าห้องปกครอง ดังชั่วข้ามคืน เลยไม่มีใครหน้าไหนกล้าเขามาวอแวกับมันในแง่นั้นอีก ส่วนผมน่ะหรือ... จืดจางเสียไม่มี ไม่ได้เป็นลูกรักแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแบล็กลิสต์ คนรู้จักไม่เยอะและไม่มีอะไรโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย ผมแม่งโคตรจืดชืด เป็นเด็กกางเกงสีน้ำเงินที่มีดีแค่ตัวสูงและหน้าใส นอกจากนั้นผมก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไป

     พวกเราสนิทกันอยู่สองปี บางวันชวนกันเล่นบาส บางวันก็ชวนกันไปเที่ยว ความสัมพันธ์ของผมกับอินทร์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าผมจะเข้าเรียนสายวิทย์ – คณิต ส่วนมันเรียนศิลป์ – คำนวณที่อาศัยอยู่กันคนละตึก จนถึงช่วงเปิดเทอมใหม่ของมัธยมห้า

     ผมพ่นลมหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึง ‘เวลานั้น’

     ...ก็บอกแล้วว่าเรื่องของผมกับมันเรียบง่ายแต่ซับซ้อน

     มันเป็นช่วงสอบกลางภาคของเทอมที่หนึ่ง พ่อของอินทร์เสีย...แล้วเราก็ห่างกันไปเลยโดยที่เราไม่รู้สาเหตุ

     ไม่สิ เกรงว่าต้องใช้คำว่า ‘ผมไม่รู้สาเหตุ’ เสียมากกว่า

     เราไม่ได้ตัวติดกันทั้งวัน ผมรู้ข่าวเรื่องพ่อมันเสียหลังจากเห็นว่าติดต่อมันไม่ได้ถึงสามวัน ไปหาที่ห้องก็ไม่เจอ ผมไม่ใช่คนสนิทของมันพอที่มันจะเชิญผมไปงานศพครั้งนั้น ผมรอจนมันกลับมา และผมยังคงจำได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนผมเดินเข้าไปทัก

     มันไม่มองผม...ไม่ตอบ...และเดินผ่านไปเลย

     ผมยังจำภาพนั้นได้จนถึงตอนนี้ จำได้กระทั่งว่าตอนนั้นเจอกับมันที่หน้าห้องพักครูอังกฤษ ตอนแรกผมนึกว่ามันอาจจะมองไม่เห็นผม ผมจึงเดินเข้าไปจับไหล่ของมัน และยังคงจำได้ว่ามันเบี่ยงตัวหลบโดยไม่พูดอะไรกับผมสักคำ

     หลังจากนั้นผมเองก็พยายามที่จะคุยกันกับมัน จนเราไม่ได้คุยกันร่วมเดือนโดยที่ผมพยายามเข้าหา อินทร์ถึงขนาดตัดสายเวลาผมโทรไปด้วยซ้ำ ตอนนั้นจึงมั่นใจได้แล้วว่าตัวเองโดนเมินอย่างเต็มรูปแบบ

     ผมโกรธ ผมเสียใจ ผมรู้สึกแย่เป็นบ้า และเรื่องราวมันห่วยแตกกว่านั้นเมื่อวันหนึ่งผมทนไม่ไหวและเอ่ยปากถามมันไปตรงๆ ว่ามีปัญหาอะไรกันแน่ตอนพวกเราเลิกแถวหลังเคารพธงชาติ ต่อหน้าคนแทบจะทั้งระดับชั้น และมันก็ทำเพียงตอบมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

     ‘ไม่มีอะไร...แค่ขี้เกียจคุย’

     ผมยังจำมันจนถึงตอนนี้

     และเรื่องราวของผมกับมันก็จบลงแบบนั้น

     มันห่วยแตก ผมรู้สึกแบบนั้นทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ มันยังคงตกตะกอนอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำแม้ว่าผมจะไม่ได้คุยกับมันจนกระทั่งเราจบมัธยมหกและไม่ได้เจอกันถึงแปดปีเพราะเข้าคนละมหา’ ลัย

     ผมไม่คิดว่าเรื่องจะตลกร้ายเช่นนี้หลังจากเราไม่ได้พูดคุยกันมาร่วมสิบปี ตอนนั้นผมรู้ว่ามันเข้าเรียนบริหาร ไม่คิดมาก่อนว่าจะผันตัวมาเป็นบรรณาธิการ ซ้ำร้าย ยังคอยมาดูแลผมเสียอีก

     ยิ่งคิดยิ่งทำให้ผมปวดหัว ผมไม่ได้ขยับตัวไปไหนอยู่นานเพราะตะกอนที่อยู่ก้นถ้วยของความทรงจำถูกตีให้ลอยขึ้นมาใหม่ด้วยการเจอกับมันเมื่อกี้นี้และยังมีบางสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจของผม

     ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกผมว่า ‘พีท’ เป็นครั้งสุดท้ายตอนไหน

     ...เพราะตอนนั้นไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเป็น ‘ครั้งสุดท้าย’

     “เฮอะ” ผมเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ กับความคิดที่แสนน่าสมเพชของตัวเองก่อนที่จะลุกขึ้น

     ผมต้องการบุหรี่ มันคงไม่ลำบากนักถ้าจะหาในห้างกลางเมืองแบบนี้ หรือถ้าไม่เจอก็ขับรถกลับบ้านไปเลยก็ไม่ได้แย่อะไร

     แต่จังหวะที่ผมกำลังจะเดินไปทางลานจอดรถผมกับเหลือบไปเห็นต้นเหตุของความหงุดหงิดในใจเสียก่อน

     ‘คุณกชอินทร์’ ยืนอยู่ตรงนั้นและกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าและซองเอกสาร ดูเป็นพนักงานบริษัทที่แสนเคร่งครึม แตกต่างจนแทบจะจำไม่ได้ว่านั่นคือ ‘อินทร์’ ที่เคยสนิทกับผมเมื่อมัธยม
   
     ผมเม้มปากแน่นเมื่อเห็นมันเดินใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามา...ในขณะที่ผมเองก็ก้าวขาไปข้างหน้า
   
     จังหวะที่มันเดินผ่านผม ผมเห็นว่าส่วนสูงของผมนำมันอยู่เกือบสิบเซนติเมตร ไหล่มันยังคงบางเหมือนเดิม เหมือนกับเด็กขาดสารอาหาร มีกลิ่นอ่อนๆ แบบที่ผมไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไรจากตัวมัน รวมถึงแววตาของมันที่ปรายมาและบังเอิญสบตากับผมเล็กน้อยก่อนที่จะหลบไป

     ทุกอย่างทำให้ผมหยุดชะงัก และมันเองก็เช่นกัน

     ผมทำหน้าไม่ถูก มันกระอักกระอ่วนเวลาที่เห็นมันยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนกับน้ำท่วมปากโดยที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
   
     สุดท้ายพวกเราเองก็เบี่ยงตัวไปคนละทางและเดินต่อไป จังหวะนั้นเองที่ปลายนิ้วของผมโดนแขนเสื้อของมันเบาๆ เบาเสียจนผมแทบจะไม่รู้สึกเสียด้วยซ้ำไป
   
     แต่ผมก็รู้สึก...
   
     ผมห้ามตัวเองไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องหันไปมองมันหลังจากเดินออกมาจากจุดเมื่อกี้เกือบสิบวินาที กชอินทร์ยังคงเดินตรงไปในทางของมัน จนผมได้แต่กัดฟันอย่างหงุดหงิด ก้มลงมองมือของตัวเองที่เมื่อกี้โดนแขนเสื้อของมันจนรู้สึกเหมือนกับมีอะไรมาทุบหัว
   
     ผมปล่อยมันเดินผ่านไปเฉยๆ...อีกแล้ว





-----------------------------------------------------
ชอบเขียนอะไร 'แบบนี้' กับพระเอก 'แบบนี้' ค่ะ
ไอ้พีรพัฒน์หรือนายพีทของเราจะทำอย่างไรต่อไปต้องติดตาม (ฮา)
ยังไงก็... ขอฝากตัวด้วยนะคะ <3

ออฟไลน์ สายลมที่หวังดี

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 508
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ ตอนที่ 1 (03/02/15)
«ตอบ #7 เมื่อ03-02-2015 21:12:09 »

หายไปนานเบย

ถ้าเป็นเราถึงไมีใช่เพื่อนสนิทแบบนั้นแต่ถูกเมินคงเสียใจแย่ :hao5:

ออฟไลน์ =นีรนาคา=

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +296/-6
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ ตอนที่ 1 (03/02/15)
«ตอบ #8 เมื่อ04-02-2015 11:28:40 »

 :เฮ้อ:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4060
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ ตอนที่ 1 (03/02/15)
«ตอบ #9 เมื่อ04-02-2015 11:49:07 »

เป็นสองตอนที่อึดอัดมากกกกกก

ไม่รุ้ว่าก่อนและหลังงานศพเกิดอะไรขึ้น หรือพีททำอะไรไม่ดีโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า??

จะมีอินทร์มาเล่าเรื่องบ้างไหมคะ??

ปอลอ อินทร์นี่เคะหรือเมะคะ? เดาว่าเคะ *3* ไม่รู้ถูกเปล่า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ◇◆ TIME TICKET ◆◇ ตอนที่ 1 (03/02/15)
« ตอบ #9 เมื่อ: 04-02-2015 11:49:07 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4


CHAPTER 2

“But you didn’t have to cut me off
Make out like it never happened and that we were nothing”

(Somebody That I Used to Know – Walk off The Earth)



        ผมคิดว่าวันเวลามันผ่านไปช้ากว่าที่คิด
   
        “เฮียยยยยยยยยยยย” เสียงทุ้มที่ขึ้นสูงจนจะเพี้ยนเป็นคำหยาบดังขึ้นจากหลังประตู ผมไม่ได้พูดอะไร ประตูก็เปิดพรวดออกมาให้เห็นไอ้เด็กผมเกรียนๆ เจาะหูสามสี่รูและลิ้นอีกหนึ่งรู ไหนจะเกรียนๆ เหมือนกับคนเรียนรด. นั่นอีก “มีโทรศัพท์โทรมาที่ร้าน บอกว่าขอสายเฮียอ่ะ”
   
        ผมดึงบุหรี่ออกจากปาก “ใคร?”

           ไอ้เก้ ลูกจ้างฟูลไทม์เพียงคนเดียวนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่จะหัวเราะ “ขอโทษเฮีย แบบว่า... ลืมถามน่ะ”

           ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ปัดมือเป็นเชิงไล่และไม่ลืมที่จะบอกว่าเดี๋ยวตามไป ก่อนที่จะจ้องข้อความเป็นพรืดบนแมคบุ๊คตัวเองอยู่พักใหญ่ แต่นิ้วกลับไม่ขยับ คิดไม่ออกว่าก่อนหน้านี้จะเขียนอะไร... ปัญหาที่ผมพบเจอบ่อยๆ เวลามีใครมาขัดจังหวะตอนที่ตัวเองกำลังทำงาน ผมกลอกตาไปมาอย่างหงุดหงิด จังหวะนั้นเองที่เหลือบไปเห็นโทรศัพท์ตัวเองนอนแน่นิ่งเหมือนกับตายไปแล้วมาร่วมสามวัน

           ใช่ สามวัน ผมปิดโทรศัพท์มาสามวันแล้ว ไม่คิดจะเปิดมันขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ยังมีการติดต่อจากพ่อกับแม่ที่หนีเมืองกรุงย้ายไปปักหลักอยู่ที่ภาคอีสานมาทางโทรศัพท์บ้าน ส่วนนอกจากนั้นผมเองก็ไม่ค่อยได้คบค้าสมาคมกับใครอยู่แล้ว

           ผมได้แต่สัมผัสรสขมพร่าจากบุหรี่ ก่อนที่จะดึงมันออกจากปากและขยี้มันลงบนที่เขี่ยบุหรี่ที่มีในห้อง

           ให้ตาย... ผมโกหก นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ผมปิดโทรศัพท์

           เมื่อสามวันก่อนมีคนแอดไลน์มาหาผม ภาพโปรไฟล์ไม่ใช่รูปคนแต่เป็นรูปวิว ตอนแรกก็คิดไม่ออกหรอกว่าอีกฝ่ายเป็นใครจนมีข้อความเข้ามา

           ‘ส่งบทความสำหรับนิตยาสารฉบับหน้าให้ผมภายในวันเสาร์’

           แค่เท่านั้นแหละ ผมเองก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

           ผมไม่ตอบ ทันทีที่เห็นข้อความนั้นก็เลือกที่จะปิดเครื่องทันทีเพราะผมไม่มั่นใจว่าถ้าหากตัวเองเปิดเครื่องไว้แบบนั้นจะทำอะไรลงไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่น... พิมพ์ข้อความทุกอย่างที่แล่นในหัวหามัน กดโทรหามันเพียงเพื่อจะได้ยินเสียง หรืออาจจะมีอะไรที่งี่เง่ากว่านั้นแบบที่ผมเองก็ไม่อยากจะจินตนาการ

           ไม่มีใครที่จะลำบากกับการขาดหนทางติดต่อกับผม นอกจากเจ้าคนที่ต้องตามงานนั่นแหละ

           ผมรู้ตัวว่าตัวเองโคตรจะทำตัวเป็นเด็กไม่หย่านม ผมยังหงุดหงิดตัวเองเลย แต่อย่างน้อยผมก็โตพอที่จะจัดการเขียนบทความจำนวนสี่พันอักขระให้ทันวันเสาร์

           หมายถึง ‘พยายามให้ทัน’ วันเสาร์ เพราะวันนี้นี่แหละคือวันเสาร์...และมันก็บ่ายสองแล้วเสียด้วย

           มันแย่มาก ผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะเขียนอะไรแทบไม่ออกเช่นนี้ โอเค... อาการ ‘ตัน’ มักจะโผล่มาเป็นพักๆ ในการทำงานอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ของผมมันไม่ใช่อาการที่แล้วๆ มา มันเหมือนกับการจะเขียนอะไรสักอย่างแล้วมีใครสักคนมากระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ จนทำสมาธิไม่อยู่ แน่นอนว่าคนมากระโดดโลดเต้นในหัวสมองผมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนที่เพิ่งได้รับตำแหน่งบรรณาธิการของผมไปหมาด   ๆ

           ผมสูดลมหายใจลึก พยายามจะทำสมาธิให้ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ แต่ไม่ทันจะทำอะไรก็ได้ยินเสียงวิ่งดังตึกๆๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู

           “เฮียยย เขาโทรมาอีกแล้ว”

           ผมสบถอย่างหงุดหงิด “แล้วรู้รึยังใครโทรมา!” หันไปมองหน้าไอ้เก้อย่างเสียอารมณ์

           “เขาบอกว่าเป็นบก. เฮียอ่ะ” ผมหยุดชะงัก หันไปมองมันแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย “เห็นว่าจะชื่อ...”

