To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว ★ ตอนพิเศษ : ลับ ★ 05/01/2561  (อ่าน 125224 ครั้ง)

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


เรื่องยาว
เหวี่ยง ซบ พบ(รัก)เธอ [จบแล้ว]
ความน่ารักชนะทุกอย่าง [จบแล้ว]
8 วัน 7 คืน [จบแล้ว]
To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว[จบแล้ว]
อยากให้เธอฝันยามหนุน [จบแล้ว]
My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม [จบแล้ว]
P H O T O (X) ความลับในภาพถ่าย [จบแล้ว]
เหนือลิขิต [จบแล้ว]



เรื่องสั้น
★  สองแถวกับสองเรา
★  อยากบอกว่าชอบเธอ
★  พรหมลิขิตไม่มีอยู่จริง



========================



To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว

ผมเก็บมือถือได้ ดูเหมือนเป็นคนดี
แต่ความจริงผมแค่หยิบมันมาเพราะเจ้าของลืมมันวางไว้บนโต๊ะ
ผมอยากเอามันไปขาย ก็ตั้งใจไว้แบบนั้น
แต่เพราะโน้ตแผ่นหนึ่งที่เจอในเคสมือถือทำให้ผมเปลี่ยนใจ
To...คนที่ได้อ่านสิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว
มันหมายความว่ายังไง จดหมายสั่งเสียอย่างนั้นเหรอ
อย่าบอกนะว่าเจ้าของมือถือเครื่องนี้คิดจะฆ่าตัวตาย


#Toจุดๆๆ


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-12-2019 20:56:13 โดย kinsang »

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5



บทนำ

 

            สมาร์ทโฟนแบรนด์ดังรุ่นใหม่ หน้าจอหกนิ้ว ตัวเครื่องบางเฉียบ ราคาเกือบครึ่งแสน มันวางอยู่ตรงนั้น

            วางอยู่ตรงหน้าผม

            มันมักจะมีเวลาที่ความคิดฝั่งดีกับความคิดฝั่งชั่วร้ายออกมาสู้รบกัน ซึ่งบางทีมันไม่ได้เกิดโดยกมลสันดาน แต่เกิดจากสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ

            ซึ่งบางทีผมคิดว่าจิตสำนึกความเป็นคนดีก็ไม่สำคัญเท่าปากท้องสักเท่าไร

            ผมละสายตาจากสมาร์ทโฟนราคาแพงเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของคนที่เพิ่งลุกออกไปจากโต๊ะ คนที่ผมตั้งชื่อเล่นให้ว่า 'นายมืดมน'

            ผมไม่ได้ตั้งชื่อเล่นให้ใครั่วๆ โดยไม่มีเหตุผล นายคนนั้นดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง แววตาหม่นหมอง ใต้ตาดำคล้ำ ดูง่วงเหงาหาวนอนเหมือนจะหลับตลอดเวลา เราบังเอิญได้นั่งกินข้าวเช้าโต๊ะเดียวกันในคณะที่ผมไม่มีคนรู้จักอยู่เลยสักคน แล้วเขาก็ลืมมือถือทิ้งเอาไว้

            ถ้าผมเป็นคนดีสักนิดคงจะรีบเรียกเขาเอาไว้ หรือไม่ก็กุลีกุจอวิ่งเอามันไปคืน แต่...ก็นั่นแหละ สำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลกย่อมมีคำว่าแต่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ

            ผมหันมองรอบข้างอย่างระแวดระวังก่อนเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นมาถือไว้อย่างแนบเนียน ลองสไลด์ปลดล็อคหน้าจอแล้วก็ต้องแปลกใจที่มันไม่ถูกตั้งรหัสอะไรเอาไว้ วอลเปเปอร์หน้าโฮมเป็นลายกราฟฟิคสีเข้มดูลึกลับและหลอนแปลกๆ กับแอปพลิเคชันมากมายที่ผมไม่รู้ว่ามันเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง

            หลังจากสำรวจเจ้าสมาร์ทโฟนราคาแพงเครื่องนี้ได้คร่าวๆ ผมก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของตัวจริงของมันอีกครั้ง เห็นแผ่นหลังห่อเหี่ยวนำพาความมืดมนเลี้ยวออกไปจากโรงอาหารก็ได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เก็บมันใส่กระเป๋าสะพายไว้อย่างเงียบเชียบแล้วลุกเอาจานไปเก็บก่อนก้าวยาวๆ ออกประตูอีกฝั่ง

            หวังว่านายมืดมนนั่นคงยังไม่รู้ตัวเร็วๆ นี้นะว่าลืมมือถือเอาไว้

 

            ออกมาจากโรงอาหารคณะบริหารผมก็มุ่งหน้าไปคณะตัวเองที่อยู่เกือบอีกฝั่งของมหาวิทยาลัย หยิบมือถือของนายมืดมนนั่นขึ้นมาดูอีกทีกะว่าจะปิดเครื่องหนี ไอ้เพื่อนตัวดีก็ดันวิ่งเข้ามาหาซะก่อนเลยต้องเก็บมันลงกระเป๋าอย่างช่วยไม่ได้

            "ไอ้ปลื้มกินข้าวกัน"

            "กูกินมาแล้ว"

            "กินที่ไหนวะ กูเพิ่งมึงเดินมาเนี่ย"

            "บริหาร"

            "ไปกินทำไมที่นั่นวะตั้งไกล"

            "เปลี่ยนบรรยากาศ"

            "แหนะๆ ติดสาวบริหารก็บอก"

            ผมไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนเดินนำไอ้เจนไปกะว่าจะเข้าห้องเลคเชอร์เลย แต่ก็ไม่วายโดนมันลากไปโรงอาหารด้วยอยู่ดี คนยิ่งไม่มีเงินอยู่ไปนั่งมองมันกินเดี๋ยวน้ำลายแตกอยากกินอีก ไอ้เพื่อนนี่ก็ไม่ได้คิดถึงสถานะทางการเงินของเพื่อนเลยให้ตาย

            ไอ้เจนกินข้าวราดแกง ส่วนผมได้น้ำเก๊กฮวยแก้วละสิบบาทมาดูดแก้กระหายหนึ่งแก้ว นั่งคุยเรื่องงานที่อาจารย์สั่งเมื่อคาบก่อน แต่แล้วอยู่ๆ เสียงเรียกเข้าปริศนาก็ดังขึ้นมา ไม่ใช่ของผมแน่ๆ ล่ะเพราะปิดเสียงเอาไว้ แล้วก็ไม่น่าใช่ของไอ้เจนที่ทำหน้างงอยู่ตอนนี้เช่นกัน

            เพราะฉะนั้นก็เหลือแค่เครื่องเดียว คือของนายมืดมนนั่น

            ฉิบหายแล้ว!!

            "เสียงมือถือใครวะ"

            ผมเปิดกระเป๋าควานหามันอย่างรีบๆ หยิบขึ้นมาดูพยายามแอบไว้ไม่ให้ไอ้เจนเห็น ยังไม่ทันได้อ่านชื่อบนหน้าจอก็กดตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องทันที

            "ของมึงเหรอ"

            "อ๋อ เออๆ"

            "แปลก ปกติมึงไม่ชอบเปิดเสียง"

            "กูลืม"

            "ปกติก็ไม่ใช่เสียงนี้" ไอ้เจนมันกินไปถามไป หน้าตาซื่อๆ ตามประสา แต่จะรู้เรื่องกูเยอะไปแล้วมึง เป็นแฟนพันธุ์แท้กูเหรอ รู้ดีจัง

            "กูเพิ่งเปลี่ยนเสียงใหม่"

            "ไม่ยักรู้ว่าชอบฟังเพลงแนวนี้"

            คราวนี้ผมได้แต่ฉีกยิ้มแถต่อไม่เป็น ก็ไอ้เพลงสากลที่นายมืดมนมันต้องเป็นเสียงเรียกเข้าผมรู้จักซะที่ไหน ไม่ใช่แนวเลย ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้ไอ้เจนมันถามอะไรมากไปกว่านี้เป็นพอ

            "เออ ว่าแต่..." มันเกริ่นมาแค่นี้แล้วก็ยกน้ำขึ้นมาดูด มึงเว้นจังหวะได้ดีมากเพื่อน

            "อะไร"

            "สรุปแม่มึงโอนเงินค่าหอมาให้ยัง ถ้ามึงไม่จ่ายภายในสัปดาห์นี้เค้าจะให้มึงออกแล้วไม่ใช่เหรอ"

            "อ๋อ เออ ไม่มีปัญหาแล้วมึง กูจัดการแล้ว"

            "แน่นะ ไม่ใช่มีปัญหาอะไรไม่บอกพวกกูอีกนะ"

            "เออ เรียบร้อยแล้ว จริงๆ"

            "เนี่ย กูเพิ่งคุยกับไอ้ว่านมาว่าถ้ามึงไม่มีเงินจ่ายจริงๆ อาจจะช่วยกันออกให้ก่อน หรือไม่ก็มาอยู่บ้านกู ไม่ก็คอนโดไอ้ว่านไปพลางๆ ได้หอใหม่แล้วค่อยย้าย"

            "โหย ซึ้งใจ"

            "มึงคบเพื่อนถูกคนไง กูอ่ะคนดี" ไอ้เจนยักคิ้วแล้วเหยียดยิ้ม ดูกวนประสาทแถมทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวขึ้นมาซะอย่างนั้น

            ที่ทำไปทั้งหมดนั้นเพราะผมไม่มีทางเลือก จริงๆ ก็อาจจะมีแต่วิธีนี้มันได้ผลเร็วมากกว่า ผมไม่มีเงินจ่ายค่าหอ ค้างมาสามเดือนแล้วแม่ก็ยังไม่โอนมาให้เพราะบ้านที่ต่างจังหวัดก็แย่พอกัน เงินเดือนที่ได้จากการทำงานพิเศษก็พอแค่เลี้ยงปากท้องไปวันๆ ไหนจะค่าอุปกรณ์การเรียนอีก และถ้าผมไม่มีเงินไปจ่ายค่าหอได้ออกมาเป็นคนเร่ร่อนแน่ๆ

            ต้องขอโทษนายมืดมนนั่นด้วยจริงๆ เพราะชีวิตคนจนมันไม่ค่อยมีทางเลือกสักเท่าไร

 

            เลิกคลาสวันนี้ผมกะว่าจะแวะห้างแล้วเอามือถือที่เก็บได้ไปขาย แต่โชคชะตากลับเล่นตลกโดนไอ้ว่านลากไปคอนโดให้ไปช่วยแก้งานจนมืดค่ำซะงั้น ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ห้างเหิงอะไรปิดหมด สุดท้ายเลยต้องเดินคอตกกลับหอ

            เปิดประตูห้องเข้ามาได้ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง มองห้องแคบแสนแคบแค่พอวางที่นอนได้กับค่าเช่าแสนถูกแล้วอนาถใจ จนต้องรีบค้นมือถือของนายมืดมนนั่นออกมาดู

            มือถือราคาแพงขนาดนี้ชาตินี้คงไม่มีปัญญาซื้อมาใช้แน่ๆ

            ลองกดเปิดเครื่องอีกที ทั้งมิสคอล ไลน์ สารพัดแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมาไม่ขาดสาย ผมกดทุกอย่างทิ้ง แต่พออีกฝ่ายรู้ว่าติดต่อได้แล้วก็พยายามติดต่อมาอีกจนต้องปิดเครื่องหนีอีกรอบ

            เอาไงดี ตั้งค่าโรงงานไปเลยดีไหม หรือถอดซิมออก

            สมองครุ่นคิดถึงวิธีปิดการสื่อสารทุกทางมือก็ทำการแกะเคสออกไปด้วย เคสสีดำหลุดออกจากตัวเครื่องพร้อมกับอะไรบางอย่างที่ร่วงออกมาจากเคสอีกที

            ผมหยิบกระดาษถนอมสายตาที่ถูกพับจนเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขึ้นมาดู วางโทรศัพท์ลงแล้วหันมาสนใจมันแทน คลี่มันออกด้วยความสงสัย และอ่านสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้

            'To...คนที่ได้สิ่งนี้ในวันที่ผมจากไปแล้ว'

            หัวคิ้วผมวิ่งชนกันทันทีที่ได้อ่าน เข้าใจความหมายของมันได้ในทันที

            อย่างกับจดหมาย...ลาตาย

            จั่วหัวว่าน่าสงสัยแล้วแต่เมื่ออ่านเนื้อหาข้างในทุกอย่างก็กระจ่าง มันคือคำฝากฝัง ฝากถึงใครก็แล้วแต่ที่ได้อ่านแล้วไหว้วานให้ทำตามคำขอ

            'ถ้าใครได้อ่านโน้ตแผ่นนี้ มันอาจจะเป็นวันที่ผมได้จากโลกใบนี้แล้วก็ได้ แต่ยังมีบางอย่างที่อยากฝากฝังให้ทำซักหน่อย เพราะถ้าไม่ได้ทำมันผมต้องไม่สบายใจมากแน่ๆ 5555'

            ผมไล่อ่านทุกข้อที่เขียนไว้ในโน้ตแผ่นนี้ เหมือนว่านายมืดมนนั่นจะมีเพจเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง มียูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดถูกเขียนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์และบล็อก มีคนติดตามและทำการค้าขาย สิ่งที่ฝากฝั่งคือการแจ้งให้คนเหล่านั้นรับรู้ว่าหมอนั่นได้จากไป รวมถึงช่องทางการติดต่อต่างๆ ในกรณีที่การค้าขายยังไม่เสร็จสิ้น

            ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ผมเลยอ่านทวนอยู่หลายรอบ นึกถึงตอนที่ได้เจอกันเมื่อเช้านี้ จนได้ข้อสรุปว่านายมืดมนนั่นต้องคิดจะฆ่าตัวตายแน่ๆ

            ห่อเหี่ยว ไม่สดใสไร้ชีวิตชีวา ถ้าจำไม่ผิดที่แขนกับมือมีรอยแผลเป็นอยู่หลายจุด บางทีนายมืดมนนั่นอาจจะเครียดอย่างหนัก หรือไม่ก็เป็นโรคซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งแล้วก็ได้

            อยู่ๆ ก็รู้สึกเครียดยิ่งกว่าไม่มีเงินจ่ายค่าหอ เงินก็สำคัญแต่ชีวิตคนสำคัญกว่า แล้วทำไมโทรศัพท์เครื่องนี้ต้องเป็นของนายมืดมนนั่นด้วยก็ไม่รู้

            แล้วทำไมต้องเป็นผมที่หยิบมันมาด้วยอีกนั่นแหละ

            ผมนั่งจ้องมองไอ้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้อย่างไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตกว่านี้สักหน่อยผมคงขยำกระดาษโน้ตแผ่นนี้ทิ้งแล้วทำตามเป้าหมายเดิม แต่เพราะผมยังไม่ชั่วร้ายขนาดนั้น       

            เสียงเรียกเข้าเพลงสากลที่ผมไม่รู้จักดังขึ้นหลังจากผมตัดสินใจเปิดเครื่อง จ้องมองมันอย่างชั่งใจสักพักก่อนจะกดรับ

            (สวัสดีครับ ผมเจ้าของโทรศัพท์นะ คุณเก็บมันได้ใช่มั้ย)

            ปลายสายพูดรัวมาจนผมแต่ได้เงียบ เอาไงดี วางสายหรือคุยต่อ คืนเจ้าของหรือเอาไปขาย มีเงินไปจ่ายค่าหอหรือโดนไล่ออกเป็นพวกไร้ที่อยู่

            (ฮัลโหลๆ ได้ยินหรือเปล่า) น้ำเสียงที่ถามฟังดูร้อนใจ ถ้าเป็นผมมือถือหายก็คงร้อนใจเหมือนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้วยังจะร้อนใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อีกเหรอ

            ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว

            (ได้ยินหรือเปล่าครับ ถ้าได้ยินช่วยตอบผมที)

            "ครับ ผมเก็บมือถือเครื่องนี้ได้"

            เอาล่ะ ผมตัดสินใจแล้ว ต่อจากนี้ไม่ว่ายังไง ความจริงเกี่ยวกับกระดาษโน้ตสั่งเสียนั่น ผมต้องรู้ที่มาของมันให้ได้

 


TBC.




เอามาลมชิมลางก่อน ชื่อเรื่องอาจจะดูโศกๆ แต่ก็นั่นแหละ อิอิ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าจ้า




ออฟไลน์ flimflam

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 881
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-4
น่าติดตามค่ะ สิ่งที่นายคนนั้นทำเราก็คิดจะทำเหมือนกัน กลัวตายแล้วไม่มีใครรู้ 555555555555

ออฟไลน์ มะเขือม่วง

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 435
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
รออ่านตอนต่อไปค่ะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ Bradly

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
จะยังไงต่ออ่า อยากรู้ๆ  :hao4:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ EARTHYSS :)

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
ชื่อเรื่องหดหู่มาก แต่ก็สะดุดใจจนต้องเข้ามาอ่าน

ออฟไลน์ FeaRes

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 738
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
ตกลงตายหรือยังนะ 55555
ติดตามน้าาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ donut4top

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ชื่อเรื่องหดหู่มาก แต่ก็นั่นแหละ ทำให้เราสงสัยจนต้องเข้ามาอ่าน

ออฟไลน์ zzzzzz

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
รอๆๆหง่ะ เข้ามาเพราะชื่อเรื่อง อ่านแล้วก็สนใจ

อย่าทิ้งกันนะๆ รอๆ

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5



ตอนที่ 1

 

            ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเรียกเข้าที่ไม่คุ้นหู มือปัดป่ายไปมาบนที่นอนเพื่อหาสิ่งที่มันกำลังแผดเสียงลั่นรบกวนการนอน

ว่าแต่ใครมันโทรมาตอนนี้วะ อีกอย่าง เสียงเรียกเข้าแบบนี้มันไม่ใช่มือถือผม

            นอนฟังเสียงเพลงสากลที่ไม่รู้จักจนมันหยุดไปก็เด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ผมมีมือถือที่ไม่ใช่ของตัวเองอยู่ในครอบครองด้วย

            สมาร์ทโฟนราคาเกือบครึ่งเสนของนายมืดมนนั่น

            เสียงเงียบไปได้ไม่กี่วินาทีมันก็ดังขึ้นอีก ผมหยิบมันมาดู ไม่ได้มีอารมณ์อยากจะรับสายเท่าไร ยิ่งเห็นนาฬิกาบอกเวลาตีห้าครึ่งยิ่งอยากจะขว้างมันทิ้ง นี่มันวันเสาร์นะเว้ย ตื่นอะไรเช้าป่านนี้ จนสุดท้ายเลยต้องกดรับสาย คุยเสร็จค่อยปิดแจ้งเตือนแล้วนอนต่อ

            ว่าแต่ไอโฟนนี่มันปิดเสียงตรงไหนวะ

            (ฮัลโหลๆ ได้ยินผมหรือเปล่า)

            เพราะไม่มีอารมณ์จะคุยผมเลยเงียบใส่ ปลายสายก็ถามย้ำถี่ๆ เหมือนเวลาทดสอบเสียงไมค์

            ที่จริงเมื่อคืนเราคุยกันแล้วว่าจะนัดคืนมือถือวันจันทร์ เพราะนายมืดมนกลับไปอยู่บ้านวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมเองก็มีงานพิเศษต้องทำเลยไม่สะดวกไปหา แต่เช้านี้ก็ยังโทรมาอีก ไม่สิ ไม่ใช่แค่เช้า แต่มันเช้ามาก สงสัยคงกลัวว่าผมจะเบี้ยวนัดแหงๆ ซึ่งถ้าแบตเตอรี่เกิดหมดขึ้นมาผมไม่มีที่ชาร์ตแบตมาชาร์ตให้หรอกนะ

            (นายอย่าเงียบดิ)

            "รู้ไหมว่ามันเช้ามาก นายโทรมากวนเวลานอน"

            (เอ้า นอนอยู่เหรอ ขอโทษๆ)

            ถ้าเป็นคนรู้จักผมคงด่าสวนกลับไปชุดใหญ่ วันหยุดที่ไม่มีธุระหรือต้องออกไปเที่ยวไหนใครเขาจะแหกขี้ตาตื่นกันมาตั้งแต่ตีห้าครึ่งวะ ขนาดผมมีงานพิเศษต้องไปทำยังไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้เลย

            "ถ้าไม่มีอะไรแค่นี้นะ จะนอน"

            (โอเคๆ ไว้จะโทรมาใหม่)

            "ไม่ต้อง ไม่เบี้ยวหรอก เอาไปคืนแน่นอน แต่ถ้าแบตหมดติดต่อไม่ได้อันนี้ก็ไม่รู้นะ" พูดจบผมก็ชิงตัดสาย ทิ้งตัวลงนอนกะว่าจะหลับอีกสักงีบก่อนต้องตื่นไปทำงานพิเศษแต่ตาดันสว่างซะงั้น เพราะนายมืดมนนั่นคนเดียวเลย ไม่รู้ตื่นเช้าไปให้อาหารไก่หรือยังไง

            สมาร์ทโฟนราคาแพงยังถืออยู่ในมือ ผมยกมันขึ้นมามองแล้วถอนหายใจดังเฮือก เกิดความรู้สึกสับสนวุ่นวายขึ้นในหัว ไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไร กำลังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอะไรอยู่ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องสนใจก็ยังได้ ชีวิตคนที่ไม่รู้จักกับที่ซุกหัวนอนและผมกลับเลือกที่จะทิ้งให้ตัวเองลำบาก เลือกทำตัวเป็นคนดีที่ทำให้ชีวิตต้องตกระกำลำบากขึ้นอีกนิด คนดีที่เข้าไปจุ้นเรื่องคนอื่นเขา

            มองมันอยู่สักพักสุดท้ายผมก็ตัดสินใจลองสำรวจมือถือเจ้าปัญหาเครื่องนี้อีกครั้ง กดปิดเครื่องเพื่อรักษาแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว แกะเคสออกและเปิดอ่านกระดาษโน้ตที่ถูกพับใส่เอาไว้

            กระดาษโน้ตที่ไม่ต่างจากจดหมายสั่งเสีย

            เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และบล็อก ผมเข้ารหัสไปเช็คทุกอย่างที่ถูกเขียนเอาไว้ รู้สึกว่านายมืดมนนั่นจะมีงานอดิเรกเป็นการวาดรูป เป็นนักวาดที่มีชื่อเสียงอยู่พอตัวเมื่อดูจากจำนวนผู้ติดตาม ส่วนงานที่ลงไว้ในเพจก็สวยใช้ได้

            โอเค ผมโกหก มันสวยมากๆ เลยล่ะ

            ผมกดเข้าอัลบั้มในเพจ ไล่ดูงานแต่ละชิ้นไปเรื่อยๆ งานส่วนมากที่ลงจะเป็นแฟนอาร์ตสีน้ำของคนดังทั้งไทยและเทศ มีงานเสียดสีสังคมบ้างเล็กน้อย ยอดไลค์หลักพันกับคอมเม้นต์อีกเกือบหลักร้อย งานสวย ดูเพลิน รู้ตัวอีกทีก็เลื่อนมาถึงรูปสุดท้ายเสียแล้ว

            ถัดจากเพจในเฟซบุ๊กผมก็เข้าทวิตเตอร์ ในนี้นายมืดมนบ่นอะไรไม่รู้เต็มไปหมด เรื่องมือถือหายก็ทวีตไว้ แต่ผมดันสะดุดตากับอีกทวีตหนึ่งมากกว่า

            'ทุกคน เราเจอมือถือแล้วนะ มีคนใจดีเก็บไว้ให้ แต่คงได้ไปเอาคืนวันจันทร์นู่นเลย'

            อ่านแล้วริมฝีปากมันก็ยกยิ้มขึ้นมา ไม่ใช่ว่าดีใจหรือรู้สึกดีอะไร แต่กลับรู้สึกสมเพชตัวเองนิดๆ ไม่รู้ว่านายมืดมนทวีตไปเพราะคิดว่าผมเป็นคนดีจริงๆ หรือประชดประชันเล่นกันแน่ แต่ถ้าผมไม่ดันไปเห็นโน้ตบ้าๆ นั่นเข้าให้ตายนายก็ไม่มีวันได้มือถือคืนหรอก คิดแล้วก็เริ่มเครียด แล้วจะเอายังไงกับค่าเช่าห้องดี

            ผมไถทวิตเตอร์ลงมาเรื่อยๆ จนเจองานวาดภาพหนึ่งที่ถูกอัพเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มันสวย แต่ให้ความรู้สึกหน่วงอย่างประหลาด ผมควรคิดยังไงเมื่อได้เห็นภาพสีน้ำที่คนถูกแบ่งชิ้นส่วน แขนขาและหัวกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางเหมือนถูกฆ่าแล้วทิ้งไว้ในทุ่งดอกไม้ กับแคปชันที่ทำให้รู้สึกจิตตกมากกว่าจะทำใจชื่นชมไปกับผลงานชิ้นนี้ได้

            'ถ้าจะตายก็อยากตายที่นั่นล่ะ'

            ตัวละครของภาพไม่ได้ถูกวาดให้น่ากลัว อวัยวะที่ถูกตัดขาดมันเหมือนกับแขนขาของตุ๊กตา แถมหน้าตาเด็กผู้ชายในภาพยังยิ้มแย้มมีความสุข สำหรับคนอื่นอาจจะไม่คิดอะไรถึงได้มีแต่คนเข้าไปชื่นชมความงามของภาพกับถามเรื่องสีที่ใช้วาดเสียมากกว่า

            แต่สำหรับคนที่ได้อ่านโน้ตแผ่นนั้นอย่างผมมันไม่ใช่

            อยู่ๆ ในหัวก็สร้างคำถามมาให้ตัวเองอีกข้อว่าสถานที่ในภาพนั้นมันคือที่ไหน ผมลองเลื่อนลงไปดูเรื่อยๆ แต่ก็ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ค่อยได้ เพราะทวิตเตอร์ของนายมืดมนมีแต่อะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด อีกอย่างรูปนี้ไม่ถูกโพสต์ลงเพจในเฟซบุ๊กที่มีคนติดตามเยอะกว่า

            ฝังตัวอยู่ในทวิตเตอร์อยู่นานผมก็เลิกสนใจเว็บเพจวาดรูปต่างๆ นานาของนายมืดมนนั่น นอนเอาแขนก่ายหน้าผาก คิดแล้วคิดอีกว่าจะเอายังไงกับชีวิตตอนนี้ดี หรือจะกลับลำไม่คืนมือถือแล้วเอาไปขายให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว เพราะถึงนายนั่นจะจำหน้าผมได้แต่ก็คงไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใครเรียนคณะไหน อีกอย่างเวลาที่เรานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันมันไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ

            โน้ตที่คล้ายกับจดหมายสั่งเสียถูกหยิบขึ้นมาดูอีกรอบ อ่านทวนมันอีกครั้ง ไม่ว่าจะคิดยังไงตีความแบบไหนความหมายของมันก็เหมือนเดิมคือนายมืดมนคิดว่าตัวเองต้องตายในเร็ววันนี้ หากคิดในแง่ดีตัดเรื่องฆ่าตัวตายออกไป บางทีหมอนั่นอาจจะกำลังป่วยหนัก ซึ่งจากสภาพร่างกายอันทรุดโทรมนั่นก็ดูเข้ากับเหตุผลข้อนี้ดี แล้วอย่างไหนกันแน่ที่มันถูกต้อง

            แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะต้องรู้ความจริงเกี่ยวโน้ตแผ่นนี้ให้ได้ ยังไงซะผมก็ยังจะทำตามแผนเดิมต่อไป

            ที่มาของโน้ตแผ่นนั้น ยังไงก็ต้องรู้ให้ได้

 

            เข้าสู่ช่วงสายของวันผมก็ได้เวลาออกไปทำงาน อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าแล้วออกจากห้อง

            ผมทำงานพิเศษทุกวันหยุด จะเสาร์อาทิตย์หรือนักขัตฤกษ์รับทำหมด ได้ค่าจ้างวันละห้าร้อยหรือสามร้อยบาทตามช่วงเวลาที่เข้างาน เวลาเริ่มงานไม่แน่นอนเวลาเลิกงานไม่กำหนด แต่ทุกวันจะไม่เกินสองทุ่ม เหนื่อยหน่อยแต่ก็คุ้ม ได้สกิลเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวแถมได้ข้าวมากินฟรี นายจ้างก็ใจดี ถือว่าเป็นงานที่ผมชอบอย่างหนึ่ง

            เดินลงบันไดมาผ่านห้องเจ้าของหอผมก็แอบชำเลืองมอง แล้วก็จ๊ะเอ๋กับป้าแกเข้าจนได้ เลยรีบยกมือไหว้ทักทายแล้วส่งยิ้มหวาน ก่อนเดินจากมาอย่างเงียบเชียบ

            กับป้าเจ้าของหอเราตกลงกันได้ด้วยดีในระดับหนึ่ง ผมสัญญาไว้แล้วว่าสิ้นเดือนนี้จะจ่ายค่าห้องที่ค้างมาสามเดือน แต่ถ้าไม่มีเงินจ่ายจะยอมย้ายออกโดยไม่ต้องให้ใครมาไล่ ป้าแกก็ใจดียอมฟังที่ผมขอ สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวผมแล้วว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าหอได้ทันไหม ซึ่งคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่าหาให้ตายยังไงก็ไม่ทัน เพราะฉะนั้นเตรียมตัวเก็บข้าวของย้ายออกเลยจะดีกว่า

            ส่วนเรื่องที่ซุกหัวนอนใหม่นั้นผมคิดแผนไว้แล้ว เพื่อนรักทั้งสองไอ้ว่านกับไอ้เจนยังไงก็คงต้องไปพึ่งใครสักคน หาข้อแก้ตัวดีๆ ออดอ้อนมันสักหน่อยเดี๋ยวพวกมันก็ยอม และแน่นอนว่าเรื่องนี้จะไม่มีวันรู้ถึงหูครอบครัวผม พ่อกับแม่เหนื่อยกันมามากพอแล้ว ส่งเสียให้ผมเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ดีเท่าไร เพราะฉะนั้นหัดแก้ปัญหาและพึ่งตัวเองให้ได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยเป็นดีที่สุด

            ผมมาถึงบ้านเดี่ยวสองชั้นซึ่งอยู่หลังมหาวิทยาลัยตอนสิบเอ็ดโมง สถานที่ทำงานพิเศษที่ไอ้ว่านช่วยแนะนำให้ เดินเข้าไปข้างในสมาชิกในบ้านกำลังเตรียมของกันอยู่พอดี ผมทักทายทุกก่อนรีบเอาของไปเก็บแล้วเข้าไปช่วยป้านกแม่ครัวใหญ่ของบ้านยกผักที่ล้างเสร็จแล้วไปวางบนโต๊ะเพื่อเตรียมหั่น

            ป้านกแกเป็นแม่ค้าขายกับข้าวอยู่ในตลาดใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นร้านโปรดของไอ้ว่านมันด้วย ขายตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงสองทุ่ม ระหว่างทางกลับคอนโดเพื่อนผมมันชอบแวะซื้อกลับไปกินเป็นประจำ คุยกันไปคุยกันมาได้ความว่าป้าแกอยากได้คนช่วย มันเลยฝากฝังผมให้เรียบร้อย จนเข้าปีที่สองแล้วที่ผมได้มาช่วยป้าแกขายกับข้าว

            ความจริงผมเคยคิดกับตัวเองเล่นๆ ว่าโตไปอยากเป็นพ่อบ้าน อยู่บ้านทำงานบ้าน ทำกับข้าว เลี้ยงลูกอะไรประมาณนั้น ฝีมือการทำอาหารของผมเองก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร ยิ่งได้มาช่วยป้านกสกิลยิ่งร้ายกาจขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เรื่องแบบนั้นคงเกิดขึ้นได้ยากนอกจากผมจะหาเมียรวยๆ ได้สักคน ให้ฝ่ายหญิงทำงาน ส่วนเรื่องงานในบ้านผมจัดการเอง

            เป็นงานในฝันที่คงต้องฝันต่อไป

 

 

            ใครมันโทรมาปลุกแต่เช้าวะ

            ผมเปิดผ้าห่มที่คลุมโปงอยู่ออกด้วยอาการหงุดหงิด มือควานหาโทรศัพท์ที่มีเสียงเรียกเข้าเป็นเพลงสากลที่ไม่รู้จัก ความจริงไม่ต้องคิดให้เสียเวลาด้วยซ้ำว่าใครโทรมา คนที่โทรมาเช้าขนาดนี้ในชีวิตก็มีแค่คนเดียวเท่านั้น

            นายมืดมนนั่น

            หยิบมือถือมาได้ผมก็กดรับสายแล้วเงียบใส่ หมอนั่นเองก็เหมือนจะรู้แล้วว่าพอผมรับสายแล้วชอบเป็นแบบนี้เลยชิงพูดขึ้นมาก่อนโดยไม่มีการเทสเสียงว่าปลายสายยังฟังอยู่ไหมเหมือนครั้งก่อนๆ

            (อย่าลืมนัดวันนี้นะ แปดโมงตรง นายจะมาที่คณะผมจริงๆ ใช่ไหม ถ้าไม่สะดวกให้ผมไปหาก็ได้นะ)

            วันนี้เรานัดเจอกันที่โรงอาหารคณะบริหาร ผมไม่ได้บอกหรอกว่าเก็บมือถือได้จากที่นั่น นายมืดมนเองก็ไม่ถามถึงที่มาที่ไปซึ่งผมว่ามันดีมากๆ หรือไม่บางทีหมอนั่นอาจจะรู้ตัวอยู่แล้วก็ได้ว่าลืมไว้ที่ไหน และก็คงรู้ด้วยว่าผมเป็นคนหยิบไปไม่มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่านั้น

            "ไม่เป็นไร ทางผ่าน"

            (งั้นถ้าถึงแล้วโทรมานะ)

            "โอเค" พูดจบผมก็วางสายซุกหน้าลงกับหมอนเตรียมนอนต่อ

 

            แปดโมงพอดีเป๊ะตามเวลานัดหมายผมก็มาถึงคณะบริหาร กำลังจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเจ้าของมันสายตาก็เหลือบไปเห็นคนที่เหมือนมีก้อนเมฆอึมครึมลอยอยู่บนหัวตลอดเวลาเดินมาทางนี้พอดี ผมเก็บมือถือลงหยุดยืนรอ แต่นายมืดมนกลับเดินผ่านผมไปแบบไม่เหลียวแลกันเลย

            แสดงว่าจำกันไม่ได้เลยสักนิดสินะ แล้วก็คงไม่รู้ด้วยว่าคนที่หยิบมือถือไปคือคนที่นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันวันนั้น

            ผมปล่อยให้นายมืดมนเดินผ่านไปโดยไม่มีการทักทายใดๆ ทำทีเหมือนมายืนรอใครสักคนแล้วกดโทรหา สัญญาณดังแค่ครั้งเดียวปลายก็กดรับ

            (นายอยู่ไหน)

            "หน้าคณะ"

            (หน้าคณะเหรอ)

            "แล้วนายอยู่ไหน"

            (น่าจะ...ข้างหลังนาย)

            ผมหันกลับไปตามเสียงในสาย สิ่งเรียกที่เห็นคือรอยยิ้มเนือยๆ ที่เหมือนพยายามยิ้มให้เพื่อทักทายคนไม่รู้จัก ผมยิ้มตอบพลางลอบสังเกตคนตรงหน้าไปด้วย

            ครั้งก่อนกับครั้งนี้ที่ได้เจอสีหน้าท่าทางไม่แตกต่างกันนัก แต่ที่เห็นแล้วมันสะดุดตาผมก็คงจะเป็นรอยขีดยาวๆ บนแขนที่ไม่ใช่รอยเก่า กับพาสเตอร์ยาที่ติดตามนิ้วมือทั้งสองข้าง แผลแบบนั้นไปโดนอะไรมา

            "นาย...คนที่เก็บมือถือได้ใช่ไหม" เสียงของนายมืดมนทำให้ผมละสายตาจากบาดแผลน่าสงสัยทั้งหลาย ก่อนยื่นสมาร์ทโฟนราคาแพงคืนให้

            "อ๋อ อืม ใช่"

            "ขอบคุณนะที่เก็บไว้ให้"

            "ไม่เป็นไรๆ คราวหลังก็ระวังด้วยล่ะ"

            "โอเค จะพยายามไม่ลืมอีก" นายมืดมันรับปากที่เหมือนพูดส่งๆ ไปให้มันจบแล้วกดดูอะไรในมือถืออีกนิดหน่อยก่อนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

            เป็นรอยยิ้มที่ผมเห็นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาชะมัด

            ตอนนี้ความคิดในหัวผมตีกันรวนไปหมด แสร้งยิ้มให้สดใสหรือว่ายังไง อยากรู้จริงๆ ว่าภายใต้ใบหน้าหมองคล้ำไร้ความมีชีวิตชีว่านั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เกี่ยวกับเรื่องโน้ตแผ่นนั้นก็ด้วย ทำไมถึงต้องเขียนข้อความที่เหมือนกับการสั่งเสียลงไป คิดจะฆ่าตัวตายจริงๆ  ป่วยใกล้ตายหรือเป็นอะไรกันแน่

            อยากรู้...แต่ไม่กล้าถาม

            "เอ่อ นายมีอะไรหรือเปล่า"

            "ฮะ อ่อ เอ่อ ไม่มีอะไร" ผมรีบส่ายหน้ารัวๆ แบบมีพิรุธเป็นที่สุด อยู่ๆ นายมืดมนก็ถามขึ้นมาตอนผมกำลังจ้องแผลที่แขนกับมือ แถมยังเอาหลบไปซ่อนไว้ข้างหลังอีก

            ตั้งใจจะปิดบังจริงๆ สินะ เรื่องแผลพวกนั้นถึงไม่อยากให้มอง

            "งั้นไปก่อนนะ" ก่อนจะทำให้เหยื่อตื่นผมต้องรีบหนีเพราะหลังจากนี้ยังตั้งใจจะตามติดหมอนี่ไปอีกสักพัก และถ้าหากโดนจับได้ว่าเข้ามายุ่งวุ่นวายโดยมีจุดประสงค์มันไม่ใช่เรื่องดีแน่

            "เดี๋ยวก่อน"

            ขาที่กำลังจะก้าวเดินหยุดชะงัก ผมกลับไป นายมืดมนยกยิ้มบางๆ แขนทั้งสองข้างยังซ่อนไว้อยู่ด้านหลัง หรือว่าจะสงสัยอะไรผม

            "ให้เราเลี้ยงข้าวตอบแทนหน่อยดิ"

            ผิดคาดแฮะ ไม่ได้สงสัยแต่ยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับคนที่เกือบขโมยโทรศัพท์ตัวเองอีก

            วันนี้มีเรียนเก้าโมงยังเหลือเวลาอีกร่วมชั่วโมงให้เอ้อระเหยได้เต็มที่ แต่ถ้าผมตอบตกลงไปตอนนี้ก็เหมือนการตัดขาดจากกัน การจะเข้าไปตามติดชีวิตนายมืดมนได้คงเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นต้องหาทางให้เราได้เจอกันอีกโดยที่ไม่น่าสงสัย

            "เดี๋ยวต้องไปเรียนแล้วว่ะ ตอนนี้คงไม่สะดวก"

            "เหรอ อืม...งั้นเป็นวันอื่นก็ได้"

            "เอางั้นเหรอ"

            "อื้ม อยากเลี้ยงขอบคุณจริงๆ"

            "ตามใจนายแล้วกัน"

            "งั้นขอช่องทางติดต่อด้วย"

            หลังจากตกลงกันได้เราก็แลกเบอร์โทรศัพท์กัน ผมขอบคุณอีกครั้ง จากกันด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แต่งแต้มบนใบหน้า ก่อนหันหลังกลับเดินก้าวเร็วๆ ทำทีเป็นรีบเพื่อไปเรียน จนเมื่อห่างออกมาจนลับสายตาถึงได้ชะลอฝีเท้าลง

            ผมหันกลับไปมองที่ตึกคณะบริหารอีกครั้ง นายมืดมนหายไปเข้าไปด้านในแล้ว พร้อมกับก้อนเมฆครึ้มฟ้าครึ้มฝนบนหัวที่คอยสร้างบรรยากาศอึมครึมให้คนรอบข้าง

            ก้อนเมฆอึมครึมที่ผมอยากจะลองทำให้มันกลายเป็นก้อนเมฆที่สดใสดูสักครั้ง

 

 
TBC.


 

ตอนที่ 1 มาแล้ววววววววว

ดูหลายคนตกใจกับชื่อเรื่อง ซึ่งมันก็น่าตกใจจริงๆ นั่นแหละเนอะ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า

 

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ Bradly

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ zzzzzz

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อยากรู้จักชื่อนายมืดมนแล้วว


ออฟไลน์ flimflam

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 881
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-4
สนใจคนๆนี้ ฮืออออ อยากรู้จักค่ะ
ต้องมีเหตุผลสิที่เขียนอะไรแบบนี้ไว้ในมือถือ ใช่มั้ย

ออฟไลน์ มะเขือม่วง

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 435
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5


ตอนที่ 2

 

            ใครมันโทรมาแต่เช้าวะ

            ผมพลิกตัวไปมาหยิบหมอนมาปิดหูด้วยความรำคาญพลางใช้มือควานหาเมื่อโทรศัพท์ที่มันดังก่อนเวลาอันควร คว้ามือถือราคาไม่กี่พันมาได้ก็กดตัดสายแบบไม่ต้องคิด กำลังจะนอนต่อแต่ไม่ถึงนาทีมันก็ดังขึ้นมาอีกรอบจนเผลอถอนใจออกมาแรงๆ หนึ่งที

แล้วหยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้ง ชื่อที่ผมเมมไว้ว่า 'นายมืดมน' โชว์หราอยู่หน้าจอ สุดท้ายเลยต้องกดรับสายทั้งที่ยังตื่นไม่เต็มตา

            (ฮัลโหล)

            "อืม" ผมตอบกลับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก นายมืดมนเองก็คงจะรู้ตัวเลยรีบพูดเข้าเรื่องธุระที่โทรมา

            (วันนี้เจอกันแปดโมง อย่าลืมนะ)

            ได้ฟังเรื่องสำคัญที่อุตส่าห์โทรมาปลุกผมตั้งแต่เช้าเลยเผลอพ่นลมหายใจออกมาอย่างลืมตัว นายมืดมนเองก็เงียบไป อาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าผมอารมณ์ไม่สุนทรีเท่าไร

            (หลับอยู่เหรอ ขอโทษนะ)

            ถ้าเป็นเพื่อนหรือคนสนิทโทรมาในเวลาแบบนี้บ่อยๆ ผมคงด่าไปแล้ว แต่เพราะเป็นเขา คนที่ไม่ได้สนิท คนที่ผมไม่รู้ว่ากำลังมีเรื่องรบกวนจิตใจให้รู้สึกแย่อยู่หรือเปล่า สุดท้ายเลยพยายามชวนคุยให้เป็นปกติ

            อีกอย่างคือผมต้องรู้ให้ได้ว่านายมืดมนนั่นกำลังคิดหรือวางแผนอะไรไม่ดีในใจอยู่

            "อืม ไม่เป็นไร เรื่องนัดไม่ลืมหรอก แล้วนี่นายตื่นเช้าแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ"

            (อ๋อ อื้ม ใช่ ตื่นมาวิ่งน่ะ ออกกำลังกาย)

            ออกกำลังกาย? เสียงแหลมสูงของผมดังทวนขึ้นในใจ คนที่เขียนจดหมายสั่งเสียเหมือนไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้วแบบนั้นจะออกกำลังกายไปทำไม หรือว่า...

            ความคิดในแง่ลบผุดขึ้นมาในหัวผมไม่หยุดจนต้องส่ายหน้าแรงๆ เพื่อสลัดมันออกไป ฆ่าตัวตายโดยทำให้เหมือนอุบัติเหตุนั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิด นายมืดมนอาจป่วยเป็นโรคหัวใจโตเลยคิดที่จะออกกำลังกายหนักๆ อย่างการวิ่งตอนเช้า แล้วถ้าตายไปด้วยสาเหตุแบบนั้นคงไม่มีใครสงสัยว่าแท้จริงแล้วเป็นการฆ่าตัวตาย

            เป็นไงล่ะความคิดผม เฮ้อ

            "นายออกกำลังกายแบบนี้ทุกเช้าเลยเหรอ"

            (ก็ไม่ทุกวันหรอก วันไหนตื่นไม่ไหวก็ไม่ได้วิ่ง)

            "ขยันเนอะ"

            เป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ดังตอบกลับมากับคำที่ผมตั้งใจประชด น่าแปลกที่มันฟังดูสดใสต่างกับสีหน้าหม่นหมองนั่น ตอนที่นายมืดมนหัวเราะ จะแสดงสีหน้าแบบไหนออกมากัน อยากเห็นชะมัด

            (งั้นวางแล้วนะ โทรมาเตือนแค่นี้แหละ อย่าลืมล่ะ)

            "ครับๆ" ผมกดตัดสายทิ้งแล้วพลิกตัวซุกหน้าลงกับหมอน ในหัวยังคงฟุ้งซ่านกับบทสนทนาและความคิดแง่ร้ายของตัวเองเมื่อครู่

            ฆ่าตัวตายโดยที่ทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ หวังว่าสิ่งที่ผมคิดมันคงไม่ใช่ความจริงหรอกนะ

 

            ผมมาถึงโรงอาหารคณะบริหารแปดโมงตามเวลานัด แทบไม่ต้องมองหาให้เสียเวลาก็เจอนายมืดมนนั่งอยู่โต๊ะตัวเดิมที่เราได้นั่งกินข้าวด้วยกันเมื่อวันนั้น ผมเดินเข้าไปหาอย่างไม่เร่งรีบ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะคนที่กำลังจิ้มโทรศัพท์ราคาแพงเครื่องนั้นอยู่ถึงได้เงยหน้าขึ้นมามอง

            "ไง"

            "หวัดดี" นายมืดมนวางมือถือลงบนโต๊ะ แย้มรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกสดใสขึ้นมาเท่าไร

            ผมนั่งลงฝั่งตรงข้ามพลางลอบมองหน้าจอมือถือที่นายมืดมนเปิดหน้าแชทกับใครบางคนค้างไว้ ไม่ได้อยากทำตัวเหมือนคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เพราะเป็นหมอนี่เลยต้องเฝ้าสังเกตทุกการกระทำ ทุกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง ผมคิดว่ามันบ่งบอกได้หลายอย่างว่าคนคนนั้นกำลังรู้สึกยังไง อย่างเช่นนายมืดมนนี่ที่มองยังไงก็เหมือนคนป่วยหมดอาลัยตายอยาก

            ว่าแต่ผมยังไม่ได้ถามชื่อหมอนี่เลยนี่หว่า เรียกนายมืดมนจนชินปากไปซะแล้ว

            "เออ นายชื่ออะไร เรายังไม่รู้ชื่อกันเลย"

            "นั่นดิ ลืมไปเลย เราต้นสน"

            ต้นสนงั้นเหรอ มิน่าล่ะรูปดิสเพลย์ในเพจของหมอนี่ถึงได้เป็นรูปต้นสน ส่วนชื่อเพจก็ตรงตัวว่า Pinetree

            "เราปลื้ม"

            "โอเคปลื้ม ไปซื้อข้าวกันก่อนมั้ย เดี๋ยวค่อยกลับมานั่งคุยกัน"

            "ได้ ตามใจนายเลย"

            นายมืดมนหรือต้นสนแนะนำร้านอร่อยของคณะ เป็นร้านข้าวราดแกงทั่วไป รสชาติไม่แย่เท่าไรแต่ผมว่าร้านป้านกอร่อยกว่าเยอะ เรานั่งกินไปทำความรู้จักกันไป ได้ความว่าเรียนอยู่ปีสอง สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ก็เท่ากับว่าเราอายุเท่ากัน

            "แล้วปลื้มเรียนคณะอะไรเหรอ"

            "สังคม"

            "สังคม" นายมืดมนทวนคำ ทำหน้างงอย่างกับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคณะนี้มาก่อน

            "สังคมและมานุษ" ผมช่วยขยายความให้ แต่ดูจากสีหน้าแล้วคงไม่ได้ช่วยให้มันกระจ่างขึ้นมาเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นก็ชั่งมันเถอะ

            นายมืดมนที่ดูเซื่องซึมเหมือนจะเป็นคนนิ่งๆ เอาเข้าจริงกลับคุยเก่งกว่าที่ผมคิด ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแต่ต้นสนสามารถยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดถึงจนบางทีผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปเลยได้แต่ยิ้มให้เฉยๆ กลายเป็นคนสดใสร่างเริงต่างจากตอนอยู่นิ่งๆ ก้อนเมฆอึมครึมบนหัวไม่ดำครึ้มเหมือนเคย มันมีแสงอาทิตย์สาดส่องออกมาให้เห็นอยู่นิดๆ ถึงอย่างนั้นสีหน้ากับใต้ตาหมองคล้ำก็ไม่ช่วยให้ดูสดใสขึ้นมาอยู่ดี

            ระหว่างคุยกันสายตาผมเผลอเหลือบไปมองรอยที่แขนนายมืดมนอยู่บ่อยๆ บ่อยจนเจ้าตัวสังเกตเห็นแล้วดึงแขนเสื้อนักศึกษาที่พับไว้ลงมาปิด มีพิรุธจนคันปากอยากถาม ไหนจะพาสเตอร์ที่นิ้วมือทั้งสองข้างอีก เป็นใครเห็นก็ต้องสงสัยไม่ใช่แค่ผมแน่ๆ

            แล้วถ้าผมจะลองถามถึงสาเหตุในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เป็นห่วงกัน มันคงไม่ดูยุ่งเรื่องของชาวบ้านเกินไปหรอกนะ

            ผมมองหน้านายมืดมนอยู่สักพักจนเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามอง มันคือแผนที่ผมทำเป็นสงสัยติดใจอะไรบางอย่าง ต้องทำให้เหมือนมันไม่ใช่เรื่องปกติแล้วค่อยถามออกไป ที่สำคัญต้องไม่จู้จี้จนน่ารำคาญ

            "มี...อะไรเหรอ"

            "สีหน้านายดูไม่ค่อยดีเลยนะ ไม่สบายหรือเปล่า"

            "อ๋อ เปล่าหรอก แค่โหมทำงานเยอะไปหน่อย" ต้นสนส่ายหน้าน้อยๆ ยิ้มบางๆ อย่างคนหมดแรงเหมือนกลัวว่าผมจะไม่เชื่อว่าที่หน้าดูโทรมขนาดนี้เพราะงานเยอะจริงๆ

            ผมพยักหน้ารับรู้โดยไม่คิดจะถามอะไรต่อ คำตอบของคำถามเป็นข้ออ้างหรือความจริงนั้นไม่อาจรู้ได้ และมันคือสิ่งที่ผมต้องค้นหาต่อไป

            เรายังนั่งกินข้าวด้วยกันและคุยถึงเรื่องทั่วๆ ไปจนสิ้นสุดมื้อเช้า ผมลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วบอกลา หมดธุระแล้วกับคนรู้จักในฐานะผู้มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ทำให้เหมือนกับว่าเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่มีทางให้มันเป็นแบบนั้น

            เพราะจากนี้เราจะต้องได้รู้จักกันในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง

 

            ค่าเช่าหอยังคงเป็นปัญหาน่าปวดหัวสำหรับผมในช่วงนี้ และหลังจากคิดทบทวนอยู่หลายตลบผมตัดสินใจแล้วว่าจะหาเงินมาจ่ายให้ได้ อย่างน้อยก็สักหนึ่งเดือน หลังจากไปอ้อนวอนขอความกรุณากับป้าเจ้าของหอได้สำเร็จ และทำสัญญาใจว่าให้ทยอยจ่ายตามที่มี ผมยังไม่อยากเป็นคนไร้ที่อยู่ การทำตัวเป็นกาฝากไปรบกวนเพื่อนก็ไม่ใช่ทางที่ถูกที่ดี ครอบครัวที่ต่างจังหวัดเองยังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่ เพราะฉะนั้นต้องพยายามให้ตายกันไปข้าง

            "เป็นอะไรวะมึง หน้าเครียดเชียว" ไอ้เจนทักขึ้นหลังจากผมปล่อยพวกมันถกกันเรื่องหนังที่จะดูเย็นนี้อยู่นาน แน่นอนว่าผมปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากเศษเงินที่เหลืออยู่น้อยนิด ซึ่งพวกมันเองก็เข้าใจดี

            "วิชาอาจารย์พจนีไงมึง ทฤษฏีห่าเหวอะไรเยอะแยะไม่รู้"

            "เออแม่งปวดหัวจริง ได้ข่าวว่าข้อสอบโคตรโหด คนได้เอนี่นับหัวได้เลย"

            "กูคงเป็นหนึ่งในนั้น"

            "ได้เอเหรอมึง"

            "คนที่จะตกนี่แหละ แม่งยังจำไม่ได้ซักข้อ"

            ผมนั่งเท้าคางมองสองเพื่อนรักเล่นมุกฝืดแล้วหัวเราะหึ วิชานี้เครียดจริงอะไรจริงพวกมันยังมีอารมณ์มาล้อเล่น แต่อย่างว่า ชีวิตมันต้องคลายเครียดบ้าง และวิธีคลายเครียดที่พวกผมชอบใช้คือการเอาเรื่องที่เครียดอยู่มาล้อให้มันเฮฮา...เฮฮาทั้งน้ำตา

            คิดแล้วก็เครียด ทั้งเรื่องเรียน เรื่องหอ แล้วก็เรื่องนายมืดมน

 

            เพราะพยายามจะหาเงินไปจ่ายค่าหอให้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทุกวันหลังเลิกเรียนผมต้องไปช่วยป้านกขายแกงที่ตลาด แลกกับค่าแรงสองร้อยที่ผมว่ามันคุ้มมากกับการทำงานแค่ไม่กี่ชั่วโมง

            ช่วงเย็นวันธรรมดานั้นตลาดคึกคักมากเป็นพิเศษ ทั้งคนทำงานนักเรียนนักศึกษา ไหนจะอยู่ใกล้ย่านที่อยู่อาศัย ประชากรผู้หิวโหยต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยหาซื้อของกินไปเติมกระเพาะ คนเยอะกว่ามันหยุดเอาเรื่อง ตั้งแต่เริ่มงานช่วงบ่ายแก่ๆ ผมมีเวลาพักนับรวมกันแล้วไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

            "ปลื้ม ไหวไหมลูก" ป้านกถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยหลังจากลูกค้าคนล่าสุดเดินออกไป

            "แค่นี้สบายมากครับ" งานแค่นี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก อย่างมากก็แค่เมื่อยมือตอนมัดถุงแกงหลายๆ ถุงติดกัน โชคร้ายหน่อยก็ตอนโดนหนังยางดีดให้เจ็บนิ้วเล่นๆ

            "วันธรรมดาคนมันเยอะ ได้ปลื้มมาช่วยเบาแรงป้าไปเยอะเลย"

            "ผมจะมาให้ทุกวันที่ว่างเลยครับป้า เรียกใช้ได้"

            ป้านกยิ้มให้ก่อนหันไปหาลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามา ผมเลยตักแกงที่ใกล้ขายหมดใส่ถุงเตรียมไว้ ได้ยินป้านกคุยจ๊ะจ๋ากับลูกค้าอย่างสนิทสนม เป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี จนหันกลับไปมองนิ้วมันก็ยกขึ้นชี้หน้าลูกค้าของป้าแบบอัตโนมัติ

            "ไอ้ว่าน เพิ่งกลับเหรอมึง"

            "เออ ขยันนะมึงเนี่ย"

            "มึงก็เอาให้ได้สักครึ่งของกูดิ"

            "กูเป็นลูกค้านะ พูดดีๆ หน่อย" มันว่ากลั้วหัวเราะ

            ป้านกมองผมกับไอ้ว่านเถียงกันแล้วก็เอาแต่ยิ้ม มันเป็นลูกค้าประจำที่แวะมาซื้อแกงของป้าตลอดถ้าไม่ได้กินข้าวมาจากข้างนอก ซื้อบ่อยจนสนิทกับคนงานร้านป้าแกทุกคน

            "เนี่ยป้า ไอ้ปลื้มมันร้าย ระวังมันแอบแต๊ะอั๋งน้องตาลนะ" รับถุงแกงที่สั่งกับป้านกพร้อมจ่ายเงิน ไอ้เจนยังไม่วายมาแซวผมอีก

            น้องตาลเป็นลูกสาวป้านกเรียนอยู่ ม.ปลาย ปกติวันไหนน้องไม่มีงานก็จะมาช่วยขาย แต่วันนี้น้องไม่มาไอ้เจนมันเลยปากดีกล้าแซว มันบอกว่าท่าทางน้องตาลเหมือนจะชอบผม มีโอกาสเลยชอบแซวให้ป้านกได้ยิน ไม่ได้ถามเพื่อนอย่างผมเลยว่ายินดีเป็นคู่ให้มันชงเล่นด้วยไหม

            "แต๊ะอั๋งพ่อมึงสิ"

            "โอ้โหร้าย แต๊ะอั๋งพ่อกูเลยเหรอ"

            "ไอ้ว่านกวนตีน รีบเลยไป"

            "ห่า ล้อเล่น งั้นกูไปละ เจอกันที่มอ"

            "เออ" ผมโบกมือไล่ส่งๆ มันเลยเดินหัวเราะอารมณ์ดีจากไป

            ก็เพราะแบบนี้แหละ ป้านกจะไล่ผมก็เพราะไอ้เพื่อนปากเปราะมันแซวไม่รู้จักเวล่ำเวลา ถ้าเกิดป้าแกคิดว่าผมจ้องจะจีบน้องตาลจริงๆ ขึ้นมาทำไง ได้ตกงานก็คราวนี้

 

            เวลาเดินเข้าใกล้สองทุ่มคนก็เริ่มซา กับข้าวขายหมดไปแล้วหลายหม้อ ทุกคนช่วยกันเก็บของเตรียมพร้อมสำหรับเลิกงาน ผมยืดตัวบิดขี้เกียจคลายกล้ามเนื้อ หมุนตัวกลับไปหน้าร้านอีกทีก็เจอลูกค้ายืนมองอยู่

            "อ่าว ปลื้ม" น้ำเสียงสดใสหากแต่สีหน้าหม่นหมอง คนที่ยืนมองผมอยู่ดูท่าจะแปลกใจไม่น้อยที่ได้มาเจอกันในที่แบบนี้ ผมเองก็แปลกใจเหมือนกัน

            "ต้นสน"

            "มาช้านะวันนี้ เหลือแค่ไม่กี่อย่างเองลูก" ยังไม่ทันที่ผมจะได้คุยอะไรกับนายมืดมนป้านกก็โผงขึ้นมาซะก่อน ฟังจากคำพูดแล้วต้นสนน่าจะเป็นลูกค้าประจำของร้าน น่าแปลกทำไมผมถึงไม่เคยเจอ

            "ทำงานเพลินไปหน่อยน่ะครับ มองนาฬิกาอีกทีจะสองทุ่มแล้วเลยรีบลงมา หิวมากเลย" พูดแล้วก็ทำท่าลูบท้องประกอบ พอพูดคุยกับผู้ใหญ่แล้วสีหน้าท่าทางดูน่าเอ็นดูขึ้นมาทันที

            "งั้นวันนี้เอาดีอะไร ต้มจืดมั้ยลูก"

            "ครับ เอาต้มจืด"

            ตลอดเวลาที่โยนประโยคคำถามใส่กันริมฝีปากของทั้งคู่โค้งขึ้นตลอด ป้านกยังคงเป็นผู้ใหญ่ใจดี นายมืดมนก็ดูไม่เหมือนคนผิดหวังในชีวิตที่คิดจะฆ่าตัวตาย

            ต้นสนหันมาสบตากับผมหลังจากป้านกกำลังวุ่นวายกับการตักต้มจืดที่อยู่ก้นหม้อใส่ถุง หมอนี่แต่งตัวด้วยชุดธรรมดาอย่างเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นทำให้ดูเด็กลงซักสองสามปี และเพราะใส่ชุดโชว์เนื้อนหนังเลยทำให้ผมเห็นรอยขีดที่แขนชัดๆ มันเป็นรอยขีดยาวๆ สะเปะสะปะไม่มีรูปแบบ ที่ขาเองก็มีอยู่หนึ่งรอยที่เห็นชัดเจน

            รอยแบบนั้นไปทำอะไรมากันแน่

            "ปลื้มเป็นญาติกับป้านกเหรอ ไม่เคยรู้" นายมืดมนเริ่มชวนผมคุยระหว่างรอต้มจืดที่สั่ง แถมเดาได้แบบไม่เซ้นส์เลย

            "เปล่า เป็นลูกจ้าง"

            "รู้จักกันด้วยเหรอสองคนนี้" คุยกันได้แป๊บเดียวป้านกก็ถามแทรกขึ้นมาหลังจากมัดแกงใส่ถุงเรียบร้อย พลางยื่นให้คุณลูกค้า

            "ครับ เรียนที่เดียวกัน"

            "จริงด้วยเนอะ"

            "งั้นผมไปก่อนนะครับ" ได้ต้มจืดไปถือไว้ในมือต้นสนก็ขอตัวกลับ บอกลาป้านกก่อนหันมาโบกมือให้ผมสองสามทีแล้วเดินออกไป

            ผมมองตามหลังนายมืดมนไปจนลับสายตา ก่อนเบนสายตาไปหาป้านกที่กำลังสั่งลูกน้องคนอื่นให้จัดการกับแกงที่เหลือ ไม่คิดเลยว่าหมอนั่นจะวนเวียนอยู่ใกล้ตัวผมขนาดนี้ และมันน่าแปลกมากที่ผมไม่เคยเจอต้นสนมาก่อนทั้งที่เป็นลูกค้าประจำ

            "ป้านกครับ"

            "จ๊ะ"

            "ต้นสนเขามาซื้อแกงที่ร้านบ่อยเหรอครับ"

            "ปกติก็มาทุกวันนะ แต่ปลื้มคงไม่ได้เจอหรอก ต้นสนเขามาแค่วันธรรมดา พักอยู่คอนโดตรงตรงนั้นน่ะ วันเสาร์อาทิตย์กลับไปอยู่บ้าน คงได้กินกับข้าวฝีมือคุณแม่เขาล่ะ" ป้านกอธิบายแล้วชี้ไปที่คอนโดที่อยู่ห่างจากตลาดแค่ร้อยกว่าเมตร และนั่นเป็นคอนโดเดียวกับที่ไอ้ว่านอยู่

            ผมว่าโลกมันชักจะกลมเกินไปแล้ว

            "อ๋อครับ ก็ว่าล่ะทำไมไม่เคยเจอ"

            "แต่ถ้าปลื้มมาช่วยป้าหลังเลิกเรียนทุกวันหลังจากนี้คงได้เจอกันบ่อยๆ ล่ะลูก"

            ‘แบบนั้นก็ดีเลยครับ’ ผมตอบป้านกในใจ ยิ้มให้แล้วเริ่มตักแกงที่เหลือในหม้อใส่ถุงเพื่อแจกจ่ายแบ่งกันเอากลับไปบ้าน จะได้กลับไปนอนเหยียดยาวๆ ที่ห้องสักที

            เรื่องของนายมืดมนนั่นมาคิดๆ ดูแล้วมันก็เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลก จากคนไม่เคยรู้จัก สถานการณ์ทางการเงินที่บีบบังคับให้ผมเลือกทำไม่ดีแบบนั้น โน้ตสั่งเสียที่ช่วยเปลี่ยนความคิด แล้วไหนจะความเกี่ยวโยงกับคนรู้จัก

            บางทีโชคชะตาอาจจะเลือกแล้วก็ได้ เลือกให้ผมเป็นคนช่วยเหลือชีวิตหมอนั่น และผมต้องทำมันให้สำเร็จ

 



TBC




กลับมาต่อแล้ววววววว หลังจากหายไปชาติเศษๆ

เราไปเคลียร์งานเก่ามาค่ะ ตอนนี้จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว

หลังจากนี้จะมาอัพอย่างต่อเนื่องสัญญา อย่างเพิ่งหนีกันไปไหนน้า

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าจ้า




ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 969
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2

ออฟไลน์ Zinub

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 255
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-0
อะไร ยังไงว้าา หรือต้นสนเคยฆ่าตัวตาย :confuse:

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
เรื่องน่าสนใจมากค่ะ ชอบๆ :katai2-1:

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2003
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5


ตอนที่ 3

 
            ข้อมูลเกี่ยวกับนายมืดมนที่ได้รู้จากป้านกเมื่อคืนทำเอาเกือบนอนไม่หลับ ผมนอนเล่นมือถือส่องเพจกับบล็อก Pinetree อยู่นาน ทั้งที่ช่วงนี้มีงานอัพเดทใหม่ไม่มากนัก และเป็นวาดแฟนอาร์ตแบบที่ชอบลงเป็นประจำ แต่ผมกลับเลื่อนดูมันไปเรื่อยๆ จนถึงงานแรกที่ลง ดูเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ กว่าจะหลับก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว

            โชคดีที่วันนี้ผมไม่ต้องรีบตื่นไปเรียนตั้งแต่เช้า กว่าจะนวยนาดออกจากหอก็ตอนที่แสงตะวันแทงตา แวะกินข้าวเช้าที่คณะตอนใกล้เที่ยงก่อนขึ้นไปสบทบกับเพื่อนที่ห้องเลคเชอร์

            ทันทีที่เห็นหน้าไอ้ว่านคำถามเกี่ยวกับต้นสนก็ผุดขึ้นมาในหัวผมรัวๆ มันเป็นความตั้งใจอันแรงกล้าที่อัดอั้นมาตั้งแต่เมื่อคืน อยากจะโทรไปถามอยู่หลายรอบแต่กลัวจะโดนสงสัย เลยพยายามเก็บไว้จนมาถึงตอนนี้

            ก็หวังว่ามันจะรู้ในสิ่งที่ผมอยากรู้

            "ไงมึง ตื่นยัง" ไอ้เจนทักหลังจากผมนั่งลงข้างพวกมัน ที่โดนถามแบบนี้ไม่แปลกหรอก เมื่อคืนว่าจะยอมนอน ไหนจะล้าจากการทำงานอีก แม้ไม่ต้องตื่นเช้ามันก็รู้สึกไม่สดชื่นอยู่ดี

            "ไม่ตื่นกูจะเดินมาถึงนี่ได้มั้ย"

            "กวนแต่เช้าเลยนะมึง แล้วเมื่อวานเป็นไงบ้างครับเพื่อน เหนื่อยมั้ย" คราวนี้ไอ้ว่านถาม มันเป็นคนเดียวที่เคยเห็นผมตอนทำงาน แถมเปิดประเด็นมาแบบนี้เข้าทางผมเลย

            "เหนื่อยอยู่ คนแม่งเยอะกว่าวันหยุดอีก"

            "อย่าหักโหมมากแล้วกัน มีอะไรให้ช่วยก็บอกพวกกู" มันยักคิ้วให้แล้วตบบ่าสองที ถ้าผมเป็นคนอ่อนไหวคงร้องไห้ไปแล้ว ซึ้งใจที่มีเพื่อนดีๆ อย่างมันสองคน

            เว้นจังหวะเตรียมอุปกรณ์การเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะระหว่างรออาจารย์เข้าผมก็ทวนเรื่องที่อยากจะถามไปด้วย เรียนที่เดียวกัน อยู่คอนโดเดียว แถมยังชอบซื้อกับข้าวร้านเดียวกันอีก คนใกล้ตัวขนาดนี้ มันต้องรู้จักกันบ้างสิน่า

            "เออว่าน กูมีเรื่องจะถามมึงหน่อย"

            "อะไรวะ"

            "มึงรู้จักต้นสนป่ะ"

            "สนต้นไหน"

            "ต้นสนที่เรียนบริหารอ่ะ เมื่อวานกูเจอเขามาซื้อกับข้าวที่ร้าน"

            "อ๋อ ก็พอรู้จักอยู่ ทำไมวะ" มันถามกลับพลางหรี่ตามองผม ไอ้เจนที่นั่งข้างไอ้ว่านอีกทีก็ชะเง้อคอมองท่าทางอยากรู้อยากเห็นเต็มที่

            ก็แค่ถามถึงเพื่อนร่วมสถาบันทำไมพวกมันต้องทำหน้าจับผิดขนาดนี้ด้วยวะ

            "ป้านกบอกเขาอยู่คอนโดเดียวกับมึงเลยถามดู"

            "ก็รู้จักผ่านๆ ตามประสาเพื่อนบ้านอ่ะมึง เขาอยู่ถัดจากห้องกูไปอีกสองห้อง"

            "จริงดิ"

            "อืม"

            บังเอิญอยู่คอนโดเดียวกันว่าพีคแล้ว พักอยู่ชั้นเดียวกันยิ่งพีคเข้าไปใหญ่

            ผมล่ะอยากจะซัดคำถามใส่ไอ้ว่านอีกชุดใหญ่แต่ต้องยั้งปากเอาไว้ ขืนถามอะไรออกไปไม่ทันคิดเดี๋ยวจะโดนสงสัยเอา เคยคิดนะว่าอยากจะเล่าเรื่องโน้ตสั่งเสียให้พวกมันฟัง แต่ไม่รู้จะเอาเหตุผลไหนมาอ้างว่าไปเห็นโน้ตนั่นได้ยังไง ถ้าพวกมันรู้ว่าผมคิดจะขโมยโทรศัพท์เอาไปขายเพื่อมาจ่ายค่าหอต้องโดนด่าไปสามวันเจ็ดวันแน่

            เพราะฉะนั้นต้องข่มความอยากรู้เอาไว้แล้วตะล่อมถามเอาทีละนิดทีละหน่อย

            "เออมึง กูว่าเค้าดูหน้าหมองๆ โทรมๆ ว่ะ ปกติเป็นแบบนั้นป่ะวะ"

            "น่าจะปกติมั้ง กูเห็นกี่ครั้งก็เหมือนคนนอนไม่พอ"

            "เค้าเป็นอะไรวะ"

            "กูจะไปรู้เหรอ อยากรู้ขนาดนี้ไปถามเองเลยมั้ย ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนะมึงเนี่ย"

            โดนมันด่าเข้าให้ผมเลยได้แต่ยิ้มแหย เพราะความอยากรู้ล้วนๆ เลยข่มใจไว้ไม่ทัน ยังดีที่มันไม่ทันสงสัยแล้วซักผมกลับ แต่นั่นเฉพาะไอ้ว่านไม่ใช่ไอ้เจนที่ยื่นหน้าออกมาแสดงความคิดเห็นเหมือนเก็บกดมานาน จนผมอยากกระโจนไปตะครุบปากมันเอาไว้ทันทีที่มันเปล่งเสียง

            "ใช่เด็กบริหารที่มึงเคยบอกป่ะวะ"

            "เดี๋ยว มั่วละ"

            "ไอ้ปลื้ม มีเด็กเหรอมึง" ไอ้ว่านก็เชื่อเพื่อนไปอีก

            "ไม่ใช่"

            ไอ้เจน ไอ้ขี้มโน กูไปบอกมึงตอนไหนว่ามีเด็ก ไอ้ห่านี่

            "มันเคยบอกว่าไปกินข้าวที่บริหาร ติดเด็กบริหารชัวร์"

            "กูแค่ไปกินข้าวมั้ย มึงกรุณาอย่าคิดไปเอง"

            "แหนะๆ" มันชี้หน้าล้อเลียน พยายามจะยัดเยียดเด็กบริหารในมโนมันให้ผมให้ได้

            "แหนะห่าไร ตัวเองยังเลี้ยงไม่รอดจะเอาอะไรไปเลี้ยงเด็ก"

            "เออก็จริง อีกอย่างต้นสนเป็นผู้ชายนะมึง"

            ไอ้เจนเงียบกริบหลังจากรู้ว่าเด็กบริหารของผมที่มันพูดถึงเป็นผู้ชาย แต่มันจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลก ชื่อต้นสนมันระบุเพศไม่ได้ ตอนบอกมันว่าไปกินข้าวที่บริหารผมเองก็ลีลาท่ามากทำเป็นไม่ตอบอยากให้มันเข้าใจไปในเชิงแบบนี้เอง ก็สมควรที่โดนสงสัย

            "ว่าแต่มึงไปกินข้าวที่บริหารทำไมวะ ไกลฉิบหาย" แล้วก็เป็นไอ้ว่านที่สงสัยขึ้นมาแทน

            "เบื่อกับข้าวคณะ แล้วบริหารมันก็ทางผ่านหอกูไง จบนะ"

            มันสองคนพยักหน้ารับแต่ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อที่ผมบอกไปเท่าไร ก็แล้วแต่พวกมันแล้วล่ะ ผมเอาความจริงมาแถแก้ตัวได้แค่นี้ ขอไปคิดข้ออ้างก่อนแล้วจะกลับมาสู้ด้วยใหม่ แต่สองรุมหนึ่งนี่มันเหนื่อยจริงๆ

 

            ตามเวลาวันนี้ผมต้องเลิกเรียนหกโมงแต่อาจารย์ดันเข้าช้าสุดท้ายเลทอีกยี่สิบนาที กว่าจะออกมาจากตึกฟ้าก็เริ่มมืดครั้นจะไปช่วยป้านกขายของที่ตลาดก็เหมือนจะไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไร กว่าจะไปถึงคงใกล้เวลาเก็บร้านพอดี พวกผมเลยแยกย้ายกันหน้าตึก ไอ้ว่านกลับคอนโดที่อยู่หลังมอ ส่วนไอ้เจนไปทางเดียวกับผม

            จากคณะผมเดินไปหน้ามอต้องผ่านคณะบริหาร มันกลายเป็นสถานที่หนึ่งเมื่อเดินผ่านผมต้องมองทุกครั้ง เผื่อว่าจะบังเอิญเจอใครบางคน มีโอกาสได้เชื่อมปฏิสัมพันธ์ พบเจอและพูดคุยกันมากขึ้น จนกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด สนิทกันจนยอมเปิดปากเล่าเรื่องไม่สบายใจออกมา ช่วยกันแก้ไขและหาทางออก

            ซึ่งมันเป็นอะไรที่...เพ้อเจ้อชะมัด

            "เออมึง กับข้าวบริหารอร่อยใช่ป่ะ พากูไปกินหน่อยดิ กำลังหิวเลย" เดินมาจนเห็นตึกคณะบริหารอยู่ในสายตาไอ้เจนมันก็ทิ้งประเด็นเรื่องเกมที่คุยกันอยู่เสียอย่างนั้น

            "มึงจะกินตอนนี้เนี่ยนะ"

            "เออดิ"

            "ป่านนี้เขาจะเหลืออะไรให้มึงกิน จานยังไม่มีให้ช่วยล้างเลย"

            "เออว่ะแม่ง จะทุ่มละ หิวเหี้ยๆ"

            "จะกินเหี้ยเลยเหรอ"

            "ห่านี่ กูสบถมั้ย" มันแวดใส่ทำหน้าหงุดหงิด ท่าทางจะหิวจริง

            "หิวแล้วไม่บอกแต่แรกวะ จะได้ไปหาอะไรกินแถวหลังมอ" เพราะหน้ามอไม่มีอะไรเลยนอกจากถนนใหญ่และป้ายรถเมล์ ไม่อย่างนั้นต้องนั่งรถไปที่ห้างสรรพสินค้าอีกสามป้าย ส่วนหอผมอยู่ฝั่งตรงข้าม เดินเข้าซอยไปร้อยเมตร หน้าซอยมีเซเว่นเป็นเพื่อนเวลาหิวยามดึก

            "กูก็ชวนไปงั้นแหละ พอดีเห็นตึกบริหารเลยนึกถึงเด็กมึงขึ้นมา"

            "เด็กกูที่ไหนล่ะ"

            "ก็ที่ตึกบริหารนี่แหละครับ" ไอ้เจนหัวเราะชอบใจยกใหญ่ ส่วนผมก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ถ้ามันจะยัดเยียดให้ผมติดเด็กบริหารให้ได้ผมก็จะไม่เถียง ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็คงติดจริงๆ นั่นแหละ แต่ติดคนละความหมายกับที่มันคิด

            เดินมาถึงหน้าคณะบริหารสายตามันก็มองเข้าไปตึกโดยอัตโนมัติ อย่างกับฟ้าเป็นใจที่ตรงนั้นบังเอิญมีคนที่ผมอยากมองเห็นยืนอยู่พอดี ที่บันไดขั้นบนสุดก่อนจะวนขึ้นชั้นสองของโถงใต้อาคาร ยืนนิ่งเหมือนคนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น

            ขาที่จะก้าวต่อหยุดชะงักทันที ไอ้เจนเลยหยุดตาม มันมองตามผมแล้วใช้ข้อศอกกระทุ้งสีข้างเบาๆ ตามด้วยคำถาม

            "มองอะไรวะ"

            "ต้นสน"

            "ไหน"

            "คนที่ยืนอยู่ตรงบันได"

            "หืมมมม แล้วไงวะ" มันลากเสียงยาวแล้วขมวดคิ้ว

            "ก็บอกไว้ไงเผื่อมึงอยากรู้"

            "อ๋อเหรอ เออ เหมือนจะหน้าตาดีนะ แต่ผอมไปหน่อย ดูโทรมๆ" ไอ้เจนออกความเห็น

            มันคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นนายมืดมนแล้วต้องคิดแบบนั้น ผอม โทรม หน้าหมอง เป็นคนที่ดูไม่น่าสนใจเลยสักนิดถ้าไม่ติดว่าผมดันไปเห็นโน้ตแผ่นนั้นเข้า ไม่งั้นเขาคงเป็นเพียงคนที่มาผ่านมาเพื่อโดนผมทำชั่วๆ ใส่แล้วผ่านไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง และคงไม่รู้ด้วยว่าทำไมหมอนั่นถึงมายืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่บนบันไดขั้นสุดท้ายตรงนั้น

            "หมดธุระกับต้นสนของมึงหรือยัง กลับได้แล้ว"

            "เออๆ" ผมตอบรับแบบขอไปทีกำลังจะเดินตามไอ้เจนไป แต่สายตายังคงจับจ้องนายมืดมนอยู่อย่างนั้น จ้องมองจนรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ เพราะร่างกายผอมแห้งเหมือนคนไม่มีแรงนั่นกำลังโน้มมาด้านหน้าใขขณะที่ดวงตาคู่นั้นปิดสนิท

            ขาผมก้าวออกไปอัตโนมัติ ตรงยังบันใต้โถง ได้ยินเสียงไอ้เจนร้องถามด้วยความงุนงงตามมาด้านหลัง ทว่ายังไม่ทันวิ่งไปถึงร่างผอมแห้งนั่นก็ถูกใครบางคนคว้าที่ไหล่เอาไว้แล้วดึงกลับไป ดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกโผง สีหน้าตื่นตกใจจ้องมองคนที่ทำหน้าเครียดใส่ ขาผมหยุดชะงักอยู่กับที่ มองเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยใจเต้นระรัว

            มันอะไรกันวะ ตั้งใจหรือแค่บังเอิญ

            "เป็นห่าอะไรวะ จู่ๆ ก็วิ่งมา" ไอ้เจนที่วิ่งตามมาขมวดคิ้วถาม

            ผมมองที่บันไดตรงนั้นสลับกับมองหน้ามัน นายมืดมนกับคนที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนยังคงยืนหน้าเครียดใส่กันอยู่ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันเพราะอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน อันที่จริงผมยังไม่ทันได้เข้าตัวอาคารเลยด้วยซ้ำ และถ้ารอจนกว่าผมจะไปถึงหมอนั่นคงกลิ้งลงมานอนอยู่ที่ตีนบันไดแล้วก็ได้

            "หรือมึงอยากมาทักต้นสน" เมื่อผมไม่ตอบมันเลยถามต่อ บุ้ยปากไปทางต้นสนกับเพื่อนที่เหมือนจะเคลียร์กันลงตัวลงแล้ว คนที่เข้ามาช่วยถึงได้ยกมือขึ้นขยี้ผมหมอนั่นแรงๆ แล้วกอดคอพาเดินเข้าไปข้างใน

            "ก็คิดว่าจะทักแต่คงไม่ต้องแล้วมั้ง เค้าไปแล้ว กลับกันเถอะ" ผมแถและเดินนำไอ้เจนออกมา

            ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังค้างอยู่ในหัวผม ติดตาขนาดที่ว่าเพื่อนพูดอะไรมาก็ไม่เข้าหู มันเกิดอะไรขึ้นและเพราะอะไร สิ่งที่ผมเห็นคือผู้ชายผอมแห้งคนหนึ่งยืนเหม่ออยู่ที่บันไดขั้นบนสุด ท่าทางเหม่อลอย ก่อนจะหลับตาแล้วพยายามจะทิ้งตัวลงมาจากตรงนั้น น่าเสียดายที่มันไม่สำเร็จ

            ฆ่าตัวตายคือสิ่งที่ผมนึกถึงเป็นอย่างแรก แต่หมอนั่นคิดว่าบันไดแค่ไม่ขั้นจะทำให้ตายได้จริงๆ เหรอ โคตรสิ้นคิด แล้วก็น่าโมโหชะมัด

            ในหัวผมมีคำถามอยู่เต็มไปหมดแต่ไม่มีใครสามารถตอบให้ได้ ทำไมนายมืดมนถึงพยายามจะฆ่าตัวตาย อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งหมดหวังในชีวิตได้ขนาดนั้น แล้วเพื่อนคนนั้นล่ะ ไอ้ผู้ชายตัวโตที่เข้ามาช่วย มันรู้หรือเปล่าว่าต้นสนกำลังคิดอะไรอยู่ มันเคยเห็นโน้ตแผ่นนั้นไหม และแท้จริงแล้วมันรู้ไหมว่าตอนนั้นต้นสนคิดจะทำอะไร สีหน้าเคร่งเครียดกับบทสนทนาตอนนั้น ผมอยากรู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน

            ผมยกมือขึ้นยีหัวตัวเองแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดจนไอ้เจนมันร้องทักด้วยความตกใจ

            "เป็นอะไรของมึงอีกเนี่ย"

            อยู่ๆ ก็นึกคำอ้างไม่ออก ผมหันไปมองมันก่อนถอนหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งที ตั้งสติและปล่อยวาง

            "คันหัว"

            "คันขนาดนี้ หนังหัวมึงไม่เปิดไปแล้วเหรอ"

            "เออๆ ช่างมันเถอะ" ผมบอกปัดแล้วรีบสาวเท้าเร็วๆ ไปยังป้ายรถเมล์หน้ามอ ส่งไอ้เจนขึ้นรถกลับบ้าน แล้วจะได้กลับหอสักที

            กลับไปแล้วก็ไม่วายหมกมุ่นคิดถึงเรื่องนายมืดมนอีก

            เมื่อไรกันที่ผมจะเลิกคิดมากเรื่องนี้ อาจจะเป็นตอนที่รู้ความจริงและช่วยหมอนั่นได้ หรือไม่ก็ตอนที่หมอนั่น...จากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ

 

            การได้เจอกันที่ตลาดหรือบังเอิญเจอกันที่มหาวิทยาลัยมันไม่เพียงพอสำหรับผมอีกต่อไป สถานการณ์ตอนนี้มันเลวร้ายเกินกว่าจะปล่อยวาง ผมไม่รู้ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้าง เพราะฉะนั้นผมต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป

            เพจวาดรูป Pinetree คือสิ่งเดียวที่นึกออกในตอนนี้ ผมมีเบอร์ติดต่อนายมืดมนก็จริง แต่จะให้ใช้ข้ออ้างอะไรในการโทรไปหา หรือจะให้ผมโทรไปบอกว่า 'ฉันเห็นโน้ตสั่งเสียนั่นแล้วนะ และรู้ว่านายกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ได้โปรดหยุดคิดสั้นแล้วใช้ชีวิตต่อไปเถอะ' มันก็คงไม่ใช่ จะเข้าทางเพื่อนผมว่ามันยุ่งยากเกินไป ทางที่เร็วที่สุด ถึงตัวที่สุด และไม่น่าสงสัยที่สุด ก็เหลืออยู่เพียงทางเดียว

            ผมลงทุนสมัครแอคเคาท์ทวิตเตอร์ใหม่เพื่อตามฟอลโลนายมืดมนโดยเฉพาะ รีทวิต กดไลค์รูป ทำทุกอย่างที่ทาสผู้คลั่งไคล้งานวาดอันสวยงามนี้ควรทำ มันอาจดูเหมือนพายุลูกใหญ่ที่จู่ๆ ก็พัดโหมกระหน่ำมา แต่เชื่อเถอะว่าต้นสนจะไม่มีทางสงสัยคนที่ชื่นชมงานตัวเองแน่ๆ

            หลังจากใช้เวลาสร้างตัวตนกับแอคเคาท์ทวิตเตอร์อันใหม่อยู่นาน ทำให้เหมือนเป็นบุคคลที่สนใจเกี่ยวกับหนัง งานวาด และอะไรก็ตามที่ดูเป็นศิลปะ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจกดไปที่ข้อความส่วนตัวของแอคเคาท์ต้นสนและบรรจงพิมพ์ข้อความลงไป

            'สวัสดีครับคุณ Pinetree ผมเพิ่งมีโอกาสได้ติดตามงานของคุณ ชอบมากๆ เลยครับ ลายเส้นสวยมาก เห็นว่ามีขายอาร์ตบุ๊คด้วยแต่ผมมาจองไม่ทัน ถ้าผมอยากได้ต้องทำยังไงบ้างครับ อยากได้มากจริงๆ ช่วยตอบด้วยนะครับ'

            กดส่งข้อความไปแล้วผมก็รอแจ้งเตือนอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งที่เงินค่าหอยังไม่มีจ่ายแต่ดันสิ้นคิดจะเอาเงินไปซื้ออาร์ตบุ๊คราคาหลายร้อย ถ้าไม่เสียสติก็คงต้องเรียกว่าบ้าแล้วล่ะ

            ตึ่ง!!

            เสียงแจ้งเตือนจากทวิตเตอร์เด้งขึ้นมาบนหน้าจอบอกว่าคนที่ผมกำลังรอได้ส่งข้อความตอบกลับมา นิ้วรีบกดเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็ว ข้อความที่แสดงความดีใจและการสื่อสารทางการค้าบ่งบอกว่าในอนาคตอันใกล้นี้ผมคงได้เสียเงินเป็นแน่แท้

            ราคาอาร์ตบุ๊ค 450 บาท กับชีวิตคนที่ไม่สามารถประเมินราคา ถ้าการตัดสินใจของผมจะช่วยทำให้คนคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

            มันก็คุ้มที่จะเสีย...ใช่ไหม

 


TBC.

 


พี่พระเอกของเราลงทุนมาเลยนะเนี่ย เงินจะไม่มีใช้อยู่แล้วเด้อ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า



ออฟไลน์ Bradly

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
เราก็อยากรู้เรื่องของนายมืดมนเหมือนกัน  :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด