... สิ บ ส อ ง เ ศ ร้ า ... l (III) ดุจนกในกรงขัง l up : 14/09/17 [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ... สิ บ ส อ ง เ ศ ร้ า ... l (III) ดุจนกในกรงขัง l up : 14/09/17 [END]  (อ่าน 248398 ครั้ง)

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 3
คีน



‘ตอนนี้ใจน้ำเงินคงอยู่กับมึงมากกว่า แต่ใช่ว่าน้องมันจะลืมกู’

“คอร์สอะไรนะครับพี่เบส”
“คอร์สสอนการใช้ชีวิตในมอ B ระยะสั้น”

‘ถ้ามึงดูแลน้ำเงินไม่ดี กูมีสิทธิ์เสียบได้ทุกเมื่อ’

“นานมั้ยครับเนี่ย”
“สิบห้านาที ถุย พี่ล้อเล่น อาจจะสักสองสามชั่วโมงมั้ง”

‘มันไม่ได้เป็นแค่คนของบ้านกู มันเป็นน้องที่กูรักมากเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง’

“ต้องมีอะไรให้เรียนรู้ขนาดนั้นเลยเหรอครับ แค่ไปเรียนเฉยๆ นะ”
“ไอ้เรื่องเรียนน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เรื่องอยู่หอเนี่ยสิ...คงต้องมีการติวกันหน่อย”

‘กูเห็นมันมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ถึงท้ายที่สุดมันจะเลือกมึง กูก็พร้อมที่จะดูแลมันตลอดเวลาอยู่ดี’

“พี่คีนดูใจลอยเนอะ”
“นั่นสิ แฟ้มก็ยังเซ็นไม่ครบ”

‘เปิดเทอมนี้ถ้ามึงมั่วไปทั่วเหมือนที่ผ่านๆ มาล่ะก็...กูดึงตัวน้ำเงินคืนแน่ มึงเข้าใจใช่มั้ย’

“พี่คีนครับ”

“เชี่ยคีน”

“พี่คีน”

“ไอ้เหี้ยคีนโว้ย!”

“หือ” ผมเงยหน้าขึ้นมามองคนสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อกี้น้ำเงินกับเบสดูเข้ากันได้ดี ผิดกับผมที่เอาแต่คิดถึงบทสนทนาที่เพิ่งคุยกับไอ้ดลเมื่อคืนวาน มันปล่อยน้ำเงินมาให้ผมง่ายๆ ก็จริง แต่คำพูดของมันก็เต็มไปด้วยคำขู่ที่ผมอดคิดไม่ได้ว่า...มันทำจริงอย่างมันพูดแน่ๆ

น้ำเงินคงสำคัญกับมันมาก...แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไหร่ เมื่อคืนผมแอบฟังตั้งแต่ตอนที่ไอ้ดลโผล่เข้ามาหาน้ำเงินแล้ว ผมรู้หมดว่าดลมันสารภาพความรู้สึกกับตัวเองยังไง จากที่ผมสังเกตและก็รู้จักไอ้ดลมา...มันพูดความจริงครับ

เป็นโชคของผมใช่มั้ยที่น้ำเงินดูไม่ปักใจเชื่อไอ้ดลเลย

เมื่อคืนผมแอบปรึกษาเรื่องนี้กับไอ้เชี่ยเบส เล่าให้มันฟังหมดทุกอย่างว่าสำหรับน้ำเงินแล้ว ดลไม่ใช่แค่เจ้านาย แต่เป็นคนที่น้องมันให้ใจ ไอ้เบสฟังก็ได้แต่เลิกคิ้ว ไร้ซึ่งความคิดเห็น ไอ้การที่มันไร้ความเห็นเนี่ย ผมรู้ดีว่ามันคิดอะไรในใจอยู่เยอะ เพียงแต่มันไม่ยอมบอกผมเท่านั้น

นี่เพื่อนไง มึงจำไม่ได้เหรออออออ

“เป็นอะไรไป” ไอ้เบสถาม “งานวันนี้ก็ไม่มีอะไรนะ แค่เซ็นเอกสารเอง”

“เรื่องของกูน่า” ผมมีเลขาฯ ที่ดูแลเรื่องต่างๆ อยู่หลายคน แต่เลขาฯ เหล่านั้นก็ต้องติดต่อผ่านไอ้เบสอยู่ดี ถ้าจะให้คนในเครือภารกรนิยามถึงตัวผม หลายเสียงก็คงจะเรียกผมว่า ‘เงาซีอีโอ’ เพราะนานๆ ทีผมถึงจะโผล่หน้าไปทำงานแบบเต็มๆ ส่วนใหญ่จะสั่งงานผ่านไลน์หรือไม่ก็โทรศัพท์ มีบ้างที่ผมเดินเข้าไปตรวจงานเอง แต่บางครั้งก็มีพนักงานที่จำผมไม่ได้ เพราะผมชอบใส่ชุดนักศึกษาไปตรวจ คิดไปคิดมาก็ตลกดีเหมือนกัน

“ไม่ใช่เพราะเรื่องเมื่อคืนใช่มั้ยครับ” น้ำเงินยิงคำถามมาถามตรงๆ

ไอ้เบสยื่นหน้าเข้าไปใกล้ทันที “เมื่อคืนมีอะไรเหรอ” มันทำเป็นไม่รู้ทั้งๆ ที่ผมเล่าให้มันฟังแล้ว

คนอายุน้อยที่สุดมองสลับกันระหว่างผมกับไอ้เบส ดูท่าเหมือนมันจะลังเลว่าควรเล่าดีหรือไม่ ผมแอบเห็นสายตาที่น้ำเงินประเมินไอ้เบส คงรู้ว่าผมสนิทกับเพื่อนคนนี้มากที่สุดในชีวิตแล้วล่ะมั้ง ไม่มีวันไหนที่ผมไม่เจอหน้ามัน ขนาดไปดูงานต่างประเทศก็ต้องหนีบมันไปด้วย คิดดูก็แล้วกัน

“พี่คีนเกือบชกหน้าคุณดล”

ใส่ไข่อะไรขนาดนั้นวะเจ้าเด็กนี่...ไม่ได้เกือบชกเว้ย แต่ก็...จะชก

สรุปคือมันพูดถูกสินะ จะไม่ให้ผมคิดจะชกได้ไงล่ะ ก็ตอนที่ไอ้ดลมันพูดเหมือนมันคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าผมทุกอย่าง อะไรวะ แค่มาก่อนก็ใช่ว่าจะชนะป่ะ

“หา นายกูบู๊เป็นด้วยเหรอเนี่ย” ไอ้เบสดูทึ่งเอามากๆ “นึกว่าจะเก่งแต่เจรจาไม่ก็พูดจาโน้มน้าวซะอีก”

ควายเถอะเบส...มึงควรเข้าข้างกูสิ

“ผมนี่แทบจะทำป้ายไฟเชียร์เลย”

“แล้วเราจะเชียร์ใครล่ะ”

“อืมมมม” ยังจะทำเป็นแตะคางครุ่นคิดอีก...นี่เมื่อคืนมึงนอนกับใครมึงจำไม่ได้เหรอ! “ดูก่อนว่าใครจะชนะ ผมชอบเชียร์มวยรองน่ะ”

ไร้สาระที่สุด นี่ผมกำลังนั่งลุ้นกับคำตอบบ้าอะไรอยู่เนี่ย

“มึงบอกน้องเรื่องมอเราได้แล้ว” ผมกระชากเสียงใส่ไอ้เบสเบาๆ

“น้ำเงินอยากรู้อะไร” สองคนนี้แม่งสนิทกันได้ไวจริงๆ

“ผมอยากรู้ว่า...ผมไม่อยู่หอสี่ได้มั้ย”

“ไม่ได้” ผมตอบแทนไอ้เบส “มีเงินขนาดนั้นยังไงก็ต้องอยู่หอสี่”

“ไม่รู้สิครับ ถ้าต้องเจอคนแบบพี่คีนอีกร้อยคน ผมคิดว่าผมรับมือยากอยู่นะ”

“ฮ่าๆๆๆ” ไอ้เบสหัวเราะดังลั่นจนต้องเอามือกุมท้อง “น้องบอกว่าคนแบบมึงมันไม่ดีว่ะคีน”

“ยังไม่ได้พูดถึงขนาดนั้นเลยครับ” น้ำเงินโบกมือไปมา “แต่ความหมายก็ประมาณนั้น”

กวนตีนจริงๆ ผมอดที่จะทำหน้าบึ้งนิดๆ ไม่ได้

“ล้อเล่นน่า...แหม” น้ำเงินทำให้ผมมีสีหน้าดีขึ้น เพราะไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าน้องมันแคร์ผมจริงๆ “ที่ไม่อยากอยู่ก็เพราะผมจนมาทั้งชีวิตครับ และเพิ่งจะมารวยเอาก็ตอนนี้ ยังไงผมก็ไม่มีทางเข้ากับพวกที่รวยมาตั้งแต่เกิดได้แน่ๆ นี่ผมพูดจริงๆ นะ มันดูเหมือนไม่ใช่ที่ของผมอ่ะ”

เบสกับผมสบตากัน เราทั้งคู่รู้ดีว่าคนภายนอกมองว่าหอสี่คงมีแต่เงินปลิวว่อนอยู่กลางอากาศ แท้จริงแล้วมันเป็นหอที่ค่อนข้างกดดัน ไม่สามารถหาเพื่อนที่ไว้ใจได้โดยง่าย ทุกคนดูเป็นคู่แข่งกันหมด หากมีคนล้ม ก็จะมีคนพร้อมเหยียบหรือก้าวข้ามตลอดเวลา

ทุกหอไม่ชอบเรา แต่ก็ไม่มีใครมายุ่งกับเรา เราจึงไม่มีศัตรูภายนอกครับ

เราเป็นศัตรูกันเอง

แม้จะเป็นหอที่ไม่แข็งแกร่งจริงก็คงอยู่ไม่ได้ แต่ผมก็ไม่อยากให้น้ำเงินคลาดสายตาไปไหน ตอนที่เจอพี่สงครามกับพี่อ้ายนั้นมันได้เตือนสติผมว่าไม่มีหอไหนที่จะเหมาะกับน้ำเงินเท่าหอสี่จริงๆ แม้ใจเจ้าตัวอาจจะอยากอยู่หอห้าหรือหอหกมากกว่า (ผมคิดว่าผมเดาออก) แต่หอหกก็มีไอ้ดล และหอห้ามันก็บ้าเกมกันเกินไป

ยังไงหอสี่ก็ดีที่สุดแล้ว

“เอาเป็นว่าพี่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็แล้วกัน จะได้อยู่มั้ยค่อยว่ากันอีกที” ไอ้เบสพูดต่อ “ถ้าอยากอยู่ในหอสี่ให้รอด สำหรับน้ำเงินที่เพิ่งรวยแบบตกถังข้าวสาร พี่คิดว่าคนในหอจะมองว่าน้ำเงินเป็นตัวตลก”

ผมเริ่มเครียดเมื่อสิ่งที่ไอ้เบสพูดมันมีเค้าโครงความเป็นจริง น้ำเงินหันมามองผมอย่างตื่นตกใจ ผมก็ได้แต่ส่งสายตาเห็นใจตอบกลับไป

“คนรวยๆ มาอยู่ด้วยกันหากไม่ได้เรียนหรือทำงาน มันก็จะไม่มีอะไรทำ นอกจากหาเรื่องแกล้งคนที่ต่ำต้อยด้อยราคากว่า น้ำเงินเป็นคนดัง เคยออกข่าวอย่างนั้นอย่างนี้ พี่เชื่อว่าคนทั้งหอน่าจะรู้จัก”

“ตายห่า” น้ำเงินสบถ “แล้วเขาแกล้งกันแรงมั้ย”

เด็กปีสี่อย่างผมกับเบสมองหน้ากันอีกครั้ง มันคงอยากให้ผมช่วยพูดล่ะมั้ง

“ในยุคแรกๆ ก็หนักหน่อย แต่หลังๆ ก็เริ่มเบาขึ้น ยังไงก็อย่าเพิ่งกังวลไปก่อน”

“ที่ว่าหนักนี่ประมาณไหนครับ”

“ก็เป็นเบ๊ให้คนทั้งหออ่ะ”

“เฮ้ย เหมือนพวกลูสเซอร์เหรอ”

“ประมาณนั้น”

“ทำไมโหดจังวะ”

“พี่เชื่อว่าน้ำเงินคงไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาจิกหัวใช้หรอก” ผมพูดจากใจ “แต่ฟังๆ ไว้หน่อยก็ดี ถ้าอยากอยู่หอสี่ให้รอด ต้องทำตัวให้เหมือนพวกมัน”

“แต่งตัวดีๆ” เบสเสริม

“ใช้เงินเก่งๆ”

“พูดถึงแต่เรื่องเงินที่บ้าน”

“โม้เรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวม การลดหย่อนภาษี”

“ถ้าทำได้ตามนี้น้ำเงินก็น่าจะรอด” คำพูดของผมกับเบสไม่ได้ช่วยให้น้ำเงินรู้สึกดีขึ้นเลย ตรงกันข้าม...น้องมันกลับยิ่งรู้สึกแตกตื่นมากขึ้นไปกว่าเดิม ซึ่งเบสมันไม่ได้สังเกตตรงนี้ครับแถมยังพูดต่อไปอย่างออกรสชาติ

“นอกจากเป็นเบ๊แล้วที่แย่ที่สุดก็คือกลายเป็นของเดิมพันในการพนันขันต่อนี่แหละ” ไอ้เหี้ยเบส มึงดูหน้าน้องด้วย “หอสี่เราเป็นหอชายล้วนใช่ป่ะ มีแต่พวกที่มีอันจะกินแล้วอยู่ดีๆ กลายมาเป็นของเดิมพันเฉย คิดดูก็แล้วกันว่าเสียศักดิ์ศรีขนาดไหน”

“คนที่โดนคือคนแบบไหน”

“ก็...เอ่อ...” ยัง ยังไม่หยุดพูดอีก “ส่วนใหญ่จะจากกันไม่ดีกับแฟน คู่ขา คู่นอน กิ๊กหรือเหี้ยอะไรก็ช่างที่อยู่หอเดียวกันอ่ะ”

“อย่างที่บอก...เป็นสังคมแบบถ้ามีคนล้มก็มักจะเหยียบซ้ำ” ผมกล่าวเสริมเพื่อให้น้ำเงินระวังตัว “เพราะฉะนั้นต้องห้ามล้มโดยเด็ดขาด”

คนที่อายุน้อยที่สุดมองผมกับพี่เบสสลับกัน

“พวกพี่อยู่กันมาได้ยังไง หรือเป็นหนึ่งในบรรดาพวกที่ชอบแกล้งคนอื่น”

ไอ้เบสหัวเราะหึหึ “พี่ดันโชคดี เพราะเป็นเพื่อนกับคนในใครๆ ก็เกรงใจ เลยไม่มีใครกล้ามาทำอะไร”

“ใครกันครับ คนที่ใครๆ ก็เกรงใจ”

“ไอ้คนที่มันกำลังนั่งอยู่หน้าน้ำเงินนี่ไง”

ผมเองครับ ผมเอง...แม้น้ำเงินจะมีสายตาไม่อยากจะเชื่อ แต่สิ่งที่ไอ้เบสพูดมันเป็นความจริง ผมต้องขอบคุณบรรพบุรุษหรือญาติโกโหติกาของผมซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมอ B ด้วย เพราะพวกท่านได้ปูทางเอาไว้ให้ผมอย่างราบเรียบและสวยงามเหลือเกิน ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ชีวิตในมอของผมคงไม่มีวันสงบสุขอย่างเช่นทุกวันนี้แน่

“ยังอยากอยู่หออื่นอยู่มั้ย” เบสถามต่อ

“แน่นอนสิครับ”

“จริงๆ แล้วหออื่นก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปนั่นแหละ แต่ส่วนใหญ่โชคชะตาจะบอกเอง ยังไงพี่กับไอ้คีนก็จะรอน้ำเงินอยู่ที่หอสี่นะ”

คนถูกรอทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผมรู้ดีครับว่าสิ่งที่ผมกับเบสพูดมันน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีส่วนจริงเลย

น้ำเงินเป็นเด็กไม่กลัวใครก็จริง แต่ฟังๆ ไว้หน่อยก็ดี จะได้รู้ว่าหอที่มีเด็กรวยของมอ B มารวมตัวกันเยอะมันไม่ได้ดีเด่อะไรเลย ตรงกันข้ามแม่งมีแต่ปัญหาด้วยซ้ำ

ดีไม่ดีอาจมีปัญหามากกว่าพวกหอสองไปปีนหอสามเล่นซะอีก จะว่าไปไอ้พวกหอสองนี่ไม่รู้จะถูกใจเด็กหอสามทำไมนักหนา...เป็นมาตั้งแต่รุ่นพ่อเลยนะครับผมได้ยินเขาเล่าต่อๆ กันมา

ผมปล่อยให้น้ำเงินคุยกับเบสต่อไป จากนั้นผมก็หันมาสนใจงานต่อ งานของผมเป็นแฟ้มหรือไม่ก็อยู่ในไลน์ อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยไปปรากฏตัวนี่แหละ มันถึงทำให้โทรศัพท์ของผมสั่นเป็นเจ้าเข้าตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักจะเป็นเลขาฯ หรือไม่ก็ผู้จัดการที่นี่ ที่นั่น และก็ที่โน่น

แม้จะน่าปวดหัวไปสักหน่อยแต่ผมก็ชินแล้วล่ะ ตอนกลางวันผมจึงง่วนอยู่กับงาน ส่วนตอนกลางคืนผมก็มักจะผ่อนคลาย ชวนไอ้เบสไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ ตกดึกถ้าไม่ใช่ลลิลผมก็หิ้วคนอื่นเข้ามานอนด้วย แต่พักหลังๆ ไม่ได้ทำเลยครับ

จะว่าไปก็ตั้งแต่ตอนที่มีน้ำเงินนี่แหละ

เจ้าตัวกำลังถามเบสอย่างสนใจใคร่รู้ แต่ไม่มีคำว่าหอสี่ออกมาจากปากอีกแม้แต่คำเดียว ใจน้ำเงินคงจะไปอยู่กับหออื่นแล้วล่ะมั้ง ผมก็ได้แต่หวังว่าวันย้ายเข้าหอผมจะเห็นน้ำเงินลากกระเป๋าเข้ามาอยู่ในหอของผม

หอสี่น่ากลัวก็จริง...แต่มีคนอย่างผมอยู่มันน่ากลัวน้อยลงแน่ เชื่อผมสิ







ท่านคะ ฝ่ายการตลาดยังไม่ส่งแผนมาเลยค่ะ นี่ก็เลยกำหนดมาแล้วตั้งหนึ่งวัน

ตกลงพรีเซนเตอร์โฟมล้างหน้า BBB คือคุณแพนแพนนะครับ เพิ่งจะตกลงกับผู้จัดการของเธอได้เมื่อสักครู่ เห็นว่าต้องการค่าตัวสูงนิดหน่อย แต่ผมจัดการได้ครับท่าน

แอดมินเพจห้างภารกรพูดจาไม่ดีกับลูกค้าเป็นจำนวนสามครั้ง ดิฉันขออนุญาตสั่งเด้งเลยนะคะ

ถ้าชิงเพิ่มราคาขายตอนนี้จะเป็นไรมั้ยครับ รู้สึกว่ากำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้ามาก น้ำขึ้นให้รีบตัก

ดิฉันส่งแบบแปลนสาขาใหม่ของปั๊มน้ำมันในอำเภอ X มาให้ค่ะ

ตรงนี้ท่านคิมหันต์ต้องการให้เป็นสีน้ำตาลมากกว่า ผมควรจะฟังท่านคิมหันต์หรือว่าท่านคมิกดี

หุ้นส่วนร้าน A ต้องการขายหุ้นของเขาด่วนค่ะท่าน ดิฉันพยายามคุยแล้วแต่เขาก็ยังดึงดัน เห็นว่าท่านไม่ค่อยมาดูงานและใส่ใจงานน้อยเกินไป เขาไม่ชอบสไตล์การทำงานแบบนี้น่ะค่ะ


รู้สึกปวดหัว อยากนอนพัก และตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกเป็นอย่างมาก นี่ผมต้องแก้ปัญหาตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบจริงๆ ใช่มั้ยครับ ข้อความจากไลน์เหล่านี้เป็นข้อความที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถปรึกษางานทางไลน์กับผมได้โดยตรง และวันนี้ก็เป็นอะไรที่เยอะเกินไปจนรู้สึกไมเกรนจะขึ้น

นี่คือส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกล้านแปดที่ผมเพิ่งตอบไป และพอผมตอบปุ๊บ พวกเขาก็ปรึกษาปัญหาใหม่กับผมปั๊บ

ผมตัดสินใจคว่ำโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ จากนั้นก็เอนหลังหลับตาสักพัก ทำงานมาตั้งแต่สายจนตอนนี้เป็นเวลาใกล้จะหัวค่ำแล้วผมก็ยังไม่เลิกทำงาน ไอ้เบสกับน้ำเงินเปลี่ยนอิริยาบถไปเยอะมากแล้ว ทั้งดูหนัง เล่นเกม ออกไปเล่นฟิตเนสที่ตึก ว่ายน้ำ และก็กลับเข้ามาอีกที ส่วนผมนั่งอยู่ในท่าเดิม เคลียร์งานที่ไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลงเลย

เกิดเป็นผมนี่มันก็ยากลำบากอยู่เหมือนกันนะครับ

แกร๊ง

เสียงแปลกๆ ดังขึ้นคล้ายกับเสียงอะไรบางอย่างกระทบกับโต๊ะ ผมลืมตาน้อยๆ ขึ้นมาดู เห็นว่าน้ำเงินเป็นคนเอาน้ำเปล่าในแก้วที่เย็นเฉียบมาให้ มันเหลือบมองผมราวกับต้องการดูว่าตอนนี้ผมหมดแรงไปมากน้อยแค่ไหน เราทั้งคู่จึงสบตากันพอดี

ผมกระแอมเล็กน้อย ขณะที่น้ำเงินนั้นเกาศีรษะอย่างเก้อกระดาก

“พักบ้างก็ดีนะครับ ผมทำนั่นทำนี่ตั้งหลายอย่าง แต่พี่นั่งอยู่ที่เดิมตลอดเลย ลองเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง”

“เปลี่ยนยังไง”

“ก็ลุกขึ้นมาเดินบ้างไรบ้างงี้”

“น้ำเงินไม่ได้อยู่กับพี่ตลอด รู้ได้ไงว่าพี่ไม่ลุกจากเก้าอี้”

น้องมันมองผมอย่างเซ็งๆ ราวกับว่าผมมันเป็นพวกตายด้าน ไม่สนใจสิ่งที่น้องพูด อะไรกัน ผมก็แค่พูดในสิ่งที่ผมคิดอ่ะ

หรือลึกๆ แล้วผมไม่ชอบที่น้องไปฟิตเนส ไปว่ายน้ำกับไอ้เชี่ยเบสสองคนวะ

ผมหันไปมองไอ้เบสที่ยืนตัวแข็ง มันหรี่ตามองผมอย่างจับผิด จากนั้นมันก็ส่ายหน้าใส่ผมเบาๆ

มันรู้ครับ มันรู้... “กูออกเที่ยวนะคืนนี้ ไม่อยู่เป็นกองขี้ควายระหว่างมึงกับน้องแล้ว”

“กูยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

“ถุย ไอ้สัด” เบสเบะปากใส่ผม “กูเห็นน้องมันว่างๆ ไม่ได้งานยุ่งเหมือนมึง กลัวน้องมันเบื่อก็เลยพาไปหาอะไรทำ”

“กูยัง...ไม่ได้พูดอะไรเลย”

“พี่เบสไปไหนครับ” น้ำเงินถาม

“จะอยากรู้ไปทำไม รู้แล้วจะไปด้วยเหรอ อายุถึงแล้วเหรอ”

คนถูกถามเลิกคิ้ว “พี่หงุดหงิดอะไรมาเนี่ย เหนื่อยกับงานแล้วมาลงกับคนอื่นหรือไง”

เอ่อ ผมพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ปกติมีคนตอกผมแรงๆ แบบนี้ที่ไหน ไอ้เบสหลุดขำออกมานิดหน่อยแล้วพยายามกลั้น ส่วนผมนั้นหงุดหงิดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“ไม่ใช่สักหน่อย”

“ดื่มน้ำไป อารมณ์จะได้เย็นๆ”

พูดจบก็เดินเข้าไปในครัวซะอย่างนั้น ผมมองตามอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่าน้ำเงินจะกล้าพูดจากับผมแบบนี้ แต่ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือทำไมผมกลับไม่รู้สึกโกรธหรือเสียหน้าอะไรเลย

“เด็ดจริงๆ เด็กมึงคนนี้” ไอ้เบสเดินเข้ามาพูดกับผมใกล้ๆ

“เด็ดอะไร” ผมชักฉุนขึ้นมา “หรือมึงลองแล้ว”

“ไอ้เหี้ย นี่ทำงานหนักเกินไปหรือหึงจนใกล้เป็นบ้า”

“ไม่ได้หึงโว้ย”

“หวงของ”

“ไม่ใช่”

“ยังจะเถียงกูอีก” ไอ้เบสส่ายหน้าให้ผม “มึงอ่ะกูไม่ค่อยสงสัยเท่าไหร่หรอก แต่น้องเนี่ยสิ ทำไมถึงมาทนอยู่กับมึง ไม่เข้าใจ ได้ข่าวว่าให้อะไรก็ไม่ค่อยอยากจะรับไว้ไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ หรือว่า...”

“หรือว่าอะไร” ผมเริ่มสนใจขึ้นมา

“น้องมันมาหลอกให้มึงตายใจก่อน จากนั้นก็จะกวาดรวดทีเดียวหลายล้าน”

“มึงไปได้แล้วไป ไร้สาระจริงๆ”

“ระวังๆ ไว้นะเว้ย”

“ฟายเบส ถ้ามึงยังไม่ไป กูสั่งงานมึงจริงๆ นะ”

“ไปแล้วก็ได้”

ไอ้เบสหายผลุบเข้าไปในห้องของตัวเองแล้ว ผมหันไปมองหาน้ำเงินอีกครั้ง แต่กลับเห็นร่างนั้นมายืนบังสายตาของผมจนมิด

“แม่บ้านบอกมีของทานเล่นเท่านี้” จานที่น้ำเงินเอามาส่งเสียงกระทบกับโต๊ะดังแกร๊งอีกครั้ง “ถั่วอัลมอนด์นะ แต่ถ้าหิวเดี๋ยวออกไปหาอะไรกินด้วยกัน”

“เดี๋ยวๆ อะไรเนี่ย”

“พี่คีนต้องกินไงครับ จะได้หายเหนื่อย”

มันไม่ได้โกรธหรืองอนอะไรผมหรอกเหรอ ก็เห็นพูดปุ๊บเดินเข้าไปในครัวปั๊บ ที่แท้ก็เข้าไปหาของกินให้ผมในครัวนี่เอง

“มานี่” ผมกระตุกแขนน้ำเงินจนมันต้องมานั่งที่ตักของผม แม้มันจะไม่ใช่ผู้ชายตัวเล็ก แต่ก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ตัวใหญ่มากมายอะไร น้ำหนักที่อยู่บนต้นขาของผมก็มีไม่เท่าไหร่ และที่สำคัญไปกว่านั้นสัดส่วนร่างกายของน้ำเงินก็ไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดที่จะโอบรอบตัวอีกฝ่าย

ผมเพิ่งรู้ว่าผมสูงมากก็วันนี้...

“เหี้ย พี่คีน อายแม่บ้าน”

“เดี๋ยวพี่ป้อน” ผมหยิบถั่วในจานขึ้นมา

“ไม่เอาครับ ไม่กิน ผมไม่ชอบถั่ว”

“มิน่า ตอนที่แม่บ้านบอกว่ามีของทานเล่นแค่อันนี้ถึงกับต้องทำหน้าเซ็ง มันคลีนนะรู้หรือเปล่า”

“ผมไม่สนใจดูแลรูปร่าง ปกติกินเยอะก็ไม่อ้วน”

“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรจะสร้างไขมันให้ตัวเองเพิ่ม” ผมหันไปมองคนที่นั่งบนตักก่อน จากนั้นก็ครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง “หรือพี่ควรซื้อของกินเข้ามาไว้เยอะๆ ดี”

“ขอเยอะๆ เลย”

“คราวนี้ไม่เกรงใจแล้วเหรอ”

“ถ้าเป็นของกินอยากเปย์เท่าไหร่ก็เปย์มาเหอะ คนเรามันก็ต้องกินตลอด”

ผมยิ้มกริ่ม จริงๆ แล้วผมมีแผนน่ะ น้ำเงินตอนนี้ผอมแห้งจนเกินไป ผมรู้สึกว่าต้องขุนอีกสักหน่อยน่าจะกำลังดีใช้ได้เลยทีเดียว

“ผมล้อเล่นนะครับ” น้ำเงินพยายามจะลุกออกไปจากตัวผม ผมตัดสินใจปล่อยน้องให้เป็นอิสระ น้องหน้าแดงก่ำตอนที่เดินหันหลังหนีผมไป

คนแบบนี้น่ะเหรอจะมาหลอกเอาเงินจากผมน่ะ

แต่ถ้าน่ารักแบบนี้...ผมขอเต็มใจให้หลอกก็แล้วกัน






เวลา 22.03 น.

กว่าจะเคลียร์งานเสร็จก็สี่ทุ่มแล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว น้ำเงินเข้าไปหลับอยู่ในห้องนอน เงียบไปตั้งแต่ตอนสามทุ่มกว่า ผมจัดการเคลียร์ทุกอย่างบนโต๊ะ ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน

แต่แล้วก็มีแขนเรียวๆ คู่หนึ่งมาโอบรอบคอผมเอาไว้

ผมจำกลิ่นน้ำหอมได้ดี มันเป็นกลิ่นของ Chanel และผมก็ชอบกลิ่นนี้มาก

“ลิล”

“ไหนๆ ก็ใกล้จะกลับมอแล้ว” เสียงกระซิบของลลิลทำให้ผมขยับตัวไม่ได้ “คืนนี้ขอลิลอยู่เป็นเพื่อนนะคะ”

ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าผมได้ยินเสียงประตูห้องนอนของผมปิดลงเบาๆ...





[มีต่อนะคะ]







ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


น้ำเงิน



พี่คีนไม่เข้ามานอนในห้องนอนของตัวเองตลอดทั้งคืน

ผมไม่มั่นใจว่าหลังจากนั้นพี่คีนได้ออกไปจากคอนโดกับเจ๊ลลิลหรือว่าไปนอนที่ห้องอื่น พอผมเห็นภาพที่คนทั้งคู่สวีตกันปุ๊บ ผมก็ปิดประตูแล้วกลับมานั่งลงบนเตียงปั๊บ การที่ภายนอกไม่มีเสียงดังอะไรเล็ดลอดเข้ามาอีกทั้งผมยังปิดทุกการรับรู้ มันก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าคนสองนั้นหายไปทำอะไรกันที่ไหน

ผมต้องคอยต่อสู้กับความคิดของตัวเองทั้งคืน พร้อมทั้งพยายามบอกกับใจตัวเองว่าผมนั้นเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร ที่นี่คือบ้านของพี่คีน เขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับใครก็ได้ อีกอย่างหนึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็ยังบอกไม่ได้เลยว่าผมมาอยู่ที่นี่ในสถานะไหน เพราะฉะนั้นผมไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ทั้งนั้น

ความสัมพันธ์ของเราสองคนแม่งยังไม่ได้ยาวนานอะไรเลย ดีไม่ดีมันอาจจะยังไม่มีอะไรเริ่มต้นด้วยซ้ำ

แต่ไอ้ความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ นี่มันอะไรกันนะ...

ตั้งสติสิวะน้ำเงินเอ๋ย แค่มึงหนีตามผู้ชายมาเพราะชอบเจ้านายมันก็น่าอายฉิบหายวายป่วงแล้ว นี่ยังต้องมาน้อยใจเขาเพราะเขาไม่ใช่ของมึงอีกนี่มันก็เกินไปหน่อยนะ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูทำให้ผมสะดุ้ง ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงกว่าแล้วครับ ผมคิดว่าพี่คีนน่าจะกลับมาจาก ‘การทำอะไรสักอย่างกับเจ๊ลลิล’ แล้วล่ะ

“น้ำเงิน ตื่นยังวะ นี่พี่เบสเอง”

ผมแบกสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยไปเปิดประตูให้พี่เบส “ครับพี่”

เราสองคนสนิทกันมากขึ้นเพราะเมื่อวานพี่เบสพาผมไปสำรวจส่วนกลางของคอนโดที่นี่เกือบทุกซอกทุกมุม พี่เบสอาบน้ำเรียบร้อยพร้อมกับส่งกลิ่นหอมฉุย

“ได้นอนบ้างมั้ยเนี่ย”

“ทำไมเหรอ”

“หน้าแม่งพังยับเยินมาก”

ผมรีบจับใบหน้าของตัวเองทันที “จริงเหรอพี่”

“ใต้ตานี่ดำปิ๊ดปี๋”

เมื่อรู้ว่ามันเป็นความจริงที่ผมเลี่ยงไม่ได้ ผมจึงถอนหายใจเป็นการตอบแทน

“คีนมันสั่งมาว่าวันนี้พี่ห้ามไปไหน ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนน้ำเงิน”

“แล้วพี่คีนจะไปไหนครับ”

“ไม่รู้สิ” พี่เบสยักไหล่ คล้ายกับว่าเรื่องการหายไปไหนสักที่ของพี่คีนเป็นเรื่องที่เขาเจอมาทั้งชีวิต “ไหนๆ พรุ่งนี้ก็กลับมอแล้ว อยากได้อะไรเพิ่มมั้ย หรือไปเที่ยวก่อนออกจากกรุงเทพฯ ดี”

ผมส่ายหน้าเบาๆ

“น้ำเงินควรออกมากินข้าวก่อนอ่ะ แม่บ้านเขาตั้งโต๊ะรอแล้วเนี่ย”

“เหรอครับ ตั้งโต๊ะทั้งๆ ที่พี่คีนไม่อยู่เนี่ยนะ”

“มันก็คงโทรมาสั่งนั่นแหละ”

ผมเกาหัวแกรกๆ ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไปทานอาหาร พี่คีนไม่ได้อยู่ที่นี่แต่สั่งงานไว้ครบทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง อย่างน้อยเขาก็ยังใส่ใจที่จะให้คนมาคอยดูแลผม ผู้ซึ่งอยู่ที่นี่โดยยังไม่มีสถานะใดๆ

ได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ววะ...

คิดว่าพี่คีนคงจะกลับมาสายๆ หรือไม่ก็บ่ายๆ แต่ปรากฎว่าเขาหายไปตลอดทั้งวันเลยครับ ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้เหมือนเมื่อวานเด๊ะๆ นั่นก็คือส่วนกลางคอนโดนี้มีอะไรผมก็ไปสำรวจมาหมด ฟิตเนสก็แล้ว ว่ายน้ำก็แล้ว เข้าห้องสมุดเล็กๆ ลองอ่านหนังสือดูก็แล้ว...พี่คีนเจ้าของคอนโดตัวจริงก็ยังไม่กลับ

ในใจผมคงตั้งหน้าตั้งตารอจนกลายเป็นคาดหวัง จากที่หวังเล็กๆ กลายเป็นหวังที่จะได้เห็นหน้าเข้าไปใหญ่ ยิ่งพี่เบสบอกว่าวันนี้พี่คีนทิ้งงาน ผมยิ่งรู้สึกอยากให้พี่มันมาปรากฏตัวต่อหน้าผม ณ เวลานี้กันเลยทีเดียว

เขาถูกผู้หญิงลากไปช็อปปิ้งด้วยทั้งวันหรือยังไงวะ

“เดี๋ยวมันก็กลับ” พี่เบสพูดตอนที่เราสองคนไม่รู้จะทำอะไรนอกจากอยู่ในห้องเฉยๆ ตอนนี้เป็นเวลาหัวค่ำ และเราสองคนก็ทานอาหารเย็นฝีมือแม่บ้านพี่คีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

“ใครครับพี่” ผมถามด้วยใบหน้าตึงๆ

“แสบเหมือนกันนะเนี่ย” อีกฝ่ายติดจะขำๆ “มันไม่ได้ติดต่ออะไรมาเลยเหรอ”

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

“แปลกแฮะ มันก็ไม่เช็กงานพี่เลย สั่งเสร็จปุ๊บก็หายจ๋อม” พี่เบสสบตากับผมพอดี หลังจากนั้นพี่มันก็รีบแก้ไขสถานการณ์ให้มันดีขึ้น “เอ่อ...มันคงยุ่งอยู่นั่นแหละ”

“เล่นเกมกันมั้ย”

“เออ เล่นเกมๆ”

PS4 เท่านั้นคือคำตอบที่หัวใจต้องการในตอนนี้ มันสามารถฆ่าเวลาได้ดีมากเมื่อคู่แข่งในการเล่นเกมของคุณคือพี่เบส เขาบอกว่าเขาเป็นคนที่เล่นเกมเก่งอันดับต้นๆ ของหอ แต่ถึงอย่างนั้นก็แพ้พวกที่มาจากหอห้าอยู่ดี

บอกตามตรงผมสนใจหอนี้นะ แม้ผมจะเล่นเกมไม่เก่ง แต่ผมนั้นเป็นพวกคลั่งเสื้อผ้าแนวสตรีตแฟชั่น คลั่งชนิดที่ว่าน่าจะเป็นติ่งนั่นแหละ เพราะงั้นผมก็คงเนิร์ดประมาณนึงและก็อยู่ในรูปแบบที่ไม่ค่อยพบเห็นโดยทั่วไปในหอห้า ซึ่งคงมีพวกโอตาคุ AKB48 หรือไลท์โนเวลรวมกันอยู่เยอะ

ทำไมต้องเหมือนคนอื่นตลอดล่ะ ต้องแตกต่างบ้างสิ...ผมพูดถูกมั้ยครับ

เอาเป็นว่าผมอยู่หอไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หอที่มีพวกคนรวยมารวมตัวกันนั่นแหละ

จู่ๆ เสียงออดดังขึ้น พี่เบสเป็นคนอาสาไปเปิดประตู คนที่เข้ามาก็คือ...มนุษย์เพื่อนของพี่คีน และไม่ได้มาแค่คนเดียวด้วยครับ แม่งมาเป็นสิบ

ผมนี่วางจอยเกมแทบไม่ทัน

“มาทำเหี้ยอะไรกัน”

“ปาร์ตี้สิวะถามได้ สัดคีนอยู่ไหนเนี่ย” หนึ่งในนั้นส่งเสียงถาม ทุกคนเริ่มหาที่หาทางของตัวเอง ส่วนผมได้แต่นั่งตัวลีบอยู่บนโซฟา มองดูเพื่อนๆ พี่คีนเข้ามาหยิบจอยเกม

“ไม่รู้แม่ง กูตามตัวไม่ได้เลย” พี่เบสไม่ได้แตกตื่นอะไรเฉกเช่นผม

“แล้วนั่นใครวะ เด็กมึงเหรอ”

ในที่สุดก็มีคนเห็นผม...นี่พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดแล้วนะ

“นี่คอนโดใคร” พี่เบสตอบเป็นคำถามแทน

“ไอ้เชี่ยคีนไง”

“รู้คำตอบหรือยัง”

“อ้อ” พี่เขาทำสีหน้ารับรู้ “หวัดดีครับ”

“หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้ทุกคนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว รู้สึกว่าผมไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป จึงค่อยๆ ลุกเพราะอยากออกไปเงียบๆ แต่แล้วผมก็ถูกมือพี่ขี้สงสัยคนนั้นนั่นแหละรั้งเอาไว้

“ไปไหนล่ะ อยู่ด้วยกันก่อน พวกพี่เอาเหล้ามาเยอะ”

“เอ่อ...” ผมมองไปที่พี่เบสอย่างขอความคิดเห็น

“ให้กูโทรหาไอ้คีนให้ติดก่อนดิ” มือของพี่เบสถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ คงกำลังโทรหาพี่คีนตามที่พูดแน่ๆ

“กูไม่ได้จะป้อนเหล้ากรอกปากน้องมันสักหน่อย ทำไมต้องขอมันด้วย” พี่ขี้สงสัยหันมาหาผมยิ้มๆ “น้องดื่มเองเป็นใช่มั้ยครับ”

ผมพยักหน้าหงึกๆ ไปอย่างมึนๆ ส่งผลให้คนทั้งห้องมอบรอยยิ้มมาให้ ลักษณะท่าทางของทุกคนจะไม่ได้มีฐานะธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงกันเลยครับ แลดูมีกระตังค์กันทั้งนั้น

พี่เบสส่ายหน้าเบาๆ ให้ผม “ไม่รับสายเลย”

คิ้วของผมกระตุกก่อนที่จะบอกกับพี่ที่อยู่ใกล้ๆ “เดี๋ยวผมไปดูในครัวให้นะครับว่ามีอะไรให้กินบ้าง”







สี่ทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มก็แล้ว เที่ยงคืนก็แล้ว ก็ยังไร้ซึ่งเงาของท่านขะมุกขะมอมคนนั้น

จริงๆ แล้วพี่คีนชื่อว่าคมิกแต่ผมตั้งชื่อใหม่ให้เพราะผมเริ่มหงุดหงิด การที่หายไปทั้งวันและไม่มีการติดต่ออะไรมาเลยนี่มันมากเกินจะรับไหว ถึงผมจะไม่ได้เป็นอะไรกับเขาก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ช่วยรับสายพี่เบสบ้างก็ยังดี

หายไปนานขนาดนี้...ถ้านั่งรถบัสล่ะก็ ป่านนี้คงถึงอุบลราชธานีแล้วมั้ง

ผมไม่ใช่พวกคอแข็ง แต่ผมดื่มเป็น การที่ผมกรอกแอลกอฮอล์เข้าปากไม่หยุดแบบนี้ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งมึนมากขึ้นเท่านั้น เวลาที่คนเรามีแอลกอฮอล์ในร่างกายอยู่สูง เราจะไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ นอกจากจะอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติแล้ว...เรายังเผลอทำอะไรโง่ๆ เพราะเราไม่มีสติเพื่อที่จะฉุกคิดถึงข้อดีและข้อเสียของสิ่งที่เรากำลังจะทำ

สติของผมเหลืออยู่แค่สิบเปอร์เซ็นต์เองมั้ง และผมคิดว่าสติขนาดนี้มันทำให้ผมมีความกล้าในการทำอะไรโง่ๆ มากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการโทรไปหาพี่คีนนั่นเอง

“ไม่รับสายเลย” ผมบ่นกับตัวเองอย่างมึนๆ ในห้องนอนของพี่คีน ตอนนี้ข้างนอกมีแต่เสียงอันดังของเพื่อนๆ สมัยมัธยมของพี่คีนซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติกันทั้งนั้น “นักธุรกิจบ้าบออะไรไม่รับสาย เงินน่ะไม่เอาเหรอ”

[ฮัลโหล]

สงสัยคงได้ยินผมนินทามั้งก็เลยกดรับน่ะ (ประชด)

“ทำค.อะไรอยู่ครับพี่คีน”

[เฮ้ย ทำไมพูดไม่เพราะ]

“ผมถาม...ถามว่าทำค.อะไรอยู่”

[ดื่มมาเหรอ ไอ้เบสทำไมไม่ดูแล]

“ทำไมพี่ไม่ตอบคำถามผมเลย”

[...]

“ทำไมพี่ไม่กลับ”

[...]

“ให้ผมมาอยู่ด้วย แต่ก็ไม่มาอยู่กับผม”

[วันเดียวเอง พรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว]

“ใจร้ายจังวะ”

[ติดพี่แล้วเหรอครับ]

“เออ”

ปลายสายคงจะมึนๆ งงๆ กับคำพูดของผม ไม่รู้ว่าผมอยู่ในอารมณ์ไหน แต่สำหรับผมแล้ว...นี่คือช่วงเวลาที่ผมกล้าพรั่งพรูความรู้สึกในใจมากที่สุดแล้วมั้งครับ

[ขอโทษ]

“...”

[โดนกักตัว ไปไหนไม่ได้เลย งานก็ไม่ได้ทำ]

“ใครจะกักตัวพี่ได้ ถ้าพี่ไม่ยินยอม” ผมกลืนน้ำลายพร้อมกับทำนัยน์ตาปรือๆ “พี่คงยอมเขานั่นแหละ”

[เชี่ยเบสแม่งต้องตาย นี่อยู่ไหนน่ะ อยู่ในห้องหรือเปล่า]

“มันเรื่องของโผมมม”

[เมาแล้วก็นอนซะ พี่ขอโทรคุยกับเบสก่อน]

“มา”

[หา]

“รีบมา รีบกลับมา ไอ้บ้า”

[เป็นคนที่เมาแล้วหยาบนะเรา]

“แม่ง”

[...]

“แค่นี้แหละ ผมคงเป็นบ้าไปเอง”

ผมกดวางสายพร้อมกับฟุบหน้าลงไปกับเตียง การได้คุยกับพี่คีนไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย คนที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องก็คงทำได้แค่โทรไปตัดพ้อเท่านั้นนั่นแหละ...ทำได้แค่นั้นจริงๆ

เพราะความเมาผมจึงผล็อยหลับไปทั้งๆ ที่ยังอยู่ในท่านั้นและไฟก็ยังไม่ได้ปิด





TBC*

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 4
คีน



“พอใจแล้วนะ”

“พอใจสิคะ”

“...”

“คีนจัดหนักให้ลิลแล้วนี่ ลิลจะต้องการอะไรอีกคะ”

อึดอัด ผิดพลาด และอยู่ไม่ถูกที่ ถ้าหากตอนที่ผมคิดจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตามและเกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมา ผมมักจะล้มเลิกความคิดนั้นแทบจะในทันที แต่ทว่าตอนนี้มันไม่ได้เกิดกับธุรกิจใหม่ของผม

มันเกิดขึ้นกับลลิล

ผมขอแยกตัวออกมาจากเธอได้ในตอนเกือบรุ่งสางของวันที่ผมต้องกลับไปที่มอ หลังจากวางสายจากน้ำเงิน ลลิลก็จูบปิดปากผมและรบเร้าให้ผมมีความสัมพันธ์ทางกายกับเธอต่อ สัญชาตญาณดิบของผมแพ้ทางผู้หญิงสัดส่วนโค้งสวยอย่างลลิลอยู่ก่อนแล้ว มิหนำซ้ำเธอยังรู้จุดอ่อนของผมอีกว่าควรกระตุ้นผมตรงไหนถึงจะเอาผมอยู่

หลังจากความต้องการทางธรรมชาติได้ผ่านพ้นไป ความรู้สึกที่ ‘ไม่ใช่’ มากมายได้เอ่อล้นเข้ามาแทนที่ หนึ่งในนั้นก็คือความรู้สึกผิดที่ปล่อยน้ำเงินให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ขณะที่ผมนั้นหนีมามีความสุขอยู่กับลลิล

ที่ผมยอมมาด้วย เพราะลลิลบอกว่าถ้าผมอยู่กับเธอตลอดสองคืนนี้ เธอจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับผมอีกถ้าผมไม่ต้องการ ใจผมที่นึกถึงแต่น้ำเงินจึงยอมมากับเธอ

และผมก็ต้องมานั่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผมเพิ่งทำลงไป ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำก่อนจะรู้จักกับน้ำเงินแท้ๆ แต่พอได้รู้จักน้ำเงิน มันกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงตัวเอง

น้ำเงินแม่งทำให้ผมเปลี่ยนขั้วไปหมดจนผมงงตัวเอง

ตอนตีสี่ผมกลับมาถึงคอนโด ภาพแรกที่เห็นคือความเละเทะซึ่งเพื่อนสมัยมัธยมมันทิ้งเอาไว้ บางคนก็ยังนอนอยู่ที่นี่ บางคนก็กลับไปแล้ว ผมเดินเขี่ยๆ พวกมันออกไปให้พ้นทางก่อนจะเข้าไปที่ห้องของตัวเอง ผมสั่งไอ้เบสไว้ว่าให้ดูห้องของผมดีๆ เพราะน้ำเงินนอนอยู่ข้างใน

มันถึงกลับนอนพิงประตูห้องผมเพื่อเฝ้าให้เลยครับ

“เบส...ตื่นเว้ย กูจะเข้าห้อง”

ไอ้เบสขยับตัว มันมองหน้าผมอย่างมึนๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ห่าเอ๊ย หายไปไหนมา”

“...”

“เจ๊เหรอ”

“เออ” ผมยอมรับตรงๆ

“มึงนี่แพ้เจ๊ตลอด มิน่าเขาถึงเป็นเด็กมึงมานานถึงขนาดนี้ เพราะมึงแพ้ลีลาเขานี่เอง”

“หุบปาก ไปเก็บของได้แล้วไป เราจะออกกันเลย”

“เอางั้นเหรอ เออก็ได้ ถึงเช้าๆ ก็ดี”

“ไล่ไอ้พวกนี้ออกไปที ถ้าพวกมันไม่ยอม ก็โกหกว่าบริษัทพ่อมันไฟไหม้หรือไม่ก็ล้มละลาย”

“เข้าใจแล้วครับผม” เบสผายมือให้ผมเดินเข้าไปด้านใน ผมส่ายหน้าเบาๆ ให้มันก่อนจะเข้ามาในห้องนอนของตัวเองที่ไม่ได้นอนถึงสองคืนเต็มๆ

น้ำเงินนอนคว่ำอยู่บนเตียง ไม่มีแม้แต่ผ้าห่มมาปกคลุม ผมเดินเข้าไปใกล้จึงได้กลิ่นเหล้าโชยเข้ามาในจมูกของผมเต็มๆ

เจ้าเด็กนิสัยไม่ดี

ผมจัดการพลิกตัวน้ำเงินให้นอนดีๆ จากนั้นก็ห่มผ้าห่มให้ ตอนหลับน้ำเงินขมวดคิ้วมุ่นคล้ายกับมีเรื่องให้กังวลตลอดเวลา ผมนอนกับน้ำเงินมาหลายคืนรู้ดีว่าเด็กคนนี้มักจะนอนด้วยสีหน้าอย่างนี้ อีกทั้งยังละเมอถึงคุณปู่ผู้ที่จากไปแล้วอีกด้วย จะว่าไปก็น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะครับ

อีกเรื่องที่น่าสงสารก็คือ...มันต้องมาติดอยู่กับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวอย่างผมนี่แหละ

ทำตัวให้ดีขึ้น ชดเชยอะไรบ้างหน่อยดีมั้ยคีน...

ผมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อเห็นว่าน้ำเงินยังหลับอยู่เลยไม่คิดที่จะปลุกแต่อย่างใด เห็นว่ายังมีเพื่อนๆ จำนวนไม่น้อยที่นอนเกลื่อนอยู่จึงได้ออกมาทักทาย คนที่ตื่นคือคนที่มานั่งดื่มกาแฟคุยเรื่องทิศทางธุรกิจกับผมพอให้หายแฮงก์ได้บ้าง ส่วนไอ้คนที่หลับ...มันก็หลับนั่นแหละครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“ชอบเด็กมึงคนนี้นะ เด็กมันคุยง่าย” หลังจากคุยกันเรื่องทิศทางของเศรษฐกิจไทย ไอ้ฤทธิ์ผู้ที่ยังอยู่กับผมจนถึงเจ็ดโมงกว่าเอ่ยตอนที่เราสองคนอยู่ตามลำพัง “ปกติจะชินกับพี่ลลิลมากกว่า แต่คนนี้โอเคเลย”

“โอเคยังไง”

“คุยเรื่องบอลกับกูได้”

ผมหรี่ตามองมัน “คุยกันนานมากมั้ย”

“หวงของอะไรอีกล่ะไอ้สัด มึงก็รู้ว่ากูไม่แดกของเพื่อน”

ก็จริงของมันนั่นแหละ

“กูชอบสายตาตอนที่น้องมันพูดถึงมึง...ดูจริง ดูกระตือรือร้น เหมือนตอนกูสั่งงานคนที่เขามีใจรัก และเขาชอบที่จะทำจริงๆ”

“เปรียบเทียบอะไรของมึงเนี่ย” ผมบ่นแก้เขิน

“นี่กูพูดจริงนะเนี่ย”

“...”

“น้องชอบมึงจริงๆ แน่ ไม่ใช่แค่จะมาเกาะมึงแดกอ่ะ”

“โม้”

“โม้เหี้ยไรล่ะ ถ้าไม่ชอบมันคงไม่รอมึงกลับขนาดนั้นหรอก”

“มันบ่นเหรอ”

“บ่นดิไอ้เหี้ย ทุกนาทีเลยมั้ง”

“หึ” ผมหยิบแก้วในมือขึ้นมาจิบ “กูกับมันไม่ได้เริ่มความสัมพันธ์กันแบบนั้น มันมาอยู่กับกูเพราะอยากตัดใจจากคนที่มันชอบ คงไม่ตัดใจได้เร็วขนาดนั้นหรอกมั้ง”

“แต่น้องมันก็ชอบที่จะพูดถึงมึงและก็อยู่กับมึงป่ะล่ะ” ไอ้ฤทธิ์ยิ้ม “กูกับเพื่อนคุยกันเรื่องผู้หญิงของมึงมาตลอดนะเว้ย คนที่น่าจะเอามึงอยู่ไม่ใช่คนสวย ไม่ใช่คนเซ็กซี่ ไม่ใช่คนเก่ง”

“แล้วต้องเป็นคนยังไงครับเพื่อน”

“คนที่รักมึงเพราะตัวมึงจริงๆ”

คนฟังอย่างผมได้แต่ยักไหล่ ไอ้ฤทธิ์จิ๊ปากใส่ในความขี้เก๊กของผม มันไม่ได้รู้เลยว่าในใจของผมปั่นป่วนมากมายเพียงใดกับคำพูดของมัน มันเป็นคนช่างสังเกตและชอบวิเคราะห์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันพูดต้องมีมูลเหตุความจริงไม่มากก็น้อยล่ะ
ที่ผ่านมาส่วนใหญ่คนที่เข้ามาหาผมก็มักจะเข้าหาเพราะเงินของผม ไม่ใช่เพราะอย่างอื่นเลย หน้าตาเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น เงินต่างหากที่คนเหล่านั้นให้ความสนใจจริงๆ

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกวูบวาบอยู่ภายในยังไงชอบกล

ก็ตั้งแต่รู้จักกันมา...น้ำเงินมันเคยสนใจเงินของผมซะที่ไหนล่ะ









“จะเก้าโมงแล้วนะ”

“อืม”

“บ้านก็เคลียร์หมดแล้ว ไม่มีเพื่อนเหลือแล้ว”

“อ่าฮะ”

“งานดูแลคอนโดก็บอกแม่บ้านแล้ว”

“...”

“แล้วทำไมมึงยังไม่ออกจากกรุงเทพฯ อีกครับไอ้เหี้ยคีน!”

ผมเงยหน้าขึ้นมาจากไอแพด พร้อมบอกไอ้เบสราวกับว่ามันถามอะไรโง่ๆ ออกมา “น้ำเงินยังไม่ตื่นไง”

“ก็ไปปลุกสิวะ”

“เด็กมันเพิ่งเมามา ปล่อยๆ ให้นอนไปเถอะ”

“มึงรู้สึกผิดใช่มั้ยมึงบอกกูมา” ไอ้เบสนี่ก็รู้ดีไปหมดทุกเรื่องจริงๆ “ไม่ตอบแสดงว่าใช่นะ”

“ก็ไม่มีอะไรจะเถียงอ่ะ” ผมยักไหล่

“เอาแล้วไง” สีหน้าเพื่อนผมมันดีขึ้นเพราะได้เปลี่ยนมาเป็นการแหย่ผมแทนที่จะได้นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเปล่าๆ ปลี้ๆ “เด็กท่านคีนจะมีหลายตำแหน่งไม่ได้ใช่มั้ยครับ ต้องมีตำแหน่งเดียวใช่มั้ย”

“มึงอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย ยิ่งพูดกูก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหี้ย”

“เพิ่งรู้เหรอ” สายตาของผมทำให้ไอ้เบสเลิกพูดเล่น “มึงเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตั้งแต่เจอน้ำเงินอ่ะ โห เด็กคนนี้ต้องมีดีอะไรสักอย่าง ถึงทำให้ตำแหน่งท็อปบนสุดของลลิลที่มีมาอย่างยาวนานสั่นสะเทือนได้ขนาดนี้”

“เปลี่ยนเรื่องพูดได้มั้ยวะ”

“เมื่อวานน้องดูโมโหนิดหน่อยตอนมึงไม่อยู่อ่ะ”

“เหรอ”

“เออดิ”

“กูควรดีใจใช่มั้ย”

“กูชอบตรงนี้มันโมโหแต่มันไม่ยอมรับว่ามันโมโหนี่แหละ ก็เลยดูไม่งี่เง่า น่ารักไปอีกแบบ”

“คุยอะไรกันครับ” น้ำเงินเปิดประตูออกมาจากห้อง สภาพเหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วผมยังไม่แห้ง “ผมสายแล้ว ผมขอโทษ ขอเวลาอีกสิบนาทีนะครับ”

“ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ มอ B มันก็อยู่ที่เดิมอ่ะ”

“พี่เบสผมขอยืมไดร์เป่าผมได้มั้ยครับ”

ผมกระพริบตามองดูน้ำเงินที่เมินผม

“เอ่อ ได้สิ เข้าไปใช้เลย” คนที่อายุน้อยสุดเดินผ่านผมไปโดยไม่คิดที่จะสนใจหรือมองแต่อย่างใด ไอ้เบสมองหน้าผมอย่างตกตะลึง “โดนเด็กงอนแล้วมึงอ่ะ”

“แบบนี้ต้องง้อยังไง” ผมเริ่มร้อนใจขึ้นมานิดๆ

“ปกติมึงง้อเด็กมึงแบบไหน”

“ซื้อของให้ เสื้อผ้า กระเป๋า”

“แบบนั้นใช้กับน้ำเงินไม่ได้”

“กอดและก็หอมแก้มไปเลย ยังไงก็หาย”

“เอางั้นเหรอ”

“มึงจะมากลัวอะไรล่ะ”

ผมลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งไปที่ห้องของไอ้เบส น้ำเงินกำลังเป่าผมอยู่ที่หน้ากระจก เมื่อเห็นว่าผมมายืนอยู่ข้างหลัง เจ้าตัวก็ทำหน้าตกใจ

“เฮ้ย”

ลองกอด...แล้วก็หอมแก้มเบาๆ ช้าๆ ดู จากนั้นก็ส่องกระจกดูผลลัพธ์ ใบหน้าของเด็กผมแดงก่ำไปหมด และผมมั่นใจว่ามันไม่ได้มาจากความร้อนของไดร์เป่าผมนี่แน่ๆ

“ขอโทษ” ผมพูดจากใจ อีกฝ่ายกลืนน้ำลายเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า

“พี่ไม่ผิดหรอกครับ”

“...”

“ผิดที่ผมเองเนี่ย ไม่รู้จะงอนพี่ไปทำไม”

“คิดว่าตัวเองผิดก็ยังจะงอนอีก”

“ไม่รู้สิ”

“มานี่ ทำให้” ผมแย่งไดร์เป่าผมในมือของน้ำเงินมาจัดการเป่าให้ ซึ่งเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายมากเพราะอีกฝ่ายตัวเล็กกว่าผม น้ำเงินยืนนิ่งๆ ให้ผมได้จัดการเป่าผมของมันให้แห้งตามอำเภอใจ “น้ำเงินไม่ผิด แต่พี่ผิด พี่ผิดคนเดียว โอเคมั้ย”

ลึกๆ ในใจของผมยังรู้สึกผิดกับความเห็นแก่ตัวของผมอยู่ ผมมองตาน้ำเงินในกระจก พร้อมกับเอ่ยคำบางคำที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้เราสองคนเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“พี่รู้แล้วว่าพี่ไม่ควรมีเด็กหลายคน”

“...”

“มันไม่ดีกับใครเลยจริงๆ พี่รู้สึกแย่ไปหมด”

“...”

“จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”

จู่ๆ ร่างตรงหน้าก็เขย่งปลายเท้าขึ้นมาหอมแก้มผม เมื่อกระทำการนั้นเสร็จมันก็วิ่งหนีหายออกไปจากห้อง ท่าทางคำพูดของผมจะไปสร้างความถูกใจให้กับใครบางคนเข้า

เมื่อความทุกข์ใจเริ่มจะผ่านพ้น...ความสุขกายสบายใจก็ไหลบ่าเข้ามาแทนที่

ที่แท้เราสองคนก็ต้องการแค่กันและกัน...มันก็เท่านั้นเอง









บนรถ

ไอ้เบสเป็นคนขับ มันเป็นคนขับที่ถือว่าตีนผีใช้ได้เพราะฉะนั้นผมคาดว่าอีกไม่นานเราก็คงจะถึงมอ B ผมยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากไอแพดกับโทรศัพท์ตั้งแต่ตอนที่ออกมาจากกรุงเทพฯ การที่ผมหายไปวันเดียวทำให้งานมีเรื่องยุ่งยากบ้างเล็กน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้

เด็กใหม่ชั้นปีที่หนึ่งเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นว่าตื่นเต้นมากมายเพียงใด น้ำเงินยิงคำถามไปที่ไอ้เบสซึ่งมันสนุกสนานกับการตอบมาก จากที่แอบฟังดูไม่มีเศษเสี้ยวไหนที่บอกเลยว่าน้ำเงินต้องการอยู่หอสี่ ไม่มีเลยจริงๆ

เพราะฉะนั้นผมจึงต้องเตรียมการเอาไว้ก่อน...

ผมติดต่อไอ้ชิตประธานหอคนใหม่ซึ่งสืบทอดตำแหน่งมาจากพี่ตั้มปีที่แล้ว (วิธีสืบทอดตำแหน่งประธานหอของหอสี่ง่ายมากครับ...ใครประมูลตำแหน่งได้ก็เอาไป เงินที่ได้เป็นค่าบำรุงหอทั้งหมด) มันเป็นเพื่อนที่เรียนอยู่คณะเดียวกัน มิหนำซ้ำยังเป็นพวกที่รู้ซึ้งถึงอำนาจของผมในจังหวัดนี้ เพราะงั้นผมคิดว่ายังไงมันก็ต้องฟังผม

CHIT : คีนมึงไม่รู้เหรอ
CHIT : ปีนี้หอสี่เราเต็มแล้ว
CHIT : กูแทบไม่ต้องไปเดินตามล่าหาเด็กเลย
CHIT : สมัยนี้ใครๆ ก็มีเงิน


ไม่คิดว่าทุกอย่างมันจะลงเอยแบบนี้ ผมรีบพิมพ์ตอบไอ้ชิตไปทันที ลืมการงานที่อยู่ในหน้าจอสนทนาอื่นไปแทบจะทั้งสิ้น

KEEN : แน่ใจนะว่าปีหนึ่งมีเงินผ่านเรตขั้นต่ำหมด
CHIT : แน่ใจสิ มึงก็รู้ว่าทีมตรวจสอบหอเราเป็นยังไง


ผมกัดริมฝีปาก เหลือบมองไปที่น้ำเงินก่อนจะเริ่มจัดการพิมพ์อย่างกระแทกกระทั้นอีกครั้ง

เด็กสมัยนี้แม่งมีเงินสามสิบล้านเป็นอย่างน้อยกันทั้งนั้นจริงๆ เหรอวะ

KEEN : ใครอยู่ในรายชื่ออันดับรั้งท้ายสุด ส่งมาให้กูดิ๊

อำนาจเงินบางครั้งก็สามารถบันดาลในสิ่งที่เราปรารถนาได้...ผมลองกูเกิ้ลชื่อของเด็กคนนี้ดู รู้สึกได้ว่าแทบจะไม่มีข่าวอะไรใดๆ เลย แปลว่าไม่ได้มาจากครอบครัวที่กว้างขวางทางสังคมเท่าไหร่ แต่ผมเจอเฟซบุ๊กมัน...รูปปกเฟซบุ๊กเป็นรูปวงดนตรีร็อคยุคไหนก็ไม่รู้ อีกทั้งยังไม่มีรูปโปรไฟล์เป็นของตัวเองอีก แบบนี้เข้าข่ายได้อยู่หอหกมากกว่าหอสี่นะ

เอาไงดี...

ผมจัดการแอบถ่ายรูปน้ำเงินตอนเหม่อออกไปนอกหน้าต่างแล้วคุยกับไอ้ชิตอย่างรู้ดีว่าพวกหอสี่เป็นยังไง

CHIT : หลานคุณปู่ที่ถูกล็อตเตอรี่!
KEEN : ก็ใช่น่ะสิ
CHIT : โอเค งั้นตัดไอ้เด็กที่ชื่อใกล้คนนี้ออก
KEEN : ดีมาก
KEEN : มึงเก็บเรื่องน้ำเงินไว้เป็นความลับจะดีกว่านะ
CHIT : เด็กมันออกจะดัง ไม่นานเดี๋ยวคนในหอก็รู้ว่าน้องมันเคยจนมาก่อน
KEEN : ทำไงก็ได้ให้พวกมันรู้น้อยที่สุดอ่ะ
CHIT : ญาติมึงเหรอวะคีน ทำไมเป็นห่วงจังเลย
KEEN : เด็กกูต่างหาก


แท้จริงแล้วอำนาจของหอสี่ไม่ได้อยู่ในมือประธานหอหรอกครับ...แต่อยู่ในมือผมนี่แหละ ผมอยากได้อะไรผมก็สั่งได้ดั่งใจตั้งแต่ผมอยู่ปีหนึ่งปีสองแล้ว เรื่องให้เด็กตัวเองได้เข้าไปอยู่ในหอสี่แบบนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อย

“ทำไมจู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมาล่ะ” น้ำเงินตั้งข้อสังเกต

“หิวมั้ย แวะทานอะไรก่อนหรือเปล่า”

“พี่เบสบอกว่าผมคงอยู่ในกลุ่มสายที่สุดของปีหนึ่งแล้ว”

สายตาของผมหันไปสำรวจการแต่งตัวของน้ำเงินในวันนี้...ผมแม่งลืมนึกถึงไปเลยว่าพวกหอผมมันมีสิ่งที่ไร้มารยาทอย่างหนึ่งก็คือประเมินคนอื่นจากเครื่องแต่งกาย วันนี้น้ำเงินไม่ได้แต่งตัวแย่ แบรนด์ที่น้ำเงินใส่เป็นแบรนด์กีฬาที่ใครๆ ต่างก็รู้จัก มันดีแล้วแต่ยังดีไม่พอ

ผมตัดสินใจถอดนาฬิกาตัวเองแล้วดึงแขนน้ำเงินมาสวมให้

“อะไรเนี่ย”

“ใส่ไปเหอะ ได้หอแล้วค่อยคืน”

“ผมไม่ค่อยชอบใส่นาฬิกาครับ” น้ำเงินทำท่าจะปลดออก แต่ผมยื่นมือไปห้ามเอาไว้

“ใส่เถอะนะ ถือว่าพี่ขอ”

คนถูกขอกำลังชั่งใจอย่างลังเล ในที่สุดก็ยอมใส่ให้ตามความปรารถนาของผมจนได้ ผมยิ้มกริ่มพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดเรือนนี้ ยังไงก็ไม่มีใครติดใจอะไรอย่างแน่นอน






[มีต่อนะคะ]







ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


น้ำเงิน




“แล้วเจอกัน” พี่คีนเดินลากกระเป๋าเข้าไปกับพี่เบสโดยไม่คิดที่จะอยู่เป็นเพื่อนผม ผมมองสิ่งก่อสร้างซึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ มอ B ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมอที่กวนประสาทเรื่องหอในที่สุดในโลกแต่ก็มีหอในที่น่าอยู่ที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ผมเผลอมองดูตึกอยู่ข้างหน้าประตูเข้าโซนหอพักจนลืมไปว่าตัวเองก็ต้องเดินเข้าไปเฉกเช่นพี่ทั้งสองคนนั้น

บรรยากาศดูเงียบเกินกว่าที่จะมีการเข้าหอวันแรกของปีหนึ่ง

ผมตรวจดูเอกสารในมือ (ไม่รู้มีอะไรดลใจผมให้คิดว่าพี่ๆ เขาคงตรวจ) ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลากกระเป๋าเข้าไปในโซนหอพักพร้อมกับพวกที่มาสายพวกที่เหลือ

กำลังจะเอ่ยปากทักทาย แต่พวกนั้นก็เดินผ่านผมเฉยพร้อมๆ กับไปยังหอพักราวกับว่าเคยอยู่มาแล้ว ไม่ได้เป็นปีหนึ่งหน้าใหม่อย่างผม

งงเลยกู...ทำไมทุกคนดูเลือกหอง่ายไปหมดยกเว้นผม

“น้ำเงินเหรอ” มีคนทักผม ผมหันไปมองก่อนจะทำสีหน้าโล่งใจเมื่อได้รู้ว่าตัวเองมีเพื่อนแล้ว

“ใกล้ กูนึกว่ากูจะไม่มีเพื่อนมาสายซะแล้ว”

ใกล้เป็นเพื่อนร่วมคณะ เราสองคนเจอกันตั้งแต่เข้าค่ายเภสัชฯ เมื่อตอน ม.5 และค่ายเมื่อปีที่แล้วเราก็มาเจอกันอีกครั้ง การที่ได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกันสองครั้งทำให้ผมรู้ว่าไอ้ใกล้นี่แหละน่าจะเป็นเพื่อนของผมในมอ B ได้

โชคดีจริงๆ ที่ได้เจอมัน...

“เรื่องหอมึงจะเอาไงอ่ะ”

ใกล้ทำหน้าเบื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวมัน ถ้ามองกลายๆ ก็เหมือนคนที่มีใบหน้าอยากไปนอนตลอดเวลา “พี่ชายบอกว่าให้อยู่หอสี่...แต่กูไม่อยู่”

“ใช่มั้ย หอสี่แม่งยังไงก็ไม่รู้”

“มึงคิดว่าถ้ากูชอบดนตรี กูควรไปอยู่หอห้าหรือหอหกดี”

ผมมองใกล้อย่างประเมิน มันอยากที่จะเรียนเภสัชมาก ผมจึงตกใจเล็กน้อยตอนที่ผมรู้ว่ามันสนใจเรื่องดนตรี นี่ถ้าผมบอกว่าผมสนใจเรื่องเสื้อผ้าแนวสตรีต...มันจะตกใจเหมือนผมมั้ยเนี่ย

“ดนตรีก็ต้องอยู่หอหกสิ ได้ยินมาว่าอย่างนั้นนะ”

“ไม่ใช่สิ” มันขมวดคิ้วใส่ผม “กูชอบดนตรีแต่กูไม่เล่นดนตรี”

“เอ่อ...”

“กูก็เลยสับสนเนี่ยว่ากูจะเอาไง”

“กษิดิศ เภสัชศาสตร์ปีหนึ่ง ตามพี่มานี่” รุ่นพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาเรียกไอ้ใกล้ มันเบิกตากว้างขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าดีใจ

“ชะตาบอกว่ากูควรอยู่หอห้า ไปนะไอ้น้ำเงิน”

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ”

ไอ้ใกล้เดินตามหลังรุ่นพี่ไปแล้ว...เดี๋ยวสิ ทำไมทุกอย่างมันดูง่ายไปหมดสำหรับทุกคนยกเว้นผม ผมเกาหัวแกรกๆ มองดูสิ่งแวดล้อมรอบข้าง นี่มันเงียบเกินกว่าที่เป็นการเข้าหอวันแรกของพวกปีหนึ่ง พวกรุ่นพี่หายไปไหนกันหมดนะ

“พี่ชิต คนนี้หรือเปล่า”

ผมสะดุ้งเมื่อหันกลับมาอีกทีก็เห็นกองทัพเสื้อสีน้ำเงินมายืนล้อมรอบ ทุกคนมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ใช่ เป๊ะเลย” พี่ชิตที่ติดป้ายชื่อว่าเป็นประธานหอสี่ทำเอาผมต้องกลืนน้ำลายดังเอื้อก

เดี๋ยวสิ...เดี๋ยวก่อน

“แต่ว่า...” คนหลายคนในกลุ่มนั้นกำลังทำสายตาสงสัยมายังการแต่งตัวของผม ทำไมกัน ผมแต่งตัวไม่เหมาะสมเหรอ “คือเอ่อ...”

“ไม่เห็นนี่เหรอ” พี่ชิตทำไม้ทำมือบอกให้ผมยกข้อมือขึ้น ผมที่ตื่นตกใจกับจำนวนคนรอบตัวจึงยกขึ้นมาให้ดูอย่างไม่มีเงื่อนไข

นาฬิกาข้อมือของพี่คีนกระทบกับแสงแดดยามบ่ายสาม

“SEA DWELLER ไง รุ่นใหม่ล่าสุดของ ROLEX”

“โอเค ผ่านครับ ไร้ข้อสงสัย”

พี่ชิตปล่อยให้คนอื่นเดินนำไปก่อนที่จะมากระซิบข้างหูผม

“เป็นคนของไอ้คีนมาอยู่ใกล้ไอ้คีนน่ะดีที่สุดแล้ว เชื่อกูสิ”

ผมทำสีหน้าไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่พี่ชิตไม่คิดที่จะใส่ใจอะไรๆ ในตัวผมอีก ผมเดินคอตกพลางคิดในใจว่าโชคชะตาจะนำพาให้ผมได้ไปอยู่หอสี่จริงๆ น่ะเหรอ ไม่มีประธานหอคนไหนคิดจะมาดึงตัวผมไปอยู่ด้วยสักหน่อยเหรอ

หอเด็กเรียนอย่างหอหนึ่งงี้

พวกนักกีฬาอย่างหอสองงี้

หอรวมชายงามอย่างหอสามก็ได้

หอห้าบ้าเกม หรือไม่ก็หอหกเลือดศิลปินก็ได้

ทำไมต้องหอสี่วะ...ทำไมต้องหอสี่








หอสี่

ทันทีที่ผมเห็นทางเข้าหอ ผมก็นึกอยากจะลากกระเป๋าและย้ายตัวเองไปอยู่หออื่นซะให้รู้แล้วรู้รอด แค่ทางเข้าผมก็รู้เลยว่าหอนี้แม่งต้องมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทุกหอ เพราะจากที่ผมได้มองตอนเดินผ่าน หออื่นก็ดูเป็นหอในของมหา’ลัยกันหมด ยกเว้นแต่ไอ้หอนี้แหละ แค่ทางเข้าแม่งก็อย่างกับโรงแรมแล้ว

ทางเข้ายังขนาดนี้แล้วข้างในหอมันจะโอ่อ่าอลังการขนาดไหน ผมไม่อยากจะคิดภาพเลย

ผมยังไม่ได้เป็นคนของหอนี้อย่างเต็มตัวยังโคตรรู้สึกหมั่นไส้ ประสาอะไรกับคนในหออื่นๆ ที่อยู่มานานหลายปี ทุกอย่างสะท้อนให้ผมนึกไปถึงคำพูดของพี่เบสกับพี่คีนที่เคยเล่าให้ฟัง

หอสี่ไม่ตีกับคนภายนอก แต่หอสี่ตีกับคนภายในด้วยกันเอง

เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ก็ในเมื่อแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องซะขนาดนี้ก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวพร้อมเงินมากมายแบบนี้ต่อไปนี่แหละ

“คิดอะไรอยู่น่ะ เข้าไปได้แล้ว” ไม่มีกองทัพเสื้อสีน้ำเงินล้อมรอบผมอีกแล้ว มีแต่พี่ชิตที่ผมไม่รู้ว่าพี่เขาถูกบังคับให้มาเป็นประธานหอหรือเปล่า ทำไมหน้าบึ้งขนาดนั้นก็ไม่รู้

ภายในตึกมันไม่เหมือนหอพักในมหา’ลัยเลยครับ มันเหมือนคอนโดที่ผมเพิ่งจากมานี่แหละ มีลิฟต์ น้ำพุสำหรับตกแต่ง ที่นั่งพักในส่วนกลางซึ่งผมมองว่าอย่างกับเป็นเลานจ์รับรองแขกวีไอพีที่คุณดลชอบไปนั่ง ทุกคนที่นี่เป็นผู้ชายหมดแม้กระทั่งแม่ เอ่อ พ่อบ้านและก็ลุงยาม

เดี๋ยวก่อนนะ พ่อบ้านกับลุงยามเหรอ ลุงยามน่ะไม่เท่าไหร่ แต่พ่อบ้านเนี่ยนะ เฮ้ย เอาจริงเหรอ

นี่มาเรียนมหา’ลัยหรือมาพักผ่อนที่หัวหินกันวะ

“ความพิเศษของหอเราคือมีลิฟต์และก็...นั่นแหละ” พี่ชิตคงรู้ว่าผมกำลังมองพ่อบ้านอยู่ “ปีที่แล้วยังเป็นแม่บ้านอยู่เลย แต่พอดีเกิดปัญหา แม่บ้านแอบถ่ายพวกเราเอาไว้แบล็คเมล์เพื่อจะเรียกเงิน เราเลยแก้ปัญหาด้วยการจ้างพ่อบ้านเป็นลุงแก่ๆ แทน ที่เห็นอยู่น่ะแค่หนึ่งในสิบคนนะ”

พ่อบ้านสิบคน...กูจะบ้าตาย เอามาทำไมเยอะแยะ

“ข้างหลังตึกมีสระน้ำที่เอาไว้จัดปาร์ตี้ ส่วนใหญ่จะมีปาร์ตี้กันแทบทุกอาทิตย์นั่นแหละ ขึ้นอยู่กับว่ามึงอยากจะไปจอยที่ไหน ร้านเหล้าข้างนอกมอหรือว่าข้างในนี้ก็ได้”

“ในนี้เหรอครับ” ผมขอถามหน่อยเหอะ “แต่ป้ายที่แปะอยู่หน้าโซนหอพักบอกว่างดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์...”

“ไอ้ป้ายนั่นไม่มีผลอะไรกับเราหรอก”

“...”

“เรามีไอ้คีนอยู่ ลืมแล้วหรือไง”

ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย ผมทำงานกับคุณดลมาไม่กี่เดือน คลุกคลีกับที่บ้านคุณดลมาเกือบทั้งชีวิต รู้ดีว่าสังคมคนรวยมันไม่ได้เหมาะกับผมเลย พวกเขามีไลฟ์สไตล์ที่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ผมอย่างแรง

“ส่วนกลางจะมีทีวีฉายช่องข่าวทุกช่องเลย ถ้าชอบติดตามข่าวเศรษฐกิจเพื่อเล่นหุ้นอ่ะนะ”

“ผมน่ะเหรอเล่นหุ้น”

พี่ชิตทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของผม “ปีหนึ่งส่วนใหญ่จะได้นอนชั้นล่างๆ กันหมด เดินอ้อมไปทางด้านหลังลิฟต์นั่นน่ะ ห้องของมึงรู้สึกจะเป็นห้อง...107 มั้ง”

“ขอบคุณครับ” ผมคอตก หันหลังเพื่อที่จะลากกระเป๋าไปยังห้อง 107

“เดี๋ยวก่อน” ศีรษะของผมชนเข้ากับตัวของพี่คีนอย่างจัง นอกจากผมจะตกใจในการปรากฎตัวของพี่คีนแล้ว ผมยังตกใจเพื่อนๆ ที่รุมล้อมตัวพี่คีนด้วยซึ่งไม่ได้มีแค่พี่เบสอีกต่อไป

“ว่าไงคีน”

“เด็กนี่ต้องไม่มีรูมเมต”

พี่ชิตเลิกคิ้ว “เออ กูเข้าใจ ห้อง 107 มีแต่มันคนเดียว”

“ดี” พี่คีนยิ้มมุมปาก “เบส บอกให้พ่อบ้านเอากระเป๋าน้ำเงินไปเก็บ ส่วนน้ำเงิน...ตามพี่มานี่”

เหี้ยอะไรวะ...ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก กระเป๋าของผมถูกเพื่อนๆ พี่คีนลากไปอีกทาง ส่วนผมก็ถูกลากไปอีกทาง ที่ตรงนั้นจึงเหลือแค่พี่ชิตที่ยืนเอ๋ออยู่เท่านั้น

ในลิฟต์มีแค่ผมกับพี่คีนสองคน คนข้างๆ ผมกดชั้นเจ็ดอย่างรวดเร็ว

“รู้มั้ยว่าหออื่นไม่มีลิฟต์แบบหอเรานะ ควรภูมิใจไว้”

ผมมองอีกฝ่ายอย่างจับผิด “ทำไมรู้สึกเหมือนมีคนปูทางไว้ให้เรื่องที่ผมจะได้อยู่หอนี้”

“ไม่เคยได้ยินคำว่าโชคชะตาเหรอ”

“ผมเคยได้ยินแต่คำว่าเส้นสาย”

พี่คีนดูไม่สนใจคำพูดของผม “น้ำเงินจะตีลังกาเลือกใหม่ยังไง น้ำเงินก็ได้อยู่หอสี่ เชื่อพี่สิ”

“พี่กับพี่เบสเป็นคนบอกเองว่ามันน่ากลัวนี่ ผมอยากเรียนอย่างสงบๆ ไม่ต้องมาคอยระวังตัวทุกครั้งที่กลับห้อง”

“มีคนระวังให้ น้ำเงินจะกลัวอะไร”

“แต่...”

“ห้องพี่ ห้อง 701 นะ” ลิฟต์เปิดออกตอนที่ผมกำลังจะพูดต่อพอดี ให้ตายเถอะ ชั้นเจ็ดนี่แตกต่างจากชั้นล่างลิบลับ มีพรมตรงทางเดินด้วย “ชั้นนี้มีห้องแค่สิบห้อง ทุกห้องจะกว้างมาก ตั้งแต่ห้อง 702 ถึง ห้อง 709 เป็นห้องของเพื่อนพี่หมด ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น ส่วนห้อง 710 อย่าคิดแม้แต่จะเดินผ่าน”

“ทำไมครับ มีประวัติเหรอ”

“ใช่”

“...”

“มีผีเหี้ยๆ ตัวหนึ่งพักอยู่”

คิดว่าไม่ใช่ผีหรอกที่เหี้ยอ่ะ ผมคิดว่าน่าจะเป็นคนที่กำลังพักอยู่นั่นแหละ คนคนนี้แม่งต้องแสบมากแน่ๆ ถึงทำให้พี่คีนถึงกับทำหน้าเหม็นเบื่อขนาดนี้

เจ้าของห้อง 701 เปิดประตูให้ผมเข้าไป ทันทีที่เห็นผมก็อ้าปากค้างเติ่ง อย่าว่าแต่ความหรูเลยที่ต้องพูดถึง นี่มันอย่างกับห้องสูทหรูๆ ห้องหนึ่งในโรงแรมระดับห้าดาวชัดๆ

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมอยู่ในหอพักของมหา’ลัยในไทย ไม่ได้อยู่ในโรงแรมที่ไหน

“รวยตายห่าตายเหว รวยอภิมหารวย” ผมอดพึมพำไม่ได้ ทุกอย่างในห้องนี้บ่งบอกว่าพี่คีนรวยล้นฟ้าขนาดไหน

“อย่ามาเว่อร์หน่อยเลย ของก็ของธรรมดา”

“เหรออออออออออ” ไอ้นาฬิกาที่เรียงกันเป็นตับในกล่องนั่นราคารวมกันคงจะสร้างทาวน์เฮาส์ได้หลายหลังเลยมั้ง

“รู้มั้ยว่าทำไมพี่ถึงพาน้ำเงินมาที่ห้องนี้”

“ให้มารับรู้ถึงความรวยของพี่”

“บ้า” พี่คีนคว้ามือของผมให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง “จำไม่ได้เหรอ”

“หา”

“พี่นอนคนเดียวไม่ได้”

คำพูดของพี่คีนทำเอาผมหยุดชะงักค้าง แม้จะนั่งอยู่บนเตียงเดียวกันแต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกเก้อเขินอะไรใดๆ เลย ผมสงสัยมากกว่า

“แล้วที่ผ่านมานอนได้ยังไง”

“ก็มีคนนอนเป็นเพื่อน”

“ผู้หญิงเหรอ” ทำไมเสียงผมต้องสั่นด้วยวะ

“ใช่”

“...”

“หอสี่เรามีทางลับให้ผู้หญิงเข้ามาได้ แต่บางครั้งเวลาที่ไอ้พี่โอเจ้าหน้าที่ดูแลหอมาตรวจ ผู้หญิงเข้ามาไม่ได้ บางครั้งก็เลย...”

กลัวคำพูดต่อไปของอีกฝ่ายยังไงก็ไม่รู้ว่ะ

“มีผู้ชายด้วย”

ผมกลืนน้ำลาย “จากหอเดียวกันเหรอ”

“อืม”

“...”

“มอ B เราเข้าไปหออื่นไม่ได้ น้ำเงินรู้ใช่มั้ย”

ให้ตายเถอะผู้ชายคนนี้ แม่งมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าชีวิตผมทั้งชีวิตอีก ผมมองไปยังพื้นซึ่งปูด้วยพรมหรู

“ผมจะไม่มีปัญหาใช่มั้ย นี่ผมแย่งของใครเขามาหรือเปล่า”

พี่คีนบีบมือผม ท่ามกลางสีหน้าที่มึนงงสับสนของผม

“ตอนนี้พี่ไม่ได้เป็นของใครทั้งนั้น นอกจากน้ำเงินคนเดียว”

คำพูดของพี่คีนไม่ได้ให้ความมั่นใจอะไรกับผม นอกจากกลิ่นแห่งความวุ่นวายซึ่งผมไม่แน่ใจว่าผมจะโดนอะไรบ้างในอนาคตอันใกล้นี้ ตอนอยู่กรุงเทพฯ คนที่ผมได้ชื่อว่าเป็นเด็กของเขานั้นเป็นเพียงแค่เจ้าของธุรกิจอายุยังน้อยที่มีงานรัดตัว และชอบหาความบันเทิงให้กับตัวเองในยามค่ำคืน แต่พอมาอยู่ในมอ B พี่คีนกลับเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในหอแถมยังมีประวัติมากมายกับลูกหอ ซึ่งผมไม่รู้ว่า...ผมจะไปมีปัญหากับเขาเหล่านั้นทีหลังมั้ย

ไอ้คนที่ชื่อคีนคนนี้...คงจะผ่านอะไรมาไม่น้อยเลย

ร่างกายของผมผมคิดว่าปกป้องได้ไหว แต่หัวใจเนี่ยสิ...ผมจะปกป้องมันได้ยังไง

ผมจะห้ามใจไม่ให้ตัวเองชอบผู้ชายคนนี้ได้ยังไง






กิ๊ง

ลิฟต์ถูกเปิดออกพร้อมกับคนที่เพิ่งขึ้นมาใหม่

“อยู่ชั้นนี้เหรอ” คนที่ทักผมคงจะเป็นรุ่นพี่ คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากว่าคนคนนี้ดูรวยขนาดไหน ผมสนใจรองเท้าพี่เขามากกว่า รองเท้าคู่นี้เพิ่งวางที่อเมริกาไปเมื่อสามวันก่อนเองนี่หว่า จู่ๆ ก็มาอยู่ที่ตีนพี่คนนี้แล้วถือว่าพี่มันไวได้ใจโคตรๆ

ขอมองหน้าอีกทีซิ

“อ้าว ถามไม่ตอบเหรอ”

หล่อเหมือนหนุ่มตี๋รวยทั่วๆ ไป นอกจากรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดแล้วก็คงจะเป็นผมสีทองอ่อนๆ นี่แหละที่เป็นเอกลักษณ์

“เปล่าครับ”

“ปีหนึ่ง?”

“ครับ”

“...”

“ขอตัวนะครับ” ผมรีบกดลิฟต์ไปยังชั้นของตัวเองเพื่อเลี่ยงการปะทะกับคนที่ไม่น่าไว้ใจ จะว่าไปในหอนี้นอกจากพี่คีนกับพี่เบสแล้ว...ใครไว้ใจได้บ้างวะ

หมับ

“เดี๋ยวก่อน” แขนของผมถูกคว้าเอาไว้ราวกับต้องการจะรั้ง

ไม่กลัวประตูลิฟต์หนีบหรือไงวะ ผมรีบใช้มืออีกข้างกดลิฟต์ค้างเอาไว้

มองไปที่อีกฝ่ายเพื่อต้องการรู้จุดประสงค์ของเขาในการจับแขนผมในครั้งนี้

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“หน่วยก้านดูดีเลยนี่”

“...”

“อยากเป็นเด็กพี่มั้ย”






TBC*




รู้สึกได้กลิ่นคนถูกกั๊กอยู่นะ   :hao7:

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2921
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
ละมุนตุ้นนนน ตรงไหน? แต่ชอบตอนคีนกับน้ำเงินอยู่ด้วยกัน พี่คีนโคตรหื่นรุนแรงกับน้ำเงินมาก :z1:

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 5
 คีน




กิ๊ง

ผมมาทันตอนที่เสียงลิฟต์ปิดพอดี ไอ้อยุธ คนที่อันตรายที่สุดในหอสี่เพิ่งพูดกับคนของผมไปเมื่อสักครู่ มันหันมาส่งยิ้มให้อย่างกวนประสาทเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของผม

“สันดานเดิมยังเปลี่ยนไม่ได้อีกเหรอ เอ๊ะ...เดี๋ยว” อยุธมองนาฬิกาข้อมือ “ยังไม่ถึงตอนกลางคืนเลยนี่”

“คนนี้ไม่ได้” ผมพูดกับมันตรงๆ “กูจองแล้ว มันเป็นของกูตั้งแต่ก่อนเข้ามาที่นี่อีก”

“เดี๋ยวๆๆ” ไอ้อยุธยกมือห้ามให้ผมใจเย็น แต่มันยิ่งทำให้ผมใจร้อนมากขึ้น “เดี๋ยวมึงเบื่อมึงก็ทิ้ง เหมือนกับที่มึงทิ้งไอ้กอล์ฟ ไอ้พล ไอ้บอย และก็ไอ้...”

“พอได้แล้ว”

“เดี๋ยวมึงก็เบื่อ มึงอย่ามาทำให้กูหมดสนุกหน่อยเลยน่า”

“สนุกห่าไรวะ คนนี้ไม่ได้จริงๆ กูบอกแล้วไง”

อยุธมองหน้าผมพร้อมกับทำหน้าที่ผมเกลียดที่สุดในโลกนั่นก็คือใบหน้าที่ไม่สนสิ่งอื่นใด มันยักไหล่ให้ผมก่อนจะเดินไปยังห้องของมันซึ่งอยู่สุดทางเดินโน่น

ห้อง 710

ผมกับมันไม่เคยญาติดีกันเลยตั้งแต่แย่งเด็กคนเดียวกันตอนปีสอง มันเป็นเกย์และผมก็เสือกที่จะชายก็ได้หญิงก็ดีอีกเพราะผมรุกได้หมด การที่จะมีใครสักคนในหอสี่ซึ่งรวยมหาศาลล้านแปดมายอมเป็นเด็กใครสักคนแน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ยากและมีน้อยมากๆ

พวกผู้ชายน่ารักตะมุตะมิเหล่านั้นจึงกลายเป็นแรร์ไอเท็ม

อยุธกับผมเปิดศึกกันมานักต่อนักแล้ว บางครั้งเด็กที่เคยนอนกับผมก็ได้ไปนอนกับมันต่อซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนใช้ของมือสอง และเมื่อมันเกิดขึ้นบ่อยๆ เข้าอยุธมันจึงผูกใจเจ็บ มันคิดว่าตัวมันก็มีดีไม่ต่างจากผม แต่ทำไมพวกเด็กรวยน่ารักพวกนั้นถึงได้เลือกผมก่อนแทนที่จะเลือกมัน

น้ำเงินคงกลายเป็นเป้าหมายของมันในตอนนี้

เรามีตัวเลือกกันไม่มากเท่าไหร่ หากสนใจพวกที่อยู่หออื่น เราก็ไม่สามารถลากตัวพวกนั้นมานอนที่นี่ได้ เพราะเกรงใจตีนประธานหอของพวกมันเหลือเกิน (อย่าให้พูดถึงสมัยพี่สงคราม อดีตประธานหอสองตอนที่เรียนอยู่นี่เลยครับ พี่มันแม่งปกป้องพวกหอสามอย่างกับเป็นลูกหอตัวเอง ไม่มีใครกล้ายุ่งกับไอ้พวกหน้าตาดีจากหอสามเลย) มันเป็นเรื่องของการให้เกียรติกันซึ่งถ้าจะให้พูดสามวันก็คงไม่จบ เอาเป็นว่าผมกับอยุธมีตัวเลือกไม่มากจริงๆ นั่นแหละ

ผมเป็นโรคจิตนอนคนเดียวไม่ได้

อยุธเป็นเกย์รุกที่ไม่ชอบน้อยหน้าคนอื่น

เมื่อคนสองคนมีเป้าหมายเดียวกัน...การจะตีกันเพื่อแย่งบางสิ่งบางอย่างจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับน้ำเงินคนนี้...ผมขอเถอะว่ะ คนอื่นไม่ว่าจะเป็นพลหรือกอล์ฟ แล้วก็ใครอีกนะ (จำชื่อไม่ได้จริงๆ) จะมานอนกับผมแล้วไปนอนกับไอ้อยุธต่อผมไม่ว่า แต่เมื่อนึกภาพน้ำเงินไปอยู่กับไอ้อยุธ แค่ยืนคุยกันผมก็ร้อนรุ่มเป็นไฟแล้ว อย่าว่าแต่นอนเลย...
คิดถูกคิดผิดที่ให้น้ำเงินมาอยู่หอนี้วะ

แต่ถ้าไม่ใช่น้ำเงิน...ผมจะนอนกับใครได้ทุกคืนล่ะ






ชั้นใต้ดิน

ส่วนกลางที่ว่าเป็นส่วนรับรองซึ่งค่อนข้างหรูแล้ว แต่ชั้นใต้ดินของหอสี่คือที่สุดของที่สุด ข้างล่างนี่มีบาร์ตั้งอย่างเปิดเผย อีกทั้งยังมีบาร์เทนเดอร์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงคอยบริการพวกผมด้วย ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมตัวกันเวลามีเรื่องสำคัญต่างๆ หรือไม่ก็เป็นแหล่งชิลล์เอาท์ แถมยังเป็นที่ที่เด็กหอสี่มานั่งบ่อยที่สุดแล้วครับ

สถานที่สิงสถิตของเราไม่ใช่ตรงส่วนกลาง เพราะตรงนั้นมันเปิดเผยมากเกินไป เรากลัวว่าคนนอกอาจจะเห็นว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครในหอสี่อยากถูกพวกหออื่นเกลียดไปมากกว่านี้ และยังเป็นการป้องกันตัวเองจากพี่โออีกด้วย

หอสี่แหกกฎได้ก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการควบคุมอะไรเลย ที่ที่เราอยู่คือภายในมหา’ลัยครับ หากจะทำการผิดแปลกอะไรไปจากกฎอย่างน้อยก็ขอแอบๆ ทำน่าจะดีกว่า

อย่างเช่นวันนี้...พวกรุ่นพี่หอสี่แม่งชวนเด็กปีหนึ่งมาก๊งเหล้าตั้งแต่เย็น

ผมเดินผ่านคนกลุ่มนั้นไปยังกลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว กลุ่มผมจะมีที่ประจำนั่นก็คือมุมห้องข้างๆ บาร์ ที่กำลังนั่งกินกันอยู่มีไอ้เบส ไอ้มารุต และก็ไอ้ธาร เบสคือคนที่เป็นทั้งเพื่อนและคนที่ทำงานให้ผม มารุตเป็นเพื่อนร่วมคณะ ส่วนธารเป็นเพื่อนที่สนิทกันในหอ สามคนนี้ไว้ใจได้และไม่มีใครเป็นตัวอันตราย

“น้องล่ะ” คนถามไม่ใช่เบสแต่เป็นมารุต

“อะไรของมึง”

“นึกว่าจะลากลงมาที่นี่ด้วย”

“ให้เด็กมันรู้ที่ทางเอง”

ไอ้เบสยื่นแก้วเครื่องดื่มมาให้ก่อนหรี่ตามองผม “มีเรื่องอะไรก็เล่ามา น้ำเงินตกใจจนหนีออกไปจากหอใช่มั้ย”

“ไม่ใช่” แม่งรู้ได้ไงวะว่าผมไม่สบอารมณ์อยู่ เพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆ

“เกิดอะไรขึ้นวะ” ธารเองก็อยากรู้ด้วย

“อยุธว่ะ” ผมถอนหายใจ “แม่งสนใจน้ำเงิน”

ทันทีที่ได้ยินทั้งสามคนก็ถอนหายใจโดยพร้อมเพรียงกัน

“ปีสี่แล้วกูนึกว่าศึกของมึงกับไอ้เชี่ยอยุธจะจบ แม่งไม่จบว่ะ” ไอ้ธารโวย

“ใครบ้างจะไม่อยากจบ สัดธาร” ผมทำหน้าเซ็งๆ

“ใจเย็นน่า น้องมันไม่ยอมซะอย่าง ยังไงไอ้อยุธมันก็ไม่มีวันได้” เบสรินให้ผมอีกแก้ว

“ไม่รู้ กูก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้” เสียงของผมแฝงความกังวลเอาไว้

“ยังไงวะ”

“แค่กูเห็นมันสองคนยืนคุยกันกูก็ไม่ชอบแล้ว”

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย พวกมันเอาแต่มองหน้ากันจากนั้นก็ส่งยิ้มเล็กๆ ให้กัน ผมเห็นไอ้เบสทำปากขมุบขมิบคล้ายกับคำว่า ‘เห็นมั้ย ตามที่กูเล่าเป๊ะ’ ตอนแรกกะจะด่าพวกมันสักหน่อย แต่ผมคิดว่าเอาไว้ทีหลังดีกว่า

น้ำเงินอยากอยู่อย่างสงบๆ ผมเองก็ไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายเหมือนกัน เราสองคนยังมีเรื่องที่ต้องปรับและเคลียร์กันอีกเยอะ ผมไม่อยากให้อยุธมันมาเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวล

เพราะมันทำผมปวดหัวมาเยอะแล้ว...

“ชั้นใต้ดินที่นี่สวยมั้ยล่ะ” พูดถึงหมา หมาก็มา...เสียงของไอ้อยุธนำมาก่อนที่ตัวมันจะมาถึง ผมกับเพื่อนๆ หันไปมอง มันกำลังเดินนำใครบางคนเข้ามาในห้องนี้ด้วยใบหน้ามีความสุข “พี่บอกน้ำเงินแล้ว บาร์เราสวยแถมยังเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

อยากจะสิ้นให้ดิ้นตาย...

ไอ้คนที่ผมเป็นห่วงนักเป็นห่วงหนาอยู่ดีๆ ก็ตามตูดไอ้ตัวอันตรายเข้ามาในชั้นใต้ดินเฉยเลย ทุกคนมองไปที่น้ำเงินอย่างให้ความสนอกสนใจ ถ้ามาในลักษณะนี้ผมรู้เลยว่าไอ้อยุธทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

เพื่อประกาศให้ชาวหอรู้ว่ามันจะเอาเด็กคนนี้

แม่งเอ๊ย เตือนแล้วไม่ฟังใช่มั้ย

“เอ่อ...แก้ว” เบสพยายามจะแย่งแก้วไปจากมือผม เพราะผมบีบมันอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว น้ำเงินมองมาทางผมอย่างตื่นๆ จากนั้นก็ทำสัญญาณปากบอกว่าโดนบังคับมาหรืออะไรสักอย่าง

ไม่รู้ล่ะ...ผมหงุดหงิดไปแล้ว

“นั่งที่นี่ก่อน เดี๋ยวพี่หาอะไรมาให้ดื่ม” ไอ้เหี้ยอยุธยังคงจะหาเรื่องทรีตน้องต่อไป “คนอื่นห้ามเข้าใกล้น้องนะเว้ย”

ทันทีที่อยุธหันหันหลังให้น้ำเงิน ผมก็จัดการเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับนั่งข้างๆ ทันที

ถ้าจะให้มันมันส์ ก็ให้มันส์ตั้งแต่วันแรกนี่แหละ...

“ถูกบังคับเหรอ”

“ใช่ อยู่ดีๆ ก็มาตื๊อที่หน้าห้อง” น้ำเงินทำหน้าแหยงๆ

“รู้เบอร์ห้องด้วย” ผมกัดฟันมองไอ้อยุธ มันกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มในมือ มันมองดูผมกับน้ำเงินด้วยสายตาที่ไม่ได้ตกใจอะไรมากมาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนทั้งชั้นใต้ดินหันมาให้ความสนใจกันหมด

“แบบนี้ก็คงต้องวอร์แล้วสิวะสัดคีน”

“ก็รออยู่เนี่ยว่าจะให้ทำอะไร”

น้ำเงินมองผมกับอยุธสลับกันไปมาแล้วทำหน้าปวดหัว ตั้งท่าเตรียมตัวที่จะลุกออกไปจากโต๊ะ ผมจับแขนน้องให้นั่งลงที่เดิม พร้อมๆ กับหันไปบอก

“พี่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกน่า”

“แต่...”

“ยังไงน้ำเงินก็เป็นเด็กพี่ ความจริงข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยน”

อยุธดูถูกใจกับคำพูดผม มันมองน้ำเงินที่ทิ้งตัวนั่งลงที่เดิม ชาวหอสี่จากชั้นใต้ดินเริ่มเข้ามามุง ที่ตามมาสมทบทีหลังนั่นก็คือพวกไอ้ชิตกับคนอื่นๆ กลุ่มนี้แม่งเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหอสี่แล้ว (ไม่รวมผมที่คอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง) ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า...เรื่องนี้แม่งต้องดังไปทั่วทั้งหอแน่

“ว่ามา จะเล่นกันยังไง” ผมนวดนิ้วมือรอ

“หยิบสมุดเช็กออกมา” อยุธโบกสมุดเช็กของมันไปมา ผมหันไปหาไอ้เบส ผู้ที่รีบกุลีกุจอหยิบออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้ผม

“แล้วไงต่อ”

มาอีหรอบนี้ยังไงก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินแน่ๆ ผมส่ายหน้าอย่างระอากับการแข่งขันดั้งเดิมที่หอเรามักจะใช้เงินเป็นสิ่งเดิมพันเสมอ แต่ก็ดีเหมือนกัน...เรื่องเงินผมได้เปรียบอยู่แล้ว

“เขียนตัวเลขลงไปว่าสามารถให้น้ำเงินได้มากที่สุดเท่าไหร่” มันพูดไปด้วยส่งยิ้มให้น้ำเงินไปด้วย คนถูกส่งยิ้มให้ได้แต่ชักสีหน้า ผมพ่นลมออกมาเบาๆ รู้ได้ในทันทีว่าตัวเองชนะแล้ว

“ใครให้ได้มากสุดก็ชนะงั้นสิ”

“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” อยุธมีสีหน้ามั่นใจนักหนาว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าผม “และลองมาลุ้นกันว่าน้ำเงินจะเลือกใคร”

ผมยักไหล่ก่อนจะเขียนตัวเลขลงไปอย่างรวดเร็ว การที่ไอ้อยุธมันทำแบบนี้ ทำให้น้ำเงินมองการกระทำของผมอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน คงไม่ชอบที่ผมทำแบบนี้แน่ๆ

ใจเย็นๆ สิ...พี่ก็แค่ปกป้องเรานะ

“เหยดดดดดดด” คนรอบข้างเริ่มส่งเสียงดังอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นตัวเลขในเช็กของไอ้อยุธ “หกล้านก็มาว่ะ คีนว่าไง”

คนคนหนึ่งสามารถให้เงินหกล้านกับคนที่เพิ่งรู้จักวันแรกได้ต้องบ้าการเอาชนะถึงขนาดไหนครับ...ผมอยากจะรู้จริงๆ แต่ไอ้เงินจำนวนเท่านี้ถือว่าเป็นตัวเลขธรรมดามากของการแข่งขันเดิมพันในห้องนี้

ผมมองไอ้อยุธอย่างพยายามควบคุมความหงุดหงิดของตัวเองเอาไว้ การที่มันแสดงออกแบบนี้แสดงว่ามันคงต้องการทุ่มเรื่องน้ำเงินจนสุดตัว

“ของกูน่ะเหรอ” ผมกัดฟันพูดก่อนจะพลิกเช็กกลับมาให้ทุกคนได้เห็น

“ศูนย์เหรอ”

“ศูนย์บาท”

“ไม่ให้เงินเลยเนี่ยนะ”

“เออดิ” ผมลุกขึ้นพร้อมดึงตัวน้ำเงินให้ออกมาห่างๆ จากไอ้อยุธ “น้ำเงินไม่ชอบเงิน พวกมึงไม่รู้เหรอ”

คำพูดของผมทำเอาคนที่อยู่ข้างๆ ยิ้มออก...ผมโบกมือลาพวกเพื่อนสามคนที่เหลือก่อนจะพาน้ำเงินออกมาจากชั้นใต้ดิน ท่าทางของน้ำเงินเหมือนคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ขณะที่ผมนั้นพยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองรู้สึกเดือดไปมากกว่านี้

คนในห้องเริ่มส่งเสียงฮือฮาตามหลังผมมา ส่วนไอ้อยุธก็คงจะรู้สึกเสียหน้าเพราะถูกตอกหน้าเข้าอย่างจัง ผมรู้ดีว่าน้ำเงินใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ผมจ่ายมากกว่าหกล้าน ผมก็จ่ายได้นะ

อย่างที่เคยบอกนั่นแหละ อะไรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของผม ก็คือของๆ ผม...

“จะบ้า” น้ำเงินร้องอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่คือหอสี่เหรอ เป็นอย่างงี้น่ะเหรอ”

“ใช่”

“...”

“และนี่ก็แค่วันแรก”

“ทำไมพี่อยุธรู้ว่าผมอ่อนแอ ทำไมถึงเป็นผม” น้ำเงินระบายความรู้สึกออกมา “ผมยังจำสิ่งที่พี่กับพี่เบสเตือนผมได้ ไอ้สถานะแบบนี้มันจะทำให้ผมเป็นเป้านิ่งของคนที่นี่ไม่ใช่เหรอ”

ผมมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง คิดว่าน้ำเงินเองคงจะไม่ชอบให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่ถูกผู้ชายแย่งกันเป็นแน่ มันเป็นความผิดของผมเองส่วนหนึ่งที่ห้ำหั่นกับไอ้อยุธมาโดยตลอด เมื่อมันเห็นว่ามีเด็กหน้าใหม่เข้ามา มันก็คงจะอยากเปิดศึกครั้งใหม่กับผมนั่นแหละ

แต่อย่างน้อยเมื่อกี้ผมก็ชนะ และก็ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าคนคนนี้คือเด็กของผม ไม่มีใครสามารถเข้ามายุ่มย่ามได้

“น้ำเงินน่ารักไง” ผมพูดออกมาอย่างง่ายๆ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ “เหตุผลแค่นี้เอง”

คำพูดของผมทำเอาน้ำเงินสะอึกไปเล็กน้อย “ผมกลับห้องดีกว่านะครับ ยังจัดไม่เสร็จเลย”

“พี่ไปเป็นเพื่อน”

“อย่าดีกว่า ห้องเล็กนิดเดียว”

“แต่...” ผมกำลังจะพูด แต่โทรศัพท์จากเลขาฯ ก็ดังขึ้นมาซะก่อน น้ำเงินยิ้มแห้งๆ ส่งให้ผมก่อนจะเดินจากไปโดยที่ไม่รอให้ผมไปด้วยกันกับมัน “ครับคุณจิ๊บ”

ระหว่างที่คุณจิ๊บพูดจากปลายสาย...ผมก็เอาแต่มองแผ่นหลังของน้ำเงินอยู่แบบนั้น จนลืมไปเสียสนิทว่าผมกำลังคุยโทรศัพท์เรื่องงานอยู่

ไม่เคยมีวินาทีไหนที่ผมจะได้เป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา ไม่เคยเลยจริงๆ ความรู้สึกของผมตอนนี้ก็คืออิจฉาแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ถึงจะอิจฉายังไงผมก็ต้องทำงานต่อไปอยู่ดี

เพราะถ้าผมไม่ทำงาน อนาคตผมจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลคนคนนี้ล่ะ








“เหยดเข้ กูยังประทับใจไม่หาย”

“’น้ำเงินไม่ชอบเงิน พวกมึงไม่รู้เหรอ’ โอ๊ย หล่อมากเลยเพื่อนกู มึงหล่อมาก”

“ไม่ กูไม่ได้ประทับใจสัดคีน”

“มึงประทับใจใคร”

“หนั่มเงินไงครับสัดรุต น้องหนั่มเงินผู้ที่เงินซื้อไม่ได้ หกล้านก็ไม่เอา กูยอมใจฉิบหาย”

ผมหน้าบึ้งใส่ไอ้เชี่ยเบส ทั้งๆ ที่งานตรงหน้าผมกองสูงแทบตายแต่ผมก็อยากจะลุกไปถีบมันเป็นบ้า ตอนนี้พวกมันกำลังมานั่งกวนประสาทผมที่ห้อง 701 เพื่อรอเวลาไปปาร์ตี้ที่ไหนสักที่ ส่วนผมก็ได้แต่เคลียร์งานไปเรื่อยๆ โดยต้องคอยฟังเพื่อนส่งเสียงชื่นชมน้ำเงินให้กันและกันฟัง

แม่งไม่มีความเกรงใจผมเลยสักคน

“อดีตเด็กมันในหอนี้คงไม่มีใครถูกเรียกใช้งานแล้วเนอะ”

“นึกถึงพวกฮ่องเต้ที่มีสนมเยอะๆ เลยว่ะสัดรุต ไอ้คีนแม่งอย่างกับฮ่องเต้เลือกสนมเข้าไปปรนนิบัติอ่ะ”

“ธาร มึงดูหนังจีนเยอะไปใช่ป่ะ”

“แม่กูชอบไง กูก็เลยดูด้วย”

“แต่มึงก็เปรียบเทียบเห็นภาพชัดเจนดีอ่ะ”

“โว้ยยย” ผมโวยวายออกมาให้พวกมันหยุดพูด “กูคิดเลขไม่ได้เลยเนี่ย พวกมึงไปอยู่ที่อื่นไป”

“มีความหงุดหงิด” ไอ้เบสหันไปเล่นหูเล่นตากับเพื่อน

“เหี้ยเบส”

“พวกกูขอโทษ วันนี้กลับมอวันแรกก็เจอเรื่องตื่นเต้นเลยจะไม่ให้พูดถึงได้ยังไง”

“สามทุ่มครึ่งแล้ว อยากไปไหนก็ไปไป”

“มันจะเรียกน้องหนั่มเงินขึ้นมาไง” ไอ้เบสยังคงทำสีหน้ารู้กันกับไอ้ธารและก็ไอ้มารุต

“น้ำเงินเว้ย หนั่มเงินอะไรล่ะ”

“น่ารักดี เหมาะกับน้อง”

“ไปได้แล้วไป”

เพื่อนสามคนของผมส่งเสียงหัวเราะก่อนจะออกไปจากห้องแต่โดยดี จริงๆ แล้วพวกมันก็ชวนผมแล้วนั่นแหละ แต่ผมไม่ได้มีความคิดอยากจะไปไหนทั้งนั้นในตอนนี้ สิ่งที่อยู่ภายในหัวมีแค่อยากเคลียร์งานตรงนี้ให้เสร็จและน้ำเงินจะขึ้นมาหาผมเมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง

ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้วครับ ผมยังคงอยู่ในห้องคนเดียวและไม่มีแม้แต่เงาของน้ำเงินมาอยู่เคียงข้าง ฉะนั้นผมจึงคิดว่าถึงเวลาที่จะถามไถ่เจ้าตัวแล้วว่าอยู่ที่ไหน

KEEN : อยู่ไหน

น้ำเงินอ่านแล้วตอบอย่างรวดเร็ว

BLUE : HH Bar อะไรสักอย่าง
KEEN : เฮ้ย อยู่กับใคร
BLUE : เพื่อนครับ
KEEN : มีเพื่อนอยู่หอเดียวกันแล้วเหรอ
BLUE : เปล่าครับ เพื่อนคณะ มันอยู่หอห้า ชื่อไอ้ใกล้


โลกจะกลมอะไรปานนั้น ใกล้คือเด็กที่อยู่ในรายชื่อรั้งท้ายของหอสี่และผมก็สั่งเด้งให้มันไปอยู่หออื่น น้ำเงินจะได้เข้ามาอยู่ที่นี่แทน นี่มันสองคนเป็นเพื่อนกันเหรอเนี่ย

KEEN : เดี๋ยวก่อนนะ
BLUE : ครับ?


ผมเช็กเพจเฟซบุ๊กของบาร์หิ่งห้อย วันนี้เป็นคิวของวงไอ้ดลที่จะขึ้นเล่นดนตรีสดให้กับแขกในร้านฟัง ผมทำตาโตใส่จอโทรศัพท์ ดูซ้ำๆ หลายครั้งเพื่อความแน่ใจ ไอ้คนที่จับไมค์อยู่ข้างหน้าคนอื่นๆ นั่นก็คือไอ้ดลชัดๆ

เวลานี้มันกำลังขึ้นเล่นอยู่แน่ๆ

KEEN : ดูเชี่ยดลอยู่เหรอ
BLUE : รู้ได้ไง
KEEN : ถามตัวเองดีกว่าว่ารู้ใช่มั้ยว่าวงมันเล่นที่นั่นคืนนี้
BLUE : ผมไม่รู้ ใกล้ชวนมา ผมก็เลยมา
KEEN : ไม่ต้องดูเชี่ยดลแล้ว กลับมาดูพี่
BLUE : พี่คีนเป็นไร
KEEN : เหงา โดนเพื่อนเท


เกิดมาก็เพิ่งเคยอ้อนเด็กตัวเองขนาดนี้นี่แหละ ปกติแล้วเด็กคนอื่นเอาอกเอาใจผมจะตายไป แม้กระทั่งลลิลเองก็เถอะ

BLUE : มาที่นี่สิครับ
KEEN : เฮ้ย
BLUE : ผมจะทิ้งให้ใกล้นั่งที่โต๊ะคนเดียวได้ไง
KEEN : น้ำเงินก็ลากมันกลับมาด้วยสิ
BLUE : คงจะไม่ได้
BLUE : มันชอบวงคุณดลมากเลยครับ


ผมวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ จ้องมองอย่างขุ่นเคืองราวกับมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกหัวร้อนนิดๆ ในเวลานี้ บางครั้งน้ำเงินก็ยอมผมง่าย แต่บางครั้งน้ำเงินก็เป็นคนที่จับตัวได้ยาก สิ่งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นตอนที่น้ำเงินมีเพื่อน เพราะเมื่อมันมีเพื่อนมันก็จะลืมผม ไม่ยอมตัวติดกับผมเหมือนตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ

ผมมองกุญแจรถอย่างลังเลว่าควรจะเอายังไง...ควรจะบุกไปที่ร้านตอนนี้ดีมั้ย หรือควรจะรออยู่ที่นี่ต่อไป

ให้ตายเถอะ..ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจงานอีกต่อไปแล้ว หยิบกุญแจรถขึ้นมา จากนั้นก็คิดว่าจะมุ่งตรงไปยังร้านบาร์หิ่งห้อย

มาถึงวันแรกก็สร้างเรื่องให้ผมต้องปวดหัว สมกับคำที่ผมบอกนั่นแหละ

น้ำเงินคนนี้แม่งเดาใจยากจริงๆ






[มีต่อนะคะ]





ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


น้ำเงิน



ทำไมอ่านแล้วไม่ตอบล่ะ

ผมยังคงจ้องมองโทรศัพท์อย่างสงสัยขณะที่คุณดลนั้นก็ร้องเพลงต่อไป อยากจะบอกว่าไม่นึกไม่ฝันว่าไอ้ใกล้มันจะติดตามวงของคุณดลตั้งแต่สมัยมันเรียนอยู่ชั้นมัธยม ซึ่งไอ้ใกล้มันไม่ใช่พวกที่ติดตามแบบธรรมดาด้วยครับ

มันเป็นติ่งเลยแหละ

แม่งรู้หมดว่าสมาชิกในวง NOC นี้มีใครบ้าง ใครเคยเป็นอดีตสมาชิก ใครเป็นสมาชิกใหม่ และก็ใครที่อายุน้อยสุด ผมจำได้ว่าวงคุณดลเป็นวงที่เล่นกันขำๆ ตามร้าน มีแฟนคลับพอประมาณ แต่ไม่คิดว่าจะมีแฟนคลับประเภทที่รู้ความเป็นไปของวงทั้งหมดชนิดที่ว่าตอบได้หมดทุกอย่างแบบนี้

สมกับเป็นเด็กหอห้าจริงๆ หากชื่นชอบอะไรสักอย่างแล้ว เด็กหอนี้คงจะชอบให้ถึงที่สุด

แม้ว่าผมจะชอบดูเสื้อผ้าแนวสตรีตก็จริง แต่ผมก็ไม่ได้รู้ลึกรู้จริงอย่างที่ไอ้ใกล้มันเป็น เพราะงั้นผมจึงเริ่มมีใจเอนเอียงไปเชื่อในเรื่องโชคชะตาแล้วว่าผมเกิดมาเพื่ออยู่หอสี่จริงๆ

ตอนนั่งอยู่ในร้าน ผมแอบเห็นว่าแต่ละโต๊ะที่นั่งอยู่ด้วยกันล้วนแล้วแต่แบ่งแยกกลุ่มคาแร็กเตอร์ต่างๆ กันอย่างชัดเจน ถ้าโต๊ะไหนหน้าตาดีแม่งก็เล่นหน้าตาดีไปหมดทั้งโต๊ะจนผมอาย และถ้าโต๊ะไหนหุ่นล่ำบึ้กอารมณ์ประมาณพวกนักกีฬา โต๊ะนั้นก็จะเต็มไปด้วยคนหุ่นแบบนั้นกันหมด

เป็นมอที่จัดว่าประหลาด แทนที่จะให้นักศึกษาได้ใช้ชีวิตอยู่บนความแตกต่าง แต่กลับให้คนที่มีอะไรเหมือนๆ กันไปอยู่ด้วยกัน อีกทั้งยังมีการตั้งตนเป็นศัตรู (ในบางกลุ่ม) กันอย่างเปิดเผยอีก ใครแม่งเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้วะ

“พวกเราวง NOC ขอขอบคุณครับ”

เสียงปรบมือพร้อมกับเสียงเชียร์ดังขึ้นทำให้สติผมกลับมาอีกครั้ง คุณดลเหลือบมองมาทางผมเล็กน้อย ขณะที่ผมกำลังยกแก้วขึ้นมาดื่มช้าๆ

“เหยดเข้ ร้องสดก็ยังดีเหมือนเดิม” ใกล้ไม่รู้ว่าผมกับคุณดลรู้จักกัน ผมไม่คิดที่จะบอกมันครับ เพราะเดี๋ยวแม่งก็ถามยาวอีกว่าหลานคนใช้อย่างผมไปอยู่หอสี่ได้ยังไง บลาๆๆ

เอ๊ะ...แต่ใกล้มันเป็นพวกเอื่อยเฉื่อยจะตาย ไม่แน่มันอาจจะไม่ถามก็ได้

“น้ำเงิน” แทนที่คุณดลจะไปดื่มกับคนในวง เขากลับเดินมาหาผมที่โต๊ะ ทำให้คนที่นั่งกับผมทำตาโตเท่าไข่ห่าน ตอนนี้ไอ้ใกล้มันก็คงรู้โดยที่ผมไม่ต้องบอกแล้วล่ะว่าผมกับคุณดลรู้จักกัน “มาดูพี่เหรอ”

“เอ่อ พาเพื่อนมาน่ะครับ”

ไอ้ใกล้กลืนน้ำลาย คงไม่ได้คิดมั้งว่าผมจะพาดพิงถึงมัน

“เป็นไงบ้าง” คุณดลมองดูผม “เราหลุดไปอยู่หอสี่ใช่มั้ย มันเป็นไปได้ยังไง”

“ผมเองก็ยังงงๆ อยู่เลยครับ” ทำไมกันนะ ทำไมผมไม่มีความรู้สึกที่วูบวาบเหมือนแต่ก่อน ทำไมจู่ๆ ผมก็ลืมความรู้สึกแบบนั้นที่มีต่อคุณดลไปเฉยเลย

อีกฝ่ายมองผมอย่างเป็นห่วง เป็นสายตาที่ผมได้รับมาโดยตลอดในช่วงเวลาที่ผมกับคุณดลได้อยู่ด้วยกัน ยังจำได้ว่าคุณดลสารภาพความรู้สึกกับผมว่าเขาคิดยังไง แต่ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ผมไม่เชื่อในคำพูดของเขา

ใบหน้าของพี่คีนชอบแทรกเข้ามาในความคิดของผมตลอด แม้กระทั่งตอนนี้...

ใจผมแม่งทำไมเปลี่ยนง่ายจังเลยวะ หรือว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณดล...มันไม่เคยเป็นความรักเลย

“ยังไงถ้ามีปัญหาก็ติดต่อพี่ได้ตลอดเลยนะ”

“ครับ” ผมเพิ่งเห็นว่าไอ้ใกล้ยังคงมองคุณดลอยู่ “คุณดลครับ นี่ใกล้ เพื่อนคณะผม”

“อืม” คุณดลมองอยู่แวบเดียวก่อนจะตบไหล่ผมแล้วเดินจากไป

ทันทีที่นักร้องนำของวง NOC เดินห่างออกไปจากโต๊ะ ใกล้ก็ัหันมายิงคำถามใส่ผมด้วยใบหน้ามึนๆ ของมันทันที

“รู้จักกันด้วยเหรอ”

“อืม กูเคยทำงานบ้านเขา”

“ทำงานอะไรอ่ะ”

ผมไม่มีเหตุผลที่จะปิดบังใกล้ มันเคยเห็นตั้งแต่ตอนผมจน “กูเป็นหลานคนใช้บ้านคุณดลไง”

มันไม่ได้ตกใจอะไรเลยครับ “เหรอ แล้วทำไมเลิกเป็นซะล่ะ”

“ไม่รู้สิ” ถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียดเพราะนึกไปถึงคนที่อ่านแต่ไม่ตอบคนนั้น “มีเจ้านายคนใหม่มั้ง”

“ใช่คนนั้นป่ะ”

“หืม”

ผมมองไปตามนิ้วมือของใกล้ คนที่มันชี้ก็คือพี่คีน เขากำลังมองไปทั่วร้านราวกับกำลังหาใครบางคนอยู่ และเมื่อเขาเห็นผม เขาก็เดินตรงดิ่งมาที่ผมทันที

รู้สึกตกใจไม่น้อยที่เขามาหาผมถึงที่นี่ ตอนที่พิมพ์ไปผมไม่ได้หวังให้พี่คีนมาด้วยซ้ำ เท่าที่ผมจำได้ พี่คีนกับคุณดลใช่ว่าจะถูกกัน มันก็คงไม่ดีหากให้ทั้งคู่มาเจอกัน

“ให้ตายเถอะ”

“...”

“ทำไมคนที่กูชอบรู้จักกับมึงหมดทุกคนเลย”

ใกล้กระพริบตาช้าๆ ใส่ผม ผมมองมันอย่างไม่เข้าใจในคำพูดเมื่อสักครู่ ยังไม่ทันจะได้ถาม พี่คีนก็มาถึงโต๊ะผมแล้ว เขาไม่นึกสนใจที่จะทักทายใกล้แต่เขามาลากผมออกไปจากร้านหน้าตาเฉย

“พี่คีน แล้วใกล้ล่ะ”

“มันดูเป็นคนเอาตัวรอดได้”

“พี่รีบไปไหนเนี่ย”

“รีบกลับไง”

“...”

“พี่ง่วง”

“หา” ผมร้องลั่น “ง่วงแล้วทำไมไม่นอน”

“ก็บอกแล้วไงว่านอนคนเดียวไม่ได้ไงครับ ต้องมีคนนอนเป็นเพื่อน จะต้องให้พี่พูดอีกกี่ครั้ง”

มาอีหรอบนี้แปลว่ากำลังหงุดหงิดอยู่แน่ๆ ผมถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียงกับพี่คีน

“ก็ได้ครับ กลับก็ได้ แต่ผมขอไปเคลียร์ค่าอาหารกับใกล้ก่อน”

พี่คีนส่ายหน้าให้ผมก่อนจะควักเงินสองพันส่งให้พนักงานที่เดินผ่าน “โต๊ะห้าเช็กบิลครับ ไม่ต้องทอน”

“เฮ้ย”

“กลับกันได้แล้ว” เขาดันหลังผมให้เดินไปยังสปอร์ตคาร์ที่จอดอยู่ ผมเปิดประตูเข้ามานั่งข้างใน มองดูคนหัวร้อนที่ไม่น่าจะเย็นลงได้ง่ายๆ

“ถ้าหงุดหงิดเพราะผมมาดูวงคุณดล ผมจะบอกว่าผมไม่ได้ตั้งใจนะ ใกล้มันชอบวงคุณดลจริงๆ มันเลยชวนผมมาเป็นเพื่อน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”

พี่คีนหันมามองผมพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่แท้เขาก็หงุดหงิดเพราะเรื่องนี้นี่เอง ผมรู้สึกดีใจนะที่สามารถแก้ตัวได้ถูกจุด ไม่อย่างนั้นล่ะก็พี่คีนคงไม่หายโกรธง่ายๆ แน่

“เห็นแบบนี้ผมก็เป็นคนซื่อสัตย์พอตัวอยู่นะครับ”

“ได้ยินแบบนี้พี่ก็โอเค” ในที่สุดพี่คีนก็ออกรถได้สักที

“แต่ผมไม่โอเคที่ต้องทิ้งเพื่อนไว้แบบนั้น นั่นเป็นเพื่อนในมอเพียงคนเดียวของผมในตอนนี้นะครับ”

“พี่กับไอ้เบสเป็นเพื่อนน้ำเงินได้”

“ดูพูดเข้า” ผมทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ตัวเองเรียนอยู่ปีสุดท้ายแท้ๆ ถ้าผมอยู่แต่กับพี่และก็พี่เบส เวลาที่พี่สองคนจบไปแล้วผมจะทำยังไงอ่ะ”

มือของพี่คีนบีบพวงมาลัยแน่นมากขึ้น “อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนั้นเลย”

“จู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นเฉยเลยเนอะ” ผมแกล้งแหย่

“เด็กพี่ทำตัวดี พี่ก็รู้สึกดี”

“พี่คีน คือผมอ่ะ...”

“ว่าไง”

คำพูดของผมติดอยู่ในลำคอเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามาหาเพื่อตั้งใจฟัง อันที่จริงผมยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้เลย ผมจะกล้าพูดออกไปอย่างมั่นใจได้ยังไง

“บอกแล้วไงว่าผมซื่อสัตย์” ตอนนี้ผมพูดได้แค่นี้จริงๆ

“เริ่มลืมมันได้บ้างหรือยัง”

“คุณดลน่ะเหรอ”

“อืม”

สีหน้าของผมในตอนนี้คงแย่เอามากๆ เรื่องนี้ผมยังไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกได้เลยว่าที่ของผมก็คือที่ตรงนี้ ที่ที่อยู่ข้างๆ พี่คีน

หรือผมชอบพี่เขาไปแล้วจริงๆ วะ

“มองหน้าพี่ทำไม ทำไมไม่ตอบล่ะ”

ไม่กล้าแม้แต่จะรู้สึกชอบ ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำว่าชอบ สถานะของผมกับพี่คีนไม่เคยมีความชัดเจนตั้งแต่แรก ถ้าหากมีใครคนใดคนหนึ่งชัดเจนขึ้นมา ผมกลัวว่าสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่มันจะเปลี่ยนแปลงไป

ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าพี่คีนจะชอบผมกลับ เขาเป็นหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยที่ไม่รู้มีเด็กอีกกี่ล้านคนในสต็อก หากชอบไปแล้ว คนคนนี้ก็คงจะทำให้ผมเจ็บปวดเหมือนกับที่ผมเคยรู้สึกกับคุณดล ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความเจ็บปวดระยะสั้นก็ตามแต่ผมก็ไม่ชอบความรู้สึกนั้นเลย

อะไรบางอย่างได้บอกกับใจผมว่า...หากผมต้องเจ็บปวดเพราะคนคนนี้ มันคงจะเป็นความเจ็บปวดที่สาหัสกว่าตอนเจ็บจากคุณดลมากมาย เพราะสำหรับคนคนนี้...ผมอาจจะรู้สึกชอบจริงๆ ไม่ได้หวั่นไหวเพียงชั่วขณะเพราะแพ้ความดีและความใกล้ชิดสนิทสนม

“พี่ไม่ฟังคำตอบก็ได้ มองแบบนี้แล้วรู้สึกกลัวจัง”

ผมแอบยิ้มออกมาเล็กน้อย “พี่คีนกลัวผมด้วยเหรอ”

“กลัวสิ”

“...”

“กลัวน้ำเงินจะไม่นอนด้วยเนี่ย”

ผมจะหนีเขาพ้นเหรอ ในเมื่อเขาเป็นคนลากผมมาให้มาอยู่ถิ่นเขาแท้ๆ

“นี่” พี่คีนส่งเสียง

“ว่าไงครับ”

“เราไม่ได้ทำเรื่องนั้นกันนานแล้วนะ”

ทำไมต้องพูดให้ผมหน้าแดงด้วยวะ “แล้วยังไงเอ่ย”

“ยังจะถามอีกเหรอ” คนที่เริ่มประเด็นพูดไปยิ้มไป “พี่ขอแวะเซเว่นแป๊บนะ”

“ได้ครับ”

“ชอบแบบไหนอ่ะ”

“อะไรเหรอ”

“ไอ้นั่น”

ไอ้นั่นคืออะไรวะ “พูดออกมาตรงๆ เลยก็ได้”

“ถุงยาง”

นี่ถ้าผมมีอะไรสักอย่างอยู่ในปากผมคงปล่อยพรวดออกมาแล้ว “พี่คีน”

“อ้าว ถามความชอบไม่ได้เหรอ”

“คือผม...” เอาเป็นว่าผมยกมือปิดหน้าแทนคำตอบ พี่คีนเอาแต่ยิ้ม เขาเลี้ยวรถจอดริมฟุตบาธ ก่อนจะเปิดประตูลงไปซื้อ ‘สิ่งนั้น’ จากในเซเว่น

ผมเอามือแตะอกของตัวเอง รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากขึ้น ให้ตายเถอะ ทำอย่างกับไม่เคยมาก่อนไปได้ ไม่แน่อาจจะเป็นเพราะว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากห่างหายไปสี่ห้าวัน ซึ่งพอผมนึกถึงมัน...หน้าผมก็รู้สึกร้อนๆ ขึ้นมาทันที

นี่มันเกินกว่าที่จะประชดชีวิตแล้วมั้ง ไอ้อาการเขินอาย...รอคอยความสุขที่กำลังจะมาถึงข้างหน้าเนี่ย

พี่คีนกลับมาอีกทีพร้อมถุงพลาสติกจากเซเว่น เขาวางถุงนั้นลงบนตักของผม ผมไม่เคยคิดจะเปิดดูว่าของข้างในมันมีอะไรบ้าง แต่เพราะมันโผล่เข้ามาในสายตาพอดีเนื่องจากปากถุงมันเปิดออกทำให้ผมได้แต่อ้าปากค้างเติ่ง

เขาเหมามาหมดทุกแบบเลยเหรอ!

“ทำไมล่ะ ก็น้ำเงินไม่ตอบพี่ว่าชอบแบบไหน พี่ก็เลยหยิบมาหมด แต่ไม่ต้องห่วงนะ” เขาหันมาพูดกับผมพร้อมรอยยิ้มเผล่ที่โคตรน่าหมั่นไส้ “พี่ซื้อมาเฉพาะไซส์ของพี่”

ผมไม่ได้มีแค่อาการเขินอายแล้วล่ะ ตอนนี้หน้าผมแม่งร้อนอย่างกับโดนไฟเผา







ห้อง 701

บรรยากาศโรแมนติกและความหรูหราอยู่รอบตัวผมกับพี่คีนซึ่งอยู่บนเตียง เราทั้งคู่เพิ่งผ่านกิจกรรมชนิดที่ว่าได้ใช้ ‘ของ’ ที่เพิ่งซื้อจากเซเว่นจนคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม แม้ว่าความเจ็บปวดจะยังแล่นริ้วอยู่บริเวณสะโพก แต่ความคิดในหัวของผมกลับสับสนวุ่นวายเกินกว่าที่ผมจะใส่ใจความเจ็บปวดนั้น

ผมจะเอายังไงกับผู้ชายที่กำลังหลับอยู่ข้างๆ ผมดี

ถ้าจะให้ผมบอกว่าผมไม่ได้ชอบเขา คงจะมีเปลือกทุเรียนลอยมาจากมือของคนอ่านที่อยู่ตรงไหนสักที่ แต่ถ้าจะบอกว่าผมชอบเขา ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก

ใจผมเปลี่ยนได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือขนาดนั้นเชียวหรือ

วันนี้ที่ผมไปเจอคุณดลมา ความรู้สึกของผมช่างแตกต่างจากตอนที่เห็นพี่คีนมาหาผมที่ร้าน สำหรับคุณดลแล้วผมเหลือแค่ความเกรงใจ ไม่กล้าสบตา อีกทั้งก็ไม่กล้าสนทนากับเขายาวๆ แต่สำหรับพี่คีน เขาเหมือนเป็นความสดใสของผม เมื่อได้เห็นเขาใจผมก็ชื้น รู้สึกดีไปหมดจนหน้าของผมมีความสุขจนปิดเอาไว้ไม่มิด

ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ผมได้อยู่กับพี่คีน ทำให้ผมลืมความเจ็บปวดที่ได้รับจากคุณดลไปจนหมด แต่ความเจ็บปวดที่ว่านั่นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความสับสนในใจผมตอนนี้

กลัวจะเจ็บปวดทีหลัง

กลัวพี่คีนจะเบื่อผมเข้าสักวันหนึ่ง

หากผมชอบเขา...ผมไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าจะสมหวัง สถานะของผมตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งของที่ต้องอยู่กับเจ้าของ และอาจจะเป็นได้แค่นั้น

ที่แน่ๆ ใจของผมคงเริ่มถลำเข้าไปผ่านเส้นคั่นกลางระหว่างคำว่าเฉยๆ กับชอบไปแล้ว

และมันคงเข้าไปในส่วนของคำว่าชอบ...

ฉิบหายแล้วกู

“ยังไม่นอนอีกเหรอ” พี่คีนขยับแขนมากอดผมเอาไว้ เขาเบียดร่างให้เข้ามาแนบชิดกับร่างของผมให้มากยิ่งขึ้น “หรือแอร์ไม่เย็น”

“เย็นจนหนาวแล้วเนี่ย”

“นอนได้แล้ว”

“พี่คีน”

“ว่าไง” อีกฝ่ายยังคงหลับตาอยู่ ท่าทางง่วงงุนและสติสัมปชัญญะไม่เต็มร้อย

“เคยมีเด็กพี่คนไหน...ชอบพี่บ้างป่ะ”

“ถามอะไรน่ะ ถ้าไม่ชอบพี่ เขาจะมาอยู่ใกล้ชิดพี่ อยากให้พี่ดูแลทำไม”

พี่มันไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมถามว่ะ คำว่าชอบที่ผมเพิ่งพูดถึงมันคือความรู้สึกดีที่เกิดมาจากหัวใจ ไม่ใช่ความรู้สึกดีที่เกิดมาจากอำนาจเงิน

นี่แค่เริ่มต้นผมก็เห็นแววนกของตัวเองแล้ว แม้ตอนนี้พี่คีนจะค่อนข้างติดผมมาก แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะติดผมไปตลอดรอดฝั่ง

ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะชอบผมจากหัวใจของเขาจริงๆ

หรือผมแม่งเกิดมานกวะ...ชอบคุณดลก็แห้วแดก คิดจะชอบพี่คีน พี่คีนก็คงไม่ได้คิดที่จะชอบผมตอบง่ายๆ

“น้ำเงินไม่ชอบพี่เหรอ”

กลายเป็นว่าคำว่าชอบถูกลดความหมายลงซะอย่างนั้น ผมไม่กล้าตอบอะไรกลับไป นอกจากพ่นลมหายใจเบาๆ ของตัวเองออกไปก็เท่านั้น

“แต่พี่ชอบน้ำเงินนะ”

“...”

“ถ้าพี่ไม่ชอบ พี่ไม่ติดน้ำเงินแบบนี้หรอก”

เขาดมกลิ่นศีรษะของผมจากนั้นก็ขยับตัวเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ คำพูดของเขาช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมา แต่มันก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น ตอนนี้ผมกับเขาอยู่ใกล้กันและมีร่างเปลือยเปล่าแนบชิดติดกัน สำหรับผมแล้ว...เราทั้งคู่อยู่ห่างไกลกันมากเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ

ผมคงหนีตัวเองไม่ได้อีกต่อไปว่าผมไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้ เรื่องที่ผมลืมคุณดลไปอย่างรวดเร็วนั้นสาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิด ‘เกินไป’ ของผมกับพี่คีน ผมเสพติดความอบอุ่นจากร่างกายของเขา เสียงนุ่มทุ้มสุภาพของเขาในระหว่างที่เราทั้งคู่กำลังทำกิจกรรมอย่างว่า การดูแลเอาใจใส่ และการแสดงออกว่าเขายังไม่สามารถขาดผมได้ มันกลายเป็นความแปลกใหม่ราวกับไอศกรีมที่ผมได้ชิมหนึ่งคำแล้วนึกอยากจะได้มันมาไว้ครอบครองทั้งกล่อง

พี่คีนไม่ต้องทำอะไรมาก ก็ทำให้ผมหลงเขาแล้ว

“นอนเถอะ” เขากระซิบข้างหูผม “ไม่นอนพี่ทำอีกรอบนะ”

ผมกลืนน้ำลายเบาๆ “ไหวเหรอ”

“อย่ากลืนน้ำลายสิ”

“ทำไมอ่ะ”

“มันเหมือนน้ำเงินอยาก”

“ถามเฉยๆ”

“ขอนะวันนี้ ขอหลับก่อน”

“ใช่สิ ก็ได้ไปหลายรอบแล้วนี่”

“เฮ้อ” พี่คีนเชยคางของผมขึ้นมาก่อนจะประทับริมฝีปากลงมาที่ริมฝีปากของผม เราจูบกันนับครั้งได้เวลาที่มีอะไรกัน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้แล้วก็สอดแทรกลิ้นอุ่นเข้ามาแบบนี้ ผมไม่สามารถเคยชินกับมันสักที การขยับริมฝีปากของผมจึงเหมือนเด็กประถมที่ต่อสู้กับรุ่นพี่มหา’ลัย “ยั่วพี่เองนะ”

อย่างที่บอกนั่นแหละ...ผมเสพติดเขา

และผมก็ชอบเขา ผมจึงอยากให้เขาสัมผัสผม อยากให้ผมกับเขาได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยกันไปอย่างเนิ่นนาน








“ลุงบุญมีครับ วันหลังไม่ต้องเปิดประตูเข้ามาแบบนี้นะครับ”

“ก็ผมนึกว่าท่านจะให้เก็บที่นอนให้”

“ไม่ต้องครับ เรื่องในห้องนอนผมจัดการเอง”

“เอ่อ ผมขอโทษนะครับ”

“ไม่เป็นไรครับ”

“...”

“และก็ทำใจให้ชินซะนะ” เสียงบทสนทนาของคนสองคนทำให้ผมลืมตาตื่น สิ่งที่ผมเห็นก็คือพี่คีนกำลังทานอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะที่วางอยู่ในห้องนอน เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์อย่างมีมาด ส่วนคนที่คุยกับเขานั้นก็คือลุงพ่อบ้านเบอร์ที่เท่าไหร่ไม่รู้ของตึกผู้ซึ่งเข้ามาทำความสะอาดพร้อมกับทำกับข้าวให้พี่คีน

แม่ง...นี่กูอยู่หอในมหา’ลัยจริงๆ เหรอเนี่ย

“ตื่นแล้วเหรอ”

ผมลุกขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน พี่คีนมองผมยิ้มๆ ด้วยสายตาอบอุ่นเช่นเคย

“วันนี้ถ้าไม่มีอะไรทำก็ให้อยู่กับพวกไอ้เบสนะ พี่ต้องเข้าบ้านไปหาพ่อสักหน่อย”

เขาเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนนานาชาติเพื่อสร้างคอนเน็กชั่น ที่ผมรู้ดีขนาดนี้ก็เพราะเจ้านายผมอย่างคุณดลก็เคยถูกปูทางมาแบบนั้น ทั้งคู่ต่างจากเด็กรวยในกรุงเทพฯ คนอื่นๆ ก็ตรงที่ว่าทั้งคู่ไม่ยอมไปเรียนมหา’ลัยที่ต่างประเทศ แต่เลือกที่จะมาเรียนที่นี่แทน

“มีงานอีกเยอะที่ต้องเคลียร์น่ะ” พี่คีนยังคงมองผมอยู่ “น้ำเงินอยู่ได้ใช่มั้ย”

ทำไมจะอยู่ไม่ได้ล่ะ “อยู่ได้สิครับ”

“อย่าไปสุงสิงกับคนในหอนี้ให้มากโดยเฉพาะไอ้อยุธ อยู่ให้ห่างมันเลย เดินผ่านก็ไม่ต้อง”

ผมพยักหน้าด้วยใบหน้าที่ยังมึนๆ อยู่ พี่คีนเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ผมแล้วก็เอียงใบหน้าเข้ามาหอมแก้ม

“พี่ต้องไปแต่เช้าหน่อย น้ำเงินหาอะไรจากที่นี่ทานแล้วค่อยลงไปนะ” เขาเตรียมตัวจะออกจากห้อง สายตาของผมมองตามพี่คีนไปในทุกๆ อิริยาบถของเขาอย่างไม่มีปิดบัง เขามีท่าทีเขินหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะทักท้วงอะไร

ก่อนจากไปเขาส่งยิ้มให้ผมอีกครั้ง

แต่แล้วก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังสอดแทรกขึ้นมาก่อน ผมมองดูโทรศัพท์ตรงหัวเตียงที่กำลังสั่นซึ่งเป็นของพี่คีน หน้าจอโชว์รูปผู้หญิงเซ็กซี่คนหนึ่งพร้อมกับชื่อ ‘เรน’

พี่คีนเดินมาหยิบ ไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหรือคิดจะปิดบังอะไร เขาโบกมือให้ผมก่อนจะกดรับสายแล้วเดินออกไป...ทิ้งให้ผมคอตกอยู่เบื้องหลัง

วันแรกที่ตัดสินใจชอบ พี่คีนก็ทำให้ผมเจ็บปวดซะแล้ว

นกที่เป็นเด็กของเขาอย่างผม...จะมีทางไหนให้ผมบินได้อย่างมีความสุขบ้างนะ แม้ว่าพี่คีนจะไม่ได้เป็นคนที่ทำให้ปีกผมหัก แต่ผมก็อยากเป็นนกที่บินอย่างมีความสุขอ่ะ

กับคุณดลผมคิดตัดใจแทบจะในทันที แต่สำหรับพี่คีน...คำว่าตัดใจนั้นไม่ได้อยู่ในหัวของผมเลยแม้แต่นิดเดียว






TBC*

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ตอนที่ 6
ดล


คุณเคยแอบรักเด็กในบ้านของตัวเองมั้ยครับ

นับว่าเป็นสิ่งที่ฟังดูแล้วตลกดี ผมแอบมีความรู้สึกดีๆ นี้ให้กับเด็กในบ้านที่ชื่อว่าน้ำเงิน จะว่าไปน้ำเงินก็ไม่ได้เป็นเด็กของบ้านผมโดยตรงเสียทีเดียว เขาเป็นหลานของคนสวนบ้านผมนั่นก็คือปู่นิล ผู้ที่ผมนึกถึงทีไรเป็นอันต้องเจ็บจี๊ดที่หัวใจทุกทีไป เพราะอะไรน่ะเหรอครับ

เพราะผมคิดว่าผมมีส่วนที่ทำให้ปู่นิลต้องเสียชีวิต

ท่านเป็นคนไม่ค่อยมีโชคลาภ สิ่งดีสิ่งเดียวที่ท่านบอกว่าเป็นสมบัติล้ำค่ามากที่สุดนั่นก็คือหลานชาย ผมพบเจอน้ำเงินได้ไม่บ่อยเท่าไหร่นัก ตลอดทั้งชีวิตของผมเรียกได้ว่าเจอน้ำเงินเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ น้ำเงินจะเข้ามาเยี่ยมปู่นิลเป็นประจำ และผมก็ไม่รู้ตัวว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมเริ่มชะเง้อคอยมองหาน้ำเงิน เฝ้าลุ้นว่าเมื่อไหร่ที่น้องมันจะมาเยี่ยมปู่ที่บ้านของผม

น้ำเงินเป็นเด็กดื้อเงียบแต่ทว่าแข็งแกร่ง ผมจำได้ดีว่าปู่นิลมักจะเล่าให้ฟังเสมอว่าน้ำเงินทำงานหนัก เพิ่งจะมาเบาลงก็ตอนที่เรียนอยู่มอปลายและเตรียมจะสอบเข้ามหา’ลัย พักหลังๆ น้ำเงินจึงเข้ามาเยี่ยมปู่น้อยลง ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวข้างนอกทั้งๆ ที่พ่อกับแม่ผมต่างก็เรียกร้องให้น้ำเงินมาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่น้องมันไม่ยอม

เมื่อน้ำเงินไม่ค่อยได้เข้ามาหาปู่นิล ผมจึงสนิทกับท่านมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นตอนที่ปู่นิลมีข่าวดีเช่นถูกล็อตเตอรีรางวัลที่หนึ่งหลายใบ ผมก็อยากจะเป็นคนส่งสารนี้ให้กับปู่นิลได้รับรู้ หวังว่าปู่นิลจะดีใจและมีความสุข เพราะท่านบอกว่าท่านเป็นคนที่ดวงซวยมาตลอดทั้งชีวิต

ทว่าผมไม่ทราบว่าปู่นิลจะมีอาการของโรคประจำตัวกำเริบ ท่านหัวใจวายทันทีที่ทราบข่าว ผมพยายามช่วยเหลือทุกหนทางแล้ว แต่ในที่สุดท่านก็เสียชีวิตไป

มันเป็นความผิดที่ผมไม่อาจลบล้างออกไปได้ ผมรู้สึกผิดมากจนไม่สามารถทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น หลังจากนั้นผมก็นึกถึงน้ำเงินขึ้นมา น้องเป็นเหตุผลเดียวที่สามารถทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเองได้ ผมไม่อาจกลับไปชดเชยความผิดของตัวเองกับปู่นิลได้ แต่ผมสามารถทำให้หลานของปู่มีความสุขมากที่สุดได้ เพราะฉะนั้นผมจึงชักชวนน้ำเงินให้มาอยู่ด้วยกันตลอดระยะเวลาการไว้ทุกข์หลังปู่นิลเสียชีวิตได้เป็นเวลาเกือบสามเดือน

ความรู้สึกของผมมันมีมากขึ้นทุกวัน น้ำเงินไม่ใช่เด็กที่อ่านยาก ผมรู้ว่าถ้าผมถลำลึกเข้าไปใกล้น้องอีกนิด บางทีผมก็อาจจะสมหวัง ได้เป็นแฟนกับน้ำเงินอย่างที่ใจผมปรารถนามาโดยตลอด แต่ว่าผมกลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ผมไม่สามารถคบกับผู้ซึ่งเป็นหลานของคนที่ผมมีส่วนทำให้เสียชีวิตลงไปได้

ผมจึงได้แค่ทำเหมือนรัก...แต่ในใจต้องคอยห้ามตัวเองไม่ให้รัก

ลองคิดไปคิดมา...การกระทำที่โคตรย้อนแย้งของผมคงไม่สามารถทำให้น้ำเงินเชื่อได้ว่าผมชอบน้องจริงๆ ผมเข้าใจความรู้สึกของน้องมันนะครับ บางครั้งผมก็ทำดีด้วย แต่บางครั้งผมก็เหยียบย่ำความรู้สึกของน้องซะจนน้องไม่อาจทนไหว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผมต้องคอยสู้รบปรบมืออยู่กับใจของตัวเองตลอดเวลา

ในระหว่างที่ผมไม่สามารถหาทางออกให้กับความรู้สึกของตัวเองได้ ในที่สุดน้ำเงินก็ได้เจอคนที่ทำให้มีความสุขได้จริงๆ
มันชื่อไอ้คีน หนุ่มหล่อหน้าแปลกแห่งหอสี่ที่รวยเหี้ยๆ จนผมไม่รู้จะอธิบายยังไง

สายตาที่น้ำเงินมองผมเปลี่ยนไปก็เพราะมัน ผมไม่รู้ว่าสองคนนี้ไปรู้จักกันได้ยังไง จู่ๆ ไอ้คีนก็คุยกับผมว่าต้องการน้ำเงินอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่สามารถทัดทานอะไรได้เลยเพราะน้ำเงินเองก็สมัครใจที่จะไปกับมัน จึงทำได้แค่เพียงปล่อยให้น้ำเงินได้ไปอยู่กับคนที่น้องปรารถนา

คนย้อนแย้งเช่นผม จะไปสู้คนที่เขาชัดเจนได้ยังไง

และถึงผมจะชอบน้ำเงิน ผมก็คงไม่สามารถคบกับน้องได้อยู่ดี ความผิดที่ผมได้ทำลงไปจะยังติดตัวผมต่อไป แล้วมันก็จะยังเป็นอย่างนั้นโดยที่ผมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย

“ดล” มือกลองวง NOC คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าวงเพราะเป็นสมาชิกเก่าแก่ที่สุดพูดกับผมด้วยน้ำเสียงซีเรียส “กูพูดอะไรตรงๆ ได้มั้ย”

ตอนนี้ผมกับสมาชิกวงอยู่ในห้องซ้อมนอกมหา’ลัยที่ซึ่งมีเด็กหอหกของผมอยู่เต็มไปหมด หอหกจะแบ่งสายค่อนข้างชัดเจน หากเป็นสายดนตรีก็จะมีแหล่งรวมตัวกันอีกที่ และหากเป็นสายศิลปะก็จะมีแหล่งรวมตัวกันในอีกที่อะไรทำนองนี้ อ้อ และหอของเรามีพวกที่แบ่งกลุ่มไม่ได้ด้วยนะครับ พวกที่หันหลังให้สังคม ไม่ชอบเข้ากลุ่มกับชาวบ้านน่ะ

“ว่าไง”

“ทำไมมึงร้องเพลงเพราะน้อยลง”

การร้องเพลงเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด ผมรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นมาสาดหน้า แต่มือกลองมันก็พูดถูก ตั้งแต่ปู่นิลเสียไป เสียงของผมก็เปลี่ยนไปจนยากที่จะดึงกลับมาได้

ผมเสียใจ และทุกวันนี้ผมก็ยังเสียใจอยู่

“มันคงมีเรื่องอะไรสักอย่างนั่นแหละ” มือเบสเอ่ยอย่างรู้กันดี เราเป็นพวกอารมณ์อ่อนไหว ค่อนข้างที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ยาก เมื่ออารมณ์ดิ่งลงแล้ว ก็ยากที่จะดึงให้มันกลับมาดีขึ้นใหม่

“หลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วนะเว้ย” มือกลองพูดต่อไป “มึงไหวมั้ย หรือมึงจะพักก่อน เดี๋ยวกูให้คนอื่นมาร้องแทนชั่วคราว”

ผมสบตาหัวหน้าวงอย่างลังเลใจ หน้าที่นักร้องนำวงนี้ผมทำมาเกือบสองปีแล้วและผมไม่เคยทำหน้าที่ขาดตกบกพร่องเลย

แต่สำหรับครั้งนี้...ผมไม่สามารถดึงตัวเองให้กลับมาได้ดีเหมือนเดิมจริงๆ

“กูขอโทษ” นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับเพื่อนร่วมวง ทุกคนช็อกนิดหน่อย แต่ผมก็เลือกที่จะไม่อธิบายอะไรต่อ “กูจะช่วยหานักร้องนำชั่วคราวมาให้”

ผมหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากห้องซ้อม ไม่แน่ใจว่าสมาชิกในวงสามคนที่เหลือจะคิดกับผมยังไง ตอนนี้ผมไม่สามารถร้องเพลงได้ดีจริงๆ เพราะผมไม่สามารถทำให้ปมในใจของผมคลี่คลายออกไปได้

มันยิ่งกว่าการที่น้ำเงินไปมีใจให้ไอ้คีน แต่มันคือการที่ผมทำให้ปู่นิลต้องจากไป

“แค่กๆๆ” เสียงไอของใครคนหนึ่งทำให้ผมต้องหันไปมอง มันนั่งอยู่หน้าตึกห้องซ้อมและกำลังกินสโมกกี้ไบท์อยู่ คนคนนี้ผมจำมันได้ มันเป็นเด็กที่ชื่นชอบวง NOC แต่ก็ไม่คิดที่จะเข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย ผมมักจะเห็นมันบ่อยๆ เวลาที่วงมีงาน แต่บางครั้งที่มันไม่มาผมยอมรับว่าผมก็แอบมองหามันอยู่นะครับ

ผมมีน้ำอยู่หนึ่งขวดในมือจึงยื่นไปให้แฟนคลับตัวยง “เอาน้ำมั้ย” มันทำตาโตใส่ผม ก่อนที่จะรับเอาไว้ ผมมองใบหน้ามึนๆ ของมันและก็เริ่มจำได้ว่าเด็กคนนี้มันนั่งอยู่กับน้ำเงินเมื่อวานนี่หว่า “เพื่อนน้ำเงินใช่ป่ะ”

มันพยักหน้าหงึกๆ

“ชื่อใกล้ป่ะ”

“อื้ม”

“มีพี่ชื่อไกลป่ะเนี่ย”

“ทำไมรู้”

โอ้โห...กูพูดมั่วแล้วดันถูกเฉยเลย ใครจะไปรู้ว่ามันจะใช่อย่างที่พูดจริงๆ

“เห็นมาเชียร์บ่อยๆ อ่ะ ยังไงก็ขอบคุณมากนะ”

“พี่ร้องเพลงเพราะ ดนตรีวงพี่ก็เพราะ ที่ผมชอบมันก็มีแค่นั้นแหละ”

แม่งเข้าใจยากกว่าคนในหอกูอีกโว้ย...ผมมองใกล้อย่างไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไรต่อด้วยดี เอาเป็นว่าผมไปหาอะไรดื่มสักหน่อยดีกว่า

“งั้น...พี่ไปนะ”

“ออกกำลังกายบ้างนะพี่”

ผมหันไปมองคนที่เพิ่งพูดเมื่อตะกี้ “ว่าไงนะ”

“ไม่ค่อยเห็นพี่ไปวิ่งเลย ผมเป็นห่วงกลัวปอดพี่ไม่ดี”

“เอ่อ...ขอบใจ” มันรู้ได้ไงว่าผมต้องวิ่งอย่างน้อยสามวันต่ออาทิตย์

“นักร้องที่ดีต้องมีปอดที่ดี พี่อย่าลืมความจริงข้อนี้ดิ”

ผมเกาศีรษะเบาๆ ก่อนโบกมือลา...เด็กนี่มันจะด่ามั้ยถ้าผมบอกมันไปว่าผมเพิ่งพักงานจากการเป็นนักร้องนำของวง NOC จากที่มองดูสีหน้ามึนๆ บวกคำพูดที่ราบเรียบไร้อารมณ์ ผมคิดว่าผมอย่าเพิ่งบอกดีกว่า

หากวงที่มันชอบเปลี่ยนนักร้องนำขึ้นมา แฟนคลับเหนียวแน่นเพียงหนึ่งเดียวของวงคนนี้จะนึกถึงผมบ้างมั้ยนะ







ร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง

เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่โคตรอินดี้ เขาไม่ยอมตั้งชื่อร้านและก็ชอบให้นักศึกษามอ B เรียกร้านตัวเองว่าร้านที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ในย่านนี้มีร้านนี้เพียงร้านเดียวที่กล้าเปิดตลอดเวลาขนาดนี้ ผมมักจะมาที่นี่ทุกครั้งเวลาที่ผมรู้สึกหดหู่ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน

“จะกินกาแฟทำไมตอนบ่ายสาม ไม่เข้าใจเลยจริงๆ”

“มึงบ่นไรวะทนาย”

“เปล่า ไม่ได้บ่น”

บทสนทนาที่ลอยมาเข้าหูเมื่อสักครู่นี้เป็นของคู่รักที่จัดได้ว่าสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก ผมรู้เรื่องไอ้เด็กสองคนนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ ไอ้คนที่ตัวสูงๆ นั่นชื่อทนาย มันเป็นผู้ชายหน้าหล่อที่ใครๆ ต่างก็ยอมรับกันหมดว่ามันหล่อ ส่วนคนตัวเล็กกว่านั่นชื่ออาสา เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักมากกกกกจนผมเองก็ยังเผลอชะเง้อมองอยู่บ่อยๆ เพราะเป็นอะไรที่น่ามองจริงๆ ในหอพักชายล้วนของมอผมนี่้ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอาสามันดัง มันเป็นเด็กที่ดึงดูดเพศเดียวกันจนกลายเป็นลักษณะพิเศษของมันอย่างหนึ่ง

เห็นอาสาแล้วผมนึกถึงน้ำเงิน...แต่น้ำเงินไม่ได้ขาวแบบนี้ ไม่ได้ตาโตแบบนี้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันล่ะก็อาสาจะเป็นแนวน่ารักน่าทะนุถนอม ส่วนน้ำเงินก็คงจะเป็นแนวหน้าตาน่ามอง อยู่ด้วยแล้วสบายใจมากกว่า

ไม่รู้ป่านนี้น้ำเงินจะเป็นยังไงบ้าง หอสี่เป็นหอที่ขึ้นชื่อว่ามีแต่คนเกลียด ผมเองก็เกลียดเหมือนกัน เวลาที่ผมเจอไอ้คีนตามร้านต่างๆ ที่ผมไปเล่น ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมั่นไส้ มันกับเพื่อนเป็นอะไรที่รวยตั้งแต่ใบหน้าลามไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ด้วยความที่ทุกอย่างบนตัวของพวกมันมีอะไรที่แพงเกินไปจนเกินเอื้อม ผมกับคนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า

ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเราหอหกก็ไม่ได้บ้าพลังและชอบมีเรื่องอย่างพวกหอสอง วันที่ผมได้รู้จักกับคีนก็คือวันที่มันกับเพื่อนโดนพวกหอสองหาเรื่อง แล้วพวกหอหกอย่างผมก็เข้าไปห้ามทัพ บอกเลยว่าตอนนั้นเกรงกลัวตีนพวกหอสองแทบตาย นี่ถ้าไม่ติดว่าวันนั้นจะมีค่ายเพลงเข้ามาดูการแสดงของเด็กในหอที่ร้าน ผมกับเพื่อนก็คงไม่เสี่ยงเอาตัวเข้าไปห้ามแบบนั้นหรอก

เท่าที่เคยได้ยินมาคีนมันไม่ค่อยมีชื่อเสีย ส่วนใหญ่แล้วมันก็เป็นเหมือนเด็กรวยทั่วไปที่ค่อนข้างเพลย์บอย ควงสาวไม่ซ้ำหน้า ใบหน้าหล่อแบบมีเอกลักษณ์และเสียงนุ่มทุ้มโคตรจะไพเราะของมันเป็นอะไรที่ฮอตในหมู่สาวๆ นัก ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าน้ำเงินจะติดกับหลุดเข้าไปอยู่ในบ่วงของไอ้คีนด้วย

เรื่องของคีนกับน้ำเงิน...ผมรู้สึกว่าผมทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ

ตอนที่ผมหลุดจากภวังค์แล้วหันไปมองดูที่นั่งข้างๆ ผมก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะมีคนกำลังจ้องผมเขม็ง

ไอ้ใกล้ คนที่มีพี่ชายชื่อว่าไกล...ทำไมมันรู้ว่าผมอยู่ที่นี่วะ

“เรื่องที่พี่จะออกจากวงน่ะ เรื่องจริงป่ะ”

เหยดเข้...ผมยอมใจในเรื่องข่าวล่ามาไวของมันจริงๆ “รู้ได้ไง”

“ก็วงเขาซ้อมกันอยู่ แต่พี่ไม่อยู่ ผมจะคิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไง”

“โห เซนส์มึงแรงไป”

“นี่ผมคิดถูกใช่ป่ะ” เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นไอ้เด็กนี่ทำหน้าซีเรียสขนาดนี้ คิ้วของมันขมวดเป็นปม มิหนำซ้ำปากก็ยังคว่ำเหมือนเด็กที่โดนขัดใจ “ทำไมพี่ทำอย่างงี้”

“ใจเย็นๆ ก่อนดิ” เกิดมาก็เพิ่งเคยปลอบแฟนคลับตัวเองนี่แหละ “แค่ออกมาชั่วคราว”

“ชั่วคราวบ้าบออะไร มันใช้ได้ที่ไหน NOC จะไม่เป็น NOC นะถ้าไม่มีเสียงพี่”

คำพูดของใกล้ทำเอาผมอ้าปากค้างเติ่ง ตั้งแต่เป็นนักร้องประจำวงมาไม่เคยมีใครชื่นชอบผมขนาดนี้ เพราะวงที่ผมอยู่เป็นวงระดับมหา’ลัย เล่นกันขำๆ ตามร้านหรือไม่ก็งานเล็กๆ ที่เขามาจ้าง หากจะมีคนติดตามก็คือคนที่กดไลก์เพจเฟซบุ๊กนั่นแหละ

เพราะงั้นผมถึงได้ยกตำแหน่งแฟนคลับนัมเบอร์วันให้ไอ้เด็กนี่ไง ไม่มีใครมาตามดูการซ้อมหรือรู้ข้อมูลของวงได้เท่ามันอีกแล้ว

“ออกมาแค่ชั่วคราวจริงๆ” ทำไมผมต้องมาแก้ตัวกับมันด้วยวะ

“ถ้านักร้องนำคนต่อไปมันทำได้ดีกว่าพี่ ผมเชื่อว่าคนในวงก็คงไม่ดึงตัวพี่กลับไปหรอก”

เฮ้ย...นี่มันล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ “ไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดดีกว่า”

“ผมติ่งวงพี่มานาน ทำไมผมจะไม่รู้” มันยังคงซีเรียสจนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันเกินไปหรือเปล่า “วง NOC เป็นวงที่มีมาอย่างยาวนานของหอหก คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในวงได้ต้องมีแต่ตัวท็อปของหอเท่านั้น ผมพูดถูกมั้ย”

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากผม

“นักดนตรีส่วนใหญ่ที่ออกจากวงนี้หลังเรียนจบไปก็มักจะได้เซ็นสัญญากับค่ายดังๆ ผมตามวงนี้มาตลอด ผมรู้ดีทุกอย่าง แต่ว่า...” มันขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผม ผมตกใจกับใบหน้าเนียนใสของมันจึงขยับออกห่าง “ผมชอบเสียงพี่มากที่สุดแล้ว ผมอยากฟังพี่ร้องเพลงบนเวทีอีก”

เชื่อมั้ยครับว่าหัวใจของผมแอบกระตุกเล็กๆ มันรู้สึกมีความสุขเวลามีคนชื่นชอบในสิ่งที่เราทำได้ดี

แถมคนคนนี้มันยังชอบมากด้วย

“วง NOC มีนักร้องนำที่ดีที่สุดก็คือพี่ พี่รู้ตัวบ้างมั้ยเนี่ย”

ผมรู้สึกดีนะ รู้สึกดีมากด้วย แต่ผมยังไม่สามารถกลับมามีแรงบันดาลใจได้ในเร็วๆ นี้จริงๆ

“แต่กูร้องไม่เพราะเหมือนเดิมแล้ว”

“ทำไมอ่ะ” มันโวยวายน้ำเสียงเหมือนเด็กๆ นี่มันจริงจังกับเรื่องของผมมากกว่าชีวิตมันอีกใช่มั้ยเนี่ย

“กูมีปมในใจ”

“เดี๋ยวผมช่วยไขปมนั้นเอง”ยอมใจในความรักของติ่ง ดวงตาที่แสนมุ่งมั่นนั้นทำให้ผมรู้ว่ามันคงยอมทำทุกอย่างแน่นอน

ให้ตาย...ผมทึ่งกับมันฉิบหาย “ยังไม่รู้เลยว่าปมอะไร มึงมาอาสาทั้งๆ ที่ไม่รู้ได้ไง”

“ไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้”

“มึงบินได้มั้ย”

“ได้สิ แต่ผมขอปีกจากพี่นะ”

เชื่อแม่งเลย... “มันเป็นเรื่องที่มึงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่าพยายามดีกว่า”

“อะไรจะหมองหม่นปานนั้น มิน่าเมื่อคืนตอนร้องเพลงสนุกๆ แทนที่จะทำให้คนฟังคึก แต่กลับทำให้คนฟังอยากร้องไห้”

ถีบแม่งดีมั้ยเนี่ย ผมรู้ว่าการเป็นศิลปินมันต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์แน่ๆ แต่คำวิจารณ์ของไอ้เด็กนี่มันน่าโมโห

“บอกได้มั้ยว่าเรื่องอะไร ผมอยากฟังพี่ร้องเพลงบนเวทีอีกจริงๆ”

“กูร้องให้มึงฟังตอนนี้ก็ได้” ผมพูดไปงั้นแหละ จริงๆ ผมไม่ร้องหรอก

“ถึงร้องก็ไม่ฟัง”

ให้มันได้อย่างงี้สิ นี่ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆ แล้วนะเนี่ย ไหนมันบอกว่ามันเป็นแฟนคลับผมไง แต่ทำไมมันไม่ยอมฟังคำพูดผมเลย แฟนคลับต้องฟังคำพูดศิลปินสิฟะ

“พี่ต้องขึ้นไปร้องบนเวทีในฐานะนักร้องนำวง NOC”

“เป็นเมียกูเหรอถึงได้มาสั่ง”

“พ่อมึงดิ”

ผมอยู่ปีสี่แต่มันอยู่ปีหนึ่ง ทำไมมันถึงได้กล้าพูดจากับผมแบบนี้ “ไอ้เหี้ยนี่ จะไปไหนก็ไปไป”

“ผมไม่ไปจนกว่าผมจะรู้ปัญหาของพี่”

“นี่มึงชอบกูป่ะเนี่ย ตื๊อกูจังเลย”

“ผมไม่ได้ชอบพี่” ไม่มีส่วนไหนที่บอกว่ามันโกหก “แต่ผมรักเสียงของพี่”

เอ่อ อะไรนะ รักเลยเหรอวะ...

“ตกลงบอกได้หรือยังว่าพี่มีปัญหาอะไร”

ผมมองออกไปด้านนอกซึ่งมีนักศึกษาในมอกำลังเดินไปมาอย่างขวักไขว่ในชุดไปรเวต พรุ่งนี้เป็นวันเปิดเทอมอย่างเป็นทางการของทุกคณะจึงทำให้วันนี้แถวมอมีคนหนาแน่นเป็นพิเศษ

“ถ้าบอกแล้วจะช่วยกูเหรอ”

“ใช่สิ ผมช่วยได้ทุกอย่าง ถ้ามันทำให้พี่กลับมาร้องเพลงกับวงได้”

“มึงช่วยให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาจากความตายได้มั้ยวะ”

คนฟังดูช็อกเป็นครั้งแรกในรอบหลายนาที...ผมถอนหายใจยาวเหยียดอย่างเหนื่อยใจ เพราะผมไม่ได้คาดหวังอะไรจากมัน ผมจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่เห็นมันทำหน้าแบบนั้น

“ผมทำไม่ได้หรอก”

“...”

“แต่ผมอยู่ข้างๆ พี่เวลาที่พี่รู้สึกเศร้าได้”

นี่ถ้ามันไม่ได้เป็นมนุษย์มึนและพูดทุกอย่างที่มันคิดล่ะก็...ผมคงจะคิดว่ามันกำลังจีบผม ดูจากสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบวกกับพลังเต็มเปี่ยมที่อยากฟังผมร้องเพลงให้วง NOC นักหนา ผมก็เริ่มรู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมา

ศิลปินคนนี้ยอมให้ติ่งสักครั้งก็ได้ นี่เพราะผมเห็นมันมาหลายต่อหลายครั้งเวลาผมออกงานหรอกนะ

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับส่งไปให้อีกฝ่าย

“ถ้างั้นก็เอาเบอร์มา”





[มีต่อนะคะ]



ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ใกล้



เบอร์ของดล วง NOC อยู่ในเครื่องผม เบอร์เขาอยู่ในเครื่องผม นี่เรื่องจริงใช่มั้ยเนี่ย!

FAR : มึงหยิกแขนตัวเองแรงๆ สิ ถ้ามึงไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงอ่ะ

ไอ้แฝดคนพี่นี่ก็นะ...แต่ผมจะลองหยิกดูสักครั้งก็ได้

“โอ๊ย”

FAR : นี่อย่าบอกนะว่ามึงหยิกแขนตัวเองอยู่อ่ะไอ้บ้า
FAR : จากเซนส์ของกูและอาการคันยุบยิบที่แขน กูว่ามึงหยิกจริง
FAR : ไม่อยากจะเชื่อว่าน้องกูจะเป็นติ่ง แถมเป็นติ่งผู้ชายเหมือนกันอีก
FAR : มึงอ่านแต่มึงไม่ตอบนี่หมายความว่าไง เพ้ออยู่เหรอ


ผมรีบพิมพ์ตอบพี่ชายของตัวเองอย่างรวดเร็ว

NEAR : เปล่า
NEAR : กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงกับพี่ดลต่อไปดี
NEAR : เขากำลังเศร้าเรื่องสูญเสียใครสักคนอยู่ว่ะ
NEAR : มึงกับกูไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้นี่ จะไปรู้ได้ไงว่ารู้สึกยังไง


มือของผมกดสลับไปมาระหว่างหน้าจอบทสนทนาของผมกับไกลและเบอร์ของพี่ดลที่ผมเม็มเอาไว้ว่า ‘เสียงของพระเจ้า’

FAR : ลองจินตนาการว่ากูตายสิ มึงจะได้เข้าใจ

โห...พี่แม่งพูดจาเปรียบเทียบรุนแรงเกินไปจนผมรู้สึกหน่วงในใจ การที่ต้องมาจินตนาการว่าอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเราหายไปจากโลกใบนี้มันเจ็บปวดแสนสาหัสอยู่นะ

เอ ที่แท้พี่ดลก็กำลังรู้สึกแบบนี้เองหรอกเหรอ

FAR : ไปหาอะไรกินก่อนนะ ที่นี่เที่ยงแล้ว
NEAR : โอเค อย่าลืมโทรหาหม่าม้าด้วยนะเว้ย
FAR : แล้วมึงอ่ะโทรหรือยัง
NEAR : ยัง
FAR : ไอ้ลูกเหี้ย
NEAR : มึงก็พอๆ กับกูนั่นแหละวะ


ผมส่งเสียงหัวเราะหึหึก่อนจะวางโทรศัพท์ลง รู้สึกคิดถึงแฝดพี่คนนี้อยู่เหมือนกันนะครับ มันหน้าตาคล้ายผม แต่นิสัยไม่คล้ายกันเลยตรงที่ว่ามันอยากเรียนอยู่ต่างประเทศฉิบหาย ผิดกับผมที่ชอบเรียนอยู่ในประเทศมากกว่า แม้จะอยู่ห่างกันแต่เราทั้งคู่ก็คุยกันเสมอ ยิ่งกว่าแฟน ยิ่งกว่าพี่น้องอีก ผมกับมันเป็นแฝดที่โคตรจะสนิทกัน บางครั้งผมป่วย มันก็ยังรู้สึกเหมือนจะป่วยตามอะไรทำนองนั้น

ไกลมันรู้ว่าผมชอบเสียงพี่ดลชนิดเข้าขั้นคลั่ง ผมคิดว่าเพราะเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้ผมได้มาอยู่หอห้าแทนที่จะได้อยู่หอสี่ตามฐานะทางบ้าน ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาอยู่หอห้า บอกได้เลยว่ามันเป็นอะไรที่เหมาะกับผมมาก ที่นี่เราแบ่งกันเป็นโซนตามความชอบอย่างชัดเจน พวกเล่นเกมหามรุ่งหามค่ำก็กินพื้นที่ส่วนกลางไปหมดเพื่อดวลกัน ส่วนพวกที่บ้าคลั่งเป็นโอตาคุก็แยกกันเป็นห้องๆ ตามความชอบที่คล้ายคลึงกัน

ผมชอบดนตรีแต่ในหอห้านี้มีคนคลั่งดนตรีน้อยมาก ผมจึงยังไม่ได้สนิทกับใครในหอเป็นพิเศษ และถ้าจะถามว่าผมสนิทกับใครในมอ B มากที่สุด คนคนนั้นก็คงจะเป็นไอ้น้ำเงิน

พูดถึงไอ้น้ำเงิน...มันเคยเป็นคนของบ้านพี่ดลนี่หว่า

ลองนึกในใจเล่นๆ ว่าผมควรถามเรื่องพี่ดลกับน้ำเงินดีมั้ย แต่คิดไปคิดมาผมว่าไม่ถามดีกว่า ผมอยากให้พี่ดลเปิดเผยกับผมเอง ไม่ต้องคอยให้ผมไปถาม อย่างน้อยเขาก็จะได้รู้ว่าผมไม่ใช่พวกละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว แค่เขารู้จักผม พูดชื่อผม และขอเบอร์โทรศัพท์ผม แค่นี้มันก็ดีถมถืดเท่าไหร่แล้ว

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้ง คนที่โทรมาคือคนที่ผมสนิทที่สุดในมอ B นั่นแหละ ไม่ใช่ใครอื่นหรอก

[ว่าไง]

“กูจะตายแล้ว”

ไอ้นี่มันมีปัญหาเรื่องการอยู่ในหอสี่ครับ ผมฟังมันระบายตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

[เกิดอะไรขึ้น]

“หอสี่แม่งอย่างกับนรก”

[ยังไง]

“มันพนันห่าไรไม่รู้กันทั้งวันเลย และกูก็มีคนที่ชื่ออยุธคอยมากวนตลอดเวลา”

ผมเลิกคิ้ว นึกไปถึงคนที่ผมชอบนามว่าคีน ผู้ที่ตามมารับไอ้น้ำเงินถึงที่เมื่อคืนวาน

“แล้วพี่คีนเขาไม่ได้สนใจมึงเลยเหรอ”

[เขาไม่อยู่อ่ะ]

“...”

[มึงอยู่ไหนเนี่ย กูไปหาได้มั้ย]

ผมที่กำลังเหงาอยู่จึงรีบตอบรับโดยพลัน “อย่าเจอกันแถวหอดีกว่า ออกไปเจอกันข้างนอก”

[ได้]

“เจอกันที่ลานจอดรถหอกูละกัน”







ข้างหน้าผมก็คือคนที่เคยเป็นคนรับใช้บ้านของพี่ดล

มองกี่ทีก็ไม่เหมือนคนที่อยู่ในสถานะคนรับใช้ น้ำเงินมันมีผิวเหลืองที่เนียนเปล่งปลั่ง ดวงตาของมันคมแข็งกร้าวบ่งบอกว่าเป็นคนผ่านโลกมามาก ทว่าตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับสั่นระริกตลอดเวลาคล้ายกับคนที่หวาดระแวงและไม่มีความมั่นใจใดๆ เลย

หอสี่เลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ

“ไหนเล่าดิ๊” ผมดูดสตรอว์เบอรี่สมูทตี้ของร้านที่ผมเพิ่งแยกจากพี่ดลเมื่อตอนบ่าย น้ำเงินอยากมาที่นี่ผมก็เลยตามใจมัน ตอนนี้พี่ดลไม่ได้อยู่ในร้านหรอกนะครับ เขาอยู่ที่ไหนสักที่ที่ผมไม่รู้น่ะ

“พอพี่คีนไปปุ๊บ กูก็กลับห้อง”

“แล้ว...”

“ก่อนกลับไปถึงห้อง กูต้องผ่านอะไรเยอะเลย”

“เช่นอะไร”

“บันได”

“หอสี่มีลิฟต์ไม่ใช่เหรอ” กัดฟันพูดด้วยความอิจฉาริษยา เรื่องนี้แม่งเป็นที่อิจฉาของทุกคนในหอชายล้วนเลยแหละครับ

“ตอนที่ลิฟต์เปิดกูเจอพี่อยุธพอดี กูเลยต้องเลี่ยงไปใช้บันไดแทน”

“อ่าฮะ”

“เดินไปเจ็บไป”

ผมขมวดคิ้ว “เจ็บอะไร”

น้ำเงินสะดุ้ง ทำสีหน้าเหมือนเพิ่งหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรจะพูด “เอ่อ...”

“อ๋อ เข้าใจแล้ว” ผมพยักหน้าหงึกๆ “ที่ว่าหอสี่เหมือนนรกก็เพราะมึงเดินลงบันไดทั้งๆ ที่ร่างกายเจ็บปวดนี่เอง”

“ไม่ใช่อย่างนั้น กูรู้สึกว่ามีหลายอย่างที่เข้ากับกูไม่ค่อยได้ มึงเคยเห็นคนรวยแสบๆ มารวมตัวกันเยอะๆ ป่ะ แม่งนรกดีๆ นี่เอง”

“เขาแกล้งมึงเหรอ”

“ไม่เชิง แค่มองและก็แหย่บ้างแซวบ้าง กูเพิ่งเข้ามาใหม่เป็นเด็กปีหนึ่ง กูไม่แน่ใจว่ากูควรทำยังไงหรือควรทำอะไร”

“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ให้มันมาก มึงมีพี่คีนอยู่มึงจะกลัวอะไร”

อีกฝ่ายเงียบไปสักครู่ มันมองผมอย่างไม่ค่อยแน่ใจในอะไรบางอย่าง

“เมื่อคืนกูจำได้ว่ามึงพูดว่าทำไมคนที่มึงชอบต้องรู้จักกูทุกคน สำหรับคุณดลกูเข้าใจนะ แต่พี่คีน...”

“...”

“มึงชอบพี่เขาเหรอวะ”

ผมตอบแบบไม่เสียเวลาคิด “ชอบ”

น้ำเงินดูช็อกจนหน้าซีด ปากของมันสั่นไปหมด มันคงตกใจมากในสิ่งที่ผมพูด “จริงเหรอ”

“จริงสิ”

“ชอบแบบผู้ชายชอบผู้ชาย?”

“ใช่ไง”

“เฮ้ย”

“ตกใจอะไรอ่ะ เรื่องปกติจะตาย”

ผมคิดว่าเพื่อนผมมันช็อกมากเกินไปหน่อยนะ ทำไมอ่ะ ผมชอบพี่คีนผมผิดตรงไหน

“ชอบแบบ...รักหรือเปล่า” มันยังคงถามแบบลุ้นๆ อยู่

“เปล่าสักหน่อย”

“อ้าว”

“ชอบที่จะมอง ชอบใบหน้า ท่าทาง วิถีการใช้ชีวิต”

“ไม่ได้ชอบแบบใจเต้นตึกตักใช่ป่ะ”

“เออดิ”

“ไม่เคยเขินอะไรพี่คีนด้วยใช่ป่ะ”

“ไม่เขินอ่ะ”

“อ๋อ” ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าหน้าไอ้น้ำเงินมันดูโล่งอกยังไงชอบกล “ก็นึกว่าชอบแบบนั้น”

“มึงไม่เคยมีคนที่ปลื้มเหรอ”

“อาจจะมั้ง ไม่แน่ใจ”

“แต่ถ้ามีคนที่หน้าเหมือนพี่คีนและมีเสียงเหมือนพี่ดล กูก็อาจจะใจเต้นตึกตักด้วยก็ได้นะ” แก้วสมูทตี้ในมือผมเริ่มเบาลงเพราะผมดูดมันถี่เกินไป

“บางครั้งมึงก็เข้าใจยากว่ะใกล้” น้ำเงินคงจะปวดหัวกับผม

“มึงถามกูก็ตอบตรงๆ นะ กูเข้าใจยากตรงไหน”

“เฮ้อ” อีกฝ่ายถอนหายใจ

“มึงชอบพี่คีนล่ะสิ”

“เฮ้ยยยยย” มันร้องลั่นจนคนในร้านหันมามองมันตั้งหลายคน

“ไม่ต้องปิดบังอะไรกูหรอก มึงไม่ได้มีเพื่อนเยอะเหมือนคนดูในคอนเสิร์ต มีอะไรก็เล่าให้กูฟังได้”

“คนบ้าอะไรจะมีเพื่อนเยอะเท่าคนดูในคอนเสิร์ต”

“คอนเสิร์ตที่มีคนดูสิบคนอ่ะ”

“ไอ้บ้า”

“...”

“มึงรู้จักพี่คีนตอนไหน” ไอ้นี่คงเพ้อหนัก เอะอะอะไรก็พี่คีนๆๆ

“เห็นรูปในเพจคิวต์บอย”

“กูนึกว่าจะมีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นกว่านี้”

“ทำไมอ่ะ รู้จักผ่านเพจคิวต์บอยมันผิดตรงไหน อีกอย่างหน้าพี่คีนแม่งสะดุดตาจะตายห่า เป็นใครมาเห็นก็ต้องมีปลื้มบ้างแหละวะ”

“เขาหล่อขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ก็ไม่ได้หล่อมากขนาดนั้น แต่คนหน้าตาแบบนี้แล้วหล่อมันไม่ค่อยมี มึงเข้าใจป่ะ”

น้ำเงินทำหน้าเหมือนต้องการจะบอกว่ากูเข้าใจก็ได้

“สรุปคือมึงจะมาระบายเรื่องการใช้ชีวิตในหอสี่หรือว่ามาระบายเรื่องพี่คีน”

มันทำหน้าเหมือนคนถูกจับไต๋ได้ “กูไม่เคยสับสนขนาดนี้มาก่อนเลยว่ะ”

“สับสนห่าไร ดูก็รู้ว่ามึงชอบพี่เขาเนี่ย”

“เออ กูชอบ” น้ำเงินยอมรับตรงๆ “แต่กูไม่แน่ใจว่าชอบแล้วจะเป็นยังไง เขาต่างกับกูเกินไป”

“ไอ้ห่าน” ผมด่ามัน “คนมีความรักไม่ได้สมหวังกันทุกคนหรอกนะ ใครๆ ก็เสี่ยงเหมือนกันทั้งนั้น”

“นั่นสินะ”

“มึงกลัวขนาดนี้แสดงว่ามึงชอบเขามากอ่ะน้ำเงิน มึงรู้ไว้ซะด้วย”

“...”

“เข้าขั้นหลงใหล”

มันเอาหน้าถูไถไปกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ “อาจจะจริงอย่างที่มึงพูด”

“...”

“หลงขนาดที่ว่าคนที่กูเคยรู้สึกดีด้วยมาก่อนแทบไม่มีผลต่อความรู้สึกที่มีต่อพี่คีนเลยว่ะ”

โอ้โห ผมให้สิบสิบสิบไปเลยสำหรับคำพูดของไอ้น้ำเงิน เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอคนที่หลงใหลใครขนาดนี้ ผมลอบสังเกตน้ำเงินพลางคิดทบทวนในใจอย่างรวดเร็ว ทำไมน้ำเงินถึงเป็นได้ขนาดนี้ มันค่อนข้างโคตรผิดปกติ

“มึงกับเขาลึกซึ้งกันแล้วสินะ”

“ไอ้เหี้ยใกล้” น้ำเงินร้องจ๊าก

“มีอะไรบ้างที่กูเดาไม่ถูกเนี่ย” รู้สึกนับถือตัวเองอยู่เหมือนกันนะครับที่เดาเก่งขนาดนี้

“จุ๊ๆ”

“อายทำไม เรื่องปกติ”

“...”

“คนในหอสี่ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น มีคู่นงคู่นอน ใครๆ ก็คงอยากนอนกับคนมีเงินอ่ะ”

“นี่มึงดูถูกกูอยู่หรือเปล่าเนี่ย”

“กูพูดถึงภาพรวมอยู่ว้อย”

“แต่มึงแม่งเก่งนะ รู้ด้วยว่าทำไมกูถึงเป็นแบบนี้”

“จริงๆ แล้วกูว่าคงไม่ใช่เพราะเรื่องบนเตียงอย่างเดียวหรอกที่ทำให้มึงหลงพี่คีนอ่ะ” ผมพูดต่อไป “พี่มันดูดี สุภาพ อบอุ่น มึงคงชอบผู้ชายแบบนี้”

“กูชอบคนแบบนี้ ไม่ใช่ชอบผู้ชายแบบนี้”

“แก้ตัวไม่ทันละสัด”

เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น เป็นเสียงแจ้งเตือนจากไลน์ว่ามีคนทักมาหา

DOL : ได้เบอร์แล้วเงียบว่างั้น
DOL : ไหนบอกว่าจะอยู่ข้างๆ กูทุกครั้งที่กูเศร้าไง
DOL : ตอนนี้กูเศร้าอยู่นะ


“น้ำเงินมึงดีขึ้นหรือยัง” จู่ๆ ผมก็ตื่นตัวขึ้นมา

“ก็ดีนะ ได้คุยกับใครสักคนมันก็รู้สึกดีอ่ะ”

“กูมีธุระ”

“ใครทักมา สำคัญถึงขนาดต้องเทเพื่อนเลยเหรอวะ”

“พี่ดล”

น้ำเงินอ้าปากค้างเบาๆ มันมองหน้าผมพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนไตร่ตรองว่าควรพูดอะไรบางอย่างออกมาดีหรือไม่ ผมที่เก็บของอยู่จึงชะงักและตัดสินใจเอ่ยปากถาม

“มีอะไร”

“จำได้มั้ยที่กูบอกว่ากูมีคนที่กูเคยรู้สึกดีด้วยอ่ะ”

“...”

“เจ้านายกูเอง คุณดลไง”

ผมขมวดคิ้ว จ้องมองเพื่อนคณะเดียวกันด้วยสายตาคาดคั้น มันเองก็จ้องผมตอบเหมือนกัน ทำไมผมรู้สึกเหมือนโดนแก้แค้นเบาๆ ยังไงก็ไม่รู้ ตอนที่น้ำเงินกลัวว่าผมจะชอบพี่คีน มันคงมีความรู้สึกแบบนี้งั้นสินะ

...ความรู้สึกที่ว่ากลัวเพื่อนมาชอบคนเดียวกันเนี่ย

“ก็แค่เคยป่ะวะ”

“...”

“ตอนนี้มึงหลงพี่คีนจะตาย”

น้ำเงินยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ผมออกจากร้านไปได้

“กลับเองได้ใช่ป่ะ” ผมถามเพื่อน

“ได้สิ ยากตรงไหนกัน”

“ขอโทษนะ”

“มึงคงชอบคุณดลมากจริงๆ” ผมมองคนพูดด้วยสายตาสงสัย “ชอบแบบ...แฟนคลับชอบศิลปินน่ะ”

รู้สึกแปลกๆ กับสายตาหยอกล้อของไอ้น้ำเงิน มันมองตามจนผมเดินออกมาจากร้าน มือของผมกดโทรออกหาพี่ดลซึ่งเขารับสายผมอย่างรวดเร็ว

[เป็นแฟนคลับยังไงถึงจำรถศิลปินไม่ได้]

ผมมองซ้ายมองขวาไม่นานก็เห็นรถของพี่ดลจอดอยู่หน้าร้าน มองอย่างงงๆ อยู่หลายวินาทีก่อนที่พี่ดลจะกวักมือเรียกให้ผมขึ้นไปนั่งข้างๆ

“ทำไมยังอยู่แถวนี้” ผมอดถามไม่ได้จริงๆ

“กูออกมาจากร้านนานแล้วเว้ย แต่บังเอิญขับผ่านมาอีกที”

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มี”

“...”

“เห็นหน้าน้ำเงินแล้วเศร้านิดหน่อย”

“ก็ขับรถมาแถวนี้เองทำไมล่ะ”

“ไม่ได้ยินคำว่าบังเอิญหรือไงไอ้เด็กบ้า”

เขาถอนหายใจ มองดูน้ำเงินซึ่งนั่งติดกับหน้าร้านตรงหน้าต่างกระจก หากน้ำเงินมองมาตรงนี้ก็คงจะรู้ว่าเจ้านายของมันอยู่แถวนี้ อยู่ไม่ไกลจากมันเลย

ผมมองทั้งสองคนสลับกัน ความรู้สึกของน้ำเงินผมสามารถเดาได้ง่ายเพราะเวลามันอยู่ต่อหน้าผม มันไม่ได้ประดิษฐ์หรือปรุงแต่งตัวเองมากมาย แต่กับพี่ดล...ผมไม่กล้าเดาอะไรเลย ทั้งๆ ที่ผมคอยแอบมองเขามาตลอดแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงไม่กล้าเดาความรู้สึกของเขาขนาดนี้

“พี่ชอบน้ำเงินเหรอ”

พี่ดลออกรถแทนที่จะตอบผม และการกระทำนั้นก็ทำให้ผมได้รู้คำตอบโดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น

ทำไมผมต้องรู้สึกหน่วงที่ใจหลังจากได้รู้ความจริงข้อนี้ก็ไม่รู้

โทรศัพท์ผมสั่นราวกับว่ามันรู้จังหวะดี

FAR : เป็นเหี้ยอะไรอีกแล้ว
FAR : กูยังต้องเรียนอีกเยอะนะ มึงอย่ามาหน่วงตอนนี้ได้มั้ยไอ้บ้า


ผมชินแล้วกับสายสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของผมกับแฝดตัวเอง แม้บางครั้งไอ้ไกลจะพูดได้ตรงและบางครั้งมันจะพูดได้มั่วก็ตาม ไม่มีอะไรที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

NEAR : หรือกูจะชอบพี่ดล?

จ้องโทรศัพท์เขม็งราวกับว่ามันเป็นอับดุลที่จะให้คำตอบทุกอย่างของคำถามบนโลกใบนี้ได้

แม้ไอ้ไกลจะไม่ใช่อับดุล...แต่มันก็ตอบคำถามของผมได้

FAR : มึงไม่รู้ตัวชาติหน้าเลยล่ะ

ฉิบหายแล้วสิ...






TBC*

ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ตอนที่ 7
น้ำเงิน



การที่พี่คีนหายไปทั้งวันทำให้ผมไม่มีอะไรทำ นอกจากออกไปหาไอ้ใกล้และสำรวจหอสี่เท่าที่จะสำรวจได้

แม้ผมจะโชคดีที่มีเพื่อนของพี่คีนคอยวนเวียนมาถามไถ่ แต่ผมก็ยังไม่กล้าเปิดใจให้กับพี่พวกนั้นอยู่ดี ผมเคยเป็นหลานคนใช้ของคนรวยมาทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีทางเคยชินที่คนพวกนี้ให้ความสำคัญกับผมแบบคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งการที่ผมได้ออกไปสำรวจทำให้ผมรู้ว่าเด็กหอสี่ที่นี่นั้นร้ายกาจเพียงใด

หากมีใครสักคนอ่อนแอ...คนคนนั้นก็จะกลายเป็นเป้านิ่งของคนทั้งหอในทันที

ผมโชคดีที่พี่คีนแสดงความเป็นเจ้าของตั้งแต่วันแรกๆ แต่สำหรับคนที่ไม่มีใครก็ตามมาหนุนหลัง คนคนนั้นจะถูกขุดประวัติขึ้นมาตั้งแต่โคตรเหง้า แล้วถ้าหากคนทั้งหอรู้ว่าเคยจนมาก่อน เสียงหัวเราะก็จะติดตัวคนคนนั้นไปชนิดที่เรียกได้ว่าอับอายมากจนสบตาใครแทบไม่ได้

เด็กปีหนึ่งหน้าใหม่ของหอสี่โดนกันไปตั้งสามสี่คน บางครั้งผมก็หงุดหงิดจนอยากจะไปกระชากคอเสื้อรุ่นพี่และก็ต่อยหน้าแม่งซะ แต่พี่เบสกลับรู้ทันผม เขามายืนขวางผมเอาไว้ บอกไม่ให้ผมเข้าไปยุ่ง

คนที่บอกไม่ใช่พี่เบสหรอก แต่เป็นพี่คีน ผู้ซึ่งยังไม่กลับจากการไปหาพ่อที่บ้าน

“มันสั่งให้กูดูแลมึงดีๆ” พี่เบสเอ่ย “อย่าให้กูต้องถูกมันด่าเลย”

พี่ธารกับพี่มารุตเองก็พอๆ กันกับพี่เบส ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเด็กปีหนึ่งเลยสักคน

“เดี๋ยวพวกนั้นมันก็ผ่านไปได้” พี่ธารพูดบ้าง “ไอ้พวกนั้นมันไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก เพราะยังไงก็เป็นเด็กหอเดียวกัน”

จากที่อยู่มอ B มาสองวัน ผมคิดว่าหอที่ขาดความสามัคคีที่สุดก็น่าจะเป็นหอสี่นี่แหละ

“ลงไปหาอะไรดื่มที่ใต้ดินดีกว่า เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“เลี้ยงกูด้วยสิ” พี่มารุตขอพี่ธาร

“กูเลี้ยงเฉพาะน้องน้ำเงินเว้ย”

ผมเดินตามหลังพี่ทั้งสามคนไปอย่างคอตก ถ้าผมไม่ได้โชคดีป่านนี้ผมก็คงจะเป็นแบบพวกนั้นสินะ ทั้งโดนแซะลอยๆ ทั้งโดนแกล้งนิดๆ เช่นการขัดขา และที่หนักที่สุดก็คือพูดถึงธุรกิจที่บ้านต่อหน้าสาธารณชนนี่แหละ

พวกมึงไม่เอาสมุดบัญชีบ้านเขาไปดูด้วยเลยล่ะ

“ทำใจหน่อยนะ สังคมในหอมันก็งี้” ดูท่าพี่ธารน่าจะเป็นคนที่มีเหตุมีผลมากที่สุดของกลุ่มแล้ว “เดี๋ยวน้ำเงินก็ชิน”

“เป็นผมนะผมไม่ยอมหรอก ผมจะต่อย”

“เราไม่ใช้กำลังแก้ปัญหากันหรอกนะ”

“แล้วพวกพี่ใช้อะไรล่ะครับ”

“เมื่อวานจำได้ป่ะไอ้คีนกับไอ้อยุธมันทำอะไรกันเพื่อจะแย่งตัวน้ำเงิน”

ไอ้การดวลไร้สาระโดยใช้เงินในเช็กเป็นตัววัดระดับกันน่ะเหรอ ผมไม่เคยเห็นด้วยกับสิ่งนี้เลยนะ

“จริงๆ แล้วมันยังมีอะไรให้ดวลกันอีกเยอะเลย สักพักคงจะมีมาให้เห็นเรื่อยๆ แต่ที่สนุกสุดก็คงจะเป็นแย่งคนกันนี่แหละ ใช่มั้ยไอ้รุต”

“ถูก”

สรุปก็คือยังไงพี่พวกนี้ก็เป็นเหมือนพวกหอสี่คนอื่นๆ ผมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อ นึกไปถึงไอ้ใกล้ที่แม้จะอยู่คนละหอ แต่อย่างน้อยงานอดิเรกของมันก็ไม่ใช่เรื่องแข่งขันชิงใครบางคนหรือเรื่องล้อประมาณเงินคนอื่น ตั้งแต่แยกจากมันผมก็กลับมาอยู่ที่หอสี่ มองดูการใช้ชีวิตของคนในหอที่ต่างจากผมอย่างสุดขั้ว เพราะผมไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำ

นี่ผมจะทนอยู่ที่นี่ได้สักกี่น้ำนะ และถ้าผมทนไม่ไหว ผมจะไปที่ไหนได้ จากที่เคยได้ยินมา...ไม่ค่อยมีใครย้ายไปหออื่นกลางคันหรอกนะ

“อันนี้ไม่ค่อยมีแอลกอฮอล์ น้ำเงินดื่มได้” พี่ธารมาพร้อมเครื่องดื่มที่จัดได้สวยงาม แต่ปริมาณของเหลวเทียบเท่าฉี่มด ผมลองมองราคาในเมนูที่วางอยู่มุมห้อง แม่เจ้า...นี่แก้วละพันห้า

นี่มันน้ำตาของพระพิรุณบนสวรรค์ชั้นฟ้าหรืออย่างไร ทำไมมันแพงฉิบหายวายป่วงขนาดนี้

“ถ้าน้ำเงินจะมาดื่มคนเดียว บอกบาร์เทนเดอร์ได้เลยนะว่าเป็นเด็กคีน จะได้ดื่มฟรี”

ใครจะไปกล้าพูด ผมมองหน้าพี่เบสอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พูดจริงเหรอครับเนี่ย”

“จริงสิ”

“แบบนี้ไม่มีคนสวมรอยเป็นเด็กพี่คีนกันวุ่นวายเลยเหรอครับ”

“ไม่มีหรอก” พี่เบสดื่มอย่างเชี่ยวชาญ “ส่วนใหญ่คนที่นี่มันรวย และเด็กไอ้คีนก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นได้”

ช่างยิ่งใหญ่อะไรอย่างนี้...ผมประชดประชันในใจแล้วยกแก้วขึ้นดื่มบ้าง ไอ้เครื่องดื่มฉี่มดนี่รสชาติก็อร่อยดี ถ้าไม่แพงขนาดนี้ผมคงสถาปนาให้มันกลายเป็นเครื่องดื่มโปรดของผมประจำชั้นใต้ดินหอสี่

นาฬิกาบ่งบอกเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง พวกพี่ๆ สั่งอาหารมาทานด้วย ผมก็เลยสั่งบ้าง พี่เบสบอกว่าโรงอาหารหอสี่ไม่ค่อยมีอาหารแปลกๆ แพงๆ เพราะจำเป็นต้องเหมือนกับข้าวในโรงอาหารของหออื่นๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำบลาๆๆ แต่จากที่ฟังดูไอ้ที่นั่งสองชั้นติดแอร์ของโรงอาหารหอสี่นี่ผมก็คิดว่าแม่งเหลื่อมล้ำชาวบ้านชาวช่องเขาสุดๆ แล้วนะ

ส่วนใหญ่เด็กที่นี่จะไปฝากท้องกับร้านข้างนอก (บาร์หิ่งห้อยคือถิ่นของเด็กหอสี่) สั่งอาหารเข้ามา หรือไม่ก็มาทานที่ชั้นใต้ดินนี่ โรงอาหารหอสี่ไม่ค่อยมีใครไปอุดหนุนเนื่องจากราคาอาหารมันถูกเกินไป

ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นข่าวดีของผม...

ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเด็กหอสี่ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องน่ายินดีหมด







ห้อง 107 เวลา 22.02 น.

ผมคุยกับไอ้ใกล้ทางไลน์ มันบอกว่าพรุ่งนี้ต้องไปเจอรุ่นพี่ที่ใต้ถุนคณะก่อนขึ้นไปเรียน อย่าลืมแต่งชุดนักศึกษาและผูกเนกไทให้เรียบร้อยด้วย จะว่าไปก็เพิ่งรู้ตัวว่าผมตื่นเต้น ผมใช้ชีวิตอยู่ในมอ B มาสองวันแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในหอสี่ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน

ภาวนาในใจให้สังคมภายนอก...มันดีกว่าสังคมที่นี่

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น ผมคิดในใจว่าต้องเป็นพวกพี่เบสอย่างแน่นอน จึงลุกไปเปิดโดยที่ไม่ได้ส่องตาแมวอะไรทั้งสิ้น
คนที่อยู่อีกฟากของประตูก็คือพี่อยุธ เขายิ้มแฉ่งพร้อมๆ กับส่งถุงกระดาษบางอย่างมาให้ ของข้างในเป็นกล่องใหญ่ที่ดูยังไงก็คงเป็นกล่องรองเท้า

แม่เจ้าโว้ย...เซนส์ของผมมันบอกว่าของในกล่องนี้ก็คือ Yeezy รุ่นใหม่ว่ะ!

“ซื้อมาเผื่อ คิดว่าน่าจะใส่ไซส์ 8.5 US ใช่ป่ะ”

เหี้ย รู้ไซส์รองเท้าผมด้วย

“เอามาจากไหนครับ”

“เจอร้านหิ้วพอดี ก็เลยไปนัดรับมา” พี่อยุธมองผมด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ไอ้ร้านที่ว่านั่นอยู่ในจังหวัดนี้เหรอวะ ปกติส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ กันไม่ใช่เหรอ “รับไปสิ”

ผมมองของที่ผมอยากได้มานานพร้อมกับกลืนน้ำลายดังเอื้อก “คงไม่ได้อ่ะครับ ขอโทษด้วย”

“นี่ไม่รู้เหรอว่ามันหายากขนาดไหน คิดว่าไปหาเองแล้วจะได้หรือยังไง”

“ถ้าหาไม่ได้ ผมก็ไม่หาครับ” มือของผมเริ่มจับลูกบิดประตู

“เอาน่า รับไปเถอะ ใส่แค่คู่นี้คู่เดียวหล่อได้เป็นชาติเลยนะ”

ผมมองของในมือพี่อยุธอย่างลังเล ในใจนึกอยากได้จนเรียกได้ว่ากิเลสพุ่งทะยานขึ้นไปจนสุดขอบฟ้า สมัยที่พี่คีนซื้อของให้ผม (พูดเหมือนนานมาก) เขาไม่ค่อยรู้ว่าผมชอบสตรีตแฟชั่น และมักจะยัดแบรนด์หรูๆ มาให้ผมใส่เสมอ

เสื้อผ้าพวกนั้นยังอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่ผมเพิ่งจัด และผมยังไม่คิดที่จะใส่มันเลยแม้แต่น้อย แบรนด์หรูดูไฮขนาดนั้นแม่งไม่เหมาะกับผมว่ะ ต้องเป็นแบรนด์สตรีตเรียบๆ แบบนี้ถึงจะเหมาะ (ถึงแม้บางชิ้นแม่งจะแพงฉิบหายไม่ต่างจากแบรนด์ไฮเอนด์ในห้างเลยก็ตาม)

“ผมรับไว้ แต่ผมขอจ่ายตังค์พี่ทีหลังได้มั้ยครับ” ในที่สุดก็แพ้ความอยากของตัวเอง

“ได้สิ”

“...”

“เบอร์พี่อยู่ในกล่องนั่นแหละ”

พี่อยุธยื่นมาให้ด้วยใบหน้าจริงใจใสซื่อ ผมรับมาพร้อมกับทำหน้าเป็นเชิงบอกว่าขอบคุณ

“ว่างๆ ก็ไปดื่มด้วยกันบ้าง”

“เอ่อ...ครับ”

ผมพยักหน้าก่อนที่จะปิดประตู มองดูถุงในมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย ที่แน่ๆ ไม่ใช่ความตื่นเต้นดีใจ แต่มันคือความสับสนงุนงง นี่ผมกำลังทำในสิ่งที่ถูกอยู่หรือเปล่าวะ

เชี่ยเอ๊ย...ปล่อยให้กิเลสครอบงำจนลืมคิดหน้าคิดหลังจนได้

ผมวางกล่องรองเท้าลงตรงมุมห้อง มันเข้ากันได้ดีกับกล่องรองเท้าคู่อื่นๆ ที่ผมมี แต่ราคาและความหายากคงจะต่างกับลิบ ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าควรเก็บรองเท้าคู่นี้ไว้ดีหรือไม่ ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่ามันกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้ผมเชื่อมโยงกับพี่อยุธยังไงยังงั้น
หรือผมคิดมากไป

พี่คีนยังคงหายเงียบและผมก็ไม่แน่ใจว่าวันนี้เขาจะกลับมาที่มอหรือไม่ พี่เบสเล่าให้ฟังว่ากรุงเทพฯ สำหรับพี่คีนก็เหมือนต่างจังหวัดของเขา จังหวัดนี้ต่างหากคือเมืองหลวงอย่างแท้จริง การที่บ้านของเขามีธุรกิจตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบทำให้บางครั้งแม้จะปลีกตัวมาเรียนก็ยังยาก...ส่วนใหญ่แล้วอาจารย์กับเพื่อนร่วมคณะมักจะเข้าใจ ยกให้พี่คีนไว้เหนือบุคคลธรรมดาทั่วไปเสมอ
ที่นี่เขาเส้นใหญ่ยิ่งกว่าเส้นก๋วยจั๊บเครื่องในหนึ่งพันถ้วยรวมกัน

ผมถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจอาบน้ำนอนดีกว่า เสียงดนตรีภายในหอยังคงดังขึ้นเป็นระยะๆ ผมไม่ทราบว่าปาร์ตี้ส่งท้ายวันปิดเทอมของหอสี่เขาจัดกันที่จุดไหนของหอ แต่ถึงรู้ผมก็ไม่คิดจะไปอยู่แล้ว

อยู่ในห้องเงียบๆ และส่องไอจีพี่คีนสนุกกว่าเยอะ

ไอจีพี่คีนในวันนี้ไร้ซึ่งการอัปเดต แต่เมื่อส่องดูรูปเก่าๆ ผมก็ต้องตกใจกับจำนวนคอมเมนต์ของสาวๆ ที่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่คนเมนต์ก็สวยตั้งแต่รูปโปรไฟล์เล็กจิ๋วนั่นแล้ว และเนื้อหาที่เมนต์ก็มักจะหยอกล้อให้อารมณ์หัวเราะคิกคักทั้งนั้น

ไอ้พี่คีนก็ช่างรู้งาน...แม่งว่างหรือไงถึงได้ไล่ตอบคอมเมนต์ทุกคนแบบนั้น

ผมกดปิดจอโทรศัพท์ จากนั้นก็เผลอหลับไปทั้งๆ ที่ความรู้สึกหมั่นไส้ยังเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ








ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“น้ำเงิน”

ใครวะ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“น้ำเงินเปิดประตูหน่อย”

เสียงคุ้นหูดังอยู่ข้างนอกทำให้ผมต้องลุกขึ้นไปเปิดประตูอย่างมึนๆ ยังไม่ทันที่ผมจะรู้ว่าเป็นใคร คนคนนั้นก็โผเข้ามาโอบกอดผมซะแล้ว

น้ำหอมกลิ่นนี้มีเพียงคนเดียวนั่นแหละ

“เหนื่อยมาก” พี่คีนบ่น อีกทั้งยังไม่ยอมขยับไปไหน ผมต้องค่อยๆ ขยับตัวไปปิดประตู “เหนื่อยมากเลย”

เขาคงเหนื่อยจริงๆ อย่างที่เขาพูด ผมได้แต่กอดปลอบและก็ตบหลังเขาเบาๆ

“พ่อพี่ไม่หยุดอ่ะ จะขยายโรงงานอีกแล้ว เฮ้ออออ” ในที่สุดพี่คีนก็ปล่อยผม “เพิ่งตื่นเลยใช่มั้ยเนี่ย”

“ใช่ครับ พี่คีนทานอะไรมาหรือยัง”

“ตอนที่ฟังพ่อพูดเรื่องน่าเบื่อพี่ก็ทานไปเยอะแล้วล่ะ” พี่คีนนั่งลงบนเตียงก่อนจะมองซ้ายมองขวา “ห้องเป็นระเบียบดีจัง สะอาดมากด้วย”

ผมเกาศีรษะอย่างมึนๆ รู้สึกว่าตัวเองยังง่วงนอนอยู่เลย

“กล่องอะไรน่ะ”

พี่คีนตาไวมาก เขามองกล่องรองเท้าที่ผมเพิ่งรับมาจากพี่อยุธอย่างสงสัย

“ของแพงขนาดนี้ถ้าน้ำเงินเอามาด้วยพี่ก็น่าจะจำได้”

ผมกระพริบตาปริบๆ รู้สึกหายง่วงขึ้นมาในบัดดล “คือว่า...”

อีกฝ่ายยังไม่ทันจะฟังผม เขาก็มุ่งตรงไปยังกล่องรองเท้ากล่องนั้นแล้ว ข้างๆ กล่องยังมีถุงพลาสติกที่บรรจุกล่องนี้มาอยู่ พี่คีนหยิบใบเสร็จออกมาจากถุงนั้นแล้วจ้องมองอย่างสงสัย

“ซื้อมาจากช้อป Adidas ที่ซานฟราน” เขาหันมามองแบบจับผิดผม “ไปเอามาจากไหน”

“มีคนให้มาครับ แต่ผมคิดว่าผมจะจ่ายคืนเขาทีหลัง”

“ใคร”

“พี่อยุธ”

สีหน้าเหน็ดเหนื่อยของพี่คีนเปลี่ยนอารมณ์เป็นหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาทันใด “ไปรับของมันมาทำไม มันมีอะไรให้น้ำเงินต้องคุยด้วย”

“ผมก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็มาเคาะประตูแล้วก็เอานี่มาให้”

“อยุธเป็นสาวกเดนตายของไนกี้” พี่คีนลุกขึ้นยืน “มันตั้งใจหารองเท้าคู่นี้มาให้น้ำเงิน”

สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ที่มาของรองเท้าหรอก แต่ป็นความรู้สึกของอีกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วยกันต่างหาก ตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย

“ฟังพี่นะ” พี่คีนจับไหล่ทั้งสองข้างของผม “มันกับพี่ไม่ชอบขี้หน้ากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งพี่อยู่กับน้ำเงินมากเท่าไหร่ ไอ้อยุธมันก็ยิ่งหาเรื่องเข้ามาใกล้น้ำเงินมากเท่านั้น พี่ห้ามมันไม่ได้ แต่พี่บอกน้ำเงินได้ว่าห้ามยุ่งกับมัน เข้าใจพี่มั้ย”

“เอ่อ...ครับ”

“...”

“แล้วเรื่องรองเท้านี่...”

“พี่จะเอาไปคืนมัน”

“ผมไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่”

“ถ้าน้ำเงินไม่ยอมพี่ เรื่องยิ่งจะใหญ่กว่านี้อีกนะ”

ผมไม่คิดว่าพี่คีนจะซีเรียสขนาดนี้ จึงได้แต่ทำสายตาละห้อย รู้สึกผิดที่ตัวเองทำอะไรไม่ยอมคิดหน้าคิดหลัง อีกฝ่ายคงรู้ว่าผมคิดมากล่ะมั้งเขาถึงได้เอื้อมมือมาโอบไหล่เพื่อกอดปลอบผมแบบนี้

“เสียดายรองเท้าเหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย”

“รุ่นนี้ไอ้เบสกับไอ้รุตก็ตามหา”

“...”

“มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ”

อย่าให้ต้องเม้าท์เรื่องรองเท้าเลย เพราะเดี๋ยวจะยาว “หายากสิ ยากมากจนมีคนไปซื้อมาขายอัพราคาสามสี่เท่า พี่เชื่อป่ะ แพงขนาดนั้นก็ยังมีคนซื้ออ่ะ”

“ชอบเสื้อผ้าสไตล์แบบนี้เหรอ” พี่คีนเริ่มมองสำรวจไปทั่วห้อง ผมมีของแพงไม่เยอะเท่าไหร่ (ตามกำลังเงิน) แต่นั่นก็ใช่ว่าจะทำให้อีกคนไม่รู้เลยว่าผมชอบเสื้อผ้าสไตล์นี้ “แล้วที่พี่ซื้อให้ล่ะ”

“ก็ดีครับ แต่เดี๋ยวเอาไว้ใส่ตอนโตกว่านี้”

“ให้ตาย”

พี่คีนขยี้ผมของผมก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียง “เฮ้ย” ผมร้องลั่น

“อะไร”

“จะนอนตรงนี้น่ะเหรอ”

“ใช่ ขี้เกียจขึ้นไปห้องตัวเองแล้ว”

“ลิฟต์ก็มี”

“ขี้เกียจกด”

“ผมเดินไปกดให้ก็ได้” ไม่ใช่อะไร...ไอ้ห้องนี้มันใหญ่ไม่ถึงครึ่งห้องชุดสุดหรู (?) ชั้นบนสุดของหอสี่ครับ เพราะฉะนั้นผมถึงได้พยายามไล่ให้คนรวยคนนี้ไปนอนในที่ที่เขาควรนอน

“ลืมแล้วเหรอ” พี่คีนลุกขึ้นมามองให้ผมเห็นแค่ดวงตา นี่ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขากำลังอ้อนผมอยู่น่ะ “เราต้องนอนด้วยกันนะ”

เพราะความง่วงทำให้ผมลืมเรื่องนี้ไปซะฉิบ ผมถอนหายใจก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนข้างๆ พี่คีน แล้วก็เอื้อมมือไปปิดไฟให้ทั่วทั้งห้องมืดมิด

“เคยมีคืนไหนที่ได้นอนคนเดียวบ้างมั้ย” ผมอดถามไม่ได้จริงๆ

“ตั้งแต่แม่เสียไปตอนอายุสิบแปดก็ไม่เคยนอนคนเดียวอีกเลย”

“มันเหงาขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ความลับนะ อย่าไปบอกใคร” พี่คีนเอื้อมมือมากอดผม “ตอนที่แม่ยังอยู่ แม่เข้ามากล่อมพี่ก่อนนอนทุกคืน ทุกคืนจริงๆ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ท่านเสีย พี่ก็เลยเข้านอนคนเดียวไม่ได้”

“ถ้านอนคนเดียวแล้ว...จะเป็นยังไงครับ”

“ก็คงจะร้องไห้”

“...”

“พี่ไม่ชอบตัวเองตอนร้องไห้ มันน่าสมเพช”

ผมยังคงลืมตาท่ามกลางความมืด นึกภาพคนอย่างพี่คีนนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมห้อง แม่งช่างเป็นภาพที่ไม่เหมาะกับคนอย่างเขาเลยจริงๆ ทั้งน่าสงสารและก็น่าเห็นใจไปหมด

แต่เขาลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า...

ไม่มีใครหรอกที่ชอบตัวเองตอนร้องไห้






[มีต่อนะคะ]





CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



คีน



เช้าวันเปิดเทอม

ผมยังอยู่ในห้องของน้ำเงิน ได้ยินเสียงตึงตังตั้งแต่เช้า เจ้าของห้องวิ่งไปวิ่งมาไปทั่วห้องราวกับว่ากำลังรีบนักหนา อะไรกัน ผมคิดว่านี่มันเพิ่งจะหกโมงครึ่งเองไม่ใช่เหรอ

“ทำไมถึง...”

“สายแล้ว!” น้ำเงินร้องลั่น “พี่คีนไม่มีเรียนเหรอครับ ตื่นได้แล้ว”

ผมมีเรียนหรือผมไม่มีมันก็ไม่สำคัญทั้งนั้นแหละ บางวันผมขาดสอบอาจารย์ยังให้เข้าไปสอบทีหลังเลย เพราะงั้นเรื่องเรียนสำหรับผมไม่มีอะไรต้องกังวล

แต่ดูเหมือนน้ำเงินจะไม่คิดแบบนั้น

“ผมต้องไปเจอรุ่นพี่แต่เช้าด้วย” น้องใส่รองเท้าอย่างเร่งรีบ “แล้วเจอกันนะครับ”

“เดี๋ยวสิ พี่ขับไปส่งเอง”

“มันจะไม่ทัน”

“นี่กี่โมงแล้ว”

“จะแปดโมงแล้วครับ”

ไม่ทันจริงๆ ด้วยแฮะ...ผมเกาศีรษะมองดูน้ำเงินที่รีบร้อนอย่างมึนๆ น้องคงกลัวว่าตัวเองจะสายตั้งแต่วันแรกมั้งถึงได้รีบอย่างไม่สนใจผมเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไปนะ”

น้องเดินเข้ามาหอมแก้มก่อนจะหายไปจากห้องจริงๆ

ที่ว่าไม่สนใจผม...ผมคงคิดเองเออเองไปก่อน ผมลูบแก้มตัวเองเบาๆ รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจยังไงก็ไม่รู้ ปกติเวลาที่มีคนหอมแก้มผมส่วนใหญ่ก็มักจะอ้อนให้ซื้อของให้ ขอเสื้อผ้าบ้าง ขอกระเป๋าบ้าง ไม่ก็ขอเงินบ้าง แต่สำหรับคนคนนี้ แค่เข้ามาหอมแก้มเฉยๆ แล้วก็รีบไปเรียน

ผมลูบแก้มอย่างเพ้อๆ จนกระทั่งผมเห็นไอ้เบสมายืนกอดอกมองผมอยู่ที่หน้าห้องนั่นแหละ ไอ้นี่มันเป็นบ้าอะไรไม่รู้ ชอบเห็นหน้าผมตั้งแต่เช้า

“ทำตัวเหมือนเพิ่งมีรักครั้งแรกเลยนะมึง”

“นี่เรามีเรียนหรือเปล่าวะ” ผมกับมันเรียนคณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน (อันที่จริงเบสอยากเรียนสาขาการเงินมากกว่า แต่พ่อมันบังคับให้มาเรียนสาขาเดียวกับผมนั่นก็คือสาขาการบริหารองค์กร) เวลามีอะไรอัปเดตเกี่ยวกับเรื่องเรียน ผมก็ได้มันนี่แหละเป็นคนคอยบอก

“วันนี้ไม่มี”

อยู่ปีสี่แล้วก็สบายอย่างงี้ “กูอดไปส่งน้ำเงินในวันเปิดเทอมเลยว่ะ”

“มึงมันตื่นสายไง” ไอ้เบสทำหน้ามุ่ยใส่ผม “จะออกมาจากห้องได้หรือยัง เร็วๆ เข้า กูหิวข้าว”

ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้านาย ใครเป็นลูกน้องกันแน่ ผมลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างเซ็งๆ จู่ๆ ไอ้เบสก็ก้าวเท้าเข้ามาในห้องจากนั้นก็มองกล่องรองเท้าของไอ้อยุธด้วยสายตาตื่นเต้น

“น้ำเงินมีไอ้นี่ได้ยังไง!”

รองเท้าบ้านี่คงเป็นอะไรที่ผู้ชายทั้งประเทศอยากได้ใช่หรือไม่ “อยุธมันซื้อมาให้”

“เฮ้ย เรื่องจริงเหรอ”

“เออดิ”

“ซื้อมาให้ทั้งๆ ที่มันรู้ว่าน้ำเงินเป็นเด็กมึงเนี่ยนะ”

“เออ”

ไอ้เบสอ้าปากค้างเติ่ง “มึงรู้หรือเปล่าว่าไอ้นี่เป็นอะไรที่หายากมากๆ แล้วอยุธแม่งเสือกหาให้น้ำเงินได้”

“เรื่องนั้นกูไม่ติดหรอก”

“...”

“กูติดอยู่เรื่องเดียว มันหาของหายากขนาดนี้มาให้น้ำเงินทำไม”

เบสหรี่ตามองผม “เพื่อจะแย่งเด็กไปจากมึง”

“ไม่ เซนส์กูบอกว่ามันแม่งชอบน้ำเงินจริงๆ”

“ตายห่าน” ไอ้เบสเอามือกุมอก ไม่รู้มันแกล้งตกใจหรือมันตกใจจริงๆ แต่เป็นอะไรที่เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ดีมาก “มึงคิดมากไปหรือเปล่า”

“มึงลองคิดย้อนกลับไปดูดิว่าอยุธมันเคยลงทุนเพื่อแย่งเด็กกับกูขนาดนี้มั้ย ก็ไม่ป่ะ”

“กูว่าที่มันลงทุนก็เพราะมันรู้อะไรบางอย่างอ่ะ”

“รู้อะไรวะ”

“รู้ว่ามึงแคร์เด็กคนนี้มากไง”

ผมกลืนน้ำลาย พยายามทำสีหน้ากลบเกลื่อน “ไปหาอะไรกินกัน”

“หิวขึ้นมาแล้วเหรอ”

“เออ หิวแล้ว”

“..”

“เรามีภารกิจกันด้วย”

“ภารกิจอะไรวะ”

“มึงต้องเอารองเท้านี่ไปโยนไว้หน้าห้องไอ้อยุธ แล้วก็...”

“แล้วก็...”

“เราต้องตามหารองเท้าให้น้ำเงิน”







ชั้นใต้ดิน

ผมเล่าให้เพื่อนทุกคนฟังว่าวันนี้เราต้องตามหารองเท้ารุ่นบ้านี่ให้น้ำเงินให้ได้ ซึ่งพวกมันมีปฏิกริยาตอบกลับที่แตกต่างกันออกไป

“สัดคีนเอ๊ย มึงรู้มั้ยว่ารุ่นนี้แม่งของโคตรหายาก กูยังหาให้ตัวเองไม่ได้เลยเนี่ย” คนที่บ่นขนาดนี้มีแต่ไอ้เบส ผู้ที่ใกล้ชิดผมมากที่สุดเท่านั้น

“อยุธมันอยากซื้อให้ก็ให้มันซื้อให้ไปเหอะ” ไอ้รุตหาว ผมมองมันด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ทันที มันจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “เออ ก็ได้ เดี๋ยวช่วยหา”

“กูจะลองโทรหาพี่กูที่เป็นแอร์ก่อน” ธารดูเป็นการเป็นงานและมีสาระที่สุดแล้ว “เชี่ยรุตมึงตามหาตามร้านหิ้วในไอจีก็แล้วกัน ไอ้เบสตามหาร้านในเฟซบุ๊ก”

ผมยิ้มออกมาเบาๆ มองดูเพื่อนตั้งใจทำงานด้วยความปริ่ม ไม่คิดว่าพวกมันจะสามัคคีกันเพื่อผมขนาดนี้ นี่ถ้า...

“มึงไม่ต้องมานั่งยิ้ม เปิดไอจีแล้วก็ช่วยกูหาเดี๋ยวนี้” ไอ้ธารร้อง “มึงคิดว่ามันหาง่ายๆ เหรอ ช่วยกันเร็วๆ เข้า”

ไม่น่าชมว่ามันมีสาระเลย ชมปุ๊บแม่งก็สั่งผมปั๊บ ผมพ่นลมออกมาอย่างเซ็งๆ แต่ว่าความตั้งใจที่อยากให้น้ำเงินได้ของเริ่มมีมากขึ้น ได้ข่าวมาว่าไอ้รองเท้ารุ่นนี้มันรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น หากผมหาให้น้ำเงินได้ล่ะก็...ผมคิดว่าผมคงได้คะแนนจากน้ำเงินไม่มากก็น้อยนั่นแหละ

ว่าแต่...คะแนนอะไรวะ

แค่ได้เห็นน้องมันยิ้มผมก็ดีใจแล้ว จำได้ว่าตอนที่ผมบอกว่าจะเอาของที่อยุธให้ไปคืน ผมแอบเห็นแววตาเสียดายของน้ำเงินนิดหน่อย สงสัยไอ้ของชิ้นนี้น้องมันคงอยากได้จริงๆ และผมก็เพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้ว่าทำไมมันถึงอยากได้

...เพราะมันหายากฉิบหายวายป่วงเลยครับ

หลังจากนั้นไม่นานประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ผลของการตามหารองเท้าก็เป็นไปตามนี้

“หมดว่ะ”

“เพิ่งมีคนซื้อไป”

“ไม่มีไซส์ 8.5 US”

“ของมาอีกทีเดือนหน้า”

“ยอมแพ้ดีกว่ามั้ยเพื่อน กูเริ่มปวดหัวแล้วว่ะ”

ให้ตายเถอะ รองเท้าแม่งฝังไข่มุกจากใต้มหาสมุทรหรือไง ทำไมคนมันถึงต้องแย่งกันขนาดนี้ ผมเริ่มกำโทรศัพท์แน่นขึ้นด้วยความเคร่งเครียด ไม่ว่าจะยังไงผมก็ต้องหามาให้ได้ ต่อให้ผมต้องพลิกแผ่นดินหามันก็ตาม

“กูถามไรหน่อยดิ” ธารเงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่พวกเราตามล่าหารองเท้าคู่เดียวมาตลอดทั้งเช้า “เกิดอะไรขึ้นกับมึงวะคีน”

เสียงของมันซีเรียสมากจนเพื่อนทุกคนเงียบกันไปหมด ไอ้เบสทำตาเล็กตาน้อยใส่ผมอย่างล้อเลียนราวกับมันรู้ว่าธารต้องการทราบเรื่องอะไร

“ทำไม”

“ปกติเวลานี้มึงต้องขึ้นไปเคลียร์งานในห้องมึง หรือไม่ก็ออกไปตรวจงานของที่บ้าน แต่นี่มึงกลับเอาเวลามานั่งหารองเท้าให้เด็ก” ธารมองจับผิดผม “มึงชอบน้องมันใช่มั้ย”

ผมไอเสียงดังจนรุ่นน้องโต๊ะข้างๆ ที่กำลังคุยกันเรื่องหุ้นหันมามอง

“ชอบ...ชอบอะไรวะ”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน...มึงคงเอาเงินให้เด็กไปหาเอง ไม่ใช่มาลงมือหาด้วยตัวมึงเองแบบนี้”

มึงช่วยฉลาดเวลาอื่นได้ป่ะวะ กูยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้เลยเนี่ย “อย่าพูดเสียงดัง”

“ใครชอบใครนะ” อยุธแม่งเข้ามาได้ยินในช่วงประโยคสำคัญพอดี “กูได้ยินแว่วๆ”

“เสือกไร”

“พูดให้มันเพราะๆ หน่อย ดูไม่เข้ากับมึงเลย” อยุธยิ้มกริ่ม “ทำอะไรกันอยู่ หารองเท้าให้น้ำเงินกันอยู่เหรอ”

“ไปไกลๆ” ผมไล่

“มึงจะทำให้เรื่องยุ่งยากทำไมวะคีน กูซื้อให้น้องไปแล้วก็ยังเสือกจะเอามาคืน น้องมันอยากได้มากแถมมันก็โคตรจะหายาก มึงก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ”

ผมลุกขึ้นยืนอย่างหมดความอดทน เดินเข้าไปประจันหน้ากับอยุธที่ยังมีสีหน้ายียวนต่อไป

“ทำไมมึงต้องสนใจน้ำเงินขนาดนี้ด้วย นี่ต้องไม่ใช่เพราะคิดจะมาแย่งกูไปแน่ๆ”

“เพราะกูชอบน้องไง”

คำพูดของมันทำเอาผมสตัน...ที่จริงมันก็ทำให้คนอื่นสตันไปทั่วทั้งชั้นใต้ดินนั่นแหละ

“อย่างน้อยกูก็กล้ายอมรับตรงๆ จริงมั้ย”

ผมหัวร้อนจนขาดสติ เตรียมพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อไอ้อยุธจอมกวนประสาทแล้ว ทว่าเพื่อนของผมต่างก็พากันมาช่วยดึงตัวเอาไว้ ให้ตายเถอะ ไม่เคยมีปีไหนเลยที่ผมไม่ต้องตีกันกับมัน ทำไมมันถึงชอบหาเรื่องผมจัง

“ปล่อย” ผมบอกเพื่อน

“อย่าไปแลกเลย เชื่อกู” มารุตเตือนสติ

เมื่อเห็นว่าผมไม่ต่อย ไอ้อยุธจึงถอยหนี มันไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเพราะรู้ว่าผมไม่ใช่พวกที่ชอบใช้กำลัง ผมนั่งลงบนโต๊ะอย่างเซ็งๆ นึกหงุดหงิดในตัวเองอย่างมากมายและก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะเรื่องไหน

คงไม่ใช่แค่เพราะคำพูดของไอ้อยุธแน่ๆ

แม้แต่ไอ้เบสก็ยังไม่เข้าใจผม ผมเอาแต่พ่นลม ตีอกชกหัวกับตัวเองจนลืมไปว่ากำลังทำภารกิจอะไรอยู่ เพื่อนคนอื่นได้แต่มองผม มันคงตามอารมณ์ผมไม่ทันมั้งว่าทำไมผมถึงหงุดหงิดขนาดนี้

ทำไมผมถึงไม่กล้ายอมรับตรงๆ นี่ผมกำลังกลัวอะไรอยู่...

“เหยดเข้ เชี่ยคีน เจอร้านแล้ว!” ไอ้ธารร้องลั่น ผมจึงกลับมามีสติอีกครั้งหนึ่ง

“เดี๋ยวกูใช้ไลน์กูทักไป”

“แม่ง มันเอาจริงว่ะ”

ผมวางเรื่องอื่นทิ้งไปสักพักก่อนจะนั่งจ้องจออย่างใจจดใจจ่อว่าร้านเขาจะตอบมาว่าไง คนนี้คงเป็นพ่อค้าที่ค่อนข้างมีฐานะล่ะมั้ง ไม่นานเขาก็ตอบผมกลับมา แถมยังตอบด้วยถ้อยคำที่ผมไม่อยากอ่านเอาเสียเลย

EverY shoes : มีลูกค้าเพิ่งเข้ามาจองไปเมื่อสักครู่นี่เองครับ

สายเปย์เช่นผมไม่มีวันยอมง่ายๆ อยู่แล้ว ผมรีบบอกกับร้านว่าผมให้ราคาได้มากกว่าลูกค้าคนนั้น พ่อค้าแม่งก็ดันมีจรรยาบรรณสูงส่ง ตอบผมกลับมาว่ายังไงก็ต้องให้ลูกค้าคิวแรก ผมก็เลยตื๊อขอไอดีไลน์ลูกค้าคนนั้นมา เพราะผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะไปคุยกับเขาเอง

ในที่สุดพ่อค้าก็ยอมให้มาจนได้ แรกๆ เขาก็ไม่ยอมหรอก แต่ผมใช้วิธีตื๊อเอาน่ะ ผมขอใช้กลโกงหน่อยเถอะครับ รองเท้าบ้านี่ใช่ว่าจะหาไซส์ของน้ำเงินเจอได้ง่ายๆ นี่ผมกับเพื่อนหากันมาเกือบทั้งเช้า เพิ่งเจอความเป็นไปได้แค่ร้านนี้นี่แหละ

PHYSICS : จะมาคุยกับผมเรื่องรองเท้าใช่มั้ย
PHYSICS : พี่ยอมแพ้ไปซะ


เอาเรื่องว่ะไอ้เด็กนี่...ผมพิมพ์ตอบกลับไปอย่างกระแทกกระทั้นให้อีกฝ่ายยอม ดูจากรูปโปรไฟล์ในไลน์แล้ว มันเป็นคนที่หล่อมากคนหนึ่งเลยนะครับ มันถ่ายรูปกับเพื่อนได้สนิทสนมดีจังเพราะมันเอนตัวไปพิงเพื่อนอยู่

มันใส่ช้อปของมอแถวๆ รังสิตด้วยครับ

คุยยังไงก็ไม่ยอม บอกว่าจะซื้อคู่ใหม่ให้มันก็ไม่ยอม มันเองก็อยากได้รองเท้าคู่นี้จนตัวสั่นเหมือนกัน คุยไปคุยมาแม่งบอกว่าจะซื้อให้แฟน แฟนมันใส่ไซส์เดียวกันกับน้ำเงินอย่างนั้นเหรอ

เชี่ย...แฟนไอ้เด็กนี่เป็นผู้ชาย

PHYSICS : พี่ต้องเข้าใจดิ พี่ก็อยากซื้อให้แฟนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ

“มันไม่ธรรมดา” ไอ้รุตกระซิบกับไอ้เบส เพื่อนของผมทุกคนมายืนอยู่ข้างหลังผมหมดเลยเพราะต้องการลุ้นว่าจะซื้อได้หรือไม่
ให้ตายเถอะ...นี่มันอย่างกับภารกิจระดับชาติ

KEEN : พี่จะซื้ออีกรุ่นให้เรากับแฟนเลย พี่อยากได้จริงๆ
KEEN : อยากได้รุ่นไหนบอก...พี่จ่ายได้ไม่อั้น
KEEN : คู่นี้พี่ขอ


มันอ่านแล้วไม่ตอบ ไม่รู้ว่าลังเลหรือไม่สนใจ ผมชอบไอ้เด็กนี่นะ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันแต่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นเด็กที่นิสัยดีคนหนึ่ง ไม่โหวกเหวกโวยวายหรือด่าคนที่ไม่ได้รู้จัก

PHYSICS : แฟนผมมันอ่านข้อความพี่แล้ว
PHYSICS : เซ็ง
PHYSICS : ถ้าผมไม่ยอมพี่ มันบอกว่ามันจะงอนผม
PHYSICS : อะไรของมันว้า


กูรักแฟนมึงจังเลย...ต้องเป็นเด็กที่น่ารักมากแน่ๆ (ผมพูดเล่นไปตามสถานการณ์นะครับ)

PHYSICS : ผมด่ามันว่าเพราะพี่หล่อมันถึงยอมเหรอ
PHYSICS : มันไม่คุยกับผมแล้วเนี่ย


อ้าว นั่นมันก็เป็นความซวยของมึงแล้ว

PHYSICS : ก็ได้ๆ ยอมก็ได้
KEEN : ขอบใจมากไอ้น้อง มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกนะ
PHYSICS : ช่วยส่งรูปแฟนมาให้ดูทีดิ


ไอ้เด็กนี่...ทำไมขอดูรูปแฟนคนอื่นง่ายๆ แบบนี้วะ ไม่กลัวแฟนหึงหรือไง

“มันรู้ตัวมั้ย” ธารกระซิบ

“กูว่ามันไม่รู้” รุตพูดต่อ

“อะไรของพวกมึง”

“ก็เด็กนี่มันบอกว่าแฟนๆๆ ก็ไม่เห็นมึงพูดว่าอะไร มึงยอมรับแล้วเหรอว่าน้องน้ำเงินเป็นแฟนมึง” ไอ้เบสยิ้มแฉ่ง

ผมพูดไม่ออก ตอนนั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไอ้ฟิสิกส์นี่ส่งข้อความมาอีกครั้ง

PHYSICS : มีลังเลๆ ซื้อให้แฟนจริงๆ ป่ะเนี่ย


ผมกำโทรศัพท์แน่นก่อนตอบ

KEEN : กูเลือกรูปอยู่เว้ย

ผมเข้าไอจีน้ำเงินเตรียมแคปรูปและตัดส่วนที่เป็นชื่อไอจีออก พยายามไม่สนใจเสียงล้อเลียนที่ดังอยู่เหนือศีรษะ ตอนนี้รองเท้าสำคัญที่สุด

KEEN : /แนบรูปน้ำเงิน
PHYSICS : แฟนผมน่ารักกว่า
PHYSICS : แต่เขาน่ารักกว่าพี่เยอะ
KEEN : อยากดูไปทำไมเนี่ย
PHYSICS : แฟนผมมันอยากดูอ่ะ
PHYSICS : ผมไม่ได้อยากดูหรอก


ก็ว่า...มันมาขอดูรูปคนอื่นแบบนี้แฟนมันไม่ว่าเหรอ ที่ไหนได้แฟนมันเป็นคนอยากดูนี่เอง

KEEN : ขอบใจนะ
PHYSICS : พี่ติดหนี้ผมอยู่ พี่จำไว้
KEEN : รู้แล้วๆ


“เยสสสสสส” ผมร้องดีใจออกมาหลังปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ ผมโยนให้ไอ้เบสเป็นคนคุยต่อเรื่องไอ้พนักงานสาขาในกรุงเทพฯ ไปนัดรับมาแล้วขับรถเอามาส่งให้ผมพรุ่งนี้ ผมเป็นคนคิดจะทำอะไรแล้วต้องไวครับ ไม่ค่อยรอให้เสียเวลาหรอก

“ในที่สุด” ไอ้ธารถึงกับทิ้งตัวหมดแรง “หามาทั้งเช้า เหนื่อยเป็นบ้า”

“ขอบใจนะ อยากแดกอะไรเดี๋ยวกูเลี้ยง”

“กูไม่อยากแดกอะไรหรอก กูอยากรู้อย่างเดียวเนี่ย” รุตทำสีหน้ากรุ้มกริ่ม “ตกลงน้องน้ำเงินนี่เป็นแฟนของมึงใช่ป่ะ”

“ยังไม่ใช่”

“มีคำว่ายังด้วยเว้ย” ไอ้เบสยักคิ้วกับเพื่อน

“ทำไมมึงต้องไม่แน่ใจเรื่องนี้วะคีน มึงมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ธารตั้งข้อสังเกต “มีแฟนสักคนก็ดีนะเว้ย เลิกได้แล้วกับการเป็นเพลย์บอย คอยเปย์คนนั้นคนนี้ไปทั่วแบบนี้”

“เอาตรงๆ เลยนะ” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเป็นแฟนแล้วมันจะมีคำว่าเลิก กูไม่อยากเลิกกับน้อง”

เพื่อนผมทั้งสามคนสบตากัน ดูก็รู้ว่ามันคิดว่าผมเพี้ยนไปแล้ว

“มึงก็เลยจะกั๊กน้องไว้ ให้น้องอยู่ติดกับมึงแบบนี้ ห้ามไปมีใคร ห้ามนอนกับใครคนไหนนอกจากมึง แต่ไม่ใช่แฟนมึง...งี้เหรอ” ไอ้เบสเองก็คงจะมีความสงสัยมากมายเหมือนกัน

“น้ำเงินจะรู้สึกยังไง” รุตพูดจาเสริมทัพ “มึงเห็นแก่ตัวไปหน่อยมั้ยวะ”

“พวกมึงลืมอะไรอย่างหนึ่งไปหรือเปล่า”

“...”

“กูเองก็ไม่มีใครคนอื่นเหมือนกันนะ”

สามคนนั้นยักไหล่ให้กัน จนกระทั่งไอ้เบสแกล้งทำเป็นไอโดยพูดชื่อลลิลผสมโรงไปด้วย

“แค่กๆ ลลิล แค่ก”

“ใครทีมน้ำเงินกูขอตีมือหน่อย” ธารแบมือ ทุกคนแตะมือกับไอ้ธาร ผมจะแตะบ้าง แต่ธารมันขยับมือหนี “เลิกเป็นเพลย์บอยก่อนกูถึงจะให้มึงเข้าทีมด้วย ไอ้เสือเอ๋ย”

นี่สินะคือข้อเสียของการเป็นเพลย์บอย...พอคิดจะจริงจังกับใครสักคนก็มีอุปสรรคตัวใหญ่โบ้ม ไม่ให้ผมได้สมหวังง่ายๆ

ผมเจอลลิลมาก่อนน้ำเงิน เธอเข้าใจผมดียิ่งกว่าใคร เธอเข้ามาหาผมในตอนที่ผมเสียแม่ แล้วการที่ผมต้องบอกเลิกกับเธอ เป็นอะไรที่ผมเองก็ทำใจลำบากเหมือนกัน

คงจะจริงอย่างที่ไอ้มารุตมันว่า...ผมนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ






TBC*





ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 8
ใกล้



คณะเภสัชศาสตร์จะมีการเข้าค่ายรับน้องในสุดสัปดาห์นี้ที่จังหวัดใกล้เคียง

ผมฟังพวกเพื่อนหออื่นคุยกันเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน ส่วนเพื่อนผมอย่างไอ้น้ำเงินมันกลับไม่สนุกเหมือนคนพวกนั้น เราทั้งคู่ประกาศตัวออกไปอย่างเต็มที่ว่ายอมเป็นคู่หูที่สุดประหลาด ไม่ยอมคบกับคนในหอตัวเองแต่คบกับคนต่างหอและก็อยู่กันแค่สองคนเท่านั้น ตอนแรกนึกว่าไอ้น้ำเงินมันจะอึดอัด ที่ไหนได้มันกลับชอบเสียอีกนะ

“มึงเป็นไรวะ” ผมลอบถามตอนที่เรากำลังฟังอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานอยู่

“เรื่องเข้าค่ายน่ะ” มันตอบ สีหน้ายังดูเป็นกังวล

“ทำไมเหรอ” ผมคิดไปก่อนว่า...หรือพวกหอสี่ไม่ชอบเข้าค่ายแบบนี้

“พี่คีน”

“พี่เขาทำไม”

“พี่มันนอนคนเดียวไม่ได้”

หน้าแดงทันมั้ย...ผมจินตนาการไปเองตั้งแต่ตอนที่น้ำเงินมันเดินลงบันไดด้วยความเจ็บปวด บวกกับที่มันเพิ่งบอกว่าพี่คีนนอนคนเดียวไม่ได้ แม่งรู้เลยว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันไปถึงขั้นไหน

สองคนนี้เหมาะสมกันดีมาก สำหรับผมแล้ว...ผมขอเชียร์คู่นี้อย่างเต็มที่

“น่าแปลกใจมั้ยล่ะ”

“ไม่เหมือนใครและก็ไม่มีใครเหมือน”

“นึกว่ามึงจะตกใจที่ได้รู้ข้อมูลนี้”

“ตกใจทำไมล่ะ”

“เห็นว่าชอบพี่เขา”

“ไอ้สัด กูปลื้มเฉยๆ มึงหึงหรือไง”

“เปล่าสักหน่อย”

มึงหึงแน่ๆ อย่ามาทำเป็นฟอร์ม “สรุปก็คือมึงไม่อยากไปเพราะมึงเป็นห่วงกลัวไม่มีใครนอนกับพี่คีนใช่หรือไม่”

มันทำหน้าเหลอหลา “กูยังไม่ได้พูดอย่างนั้น”

“ถามจริงดิ มึงกับพี่เขาเป็นแฟนกันเหรอวะ”

แทนที่ผมจะได้รับคำตอบอย่างฉับพลันทันที กลายเป็นว่าคนที่ผมถามกลับเงียบใส่ผม “เปล่า”

มาอีหรอบนี้แม่งต้องมีดราม่าระหว่างมันกับพี่คีนแน่ๆ ตอนนี้ผมเลิกสนใจเสียงหึ่งๆ ฟังแล้วง่วงนอนของอาจารย์ไปแล้ว แต่หันมาสนใจเพื่อนผมแทน

“พี่เขาได้มึงไปแล้วแต่พี่เขาไม่ยอมขอคบกับมึงเหรอ ทำแบบนี้ได้ยังไงวะ”

“เชี่ยใกล้ เบาๆ หน่อย”

“กูต้องปกป้องเพื่อนกู”

“อาจารย์มองมาแล้ว”

“ขอโทษครับ” ผมยกมือไหว้ประหลกๆ ให้อาจารย์ก่อนหันมาหาไอ้น้ำเงิน “มึงก็ยอมให้พี่เขาไปง่ายๆ โดยที่ไม่มีสถานะเนี่ยนะ มึงไม่ใช่ผู้หญิงก็จริงแต่เห็นคุณค่าในร่างกายของตัวเองหน่อยเถอะ”

“ไอ้ห่าใกล้” น้ำเงินบิดแขนผมจนตัวเขียว ผมเอียงตัวหลบเพราะมันไม่ยอมลดความรุนแรงเลยแม้แต่นิดเดียว “มันไม่ใช่อย่างนั้น คู่กูอาจจะไม่เหมือนคู่อื่นๆ แต่กูก็ลุ้นอยู่”

ผมหรี่ตามองมัน “นึกว่ามึงจะให้ฟรีๆ”

“สัดเอ๊ย” มันต้องกำลังเขินอยู่แน่ๆ “ตอนแรกกูก็คิดว่ากูให้ฟรีอยู่นะ”

“ไอ้...” ไม่กล้าด่ามันว่าแรด กลัวความสนิทของผมกับมันจะยังไม่ถึงขั้นนั้น

“แต่พอนานๆ ไป กูว่ากูกับพี่เขาให้ความสุขแก่กันและกันว่ะ”

จะโก่งคออ้วกแต่ก็เกรงใจในสายตาที่เป็นประกายของมัน ดูก็รู้ว่ามันหลงใหลคนคนนี้เข้าอย่างเต็มเปา ถอนไม่ขึ้น โดนหลุมรักดูดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถใช้อะไรมากระชากสติให้กลับมาได้

ถ้าพี่คีนจริงจังกับเพื่อนผม...ผมก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะไอ้น้ำเงินแม่งคงหลงรักพี่เขาแล้วล่ะ

“มึงสัญญากับกูอย่างซิ”

“อะไรวะ”

“ถ้าพี่มันทำสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นค่ามึงเลย มึงจะถอนตัว”

สิ่งที่ผมพูดมันยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่มันก็ทำให้น้ำเงินหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม...ตายห่าแล้วเพื่อนกู มึงรักเขามากเลยใช่มั้ยเนี่ย

“สัญญามาสิ” คนที่ติดอยู่ในห้วงรักแบบนี้มันต้องขยี้

“เออ สัญญา”

“ดีมาก” ผมอุ่นใจที่มันให้คำมั่น

“แล้วตอนกูไปเข้าค่ายพี่มันจะทำยังไงวะ”

อยากจะหงายเงิบให้ตกเก้าอี้ไป... “โตเป็นควายขนาดนั้นทำไมพี่มันจะนอนคนเดียวไม่ได้ มึงอย่าคิดมาก”

“เขานอนคนเดียวไม่ได้จริงๆ นะเว้ย”

“มีทางให้มึงเลือกอยู่สองทาง” ผมมองไปข้างหน้าอย่างจริงจัง “มึงไม่ต้องไปเข้าค่ายกับมึงยอมให้พี่คีนนอนกับคนอื่น”

ตอนนี้ผมเริ่มสงสารเพื่อนผมตะหงิดๆ แล้วสิ ทำไมแต่ละทางที่ผมเสนอไม่มีทางไหนที่เพื่อนผมได้เต็มๆ เลย มีแต่พี่คีนเท่านั้นที่ได้รับแต่สิ่งดีๆ

ไม่ว่าทางไหนก็มีคนนอนด้วย...เชื่อเขาเลย

“กูว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบพี่คีนได้เลยนะเว้ยว่าเขาจะเอายังไงกับมึง”

แม้จะสงสารในใบหน้าซีดๆ ของมัน แต่ผมก็ต้องตอกย้ำต่อไปเพราะผมไม่อยากให้มันรักแต่คนที่ชื่อคีน มันต้องรักตัวเองบ้าง

“เขาเห็นค่ามึงแค่ตอนกลางคืนหรือเขาเห็นค่ามึงตลอดเวลา มึงจะได้รู้ก็คราวนี้แหละ”

เพื่อนผมนิ่งไปแล้ว ผมจึงได้เวลาตั้งใจฟังในสิ่งที่อาจารย์สอนสักที ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมพูดมันถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย แต่ที่แน่ๆ ผมหวังดีกับมันที่สุด และเรื่องนี้ก็เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย

เราทั้งคู่คงเกิดมาเพื่อเป็นคู่หูต่างหอกันจริงๆ







พักกลางวัน

หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงเสร็จ ผมกับไอ้น้ำเงินก็มานั่งรอที่แถวๆ คณะเพื่อเตรียมเรียนต่อในตอนบ่าย น้ำเงินดูอยู่ไม่สุขมากๆ เอาแต่ขยับตัวไปมาเหมือนหนูติดจั่น

“มึงเป็นไร” ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมาถามมัน ตั้งแต่วันที่พี่ดลเรียกผมไปหาที่รถวันนั้น เราทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย

ว่าแต่คนของเพื่อน...พี่ดลแม่งก็เห็นค่าผมเวลาที่พี่เขาเศร้าเหมือนกันนั่นแหละ แต่เรื่องนี้จะให้น้ำเงินรู้ไม่ได้เด็ดขาด ผมกลัวมันหาว่าทีมึงยังเอาตัวเองไม่รอด มาออกความเห็นเรื่องของกูได้ไงอะไรทำนองนี้

“กูรู้สึกว่าตัวเองอยู่นิ่งๆ ไม่ได้”

“มึงก็เต้นสิ”

“พ่อมึง” น้ำเงินเอาแต่ขยับไปมา “ปกติกูทำงานตลอด พักหลังๆ ไม่ได้ทำงานก็เลยมีอาการเป็นงี้”

“รวยแล้วจะทำงานทำไมล่ะ”

มันมองหน้าเหมือนผมพูดอะไรโง่ๆ ออกไป “คนเราเกิดมาก็ต้องทำงานสิ จะให้อยู่เฉยๆ หรือไง อีกอย่างเงินนั้นกูรู้สึกเหมือนไม่ใช่ของกูเต็มๆ แต่เป็นของปู่ กูต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”

“ที่มึงพูดเนี่ยหมายความว่ามึงกล้าใช้แต่เงินตัวเองซื้อของสิ้นเปลืองใช่ป่ะ”

“ถูก”

“เออ ลืมไป มึงมันบ้าเสื้อผ้านี่หว่า”

มันยักไหล่ไม่คิดโต้เถียงผม คนบ้าเสื้อผ้าอย่างมันยังไงก็ต้องใช้เงิน เพียงแต่ว่าจะหามันมาด้วยวิธีไหนนั่นแหละ

“คงต้องหางานทำ” จู่ๆ น้ำเงินมันก็หันมาหาผม “มึงพากูไปสมัครงานได้ป่ะ”

“หยุด สต็อปความคิดนั้นเดี๋ยวนี้”

“ทำไมอ่ะ”

“ไม่มีเด็กหอสี่คนไหนไปทำงานพิเศษหาเงินหรอกนะ ประธานหอรู้คงจะเฉ่งมึงตาย มันเสียเกียรติความเป็นคนรวย”

ไอ้น้ำเงินกลอกตา “คนมันอยากจะรวยก็ต้องทำงานดิวะ ตรรกะห่าไรของหอสี่เนี่ย”

“คงมีแต่มึงคนเดียวที่แอนตี้หอตัวเอง”

“หอห้าเป็นไง”

“ก็ดี ไม่มีใครมายุ่งกับกูดี ส่วนใหญ่เขายุ่งอยู่แต่กับสิ่งที่เขาชอบ”

“แม่ง ฟังดูเหมือนเป็นสวรรค์สำหรับกูเลยว่ะ”

ผมควรสงสารมันดีมั้ยเนี่ย... “แต่หอสี่ของมึงมีคนที่มึงชอบนะ”

เพื่อนผมทำหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม คล้ายๆ กับถ้ากลั้นยิ้มได้มากที่สุดมันจะได้รับรางวัลยังไงยังงั้น ผมยิ้มน้อยๆ ส่งให้มันก่อนจะนึกถึงพี่ดล คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายของมัน

ผมไม่กล้าเอ่ยถามแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับเขาคนนี้ ไม่รู้สิ แค่รู้สึกเกรงใจยังไงก็ไม่รู้

“พี่ดลมีแฟนหรือยังวะ”

นี่ผมเกรงใจแล้วนะ ผมเกรงใจแล้วจริงๆ

น้ำเงินหันมาขมวดคิ้วใส่ผม “พูดว่าไงนะ ขออีกทีซิ”

“พี่ดลน่ะมีแฟนหรือยัง”

“คิดว่ายังนะ” น้ำเงินพูด สีหน้าดูปกติ ไม่มีอะไรที่ผมต้องกังวล “ชอบเหรอ”

“ไม่รู้”

“ถามขนาดนี้กูว่ามึงชอบแล้วล่ะ”

“เฮ้ย”

“สมมติกูบอกมึงว่ากูเหมือนจะเคยชอบคุณดลนิดๆ ตอนนี้มึงรู้สึกไงบ้าง ไหนเล่ามาซิ”

เมื่อเช้าผมต้อนไอ้น้ำเงินจนจนมุม ทว่าตอนนี้มันกลับพลิกเกมมาต้อนผมเพื่อเอาชนะ ผมกระพริบตาปริบๆ มองหน้าเพื่อนที่เพิ่งรู้จักในค่ายเภสัชฯ เมื่อสองปีก่อน ไม่คิดว่าโชคชะตาของผมกับมันจะพันเกี่ยวกันวุ่นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ผมคิดว่ามันจะเป็นแค่เพื่อนผมแท้ๆ

หวังว่ามันจะไม่วุ่นกว่านี้ หวังว่าความชอบของมันจะเป็นแค่อดีต...นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนี้

“โห ถึงกับเงียบเลย” น้ำเงินยิ้มน้อยๆ “เมื่อเช้ามึงยังพูดอยู่เลยว่ากูชอบใคร มั่นใจในความคิดของตัวเองหน่อยดิ” แปลว่ามันคืออดีต มันคืออดีต! “ตอนนั้นกูคงสับสนว่าใจกูจะเอายังไง แต่พอมาเจอพี่คีน...กูไม่สับสนแล้ว”

“...”

“แล้วสรุปมึงนี่ยังไง มึงชอบเจ้านายกูใช่มั้ย”

“แฝดกูบอกอย่างนั้น เรื่องกูเซนส์มันไวมาก อาจจะจริงก็ได้”

“เดี๋ยวก่อนนะ มึงมีแฝดด้วยเหรอ”

“มีสิ ดูรูปมั้ยล่ะ”

น้ำเงินอ้าปากค้าง ผมกดเปิดรูปที่เพิ่งถ่ายคู่กับไกลเมื่อสองสามเดือนก่อนให้มันดู “คล้ายกันฉิบหาย”

“มันจะแมนมากกว่ากูหน่อยๆ”

“เออ ดูก็รู้”

ทำไมรู้สึกว่ามันเป็นคำสบประมาทเล็กๆ กันนะ ผมกดปิดจอโทรศัพท์แล้วเผลอพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา “ช่วงนี้พี่ดลร้องเพลงไม่เพราะเหมือนเดิมว่ะ”

“ทำไม”

“เหมือนจะมีคนใกล้ตัวคนหนึ่งเสียไป และเขาก็ยังเสียใจอยู่”

น้ำเงินถอนหายใจ เรื่องนี้ทำให้มันยอมนิ่งและไม่ขยับตัวในที่สุด สายตาของมันหม่นหมองลงเหมือนคนที่เพิ่งนึกถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจมานาน การแสดงออกของมันทำให้ผมรู้ว่าคนที่พี่ดลยังทำใจในการสูญเสียเขาไปไม่ได้ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำเงินไม่มากก็น้อย

เรื่องคนอื่นทำไมเก่งจังกู ทีเรื่องตัวเองทำไมถึงโง่วะ

“ปู่กูเอง”

ดูเหมือนพี่ดลกับน้ำเงินจะมีความหลังด้วยกันมากมายเลยทีเดียว

“คุณดลคิดอยู่เสมอว่าเขามีส่วนที่ทำให้ปู่กูเสียน่ะ”

ในที่สุดผมก็ถึงบางอ้อ การเสียชีวิตของปู่ไอ้น้ำเงินจัดได้ว่าเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม เพราะท่านถูกล็อตเตอรี่ปุ๊บก็หัวใจวายปั๊บ ถ้าพี่ดลคิดว่าตัวเองมีส่วนในเรื่องนี้ล่ะก็...คงเป็นการบอกข่าวกับคุณปู่หรือไม่ก็พี่ดลเป็นคนแนะให้คุณปู่ซื้อหวยชุดนั้นเอง

ให้ตายเถอะ...นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นบ้า ผมไม่รู้ว่าผมจะปลอบใจพี่ดลยังไงเลยครับ อารมณ์เขายิ่งไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปเพราะเขาเป็นศิลปิน เขาต้องเซนซิทีฟกว่าคนอื่นๆ อย่างแน่นอน อันนี้ผมเดาเอง

“กูเพิ่งรู้ว่าเขายังคิดมากอยู่” น้ำเงินเกาหัวแกรกๆ “ถ้ามึงได้ใกล้ชิดคุณดล ยังไงก็คอยปลอบเขาหน่อยนะ”

“มึงเทเขาแล้วจริงๆ ใช่มั้ย ไอ้เลือกได้”

“อย่าพูดอย่างงั้นดิวะ กูยิ่งรู้สึกว่าใจกูเปลี่ยนง่ายอยู่เนี่ย”

“ก็มึงเปลี่ยนง่ายจริงอ่ะ”

“ทำไม หรือมึงจะไม่ให้กูเปลี่ยน”

ผมให้มันชนะยกนี้ก็ได้ ผมยอมแม่งแล้ว

“เปลี่ยนนั่นแหละ...ดีแล้ว”








ตอนเย็น

ปกติแล้วเวลานี้ติ่งวง NOC อย่างผมคงไปป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่แถวๆ ห้องซ้อมที่เป็นถิ่นของหอหก ทว่าเมื่อนักร้องนำคนโปรดไม่ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำอีกต่อไป ผมจึงลอยไปลอยมาอย่างกับคนไร้หลักแหล่ง มองดูไอ้น้ำเงินกลับหอสี่ของมันไปด้วยสายตาเซ็งๆ อย่างน้อยเพื่อนผมมันก็รู้ว่าเย็นนี้มันควรไปไหน ผิดกับผมที่ได้แต่นั่งอยู่ใต้ตึกคณะตัวเองอย่างห่อเหี่ยว

เวลาศิลปินไม่มีงานให้คอยติดตาม ใจติ่งมันเหมือนบัวที่ขาดน้ำ เหมือนต้นไม้ที่ขาดการสังเคราะห์แสง และก็เหมือนเด็กทารกที่ไม่ได้รับการป้อนอาหาร

พี่ดลนะพี่ดล...แม่งทำผมเซ็งจริงๆ

ราวกับว่าเจ้าตัวมีญาณวิเศษ ผมนินทาในใจปุ๊บ ไลน์พี่เขาก็เด้งขึ้นมาปั๊บ

DOL : เงียบไปทั้งวันเลยนะ
DOL : เรียนหนักเหรอ


ทักมาแบบนี้แปลว่าเขารอให้ผมทักเขาอยู่เหรอ ผมคิดงั้นถูกมั้ยเนี่ย

NEAR : ก็มีเรียนทั้งวันอ่ะ มีไรเหรอ
DOL : เปล่า แค่ถามดูว่าหายไปไหน


แค่นี้เหรอ แค่นี้จริงง่ะ...นี่ผมเป็นติ่งเขานะ เขาควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาใจผมสิ

อย่างน้อยก็ช่วยออกความเห็นสักหน่อยเถอะว่าเย็นนี้ผมควรทำอะไรที่ไหนอย่างไร

DOL : ไปดูหนังกันป่ะ

ความรู้สึกของผมตอนนี้อย่างกับถูกหวย! พี่มันแม่งมาช่วยชีวิตผมเอาไว้แท้ๆ ใจที่ห่อเหี่ยวของผมตอนนี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

NEAR : จัดไป
DOL : ไม่เล่นตัวเลย?
NEAR : เล่นทำไม พี่ไม่ได้จีบผม


อีกฝ่ายเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบผมกลับมา

DOL : เอาไง เห็นว่ามีรถด้วยนี่ จะเจอกันที่ห้างหรือให้พี่ไปรับ
DOL : ทางเดียวกัน ไปด้วยกันดีกว่า
DOL : เอารถไปเก็บดิ เดี๋ยวจะไปรอหน้าหอ


สรุปเขาพูดกับผมหรือว่าเขาพูดกับตัวเอง ผมส่งสติกเกอร์บอกว่าโอเคตอบกลับไป จากนั้นก็เขย่ากุญแจรถของตัวเองขณะวิ่งไปขึ้นรถ รู้สึกเหมือนเป็นสโนไวท์อยู่ในทุ่งดอกไม้ยังไงก็ไม่รู้

ศิลปินชวนติ่งไปดูหนังแบบนี้...จะไม่ให้ผมฟินได้ยังไงกัน






หน้าประตูทางเข้าโซนหอพักชาย

เป็นเวลากว่ายี่สิบนาทีแล้วครับที่ผมยังยืนคอยพี่ดลอยู่ ไม่แน่ใจว่ายี่สิบนาทีมันนานเกินไปหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมานิดๆ แล้ว แดดตอนเย็นของเมืองไทยนี่มันร้อนแบบไม่ธรรมดาจริงๆ แต่จะว่าไปแดดที่นี่มันก็ร้อนหมดนั่นแหละ

ทำไมได้กลิ่นคนโดนเทวะ...คนคนนั้นจะใช่ผมมั้ย ขอให้ไม่ใช่ ขอให้ไม่ใช่

ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว สี่สิบนาทีก็แล้ว หนึ่งชั่วโมงก็แล้ว...พี่ดลก็ยังไม่มารับผมเลยครับ

กลิ่นคนโดนเทคนนั้นก็คือกลิ่นของผมเองนี่แหละ จะเป็นใครซะอีกล่ะ

FAR : แฝด เป็นไรวะ
FAR : ต้องมีอะไรแน่
FAR : จู่ๆ กูก็หน่วงทั้งๆ ที่กูแดกพิซซ่าแสนอร่อยอยู่
NEAR : โดนเทว่ะ
FAR :  เศร้าเลย โดนผู้ชายเท
NEAR : ใช่เรื่องที่จะมาล้อมั้ย
FAR : กูให้โอกาสพี่ดลคนนี้อีกสองครั้ง
FAR : ถ้ามันทำมึงเจ็บอีก...กูไม่สนับสนุนแน่
NEAR : เฮ้ย สองครั้งเองเหรอ
FAR : กูพี่มึง มึงต้องฟังกูดิ




[มีต่อนะคะ]




ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ดล



“ขับเร็วกว่านี้ได้มั้ยดล”

“นี่เร็วที่สุดแล้ว”

“มันจะไม่ทันงานแล้วอ่ะ”

“ใจเย็นๆ ยังไงก็ทันน่า”

ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือความซวยของผมที่เจอเพื่อนคณะเดียวกันซึ่งไม่ได้เจอกันมานาน แต่เจอปุ๊บพวกมันก็ใช้งานผมปั๊บ พวกมันบอกว่าวงของมันรับงานร้องเพลงที่งานแต่งงานต่างอำเภอ แล้วบังเอิญว่ารถที่จะไปส่งพวกมันไม่ยอมมารับสักที เมื่อเห็นรถของผมขับผ่าน พวกมันจึงขอความช่วยเหลือ แถมยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบตกลง พวกมันก็กรูกันมาขึ้นรถผมซะแล้ว

ผมคิดว่าป่านนี้ไอ้ใกล้คงเลิกรอผมไปแล้วมั้ง เฮ้ออออออออออ

กว่าจะถึงงานก็เรียกได้ว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวถ่ายรูปกับแขกเหรื่อแบบยิ้มจนเหงือกแห้ง พอส่งเพื่อนถึงที่ปุ๊บผมก็ขอตัวกลับปั๊บ โชคดีที่เพื่อนมันยอมให้กลับเพราะตอนขากลับมันมีรถไปส่ง พอแยกกับเพื่อนผมก็รีบกดโทรศัพท์โทรออกหาใกล้ทันที

มันไม่รับสายผมครับ

ได้กลิ่นคนงอนตุๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ผมรีบพิมพ์ไลน์ไปหาอย่างร้อนรน ตอนนั้นผมมัวแต่ขับรถอย่างเร่งรีบจนลืมแม้กระทั่งติดต่อไปบอกมันก่อน

ชั่วจริงๆ เลยผม...คนอย่างใกล้มันคงรอแล้วรออีกแน่ๆ การที่ผมเห็นมันคอยมาตามฟังผมร้องเพลงอยู่ตลอด ทำให้ความรู้สึกของผมมันบอกว่าใกล้ต้องรอผมจนหมดแรงที่จะรอนั่นแหละ

DOL : ขอโทษ พอดีไปช่วยงานเพื่อนมา
DOL : ยังอยู่ป่ะ


มันอ่านครับ แต่มันไม่ตอบ รู้สึกอยากบีบพวงมาลัยให้มันบิดเบี้ยว แต่ตอนนี้ผมคิดว่าควรรีบขับรถกลับมอให้เร็วที่สุดดีกว่า แต่กว่าจะไปถึงอย่างเร็วที่สุดก็คงจะครึ่งชั่วโมงได้ หากนับเวลาตั้งแต่ที่ผมนัดมันน่าจะสิริรวมสองชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้

จากสี่โมงเย็นกลายเป็นเกือบทุ่มได้ยังไง

ผมถอนหายใจก่อนจะตั้งใจขับรถ ใจนึงก็ไม่อยากให้มันอยู่รอจนถึงตอนนี้เพราะผมจะรู้สึกผิดเอามากๆ แต่อีกใจนึงผมก็อยากให้มันรอ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น...ผมคงจะรู้สึกดีใจมากแน่ๆ

ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ต้องมีความเห็นแก่ตัวบางอย่างอยู่ดี

กว่าจะมาถึงหน้าโซนหอพัก รอบๆ ตัวก็มืดสนิทเป็นที่เรียบร้อย วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก พวกนักศึกษาชายจึงเดินเข้าๆ ออกๆ ที่หน้าประตูเข้าหอกันอย่างพลุกพล่าน แต่มีใครบางคนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น มันกำลังทำหน้าเคร่งเครียดใส่โทรศัพท์ราวกับว่าถ้าตบตีกับคนในโทรศัพท์ได้ มันคงทำไปแล้ว

คนคนนั้นคือติ่งของ (เสียง) ผมเอง...

ความรู้สึกผิดเอ่อล้นและท่วมท้นในใจเสียจนผมไม่กล้าแม้แต่จะเอารถไปจอดเทียบท่า แต่เพราะผมยังติดคำว่าขอโทษกับอีกฝ่ายจึงทำใจกล้ารีบเลี้ยวรถเข้าไปจอดใกล้จุดที่มันยืนอยู่

ใกล้มองมา...จากนั้นก็ทำหน้าเฉยเมยใส่รถผม

งอนของแท้แน่นอนเลยทีเดียว ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิดประตูลงไปคุยกับเจ้าตัว

“ขอโทษ” นี่คือคำแรกที่ผมเอ่ย

“สายเกือบสามชั่วโมง” ใกล้ขยับขาตัวเองไปมา “ผมปวดขายิ่งกว่าตอนดูคอนเสิร์ตบัตรยืนอีก”

“ม้านั่งก็มีทำไมไม่นั่ง”

ใกล้ตวัดสายตามองผม ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป

“ไม่รู้ว่าพี่รู้สึกผิดหรือเปล่า แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนว่าพี่มีโอกาสทำผิดกับผมอีกสองครั้งนะครับ” ใกล้ไม่ได้ขู่ แต่ส่งเสียงเหมือนเตือนให้ผมระวังภัยมากกว่า

ระวังภัยจากอะไรวะ

“สองครั้งเหรอ”

“ใช่ พี่ต้องระวังให้มาก”

ผมขอหัวเราะได้มั้ย...สีหน้าของใกล้ตอนนี้เคร่งเครียดยิ่งกว่าตอนรอผมซะอีก เอาเป็นว่าไอ้เด็กคนนี้จะพูดอะไรก็ได้ผมไม่ว่าทั้งนั้น ขอเพียงแค่มันไม่โกรธผมนานเป็นพอ

“แล้วยังอยากดูหนังอยู่ป่ะ”

“คงมีแต่รอบดึกอ่ะ พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้า”

พรุ่งนี้ผมก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน “สรุปคือต้องแยกย้ายสินะ”

“แยกย้ายอะไรล่ะพี่” ใกล้เดินไปเปิดประตูรถผม “ไปดูหนังกัน รอบดึกนี่แหละ แต่ก่อนไปพี่ช่วยพาผมไปหาอะไรกินได้ป่ะ ผมหิว”

“เอาจริงเหรอ” ผมมองดูนาฬิกาข้อมือ “กว่าหนังจะจบก็น่าจะเกือบเที่ยงคืนมั้ง”

“หอหกมีเคอร์ฟิวเหรอ” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ “หอห้าก็ไม่มี เพราะงั้นไปกันเถอะ”

สงสัยมันจะอยากดูหนังมากกว่าอยากเตรียมตัวเรียนในวันพรุ่งนี้ ผมตามใจอีกฝ่ายอยู่แล้วเพราะรู้สึกผิดมากที่ปล่อยให้มันรอนานขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นรอบดึกหรือรอบเช้ามืด ผมก็คิดว่าจะตามใจมันทุกอย่าง (ว่าแต่รอบเช้ามืดมันไม่น่าจะมีนะ)

ตลอดทางที่ขับรถไปห้างของไอ้คีน (จริงๆ แล้วก็ไม่อยากจะไปห้างของบ้านมันเท่าไหร่หรอก แต่จังหวัดนี้มีห้างใหญ่เยอะซะที่ไหนกัน) ผมคอยลอบมองดูไอ้ใกล้ผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากที่มันโวยว่ามันยืนรอผมนานโดยที่ไม่ยอมนั่ง ก็ไม่มีคำด่าคำไหนหลุดออกมาจากปากของมันอีก ผมงงตรงที่ว่าผมปล่อยให้มันรอนานขนาดนั้น แต่ทำไมมันถึงไม่ถามผมสักคำว่าผมหายไปไหนมา

สิ่งเดียวที่มันพูดถึงก็คือเรื่องที่ผมมีโอกาสทำผิดกับมันอีกสองครั้ง แม้จะฟังดูตลก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวของมันก็ไม่รู้








ห้างภารกร

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสามทุ่ม เรามาทานข้าวกันที่ร้านหนึ่งซึ่งครัวเกือบจะปิดแล้ว เพราะเรามัวแต่เสียเวลาไปต่อคิวซื้อตั๋วหนังรอบดึก ผมกับใกล้นั่งอยู่ด้วยกันในร้านอาหารที่มีคนอยู่บางตา ผมหันซ้ายหันขวา นึกไปถึงเจ้าของห้างที่น่าจะได้กุมหัวใจของน้ำเงินอยู่ในตอนนี้

เออ มึงมันรวย ไอ้เหี้ยเอ๊ย...

ใกล้หิวเกินกว่าจะคุยอะไรกับผมทั้งนั้น พอได้อาหารปุ๊บก็เอาแต่กิน ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ผมเองก็หิวเหมือนกันจึงทานอาหารไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเสียงเพลงหนึ่งดังขึ้น ใกล้จึงได้เอ่ยปากพูดกับผม

“เพลงนี้พี่เคยร้องนี่”

จำได้ว่าเพลงนี้ผมร้องในร้านตอนกลางคืนไม่เกินสองครั้งมั้ง ไอ้เด็กนี่มันจำได้ไง

“ร้องดีกว่าออริจินัลอีกนะ”

“น้อยๆ หน่อย ถ้าจะอวยก็อย่าอวยเกินไป” แม้จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ผมก็อดดีใจอยู่ข้างในลึกๆ ไม่ได้

“พูดจริง” มันเคี้ยวแจ้บๆ อย่างมีรสชาติ “เคยคิดอยากเป็นนักร้องอาชีพป่ะ”

ผมถอนหายใจ “ที่บ้านมีงานให้ทำเพียบ ไม่น่าจะได้ทำอาชีพนักร้องหรอก”

“ถ้าร้องเพลงไม่เก่งก็คงจะได้อยู่หอสี่ไปแล้วใช่ป่ะ”

“คงงั้นมั้ง”

“เหมือนผมเลย ถ้าผมไม่บ้าพี่ ป่านนี้ผมคงได้อยู่หอสี่ไปแล้ว”

ผมควรจะเขินหรือเปล่าครับ...การที่คนเรานั้นบ้าคลั่งอะไรสักอย่างจนถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มจำพวกโอตาคุกับเนิร์ดนี่ ผมว่าต้องบ้าสิ่งนั้นในระดับที่เกินความคาดหมายไปมาก ไอ้เด็กที่อยู่ตรงหน้านี่มันบอกว่ามันบ้าผม...ไม่รู้จะแสดงสีหน้ายังไงออกไปดีเลย

เอาเป็นว่าผมเขินหน่อยๆ ก็แล้วกัน

“แล้วมันดีป่ะ บ้ากูเนี่ย”

“ดีสิ” ใต้ความมึนของมันนั้นมีความจริงใจอยู่เต็มเปี่ยม ทุกอย่างดูเรียลมากซะจนกลายเป็นผมที่เขินอายแทนที่จะเป็นมัน “พี่ทำให้ผมอยากมาเรียนที่นี่ พี่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเหมือนวาโยในเรื่องเดือนเกี้ยวเดือน คนที่ตามหมอป่าไปเรียนที่เดียวกันเพราะความรักนั่นไง”

คุ้นๆ แฮะเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าเพื่อนผมมันเคยเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟังอยู่ เรื่องที่มีนักเขียนป่วงๆ หน่อย

“นั่นเขาตามกันไปเรียนเพราะความรักไม่ใช่เหรอ”

“ผมก็ตามพี่มาเรียนเพราะความรักนี่ไง รักในเสียงของพี่”

ลองมาเป็นผมดู ถ้าคุณไม่เขิน ผมให้คุณไปเลยห้าร้อยบาท! ความจริงใจของเด็กนี่มันร้ายจนผมที่อายุมากกว่าถึงกับไปไม่เป็น

“เพราะงั้นพี่ควรกลับไปร้องเพลงให้วงได้แล้ว”

จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันในการใกล้ชิดผมก็คือเรื่องนี้สินะ “บอกแล้วไงว่าปัญหานี้ยังแก้ไม่ได้”

“แล้วต้องทำยังไงถึงจะแก้ได้”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“ต้องกินมะนาวเยอะๆ หรือเปล่า หรือต้องออกกำลังกายให้หนักเพื่อฝึกการหายใจ”

มันจริงจังกว่าคนที่มีปัญหาอย่างผมอีกแฮะ “อาจจะมีส่วน”

“งั้นพรุ่งนี้ผมไปเหมามะนาวทั้งตลาดมาให้พี่เลย”

“ใจเย็นๆ”

“ผมอยากฟังเสียงเพราะๆ ของพี่อีกครั้ง”

“เดี๋ยวร้องให้ฟังตอนนี้เลย”

“ไม่เอา ต้องไปร้องบนเวทีดิ” มันโวยวาย “และต้องร้องในฐานะของนักร้องนำวง NOC”

ยอมใจในความแน่วแน่ของมัน นี่คงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความคิดมันได้แล้วล่ะมั้ง ไม่ว่าจะยังไงความต้องการของใกล้ก็คือให้ผมได้ขึ้นไปร้องเพลงกับวง NOC อีกครั้ง และการร้องเพลงของผมนั้นต้องไพเราะเหมือนแต่ก่อนด้วย

ผมจะทำแบบนั้นในเวลาอันสั้นได้ยังไง เรื่องของคุณปู่นิลยังติดอยู่ในใจของผมอยู่เลย

อะไรทำให้เด็กคนนี้เชื่อในตัวผมขนาดนี้นะ







“หนังเป็นไง” ผมถามตอนที่เราสองคนออกมาจากโรงหนังแล้ว

“ไม่ค่อยได้ดูอ่ะ”

“ง่วงเหรอ”

“เปล่า มัวแต่คิดว่าพี่จะคิดยังไงกับฉากนี้”

คนตอบเอาแต่เดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสีหน้าสงสัยของผม

“ทำไมดูหนังอยู่ในโรงต้องคิดถึงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย”

“คิดว่าผมให้คำตอบตัวเองได้ป่ะ” จู่ๆ มันก็โวยวายเสียงดังขึ้นมา “ผมเริ่มง่วงแล้วครับ รีบกลับกันเถอะ”

“เอ่อ ได้สิ”

ทำไมถึงกลายเป็นคนที่เอาใจยากขึ้นมาซะอย่างนั้น หรือว่าตอนนี้มันดึกไปและใกล้คงจะง่วงนอนเต็มที ผมรีบเก็บข้อมูลของใกล้เอาไว้ในหัว มันชอบกินอาหารญี่ปุ่น ไม่ชอบนอนดึก เวลาดูหนังจะไม่ค่อยมีสมาธิ แล้วก็...ชอบเสียงของผม

“ไม่ออกรถเหรอครับ”

“ออกแล้วๆ”

มันน่าจะเป็นคนขี้หงุดหงิดเวลาที่ง่วง...ผมคิดในใจขณะขับรถกลับมอ

“เด็กปีหนึ่งกลับหอดึกระวังโดนประธานหอด่านะ” ผมเตือนด้วยความหวังดี

“ไม่เป็นไรครับ ประธานหอผมน่าจะฉลองวันเกิดให้กัปตันอเมริกาอยู่”

“วันนี้วันเกิดสตีฟ โรเจอร์เหรอ”

“ไม่รู้สิ ประธานหอผมชอบคนนี้อ่ะ”

“แล้วใกล้ชอบตัวไหนมากที่สุดในอาณาจักรมาร์เวล”

“สไปเดอร์แมนมั้ง”

“ทำไมล่ะ”

ใกล้เริ่มหาวให้ผมดู “กวนตีนดี เป็นฮีโร่ที่พูดมาก ผมชอบ”

“ชอบคนพูดมาก?”

“ไม่ชอบ”

“ไม่ชอบคนพูดมาก?”

“ไม่ชอบคนถามมากเนี่ย ผมของีบก่อนได้มั้ยครับ”

เอาล่ะ...หลังจากที่ลองของไปสองสามประโยค ผมขอฟันธงเลยว่าใกล้เป็นเด็กที่จะหงุดหงิดเวลาง่วงนอน ผมจะจำเอาไว้เป็นอย่างดี

“ขอโทษที ผมง่วงแล้วเป็นอย่างงี้ตลอดเลย เมื่อคืนผมเล่น ROV แข่งกับคนในหอจนดึกด้วยแหละ”

“ไม่เป็นไร” ผมไม่คิดจะถือสาอะไรอยู่แล้ว ดูๆ ไปก็ตลกดี คนมึนๆ อย่างมันมีช่วงเวลาที่โมโหโทโสกับเขาด้วย

“เอาใจผมจังเลย”

“ต้องเอาใจสิ มึงบอกกูเองนี่ว่ากูมีโอกาสทำให้มึงเจ็บได้อีกสองครั้ง”

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มหายง่วงขึ้นมาซะอย่างนั้น...

“แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่อยากทำให้เจ็บอีกแล้ว กูรู้สึกอย่างนั้นนะ”

ใกล้เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ไม่รู้ว่ามันกำลังรู้สึกยังไงอยู่ ผมได้ยินเสียงแจ้งเตือนไลน์ของมัน ตอนที่มันกดเปิดอ่านข้อความเป็นตอนที่มันยิ้มออกมาจนแก้มปริ

“ใครส่งมาน่ะ” คนที่มึงปลื้มอยู่ข้างๆ ยังจะไปยิ้มให้ข้อความของคนอื่นอยู่ได้ ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองข้ามแบบนี้

“คนสำคัญ”

เห็นใสๆ มึนๆ แบบนี้...ผมคิดว่าไอ้ใกล้คนนี้แม่งร้ายกว่าที่ผมคิด

อย่างน้อยมันก็ปั่นหัวผมในตอนนี้ได้ก็แล้วกัน...




ข้อความในโทรศัพท์จากไลน์ของใกล้

FAR : มีความสุขเหรอ
FAR : พี่ดลบอกรักแล้ว?
NEAR : บ้าเหรอ
NEAR : กูคิดว่าเขาน่าจะง้อกูอยู่
FAR : ดี ขอให้พี่มันดีกับมึงไปนานๆ
FAR : เพราะถ้าพี่มันทำไม่ดีกับมึง...กูจะเป็นคนแรกที่รู้เสมอ แฝดน้องเอ๋ย







TBC*






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ตอนที่ 9
คีน


ในที่สุดรองเท้าบ้าที่โคตรหายากนั่นก็มาอยู่ในมือผม

หลังจากที่ผมนอนกับน้องเมื่อคืนวาน วันต่อมาผมก็ได้รับรองเท้า เพียงแต่ว่ายังไม่มีเวลานำไปให้น้องเลยครับ เพราะผมต้องเคลียร์งานที่สุดแสนจะยุ่งยากตั้งแต่เช้าตรู่

ถ้าได้มารู้จักผมจริงๆ หลายคนจะต้องลงคะแนนเสียงว่าผมเป็นมนุษย์บ้างานเข้าขั้นสุด เรื่องนั้นผมไม่เถียง ผมทำงานหนักมาตั้งแต่รู้จักคำว่ากำไรขาดทุน นั่นหมายถึงผมเริ่มจับการบริหารธุรกิจตอนอายุสิบสี่ย่างสิบห้า ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ชีวิตผมก็ไม่เคยได้หยุดพักอีกเลย

บ้านของผมทำธุรกิจมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด ผมกับคนอื่นๆ ในครอบครัวถูกปลูกฝังเรื่องขยันทำงานเข้ามาอยู่ในสายเลือด ทีแรกผมเองก็ไม่ได้บ้างานหนักขนาดนี้ แต่หลังจากที่เสียแม่ไป ชีวิตผมก็เหมือนถูกสลัดความเป็นเด็กออกไป ผมทำงานหนักเพื่อให้ลืมความเสียใจ เพราะแม่คือความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวของผม ส่วนพ่อกับบรรดาพี่ชายคนอื่นๆ ก็ทำแต่งาน ไม่ได้สนใจน้องชายคนเล็กอย่างผมเท่าไหร่หรอก

เพราะงั้นตอนที่ลลิลเข้ามาผมถึงได้ติดเธอแจ เธอเข้ามาถูกจังหวะในตอนที่ผมกำลังอ่อนแอ การที่จะให้ผมตัดเธอออกไปชีวิตจึงเป็นไปได้ยาก เพราะนอกจากเธอจะเป็นเด็กผมแล้ว สำหรับผมเธอยังเป็นผู้มีพระคุณอีกคนหนึ่ง เธอช่วยผมให้ผ่านพ้นช่วงที่ชีวิตดิ่งลงเหวมากที่สุด ฉะนั้นผมไม่อาจทำใจตัดเธอออกไปจากชีวิตได้ในเวลานี้

ในอนาคตผมไม่ทราบว่าเรื่องของเธอจะกลายมาเป็นปัญหาให้ผมกับน้ำเงินมั้ย เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมต้องให้ความสนใจในสิ่งที่เป็นปัญหามากกว่านั่นก็คือตัวผมเองนี่แหละ

ถ้าผมชอบอะไรสักอย่างมาก ผมจะกลัวสูญเสียสิ่งนั้นไปมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้

มันไม่ใช่เรื่องดีเลยครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นน้ำเงินก็คงจะเหมือนถูกกักขัง ดีไม่ดีอาจถึงขั้นทุกข์ทรมานเพราะผมหวงมันมากเกินไป ผมไม่อยากให้น้ำเงินต้องมาติดกับแบบนั้น ผมยังอยากให้อิสระกับน้องมันด้วยการให้สถานะเป็นแค่คำว่าเด็กของผม ไม่ใช่แฟนผม

ผมยังไม่เคยมีแฟน เพราะรู้ดีว่าตัวเองนั้นจะน่ากลัวขนาดไหนเวลาที่มีแฟน

แฟนจะต้องรักผมคนเดียว และต้องทนกับอาการขี้หึงโคตรๆ ของผม

“ฮัลโหลเบส” ผมกดโทรออกหาเพื่อนผู้ที่น่าจะกำลังเรียนอยู่

[ว่าไง]

“เลขาฯ ห้างลืมส่งข้อมูลผู้เช่ารายใหม่สามเจ้ามาให้กูว่ะ”

[เอ่อ...คุณส้มเขาไม่ได้ลืมหรอก กูเองเนี่ยที่ลืม]

“ไอ้นี่”

[ส่งเข้าเมลได้มั้ย]

“กูอยากอ่านเป็นแฟ้มโว้ย”

[เดี๋ยวรีบจัดการให้ ไปพักก่อนไป มึงตื่นมาทำงานตั้งแต่ตีสี่ ตอนนี้จะเที่ยงแล้วนะเว้ย]

“รู้แล้วๆ”

[บอกลุงบุญมีให้หาข้าวให้กินด้วย]

“เออ”

[...]

“ถามไรหน่อย”

[ถามว่า...]

“ตอนเช้ามึงเห็นน้ำเงินป่ะ”งล

[มึงถามเรื่องนี้ตอนกูแอบคุยโทรศัพท์ในห้องเรียนเนี่ยนะ ไอ้บ้า]

“จะโวยวายให้เสียเวลาทำไม มึงตอบมาก็สิ้นเรื่องมั้ย”

[มึงนอนกับน้องไม่ใช่เหรอ]

“กูทำงานอ่ะ”

[...]

“เงยหน้าขึ้นมาอีกทีน้องก็หายไปแล้ว”

[ต้องทำใจอ่ะนะ เด็กมันเพิ่งเปิดเทอม อีกอย่างน้องน้ำเงินก็ไม่ได้อยู่ในคณะที่เรียนน้อยๆ]

“ยังไม่ได้ให้รองเท้าเลย”

[โอย บ่นเล็กบ่นน้อยเป็นคนขี้น้อยใจไปได้]

“แค่นี้แหละ อย่าลืมส่งมานะเว้ย”

[เออๆๆ]

ผมกดวางสายพลางนึกไปถึงเรื่องที่เมื่อเช้านี้ผมกับน้ำเงินแยกกันไปคนละทางโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่คุยกันสักคำ เมื่อคืนผมกับน้องก็นอนด้วยกันตามเคยครับ ผมเริ่มเคยชินกับกลิ่นสบู่อ่อนๆ ที่ติดตัวน้อง น้องใช้กลิ่นเหมือนกันไปหมดทั้งตัวตั้งแต่สบู่ แชมพู โลชั่น ดีไม่ดีรวมไปถึงโรลออนระงับกลิ่นเต่า โคตรเป็นเอกลักษณ์อ่ะ ผมสูดดมทีไรรู้สึกสดชื่นทุกที

ลุงบุญมีเคาะประตูเข้ามาพร้อมกับถือถาดอาหารเที่ยงมาให้ ผมยิ้มให้ลุงแล้วตวัดสายตากลับมามองงานที่อยู่เบื้องหน้า ถึงแม้จะขาดแฟ้มของเลขาฯ ห้างที่ผมรีเควสต์จากไอ้เบส แต่งานอื่นๆ ของผมก็ยังเคลียร์ไม่หมดอยู่ดี

ทำงานวนไป ทำงานวนไป...

จริงๆ วันนี้ผมมีเรียน แต่ผมก็ไปไม่ได้ ไอ้เบสเป็นคนแรกๆ ที่จะช่วยผมเรื่องเรียนเสมอ แต่จริงๆ แล้วมันก็ช่วยผมทุกเรื่องนั่นแหละ
ผมทำงานไปเรื่อยๆ รอคอยเสียงแจ้งเตือนในไลน์แบบที่ไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง เหมือนผมรอให้ใครบางคนทักมาอยู่ ทำไมผมถึงจ้องโทรศัพท์บ่อยขนาดนั้น

ทักมาสิ รองเท้านี่หายากมากนะแต่ก็ตั้งใจหามาให้ มาเอาเร็วๆ มาเอา...

ครืด

หรือผมกับน้องจะมีใจที่ตรงกัน! ผมอยากให้น้องทัก มันก็ทัก เฮ้ย! ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างไวว่อง แต่คนที่ทักมาไม่ใช่น้ำเงิน กลับเป็นคุณคิมหันต์ พ่อของผมเอง

ทักมาเวลาแบบนี้ก็คงจะมีแต่เรื่องงานอีกตามเคยนั่นแหละ

Mr. KIMHAN : ว่างมั้ยวันนี้
Mr. KIMHAN : มาคุยกันหน่อย


ถ้าไม่ใช่เรื่องขยายห้างก็น่าจะเป็นเรื่องอื่น ผมมองรูปโปรไฟล์ของเสี่ยคิมหันต์อย่างครุ่นคิด ปกติพ่อผมนัดแล้วไม่มีลูกคนไหนกล้าปฏิเสธได้

KEEN : เรื่องสำคัญมั้ยครับ
Mr. KIMHAN : พ่ออยากเจอลูก จำเป็นต้องมีเรื่องสำคัญด้วยเหรอ
KEEN : รู้ใช่มั้ยว่าผมเปิดเทอมแล้ว
Mr. KIMHAN : สรุปจะมาไม่มา


ผมนิ่งคิดไปแป๊บนึงก่อนที่พ่อจะส่งข้อความมาอีก

Mr. KIMHAN : รู้อยู่แล้วล่ะว่าจะไม่มา
Mr. KIMHAN : ดูแฟ้มสีน้ำเงินข้างล่างสุด
Mr. KIMHAN : พ่อฝากเลขาฯ ส่งไปให้เจ้าเบสเอง


เพราะมันอยู่ข้างล่างสุดผมก็เลยยังไม่ได้แตะมันแม้แต่ปลายเล็บ เป็นแฟ้มที่ถือว่าบางมากเมื่อเทียบกับแฟ้มอื่นๆ ผมเปิดออกดู เห็นรูปถ่ายสาวๆ กับข้อมูลเกี่ยวกับพวกเธอภายในหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ ในแฟ้มนี้มีข้อมูลของสาวๆ ประมาณสิบคนเห็นจะได้

ผมไม่ได้สนใจจะมองชื่อ น้ำหนัก หรือส่วนสูงของพวกเธอ เพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือรายชื่อธุรกิจของพ่อแม่พวกเธอที่แปะอยู่ท้ายประวัตินั่นแหละ

Mr. KIMHAN : ถูกใจใครมั้ย
Mr. KIMHAN : คีนยังเด็ก พ่อไม่ได้เร่งรัด
Mr. KIMHAN : แต่ถ้าจะลองคบใครสักคน เลือกหนึ่งในนี้ก็น่าจะโอเคกับธุรกิจเรา


ผมทำหน้าเซ็งก่อนจะพิมพ์ตอบอย่างกระแทกกระทั้น

KEEN : นี่คือไม่เร่งรัดแล้ว?
Mr. KIMHAN : พ่อก็เจอกับแม่ตอนสมัยเรียน
KEEN : ผมจะลองดูก็แล้วกัน
Mr. KIMHAN : เยี่ยม
Mr. KIMHAN : หมดเรื่องแค่นี้แหละ


ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องที่พ่อได้รับผลประโยชน์ พ่อจะติดต่อผมมามั้ยนะ เมื่อสองสามวันก่อนที่พ่อเรียกผมเข้าไปพบ ท่านก็พูดแต่เรื่องธุรกิจ ไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของผมเลยว่าตอนนี้ผมเป็นยังไงบ้าง เรียนเป็นยังไง มีแฟนแล้วหรือยัง...

อาจเป็นเพราะท่านรู้ว่าผมมัวแต่ควงเด็กไปเรื่อยๆ แบบไม่คิดจริงจังล่ะมั้ง ท่านถึงส่งแฟ้มรายชื่อลูกสาวคนรวยมาให้ผมลองจีบแบบนี้ นึกแล้วก็สงสารพวกเธอนะครับ พวกเธอจะรู้มั้ยว่ามีคนแอบสืบประวัติมาให้ลูกชาย แถมยังถูกแปะชื่อธุรกิจที่บ้านไว้ในประวัติอย่างละลาบละล้วงอีกต่างหาก

ทุกคนสวยหมด แต่ไม่สะดุดตาผมเลยสักคน

ว่าแต่...น้ำเงินไม่คิดจะทักอะไรผมมาเลยหรือไง ผมทำงานหนักให้น้องเห็นตั้งแต่เช้า นี่มันไม่คิดจะถามผมเลยเหรอว่าผมเป็นไงบ้าง

อย่าคาดหวัง เพราะมันจะผิดหวัง นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ

ครืด

คราวนี้คนที่ส่งไลน์มาเป็นน้ำเงินแน่ ไม่มีทางผิด

BLUE : ทานข้าวยังเนี่ย
BLUE : ลุงบุญมีบอกพี่ทำแต่งาน ข้าวยังไม่แตะเลย


ผมเงยหน้าขึ้นไปมองลุงบุญมี เขากำลังจิ้มโทรศัพท์ตามสไตล์ของคนสูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ลุงยิ้มให้ผมแหยๆ ก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้ผมอยู่ในห้องตามลำพัง

KEEN : ไปสนิทกับลุงตั้งแต่เมื่อไหร่
BLUE : เมื่อเช้านี้ ตอนขอไลน์ลุง
BLUE : อย่าทำงานหนักนักสิครับ
KEEN : เรามีเรียนแต่เช้าเหรอ
BLUE : ครับ ทั้งวันเลย
KEEN : คณะบ้าอะไรเรียนหนักจัง
BLUE : เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนต่อแล้วนะครับ
KEEN : เดี๋ยว


ไปแล้ว...อีกฝ่ายไม่อ่านและไม่ตอบเป็นที่เรียบร้อย คณะเภสัชศาสตร์นี่เขาเรียนหนักกันเหรอครับ ผมก็เพิ่งรู้นี่แหละ

ด้วยความที่ผมเป็นคีน ผมจึงคิดอะไรบางอย่างระหว่างที่ควงปากกาเล่น

นอกจากนิสัยขี้หวงของผมที่น้ำเงินต้องระวังแล้ว ผมยังเป็นมือวางอันดับหนึ่งเรื่องการเรียกร้องความสนใจอีกด้วย

แชะ

ผมถ่ายรูปแฟ้มรายชื่อสาวๆ ส่งไปให้น้ำเงิน

KEEN : /แนบรูปแฟ้ม
KEEN : พ่อจะจับคู่ให้ ทำไงดีเนี่ย


ผมจ้องจออยู่อย่างนั้นหลายนาที น้ำเงินก็ไม่เห็นจะเปิดอ่านอะไรเลย นี่วิธีการเรียกร้องความสนใจของผมไม่ได้ผลเหรอเนี่ย ที่ผ่านมาวิธีนี้ใช้ได้กับเด็กทุกคนเลยนะ ส่วนใหญ่มักกลัวว่าผมจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน และก็เลิกควงเด็กเหล่านั้นอะไรทำนองนี้

แต่สำหรับน้ำเงิน...น้องมันเพิกเฉยกับผมจังเลย

ผมคว้าแล็ปท็อปขึ้นมาอย่างเซ็งๆ ก่อนจะย้ายร่างตัวเองลงไปทำงานที่ริมสระน้ำด้านล่าง






บางครั้งหอสี่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านพักตากอากาศ ยิ่งเวลาที่อากาศดีๆ บวกกับช่วงที่คนไปเรียนกันหมด บรรยากาศโดยรอบจะสบายๆ เหมาะกับการทำงานเป็นที่สุด

แม้จะนั่งอยู่ริมสระ ผมก็ไม่ได้มีสีหน้าผ่อนคลายเท่าไหร่ ตารางที่อยู่ตรงหน้าเป็นอะไรที่น่าปวดหัวมาก และผมก็ต้องดูมันให้หมดก่อนเย็นวันนี้

เพราะถ้าผมไม่จัดการให้เสร็จ ตารางวันใหม่ก็จะมาเพิ่ม...และมันก็จะพอกพูนไปเรื่อยๆ

เริ่มรู้สึกคิดถึงห้องเรียนมากกว่าการที่จะต้องมานั่งทำงานแบบนี้

ครืด

น้ำเงินไลน์มาแล้วโว้ยยยย

BLUE : สวยดีนะครับ

แค่นั้นเองเหรอ นี่น้องมันไม่หัวร้อนหรือไม่ก็รีบวิ่งกลับมาที่หอเพื่อเคลียร์กับผมสักหน่อยเหรอ

BLUE : ผมชอบคนผมดำ

“ไอ้นี่” ผมพูดออกเสียงอย่างไม่แคร์ชาวบ้านว่าจะมีคนหาว่าผมบ้าหรือเปล่า

KEEN : เลิกเรียนแล้วก็รีบกลับหอมาได้แล้ว
BLUE : ผมยังไม่มีงานทำเหมือนพี่คีนนะครับ
KEEN : พี่เลี้ยงน้ำเงินได้ยาวๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเรียน
KEEN : กลับหอเดี๋ยวนี้ เร็วๆ เข้า
BLUE : ยังเรียนอยู่เลยครับ
BLUE : ผมปล่อยให้พี่คีนเลือกสาวๆ ในแฟ้มต่อไปดีกว่า


ผมนั่งวิเคราะห์อย่างกับวิเคราะห์ตลาดของกลุ่มเป้าหมาย ประโยคล่าสุดของน้ำเงินนี่เรียกว่าประชดประชันใช่มั้ยครับ

นั่งยิ้มกริ่มกับตัวเองก่อนจะกดปิดแลปทอป รีบคว้ากุญแจรถแล้วมุ่งหน้าออกไปจากหอสี่ทันที

ไม่เคยไปเหยียบคณะเภสัชศาสตร์สักครั้ง วันนี้ผมจะขอลองไปเยี่ยมชมดูสักหน่อย









คณะเภสัชศาสตร์

คณะนี้จัดได้ว่าร่มรื่นกว่าคณะบริหารฯ เยอะ เพราะอยู่ติดกับหลังมอและติดกับโซนหอพักหญิง ด้วยความที่มอผมมีนักศึกษาชายค่อนข้างเยอะจนบางครั้งผมก็ลืมนึกไปเหมือนกันว่าที่นี่ก็มีผู้หญิง ผมขับรถเข้าไปจอดเทียบท่า ก่อนจะเปิดโทรศัพท์เพื่อทักไปบอกน้ำเงินว่าผมอยู่ที่นี่

แต่ยังไม่ทันที่จะได้พิมพ์อะไร ผมก็เจอคนที่ผมมาหา น้องอยู่ท่ามกลางคนสองคน และกำลังหัวร่อต่อกระซิกกับคนทั้งสองนั้นอย่างสนุกสนาน

คนแรกคือไอ้เด็กหอห้าที่อยู่กับน้ำเงินในร้านบาร์หิ่งห้อยเมื่อไม่กี่คืนก่อน ส่วนอีกคนก็คือคนที่ทำให้สติของผมขาดผึง ผมหน้าบึ้งตึงทันทีที่เห็นมันอยู่กับคนของผม

ไอ้เชี่ยดล

ผมจะโกรธน้อยกว่านี้ถ้าคนกลุ่มนั้นไม่ได้หัวเราะกันอย่างมีความสุขขนาดนั้น ทั้งหมดหยุดที่บริเวณใต้ถุนคณะก่อนจะนั่งคุยกันต่อ แม่งดูสนิทสนมกันมากกว่าผมกับน้ำเงินซะอีกนะ

ผมไม่คิดหน้าคิดหลัง รีบทำการเปิดประตูรถแล้วเดินลงไปเลยทั้งๆ ที่ผมอยู่ในชุดไปรเวตนั่นแหละ นักศึกษาที่อยู่แถวนั้นตกใจกันเป็นแถบๆ ปกติคนที่อยู่ในหอสี่ไม่โผล่มาแถวนี้ง่ายๆ หรอกครับ พวกเราไม่ค่อยคิดจะอยากเรียนคณะที่มันหินแบบนี้น่ะ

คนที่ตกใจที่สุดเห็นจะเป็นน้ำเงิน ผมทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ น้องตรงข้ามไอ้ดลกับเพื่อนน้ำเงินที่ผมจำชื่อไม่ได้ บทสนทนาของคนกลุ่มนี้หยุดชะงักไปทันทีที่ผมโผล่หน้าเข้ามาให้เห็น

อึดอัดก็เรื่องของมึงเว้ย

“พี่คีนมาได้ไง” น้ำเงินถาม

“เรียนเสร็จแล้วทำไมไม่กลับหอ”

“ก็กำลังคุยกับเพื่อนกับคุณดลอยู่ไง”

น้องมันไม่ได้ตั้งใจยียวนผมอยู่ใช่มั้ย เมื่อพูดจาเอาผิดกับน้องไม่ได้ ผมจึงหันมาจัดการกับคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแทน

“มึงมาทำอะไรที่นี่” ผมส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปให้ไอ้ดล

“ทำไมกูต้องบอกมึงด้วย” ไอ้ดลเองก็ไม่ได้ยอมผมเลย

ผมกับมันรู้จักกันเพราะเหตุการณ์ตอนที่หอสี่กับหอหกมีเรื่องกัน แม้เราทั้งคู่จะไม่ใช่คนที่ไฟต์กันโดยตรงในเหตุการณ์นั้น อีกทั้งยังไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวอะไรกัน แต่ทว่าตอนนี้ผมก็ชักจะเหม็นขี้หน้ามันขึ้นมาแล้ว

อย่างน้อยมันก็เป็นคนที่น้ำเงินรู้สึกดีด้วย ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นจะยังอยู่หรือหายไปแล้ว เอาเป็นว่าแค่เห็นหน้าไอ้ดลผมก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา เพียงแต่ไม่แสดงออกไปก็เท่านั้น

“ไปหาอะไรกินกัน” ผมพูดกับคนของตัวเอง

“เพิ่งตอบรับคุณดลไปว่าจะไปหาอะไรทานที่ห้าง”

“ยกเลิกได้ ไม่เห็นยาก”

“สัดคีน” ไอ้ดลเองก็เริ่มหงุดหงิด “ถ้ากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ไปด้วยกัน ใกล้มันก็จะไปด้วย”

เพื่อนน้ำเงินคนนี้ชื่อใกล้นี่เอง “กูไม่...”

“ไปมั้ยครับ” ยังไม่ทันที่ผมจะปฏิเสธ น้ำเงินก็หันมาส่งสายตาอ้อนวอนใส่ผม “ผมยังไม่เคยเห็นห้างของบ้านพี่คีนเลย”

จริงด้วยว่ะ...ตั้งแต่มาถึงจังหวัดนี้น้ำเงินก็ได้อยู่แต่ในมอกับหอสี่ น้องมันยังไม่ได้ออกไปไหนเลยครับ

“ก็ได้ แต่น้ำเงินต้องไปรถพี่”

“เอ่อ...”

ไอ้ดลกลอกตาอย่างเบื่อๆ คนที่ชิลที่สุดกับสถานการณ์ในตอนนี้น่าจะเป็นใกล้ มันก็แค่มองคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยแต่ไม่คิดจะมีส่วนร่วมอะไร

“เพื่อนน้ำเงินจะนั่งไปด้วยกันก็ได้นะ”

“มันต้องไปกับกูสิ” ดลเอ่ยแทรกขึ้นมา

ในที่สุดการไปห้างที่มีแต่สมาชิกซึ่งเข้ากันไม่ได้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น






[มีต่อนะคะ]






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12

น้ำเงิน



‘อะไรนะ พี่คีนถูกที่บ้านจับคู่ให้เหรอ’

‘ใกล้มึงพูดอะไรนะเมื่อกี้ เรื่องจริงเหรอ ไม่ได้นะเว้ย’

‘จริงสิพี่ดล ไม่เชื่อถามน้ำเงินมันดูดิ’

‘มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า’

‘เอ่อ...เขาส่งรูปมาให้ผมดูครับคุณดล’

‘พี่ไม่ยอมหรอกนะ มันจะมาทำแบบนี้กับน้ำเงินไม่ได้’

นี่คือบทสนทนาซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่จู่ๆ คุณดลก็มาโผล่ที่คณะผม ตอนนั้นกำลังพูดเรื่องพี่คีนกับไอ้ใกล้อยู่พอดี คุณดลมาได้ยินว่าพี่คีนถูกที่บ้านจับคู่ให้ จากที่อารมณ์ดีๆ เขาก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเฉยเลย

ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมคุณดลถึงหงุดหงิด แม้เรื่องระหว่างเรามันจะเป็นไปได้ยากแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีอารมณ์เป็นห่วงผม ที่น่าแปลกใจกว่าก็คือคุณดลไปสนิทกับใกล้ตอนไหน เท่าที่ผมจำได้เมื่อไม่กี่วันก่อนไอ้ใกล้มันยังเป็นแค่ติ่ง นั่งมองคุณดลจากข้างล่างเวทีอยู่เลย

คุยกันไปมากลายเป็นว่าสองคนนี้เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย คุณดลดูสดใสมากขึ้นเมื่ออยู่กับใกล้ ส่วนไอ้ใกล้จากที่เคยมึนๆ แม่งก็ชัดเจนหลายอย่างเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณดล เมื่อสองคนนี้มาอยู่ด้วยกันแล้วได้มาคุยกับผม ผมจึงรู้สึกสนุกมากเพราะทั้งคู่รู้จักผมดีมากกว่าใครในมอ

ใครจะรู้ว่านั่นจะทำให้คนที่รู้จักผมดีที่สุดในมออีกคนหนึ่งไม่พอใจ เป็นเหตุที่ทำให้ผม ไอ้ใกล้ แล้วก็คุณดลต้องมาเดินห้างท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะน่าอึดอัด

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ

คนคนนั้นมันคือเจ้าของห้างไงล่ะ

“คุณส้มผมโทรบอกแล้วว่าไม่ต้องต้อนรับอะไรมากมาย” พี่คีนถูกเลขาฯ สาวสวยของเขาให้การต้อนรับอย่างดี เธอมารับพี่คีนตั้งแต่อยู่ลานจอดรถ จนกระทั่งตอนนี้เธอก็ยังเดินตัวติดกับพี่คีน

“ใครๆ ก็อยากจะทักทายท่านนะคะ”

“ผมแค่มาชิลๆ กับเพื่อนผม เอาเป็นว่าพูดยังไงก็ได้ ขอแค่อย่าทำให้เพื่อนผมอึดอัด”

ไม่ทันแล้วมั้ง ตั้งแต่เดินจากลานจอดรถจนกระทั่งมาถึงข้างในห้าง ยังไม่มีเวลาไหนที่ผมกับคนอื่นๆ หลุดจากวงล้อมของพนักงานห้างภารกร ทุกคนดูตื่นตาตื่นใจราวกับพี่คีนเป็นดาราที่นานๆ ทีมาจะปรากฏตัว

อยู่กรุงเทพฯ เขาอาจจะเป็นแค่คนรวยธรรมดา แต่พอมาอยู่จังหวัดนี้ เรียกเขาว่าพ่อก็ยังน้อยไปเลยครับ

กว่าจะทำให้พนักงานกระจายตัวออกไปทำงานตามปกติก็ใช้เวลานานหลายนาที ในที่สุดผมกับคนอื่นๆ ก็กลายเป็นเด็กนักศึกษาเดินห้างปกติกันเสียที

“โหดสัด” ใกล้กระซิบกับผม “อนาคตแฟนมึงมันต้องอะไรขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“แฟนห่าไรล่ะ” ผมเอ่ย

“น้ำเงินขาดเหลืออะไรหรือเปล่า วันนี้ก็ซื้อของเข้าหอซะสิ เดี๋ยวพี่ช่วย” คุณดลหันไปหาใกล้ “เราก็ด้วย ขาดเหลืออะไรมั้ย”

“หอสี่มันจะขาดเหลืออะไรได้” พี่คีนเอ่ยลอยๆ

“นี่ถ้าไม่ช่วยอะไรเด็กมันมึงก็หุบปากไป”

ผมเห็นพี่คีนกำหมัดแน่น

“ตกลงน้ำเงินอยากได้อะไรมั้ย” เขาหันมาถามผม

“เยอะเลยแหละครับ”

“ขาดเหลืออะไรก็บอกพี่ได้นี่”

ผมมองเขาเหมือนเขาไม่รู้อะไรเอาซะเลย ผมไม่เคยคิดจะรบกวนพี่คีนมาตั้งแต่ตอนแรกเริ่มรู้จักกัน ยิ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ผมยิ่งไม่อยากรบกวนใหญ่

ยังไม่ทันที่เราสองคนจะได้พูดอะไรกันต่อ ผมก็เห็นพี่คีนเดินแยกออกไปคุยโทรศัพท์ ท่าทางเขาจะมีงานที่ต้องสะสางตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางไลน์หรือทางโทรศัพท์ก็ตามที

คุณดลพารุ่นน้องทั้งสองอย่างผมกับใกล้ไปยังโซนของตกแต่งบ้าน ไอ้ใกล้มันอยากได้ชั้นหนังสือ ส่วนผมยังไม่แน่ใจว่าต้องการอะไร ระหว่างที่ผมกับคนอื่นๆ กำลังวุ่นกับการเลือกของเข้าหอ พี่คีนก็ยังคุยโทรศัพท์อยู่อย่างต่อเนื่อง

“ถ้าเขายังจ่ายไม่ครบก็อย่าเพิ่งให้เซ็นสัญญาเช่า เรื่องแค่นี้ทำไมจัดการกันไม่ได้”

เสียงของพี่คีนซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ ผมหันไปอีกทางเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าผมแอบได้ยิน

“ซื้อแล้วจะขนไปยังไง”

“เขาก็ต้องมีบริการขนส่งสิครับพี่ดล อีกอย่างเรามากับเจ้าของห้างนะ ดีไม่ดีซื้อปุ๊บส่งปั๊บ”

“อย่าไปขอความช่วยเหลือจากมันเลย”

“ทำไม เขาก็ดูเป็นคนใจดีออก”

“กูเป็นคนใจดีกว่า”

ผมหลุดขำพรืด มองดูความสนิทสนมของสองคนนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมเพิ่งจะเคยมองคุณดลด้วยสายตาที่ไม่มีความหลงใหลเจือปนอยู่ แท้จริงแล้วสิ่งที่คุณดลทำกับผมในช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เขาอาจจะทำกับทุกคน อย่างเช่นตอนนี้...คำพูดคำจาที่เขาใช้กับไอ้ใกล้มันใกล้เคียงกับที่เคยใช้กับผมมาก ดีไม่ดีอาจจะหวานกว่าด้วยซ้ำ

“ตกลงซื้ออันนี้มั้ย”

“เหมือนจะประกอบยาก”

“เดี๋ยวเข้าไปช่วยประกอบ”

“เด็กหอหกจะเข้าไปข้างในหอห้าได้ยังไงล่ะครับ”

“ก็กูจะเข้า”

“ได้อะไรมั้ย” เสียงพี่คีนขัดตอนที่ผมมองดูคุณดลกับใกล้คุยกัน

“ผมอยากไปดูข้าวของเครื่องใช้มากกว่า”

“งั้นไปกันเลย” เขาดึงมือผมให้แยกมาจากสองคนนั้น

“อ้าวเฮ้ย”

“ไปกันสองคนดีกว่าเยอะ”

“เดี๋ยวสิ”

ทำไมชอบให้ผมแยกกับเพื่อนแบบนี้ตลอด อย่างน้อยก็ให้ผมบอกมันหน่อยสิ ผมมองคนลากผมให้ออกจากโซนของแต่งบ้าน กำลังจะหันไปต่อว่าสักหน่อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดีขึ้นของพี่คีน คำก่นด่าเหล่านั้นก็สลายไป

ดวงตาที่ไม่เหมือนใครของพี่คีนตอนมีความสุขนั้นไม่ควรทำลายให้มันหายไปอย่างยิ่ง

“อยากได้อะไรก็บอกมาตรงๆ” ยังคงมีนิสัยชอบเปย์อย่างต่อเนื่อง

“จริงๆ แล้วไม่ได้อยากได้มากครับ แค่อยากรู้อะไรบางอย่าง”

“หืม”

“เรื่องผู้หญิงในแฟ้มนั่น พี่คีนจะเอายังไง”







หลังจากที่ผมถาม พี่คีนก็ยังไม่ได้ตอบอะไรครับ เพราะพวกเราถูกคุณดลกับไอ้ใกล้ขัดจังหวะก่อน ทั้งคู่คงคิดว่าพวกเราแค่เดินห่างออกมา ก็เลยเกรงใจพากันรีบซื้อของแล้วเดินตามมา กลายเป็นว่าตอนนี้เราก็ยังตัวติดกันสี่คนเหมือนเดิม แต่ทว่าเปลี่ยนจากโซนของตกแต่งบ้านมาเป็นร้านอาหารแล้วเท่านั้น

พี่คีนไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่ตักอาหารใส่จานของผม ส่วนสองคนที่เหลือก็ยังคงเถียงกันด้วยเรื่องพื้นๆ ตามเคย คำถามที่ผมถามเอาไว้ ในใจผมก็อยากรู้นะครับว่าพี่คีนจะเอายังไง ยิ่งเขาประวิงเวลา ไม่ยอมตอบคำถามแบบนี้ ผมก็ยิ่งคิดไปเองว่าเรื่องราวความเป็นไปได้ระหว่างผมกับเขานั้นคงจะมีน้อยลงทุกที

ใครจะไปยอมให้ลูกชายผู้มีส่วนเป็นเจ้าของห้างใหญ่ขนาดนี้มาคบกับเด็กปีหนึ่งบ้านๆ อย่างผมได้ล่ะ

“กูรู้สึกว่า...” คุณดลเปิดประเด็นหลังจากที่ทั้งโต๊ะอาหารเงียบกันไปสักพัก

“ถ้าไม่สำคัญมึงก็ไม่ต้องพูด กูไม่ฟัง” มุมสุภาพของพี่คีนเริ่มหายไปหมดเมื่อเขาต้องมาอยู่ติดคุณดลนานแบบนี้

“สัด” คุณดลด่าไปคำนึง “ผู้หญิงที่โต๊ะนั้นน่าจะอยู่ในแฟ้มรายชื่อที่มึงส่งมาให้น้ำเงินดูนะ”

ผมมองไปตามทิศที่ตะเกียบของคุณดลชี้ไป เห็นสาวสวยคนหนึ่งกำลังทานอาหารกับเพื่อน เธอสวยมากซะจนผมอ้าปากค้างเติ่ง ไอ้ใกล้เองก็เหมือนกัน

สายตาของผมตวัดมามองพี่คีน ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจผู้หญิงคนนั้นเท่ากับการด่าคุณดล

“มึงจะพูดเพื่ออะไร”

“ก็พูดขึ้นมาเฉยๆ กูเห็นแค่แวบๆ ใช่คนนี้มั้ยน้ำเงิน”

ผมสะดุ้งเมื่อถูกดึงเข้าไปในวงสนทนาด้วย “เอ่อ...คุ้นๆ ว่าใช่ครับ” พี่คีนถ่ายมาให้ผมดูหน้าเดียวและก็เป็นรูปของผู้หญิงคนนี้จริงๆ ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอหันมามองพี่คีนตั้งหลายรอบ

“พ่อเอามาให้เลือก แต่ใช่ว่ากูจะเอาป่ะ”

“แล้วมึงถ่ายมาให้น้องมันดูทำไม มันคิดมากมึงรู้มั้ย”

“คุณดล” ผมพยายามปราม

“อะไรวะ กูให้ไปแล้วก็ดูแลดีๆ หน่อยดิ ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างงี้กูไม่ปล่อยน้องมันไปให้มึงหรอก สัดคีน”

คิ้วของพี่คีนขมวดเป็นปม พร้อมกับมือที่บีบตะเกียบแน่นจนใกล้จะหัก ผมถอนหายใจออกมารัวๆ ไม่รู้จะห้ามปรามศึกครั้งนี้ระหว่างพี่คีนกับคุณดลยังไง

“กูเรียกร้องความสนใจ”

สิ้นคำพูดของพี่คีน...ทุกคนก็พากันเงียบไปหมด

“หา” แม้แต่คุณดลก็ยังอึ้ง

“ก็น้องมันไม่สนใจกูอ่ะ” พี่คีนเอาแต่จ้วงซาซิมิเข้าปากราวกับกลบเกลื่อนอาการเขิน

“โห ไอ้สาด” คุณดลมองพี่คีนอย่างไม่อยากจะเชื่อ “วิธีเรียกร้องความสนใจของมึงนี่เหี้ยมาก มึงทำน้องคิดมาก มึงรู้มั้ยเนี่ย”

“เอ่อ...” ผมพยายามแก้ไขสถานการณ์ แต่ดูเหมือนคำพูดของผมจะไร้ซึ่งความหมาย

“ไม่มีใครเขาว่างตรงกับมึงหรอก เด็กมันเพิ่งอยู่ปีหนึ่งมันก็ต้องเรียนสิวะ น้ำเงินมันเอาใจใส่เรื่องเรียนจะตาย ที่ไม่สนใจมึงก็เพราะเรียนอยู่ ไม่ก็ไม่ว่าง มันไม่มีทางที่จะเลิกสนใจมึงอย่างสิ้นเชิงหรอกนะ”

“เหี้ยดล” พี่คีนเริ่มมีน้ำโห “มึงจะยุ่งเรื่องของกูกับน้ำเงินมากเกินไปแล้ว”

“ทำไมกูจะยุ่งไม่ได้ กูชอบน้ำเงิน”

.

.

.

อะไรนะ

“เพราะกูชอบน้องมันมากกูเลยปล่อยน้องให้ไปอยู่กับคนที่มันเลือก มึงเข้าใจมั้ยคีน”

คุณดลเคยพูดกับผมทำนองนี้แต่ผมไม่เชื่อ เพราะตอนนั้นผมมีพี่คีนอยู่และใจผมก็เอนเอียงไปทางพี่คีนมากกว่าคุณดล ทว่าตอนนี้คำพูดของคุณดลดูมีความจริงใจและความน่าเชื่อถือเต็มเปี่ยมซะจนผมรู้สึกชาไปหมด

“กูปล่อยให้ไปแล้วมึงก็ต้องดูแลดีๆ สิ”

“ที่มึงพูดออกมาเนี่ย มึงสนใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆ มึงป่ะ” พี่คีนวางตะเกียบลงอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาลากผมให้ลุกหนีไปจากโต๊ะโดยไม่คิดที่จะเช็กบิลอะไรเลย “ไปเก็บกับพ่อผม” เขาพูดแบบนี้ตอนที่เดินผ่านพนักงาน

“พี่คีน” ผมพยายามดึงสติเขา เพราะตอนนี้สายตาของคนเดินห้างกับพนักงานกำลังมองผมกับเขาเป็นตาเดียว

“พี่โมโหมากตอนนี้ อย่าเพิ่งพูดอะไรให้พี่หงุดหงิดมากขึ้นนะ”

“คือผมจะบอกว่า...”

“รู้สึกดีใช่มั้ย คนที่น้ำเงินเคยชอบคนนั้นก็ชอบน้ำเงินเหมือนกัน”

“ผมยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลย”

“ไอ้ดลแม่งก็เป็นเหี้ยอะไร มาบอกชอบน้ำเงินต่อหน้าไอ้เด็กใกล้นั่นได้ไง”

“ทำไมครับ”

“น้ำเงินคิดไม่ออกเหรอ”

ผมนึกทบทวนถึงคำพูดของพี่คีน คนที่นั่งข้างๆ คุณดลที่พี่คีนอยากให้คุณดลสนใจก็คือไอ้ใกล้ คุณดลบอกชอบผมต่อหน้าไอ้ใกล้ ผู้ที่ผมคิดว่าน่าจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับคุณดลไม่มากก็น้อย

“เอาเป็นว่าเรื่องของคนอื่นก็คือเรื่องของคนอื่น” พี่คีนตัดบท “ตอนนี้พี่จะถามน้ำเงิน น้ำเงินรู้สึกยังไง”

“หา”

“จะเลือกใคร มันหรือพี่”

“พี่คีน”

“ตอบดีๆ”

“ก็ตอบไปแล้ว”

“นั่นตอบเหรอ นึกว่าบ่น”

“ตอบโว้ยตอบ”

จะบ้าตาย...คนเราแม่งโมโหจนขาดสติได้ขนาดนี้เชียวเหรอ

“ก็บอกแล้วไงว่านี่ก็ซื่อสัตย์พอตัวอยู่เหมือนกัน จะต้องให้พูดอีกกี่ครั้ง” ผมชักหงุดหงิดเล็กๆ

“น้ำเงินเลิกชอบมันแล้วใช่มั้ย”

ริมฝีปากของผมหยุดชะงัก...จริงๆ ผมสามารถตอบได้เต็มปากเต็มคำด้วยซ้ำว่าตอนนี้ใจผมอยู่กับใคร แต่จะให้พูดออกไปยังไงไหว พูดแล้วความเป็นไปได้ของผมกับพี่คีนจะสูงขึ้นจริงๆ เหรอ ผมอยู่อย่างคนจนและเจียมตัวมาทั้งชีวิต การที่ได้มาเห็นธุรกิจใหญ่เพียงแค่ธุรกิจเดียวของพี่คีนผมก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองแล้ว นี่ยังไม่รวมธุรกิจอีกแปดล้านอย่างที่บ้านพี่คีนทำ

มันไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกของพี่คีนแล้วครับ แต่มันคือเรื่องของความเหมาะสม ความสวยของผู้หญิงคนนั้นกับความรวยของพี่คีนที่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบาย ทำให้ผมตัดสินใจที่จะยังไม่พูดอะไรออกไป

“มันสำคัญด้วยเหรอความรู้สึกผมน่ะ” ผมพูด “ผมจะชอบหรือไม่ชอบพี่ ผมก็อยู่กับพี่ พี่ไม่ต้องถามผมเรื่องนี้หรอก”

“ท่านคะ” จู่ๆ เลขาฯ คนที่มารับพี่คีนก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ผมถอยหลังกรูด ปล่อยให้พี่คีนได้คุยกับพนักงานของเขา “มีเอกสารให้เซ็นด่วนค่ะ”

เขามองหน้าผมสลับกับเลขาฯ อย่างลังเล ก่อนจะพูดว่า “ก็เอามาสิ”

“คงต้องเชิญท่านไปที่โต๊ะค่ะ เพราะดิฉันหอบมาไม่หมด”

พี่คีนถอนหายใจ ส่วนผมก็ได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆ สิ่งนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าผมมายุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่ง นี่มันยิ่งกว่าการที่หลานคนใช้อย่างผมไปแอบรักเจ้านายด้วยซ้ำ เพราะมันคือการรักคนที่แม้แต่คำว่าสมหวังก็ยังพูดออกมาได้ยากลำบาก

“ผมขอกลับกับสองคนนั้นนะครับ”

ผมไม่รอฟังคำพูดพี่คีน หันหลังกลับแล้วรีบสาวเท้าก้าวให้ห่างออกมาอย่างรวดเร็ว





TBC*





ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


ตอนที่ 10
ดล



น้ำเงินทะเลาะกับไอ้คีนอย่างไม่ต้องสงสัย

ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเพิ่งสารภาพออกไปมั้ย แต่ความรู้สึกของผมมันบอกว่าแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ตอนนี้ใจน้ำเงินอยู่กับไอ้คีนเป็นที่เรียบร้อย ฉะนั้นคำสารภาพความรู้สึกของผมคงเป็นเพียงแค่ลมปากและเป็นสิ่งกระตุ้นให้ไอ้คีนมันทำอะไรสักอย่าง เลิกกั๊กน้ำเงินไว้อยู่ใกล้ๆ ตัวเฉยๆ ได้แล้ว

ผมจำคำพูดของมันได้เป็นอย่างดี คำพูดนั้นยังส่งผลกับผมจนถึงวินาทีนี้ หลังจากที่ส่งเด็กทั้งสองคนให้กลับถึงหอของตัวเอง คำพูดของไอ้คีนก็ยังดังก้องอยู่ในหัวผม

‘ที่มึงพูดออกมาเนี่ย มึงสนใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆ มึงป่ะ’

คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมในตอนนั้นก็คือใกล้ หลังออกมาจากร้านอาหาร แม้แต่คำพูดหนึ่งประโยคก็ไม่มีหลุดออกมาจากปากไอ้ใกล้
เชี่ย...หรือผมเพิ่งจะทำให้ไอ้ใกล้เจ็บเป็นครั้งที่สอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมคงหมดโอกาสที่จะทำให้ใกล้เจ็บได้อีกครั้ง

สาบานได้...ตอนที่ผมเอ่ยปากชอบน้ำเงิน ส่วนหนึ่งก็เพราะผมต้องการกระตุ้นให้เชี่ยคีนสายกั๊ก คนที่ชอบน้ำเงินจะตายห่าแต่ไม่ยอมทำอะไรนอกจากเก็บน้องเอาไว้ข้างๆ ตัวต่อไป ผมไม่รู้ว่ามันได้ผลมั้ย แต่ที่แน่ๆ สองคนนั้นก็ทะเลาะกันไปแล้วไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม และอย่างที่บอกผมคิดว่ามันไม่ใช่เพราะคำพูดของผมทั้งหมดเสียทีเดียวหรอก คีนกับน้ำเงินมันมีปัญหาภายในกันเองด้วย

แล้วปัญหาของผมตอนนี้ล่ะ

“อ๊ากกกกกกกก” ผมสะดุ้งเพราะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกน “ออกไปไกลๆ โว้ย อย่ามากวนกู ตอนนี้จิตวิญญาณกูกำลังมา”

“จิตวิญญาณห่าอะไร มึงแค่วาดรูปไม่เสร็จ”

“ก็นั่นแหละ มันไม่เสร็จเพราะจิตวิญญาณยังไม่มา แต่ตอนนี้มันมาแล้วไง”

“ไอ้ประสาทแดกเอ๊ย”

“ออกจากห้องกูไปเลย!”

สิ่งที่ทุกท่านเพิ่งได้ยินเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของเด็กหอหก พวกมันมักทะเลาะกันในเรื่องความแตกต่างของมนุษย์ด้วยกัน ลักษณะพิเศษของเด็กหอหกก็คือ เรามักจะไม่ค่อยสนใจใครและค่อนข้างหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กัน เพราะบางครั้งคนที่ต่างกันมากๆ มาคุยกันเนี่ย มันจะคุยกันไม่รู้เรื่องครับ อย่างเช่นบทสนทนาที่เพิ่งจบไปข้างต้น

การเรียนชั้นปีสุดท้ายของผมค่อนข้างชิลเนื่องจากผมเรียนเอกขับร้อง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ต้องเน้นปฏิบัติอยู่แล้ว เทอมนี้ผมมีเรียนวิชาเลือกสองสามตัว และก็เตรียมแสดงเดี่ยวซึ่งเป็นโครงการใหญ่สำหรับการเรียนจบของผม นอกจากนี้แล้วผมยังต้องทำโครงการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ รวมไปถึงปัจฉิมนิทัศน์ด้วย ซึ่งพอมาไล่ๆ ดูแล้ว...มันก็ไม่ค่อยชิลเท่าไหร่แฮะ

ที่พูดไปทั้งหมดคือสิ่งที่ต้องทำตลอดเทอมหนึ่งและเทอมสองของปีสี่ครับ เอาเป็นว่าแบ่งๆ กันไปสองเทอมก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไรมาก เมื่อเทียบกับคณะเภสัชศาสตร์ปีหนึ่งแล้ว ดีไม่ดีคณะนี้อาจเรียนหนักกว่าด้วยซ้ำนะ...ผมว่า

แล้วทำไมต้องเป็นคณะเภสัชศาสตร์ปีหนึ่งด้วย เพราะน้ำเงินเรียนเหรอ...หรือเพราะไอ้ใกล้ ทำไมจู่ๆ ผมถึงพูดถึงคณะนี้ขึ้นมาได้

“เสี่ยดล” ไอ้มือเบสของวง NOC เอ่ยขึ้นหลังจากที่เราเงียบกันมานาน มันเป็นเพื่อนผมอีกทั้งยังเป็นรูมเมตของผมด้วยครับ “กูได้ยินมาว่าช่วงนี้มึงติดเด็กเภสัช”

ข่าวไปไวกว่าไฟลามทุ่งก็มีแต่มอ B นี่แหละครับ

“กูจะไม่ท้วงเลยเว้ยถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ติ่งอันดับหนึ่งของวงเรา”

“มึงรู้จักเหรอ”

“สาด มึงที่ไม่ค่อยสนใจใครยังรู้จักเลย” ไอ้มือเบสหัวเราะหึหึ “ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยเห็นน้องมันมาตาม พวกกูเลยลงความเห็นว่าคนที่มันชอบคงมีแต่มึงนั่นแหละ”

“เหรอ” ผมยิ้ม “ว่าแต่นักร้องนำคนใหม่เป็นไงบ้าง”

“ก็ยังต้องฝึกอยู่”

“...”

“ทุกคนรอมึงกลับมานะเว้ยดล ยังไงก็รีบกลับมาก่อนที่จะจบเทอมหนึ่งนะ เดี๋ยวก็ต้องส่งไม้ต่อแล้ว”

เพราะวง NOC เป็นวงประจำหอหก และสมาชิกในวงสามารถอยู่ในวงได้จนกว่าจะถึงปีสี่เทอมหนึ่ง ผมมีเวลาร้องเพลงให้วงนี้อีกแค่เทอมเดียว เพื่อที่จะได้ใช้เวลาตอนเทอมสองฟอร์มวงและฝึกรุ่นน้องเป็นวง NOC รุ่นต่อไป หอหกเราทำแบบนี้กันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วครับ

“กูเข้าใจแล้ว”

ไอ้มือเบสตบไหล่ผม ผมถอนหายใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอว่างเปล่าไม่มีใครทักอะไรมาทั้งสิ้น รวมไปถึงคนที่อยู่เภสัชศาสตร์ปีหนึ่งคนนั้นด้วย...คนที่เป็นเพื่อนน้ำเงิน

ผมคงทำผิดเป็นครั้งที่สองเข้าแล้วจริงๆ ตอนนั้นที่คุยกับไอ้ใกล้ก็รู้สึกเหมือนจะเป็นแค่เรื่องเล่นๆ แต่ทำไมในใจผมถึงได้รู้สึกเสียววาบแบบนี้ล่ะครับ





ใกล้



FAR : หนักเลยครั้งนี้ กูรู้สึกว่ามึงเจ็บจี๊ดเลย
FAR : เข้มแข็งหน่อยสิใกล้
FAR : กูมีสอบนะเว้ย
NEAR : กูพยายามแล้วว่ะ กูขอโทษนะ
FAR : พี่มันทำอะไรมึง
FAR : มึงเจ็บขนาดนี้กูให้โอกาสมันอีกแค่ครั้งเดียว
NEAR : ไม่มีอะไร
FAR : ถุย บอกมาเร็วๆ เข้า
NEAR : มันบอกว่ามันชอบเพื่อนกูว่ะ
FAR : อ้าว
NEAR : กูผิดเองด้วยแหละมั้งที่เผลอคิดไปไกล กูควรติ่งมันเฉยๆ ไม่ควรชอบมันเลย
FAR : หยุดซะ
NEAR : หยุดไรวะ
FAR : หยุดวิ่งตามมัน ให้มันมาวิ่งตามมึง
NEAR : ยังไงนะ
FAR : เชื่อกู อย่าไปยุ่ง นิ่งไว้
NEAR : กู...ไม่รู้ว่ะ
NEAR : ขอโทษที่อ่อนแอ
FAR : เวลาคนเรามีความรักแม่งก็มีมุมอ่อนแอกันทั้งนั้นนั่นแหละ








ดล



ผ่านไปหนึ่งวันก็แล้ว สองวันก็แล้ว ยังไร้ซึ่งการติดต่อจากใกล้เหมือนเดิม

ผมร้อนใจในแบบที่ไม่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ผมกับใกล้ก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ทำไมผมกลับรู้สึกคิดถึงหน้ามึนๆ นั่นของมันก็ไม่รู้ ผมชอบที่จะเถียงกับมัน มองดูมันโวยวายใส่ผม แม้จะดูไม่ค่อยยอม แต่ท้ายที่สุดมันก็ยอมผมอยู่ดี เพราะมันรักในเสียงของผม

เมื่อไม่มีมันให้แหย่เล่น ไม่มีมันคอยทำหน้ามึนๆ ให้ผมได้กวนประสาท ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของผมขาดอะไรไป ใกล้มันเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ศรัทธาในตัวผม ศรัทธาแบบศรัทธาฉิบหายจนผมเองยังอดทึ่งไม่ได้ เมื่อขาดคนอย่างมันไป ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะห่อเหี่ยวลงขนาดนี้

อะไรกัน นี่มันเพิ่งผ่านไปแค่สองวันเองนะ

“เชี่ยดล”

“หา”

“นั่งหงอยเป็นหมาเหงาเลยนะมึง” ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ใต้ถุนคณะของตัวเองหลังเลิกเรียนครับ ไอ้คนที่ทักผมคือมือกีต้าร์ มันเดินมากลับไอ้มือกลอง ผู้ซึ่งอยู่วง NOC มานานที่สุดในบรรดาสมาชิกวงรุ่นปัจจุบัน ไอ้มือกลองมันยังไม่คุยกับผม ไม่แน่ใจว่ามันเคืองอะไรผมหรือเปล่า แต่ถ้ามันเคืองก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ผมออกจากการเป็นนักร้องนำชั่วคราวนั่นแหละ

“เรียนเสร็จแล้วเหรอ” เพราะเรียนคนละสาขาผมจึงไม่รู้ตารางเรียนพวกมัน

“ใช่ แล้วทำไมมึงมานั่งตรงนี้เนี่ย”

“กำลังคิดๆ อะไรอยู่น่ะ”

“กูว่าจะมาถาม มีคนบอกว่าเห็นมึงไปกับไอ้เด็กเภสัชที่ชอบวงเราบ่อยๆ มึงกับมันนี่ยังไงวะ”

เป็นอีกครั้งที่ผมต้องบอกว่ามอ B ข่าวเร็วอย่างกับไฟลามทุ่งอีกแล้ว

“ทำไมพวกมึงสนใจกันจัง ไอ้มือเบสก็มาถามกูแล้วทีนึงเมื่อคืน”

“ก็จู่ๆ แฟนคลับหนึ่งเดียวหายไป พวกกูก็ต้องมองหาป่ะวะ” มือกีต้าร์ครุ่นคิด “แต่มันหายไปพร้อมๆ กับมึง แสดงว่ามันไม่ได้ติ่งวงว่ะ มันติ่งมึง”

ไอ้มือกลองไม่พูดอะไรเอาแต่จ้องผมเพื่อรอคำตอบ วง NOC แต่ละคนคิดถึงใกล้ตามแบบฉบับของตัวเองทั้งนั้น ผมถอนหายใจเมื่อนึกไปถึงปัญหาที่ผมเพิ่งก่อ

“สมมติว่ามึงรู้ว่ามีคนมาชอบมึง แต่มึงดันพูดออกไปว่ามึงชอบคนอื่น มึงว่าแม่งเป็นโมเมนต์ที่เหี้ยป่ะวะ”

“เหี้ยสิ” มือกีต้าร์ตอบทันที

“บ้านพัง” มือกลองเสริม

“โลกแตก”

“ใจสลาย”

ด่าผมว่าเหี้ยผมยังเจ็บน้อยกว่านี้...

“และถ้าสมมติว่าคนที่บอกชอบคนอื่นเขามีเหตุผลส่วนตัวล่ะ”

“จะมีเหตุผลห่าเหวอะไรก็ช่าง แต่คนฟังก็รับรู้ไปแล้วว่ามันชอบคนอื่น” มือกีต้าร์เลิกคิ้ว “นี่ไอ้คนพูดมันโง่ป่ะเนี่ย ทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ได้”

“แล้วสรุปมันจะเอายังไง มันบอกชอบคนอื่นแต่ทำไมมันดูแคร์คนที่ชอบมันจัง”

สายตาของมือกลองกับมือกีต้าร์หันมามองผมอย่างจับผิด พวกมันเก่งมากในการปะติดปะต่อเรื่องราวเพราะแต่งเพลงกันเองบ่อยฉิบหาย ฟังพุธทอล์คพุธโทรฯ ก็บ่อย ฟังพี่อ้อยพี่ฉอดก็มาก ต่อไปผมไม่ต้องอ้าปากมันก็เห็นลิ้นไก่แล้วล่ะ

“สัดดล” มือกีต้าร์จับตัวผมเขย่า “มึงทำอะไรติ่งวงเรา!”

“กูเปล่า”

“มึงจะหายไปโดยที่ลากน้องมันไปด้วยไม่ได้นะเว้ย นั่นเป็นติ่งคนสุดท้ายของเราเลยมั้ง” ไอ้มือกลองถึงขนาดเอ่ยปากพูดขนาดนี้แสดงว่ามันแคร์ใกล้มากจริงๆ “จะยังไงก็ช่าง มึงต้องไปลากน้องกลับมา”

“อ้าว”

“กูเชื่อว่าน้องจะทำให้มึงกลับมาร้องเพลงเพราะได้”

“พลังบวกน้องแม่งมีเยอะมาก”

“เดี๋ยวสิพวกมึง” ผมพยายามห้ามก่อนที่พวกมันจะพูดจากันไปไกลมากกว่านี้

“ดล ปกติแล้วมึงไม่ค่อยควงใครนะ การที่มึงควรเด็กสักคนแล้วมันเป็นข่าวขนาดนี้ แสดงว่าออร่าแห่งความสุขของมึงมันมี ทำให้คนอื่นเขาหันมาสนใจมึงได้ มึงอย่าลืม”

“มันสมเหตุสมผลตรงไหนวะ” ไอ้มือกีตาร์ควรไปหายามากินบ้าง ทุกวันนี้ไม่มีใครเขามองเด็กหอหกอย่างเราๆ ว่าเป็นคนสติดีแล้วครับ

“เอาเป็นว่าทำยังไงก็ได้ให้มึงกลับมาร้องเพลง และก็ทำให้น้องกลับมาติ่งวงเราได้” มือกลองประกาศกร้าว

“ตามนั้น” มือกีต้าร์เอ่ยเสริม “อันดับแรก...” มันคว้ากุญแจรถผมที่วางอยู่ข้างๆ ตัวมายัดใส่มือ “มึงต้องไปหาน้องที่คณะก่อน”

“ให้กูไปพูดว่าไงวะ”

“บอกไปสิว่าที่พูดไปมันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

“พูดสิ่งที่มึงคิดอ่ะ”

“พวกมึงก็พูดง่ายจังเลย” ผมอดเสียความมั่นใจไม่ได้

“ไปเดี๋ยวนี้” มือกีต้าร์ดันหลังผมให้ลุกขึ้นยืน “เชื่อกู มึงกับน้องต้องไปกันด้วยดีแน่ๆ”

การที่ผมมานั่งรออะไรบางอย่างอยู่ใต้คณะ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคำตอบมากองให้ตรงหน้านี่มันก็ทำให้รู้สึกกระตือรือร้นแปลกๆ อยู่นะครับ ผมกำลังมึนงงสับสนว่าควรจะเอายังไง โชคดีที่มีไอ้มือกีต้าร์กับไอ้มือกลองมาช่วยเอาไว้ได้พอที

มันสองคนเชียร์ผมกับใกล้มากเหลือเกิน

ผมไม่รู้หรอกนะว่าควรจะง้อน้องมันยังไง แต่อย่างน้อยได้เจอหน้าก็ยังดี นี่ผมไม่ได้เจอหน้ามันมาสองวันแล้ว

ผมเริ่มรู้สึก...คิดถึงมันแล้วน่ะ








คณะเภสัชศาสตร์

จากการที่ผมมาคณะนี้บ่อยๆ บอกได้เลยว่าเวลาเรียนของเขาค่อนข้างเป๊ะในแต่ละชั้นปี ไม่ค่อยมีพวกที่เดินลอยชายเตร็ดเตร่ไปทั่วอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นตอนที่ผมไปถึงจึงมีแต่นักศึกษาคณะนี้อยู่ใต้คณะเต็มไปหมด เนื่องจากเพิ่งถึงเวลาเลิกเรียน

ผมกลืนน้ำลายแล้วพยายามมองหาใกล้กับน้ำเงินอยู่บนรถ เชื่อว่าสองคนนี้ยังไงมันก็ตัวติดกันถึงแม้ว่าจะอยู่คนละหอก็ตาม แต่ไม่ว่าจะมองหาเท่าไหร่ก็มองไม่เห็น จากทีแรกว่าจะนั่งรอบนรถเฉยๆ ผมเลยตัดสินใจลงไปตามหาสองคนนั่นด้วยตัวผมเองดีกว่า
ก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่านักร้องนำวงประจำหอหกอย่างผมก็เป็นที่รู้จัก ผมไม่สบตากับคนอื่นๆ ที่มองมา เอาแต่มองซ้ายขวาจนลืมนึกไปว่าโทรศัพท์ก็มีเหมือนกัน

และเมื่อหาด้วยตัวเองยังไงก็หาไม่เจอสักที ผมจึงตัดสินใจทักไลน์ไปหาใกล้







ใกล้



DOL : อยู่ไหน

นี่เป็นข้อความแรกของพี่ดลหลังจากที่เราแยกกันที่ร้านอาหารในวันนั้น

“ไม่ตอบเขาล่ะ” น้ำเงินที่นั่งต่อแถวอยู่ข้างหลังผมชะเง้อหน้ามามองโทรศัพท์

“ไกลไม่ให้ตอบ ไกลให้นิ่ง”

“ถ้ามึงอยากตอบมึงก็ตอบเขาไปสิ”

“ไม่รู้ว่ะ”

โทรศัพท์ของผมไม่ได้รับความสนใจอีกเนื่องจากผมตัดสินใจเก็บมันลงกระเป๋ากางเกง แม้ว่าตรงหน้าผมจะเป็นรุ่นพี่ที่กำลังอธิบายกิจกรรมเข้าค่ายรับน้องของคณะ แต่ผมก็ไม่มีสมาธิที่จะรับฟังอีกต่อไปแล้ว

ไอ้น้ำเงินที่นั่งอยู่ข้างหลังเอาแต่มองผมอย่างเป็นกังวล

“แน่ใจนะว่ามึงไม่ได้โกรธกูไปด้วย”

“กูเปล่า กูไม่ได้โกรธใคร”

“นี่กูรู้สึกผิดด้วยเลยจริงๆ นะ”

“คนเขาจะชอบมึง ยังไงเขาก็ชอบมึง มึงไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก” ผมสะบัดหัวไล่ความคิดแย่ๆ เกี่ยวกับเรื่องของตัวเองออกไป “ว่าแต่มึงเถอะ ไม่ได้คุยกันสองวันแล้ว เวลานอนนอนด้วยกันยังไงไม่ทราบ”

ถามไปแล้วก็ตลก...ไอ้น้ำเงินไม่คุยกับพี่คีนมาสองวันแล้วครับ สาเหตุที่งอนกันผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ที่แน่ๆ เป็นคนที่งอนกันแล้วน่ารักดี ถึงแม้ว่าจะไม่พูดกัน แต่ก็นอนข้างกันทุกคืน ที่ผมรู้เนี่ยไม่ใช่เพราะผมละลาบละล้วงหรอกนะครับ แต่น้ำเงินมันเป็นคนบอกเองว่าพี่คีนนอนคนเดียวไม่ได้ ผมก็เลยรู้น่ะ

“ก็ไม่พูดอะไรกันเลย”

“ไม่อึดอัดเหรอวะ”

“ก็ไม่นะ...พี่เขางานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลาคุยกับกูหรอก”

แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่ตลกแต่ก็ให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัด ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ เลยว่าหัวใจนั้นต้องการให้เรื่องราวของทั้งคู่ดำเนินต่อไปอย่างไร พี่คีนก็ไม่พูด ไอ้น้ำเงินก็ไม่พูด แต่ก็อยู่ด้วยกันไปอย่างนั้น

“แล้วนี่พี่เขารู้ยังว่ามึงจะไปค่าย”

“ยังว่ะ” ดูเหมือนน้ำเงินมันจะกังวลเรื่องนี้อยู่

“ไม่รีบบอกเขาไปล่ะ”

“ก็คนมันยังไม่คุยกันจะให้บอกยังไง”

“แต่มึงสองคนก็นอนด้วยกันไง เวลามีให้บอกเยอะแยะ” เอาเป็นว่าตอนนี้ผมเลิกสนใจรุ่นพี่แล้วก็หันมาสนใจเพื่อนผมแทน “ถามจริง ที่มึงกับพี่คีนงอนๆ กันอยู่เนี่ย ไม่ใช่เพราะเรื่องคำพูดพี่ดลเมื่อวันนั้นใช่ป่ะ”

เพื่อนผมทำสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จากที่ผมเคยลอบสังเกตพี่คีนมานาน (จำได้มั้ยว่าผมแอบปลื้มเขาจากเพจคิวต์บอย) พี่เขาเป็นคนที่ค่อนข้างตัดสินใจเด็ดขาดและไม่ค่อยยอมเสียเวลา แต่พอเป็นเรื่องน้ำเงิน ทุกอย่างดูติดขัดไปหมดเลย ผมเดาว่าน้ำเงินมีปัญหา พี่คีนก็คงจะมีปัญหา

ถ้าชอบกันขนาดนี้ทำไมต้องสร้างเรื่องให้มันยุ่งยากด้วยวะ

สายตาของผมหันไปมองเห็นคนที่ยืนดูอยู่ไกลๆ เป็นพี่ดลที่ผมไม่ได้เห็นหน้ามาสองวันแล้ว ผมกลืนน้ำลายนิดหน่อยก่อนจะหันมาให้ความสนใจรุ่นพี่ต่อ แต่ถึงแม้จะบอกอย่างนั้น...คำพูดของรุ่นพี่ก็ไม่ได้เข้ามาในหูผมอีกเลย






“กูกลับนะ” น้ำเงินโบกมือลา

“เออ โชคดี”

“...”

“อย่าลืมลองไปหาวิธีบอกพี่คีนนะเว้ยเรื่องไปเข้าค่าย”

“รู้มั้ยว่ากูกลัวอะไร” น้ำเงินพูดทิ้งท้าย “กลัวว่าถึงกูบอกไปมันก็ไม่ช่วยอะไร พี่เขาก็หาคนใหม่มานอนด้วยอยู่ดี”

“ลองไปบอกก่อนไอ้สัด คิดมากจริงๆ”

น้ำเงินเดินห่างออกไปแล้ว ส่วนผมก็เขย่ากุญแจรถตัวเอง ไม่แน่ใจว่าควรเดินไปหาพี่ดลดีมั้ย แต่แล้วเขาก็เดินมาหาผมถึงที่ ผมไม่กล้าสบตาคนคนนี้จึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตา

“งอน?”

“เปล่า” ผมพูดออกไปโดยอัตโนมัติ

“จริงๆ แล้วเรื่องที่กูพูดวันนั้น...”

“มันไม่เกี่ยวกับผมครับ ผมขอตัว”

“เฮ้ย เดี๋ยวสิ” พี่ดลเดินมาขวางหน้าผมไว้ “รู้หรือเปล่าว่ากูมายืนรอนานมากนะ คณะมึงคุยไรกันหนักหนาวะ”

“มันเกี่ยวกับพี่ที่ไหนกัน”

“ใกล้” พี่ดลมีน้ำเสียงจริงจังมากขึ้น “ที่มึงงอนกูเนี่ย เพราะมึงชอบกูใช่มั้ย”

ให้ตายเถอะ ผมไม่คิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากของอีกฝ่ายได้ ตอนนี้ผมทำหน้าไม่ถูก รู้สึกสับสนและตีในกันในหัวไปหมด

ผมก็คงชอบพี่มันนั่นแหละ แต่ไม่รู้จะทำหน้ายังไงตอนที่เขาพูดแบบนี้จริงๆ

“การชื่นชอบศิลปินมากถึงขนาดไปตามเขาขนาดนี้ มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ระหว่างชอบในฐานะศิลปินกับชอบจากใจจริงๆ จากที่กูได้ลองใกล้ชิดกับมึง กูว่าอย่างมึงน่าจะเป็นอย่างหลัง”

ทำไมเขาเอาแต่พูดโจมตีผม ทำไมเขาเอาแต่พูดให้ผมรู้สึกแย่

“จริงๆ แล้วกูอยากให้มึงคิดกับกูอย่างหลังนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน” พี่ดลล้วงกระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วเอาเท้าเขี่ยพื้น

“พี่อยากให้ผมชอบพี่งั้นเหรอ”

“ก็...ใช่”

“แล้วถ้าผมอยากให้พี่ชอบผมด้วยล่ะ พี่จะทำยังไง”

อีกฝ่ายดูอึ้งเกินกว่าที่จะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้

“พี่ทำไม่ได้ใช่มั้ย เพราะวันนั้นผมจำได้ว่าพี่พูดว่าพี่ชอบใคร เอาเป็นว่าปล่อยผมไปเถอะ คนแพ้มันก็ต้องดูีแลตัวเอง ไม่ต้องมายุ่งกับผมหรอก”

“เดี๋ยวสิวะ” พี่ดลดูเหน็ดเหนื่อยกับการเดินมาขวางผม “ถ้ากูไม่รู้สึกอะไร กูคงไม่ตามมาขนาดนี้หรอกนะ”

“แล้วที่พี่พูดไปวันนั้น...”

“กูแกล้งไอ้คีน กูรำคาญ มันกั๊กน้ำเงินไว้แบบน่าหมั่นไส้เกินไป” เพราะผมชอบคุยกับพี่ดลเรื่องน้ำเงิน เขาถึงได้รู้เรื่องน้ำเงินมากขนาดนี้ “พอใจหรือยัง”

“คือผม...”

ครืด

โทรศัพท์สั่นจากการแจ้งเตือนไลน์ของผมดังขึ้นมาก่อนที่จะได้พูดอะไร

“คุยกับใครนักหนา เห็นหลายครั้งแล้วนะ”

ผมไม่สนใจพี่ดล เอาแต่อ่านข้อความที่อยู่บนหน้าจอ

FAR : บอกพี่มันไปว่าเหลือโอกาสอีกแค่ครั้งเดียว

มือของผมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง มองหน้าพี่ดลอย่างตั้งอกตั้งใจ การที่ไม่ได้เห็นหน้ามาสองวันมันเหมือนนานอย่างกับสองอาทิตย์ พี่ดลเองก็มองผมอยู่เหมือนกัน เขาดูเหมือนจะกำลังเขินเล็กๆ ต่อหน้าผม

“พี่มีโอกาสอีกครั้งเดียว” ใจผมไม่อยากขู่พี่ดลนักหรอก แต่เพราะผมก็ต้องแคร์ความรู้สึกของไอ้ไกลด้วย เราสองคนพี่น้องผูกพันกันมากเกินไป มันก็คงไม่อยากให้ผมเจ็บ

เพราะถ้าผมเจ็บ มันก็คงเจ็บพอๆ กันกับผม

“ครั้งเดียวก็เกินพอ” พี่ดลพูด จากนั้นก็ส่งยิ้มเบาๆ มาให้

ผมคงก้าวข้ามคำว่าชอบพี่ดลในฐานะศิลปินไปแล้วล่ะครับ

ผมชอบพี่เขาจริงๆ






TBC*






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 11
คีน



เพิ่งรู้ว่าการที่ผมไม่ได้คุยกับน้ำเงินจะทำให้ผมรู้สึกไม่สบายตัวขนาดนี้ มันอึดอัด ร้อนใจ คิดมาก เป็นกังวล เมื่อนำความรู้สึกทั้งหมดนั่นมารวมกัน มันทำให้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้แม้แต่นิดเดียว

เราสองคนนอนเตียงเดียวกัน แต่เราไม่คุยกันเลย

การไม่คุยกันระหว่างผมกับน้ำเงินสร้างความอึดอัดให้เพื่อนยิ่งนัก มันคงงงว่าควรจะพูดชื่อน้ำเงินหรือเดินเข้าไปหาน้ำเงินต่อหน้าผมดีมั้ย พวกมันถูกชะตากับเด็กคนนี้ แต่เป็นเพราะผม พวกมันก็เลยไม่สามารถเข้าไปหาน้ำเงินแบบตรงๆ ได้

เวลานี้ก็เช่นกัน...น้ำเงินนั่งทานอาหารอยู่ในโรงอาหารของหอซึ่งมีคนน้อยจนนับได้ เมื่อรู้ว่าน้ำเงินจะมาทานที่นี่ ผมก็ขนพวกเพื่อนๆ มาด้วย ให้น้ำเงินรู้ว่าแม้จะโกรธกัน แต่ผมก็ยังแคร์น้องอยู่

“อึดอัดฉิบ มึงจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเหรอ” เบสเปิดประเด็น เมื่อลอบมองน้ำเงินที่ทานข้าวคนเดียวด้วยสายตาที่เวทนาสุดๆ ถ้าไม่ได้คุยกับพวกผม น้ำเงินก็ไม่ได้คุยกับใครคนอื่นในหอเลยครับ

“ถามจริงดิ พวกมึงสองคนโกรธอะไรกัน” ไอ้มารุตวางโทรศัพท์ลงแล้วก็หันมาสนใจผมตรงๆ

ผมเหลือบมองน้ำเงินที่กำลังทานข้าวช้ามาก ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ

“พูดกันตรงๆ เลยนะ” ผมเอ่ย “กูไม่รู้ว่ะ”

“อ้าววววววว” เพื่อนสามคนส่งเสียงพร้อมกัน

“น้องมันบอกว่าน้องจะชอบหรือไม่ชอบกูมันก็ไม่สำคัญหรอก เพราะน้องก็อยู่กับกูอยู่ดี เชื่อป่ะ กูโคตรช็อกคำนี้อ่ะ”

ไอ้เบสมองเพื่อนอีกสองคนก่อนจะค่อยๆ พูดกับผม “เชี่ยคีน มึงรู้ป่ะว่าตั้งแต่มึงรู้จักกับน้อง มึงเปลี่ยนไปขนาดไหน”

“กลับหอเร็วขึ้น”

“ไม่ไปปาร์ตี้ที่ไหน”

“ไม่นอนกับคนอื่นเลย”

“ไม่เรียกใช้เด็กขาประจำตอนกลางคืนด้วย”

“กูขอเพิ่มเติมอีกอย่าง” ไอ้เบสกล่าวหลังรุตกับธาร “ไม่เคยต้องมาเห็นมึงนอยด์เพราะใครแบบนี้ด้วย”

“กูไม่ได้...นอยด์”

“สัด แม้แต่พูดด้วยความมั่นใจมึงยังทำไม่ได้เลย” เบสเริ่มพันแขนเสื้อขึ้น มันจะทำแบบนี้ทุกครั้งตอนที่มันจริงจัง และทุกครั้งก็มักจะตามมาด้วยความสมเหตุสมผลเสมอ “คีน กูเป็นเพื่อนและก็คนรับใช้ของมึงมาตั้งแต่เด็ก ไอ้สองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมึงไปจนแก่...”

“มึงเกริ่นอะไรมาเนี่ย กูขนลุกนะ” ผมหันไปมองน้ำเงินเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเพื่อนอีกครั้ง ให้ตายเถอะ ผมห้ามสายตาตัวเองไม่ให้มองน้ำเงินไม่ได้เลย

“กูแค่จะบอกมึงว่า...มึงคิดอะไรอยู่ในใจมึงบอกพวกกูมาได้เลย เผื่อสิ่งที่มึงคิดมันจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด” เพื่อนรุตกับเพื่อนธารไม่มีสีหน้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ของไอ้เบสแม้แต่น้อย “เพื่อนกันเขามีไว้ทำกันอย่างงี้เว้ย ไม่ใช่เป็นเด็กส่งเอกสารอย่างเดียว”

ประโยคหลังของมันนี่เป็นความคับแค้นใจส่วนตัวชัวร์ๆ

ผมถอนหายใจ มองไปที่น้ำเงินอีกครั้งก่อนจะพูดกับพวกมัน “กูกลัวตัวเอง”

“หืม” รุตส่งเสียง “ยังไง”

“มึงก็รู้กูเป็นคนมีปมอ่ะ กูมันโรคจิตนิดๆ” ผมยอมรับเรื่องนี้กับเพื่อนเสมอ “กูนอนคนเดียวไม่ได้ และเป็นเด็กหวงของ ถ้าน้ำเงินเข้ามาติดอยู่กับกู กูกลัวน้องเจ็บว่ะ”

เพื่อนสามคนทำหน้าเข้าใจ และคนที่เปิดปากพูดออกมาคนแรกก็คือเบส

“มึงก็ค่อยๆ ปรับตัวสิ ไม่มีใครสามารถเข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความรักแบบนั้นมันมีแต่ในนิยาย การที่คนสองคนจะคบกันยืดมันเกิดจากการปรับตัวเข้าหากัน รับข้อเสียของกันและกันให้ได้ มึงคิดว่าพี่สงครามกับพี่อ้ายจะรักกันอย่างยาวนานนี่เพราะความรักอย่างเดียวเหรอ พี่สงครามแม่งเหมือนคนอื่นที่ไหน”

เบสอ้างอิงไปถึงคู่รักบรรลือโลกที่เรียนจบไปแล้ว ทั้งคู่เป็นอดีตประธานหอสองและหอสาม ซึ่งความรักของคนทั้งสองยังเป็นที่พูดถึงอยู่ในวงกว้าง เพราะแต่ละคนนั้นโด่งดังในแบบที่ต่างกันออกไป

พี่อ้ายหล่อแบบผู้ดี ส่วนพี่สงคราม...เขาหล่อแบบคนเท่ เป็นนักทำลายล้าง สามารถพูดได้เลยว่าพี่สงครามเป็นนักเลงหัวไม้คนหนึ่ง

เออว่ะ...ต่างกันขนาดนี้แม่งก็ยังคบกันได้

“หรือมึงกลัวการผูกมัดวะ”

“รุต กูว่ามันไม่กลัว ถ้ามันกลัวมันคงไม่ควงน้องน้ำเงินนานขนาดนี้หรอก”

“ถ้างั้นก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ชอบก็คบ จะไปยากอะไรวะ”

ทำไมเพื่อนมันต้องคุยกันเหมือนผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยวะครับ

“เอางี้เชี่ยคีน” ไอ้เบสเริ่มจริงจังอีกครั้งหนึ่ง “ไม่ต้องคิดให้มากแล้ว ถ้ามึงพร้อมจะหยุดอยู่กับคนนี้ มึงก็ไปบอกชอบเขาแล้วก็ขอน้องเขาคบซะ กูไม่อยากเห็นมึงต้องมานั่งนอยด์ ไม่กล้าจะทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว”

“แล้วเรื่องที่กูกลัว...”

“ช่างมึงสิ” ไอ้ธารพูด “บอกแล้วไงว่าค่อยๆ ปรับ ดีไม่ดีน้ำเงินอาจจะชอบคนขี้หวงก็ได้ ใครจะไปรู้”

ผมรู้สึกเหมือนไอ้พวกนี้เป็นพี่เลี้ยงนักมวย ส่วนผมเป็นนักมวย ลองมองไปที่น้ำเงินตอนนี้ รู้สึกได้เลยว่าตัวเองนั้นกำลังใจเต้นตึกตัก

ถ้าผมไม่ชอบน้อง ผมคงไม่หวงน้องหรือเอาใจใส่น้องขนาดนี้ ผมคงไม่หึงเวลาที่ไอ้อยุธมันเข้าใกล้น้อง ผมคงไม่เป็นเดือดเป็นร้อนตอนที่ผมไม่ได้พูดกับน้องเลยมาตลอดสองวันเต็มๆ

ผมคงจะตกหลุมรักเด็กที่ผมไปเจอหน้าคอนเสิร์ต edm คนนี้แล้วจริงๆ

ลองสลัดความกลัวและความกังวลทุกอย่างของผมออกไป แท้ที่จริงแล้วผมต้องการเพียงแค่อยู่กับน้องและก็หัวใจน้อง ผมไม่ได้ต้องการอย่างอื่น ผมไม่ควรทำให้เรื่องมันยุ่งยากอีกต่อไป หากผมเสียเวลามากไปกว่านี้ มันมีแต่เปล่าประโยชน์ การเริ่มรักที่ว่ามีอุปสรรคแล้ว ระหว่างรักมันยิ่งจะมีอุปสรรคมากกว่านี้อีก

ทันทีที่ผมตัดสินใจได้ เชี่ยอยุธที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็แย่งซีนผมด้วยการไปนั่งกับน้ำเงินเฉย

“อ้าว” ผมอดอุทานไม่ได้ รู้สึกเหมือนกำลังจะออกรถแต่ดันมีเด็กวิ่งมาขวางซะงั้น การที่ไอ้อยุธโผล่มาที่นี่เหมือนจัสติน บีเบอร์โผล่มาแถวพาหุรัดน่ะครับ ความเป็นไปได้มีน้อยมากเพราะโรงอาหารหอแบบนี้ไม่ใช่ที่ที่ไฮโซอย่างไอ้อยุธจะชอบมา

นี่มันตั้งใจมาหาน้ำเงินอีกแล้วเหรอ

“โดนปาดหน้าเฉย” ไอ้ธารงึมงำ

“แต่ดูน้ำเงินไม่ค่อยเล่นด้วยเท่าไหร่นะ มึงไม่ต้องกังวลไป”

ถึงไอ้เบสจะบอกว่าน้ำเงินไม่เล่นด้วย แต่ผมก็ไม่พอใจอยู่ดี ใบหน้าของผมตอนนี้คงจะบึ้งตึงมากซะจนเพื่อนมันก็หวั่นๆ ไปเหมือนกัน

อยุธนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามน้ำเงิน มันชวนน้องคุยนั่นคุยนี่ไปตามประสา น้องดูอึดอัดก็จริงแต่ก็เริ่มที่จะปรับตัวเข้าหาไอ้อยุธได้ น้ำเงินไม่กลัวอยุธอีกต่อไป สาเหตุอาจจะเป็นเพราะไอ้อยุธนั่นแหละที่ทำให้น้องกลัวน้อยลง

กลับกลายเป็นผมที่ชักจะเริ่มกลัวมากยิ่งขึ้น...

นานเกินไปแล้ว ผมไม่สามารถปล่อยให้สองคนนั้นคุยกันได้นานมากกว่านี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันโดยที่ไม่ถามสุขภาพเพื่อนสักคำ พวกมันได้แต่ทำหน้างงเมื่อจู่ๆ ผมก็ลุกเดินไปหาสองคนนั้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ลองดูนะ” ผมทันได้ยินประโยคที่ไอ้อยุธพูดกับน้ำเงิน “บาย”

“เอ่อ...หวัดดีครับ”

มันลุกขึ้นยืนแล้วก็เดินชนไหล่ผม ใบหน้าของมันยียวนกวนตีนซะจนผมอยากมีวิญญาณพี่สงครามเข้าสิงในตอนนี้ เพราะถ้าหากเป็นอย่างนั้นล่ะก็...ป่านนี้ไอ้อยุธเจ็บไปแล้ว

ผมนั่งแทนที่ไอ้อยุธ น้ำเงินดูตกใจมากกว่าตอนที่อยุธนั่งอยู่ซะอีก

“คุยไรกับมันบ้าง”

“ไม่มีอะไรครับ”

“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”

“ผมก็มีเหมือนกัน”

ผมเลิกคิ้ว...ไม่คิดว่าน้ำเงินกับผมจะมีจุดประสงค์เดียวกัน

“พี่พูดมาก่อนเลย”

“เอ่อ...” ใครกันที่บอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย มันไม่ง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว เราทั้งคู่เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วน ผมคงไม่สามารถเปิดฉากเป็นบทสนทนาหวานๆ ได้ในตอนนี้หรอกนะครับ “น้ำเงินพูดก่อนดีกว่า”

“พรุ่งนี้ผมจะไปเข้าค่ายรับน้องครับ กลับมาตอนเช้าวันจันทร์”

ถ้าโอ๊ต ปราโมทย์จัดวิทยุรายการจันทร์ช็อกโลก น้ำเงินก็คงจัดวิทยุรายการพฤหัสฯ ช็อกโลกให้ผมฟังซะแล้วล่ะ ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนยืนกลางท้องทุ่งแล้วอยู่ดีๆ ฟ้าก็ผ่าลงมา

ผมไม่เคยนึกภาพวันที่ไม่ได้นอนกับน้ำเงินเลยครับ เพราะงั้นผมขออนุญาตช็อกแป๊บนะ

“พี่คีนจะหาใครมานอนด้วยก็ได้นะครับ ผมไม่ว่า”

ไอ้คำว่า ‘ผมไม่ว่า’ เนี่ย ผมรู้ว่ามันต้องแฝงความนัยอะไรบางอย่างแน่ๆ ถ้าขืนผมทำอย่างนั้น ดราม่าระหว่างผมกับน้ำเงินคงไม่ใช่แค่สองวันเหมือนที่ผ่านมาแน่

ไม่คิดเลยว่าเสือ (อยาก) กลับใจอย่างผมจะมีอุปสรรคในชีวิตรักมากมายขนาดนี้

“พี่คงไม่หาใครมานอนด้วยหรอก” ผมให้คำมั่น แม้ว่าเสียงของผมจะเบามากก็ตาม

“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน”

อยู่ดีๆ ผมก็ฉุนกับประโยคเมื่อสักครู่ของน้ำเงินขึ้นมา “งั้นก็แสดงว่าถ้าพี่พาใครมานอนด้วย น้ำเงินก็คงไม่รู้สึกอะไรหรอกใช่มั้ย”

น้องตกตะลึงไปเล็กน้อย ก้มหน้าก้มตาเขี่ยจานข้าวที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะพูดคำสั้นๆ ที่ทำให้ผมเจ็บไปยาวๆ

“...ครับ”

สิ่งที่ผมอยากจะพูดกับน้องพังทลายหมดอย่างไม่เหลือชิ้นดี นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนคนที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีเพื่อจะเข้าแข่งขัน แต่จู่ๆ กรรมการก็ตัดสิทธิ์ซะอย่างนั้น

พอผมนึกอยากจะมีใครสักคนขึ้นมา...ทำไมมันถึงได้ยากขนาดนี้นะ

“งั้นพี่ก็จะทำอย่างที่น้ำเงินต้องการ”







ห้อง 701 เวลา 23.09 น.

“เชี่ยคีน”

“ไร”

“กูง่วงโว้ย อยากกลับห้องแล้วไอ้สัด”

“มึงจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” ผมพูดเสียงเด็ดขาดกับเบส

“ลงไปหาน้ำเงินหรือไม่ก็เรียกน้องขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย”

“ไม่” ผมทำหน้าบึ้งตึง “วันนี้กูจะทำงานจนสว่าง กูจะไม่นอนเลย”

“เรื่องของมึง แต่เรื่องของกูตอนนี้ก็คือกูง่วงมาก กูอยากไปนอนแล้ว”

“ได้ไงวะเบส ถ้ากูทำงานหนักแล้วกูเผลอหลับ สมมติกูตื่นขึ้นมาแล้วกูไม่เจอใคร มึงเคยคิดถึงสภาพกูมั้ย”

“ไอ้เอาแต่ใจเอ๊ย” เบสทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าจะแกงผม “มึงรู้ตัวมั้ยว่าตอนนี้มึงเหมือนเด็กฉิบหาย”

“ใครจะไปอยากแก่วะ Forever Young สิวะมันถึงจะดี”

“มึงทำตัวเด็ก แถมยังเรียกร้องความสนใจ” ไอ้เบสเดินวนไปวนมารอบๆ โต๊ะทำงานของผม “มึงชะเง้อคอรอให้น้ำเงินมาหามึงอยู่ กูรู้นะไอ้สัด”

ผมไม่เถียงมันหรอก เถียงไปก็เท่านั้นเพราะไอ้เบสมันพูดถูก

“ตกลงมึงงอนน้องเพราะน้องจะไปค่าย หรือมึงงอนเพราะน้องพูดจาตัดความหวังมึง”

“ก็...อย่างหลังอ่ะ”

“ไอ้ขี้แพ้เอ๊ย”

“ไอ้เหี้ยเบส” คำพูดคำจามันแต่ละอย่างไม่เห็นจะนึกถึงใจของผมบ้าง

“ตอนทำธุรกิจยากกว่านี้ทำไมมึงผ่านไปได้ง่ายๆ ฮะ กับเรื่องนี้ที่โคตรง่ายทำไมมึงถึงได้โง่งี่เง่าปานนี้”

“มึงพูดมากกว่านี้อีกนิดกูจะวิ่งไปเตะมึงเดี๋ยวนี้แหละ”

ใครจะอยากให้เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ล่ะ ผมคิดในใจอย่างโมโหโทโสก่อนจะระบายอารมณ์กับงาน ไอ้งานบ้านี่ก็นะ ทำไมยิ่งทำมันก็ยิ่งเพิ่ม ไม่เห็นจะลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว

“กูออกไปหาไรแดกในห้องมึงดีกว่า”

“เชิญ”

นอกจากจะลงกับงานแล้วผมก็ยังลงกับเพื่อนอีกด้วย โชคดีที่ไอ้เบสมันเคยชินกับอารมณ์เหวี่ยงของผม แม้นานๆ จะมาครั้งแต่มันก็ไม่นึกถือสา

ผมได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาจึงพูดว่า “ต้มมาม่าให้กูด้วยนะ”

“เอ่อ...ได้ครับ”

คนที่ส่งเสียงตอบรับไม่ใช่ไอ้เบสแต่เป็นน้ำเงิน ผมรีบเงยหน้าขึ้นมาดูก่อนจะรีบละล่ำละลักบอกน้องว่า “ไม่ต้องๆ พี่บอกไอ้เบส”

“เดี๋ยวผมไปบอกพี่เบสให้”

“พี่ไม่กินแล้วก็ได้”

“...”

“มานั่งนี่ก่อน”

น้ำเงินอยู่ในชุดเตรียมนอนแล้วครับ ผมจำได้ว่าชุดนอนของน้องไม่ใช่ชุดนอนเต็มชุดแบบผม แต่เป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด เจ้าตัวทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะผม

“ไม่เอาตรงนั้นสิ” ผมตบหน้าตักของตัวเอง

“เอ่อ...ไม่ดีมั้งครับ”

“ไม่ดีตรงไหน”

“พี่เบสอยู่อีกห้อง”

“มันชินแล้ว”

น้ำเงินเลิกคิ้ว “ชินแปลว่าพี่คงให้คนอื่นมานั่งตักบ่อยสินะครับ”

อย่าขุดอดีตสิ...นี่ถ้าน้องมันขุดมากกว่านี้ผมอาจจะไม่มีที่ยืนในใจของน้ำเงินเลยก็ได้ ผมมันเป็นคนที่มีข้อเสียมากกว่าข้อดีน่ะ

“มานั่งเหอะ” ผมยังคงใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง น้ำเงินทอดถอนใจก่อนจะเดินอ้อมมานั่งตักผมแต่โดยดี

นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมไม่ได้ให้น้องมานั่งตักแบบนี้ กลิ่นสบู่ของน้ำเงินยังเป็นกลิ่นเดิม ผมมักจะสติหลุดเสมอตอนที่ผมได้กลิ่นน้ำเงินหลังจากเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ มันสดชื่นและก็...น่าฟัดไปอีกแบบ

ผมกลืนน้ำลายสะกดกลั้นความอยากของตัวเอง เพราะเราทั้งคู่ยังไม่ได้ดีกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ภายในใจจะมีความปรารถนาอยู่ล้นปรี่แค่ไหน ผมก็ต้องเก็บมันเอาไว้ก่อน

น้ำเงินเกร็งตัวมากกว่าที่เคย อาจเป็นเพราะเราห่างกันมานานหลายวันเกินไป

“ไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ” ผมถามคนในอ้อมกอด

“ผมไม่รู้จะพูดอะไร”

“พูดว่าตอนไปค่ายจะคิดถึงพี่งี้”

“ผมไม่พูดแบบนั้นหรอกนะ”

“ถามไรหน่อยดิ” ผมเอียงคอไปซบไหล่ของน้ำเงิน “อยากให้พี่หาคนใหม่มานอนด้วยจริงๆ เหรอ”

“ก็มันเป็นชีวิตของพี่คีนนี่ คนบ้าอะไรก็ไม่รู้นอนคนเดียวไม่ได้”

“ถ้าน้ำเงินไม่อยู่ พี่ก็ไปนอนกับไอ้เบสไง ยากตรงไหน”

น้ำเงินเกร็งมากกว่าเดิม คล้ายกับไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมจะแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้

“จริงๆ แล้วพี่น่ะ...”

“อ้าวน้ำเงิน ขึ้นมาแล้วเหรอ” กลิ่นมาม่าจากมือไอ้เบสโชยเข้ามาในห้องพร้อมตัวมัน มันไม่ตกใจที่เห็นน้ำเงินนั่งตักผม และที่เหนือไปกว่านั้นคือมันไม่คิดที่จะออกจากห้องไปนั่งที่อื่น มันเลือกที่จะนั่งเป็นก้างเฉยเลย

กวนประสาทจริงๆ ผมน่ะไม่เป็นไรหรอกครับ แต่น้ำเงินเนี่ยสิ ป่านนี้เขินอายหน้าแดงไปแล้วมั้ง

“ผมขอตัวดีกว่า”

“อย่า” ผมจับตัวน้ำเงินเอาไว้ “ปล่อยให้ไอ้เบสอึดอัดไปเอง”

“แต่...”

ฟอด

ผมชิงหอมแก้มน้ำเงินก่อนที่น้องจะพูดอะไรออกมา ไอ้เบสที่กำลังคีบเส้นมาม่าอยู่ถึงกับปล่อยเส้นที่เพิ่งคีบร่วงลงไปสู่ชามใหม่อีกครั้ง ผมยักคิ้วส่งให้มัน มันเริ่มเบ้ปากใส่ผมนิดๆ แล้วครับ

อีกไม่นานเชี่ยแม่งก็ทนไม่ได้ เชื่อผมสิ

“พี่คีน” น้ำเงินกระซิบอย่างเอ็ดๆ

“เดี๋ยวพี่ก็ไม่ได้เจอแล้ว ให้พี่ตักตวงความสุขหน่อยสิ”

“แต่...”

ฟอด

ไอ้เบสเริ่มแสดงท่าทางอึดอัดให้เห็น และในที่สุดมันก็ยอมแพ้ ยกชามมาม่าทำท่าเหมือนจะเดินออกจากห้องไป

“มึงจะกลับห้องมึงเลยมั้ย” ผมแกล้งถามยิ้มๆ

“กูจะอยู่ห้องมึงทำซากมะเขืออะไร” พูดจบมันก็หายจ๋อมแล้วก็ไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องให้ด้วย

ผมหัวเราะเล็กน้อยขณะที่น้ำเงินนั้นเริ่มพยายามแกะมือผมออกไปจากตัว

“ผมแค่จะมาลา” น้ำเงินกระซิบ

“แล้วคืนนี้พี่จะนอนกับใคร”

“...”

“ถ้าไม่ใช่น้ำเงินพี่ก็ไม่นอนกับใครแล้วนะ”

น้องหันมามองหน้าผมด้วยสายตาไม่เชื่อ “แล้วสามวันที่ผมไม่อยู่ พี่คีนจะทำยังไง”

“บอกแล้วไงว่านอนกับไอ้เบส”

“ถ้าพี่เบสไม่ว่าง?”

“นอนกับไอ้ธาร”

“ถ้าพี่ธารไม่อยู่?”

“ก็เหลือไอ้เชี่ยรุตไง”

“นี่พี่รู้มั้ยว่าพี่ทำคนอื่นเขาลำบากแค่ไหน” น้ำเงินทำหน้าบึ้ง

“หรือจะให้พี่ไปนอนกับเด็กคนอื่นๆ ของพี่ล่ะ” เอาอีกแล้ว...ปากของผมไปไวกว่าความคิดอีกแล้ว “พี่ไม่มีเด็กแล้ว ลืมไป...ขอโทษทีนะ”

“เอาเป็นว่าถ้าพี่ทำตัวดีในสามวันที่ผมไม่อยู่ ผมมีอะไรจะบอกพี่ด้วย”

“จริงดิ” ผมขมวดคิ้วสงสัย “มันเป็นเรื่องดีมั้ย”

น้ำเงินยิ้ม “ผมคิดว่าดีนะ”

“บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอ”

“พี่ต้องทำตัวดีๆ ก่อน”

“งั้นเอางี้” นักธุรกิจอย่างผมไม่มีวันเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ “ถ้าน้ำเงินทำตัวดีในสามวันที่ไม่ได้อยู่กับพี่ พี่ก็มีอะไรจะบอกน้ำเงินเหมือนกัน”

“ทำตัวดีที่ว่านี่หมายความว่ายังไง”

“อยู่แต่กับไอ้ใกล้”

“อ่าฮะ”

“อยู่แต่กับไอ้ใกล้”

“พูดซ้ำทำไมเนี่ย”

“และก็อยู่แต่กับไอ้ใกล้”

น้ำเงินถอนหายใจใส่ผม “พี่เหมือนเด็กหวงของอ่ะ”

“เพิ่งรู้เหรอ” ผมหอมซอกคอของน้ำเงินที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว

“ผมว่าผมจะคืนนาฬิกาเรือนนี้” น้ำเงินยื่นนาฬิกาข้อมือมาให้ผม เป็นนาฬิกาที่ผมให้น้ำเงินยืมใส่ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าหอ เพราะถ้าไม่มีนาฬิกาเรือนนี้ น้ำเงินอาจจะถูกเด้งไปอยู่หออื่นก็ได้ ใครจะไปรู้

“พี่ให้ยืมใส่ ไม่สิ พี่ให้ไปเลยดีกว่า” ผมพูดอย่างป๋าๆ

“แต่ว่า...”

“ถ้าไม่มีเจ้านี่ ไม่มีใครดูออกเลยนะว่าน้ำเงินอยู่หอสี่”

“ก็ช่างมันดิ คนบ้าอะไรตัดสินคนอื่นจากข้าวของที่ใช้”

“คนบ้าที่ว่านั่นอยู่หอสี่เต็มเลย ใช้ๆ ไปเถอะ”

“เฮ้อ”

“...”

“เลิกไซร้คอผมได้แล้ว” น้ำเงินทำเสียงอิดออด เมื่อผมเอาแต่พูดไปพร้อมกับซุกไซร้คอขาวของน้องไป

“เลิกไม่ได้” ผมกระซิบเสียงกระเส่า คนในอ้อมกอดผมบิดตัวไปมาคล้ายกับจะขัดขืนอย่างเต็มที่ “เฮ้ เราต้องห่างกันหลายวันนะ อย่าขัดขืนพี่เลย”

“คือผมจะบอกว่า...ย้ายที่ดีมั้ย”

ผมยิ้ม คำพูดของน้ำเงินช่างเป็นอะไรที่ถูกใจผมเป็นอย่างยิ่ง ในหัวของผมลืมไปหมดแล้วว่าเราสองคนเคยเถียงกันหรือดราม่ากันเรื่องอะไร เพราะตอนนี้ผมรอคอยวันที่น้ำเงินกลับมาพร้อมกับพูดเรื่องที่น้องบอกว่าจะบอกผมถ้าผมทำตัวดี

แค่สามวันเอง...มันจะไปยากตรงไหน ผมคิดเอาไว้แล้วล่ะว่าในสามวันนี้ผมจะกวนเพื่อนคนไหนบ้าง ที่แน่ๆ พวกนั้นมันต้องอยู่แสตนบายรอผม เพียงแค่ผมนอนกับเพื่อนทั้งสามคนในทุกๆ คืน มันก็เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผมทำตัวดีที่สุดแล้ว

ผมจูงมือน้ำเงินไปที่เตียง น้องดูเขินอายหน่อยๆ อาจเป็นเพราะเราเพิ่งจะดีกันเมื่อสักครู่ ลำคอของผมแห้งผากไปหมดเมื่อไล้สายตาของตัวเองลงไปที่ซอกคอขาวและก็เนินอกที่โผล่พ้นเสื้อยืดคอวีของอีกฝ่าย

“พี่คีนมองแบบนี้ผมไม่น่ารอดใช่มั้ย”

“ก่อนน้ำเงินจะเข้ามาในชีวิตพี่...พี่ทำทุกวัน”

น้องทำหน้าเซ็ง “ไม่ต้องพูดก็ได้มั้งครับ”

“งั้นถ้าพี่จะบอกว่าต่อไปพี่จะทำแต่กับน้ำเงิน...น้ำเงินจะให้พี่พูดป่ะ”

เลือดฝาดสีแดงเป็นปื้นโผล่ขึ้นมาบนแก้มของน้ำเงิน น้องทำหน้าเหมือนจะยิ้มแหล่ไม่ยิ้มแหล่ ผมเชยคางน้ำเงินขึ้นมาก่อนจะขยับใบหน้าของตนเข้าไปใกล้

“คิดว่าที่ผ่านมาเราจูบลึกซึ้งกันกี่ครั้ง”

น้ำเงินกระพริบตาช้าๆ “ไม่ถึงสองครั้งมั้งครับ”

“ครั้งนี้ของเรา...พี่ขอให้ลึกซึ้งมากกว่าทุกครั้งละกันนะ”

ผมไม่รอให้น้ำเงินให้คำตอบผม ริมฝีปากของเราทั้งคู่จรดประสานกันพร้อมปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัด มือของผมผลักลำตัวของน้ำเงินให้ราบลงไปกับเตียง พร้อมๆ กับให้ริมฝีปากทำงานของมันไปเรื่อยๆ

ครั้งนี้ผมเปิดเสื้อน้ำเงินเร็วกว่าทุกครั้ง เรือนร่างขาวผ่องที่ไม่ค่อยมีไขมันปรากฏสู่สายตาของผม

ผมยิ้ม...ส่วนน้ำเงินทำหน้าตื่นตกใจ

“พี่คีน”

“ไอ้คำว่าลึกซึ้งอ่ะ...มันไม่ใช่ที่ปากหรอกนะ”

“หา”

“ถ้าเจ็บก็บอก พี่จะหยุด”

“คือ...”

“แต่ถ้าไม่บอกให้พี่หยุด พี่จะฝากรอยไว้ทั้งตัวเลย”

“เดี๋ยวสิ ถามผมยังเนี่ย”

“ไม่รู้ล่ะ ไปค่ายนี่มันต้องอาบน้ำห้องน้ำรวมไม่ใช่เหรอ”

“แล้วผมจะมองหน้าเพื่อนยังไง”

“ก็ไม่ต้องไปอาบกับมันสิ อาบเดี่ยวๆ ไป”

“งั้นก็ไม่ต้องทำรอย”

“พี่จะทำ”

น้ำเงินจิกแผ่นหลังผมแทนคำตอบ เมื่อเห็นว่าเสื้อเชิ้ตผมเป็นอุปสรรคต่อการสัมผัส ผมจึงรีบปลดมันออกอย่างรวดเร็ว

“ให้ตาย...” น้ำเงินบ่นเบาๆ

“ถ้าแค้นพี่ ก็จิกหลังพี่ได้”

“...”

“พี่อยากโดนน้ำเงินข่วน”

“เงียบไปเลย”

“...”

“ทำแบบไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว”






[มีต่อนะคะ]



ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



น้ำเงิน



ผมเห็นร่องรอยบนร่างกายตอนอาบน้ำหลังจากที่ผ่าน...เอ่อ...กิจกรรมอย่างว่ากับพี่คีน รู้สึกหน้าร้อนผ่าวทุกครั้งที่นึกถึงร่องรอยเหล่านั้น มันทั้งเขินอายและก็อ่อนเพลียผสมกัน นี่ถ้าล้อไม่หมุนตอนตีห้าครึ่ง ผมคิดว่าผมควรจะนอนต่อให้เยอะกว่านี้

ตอนนี้ผมอยู่บนรถบัสกำลังเดินทางไปเข้าค่ายต่างจังหวัด ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมคือไอ้ใกล้ มันหลับสนิทชนิดที่ว่าคอพับไปติดกับหน้าต่าง ระหว่างนั้นผมนึกไปถึงคนที่มาส่งถึงหน้าคณะ พี่คีนแปรงฟันและสวมเสื้อมีฮู้ดทับชุดนอน ปากก็บอกจะไปส่งผมให้ได้ ทั้งๆ ที่ผมบอกว่าไม่เป็นไรให้ใกล้มารับก็ได้ แต่เขาก็ไม่ฟัง

คณะผมมีเด็กหอสี่อยู่น้อยคนมากๆ การที่พี่คีนมาปรากฎตัวที่หน้าคณะแต่เช้าตรู่นับได้ว่าสร้างความตื่นตาตื่นใจได้มากพอสมควร แต่สิ่งที่ผมนึกถึงมันไม่ได้มีแค่นั้นครับ

พี่เขาลากผมไปอยู่ในซอกมืดๆ ระหว่างคณะ จากนั้นก็หอมแก้มผมอย่างอ่อนละมุนซะจนขนลุกซู่ไปหมด แม้ว่าเขาจะหอมแก้มผมเพียงแค่ครั้งเดียวก็ตาม

‘ใจพี่ต้องขาดแน่เลย’ เขาลูบศีรษะผม

‘สามวันเอง’ เหมือนพูดปลอบใจตัวเองแทนที่จะพูดกับเขา

‘ทำตัวดีๆ นะ อย่าลืมว่าพี่มีเรื่องจะคุยด้วย’

‘พี่คีนก็เหมือนกัน’

‘...’

‘บอกว่าจะนอนกับเพื่อน ก็คือนอนกับเพื่อนแค่นั้นนะครับ’

เขายิ้ม จากนั้นก็ให้คำมั่นกับผม ‘รู้แล้ว’

ความรู้สึกของผมตอนนี้คงจะเรียกได้ว่าอินเลิฟอย่างเต็มปากเต็มคำแล้วล่ะ จากที่ผมเคยกลัวเรื่องความไม่เหมาะสมของเราต่างๆ นานา แต่เมื่อเห็นหน้าพี่คีน ผมก็เริ่มรู้สึกอยากทิ้งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง และทำปัจจุบันให้มันดีที่สุด

ความปรารถนาของผมคือได้อยู่เคียงข้างเขา เพราะผมชอบเขา มันก็แค่นั้นแหละครับ

คิดไปคิดมาแล้วก็ตลกดี...โดยเฉพาะตอนที่ผมคิดนั้นมีเสียงกรนเบาๆ ของไอ้ใกล้เป็นดนตรีประกอบก็ยิ่งตลก เพราะอะไรน่ะหรอครับ เพราะคนที่ผมคิดว่าผมชอบคือคนที่ไอ้ใกล้มันกำลังคุยๆ อยู่ แปลกแต่จริงที่เราทั้งคู่มีเรื่องเกี่ยวพันกันขนาดนี้แต่กลับไม่เคยมีปัญหากันแม้แต่น้อย มันพร้อมจะให้คำปรึกษาผมเรื่องพี่คีน ส่วนผมก็พร้อมจะให้คำปรึกษามันเรื่องคุณดลเหมือนกัน

แม้จะมีบางครั้งที่ผมนึกอยากตีอกชกหัวตัวเองเรื่องที่เปลี่ยนใจจากคุณดลมาเป็นพี่คีนง่ายเกินไปอย่างกับคนใจง่าย แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องคุณดลผมคงไม่ได้ค้นพบว่าตัวเองนั้นกำลังค้นหาใครและต้องการสิ่งใด ไม่ใช่เจ้านายที่ให้ความสนิทสนมเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่เป็นความอบอุ่นและการมองตาก็เข้าใจกันระหว่างผมกับพี่คีน

ส่วนคุณดลเองนั้นก็คงไม่ได้ต่างอะไรจากผม แม้ปากจะบอกว่าชอบผมอย่างงั้นอย่างงี้ แต่เมื่อเจอไอ้ใกล้ เขาก็ให้ความสนใจไอ้ใกล้มากกว่าผม อาจเป็นเพราะคุณดลไม่ต้องทำอะไรมากไอ้ใกล้ก็เข้าใจคุณดลเป็นอย่างดี ดีไม่ดีมันเข้าใจคุณดลมากกว่าผมด้วยซ้ำ เข้าใจในมุมที่คนอื่นเขาไม่เข้าใจน่ะ

ผมไม่รู้ว่าเรื่องของมันกับคุณดลไปถึงไหนแล้ว แต่ผมก็พร้อมจะยินดีกับคนทั้งคู่นะครับหากจะตกลงปลงใจคบหากัน ผมไม่รู้สึกเจ็บปวด ตะขิดตะขวง หรือกระอักกระอ่วนในใจอย่างแน่นอน

เพราะในตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกสุขหรือทุกข์ มันก็คงไปอยู่กับพี่คีนจนหมดแล้ว

กว่ารถจะมาถึงจุดหมายไอ้ใกล้ก็หลับไปหลายตื่น ผมปลุกมันตอนที่รถจอดสนิท มันยืดเส้นยืดสายนิดหน่อยก่อนจะทำหน้าตะลึงงัน

“อะไรน่ะ”

“หืม”

“ดูนู่นดิ”

ผมมองตามสายตาไอ้ใกล้ ก่อนจะเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าคนคนนี้จะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ก็ในเมื่อเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะของผมเลยแม้แต่นิดเดียว

คนนั้นคือพี่อยุธ เขากับเดอะแก๊งของเขาอยู่กันครบจนผมอดตัวชาไม่ได้

หรือคนพวกนั้นจะตามมากลั่นแกล้งผมถึงที่นี่

“น้ำเงิน นั่นรุ่นพี่หอมึงใช่ป่ะ” ใกล้หันมาถาม “มึงเป็นไรวะ ทำไมหน้าซีด”

“นั่นตัวจี๊ดของหอกูเลย” ผมแทบจะยกมือขึ้นมาสวดมนต์แล้ว “พี่มันมาทำอะไรที่นี่วะ”

“ไม่ใช่เพื่อนพี่คีนเหรอ”

“ไม่รู้จะเรียกว่าเพื่อนดีมั้ย”

พี่อยุธกวักนิ้วเรียกผมยิกๆ ผมได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินลงไปจากรถพร้อมๆ กับไอ้ใกล้ ไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่คณะผมถึงได้ปล่อยให้พี่อยุธกับเดอะแก๊งมายืนลอยคอเชิดหน้าชูตาอยู่แบบนี้ พวกนี้มันแก๊งเด็กบริหาร ไม่ใช่แก๊งเด็กเภสัชสักหน่อย

“ลงเงินไปเยอะหวังว่าครั้งนี้จะคุ้มนะ” ผมได้ยินพี่มันคุยกับเพื่อน

พรึ่บ

ป้ายไวนิลที่รุ่นพี่ของผมกางออกมาต่อหน้าน้องๆ นั่นคือคำตอบ ผมกวาดสายตาไล่ไปตามตัวอักษรแบบผ่านๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่โลโก้ที่มุมซ้ายซึ่งเรียงกันอยู่สี่ห้าอัน

ถ้าจำไม่ผิด...นี่มันสินค้าบ้านพี่อยุธทั้งนั้นเลยนี่หว่า

“สำหรับการเข้าค่ายครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่อยุธ คณะบริหารฯ ปีสี่ที่ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ นะคะ น้องๆ ปรบมือให้พี่อยุธหน่อยเร็ว”

ทุกคนปรบมือกันอย่างงงๆ ส่วนพี่อยุธก็เอาแต่โบกไม้โบกมือไปมาเหมือนเป็นเรื่องที่เขาภูมิใจนักหนา เขาหันมาส่งยิ้มให้ผม ผมก็ได้แต่มองอย่างว้าวุ่นใจ กลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นระหว่างที่อยู่ในค่ายนี้

“คณะจะกฎมากกฎน้อยยังไงก็แพ้เปย์” ไอ้ใกล้กระซิบกับผม “ที่น่าสงสัยก็คือทำไมพี่คนนั้นมันถึงลงทุนทำขนาดนี้”

ผมกลืนน้ำลายแทนคำตอบ

“เพราะมึงเหรอ”

“กูไม่รู้”

“โทรบอกพี่คีนเลย” ไอ้ใกล้พูดทีเล่นทีจริง “ให้เขาส่งการ์ด หน่วยซีล หรือไม่ก็หน่วยคอมมานโดมา”

“ไอ้บ้า พี่คีนไม่ใช่ทหาร”

“จ้างสิ”

“จะบ้าเหรอ”

“หรือไม่ก็ให้เขาติดต่อ Avengers พี่คีนรวยน่าจะรู้จักกับโทนี่ สตาร์คเป็นการส่วนตัว”

แม่ง...พวกหอห้ายังไงก็คือพวกหอห้าอยู่วันยังค่ำ มึงไม่เรียก Justice League มาด้วยเลยล่ะ

“เรื่องอื่นกูพูดเล่น แต่เรื่องที่ให้มึงโทรบอกเรื่องนี้กับพี่คีนคือเรื่องจริงนะเว้ย”

“กูดูแลตัวเองได้น่า”

“มึงดูนั่น” ใกล้เอียงหน้าเข้ามาใกล้ผมเพื่อให้คำพูดของมันเป็นความลับมากยิ่งขึ้น “รุ่นพี่เราแม่งอยู่ใต้คำบัญชาของพี่อยุธหมดเพราะเขาเป็นคนออกตังค์ มึงคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะมีใครช่วยมึงมั้ย”

“ก็...มึงไง”

“กูเนี่ยนะ” มันชี้นิ้วมาที่ตัวเอง “นอกจากบ้านักร้องนำวง NOC แล้ว กูก็ไม่เก่งอะไรอย่างอื่นอีกเลย”

เข้าใจได้...ไอ้คนมีความรักเอ๊ย

“น้ำเงิน” จู่ๆ พี่อยุธก็เดินเข้ามาใกล้จนเพื่อนผมเผลอขยับถอยออกห่าง “เอากระเป๋าไปเก็บที่บ้านริมทะเลแล้วมาคุยกันหน่อย”

“ผมต้องทำกิจกรรม”

“ไม่ต้อง พี่บอกให้พวกนั้นอย่ามายุ่งกับน้ำเงิน ปล่อยให้พี่อยู่กับน้ำเงินไป”

แบบนี้ก็ได้เหรอออออ...ผมไม่เข้าใจคนรวยเลยจริงๆ นี่พวกนี้คิดว่าโลกต้องหมุนรอบตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า

“ผมคิดว่ามันไม่ดีมั้งครับ”

“พี่เสียเงินไปเยอะเพื่อซื้อเวลาตรงนี้นะ อย่าให้พี่ต้องขาดทุน”

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด...ผมมองไปที่ไอ้ใกล้อย่างขอความช่วยเหลือ มันเองก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ เหมือนกันแล้วล่ะมั้ง Avengers ก็ช่วยไม่ได้ Justice League น่ะเหรอ...อย่าหวังเลย

“ทำไมต้องเสียเงินเพราะผมด้วยล่ะครับ รองเท้านั่นก็ครั้งหนึ่งแล้วนะ”

สายตาของพี่อยุธมองไปที่เท้าของผมซึ่งกำลังสวมรองเท้ารุ่นที่เขาเคยซื้อให้ แต่คู่นี้เป็นคู่ที่พี่คีนเพิ่งให้ผมเมื่อคืน เขาเล่าให้ฟังว่าตามหาทั้งวันด้วยการเกณฑ์เพื่อนทุกคนมาช่วยหา เพราะเขาไม่อยากเสียหน้าให้พี่อยุธ

“ก็ถ้าไม่ไปกับพี่ จะรู้เหตุผลมั้ยล่ะว่าทำไม”

พี่อยุธนี่มันตัวป่วนค่ายรับน้องของคณะผมชัดๆ

“ผมไปกับพี่ก็ได้ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อ” สายตาของผมตวัดไปมองไอ้ใกล้ “ไอ้นี่ต้องได้รับสิทธิพิเศษเรื่องไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมด้วยครับ”

คนถูกพาดพิงทำหน้าแบบที่ไม่รู้ว่าจะยินดีหรือยินร้าย พี่อยุธถอนหายใจยิ้มๆ ก่อนจะมองผมอย่างปลงๆ

“พี่เข้าใจแล้วว่าทำไมน้ำเงินถึงเอาไอ้คีนอยู่ ยอมในเรื่องที่อยากยอม ไม่ยอมในเรื่องที่ไม่อยากยอม” พี่อยุธเดินเข้ามาใกล้ จนผมต้องถอยหลังกรูด “เราคงต้องคุยกันยาวหน่อย”

ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่อยุธต้องการอะไร แม้ใจของผมอยากที่จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวของผมเอง แต่ก็มีอยู่แวบหนึ่งที่ผมอยากส่งไลน์ไปบอกพี่คีนว่าพี่อยุธอยู่ตรงนี้กับผมเหมือนกัน ถ้าผมทำอย่างนั้นผมจะกลายเป็นคนอ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ได้หรือเปล่าวะ

“มาเจอพี่ข้างล่างตรงระเบียงติดริมหาดนะเว้ย”

ผมและไอ้ใกล้ยืนมองพี่อยุธกับเดอะแก๊งด้วยสายตามึนงงปนความหวาดหวั่น

“พี่เขาต้องการอะไรจากมึงวะ”

“ไม่รู้ว่ะ”

“มึงบอกพี่คีนด่วนเลย”

“ไม่เอา”

“คนระดับพี่คีนแม้เขาจะไม่ใช่ทหาร แต่กูเชื่อว่าเขาจะเอาหน่วยซีลมาช่วยมึงได้”

เด็กหอห้าแม่งมีความสุขอยู่กับจินตนาการของตัวเองตลอดเวลาป่ะวะ...ผมอยากจะรู้จริงๆ







ผมกับไอ้ใกล้มองหน้ากันเป็นครั้งที่ห้าหลังจากที่ถูกพี่อยุธเรียกตัวมาบ้านพักที่ใหญ่ที่สุดในรีสอร์ทริมทะเลแห่งนี้

คนเรียกประพฤติตัวเหมือนคนสติหลุด เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผม สวมแว่นกันแดดเล่นโทรศัพท์ เดี๋ยวก็หัวเราะเดี๋ยวก็หน้าบึ้ง ไม่ได้สนใจผมกับไอ้ใกล้ที่นั่งเกร็งตัวเลยแม้แต่นิดเดียว

“บอกกูทีว่าพี่เขายังเต็มอยู่” ทีแรกไอ้ใกล้มันดีใจที่จะได้ไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรม แต่ตอนนี้มันชักลังเลขึ้นมาแล้ว อยู่กับเพื่อนร่วมคณะอาจจะดีกว่าอยู่กับคนอย่างพี่อยุธก็เป็นได้

เดอะแก๊งของพี่อยุธแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตอย่างอื่นเรียบร้อย ไม่เหมือนพี่อยุธที่กักตัวผมกับใกล้เอาไว้เหมือนเป็นตุ๊กตาสองตัว โดยที่ไม่พูด ไม่คุย ไม่อะไรเลย

กูก็เสือกโง่นั่งนิ่งๆ อยู่ได้ตั้งนานสองนาน

“พี่ต้องการอะไรครับ” มีหลายครั้งที่ผมอยากจะกดโทรออกหาพี่คีนมาก แต่ก็ได้แต่ห้ามใจตัวเองเอาไว้

มึงถึก มึงทนไหวน้ำเงิน...พี่อยุธมันไม่มีอะไรหรอก

“จำได้หรือเปล่าว่าพี่คุยอะไรกับน้ำเงินเมื่อวาน”

ผมพยักหน้า “พี่บอกว่า...”

“เดี๋ยว จะพูดต่อหน้าไอ้เด็กนี่เหรอ”

ใกล้ดูงงว่ามันทำผิดอะไร “มันเป็นเพื่อนผม ผมไม่มีความลับกับมัน”

“เป็นคู่หู่ที่ตลกดี” พี่อยุธยักไหล่ “สรุปพี่พูดอะไรกับน้ำเงินที่โรงอาหารหอเรา ไหนทวนซิ”

ปวดหัวเหลือเกิน...ทำไมจู่ๆ คนหล่อคนเท่อย่างพี่อยุธถึงกลายเป็นคนสติหลุดแบบนี้ไปได้

“พี่บอกว่าให้ผมรอดูว่าพี่คีนจะนอนกับคนอื่นมั้ยในสามวันนี้”

“ถือว่าเก่ง” รุ่นพี่หอสี่ของผมยิ้มแฉ่ง “คอยดูให้ดีว่ามันจะทำได้หรือเปล่า”

“สรุป...พี่ต้องการอะไรครับ” ไอ้ใกล้ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมผมต้องมานั่งหายใจทิ้งอยู่ตรงนี้ มันสบายเพราะไม่ได้ทำกิจกรรมก็จริง แต่เมื่อคนตรงหน้าคือพี่อยุธ...ผมคิดว่าไปทำกิจกรรมน่าจะปลอดภัยกว่า

“มึงนี่พูดมากนะ”

“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยเหอะ”

“มันเป็นเรื่องของกู น้ำเงิน และก็ไอ้คีน”

“อย่างน้อยผมก็อยากได้สาระจากการที่ต้องนั่งดูพี่เล่นโทรศัพท์แบบนี้นะ”

พี่อยุธหน้าบึ้ง เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดีจนพวกผมสองคนสะดุ้ง ผมมองกำราบไปที่ไอ้ใกล้ ในค่ายตอนนี้พี่อยุธถือว่าใหญ่ที่สุด อย่าเพิ่งทำอะไรขัดใจพี่เขาน่าจะดีกว่า

เขาถอดแว่นกันแดดออกจากนั้นก็ถอนหายใจ

“จริงๆ แล้วพี่อยากพูดเรื่องนี้กับน้ำเงินคนเดียว”

“พี่ไล่ผมก็ไม่ไปอ่ะ ในเมื่อเกริ่นมาซะขนาดนี้แล้ว”

“เดี๋ยวก่อนนะ กูขอทายหอของมึงก่อน” พี่อยุธไม่ค่อยชอบใจใกล้เท่าไหร่ “ขี้เสือกแบบนี้...หอห้าเห็นๆ”

“อย่ามาเหมารวมสิครับ ทุกหอมีคนขี้เสือกเหมือนกันทั้งนั้นนั่นแหละ”

“พี่อยุธพูดมาได้เลยครับ” ผมเอ่ย ก่อนที่โทรศัพท์บนโต๊ะของผมจะส่องแสงสว่างวาบ หน้าจอแจ้งเตือนว่าพี่คีนเพิ่งจะทักไลน์มาว่าผมเป็นยังไงบ้าง

พี่อยุธยิ้มอย่างมีเลศนัย “มันทักมาแล้ว”

ผมกับไอ้ใกล้ยังคงรอคอยอยู่ว่าพี่อยุธจะพูดยังไงต่อไป

“เฮ้อ...” การถอนหายใจครั้งนี้คือการลีลาครั้งสุดท้ายของพี่อยุธ “พี่ไม่ใช่เกย์”

ผมกับใกล้มองหน้ากันเหมือนไม่เข้าใจว่าควรจะยินดีหรือยินร้ายกับเรื่องนี้ เราก็เลยเลือกที่จะทำหน้างงๆ พี่อยุธไม่ใช่เกย์...แล้วมันเดือดร้อนผมกับพี่คีนตรงไหน

“ไม่แน่ใจว่าคีนมันเล่าเรื่องของพี่ให้น้ำเงินฟังมากน้อยแค่ไหน มันอาจจะบอกว่าพี่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับมัน เป็นศัตรูคู่อาฆาต เป็นเจ้ากรรมนายเวร หรือเป็นพวกป๋าที่ชอบแย่งเด็กในสังกัดกัน แต่จริงๆ แล้ว...พี่ก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นกับมันหรอกนะ”

ผมพยายามทำความเข้าใจกับประโยคเหล่านั้น

“พี่อยากเป็นเพื่อนมัน”

ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่อยุธมีแผนในใจมั้ย ผมกับไอ้ใกล้ยังไงก็คงจะไม่เชื่อใจคนคนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน เขาลงเงินหลายแสนให้ค่ายรับน้องของคณะเภสัชฯ เพียงเพื่อที่จะมาพูดเรื่องนี้กับผม มันก็ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อย

แต่จะว่าไป...พวกหอสี่มีเรื่องไหนที่ไม่น่าเหลือเชื่อบ้าง ถ้ามหา’ลัยอนุญาตให้นำฮิปโปมาเลี้ยงในหอได้ พวกคนเหล่านี้ก็คงทำไปแล้วมั้ง

คิดดูสิครับ...คนสุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์อย่างพี่คีนยังมีเรื่องราวในมุมมืดซ่อนอยู่นั่นก็คือเขานอนคนเดียวไม่ได้ เพราะงั้นถ้าพี่อยุธจะมีเรื่องราวในมุมมืดบ้างก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกประหลาดเท่าไหร่ เพียงแต่ว่า...มันจะน่าเชื่อถือหรือเปล่าก็เท่านั้น

“ตั้งแต่เล็กจนโต มันแม่งเป็นมนุษย์ที่จริงใจที่สุดเท่าที่พี่เคยเห็น อะไรที่ผิดมันก็บอกว่าผิด อะไรที่ไม่ควรทำมันก็บอกว่าไม่ควรทำ” พี่อยุธชายตาไปมองกลุ่มเพื่อนตัวเองที่กำลังเตะบอลอยู่ริมชายหาด “ถ้าพี่ไม่มีเงิน...ไอ้พวกนั้นแม่งก็คงเลิกคบพี่และก็หายจ๋อมไป เหมือนมิตรภาพระหว่างพี่กับพวกมันไม่เคยมี”

“พี่รู้ได้ไงว่าพี่คีนเป็นคนจริงใจขนาดนั้น” ผมยิงคำถาม

“จริงใจสิ มันไม่ชอบขี้หน้าพี่ยังไงทุกวันนี้มันก็ยังไม่ชอบขี้หน้าพี่อย่างนั้น”

“พี่อยากเป็นเพื่อนพี่คีน ทั้งๆ ที่พี่คีนเกลียดขี้หน้าพี่เนี่ยนะ” ไอ้ใกล้พูดบ้าง

“ใช่”

“แล้วทำไมไม่ทำตัวดีๆ ล่ะ”

“คนมันขึ้นหลังเสือไปแล้ว จะลงตอนนี้มันก็คงสายเกินไป”

ผมกับใกล้มองหน้ากันก่อนจะพูดในใจว่า ‘อะไรของพี่มันวะ’

“โง่จริงไอ้เด็กพวกนี้” พี่อยุธเอ็ด “พี่เลวไปแล้ว ถ้าพี่กลับมาดี ไอ้คีนมันก็คงไม่เชื่อใจ”

“เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะครับ” ผมพูด

“มันเป็นชะตาชีวิตของพี่กับมัน น้ำเงินเอ๋ย พี่กับมันต้องเป็นศัตรูกันตลอดไป” ผมได้แต่เกาหัวแกรกๆ กับคำพูดของผู้ชายคนนี้ “พี่ต้องขอโทษด้วยที่แกล้งทำเป็นสนใจน้ำเงินขนาดนั้นในช่วงแรก เห็นหน้าไอ้คีนโมโหแล้วมันสนุกดี”

“พี่ซื้อรองเท้าให้ผมด้วย”

“พอดีรุ่นน้องที่รู้จักมันซื้อมาแล้วบังเอิญว่าเป็นไซส์เดียวกันเฉยๆ”

“พี่เคยเอาผมเป็นตัวเดิมพัน”

“เพื่อความสนุกสนานของวันแรกที่ย้ายเข้าหอ”

“สรุปก็คือที่พี่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อกวนประสาทพี่คีน...อย่างนั้นใช่มั้ยครับ”

“ใช่ น้ำเงินก็น่ารักดี แต่พี่ไม่ได้เป็นเกย์ พี่ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ”

ใครผิดหวังวะ...จะมีก็แต่คนที่งงมากกว่าว่าทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ สายตาที่ผมมองพี่อยุธนั้นเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ เพราะผมรู้ดีว่าเดอะแก๊งของพี่อยุธนั้นหาคนจริงใจได้น้อยมาก คนพวกนี้ชอบกลั่นแกล้งลูสเซอร์ในหอ แม้พี่อยุธเองจะเป็นหนึ่งในนั้นแต่เมื่อผมลองมองตาเขาดู ผมคิดว่าคำพูดของเขาน่าจะเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

“ถ้าน้ำเงินไม่เชื่อ...พี่จะยอมลงทุนจ่ายเงินหลายแสนให้ค่ายนี้ทำไม”

“แล้วพี่จ่ายไปทำไม”

“ก็เพื่อกวนประสาทไอ้คีน ให้มันร้อนรุ่มเล่นๆ ว่าตอนนี้พี่อยู่กับน้ำเงิน”

“ผมไม่ได้บอกเขา”

“งั้นก็รีบบอก”

“พี่อยุธครับ การที่คนเราจะเป็นเพื่อนกันน่ะไม่จำเป็นต้องหาเรื่องกวนตีนกันตลอดเวลานะครับ ทำแบบนี้พี่สนุกเหรอ พี่ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

“เอาตรงๆ นะน้ำเงิน จะให้พี่เข้าไปอยู่ในแก๊งไอ้คีนที่มีไอ้เบส ไอ้รุตและก็ไอ้ธารแบบนั้นพี่ก็ทำไม่ได้ว่ะ พี่อยากกวนตีนคีนมันไปตลอดแบบนี้”

“ถ้าเขาเกลียดพี่จริงๆ ล่ะครับ พี่จะมีความสุขมั้ย เมื่อคนที่พี่อยากเป็นเพื่อนเขาเกลียดพี่จากใจจริงๆ พี่ทนไหวเหรอ”

“มันก็ดีกว่ามันไม่รู้สึกอะไรกับพี่นะ”

ให้ตายเถอะ...ผมเริ่มกลัวขึ้นมาแล้วนะ ไอ้ใกล้เองก็เริ่มมองผมอย่างหวาดๆ เหมือนกัน ทำไมมุมมืดของพี่อยุธถึงได้น่ากลัวว่ามุมมืดของพี่คีนล่ะครับ ชอบให้คนเกลียดแทนที่จะอยากให้คนรักคนชอบเนี่ย

“ใจเย็นสิ พี่ก็เป็นคนปกตินะ เพียงแต่วิธีการใช้ชีวิตพี่มันไม่ปกติเฉยๆ”

“นั่นแหละที่เรียกว่าผิดปกติ” ไอ้ใกล้เริ่มขยับตัวออกห่างจากพี่อยุธ

“มึงไม่เคยผ่านชีวิตที่รอบตัวมีแต่คนไว้ใจไม่ได้ จนสุดท้ายเหลือเพียงศัตรูมึงคนเดียวที่โคตรจริงใจกับมึงใช่มั้ยล่ะ แบบนั้นจะให้กูพูดเป็นร้อยรอบพันรอบยังไงมึงก็ไม่เข้าใจหรอก”

“...”

“คนอย่างมันเกลียดก็คือเกลียด มันไม่เคยใส่หน้ากากเข้าหากูเลยแม้แต่ครั้งเดียว พอเจอแบบนี้เข้าไป บางครั้งก็ทำให้รู้ว่าศัตรูแม่งจริงใจกว่ามิตรที่อยู่ใกล้ตัวซะอีก”

แม่งลึกล้ำสัดจนอยากหมอบกราบ...อาจจะเป็นวิธีคิดที่แปลกพิกลไปสักหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีส่วนจริงเลย ผมมองพี่อยุธอย่างประเมิน ก่อนจะส่งสายตาขอความเห็นไปให้ใกล้ คนมึนๆ อย่างมันก็ได้แต่ยักไหล่ไร้ความเห็น

พี่อยุธหยิบแว่นตากันแดดขึ้นมาใส่อีกครั้ง จากนั้นก็เปิดเกมขึ้นมาเล่นอีกรอบ

“ถ้าเบื่อก็หาอะไรทำซะ น้ำเงินกับเพื่อนยังต้องติดอยู่กับพี่ไปอีกนาน”

“...”

“ต่อหน้าคนพวกนั้น...พี่ยังจำเป็นต้องทำตัวร้ายกาจต่อไป”

ทำไมชีวิตดูลำบาก...มีเงินเยอะแล้วนั่งนับเงินเฉยๆ ไม่สนุกกว่าเหรอวะพี่อยุธ

“รู้นะว่าคิดอะไรอยู่” พี่อยุธทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคอเพราะถูกจับได้ “เงินน่ะพี่มีเยอะจนใช้สิบชาติก็ไม่หมด หาอะไรทำแบบนี้แหละสนุกกว่าตั้งเยอะ”

“...”

“เช่น การแกล้งไอ้คีนให้มันร้อนใจเล่นๆ เป็นต้น”

“ผมขออะไรอย่างได้มั้ยครับ” ผมเลิกคิ้ว พี่อยุธหันมาตั้งใจฟังผม

“ว่าไง”

“ถ้ามันมากเกินไปผมขอด่า”

“ต้องอย่างงี้” พี่อยุธยิ้ม “เมียไอ้คีนต้องเป็นอะไรประมาณนี้แหละ ถึงจะคุมเสืออย่างมันอยู่”





TBC*






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




ตอนที่ 12
น้ำเงิน




วันต่อมา

KEEN : ค่ายเป็นไงบ้าง
BLUE : ก็ดีครับ
KEEN : อยู่แต่กับไอ้ใกล้อย่างที่พี่ขอหรือเปล่า
BLUE : ไม่ได้ห่างจากมันเลยเนี่ย
KEEN : อืม
KEEN : คิดถึงนะ


“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ” คนที่แซวผมไม่ใช่ใกล้แต่เป็นพี่อยุธ ผมยังคงติดอยู่ในบ้านหลังใหญ่กับเขาโดยมีไอ้ใกล้วนเวียนเป็นสัมภเวสีอยู่ไม่ห่าง พี่อยุธบอกว่าต้องเก็บผมไว้ใกล้ตัว นั่นก็เป็นการแสดงออกแล้วว่าพี่เขากลั่นแกล้งผม ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ อยู่นะครับ แต่หลังๆ แอร์ในบ้านนี้แม่งโคตรเย็นอ่ะ

ต้องขอโทษเพื่อนๆ ที่ตากแดดทำกิจกรรมตลอดทั้งวันด้วย

ถึงผมจะสบายที่สุดแต่ผมก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ผมพยายามช่วยงานพี่อยุธเท่าที่ช่วยได้ เช่น หาเครื่องดื่มหรือหากับแกล้มให้ พี่มันก็เคยชินกับการสั่งคนนั้นคนนี้จึงสั่งผมใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าลำบากมากมายอะไร เพราะผมยังไม่ได้ก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้ตั้งแต่ที่รู้ความจริงในใจของพี่อยุธ

“พี่อยุธถามไรหน่อยดิ” ไอ้ใกล้ก็พลอยสนิทกับพี่มันไปด้วย “คนอื่นเขาคิดว่าพี่เป็นเกย์รุกหมดนะ พี่เล่นแย่งเด็กกับพี่คีนกันไปมาตลอดอ่ะ ทีนี้มาบอกว่าพี่ไม่ใช่เกย์ แล้วตกลงพี่ทำยังไงกับเด็กพวกนั้นไม่ให้กระจายข่าวความจริงเรื่องพี่”

ฟังอดีตของพี่คีนทีไรผมต้องทำหน้าเซ็งทุกทีไป

“ก็เอาเงินอุดปากมันไงล่ะ”

“คนรวยๆ แบบพวกนั้นก็อยากได้ตังค์เหรอ” ส่วนใหญ่เด็กที่พี่คีนกับพี่อยุธแย่งกันก็อยู่หอเดียวกันนั่นแหละครับ ผมได้ยินมา

“เด็กหอสี่มีปัญหาในใจกันทุกคนแหละ” พี่อยุธมองผมอย่างมีเลศนัย นี่เขากำลังพูดถึงผมอยู่ใช่มั้ย โอย ปัญหาผมเยอะแยะเกินกว่าจะบรรยายได้ไหว การที่ผมทำเป็นเข้มแข็งก็เพราะอยากทับถมความรู้สึกเหงาในใจก็เท่านั้น

หลังๆ ชักไม่ได้สัมผัสความเหงานั้นมานานแล้ว มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่รู้จักกับพี่คีนนั่นแหละ

“อ๋อ” ไอ้ใกล้เบ้ปาก “ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจพี่แล้ว”

“หุบปากแล้วก็มาดวลเกมกับกูซะ”

“กล้าท้าเด็กหอห้าไปอีก”

“มึงจะเก่งสักเท่าไหร่กันเชียว”

“เมื่อคืนก็แพ้ติดกันเป็นสิบตายังจะปากเก่ง”

“น้ำเงิน น้ำเงินคบกับไอ้นี่เป็นเพื่อนได้ยังไง จับฉลากได้จากงานวัดหรือเปล่า”

“หน็อย”

ผมจะช่วยห้ามไม่ให้สองคนนี้รบกันได้ยังไงเนี่ย ไอ้ใกล้วางใจเรื่องพี่อยุธไปแล้ว ส่วนผมก็เริ่มรู้สึกดีกับพี่มันขึ้นมาเรื่อยๆ การที่ผมได้ใช้เวลาแบบไร้แก่นสารอยู่กับพี่อยุธทั้งวันมันทำให้ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วพี่เขาก็ไม่ได้ร้ายกาจ สิ่งเดียวที่ทำให้พี่เขาร้ายก็คือเรื่องพี่คีน ซึ่งผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมจะทำให้สองคนนี้กลายมาเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นศัตรูกันให้ได้

เพราะเท่าที่ฟังๆ ดู...พี่อยุธแคร์พี่คีนมากเลยครับ

นี่คือตัวอย่างบทสนทนากลางวงเหล้าเมื่อคืนของผมกับพี่อยุธ หลังจากเดอะแก๊งของพี่อยุธเมาคอพับคออ่อนไปแล้ว (ตอนนั้นผมต้องเล่นบทเป็นเด็กชงเหล้า ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลย แก้วใครหมดก็เติม)

‘มันเดินเกมผิดตอนซื้อที่ดินของเสี่ยชัยบุญอ่ะ บอกแล้วว่าเสี่ยแม่งหน้าเลือด ขายแพงเกินไป’
‘เลยกลางปีมาแล้ว ภารกรยังไม่จัดมิดเยียร์เซลล์อีกเหรอ’
‘เชี่ยคีนแม่งไปซื้อไม้บ้านไอ้ชิตทำไม ต้องมาซื้อบ้านกูนี่ ถูกกว่าตั้งเยอะ ไม้ใหม่กว่าด้วย’

ตอนฟังนี่ผมแทบจะบอกว่า...ถ้าพี่จะห่วงขนาดนี้พี่จะกวนประสาทพี่คีนทำไมให้เสียเวล่ำเวลา ทำไมไม่เป็นเพื่อนกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

แม้ผมจะคิดอย่างนั้นแต่ดูเหมือนพี่อยุธจะมีความสุขอยู่ในจุดที่กำลังยืนอยู่ เอาเป็นว่าถ้าเรื่องมันยังไม่ใหญ่โตถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเข้าโรงพยาบาล ผมจะปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคนสองคนนั้นไปก็แล้วกัน

พี่คีนทำตัวดีอย่างไม่น่าเชื่อครับ เมื่อคืนพี่เบสไลน์มาฟ้องผมยาวเป็นหางว่าวว่าแทบไม่ได้นอนเพราะพี่คีนไปกวนถึงห้อง พี่คีนหลับยากเพราะต่างสถานที่ ไม่มีคนให้คอยกอด คอยหอม แล้วก็คอยทำอย่างว่า (พี่เบสพิมพ์มาอย่างนี้จริงๆ ครับ) ผมเขินมากเมื่อต้องส่งข้อความโต้ตอบไป แต่ก็อดเห็นใจพี่เขาด้วยไม่ได้

สาเหตุที่พี่เบสต้องลำบากมันก็มาจากผมนี่แหละ ผมไม่อยากให้พี่คีนนอนกับคนอื่น พี่มันก็เลยต้องไปนอนกับเพื่อนแบบนี้ แต่ถ้าจะให้โทษจริงๆ ต้องโทษตัวพี่คีนเองโน่น ถ้าไม่มีความโรคจิตแบบแปลกๆ ทุกคนก็คงจะไม่ลำบากกันขนาดนี้

ผมจำเป็นต้องวางเงื่อนไขแบบนั้นไปครับ เพราะถ้าผมไม่ทำ ผมจะไม่สบายใจแน่ถ้าผมไปพูดอะไรบางอย่างกับพี่คีนหลังจบการเข้าค่ายนี้ ซึ่งสิ่งที่ผมจะพูดนั้นก็คือ...

ผมจะบอกว่าผมชอบพี่เขานั่นแหละ

มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ถ้าพี่คีนทำตามเงื่อนไขผมไม่ได้ ผมคิดว่าเรื่องระหว่างผมกับเขาก็เป็นอันต้องจบ ผมตัดสินใจแบบนี้โดยการทิ้งเรื่องฐานะไว้ข้างหลัง และสนใจแค่หัวใจตัวเองล้วนๆ คนทุกคนต้องการคนที่ไม่มีพันธะมาเป็นแฟนครับ ผมไม่สามารถทนได้แน่ๆ ถ้าต้องคบกับคนที่จะไปนอนกับคนอื่นทุกคืนถ้าเราไม่อยู่

แล้วถ้าผมบอกชอบไปแล้วพี่คีนไม่ได้คิดเหมือนผมล่ะ

บอกตรงๆ ว่าโคตรไม่ได้เตรียมใจในเรื่องนี้ สิ่งที่พี่คีนทำแม่งเรียกว่าการให้ความหวังขั้นสูงสุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะให้อีกคนได้ เขาชอบที่จะนอนกับผม (ใช้ได้สองแง่ทั้งนอนเฉยๆ และก็...ไม่ได้นอนเฉยๆ) ชอบพูดเพราะๆ กับผม อยากจะซื้อของมาให้ และก็ชอบอยู่กับผม คนที่ทำให้เราขนาดนี้ผมคิดว่าน่าจะมีใจให้ผมไม่มากก็น้อยล่ะ

แต่ถ้าผมนก...ทุกคนต้องเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

“คืนนี้ก็จะดื่มอีกเหรอ” ผมได้ยินเสียงใกล้ถามพี่อยุธแว่วๆ

“ใช่ กูมันนักดื่ม”

“ฉลองให้กับความพ่ายแพ้ที่เล่นเกมแพ้ผมใช่มั้ย”

“มึงมาแข่งกับกูเรื่องเงินหน่อยมั้ย”

“ยอม”

“เห็นมั้ย ทำมาเป็นคุย”

“ถ้างั้นเล่นอีกสักตามั้ยครับ”

“ไม่เล่นแล้วโว้ย เล่นไปก็แพ้” พี่อยุธหันมาหาผม “น้ำเงินพี่ขอน้ำหน่อย”

“ครับ”

“หยิบเองดิ ใช้เพื่อนผมทำไม” แม้ว่าใกล้มันจะพูดแบบนั้น แต่เสียงมันก็ทั้งเฉยเมยและราบเรียบ ฟังดูน่าหมดความอดทนมากกว่าน่าเถียงกลับ

“น้ำเงินมันยืนอยู่ใกล้ตู้เย็น”

“พี่พูดเพราะกับน้ำเงิน แต่พูดไม่เพราะกับผม”

“อิจฉาเหรอ”

“พี่มันคนสองมาตรฐาน”

“น้ำเงิน...นี่เราทนเป็นเพื่อนกับไอ้ของจับฉลากจากงานวัดนี่ได้ไงอ่ะ”

ผมเอาแต่ยิ้ม...การจะเป็นเพื่อนกับใกล้ได้คือการที่ต้องไม่เถียงมันสักคำน่าจะดีที่สุดครับ ผมเดินไปวางขวดน้ำไว้ตรงหน้าพี่อยุธ จากนั้นก็วางอีกขวดตรงหน้าไอ้ใกล้

วันนี้ของผมคงหมดไปกับการนั่งดูพี่อยุธกับไอ้ใกล้ทะเลาะกันทั้งวัน






เวลา 19.32 น.

“เนี่ย น้ำเงินอยู่ใกล้ๆ” ผมที่นั่งอยู่ริมทะเลได้ยินเสียงไอ้ใกล้คุยโทรศัพท์กับคุณดล มันไม่ยอมนั่งบนหาดทรายเหมือนกับผม แต่เดินเตะทรายวนเวียนไปมาอยู่ไม่ไกลจากผม “มันสบายดี แต่มองจากตรงนี้ก็ดูเหมือนจะเหงานิดหน่อย”

มึงมานั่งอยู่ในใจกูหรือไงเชี่ยใกล้ มั่วจริงๆ

“ถ้าพี่ดลอยู่ใกล้ๆ พี่คีนก็บอกให้พี่เขาโทรหามันหน่อย”

เดี๋ยว...

“อืม รู้จักมานานแล้วนะผ่านเพจคิวต์บอยอ่ะ เห็นว่าหล่อดีก็เลยตามติดดูชีวิต” ผมโล่งใจที่ไอ้ใกล้กลับไปพูดเรื่องตัวเองอีกครั้ง กลายเป็นว่าผมต้องมานั่งฟังเพื่อนคุยโทรศัพท์ไปซะฉิบ “ก็น่าจะตามพอๆ กับที่ตามพี่ดลนะ”

ผมหันไปมองเพื่อนอย่างจริงจัง ความสงสัยในใจผมคงถูกคุณดลที่อยู่ปลายสายมันจัดการต่อให้เรียบร้อย

“มองว่าเป็นไอดอลอ่ะ ชอบเพราะหล่อ รวยด้วย นิสัยดีด้วย ก็เลยปลื้ม มันคนละแบบกับพี่ดล เฮ้ย ทำไมต้องโวยวาย”

คิดว่าอีกไม่นานยังไงสองคนนี้ก็ต้องลงเอยกันแน่ๆ

“ก็บอกว่าคนละแบบ ตีความหน่อยสิตีความ เป็นคนติสต์ไม่ใช่เหรอ ลองมองต่างมุมดิ”

มึงดูมีความสุขเนอะไอ้ใกล้

“น้ำเงิน” จู่ๆ พี่อยุธก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ผมจึงเลิกสนใจเสียงของไอ้ใกล้ไปในทันที

“ครับ”

“เซลฟี่กับพี่...เดี๋ยวนี้เลย”

“หา”

“ถึงเวลาแกล้งไอ้คีนแล้ว พี่ปล่อยให้มันเคลียร์งานจนเสร็จเพื่อการนี้”

“มันจะวุ่นวายนะครับ” ผมรีบออกตัวก่อน คนขี้หวงอย่างพี่คีนคงไม่อยู่นิ่งเฉยแน่

“เสียใจด้วยนะ น้ำเงินไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งนั้น พี่ลงเงินหลายแสนไปแล้วนะเว้ย”

“แต่...”

“เหี้ยแล้ว ไอ้น้ำเงินมึง!” ยังไม่ทันที่ผมจะต่อสู้กับแขนพี่อยุธได้สำเร็จ ไอ้ใกล้ก็ยื่นโทรศัพท์ของมันมาให้ผมดู ในจอเป็นรูปมืดๆ ของพี่คีนที่วาดแขนโอบรอบไหล่สาวสวยคนหนึ่ง รูปนั้นอยู่ในร้านที่ค่อนข้างมืด แต่ก็เห็นสีหน้าการกระทำของพี่คีนชัดเจน

พี่มันฟินมาก...

หรือพี่คีนคิดว่าการจะไปเที่ยวกับสาวที่ไหนก็ได้ไม่ได้เป็นหนึ่งในการทำตัวดีๆ ที่ผมวางเงื่อนไขเอาไว้วะ

“พี่ดลไปดูวงขึ้นร้องว่ะ แล้วบังเอิญไปเจอกลุ่มพี่คีนมาเที่ยวพอดี”

ใบหน้าผมเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันควัน พี่อยุธกับไอ้ใกล้สบตากันอย่างหวาดๆ

“มึงโอเคใช่มั้ย” ใกล้เอ่ยถาม

“ยังพอไหวอยู่”

“ไม่ไหวก็บอก พี่รอเซลฟี่ด้วยอยู่” พี่อยุธนี่เป็นคนที่แน่วแน่ในอุดมการณ์จริงๆ ว่ะ ผมไม่ตอบอะไรแต่เอื้อมมือจะไปหยิบขวดเบียร์ที่พี่อยุธถือติดมาด้วย “ไอ้นี่ รอก่อนดิ เดี๋ยวไปหยิบขวดใหม่ให้”

“มันคงเสียสติไปแล้ว นี่แค่รูปแอบถ่ายนะเนี่ย”

“มึงไปหยิบมาให้มันทีดิ๊ใกล้”

“เป็นรุ่นพี่หอเหรอถึงได้มาสั่ง”

“ยังจะมีเวลามาตีกับกูอีก เพื่อนมึงเริ่มนอยด์ หน้าดูไม่ไหวแล้วเนี่ย”

“เหล้าเบียร์มันจะรักษาได้เหรอ”

“ไปเอามาเหอะไอ้เด็กเวร”

ตอนที่ใกล้เดินห่างออกไป พี่อยุธก็หันมามองผมใกล้ๆ เหมือนหมอกำลังตรวจสอบอาการคนไข้ ผมหันหน้าหนีเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายจับได้ว่าผมกำลังหัวร้อนนิดๆ

“พี่รู้จักคีนมานาน การเป็นศัตรูมันมาโดยตลอดทำให้รู้แทบทุกอณูรูสันดาน”

“...”

“น้ำเงินอยากรู้อะไรหรือเปล่า”

“เวลาเขาเมาแล้วเขาจะเป็นแบบนี้เหรอครับ”

“ตอนไม่เมามันก็เป็น” พี่อยุธมองผมทางหางตาก่อนจะรีบละล่ำละลักแก้ตัว “จริงๆ แล้วพี่ไม่ได้เสี้ยมนะเว้ย แต่เล่าความจริงให้ฟัง น้ำเงินก็น่าจะรู้นี่ว่าคีนเป็นเพลย์บอยตัวพ่ออ่ะ”

“นั่นสินะ”

“โทรหามันหน่อยสิ อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากรูปที่เห็น”

ไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากคนที่ชอบหาเรื่องพี่คีน ผมมองพี่อยุธอย่างชั่งใจก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกหาพี่คีน สัญญาณดังอยู่สักพักจนกระทั่งมีคนรับสาย

ฟังจากเสียงที่อยู่แวดล้อมโดยรอบ ปลายสายน่าจะยังอยู่ในสถานบันเทิงครับ

[น้ำเงินเหรอ พี่เบสเองนะ]

“พี่คีนอยู่...”

[แป๊บ พี่เดินไปหามันที่โต๊ะก่อน มันแม่งเมาอย่างหมาอ่ะ] เสียงกุกกักดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง [สาวๆ ขยับสะโพกไปทางนู้นหน่อยเนอะ พี่ขอทางหน่อย]

ผมรออยู่นานมากจนต้องเขย่าขาอย่างลุ้นๆ ตอนนี้พี่อยุธหันมาสนใจโทรศัพท์ในมือแทนที่จะสนใจผมแล้ว

[คีน น้ำเงินโทรมา (...) น้ำเงินโทรมาโว้ย (อืม...) มันหลับอ่ะ หลับแบบไร้สติไปแล้ว]

“ครับ โอเค”

[อย่าเพิ่งด่ามันนะ ใจเย็นๆ มันแค่เมาเฉยๆ]

ผมตัดสายไปก่อนจะถอนหายใจออกมารัวๆ

“คิดจะมีเมียทั้งทีก็ไม่ทำให้เมียเชื่อใจ สัดคีนนี่ก็นะ” พี่อยุธส่ายหน้ารัวๆ

“ได้มาแล้ว” ใกล้เดินเข้ามาก่อนจะส่งขวดเบียร์ให้ผม

“ขอบใจนะ”

“พี่ดลถามว่ามึงเป็นไงบ้างตอนนี้”

คงไม่ได้มีเพียงแต่คุณดลครับที่เป็นห่วงผม ทั้งไอ้ใกล้และพี่อยุธต่างก็มองผมอย่างเป็นห่วงเหมือนกัน

“กูโคตรเซ็งเลยตอนนี้”








เวลา 23.32 น.

ไอ้ใกล้ที่นอนอยู่ข้างๆ ผมขยับตัวยุกยิกไปมา ดูมันไม่ค่อยสบายใจยังไงชอบกล คล้ายกับมีเรื่องอยากจะบอกผมแต่ไม่กล้าบอก

“ไม่น่าเลยกู ไม่น่าเลยกู”

“เป็นไรของมึงวะใกล้” เบียร์ขวดเดียวไม่ทำให้ผมเมาหรือง่วง ณ เวลานี้ผมก็ยังนอนไม่หลับ เพราะมัวแต่รอให้พี่คีนสร่างเมาและติดต่อกลับมาหาอยู่

“กูไม่น่าเข้าไปเห็นเลย”

“มีไรอีกอ่ะ” เซนส์ของผมบอกว่าเรื่องที่มันพูดน่าจะเกี่ยวกับผมโดยตรง “พี่คีนทำอะไรอีก”

“อย่าโกรธกูนะเว้ย”

“กูจะโกรธมึงทำไมล่ะ”

จอโทรศัพท์ของไอ้ใกล้ถูกยื่นมาให้ผมดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคือไอจีของผู้หญิงคนหนึ่งที่อัพรูปในชุดเดียวกันสามรูป ทั้งหมดล้วนถ่ายกับพี่คีนและอยู่ในท่าที่เซ็กซี่ขยี้ใจมากด้วย

แล้วมันก็พีคมากเมื่อผมเห็นรูปสุดท้าย...อัพเดตเมื่อสามสิบสองนาทีที่แล้ว

เป็นรูปที่พี่คีนหลับบนเตียงโดยมีผู้หญิงคนนี้นอนอยู่ข้างๆ แคปชั่นของเธอทำเอาผมลมแทบจับ

คืนนี้ตัวพ่อขอกลับวงการ

“กูไม่รู้ว่ากูเห็นรูปนี้ได้ไง มันมาอยู่ในช่องเสิร์ชของไอจีอ่ะ” ใกล้แทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “กูขอโทษนะน้ำเงิน”

“มึงผิดตรงไหน คนผิดคือไอ้คนที่นอนให้ผู้หญิงเซลฟี่ด้วยโน่น”

“ใจเย็นๆ พี่คีนหลับสนิทเลย มึงเห็นมั้ยเนี่ย”

“ตัวพ่อเขาจะกลับเข้าวงการ”

“อาจเป็นวงการลูกหนัง วงการลูกยางก็ได้นะมึง” สักพักใกล้มันก็ตรัสรู้ได้ว่าผมไม่ขำด้วย “เอาเป็นว่ามึงใจเย็นๆ ก็แล้วกัน”

ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ผมก็มักจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองตลอด ความรู้สึกของผมก็คือผมไม่กล้าปรึกษาปู่เนื่องจากปู่นั้นอายุมากแล้ว เพราะงั้นทุกครั้งที่มีปัญหา มันทำให้รู้ว่าผมจะเป็นฝ่ายถูกกระทำตลอดไม่ได้ โลกมันไม่มีที่ว่างสำหรับคนอ่อนแอ

เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมพบเจอปัญหา บางครั้งผมก็ทำให้อีกฝ่ายได้เจอปัญหากลับบ้าง

“มึงจะไปไหนวะ” ใกล้ร้องถามเมื่อผมลุกขึ้นยืน

“พี่อยุธอยู่ตรงไหนนะ”

“แดกเหล้าอยู่ข้างล่างมั้ง”

“...”

“เฮ้ยยยยย นี่มึงคิดจะทำอะไร”

ผมไม่สนใจเสียงร้องของไอ้ใกล้ เดินลงบันไดเสียงดังตึงตังอย่างไม่เกรงใจว่าจะไปกระทบกับรุ่นพี่หอสี่คนไหน ก่อนที่ผมจะขึ้นไปนอนผมจำได้ว่าพี่อยุธกับเดอะแก๊งยังคงก๊งเหล้ากันอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้ก็เหมือนกัน

พี่อยุธนั่งอยู่บนโซฟาและกำลังดื่มด่ำกับรสสุรา เขาไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าผมเดินลงมา ผมเดินอ้อมไปที่ด้านหลังพี่อยุธ เกาะไหล่พี่เขา จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ไปถ่ายรูป

ความรู้สึกของพี่อยุธตอนนี้คงตรงกับคำว่า ‘นั่งงงกลางวงเหล้า’

“ขอโพสต์รูปนะครับ” ผมพูดแล้วเดินหนีออกมา ทุกคนดูงงกับการกระทำของผมมาก แต่ก็ดูปล่อยๆ ไม่ได้สนใจอะไร

คนที่สนใจที่สุดเห็นจะเป็นพี่อยุธ พี่มันกระโดดข้ามโซฟามาดูผมเลยทีเดียวว่าผมจะโพสต์ว่าไง

“น้ำเงินโกรธเพราะรูปนั้นแน่ๆ” พี่อยุธยังรู้เลยคิดดูก็แล้วกัน “แล้วจะตั้งแคปชั่นว่าไง”

ผมนิ่งคิดไปแป๊บหนึ่งก่อนจะกดพิมพ์ สีหน้าของพี่อยุธหลังอ่านแคปชั่นผมนั้นมีความหลากหลายจนอธิบายไม่ถูกว่าเขารู้สึกยังไง แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้เห็นด้วยกับผมร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ๆ

“เอาไงก็เอา” เขาตบไหล่ผมก่อนจะวิ่งกลับไปนั่งดื่มเหมือนเดิม

พี่คีนเป็นคนบังคับให้ผมต้องพิมพ์อย่างนี้เอง ผมไม่แน่ใจว่าพี่คีนจะรู้สึกยังไงกับแคปชั่นรูปใหม่ล่าสุดของผม แคปชั่นที่ผมพิมพ์ไปว่า...

ย้ายสังกัด

ไอ้ใกล้กดไลค์พร้อมทักไลน์มาหาผมอย่างรวดเร็ว

“วอร์แน่ไอ้สัด มึงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย”

เพราะผมรู้ว่าจะมีการวอร์เกิดขึ้น ผมถึงได้กล้าอัพรูปพร้อมกับตั้งแคปชั่นว่าอย่างนั้นไง







เช้าวันต่อมา

“ไม่ใส่รองเท้าคู่นั้นแล้วเหรอ” ไอ้ใกล้ทักเมื่อเห็นผมเดินลงข้างล่าง

“ใส่ผ้าใบกับทะเลเนี่ยนะ ไม่โอเคว่ะ”

“มึงโมโหคนที่ให้มึงมามากกว่า”

“...”

“เช้านี้ฟีดแบ็กเป็นไง”

ผมเดินไปหาอาหารเช้าทานที่ห้องอาหารพร้อมๆ กับไอ้ใกล้ เพื่อนผมยื่นหน้าเข้ามาหาใหญ่ ท่าทางจะอยากรู้มากว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างหลังจากที่ผมโพสต์รูปนั้นในไอจี

“ก็มีคนไลค์นะ”

“อ่าฮะ”

“แล้วก็มีคนเมนต์”

“สาด เข้าเรื่องสักทีสิ กูหมายถึงพี่คีนน่ะพี่คีน เขาจะมาแจกตีนให้พี่อยุธยัง”

“ขอโทษที่ทำให้มึงผิดหวังนะ” ผมทำหน้าเซ็ง “ฟีดแบ็กจากพี่คีนเงียบกริบชนิดที่ว่าได้ยินเสียงปีกของยุงที่กำลังบินอ่ะ”

หน้างงๆ ของมันแฝงแววโล่งใจ

“ก็ดีกว่ามีวอร์ป่ะวะ”

“คนบางคนมันก็ไม่ใส่ใจอ่ะนะ”

“ไอ้สัด เขาเมา และเขาก็นอน มึงจะให้เขามาใส่ใจอะไร”

“มึงแน่ใจเหรอว่าเขานอนเฉยๆ หลังจากที่มีผู้หญิงโพสต์รูปนั้นน่ะฮะ”

“ไอ้นี่หึงแรงว่ะ ใจเย็นๆ ดิ”

“กูจะโกรธน้อยกว่านี้ถ้านี่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่กูขอให้พี่เขาทำตัวดีๆ อ่ะ” เสียงของผมเศร้าลงจนปิดไว้ไม่อยู่ อย่างที่ผมเคยบอก ผมเตรียมที่จะบอกชอบพี่เขาหลังจากการเข้าค่ายนี่แหละครับ แต่สิ่งที่พี่เขาทำกลับทำให้ผมฉุนขาดแทนที่ผมจะตื่นเต้นรอคอยวันกลับ “เหมือนเขาไม่ใส่ใจกู”

“เอาน่า อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่มึงคิดก็ได้”

“คนเป็นเพลย์บอยแม่งไม่เปลี่ยนง่ายๆ หรอก กูเองก็เพิ่งรู้วันนี้”

ใกล้ได้แต่ถอนหายใจใส่ผม มันคงกลัวว่าผมจะทำให้เรื่องยุ่งยากมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมยังยืนกรานเหมือนเดิมว่าผมไม่ใช่คนที่ทำให้เรื่องมันต้องกลายมาเป็นแบบนี้

พี่คีนต่างหากที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด






[มีต่อนะคะ]








ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12


คีน



ปวดหัวสัดๆ ไปเลยครับ

“เบส” ผมเรียกชื่อเพื่อนเพราะมันเป็นคนแรกในเช้านี้ที่ผมนึกถึง เนื่องจากที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่ผมคุ้นตาเอาเสียเลย “สัดเบส อยู่ไหนวะ”

เพื่อนผมมันยังทำหน้าที่ได้ดี เมื่อได้ยินเสียงเรียกมันก็รีบกุลีกุจอเข้ามาหาผมแล้ว

“นี่เราอยู่ไหนกัน”

“โรงแรมเรา แถวมออ่ะ” ที่มันใช้คำว่าเราเพราะมันทำงานอยู่กับผมด้วยนะครับอย่าลืม

“ทำไมต้องนอนโรงแรมวะ” หน้าของผมยุ่งไปหมดแล้วตอนนี้

“เมาสัดหมา เมาแม่งทุกตัว นี่กูก็ยังจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนลากมาที่นี่” ไอ้เบสเองก็คงจะปวดหัวไม่แพ้ผม “มึงตื่นก็ดีแล้ว ติดต่อน้ำเงินบ้างนะ”

“เชี่ย” เซนส์ของผมเริ่มบอกว่ามันต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

“น้องโทรมาหามึงตั้งแต่เมื่อคืน มึงก็เอาแต่ดื่ม”

“กูทำเหี้ยอะไรไปบ้าง”

“ไม่รู้ดิวะ” ไอ้เบสกอดอก “แต่มึงนัวเนียสาวมากเลยเชี่ยคีน สันดานเดิมของมึงแม่งยังอยู่ว่ะ”

“ไอ้สัด ก็กูเมาป่ะ” ผมโวยวาย ตรวจสอบมือถือของตัวเองอย่างรวดเร็ว ในนั้นไม่มีแม้กระทั่งมิสคอลล์หรือข้อความจากไลน์ของน้ำเงิน มีเพียงแต่ไลน์ที่ติดต่อเข้ามาเรื่องงาน และก็เบอร์ของเพื่อนที่ติดต่อกันตั้งแต่เมื่อคืน

นี่มันผิดปกติชัดๆ

ผมกดโทรออกหาน้ำเงินก่อนเป็นอย่างแรก สัญญาณดังไม่กี่ครั้งผมก็ถูกตัดสาย

“เมื่อคืนไอ้ดลก็อยู่ร้านเดียวกันกับเราใช่ป่ะ” ผมถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

“ใช่”

“กูโดนแน่” ลองใช้ความพยายามโทรไปอีกรอบก็ลงท้ายอีหรอบเดิมนั่นก็คือน้ำเงินตัดสาย “เดี๋ยวก่อนนะ”

ผมเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ นอกจากข้อความไลน์ที่เต็มไปด้วยงานแล้ว ยังมีข้อความจากเพื่อนและคนรู้จักที่ทักเข้ามาเต็มไปหมด ปกติแล้วหากคุยส่วนตัวผมจะตอบแต่เพื่อนสนิท เพราะฉะนั้นผมจึงไม่อ่านข้อความจากพวกที่รู้จักแบบผิวเผินจนกลายเป็นความเคยชิน

เด็ดมั้ยคนนี้

กูขอลองต่อได้ป่ะ

มีเบอร์มั้ย

น้องเมคัพซีคนเซ็กซี่ที่แท้ทรู


น้องเมที่ว่านี่น่าจะเป็นสาวที่อยู่กับโต๊ะผมเมื่อคืน เมื่อไล่อ่านข้อความดูดีๆ ผมจึงเห็นภาพที่มีคนแคปมาจากไอจี น่าจะเป็นภาพที่เป็นสาเหตุของทุกอย่างในเวลานี้

น้องเมคัพซีอะไรเนี่ยถ่ายรูปกับผมบนเตียงแล้วเอาไปลงไอจี!

ลงไปทำซากแมวอะไรของน้องเขาวะ

“ฉิบหาย” ผมสบถ ไอ้เบสเริ่มส่องมือถือตัวเอง จากนั้นมันก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม

“งานเข้ามึงแล้วล่ะคีน ตายมั้ยล่ะไอ้เสืออยากกลับใจ หลักฐานชัดขนาดนี้เสือยังไงแม่งก็ต้องเป็นเสือว่ะ”

“เหี้ยยยยยยยย!” ผมอดร้องเสียงดังลั่นไม่ได้เมื่อเข้าไปส่องไอจีน้ำเงิน รูปล่าสุดของไอจีน้องคือรูปที่น้องถ่ายรูปคู่กับไอ้อยุธ
ทำไมพวกมันถึงอยู่ด้วยกันได้!

โทรศัพท์ถูกเขวี้ยงลงบนเตียงจนไอ้เบสต้องเก็บขึ้นมาดู ทันทีที่มันเห็นรูปในจอ หน้ามันก็เริ่มซีดมากขึ้นไปกว่าเดิม

“กูปวดหัวรอเลย” มันรำพึง

ผมรวบรวมสติแล้วโทรตามน้ำเงินอีกครั้ง คราวนี้น้องปิดเครื่องหนีผมไปแล้วครับ

“ร้ายว่ะแม่งเอ๊ย”

“เจอของเด็ดเข้าไปแล้วไง”

“กูสาบานได้ว่ากูไม่ได้ทำอะไรน้องเมคัพซี”

“สัดคีน แค่น้องได้เซลฟี่กับมึงนี่น้องก็อัพค่าตัวได้เป็นสองเท่าสามเท่าแล้ว มึงมันคนดังของจังหวัด” เบสพูดอย่างเคร่งเครียด “อีกอย่างนะน้องเมคงอยากจะอวดด้วยล่ะว่าได้นอนกับเศรษฐีอ่ะ”

“แต่ก็ไม่ได้นอนไง”

“ภาพมันบอกอย่างนั้นไปแล้ว”

“โว้ย” ผมเกาหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง “น้องเมคัพซีเล่นกูแล้วมั้ยล่ะ”

“แต่กูว่าน้องน้ำเงินหอสี่เล่นมึงหนักกว่าว่ะ”

ยิ่งได้ยินก็ยิ่งจี๊ดไปถึงใจ

“มึงจะทำยังไง” เบสถามต่อ

“กูไม่มีเบอร์เพื่อนน้ำเงิน”

“งั้นก็แสดงว่า...”

“กูต้องโทรหาไอ้อยุธ” ผมกดโทรออกหาไอ้อยุธ สัญญาณดังอยู่สองสามครั้งมันก็รับ

[แค่นี้นะ] นี่มึงรับสายหรือมึงบอกลาก่อนวางสายเนี่ย เสียงของมันฟังดูงัวเงียเป็นอย่างมาก ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงกว่าแล้ว นี่มันยังไม่ตื่นอีกเหรอ

“ควาย” ขอด่าสักหน่อยเถอะ

[โทรผิดแล้วครับ]

“น้ำเงินอยู่ไหน ไอ้เหี้ยเอ๊ย!”

[โอ๊ะ...คีนโทรมาเหรอเนี่ย]

“เลิกพูดมากแล้วบอกกูมาซะ” มือของผมสั่นไปหมดเพราะกำลังเดือดจัด

[นี่มึงโง่หรือมึงไม่ฉลาด น้ำเงินมันอยู่ที่ค่ายกูก็ต้องอยู่กับน้องที่ค่ายดิ]

“มึงตามน้องไปเหรอ”

[มึงคิดว่าคนอย่างน้ำเงินจะเรียกกูมาหรือไง]

“ไปพาน้ำเงินมาพูดกับกูก่อนที่กูจะเผาห้อง 710 ของมึง”

[เผาเลย เพราะตู้เซฟกูอยู่บ้าน สวัสดี บาย]

“เหี้ยอยุธ!”

[สมน้ำหน้า เสืออย่างมึงยังไงก็ไม่มีวันเลิกเป็นเสือหรอก ปล่อยให้น้องไปเจอกับคนดีๆ เช่นกูเถอะนะ]

“กูจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้ามึงไม่ให้กูพูดกับน้ำเงิน กูจะ...”

[น้องมันหลับอยู่ กูไม่อยากกวน]

ผมตกใจจนเผลอวางสาย คำพูดของไอ้อยุธพาลให้ผมคิดไปถึงแคปชั่นใต้รูปของน้ำเงินที่ทำผมเดือดนักเดือดหนา คำว่าย้ายสังกัด...

รู้งี้ผมควรแสดงความเป็นเจ้าของมากกว่านี้ คำว่าแฟน คำว่าคนรัก หรือคำว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้น้ำเงินตัวผูกติดกับผม นี่มันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ยอมชัดเจน ชอบก็ไม่บอกว่าชอบ มัวแต่เก็บน้องไว้เป็นตุ๊กตาที่เอาไว้นอนเป็นเพื่อนตอนกลางคืน

ไม่เคยมีตุ๊กตาตัวไหนที่ทำให้ผมหลงใหลตอนส่งเสียงครางหรอก ไม่มี!

นี่มันจุดจบสายกั๊กชัดๆ

“คีน” เบสค่อยๆ สะกิดเรียกผม “มึงโอเคใช่มั้ย ไม่ระเบิดสักหน่อยเหรอ ดูไม่เป็นมึงเลยนะ ไอ้คนหวงของ”

“หรือน้องแม่งจะไปจากกูจริงๆ วะ”

“ไอ้บ้าเอ๊ย ดึงสติหน่อย ไม่เคยได้ยินคำว่าประชดประชันเหรอ”

“แต่ใช้ไอ้อยุธมาประชดกูเลยนะเว้ย ไอ้อยุธคนที่ชอบแย่งเด็กกับกู”

“เอางี้ มึงชอบน้องมันป่ะ”

“...”

“ถ้าชอบก็ไปเอามาให้ได้ เรื่องแค่นี้อย่ามาทำเป็นยอม ตึกสิบล้านยี่สิบล้านมึงยังสร้างได้ นี่แค่หัวใจคนตัวเล็กๆ ทำไมมึงจะเอามาไม่ได้”

ผมกลืนน้ำลายหลังจากที่ฟังเบส ความมั่นใจเริ่มมีมากยิ่งขึ้นจนเบสเองก็ดูเหมือนจะเริ่มโล่งอก แต่แล้วโทรศัพท์ของมันก็ดังขึ้น มันโชว์หน้าจอให้ผมดู

“คุณส้มว่ะ”

งานแน่นอน...ยังไงก็ต้องโทรมาเรื่องงานแน่ๆ ล้านเปอร์เซ็น ผมนี่นวดขมับรอเลย

“ครับ ท่านต้องเข้าประชุมวันนี้ ครับๆๆ” เบสกดวางสาย “ซวยแล้วมึง มึงต้องเข้าประชุมกับบอร์ดร่วมกับท่านคิมหันต์ว่ะ”

“แม่งเลือกวันประชุมได้ถูกวันจังวะ” ประชุมบอร์ดที่ว่านี่แม้กระทั่งตอนมีสอบผมก็ต้องโดดสอบไปประชุม ประสาอะไรกับการที่จะต้องไปง้อน้ำเงิน ยังไงพ่อคงไม่ยอมให้ผมออกไปต่างจังหวัดในวันที่มีประชุมบอร์ดผู้บริหารนี้แน่ๆ

“ให้กูช่วยอะไรมั้ย”

ผมลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อเตรียมตัว ตอนนี้ชีวิตผมมีปัญหาเข้ามารุมเร้า ผมจะทำตัวเอื่อยเฉื่อยอีกไม่ได้

“เราต้องกลับหอไปเปลี่ยนชุด เข้าประชุม และก็หาทางง้อน้ำเงินอีกที”

“...”

“ระหว่างนี้พยายามติดต่อน้ำเงินให้กูหน่อย”

“...”

“ถ้าโทรไม่ติดก็โทรไปกวนสัดอยุธจนกว่ามันจะยอมให้กูคุย”

“ได้” เบสมองตามหลังผมไป “เรื่องง้อเมียนี่สั่งแบบเอาจริงเอาจังอย่างกับสั่งงานเลยเนอะ”

“อะไร”

“มึงรีบๆ เถอะ”








ห้างภารกรส่วนออฟฟิศ

“ก็อย่างที่ทุกท่านเห็นในจอแล้วนะครับ ผลกำไรในไตรมาสที่สองของเรา...”

BEST : เชี่ยอยุธแม่งเล่นตัว ปิดมือถือตามน้ำเงินไปแล้วเนี่ย
KEEN : ไอ้ใกล้ล่ะ ไปตามล่าหาเบอร์ไอ้ใกล้กับไอ้ดลมาเร็วเข้า
BEST : โอยยย ครับๆๆ
KEEN : เดี๋ยวกูซื้อ Yeezy ให้อีกสิบคู่เลย
BEST : กูแคปจอแล้วนะ


“ตัวเลขตรงนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 0.2% นับว่ายังเป็นตัวเลขที่น้อย ซึ่งทางเราก็ได้มีการประชุมร่วมกับ...”

KEEN : ได้ยัง
BEST : สัด กูเพิ่งหาชื่อดลที่อยู่หอหกได้
KEEN : ช้าจังโว้ย
BEST : ปัญหาเมียใครวะเนี่ย เมียกูหรือเมียมึง ทำไมไม่หาเอง
KEEN : กูมีเวลาที่ไหน กูอยู่ในห้องประชุมเนี่ย
BEST : แล้วมึงตอบไลน์กูได้ยังไงสาดดดดดด


“ท่านมีอะไรจะเพิ่มเติมมั้ยครับ”

ผมเคาะนิ้วจ้องโทรศัพท์ รอคอยการตอบกลับมาของไอ้เบส

“ท่านคมิกครับ”

ทั้งห้องประชุมหันมามองผมกันหมดเลย ผมซึ่งนั่งอยู่บริเวณใกล้ๆ พ่อผู้ที่นั่งหัวโต๊ะได้แต่ทำหน้าเอ๋อ

“คุณว่าดี ผมก็ว่าดีครับ” ผมพูดตัดจบไป เพราะรู้ว่าพ่อไว้ใจฝ่ายขายคนนี้มาก เขาเป็นคนเก่ง ชอบหากำไรเข้าบริษัทเราเสมอ

“ผมไม่ได้เสนอเรื่องอะไรนะครับ”

หลังจากคำพูดของฝ่ายขายหน้าหล่อ ทั้งห้องประชุมก็เงียบอย่างกับป่าช้าอีกครั้ง ผมเห็นหลายคนพยายามกลั้นขำ โดยเฉพาะพี่ชายของผมอีกสองคน

“เอ่อ...ขอโทษครับ ช่วงนี้นอนดึก ผมเตรียมสอบน่ะ”

“อ๋อ ครับผม”

ไม่มีใครติดใจจะถือสาเอาความลูกชายคนเล็กของบ้านนี้หรอก คนที่ด่าผมได้ก็เห็นจะมีแต่พ่อผมที่นั่งอยู่หัวโต๊ะนั่นแหละ ท่านมองมาที่ผมอย่างตำหนิ ส่วนผมไม่คิดจะใส่ใจอะไรอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ใจผมคิดอยู่เรื่องเดียวนั่นก็คือจะง้อน้ำเงินยังไงให้สำเร็จ

ทำไมหนทางมันยังดูห่างไกลนักวะ...คอมเม้นต์ใต้รูปในไอจีของน้ำเงินก็ดุเดือดเหลือเกิน มีแต่พวกกินเผือกทั้งนั้นโดยเฉพาะไอ้พวกรุ่นพี่หอสี่ของน้ำเงิน พวกแม่งดูสนุกสนานกับการย้ายสังกัดของน้ำเงินมาก

ตอนนี้ทุกคนคิดกันไปหมดแล้วว่าน้ำเงินเป็นเด็กไอ้อยุธ แปลว่าในทางนิตินัยผมไม่สามารถเข้าไปวอแวกับน้ำเงินได้ในทางใดทางหนึ่ง แต่ในทางพฤตินัย...ผมจะต้องง้อและก็ขอให้น้ำเงินคืนดีกับผม แล้วเอาไว้ค่อยทำการชิงตัวน้ำเงินออกสื่ออีกครั้งเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

เป็นเด็กหอสี่มันก็เหนื่อยอย่างงี้แหละ

แต่คิดจะเป็นคนรักของน้ำเงินนั้นเหนื่อยยิ่งกว่า

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งอยากตีอกชกหัวตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นครั้งแรกที่น้ำเงินงอนผมหนักขนาดนี้ แต่ใจผมก็นึกไปถึงช่วงเวลาเสเพลของตัวเองที่ทำอะไรไม่เคยนึกถึงใจใคร พอคิดอยากผูกพันกับใครสักคนขึ้นมา ผลกรรมเหล่านั้นก็ตามมาถึงผมไม่ให้ผมได้สมหวังกับใครง่ายๆ

เวรกรรมมันมีอยู่จริงใช่มั้ยครับคุณผู้อ่าน

“คีน”

“...”

“ไอ้คีนเว้ย เขาประชุมกันเสร็จแล้ว”

“อ้าวเหรอ” ผมตกใจที่เห็นพี่ชายทั้งสองคนของผมยืนมองอยู่ “งั้นผมไปนะ”

ผมพยักหน้าเอ่ยลาพี่ชายของผม ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะบ่นตามหลังว่าอยากชวนผมไปกินข้าวสักหน่อยแต่ดูเหมือนจะไม่ว่าง ครอบครัวเราชินแล้วกับการที่จะมีความสัมพันธ์แบบห่างเหิน เราทุกคนทำงานมาตั้งแต่เด็ก ถูกบรรจุคำว่าการลงทุนกับผลกำไรเข้าไปในหัวตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะฉะนั้นผมกับพี่ชายคนอื่นๆ จึงคุ้นเคยกับการทำงานตัวเป็นเกลียว เราทุกคนไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเจอหน้าหรือคุยกันให้บ่อยครั้งนัก

คนที่จะหยุดผมไม่ให้ผมออกจากห้องได้ไม่ใช่พวกพี่ชาย แต่เป็นท่านคิมหันต์...นายท่านใหญ่ของครอบครัว

ผมทำหน้าเซ็งให้ท่านเห็น เพราะผมกำลังรีบมากแต่ท่านกลับมายืนขวางทาง

“เมื่อกี้คีนทำตัวไม่เหมาะสมมากนะ”

“ถ้าพ่อทะเลาะกับเมีย พ่อจะสนใจไอ้การประชุมอะไรนี่มั้ยล่ะครับ”

“ใครเมียเอ็ง”

ฉิบหาย...ผมลืมนึกไปว่าผมไม่ควรพูดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับพ่อในช่วงนี้

“พ่อหูฝาดไปแล้ว”

“จะคบใครก็ต้องเลือกดีๆ เวลามันเป็นสิ่งที่เสียไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ เข้าใจมั้ย” ผมพยักหน้าหงึกๆ แม้จะฟังคำคมแบบนี้มาเป็นร้อยเป็นพันรอบแล้วก็ตาม “ใช่คนที่พ่อส่งไปให้เลือกหรือเปล่า”

“เอ่อ...”

“ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้ได้ราวๆ นี้นะ”

พ่อบอกให้ผมเลือกแฟนดีๆ หรือพ่อไม่ให้โอกาสผมเลือกวะ ทำไมดูมีเงื่อนไขเต็มไปหมดแบบนี้

“ผมว่าพ่อไปคุมเรื่องความรักของพวกพี่ๆ ดีกว่า สำหรับผมยังอีกยาวนาน”

“ก็แกมันทายาทโดยตรง ฉันก็ต้องซีเรียสเรื่องนี้สิวะ”

พี่ทั้งสองคนของผมเป็นลูกชายภรรยาอีกคนของพ่อ แม่เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงแต่ว่ามีลูกช้ากว่าภรรยาอีกคนของพ่อเท่านั้น ผมไม่เคยมีปัญหากับพี่ชายคนละแม่และไม่ค่อยได้คุยกับภรรยาอีกคนที่พ่อส่งตัวไปต่างประเทศ บางครั้งผมก็แอบคิดว่าการไร้ซึ่งความอบอุ่นภายในครอบครัวหล่อหลอมให้ผมเป็นโรคจิตนิดๆ นอนคนเดียวไม่เป็นแบบนี้

“ผมไปก่อนนะครับ”

พ่อทำหน้าปลงใส่ ส่วนผมก็พิมพ์แชตไปหาไอ้เบสอย่างกระแทกกระทั้น ไม่คิดจะจับเอาคำพูดของพ่อเข้ามาใส่ในหัวเลยแม้แต่นิดเดียว

KEEN : ได้เรื่องยังวะ
BEST : ได้เบอร์ใกล้มาแล้ว
BEST : แต่เชี่ยดลบอกว่ามึงต้องให้พวกหอสี่ไปดูวง NOC ขึ้นเล่นที่บาร์หิ่งห้อยมะรืนนี้ว่ะ
KEEN : จะอะไรก็ช่างเหอะ เอามาเร็วเข้า
KEEN : กูโทรเอง
BEST : เออ ได้


ผมกดโทรออกหาใกล้ทั้งๆ ที่ตัวผมยังอยู่ในห้างภารกร โชคดีที่ไอ้ใกล้ไม่บ้าจี้ปิดเครื่องหนีผมตามน้ำเงินกับไอ้อยุธ ซึ่งรายหลังนี่ผมไม่แน่ใจว่าจะปิดทำซากมะเขือเปาะแปะอะไร มันต้องการแสดงออกให้ผมเห็นหรือไงว่ามันกับน้ำเงินแม่งอยู่ด้วยกันจริงๆ

สัญญาณดังอยู่นานกว่าใกล้จะรับสาย

[ฮัลโหล]

“นี่พี่คีนนะ ขอคุยกับน้ำเงินหน่อย”

[มันเล่นน้ำทะเลอยู่ครับ]

“...”

[พี่หล่อมากเลย ผมขอชมหน่อยเหอะ] มันใช่เวลามั้ยเนี่ย

“ใกล้ พี่กำลังซีเรียสอยู่นะ”

[น้ำเงินมันก็ซีเรียสครับ]

“...”

[ดูเหมือนมันอยากพูดอะไรบางอย่างกับพี่มากหลังจากที่พี่ทำตัวดีๆ ครบสามวัน แต่พี่ก็ทำพัง] พูดขนาดนี้ไม่เอาขี้มาปาหน้าบ้านพี่เลยล่ะ [อาจจะต้องง้อหนักๆ หน่อยนะครับ]

“พี่ต้องทำยังไงวะ”

[พี่ขับรถมาที่นี่ได้มั้ย]

“ถ้ามันง่ายเหมือนนิยายก็ดีสิ พี่ยังมีงานที่ต้องเคลียร์” พูดไปก็โกรธตัวเองไป ทำไมต้องเกิดมาเป็นทายาทภารกรด้วยวะ

[เฮ้อออออ ผมก็ไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวาย แต่พี่ช่วยกลับมาทำให้น้ำเงินมันยิ้มได้ทีเถอะครับ ผมโคตรอึดอัดอ่ะ]

“พี่ถามอะไรอย่างได้ป่ะ”

[หลายอย่างก็ได้ครับ ผมปลื้มพี่มานานแล้ว] ไอ้เด็กนี่มันน่าสนใจดีแฮะ

“น้ำเงินกับไอ้อยุธนี่นอนด้วยกันเหรอ”

[น้ำเงินนอนกับผมนะ] นั่นไง สัดอยุธ ไอ้คนขี้โกหก! [(เด็กผี มึงพูดใหม่สิวะ)เอ๊ยๆ น้ำเงินนอนกับพี่อยุธ]

“นั่นเสียงอยุธใช่ป่ะ”

[คือว่า...]

“เอามันมาพูดซิ”

ผมได้ยินเสียงกุกกักๆ จนกระทั่งเสียงปลายสายเปลี่ยนจากใกล้เป็นอยุธ

[แค่นี้นะ] รับสายแบบนี้มีแต่มันคนเดียวนั่นแหละ

“มึงจะเล่นอะไร” เสียงของผมเริ่มไม่พอใจ “พอได้แล้ว เลิกป่วนกูกับน้ำเงินสักที”

[ป่วนเหี้ยไร มึงไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นเอง แล้วน้ำเงินก็เลือกจะอยู่กับกูเอง]

“สัดอยุธ”

[เสียใจด้วยสัดคีน มึงโดนเทแล้ว]

“แข่งรถกัน”

[...]

“บิ๊กไบค์...ที่ภูเขา”

[มึงไม่ถนัดไม่ใช่เหรอ]

“คนนี้กูขอ” เป็นครั้งแรกที่ผมขอร้องศัตรูที่ยาวนานของผมแบบตรงๆ

[ใครชนะได้น้ำเงินไป?]

“เออ”

[คีน...มึงไม่ถนัด]

“มึงสนใจด้วยเหรอ มึงชอบเอาชนะกูไม่ใช่เหรอ”

มันเงียบไปสักพักก่อนจะพูดว่า [ว่าไงก็ว่าตามกัน]

“กูรู้มึงไม่ได้นอนกับน้ำเงิน”

[มึงรู้ได้ไง มึงไม่ได้อยู่แถวนี้]

“คนนี้กูขอ...”

[อย่ามาใช้คำนี้กับกู กูไม่เห็นใจ]

“ให้กูคุยกับน้องหน่อย”

ลึกๆ ในใจผมคิดว่าอยุธมันไม่ใช่คนเลวร้าย แม้ว่ามันจะแสบเข้าขั้นแต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีมนุษยธรรม ผมขมวดคิ้วอย่างลุ้นๆ ไม่รู้ว่าไอ้อยุธมันจะเอายังไงเรื่องน้ำเงิน ผมลองตั้งบททดสอบในใจเล่นๆ หากมันให้ผมคุยกับน้อง แสดงว่ามันไม่ได้จริงจังกับน้องตั้งแต่แรก แต่ถ้าหากมันไม่ให้ผมคุย ผมคิดว่าผมคงมีคู่แข่งเพิ่มอย่างแน่นอน

[น้ำเงิน คุยกับมันหน่อย เสียงมันเหมือนจะตายแล้ว...เอาน่า ถ้าไม่คุยกับมันจะให้มันง้อยังไงล่ะ...ยังไงก็ไม่คุยกับมึงว่ะ เสียใจด้วย]

ช็อกแดก...

“จริงเหรอวะ”

[ก็เนี่ย ให้กูเซลฟี่ไปให้ดูอีกรูปมั้ยล่ะ]

“แม่งเอ๊ย”

[...]

“ฝากบอกน้องทีว่ากูขอโทษ เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ช่วยรับสายกูหน่อยเถอะ”

[...]

“ฮัลโหล ฮัลโหล”

ตู๊ดดด

สายถูกตัดเป็นที่เรียบร้อย รู้สึกหมดกำลังใจที่จะใช้ชีวิตในวันนี้ต่อ ผมไม่เคยไปง้อใครและก็ถูกเมินขนาดนี้ ไม่เคยเลยจริงๆ ครับ
สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นคงทำให้น้ำเงินโกรธมากเลยงั้นสินะ






น้ำเงิน





“มึงนั่งจ้องโทรศัพท์ทำไม รอสายใครอยู่”

“มีคนบอกว่าจะโทรมาหากู ให้กูรอรับสาย แต่ก็ยังไม่โทรมาเลย”

“พี่คีนน่ะเหรอ”

“เออดิ”

“เขาไม่รู้หรือเปล่าว่ามึงรอสายเขาอยู่”

“ก็เขาบอกจะโทรมา แต่เขาไม่โทรมาเนี่ย”

“โว้ย รำคาญว่ะ อยากคุยก็โทรดิ”

“ไม่เว้ยสัดใกล้ กูเป็นฝ่ายงอนอยู่”

“ไอ้บ้า งั้นมึงก็รอให้เหงือกมึงแห้งไปเถอะ”

“เขาจะไม่โทรจริงๆ เหรอวะ”

“...”

“หรือกูควรโทรดี”

“รำคาญแม่งจริงๆ”







TBC*






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 13
น้ำเงิน



‘ฝากบอกน้องทีว่ากูขอโทษ เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ช่วยรับสายกูหน่อยเถอะ’

คำพูดเหล่านี้ของพี่คีนผมเป็นคนฟังเอง ตอนนั้นพี่อยุธพยายามส่งมือถือมาให้แล้วแต่ผมปฏิเสธ สุดท้ายผมก็ห้ามใจตัวเองไม่ไหว แย่งมือถือจากมือพี่อยุธมาฟังเสียงพี่คีน เมื่อเขาบอกให้ผมรับสายเขา ผมก็ใจอ่อน เปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้เพื่อรอเขาโทรมา แต่แล้ว...เขาก็ไม่โทร

ใครงงมายืนรวมกับผมตรงนี้

เพราะผมเป็นคนงอนเขาผมก็เลยต้องดึงสถานการณ์ให้ยุ่งยากมากยิ่งขึ้น แต่ไฉนกลับกลายเป็นผมที่ร้อนใจอยู่ฝ่ายเดียว หากพี่คีนแคร์ผมก็ควรจะทำอะไรสักอย่างให้มันดีขึ้น แต่นี่เขากลับเพิกเฉย ไม่ยอมทำอะไรเลย

ไอ้ใกล้ด่าผมจะเป็นจะตายเรื่องที่ไม่ยอมผ่อนหนักให้เป็นเบา ยิ่งผมทำตัวงี่เง่ามันก็ยิ่งเข้าข้างพี่คีนจนผมนึกหมั่นไส้ ตลอดทั้งวันผมต้องทนกับคำบ่นของไอ้ใกล้จนลืมสนใจโทรศัพท์ และตอนนี้ก็เข้าสู่เวลาช่วงเย็นย่ำตะวันตก

ผมนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านพักหลังใหญ่กับไอ้ใกล้ พี่อยุธกับเพื่อนคนอื่นๆ ออกไปป่วนเด็กๆ คณะเภสัชฯ ในคืนวันสุดท้ายก่อนกลับ ทีแรกไอ้ใกล้มันก็ฉุดกระชากลากถูผมให้ไปเข้าร่วมกิจกรรม แต่ผีขี้เกียจเข้าสิงผมเป็นที่เรียบร้อย เมื่อผมไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่แรก การไปเข้าร่วมตอนนี้ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่

เวลานี้ใกล้มันก็คุยกับคุณดลอยู่ มันมักจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หรือไม่ก็แอบหน้าบึ้งบ้างในบางครั้ง แต่โดยรวมแล้วก็นับว่ามันดูมีความสุขมากอยู่ดี ผมรู้สึกดีใจกับทั้งคุณดลและก็มันนะ อย่างน้อยก็ไม่ได้ประสบพบเจอปัญหาเหมือนที่ผมกำลังเจอ

ผมคิดว่าคนที่ทำให้เรื่องยุ่งยากจริงๆ แล้วก็คือพี่คีน เขาบอกว่าจะโทรมาแต่เขาก็ไม่โทร นี่ถ้าเขา...

“อยู่นี่เอง” เสียงหอบแฮ่กของใครบางคนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปดู เขาคือคนที่ผมกำลังด่าในใจเมื่อตะกี้ เมื่อสองวินาทีที่แล้ว

“พี่คีน”

“เหยด” ไอ้ใกล้ถึงกับอุทานแล้วลุกขึ้นยืน มันกระพริบตาปริบๆ มองพี่คีนเหมือนเขาเป็นสไปเดอร์แมน

พี่คีนยังคงหอบอยู่ เขามองผมด้วยสายตาที่ดูเหน็ดเหนื่อย ผมกลืนน้ำลายเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี การที่พี่คีนขับรถมาตลอดทั้งบ่ายเพื่อมาเจอผมที่นี่นั้นเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ‘ทำไมพี่เขาถึงไม่โทรหาผม ทั้งๆ ที่บอกว่าจะโทร’

“พี่ไม่คิดว่าการทำตามพระเอกนิยายมันจะเหนื่อยขับรถขนาดนี้” พี่คีนขยี้ผมตัวเอง ตวัดสายตาไปมองไอ้ใกล้ที่สะดุ้งโหยง “จะอยู่ฟังหรือไง”

“เอ่อ...”

“เดี๋ยวน้ำเงินก็เล่าให้ฟังทีหลัง ตอนนี้พี่ขอคุยกับน้ำเงินสองคนได้ป่ะ”

ไอ้ใกล้มองผมอย่างถามความเห็น ผมพยักเพยิดให้มันออกไปก่อน มันถึงได้วางใจเดินถอยห่างออกไป พี่คีนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ผม แต่ผมผงะถอยหลังพร้อมกับมองซ้ายมองขวาว่าตัวป่วนอย่างพี่อยุธจะอยู่แถวนี้หรือเปล่า

“มีอะไรเหรอ”

“มาทางนี้ดีกว่าครับ” พี่อยุธยืนกรานว่าจะยังทำตัวเป็นตัวปัญหาของพี่คีนต่อไป ผมจึงคิดว่าควรปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาทั้งสองคน ตอนนี้ผมควรจะเอาเรื่องตัวเองให้รอดก่อน

ผมพาพี่คีนมายังริมหาดที่ห่างไกลผู้คน เขาโอนอ่อนกับแรงลากของผม คงเพราะเหนื่อยจากการขับรถเป็นเวลานาน

“น้ำเงินหลบไอ้เชี่ยอยุธอยู่เหรอ”

“ครับ”

“เราไม่ได้เป็นชู้กันสักหน่อย”

“ทำไมถึงขับรถมาไกลขนาดนี้”

“อ้าว ก็มาง้อ”

“...”

“เราก็คงอยากให้พี่ขับรถมาหา พี่รู้อยู่หรอกน่า”

ผมพูดไม่ออก ในใจนึกอยากฆ่าตัวเองเป็นบ้าที่ความต้องการส่วนตัวมันบดบังการเป็นห่วงสวัสดิภาพพี่คีน ผมนี่มันแย่จริงๆ

“ตกลงจะเป็นเด็กไอ้อยุธมันจริงๆ เหรอ”

“ผมบอกให้พี่ทำตัวดีๆ แต่ทำไมพี่ทำแบบนี้อ่ะ”

“พี่เมา” พี่คีนพูดเสียงดัง “แต่พี่ไม่ได้ทำอะไรกับผู้หญิงคนนั้นนะ เขาแค่ถ่ายรูปคู่กับพี่ไปอวดคนอื่นเฉยๆ ไม่เชื่อลองโทรไปถามไอ้เบสได้”

ผมยังคงมีทิฐิอยู่บ้าง จึงหาเหตุให้ต้องพูดคุยกันต่อ “แต่พี่ก็ไม่ควรเมาไง”

“พี่เหงาป่ะวะ น้ำเงินไม่อยู่พี่ก็ต้องหาอะไรทำสิ”

แววตาพี่คีนไม่มีความโกหกเจือปนอยู่ ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะมองเท้าตัวเองที่ย่ำอยู่บนผืนทราย อันที่จริง...ผมใจอ่อนตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงพี่คีนผ่านทางโทรศัพท์แล้วล่ะ

“ทีนี้จะเอายังไง คนไทยทั้งประเทศคิดไปแล้วมั้งว่าน้ำเงินเป็นเด็กไอ้อยุธมัน”

“ใช้คำเว่อร์มาก”

“ถ้าพี่ไม่แสดงออกผ่านสื่อว่าพี่ต้องการแย่งน้ำเงินคืน พี่ก็จะไม่ได้อยู่ใกล้น้ำเงินนะ หอสี่อยู่กันอย่างนี้”

ผมรู้สึกตกใจมากกับสิ่งที่ผมได้ยิน ตอนที่ผมโพสต์แคปชั่นแบบนั้นมันเป็นเพราะอารมณ์ของผมล้วนๆ ไม่คิดว่ามันจะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้

“จริงเหรอ”

“จริงสิ นี่พี่ท้ามันแข่งรถแล้วเนี่ย”

“ทำไมต้องแข่งรถ ทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ” เฮ้ย...นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว

“ก็มันเป็นเพราะใครกันล่ะ”

“พี่คีนผิดนะ”

“น้ำเงินก็ผิด”

“ผิดทั้งคู่ก็ได้” ผมยอมในที่สุด “จริงๆ แล้วไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้นะ”

“มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าพี่อยากใกล้ชิดน้ำเงินออกสื่ออ่ะ” พี่คีนทิ้งตัวลงนั่งบนหาดทรายพร้อมกับตบที่ข้างๆ ราวกับต้องการให้ผมนั่งด้วย “มานั่งนี่เลย”

ผมนั่งลงไปพร้อมๆ กับใบหน้าที่เป็นกังวล “เอาจริงเหรอพี่คีน”

“ท้ามันไปแล้วก็ต้องทำ”

“มันอันตรายนะ”

“เพื่อน้ำเงินพี่ทำได้” พี่คีนพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาราบเรียบแต่มันมีผลมากกับใจของผม “เชี่ยอยุธมันจะได้รู้ไงว่าคนนี้พี่เอาจริง”

“...”

“แล้วน้ำเงินเริ่มรู้สึกหรือยังว่าพี่เอาจริง”

ผมก็อยากจะซึ้งอยู่หรอกแต่ผมกังวลเรื่องความปลอดภัยของพี่คีนมากกว่าอะไรทั้งหมดในตอนนี้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะผมหัวร้อน พี่คีนก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้

“ถึงตอนนี้น้ำเงินจะเป็นเด็กไอ้อยุธ...”

“...”

“แต่น้ำเงินมาเป็นแฟนพี่ได้หรือเปล่า”

.

.

.

เสียงคลื่นทะเลยังไม่ดังเท่าเสียงหัวใจของผมในตอนนี้ ผมยังคงมองหน้าพี่คีนด้วยสายตาตกตะลึงจนลืมแม้กระทั่งกระพริบตา เพราะผมไม่ได้คาดหวังอะไรทั้งสิ้นจากการเจอพี่คีน จึงทำให้การได้ยินอะไรแบบนี้เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย

“แฟน...เหรอ” ผมเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

“ใช่”

“...”

“พี่ชอบน้ำเงิน” เหมือนพี่คีนจะพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมไม่ให้ตัวเองหลุดเขิน “พี่คงชอบน้ำเงินจริงๆ นั่นแหละ พี่ถึงหวงน้ำเงินมากขนาดนี้ และพี่ก็อยากอยู่กับน้ำเงินตลอดเวลาแบบนี้”

ความรู้สึกของผมในตอนนี้คือทั้งประหลาดใจและดีใจปนๆ กันไป แต่ที่แน่ๆ ผมห้ามน้ำตาไม่ให้มากระจุกรวมอยู่ที่เบ้าตาไม่ได้เลย การที่คนเราอยากคบกับใครสักคนไม่ใช่เพราะเราต้องการให้คนคนนั้นตัวติดกับเรา ใช้ชีวิตกับเรา แชร์ทั้งทุกข์และสุขกับเรา และผูกพันกับเราหรอกเหรอครับ

พี่คีนมอบความปรารถนานั้นให้กับผมหลังจากที่ผมสูญเสียปู่ไป แต่แทนที่ผมจะเป็นฝ่ายเอ่ยขอให้เขามาอยู่เคียงข้าง เขากลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอผมซะเอง

ผมรู้สึกยินดีและปลื้มปริ่มจนควบคุมตัวเองไม่ได้ น้ำตาของผมหยดแหมะลงบนผืนทรายจนพี่คีนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“การที่พี่ชอบน้ำเงินมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” พี่คีนแตะไหล่ผมราวกับต้องการปลอบ

“เปล่า คือมัน...เกินคาด”

“พี่ตกใจนะ”

“ผมตกใจกว่า ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้”

อีกฝ่ายกลืนน้ำลาย มองผมอย่างเป็นห่วงเป็นใยและรอคอยในคำตอบ

“ตกลงน้ำเงินจะ...”

“คบครับ” ผมพยักหน้าแรงๆ

พี่คีนหัวเราะเบาๆ อย่างยินดี ก่อนจะใช้มือที่แตะไหล่ผมเปลี่ยนเป็นโอบรอบไหล่ผมแทน

“จริงๆ แล้วผมจะรอพูดหลังจบค่ายนี้อ่ะ”

“พูดอะไรเหรอ”

“พูดว่าผมชอบพี่ พี่อย่าไปมีเด็กคนอื่นหรือนอนกับคนอื่นนอกจากผมได้มั้ย เป็นของผมคนเดียวได้หรือเปล่า”

ปฏิกิริยาของพี่คีนหลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นของผมน่าประหลาดใจมาก เขาเอาแต่กระพริบตาปริบๆ และก็คงอึ้งมากถึงมากที่สุด ความคิดของผมก็คือไหนๆ ก็พูดออกมากันแล้ว...พูดกันตรงๆ ไปเลยเถอะ อย่าเสียเวลาอีกเลย

“ทำไมครับ ผมเห็นแก่ตัวไปเหรอ”

“ไม่”

“...”

“พี่ชอบประโยคพวกนั้นมากกว่าคำขอคบอีกนะ มันดู...เหมือนต้องการแค่พี่ แค่พี่จริงๆ” พี่คีนลูบหัวผมเบาๆ “ขอบคุณนะ”

“แต่พี่คีนก็ทำตัวแย่ก่อนไง” ผมอดแซะเรื่องนี้ไม่ได้

“พี่ก็ขับรถมาแก้ไขสถานการณ์แล้วนี่ไง”

“คือผมกังวัลเรื่องแข่งรถ”

“ยังไงก็ต้องทำป่ะ”

“...”

“ใครจะให้แฟนตัวเองเป็นเด็กของคนอื่น พี่ไม่ยอมหรอก”

พอเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้นี้ ผมก็รู้สึกอยากตีอกชกหัวตัวเองมาก ทำไมผมถึงต้องทำให้เรื่องมันวุ่นวายและก็ซับซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ผมกับพี่คีนก็ใจตรงกัน

“เป็นอะไรไป” พี่คีนถาม “กังวลกลัวพี่เป็นแฟนที่ไม่ดีเหรอ”

มันใช่ซะที่ไหนกันเล่า “เปล่า”

“ที่พี่กังวลคือพี่กลัวว่าพี่จะเป็นแฟนที่ดี...มากเกินไปหน่อย”

นี่เขาไม่ได้กำลังโม้อยู่ใช่มั้ยครับ ทำไมฟังดูน่าหมั่นไส้จังวะ

“พี่พูดจริงๆ นะเนี่ย พี่กลัวเรารำคาญพี่ว่ะ”

“แปลว่าพี่คีนจะทั้งเอาใจใส่ ดูแล เปย์อย่างงั้นใช่มั้ยครับ”

“ใช่”

“...”

“ดีไม่ดีอาจทำมากกว่านั้นอีก”

ผมส่งยิ้มให้พี่คีน “ฟังแล้วรู้สึกดีมากกว่าที่จะต้องกังวลนะ”

เขาเลิกคิ้วก่อนจะกลืนน้ำลายเบาๆ นี่เขากังวลเรื่องนี้จริงๆ เหรอ กลัวตัวเองเป็นแฟนที่ดีเกินไปเนี่ยนะ

“มีอีกเรื่องที่น้ำเงินควรรู้” เรื่องที่เขากำลังจะพูดน่าจะเป็นเรื่องที่เขากังวลมากที่สุดแล้ว เพราะท่าทางของเขาคล้ายกับคนที่เตรียมตัวเตรียมใจมาพูดเรื่องนี้มากกว่าขอคบผมอีก

“พี่คีนเซ็กส์จัด?”

“บ้า”

“เรื่องนี้ผมรู้อยู่แล้วนะ”

“ไม่ใช่สิ”

“ถ้าอย่างนั้นมันเรื่องอะไรเหรอครับ”

“พี่เป็นพวกหวงของน่ะ บางครั้งพี่ก็อาจจะหึงเกินมนุษย์ไปหน่อย” เขามองมาที่ผมอย่างลุ้นๆ “น้ำเงินรับได้ใช่มั้ย”

“แฟนหึงมันก็ดีไม่ใช่เหรอครับ ผมอยากให้พี่หึงนะ” ผมพูดยิ้มๆ

“พี่กลัวพี่หลุดว่ะ กลัวใช้อารมณ์มากเกินไปงี้ พี่กลัวทำให้เราทะเลาะกัน”

“ใจเย็นๆ สิครับ” ผมเอื้อมมือไปคว้ามืออีกข้างของพี่คีนมาจับ “ยังคบกันได้ไม่ถึงสามนาทีเลย จะกังวลอะไรขนาดนั้น”

“นั่นสินะ”

ผมมองดูโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุดของพี่คีน “ทิ้งงานมาใช่มั้ยเนี่ย”

“เออดิ นี่สูญเสียไปแล้วหลายแสนนะรู้ยัง”

“พูดจริงเหรอ”

“ล้อเล่น”

“ตกใจหมด”

“จริงๆ คือหลายล้านน่ะ”

“เฮ้ย”

“ฮ่าๆๆๆ” เขาหัวเราะร่วน

“ผมก็มีเรื่องบางอย่างที่พี่คีนต้องรู้เหมือนกัน” เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่คีนถึงได้ลุ้นขนาดนั้นระหว่างที่พูดเรื่องเมื่อสักครู่ เพราะตอนนี้ผมเองก็ลุ้นเหมือนกัน ถ้าอีกฝ่ายรู้แล้วรับเรื่องนี้ไม่ได้...บางทีคำว่าคบกันเมื่อสักครู่อาจเป็นเพียงแค่ลมผ่านหู ซึ่งมันเจ็บกว่าโดนไม้ตีแสกหน้าอีกนะครับ

“ว่าไง”

“ผมติดแฟน”

“ว้าว”

“และแฟนก็ต้องมีผมคนเดียว”

เขามองผมด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้ามาประทับริมฝีปากของเขาบนริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา

มันเป็นจูบลึกซึ้งครั้งแรกกลางแจ้งของเราสองคน...และเป็นจูบครั้งแรกหลังจากที่เราสองคนเป็นแฟนกัน










เวลา 20.13 น.

“น้ำเงินมานั่งนี่” พี่อยุธกวักมือเรียกผมในห้องอาหารหรูของรีสอร์ท ผมจำเป็นต้องทิ้งพี่คีนกับไอ้ใกล้ที่นั่งขนาบข้างผมเพื่อไปนั่งข้างพี่อยุธแทน ไหนๆ สื่อก็เข้าใจว่าผมเป็นเด็กพี่เขาแล้วก็ต้องทำตามครรลองหน่อย

อย่าให้ผมต้องบรรยายสีหน้าบึ้งตึงของพี่คีนเลยครับ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่อยุธอยากเป็นเพื่อนเขาและก็ทำไปเพื่อกวนประสาท เพราะฉะนั้นในหัวเขาก็ยังคิดอยู่ว่าพี่อยุธคงจะคิดอะไรกับผมแล้วก็ต้องการที่จะแย่งผมไปเป็นเด็กข้างตัวจริงๆ

“มึงจะมานอนนี่เหรอสัดคีน”

“เออ” พี่คีนตอบ ผมไม่ยอมให้พี่คีนขับรถกลับไปตอนนี้หรอกครับ ถ้าขับกลับตอนนี้คงจะถึงตอนเกือบตีหนึ่งนู่นมั้ง การขับรถตอนกลางคืนมันเป็นอะไรที่โคตรจะอันตราย

“ห้องเต็มว่ะ นอนข้างถังขยะได้มั้ย” เพื่อนพี่อยุธหัวเราะอย่างเฮฮา ไอ้ใกล้เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข อาจเป็นเพราะทั้งโต๊ะนี่มีเพียงแค่มันที่อยู่หอห้าคนเดียว “รินน้ำให้พี่หน่อย”

“ครับ” ผมรับคำแล้วจัดการรินน้ำให้พี่อยุธอย่างไม่ได้คิดอะไร

“ไม่ต้องไปรินให้มัน”

“อ้าว นี่เด็กกูนะ อย่ายุ่งสิครับ”

“มึงไปแข่งรถกับกูตอนนี้เลย” พี่คีนทำท่าจะลุกจริงๆ

“ไอ้บ้า หอสี่ก็มีอยู่แค่นี้ มึงต้องการให้คนอื่นเห็นกันแค่นี้จริงๆ เหรอวะ”

“พี่อยุธ” ผมกัดฟันส่งเสียงเตือนพี่อยุธเบาๆ พี่มันส่งสายตากำราบผม บอกตามตรงว่าเขาดูคึกมากกว่าตอนที่พี่คีนไม่อยู่ที่นี่ประมาณสิบล้านเท่าเห็นจะได้ เหมือนเด็กที่ได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าหลังจากถูกพลัดพรากมานาน

หลังจากที่ผมได้รับรู้ความในใจจากพี่อยุธ...ผมก็อดกลอกตามองบนกับการแสดงของพี่เขาไม่ได้จริงๆ

“จะยังไงก็ช่าง กูขอแข่งพรุ่งนี้”

“ไม่ให้เวลากูเตรียมการสักหน่อยเหรอ”

“มึงจะไลฟ์บอกคนทั้งประเทศหรือยังไง พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้”

ไอ้ใกล้กลืนน้ำลายเพราะไม่คิดว่าพี่คีนของมันจะมีด้านเอาแต่ใจขนาดนี้ ผมได้แต่มองพี่คีนตาละห้อย ถ้าไม่ใช่เพราะผม...ป่านนี้เราคงนั่งจิบเบียร์อยู่เคียงข้างกันที่ริมชายหาดแล้วล่ะมั้งครับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องยุ่งยากทั้งหมดทั้งมวลนี่จริงๆ

“ตกลงคืนนี้มึงจะนอนไหน” ท้ายที่สุดแล้วไอ้พี่อยุธก็เป็นห่วงสวัสดิภาพของพี่คีน

“ยุ่ง”

“ไอ้เหี้ยนี่”

“มีโรงแรม อยู่ใกล้ๆ นี่”

“แล้วจะทำยังไงล่ะ คนอย่างมึงนอนก็นอนคนเดียวไม่ได้ และน้ำเงินก็ไปนอนด้วยไม่ได้อีก”

พี่คีนได้แต่ทำหน้าเซ็งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเดิมเป๊ะ “ยุ่ง”

ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูลิงตีกัน ผมเกาหัวแกรกๆ ปล่อยให้พี่อยุธเล่นละครว่าไม่ชอบขี้หน้าพี่คีนต่อไป ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของผมก็สั่นพอดี คนที่ส่งข้อความมาก็คือพี่คีนผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

KEEN : เก็บข้าวเก็บของ
KEEN : แอบมาเจอพี่ตอนสี่ทุ่มที่ลานจอดรถ
KEEN : เราจะไปนอนโรงแรมอื่นกัน


ผมมองพี่คีนยิ้มๆ แม้พี่คีนจะเป็นคนแปลกเรื่องนอนคนเดียวไม่ได้ แต่ผมก็ทึ่งมากในเวลาที่เขาทุ่มเทแก้ปัญหาเรื่องจุดอ่อนของตัวเองแบบนี้ ประมาณว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่าง กูก็จะยืนยันนั่งยันนอนยันและเอาตีนยันว่ากูนอนคนเดียวไม่ได้จริงๆ กูต้องมีคนนอนเป็นเพื่อน

พี่อยุธคงไม่โกรธเพราะรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างพี่คีนนอนคนเดียวไม่ได้จริงๆ ผมจึงรีบตอบกลับไปว่าเจอกันคืนนี้

คืนแรกของการเป็นแฟนกัน...เราทั้งคู่ก็ต้องอยู่ด้วยกันสิครับ





[มีต่อนะคะ]





ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




คีน



ผมสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า...น้ำเงินเป็นแฟนผมแล้วครับ

หลังจากที่พยายามลักลอบพาตัวน้องออกมาจากบ้านพักของไอ้อยุธ (แม้จะสงสัยนิดหน่อยว่าทำไมมันถึงปล่อยให้น้องมาหาผมได้ง่ายๆ แต่ก็ช่างมันเถอะครับ) ตอนนี้น้องก็ได้มานอนกับผมเป็นที่เรียบร้อย ลองทายกันดูสิครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมและน้ำเงินตอนอยู่บนเตียงหรือไม่

ครับ...ทุกท่านทายถูก เสืออย่างผมจะปล่อยให้เหยื่อนอนนิ่งๆ ได้ยังไงกัน

ผมนั่งมองน้ำเงินที่กำลังหลับอยู่ รู้สึกเหมือนเราสองคนกลับไปสู่คืนแรกที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันอีกครั้ง ตอนนั้นผมก็นั่งมองน้ำเงินเหมือนตอนนี้ เพียงแต่ว่าสถานะของเราสองคนเปลี่ยนไปก็เท่านั้น

ใครจะรู้ว่าน้องจะกลายมาเป็นแฟนผม จากที่เจอกันหน้าคอนเสิร์ตแปรเปลี่ยนมาเป็นแฟนได้ยังไงก็ยังงงอยู่เหมือนกัน

ครืด

ผมมองตามเสียงสั่นไปที่โทรศัพท์อย่างเซ็งๆ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว ไอ้เบสมันก็ยังไม่นอน เพราะมันต้องคุยกับผมเรื่องงานมันก็เลยยังไม่สามารถที่จะนอนได้

แถวบ้านผมเรียกว่านี่คือการใช้เวรใช้กรรมที่เกิดจากการหนีงานมาง้อใครบางคน

ผมพิมพ์ไลน์ตอบไอ้เบสไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายทนไม่ไหว มันจึงโทรมาหาผมเพื่อการพูดคุยที่สะดวกยิ่งขึ้น แต่แล้วสิ่งที่มันคุยกลับไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องอัปเดตระหว่างผมกับน้ำเงินนั่นแหละ

[คบกันแล้ว]

“ใช่”

[เหยด ข่าวใหญ่!]

“พรุ่งนี้กูต้องแข่งรถกับไอ้อยุธเนี่ย” ผมมองดูนาฬิกา นี่มันข้ามวันใหม่มาแล้วนี่หว่า “ไม่สิ...วันนี้ต่างหาก”

[ชิงตัวน้ำเงินเหรอ]

“เออดิ”

[ได้ เดี๋ยวกูไปเอา Z4  จากที่บ้านมาให้]

“รถที่มึงต้องไปเอาไม่ใช่ Z4 แต่เป็นนินจา ”

[เชี่ยคีน มึงไม่ถนัด] ไอ้เบสแทบร้องโหยหวน

“กูท้าอยุธไปแล้ว กูเปลี่ยนคำพูดไม่ได้”

[มึงบ้าป่ะเนี่ย เอาตัวเองไปเสี่ยงมากเกินไปหรือเปล่าวะ]

“นั่นสิ” สายตาของผมหันไปมองน้ำเงินที่หลับและมีลมหายใจสม่ำเสมอ เนื้อตัวยังมีร่องรอยจากริมฝีปากของผมฝากเอาไว้อยู่เลย “แต่มองน้ำเงินแล้ว กูก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสี่ยงอะไร สิ่งที่กูได้มามันคุ้มกว่าป่ะวะ”

[คุ้มกว่าชีวิตมึงเนี่ยนะ]

“มึงไม่เคยมีความรักเหรอ”

[เฮ้อ...น้องแม่งปักศรรักกลางอกมึงจริงๆ กูยังนึกถึงตอนที่มึงเอาน้องทั้งๆ ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ของมึงอยู่เลย เป็นไงทีนี้ ชอบไปหมดทั้งร่างกายทั้งหัวใจ]

“มึงโทรมาคุยเรื่องนี้ตอนตีสองหรือไง”

[เออ]

“นอนได้แล้วมั้ง พรุ่งนี้ค่อยเคลียร์กันต่อ”

[มึงอ่ะนอนได้แล้ว เดี๋ยวต้องขับรถกลับมออีก]

“อาจจะเหนื่อยนิดหน่อยนั่นแหละ”

[ถามไรอย่าง]

“ว่า”

[ทำไมถึงเป็นคนนี้วะ ทำไมมึงถึงชอบคนนี้]

ผมหันไปมองน้ำเงินอีกครั้ง ลองนึกทบทวนถึงคำตอบที่ได้จากคำถามของไอ้เบส

“ไม่รู้ว่ะ”

[...]

“น้องทำให้กูลืมมั้งว่าการมีคนอื่นมันเป็นยังไง เพราะมีแค่น้องคนเดียวกูก็มีความสุขแล้ว”

[พ่อมึงเป็นลิเกเหรอ น้ำเน่าฉิบ]

“เปล่า พ่อกูเป็นเจ้านายพ่อมึง”

[กูไปนอนดีกว่า พูดมากเดี๋ยวกลัวบ้านจะไม่มีรายได้]

“ไปเอานินจามาให้กูด้วยนะเว้ย”

[เออ กูจะตรวจสภาพให้ดีๆ เลย]

ผมกดวางสายก่อนจะถอนหายใจ ตอนนี้มันถึงเวลาพักผ่อนแล้วสินะ มือของผมเลื่อนไปเปิดผ้าห่มที่คลุมทับตัวน้ำเงินเพื่อแทรกร่างกายของตัวเองเข้าไป สายตาหันไปมองคนข้างๆ พลางคิดในใจว่านานเท่าไหร่แล้วที่ผมต้องมีคนนอนเป็นเพื่อน และจากนี้ไปคนนอนข้างๆ ผมต้องเป็นคนนี้เพียงคนเดียวไปโดยตลอด

แทนที่จะเป็นการผูกมัด แต่ดูๆ แล้วกลับรู้สึกมีความสุขซะงั้น

น้ำเงินส่งเสียงอือในลำคอก่อนจะวาดมือมากอดผม เด็กคนนี้ชอบนอนกอดผมทุกครั้งและก็ชอบเอาใบหน้าตัวเองมาถูไถกับแขนหรือไม่ก็อกของผม ผมคิดไปเองว่าการกระทำแบบนี้มันสื่อให้เห็นว่าเขานั้นทั้งเป็นคนขี้หวงและก็ขี้อ้อน และที่สำคัญ...เขาเป็นคนขี้เหงาเหมือนกันกับผม

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราสามารถเติมเต็มกันและกันได้








ระหว่างทางกลับมอ

ตอนขับรถขากลับผมรู้สึกสนุกกว่าตอนขาไปตั้งเยอะ มันต่างกันตรงที่ขากลับผมมีน้ำเงินนั่งมาด้วยนี่แหละ เพิ่งจะรู้ว่าน้องมันเป็นคนที่ช่างจ้อและก็มีอารมณ์หลากหลายในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน

“ไอ้ใกล้บ่นฉิบหายเรื่องที่มันไม่ได้กลับกับเราด้วย”

“...”

“พี่คีนขับรถดีๆ นะครับ”

“...”

“จริงๆ แล้วผมก็ยังเป็นห่วงเรื่องที่พี่แข่งรถอ่ะ”

“...”

“นี่พี่คีนสนใจผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย”

ผมอดขำไม่ได้จริงๆ ก็เขาเพิ่งบอกให้ผมตั้งใจขับรถ แต่ทำไมถึงโวยวายตอนที่ผมไม่สนใจ

“สนใจสิครับ” ผมตอบ “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเรื่องแข่งรถอ่ะ ไอ้เบสมันเตรียมชุดเซฟตี้ให้”

“เฮ้อออ”

“มาเชียร์ให้พี่ชนะดีกว่า”

“...”

“แล้วถ้าพี่ชนะก็อย่าไปอัพรูปตั้งแคปชั่นพิเรนทร์ๆ แบบนั้นอีกนะ เรื่องแบบนี้หอสี่เรามันจริงจังกัน”

“ผมก็เพิ่งรู้นี่แหละ” น้องนั่งห่อไหล่อย่างรู้สึกผิด “ผมจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”

“ว่าแต่ทำไมไอ้อยุธมันไม่เห็นแสดงท่าทีว่าอยากตามหาน้ำเงินเลยล่ะ” ผมเลิกคิ้ว “โทรศัพท์น้ำเงินก็เงียบ”

“อาจจะเมาหรือไม่ก็นอนยังไม่ตื่นมั้งครับ”

“เป็นเด็กมันไม่กี่วันรู้เรื่องมันมากขนาดนี้เลยเหรอ”

“อย่าหาเรื่องดิ”

“แซวเล่น”

“...”

“แต่เคืองจริง”

น้ำเงินมองมาที่ใบหน้าด้านข้างของผมอย่างเหน็ดเหนื่อยใจ “โหยยย พี่คีน”

“แต่ก็เอาเถอะ น้ำเงินคบกับพี่แล้วนี่ ตอนนั้นที่ทำไปอาจจะผิดไม่มาก แต่หลังจากนี้ถ้าน้ำเงินทำอีกล่ะก็...” ผมแกล้งทำหน้าขู่ น้ำเงินหงอจนไม่รู้จะหงอยังไง สงสัยครั้งนี้น้องคงจะโทษตัวเองเต็มๆ “พี่จะโกรธมาก” เห็นสภาพเด็กแล้ว ผมเองก็ขู่ได้เท่านี้แหละ

“ตกลงครับ” น้ำเงินหันมาเกาะแขนผมอย่างจริงจัง “สัญญาสิว่าจะปลอดภัย”

“ทำไมไม่ให้พี่สัญญาว่าจะต้องชนะแทน”

“เรื่องนั้นผมไม่สนใจ”

“น้ำเงิน”

“ผมเป็นแฟนพี่นะ”

“แต่สื่อเขาคิดว่าเราเป็นเด็กไอ้อยุธ”

“ช่างหัวสื่อมันสิครับ”

ผมอดสะดุ้งเล็กน้อยไม่ได้ เด็กคนนี้มีเขี้ยวเล็บมากกว่าที่คุณๆ คิด ผมรับประกันเลย

“โอเค พี่สัญญา” ยอมอ่อนลงเพราะคิดว่าแข็งใส่กันไปก็เท่านั้น ผมเอื้อมมือไปลูบหัวน้ำเงินให้ใจเย็นๆ “ไม่ต้องกังวลนะ”

น้ำเงินเอียงศีรษะมาซบกับไหล่ผมเบาๆ “ผมชอบพี่นะ”

“รู้แล้ว” ผมยิ้ม

“ชอบแบบชอบมาก โคตรหลงอ่ะ”

มาแบบนี้ผมก็ต้องเขินสิครับ “แต่พี่ไม่ค่อยหล่อนะ” ผมพูดแก้เก้อ

“พี่หล่อจะตาย ไม่หล่อไอ้ใกล้มันไม่ปลื้มหรอก”

“ใกล้ปลื้มพี่เหรอ”

“ทำไมเสียงดูดีใจ”

“เปล่าสักหน่อย” นี่เราจะค่อนแคะกันทุกๆ นาทีเลยหรือเปล่าครับ “แค่แปลกใจ ใกล้ปลื้มพี่ก็ไม่ดีใจเท่าน้ำเงินชมว่าพี่หล่อหรอก”

“พี่หล่อจริงๆ”

“มีแต่คนชอบหาว่าหน้าพี่แปลก”

“แปลกแต่หล่อ”

“อวยจังเลย พี่จะลอยแล้วเนี่ย” ผมยิ้มเบาๆ อย่างอดไม่ได้ “น้ำเงินก็น่ารักนะ”

“ผมไม่หล่อ” น้ำเงินพูดเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตาตัวเอง

“พี่บอกว่าน่ารัก ไม่ได้บอกว่าหล่อนี่”

“คำว่าน่ารักมันดูแปลกๆ ไม่ค่อยมีใครชมผมแบบนี้”

หรือน้องจะไม่คุ้นกับการที่โดนคนชม... “งั้นพี่จะชมให้บ่อยๆ”

“พี่คีนตั้งใจขับสิครับ” น้ำเงินเฉไฉ

“เขินเหรอ”

“ขับรถ”

เพราะน้ำเงินเป็นแบบนี้ ผมจึงนั่งยิ้มได้ตลอดทาง ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือล้าเลยถึงแม้ว่าระยะทางจะยังอีกยาวไกลก็ตาม








ชั้นใต้ดิน หอสี่

ผมกำลังหลับเพื่อพักสายตา ขาของผมพาดยาวไปบนโซฟาจนไม่สามารถมีใครมานั่งด้วยได้ รอบตัวผมก็คือเพื่อนๆ ในกลุ่มที่กำลังปรึกษาหารือกันเรื่องแข่งรถวันนี้อย่างแข็งขัน ส่วนน้ำเงินก็กลับไปพักผ่อนที่ห้อง และที่แน่ๆ ผมได้ยินเสียงแว่วๆ เข้าหูมาว่าตอนนี้น้องอยู่กับไอ้อยุธ

อยากให้ถึงเวลาแข่งจริงๆ สักที เมื่อไหร่จะห้าโมงเย็นวะ

“ไอ้เชี่ยเบส กู...” ผมขยับตัวลืมตา ก่อนจะตกใจจนต้องลุกขึ้นมานั่ง จู่ๆ ชั้นใต้ดินของหอสี่ก็เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งๆ ที่เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังไม่ค่อยมีคนอยู่ในนี้

ทุกคนจ้องมาที่ผมอย่างตื่นเต้นกันหมด บางคนส่งเสียงโห่ร้องเพราะต้องการเชียร์ผม ผมได้แต่นั่งอึ้งๆ ส่วนเพื่อนผมคนอื่นเอาแต่มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาปนรำคาญ

ในมุมห้องแห่งนี้มีน้ำเงินกำลังยืนดูอยู่ด้วยสายตาเป็นกังวล ข้างๆ น้องก็คือไอ้อยุธที่มีท่าทีมั่นใจเต็มเปี่ยม มันส่งสายตาท้าทายมาให้ผมด้วย

เหมือนควงมาหยามกันถึงหน้าบ้าน...

“แข่งขับรถวนสามรอบนะคีน” เบสพูดอย่างเป็นการเป็นงาน “โค้งที่มึงจะต้องระวัง...”

ผมไม่ได้ตั้งใจฟังมันเพราะเอาแต่จ้องมองไปที่น้ำเงินกับไอ้อยุธ เชี่ยแม่งใช้งานน้องให้ไปหาเครื่องดื่มมาให้อีกแล้ว ไอ้ห่าเอ๊ย...
ครืด

หน้าจอมือถือของผมโชว์ข้อความจากไลน์ของน้ำเงิน

BLUE : สู้ๆ นะครับ
BLUE : อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยนะ


ผมมองไปหาคนส่ง เห็นไอ้อยุธมันยึดมือถือน้องจากนั้นก็ยัดเข้าไปข้างในกระเป๋ากางเกงตัวเอง แม่งกวนประสาทฉิบหาย

คอยดูเถอะ...ถ้าผมไม่ชนะ อย่ามาเรียกผมว่าคมิก ภารกรเลยดีกว่า




TBC*






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 14
น้ำเงิน



เด็กมอ B เรียกสนามแข่งแห่งนี้ว่าเทือกเขาอากินะ

ผมก็อยากจะขำอยู่นะครับแต่ขำไม่ออก (มึงจะมาอินโตเกียวดริฟต์อะไรกันหว่า) ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่ข้างๆ ถนนติดภูเขาที่ไม่ค่อยมีรถสัญจรผ่านไปมา เวลาห้าโมงเย็นแบบนี้แทนที่พวกนักศึกษาจะกลับไปอ่านหนังสือ พวกเขากลับมาที่นี่และให้ความสนใจกับการแข่งขันบิ๊กไบค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผู้ทรงอิทธิพลของมอ B อย่างพี่คีนไม่ถนัดที่สุด

พี่อยุธกำลังเตรียมตัวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากผม ท่าทางของเขามั่นใจมากจนน่าหมั่นไส้ ผมเดินวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขาไม่ห่าง ใจสั่นชนิดที่ว่าควบคุมแทบจะไม่ได้ ผมเห็นสภาพถนนแล้ว ส่วนที่อันตรายที่สุดเห็นจะเป็นโค้งก่อนถึงเส้นชัย เพราะมันเป็นทั้งโค้งและทางลาดชัน

“เอาน่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” พี่อยุธเดินเข้ามาคุยกับผมใกล้ๆ ราวกับต้องการคลายความกังวล

“ถ้าพี่ชนะผมก็ต้องตัวติดกับพี่ต่อไป”

“แต่ถ้าพี่อ่อนให้...เชี่ยคีนเองนั่นแหละที่จะหงุดหงิด” เขาจับไหล่ทั้งสองข้างผม การกระทำของเขาอยู่ในสายตาของพี่คีนตลอดเวลา “เชื่อใจมันหน่อย”

“ต่อจากนี้ไปเรื่องแกล้งพี่คีนเนี่ยลดๆ ลงมาหน่อยได้มั้ยครับ” ผมอ้อนวอน “ถ้าพี่เหงา ผมกับไอ้ใกล้จะเป็นเพื่อนพี่เอง”

“ใช้คำว่าเหงาเลยเหรอ” พี่อยุธดูเคืองๆ

“พี่ต้องคิดถึงการเถียงกับไอ้ใกล้ชัวร์ๆ”

“อย่าคิดไปเอง”

“...”

“วันนี้มันมาเชียร์มั้ย ลากตัวมันมาหาพี่หน่อยเด๊ะ”

นี่น่ะเหรอเรียกว่าไม่คิดถึง “มันไปเดตมั้งครับ สักพักคงจะมาดูพี่คีนแข่ง”

“เดต?” พี่อยุธหันมา สีหน้าไม่ค่อยประหลาดใจเท่าไหร่ “ใครคือคู่เดตของมันตอนนี้”

“คุณดลหอหกครับ”

“ชอบแบบติสต์ๆ นี่เอง” เขาถอนหายใจออกมายาวๆ “ใครๆ ก็มีแฟน พี่มีแฟนบ้างดีมั้ยนะ”

ใช่เรื่องที่จะมาบ่นก่อนแข่งมั้ยเนี่ย ผมหันไปมองพี่คีนอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาดูไม่ค่อยมีสมาธิแม้ว่าพี่เบสกับพี่คนอื่นๆ จะคอยบอกและกำชับในหลายๆ จุด แต่พี่คีนก็เลือกที่จะเอาแต่มองผม ผมทำปากบอกให้พี่คีนหันไปฟังพี่เบส แต่เขาก็ยักไหล่พร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องฟังเขาก็เข้าใจทุกอย่าง

อีโก้สูงฉิบหาย...นี่อีโก้หรือตึกใบหยก

“ถึงเวลาแล้ว” พวกเพื่อนพี่อยุธเดินมาเรียกตัว “อยุธ คีนไปเตรียมตัว”

พี่อยุธขยี้ผมของผมแรงๆ ผมเดินตามพี่เขาไปก่อนจะมองพี่คีนพร้อมกับชูมือบอกว่าสู้ๆ นะ

รอยยิ้มที่เขาส่งมา...ไม่ได้ทำให้ความกังวลของผมลดลงไปเลย








ใจผมตกไปอยู่ตาตุ่มทุกครั้งที่พี่คีนเข้าโค้ง

ผมมองไม่เห็นเหตุการณ์ในการแข่งขันทุกอย่าง เพียงแต่เสียงเชียร์ที่ดังเป็นระลอกมักจะทำให้ผมคาดเดาไปต่างๆ นานาทุกครั้ง แม้ว่าพี่คีนจะไม่ถนัดขับบิ๊กไบค์ แต่เขาก็ทำได้ดีจนเรียกได้ว่าฝีมือเกือบจะทัดเทียมกับพี่อยุธ พี่อยุธแซงได้ไม่เท่าไหร่ พี่คีนก็เข้ามาอยู่ในระดับเดียวกันได้ตลอด มันเป็นการแข่งขันที่สูสีและมันมาก แต่คนอย่างผมเนี่ยใกล้จะตายแล้วครับ

แต่ละโค้งแม่งจะหวาดเสียวไปไหน...

ในที่สุดก็มาถึงโค้งสุดท้ายที่ต้องผ่านเป็นรอบที่สามและก็ชิงความเป็นที่หนึ่ง ผมสวดมนต์ภาวนาหลับตาปี๋ ขอให้ทั้งคู่ปลอดภัยและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมไม่กล้าแม้แต่จะมองเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งผมได้ยินเสียงคนฮือฮา หลังจากที่มีเสียงรถพลิกคว่ำครูดไปกับพื้นถนน

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด”

“เชี่ยยย สัดคีน”

“โทรตามรถพยาบาล”


จากบรรยากาศที่คึกคักแปรเปลี่ยนสภาพเป็นความวุ่นวาย ผมเห็นแค่รถนินจาของพี่คีนพลิกจอดอยู่ริมถนน สภาพของมันแย่มากจนผมไม่อยากนึกถึงเจ้าของรถเลย

“เหี้ย” พี่อยุธจอดรถแล้วถอดหมวกกันน็อก เขาเอามือทึ้งหัวตัวเองอย่างไร้สติ

ตัวของผมสั่นไปหมดและน้ำตาก็เตรียมจะไหลได้ทุกเมื่อ ขาของผมก้าวไม่ออกอีกทั้งยังมีพวกคนที่พยายามจะเบียดเสียดผมไปดูพี่คีน

ร่างที่นอนอย่างเจ็บปวดอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นทำเอาผมแทบไม่ได้ยินเสียงคนรอบข้างอีกเลย

“ตามรถพยาบาลเว้ยยยยย”

“อย่ามุงครับ ถอยออกไปครับ”

“อย่าเพิ่งขยับตัวมัน กระดูกมันอาจจะหัก”

“ถอยหน่อยครับ ถอยให้น้ำเงินมาดูไอ้คีนหน่อย”


ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พี่คีนเมื่อมีพื้นที่พอให้นั่งได้ นัยน์ตาของพี่คีนปรือเล็กน้อย เขาขยับแขนไม่ได้และดูเหมือนจะเจ็บที่ร่างกายบริเวณด้านซ้ายแทบจะทั้งหมด

“อย่าเป็นอะไรนะ” ผมร้องไห้ออกมาในที่สุด นึกอยากฆ่าตัวเองที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้ “อย่าเป็นอะไรนะเว้ย”

เขาชูนิ้วโป้งให้ผมด้วยมือข้างที่ยังพอขยับได้ ผมจับนิ้วโป้งนั้นของเขาอย่างแผ่วเบา สติของผมไม่ค่อยมี ตอนที่ผมเงยหน้าผมเห็นแต่สายตาของคนที่กำลังมองมา และผมก็คิดอะไรไม่ออกอีกเลย

น้ำตามันดึงสติผมไปหมดแล้ว

รถพยาบาลมาพาตัวพี่คีนไปอย่างทันท่วงที พี่เบสกับคนอื่นๆ ลากตัวผมให้ขึ้นรถไปกับพวกพี่เขาเพื่อตามพี่คีนไปที่โรงพยาบาลด้วย

“กูไปด้วยได้มั้ย” เสียงของพี่อยุธสั่นไปหมด เขายังอยู่ในชุดแข่งรถอยู่เลย

พี่เบสมองหน้าพี่ธารกับพี่รุตอย่างชั่งใจ ผมเป็นคนพยักหน้าบอกให้พี่อยุธไปด้วยเอง ทุกคนเลยตามใจผม

เราทั้งหมดรีบไปโรงพยาบาลด้วยความไวแสง






บรรยากาศหน้าห้อง ICU ทั้งมาคุและก็น่าอึดอัด

พวกพี่เบสต่างก็มองพี่อยุธด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ส่วนคนถูกมองก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอย่างเดียว มีบางครั้งที่พี่เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่เป็นเชิงปลอบผมด้วย

ผมยังคงร้องไห้ไม่หยุด...แม้จะเป็นการร้องไห้ที่ไม่มีเสียงแต่ผมก็ร้องไห้

ทุกอย่างมันเป็นเพราะผม ผมคือต้นเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ยิ่งคิดน้ำตาผมก็ยิ่งไหล ผมไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้มันหยุดไหลได้เลยจริงๆ

จู่ๆ เสียงรอบข้างก็ดังขึ้นอีกระลอก เป็นเสียงของพวกพยาบาลที่ต่างก็พากันวิ่งกรูไปหาใครบางคน คนคนนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในจังหวัด เพราะเขารวยและทรงอิทธิพลมากที่สุดนั่นเอง

พ่อของพี่คีน

พี่เบส พี่ธารและพี่รุตเองก็ต้องรีบลุกขึ้นไปหา ผมมองตามผ่านม่านน้ำตา พ่อพี่คีนเป็นชายมีอายุที่หน้าตายังมีความคมคายแฝงอยู่ เขาสอบถามอาการของพี่คีนด้วยสีหน้าไม่พอใจและเป็นกังวลอย่างยิ่ง พี่เบสได้แต่ก้มหน้าก้มตาน้อมรับความผิดที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาถูกพ่อของพี่คีนกล่าวหาว่าดูแลพี่คีนไม่ได้เรื่อง

พี่อยุธมองผมอย่างไม่แน่ใจ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าควรไปทำความรู้จักดีมั้ย ตอนนี้อารมณ์ผมไม่ได้อยู่ในโหมดเข้าหาผู้ใหญ่ ผมเกลียดความเจ็บปวด...กลัวการสูญเสีย ผมกลัวว่าผมจะสูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปอีกคน

ในที่สุดหมอก็ออกมาบอกอาการพี่คีน เขาไม่ได้เดินมาหากลุ่มเพื่อนแต่เดินเข้าไปหาพ่อของพี่คีนโดยตรง จากที่ฟังดูแว่วๆ แขนซ้ายของพี่คีนหักต้องเข้าเฝือกสามถึงสี่อาทิตย์ กระดูกซี่โครงร้าว และที่ลำตัวบริเวณซ้ายฟกช้ำเล็กน้อย ไม่มีอาการสมองกระทบกระเทือน แต่ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ฟังดูน่าโล่งใจ...แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

พ่อของพี่คีนตวัดสายตามามองผม สายตาที่ไม่ชอบใจแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ผมได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่ที่จะสบตา หูของผมได้ยินเสียงพ่อของพี่คีนสั่งงานคนนั้นคนนี้ให้ดูแลลูกชายของเขาเป็นอย่างดี ถ้าพี่คีนเป็นอะไรไป เขาจะเอาเรื่องเรียงคนกันเลยทีเดียว

“น้ำเงิน”

“...”

“น้ำเงิน เราต้องกลับแล้วนะ” พี่เบสเป็นคนเข้ามาสะกิดผม พอผมเงยหน้าขึ้นมาอีกที พ่อพี่คีนกับผู้ใหญ่ที่ตามหลังมาก็กระจายหายไปกันหมดแล้ว

“ผมอยู่เฝ้าพี่คีนไม่ได้เหรอครับ”

“ท่านคิมหันต์ยังโกรธอยู่ คงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ลูกชายเขาสักพัก โดยเฉพาะเอ่อ...” พี่เบสถูกพี่ธารกระทุ้งสีข้าง

“โดยเฉพาะผมเหรอครับ”

“เอาน่าอย่าเพิ่งคิดมาก กลับไปพักผ่อนก่อน”

“พี่คีนนอนคนเดียวไม่ได้นะครับ”

“มีคนคอยดูมันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็ไม่มีสติ มันไม่รู้ตัวหรอกว่ามันนอนคนเดียวหรือมีใครนอนด้วยหรือเปล่า” พี่มารุตเองก็ช่วยพี่เบสพูด

“กูไปส่งน้องมันเอง” พี่อยุธอาสา

“มึงอย่ามายุ่ง” พี่เบสด่า

“น้ำเงิน...กลับกับพี่ได้มั้ย”

ผมพยักหน้าเบาๆ การที่ผมตอบรับพี่อยุธทำเอาพี่ทั้งสามคนตกใจมาก

“ถึงแม้ไอ้คีนมันจะเกิดอุบัติเหตุ แต่มันเข้าเส้นชัยก่อนมึงนะ” พี่ธารกัดฟัน

“กูขอ...ไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก” พี่อยุธดูสิ้นหวังมาก

“มีอะไรโทรมาได้ตลอดเลยนะน้ำเงิน”

ผมทำสีหน้าเป็นเชิงบอกพี่ทั้งสามคนว่าไม่เป็นไร ก่อนจะเดินตามหลังพี่อยุธไปอย่างช้าๆ เราทั้งคู่ดูเหมือนคนไร้วิญญาณที่มาเดินด้วยกัน คนที่มองมาคงคิดว่าผมกับพี่อยุธเพิ่งสูญเสียอะไรบางอย่างไป

ไม่ใช่พี่คีน...แต่เป็นความรู้สึกในใจของตัวเองที่เรียกได้ว่ารู้สึกผิดจนไม่รู้จะรู้สึกผิดยังไง

เราทั้งสองคนเดินผ่านร้านตุ๊กตาที่น่าจะขายสำหรับเยี่ยมผู้ป่วยเด็ก ผมรีบสะกิดพี่อยุธให้หยุดเดินเพราะต้องการจะเข้าไปในร้าน
ป้าเจ้าของร้านกำลังจะปิดร้านพอดี ผมรีบเข้าไปร้องขอซื้อตุ๊กตากับป้า

“ขอตัวไหนก็ได้ที่มันเหมือนผมครับ”

ป้าดูงงกับคำพูดของผม แต่ก็มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไหนลองยิ้มซิ”

ให้ผมยิ้มตอนนี้เนี่ยนะ...ผมลองยิ้มให้ป้าดูแบบแห้งๆ มันเป็นอะไรที่โคตรฝืนตัวเองจนผมรู้สึกกระอักกระอ่วน

“ไม่เอายิ้มแบบนี้...ยิ้มตาหยี” ผมลองทำตามที่ป้าขอ “ชัวร์เลย หนูหน้าเหมือนเจ้าตัวนี้ ตุ๊กตาแมวน้ำอุ๋งๆ แต่เหมือนเฉพาะตอนยิ้มตาหยีนะ ตาหนูโค้งเหมือนเจ้าตัวนี้มาก และไอ้ตัวนี้เขากำลังฮิตกันเลยแหละ”

พี่อยุธได้แต่เกาหัว ผมรีบควักกระเป๋าตังค์ขึ้นมาเตรียมจ่าย

“เอาตัวที่ใหญ่ที่สุดนะครับ”

“...”

“มีสีฟ้ามั้ยครับคุณป้า”

พี่อยุธมองหน้าผมก่อนถาม “จะเอาไปให้มันเหรอ”

“ครับ ผมจะเอาไปให้พี่คีนก่อนที่เราจะกลับ”






ชั้นใต้ดินหอสี่ เวลา 01.18 น.

บาร์ในตอนนี้ค่อนข้างเงียบสงบเพราะพรุ่งนี้ชาวหอยังคงมีเรียนกันแต่เช้า ผมกับพี่อยุธนั่งอยู่กลางร้าน อารมณ์ของเราทั้งคู่ยังคงดิ่งลงเหว ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยง่าย

“ความผิดพี่เอง”

“ความผิดผมเอง”

“ความผิดพี่ต่างหาก”

“ความผิดของผมต่างหากล่ะ”

“น้ำเงิน...ถ้าพี่ไม่กวนประสาทมันโดยใช้น้ำเงินเป็นเครื่องมือ มันก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้หรอกนะ”

“พี่โทษตัวเองตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับ พอเถอะ” ผมยกเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ “พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปเยี่ยมพี่คีนได้มั้ยผมยังไม่รู้เลย”

“ไปเรียนก่อนเถอะ เรื่องเข้าเยี่ยมไอ้คีนพี่จัดการเอง”

“ใครจะไปเรียนได้”

“เพิ่งอยู่ปีหนึ่ง อย่าทำตัวเละเทะ เก็บเกรดให้ได้มากที่สุด เพราะปีต่อๆ ไปมันจะยากขึ้น เรื่องนี้ใครๆ เขาก็รู้”

“แต่ผม...”

“เชื่อพี่ พี่ดูแลเรื่องไอ้คีนเอง พรุ่งนี้ยังไงน้ำเงินก็ต้องได้เข้าเยี่ยม”

“ขอบคุณนะครับ”

“ไปนอนได้แล้ว” เขาโบกมือไล่ผม

“พี่อยุธ...” ผมค่อยๆ พูด “ถ้าพี่ได้เป็นเพื่อนพี่คีน พี่จะเป็นเพื่อนที่ดีมากเลยนะครับ”

“รีบไปเถอะ”

ผมมองพี่อยุธเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไปจากชั้นใต้ดิน...ความรู้สึกของผมตอนนี้คือโคตรเหนื่อยเหมือนเพิ่งผ่านค่ายเขาชนไก่มาติดกันสิบห้าวัน ทำไมมันถึงได้ยาวนานขนาดนี้นะ...

นี่คือวันที่ผมคบกับพี่คีนเป็นวันที่สองจริงๆ น่ะเหรอ




อยุธ



‘มึงเคยเห็นลูกของคิมหันต์ ภารกรคนสุดท้องป่ะ’

‘ไอ้คีนน่ะเหรอ’

‘เออดิ หน้าตาหล่อดีนะเว้ย’

ผมยังจำครั้งแรกที่ผมเจอหน้าไอ้คีนได้อยู่เลย ความรู้สึกหลังจากที่เจอก็คือผมหมั่นไส้แม่ง มันเป็นมนุษย์ที่เกิดมาบนกองเงินกองทองไม่พอ มันยังหน้าตาดีและก็นิสัยดีอีก นี่เป็นคุณสมบัติที่สาวๆ ทั่วโลกต่างก็อยากได้มาเป็นสามี ฟังดูแล้วเหมือนผมจะอิจฉามันใช่มั้ยครับ แต่เปล่าเลย...ผมกลับรู้สึกชื่นชมมัน

คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ รวยแต่ทำตัวไม่สมกับฐานะ

โอเค มันใช้เงินในแบบที่เศรษฐีทั่วไปเขาใช้ มันนอนกับคนนั้นคนนี้ไปทั่วทุกคืนอย่างที่พวกเพลย์บอยรวยๆ มักจะทำ แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือทำไมมันถึงได้ดีกับคนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นป้าขายลูกชิ้น ป้าแม่บ้านของตึกบริหาร หมาที่นอนอยู่หน้าเซเว่น หรือแม้กระทั่งคนสติไม่ดีที่เดินไปทั่วมหา’ลัย ผู้ที่ไอ้เชี่ยคีนเคยแจกเงินห้าพันมาแล้ว

ปกติแล้วคนรวยๆ เขามักจะดีกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันไม่ใช่เหรอ หรือผมโลกแคบไป

คีนมันทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง จากการที่ผมแทบไม่ได้รู้จักกันกับมันเพราะอยู่กันคนละกลุ่ม ใช้ชีวิตกันคนละสไตล์ ผมก็เริ่มอยากที่จะรู้จักมันมากขึ้น แต่ติดตรงที่ว่าเพื่อนของผมส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าคีนเท่าไหร่ การที่ผมจะเข้าไปหามัน ผมก็กลัวว่าจะเสียเพื่อนกลุ่มนี้ของผมไป

ใครจะไปรู้ว่ายิ่งคบก็ยิ่งรู้สึกเห็นถึงสันดานดิบโดยแท้ เพื่อนผมมันเป็นกลุ่มคนรวยที่ไม่เห็นหัวคนจน มันชอบบังคับและข่มเหงคนที่รวยน้อยที่สุดในหอ ซึ่งเรื่องนี้ใครๆ ก็มองว่าผมมีเอี่ยว ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลยและเป็นเพียงแค่คนในกลุ่มเท่านั้น

เพราะผมเริ่มทนไม่ไหว ผมจึงทำตัวแย่ลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าผมเรียกร้องความสนใจจากไอ้คีน คนที่ผมชื่นชมอยู่ในใจมาโดยตลอด ทั้งแย่งเด็กคนเดียวกันกับมัน ไปนั่งร้านเหล้าร้านเดียวกัน แข่งพนันกับมันโน่นนี่นั่นสารพัด จนผมกลายเป็นศัตรูเบอร์หนึ่งของมันในที่สุด

แปลกแต่จริงที่ผมกลับรู้สึกดี แทนที่จะรู้สึกแย่

ไอ้คีนมันก็คือไอ้คีน มันเกลียดขี้หน้าผมยังไงมันก็ไม่เคยทิ้งเนื้อแท้ความเป็นคนดีของมัน มันไม่เคยหาเรื่องผมก่อน ไม่เคยเหยียบหางผม กระตุกหนวดผม มีแต่ผมที่คอยไปหาเรื่องมันเองอยู่เสมอ บางครั้งมันก็ทนไม่ไหว มีเตะผมบ้าง ต่อยผมบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วนับว่ามันเป็นคนที่มีความอดทนดีมากคนหนึ่ง

ผมถึงได้ชื่นชมมันอยู่แบบนี้

มันไม่ใช่ความรัก แต่มันคือความชื่นชมที่เพื่อนห่างๆ หนึ่งคนพึงมีให้กับเพื่อนที่เขารู้สึกปลื้ม ไอ้คีนมันเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะโรคจิตเรื่องที่นอนคนเดียวไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นข้อเสียใหญ่ๆ ของมัน

มีหลายต่อหลายครั้งที่ผมนึกอยากจะเลิกแกล้งทำเป็นตัวป่วนในชีวิตมันสักที แต่พอผมเงียบเฉย ไอ้คีนมันก็ไม่คิดจะสนใจผม นั่งดื่มเหล้าโต๊ะเดียวกันหรือร้านเดียวกันก็แล้ว พยายามทำร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านมันก็แล้ว...สัดคีนก็ไม่คิดจะชายตาแลมองหรือเข้ามาคุยเป็นเพื่อนผมเลย

เพราะเหตุนี้ผมถึงต้องคอยกวนมันไง ถ้าไม่กวนผมก็คงไม่มีวันได้พูดกับมัน โชคดีที่เมียของมันเป็นคนน่ารักและก็นิสัยดีมาก น้องน้ำเงินเข้าใจผมแทบจะในทันทีหลังจากที่ผมเปิดใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง น้องมันหยิบยื่นมิตรภาพต่างวัยมาให้ อีกทั้งยังให้ผมสนิทกับตัวแถมที่ชื่อไอ้ใกล้อีกด้วย คนเหล่านี้ทำให้ผมรู้ว่าฐานะมันไม่สำคัญ...มิตรภาพต่างหากที่จีรังยั่งยืนมากกว่า

วันนี้ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างแล้วหลังจากที่ผมมีส่วนทำให้ไอ้คีนประสบอุบัติเหตุ ถ้าผมไม่พยายามป่วนมัน มันก็คงไม่ลงเอยแบบนี้

“อยุธวันนี้ไปไหนหรือเปล่าวะ”

“มึงจะไปกับพวกกูมั้ยเนี่ย”

“อยู่ดีๆ สติมันก็หลุด เป็นเหี้ยอะไรก็ไม่รู้”

พวกมันไม่ห่วงสวัสดิภาพไอ้คีนเลยสักนิด ชีวิตของเพื่อนกลุ่มนี้ของผมคือสนุกไปวันๆ สนใจแต่ตัวเอง และก็คอยข่มเหงคนที่มีฐานะยากจนกว่า พวกมันไม่เซ้าซี้ผมต่อ พอรู้ว่าผมเอาแต่เหม่อ พวกมันก็เลิกที่จะตามตอแยผม

ผมมองนาฬิการอคอยเวลาหลังน้ำเงินเลิกเรียน แม้ว่าผมจะดูแลไอ้คีนไม่ได้ตอนนี้ แต่ผมก็ดูแลเมียมันได้ อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจเล็กๆ ของผมเอง

น้ำเงินเลิกเรียนตอนบ่ายสาม ทันทีที่น้องมันเดินออกมาจากตึก ผมก็ขับรถเข้าไปเทียบเนื่องจากมารออยู่ก่อนหน้านี้แล้วที่คณะเภสัชศาสตร์ สภาพน้ำเงินเหมือนคนไมได้นอน ถุงใต้ตาที่บวมเป่งอีกทั้งยังเป็นสีคล้ำเป็นหลักฐานที่การันตีได้เป็นอย่างดี

“พี่เบสเพิ่งได้เข้าไปตอนบ่ายนี้เอง คิดดูก็แล้วกัน” น้ำเงินแทบจะกุมขมับอยู่บนรถผมแล้ว “พ่อพี่คีนโหดมากอ่ะ”

“มันก็แค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ”

กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็ต้องฝ่ารถติดที่ตัวจังหวัดเนื่องจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ เพิ่งเลิก ผมกับน้ำเงินเดินไปยังห้องพักพิเศษที่ไอ้เบสเป็นคนบอกพิกัด ทันทีที่เดินไปถึงหน้าห้อง ผมก็เห็นพวกเพื่อนของไอ้คีนยืนอยู่กันเต็ม รวมไปถึงคนของพ่อไอ้คีนที่คอยควบคุมดูแลอยู่ด้วย

“ทำไมไม่เข้าไปล่ะครับ” น้ำเงินถาม

“คือ เอ่อ...” ธารดูไม่กล้าบอก

“มีอะไรวะ” ผมถามบ้าง

“นี่มึงยังไม่อยู่ห่างๆ น้ำเงินอีกเหรอวะ” มารุตชักสีหน้าใส่ผม

“อย่าเพิ่งทะเลาะกันสิครับ ตกลงข้างในมีอะไรเหรอ”

ไม่มีใครตอบน้ำเงิน แต่สักพักเสียงประตูก็ดังขึ้น คนที่เปิดประตูออกมาคือคนสวยมากคนหนึ่งที่สามารถพบเจอได้ตามร้านบันเทิงต่างๆ ในเมืองหลวง

แม้ว่าเธอจะเป็นคนสวยที่ดูสวยธรรมดาๆ สำหรับผม แต่ก็ทำให้น้ำเงินสตันไปหลายวินาทีเหมือนกัน

“พี่ลลิล”

“มาก็ดี พี่ขอคุยด้วยหน่อย” คนที่ชื่อลลิลคนนี้ดูไม่ค่อยชอบน้ำเงินเอาเสียเลย ผมมองตามหลังน้ำเงินไปอย่างเป็นห่วง พวกไอ้เบสเองก็เหมือนกัน ไม่มีใครวางใจให้น้ำเงินอยู่ตามลำพังกับเจ๊คนนี้เลยสักคน

“เจ๊คือใครวะ”

“เด็กไอ้คีน” ไอ้ธารเป็นคนให้คำตอบ “เด็กคนแรก คนที่อยู่กับมันตอนที่แม่มันเสียแรกๆ อ่ะ”

แม่ง...ผมไม่รู้หรอกนะว่าเธอคนนี้จะผูกพันกับไอ้คีนถึงระดับไหน แต่ที่แน่ๆ น้ำเงินเป็นแฟนกับไอ้คีนแล้ว (น้ำเงินเป็นคนเล่าให้ผมฟัง) จะยังไงก็ช่าง ตำแหน่งเมียต้องมีแค่หนึ่ง ไม่ใช่สองสิวะ

“มันฟื้นยัง” ผมถาม

“ฟื้นแล้ว เฮ้ย” สิ้นเสียงของไอ้เบส ผมก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องทันที “สัดอยุธ”

“กูไม่ฆ่ามันหรอก” ผมพูดให้เพื่อนๆ ของไอ้คีนเหล่านั้นวางใจ






คีน



ผมแปลกใจมากเมื่อเห็นคนที่โผล่พรวดเข้ามาในห้อง แทนที่จะเป็นน้ำเงินคนที่ผมอยากเจอ แต่กลับเป็นไอ้อยุธ คนที่ผมอยากเจอเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้

“เหมือนกูได้ยินเสียงน้ำเงินข้างนอก”

“โดนลลิลลากไปแล้ว” ไอ้อยุธขยับเก้าอี้มานั่งข้างเตียงผมจากนั้นก็จ้องผมเขม็ง

“ทำไมถึงโดนลากไป”

“เจ๊คงมีเรื่องอยากคุยด้วย”

ลลิลแวะมาเยี่ยมผมทันทีที่เธอมาถึง เธอไม่คิดว่าการที่ผมเพิกเฉยกับเธอจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ร่างกายต้องเจ็บปวดแบบนี้ เธออุตส่าห์วางใจปล่อยให้ผมใช้ชีวิตไปแล้ว แต่ผมกลับทำลายความไว้วางใจของเธอ นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกโกรธปนน้อยใจ

ผมกลัวเธอจะไปลงกับน้ำเงิน ผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

“มึงเป็นไงบ้าง”

“มึงมาจ้องกูทำไมเนี่ย”

“มึงไม่เห็นตุ๊กตาของน้ำเงินเหรอ” มันชี้มือไปที่ตุ๊กตาซึ่งวางอยู่บนโซฟา “น้องมันซื้อให้มึง คงอยากให้เป็นตัวแทนน้องตอนที่มึงต้องนอนในโรงพยาบาล”

ผมกลืนน้ำลาย มองดูตุ๊กตาแมวน้ำที่เห็นแล้วนึกถึงน้ำเงินมาก ไม่คิดว่าน้องจะมีมุมน่ารักๆ แบบนี้

“มึงถามว่ากูเป็นยังไงบ้างใช่มั้ย”

“...”

“ตอนนี้อยากเห็นหน้าน้ำเงินที่สุดแล้ว” ผมไม่ค่อยแคร์อาการเจ็บปวดของตัวเอง เพราะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก “มึงไปพาน้องมาหากูที” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมไว้ใจไอ้อยุธ

“เดี๋ยวน้องก็มาหามึงเองนั่นแหละ” สายตาของมันเปลี่ยนไปจนผมรู้สึกแปลกๆ “มึงโอเคแน่นะคีน”

“สีหน้ารู้สึกผิดดูไม่เหมาะกับมึงเลย”

“กูไม่ได้รู้สึกผิด”

“มึงกำลังทำหน้าแบบนั้นเลย”

“กูไม่ได้รู้สึกผิดเลยจริงๆ”

ผมต้องมานั่งเถียงกับมันจริงๆ เหรอครับ การที่ไม่ได้เห็นหน้าน้ำเงินเป็นคนแรกก็ทำให้ผมเซ็งมากพอแล้ว ผมนั่งทำหน้าหงุดหงิดอยู่บนเตียงจนเพื่อนอีกสามคนแห่เข้ามาในห้อง

“น้ำเงินอยู่ไหน”

แทนที่พวกมันจะตอบผม พวกมันกลับมองไปที่หน้าประตูแทน คนรักหมาดๆ ของผมอยู่ตรงนั้น สีหน้าของน้องกำลังดูไม่สบายใจอย่างยิ่ง ข้างๆ นั่นคือลลิลที่กอดอกมองผมด้วยสายตาเหมือนแฟนสาวกำลังตำหนิแฟนตัวเอง

ผมมองสองคนสลับกัน เริ่มไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ไปคุยเรื่องอะไรกันมา ทำไมน้ำเงินถึงได้มีสีหน้าที่แย่แบบนี้

ผมคุยกับเพื่อนคนอื่นๆ สองสามคำ จากนั้นพยาบาลกับคนของพ่อหลายคนก็เข้ามาบอกว่าให้กลับไปกันได้แล้ว เพื่อที่ผมจะได้พักผ่อน ใจผมอยากให้น้ำเงินอยู่ต่อผมจึงมองน้องสายตาเว้าวอน แต่ลลิลกลับเอาตัวของเธอมาบังเอาไว้เต็มๆ

“เดี๋ยวลิลเฝ้าคีนเองค่ะ”

ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือแฟนผมคอตก เดินตามหลังไอ้อยุธกับเพื่อนคนอื่นๆ ของผมออกจากห้องไป ผมอยากส่งข้อความไปหาน้อง แต่มือยังไม่สามารถใช้การได้อย่างสะดวก จะใช้ลลิลก็กลัวเจ้าหล่อนจะบ่น

“ลิลไปพูดอะไรกับน้ำเงินบ้าง”

“จริงๆ แล้วลิลก็ไม่ได้พูดอะไรมากค่ะ” เธอดูเย็นชามาก “น้องต่างหากที่เป็นคนพูด ถ้าคีนมีลิล ก็ต้องไม่มีน้ำเงิน”

ทำไมเรื่องปวดหัวถึงได้ตามมาเป็นปัญหาให้ผมอย่างไม่ลดละ ผมมีปัญหามาสามวันติดแล้วนะ ทำไมคนบนฟ้าถึงไม่เข้าข้างผมบ้าง

คนที่ผมเลือกก็คือน้ำเงิน ไม่ใช่ลลิลอยู่แล้ว เพียงแต่สถานการณ์ของเราในตอนนี้มันไม่สามารถที่จะทำอะไรชัดเจนได้ เพราะผมยังแข็งแรงไม่พอ

สิ่งเดียวที่ผมได้แต่หวังก็คือ...หวังว่าน้ำเงินจะยังรอผมอยู่







TBC*






ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12



ตอนที่ 15
ใกล้



ช่วงนี้เพื่อนของผมกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

มันเล่าให้ผมฟังหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่พี่คีนเข้าโรงพยาบาลรวมไปถึงเรื่องผู้หญิงของพี่คีนที่ตามติดแจไม่ห่าง มันบอกว่าผู้หญิงคนนี้รู้จักกับพ่อพี่คีน แปลว่าเธอมีแบ็คใหญ่อยู่เบื้องหลังและมันไม่สามารถสู้ได้ จนถึงตอนนี้มันก็ยังเข้าไปอยู่ใกล้เตียงพี่คีนได้ไม่ถึงสองเมตรเลยครับ

ผมก็ได้แต่มองมันอย่างสงสาร นึกอยากเป็นผู้ใหญ่กว่านี้จะได้นึกคำปลอบใจเจ๋งๆ ออก สภาพน้ำเงินเหมือนคนที่มีแต่ร่าง ไม่มีวิญญาณ แม้กระทั่งเจ้านายเก่าของมันอย่างพี่ดลก็ไม่สามารถทำให้มันรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย

เราทั้งคู่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากคอยส่งกำลังใจไปให้มันอยู่เรื่อยๆ

ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่กับพี่ดลในร้าน Pink Chiffon ร้านที่คนเป็นแฟนกันเขาชอบมา แม้บรรยากาศโดยรอบจะแป๋วแหววไปสักนิด แต่ผมก็ไม่ขัดเพราะเค้กร้านนี้อร่อยมากจริงๆ

A-YOOT : น้ำเงินเป็นไง
NEAR : แย่มาก
NEAR : มันบอกถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ออกไป มันก็จะไปเยี่ยมพี่คีนไม่ได้เลย
A-YOOT : สงสารน้องว่ะ
A-YOOT : มึงนี่ก็เป็นเพื่อนที่เลวนะ เพื่อนมีปัญหาอยู่ทำไมไม่ไปช่วย
NEAR : ผมจะทำอะไรได้ล่ะ
NEAR : อย่างน้อยพี่ก็อยู่หอเดียวกันกับมัน พี่ไปปลอบมันสิ


“ช่วงนี้ทำไมคุยไลน์บ่อยจัง คุยกับใครเหรอ” พี่ดลถามตอนที่ผมเงยหน้าจากจอโทรศัพท์

“พี่ก็คุยบ่อยเหมือนกัน” ตั้งแต่เข้ามาในร้าน พี่ดลก็ยังไม่วางโทรศัพท์เลยครับ

“เขาทักมาโคตรบ่อย”

“เขานี่ใคร”

“ผู้หญิงที่เคยคุยด้วยช่วงหนึ่ง”

ผมเลิกคิ้ว “แค่คุยเหรอ”

“ก็...” พี่ดลดูจนตรอก ในที่สุดเขาก็ยอมรับออกมาตรงๆ “ไม่ใช่แค่คุยหรอก”

ผมไม่ควรไปขยี้ให้ตัวเองเจ็บปวดจริงๆ

“พรรคพวกในวงมันเริ่มเรียกพี่ให้กลับไปร้องเพลงแล้วนะ แต่ว่า...” พี่ดลวาดมือมาจับที่พนักพิงหลังของผม คล้ายกับต้องการจะโอบรอบไหล่ผมกลายๆ “พี่ตัดสินใจไม่เป็นนักร้องให้วงอีกแล้ว”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะพี่จะไม่มีเวลาอยู่กับใกล้น่ะสิ”

“แล้วผมจะได้ฟังพี่ร้องเพลงตอนไหน”

“ตอนนี้เลยก็ได้นะ” พี่ดลเอ่ยปากร้องแบบไม่เกรงใจลูกค้าคนอื่นๆ ในร้าน “รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอ...”

“พอ” ผมยกมือปราม “เพราะนี่”

“ฟังแค่ท่อนเดียวมันไม่รู้หรอกนะ”

“เลิกคิดมากเรื่องปู่น้ำเงินแล้วใช่มั้ย”

พี่ดลถอนหายใจยาว “ให้เลิกคิดก็คงไม่ได้ แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินไปข้างหน้าต่อเหมือนกัน เพราะงั้นพี่ก็จะใช้ชีวิตของพี่ และก็จะคอยดูแลน้ำเงินต่อไป”

ผมมองพี่ดลอย่างภูมิใจ “บางทีชีวิตก็ต้องมองไปข้างหน้าบ้าง”

“...”

“แต่วันนี้ผมจะมองไปข้างหลัง ผู้หญิงคนนี้นี่ใคร ทำไมทักมาไม่หยุดเลย”

“กรรมจริง” พี่ดลทำหน้ามึนเพราะไม่คิดว่าผมจะยังใส่ใจอยู่ “เคยควงด้วยแป๊บเดียวเมื่อเดือนสองเดือนก่อน”

“แล้ว?”

“แล้วจู่ๆ เขาก็กระหน่ำทักมาเหมือนมีเรื่องอะไรก็ไม่รู้”

“เรื่องที่ว่าคือเรื่องอะไร”

“เขาคิดว่าพี่คือคนที่ทำเขาท้อง”

.

.

.

ผมอ้าปากค้างเติ่ง...ตัวผมนิ่งแข็งเหมือนถูกจับเข้าไปแช่ช่องฟรีซ พี่ดลพูดเหมือนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมช็อกมากกว่าสิ่งที่พี่ดลเพิ่งพูดอีก

“เฮ้ย เรื่องใหญ่ขนาดนั้นทำไมพี่ยังชิลๆ ได้อีกล่ะ” ผมมองคนที่นั่งข้างๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ก็ระหว่างที่คุยพี่ก็ถามเพื่อนๆ อยู่”

“พี่อาจจะทำผู้หญิงท้องนะครับ” ผมร้องเสียงหลง

“พี่ก็กังวล แต่พี่ป้องกันตลอด และเขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวด้วย พี่คิดว่า...”

“ผมไม่คิดว่าพี่จะกังวลเหมือนที่พี่กำลังพูดหรอกนะ” เมื่อกี้เขายังทำระรื่น เอื้อมมือมาโอบผมกลายๆ อยู่เลย

“ใกล้เป็นไร” พี่ดลดูตกใจ “คิดว่าพี่ไม่ใส่ใจเรื่องนี้เหรอ”

“พี่อาจทำผู้หญิงคนหนึ่งท้อง แต่พี่กลับมากินเค้กอย่างสบายใจกับผมอยู่ได้ นี่มันใช่เรื่องที่ไหน” ผมลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดอย่างโมโห

“ใกล้...เมนส์มาเหรอ”

“บ้าเหรอวะ”

“ทำไมจู่ๆ หงุดหงิด”

“ที่ผมหงุดหงิดก็คือ...เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่พี่ควรจะกังวลและก็เอาใจใส่มัน แต่พี่กลับทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเล็กและพี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมชอบผู้ชายมีความรับผิดชอบนะครับ”

“คือ...”

ผมคว้ากระเป๋าแล้วรีบเดินหนี เริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไปนั้นมันตรงกับความรู้สึกของผมจริงๆ มั้ย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมาก แต่พี่ดลกลับทำเหมือนเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่แสดงสีหน้าเป็นกังวล ไม่มีการคิดมาก หรือแม้กระทั่งใส่ใจสารทุกข์สุขดิบของผู้หญิงคนนั้น

นี่มันไม่ใช่พี่ดลอย่างที่ผมหวังเอาไว้

“ใกล้” พี่ดลเดินมาคว้าข้อมือผมเอาไว้ “ใจเย็นๆ ก่อน ทำไมพี่จะไม่กังวล นี่พี่ก็พยายามคุยกับเขาอยู่ไง”

“ผม...โกรธ” ผมเองก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงได้โกรธขนาดนี้

“ถ้าใกล้จะโกรธพี่ก็เข้าใจนะ พี่ไม่ใช่ผู้ชายที่มีประวัติสวยหรู แต่ว่าเรื่องนี้...”

“ผมรู้สึกแย่ที่ผมกำลังมีความสุขทั้งๆ ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทุกข์อยู่ ไม่แน่ว่าคนที่ผมมีความสุขด้วยอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอทุกข์อยู่ก็ได้”

“ใกล้ พี่กับเพื่อนก็พยายามสืบเรื่องนี้กันอยู่...”

“ไปสืบก่อนเถอะครับ แล้วเราค่อยกลับมาคุยกัน”

“แต่...”

“ขอโทษทีนะครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกแย่จริงๆ”

“...”

“ผมทนมองหน้าพี่ดลไม่ได้เลย”







และแล้ว...ผมกับไอ้น้ำเงินก็ตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน

วิชาพื้นฐานที่ว่าหินนักหินหนาก็ไม่สามารถดึงดูดให้ผมกับน้ำเงินเข้าไปนั่งเรียนได้ ตอนนี้ผมกับมันกำลังนั่งอยู่ที่ริมสระพลาสติก ปลดปล่อยอารมณ์ที่มีแต่ความทุกข์ไปกับการมองน้ำในสระ แล้วทำไมมันกลับไม่รู้สึกดีขึ้น แต่ยิ่งรู้สึกแย่ลงวะ

ไอ้น้ำเงินเข้าใกล้แฟนตัวเองไม่ได้เพราะไม่ชอบผู้หญิงที่อยู่กับแฟน ส่วนผมชอบผู้ชายอยู่คนหนึ่งที่อาจจะเป็นพ่อของลูกใครสักคน

“เฮ้ออออออ” ผมกับมันถอนหายใจพร้อมกัน ทำให้เราสองคนหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ

“มีเรื่องเหรอมึง” ไอ้น้ำเงินถามผมก่อน

“เออ คุณดลของมึงอาจทำผู้หญิงท้อง”

“อะไรนะ”

“เขาไปแก้ปัญหาอยู่”

“เชี่ยแล้ว”

“...”

“เออ กูเข้าใจแล้วว่าทำไมสภาพมึงถึงเป็นแบบนี้”

“แล้วมึงล่ะ” ผมถามมันบ้าง “ไม่ไปสู้เหรอวะ พี่คีนเค้าชอบมึง ยังไงมึงก็ต้องชนะผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้ว”

“ไม่รู้สิ” น้ำเงินถอนหายใจ “เขาบอกว่าเขารักกันกับพี่คีน ผูกพันกับพี่คีนมาตั้งแต่กูยังเตะบอลอยู่ในโรงเรียนมัธยม พี่คีนขาดเขาไม่ได้ ยังไงพี่คีนก็ต้องเลือกเขา”

“ผู้หญิงเขาพูดเองเออเองป่ะวะ”

“เขาบอกว่าพ่อพี่คีนเป็นคนสั่งให้เขามาดูแลพี่คีนเอง”

“...”

“นี่ต่างหากที่กูสู้ไม่ได้”

“ไอ้บ้าเอ๊ย ความรักชนะทุกสิ่ง” ผมเชียร์เพื่อนผมอย่างออกนอกหน้า “ยังไงพี่คีนก็ต้องเลือกมึง”

“ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงหน่วงๆ ของกู แต่กูเชื่อว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี”

น้ำเงินคิดแบบนี้ได้ผมก็อุ่นใจ ผมเห็นมันกดเลื่อนดูรูปเก่าๆ ของพี่คีนในอินสตาแกรม มันคงคิดถึงพี่เขาน่าดูเลย

“มึงอ่ะเรื่องใหญ่กว่ากูอีก” มันหันมามองผม “แต่กูเชื่อใจคุณดลนะ เขามีความรับผิดชอบ อย่างน้อยก็น่าจะรับผิดชอบตอนที่ตัวเองกำลังทำ เอ่อ...”

“มึงจะพูดทำไม” ผมอดโวยวายไม่ได้ “กูก็เลยนึกภาพตามเลยเนี่ย”

“นึกภาพตอนที่มึงทำกับคุณดล หรือตอนที่คุณดลทำกับคนอื่น”

“กามสัด” ผมโบกศีรษะไอ้น้ำเงินเบาๆ “กูไม่นึกอะไรทั้งนั้น”

“คุณดลชอบมึงนะ”

“อย่าพูดแทนเขาดิ”

“กูอยากให้มึงสบายใจอ่ะ ลองเชื่อใจเขาดู” น้ำเงินแตะไหล่ผม “มึงตามเขาในฐานะศิลปินมานาน มึงก็น่าจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายมีประวัติ แต่พอเขารู้จักกับมึง เขาก็เปลี่ยนไปเลยนะเว้ย”

“...”

“อย่างน้อยก็ไม่ยุ่งกับกูเลย”

พี่ดลเคยบอกว่าเขาชอบน้ำเงิน แต่หลังจากที่บอกเหตุผลกับผมว่าทำไมถึงพูดแบบนี้ต่อหน้าพี่คีน พี่เขาก็ไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามกับไอ้น้ำเงินอีกเลยถ้าไม่มีเหตุจำเป็น เรื่องนี้ไอ้น้ำเงินไม่ได้ช่วยอวยอะไรทั้งสิ้น เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เหอะ แต่ทำผู้หญิงท้องเลยนะเว้ย”

“ยังไม่ได้ทำ ต้องเติมคำว่ายังใส่ข้างหน้าด้วย” น้ำเงินตบไหล่ของผมเบาๆ ก่อนจะผละมือออกไป ผมแอบเห็นว่าหน้าจอโทรศัพท์ของมันยังเป็นอินสตาแกรมของพี่คีนอยู่

“เย็นนี้มึงจะไปเยี่ยมพี่คีนมั้ย”

“มึงคิดว่าห้องทายาทเศรษฐีจะเข้าง่ายๆ เหรอ”

“ดูประชดประชันเข้า”

“ไม่รู้ว่ะ กูรู้สึกเหมือนกับว่า...กูต้องรอเขา” น้ำเงินเปรย “ถ้ากูเข้าไปตอนนี้แม่งก็คงวุ่นวาย พ่อพี่คีนไม่ชอบหน้ากูด้วย เซนส์กูบอกว่า...กูต้องรอให้เขาฟื้นตัวขึ้นมาจัดการ”

“ระหว่างนี้มึงทำได้แค่รอ”

“เออ รออย่างเชื่อใจ รออย่างมีความหวัง”

“พี่คีนคงไม่ทำให้มึงผิดหวังอ่ะ”

“ขอให้เป็นอย่างนั้น”

“...”

“เพราะกูไม่อยากนอนคนเดียวอีกแล้วว่ะ กูคิดถึงเขา”







เวลา 16.43 น. หอห้า ห้อง 302

FAR : มึงเป็นไรอีก
FAR : เรียบร้อย...
FAR : ไอ้เหี้ยนี่หมดโอกาสแล้ว
FAR : กูไม่ให้โอกาสมันมาคบกับมึงไอ้แฝด


จากที่อ่านหนังสือง่วงๆ ผมถึงกับตื่นขึ้นมาเลยทีเดียว

NEAR : เดี๋ยวสิ
FAR : มันครบสามครั้งแล้ว กูไม่ชอบให้มึงเจ็บ
FAR : เพราะกูจะเจ็บตาม กูรำคาญความรู้สึกนี้
NEAR : เฮ้ออออออ /แนบสติกเกอร์หมีมีหน้ากังวล
FAR : เล่ามา ไม่เล่ากูจะชกหน้าตัวเอง
NEAR : กูไม่เจ็บตามมึงหรอก
FAR : ก็นึกว่ามึงจะเป็นห่วงกูไง!


ผมจ้องจอด้วยสายตาว่างเปล่า สักพักไอ้ไกลมันก็โทรมา

“ฮัลโหล”

[กูง่วงนอนแล้ว...หวังว่ามึงจะรีบเล่ารีบจบ]

“กูไม่มีอะไรจะเล่า”

[สัดใกล้ กูพี่มึง]

“เกิดก่อนไม่กี่นาที”

[เล่ามา] ไกลมันจริงจังเรื่องผมเสมอครับ ผมคิดว่าถ้าผมดึงให้มันนานกว่านี้ก็มีแต่มันที่จะหงุดหงิด

“มีผู้หญิงคนหนึ่ง...บอกว่าพี่ดลอาจจะทำเขาท้อง”

[เหี้ยยยยยยยยยยยยยยย]

“ใช่มั้ยล่ะ”

[มึงเลิกยุ่งได้แล้วไอ้สัด นี่มันผิดมากๆ] ไกลโมโหมาก

“อาจจะ ไอ้ไกล อาจจะ”

[จะอาจจะหรือจะทำผู้หญิงท้องจริงๆ กูก็ไม่ให้มึงยุ่ง]

“เชี่ย...”

[ฟังดูมึงผิดหวังนะ]

“ให้โอกาสเขาหน่อย”

[ได้ข่าวว่ามึงงอนมันอยู่ แต่มึงกลับขอโอกาสให้มันเนี่ยนะ]

“ก็กูชอบเขาอ่ะ”

[ใกล้ คำพูดต่อไปนี้มันจริงจังมาก กูจะพูดให้กระชับเพื่อให้คุ้มค่าโทรศัพท์ มึงต้องฟังกูให้ดี]

มันจะพูดให้ยุ่งยากทำไมวะเนี่ย

[ถ้าพี่ดลอะไรของมึงนี่ทำผู้หญิงท้องจริงๆ มึงเตรียมใจเรื่องนั้นไว้แล้วหรือยัง มึงเอาแต่พูดว่ามึงชอบ ให้กูให้โอกาสเขา แต่กูขอถามมึงหน่อยเถอะว่ามึงเผื่อใจไว้หรือเปล่า เพราะถ้ามึงไม่เผื่อแล้วบังเอิญไอ้คุณดลทำผู้หญิงท้องจริงๆ มึงจะเป็นไงวะ]

“...” ผมถึงกับน้ำตาซึมไปเลย

[ที่กูเตือนนี่เพราะกูเป็นพี่มึงนะ กูไม่อยากให้มึงต้องเสียใจทีหลัง]

“รู้แล้ว”

[เผื่อใจไว้บ้าง เข้าใจมั้ย]

“อืม...โอเค”

[สัดเอ๊ย...]

“...”

[นี่มึงเจ็บปวดใจขนาดนั้นเลยเหรอ] ตอนนี้ไกลอาจจะเอามือกุมอกอยู่ เพราะผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน [อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเว้ยน้อง กูจะอยู่ข้างๆ มึงเอง]

ลึกๆ แล้วในใจผมก็ไม่อยากให้พี่ดลต้องไปรับผิดชอบคนอื่นนอกจากผมหรอก...

ขอให้พ่อของลูกผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่พี่ดล ขอให้ไม่ใช่พี่ดล



ดล



เคยอยู่ดีๆ ก็ซวยมั้ยครับ

นี่คงเป็นเวรเป็นกรรมของผม ช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ยอมรับว่าผมค่อนข้างมั่วเรื่องผู้หญิงมาก แม้จะมั่นใจมากว่าผมป้องกันทุกครั้งที่มีสัมพันธ์เกินเลยกับใครซักคน แต่การที่ผมถูกสงสัยว่าเป็นพ่อเด็กนี่ก็ทำให้ความมั่นใจผมหดลงไปเยอะเหมือนกัน

นอกจากจะรู้สึกเหมือนโดนน้ำเสียสาดหน้าแล้ว ผมยังถูกใกล้งอนชนิดที่ว่างอนฉิบหาย แม้แต่เดินผ่านก็ยังไม่มองหน้าผม หรือแม้กระทั่งบังเอิญเจอกันในร้านอาหาร มันยังเปิดประตูออกจากร้านไปหลังจากที่เห็นหน้าผมเลย

ความผิดของผมมีหลายกระทงชนิดที่ว่าไล่ยังไงก็ไม่หมด แต่ที่แน่ๆ ต้องมีเรื่องที่ผมมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา เรื่องที่ผมเป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งในการเป็นพ่อของลูกผู้หญิงคนนี้ และก็เรื่องสุดท้าย...ผมแสดงออกว่าไม่สนใจเรื่องนี้จนเกินไปทำให้ใกล้รู้สึกผิดหวังในตัวผม

ถ้าผู้หญิงคนนั้นเขาท้องลูกผมจริงๆ ผมก็ต้องรับผิดชอบผู้หญิงกับลูกอยู่แล้ว ใกล้บอกว่าชอบผู้ชายมีความรับผิดชอบ...แล้วมันล่ะ มันจะเป็นยังไงถ้าผมไปรับผิดชอบผู้หญิงคนนั้น

ผมไม่สามารถเอ่ยคำใดในเวลานี้ได้นอกจากบาปกรรมนั้นมีอยู่จริง ในใจพาลนึกสงสัยไปถึงไอ้คีน มันมีปัญหาเหมือนผมมั้ย ชีวิตรักของมันกับน้ำเงินราบรื่นดีหรือเปล่า ในเมื่อแต่ก่อนมันหนักยิ่งกว่าผมอีก แต่ก็พูดอะไรได้ไม่มากครับ ช่วงนี้มันต้องนอนโรงพยาบาลโดยที่น้ำเงินไม่สามารถไปเยี่ยมได้เลย นั่นก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบาปกรรมอย่างหนึ่งนะ

เพื่อนคนที่หนึ่ง : เอาไงไอ้ดล จะเอาเรื่องมั้ย
เพื่อนคนที่สอง : มึงเสียชื่อเสียงเลยนะ
เพื่อนคนที่สาม : หรือจะปล่อยไป
เพื่อนคนที่สี่ : ว่าไงไอ้สัด เร็วๆ เข้า


นี่คือข้อความจากไลน์หลังจากที่ผมกับเพื่อนสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ได้สำเร็จ สรุปเธอหลอกว่าเธอท้องเพราะช่วงนี้กำลังร้อนเงิน อยากได้เงินก้อนไปตั้งตัวกับผู้ชายคนใหม่ที่ต่างจังหวัด หลังจากที่ผมรู้ความจริงผมก็แทบจะเอาตีนก่ายหน้าผาก ตอนที่เธอบอกว่าเธอท้องลูกผมนั้นเธอคร่ำครวญต่างๆ นานาจนผมเผลอคิดไปแล้วเหมือนกันว่าผมทำเธอท้องจริงๆ

อารมณ์ของผมตอนนี้ไม่อยากเอาเรื่องใครทั้งนั้น ผมได้แต่บอกกับเพื่อนไปว่าอาจจะให้เงินเธอสักก้อนและขอร้องให้เธออย่าเข้ามาในชีวิตของผมอีก ทีแรกเพื่อนก็แย้งว่ามึงจะให้เงินผู้หญิงขี้โกหกทำไม แต่ผมอดสงสารเธอไม่ได้ เธอคงหมดหนทางทำมาหากินจึงได้หลอกผมแบบนี้

โชคดีที่เธอให้คำสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับชีวิตผมอีก และเธอก็ขอบคุณสำหรับเงินก้อนที่ผมให้ไป ผมอวยพรให้เธอโชคดี จากนั้นผมกับเธอก็บล็อกไลน์กันและกันไปเป็นที่เรียบร้อย

ทีนี้ก็เหลือแต่ว่าผมจะง้อไอ้ใกล้ยังไง ผมไม่คิดว่ามันจะงอนผมขนาดนี้ หลายต่อหลายครั้งที่ผมไปดักรอมันที่คณะ แต่มันก็เอาแต่หลบหลังน้ำเงิน หรือไม่ก็เดินดุ่มๆ ทำเป็นไม่เห็นผม

ถามจริงดิ...นี่มึงเลิกชอบศิลปินที่มึงเคยชอบนักชอบหนาแล้วเหรอ!

คิดแล้วก็เซ็ง เกิดมาก็เพิ่งจะเคยตามตูดง้อแฟนคลับขนาดนี้ ในใจผมไม่เคยเหนื่อยที่จะง้อด้วยนะ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงดีให้มันหายงอน หรือไม่ก็รู้ความจริงทั้งหมดว่าเรื่องมันเป็นยังไง

ให้โอกาสกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ

ผิดที่วันนั้นผมชิลเกินไปทั้งๆ ที่เรื่องมันหนักหนาสาหัส แต่จะไม่ให้ผมเต๊าะไอ้ใกล้ได้ยังไงไหวครับ มันอยู่ใกล้ผมแค่สองคืบ หน้ามึนๆ ของมันมีเสน่ห์ยิ่งนักตอนที่มันกำลังเผลอ ที่จริงต้องโทษมันด้วยนะที่ทำให้ผมอยากเต๊าะมันในช่วงเวลาที่ผมควรซีเรียส มันน่ารักเกินไป

จะว่าไปแล้วก็คิดถึง...

นาทีนี้จะมีใครช่วยผมได้นอกจากไอ้พวกวง NOC ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ขึ้นไปร้องเพลงให้พวกมันแล้ว แต่มิตรภาพของเราก็ยังอยู่ วันนี้ผมกับพวกมันว่างจึงนัดแฮงก์เอาท์กันที่ร้านกาแฟบรรยากาศดีแห่งหนึ่ง  สีหน้าของพวกมันดูดีเพราะวงกำลังไปได้สวย มีงานจ้างเล็กๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ จนพวกมันอดแซวไม่ได้ว่าผมออกปุ๊บ ชีวิตคนในวงก็ดีปั๊บ

อารมณ์ผมตอนนี้ไม่มีอะไรจะเถียงพวกแม่งสักคำ

“มึงก็แค่บอกความจริงน้องไปไงไอ้ดล มันจะยากตรงไหน” มือกีต้าร์เคี้ยวเฟรนช์ฟรายด์อย่างออกรสออกชาติ

“น้องมันเปิดโอกาสให้กูได้พูดซะที่ไหนล่ะ เห็นหน้ากูทีไรก็เอาแต่เดินหนี”

“งอนแบบนี้น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย” มือเบสทำตาเยิ้ม

“เหี้ย” ผมยกเท้าขึ้นมาขู่ “กูให้พวกมึงมาช่วยคิด ไม่ใช่ให้พวกมึงมาชมน้องให้กูฟัง”

“ยอมรับกับพวกกูมาซิว่ามึงชอบน้อง” มือกลองกอดอกถาม

“เออ ชอบ” คงไม่ต้องหนีความจริงอะไรกันอีกแล้วมั้งครับ “แต่จะทำอะไรได้ น้องไม่คุยกับกูเลย โทรไปหาก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ”

“มึงบุกคณะน้องยัง”

“เรียบร้อย”

“หอล่ะ”

“ไอ้สัด หอห้านะครับ”

“แล้วไงวะ หอห้านะเว้ย ไม่ใช่หอสอง มีอะไรที่ต้องกลัว” มือกลองทำหน้าเหมือนอยู่เหนือกว่าทุกคนบนโลก

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องเกรงใจหออื่นป่ะวะ”

“โหไอ้สัด คิดงี้กูว่าชาติหน้านู่นมั้งมึงถึงได้น้องเขา”

เป็นอีกครั้งที่ผมยกเท้าขึ้นมาให้พวกมันดูเป็นขวัญตา ตอนนั้นพวกมันก็เลยเลิกสนใจผมแล้วหันไปสนใจลูกค้าสาวๆ ที่เข้ามาใหม่แทน ทีแรกพวกมันก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แต่ทำไมอยู่ดีๆ พวกมันถึงได้ทำหน้าตกใจขนาดนี้วะ

“มีอะไรเหรอ”

“น้องใกล้มา”

ผมหันขวับจนคอแทบหัก ภาพที่เห็นคือใกล้กำลังเดินไปสั่งกาแฟที่เคาน์เตอร์ ผมไม่รอให้เพื่อนเชียร์ แต่เดินเข้าไปหาน้องเลยแทบจะในทันที

“ใกล้”

น้องหันมามองผม สีหน้าเฉยเมยปนงุนงงนิดหน่อยจนผมอดปวดใจไม่ได้

“คุยกันหน่อยได้มั้ย”

มันไม่ตอบผมครับ ผมหันไปมองคิวสั่งกาแฟที่ยังคงยาวอยู่ ก่อนจะรีบดึงตัวใกล้ไปที่หน้าห้องน้ำบริเวณหลังร้านซึ่งไม่มีคนอยู่เลย
ทำไมใกล้มันสูงขึ้นวะ...หรือเพราะวันนี้มันใส่รองเท้าเสริมส้น

“เหี้ยไรเนี่ย” มันบ่นออกมาเหมือนคนที่กำลังหงุดหงิดเต็มที่ ผมตกใจเล็กน้อยที่น้องมันหยาบกับผมขนาดนั้น

“กูไม่ได้ทำผู้หญิงคนนั้นท้อง”

มันชะงัก...ก่อนจะเลิกคิ้ว

“เขาต้องการหลอกเอาเงินค่าเลี้ยงดูอะไรก็ไม่รู้ แต่จริงๆ เขาไม่ได้ท้อง เขาแค่ร้อนเงิน อยากให้มีคนมาจ่ายเงินเขาทุกเดือน แต่พอพี่กับเพื่อนจับได้ เขาก็เลิกตอแย พี่ให้เงินเขาไปก้อนหนึ่งเพราะความสงสาร พูดแบบนึ้มึงรู้เรื่องใช่มั้ย”

ใกล้มองผมอย่างประเมิน ก่อนจะต่อยผมแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง

เหี้ยยยยยย...หมัดมันหนักขนาดนี้เลยเหรอ

“มึงนี่เองที่ทำให้น้องกูอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มันส่งผลมาถึงตัวกูเลยเนี่ย ไอ้เวรเอ๊ย”

งงฉิบหาย งงเป็นไก่ตาแตก...ไอ้ห่านี่ไม่ใช่ใกล้แน่นอน แล้วถ้าไม่ใช่มันจะเป็นใครวะครับ ก็ในเมื่อหน้ามันเหมือนใกล้ซะขนาดนี้

แต่เดี๋ยวก่อนนะ...ใกล้สูงขึ้น อีกทั้งยังหยาบคายมากขึ้น นั่นก็แปลว่า...

“ใครสิงร่างมึงเนี่ย”

“นี่มึงไม่รู้เหรอ” อีกฝ่ายร้องลั่น “ใกล้มีแฝด กูเนี่ยเป็นแฝดมัน”

ผมช็อกตาค้างเป็นที่เรียบร้อย “แฝด?”

“ใช่”

“...”

“ถอยไปไกลๆ เลยนะ หน้ากูเหมือนคนที่จะยอมมึงทุกอย่างหรือไง นั่นน้องกู ไม่ใช่กู” มันผลักผมออกไป “แต่ขอโทษทีนะ ถึงแม้ว่ามึงจะไม่ใช่คนที่ทำผู้หญิงคนนั้นท้อง แต่มึงก็ใช้โอกาสหมดแล้ว”

“โอกาส โอกาสอะไรวะ” ผมยังคงลอบมองใบหน้าไอ้นี่ใกล้ๆ อย่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจ มันเหมือนใกล้มากเพียงแต่ว่ามันสูงกว่า หยาบกว่า และก็ดู...แข็งแรงกว่า

นี่มันใกล้เวอร์ชั่นถึกชัดๆ

“เดี๋ยวนะ มึงรู้เรื่องโอกาสสามครั้งด้วยเหรอ”

“ทำไมกูจะไม่รู้ กูเป็นคนให้มึงเอง และมึงก็ไม่ผ่าน”

“ใกล้ไม่ได้เป็นคนตั้งเงื่อนไขเหรอ”

“ไอ้นั่นน่ะนะ มันหลงมึงจะตายห่า มึงทำผิดเป็นร้อยครั้งหมื่นครั้งมันก็คงจะไม่แคร์หรอกมั้ง แต่กูแคร์ เพราะกูเป็นพี่ชายมัน” เพราะมันเตี้ยกว่าผม มันจึงเงยหน้ามองแบบขู่ๆ “มึงใช้โอกาสหมดไปแล้ว เสียใจด้วยนะที่ไม่ได้คบกับน้องกู Are we clear?”

“จะคบหรือไม่คบเกี่ยวเหี้ยไรกับมึงวะ”

มันคว้าคอเสื้อผมอย่างหมดความอดทน แม่งมีความแมนมากกว่าใกล้เป็นร้อยเท่าพันเท่าเห็นจะได้ ผมอึ้งจนทำอะไรไม่ถูกไปเลย

“กูเป็นแฝดมัน มันคือครึ่งหนึ่งของหัวใจและชีวิตของกู มึงทำมันเจ็บมันส่งผลกับกูหมด”

“ที่แท้มึงก็รักตัวเอง”

“เปล่า”

“...”

“กูรักอีกครึ่งหนึ่งของกูมากกว่า เพราะงั้น...” ผมสะดุ้งตอนที่มันชูกำปั้น ผมไม่ได้กลัวนะ ผมแค่ตกใจ “เลิกยุ่งกับน้องกูสักที”

แฝดของใกล้เดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนงงๆ เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง นอกจากจะช็อกเรื่องที่ใกล้มีแฝดแล้ว ผมยังช็อกเรื่องที่แฝดผู้พี่ของใกล้คนนี้ดูจะเกลียดผมเอามากๆ เลยทีเดียว

ทำไมเรื่องมันไม่จบง่ายๆ ทำไมเรื่องมันต้องถูกขยายให้ยุ่งยากมากขึ้น ใครแม่งเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของผมวะ อยากสาปแช่งมันจังเลย...






ตอนที่ผมเดินกลับมาที่โต๊ะผมเห็นเพื่อนๆ ทำหน้าช็อกอย่างหนัก ทุกคนหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าไก่ต้มซะอีก

“มีอะไรวะ”

“ใกล้มีแฝด” ทุกคนรำพึง ผมมองตามสายตาของพวกมันไป เห็นใกล้กับแฝดของมันนั่งอยู่ด้วยกัน

ไอ้เหี้ยเอ๊ย...เหมือนกันฉิบหาย นี่ถ้าแต่งตัวสไตล์เดียวกันล่ะก็ผมคิดว่าผมไม่น่าจะแยกออก วันนี้ใกล้มาในชุดง่ายๆ นั่นก็คือขาสั้นกับเสื้อยืด ส่วนพี่มันนั้นแต่งตัวสตรีตจัดเต็ม สนนราคาก็ไม่น่าจะขี้ๆ

“กูเพิ่งโดนมันต่อยมาเนี่ย” ผมเอามือคลำแก้มตัวเอง

“เรื่องของมึง...ตอนนี้มึงควรไปง้อใกล้ด่วน น้องอุตส่าห์มานั่งร้านเดียวกับมึงแล้ว”

“มึงไม่เห็นตีนพี่ชายมันเหรอ”

“หรือมึงกลัว”

“เปล่า...กูแค่อยากตั้งหลัก” ผมกลืนน้ำลายเพราะสายตาที่เพื่อนๆ มองมาแม่งคาดคั้นผมฉิบหาย “ตอนที่มันต่อยมันก็ขู่กู...ให้กูเลิกยุ่งกับน้องมัน”

“คือมึงจะยอม?”

“กูไม่ได้จะยอม แต่มึงดูสิ” พยักเพยิดไปที่โต๊ะนั้นเพื่อให้เพื่อนมันเห็นภาพชัดมากยิ่งขึ้น “มันเหมือนป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ขวางกูกับใกล้อยู่”

“มึงจะแคร์ทำไมนักหนาวะ”

“ไม่แคร์ได้ไง นั่นแฝดคนที่กูชอบนะ”

“...”

“กูว่ามึงควรคิดใหม่อ่ะถ้ามึงนึกอยากจะแยกคู่แฝดให้ออกจากกัน สิ่งที่กูต้องทำคือทำให้คนพี่มันยอมรับกูเว้ย”

“ทำทั้งๆ ที่คนน้องกำลังงอนอยู่งี้ใช่ป่ะ”

“โอย” ฟังดูน่าปวดหัว ผมจึงเอาหน้าฟุบโต๊ะอย่างหมดสภาพ ตอนที่ผมเงยหน้าขึ้นมาอีกทีคู่แฝดนั้นก็ออกจากร้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ไปซะแล้ว”

“เชี่ยดลยังไม่ทันจะง้อเลย”

ผมทำหน้าเซ็งใส่ไอ้มือกีต้าร์กับมือเบส หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ผมก็สั่นเพราะมีข้อความจากไลน์เด้งขึ้นมา

NEAR : อีกยี่สิบนาทีเจอกันที่หน้าประตูเข้าหอนะครับ

ทางที่มืดมนกลับส่องสว่างเพราะข้อความจากใครคนหนึ่งเพียงคนเดียว ผมยิ้มแล้วก็อวดให้เพื่อนดูว่าใครเป็นคนส่งมา

“ยิ้มเข้าไว้ ก่อนที่จะไม่ได้ยิ้ม”

“ผ่านตีนพี่เขาให้ได้ก่อนเถอะมึง”









หน้าประตูเข้าหอ

ผมเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถของใกล้ น้องมองผมด้วยสายตาตื่นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะละล่ำละลักเล่าให้ฟังว่าแฝดผู้พี่นั้นมาหามันได้ยังไง

“อยู่ดีๆ ไกลก็มา มาแบบพ่อแม่ไม่รู้ ผมยังงงจนถึงวินาทีนี้อ่ะ”

ผมเอื้อมมือไปจับมือใกล้อย่างไม่สนใจเรื่องราวของไอ้ไกล “หายโกรธกูหรือยัง ไม่สิ หายโกรธพี่หรือยัง” พูดเพราะขึ้นเผื่ออีกฝ่ายจะใจสั่นขึ้นมาบ้าง

“ก็...” น้องทำหน้าไม่ถูกก่อนตอบ “ได้ฟังเรื่องมาจากไกลแล้วล่ะ”

“พี่ก็ต้องการแค่นี้แหละ” ผมแกล้งยกมือของใกล้ขึ้นมาจุ๊บเร็วๆ จนน้องหน้าแดง น้องสะบัดมือตัวเองออกจากเกาะกุมของผมอย่างรวดเร็ว

“ไกลไม่ชอบขี้หน้าพี่อย่างมากเลยนะครับ”

“พี่ก็ไม่ชอบขี้หน้ามัน”

“ผมหน้าเหมือนไกลนะ” ใกล้เลิกคิ้ว

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ให้ตายเถอะ...ทำไมถึงคิดไปแบบนั้นนะ “คือพี่ชอบใกล้ แต่พี่ไม่ชอบนิสัยไอ้ไกลที่มากีดกันความรักของพี่เว้ย”

อีกฝ่ายดูเงียบไปจนผมอดหวาดหวั่นในใจไม่ได้ เมื่อหันไปมองก็เห็นน้องมันนั่งหน้าแดงอยู่

“คบกับพี่นะ” ผมถือโอกาสรวบรัดตัดตอนไปเลยอย่างไม่เสียเวลา

“ต้องถามไกลก่อน”

“โวะ”

“ผมล้อเล่น” น้องหัวเราะ “เป็นก็เป็น แต่ช่วยกันทำให้ไกลยอมรับพี่ดลได้ก็จะดีมาก”

“รู้น่าว่าแคร์พี่ตัวเองอ่ะ พี่เองก็คิดเรื่องนี้อยู่” ผมมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ “ตอนนี้ขอจูบก่อนได้ป่ะ”

“อะไรเล่า” มันขยับหน้าหนี

“เอางี้ดีกว่า...เดี๋ยวพี่ร้องเพลงให้ฟัง” ผมยังคงจู่โจมอีกฝ่ายไม่หยุด “ให้ฉันดูแลเธอรักเธอได้มั้ย ให้ฉันเป็นเพื่อนเธอเมื่อเธอเหงาใจ ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน...”

ใกล้เอียงตัวหลบจนร่างไปชิดกับประตู มันเขินจนผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี น่ารักฉิบหาย...เข้าใจแล้วว่าจุดอ่อนมันคืออะไร

เสียงเพลงของผมนี่ไง

“โอเคๆๆ” มันยอมแพ้ ก่อนจะเอียงใบหน้าเข้ามาจูบกับผม ตอนแรกมันคงคิดอยากจะแค่จุ๊บอ่ะ แต่ผมรู้ทัน ผมจับศีรษะของมันเอาไว้ทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้หนีไปไหน

จูบนี้ทำผมตื่นเต้น...ผมจูบกับคนอื่นมานักต่อนักแต่ทำไมกับคนนี้ถึงทำให้ผมใจสั่นขนาดนี้ หรือจะเป็นเพราะท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นงานบวกกับความเขินอายในแบบกำลังดีมั้งที่ทำให้ผมรู้สึกชอบไปหมด

ทีนี้...ก็เหลือแค่ด่านพี่ชายสินะ

สงสัยจริงๆ ว่าพี่ชายแม่งจะหวงน้องทุกคนเลยหรือไง ต้องมีบางจุดที่มันปล่อยน้องไปบ้างดิ





[มีต่อนะคะ]




ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12





ใกล้




สองวันถัดมา

“ไกล วันนี้กูไปเจอพี่ดลได้ป่ะ”

“ไม่”

“มึงอย่าใจร้ายดิ”

“มึงต่างหากที่ใจร้าย” ไอ้ไกลเสียงดังขึ้นจนผมสะดุ้ง “กูบอกแล้วไงว่ามันไม่ผ่านๆ แต่มึงก็ดันไปคบกับมัน”

“ก็กูชอบเขา”

“...”

“นี่มึงช่วยเรียกเขาดีๆ หน่อยได้มั้ย”

ไกลมองผมอย่างหมั่นไส้ ส่วนผมก็ได้แต่ถลึงตาใส่มัน ตอนนี้ผมกับมันอยู่ในโรงแรมที่ไกลมันมาพักเพราะมาเยี่ยมผมโดยเฉพาะ มันมาอยู่นี่แค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวมันก็จะกลับไปอังกฤษแล้ว

“เป็นเอามาก มันก็แค่นักร้องที่มึงชอบ”

“การที่กูได้รู้จักเขา เขาเป็นอะไรมากกว่านั้นเว้ย”

“มันเป็นอะไร”

“เป็นคนที่นิสัยดีมากคนหนึ่ง”

ไกลทำหน้าเหมือนจะอ้วกออกมาเสียให้ได้ “ไอ้คนมีความรัก”

“กูมีความรักแล้วมึงไม่รู้สึกดีเหรอ” ผมลองใช้นิ้วจิ้มอกพี่ชายตัวเองดู “กูชอบเวลาตัวเองใจเต้นแรงนะ”

“...”

“หรือมึงควรมีความรักวะไกล”

“ไปไกลๆ เลยเชี่ยใกล้ กูจะทำการบ้าน” มันหอบการบ้านมาทำถึงนี่เลยครับ ผมมองมันอย่างชั่งใจ ก่อนที่จะพูดในสิ่งที่พี่ดลฝากผมมาถามไกล “พี่ดลถามว่าวันนี้จะไปตลาดนัดมอด้วยกันมั้ย”

“ไม่ไป”

“ไม่คิดสักหน่อยเหรอ”

“คิดทำไม”

“งั้นกูไปนะ”

“เชี่ยใกล้”

“สาดดดด ก็นั่นแฟนกูอ่ะ” ผมนี่แทบจะเกาะแข้งเกาะขาอ้อนวอนมันอยู่แล้ว “ตั้งแต่กูตกลงคบกับเขากูยังไม่ได้ออกไปไหนสองต่อสองเลยนะเว้ย”

“เพราะต้องตัวติดกับกูเหรอ”

“เปล่า เพราะมึงไม่อนุญาต”

“...”

“กูคบกับพี่ดลอย่างสะดวกใจไม่ได้นะถ้ามึงไม่ไฟเขียวอ่ะ”

การที่ผมอ้อนมันขนาดนี้ทำให้ไกลเกิดความลังเลขึ้นมา

“มึงลองคุยกับพี่เขาดีๆ ดู มึงจะรู้ว่าพี่เขาเป็นคนดีจริงๆ”

“ก็ได้” ไกลตอบในที่สุด “แต่ต้องกลับมาไม่เกินสามทุ่มนะ กูมีการบ้านที่ต้องทำจริงๆ”

“เข้าใจแล้ว” ผมรีบกระโดดไปตอบไลน์พี่ดลทันทีว่าไกลเซย์เยส

ตอนที่เราคุยกันเป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ ตอนเกือบสองทุ่มพี่ดลก็ขับรถมาจอดเทียบท่ารอรับเราสองคนไปตลาดนัดมอเป็นที่เรียบร้อย เขาดูเกร็งตัวไปเล็กน้อยตอนที่เจอไกล แม้ไกลจะอายุน้อยกว่าเขา แต่เขาก็เกรงใจไกลเป็นที่เรียบร้อย

“ผมกลับไม่เกินสามทุ่มนะ” โชคดีที่ไกลมันเลือกที่จะพูดจากับพี่ดลดีขึ้น

“โอเค” พี่ดลรับคำ

ผมที่รู้จักคนทั้งสองดียังรู้สึกกระอักกระอ่วนเลยครับ หรือผมควรสร้างบรรยากาศให้มันดีกว่านี้กันนะ แต่จะให้ผมทำยังไงล่ะ ผมเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีซะด้วย

ไม่งั้นผมคงมีเพื่อนเต็มไปหมด ไม่ได้คบเฉพาะแค่ไอ้น้ำเงินหรอก

“ไกลจะกลับมะรืนแหละ” ผมชวนทุกคนคุยระหว่างอยู่บนรถ

“พูดเพื่อให้พี่ดลรู้ว่ามีโอกาสหรือไง” ไกลแขวะทันที

“กูแค่เล่าให้ฟังเฉยๆ”

“บางคนนี่ก็ปิดโอกาสคนอื่นเก่งจัง”

“เพราะผมห่วงน้องผมหรอก”

“ตอนนี้น้องของไกลก็ดูมีความสุขดีนี่”

“ผมจะมั่นใจอย่างนั้นได้ยังไง”

“จริงๆ แล้วสำหรับความผิดครั้งที่สามพี่ไม่ได้ทำนะ มันไม่ใช่ความผิดพี่” พี่ดลตวัดสายตามามองไกล “เพราะฉะนั้นพี่ยังมีโอกาสเหลืออีกครั้งหนึ่ง”

ไอ้ไกลเถียงไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่พี่ดลอยู่ดี







ตลาดนัดมอ

เราทั้งหมดมาถึงตอนช่วงเวลาที่คนกำลังเยอะได้ที่ เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าสำหรับสาวๆ ในมอ พี่ดลก็คือเซเลบคนหนึ่ง ยังไม่ทันเดินถึงกลางตลาดก็มีคนมาขอเซลฟี่กับพี่ดลเยอะมาก จนไกลต้องขอตัวเดินนำหน้าไปก่อน ผมมองพี่ดลกับไกลสลับกัน ในที่สุดผมก็เลือกที่จะเดินตามแฝดของตัวเองไป

“ที่อังกฤษน่าจะมีแบบนี้บ้าง”

“มีเซเลบมาเดินตลาดนัดน่ะเหรอ”

“สัด อวยแฟนตัวเองหรือไง กูหมายถึงตลาดนัดแบบนี้”

“กูไม่ได้อวยสักหน่อย”

“ดูหน้าก็รู้ว่ามึงภูมิใจ”

“...”

“แต่ก็นะถ้ามึงไม่ภูมิใจกับเขา มึงจะเป็นติ่งเขาได้ไง”

“มึงเริ่มมองพี่เขาดีขึ้นยังวะ”

“ก็ถ้ามึงชอบ กูจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากปล่อย” มันหันมาทำหน้าข่มขู่ผม “แต่ถ้ามันทำมึงเจ็บ กูก็ไม่ปล่อยไว้เหมือนกัน”

ผมพาไกลเดินไปหาอะไรกิน ส่วนใหญ่มันจะตื่นเต้นกับสิ่งที่หากินได้ง่ายในไทย แต่หาได้ยากที่อังกฤษ มันซื้อของกินมาเยอะมากจนในที่สุดผมต้องพามันไปนั่งที่ใต้ถุนคณะนิเทศฯ ซึ่งอยู่ติดกับตลาดนัด

พี่ดลหายไปไหนก็ไม่รู้นานมาก ไอ้ไกลไม่ได้สนใจว่าพี่เขาจะไปไหนแต่ผมนั้นโทรแล้วโทรอีกพี่ดลก็ไม่รับสาย ผมเริ่มไม่สบายใจกลัวว่าพี่ดลจะโดนรุมจนขาดอากาศหายใจ

สิ่งที่ไกลสนใจมีเพียงสิ่งเดียวคือมันห้ามกลับเกินสามทุ่ม...ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มสี่สิบห้า และไกลก็เริ่มที่จะมองดูนาฬิกาข้อมือบ่อยๆ แล้ว

“กูว่าเราเดินตามหาดีกว่า” ผมพูด

“อืม”

ผมได้ยินเสียงเพลงแว่วๆ มาจากบริเวณปากทางเข้า เสียงร้องทำเอาร่างกายของผมขนลุกไปหมดเพราะผมรักเสียงนี้มาก เสียงของพี่ดล...

“เสียงไอ้พี่ดลเหรอ”

“...”

“จะสามทุ่มแล้วนะ ยังจะร้องเพลงอะไรอยู่อีก”

เมื่อเราเดินไปถึงก็ต้องอึ้ง ภาพที่เห็นคือพี่ดลร้องเพลงเปิดหมวกช่วยรุ่นน้องหอหกเพื่อนำเงินไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขัดสน ผมไม่ได้มองพี่ดลร้องเพลงกับคนอื่นมานานแล้ว จึงรู้สึกอึ้งไปเหมือนกัน

คนที่อึ้งตามผมเห็นจะเป็นไกล...แต่มันก็ยังเร่งด้วยการบอกว่าจะสามทุ่มแล้วๆๆ อยู่นั่น

พี่ดลมองเห็นผมกับไกลแล้ว และก็ได้แต่ทำหน้ารู้สึกผิด เหมือนกับว่าเขาไม่มีทางไปส่งไอ้ไกลกับผมทันเวลาสามทุ่มแน่ๆ

“แกๆ นักร้องนำน่ารักอ่ะ”

“พี่ดลน่ะเหรอ เมื่อกี้ฉันเห็นเขาช่วยรุ่นน้องไปทั่วเลยนะ”

“หา ไม่ได้ร้องแค่ตรงนี้เหรอ”

“เปล่า วงเปิดหมวกที่ท้ายตลาดก็ใช่”

“กรี๊ด”

“ตรงกลางตลาดก็ใช่อีก”

ที่เขาหายไปที่แท้ก็หายไปช่วยรุ่นน้องร้องเพลงมานี่เอง วงเปิดหมวกที่นี่ส่วนใหญ่จะหาเงินไปบริจาคกันทั้งนั้น บางวงทำเพราะเป็นวิชาที่อาจารย์บังคับ หรือบางวงก็ทำเพราะอยากทำ พี่ดลเลือกที่จะช่วยหมดเลย

เสียงเพราะๆ ของพี่เขาเรียกความสนใจจากคนอื่นได้เป็นอย่างดี พี่ดลกลับมาร้องเพลงเพราะอีกครั้งโดยที่ผมเองก็คาดไม่ถึง มันเพราะมากกว่าตอนก่อนที่พี่เขาจะมีปัญหาซะอีก

“พี่มันร้องเพราะเพราะตัวเอง หรือว่าร้องเพราะเพราะมึง” ไกลกระซิบ “พี่มันเอาแต่มองมึงอ่ะ”

“เขารักน้องมึงไง” ผมได้ทีรีบทำคะแนนให้พี่ดลใหญ่

“จริงๆ กูก็ไม่ได้เกลียดพี่มันขนาดนั้น กูก็แค่แสดงไปงั้น”

“กูรู้”

“...”

“เพราะมึงไม่อยากให้กูเจ็บ มึงก็เลยต้องขู่พี่ดลเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน” ผมส่งยิ้มให้พี่ชาย “ขอบใจมากนะเว้ย”

“ได้เสมอนั่นแหละ”

“...”

“ทีนี้การบ้านกูก็จะไม่เสร็จสินะ”

“เอาน่า...”

ท้ายที่สุดพี่ดลก็มาส่งไกลตอนสามทุ่มกว่าๆ ซึ่งก็ถือว่าไม่ต่างจากที่มันกำหนดเท่าไหร่ การบ้านไอ้ไกลเสร็จทัน หนำซ้ำยังมีเวลาไปดื่มกับผมอีก

มันถามผมด้วยนะว่าพี่ดลจะมาดื่มด้วยมั้ย

ถ้าจะตอบว่าไม่ก็คงไม่ได้...เพราะพี่ดลเองก็อยากจะเอาใจไอ้ไกล เหมือนกับที่ไอ้ไกลอยากรู้จักกับพี่ดลมากขึ้นนั่นแหละ






“ตกลงไกลนี่ยอมรับพี่แล้วใช่ป่ะ”

“ก็คงต้องรอดูกันต่อไป”

“นี่พี่พยายามเต็มที่แล้วนะ วันที่ไกลกลับพี่ก็จะไปส่งด้วย”

“สุดยอด”

“ไกลนี่หน้าเหมือนใกล้จริงๆ”

“เดี๋ยว”

“บางครั้งมองไกลก็รู้สึกใจสั่น”

“พี่ดล”

“ครับ

“พ่อมึงตาย”

“โอเค พี่ไม่ล้อเล่นแล้ว”

“...”

“ยังไงพี่ก็ชอบน้องของไกลมากกว่าไกลนะ”





TBC*







ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




ตอนที่ 16
น้ำเงิน



KEEN : โดนยึดโทรศัพท์
KEEN : คิดถึงนะ


เป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์แล้วที่พี่คีนเข้าโรงพยาบาลและผมก็ไม่ได้เข้าไปเยี่ยม เท่าที่ฟังดูเรื่องราวจากปากของพี่เบสกับพี่ๆ คนอื่น พ่อของพี่คีนไว้ใจเจ๊ลลิลมากชนิดที่ว่าเจ๊สั่งได้หมดทุกอย่างว่าใครเข้าเยี่ยมได้บ้างไม่ได้บ้าง คนที่อยู่ในรายชื่อแรกของบัญชีดำน่าจะเป็นผม แม้กระทั่งเดินผ่านหน้าห้องผมยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับเข้าไปอยู่ในห้องพักของพี่คีน

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในกรงขังที่บินไปไหนไม่ได้ เต็มใจที่จะรอแม้รู้ว่าปลายทางอาจจะไม่ใช่แสงสว่าง ผมไม่ทราบว่าพ่อพี่คีนท่านดุขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ สายตาที่มองผมในวันนั้นยังคงตามหลอกหลอนมาถึงทุกวันนี้ ผมรู้สึกเหมือนผมหมดแรง ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะบิน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เต็มใจที่จะอยู่ในกรงขังนี้

กรงขังที่เรียกว่าหัวใจพี่คีนนี่แหละ...

คำว่ากรงขังแม่งฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เมื่อมันกลายเป็นหัวใจของใครสักคนล่ะก็...มันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดเท่าที่ชีวิตเด็กอย่างผมเคยได้สัมผัส ไม่เคยมีสถานที่ไหนที่ให้ความอบอุ่น ความห่วงใย และความสบายใจกับผมได้เท่าสถานที่นี้ ไม่มีอีกแล้ว

แม้ในทีแรกกรงขังนี้จะอันตรายไปสักหน่อย เพราะเจ้าของกรงนั้นเป็นเพลย์บอยมือวางอันดับหนึ่งที่รวยมหาศาล อีกทั้งยังมีจุดอ่อนก็คือนอนคนเดียวไม่ได้ เป็นบุคคลที่โคตรอันตรายเป็นอย่างยิ่งต่อหัวใจ เมื่อได้รักแล้ว...คุณจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจว่าเขาคนนี้อาจทำให้คุณเสียใจ

แต่เมื่อเข้ามาในกรงขังของเขา...กรงขังที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของเขา ผมก็ยอมรับว่าไม่มีความคิดที่จะอยากออกไปไหนอีก แม้พี่คีนจะมีข้อเสียแต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่มีข้อเสีย ผมเป็นเด็กที่บางครั้งก็มีมุมแข็งกร้าว สร้างความปวดหัวให้อีกฝ่ายมาก็มาก ถึงอย่างนั้นเราก็เลือกที่จะให้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ผมคบกับพี่คีนมาได้อาทิตย์กว่าๆ เป็นช่วงเดียวกับที่พี่คีนเข้าโรงพยาบาลพอดี ผมคุยกับพี่เขาได้น้อยคำมากๆ แต่ผมก็เลือกที่จะยืนหยัดและรอต่อไป ผมไม่รู้ว่าพ่อพี่คีนจะเอายังไงเรื่องผม ไม่รู้ว่าพี่คีนจะยังคงเลือกเจ๊ลลิลอยู่มั้ย สุดท้ายผมก็ยังรอ...รอให้เขาออกมาให้คำตอบแก่ผมเอง

จะว่าไปแล้วก็คิดถึงฉิบหาย...นี่ผมส่องไอจีพี่คีนจนจำแคปชั่นใต้รูปพี่เขาได้หมดทุกรูป ทั้งๆ ที่เขาอัพไปทั้งหมดเกือบสองร้อยรูป แต่ผมส่องจนผมจำได้ จำได้แม้กระทั่งแฮชแท็กหรือคำที่เขาพิมพ์ผิด

ในอินสตาแกรมของเขายังไม่มีเรื่องราวของผมอยู่ในนั้น เพราะรูปล่าสุดที่เขาอัพก็เมื่อสองเดือนที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะเจอผมที่หน้าคอนเสิร์ตซะอีก

ผิดกับไอจีผมที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเต็มไปหมดตั้งแต่ที่เจอกัน ที่ผมไม่ได้เล่าให้คุณคนอ่านฟังก็เพราะมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรพิเศษ ทั้งรูปรองเท้า เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่พี่คีนซื้อให้ รวมไปถึงบรรยากาศของหอสี่ที่พี่คีนเคยอยู่เคียงข้างผม

ผมคิดถึงเขา...ผมคิดถึงเขามากจริงๆ

บางวันผมก็แอบร้องไห้ตอนกลางคืน ข้างตัวผมไม่มีของอะไรให้ผมดูต่างหน้าพี่คีนนอกจากไอจีซึ่งมีแต่รูปเก่าๆ พี่คีนยังมีคนนั้นคนนี้รุมล้อมในห้องพักตอนกลางคืน อีกทั้งยังมีตุ๊กตาแมวน้ำตัวใหญ่เท่าช้างอีก(?) แต่ผมกลับไม่มีอะไรเลยมาเป็นตัวแทนของเขาให้สามารถจับต้องได้สักอย่าง

หรือผมติดเชื้อโรคนอนคนเดียวไม่ได้มาจากพี่คีนแล้ว

ไอ้ใกล้ไลน์มาเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้อาจจะยุ่งหน่อยเพราะไกล แฝดของมันแวะมาเยี่ยมที่มอ มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทีว่าเกลียดขี้หน้าคุณดลอย่างไม่ปิดบัง ผมจึงได้แต่ตอบกลับไปพร้อมกับให้กำลังใจมัน มันบอกว่าถ้าเหงาก็โทรหามันได้ หรือไม่ก็ช่วงนี้ก็ตัวติดกับพี่ๆ ในหอสี่ไปก่อน

พอพูดถึงเรื่องหอสี่...บรรยากาศแม่งเปลี่ยนไปจากตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ลิบลับ ตอนนั้นผมยอมรับว่าตัวเองหงอ ไม่ทันความคิดของคนในหอนี้ เพราะมีบารมีของพี่คีนคอยเกื้อหนุนอยู่ทำให้ชีวิตผมไม่ได้พบเจอความวุ่นวาย จนกระทั่งวันนี้...วันที่พี่คีนยังไม่กลับจากโรงพยาบาล ลองทายดูสิครับว่าชีวิตผมจะวุ่นวายหรือมีคนมากลั่นแกล้งหรือเปล่า

คำตอบคือศูนย์...ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว

ไอ้หอพักสุดหรูนี่กลายเป็นความสงบสุขอย่างหนึ่งของผม ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเพราะพี่เบสกับพี่คนอื่นๆ ไม่ยอมปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวนาน หรือแม้กระทั่งพี่อยุธเองก็ยังแวะมานั่งคุยเล่นเป็นเพื่อนบ่อยๆ เมื่อมีขั้วอำนาจของหอเข้ามาหาเรื่อยๆ ชีวิตผมจึงราบเรียบและสงบสุดๆ อย่างที่ผมไม่เคยนึกฝันมาก่อน

ผมยึดเอาช่วงเวลานี้มาทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบมิดเทอม พยายามไม่นึกถึงพี่คีนหรืออุปสรรคต่างๆ นานาระหว่างเรา แต่ก็มีบางครั้งที่ผมเผลอนึกไปถึงหน้าเจ๊ลลิลแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ เธอมาก่อนผม เธอสวยกว่าผม และเธอก็น่าจะเข้าใจพี่คีนได้ดีกว่าผม

รู้สึกว่าตัวเองแพ้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงแข่ง สถานะแฟนมันดูมีน้ำหนักน้อยลงไปเลยเมื่อเจอเข้ากับผู้ใหญ่ที่ติดตามดูแลพี่คีนมาโดยตลอด

“ไม่ไหวแล้วว่ะ” เสียงพี่เบสดังลั่นโรงอาหารของหอ ในนี้มีคนบางตาอยู่แล้วทำให้ทั่วทั้งโรงอาหารทั้งพ่อครัวแม่ครัวต่างก็มองมาที่พี่เบสกันหมด “บางทีเจ๊ก็เกินไป แบบนี้เรียกว่ากั๊กไอ้คีนเอาไว้ให้อยู่แต่กับตัวเองนี่หว่า”

“เกิดอะไรขึ้นครับ” ผมถามอย่างตกใจ เงยหน้าขึ้นมาจากกองชีทที่สูงฉิบหายทั้งๆ ที่เรียนมาได้แค่เกือบๆ เดือน

“มันน้อยใจน่ะ” พี่ธารเล่าให้ฟัง “แม้กระทั่งเพื่อนอย่างเราเจ๊ก็ไม่ยอมให้เข้าไป”

“วันก่อนก็ยังยอมนี่ครับ”

“แล้วแต่อารมณ์มั้ง ผู้หญิงนี่เข้าใจยากเป็นบ้า” พี่รุตถอนหายใจ “คีนมันเอาแต่ถามถึงน้ำเงินนะ พวกพี่ไปทีไรต้องหาเรื่องของน้ำเงินไปเล่าให้มันฟังทุกที”

ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมา “จริงเหรอครับ”

“จริงสิ คนเป็นแฟนกันจะไม่ให้ถามถึงกันเลยเหรอ”

“พี่เขาเป็นยังไงบ้าง”

“ดีขึ้นนะ” พี่รุตตอบ “คงจะได้ออกจากโรงพยาบาลปลายๆ สัปดาห์ แต่ก็ต้องเข้าเฝือกไปก่อน”

ผมถอนหายใจยาว “ผมคิดถึงพี่คีน”

คำพูดตรงๆ ของผมทำเอาเพื่อนพี่คีนทุกคนอึ้งกันไปเป็นแถบๆ ก่อนจะหัวเราะลั่น อย่างน้อยผมก็ทำให้พี่เบสอารมณ์ดีขึ้นมาได้นะ

“แปลกๆ ดีเหมือนกัน มาฟังแฟนเพื่อนเพ้อถึงเพื่อนเนี่ย” พี่เบสยิ้ม “แต่ก็ดี เพราะมันทำให้พี่รู้ว่าพี่คิดไม่ผิด”

“คิดอะไรครับ”

พี่เบสมองพี่ธารกับพี่รุตอย่างมีเลศนัยก่อนจะยิ้มแฉ่งให้ผม

“พี่ส่งคนไปลอบวางเพลิงร้านเจ๊ลลิลเมื่อบ่ายนี้ ตอนนี้ไฟก็น่าจะเริ่มไหม้แล้วล่ะ”

“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย” ผมร้องลั่น “ไม่ขำนะครับพี่เบส ไฟไหม้นะครับ”

“เอ่อ...ล้อเล่นหรอกน่า ก็แค่ไฟหยุมหยิม แต่ก็สร้างความเสียหายได้แบบที่เจ๊จะต้องปวดหัว”

แสบฉิบหาย...ผมมองพี่ๆ แต่ละคนอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ถ้าเจ๊เอาเรื่องขึ้นมา...”

“นี่ใคร นี่พี่เบส พี่ธาร พี่รุตนะ อย่าลืมสิว่าพวกพี่ก็รวย”

เออว่ะ...เพราะเห็นเอาแต่ตามตูดพี่คีนต้อยๆ ผมก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป “ผมลืมไปน่ะ”

“เรื่องเล็กๆ เจ๊คงหายโกรธทีหลัง แต่ว่าตอนนี้...” พี่เบสเริ่มเก็บของของผม “รีบไปโรงพยาบาลกันก่อนดีกว่า”

“แล้วคนของพ่อพี่คีนล่ะครับ”

“ซี้กันน่า” พี่เบสบอกให้ผมเบาใจ “ตอนนี้ขอให้น้ำเงินคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเอาใจไอ้คีนมันยังไง”

“ทำไมต้องเอาใจ”

“ไม่คิดว่ามันจะหงุดหงิดหรือไง มันไม่ได้เจอหน้าน้ำเงินมาเป็นอาทิตย์เลยนะ”

“...”

“พี่ว่าหยิบถุงยางไปด้วยหน่อยก็ดี”

“พี่เบส!”







โรงพยาบาล

ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างควบคุมไม่อยู่ การได้มาเจอพี่คีนหลังจากที่ไม่ได้เจอมาหนึ่งอาทิตย์นั้นเป็นอะไรที่ใจสั่นอยู่เหมือนกัน พี่เบสเป็นคนมาส่ง ผมไม่รู้ว่าพี่เขาทำยังไงถึงทำให้คนของพ่อพี่คีนหายไปจากหน้าห้องพักได้หมด

“ไว้คุยกันทีหลัง” พี่เบสกระซิบ ก่อนจะดันตัวผมให้ไปหาพี่คีน “รู้สึกเหมือนส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอเลย”

ผมอ้าปากเตรียมเอ่ยสวน แต่ตัวของผมก็ถูกดันเข้ามาในห้องเป็นที่เรียบร้อย พอหันกลับมาอีกทีผมก็เห็นหน้าดีอกดีใจของพี่คีน เขาอยู่ในชุดผู้ป่วยที่มีทั้งสายน้ำเกลือและก็เฝือกที่แขนซ้าย ดูเหมือนว่าข้างในชุดจะมีผ้าพันซี่โครงเอาไว้ด้วย

สภาพดูไม่จืด...แต่ก็ยังดูหล่อและรวยมากอยู่ดี

“มานี่ๆๆ คิดถึงจัง” เขาอ้าแขนออก ผมก็เลยเดินเข้าไปกอดเขา “โอ๊ย”

“ผมขอโทษ” ผมรีบผละตัวเองออก

“เปล่าๆ พี่ขยับผิดท่าเอง” พี่คีนดูตื่นเต้นมากที่เจอผม เขาทำเหมือนลืมว่าตัวเองยังต้องรักษาตัวอยู่ “มานั่งนี่เลย” เขาโยนตุ๊กตาแมวน้ำซึ่งเคยวางอยู่ข้างตัวไปไว้บนโซฟา

“ทำไมโยนแบบนี้”

“ก็ตัวจริงมานั่งอยู่นี่แล้วนี่”

“ผม...ไม่กล้านั่งใกล้ๆ”

“นั่งเหอะ ถึงเจ็บพี่ก็ยอม”

ในเมื่อเขายืนกราน ผมก็ไม่มีทางเลือก ผมขยับตัวไปนั่งบนเตียงของพี่คีน ไม่เคยเห็นเตียงผู้ป่วยที่กว้างขวางขนาดนี้...ต้องขอกราบบูชาบุญบารมีของบ้านพี่คีนเขาจริงๆ

“เฮ้” พี่คีนส่งเสียงให้ผมหันไป ก่อนที่เขาจะขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เพื่อประทับจูบกับผม เราจูบกันอย่างเนิ่นนานให้รู้กันไปเลยว่าเรานั้นคิดถึงกันมากขนาดไหน

ผมปาดน้ำลายตอนที่ผละออก พี่คีนหอบเล็กน้อยแต่เขาก็ยิ้ม

“ฟินอ่ะ จูบอีกทีได้ป่ะ”

“พอเลย พี่อย่าเพิ่งใช้ร่างกายหนักนะครับ” ผมขยับมือไปตามเนื้อตัวของพี่คีนเพื่อสำรวจว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ยังอยู่ดีบนตัวของเขา ผมตั้งใจมากเป็นพิเศษจนลืมนึกไปว่ามีคนบางคนกำลังมองมาที่ผม

“พี่คิดถึงเรามากเลย” เสียงของพี่คีนไม่มีแววล้อเล่นปนอยู่

“ผมก็คิดถึงพี่ครับ”

“ที่ผ่านมามีน้อยใจบ้างหรือเปล่า”

เขาถามในสิ่งที่ผมคิดว่าควรพูดเรื่องนี้กับเขาทีหลัง “เอาไว้คุยกันก็ได้นะ”

“ไม่ พี่อยากรู้” พี่คีนแตะใบหน้าของผม “พี่อยากรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่”

ผมถอนหายใจก่อนจะยักไหล่ “ไม่รู้สิ ผมคิดว่าผมทำได้แค่รอ”

“...”

“ผมเชื่อใจพี่ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวพี่คีนจะเต็มไปด้วยสิ่งที่ผมสู้รบปรบมือไม่ไหว ทั้งเจ๊ลลิลและพ่อพี่คีน ผมก็เลยทำได้อย่างเดียวคือรอ”

แปลกแต่จริงที่อีกฝ่ายดูซาบซึ้ง ผมไม่รอให้เขาพูดอะไรเพราะผมคิดว่าเขาควรพักผ่อน

“พี่คีนพักเถอะครับ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนเอง”

“พี่บอกเลิกลลิลแล้ว”

“หา” ผมหันขวับจนคอแทบหัก

“คิดเหรอว่าลลิลจะยอมกลับแค่เพราะเรื่องไฟไหม้ร้าน เขาติดพี่จะตาย”

พี่คีนส่งยิ้มน้อยๆ มาให้ แต่นัยน์ตาของเขาไม่ได้ฉายแววดีใจอะไรขนาดนั้น ผมดูออกว่าเขาใจหาย นั่นทำให้ผมรู้สึกแปร่งๆ ในหัวใจ

“พี่คิดดีแล้วเหรอ”

“ทำไงได้ พี่มีแฟนแล้วนี่” เขาถอนหายใจ “อีกอย่างใครมันจะไปยอมให้มีเบอร์สองเบอร์สาม น้ำเงินคงไม่ยอมหรอก”

“พี่ดูเสียใจนะ”

“พี่ผูกพันกับเขามากกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็เท่านั้น” เขาเอื้อมมือมาลูบศีรษะของผม “แต่ไม่ต้องกังวลนะ ลลิลจะไม่สร้างปัญหาให้ เขาจากไปด้วยดี”

“ถามหน่อยสิครับ พี่คีนไปพูดอะไรเขาถึงยอมง่ายขนาดนั้น”

“พี่ก็แค่บอกว่าสิ่งที่พี่คิดกับเขามันไม่ใช่ความรัก แต่มันเป็นความผูกพันบางอย่าง เขามาตอนที่พี่เสียแม่ไป เขาทำให้พี่นึกถึงแม่ ซึ่งนั่นก็แปลว่าพี่ไม่ได้รักเขาในเชิงชู้สาว แต่เขารักพี่ในเชิงอะไรอย่างนั้น”

“...”

“ยังไงก็เป็นไปไม่ได้”

ผมไหล่ตก “เขาต้องร้องไห้หนักมากแน่ๆ”

“ก็มีบ้าง” พี่คีนยังสนุกกับการเล่นเส้นผมของผม “แต่กฎการใช้ชีวิตของพี่อีกข้อก็คือเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้ว ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย”

“เหรอครับ”

“นักธุรกิจน่ะต้องกล้าเสี่ยงรู้มั้ย”

“ผมไม่รู้ว่าผมจะเติมเต็มพี่ได้หรือเปล่า” ผมพูด “พี่คีนดูขาดนั่นขาดนี่เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าผมดีพอสำหรับพี่มั้ย”

“พูดแบบนี้พี่งอนนะเว้ย” พี่คีนแกล้งตีหน้าผากผมเบาๆ “โอเค เราสองคนอาจจะรู้จักกันและผูกพันกันในแบบที่ตลกๆ หน่อย”

“ไม่ตลกครับ ผมเจ็บครับ”

“ก็ เอ่อ...” พี่คีนหน้าแดงเล็กน้อย “แต่พี่ชอบน้ำเงิน จะเป็นไงก็ช่างพี่ก็ชอบน้ำเงินไปแล้ว เราอย่าคิดให้มันมาก ทำตามในสิ่งที่หัวใจต้องการดีกว่า”

หากถามว่าผมตกใจมั้ยผมก็ตกใจนะครับ แต่ความรู้สึกดีใจมันมีมากกว่า ผมจำได้ว่าตอนที่เจ๊ลลิลลากผมไปคุยด้วยเมื่อครั้งที่พี่คีนเพิ่งเข้าโรงพยาบาลนั้น เธอด่าผมเสียๆ หายๆ หาว่าผมเป็นต้นเหตุทำให้พี่คีนต้องเจ็บปวด ซึ่งอันนั้นผมไม่เถียง แต่มีอีกคำด่าหนึ่งที่ผมก็อดรู้สึกโกรธไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ระบายมันออกมา ได้แต่เก็บไปน้อยใจอยู่คนเดียวเงียบๆ

คำนั้นก็คือยังไงพี่คีนก็ต้องเลือกเธอ เพราะเธอมาก่อน

ดูเหมือนครั้งนี้เธอจะเดาใจพี่คีนผิด ผมไม่ได้รู้สึกสะใจอะไรเลยสักนิด ความรู้สึกของผมมีแต่ความโล่งใจล้วนๆ ที่เรื่องของผมกับพี่คีนจะวุ่นวายน้อยลง

แต่ผมก็ยังไม่ลืมอุปสรรคอีกหนึ่งชิ้นหรอกนะ...

“พ่อพี่คีน...”

“อย่าไปสนใจเลย” พี่คีนขยับศีรษะของผมให้เข้าไปใกล้ เพื่อที่เขาจะได้ฝังจมูกที่ขมับของผม “ท่านก็ทำแต่งาน ท่านไม่สนใจพี่หรอก”

“ท่านไม่ชอบผมชัวร์ๆ”

“ท่านก็ไม่ชอบสักคนนั่นแหละ อย่าคิดมาก” พี่คีนดูไม่กังวลเรื่องพ่อของเขาเลยสักนิด ผมสำรวจตรวจตราสีหน้าของพี่คีน เขาไม่มีท่าทีพิรุธใดๆ ให้ผมเห็น อาจเป็นเพราะเขาหมายความตามที่พูดจริงๆ “น้ำเงินแคร์เรื่องพ่อพี่ แสดงว่าน้ำเงินก็คิดจริงจังกับพี่มากเลยใช่มั้ยนี่”

ผมลืมจุดนี้ไปเสียสนิท...

“สุดยอด เด็กพี่ไม่เคยมีใครถามเรื่องความรู้สึกของครอบครัวพี่เลยนะ” เขายิ้ม

“ผมไม่ใช่เด็กพี่แล้วไง” ผมพูดเสียงอ่อย

“ดีมาก ถือว่าอยู่เป็น” พี่คีนกลืนน้ำลายก่อนที่จะบอกว่า “เห็นทีพี่ต้องหลับแล้วล่ะ พี่ต้องนอนเยอะๆ อยากหายไปทำอย่างนั้นกับน้ำเงินไวๆ”

“เฮ้ยยย”

“น้ำเงินตอนนี้ก็เหมือนอ้อยเตรียมป้อนเข้าปากช้างอ่ะ พี่เป็นช้างที่หิวแต่ก็กินไม่ได้”

ดูเปรียบเทียบเข้า “นอนเถอะครับ ผมอยู่ดูแลพี่เองนะ” ผมลุกขึ้นจากเตียงเพื่อปรับเตียงนอนให้พี่คีนเป็นท่านอนราบ

“อย่าไปไหนนะ” เขาดูเหนื่อยจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าการที่พูดคุยกับผมไม่ถึงสิบนาทีจะทำให้เขาเหนื่อยได้ขนาดนี้

“ครับ” ผมขยับตุ๊กตาแมวน้ำเพราะผมจะได้มีที่นั่งบ้าง

“ไหนลองยิ้มซิ” ผมทำตามที่เขาร้องขอ “เออว่ะ ตาหยีเหมือนเจ้านี่จริงๆ แต่อ้วนไม่เท่า”

“นอนเถอะครับพี่คีน”







ผมคิดว่าช้างที่หิวก็เหมือนเสือที่หิวนั่นแหละ พอหลับไปได้ไม่เท่าไหร่พี่คีนก็ส่งเสียงร้องเรียกผมในความมืดแล้ว

“ไม่ได้ครับ พี่ไม่สบายอยู่”

“นิดเดียวเอง น้ำเงินทำให้งี้”

“ถึงอย่างนั้นมันก็กระทบกระเทือนอยู่ดี” นี่ผมต้องมาเถียงกับเขาเรื่องนี้จริงๆ เหรอเนี่ย “เราจะขยับกันทั้งคู่นะครับ ผมไม่อยากให้พี่เสี่ยงเจ็บเพิ่มหรอกนะ”

“เซ็ง”

“...”

“เซ็งจริงๆ นะเนี่ย”

“...”

“มันลุกขึ้นมาแล้วอ่ะ”

ไอ้ช้างหื่นตัวนี้นี่น่าจับไปตอนจริงๆ

“จะไม่ช่วยพี่หน่อยเหรอ”

“เฮ้อ” ผมถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา มือของผมค่อยๆ ปลดกางเกงผู้ป่วยของพี่คีนในความมืด ขนาดห้องไม่สว่างผมยังรู้เลยว่าพี่คีนดี๊ด๊าขนาดไหน “เพราะรักหรอกนะครับ”

“รักแล้วเหรอ”

“...”

“เพราะน้ำเงินทำให้พี่ พี่ก็รักน้ำเงินเหมือนกัน”

นี่ถ้าผมไม่ยอมใช้ปากตัวเองพาเขาขึ้นสวรรค์ ผมคงไม่ได้ยินถ้อยคำหวานแบบนี้ออกมาจากปากเขาหรอก พี่คีนก็คือพี่คีนอยู่วันยังค่ำ หื่นยังไงก็หื่นอยู่แบบนั้น

ตัวเองเสร็จอยู่คนเดียว...แล้วผมล่ะ

“พี่ช่วยมั้ย”

“ไม่ต้องครับ”

“พี่ติดหนี้น้ำเงินหนหนึ่ง”

“กล้าเหรอ กล้าทำให้เหรอ”

“ก็เรารักกันนี่หว่า ทำไมพี่จะไม่กล้า”

“...”

“เขินเหรอ”

“เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่นะครับ”

“ถ้าแฟนชอบเขาก็ทำให้แฟนกันหมดนั่นแหละ”

“...”

“เงียบๆๆ คิดถึงตอนที่พี่ทำให้แล้วล่ะสิ”

“ตกลงพี่คีนเหนื่อยและก็ง่วงจริงมั้ยเนี่ย”

“ไม่รู้สิ...น้ำเงินไม่เคยทำให้พี่ง่วงหรอก พี่ตื่นเพื่อน้ำเงินได้ตลอด”

“หลับเถอะครับ ผมกราบล่ะ”








[มีต่อนะคะ]







ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




คีน





ในที่สุดก็ถึงวันที่ผมได้ออกจากโรงพยาบาล

เฝือกที่แขนของผมถูกถอดออกเป็นที่เรียบร้อย หมอบอกว่าช่วงนี้ให้ผมงดกิจกรรมผาดโผน ความคิดของผมในตอนนี้ก็คือผมคงไม่ทำอะไรแล้วนอกจากเซ็นเอกสาร จู๋จี๋กับน้ำเงิน และก็...

หาทางบอกปัดนัดสาวๆ ที่พ่อนัดไว้ให้

เรื่องนี้น้ำเงินไม่รู้ครับ มีแต่เพื่อนของผมที่รู้ และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือไอ้เชี่ยอยุธ อยู่ๆ มันก็มาหาผมที่โรงพยาบาลโคตรบ่อย ทำให้ตอนนี้ผมสนิทกับมันไปแล้ว แม้จะยังงงๆ แต่พวกไอ้เบสก็เดาว่ามันคงรู้สึกผิดที่ทำให้ผมต้องเจ็บปวดขนาดนี้ และที่ได้ยินมาก็คือมันเริ่มเบื่อกลุ่มเพื่อนมันเต็มทน

เอาไงก็เอา...ผมไม่เคยเกลียดขี้หน้ามันแบบอยากแช่งเผาพริกเผาเกลืออยู่แล้ว สำหรับผมมันก็เหมือนตัวละครไจแอนท์ในเรื่องโดราเอมอน ถึงจะร้ายไปบ้างแต่ก็ถือว่ามันเป็นเพื่อนอยู่ดี

มันรู้เรื่องที่พ่อพยายามนัดสาวๆ ตามรายชื่อในแฟ้มของผมด้วย

“เรื่องนี้น้ำเงินห้ามรู้เด็ดขาด” ผมบอกกับเพื่อนคนอื่นๆ ทันทีที่ถึงชั้นใต้ดินของหอสี่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายอาทิตย์ที่ผมมาปรากฏตัวที่นี่ ทุกคนในหอดูให้ความสนอกสนใจผมเป็นอย่างดี “เดี๋ยวกูจะหาทางเคลียร์เอง”

“กูว่าบอกน้องมันไปก็ดี มารู้ทีหลังนี่มึงซวยตายห่า” ธารออกความเห็น

“นั่นดิ” รุตเห็นด้วย

“หรือไม่ก็บอกยกเลิกนัดไป” นี่คือความเห็นของไอ้อยุธ

“มึงก็รู้จักพ่อกู ตารางมันเซ็ตมาแล้ว กูจะทำอะไรได้”

“นี่มึงต้องไปนัดเจอสาวตามตารางเลยเหรอวะ อนาถฉิบ”

“คิดว่ากูอยากไปงั้นเหรอ”

“มึงก็ดูไม่ปฏิเสธนี่”

“เชี่ยอยุธ” ผมเพิ่งเอ่ยถึงด้านดีมันไปหยกๆ ตอนนี้ชักอยากจะเปลี่ยนความคิดแล้ว

“อย่าเพิ่งหัวร้อน กูก็แค่กลัวมึงมีปัญหากับเมีย”

“จริงๆ น้องก็กังวลเรื่องพ่อกูอยู่ กูไม่อยากให้น้องต้องยุ่งยาก กูจะเคลียร์ของกูเอง”

“มึงจะเคลียร์ยังไง”

“อย่าลืมนะเชี่ยคีน พ่อมึงบอกว่าให้ปฏิเสธแบบถนอมน้ำใจที่สุด ทุกคนต้องจากกับมึงด้วยดี ไม่มีผิดใจกัน เพราะพ่อมึงยังต้องการมีคอนเน็กชั่นกับครอบครัวสาวๆ พวกนี้อยู่”

“มึงย้ำเรื่องนี้เป็นรอบที่ล้านแล้วเบส กูจำได้น่า”

“กูไม่เชื่อใจมึง” เบสปั้นหน้าโหด “ขืนมึงไปบอกเขาว่ามึงเป็นเกย์ แม่งได้ซวยกันหมดพอดี”

ตั้งแต่ที่ผมเลือกจะพูดตรงๆ กับลลิล ชีวิตผมก็เกลียดความเยิ่นเย้อไปเลย เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้นี่เองว่าที่ผ่านมาผมเสียเวลาไปมาก ถ้านึกภาพไม่ออกก็ขอให้ดูกรณีน้ำเงินเป็นตัวอย่าง ผมกั๊กน้องให้อยู่ข้างตัวนานมากกว่าผมจะพูดออกจากปากว่าผมชอบน้อง

เห็นทีต้องเพิ่มกฎการใช้ชีวิตใหม่แล้ว

“แล้วถ้าไม่บอกว่ากูเป็นเกย์ กูต้องพูดว่ายังไงวะ”

“มีแฟนแล้ว” รุตออกความเห็น

“พ่อบังคับมา” ธารช่วยด้วยอีกคน

“แอบหนีเมียมา” ไอ้เชี่ยอยุธก็ไม่อยากพลาด

“เหี้ยๆ ทั้งนั้นที่พูดมา” เบสทำเสียงจิ๊ปากแบบไม่พอใจ “เอาเป็นว่ามึงพูดยังไงก็ได้ไม่ให้ผู้หญิงเสียความรู้สึก อย่างเช่น คุณดีเกินไปสำหรับผม ผมจนเกินไปสำหรับคุณ”

“ไอ้เชี่ยคีนเนี่ยนะจน” รุตส่ายหน้า

“ถ้าหน้ามันไม่แปลก ป่านนี้มันดังกว่าไอ้เด็กทนายหอสามอีกนะ”

“อยุธ มึงเคยพูดเรื่องกูแบบดีๆ มั้ยเนี่ย”

“ไม่เท่เหรอ หน้าแปลก”

“มึงต้องเติมคำว่าหล่อเข้าไปข้างหน้า หล่อหน้าแปลก”

“ไม่เห็นจะฟังดูดีขึ้น”

“ควายเอ๊ย”

“เอาล่ะ” เบสดูหมดความอดทน “มึงทำให้ดีที่สุดก็แล้วกันคีน”

ยิ่งคิดก็ยิ่งเซ็ง...ทำไมผมต้องไปทำในสิ่งที่พ่อกำหนดมาไว้ให้ก็ไม่รู้ แทนที่ผมจะเอาเวลาทั้งหมดไปเคลียร์เรื่องงานหรือไม่ก็เรื่องเรียน แต่ผมกลับต้องมานั่งเครียดว่าจะพูดจาตัดเยื่อใยผู้หญิงยังไงให้ดูถนอมน้ำใจมากที่สุด

“นัดแรกเมื่อไหร่วะ”

“เที่ยงนี้...ที่ร้าน XY ในเมืองอ่ะ”

“ไม่ใช่ถิ่นกูด้วย”

“ธุรกิจบางอย่างก็ไม่ได้อยู่ในเครือบ้านมึง ไอ้สัด”

“กูไปหาน้ำเงินหน่อยดีกว่า”

“เออ ไว้เจอกันเพื่อน”






ห้อง 107

เคาะประตูแป๊บเดียวน้ำเงินก็มาเปิดให้ผมแล้วครับ น้องใส่แว่นตาและท่าทางเหมือนเพิ่งผละจากการอ่านหนังสือเพื่อมาเปิดประตูให้ผม

เห็นน้องอ่านหนังสือแล้วผมรู้สึกผิด เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลสอบมิดเทอมนี่หว่า

“ทำไมมันดูยากจัง” ผมเห็นตัว C กับตัว H เต็มชีทน้องไปหมด มีขีดอะไรไม่รู้เต็มไปหมดด้วย นี่มันภาษามนุษย์ต่างดาวเหรอวะ

“นี่คือหัวใจของเภสัชฯ เลยครับ ชีวเคมีเนี่ย”

“แล้วหัวใจของน้ำเงินล่ะ”

“เป็นของพี่ไง”

อ้าว...ดันเล่นกับผมซะงั้น “นึกว่าจะด่าพี่”

“ก็เห็นชงมา ผมก็ต้องเล่นกลับสิ” น้ำเงินส่งยิ้มให้ผมก่อนจะหันหน้าไปอ่านหนังสือต่อ เพิ่งเห็นน้ำเงินในโหมดจริงจังก็คราวนี้ ปกติก็จะมีแต่น้องที่มาเฝ้าเวลาผมทำงาน

“จริงจังมากมั้ย”

“ไม่ค่อยมากครับ แค่ไม่ตกมีนก็พอ”

นั่นเรียกว่าจริงจังมากแล้วล่ะผมว่า “ตอนบ่ายนี้พี่ไม่อยู่นะ” ผมลองเชิง

“ครับ” น้ำเงินไม่ค่อยจะใส่ใจเลย

“พี่มีนัด” ผมพูดต่ออีก

“ครับ ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีครับ”

“นี่ไม่อยากรู้เลยเหรอว่านัดอะไร”

“ก็อาจจะเป็นคุยงาน คุยธุรกิจตามเคย”

“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ” เพราะน้องดูไม่ใส่ใจ ผมก็เลยเริ่มผิดคำพูดที่เคยพูดไว้กับเพื่อนว่าเรื่องนี้ห้ามบอกน้ำเงิน นี่ถ้าผมพูดอีกนิดมันคงเป็นการเปิดเผยให้น้องรู้แล้วล่ะ

“สู้ๆ ครับพี่คีน”

ผมคอตก...น้ำเงินคงจะจริงจังกับการอ่านหนังสือครั้งนี้มากจนลืมที่จะคิดเล็กคิดน้อย แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกว่าน้องเชื่อใจผมมาก ผมจะไม่ทำให้น้องผิดหวัง

ก่อนออกจากห้องผมไม่ลืมที่จะหอมแก้มน้องฟอดใหญ่ แทนที่ผมจะได้ออกไปเฉยๆ น้องกลับดึงตัวผมเอาไว้เพื่อที่จะหอมแก้มผมเหมือนกัน

โอ้โห...หวานซะ

เห็นทีว่าไปนัดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอแล้วล่ะ ผมไม่อยากให้ตัวเองเสียเวลากับสิ่งที่ไม่มีทางใช่อีกต่อไปแล้ว









ร้าน XY

ผมมารอสาวที่ผมนัดนานมากแล้ว นี่มันเลยเวลานัดไปสามสิบนาทีเจ้าตัวก็ยังไม่โผล่มาให้ผมเห็นแม้กระทั่งชายกระโปรง ยอมรับตรงๆ ว่าผมหงุดหงิด ผมทั้งเสียเวลาและเสียการเสียงานเพื่อที่จะได้มาเจอเธอคนนี้

ตอนที่มองออกไปนอกร้านอีกครั้งผมก็เห็นพี่สงคราม...

อะไรนะ ผมลองหันไปมองดูอีกรอบ พี่สงครามจริงๆ ด้วย เขาคืออดีตประธานหอสองในตำนานที่จีบประธานหอสาม!

ผมดีใจมากกว่าเจอผู้หญิงที่ผมนัดซะอีก รีบกุลีกุจอไปเปิดประตูให้พี่เขาแทนพนักงานร้านเลยครับ

“ไอ้คีน...นี่ก็ร้านมึงเหรอ”

“เปล่าครับ” ผมหัวเราะร่วน “พี่มาเยี่ยมมอเหรอครับเนี่ย”

“มาเอาเอกสารน่ะ”

“แล้วพี่อ้ายล่ะ”

“มึงถามถึงเมียกูทำไม”

เสียงเขาแข็งมากจนผมไม่รู้ว่าเขาโกรธจริงหรือโกรธเล่น

“ตอนนี้มันอยู่กับไอ้พวกเด็กหอสาม ไม่รู้จะเลี้ยงพวกแม่งทำไมนักหนา” พี่สงครามคงไม่ได้โกรธผมจริงๆ หรอก “ว่าแต่ในร้านนี้มีคนไหนที่ดูเป็นคุณชายและก็โคตรรวยวะ”

ผมหันไปมองคนทั้งร้าน ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้สูงอายุหรือไม่ก็คุณน้าคุณอา

หรือคนที่พี่สงครามเอ่ยถึงจะเป็นผม...

“มึงเหรอ”

“เอ่อ...”

“ฮ่าๆๆๆ อิเจน สมน้ำหน้า”

“เดี๋ยวนะครับ เจนอะไรนะ” เจนคือชื่อผู้หญิงที่ผมต้องเจอวันนี้

“เจนคือเพื่อนกู มันบอกว่ามันมีนัดกับลูกคนรวยที่นี่ เพื่อความปลอดภัยมันก็เลยเรียกกูมา”

“ผมมันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เปล่าหรอก มึงดีเกินไปสำหรับมัน” พี่สงครามเดินไปนั่งที่โต๊ะหนึ่งพร้อมกวักมือเรียกบริกร “มึงทนมันได้ไม่เกินห้านาทีหรอก”

“พี่สงคราม” ผมเดินตามพี่เขาไป “ผมไม่รู้ว่าผมควรบอกพี่ดีมั้ย แต่ผมมีแฟนแล้ว”

“เรื่องของมึงดิ”

“พี่ช่วยพูดกับเพื่อนพี่ไม่ได้เหรอครับ”

“ให้กูไปเสือกอีก”

“นะครับ ผมยังจำได้อยู่เลยนะที่พี่เดินดุ่มๆ มายืมเงินผมสี่แสนอ่ะ” ผมใช้โอกาสนี้ขุดเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา “ถ้าไม่ใช่ผม...พี่ก็คงไม่ได้เงินก้อนนั้นง่ายๆ หรอกนะ”

“ไอ้นี่มันทวงบุญคุณเว้ยเฮ้ย ก็ได้ๆๆ กูจะพูดกับมันให้ก็ได้”

“ขอบคุณครับ”

“ว่าแต่...ใครวะแฟนมึง”

“...”

“ใช่เด็กที่อยู่กับมึงตอนที่กูกับอ้ายถ่ายชุดครุยป่ะ”

ทำไมเซนส์พี่เขาดีแบบนี้วะ “ครับ”

“นั่นไง กูว่าแล้วมึงต้องแพ้คนแบบนั้น”

“ใช่ ผมแพ้อย่างจริงจังเลย”

“เหี้ยสงคราม ทำไมมึงเสียงดังแบบนี้วะ” เสียงผู้หญิงดังลั่นร้านจนผมกับพี่สงครามต้องหยุดบทสนทนา ผมเห็นผู้หญิงสวยมากคนหนึ่งยืนอยู่ พยายามมองหาคนที่น่าจะมีบุคลิกห่ามๆ ตามเสียงที่ได้ยินแต่ทำไมถึงเจอแต่คนคนนี้วะ

หรือว่า...

“อิเจน มาได้ก็ดี มาแดกข้าวกัน”

“เขายังไม่มาเหรอวะมึง คนที่นัดกับกูอ่ะ” เธอทำผมอึ้งมากจริงๆ พี่เจนเป็นคนสวย แต่คำพูดและกริยาบางอย่างกลับสวนทางกับความสวยของเธอ

“ใช่ เขายังไม่มา” พี่สงครามส่งยิ้มให้ผม

“โห มาสายว่ะ ใช้ไม่ได้เลย” พี่เจนนั่งลงฝั่งตรงข้ามพี่สงครามจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองผม “น้องมีอะไรหรือเปล่าคะ”

นี่เธอไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอว่าผมคือคู่เดตของเธอน่ะ “ผมมาทักพี่สงครามเฉยๆ น่ะครับ”

“หน้าตาแบบนี้ไม่น่าอยู่หอมึงนะ” เธอดูเป็นตัวของตัวเองสูงมากจนผมรู้สึกปวดหัว เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สงครามถึงได้บอกว่าผมคงทนเธอได้ไม่ถึงห้านาที “ดูมีสกุลรุนชาติกว่ามึงตั้งเยอะเลยไอ้สงเอ๋ย”

คิดถึงน้ำเงินขึ้นมาทันทีทันใดเลยครับ...

“หอกูมันทำไมวะ”

“ป่าเถื่อน หน้าโหดๆ ดิบๆ แต่คนนี้คือหล่อ ผู้ดี สะอาดอ่ะ” พี่เจนเท้าคางมองผมด้วยรอยยิ้ม “ถ้าไม่รีบก็มานั่งเป็นเพื่อนพี่สิ พี่จ่ายไม่อั้นนะ พี่ชอบเด็ก”

อยากจะเป็นลม... “ผมคิดว่าผม...”

“นั่งเถอะ เจนมันชวนแล้ว” พี่สงครามดูชิลมากมายเหลือเกิน ผมตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พี่เจน เธอมองเหมือนผมเป็นสิ่งที่หาได้ยากในศักราชนี้

“ดูสิมึง ผิวดี๊ดีอ่ะ ตาแบบนี้กูไม่เคยเห็นด้วย”

“มึงก็วิจารณ์น้องมันตรงๆ เนอะ”

“กูวิจารณ์ในทางที่ดีไง กูเลยกล้า”

“...”

“น้องมีแฟนหรือยังคะ พี่เพิ่งโสดหมาดๆ ผัวพี่ทิ้งเมื่อสองอาทิตย์ก่อนค่ะ”

ในที่สุดผมก็เริ่มยิ้มออก “มีแฟนแล้วครับ”

“อดแดก”

“...”

“ทำไมโลกใบนี้ต้องมีแต่คนมีแฟนวะสงคราม”

“โลกใบนี้ก็มีคนโสดเหมือนกัน คนอย่างมึงนี่ไง”

“กูขอแช่งให้อ้ายทิ้งมึง”

“แช่งไม่ขึ้นหรอกเพราะอ้ายรักกูมาก เสียใจด้วยนะ”

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!”

“คือว่าเอ่อ...” ผมพยายามแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในวงสนทนา

“เจ้านั่นยังไม่มาอีกเหรอเนี่ย” พี่เจนมองดูนาฬิกาอย่างเร่งรีบ “เสียเวลาจริงๆ นี่ต้องไปหาคนอื่นต่ออีกนะ”

ผมมองหน้าพี่สงคราม พี่มันจ้องมองผมพร้อมกับทำสัญญาณบอกว่าอยากพูดตอนนี้ก็พูดเลย ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับพี่เจน

“ผมคือเจ้านั่นเองครับ”

“หา” เธอหันมาด้วยใบหน้างุนงง

“ผมคือทายาทภารกร”

ตัวของพี่เจนเหมือนหลอมเหลวและปวกเปียกกะทันหัน เธอมองผมด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

“จริงหรือเปล่า”

“จริงครับ”

“ตายแล้วสงคราม กูกลับลำเรือทันมั้ย”

“ไม่ทันแล้ว มึงเซลฟ์ขนาดนี้ เด็กมันกลัวมึงฉิบหายอ่ะเจน”

“โอเค” พี่เจนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ “เอาล่ะ...ช่วยบอกพี่ทีว่าคีนจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อคีนยังไงให้เราไม่เสียกันทั้งคู่”

“ผมจะบอกว่าเราไม่สปาร์กกัน”

“เยี่ยม”

“พี่เจนเป็นคนคุยสนุก แต่ผมเป็นคนน่าเบื่อ”

“น้องเป็นเด็กมีความคิด”

“ผมหล่อไม่พอสำหรับพี่เจน”

“ประโยคนี้ก็เลิศ”

“เอาตามนี้เลยนะครับ” ผมเริ่มรู้สึกยินดีที่คู่เดตคนแรกของผมคุยโคตรง่าย นี่ถ้าไม่มีพี่สงครามโผล่เข้ามาเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากมายเหมือนกัน

“พูดง่ายอ่ะ ดูจูงจมูกง่ายด้วย เสียดายจัง” พี่เจนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้จริงๆ

“บุญมึงไม่ถึงไงเจน” พี่สงครามกัดเจ็บจริงๆ

“ฟาย”

“ว่าแต่ผมได้ยินว่าพี่จะไปนัดเจอคนอื่นอีก”

“ใช่ ช่วงนี้เหมือนผู้ใหญ่ในจังหวัดนี้เขานัดกันจับคู่ให้ลูกให้หลานน่ะ พี่ก็เลยซวยไปด้วย”

“นี่ผมนึกว่าผมโดนคนเดียว”

“สงสัยผู้ใหญ่ว่างมั้ง” พี่เจนขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผม “พี่ขอดูรายชื่อของคีนหน่อยได้มั้ยว่ามีใครบ้าง”

“ยินดีเลยครับ” ผมกดโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด พี่เจนแย่งจากมือผมไปดู สีหน้าของเธอพะอืดพะอมเต็มทน

“นังนี่แรดมาก”

“...”

“นังนี่ปากร้าย”

“...”

“นังนี่น่าตบ”

“...”

“นังคนนี้นิสัยเหี้ยมาก” พี่เจนส่งโทรศัพท์กลับคืนผม “พี่คิดว่าในรายชื่อของคีนพี่ดูดีสุดแล้ว”

ผมกระพริบตาปริบๆ อดที่จะอึ้งหน่อยๆ ไม่ได้ นี่คือคนที่ดีที่สุดในรายชื่อของผมจริงๆ น่ะเหรอ โอเค พี่เขาสวยมาก แต่พี่เขาก็ปากไวและก็เสียงดังมากมายเหมือนกัน เธอเหมาะที่จะเป็นเพื่อนมากกว่าแฟนนะผมว่า

“พี่เจนช่วยผมได้มั้ยครับ” ผมลงทุนเกาะแขนอ้อนวอน “ถ้าพี่รู้จักหมดแบบนี้...ผมคิดว่าน่าจะคุยง่ายอ่ะ”

“สบายมากน้องรัก” เธอหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมากดโทรออกแล้วก็แนบหู “ฮัลโหลอิเพลิน ถ้ามึงไปตามนัดกับทายาทภารกรเดี๋ยวกูจะตามไปตบถึงบ้าน เออ เออ ทำไมล่ะ กูไม่ให้ไป มึงมีปัญหาหรือไง ไม่มีก็เงียบไปซะ แค่นี้แหละ” พี่เจนขยับใบหน้าเข้ามาดูจอโทรศัพท์ของผมอีกรอบ “เอาคนต่อไปมาซิ”

แม่งง่ายกว่าที่คิด ไม่คิดว่าพี่เจนเพื่อนพี่สงครามจะเป็นคนกว้างขวางขนาดนี้ เธอกดโทรหาคนที่อยู่ในรายชื่อของผมและก็ด่าเรียงคนจนผมอดทึ่งในความสามารถของเธอไม่ได้

“มื้อนี้ผมเลี้ยงเองนะครับ”

“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว สงครามมันขี้ตืด”

“กูได้ยินนะเว้ยเจน”








TBC*







ออฟไลน์ Chiffon_cake

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1544/-12




ตอนที่ 17
น้ำเงิน




“แล้วเพื่อนพี่สงครามก็แคนเซิลนัดกูไปหมดเลยเว้ย”

“เชี่ย กูอยากเจอผู้หญิงคนนี้”

“น่ากลัวอยู่หน่อยๆ นะ แต่สวยว่ะ”

ผมกำลังมองดูพี่คีนสบายใจกับการที่ถูกแคนเซิลนัดไปดูตัวผู้หญิงจนหมด แม้จะแอบเคืองนิดๆ ที่พี่เขาไม่ยอมบอกผม แต่เมื่อผมเห็นสีหน้าโล่งใจของพี่คีนผมก็หายเคืองไป เขาดูดีใจที่ไม่ต้องไปดูตัวกับใครอีก นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงออกมากพอแล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นเลย

คนที่หลั่นล้าอยู่กับเพื่อนส่งยิ้มมาให้ผมที่อ่านหนังสืออยู่ในมุมชั้นใต้ดิน บอกได้เลยว่าเด็กหอสี่อ่านหนังสือสอบกันน้อยมากแทบจะเรียกว่านับคนได้ และส่วนใหญ่ที่อ่านก็อ่านเพียงเพราะเรียนให้มันจบๆ ไปหรือไม่ก็เรียนพอผ่าน ทุกคนมีงานรองรับหลังเรียนจบกันหมดเพราะส่วนใหญ่พ่อกับแม่จะมีกิจการไว้ให้ก่อนแล้ว

คนบางคนก็ต้นทุนดีจริงๆ ส่วนบางคนนั้นไม่มีแม้แต่ต้นทุน ผมมีเงินของปู่ก็จริงแต่ผมคิดว่าผมควรสร้างเงินที่เป็นของตัวเอง ตอนนี้ผมสร้างไม่ได้เพราะต้องเรียน หนำซ้ำยังทำงานพาร์ตไทม์ไม่ได้อีกเพราะคุณชายคีนเขาไม่ยอม ผมเคยถามเขานะครับว่าให้ผมไปทำงานพาร์ตไทม์ได้มั้ย รู้มั้ยครับว่าเขาตอบผมว่าไง

เขาตอบผมว่า...แค่นอนกับเขาก็ได้คืนละหลายหมื่นแล้ว

จำได้ว่าตอนนั้นผมโมโหจนถีบพี่คีนไปหนึ่งที เจ้าตัวก็รู้ว่าตัวเองพูดจาผิดหูจึงขอโทษขอโพยผมเป็นการใหญ่ ถ้าไม่นับเรื่องนี้...เราก็ไม่มีเรื่องอะไรผิดใจกันอีกครับ

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่โล่งใจเท่าไหร่นัก

ผมกำลังพูดถึงเรื่องพ่อของพี่คีน

ถ้าไม่นับเรื่องเรียน เรื่องนี้คือความกังวลใจมากที่สุดของผมในตอนนี้ ผมไม่สามารถคบกับพี่คีนได้อย่างสบายใจได้ถ้าพ่อพี่เขาไม่ไฟเขียว แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้คบ แต่การที่ส่งพี่คีนไปดูตัวกับคนนั้นคนนี้มันก็แสดงออกชัดแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ชอบใจผม

อีกไม่กี่วันผมก็จะสอบมิดเทอมแล้ว เรื่องนี้มันทำให้ผมตะขิดตะขวงใจจนไม่สามารถทำให้หัวผมโล่งได้

ในเมื่อมันไม่ราบรื่น ก็ไปทำให้มันราบรื่นซะ

ผมมองพี่คีนที่กำลังหัวเราะสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อน ก่อนที่จะกดโทรศัพท์ไปหาไอ้ใกล้ ตอนนี้มันคงสะดวกที่จะไปไหนมาไหนกับผมแล้ว เพราะพี่ไกลของมันกลับอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

[ไงน้ำเงิน]

“ว่างมั้ย พาไปห้างหน่อย”

[พี่คีนไม่ว่างเหรอ]

“เรื่องนี้บอกพี่คีนไม่ได้”

[มึงมีชู้เหรอ]

“ชู้พ่องดิ”

[กูจะไม่โดนอะไรใช่มั้ยถ้ากูไปกับมึงสองคนเนี่ย]

“มึงจะโดนอะไรไอ้เหี้ย”

[ไม่รู้ พี่คีนดูหวงมึงจัง]

“มึงเพื่อนกูนะเว้ย”

[...]

“ตกลงจะพากูไปมั้ย

[เดี๋ยวโทรบอกพี่ดลก่อน]

เยส ในที่สุดไอ้ใกล้มันก็จะพาผมไปจนได้ ทีนี้ก็เหลือแต่ด่านพี่คีนที่ผมต้องผ่านไปให้ได้ ผมเดินไปหาพี่เขาท่ามกลางแก๊งเพื่อนของเขานั่นแหละ

“เดี๋ยวจะออกไปทำธุระกับใกล้นะ”

พี่คีนลุกขึ้นมาจับมือผมพร้อมกับเอียงคอถาม “ไปไหน”

เดี๋ยวๆ นี่มันจะแสดงออกมากเกินไปมั้ย “ธุระกับใกล้ไง เรื่องของไอ้ใกล้มัน”

“ไปไกลเปล่า ให้พี่ไปส่งมั้ย”

“ไม่เป็นไรครับ พี่คีนอยู่กับเพื่อนเลย”

“ไม่มีความลับอะไรกับพี่แน่นะ”

ผมพ่นลม “จะมีได้ยังไง”

“โอเค” เขาลูบหัวผมก่อนจะปล่อยไปแต่โดยดี ท่าทางวันนี้พี่คีนคงจะดีดหนักยาวไปจนถึงตอนกลางคืนนู่น วันนี้เป็นวันศุกร์ หอสี่เรามีปาร์ตี้ยาวไปอยู่แล้วครับขึ้นอยู่กับว่าจะจัดที่ไหนนั่นแหละ

เดี๋ยว เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกว่าหอสี่ ‘เรา’ เหรอ

เฮ้อ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าผมคงเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ไปแล้วจริงๆ ถ้าตัดเรื่องคนในหอชอบแกล้งคนอื่นกับการพนันขันต่อที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้าย ผมโชคดีด้วยแหละที่ได้แบ็คดี ทั้งพี่คีนและพี่อยุธ ช่วงนี้สองคนนี้สนิทกันจนผมอยากจะพูดคำว่าแหมยาวไปถึงดาวอังคาร

อยากตัดภาพไปตอนที่ตีกันจังเลย...

ไอ้ใกล้มารับผมอย่างตรงเวลา มันถามผมทันทีว่าจะไปห้างทำไมโดยที่ไม่มีเจ้าของห้างไปด้วย การเดินห้างมันจะสะดวกขึ้นเยอะถ้าผมพกพี่คีนไปด้วย แต่พอเล่าให้มันฟัง มันก็เข้าใจในทันทีว่าผมไปห้างเพื่ออะไร

วันนี้ผมขอบุกถิ่นตัวพ่อของภารกรครับ







“ไม่ทราบว่ามาหาใครเหรอคะ”

“คนนั้นครับ” ผมชี้มือไปที่รูปของพ่อพี่คีนอันสุดแสนจะใหญ่เบิ้มที่แปะอยู่ตรงฝาผนัง

“อะไรนะคะ ท่านประธานน่ะเหรอคะ”

“ครับ”

พนักงานต้อนรับหน้าห้างภารกรส่วนออฟฟิศมองผมอย่างไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ หรือวันนี้ผมแต่งตัวไม่ภูมิฐานพอ

“หากอยากเจอท่านประธานจะต้องทำการนัดก่อนน่ะค่ะ”

ผมสังเกตเห็นเธอสะดุ้งโหยง เมื่อมองตามสายตาของเธอผมจึงเห็นว่าท่านคิมหันต์ พ่อของพี่คีนเพิ่งเดินเข้ามาในออฟฟิศท่ามกลางลูกน้องมากมายอย่างกับมาเฟีย

ผมกลืนน้ำลายดังเอื้อกก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด ไอ้ใกล้ที่อยู่ไม่ห่างก็ไหว้ตามผมเหมือนกัน

“เพื่อนคีนหรือเปล่า” ท่านถามผมอย่างนี้

“เอ่อ...ครับ”

“มาหาพ่องั้นเหรอ”

เรียกแทนตัวเองได้น่าฟังดีแฮะ “ครับ”

“ให้น้อยหน่าพาไปรอที่ห้องพักรับรองก็แล้วกัน เดี๋ยวพ่อประชุมเสร็จพ่อจะไปคุยด้วย”

ผมพยักหน้ารับ มองตามขบวนของพ่อพี่คีนที่ยาวเหยียดไปจนสุดสายตา เมื่อหันกลับมาอีกทีเห็นพี่ประชาสัมพันธ์ที่ชื่อน้อยหน่าผายมือให้ผมไปรอในห้องรับรองแล้ว

“น้ำเงิน มึงแน่ใจนะ” ใกล้ถามผมอย่างเป็นกังวล “เขาเบอร์ใหญ่มากเลยว่ะ มึงคิดจะทำอะไรมึงรู้ตัวใช่มั้ย”

“กูว่าเพราะเขารู้เหมือนกัน เขาถึงปล่อยให้กูมารอเนี่ย”

“ทำไมมึงไม่เล่าเรื่องนี้ให้พี่คีนฟัง”

“กูอยากผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยตัวกูเอง”

เราสองคนกระซิบกระซาบกันจนพี่น้อยหน่าออกจากห้องไป ในห้องรับรองคงไม่ต้องบรรยายถึงความหรูหราฟู่ฟ่าเพราะที่นี่คือห้องรับรองสำหรับคนที่เข้ามาติดต่อธุรกิจ แม้ว่าผมกับใกล้จะไม่ได้มาติดต่อธุรกิจแต่การต้อนรับของพี่น้อยหน่าก็ใช่ว่าจะไม่ดี เธอถามผมด้วยว่าต้องการน้ำดื่มอะไรและถ้าหมดก็เรียกเธอได้ตลอด

“ขอบใจนะที่มาเป็นเพื่อนกูอ่ะ”

“จริงๆ กูมาเป็นเพื่อนมึงได้ตลอดนั่นแหละ ที่กูไม่มาเพราะกูกลัวตีนพี่คีนเฉยๆ”

“ไอ้สัด พี่เขาใจดี”

“กูรู้ว่าเขาเป็นคนขี้หึง”

“ทำไมรู้”

“กูเดาเอา”

สิบนาทีผ่านไป ครึ่งชั่วโมงผ่านไป และหนึ่งชั่วโมงผ่านไป

จากที่นั่งอยู่ในห้องกันดีๆ ตอนนี้ผมกับไอ้ใกล้อยู่ในท่าที่ว่าอีกนิดก็จะนอนหลับแล้วครับ

“นักธุรกิจใหญ่ก็งี้” ไอ้ใกล้ปลอบใจผม “รอต่อไปก็แล้วกันนะเพื่อน”

ระหว่างนั้นพี่คีนก็ส่งข้อความมาหาผมเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เขาก็คุยในเรื่องทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความสงสัยว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในถิ่นของพ่อเขา

สองชั่วโมงผ่านไป สองชั่วโมงครึ่งผ่านไป และสามชั่วโมงผ่านไป

ท้องไอ้ใกล้ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ผมบอกให้มันไปหาอะไรกินได้เลยโดยไม่ต้องรอกลับพร้อมผม ตอนแรกมันก็อิดออด แต่สุดท้ายมันก็สารภาพว่ายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า มันขอตัวไปหาอะไรกินก่อน และก็ไม่ลืมที่จะบอกผมว่าอย่ายอมแพ้

ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ผมยังไม่มีคำว่ายอมแพ้อยู่ในหัวเลย

ตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้วล่ะว่าพ่อพี่คีนแกล้งผม แต่ผมก็ไม่อยากแสดงมุมอ่อนแอให้ท่านได้เห็น การทดสอบความอดทนนี้หมูมากสำหรับผม จะให้รออีกสองชั่วโมงผมก็ทนไหว

รอจนห้างปิดเลยก็ได้

ในที่สุดพี่น้อยหน่าก็เข้ามาเรียกผม เธอบอกว่าท่านคิมหันต์ต้องการพบผมในห้องทำงานส่วนตัว ผมจึงเดินตามหลังเธอไปพร้อมๆ กับสูดลมหายใจลึกๆ เข้าไปด้วย

เมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ผมก็ตกใจใหญ่เมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่กับพ่อพี่คีนเป็นใคร








คีน





“พ่อทำเกินไป”

“ก็บอกแล้วไงว่าพ่อติดงาน”

“ตอนนี้พ่อติดงานพ่อก็คุยกับผมได้”

“เรื่องที่เด็กคนนั้นจะมาพูดกับพ่อคงเป็นเรื่องที่พ่อต้องใช้สมาธิไตร่ตรอง พ่อขอเคลียร์งานตรงนี้ก่อน”

“...”

“แล้วนี่แกจะนั่งอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ”

“ผมจะรอไปพร้อมๆ กับน้องนั่นแหละ”

“เฮ้ย มันกวนสมาธิพ่อ”

“ไม่รู้ล่ะ ผมจะนั่งอยู่ตรงนี้”

ผมยอมรับว่าผมนับถือใจของน้ำเงินมากที่น้องกล้ามาถึงที่นี่โดยไม่บอกผม ตอนที่พ่อโทรมาบอกผมนี่แทบร้องออกมา ทั้งประหลาดใจและก็ดีใจผสมปนเปกัน การที่น้ำเงินทำแบบนี้มันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าน้ำเงินจริงจังกับผมมาก เขากล้าที่จะมาหาพ่อผม ผู้ที่คนทั้งจังหวัดเกรงใจฉิบหาย

ยิ่งคิดก็ยิ่งทึ่งในตัวแฟนของผม

พ่อผมไม่มีสมาธิหรอก แต่ท่านแกล้งทำเป็นเมินเพราะรู้ว่าผมกับน้ำเงินนั้นคบกันไปถึงขั้นไหนต่อไหนกันแล้ว ผมรู้ว่าท่านไม่เห็นด้วย และท่านก็คงจะทำตัวดื้อแพ่งในแบบของท่าน ให้ผมรู้สึกผิดแล้วล้มเลิกไปเอง แต่ขอโทษทีเถอะ น้ำเงินมาอยู่กับผมได้เดือนกว่าๆ นี่แทบจะเรียกได้ว่าน้องใช้เวลาอยู่กับผมมากกว่าพ่อซะอีก

เอ่อ...ผมประชดน่ะ

ผมต้องการคนที่จะอยู่เคียงข้างผม ไม่ใช่คนสวย คนรวย หรือคนทำงานเก่ง สิ่งเหล่านั้นมันคือสิ่งที่ตัวผมมีอยู่แล้ว ผมทั้งมีเงินและผมก็ขยันทำงานชนิดที่ว่าหนักมากกว่าคนในรุ่นเดียวกันหลายๆ เท่า สิ่งที่ผมขาดก็เห็นแต่จะเป็นคนที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างและก็กำลังใจนี่แหละ

สิ่งเหล่านั้นมีแค่น้ำเงินที่ให้ผมได้คนเดียว

“น้องมาหาพ่อคนเดียวนะครับ ทั้งๆ ที่คนทั้งจังหวัดเกรงใจพ่ออ่ะ”

“แล้วยังไง”

“แสดงว่าน้องมันรักลูกชายข