           “อินทร์” ผมไม่รอให้มันจบประโยคก่อนที่จะตระหนักอะไรได้แล้วเค้นยิ้มออกมา อ๋อ... จริงสินะ เรียกแบบนี้ไม่ได้แล้วนี่นา “...คุณกชอินทร์”

           “ใช่ๆ ชื่อนั้นแหละ” ไอ้เก้ที่ยืนอยู่หน้าประตูพยักหน้า

           “เหรอ เขาว่ายังไงล่ะ”

           “เขาบอกให้เฮียส่งงานให้ภายในครึ่งชั่วโมง” ผมกลอกตากับคำพูดนั้น แต่ต้องเบิกตากว้างกับคำพูดถัดมาของลูกจ้างตัวเอง “ไม่อย่างนั้นเขาจะมาหาเฮียที่นี่”

           ผมยิ้มไม่ออก ไม่ได้ตอบอะไรไปด้วยซ้ำแม้กระทั่งไอ้เก้จะปิดประตูไปช่วยงานที่ร้านหน้าบ้านของผมแล้วก็ตาม นานทีเดียวกว่าจะตั้งสติได้และมองจำนวนอักขระที่เขียนไปแล้ว พบว่าเหลืออีกเกือบครึ่งที่ผมยังไม่ได้เขียน

        เยี่ยม สงสัยบรรณาธิการของผมจะคิดผิดถนัด การมาข่มขู่เช่นนี้ไม่ใช่การทำให้ผมทำงานได้เร็วขึ้น ให้ผลตรงข้ามด้วยซ้ำเมื่อคิดว่า ‘เขา’ จะมาที่นี่... พลาดเสียแล้วล่ะมั้ง คุณกชอินทร์

        

           ผมเสียเวลาไปเกือบสิบนาทีในการนอนบนเตียง ก่อนที่จะลุกมาที่หน้าแมคบุ๊คใหม่อีกครั้ง พิมพ์บทความไปอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเสียเวลาไปราวห้านาทีในการนั่งคิดว่าอีกฝ่ายได้เบอร์ติดต่อที่ร้านของผมมาได้อย่างไร

           จริงอยู่ว่าผมเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่ตอนค่ำจะเปลี่ยนเป็นบาร์แจ๊สอยู่หน้าบ้านแต่ผมเองก็ไม่เคยบอกเบอร์ที่ร้านให้ใครเพราะผมจะลงไปเป็นพ่อครัวบ้างบางครั้งแต่มักจะให้ลูกจ้างสองสามคน (ไอ้เก้คือหนึ่งในนั้น) ดูแลมากกว่า มันเลยไม่ใช่หนทางที่ดีในการติดต่อผม หนักกว่านั้นคือการที่อินทร์บอกว่าจะมาหาผม ‘ที่นี่’ ผมไม่ได้คุยกับมันเอง ไม่รู้หรอกว่าไอ้เก้สื่อสารอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่อินทร์ไม่ใช่คนที่จะพูดออกมาพล่อยๆ เพียงเพราะต้องการขู่เสียด้วย

           สักพักโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น ผมสะดุ้งอย่างลืมตัวก่อนที่จะเดินไปหยิบมันมารับสายทั้งๆ ที่ใจเต้นจนตัวเองรู้สึกแปลกใจ

        ...แค่คิดว่า ‘ใคร’ เป็นคนโทรเข้ามา

        “เฮียๆ” เสียงจากปลายสายคือเสียงไอ้เก้ จนผมได้แต่เค้นยิ้มกับตัวเอง คาดหวังอะไรจากคนพรรค์นั้นอยู่นะ… “คนที่ชื่อกชอินทร์เขามาแล้ว”

        คำพูดนั้นทำให้ผมดีดตัวขึ้นมาก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาแล้วจึงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่อีกฝ่ายกำหนดไว้ด้วยซ้ำ จริงๆ มันควรจะใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงที่เขาจะมาปรากฎตัวแถวนี้ เพราะเขาควรจะรอจนกว่ามั่นใจว่าผมไม่ส่งไปเลยออกเดินทาง

        คิดอะไรอยู่... ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจจนได้ยินเสียงของตะโกนเรียกผมเสียงดัง

     “เฮีย! แล้วจะให้ปล่อยเขาเข้าไปในบ้านเฮียเลยไหม”
   
     “ไม่” ผมตอบปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ไม่... ไม่ต้อง” ย้ำอีกครั้งก่อนที่จะสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ โยนคำถามต่างๆ นานาที่วิ่งแล่นผ่านหัวสมองเมื่อกี้ออกไปให้หมด “บอกเขาว่ารอไป เดี๋ยวจะไปหาเอง”

        ผมว่าเช่นนั้นก่อนที่จะกดวางสายอย่างไม่รีรอ หันกลับมากดเซฟงานที่ทำและปิดแมคบุ๊ค เดินออกจากห้องนอนตัวเองในสภาพเสื้อยืดสีขาวย้วยๆ กับกางเกงขายาว (ใส่แต่บ๊อกเซอร์มาทั้งวันเลยต้องหยิบมาใส่บ้าง เดี๋ยวลูกค้าหนีจากร้านกันพอดี) ส่วนผมยาวๆ ที่เลยมาจนถึงบริเวณไหปลาร้าก็ปล่อยมันไปเฉยๆ แบบนั้น

        พอเดินออกจากบ้านมาถึงร้านเล็กๆ ชื่อ ‘นั่งคุยกัน’ ที่ตัวผมสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองแล้วก็เห็นไอ้เก้ที่เอานิ้วชี้ไปทางมุมร้านฝั่งในสุด มองตามปลายนิ้วไปก็เห็นหัวทุยๆ ของใครบางคนที่สูงเลยผนักเก้าอี้มาไม่มากนัก

        ผมเกลียด...เกลียดการมองมันจากด้านหลัง เพราะผมมักจะต้องมองมันจากมุมนี้เสมอนับตั้งแต่เราไม่ได้คุยกัน

        ยิ่งเห็นว่าเจ้าของผมสีเข้มนั่นก้มๆ เงยๆ มองข้อมือข้างขวาของมันที่ใส่นาฬิกาอยู่ก็ยิ่งทำให้ผมเหมือนขาสองข้างของตัวเองมันหนักขึ้น จังหวะนั้นเองที่มันหันหน้ามาทางประตูร้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผมยืนอยู่พอดิบพอดี

        อินทร์ไม่ได้เดินเข้ามาในทันที มันไม่แม้แต่จะลุกขึ้นด้วยซ้ำ ผมเห็นมันชะงักไปเล็กน้อยแล้วจับจ้องอยู่ที่ผมเหมือนกับรอให้ผมเดินเข้าไปเองจนผมต้องสูดลมหายใจลึกและเดินไปหย่อนกายนั่งตำแหน่งตรงข้ามกับมัน

        “คุณมันไร้ความเป็นมืออาชีพ” อีกฝ่ายเอ่ยปากทันทีที่ผมนั่ง

     ผมรู้สึกลำคอแห้งผาก แต่ก็ยังกล้าพอที่จะเอ่ยปากออกไป “มาที่นี่ได้ยังไง”

        “งานอยู่ไหน” มันไม่แม้แต่จะสนใจคำถามของผมด้วยซ้ำ “เสร็จหรือยัง”

        ผมไม่ได้ตอบอะไร ยิ่งเห็นมันมีสีหน้าหงุดหงิดภายใต้การกระทำที่เรียบเฉยคล้ายพยายามสกัดกั้นความโมโหไว้ยิ่งทำให้นิสัยเสียของผมตื่นตัว ผมแกล้งหยิบไฟแช็กที่พกติดตัวขึ้นมาพร้อมกับบุหรี่หนึ่งมวนและจุดมันต่อหน้าของเขา

        “คุณพีรพัฒน์” มันเรียกชื่อผมเสียงเข้ม

        ผมควรทำอะไรนะ... ผมตั้งคำถามในใจก่อนที่จะยกยิ้มยียวนบนใบหน้า พลางดึงบุหรี่ออกจากริมฝีปาก

        “คุณพีรพัฒน์” อีกฝ่ายเรียกชื่อผมอีกครั้ง “งานอยู่ไหน คุณทำมันเสร็จหรือยัง”

        “ยัง” ในที่สุดผมก็ตอบไปตามจริง ผมเห็น... เห็นตอนที่มันสูดลมหายใจลึกและค่อนๆ ผ่อนมันออกมา เห็นมือของมันกำเข้าหากันแน่นคล้ายจะสงบสติอารมณ์ มันเงียบไปราวสิบวินาทีก่อนที่จะพูดออกมา

        “รู้ไว้ซะว่าคุณเป็นคนที่ไร้ความเป็นมืออาชีพมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา” มันพูดเสียงเรียบในขณะที่ผมได้แต่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ มันมองผมตาขวางและพูดต่อ “ทำงานซะ ที่นี่ เดี๋ยวนี้”

        “น่าเสียดายจัง” ผมเป่าควันบุหรี่ออกมา “พอดีอุปกรณ์ทำงานอยู่บนบ้านน่ะ... คุณกชอินทร์” ผมแกล้งเอ่ยชื่อมันอย่างเย้ายั่ว แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลใดๆ เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยปากออกมาอย่างชัดเจน

        “งั้นก็เข้าไปที่บ้านคุณสิ ผมจะได้เข้าไปเฝ้าการทำงานคุณด้วย”

        เป็นผมเองที่เกือบหลุดคำว่า ‘อะไรนะ’ ออกมา ขอบคุณตัวเองที่มีสติมากพอที่จะไม่ทำแบบนั้น ยิ่งเห็นอีกฝ่ายไม่ขยับตัวไปไหนทั้งๆ ที่ลุกขึ้นแล้วยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดใจ สบถเบาๆ อย่างหัวเสียแล้วลุกขึ้นพร้อมกับเดินนำมันออกจากร้าน ไม่ลืมที่จะชี้โต๊ะเดิมที่อินทร์นั่งอยู่ให้ไอ้เก้เห็นว่าสามารถเก็บโต๊ะได้แล้ว

        ผมเดินนำมันและรู้สึกแปลกๆ กับการที่อีกฝ่ายเดินตามหลัง ไม่กี่สิบก้าวก็ถึงบ้านเดี่ยวของผมที่เพิ่งปรับปรุงให้ขนาดเล็กลงโดยการแบ่งส่วนหนึ่งไปเป็นร้านที่เปิดเมื่อสองสามปีก่อน แล้วจึงเปิดประตูเข้าไป

        “ถอดรองเท้าด้วยล่ะ” ผมพูดกับมันเสียงห้วนโดยที่ไม่หันไปมองมันด้วยซ้ำ

        แต่ถึงกระนั้นผมก็ได้ยินเสียงมันถอนหายใจ... และ ให้ตาย ผมรู้สึกว่าทุกอย่างของมันมีอิทธิพลกับผมมากเกินไป

        ไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองทำตัวเป็นเด็ก ช่างประชดประชัน ทำตัวคล้ายเรียกร้องความสนใจ เหมือนกับเด็กที่ร้องไห้กระจองงอแงยามไม่ได้ดั่งใจแต่คงจะมีแค่ไม่กี่คนที่ทำให้ผมเป็นได้ขนาดนี้

        ผมมองข้ามข้าวของระเกะระกะที่ตัวเองวางไว้ในห้องนั่งเล่นตามประสาบ้านของชายโสดก่อนที่จะเปิดประตูห้องนอนตัวเองแล้วหันไปมองหน้ามันก่อนที่จะชะงักเล็กน้อย ผมคิดว่าผมเห็น...เห็นมันทำแววตากังวลใจ

        และผมพยายามบอกตัวเองว่าผมคิดไปเอง

        “จะเข้าไปไหม” ผมถามมันด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

        “เข้า ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าคุณทำงานจริง” มันพูดเสียงแข็ง แววตาดูเฉยชาแต่กลับไม่สบตากับผมแม้แต่น้อย

        ผมเค้นหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร เดินเข้ามาในห้องนอนตัวเองที่มีทุกอย่างเพราะความขี้เกียจของตัวเองที่ไม่ต้องการห่างเตียงเกินสามเมตร กระทั่งตู้เย็นผมยังมีอยู่ในห้องด้วยซ้ำ

        ผมไม่ได้มองอินทร์ว่ามันทำสีหน้าแบบไหนตอนเดินเข้ามาในห้อง ได้แต่เดินไปเปิดแมคบุ๊คที่เพิ่งจะปิดไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

        “ผมนั่งบนเตียงได้ไหม”

        “เชิญ” ผมตอบเสียงห้วน

        เพราะว่าเก้าอี้สำหรับโต๊ะทำงานของผมหันหน้าให้ผนังห้องและหันหลังให้กำแพงเพราะแบบนั้นผมจึงได้ยินเฉพาะเสียงยวบและเสียงผ้าจากเตียงของตัวเอง

        ผมรู้สึกทำอะไรไม่ค่อยถูก ไม่ถึงกับว่ามือชื้นเหงื่อหรือหัวสมองตื้อตันจนเขียนอะไรไม่ได้ ยิ่งนั่งคิดว่ามันจับตามองผมจากด้านหลังผมยิ่งเกร็ง พยายามจะสูดลมหายใจสงบสติอารมณ์แต่ในหัวสมองผมก็คิดไปต่างๆ นานาว่าตัวเองควรจะทำอะไรกับสถานการณ์เช่นนี้

        ผมไม่ได้สูดลมหายใจจากที่เดียวกับมันมานานแค่ไหนแล้ว... ไม่ได้มองหน้ามันใกล้แค่นี้มานานแค่ไหน... ไม่ได้ยินเสียงมันมานานเท่าไหร่

        คำถามเดิมๆ ที่มันวิ่งวนอยู่ในหัวสมองของผมนับตั้งแต่เจอมันที่ห้างวันเซ็นสัญญาวิ่งกลับเข้ามาอีกระลอก และผมไม่สามารถหาคำตอบได้เลยแม้แต่น้อย

        ในห้องไม่มีคำพูดใดๆ และผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็น สิ่งที่ผมได้ยินมีเพียงเสียงนิ้วของตัวเองกระทบกับคีย์บอร์ด เสียงหมุนของใบพัดในพัดลม เสียงลมหายใจ และเสียงผ้าที่เสียดสีทั้งจากมันและจากผมทุกครั้งที่มีการขยับตัว มันไม่ส่งเสียงใดๆ แม้ว่าผมจะนิ่งไปอยู่พักใหญ่เวลาคิดอะไรไม่ออกแต่ผมคิดว่านั่นมันดีกว่าการที่มันจะมานั่งจู้จี้ พูดเสียงของมันให้ผมได้ยินตลอดเวลาที่นิ้วมือหยุดพัก ถ้าขืนเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมคงเขียนอะไรต่อไม่ออก

        ผมพยายามทำสมาธิ บอกตัวเองว่าเราอยู่คนเดียวแต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยเท่าไหร่นัก

        “คุณจะเสร็จเมื่อไหร่” เสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

        “ไม่รู้สิ” ผมตอบอย่างไม่จริงจัง “คุณคิดว่าเมื่อไหร่ล่ะ”

        “คุณพีรพัฒน์” ผมกลอกตาไปมาโดยไม่หันไปมองหน้ามันด้วยซ้ำ “คุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆ หรือยังไง”

        “ไม่ แต่ช่วยเงียบไปก่อนได้หรือเปล่า”

        “ผมให้เวลาคุณอีกแค่ครึ่งชั่วโมง” ผมพยักหน้า ไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านั้นและพยายามจดจ่ออยู่กับตัวอักษรที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอที่ละตัวตรงหน้า ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมพวกเราอีกครั้งหนึ่ง

        จำนวนอักขระเพียงพอต่อการเขียนบทสรุปแล้ว ผมเริ่มตั้งสติใหม่โดยการย้อนกลับไปอ่านบทความตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้งและเรียบเรียงความคิดต่างๆ ไว้ในหัว นิ่งไปอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเริ่มพิมพ์ข้อความตามที่คิดแต่จังหวะนั้นเองที่โทรศัพท์ของใครสักคนดังขึ้นมากก่อน

        “ครับ” กชอินทร์พูดเสียงแผ่ว ได้ยินเสียงมันลุกขึ้นจากเตียงโดยที่ผมไม่หันกลับไป “ว่าไงเหรอพริม”

        ...พริม? ชื่อผู้หญิงอย่างงั้นหรือ

        ผมละสายตาจากหน้าจอเหลือบมองมันโดยหางตาแบบอัตโนมัติ ก่อนที่จะส่ายศีรษะไปมาเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองพลาดไปเสียแล้ว มันเดินออกไปจากห้องนอน ปิดประตูอย่างแผ่วเบาแต่มันก็พูดคุยกับคนในสายที่ชื่อพริมดังพอที่จะทำให้ผมซึ่งนั่งอยู่ในห้องนี้ได้ยิน

        “ไม่ได้ ปลีกตัวไม่ได้ ทำงานอยู่... ไม่เอาครับ อย่าทำตัวแบบนี้นะ” อะไรบางอย่างวิ่งเข้ามากระแทกที่อกของผมอย่างแรง พอจะเดาได้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรกับอินทร์ “เดี๋ยวโทรกลับ ไม่เอา คุยตอนนี้ก็ไม่รู้เรื่อง” ประโยคหลังมันพูดดังขึ้นมาเสียหน่อยจนผมได้ยินอย่างชัดเจน “แค่นี้ก่อนนะ ก็บอกแล้วว่าทำงานอยู่... พูดไปตอนนี้เชื่อด้วยเหรอ”

        ผมกำมือแน่น สมาธิที่ตั้งมั่นไว้เป็นหมันไปเสียหมด เสียงของอินทร์เริ่มกลับมาเบา ไม่นานมันก็เปิดประตูกลับเข้ามาในห้องนอนใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปเมื่อผมมองหน้ามันอย่างตรงๆ

        “คุยโทรศัพท์กับแฟนเหรอ” ผมแกล้งถามเสียงระรื่น “ไม่ไปหาเสียล่ะ”

        “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ” มันเอ่ยปากออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดแบบปิดบังไม่มิด คาดว่าน่าจะเป็นผลจากคนปลายสายของมันเมื่อกี้ “เราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดจะถามเรื่องส่วนตัวได้นี่”

        คำพูดของมันทำให้ความพยายามที่จะควบคุมตัวเองลดลงได้มากพอควร ผมพยายามสูดลมหายใจลึก บอกตัวเองว่านั่นเป็นความจริง เพียงแต่พอมองสภาพห้องของตัวเองแล้วภาพ ‘บางอย่าง’ ที่เคยเกิดขึ้นในห้องนี้มันทำให้ความคิดของผมแตกเป็นเสี่ยง เหมือนกับทำให้ผมตัดสินใจเลือกระหว่างการเก็บความเจ็บปวดไว้กับตัวแล้วไม่ขยับไปไหน กับการขยับไป...ทำให้มันรู้สึกถึงความเจ็บปวด

        ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ “ไม่สนิท?” ทวนคำเสียงเรียบก่อนที่จะเค้นหัวเราะ “นั่นสินะ ไม่สนิทนี่นา”

        ...เกรงว่าผมจะเลือกอย่างหลัง

        กชอินทร์มองผมด้วยแววตาที่สะท้อนความกังวลใจบางอย่างเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้มันมากขึ้นอีกนิด เหมือนกับที่ผมเห็นตอนที่มันกำลังจะเดินเข้าห้องนี้มา และมันเหมือนกับจะบอกว่ามันเองก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนี้ได้ เพียงแต่มันไม่แสดงออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง

        “อันที่จริงเราก็ไม่เคยสนิทกันเลย จริงไหม” ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนไป แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายแล้วผมคิดว่า... มันคงไม่ใช่สีหน้าที่ดีเท่าไหร่นัก “ลองทำเรื่องที่คนไม่สนิทกันเคยทำในห้องนี้อีกครั้งไหม”

        “...”

        “อย่างเช่น...” ผมเอ่ยปากเสียงแผ่ว เดินเข้าไปชิดมันจนสัมผัสข้อมือเล็กๆ ของมันได้ด้วยกำมือของผม “ ‘จูบ’ ของคนไม่สนิท”

        ในหัวตอนนี้ไม่ค่อยได้คิดอะไรเท่าไหร่ นอกจากคำว่า... ผมสามารถสัมผัสมันได้แล้ว



--------------------------------
หายหัวไปนานเลยค่ะ  :katai5:
แต่เค้าสอบเสร็จแล้วนะะะะ
เดี๋ยวจะมาต่อบ่อยๆ นะคะ!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-03-2015 17:40:35 โดย NINEWNN »

ออฟไลน์ bradpitt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1


ตามมาอ่าน  นิยายเรื่องใหม่ครับ  :mew1:


อ้อ  อุดหนุน Single PAPA มาแล้วนะ....ปลื้มปริ่ม

  :heaven :heaven :heaven :heaven :heaven :heaven

ออฟไลน์ ReiSei

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-5
เอ๊ยๆๆ แสดงว่าตอนแรกเล่าไม่หมดนะคุณพีรพัฒน์ มีความหลังอะไรกันมากกว่านั้นใช่มั้ย เล่ามาๆๆ แน่ะๆๆ

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4


CHAPTER 3

“เกือบลืมไปแล้วว่าฉันเคยรักเธอมาก่อน
ไม่อยากจะย้อนเวลาเหล่านั้นให้หวนกลับมา”

(เกือบ – บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์)


        อันที่จริงผมรู้ตัวว่าตนเองนิยมชมชอบเพศเดียวกันมากกว่าผู้หญิงตั้งแต่ช่วงท้ายของประถม ยิ่งพอมัธยมได้เข้าโรงเรียนชายล้วนกางเกงน้ำเงินแห่งหนึ่ง ผมเองก็ไม่รู้สึกว่าตัวเอง ‘แปลก’ จากบุคคลเหล่านั้นนัก ถึงกระนั้นก็ตาม ผมไม่เคยได้ทำอะไรผู้ชายคนไหนไปมากกว่ามอง แม้กระทั่งรู้สึก ‘ชอบ’ ยังไม่เคยด้วยซ้ำ

        อินทร์เลยได้เป็นคนแรกที่ผมรู้สึก ‘อะไร’ แบบ ‘ลึกซึ้ง’ ด้วย…

        ผมไม่ได้บอกมันไป ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะรู้หรือเปล่าแต่คนฉลาดและเซ้นส์ดีอย่างมันไม่น่าจะพลาด คำถามต่อไปก็คือทำไมมันถึงยังยอมสนิทกับผมทั้งๆ ที่รู้ว่าผมคิดกับมันในแง่นั้น?

        ผมสงสัยแบบนั้นมาตลอดนับตั้งแต่รู้ตัวว่าผมรู้สึกกับมันเช่นใดแต่ไม่มีโอกาสได้ถาม หรือถ้าพูดตามความจริงคือผมไม่มีความกล้าพอที่จะถาม ถ้าเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างเช่นการที่มันไม่ได้รับรู้ใดๆ กลายเป็นคำถามนั้นจะทำให้ผมเผยความรู้สึกในใจไปโดยอัตโนมัติ และมันคงจะไม่ยอมใช้เวลาส่วนใหญ่ของมันกับผมอีกเป็นแน่

     ‘เวลาส่วนใหญ่ของมัน’ เราทำอะไรบ้างน่ะหรือ...

     เยอะแยะไป มากมายเสียจนถ้าพูดให้ใครฟังคนต้องตกใจแน่ๆ ว่าคนที่ดูเหมือนไม่น่าจะสนิทกันได้อย่างผมกับอินทร์ใช้เวลาร่วมกันมากมายขนาดนี้เชียว บางวันมันก็มาเล่นที่บ้านของผมตอนเย็น หรือบางทีก็เสาร์ – อาทิตย์ ผมเองก็เคยไปนั่งเล่นเกมที่บ้านมัน แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ชอบใจนัก พ่อของมันดุไม่ใช่น้อย ถ้าพวกเรานัดกันก็เลยมักจะมาเจอกันที่บ้านของผมซึ่งพ่อแม่ใจดีกับมันสุดๆ มากกว่า

     ...วันที่เกิดจูบแรกของเราก็เหมือนกัน

     วันนั้นพ่อแม่ของผมไม่อยู่บ้าน พวกเราเอาหนังเรื่องที่มันบอกว่าชอบมาเปิดดู มันน่าจะเป็นวันหยุด ผมจำไม่ได้ว่ามันเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ จำได้แค่ว่ามันนั่งบ่นเรื่องหนังทำตอนจบได้หักมุมจนมันเสียอารมณ์

     ‘กูเกลียดมาก... ไม่ดูมันอาจจะดีกว่า’ มันบ่นแบบนั้น ส่วนผมได้แต่นั่งมอง ริมฝีปากสีซีดแต่ไม่แตกสักนิดขยับขึ้นลง อันที่จริงผมจ้องมาตั้งแต่มันดูหนังแล้ว เวลาที่ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความตื่นเต้นบางทีมันก็ทำให้ใจผมเต้นเหมือนกัน ‘จ้องอะไร’

     ‘เปล่า’ ผมปฏิเสธ เบือนหน้าหนีเมื่อมันหันขวับมาถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

     แต่อินทร์ไม่ยอมเชื่อคำพูดของผม มันขยับกายจากที่พื้นหน้าทีวีเข้ามาใกล้ผมที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ‘จริงเหรอ คิดอะไรอยู่’

     ‘ยุ่งไรด้วย’ ผมว่าพลางตบหัวของมันไปหนึ่งที

     ‘อะไรวะ ถามแค่นี้ก็โกรธ’ อินทร์มองผมแล้วลูบหัวปอยๆ แกล้งทีสีหน้าคล้ายว่าเจ็บเต็มแก่

     ‘เปล่าโกรธ’ …ใครจะโกรธมึงลง ‘แล้วนี่อะไร ถอยไปเลยไอ้แห้ง!’ ผมร้องออกมาเมื่อมันดันกายขึ้นจากพื้นแล้วเอาหัวมันมาหนุนตักผม ส่วนตัวก็นอนทอดยาวไปตามความยาวเตียง

     ‘นอนหน่อย นะพีทนะ’

     ‘ออกไป’ ...ทำตัวไม่ถูก

     อินทร์มุ่ยหน้า ‘แค่นอนเอง’ มันว่าเช่นนั้นแต่ไม่วายเอาแขนมาคล้องเอวผมไว้หลวมๆ จนผมต้องกลั้นหายใจ

     ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงเพียงเพราะลมหายใจของมันที่จรดอยู่แถวๆ ท้องน้อยจนชวนจั๊กจี้ ไม่ทันไรมือของอีกฝ่ายที่คล้องอยู่แถวเอวก็เริ่มเลื้อยไปแถวๆ สีข้าง

     ‘อินทร์ โอ๊ย... หยุด! ฮ่าๆๆๆๆๆ’ 

     มือของผมปัดป่ายไปทั่วเมื่ออีกฝ่ายใช้นิ้วจั๊กจี้ขึ้นมา ให้ตาย เจ้าหมอนี่ขี้แกล้งกว่าทุกคนเห็นเยอะ ยิ่งมันรู้ว่าผมเป็นคนบ้าจี้บริเวณเอวมันยิ่งชอบแกล้ง ผมพยายามจะหยุดมันด้วยการรวบมือของมันไว้ทั้งสองข้าง แม้อินทร์จะแรงเยอะแต่ตัวก็ยังคงผอมแห้งสมฉายาอยู่ ดังนั้นผมจึงรวบแขนมันได้อย่างรวดเร็วหลังจากสู้กันอยู่บนเตียงไม่นาน

     ทั้งผมทั้งอินทร์หยุดชะงักตอนมือของผมรวบแขนสองข้างของมันไว้ ตัวมันลอยขึ้นมานิดหน่อยและพวกเรากำลังสบตากัน

     ‘…’
   
     มันเหมือนหนังรักสักเรื่องที่พวกเราต่างมองหน้ากันแล้วค่อยๆ เข้าหากันเหมือนมีแรงดึงดูด ผมไม่มั่นใจว่าผมก้มลงหามันฝ่ายเดียวหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันเองก็ขยับกายขึ้นมาเหมือนกัน ผมมองตามัน ไล่สายตาไปจนจรดที่ริมฝีปากก่อนที่จะย้อนกลับมามองตามันอีกครั้ง อินทร์ผลุบตาลงต่ำแล้วจึงเหลือบขึ้นมามองตาผมเหมือนกัน มันมองผม...ที่กำลังปรากฎบนดวงตาสีเข้มของมัน ก่อนที่จะพยักหน้านิดหน่อย

        ผมคิดว่านั่นคือคำอนุญาต และเป็นผมเองที่เริ่มขยับกายโน้มใบหน้าลงเข้าใกล้มันก่อนจนริมฝีปากของเราสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาเป็นครั้งแรก

     เราต่างไม่ประสีประสา ความรู้สึกเหมือนเอาปากตัวเองไปแตะเยลลี่และค่อยๆ ไล้ลิ้นลงไปบนรูปร่างของมัน พวกเราเหมือนเด็กที่อยากลองขนมรสใหม่... มันทุลักทุเลแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยากจะสัมผัสมากกว่านี้

     ‘…’

     ไม่นานนักพวกเราก็ผละออกจากกันอย่างอ่อยอิ่ง ก่อนที่เราจะมองตากัน แม้ใบหน้าอินทร์จะไม่ได้แดงแต่หูของมันแดงเถือก จังหวะนั้นเองที่ผมถือวิสาสะก้มลงไปพูดกับมันด้วยน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อย

     ‘อีกครั้งได้ไหม’

     น่าแปลกที่มันไม่ได้ปฏิเสธ

     

     ไม่มีใครคิดว่าอีกสิบปีต่อมาผมจะได้กำมือมันไว้แน่นเหมือนกับที่เคยทำในครั้งแรก

     “ว่ายังไง” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ลองดูไหมล่ะ คุณกชอินทร์” ย้ำชื่อที่มันต้องการให้ผมเรียกด้วยน้ำเสียงประชดประชัน มองคนตรงหน้าที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า

     แววตาอีกฝ่ายยังมองผมด้วยความเฉยชาเพียงแต่ถ้าจ้องลงไป... ลึกในแววตานั้นกลับสั่นไหวอยู่...

     “ถอย” กชอินทร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ถอยไปเดี๋ยวนี้ คุณพีรพัฒน์”

     ผมไม่ได้ตอบอะไร ออกแรงกำมือของอีกฝ่ายให้แรงมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นอินทร์ก็ยังไม่แสดงอาการใดๆ

     “คุณพีรพัฒน์”

     ...อย่าเรียก

     “จำได้ไหม” นั่นเป็นคำถามแรกที่หลุดออกจากปากหลังจากผมคลำหาเสียงของตนเองเจอ “ว่าตอนนั้น... เราจูบกันยังไง” ผมว่าพลางก้าวขาเดิน ส่งผลให้อีกฝ่ายถอยหนีจนหลังแทบจะชนกับประตูห้อง “จูบกันไปกี่ครั้ง”

     “ไม่”

     “อย่าโกหก!”

     อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก “ไม่ ถอยออกไปเดี๋ยวนี้คุณพีรพัฒน์”

     “คุณจำได้” ผมเค้นยิ้มออกมาทั้งๆ ที่ในใจไม่ได้ยิ้มไปด้วยแม้แต่น้อย “เพราะงั้นเลยไม่อยากเข้ามาในห้องนี้สินะ”

     “ไม่!” กชอินทร์เริ่มขึ้นเสียงใส่ผมบ้างแล้ว “ถอยออกไปเดี๋ยวนี้!”

     มันไม่ว่าเปล่าและยังพยายามสะบัดแขนออกจากการคุกคามของผม เพียงแต่ผมยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้น รอบนี้มันแสดงสีหน้าออกมาว่าเจ็บปวด นั่นทำให้ผมยิ่งยิ้มออกมา

     “อินทร์...”

     “ถอยออกไป!”

     ตึง!

     ผมดันมันเข้าประตูห้องตัวเองเต็มแรง อีกฝ่ายถึงกับร้องออกมาเบาๆ ก่อนที่ผมจะเลื่อนมือไปที่ลำคอของอีกฝ่าย คอมันเล็กนิดเดียว...แบบที่ผมกำได้เกือบครบวง แทรกเข่าตัวเองไว้ระหว่างขาสองข้างของมันให้มันหนีไปไหนไม่ได้

     “ถ้าอยาก...” เสียงแหบแห้งของมันเอ่ยออกมาแผ่วเบา “ถ้าอยากทำร้ายผมก็เชิญเลย...”

     ผมหยุดชะงักกับคำพูดนั้น

     แววตาของมันมองผมอย่างแน่วแน่ ไม่ผละสายตาไปไหน ริมฝีปากของมันเม้มเข้าหากันปิดแน่นสนิท ใบหน้าของมันเชิดขึ้นเล็กน้อยมองผมด้วยทีท่าไม่ยอมใคร และคงจะไม่ยอมให้ใครง่ายๆ

     “เอาสิ”

     “...” ผมกัดฟันแน่นเมื่อมันท้าทายผมอีกหน

     เราสองคนถูกความเงียบและบรรยากาศกดดันปกคลุม มันมองหน้าผมไม่ยอมละสายตาไปไหนและผมเองก็ทำแบบเดียวกัน ผมรู้สึกเหมือนระยะเวลามันผ่านไปนานพอสมควรกว่าที่เราจะขยับ

     ...และผมค่อยๆ คลายมือที่จับมันไว้ออก

     กชอินทร์ไม่ขยับไปไหน มันรอจนผมถอยออกมาก้าวหนึ่งจึงขยับตัว อีกฝ่ายใช้มือจับไปบนลำคอของตัวเองที่เมื่อกี้ถูกผมจับไว้แม้จะไม่ได้ออกแรงอะไร ก่อนที่มันจะกำมือสองข้างแน่น

     “ผมขอตัว” คนตัวเล็กกว่าว่าเช่นนั้นก่อนที่จะคว้ากระเป๋าย่ามของตนเอง “กรุณาส่งงานของคุณมาให้ผมภายในหกโมงเย็นด้วย”

     “...”

     “และช่วยเปิดโทรศัพท์ด้วย” มันว่าเช่นนั้นก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ปล่อยให้ผมยืนอยู่ที่เดิมคนเดียวโดยไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่น้อย

     นานทีเดียวกว่าผมจะมีแรงขยับตัว ย้ายร่างตัวเองไปทิ้งตัวบนเตียงและเอาใบหน้าซุกบนนั้น

     “แม่ง!” สบถอย่างหัวเสียและทุบลงบนเตียงแรงๆ ถ้าเป็นผนังกระดูกผมคงร้าวไปแล้ว

     ‘ถ้าอยากทำร้ายผมก็เชิญเลย…’

     อินทร์รู้... รู้ว่าต้องใช้คำพูดแบบไหนมาหยุดผม มันท้าทายเพื่อให้คนขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะถามมันเมื่อสิบปีก่อนรู้สึกกลัว และมันก็รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด

     กลัวที่จะทำร้ายมัน...

     ผมกัดฟันแน่น ยิ่งหลับตายิ่งเห็นใบหน้ามันตอนนี้ซ้อนทับกับในอดีต ยิ่งห้องเงียบเท่าไหร่ยิ่งได้ยินเสียงของมันที่เคยหัวเราะแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชาของมันในตอนนี้

     ในหัวสมองผมคิดถึงแต่เรื่องของกชอินทร์ และผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรมันถึงจะออกไปจากตรงนี้

     ...ถ้าผมรู้...มันคงไม่ค้างคาอยู่ในใจผมตั้งแต่สิบปีที่แล้วจนถึงทุกวันนี้



     “เฮียยยยย”
   
     ผมผงะเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ เห็นหัวโล้นๆ ของลูกจ้างตัวเองโผล่เข้ามาตรงหน้า “ทำอะไรของเอ็ง เอาอาหารไปเสิร์ฟเขาเร็ว” แกล้งกลบเกลื่อนด้วยการส่งงานมัน

        เก้ขมวดคิ้ว “โหยย ทำไมต้องดุผมด้วยอ่ะเฮีย” มันทำเสียงกระเง้ากระงอดได้อ้อนอวัยวะเบื้องล่างมากจริงๆ

        “หุบปากไป ว่างงานแล้วก็ไปหาอะไรทำ” ผมว่าพลางเอามือปัดไปมาตรงหน้า

        “ผมว่าเฮียไปนอนก็ได้มั้ง เพิ่งส่งงานเหรอ ตรงนี้ผมกับคนอื่นจัดการกันสบายๆ”

        คำพูดของมันทำให้ผมนิ่งไปเล็กน้อย ก็จริง... เพิ่งจะส่งอีเมล์แนบไฟล์บทความที่เขียนให้ทางสำนักพิมพ์เมื่อเกือบชั่วโมงก่อน (หกโมงเป๊ะพอดี ไม่ขาดไม่เกิน) ตั้งใจจะโผล่หน้าเข้ามาให้ไอ้เก้และลูกน้องคนอื่นๆ เห็นว่ายังไม่หายไปไหนและตรวจความเรียบร้อยเพียงเดี๋ยวเดียวแต่กลายเป็นมาช่วยงานครัวได้อย่างไรไม่รู้ จนตอนนี้เริ่มว่างแล้ว ลูกค้าไม่ได้เข้ามาเพิ่มเท่าไหร่ สองทุ่มเศษๆ แบบนี้ส่วนใหญ่จะนั่งยาวกันหมดแล้ว

        “นั่นสิเฮีย” พ่อครัวที่ผมจ้างทำงานประจำก็พยักหน้า “ไม่ค่อยมีงานอะไรแล้วด้วย เฮียไปพักก็ได้นะ”

        ในร้านนี้เรียกผมว่าเฮียกันหมดแหละ... แม้ว่าจริงๆ แล้วพ่อครัวจะอายุมากกว่าแต่ลูกจ้างส่วนใหญ่มักเป็นพนักงานพาร์ทไทม์เลยเป็นเด็กมหา’ ลัยอายุน้อยเสียมากกว่า

        “เหรอ” ผมพยักหน้า “งั้นดูแลร้านดีๆ ล่ะ” ผมกำชับอย่างดิบดีก่อนที่จะเดินออกมาทางหลังร้าน ลัดเลาะไปจนถึงบ้านของตัวเอง
     
        ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทันทีที่กลับมาอยู่คนเดียวก็พลันคิดไปถึงคนที่ต้องคอยกำกับดูแลงานเขียนของตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไปจนต้องส่ายหน้าแรงๆ และไล่อีกฝ่ายไปจากความคิดเสียที

        ผมพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง เดินไปหยิบมือถือที่ไม่ได้เปิดเครื่องมาร่วมสามวันดูก่อนที่จะเลิกคิ้วกับสิ่งที่เจอ

        เบอร์ที่ไม่คุ้นโทรเข้ามาหาผมร่วมยี่สิบสาย

        ผมสูดลมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว... ผมคิดออกเพียงคนเดียวที่จะโทรหาผมมากมายขนาดนี้ในระยะเวลาสามวัน ในขณะที่ผมกำลังชั่งใจว่าจะกดโทรออก บันทึกรายชื่อ ปล่อยมันไว้เฉยๆ หรือลบมันทิ้งโทรศัพท์ของผมก็สั่นเพราะว่ามีสายเข้า

        ‘กานต์’

        ผมเลิกคิ้วกับชื่อที่ขึ้นว่าโทรเข้ามาก่อนที่จะกดรับสาย “ว่าไง”

        “พี่พีท~” น้ำเสียงระรื่นดังขึ้นทันทีที่ผมรับโทรศัพท์

        ผมเบ้ปาก “อะไร อยากได้อะไร”

        “เปล่าสักหน่อย” ปลายสายทำเสียงอ่อยอย่างออดอ้อน น้ำเสียงแหบของอีกคนถือเป็นเสียงที่ค่อนข้างจะน่าฟังสำหรับผม...เวลาอยู่บนเตียง “ออกมาดื่มกันไหม”

        “ทำไมถึงชวนพี่” ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ “ร้อยวันพันปีไม่เห็นชวน”

        “ก็ตอนนั้นมีแฟน ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

     คำตอบของมันทำให้ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจจนอดไม่ได้ที่จะถาม “เลิกนานรึยัง”

     “สองอาทิตย์แล้วล่ะมั้ง” กานต์ตอบกลับมา ยังพอได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากอีกคน “ไม่มาดื่มกันหน่อยเหรอ ไม่ได้เจอกันสักพักแล้วนะ”

     “มะ...”

     คำว่า ‘ไม่’ ถูกกลืนลงคอเมื่อผมคิดถึงภาพใครบางคนที่เพิ่งจะเดินออกจากห้องของผมไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมนิ่งไปชั่วครู่ หลับตาลง เห็นแต่ภาพของกชอินทร์ตอนที่มองผมด้วยแววตาเฉยชา ราบเรียบ ราวกับว่าผมไม่ใช่บุคคลที่มีอิทธิพลใดต่อชีวิตมัน

     “จะไม่มาเหรอ” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของอีกฝ่ายทำให้ผมได้สติ

     “ไปก็ได้” ผมเอ่ยปากออกมาในที่สุด “นัดมาเลย ร้านไหนล่ะ”

     อีกฝ่ายจัดการบอกร้านให้เสร็จสรรพ ร้านประจำของน้องที่ชอบไปเวลานัดเจอผมหรือหนุ่มๆ คนไหนที่มันคั่วอยู่ด้วย หลังจากจัดแจงนัดเวลาและสถานที่เรียบร้อยผมจึงเดินไปหยิบกุญแจรถ ล็อคบ้าน โผล่หน้าไปที่ร้านอีกครั้นหนึ่งเพื่อกำชับพนักงานให้ดูแลร้านดีๆ โดยเฉพาะไอ้เก้ ให้จัดการปิดร้านให้เรียบร้อยเพราะผมจะไม่มาดูแลซ้ำสอง

     ก็นะ... ได้ไปเจอน้องกานต์ที... สงสัยคืนนี้คงไม่ได้กลับบ้านหรอก



-----------------------------------------
มาดูกันเถอะว่าน้องกานต์นี่คือใคร... ฮุฮุฮุ
พีทจะค่อยๆ คายความลับออกมาให้ทุกคนได้รู้
อันที่จริงมันก็ไม่เชิงความลับหรอกนะ แค่พูดไม่หมดเท่านั้นเอง

ปล. การแต่งนิยายที่ให้คนอ่านเดาตำแหน่งบน-ล่างของตัวเอกไม่ได้นี่สนุกจังค่ะ  :katai3:
ปล. 2 Single Papa วางขายแล้วนะคะ ใครสอยมาแล้วบอกหน่อยว่าเป็นยังไง!

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4060
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
เดาว่ากานต์ไม่ใช่กิ๊ก ล่ะมั้ง

เดาอีกว่าพีทเป็นเมะ (มีลางสังเห่าว่าจะถูก  :really2:)


ยังสงสัยอยู่ค่ะว่าตกลงทำไมอินทร์กับพีทถึงเลิกคุยกัน ใครไปได้ยินข่าวลืออะไรมาหรือยังไง?

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
รออ่านสิ่งที่บอกไม่หมด ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เป็นกำลังใจให้คนเขียนจ๊ะ

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
พีทดูทำตัวกำกวมอะ :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ สายลมที่หวังดี

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 508
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
อิฉันยังอยากรู้ว่าทำไมสองคนถึงเลิกคุยกัน ต้องรอติดตามตอนต่อไป ค้างฝุดๆ :ling2:

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4

CHAPTER 4

“Everytime I try to fly, I fall without my wings
I feel so small”

(Everytime – Britney Spears)




     กานต์รู้ว่าผมไม่ชอบสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีเสียงและผู้คน เพราะแบบนั้นน้องเลยนัดผมมาที่ร้านเหล้าแนวโรงเบียร์นอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง

     “กี่ท่านครับ”

     “น้องนัดไว้แล้วครับ” ผมพยักหน้าให้บริกรที่เข้ามาตอนรับอย่างดี

     กวาดสายตาไม่นานก็เจอร่างผอมบางระดับมาตรฐานชายไทยนั่งอยู่ที่เคาท์เตอร์มุมหนึ่งของร้าน กานต์นั่งจิบเบียร์ มองไปหยั่งเวทีที่มีนักดนตรีมาเล่นเพลง Acoustic คลอเบาๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ จนผมเดินเข้าไปใกล้นั่นแหละน้องถึงหันมามองและยิ้มออกมาบางๆ

     “คิดถึงพี่พีทจังเลย”

     ผมหรี่ตา “ตอแหลเก่งนะเราเนี่ย” น้องหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ปฏิเสธ อาจจะเป็นเพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าถึงปฏิเสธมาผมก็ไม่เชื่อ เอาเถอะ... อย่างน้อยน้องก็ซื่อตรงพอที่จะรู้ว่าพวกเราทั้งสองคนอยู่กันในสถานะอะไร

     ใบหน้าค่อนไปทางหวาน รูปร่างเล็ก ไม่ได้ออกอาการตุ้งติ้งให้เห็นแต่มองปุ๊บก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้ชาย รวมถึงน้ำเสียงแหบเสน่ห์ที่มีเสน่ห์อย่างทวีคูณเวลาอยู่บนเตียงและเรื่องบนเตียงที่เข้ากันได้มากกว่าคนอื่นๆ กานต์ไม่จู้จี้จุกจิก ไม่ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ อาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเองก็ไม่ผูกมัด ความสัมพันธ์ระหว่างเราเลยไปได้ดีในฐานะ... เซ็กส์เฟรนด์...

     “สั่งอะไรไหม”

     “เบียร์” ผมตอบไปตามจริง “สั่งแกล้มมาด้วยรึเปล่า”

     น้องส่ายหน้า ผมจึงหันไปมองพนักงานหญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ นอกจากเบียร์แล้วก็สั่งแกล้มเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

     “วันนี้ดูอารมณ์ไม่ดีนะ” กานต์ว่าแบบนั้น ริมฝีปากเรียวยกยิ้มบาง มองผมซึ่งนั่งข้างๆ ด้วยแววตาวาวระยับ กานต์มีเสน่ห์...มาก ผมต้องยอมรับ แต่ผมก็ชินกับการปล่อยฟีโรโมนทุกจังหวะที่ขยับตัวของน้องแล้ว

     “เหรอ” ผมเค้นหัวเราะ “ไม่ เราเถอะ คิดจะนัดเจอพี่ตอนที่ยังเห็นแสงอาทิตย์บ้างไหม”

     น้องเลื่อนมือมาวางบนหน้าขาผมพลางเลิกคิ้วมองผม “ถ้านัดจะมาไหมล่ะ”

     “ถ้าว่างน่ะนะ” ผมจับมือของอีกฝ่ายออกไปวางบนโต๊ะ “อย่ารีบน่ะ”

     “อื้อฮึ... พี่พีทอารมณ์ไม่ดีจริงๆ ด้วย” ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร ได้แต่พ่นลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด เจ้าเด็กนี่นอกจากฟีโรโมนแรงแล้วคำพูดคำจายังดูเหมือนกับรู้ทุกอย่าง คนหรือสำนักข่าวกรองแห่งชาติก็ไม่รู้

     อารมณ์ไม่ดีเหรอ ถ้าเอาตรงๆ ก็ต้องยอมรับว่าใช่... ผมหงุดหงิด ยิ่งคิดว่าวันนี้เจออะไรมาก็ยิ่งหงุดหงิด นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผมตกลงจะมาเจอน้องวันนี้ กานต์มักจะทำให้ผมอารมณ์ดีได้แม้ว่าบางทีน้องจะชอบพูดจาเย้าแหย่จนทำให้อารมณ์เสียเพิ่มขึ้นก็ตาม

     ไม่นานเบียร์กับแกล้มก็เอามาเสิร์ฟ กานต์ไม่ได้พูดอะไรมาก สายตายังคงจับจ้องไปที่บนเวทีจนผมอดถามไม่ได้“ดูนายจะไม่ค่อยสนใจพี่เลยนะ”

     น้องหันมาเลิกคิ้ว “กานต์นึกว่าพี่รู้ซะอีกว่ากานต์ไม่เคยสนใจพี่ไปมากกว่าตอนอยู่บนเตียง”

     “แค่ก!” อดไม่ได้ที่จะต้องกระแอมไอ ในเมื่อจังหวะที่มันพูดออกมาเป็นตอนที่พนักงานคนหนึ่งเดินผ่านเราพอดี

     “จะมามัวอายอะไร”

     “รู้สึกว่าวันนี้จะกล้าผิดปกตินะ”

     น้องวางแก้วเบียร์อย่างแรงจนเกือบจะเป็นการกระแทก “ไม่ใช่แค่พี่พีทหรอกที่อารมณ์ไม่ดี กานต์ก็ไม่ได้มีความสุขมากหรอกนะ”

     ผมถอนหายใจเบาๆ เอื้อมมือไปลูบหัวมันด้วยความหมั่นเขี้ยว ใช่ว่าจะไม่เคยเจอเวลามันเป็นแบบนี้ แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามมันเพื่อความแน่ใจ

     “เลิกแล้วแน่นะ?” น้องพยักหน้ารัว “นานรึยัง”

     “เกือบเดือน”

     “สาบานว่าที่ทำไม่ใช่การประชด”

     “พี่พีท...” กานต์เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงแหบน้อยๆ นั่นก่อนที่จะไล้ปลายนิ้วบนต้นแขนผมเบาๆ “กานต์รู้ว่าข้อตกลงของเราคืออะไร ที่ผ่านมากานต์เคยเรียกพี่พีทเพราะอยากประชดด้วยเหรอ”

     คำตอบนั้นทำให้ผมได้แต่ยักไหล่ ต้องยอมรับว่ากานต์ไม่เคยทำแบบนั้นจริงๆ กานต์เคารพกฎของเรายิ่งกว่าอะไร คงเป็นเพราะน้องเองก็เป็นประเภทเดียวกับผม รักสนุก ชอบเรื่องบนเตียงแต่ไม่ได้ต้องการผูกมัดใครจริงจังจากเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าผมจะเอ็นดูมันเหมือนกับน้องกับนุ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าผมกับน้องต้องการคบกันอย่างจริงจัง

     “เอาล่ะ” ผมถอนหายใจ “คืนนี้ที่ไหนดีล่ะ...”

     น้องไม่ได้ตอบอะไร ยกยิ้มบางประดับบนใบหน้านั่นและยักคิ้วให้ผมเล็กน้อย



     หลังจากดื่มกันอยู่ที่ร้านอยู่ชั่วโมงกว่าจนเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ กันทั้งคู่พวกเราก็ออกมา ตกลงเลือกโรงแรมข้างทางที่สภาพดีหน่อย ตามใจน้องเขา... เด็กคุณหนูเอาใจยาก

     “พรุ่งนี้พี่พีทต้องไปทำงานรึเปล่า”

     “วันเสาร์ ถึงวันอื่นพี่ก็ว่างให้อยู่แล้ว”

     ผมตอบไปตามจริงตอนที่เราเข้ากันมาในห้องแล้ว ไม่กว้างเท่าไหร่...แต่เตียงก็ใหญ่ใช้ได้

     กานต์เขย่งตัวเล็กน้อย จุมพิตลงที่ข้างแก้มผมเบาๆ “ปากหวาน”

     ผมเค้นยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่น้องจะขอปลีกตัวไปล้างตัว ไม่วายที่จะหันมากยกยิ้มยั่วยวน เจ้าเด็กนี่ช่างมีท่าทีแก่แดดแก่ลมผิดกับรูปร่างและหน้าตาที่เหมือนเด็กวัยมหา’ ลัยเสียเหลือเกิน

     ผมปล่อยให้น้องทำธุระของน้องไปและกดดูอะไรต่างๆ นานาในโทรศัพท์ไปอย่างเรื่อยเปื่อย ผมกดเปิดไลน์ก่อนที่จะรู้สึกแปลกใจกับข้อความบางอย่างที่เพิ่งส่งมาล่าสุด

     ‘ผมตรวจงานของคุณแล้ว ผ่าน’

     ผมกดออกโดยไม่ลังเล ไม่คิดจะตอบอะไรไปทั้งนั้น อารมณ์ต่างๆ ที่เริ่มจะดีขึ้นมาแล้วดิ่งลงเหวในพริบตา

     ห่วยแตก ห่วยแตก ห่วยแตก... ผมไม่ควรกดเข้าไปในนั้นเลย

     ผมกำลังจะโยนโทรศัพท์ไปอีกทางด้วยความหงุดหงิดใจแต่จังหวะนั้นเองที่โทรศัพท์ของผมสั่น ผมขมวดคิ้วมุ่น อ่านหน้าจอที่ไม่ขึ้นว่าใครเป็นคนโทรมาทำให้ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ผมลังเลอยู่ชั่วอึดใจว่าจะรับดีหรือไม่แต่สุดท้ายก็กดรับอย่างเสียไม่ได้เมื่อคิดว่าถ้าหากเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา

     “สวัสดีครับ”

     “คุณพีรพัฒน์”

     และในวินาทีต่อมาผมก็แทบจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งจริงๆ

     ผมไม่รู้จะตอบอะไรไปดี เสียงทุ้มจากปลายสายก็พูดมาอย่างรวดเร็ว “ผมจะบอกว่าบทความที่คุณส่งมาวันนี้ผ่านแล้ว”

     “โทรมาแค่...”

     “เวลาคนพูด คนมีมารยาทจะรู้จักฟังและไม่พูดแทรก” น้ำเสียงของมันตอบโต้ด้วยความเรียบเฉยแต่วาจารุนแรงไม่ใช่น้อย นั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด “บทความคุณผ่านก็จริง แต่ผมขอตำหนิคุณตรงนี้เลย คุณควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ หนึ่ง รับหัวข้อบทความไปแล้วคุณควรเริ่มเขียนเลย ไม่ใช่ทำงานชักช้า มานั่งปั่นเอาวินาทีสุดท้าย”

     “ผม...”

     “สอง คุณควรจะทำตัวให้ติดต่อง่ายกว่านี้ ถ้ามีเรื่องด่วนขึ้นมาจริงๆ คุณจะทำอย่างไร”

     ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มันไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดใดๆ เลยทั้งสิ้น จะกดวาง... ให้ตาย ผมต้องยอมรับจากใจว่าผมก็ไม่กล้า อันที่จริงลึกๆ ในใจของผมกำลังร้องออกมาว่า...อยากจะได้ยินเสียงของมันให้นานกว่านี้เสียหน่อย

     “สาม ต่อให้คุณไม่ชอบขี้หน้าผมแค่ไหน ผมก็คือผู้รับผิดชอบงานของคุณ และผมคงจะต้องรับผิดชอบงานของคุณไปอีกนาน เลิกทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาได้แล้ว”

     “...”

     “คุณพีรพัฒน์”

     “อะ...ไร” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แห้งเล็กน้อย

     “ผมโทรมาเพื่อจะ...”

     “พี่พีท!” เสียงตะโกนของกานต์ดังขึ้นมาจากห้องน้ำ “คุยกับกานต์รึเปล่า”

     ผมเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ประตูนั้นเพื่อบอกว่าไม่ และหันมาสนใจกับโทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง “คุณว่าอะไรนะ”

     “ผมโทรมาเพื่อที่จะถามว่าคุณว่างในวันที่ 21 - 23 นี้ไหม”

     ผมกลอกตา “เกี่ยวอะไรกับคุณ”

     “ทางสำนักพิมพ์จะจัดงานแจกลายเซ็นให้คุณ เลือกมาสักวัน 21,22 หรือ 23”

     “ผม...” จะตอบไปว่าสามารถปลีกตัวได้ทุกวันอยู่แล้ว ไม่มีงานประจำก็งี้แหละ แต่จังหวะที่ผมจะตอบเสียงดังตึงก็ดังขึ้นมาก่อน

     “โอ๊ยยยย” ตามมาด้วยเสียงโอดครวญจากในห้องน้ำ

     ผมกลอกตาและถอนหายใจ ให้ตาย... น้องล้มในห้องน้ำรึยังไงกัน โตเป็นควายแล้วแท้ๆ นะ

     “เดี๋ยวผมมา ถือสายรอสักแป๊บหนึ่งได้ไหม” ผมว่าอย่างเร่งรีบก่อนที่จะรีบวางโทรศัพท์ไว้ที่หัวเตียง ก้าวยาวๆ ไปเปิดประตูห้องน้ำอย่างถือวิสาสะ “กานต์ เป็นอะไรรึเปล่า”

     พอเปิดประตูไปกลายเป็นคนในห้องน้ำกลับโถมตัวใส่ผมอย่างรุนแรง กานต์บดเบียดริมฝีปากเข้าหาตำแหน่งเดียวกันของผมด้วยความร้อนแรง เสียงเฉอะแฉะดังจากริมฝีปากของสองเราอย่างลามก ก่อนที่อีกฝ่ายจะผละใบหน้าไปอย่างอ่อยอิ่งและยกยิ้มยั่วให้ผมรู้ทันทีว่าเสียงโอดครวญเมื่อกี้ไม่ใช่เรื่องจริงจัง

     เจ้าเด็กนี่...

     กานต์ไม่ปล่อยให้ริมฝีปากพวกเราห่างกันนาน ปากเล็กนั่นกดลงมาใหม่พร้อมกับมือบางที่เริ่มอยู่ไม่ซุก ร่างเล็กรุกไล่ผมให้ถอยหลังจนล้มลงกับเตียงในเวลาไม่นานนัก

     “ตลกไหมเนี่ย” ผมประชดเบาๆ ในจังหวะที่ปากเราผละออกจากกันอีกครั้ง

     คนที่อยู่ข้างบนไล้ปลายนิ้วลงบนสาบเสื้อของผมด้วยทีท่าที่ยากจะละสายตา “เพิ่มความตื่นเต้นไงพี่พีท... ไม่ได้เจอกันนานก็กลัวว่าจะเบื่อบ้าง” เสียงแหบเสน่ห์นั้นดังอยู่ข้างๆ หูก่อนที่จะเป่าลมเข้าในหู

     ผมเค้นยิ้มกับคนรู้งาน เลื่อนมือตนเองไปจับที่เอวของอีกฝ่ายไล้ให้ต่ำกว่านั้นและบีบมันเบาๆ ให้อีกฝ่ายครางในลำคอด้วยความพึงพอใจ เราเริ่มโรมรันกันจนกดเสียงสาบเสื้อค่อยๆ ถูกปลดออก และเสียงเฉอะแฉะที่แสนลามกให้ได้ยินในห้องแคบๆ จังหวะหนึ่งที่ผมเหลือบตาไปมองโทรศัพท์ของตนเองที่ถูกคว่ำไว้ก่อนที่จะปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร

     เสียงดังพอที่จะทำให้ปลายสายรู้ว่าผมกำลังทำอะไร...และกชอินทร์ไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากพอกับมันหรอก

     

     “พี่พีท... พี่พีท!” เสียงครวญครางอย่างสุขสมของกานต์ดังลั่นจนผมนึกตกใจเมื่อเรื่องของเรากำลังดำเนินถึงจุดสิ้นสุดครั้งที่สอง ร่างเล็กของอีกฝ่ายกระตุกเล็กน้อย หลั่งความสุขออกมาจนเปื้อนหน้าท้องของผมไปหมดซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างกับผมเท่าไหร่นัก
     
     คนใต้ร่างนอนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่จะส่งเสียงในลำคอเล็กน้อยยามผมถอนกายออกมา ผมกดจูบเบาๆ ที่ต้นคออีกฝ่ายพลางดึงวัตถุยืดหยุ่นสูงผิวเรียบออกมาและลุกขึ้นไปโยนมันทิ้งที่ถังขยะก่อนที่จะกลับมาทิ้งกายบนเตียงนุ่มใหม่อีกครั้ง

     คนตัวเล็กพลิกกายขึ้นมานอนตะแคง เอาแขนเล็กคล้องเอวผมอย่างเอาอกเอาใจ “จริงๆ กานต์คิดถึงพี่พีทนะ... ไม่ใช่ในแง่นั้น หมายถึง... เรื่องแบบนี้ของพี่พีทน่ะ” กานต์หัวเราะคิกคัก

     “รู้น่ะ” ผมลูบแก้มนวลของอีกฝ่ายเบาๆ
   
     ความสัมพันธ์ของผมกับกานต์คืออะไรที่เป็นอิสระต่อกัน ต่างฝ่ายต่างระบายความใคร่ซึ่งไม่เคยเจือไปด้วยความรัก เราไม่เคยกอดจูบหรือสัมผัสกันในสถานที่อื่นนอกจากเตียง (อาจจะมีโซฟาหรือบนรถ แต่ช่วยข้ามๆ มันไปเถอะ) และเพราะเราตกลงที่จะให้ความสัมพันธ์เราเป็นแบบนี้ ทุกอย่างจึงหยุดเมื่อใครสักคนมีแฟน ทั้งผมทั้งน้องไม่ใช่คนดีมาก แต่อย่างน้อยๆ ก็ไม่อยากจะทำบาปกันเท่าไหร่หรอก

        “พี่พีทไม่มีใครใช่ไหมตอนนี้”

        “ไม่” ผมตอบปฏิเสธอย่างเต็มปากเต็มคำ

        “โสดนานไปแล้ว” น้องว่ายิ้มๆ แน่สิ... กานต์ไม่โสดบ่อยมาก แต่เวลาคบกับใครก็สั้นๆ ทั้งนั้น มีแค่คนเดียวที่กานต์คบนาน ตอนนั้นเราห่างกันไปตั้งเกือบปี “ไม่เหงาเหรอ”

        “อยากให้ตอบอะไรล่ะ...”

        “ให้แนะนำสักคนไหม” น้องเริ่มทำตัวเป็นพ่อสื่อ ผมส่ายหน้าแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก “พี่พีทเนี่ยไม่ค่อยมีใครเลยเนอะ คนสนใจออกจะเยอะแท้ๆ”

        “ยุ่งน่ะ” ผมผลักหัวอีกฝ่ายด้วยความหมั่นเขี้ยว

        “คนแบบนี้มีสองประเภท ถ้าไม่ใช่คนที่รักตัวเองมากๆ ก็คงจะเป็นคนที่เคยรักใครมาก...” น้องว่าเช่นนั้น น้ำเสียงประโยคสุดท้ายคล้ายจะไม่ได้พูดกับผมก่อนที่จะค่อยๆ ดันกายขึ้น ไม่ลืมที่จะก้มลงจูบเบาๆ ที่แก้มของผม “ขอกานต์ไปล้างตัวอีกรอบก่อนนะ”

        “เชิญเลย” ผมว่าอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก

        กานต์ลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำด้วยร่างเปลือยเปล่าแต่ระหว่างเราไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งเขินอายกันแล้ว

        ผมลอบถอนหายใจกับคำพูดนั้น ไม่รู้กานต์พูดขึ้นมาเล่นๆ หรืออย่างไร แต่ต้องยอมรับว่ามันมีอิทธิพลกับผม

        ‘ถ้าไม่ใช่คนที่รักตัวเองมากๆ ก็คงจะเป็นคนที่เคยรักใครมาก’ อย่างงั้นหรือ? ผมอยู่ในประเภทไหนกันล่ะ...

        ผมไม่อยากจะหาคำตอบ อาจจะเป็นเพราะคำตอบเหล่านั้นชัดเจนอยู่ในใจแต่ผมไม่อยากจะยอมรับ ผมดันกายขึ้น คว้าโทรศัพท์ของตัวเองที่วางบริเวณหัวเตียง

        สายถูกตัดไปแล้ว แหงล่ะ... นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจเท่าไหร่หรอก

        ผมมองนาฬิกา ดึกเกินไปแล้วแต่ผมพูดเองว่าเดี๋ยวจะค่อยบอกทีหลัง ควรโทรไปรึเปล่านะ... เพิ่งจะโดนด่าเรื่องความรับผิดชอบมาด้วยสิ ผมเค้นยิ้มก่อนที่จะกดเข้าไปที่ข้อมูลการโทรล่าสุด และสิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมขมวดคิ้วอย่างงุนงง กับมองตัวเลขที่บ่งบอกเวลาของการโทรศัพท์ล่าสุด

        24 นาที...? เป็นไปไม่ได้น่า คนอย่างอินทร์จะทนฟัง...อะไรพรรค์นี้ถึงเกือบครึ่งชั่วโมงเชียวหรือ?

        ได้ยินเสียงของพวกเราทำอะไรอย่างนั้นกันถึงเกือบครึ่งชั่วโมงเชียวเหรอ

        ผมกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว ไม่คิดว่ามันจะถือสายนานขนาดนั้น พอเห็นว่าเป็นเช่นนี้แล้วผมอดไม่ได้ที่จะกดโทรออกหาอีกฝ่ายทันที

        “เสร็จแล้วหรือ”

        “...” คำถามแรกที่ดังขึ้นจากปลายสายทำให้ผมรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก น้ำเสียงของมันแสดงความเย้ยหยัน ประชดประชันเต็มที่ “ทำไมถึงไม่วาง”

        “แล้วหมาตัวไหนบอกผมว่าถือสายไว้แป๊บหนึ่ง จะทำธุระ”

        ผมรู้สึกเหมือนกับมีน้ำเย็นสาดเข้าใบหน้าอย่างแรงจนชาไปทั่วร่าง “ผมไม่ได้ตั้งใจ...”

        “มีความสุขมากนี่” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “แล้วคุณตอบผมได้รึยังว่าคุณว่างวันที่เท่าไหร่”

        “ผม... ว่างทุกวัน” แต่ละคำพูดเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ผมรู้สึกเหมือนคลำหาเสียงตัวเองไม่เจอ

        ได้ยินเสียงปลายสายพ่นลมหายใจอย่างแรง “พูดแค่นี้ก่อนหน้านี้ก็จบแล้ว คุณพีรพัฒน์” ผมกัดฟันแน่น “แค่นี้นะ เผื่อพวกคุณอยากจะต่อกันอีกยก”

     กชอินทร์ไม่วายประชดประชันอีกประโยคก่อนที่จะกดตัดสาย ปล่อยให้ผมโยนโทรศัพท์ของตนไว้บนเตียงด้วยความหงุดหงิดระคนรู้สึกผิด ความรู้สึกอับอายและโกรธแค้นปะปนกันมั่วไปหมดอย่างไร้สาเหตุ

     ผมคิดถึงคำพูดของกานต์เมื่อกี้อีกครั้ง

     ‘ถ้าไม่ใช่คนที่รักตัวเองมากๆ ก็คงจะเป็นคนที่เคยรักใครมาก’

     ผมรู้ว่าผมเป็นคนประเภทหลัง...และผมก็รู้ว่าคนที่ทำให้ผม ‘เคยรักมาก’ คือใคร... และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหงุดหงิด คำพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่สนใจผมเลยทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด 

     เพราะมันเหมือนว่าผมไม่มีค่าใดๆ ในความคิดมันเลย





----------------------------------------------------
อนุญาตให้ด่าพีทกันได้เต็มที่
แต่คิดไปคิดมา... อินทร์ก็ปากคอเราะร้ายจนน่าด่าเหมือนกันนะ 5555
ปล. พระเอกเค้าไม่ได้ไร้น้ำยาเหมือนฟ้าครามทุกคนน้า
  :katai5:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
อึดอัดแทน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ MK

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-4
ทำไมอินทร์ถึงไม่พูดกับพีทตอนนั้นอ่ะ    :ling1:   




ออฟไลน์ สายลมที่หวังดี

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 508
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-1
พีทใจร้าย :hao5:

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
ดูเหมือนอีกฝั่งก็แคร์พอตัวเลยนะ แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้กันละ

ออฟไลน์ กฤษณ์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ปักหมุดติดตามค่ะ
ชอบๆ อย่างงี้กว่าจะเข้าใจกันคงยาก ดูท่าจะไม่ยอมบอกง่ายๆว่าเมินกันทำไม  :ling2:

ออฟไลน์ NINEWNN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-4


CHAPTER 5

“แต่ทำไม...ทำไมต้องจำเมื่อเธอไม่คิดจริงใจ
ทำไม...ทำไม ความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย”

(จำทำไม – Tattoo Colour)


     “ทำไมวันนี้เฮียลงมาคุมเองวะ”

     ผมหรี่ตามองลูกจ้างคนสนิทที่กำลังทำตัวลามปาม “ใครให้เงินเอ็ง”

     “ครับ... ไม่ถามแล้วครับ...” มันพยักหน้างึกงัก ทำหน้ากวนส้นเท้าอย่างน่าหงุดหงิดแล้วซดกาแฟที่มันชงเองไปอย่างสงบปากสงบคำ

     ผมคิดว่าคนเรามีวิธีในการ ‘สงบสติ’ แตกต่างกัน สำหรับผมมันคือการทำตัวให้ยุ่งวุ่นวาย เพราะว่างเมื่อไหร่ต้องหวนคิดไปถึงเรื่องที่กำลังเป็นกังวลอยู่ เพราะแบบนั้นผมจึงเข้ามาคุมร้านในวันนี้เอง ถือโอกาสเป็นการตรวจสอบการทำงานของพนักงานไปในตัวด้วยเลย

     ร้านเปิดตอนสิบเอ็ดโมง ช่วงเที่ยงมักจะมีคนมาหาอาหารกลางวัน เลยไปตอนสายๆ หน่อยจะมีคนมากินกาแฟ หลังจากนั้นร้านก็จะเงียบไปจนถึงราวๆ หกโมง กำไรมาถึงผมมีไม่ค่อยมากนักหรอก หักค่าใช้จ่ายไปหมดก็มีอยู่แค่นิดเดียว ที่ยังเปิดร้านอยู่ก็เป็นเพราะใจรักล้วนๆ แต่ผมเองก็เริ่มคิดถึงการเพิ่มยอดขายให้มากกว่านี้อยู่เหมือนกัน

     “น่าจะมีลูกค้าสาวๆ สวยๆ เข้ามาบ้าง”

     “จ่ายเงินให้มาทำงาน ไม่ได้ให้ม่อสาว” ผมว่าพร้อมกับฟาดมือลงบนศีรษะล้านๆ ของมัน

     “จะให้ม่อหนุ่มแบบเฮียเหรอ” ...ไอ้โลน เดี๋ยวโดน ผมหรี่ตามองหน้ามันจนมันหัวเราะแห้งๆ “ไม่มีอะไรเฮีย ไปช่วยพ่อครัวดีกว่า”

     ผมกลอกตา ไอ้เก้ชอบลามปามแต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนัก เห็นแบบนี้มันสู้ชีวิตอยู่นะ ทำงานเลี้ยงแม่กับน้องเช้าจรดค่ำ ขนาดเป็นพนักงานประจำที่ร้านผมต้อนเช้ามันก็ยังทำงานที่อื่นอยู่ดี แต่เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องของผมเสียด้วย...

     พอไอ้เก้หายหัวเข้าไปหลังร้าน ร้านก็เข้าสู่ความสงบ มีเสียงคนช้อนกาแฟอย่างแผ่วเบาดังให้ได้ยินจากลูกค้าคนเดียวที่เหลืออยู่

     ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ หยิบโทรศัพท์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดู นิ้วไม่รักดีกดเข้าที่เบอร์โทรศัพท์ซึ่งโทรเข้าแทบจะล่าสุดและผมก็ยังไม่ได้บันทึกมันไว้

     ผมไม่มั่นใจว่าควรจะบันทึกมันไว้ในชื่ออะไร บรรณาธิการ... กชอินทร์... หรือว่าอินทร์ ชื่อที่ครั้งหนึ่งผมเคยเรียกจนชินปาก แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เรียกมันด้วยชื่อนั้นอีกไหม พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ยินมันเรียกผมด้วยชื่อเล่นเหมือนเดิมรึเปล่า

     ‘พีท’

     ผมชอบเวลาที่มันเรียกชื่อผม... มันเป็นคนที่ทำให้ผมชอบชื่อของตัวเองมากกว่าใคร

     มันงี่เง่า ผมรู้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมรู้จักและรักมันเป็น ‘คนแรก’ หรือเปล่าทำให้ผมฝังใจกับมันนัก

     ผมเคยคิดมาตลอดว่าผมลืมมันแล้ว จนกลับมาเจอกับมันอีกครั้งถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ อินทร์คงอยู่หลังประตูสักบานในหัวใจของผมซึ่งผมปิดมัน และหันหลังให้มันมาร่วมสิบปีเต็ม นับตั้งแต่เราไม่ได้คุยกัน

     ‘ไม่มีอะไร...แค่ขี้เกียจคุย’

     เหตุผลที่แสนไร้เหตุผลนั้นทำให้ผมไม่อยากจะถามอะไรต่อ

     ผมรู้... บางทีมันอาจจะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันอยากจะตัดความสัมพันธ์กับผม ไม่อยากพูดคุยกันอีกแล้ว แต่มีอะไรบางอย่างที่ติดค้างในใจของผมอยู่ตลอด แม้ว่าจะได้ยินสาเหตุที่มันกล่าวอ้างออกมาแล้วก็ตาม

        อินทร์เป็นคนมีเหตุผลมากคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก มันแตกต่างกับผมที่ชอบทำอะไรตามอารมณ์ราวฟ้ากับเหว ถ้ามันเป็นน้ำเย็นผมก็คงเป็นไฟ เราแตกต่างกันเสมอ... เพราะแบบนั้นผมถึงคิดว่าเหตุผลของอินทร์ไม่น่าจะใช่แค่ ‘ขี้เกียจ’ แต่ผมก็ไม่เคยได้ถามมันอีกที
   
     กริ๊ง

        เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้บริเวณประตูสั่นทำให้ผมเงยหน้าขึ้น เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เจ้าหล่อนดูมีอายุใกล้ๆ กับผม แต่งตัวด้วยสีพาสเทลแบบที่ผู้หญิงหวานชอบใส่กัน หล่อนยิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตรงมาที่เค้าท์เตอร์ซึ่งมีที่นั่งเพียงสามที่และมีผมยืนอยู่ด้านหลัง

        ผมมองซ้ายขวา ไอ้เก้คงจะไม่โผล่มา “รับอะไรดีครับ” ผมเลยเอ่ยถามเจ้าหล่อนเลย

        “เอากาแฟเย็นค่ะ” เธอระบายยิ้มบนริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีชมพู

        “ไม่เอาเค้กด้วยเหรอครับ อร่อยนะ” ...ขายของสิครับ จริงๆ เค้กเป็นขนมที่สั่งซื้อมาน่ะ พ่อครัวคอยทำแต่อาหารคาวเท่านั้นเอง

        “ยังล่ะค่ะ นัดคนไว้ เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า”

        ผมพยักหน้า ไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีกและลงมือทำกาแฟให้ เนื่องด้วยไม่ใช่ร้านขนมเป็นหลัก กาแฟที่ใช้ก็แค่กาแฟปั่นธรรมดา

        ผมวางแก้วกาแฟลงตรงหน้าเจ้าหล่อนที่กดโทรศัพท์โดยไม่เงยหน้าขึ้น เธอพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงหวาน

        “คุณเป็นเจ้าของร้านรึเปล่าคะ”

        ผมผงะนิดหน่อย “ครับ” ก่อนที่จะตอบรับไปตามจริง

        “งั้นคุณก็คือพี่พีท พีรพัฒน์ที่เป็นนักเขียนใช่ไหมคะ” เธอถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูกระตือรือร้นกว่าเดิมเล็กน้อย

        ผมพยักหน้าอีกครั้ง ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้เพราะมีนักอ่านส่วนหนึ่งรู้ว่าผมเปิดร้าน บางคนก็เอาหนังสือมาให้เซ็นที่นี่ก็มี แต่ไม่ได้มีบ่อยหรอกนะ... และลางสังหรณ์ผมก็ไม่ได้ผิด เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือ

        “ฉันเป็นแฟนคลับค่ะ ช่วยเซ็นให้หน่อยได้ไหมคะ”

        “ขอบคุณครับ” ผมได้แต่ยิ้ม คนเป็นคนเขียน... พอมีคนมาพูดแบบนี้แม้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็ทำให้รู้สึกดีใจได้ทุกครั้ง

        ผมมองซ้ายขวาก่อนที่จะคว้าปากกาที่อยู่ใกล้ๆ มา หยิบกระดาษใบเสร็จเก่าลองปากกาด้านหลัง ดูไม่มีปัญหาอะไรผมจึงเอ่ยปากถาม

        “ชื่ออะไรครับ”

        “พริมาค่ะ” เธอตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ ก่อนที่จะตามด้วยการสะกดชื่อให้ฟัง ผมจรดปลายปากกาให้เธออย่างเชื่องช้า พยายามจะทำให้ดูใส่ใจที่สุด พร้อมกับเขียนข้อความเพิ่มเติมให้เจ้าหล่อนอีกเล็กน้อย

        จังหวะนั้นเองที่โทรศัพท์ของเธอก็แผดเสียงร้อง พริมาส่งเสียงขอโทษเพราะมันดังไปหน่อยในร้านที่เงียบๆ ก่อนที่จะกดรับสายพอดี

        “อินทร์เหรอ... อืม พริมอยู่ที่ร้านแล้ว”

     ชื่อที่หลุดมาจากปากเธอทำให้ผมหยุดชะงักขณะกำลังลงชื่อและวันที่ในปกในของหนังสือเจ้าหล่อน

        ‘อินทร์’ อย่างงั้นเหรอ... แล้วเธอชื่ออะไรนะ... ‘พริมา’?
   
     ผมย้อนนึกถึงเมื่อสองวันก่อน ตอนที่บรรณาธิการคนใหม่มานั่งเฝ้าผมถึงห้องนอนและเดินออกไปเพื่อพูดโทรศัพท์ ให้ตาย ตลกร้ายแล้วมั้งถ้าใช่จริงๆ... ผมกลอกตา บอกตัวเองว่าให้สงบสติอารมณ์ซะ ชีวิตจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้อยคำเหล่านั้นไม่เป็นผลเมื่อกระดิ่งที่แขวนที่ประตูดังขึ้นอีกครั้ง

        กริ๊ง

        ก่อนที่จะตามมาด้วยร่างโปร่งติดผอมบางของผู้ชายคนหนึ่งที่ถือโทรศัพท์ไว้แนบหู สีหน้าหงุดหงิดใจและเดินตรงมาที่ผมจนลมหายใจผมติดขัด

        ไม่ใช่... อินทร์เดินมาหาพริมาต่างหาก

        “บอกแล้วว่าถ้าอยากได้ลายเซ็นให้บอกอินทร์” ไม่ว่าเปล่า กชอินทร์ยังเดินตรงมาจับต้นแขนของลูกค้าผมด้วยทีท่าที่ค่อนข้างจะบ่งบอกถึงระดับความสัมพันธ์ได้ระดับหนึ่งว่าสนิทกันพอสมควร “ทำไมต้องมาถึงที่ร้านนี่ด้วย”

        “เอ้า ก็อินทร์ยังไม่ได้จัดการให้พริมนี่”

        ผมกำปากกาแน่นไม่กล้าเขียนตัวอักษรใดๆ ลงหน้ากระดาษเพิ่มอีก กลัวว่าจะออกแรงกดจนมันทะลุ มองสองคนที่กำลังทำท่าเหมือนจะทะเลาะกันด้วยความรู้สึกเหมือนเอาอารมณ์ต่างๆ ต้มรวมกันในหม้อแล้วยกดื่ม มันห่วยแตกสุดๆ

        ผมพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก้มลงจรดปลายปากกาก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาและพบว่าทั้งสองคนกำลังมองหน้าผมด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน พริมายิ้มให้ผมในขณะที่คุณบรรณาธิการมองผมด้วยสีหน้าหงุดหงิดใจแบบปิดบังไม่มิด

        ตอนที่เห็นว่ามันมองผมแบบนั้น วินาทีแรกของผมคือรู้สึกไม่พอใจ แต่พอคิดว่าเมื่อคืนก่อนเกิดอะไรขึ้นความโกรธเหล่านั้นก็ดับลงในชั่วพริบตา กลายเป็นความรู้สึกละอายใจจนทำให้ผมต้องเบนสายตามาจับจ้องที่หญิงสาวแทน

        “ขอบคุณนะคะ” หล่อนเอ่ยปากอีกครั้งก่อนที่จะหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ตนเอง “นั่งสิอินทร์ ไม่นั่งเหรอ”

        “พริม...” กชอินทร์ถอนหายใจออกมาเสียงดัง “อินทร์ไม่เห็นความจำเป็นที่พริมต้องมาเองเลยนะ อยากเจอ ‘นักเขียนที่ชอบ’ เดี๋ยวเขาก็มีแจกลายเซ็นแล้ว”

        ผมกลอกตากับน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่มันพูดกับอีกฝ่ายอย่างใจเย็น

        “จริงเหรอ ทำไมไม่บอกล่ะ...”

        ผมนึกขอบคุณที่ ณ จังหวะนั้น ลูกค้าอีกคนของผมยกมือขึ้นและทำสัญญาณมือให้ผมเดินออกจากตรงนี้ไปคิดเงินได้สักที ผมแกล้งทำเป็นขอจังหวะเดินออกมาจากตำแหน่งนั้นและมาคิดเงิน ปรากฏว่าลูกค้าคนนั้นกลับจ่ายเงินที่พอดีเป๊ะๆ

     และพอเดินกลับมาที่เดิม เจ้าหล่อนก็เอ่ยปากถามประโยคที่ทำให้ทั้งผมและอินทร์ตอบอะไรไม่ถูกขึ้นมา

        “ทำไมอินทร์ไม่คุยกับพี่พีทเลยล่ะ?”

        ผมเหลือบสายตามองมันก่อนที่จะเบนสายตาไปทางอื่นเมื่อเราสบตากัน และอีกฝ่ายเองก็ทำเช่นเดียวกัน

        “อินทร์...” คนที่พูดก่อนคือกชอินทร์ “ไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่น่ะ” ก่อนที่จะหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อยโดยที่ไม่สบตากันแม้แต่นิดเดียว “ใช่ไหมครับ คุณพีรพัฒน์”

        “งั้นหรือ” เจ้าหล่อนส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ

        ผมไม่รู้จะพูดอะไร ก่อนที่จะพูดคำพูดเบี่ยงเบนประเด็นในที่สุด “คุณจะรับอาหารหรือขนมอะไรเพิ่มไหมครับ?”

        อินทร์ไม่ได้ตอบอะไร อีกฝ่ายมองหน้าผมด้วยแววตาที่แสนจะว่างเปล่า หากแต่ในความว่างเปล่าเหล่านั้น คล้ายว่าผมเห็นอะไรบางอย่างที่สั่นไหว

        คนตรงหน้าเริ่มหยุดการโวยวาย สุดท้ายก็ยอมทิ้งตัวลงนั่งก่อนที่จะสั่งกาแฟร้อนพร้อมกับโรลเค้กมาอีกหนึ่งชิ้น ผมได้แต่พยักหน้ารับ แสร้งทำเป็นจดรายการอาหารและเดินไปด้านหลังร้าน

        “เก้” ผมเรียกชื่อพนักงานที่นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ เล่นเอามันสะดุ้งเล็กน้อย “ไปรับแขกดิ”

        มันมองซ้ายมองขวาคล้ายสติยังไม่เต็มเต็งก่อนที่จะโค้งหัวเมื่อเริ่มได้สติ “ขอโทษครับเฮีย”

        “ไม่เป็นไร” ผมเอ่ยเสียงเรียบ   “ไปรับเขา กาแฟร้อนกับโรลเค้กชิรามิสุ” ผมจัดการสั่งงานเสร็จสรรพก่อนที่จะถอนหายใจ “ขอไปสูบบุหรี่แป๊บ”

        “ได้เลยเฮีย”

        ผมกำลังจะหันหลังเดินออกมาหน้าร้านใหม่เพราะหลังร้านไม่มีประตู ยังไงๆ ก็ต้องเดินไปหน้าร้านก่อนอยู่ดีแต่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ต้องหันมาบอกลูกจ้างของตัวเอง

        “น้ำตาลสาม คอฟฟี่เมทหนึ่ง ห้ามใส่นมนะ”

        ไอ้เก้ทำหน้างุนงงแต่มันไม่ได้พูดอะไร ผมจึงถอนหายใจและเดินออกไปที่หน้าร้าน สบตากับกชอินทร์เล็กน้อยตอนเดินสวนแต่ผมเลือกที่จะเบือนหน้าหนีและเดินออกมาที่หน้าร้าน

        ผมไม่คิดว่าผมจะทนอยู่ตรงนั้นได้นานไปกว่านี้...

        ทันทีที่เดินออกมาหน้าร้านผมเลือกที่จะคว้าซองบุหรี่ที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงมาก่อนที่จะสำเหนียกได้ว่าตัวเองพยายามที่จะเลิกมันอยู่เลยเอาแค่กล่องเปล่าๆ ใส่หมากฝรั่งมาใส่เล่นเอาผมหงุดหงิดอีกรอบ จำต้องเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบบุหรี่ซองใหม่มาจากตู้ที่ตัวเองเก็บในห้องนั่งเล่นพร้อมกับหยิบไฟแช็กจากโซฟา

        ผมไม่ชอบสูบบุหรี่ในบ้าน เพราะฉะนั้นผมต้องเดินออกมาข้างนอก แต่สิ่งที่ผมเห็นเมื่อเปิดประตูบ้านออกมาทำให้ผมหยุดชะงัก

        อินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น มันเอาแขนซ้ายจับบริเวณข้อศอกของแขนอีกข้างและมองตรงมาที่ผม

        “คุณพีรพัฒน์” มันเรียกชื่อผมน้ำเสียงราบเรียว ก่อนที่จะค่อยๆ เดินตรงมา...ที่ผม หมายถึงผมจริงๆ

        ในหัวสมองของผมคิดอยู่สองอย่าง หนึ่งคือการถอยหลังและปิดประตูบ้านใส่มัน สองคือการเดินตรงไปหามันและตะโกนใส่หน้ามันแรงๆ ว่ามันจะมาอยู่ที่นี่ทำไม แต่สิ่งที่ผมทำจริงกลับกลายเป็นเพียงการยืนอยู่นิ่งๆ หน้าประตู ปล่อยให้มันเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

        ช่วงเวลานับตั้งแต่มันยืนอยู่ตรงนั้นจนมาถึงตรงหน้าผมที่ห่างกันเพียงสองก้าวมันเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกยาวนานแบบที่บรรยายไม่ค่อยถูกนัก
     
        ผมรู้สึก...อึดอัด

        “คุณพีรพัฒน์”

        “เลิกเรียก...” เสียงของผมแหบแห้ง พูดออกมาโดยที่ยังไม่ทันผ่านการกลั่นกรองจากสมองด้วยซ้ำไป “อย่าเรียกชื่อนั้น”

        ...เรียกว่า ‘พีท’ เหมือนเดิมสิ

        อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไร มันมองผมด้วยแววตาที่ผมอ่านไม่ออก ความรู้สึกส่วนลึกบางอย่างบังคับให้ริมฝีปากผมเอ่ยปากพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

     “อย่ามองแบบนั้น”

        ...มองแบบกันที่เคยมองไม่ได้หรือ

        “ทำไมต้องทำแบบนี้วะ”

     ผมได้แต่เอ่ยปากถามโดยที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าผมอาจจะไม่ได้รับคำตอบ มันเป็นเพียงการฟูมฟายแบบคนที่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องเป็นแบบนี้ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครที่ไหน อินทร์เป็นเพียงข้อยกเว้นทุกอย่างของผม เป็นคนที่ทำให้ผมอ่อนแอได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งๆ ที่มันเคยทำให้ผมคิดว่าผมจะสามารถเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดได้...ตอนที่ยังมีมัน
   
     “ถ้ากลับเข้ามาในชีวิตกูไม่ได้...ทำไมมึงต้องมาอยู่ตรงหน้ากูตอนนี้ด้วย...”
   
     ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแตกสลาย

        คล้ายว่าความอดทนที่พยายามมาตลอดตั้งแต่ได้กลับมาเจอมันอีกครั้งมันพังทลาย ผมพยายามที่จะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น พยายามที่จะทำเป็นต่อต้าน พยายามทุกวิถีทางแต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย

        ทุกคำพูดของผมไม่ได้ใช้น้ำเสียงตวาดหรือรุนแรง กลับกันมันแผ่วเบาอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดจากผมเอง ไม่มีวินาทีไหนที่ผมละสายตาจากมันจนรู้สึกตัวว่าภาพตรงหน้าพร่าไปเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น... ผมรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาแต่ไม่มีอะไรไหลลงมา ซึ่งมันน่าจะดีแล้ว แค่ทุกอย่างที่ทำตอนนี้ก็ดูน่าสมเพชเพียงพอ

        “คุณพีรพัฒน์” พวกเราอยู่ในความเงียบ ก่อนที่อีกฝ่ายจะทำลายมันลง “ผมไม่รู้ว่าคุณคาดหวังอะไร แต่รู้ไว้เลย... คุณจะไม่ได้มันจากผม”

        “...”

        “คุณคือคุณพีรพัฒน์ ผมคือกชอินทร์ พวกเราเป็นแค่นักเขียนกับบก. เท่านั้น”

        “...”

        “หรือถ้าคุณไม่เชื่อ... ผมจะบอกให้คุณฟัง”

     มันหลับตาลง เว้นจังหวะคำพูดไปชั่วครู่ก่อนที่จะลืมตาขึ้น มองผมด้วยแววตาที่เรียบเฉยจนผมนึกตั้งคำถามในใจว่าคนที่เคยมีแววตาวูบไหวตอนเราจ้องตากันเมื่อหลายปีที่แล้วหายไปไหน

     “...ผม ‘เกลียด’ คุณ...”





------------------------------------------------
คือเมื่อคืนนี้ทำอะไรโง่ๆ มาค่ะ
เมื่อคืนนอนหลับทับแขนตัวเอง แบบทั้งแขน แต่ตอนนี้ขยับข้อมือแทบไม่ได้ ฮือ...
จะพยายามมาอัพต่อให้เร็วที่สุดนะคะ ขอไปรักษาความโง่วววว ก่อน  :z3:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4060
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
 :ling1:

ผ่านไป 5 ตอนเรายังไม่รู้เลยคู่นี้มีความหลังอะไรกันมา

วานจขกท.ช่วยใบ้ให้นิดนึงก็ยังดีน้าาาา  :hao5:


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
รู้อะไรเพิ่มเติม?

ออฟไลน์ กฤษณ์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
 :m16:
ถ้าตอนหน้าไม่มีอะไรคืบหน้านี่.. แบนคุณบก.รัวๆ

ออฟไลน์ AppleBerry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
หน่วงแบบที่ยังไม่รู้สาเหตุ :ling2:

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 715
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-2
 :ling1:  :katai1: โอ๊ยยยย หน่วงได้ใจ สนุกมากค่ะ อินทรรรรรรรรรรรรรร์เห็นใจพีทหน่อยยย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด