┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]  (อ่าน 90389 ครั้ง)

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-1
┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]
« เมื่อ11-09-2017 18:23:06 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

--------------------------------------------------


►3KINGS ตอน จักรพรรดิ◄

ความรักสามรูปแบบของพี่น้องสามคิง จักรพรรดิ ฮ่องเต้ ประมุข
ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีนะคะ ฮาาา

"ได้แต่ขอดูแลรักเธอแค่เพียงไกลๆ และยังเก็บอยู่ในใจตลอดมา"



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-10-2018 15:41:25 โดย CHESS. »

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #1 เมื่อ11-09-2017 18:24:12 »

-0-



นี่คือเพลงรัก...ที่เขียนอยู่แสนนาน
อยู่ในใจฉัน...ใจความสำคัญยังขาดหาย
ทุกสิ่งที่คิด...เริ่มพังทลาย
กระจัดกระจาย...ควบคุมเท่าไรก็ไม่ทัน
ตั้งแต่พบเจอความเป็นจริง...ว่าเธอไม่เคยต้องการ
แม้ฉันเติมมันด้วยคำๆ ไหน
ยังไม่รู้จริงๆ ต้องทำอย่างไร
เมื่อได้รู้...ปลายทางไม่มีเส้นชัย
ได้แต่ขอ...ดูแล รักเธอ แค่เพียงไกลๆ
และยังเก็บอยู่ในใจตลอดมา...


[เพลงรัก - ซิน Singular]



หากพูดร้านดอกไม้ที่มีชื่อเสียง ร้านของ ‘คุณภีม’ คงไม่พ้นถูกพูดถึง แม้จะเพิ่งย้ายมาไม่กี่เดือน ดูภายนอกเหมือนจะเป็นเพียงร้านดอกไม้ธรรมดา หรืออาจต้องบอกว่ามีดอกไม้น้อยกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ แต่ร้านดอกไม้ร้านนี้ก็ยังมีคนรู้จักมากหน้าหลายตา ด้วยราคาที่ไม่แพง ดอกไม้ที่สดใหม่อยู่เสมอ กิริยามารยาทของพนักงาน และที่สำคัญที่สุดก็คือเจ้าของร้านหนุ่มหน้าตาดีที่ทำให้ใครต่อใครหลงใหลมานักต่อนัก

“คุณภีม ดอกไม้ที่อ้อสั่งได้หรือยังคะ” หญิงสาวพนักงานออฟฟิศหน้าตาสะสวยคนหนึ่งยื่นหน้าเข้าไปถามคนที่กำลังจัดวางดอกกุหลาบอยู่ด้านในร้านด้วยน้ำเสียงสดใส

“คุณอ้อ…” เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นจากถังกุหลาบก่อนจะยกยิ้มให้ลูกค้าคนแรกของวัน ภีมภัทรจัดวางกุหลาบดอกสุดท้ายลงในถัง เสร็จแล้วจึงหันไปหยิบช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตาที่จัดเรียงไว้แล้วออกมา “ผมจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ ถ้าคุณอ้อไม่ชอบตรงไหนบอกผมได้เลยนะ”

“คุณภีมเคยจัดไม่ถูกใจอ้อที่ไหนล่ะคะ...งั้นอ้อขอตัวก่อนนะ ใกล้เข้างานแล้ว เอาไว้จะมาอุดหนุนใหม่นะคะ” ลูกค้าสาวรับดอกไม้ช่อโตมาจากมือเจ้าของร้าน เธอยิ้มกว้างเมื่อเห็นภีมภัทรพยักหน้ารับ เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็รีบหมุนกายไปทำงาน เพราะเกรงว่าถ้าอยู่นานกว่านี้จะโดนเจ้านายต่อว่า และกลัวจะเป็นการทำผิดต่อสามีที่ตัวเองเอาแต่มองผู้ชายอื่น

ภีมภัทรเป็นชายหนุ่มเสน่ห์แรงที่ดูโดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกันพอสมควร ด้วยอายุยี่สิบกลางๆ เมื่อบวกเข้ากับหน้าตาคมคายตามสมัยและท่าทางสุภาพมีมารยาททำให้เขากลายเป็นที่รักของใครหลายๆ คนในละแวกนี้ได้ไม่ยาก เห็นได้จากบรรดาหญิงสาวทั้งวัยมหา’ลัยและวัยทำงานที่เที่ยวมาขายขนมจีบให้แทบทุกวัน แต่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ยังไม่มีใครได้หัวใจเขาไปเสียที จนเกิดข่าวลือว่าเจ้าของร้านมาดคุณชายอาจเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันโด่งดังไปทั่ว ถึงอย่างนั้นภีมภัทรก็ไม่เคยปฏิเสธ เขาทำเพียงแค่ส่ายหน้าให้กับถ้อยคำเหล่านั้น

“คุณภีม...โทรศัพท์ครับ” เด็กหนุ่มวัยรุ่นท่าทางกระฉับกระเฉงรีบวิ่งมาหาเจ้านายตัวเองก่อนจะยื่นโทรศัพท์ส่งให้ หลังจากนั้นก็เข้าไปรับช่วงต่อเอาดอกไม้ใส่กระถางอย่างรู้งาน เรียกสายตาพึงพอใจจากคนมองได้ไม่น้อย

เจ้าของร่างสูงโปร่งเหลือบมองจอเพื่อดูชื่อคนโทรเข้าเพียงครู่เดียว ก่อนเขาจะเดินเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์บริเวณหลังร้าน เพราะรู้ดีว่าวิบูลย์ พ่อของตนเองเป็นคนแบบไหน ลองถ้าได้รู้ว่าเขาออกมาทำงานหน้าร้านด้วยตัวเอง ไม่ได้คุมอยู่เบื้องหลังแบบที่คิด ฝั่งนั้นคงหาเรื่องบ่นเป็นชุดแน่

[ภีม]

“ครับพ่อ”

[เรื่องที่พ่อขอไปว่ายังไง]

ภีมภัทรถอนหายใจยาวเมื่อเข้าใจว่าบิดาของตนต้องการอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิบูลย์พูดซ้ำๆ อยู่หลายครั้งตั้งแต่เขาได้กลับบ้านครั้งล่าสุด ซึ่งก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาตอบรับคำขอ แต่น่าแปลกที่คนไม่ชอบเซ้าซี้อย่างวิบูลย์ไม่ยอมแพ้เสียที

“พ่อก็รู้ไม่ใช่เหรอครับว่าภีมต้องทำงานที่ร้าน จะให้ไปขลุกอยู่ในไร่ได้ยังไงกัน”

[แค่ร้านดอกไม้ไม่ได้ใหญ่โต เราก็จ้างคนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าจะทำเองทุกอย่างจะจ้างทำไมกัน] ปลายสายส่งเสียงแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย ซึ่งคนฟังเองก็รู้ดีว่าเพราะอะไรพ่อของตนถึงได้เป็นแบบนั้น

“แต่…”

[ลดลงหน่อยเถอะ นิสัยไม่ไว้ใจใครน่ะ ลูกจ้างก็ทำงานกับเรามานาน จะต้องคอยกำกับทุกอย่างเลยหรือไง]

หากสามารถเถียงได้ภีมภัทรคงไม่นิ่งให้บิดาตำหนิ แต่เพราะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินคือความจริงทุกอย่าง เขาจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบเพื่อรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น…

“แต่พ่อจะให้ภีมไปดูแลใครที่ไหนก็ไม่รู้…”

[ใครว่าไม่รู้จักล่ะ เมื่อก่อนยังเดินตามเขาต้อยๆ อยู่เลยไม่ใช่หรือไง]

“พ่อหมายถึงใครครับ”

[สามพี่น้องนั่นไง ที่ชื่อประมุข ฮ่องเต้ จักรพรรดิ ตอนเด็กๆ เรายังเคยพามาแนะนำให้พ่อรู้จักอยู่เลย แถมยังบอกว่าชื่อพวกนั้นเท่กว่าของตัวเองอีก]

คราวนี้ใบหน้าที่ราบเรียบมาตลอดพลันแปรเปลี่ยนเป็นตกใจสุดขีด แม้แต่หัวใจที่เคยเต้นอย่างสงบก็กระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก...เพียงเพราะได้ยินชื่อของใครคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ยินมานาน

“พ่อเคยบอกภีมว่าเขาเดินไม่ได้...ใครครับที่เดินไม่ได้”

[อืม...รู้สึกจะเป็นพี่คนโตที่ชื่อจักรพรรดิ]

“...”

[ภีม?]

“เข้าใจแล้วครับ…” เจ้าของเสียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลงแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างซึ่งกำลังปะทุ

อารมณ์บางอย่าง...ซึ่งเขาเคยคิดว่าหลงลืมไปนานแล้ว

[ลูกหมายถึง…]

“ภีมจะดูแลเขาเอง”

แม้จะวางสายที่คุยกับวิบูลย์ไปแล้ว หากคนที่ยังตกอยู่ในภวังค์ก็ยังไม่มีทีท่าจะขยับไปไหน มือเรียวยกขึ้นทาบทับบริเวณแผ่นอกตรงตำแหน่งที่มีก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นของตนเองเต้นอยู่ ก่อนเจ้าของมือจะค่อยๆ ขยำเสื้อบริเวณนั้นแน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามการสั่นไหวของความรู้สึกในยามนี้

“พี่จักร…”

หากใครสักคนได้ยิน...คงไม่พ้นคิดว่าผู้พูดกำลังเศร้าเสียใจอย่างหนัก เพราะน้ำเสียงนั้นไม่เพียงแค่เจ็บปวด...แต่มันกลับรวดร้าวราวกับจะขาดใจ ต่อให้บอกว่าฟังแล้วเจ็บตามก็คงไม่เกินจริงนัก

ก๊อก ก๊อก

เจ้าของห้องหันขวับไปมองประตูด้วยความตกใจก่อนจะรีบเก็บท่าทีและสีหน้าทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่คนจากด้านนอกเปิดประตูเข้ามาด้านในพอดี

“คุณภีมครับ...”

“ว่าไง ปกรณ์” ภีมภัทรเอนกายพิงเก้าอี้ส่วนตัว ใบหน้าราบเรียบไร้รอยยิ้มการค้าเฉกเช่นเวลาเจอลูกค้าทำให้คนมองรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพียงแค่มองปกรณ์ก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเจ้านายตนเองไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะพูดคุยกับใครนัก

“คือ...ปอนด์บอกผมว่าคุณภีมจะเข้าสวน”

“ใช่ ผมจะเข้าไปดูกุหลาบหน่อย” คนพูดขยับกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะคว้าข้าวของใส่กระเป๋า

“อ๋อ กุหลาบสีน้ำเงิน...คุณภีมดูรักกุหลาบต้นนั้นมากเลยนะครับ” ปกรณ์สูดเข้าใจเข้าจนสุดเมื่อเห็นเจ้านายหยุดชะงักทุกอย่างกะทันหัน ทั้งยังหันมามองเขาด้วยใบหน้าที่ดูมืดมนกว่าปกติ

“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”

คราวนี้ผู้เป็นลูกจ้างถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเจ้านายของตนกลับไปทำหน้าตาราบเรียบเช่นเดิม เขาครุ่นคิดเรียบเรียงคำพูดอยู่ในใจชั่วครู่เพราะไม่อยากโดนดุ แม้ปกติภีมภัทรจะไม่ใช่คนน่ากลัวอะไร แต่ก็ไม่ใช่คนที่เรียกได้ว่าใจดีนัก รอยยิ้มบนใบหน้าจะเกิดขึ้นก็ตอนที่ได้พบเจอกับลูกค้าเท่านั้น ซึ่งเขาที่ทำงานด้วยมานานย่อมรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงรอยยิ้มการค้าที่ไร้ซึ่งความจริงใจใดๆ

“ครั้งนั้นผมตามคุณภีมเข้าไร่...แล้วบังเอิญไปเห็นตอนที่คุณภีมดูแลมันเข้าน่ะครับ” แม้ไม่อยากบอกให้รู้เพราะลูกจ้างไม่ควรยุ่งเรื่องของเจ้านาย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ร้านยังอยู่ที่กรุงเทพ ปกรณ์จึงรู้ดีว่าภีมภัทรเป็นคนแบบไหน เขาไม่มีทางโกหกได้แน่ๆ ทางเลือกเดียวที่มีคือการบอกความจริงเท่านั้น “ผมเห็นว่าตอนนั้นคุณภีมดู...อ่อนโยนกว่าปกติ”

ภีมภัทรในยามปกติเมื่ออยู่กับลูกค้าก็จะเป็นแบบหนึ่ง พออยู่กับลูกจ้างก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ปกรณ์มีโอกาสได้เห็นอีกฝ่ายแสดงออกแบบนั้น ซึ่งมันเป็นการแสดงออกที่ดูอ่อนโยนแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทว่าเมื่อพูดไปแล้วก็ต้องยืนเครียดเหมือนเดิม เมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ ตอบกลับมา อีกทั้งเจ้านายยังยกกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วเดินผ่านเขาไปเลยอีกต่างหาก

“ผมจะให้คุณเลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้จัดการร้านชั่วคราว ช่วยจัดการดูแลทุกอย่างด้วย ผมจะไม่กลับมาที่นี่พักใหญ่” ผู้พูดกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้วี่แววของการล้อเล่น แต่ปกรณ์เหวอสนิทด้วยไม่คาดคิดว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งกะทันหัน

“คะ...คุณภีม”

“ส่วนคำถามที่คุณถาม” ภีมภัทรเปิดประตูออกไปด้านนอก ก่อนเขาจะหยุดเท้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เหตุผลที่ผมใส่ใจมันมากขนาดนั้น...”

“...”

“คงเพราะมันเหมือนผมมากล่ะมั้ง”



.

.



‘จักรพรรดิคือราชา...ลูกต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดเท่านั้น’



ฝ่ามือหนากำแน่นจนสุดแรง ดวงตาคมกริบคู่สวยทอประกายดุดันน่าหวาดหวั่น หากเป็นเมื่อก่อน ‘จักรพรรดิ’ คงลุกขึ้นบันดาลโทสะใส่ข้าวของตามแรงอารมณ์ ทว่ายามนี้เมื่อก้มลงมองขาสองข้างที่ไร้ซึ่งความรู้สึกของตน คนเจ้าอารมณ์ก็ทำได้เพียงเขวี้ยงแก้วน้ำในมือไปจนสุดแรง

เพล้ง!

เสียงแก้วที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ คงทำให้คนนอกห้องตกใจไม่มากก็น้อย เสียงตึงตังจึงดังขึ้นติดๆ กัน ก่อนใครบางคนจะผลักประตูเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต

“พี่จักร!” เจ้าของเสียงรีบสาวเท้าเข้าใกล้คนที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันฉายแววตกใจจนปิดไม่มิด หากเมื่อสำรวจร่างกายของพี่ชายตนเองจนแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“เต้…” คนที่เพิ่งตามมาถึงแตะไหล่ ‘ฮ่องเต้’ เบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็นทั้งที่ตัวเองก็ตกใจไม่แพ้กัน

“ไม่เป็นไรมุข”

‘ประมุข’ พยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเพียงมองไปยังร่างกายซูบผอมของพี่ชายคนโตที่ยังนั่งนิ่ง จากนั้นก็ดึงแขนพี่ชายคนรองให้เดินตามออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว

สองพี่น้องที่มีหน้าตาคล้ายกันจนเหมือนฝาแฝดพากันเดินออกไปด้านนอกด้วยรู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะพูดถึงคือเรื่องที่ไม่ควรพูดให้คนในห้องได้ยิน และเมื่อออกมาห่างพอสมควรแล้ว ประมุขก็หันกลับไปมองหน้าพี่ชายตัวเองด้วยท่าทางเคร่งเครียดจริงจัง

“เรื่องนั้นเป็นยังไงเต้”

“ไม่มีปัญหา ทางนั้นบอกว่าถ้าพร้อมก็ไปได้เลย” ฮ่องเต้ตบบ่าน้องชายเบาๆ เมื่อเห็นเจ้าตัวถอนหายใจคล้ายโล่งอก ตัวเขาเองก็รู้สึกดีใจไม่แพ้กัน ตอนที่พ่อโทรมาบอกว่าคุณอาวิบูลย์ยินดีช่วยเต็มที่ เขาเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้วด้วยซ้ำ

 จักรพรรดิ ฮ่องเต้ และประมุขเคยเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก พวกเขาทำกิจกรรมด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันจนเหมือนเป็นแฝดสาม แต่แล้วเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำเกิดขึ้น...จักรพรรดิก็ถูกแยกออกไป จากที่เคยมีสามเหลือเพียงแค่สอง จากที่เคยสนิทกลับกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า แม้ฮ่องเต้กับประมุขจะรู้ว่าตัวเองยังเคารพรักพี่ชายอยู่เช่นเดิม แต่ระยะห่างและเวลาที่มากขึ้นก็ทำให้ทั้งคู่หลงลืมเรื่องราวในตอนเด็กๆ ไปอย่างช้าๆ...จนกระทั่งพวกเขาได้จักรพรรดิกลับคืนมาอีกครั้ง

พี่ชายที่เคยใจดีและยิ้มแย้มอยู่เสมอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จักรพรรดิกลายเป็นคนน่ากลัวและโมโหร้าย ทั้งหมดเป็นเพราะเขาเคยได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ไม่เคยมีใครไปถึง...แต่หลังจากนั้นก็ถูกฉุดกระชากกลับลงมาสู่จุดต่ำสุด อุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก ผู้ชายที่เคยยิ่งใหญ่กว่าใครถูกไล่ต้อนให้กลับมาเป็นสามัญชน แม้แต่มารดาที่เป็นคนดึงตัวไปใช้ประโยชน์ก็เฉดหัวทิ้งอย่างไม่ไยดี

นับแต่นั้นมาฮ่องเต้และประมุขก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้จักรพรรดิกลับมาเป็นพี่ชายที่แสนดีของพวกเขาอีกครั้ง…

 “แล้วมึงคุยกับพี่หรือยัง” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามน้องชายด้วยใบหน้าแสดงความคาดหวังไม่น้อย และเมื่อเห็นประมุขพยักหน้า เขาก็ต้องยิ้มออกมาอยากอดไม่ได้ “พี่ตกลงเหรอ”

“ใช่...ตอนนั้นพี่จักรกำลังนั่งมองดอกไม้หน้าบ้าน พอเห็นท่าทางดูผ่อนคลายกูเลยรีบเข้าไปคุย” ประมุขยิ้มกว้าง เขาจำได้ดีว่าพี่ชายตนเองพยักหน้าตกลงโดยไม่คิดเลยสักนิด แม้จะรู้ดีว่าจักรพรรดิไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะลองดูอีกสักครั้ง

จักรพรรดิเคยตั้งใจรักษาตัวเองมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทำได้เพียงเดือนเดียวก็เลิกไปเพราะไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น แม้แต่น้องชายทั้งคู่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ เพราะพูดไปก็มีแต่จะทำให้พี่ชายตัวเองโมโหมากขึ้นเท่านั้น ต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจักรพรรดิจะเลิกทำลายข้าวของ แต่นั่นก็แลกมากับการที่เขากลายเป็นคนที่ดูหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต...กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยไร้จุดหมาย

“กูไม่เห็นพี่จักรกลับไปเป็นแบบนั้นมานานแล้ว” ฮ่องเต้กลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าน่ากลัวของพี่ชายที่ได้เห็นเมื่อครู่

“มึงก็รู้ว่าพี่จักรจะเป็นแบบนี้แค่เฉพาะ…”

ยามนึกถึงอดีต…

สองพี่น้องสบตากันนิ่งงันด้วยรู้ว่าไม่ควรพูดออกมา แม้จักรพรรดิจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แต่พวกเขาก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกันนักเมื่อต้องนึกถึงสิ่งที่พี่ชายตัวเองเคยเจอ ถึงไม่รู้แน่ชัดทั้งหมด...แต่แค่รับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้จักรพรรดิเปลี่ยนไป เหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่เกลียดชังสิ่งที่ทำให้พี่ชายของพวกเขาเป็นเช่นนี้แล้ว

“อย่าพูดเรื่องเก่าๆ เลย...กูขอแค่พี่จักรยอมทำกายภาพบำบัดต่อก็พอแล้ว” ฮ่องเต้ตบไหล่น้องชายเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มบางเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่าง “ถ้าได้อยู่กับดอกไม้ที่เคยชอบ...พี่จักรต้องดีขึ้นแน่ๆ”

“กูก็หวังแบบนั้น”

ทุกคน...หวังแบบนั้น



---------------------




TALK: สวัสดีค่ะ ได้เวลาเปิดเรื่องใหม่แล้ว ฝากพี่น้องสามคิงไว้ด้วยนะคะ ตอนแรกแพลนจะเป็นเรื่องสั้น แต่คู่หลักๆ ก็คือพี่จักรกับคุณภีมไม่รู้จะสั้นได้หรือเปล่า เลยตัดสินใจเขียนคู่นี้ก่อนเลย ฝากติดตามด้วยนะคะ หวังว่าจะชอบ...


ออฟไลน์ maekkun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #2 เมื่อ11-09-2017 18:39:23 »

รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ Rumraisin

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 681
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #3 เมื่อ11-09-2017 18:43:28 »

ถึงคิวสามพี่น้องแล้ว รอตอนต่อไป ขอบคุณมากค่ะ   :L2:

ออฟไลน์ Natsuki-ChaN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 246
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #4 เมื่อ11-09-2017 19:36:38 »

ตามมาจากเรื่องนุ้นคะ แฮ่
จะดราม่าไหมเนี่ยดูเหมือนแอบดราม่าเลย

\\เอาจริงน้องเก้าก้แอบดราม่าแต่นิสัยน้องมันไม่ดราม่า  :hao7:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #5 เมื่อ11-09-2017 21:24:04 »

อยากอ่านต่อแล้ว

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7630
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #6 เมื่อ12-09-2017 21:14:52 »

ตาม  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #7 เมื่อ12-09-2017 23:40:51 »

อั้ย ชอบๆๆๆ

ออฟไลน์ whistle

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-4
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #8 เมื่อ12-09-2017 23:56:39 »

จะดราม่ามากมั้ย?

ออฟไลน์ Mura_saki

  • แค่เรารู้จักกัน...มันก็ดีที่สุดแล้ว :)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2248
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-9
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #9 เมื่อ13-09-2017 06:27:08 »

3คิงของเรา :)


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
« ตอบ #9 เมื่อ: 13-09-2017 06:27:08 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ บูมเบส

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #10 เมื่อ13-09-2017 15:33:55 »

เข้ามารอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #11 เมื่อ13-09-2017 21:33:13 »

อยากอ่านต่อออ

ออฟไลน์ ΩPRESTOΩ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 353
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #12 เมื่อ22-09-2017 21:04:45 »


มาร่วมรอลุ้น รอเป็นกำลังใจให้ทั้งสามหนุ่ม (คู่)

 :L2:

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #13 เมื่อ22-09-2017 21:57:15 »

 :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #14 เมื่อ22-09-2017 22:16:30 »

รอคร่ะ

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #15 เมื่อ22-09-2017 22:34:01 »

เกิดอะไรขึ้นกับพี่จักร

ออฟไลน์ Chonlachy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #16 เมื่อ23-09-2017 02:54:15 »

รอติดตามค่า  :hao6:

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1836
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #17 เมื่อ23-09-2017 13:58:43 »

เรื่องนี้เข้มข้น

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #18 เมื่อ23-09-2017 15:22:28 »

 :pig4:

ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #19 เมื่อ23-09-2017 15:27:58 »

ติดตามจ้า รอเค้าสองคนเจอกัน ว่าเกิดอะไรขึ้น

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
« ตอบ #19 เมื่อ: 23-09-2017 15:27:58 »





ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2037
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #20 เมื่อ23-09-2017 21:40:26 »

 o13

ออฟไลน์ yokalive

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #21 เมื่อ24-09-2017 23:24:58 »

สามคิงมาแล้ว พร้อมกลิ่นดราม่าอ่อนๆที่โชยตามมา  :hao5:  รอติดตามค่า

ออฟไลน์ Jthida

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #22 เมื่อ24-09-2017 23:44:34 »

เมื่อไหร่จะมาต่อ

ออฟไลน์ kaokorn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 964
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #23 เมื่อ26-09-2017 17:42:20 »

 o13

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #24 เมื่อ02-10-2017 04:34:23 »

ถามนิด เรื่องนี้หลานเจไดมีสิทธิ์เป็นตัวเอกบ้างไหม เห็นเป็นตัวประกอบมา 2 เรื่องแล้ว  :m26: :m21:

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5399
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • Easy Shop 4289
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #25 เมื่อ02-10-2017 06:36:09 »

หวังว่าคุณภีมจะทำให้พี่จักรดีขึ้น ทั้งร่างกาย และจิตใจนะครับ

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[0]==[P.1]== [11/09/60]
«ตอบ #26 เมื่อ07-10-2017 18:31:00 »



 -1-


สวนดอกไม้รังสิมันตุ์เป็นสวนดอกไม้ที่ถูกพูดถึงมากเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด เนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงสวนดอกไม้ที่เปิดให้คนเข้าชม แต่ยังเปิดเป็นที่พักติดธรรมชาติ และมีอากาศดีเกือบทั้งปี ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสนใจ หากกล่าวว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงก็คงไม่เกินจริงนัก

ที่แห่งนี้เดิมทีเป็นของคุณหญิงพลอยลดาที่เพิ่งจากไปด้วยวัยชรา ก่อนจะตกทอดไปถึงคุณมุก ลูกสาวเพียงคนเดียว โชคร้ายที่คุณมุกไม่ค่อยเอาการเอางานนัก เธอทิ้งภาระให้สามีจัดการงาน ส่วนตัวเองหลังจากคลอดลูกแล้วก็หนีไปกับสามีใหม่โดยไม่เหลียวแลงานที่นี่อีก ยังดีที่วิบูลย์เลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยเป็นอย่างดี ภีมภัทรถึงได้โตมาเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมสมฐานะ แม้ไม่ได้ทำงานตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่วิบูลย์ก็ภูมิใจทุกครั้งที่รู้ว่าลูกชายนึกถึงตนและงานที่ไร่อยู่เสมอ เจ้าตัวถึงได้เลือกทำงานทางด้านนี้

ภีมภัทรเรียนจบปริญญาตรีจากมหา’ลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในต่างประเทศ หลังจากจัดการธุระทุกอย่างจนหมดแล้วเขาก็บินกลับไทยทันที โดยบอกกับวิบูลย์ว่าตนเองจะเปิดร้านดอกไม้ในนามของสวนพลอยลดาที่กรุงเทพ ซึ่งวิบูลย์ก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับ เขาปล่อยให้ลูกชายลองผิดลองถูกเอง จนผ่านไปเกือบสองปีภีมภัทรถึงได้ปล่อยให้คนดูแลแทนแล้วย้ายกลับมาเปิดสาขาที่สองที่บ้านเกิด

“น้อย…ภีมมาหรือยัง” เจ้าของสวนพลอยลดาซึ่งในขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเอ่ยถามแม่บ้านข้างกายด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ยังเลยค่ะ”

นายใหญ่ของบ้านขมวดคิ้วขณะมองไปยังนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงตรง ถึงแม้จะไม่อยากกลับมาเหยียบบ้านขนาดไหนแต่ภีมภัทรก็ไม่เคยมาสายเมื่อนัดแนะไว้แล้ว วิบูลย์เคยคิดว่าลูกชายน่าจะเห็นแก่เพื่อนสมัยเด็กอยู่บ้าง ถึงได้ยอมรับคำโดยไม่ดื้อเหมือนเช่นทุกที หากมายามนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าภีมภัทรจะมาตามนัดหรือเปล่า

“นายครับ แขกมาถึงกันแล้วครับ”

เมื่อได้ยินเสียงคนสวนรายงาน คนที่นั่งหน้าเครียดมาตลอดก็จำต้องลุกขึ้นยืน เห็นทีครั้งนี้เขาคงต้องรับหน้ากับลูกชายเพื่อนเพียงลำพังไปก่อน แม้จะมั่นใจว่าเด็กทั้งสามคงเติบโตมาเป็นคนดี แต่วิบูลย์ก็ไม่มั่นใจนักว่าท่าทางน่ากลัวตามประสานายใหญ่นี้จะทำให้พวกนั้นกลัวหรือเปล่า เขาถึงอยากให้ภีมภัทรมาทำหน้าที่นี้มากกว่า

“คุณอา…” น้ำเสียงร่าเริงของใครสักคนดังขึ้น ก่อนชายหนุ่มร่างสูงโปร่งจะเดินเข้ามาด้านในพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ผมประมุขครับ”

“ไหว้พระเถอะหลาน” วิบูลย์ยกยิ้มโล่งอกเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายเกร็งแบบที่คิด เขาไล่สายตาสำรวจคนแนะนำตัวที่ดูร่าเริงและกำลังมองไปรอบด้านด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นอยู่สักพัก หลังจากนั้นจึงหันไปมองคนที่เพิ่งเข้ามาด้านในอีกสองคน

“สวัสดีครับอา ผมฮ่องเต้ครับ” ชายอีกคนที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันกับประมุขยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่าทางของเขาดูนิ่งกว่าประมุขพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเข้าถึงยากอะไร เพียงแค่มองวิบูลย์ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นเด็กฉลาดอย่างแน่นอน

ส่วนคนสุดท้าย…

“สวัสดี...ครับ” แม้จะมีคำลงท้ายตามมารยาท หากเสียงนั้นก็ยังสั้นห้วน เพียงแค่ได้ฟังก็รับรู้ได้ว่าเจ้าตัวไม่คุ้นชินกับการแสดงออกแบบนี้นัก ประมุขกับฮ่องเต้มองหน้ากันด้วยความกังวลใจ พวกเขาล้วนไม่อยากให้วิบูลย์เกิดความรู้สึกแย่ๆ ตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรก แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายไม่ถือสา ทั้งคู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

สำหรับวิบูลย์ที่ได้ยินและรู้เรื่องราวของสามพี่น้องมาจากพ่อของทางนั้นแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สามารถมองจักรพรรดิในแง่ลบได้ กลับกันเขาออกจะรู้สึกสงสารเสียด้วยซ้ำ ต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะตัวเองเลยสักนิด

“ตามสบายเถอะ อาให้คนจัดห้องไว้ให้แล้ว เห็นเต้บอกอาว่าเราจะมาอยู่กันแค่วันสองวันสินะ”

“ครับอา พวกผมต้องกลับไปเรียนต่อ” ฮ่องเต้อธิบาย แต่ยังไม่วายหันไปมองพี่ชายตนเองด้วยความไม่แน่ใจ “ผมอยากให้พี่จักรมาอยู่กับอากาศบริสุทธิ์สักพัก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดพวกผมจะรับผิดชอบเอง”

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกเต้ เราก็รู้จักกันมานาน ถือว่าให้จักรมาพักผ่อนก็แล้วกัน” วิบูลย์ยิ้มน้อยๆ เพื่อเสริมความมั่นใจให้คนตรงหน้า “แล้วลูกอาก็เต็มใจด้วย”

“หมายถึงภีมเหรอครับ” ประมุขที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดแทรกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเมื่อได้ยินวิบูลย์พูดถึงเพื่อนสมัยเด็กของตน

“ใช่ อีกเดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะ”

สองพี่น้องลอบมองหน้ากันเมื่อได้ยินแบบนั้น พวกเขาล้วนจำได้ดีว่าตอนเด็กๆ จักรพรรดิกับภีมภัทรสนิทกันมากขนาดไหน แต่เมื่อก้มลงมองใบหน้าของพี่ชายที่ยังคงว่างเปล่า รอยยิ้มที่มีก็จางหายไปช้าๆ

“พี่จักรจำภีมได้หรือเปล่า” ประมุขคุกเข่าลงข้างรถวีลแชร์พร้อมทั้งยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง ในขณะที่จักรพรรดิทำเพียงเหลือบตามองน้องชายตนเองเล็กน้อยและหันกลับไปเหมือนเดิม

“ใคร” เพียงเอ่ยถ้อยคำสั้นง่ายได้ใจความก็สามารถทำลายความหวังของคนรอบข้างได้จนหมดสิ้น…และมันยังทำร้ายหัวใจของใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางมาถึงจนเป็นแผลเหวอะหวะอีกด้วย

“พี่จักรจำไม่ได้เหรอ ภีมก็เป็น…”

“สวัสดีครับ” ไม่รอให้ประมุขพูดจบคนที่ยืนหลบมุมมาโดยตลอดก็เปิดเผยตัวด้วยการก้าวเท้าเข้าไปในห้องรับแขก สายตาของทุกผู้จับจ้องมาที่เขาด้วยความแปลกใจ ทว่าภีมภัทรกลับเทความสนใจที่มีทั้งหมดไปให้คนแค่เพียงคนเดียวที่ยังคงนั่งหันหลังให้เขา

“ภีม” ฮ่องเต้ยิ้มบางก่อนจะตบบ่าทักทายเพื่อนสมัยเด็กเบาๆ เช่นเดียวกับประมุขที่เดินเข้ามากอดอีกฝ่ายไว้แน่น ภีมภัทรพยักหน้าและยิ้มรับคำทักทายเหล่านั้น สุดท้ายเมื่อเขาได้สบตากับพ่อตัวเอง ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนรถวีลแชร์ช้าๆ

ร่างสูงโปร่งทรุดตัวนั่งลงข้างรถ ดวงตาที่เคยเฉยชาเผยความสั่นไหวออกมาวูบหนึ่งเมื่อจับจ้องไปยังคนที่อยู่ในความทรงจำมาเนิ่นนาน แต่แล้วเมื่ออีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันมาให้ความสนใจ ยังคงมองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาคู่สวยที่ใครบางคนเคยบอกว่าชอบก็ต้องหลุบลงต่ำเพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดลงไป

“สวัสดีครับ...คุณจักรพรรดิ” เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้านั้นก็กลับไปอมยิ้มน้อยๆ ตามมารยาทเช่นเดิม แม้คนที่คุยด้วยจะไม่หันมาสนใจ หากคนพูดก็ยังจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งงัน “ผมชื่อภีม...จะช่วยดูแลคุณนับจากนี้ไป”

“ฉันไม่ต้องการคนดูแล ไสหัวไป”

เมื่อเป็นคนที่ไม่มีความสำคัญใดๆ คงไม่แปลกนักหากจะพูดโดยไม่รักษาน้ำใจ ยิ่งเป็นจักรพรรดิด้วยแล้ว ทุกคนย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นคนแบบไหน ดวงตาคมดุไม่แม้แต่จะแลมาสบ เจ้าตัวยังคงจับจ้องไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย ถ้าเป็นคนอื่นก็คงไม่คิดอะไรมากนัก แต่ไม่ใช่กับภีมภัทร...ที่แม้ใบหน้าจะยังราบเรียบ ทั้งยังมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่ตามมารยาท...แต่ในใจกลับปวดหนึบไปหมด

“ผมไม่ได้ขออนุญาต แค่บอกให้รู้ไว้” ดูเหมือนสิ่งที่พูดออกไปจะทำให้จักรพรรดิเกิดความสนใจมากพอควร เขาถึงได้หันมาจ้องมองคนข้างกายด้วยดวงตาที่ไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ เห็นแบบนั้นแล้วภีมภัทรก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดไป เขาขยับยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนจะล้วงเอาบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ในเมื่อรับปากคุณลุงแล้ว ผมก็จะทำให้ดีที่สุด”

“...”

“ประมุขบอกว่าคุณชอบดอกไม้...” ทายาทรังสิมันตุ์มองดอกไม้สีฟ้าเข้มบนมือนิ่งงัน จากนั้นเขาก็ยื่นมือส่งมันไปให้คนที่ยังนั่งนิ่งไม่ขยับช้าๆ “ผมให้”

ฝ่ายคนที่โดนเอ่ยถึงโดยไม่ทันตั้งตัวถึงกับสะดุ้ง ประมุขสบตาพี่ชายคนรองของตัวเองงงๆ ด้วยความไม่เข้าใจ เขาอยากจะเอ่ยถามออกมาตามประสาของคนขี้สงสัย แต่เมื่อโดนสายตาของฮ่องเต้ปรามไว้ก็ได้แต่เม้มปากแล้วหันกลับไปมองสถานการณ์เงียบๆ เหมือนเดิม

คนหน้าตายที่ยังนั่งนิ่งเหลือบตามองดอกไม้ที่ถูกหยิบยื่นมาให้ด้วยใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ คราแรกจักรพรรดิไม่คิดสนใจ เขากะจะมองผ่านไป และปล่อยให้คนด้านข้างยื่นให้อยู่แบบนั้น แต่แล้วเมื่อได้มองสบดวงตาคู่สวยของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเสียเฉยๆ ไวเท่าความคิด...ฝ่ามือหนาออกแรงปัดมือที่หยิบยื่นดอกไม้มาให้อย่างแรงโดยไม่สนใจใคร ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำใจร้ายออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไร้สาระ”

เขาเกลียดดวงตาคู่นั้น...ดวงตาเป็นประกายที่จ้องมองมาราวกับกำลังต้องการบางสิ่ง

“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะครับ” ภีมภัทรส่ายหน้าโดยไม่แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย เขาเพียงหันไปหยิบดอกไม้ที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้ สายตาจับจ้องดอกไม้ที่ยังสวยงามทว่าคงบอบช้ำอยู่ภายในเช่นเดียวกับความรู้สึกของเขาในยามนี้นิ่งงัน “มันคงเสียใจแย่”

“เป็นแค่ดอกไม้...จะมาเสียใจอะไร”

“ไม่ใช่ดอกไม้…” น้ำเสียงจริงจังไร้วี่แววของการล้อเล่นดึงดูดให้ทุกคนต้องนิ่งฟัง แม้แต่จักรพรรดิเองก็ยังหันมามองคนข้างกายด้วยความไม่เข้าใจ

“...”

“ผมต่างหาก”

ถ้อยคำเรียบง่ายที่เอ่ยออกมาไม่เพียงทำให้คนทั้งหมดเบิกตากว้างด้วยเริ่มจับเค้าลางบางอย่างได้ แต่มันยังทำให้คนที่นั่งอยู่และได้รับผลกระทบโดยตรงต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ไว้วางใจอีกต่างหาก

ภีมภัทรเพียงยิ้มบางด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ เขาวางดอกไม้ลงบนโต๊ะใกล้ตัว ก่อนจะขยับกายลุกขึ้นยืนโดยไม่คิดแก้ไขคำพูดแต่อย่างใด ร่างโปร่งเดินไปอยู่ด้านหลังรถวีลแชร์ จากนั้นจึงหันไปหาพ่อของตนที่ยืนดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ

“ภีมจะพาคุณจักรไปเดินเล่น”

วิบูลย์อ้าปากคล้ายจะตอบรับคำพููดนั้น แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำพูดใดออกมาก็ต้องชะงักไปเมื่อคนที่โดนพููดถึงกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ฉันไม่ไป”

“ผมก็ไม่ได้บอกคุณครับ” คนฟังเถียงทันควันราวกับคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว แต่ประโยคบอกเล่าที่แลดูธรรมดาและไร้อารมณ์นั้นกลับทำให้บรรดาคนฟังสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ “ไม่ได้ถามความเห็น...และแน่นอนว่าไม่ได้ขออนุญาต”

“นาย…” จักรพรรดิกัดฟันกรอด ดวงตาคมกริบทอประกายวาวโรจน์น่าหวาดหวั่น แม้ไม่ได้หันไปมองแต่ทุกคนย่อมรู้ได้จากน้ำเสียงว่าเขากำลังโมโหอย่างหนัก เพียงแต่คนด้านหลังไม่คิดใส่ใจ ทั้งยังหน้าด้านหน้าทนเข็นรถพาเขาออกไปจากห้องรับแขกหน้าตาเฉยอีกต่างหาก

“จะรอดไหมเนี่ย…” ประมุขพึมพำเสียงค่อยยามมองตามหลังพี่ชายตัวเองที่ถูกเพื่อนสมัยเด็กพาออกไปด้านนอก ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาผู้ชมอีกสองคนก็ทำได้เพียงส่ายหน้าตอบด้วยไม่รู้เช่นกันว่าจะรอดหรือไม่

“ปกติภีมไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ” วิบูลย์อธิบายด้วยความงุนงงไม่แพ้กัน เขารู้ดีว่าลูกชายตัวเองไม่ใช่คนที่จะยอมทำอะไรแบบนี้เมื่อโดนพูดจาไม่ดีใส่แน่ๆ แต่แล้วเมื่อนึกถึงสิ่งที่ภีมภัทรเพิ่งพูดไป คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนก็เริ่มมองเห็นเหตุผลได้อย่างช้าๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับอา พี่จักรต้องเจอแบบนี้ล่ะ” ฮ่องเต้ตอบกลับด้วยท่าทีเป็นปกติ เพราะเขาเองก็มองเห็นในสิ่งที่วิบูลย์เห็นเช่นกัน “ดูเหมือนครั้งนี้เราจะมีหวังแล้วว่ะมุข”

“หือ...มึงพูดเรื่องไร”

“ช่างเหอะ...ลืมไปว่ามึงโง่” หลังว่าน้องชายเต็มปากเต็มคำแล้วเจ้าตัวก็หันหน้ากลับไปสนใจโทรศัพท์ในมือโดยไม่สนใจคนที่ยืนหัวร้อนอยู่อีก

“ไอ้เต้!”

ตั้งแต่เริ่มแรกที่พวกเขาพยายามหาวิธีช่วยจักรพรรดิให้กลับมาเป็นคนเดิม ฮ่องเต้ไม่เคยมั่นใจเลยสักครั้งว่าตัวเองจะมีความหวังได้มากน้อยขนาดไหน เพียงได้เห็นพี่ชายแสดงท่าทีไม่ใส่ใจ เพียงเท่านั้นก็ทำให้เขารู้แล้วว่าคงไม่ได้ผล แต่นี่เป็นครั้งแรก...ครั้งแรกที่เขารู้สึกมีความหวัง

บางทีภีมภัทรอาจจะเป็นคนคนนั้น…คนที่จักรพรรดิต้องการมากที่สุดก็เป็นได้



สวนดอกไม้รังสิมันตุ์มีพื้นที่มากมายหลายร้อยไร่ หลายปีมานี้วิบูลย์เริ่มสั่งการจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด โดยพยายามกันพื้นที่และแบ่งแยกไม่ให้ธุรกิจเข้ามากระทบกับพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมพร้อมให้ลูกชายเพียงคนเดียวที่ไม่ชอบความวุ่นวายนัก มาจนถึงบัดนี้ก็เรียกได้ว่าแทบจะสำเร็จเต็มร้อยแล้ว

ปกติส่วนของสวนดอกไม้ที่ใช้ในการส่งออกและนำไปขายที่ร้านนั้นจะอยู่คนละด้านกับแหล่งที่พักของนักท่องเที่ยว เวลามาถึงภีทภัทรก็จะเข้าไปที่ส่วนนั้นในทันที ไม่ได้ตรงเข้ามาถึงตัวบ้านด้านในบ่อยนัก นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาได้มาเห็นบรรยากาศร่มเย็นรอบบ้านตัวเองชัดๆ โดยไม่ได้เร่งรีบเช่นทุกที

“ที่นี่กว้างพอสมควร พาเดินวันเดียวคงไม่ทั่ว...เอาไว้วันหลังผมค่อยพาคุณไปที่เรือนกุหลาบก็แล้วกัน”

“...”

ภีมภัทรเพียงเหลือบตามองเล็กน้อยเมื่อไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ จากคู่สนทนา เขาไม่ได้คะยั้นคะยอให้จักรพรรดิพูดอะไร เจ้าตัวแค่แนะนำจุดต่างๆ แบบงูๆ ปลาๆ ไปเรื่อยตามประสาของคนไม่ได้กลับบ้านมานาน ถึงอย่างนั้นเมื่อคำพูดดังออกมาจากปากเจ้าของร้านดอกไม้ที่ให้บริการลูกค้ามานานนับปี หากไม่ใช่คนที่รู้เรื่องจริงๆ ก็คงจะเชื่อโดยไม่คิดสงสัย

“ไปพักตรงนั้นก่อนดีกว่า” คนพูดชี้มือไปยังต้นไม้ใหญ่สองต้นที่อยู่ไม่ไกลนัก ตรงกลางมีเก้าอี้ยาวอยู่ใต้ร่มเงาพอดิบพอดีคล้ายเป็นจุดพักผ่อน ภีมภัทรพาคนบนรถตรงไปบริเวณนั้นโดยไม่ถามความเห็น หลังจากจัดที่ทางให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้วตนเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกัน “คุณร้อนไหม”

“...”

“ทานอะไรมาหรือยัง”

“...”

“ผมเพิ่งทราบว่าคุณพูดไม่ได้ เมื่อกี้ยังพูดอยู่เลยแท้ๆ”

ไม่รู้ว่าพูดได้ตรงจุดหรือไม่ชอบที่มีคนมาหลอกด่า เจ้าของดวงตาดุดันถึงได้หันขวับมามองราวกับจะฆ่าให้ตาย แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ของคนที่มองอยู่ก่อนก็ต้องชะงักไป เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเสียท่าเข้าให้แล้ว

“ต้องการอะไร” จักรพรรดิถามเข้าเรื่องโดยไม่คิดเสียเวลาต่อ เขายื่นมือไปกำแขนของคนที่ไม่ชอบขี้หน้าไว้แน่นจนอีกฝ่ายหรี่ตาลง รอยยิ้มบางบนใบหน้าจางหายไปจนหมดสิ้น

“ผมไม่ได้ต้องการอะไร”

“อย่าลองดีกับฉัน” มือที่กำรอบข้อมือขาวออกแรงมากขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้าดุดันไม่มีวี่แววของการล้อเล่น หากภีมภัทรกลับไม่คิดสะบัดมือออก เขาเพียงขมวดคิ้วมุ่นยามมองไปที่ข้อมือตัวเองเท่านั้น

ถามว่าเจ็บหรือเปล่าก็คงต้องตอบว่าเจ็บ แต่เพราะสิ่งที่ทำให้เจ็บที่สุดในยามนี้ไม่ใช่แรงบีบที่แขนแต่เป็นภายในใจ เขาจึงทำได้เพียงนิ่งเพื่ออดกลั้นไม่ให้เผลอแสดงสีหน้าปวดร้าวออกไป

จักรพรรดิจำเขาไม่ได้จริงๆ…

ภีมภัทรหลับตาลงช้าๆ ริมฝีปากบางขบกันไว้แน่นจนปวดแปลบไปหมด และเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายของความหวังก็พาดผ่านอยู่ในดวงตาคู่สวยเฉกเช่นเดิม.... เขาคิดว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้จักรพรรดิหายดีทั้งทางกายและทางใจ

ส่วนความรู้สึกของตัวเองนั้น...

“ใครจะกล้าลองดีกับคุณล่ะครับ”

ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ...ต่อให้โดนเกลียดก็ไม่เป็นไร

“นายจะกวนประสาทฉันใช่ไหม” คนที่เริ่มโมโหหนักออกแรงกำข้อมือขาวแน่นยิ่งขึ้นอีก คาดว่าถ้าปล่อยออกมาคงไม่พ้นเห็นรอยแดงชัดเจน ทว่าจักรพรรดิก็ไม่คิดสนใจ เขาคิดว่าคนปากดีแบบนี้สมควรโดนแล้ว

“ผมไม่ได้กวน” ภีมภัทรเริ่มนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ เขาขยับกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินถอยหลังแล้วกระชากแขนตัวเองกลับมา ขนาดจักรพรรดิเดินไม่ได้ยังแรงเยอะขนาดนี้ ถ้าอีกฝ่ายหายดีเขาคงปลิวไปตามแรงง่ายๆ โชคดีที่พอเห็นว่าวีลแชร์เริ่มเซตามแรงดึงคนใจร้ายถึงยอมปล่อยมือ

พอได้เห็นข้อมือตัวเองเป็นรอยแดงเถือกทั้งยังเจ็บแปลบๆ ไม่หายภีมภัทรก็ได้แต่ถอนหายใจ หลังสะบัดไปมาสองสามทีแล้วก็เดินกลับไปนั่งที่เดิมโดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย และท่าทางเหล่านั้นทำให้คนที่จ้องมองอยู่ต้องขมวดคิ้วมุ่นอยู่นาน

“นายต้องการอะไร”

ได้ยินประโยคคำถามแกมบังคับให้ตอบซ้ำอีกครั้งคนฟังก็ยังนั่งนิ่ง จักรพรรดิกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก ตั้งแต่เขาขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด จวบจนกลับมาเป็นคนธรรมดา จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าทำกับเขาแบบนี้มาก่อน หากนอกจากจะนั่งนิ่งไม่แยแสแล้ว คนข้างกายยังกล้าเมินคำพูดเขาอีกต่างหาก

“คุณต้องให้เวลาผมคิดด้วยสิ” ภีมภัทรชักมือหลบเมื่อเดาได้ว่าใครอีกคนคิดจะทำอะไร เขาบีบนวดข้อมือที่ยังเจ็บของตัวเองเบาๆ ขณะมองไปยังใบหน้าของคนต้นเหตุ

ไม่ใช่ว่าไม่อยากตอบ แต่เพราะพยายามคิดอยู่ต่างหากถึงได้เงียบไป

“คุณต้องใจเย็นบ้างนะครับ”

“อย่ามาสอนฉัน”

“ผมแค่เตือน” คนหวังดีถอนหายใจยาวเหยียด ไม่เข้าใจว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้กลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายนัก ทั้งที่… “เมื่อก่อนก็ออกจะใจดีแท้ๆ”

ดวงตาดุดันน่าหวาดหวั่นตวัดมาสบมองคนพูดที่ทำราวกับรู้จักเขามานานอย่างรวดเร็ว ใจนึกอยากจะกระชากตัวอีกฝ่ายมาใกล้ๆ แต่เมื่อมองมือเรียวที่ยังลูบแขนตัวเองป้อยๆ ก็ได้แต่หันหน้าหนี ไม่ใช่ว่าสงสารหรือรู้สึกผิด...แต่เพราะอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจกำลังร้องเตือนว่าคนคนนี้ไม่ได้โกหก เขาถึงได้ชะงักไปโดยไม่รู้ตัว

“อย่ามายุ่งกับฉัน”

“ไม่ได้หรอกครับ” ภีมภัทรตอบกลับทันควันโดยไม่สนใจสายตาเย็นชาที่จ้องมองมา “คุณไม่อยากรู้แล้วเหรอว่าผมต้องการอะไร”

จักรพรรดิหรี่ตาลงยามเห็นรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของคนที่ไม่รู้จักเข็ดเสียที เขาใช้มือขยับล้อรถวีลแชร์เพียงชั่วครู่ ก่อนจะเคลื่อนที่ไปอยู่ด้านหน้าและหันเข้าหาภีมภัทร ดวงตาสองคู่จ้องมองกันโดยไม่มีใครยอมใคร…

ต่างกันเพียงดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองด้วยความแข็งกร้าวและกดดันให้ตอบคำถาม ในขณะที่ดวงตาอีกคู่มีเพียงความหวังและความปวดร้าวที่ซุกซ่อนอยู่ก็เท่านั้น

“พูดมา”

“ถ้าบอกว่าต้องการให้คุณกลับไปเป็นคนคนเดิม คุณจะเชื่อไหมครับ”

มีเพียงความเงียบที่ภีมภัทรได้รับกลับมาหลังจากถามคำถามนั้น แม้แต่ดวงตาเย็นชาของคนใจร้ายก็ยังสงบนิ่งไม่ไหวติง

จักรพรรดิกำมือตัวเองไว้แน่น ในใจบิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์ด้านลบมากมาย เขาอยากจะหัวเราะและเหยียดยิ้มแสยะใส่คนที่ทำเป็นเข้าใจ แต่สุดท้ายก็รับในตัวตนของเขาไม่ได้ หากเมื่อความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่เข้ามาในใจ สติที่เกือบประคองไว้ไม่ไหวก็กลับมาอีกครั้ง

สิ่งแรกที่เขาเห็นคือดวงตาเป็นประกายระยิบระยับคู่สวยที่ดูคุ้นเคย มันไม่ได้อ่อนโยนหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่กลับดูเข้มแข็งจนน่าอิจฉา และนั่นทำให้เขาต้องเบนสายตาหลบโดยไร้เหตุผล

“ผมไม่ได้หมายถึงคุณที่ใจดีหรืออ่อนโยนแบบตอนเด็กๆ…” ปลายนิ้วเรียวซึ่งเป็นที่มาของความอบอุ่นที่ช่วยหยุดอารมณ์ด้านลบทั้งหลายไว้ขยับเพียงเล็กน้อย...ไม่ได้รุกล้ำ พยายามเข้าหา หรือแสดงท่าทีใดๆ นอกเหนือไปจากการไล้ไปมาบนหลังมือเขาเบาๆ เพื่อส่งผ่านความจริงใจมาให้ “แต่หมายถึงคุณที่เป็นคุณจริงๆ...คุณที่ไม่ได้เป็นทายาทของหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้”

จักรพรรดิที่ไม่ได้ถูกอำนาจและเงินตราหล่อหลอมขึ้นมา…

“คุณที่เป็นคนธรรมดา…”

เป็นพี่จักรที่เคยให้น้องๆ ทุกคนขี่หลัง

“เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้...”

เป็นพี่จักรที่ทำหน้าดุเวลาเห็นน้องร้องไห้แล้วบอกให้เข้มแข็ง

“เป็นจักรพรรดิของ…”

คนพูดกัดริมฝีปากไว้แน่นเพราะกลัวจะเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรออกไป แต่ไม่รู้ว่าจะสามารถปกปิดแววตาสั่นไหวของตัวเองไว้ได้ทันหรือไม่ เพราะรู้ตัวอีกทีก็ถูกดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาก่อนเสียแล้ว

“ของอะไร”

“ของประมุขกับฮ่องเต้เหมือนเดิมไงครับ”

มันเป็นคำพูดตอบกลับที่รวดเร็ว แต่กลับมองออกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคำโกหก ไม่ได้พูดออกมาจากใจจริง แม้แต่จักรพรรดิก็ยังรับรู้ได้

“…”

“ตรงนั้นเป็นเขตเชื่อมกับจุดชมวิวของนักท่องเที่ยว” ภีมภัทรชี้ไปยังประตูรั้วที่อยู่ไกลสุดสายตา ไม่ต้องบอกใครก็คงเดาได้ว่าเขาจงใจเปลี่ยนเรื่อง

จักรพรรดิจ้องมองใบหน้าของคนที่กำลังหลบสายตาเขานิ่งงัน ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรต่อ เพราะเขากำลังสงสัย…

อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยกับคนคนนี้

ถ้าตัดความอคติที่คิดว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรบางอย่างจากเขาออกไป

ดวงตาคู่นั้น...ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย

“เราเคยเจอกันมาก่อนใช่ไหม” จักรพรรดิเพียงถามเพราะต้องการสะสางเรื่องที่คาใจอยู่ ไม่ได้นึกว่าคำถามจะทำร้ายใครหรือไม่ และแม้จะเห็นดวงตาคู่นั้นสั่นไหวคล้ายระลอกคลื่น เขาก็ยังทำเหมือนมองไม่เห็นเช่นเดิม

“เรื่องนั้น…” ภีมภัทรขยับยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่สวยกลับมาสงบนิ่งได้อย่างรวดเร็ว ดูราวกับความสั่นไหวเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา “ผมไม่บอก”

“...”

“ใจเย็นๆ ครับ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อโดนจ้องเหมือนคนมองอยากจะเข้ามาบีบคอ “ถ้าผมบอกไปแล้วคุณนึกไม่ออก แบบนั้นผมก็แย่สิ...คุณหาคำตอบเองดีกว่า”

“แย่ยังไง”

แย่กับใจไงเล่า…

ภีมภัทรเถียงอยู่ในใจ ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเผลอขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจออกไปแล้ว คิดจะเปลี่ยนกลับมายิ้มน้อยๆ เหมือนปกติแน่นอนว่าไม่ทัน แต่เพราะจักรพรรดิไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาถึงยังปั้นหน้ายิ้มและพูดต่อได้โดยไม่รู้ตัว

“ผมหมายถึง...มันเสียหน้า”

จักรพรรดิพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหมุนล้อวีลแชร์ให้หันออกไปอีกทาง สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่มีสวนดอกไม้กว้างขวางตั้งอยู่ ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่โกหกได้ห่วยแตกที่สุดตั้งแต่เขาเคยเจอมา แม้จะควบคุมตัวเองเก่ง แต่พอมาอยู่ต่อหน้าอดีตนักธุรกิจระดับสูงที่เคยเจอคนมามากมายอย่างเขา เจ้าตัวก็เป็นได้เพียงลูกไก่ตัวเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งประกอบเข้ากับดวงตาระยิบระยับที่แสดงทุกอย่างออกมาอย่างเปิดเผยนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ถึงจะเดาไม่ได้ทั้งหมดว่าคิดอะไร แต่เขาก็จับสังเกตได้อย่างง่ายดายว่าอีกฝ่ายโกหกอยู่หรือเปล่า

แต่ก็ช่างมันเถอะ…ไม่จำเป็นต้องสนใจอยู่แล้ว

คิดได้ดังนั้นแล้วเขาก็หันไปมองวิวทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ที่อยู่ไกลๆ ตาคมทอประกายวูบไหวโดยไร้เหตุผล และอยู่ๆ ความคิดบางอย่างก็วาบเข้ามาในหัว จักรพรรดิหันกลับมามองคนที่ยังเงียบ คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ

ทำไมเวลามองดอกไม้พวกนั้น...ภาพของคนคนนี้ถึงเข้ามาอยู่แทนที่กัน

เจ้าของใบหน้าเย็นชาหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้เป็นท่าทีธรรมดา ทว่ามันกลับสร้างความหวังให้คนมองโดยไม่รู้ตัว ภีมภัทรเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่แล้วเมื่อเห็นสีหน้าของคนที่มองอยู่กลับไปว่างเปล่าอีกครั้ง ประกายแสงในดวงตาคู่นั้นก็จางหายไป

ไม่เป็นไร...ยังมีเวลา

ยังมีเวลาอยู่…

สิ่งที่เขาควรทำในยามนี้ คือการแสดงให้จักรพรรดิเห็นว่าเขาไม่ได้หวังร้ายแบบที่เจ้าตัวคิด และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้จักรพรรดิลืมความรู้สึกของตอนที่ตัวเองเป็นทายาทของบริษัทบ้าบอนั่นให้หมด ถึงจะได้ยินการบอกเล่าเรื่องของจักรพรรดิผ่านมาทางบิดา แต่ภีมภัทรก็รู้ดีว่าเส้นทางที่อีกฝ่ายต้องเจอคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คนที่เคยใจดีที่สุดถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

เขาไม่ได้ต้องการให้จักรพรรดิเปลี่ยนแปลงตัวเองหรืออะไรทั้งนั้น ไม่ได้รับไม่ได้ถึงแม้นิสัยที่แท้จริงของคนคนนี้จะเลวร้ายขนาดไหน แต่เขาแค่อยากให้จักรพรรดิกลับมายิ้มได้เหมือนเคย

ไม่จำเป็นต้องเป็นจักรพรรดิที่อยู่เหนือใคร...

ไม่จำเป็นต้องเป็นจักรพรรดิที่ใครก็ต้องก้มหัวให้…

เพราะตั้งแต่ที่ได้เจอจวบจนถึงตอนนี้ จักรพรรดิก็เป็นมาตลอด...

เป็นจักรพรรดิ...ของเขา

 

----------------------------------



ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5063
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[1]==[P.1]== [07/10/60]
«ตอบ #27 เมื่อ07-10-2017 18:41:19 »

ตามๆ o13

ออฟไลน์ missm2c

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[1]==[P.1]== [07/10/60]
«ตอบ #28 เมื่อ08-10-2017 13:19:24 »

รอๆๆๆ

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[1]==[P.1]== [07/10/60]
«ตอบ #29 เมื่อ28-12-2017 19:38:03 »

 -2-


‘ชื่อเรามีคำว่าพัดเหมือนกันเลย...แค่สะกดคนละแบบ’


ภีมภัทรสะบัดศีรษะอย่างแรง ดวงตาปรือปรอยจวนเจียนจะหลับ แม้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อฝืนไว้ หากเขาก็ไม่อาจห้ามร่างกายได้สำเร็จ

ที่ไม่อยากหลับก็เพราะรู้ว่าจะฝันถึงใคร เพียงวูบไปยังได้ยินเสียงของคนที่ไม่ได้ฝันถึงมาเนิ่นนานคล้ายดังอยู่ข้างหู ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าหลับไปคราวนี้จะต้องเจอกับอะไร…


‘ทำไมถึงไม่ชอบให้ใครเรียกว่าภีมล่ะ พี่ว่าชื่อนี้เพราะจะตาย’


เสียงของเด็กชายในห้วงคำนึงยังคงตราตรึงแม้ผ่านมาเนิ่นนานหลายปี

ทั้งที่ไม่ได้ฝันถึงมานานแล้ว...แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้ชัดเจนนัก


‘ถ้าให้คนเรียกว่าภัทร งั้นก็ต้องสับสนกับพี่สิ เอาแบบนี้ไหม…ถ้ายอมให้คนอื่นเรียกว่าภีม พี่เองก็จะให้คนอื่นเรียกว่าจักรเหมือนกัน’


เสียงที่อยู่ไกลบ้างใกล้บ้างสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ทั้งชัดเจน ทั้งแผ่วเบา วนเวียนอยู่รอบกายไม่มีหยุด แต่ที่น่าแปลกคือเสียงทุกเสียงกลับเป็นของใครคนนั้นทั้งหมด…


‘ภีม...ตื่นได้แล้ว’


สุดท้ายภีมภัทรก็ไม่อาจฝืนตัวเอง เขาได้แต่หลับตาลง ปล่อยสติให้ล่องลอยไปกับเสียงเรียกที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ


‘ภีม…’

‘ถ้าไม่ตื่นพี่จะไม่ให้ขี่หลังแล้วนะ’

‘ภีม…’



‘ภีม!’

เด็กชายภีมภัทรในวัยห้าขวบลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง ภาพแรกที่ปรากฎในสายตาคือใบหน้าของเด็กชายตัวโตกว่าที่กำลังส่ายหน้าหน่าย

‘พี่จักร…’

‘พี่บอกว่าอย่ามานอนคนเดียวแบบนี้ไง’ เด็กชายจักรพรรดิบ่นอุบอิบก่อนจะดึงมือนุ่มนิ่มให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ หลังสำรวจเรียบร้อยแล้วว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรผิดปกติถึงยอมนั่งลงข้างๆ ‘ถ้าหาไม่เจอจะทำยังไง’

‘พี่จักรหาภีมเจออยู่แล้ว’ เจ้าของใบหน้าขาวผ่องยิ้มแป้นแล้น ดวงตากลมโตเป็นประกายแบบที่ใครเห็นก็ต้องหลงรักทอประกายออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่าพี่จักรของเจ้าตัวย่อมไม่อาจโกรธลง

‘ทำคนอื่นเขาเป็นห่วงกันไปหมด...ตัวยุ่ง’ จักรพรรดิยื่นมือไปขยี้หัวทุยจนยุ่งเหยิง แต่ก็สุดท้ายก็ยังยอมกอดลำตัวนิ่มไว้หลวมๆ เมื่อเจ้าตัวเล็กเดินมานั่งตักแบบที่ชอบทำเป็นปกติ

‘พี่จักรไม่ดุภีม’ เด็กชายตัวน้อยยู่ปากก่อนจะส่ายหน้าสองสามที แม้จะไม่ร้องเอาแต่ใจแต่อาการหันมากอดออดอ้อนก็ไม่ต่างจากการงอแงเท่าไหร่นัก

‘หยุดอ้อนพี่เลย’ คนเป็นพี่อมยิ้ม นึกอยากบ่นต่อก็ทำไม่ลง สุดท้ายได้แต่ก้มหน้าลงฟัดแก้มขาวด้วยความหมั่นไส้เป็นครั้งสุดท้าย ‘กลับกันเถอะ ทุกคนเป็นห่วงหมดแล้ว’

‘อื้อ! พี่จักร ขี่หลัง!’

จักรพรรดิไม่ได้พูดอะไรเมื่อเด็กชายชูสองมือขึ้น เขาเพียงย่อตัวลงแล้วให้ภีมภัทรปีนขึ้นมาอยู่บนหลัง

‘วันไหนภีมตัวโตก็จะให้พี่จักรขี่หลังเหมือนกัน’

‘หืม...คิดว่าจะตัวโตกว่าพี่ได้เหรอ’

‘ได้สิ ภีมจะกินเยอะๆ’ เด็กน้อยพูดจ้อแจ้ไม่มีหยุด เรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้เป็นอย่างดี

‘ครับๆ’

ตลอดระยะทางที่เด็กชายทั้งสองคนเดินกลับบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ภีมภัทรกอดคอพี่ชายคนโปรดของตัวเองไว้แน่น ใบหน้าขาวผ่องมีรอยยิ้มตลอดเวลาจนใครๆ ที่เดินผ่านต่างก็มองมาด้วยความเอ็นดู แม้แต่เหล่าคนงานในสวนดอกไม้ก็ยังซุบซิบกันทั้งที่ยังมีรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้า

‘คุณหนูให้คุณจักรอุ้มอีกแล้ว ดูสิ’

‘โตกว่ากันสองปีเองแท้ๆ น่าเอ็นดูจริงเชียว’

แม้เด็กชายจักรพรรดิจะอายุมากกว่าเพียงสองปี แต่เพราะต้องรับภาระหน้าที่ในการดูแลน้องอีกสองคนแทนพ่อที่ต้องไปทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ เขาจึงกลายเป็นเด็กที่มีความสุขุมและดูโตกว่าคนอื่นพอสมควร และยิ่งมีน้องสองคนที่ซนยิ่งกว่าลิงอยู่แล้ว การดูแลเด็กน้อยตัวเล็กที่แสนขี้อ้อนคนนี้เลยยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่

ในสายตาของภีมภัทร พี่จักรของตัวเองคือคนที่ใจดีที่สุดในโลก หากถามว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการที่สุดคืออะไร ภีมภัทรในเวลานั้นคงตอบได้อย่างง่ายดาย…

เขาอยากให้พี่จักรอยู่ข้างๆ ตลอดไป…

‘พี่จักรๆ ดอกไม้โตแล้ว!’ นิ้วมือเล็กป้อมชี้ไปยังดอกไม้ดอกที่ว่า

‘เขาเรียกว่าดอกไม้บาน’ จักรพรรดิหัวเราะ เขาเปลี่ยนเส้นทางไปตามที่ภีมภัทรชี้ เมื่อถึงที่หมายแล้วก็ปล่อยเด็กชายให้วิ่งไปหาดอกไม้ดอกนั้นโดยไม่ขัด

‘พี่จักรชอบดอกไม้หรือเปล่า’ เด็กชายเงยหน้าถามตาแป๋ว

‘ชอบสิ’

‘ภีมก็ชอบ!’

‘แล้วภีมชอบเพราะอะไร’

‘ดอกไม้สวย หอมๆ ด้วย’ เจ้าของใบหน้ากลมพยักหน้าหงึกหงักเป็นการยืนยัน

‘อื้ม...พี่ก็ชอบเพราะมันสวย หอม อยู่ด้วยแล้วสบายใจ…’ จักรพรรดิเขี่ยนิ้วเบาๆ บนแก้มพองลม ‘เหมือนภีมเลย’

‘ภีมเป็นดอกไม้ของพี่จักรเหรอ’

คำถามใสซื่อทำเอาคนฟังเกือบหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ แต่แล้วเขาก็พยักหน้า ก่อนจะขยับมือลูบหัวคนถามเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน

‘ใช่...ภีมเป็นดอกไม้ของพี่’


.

.

ดอกไม้ของพี่เหรอ…

เพียงแค่คิดขอบตาทั้งสองข้างก็ร้อนผ่าว คนที่เพิ่งรู้สึกตัวหลับตาลงอีกครั้งเมื่อภาพในอดีตยังคงชัดเจนแม้ผ่านมาเนิ่นนาน ต่อให้อยู่คนเดียวเขาก็ยังไม่อยากร้องไห้ออกมา

สมองพยายามบอกว่าไม่แปลกที่คนคนนั้นจะจำไม่ได้ เพราะเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว แต่หัวใจที่รวดร้าวกลับถามต่อว่าแล้วทำไมตนเองจึงจำได้แม่นยำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“ยังไม่ชัดเจนอีกหรือไง…”

เหตุผลที่ใครคนหนึ่งจำใครอีกคนไม่ได้มีอยู่เพียงอย่างเดียว…

นั่นคือใครคนนั้น…ไม่มีค่าพอให้จดจำ






“ตื่นแล้วหรือคะคุณภีม”

“ครับป้าน้อย” ภีมภัทรยิ้มบางเมื่อเห็นคนสูงวัยกว่าทักทายอยู่ที่หัวบันได ชายหนุ่มผงกหัวให้เล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินหนีเข้าไปในห้องอาหาร ด้วยไม่อยากให้ผู้ที่เปรียบเสมือนมารดาเป็นกังวลเมื่อได้เห็นใบหน้าซีดเซียวเพราะนอนไม่หลับนี้

น้อยได้แต่มองตามแผ่นหลังคุณหนูของตนไปด้วยความเป็นห่วง ปกติภีมภัทรก็ไม่อยากกลับมาบ้านเท่าไหร่อยู่แล้ว เธอไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่รู้เพียงทุกครั้งที่จำเป็นต้องมานอน อีกฝ่ายมักจะนอนไม่หลับอยู่เสมอ ตื่นมาไม่ตาบวมแดงก็หน้าซีดเซียว เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ สุดท้ายเจ้านายของเธออย่างวิบูลย์เลยยอมอนุญาตให้ไปนอนที่อื่น

แม่บ้านสูงวัยเดินตามเข้าไปในห้องอาหาร ทันเห็นเจ้าของใบหน้าขาวทำหน้าเศร้าพอดี เธออยากเดินเข้าไปโอ๋เหมือนตอนเขายังเป็นเด็กตัวน้อยๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยกอาหารที่เตรียมไว้แล้วมาให้

“ถ้าอยากทานอะไรเป็นพิเศษบอกป้าได้เลยนะคะ”

ภีมภัทรเงยหน้ามองคนพูดก่อนจะยิ้มบาง เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วแตะฝ่ามือผอมด้วยความเป็นห่วง

“ป้าน้อยไปพักเถอะครับ ตื่นมาทำอาหารให้ภีมแต่เช้าเลย”

“ก็ป้ารู้ว่าคุณภีมของป้าจะตื่นเช้าน่ะสิคะ” น้อยจับมือคุณหนูของตัวเองกลับ แววตาใจดีของคนที่ผ่านโลกมาเกินครึ่งชีวิตเปล่งประกายราวต้องการปลอบประโลม

ทุกครั้งที่ภีมภัทรกลับมานอนที่นี่ เขามักจะตื่นแต่เช้าเสมอ หากน้อยไม่ยกอาหารมาให้ ชายหนุ่มก็จะนั่งเหม่ออยู่คนเดียวไม่ขยับอยู่นานจนกว่าจะมีคนเข้ามาทัก ตอนแรกเธอไม่มั่นใจนักว่าเป็นเพราะอะไร แต่หลังจากที่มีใครคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อวาน ข้อสงสัยในใจก็เริ่มเด่นชัด

คลับคล้ายคลับคลาว่าใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสามคนที่เพิ่งมาถึงจะเป็นใบหน้าของเด็กน้อยที่เธอเคยเห็นมาก่อน…โดยเฉพาะใบหน้าเย็นชาของชายหนุ่มที่ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น…ใบหน้าที่สะท้อนภาพของเด็กชายตัวสูงท่าทางสุขุมที่คุณหนูของเธอรักมากกว่าใคร

“ป้าไปพักเถอะนะครับ เดี๋ยวภีมเก็บจานเอง” ภีมภัทรยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปจัดการข้าวในจานช้าๆ น้อยได้แต่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

จากเด็กน้อยน่ารักที่เคยเดินตามเด็กชายคนหนึ่งต้อยๆ วันไหนอีกฝ่ายไม่มาหาก็เอาแต่ชะเง้อคอมองเสียยืดยาว บัดนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มท่าทางเป็นการเป็นงาน ทั้งยังเก็บอารมณ์ได้ดีกว่าใครไปเสียแล้ว สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคงมีเพียงดวงตาคู่สวยคู่นั้น...กับความรู้สึกที่มีต่อใครบางคน

“มีอะไรเรียกป้าได้เลยนะคะ” ฝ่ามือกร้านจากการทำงานหนักของหญิงสูงวัยแตะลงบนศีรษะภีมภัทรเบาๆ รอจนเขายิ้มให้อีกครั้งแล้วเธอจึงยอมหันหลังเดินจากไป

หลังจากแน่ใจแล้วว่าแม่นมของตนจะไม่หันกลับมาอีก มือที่ถือช้อนค้างไว้ก็วางมันลง แม้จะตื่นเช้าขนาดไหนแต่ความอยากอาหารก็ยังมีค่าเท่ากับศูนย์ ภีมภัทรถอนหายใจยาว รู้สึกปวดหัวตุบๆ ราวกับมีใครกำลังทุบอยู่ด้านใน สุดท้ายคนนอนน้อยก็ได้แต่ผลักจานข้าวออกห่าง ก่อนจะยกมือนวดขมับเงียบๆ

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อได้กลับมายังสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะออกอาการมากขนาดนี้ ต้นเหตุคงไม่พ้นการได้เจอกับใครบางคนที่ไม่ได้เจอมานาน

ร่างสูงโปร่งขยับกายลุกขึ้นยืน เขาเดินตรงไปยังห้องพักแขกชั้นล่างที่เพิ่งมีคนเข้ามาอาศัยเมื่อวาน หลังจากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่นานด้วยไม่รู้ว่าควรเคาะหรือไม่ เพราะถึงประมุขจะบอกว่าจักรพรรดิตื่นเช้ามากอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่านี่จะเช้าเกินไปหรือเปล่า

“เขาจะตื่นตอนนี้ได้ยังไงกัน” พึมพำจบแล้วก็เตรียมตัวหันหลังกลับไปทางเดิม แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า…

เพล้ง!

เสียงอะไรบางอย่างที่ดังมาจากด้านในทำให้คนที่กำลังหันหลังสะดุ้ง ภีมภัทรทิ้งทุกเหตุผลในใจ เขาผลักประตูที่ไม่ได้ล็อคเข้าไปด้านในห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลาคิด

โชคดีที่เมื่อวานฮ่องเต้ซึ่งเป็นคนพาจักรพรรดิมาส่งที่ห้องไม่ได้ล็อคประตูไว้

“พี่จักร!” ภีมภัทรส่งเสียงเรียกด้วยความเป็นห่วงโดยลืมแม้กระทั่งสรรพนามที่ใช้เรียก ยิ่งเมื่อไม่เห็นเจ้าของห้องอยู่บนเตียงแบบที่ควรเป็นเขาก็ยิ่งใจหาย

สองขายาวก้าวไวๆ ไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก สายตาสอดส่องหาคนที่หายไปไหนก็ไม่รู้ และสิ่งแรกที่เห็นก็คือรถวีลแชร์ที่ล้มอยู่หน้าห้องน้ำ

“พี่จักร…” ภีมภัทรพึมพำเสียงแผ่ว ภาพของชายหนุ่มตัวสูงทว่าผอมแห้งซึ่งล้มอยู่บนพื้นทำให้เขาเจ็บปวดจนพูดแทบไม่ออก

“โธ่เว้ย!” จักรพรรดิปัดเศษแก้วน้ำที่แตกกระจายบนพื้นด้วยความหงุดหงิดโดยไม่สนใจว่ามันจะบาดมือตัวเองหรือไม่ ใบหน้าคมคายดูกราดเกรี้ยวจนไม่ว่าใครก็คงหวาดกลัว ทว่าคนที่ยืนนิ่งอยู่นานกลับไม่มีท่าทีใดเพิ่มเติม เขาเดินเข้าไปหา ถือวิสาสะนั่งยองๆ ลงด้านข้างแล้วจับมือจักรพรรดิไปกุมไว้ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวยากจะคาดเดายามได้เห็นเลือดไหลออกมาจากมือของอีกฝ่าย

“อย่าทำร้ายตัวเองเลยครับ” เขาพูดเพียงแค่นั้น ทั้งยังไม่ยอมปล่อยมือออก เพียงกุมมือใหญ่ไว้นิ่งๆ

“อย่ามายุ่งกับฉัน!” คนเจ้าอารมณ์สะบัดมือออกอย่างแรง ดวงตาคมกริบมองมือขาวของภีมภัทรที่โดนเหวี่ยงกระแทกประตูโดยไม่คิดขอโทษ

คนที่อยู่ๆ ก็เจ็บตัวไม่แสดงท่าทีใดๆ เขาเพียงกุมมือตัวเองชั่วครู่ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม

“ลุกขึ้นเถอะครับ ผมช่วย”

“บอกว่าอย่ายุ่งไงวะ!”

“พี่จักร…” เพียงเสียงเรียกแสนแผ่วเบากลับทำให้คนที่กำลังโมโหหยุดชะงักทุกสิ่ง จักรพรรดิมองใบหน้าแสนคุ้นเคยที่นึกยังไงก็นึกไม่ออกนิ่งงัน ในขณะที่คนถูกมองเลือกที่จะไม่สนใจ เขาคว้าแขนคนที่กองอยู่กับพื้นไว้ อาศัยจังหวะที่ใครอีกคนไม่ทันตั้งตัวออกแรงทั้งหมดเพื่อรั้งร่างสูงใหญ่ขึ้น

จักรพรรดิมองคนข้างกายด้วยความไม่เข้าใจ ขาทั้งสองข้างที่ไร้ซึ่งความรู้สึกทำให้เขาไม่สามารถบังคับตัวเองได้ตามต้องการ แรงที่เทไปทางใครอีกคนไม่ใช่น้อยๆ แต่แม้ทำท่าจะล้มเพราะขนาดตัวที่ต่างกันสักกี่ครั้ง อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือ รู้ตัวอีกทีเขาก็นั่งอยู่บนเตียงเสียแล้ว

ภีมภัทรปล่อยให้คนตัวสูงมองตามตัวเองโดยไม่คิดพูดอะไร เขาเดินไปตั้งวีลแชร์ที่ล้มอยู่ขึ้นดีๆ แล้วเข็นรถมาจนชิดเตียง หลังจากนั้นก็หาอุปกรณ์มาทำแผลที่โดนแก้วบาดให้เงียบๆ โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เรียบร้อยแล้วก็หายออกจากห้องไปพักใหญ่และกลับมาพร้อมถาดอาหารในมือ

“นาย…” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจทำให้คนที่กำลังรินน้ำชะงักไปครู่หนึ่ง ภีมภัทรเงยหน้ามองคนเรียกด้วยสายตาที่ดูเหมือนไร้ความรู้สึก แต่ไม่รู้ทำไม...จักรพรรดิถึงคิดว่าตัวเองดูออกชัดเจนนักว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกอะไร

“ทานข้าวเถอะครับ” สุดท้ายคนโดนจ้องก็อดทนไม่ไหวจนต้องพูดตัดบทไป

“นายเรียกฉันว่าอะไร”

คราวนี้ภีมภัทรนิ่งสนิท เขาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หันมาสบตาคนถามด้วยความมั่นคง

“พี่จักร”

คงไม่แปลกนักหากจะใช้คำเรียกนั้นกับคนที่มีอายุมากกว่า แต่สำหรับจักรพรรดิที่ถูกเรียกว่าคุณมาเป็นสิบปี อีกทั้งคำเรียกนั้นยังมีเพียงน้องชายสองคนที่ใช้เรียก คงไม่แปลกนักหากเขาจะไม่ชอบใจยามได้ยิน แต่ที่น่าสงสัยก็คือ…

ทำไมเขาถึงได้รู้สึกคุ้นเคยยามที่คนคนนี้เรียกแบบนั้นกัน

“นายรู้จักฉันมาก่อน” แม้ขาสองข้างจะใช้การไม่ได้ แต่หัวสมองระดับหัวกะทิของวงการก็ทำให้เขาเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว ถึงเมื่อวานจะไม่มั่นใจนัก แต่วันนี้เขามั่นใจเสียยิ่งกว่าอะไรว่าจะต้องเคยรู้จักกับภีมภัทรมาก่อน และเมื่อคิดได้แววตาที่เคยสับสนก็แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นแทบจะทันที “เราเคยรู้จักกันได้ยังไง”

“ผมก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าพูดไปแล้วคุณจำไม่ได้มันคงไม่ดีแน่”

ดื้อ…

จักรพรรดิขมวดคิ้วเมื่อความคิดบางอย่างวาบเข้ามาในหัว คำคำนั้นคงไม่เหมาะจะใช้กับคนที่ไม่สนิทนัก แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้มองว่าคนพูดช่างดื้อด้านเหลือเกิน

คิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกว่าจะคิดเรื่องไร้สาระมากเกินไป สุดท้ายคนที่หายจากอารมณ์โมโหโดยไม่รู้ตัวก็ได้แต่เอนกายพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าราบเรียบเย็นชา

“ทานข้าวเถอะครับ” ภีมภัทรลอบยิ้มโดยไม่ให้คนบนเตียงสังเกตเห็น ใจจริงเขาอยากจะฉีกยิ้มออกมากว้างๆ เสียด้วยซ้ำเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด

จริงอยู่ที่เขาไม่กล้าบอกจักรพรรดิตรงๆ ว่าพวกเขาเคยรู้จักและสนิทกันขนาดไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาหวาดกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วอีกฝ่ายจำไม่ได้ตัวเองจะต้องเจ็บอยู่คนเดียว ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดปิดบังหากจักรพรรดิสงสัยและเริ่มจำทุกอย่างได้เองช้าๆ ภีมภัทรแค่คอยพูดเร่งปฏิกิริยาก็พอแล้ว นอกจากนั้นจักรพรรดิยังได้รับการเยียวยาโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย อย่างเรื่องเมื่อครู่เองก็เหมือนกัน...ดูเหมือนคนเจ้าอารมณ์จะลืมไปแล้วว่าตอนแรกตัวเองกำลังหัวเสียขนาดไหน ซึ่งไม่ว่าจะทางไหนเขาก็ได้ผลประโยชน์ทั้งนั้น

แม้อยากช่วยเท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง…คนที่เห็นแก่ตัวและอยากมีความสุขไม่ต่างจากคนทั่วไป

“นี่ครับ” ภีมภัทรยกข้าวต้มที่วางทิ้งไว้จนอุ่นขึ้นแล้วยื่นไปให้คนที่ยังนั่งนิ่ง แต่จนแล้วจนรอดจักรพรรดิก็ยังไม่รับชามข้าวไปเสียที “ถ้าไม่กินจะเหลือแต่กระดูกเอานะ”

แค่นี้ก็ผอมมากอยู่แล้ว…

ดวงตาคู่สวยกวาดมองร่างที่ดูผ่ายผอมกว่ามาตราฐานความสูงของเจ้าตัวพอควรด้วยความไม่พอใจโดยไม่คิดปิดบัง

“...”

“เอาแบบนี้แล้วกัน…” ทายาทรังสิมันตุ์ที่เพิ่งเคยดูแลใครจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิตถอนหายใจยาวเหยียด ชามข้าวต้มที่หยิบยื่นให้ถูกดึงกลับมาวางบนตัก ก่อนมือเรียวขาวจะตักข้าวขึ้นมาคำหนึ่งแล้วเอาเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย

จักรพรรดิมองท่าทางนั้นด้วยแววตาเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมุ่นคือประโยคที่ตามมา

“พี่จักรกินหนึ่งคำ ภีมช่วยกินหนึ่งคำ”


‘ภีมไม่อยากกินแล้ว’

‘แต่ภีมไม่สบาย…’

‘พี่จักร…’

‘เอาแบบนี้แล้วกัน…’

‘หือ’

‘ภีมกินหนึ่งคำ พี่ช่วยกินหนึ่งคำ…ดีไหม’



เสียงที่ดังขึ้นในส่วนลึกของความทรงจำทำให้คนนึกถึงปล่อยสติให้ล่องลอยไปครู่หนึ่ง และนั่นทำให้คนที่รออยู่ก่อนแล้วยัดช้อนเข้ามาในปากเขาได้สำเร็จในที่สุด เจ้าของใบหน้าอ่อนโยนที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงหน้ากากจอมปลอมเผยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจราวอดไม่อยู่เมื่อเห็นเขายอมเคี้ยวข้าว

ต้องการอะไรกันแน่…

เขาจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งยังรู้ตัวดีว่าไม่เคยความจำเสื่อม จริงๆ แล้วตั้งแต่ไปอยู่เมืองนอกมานานหลายปีก็แทบจะลืมเรื่องราวทางนี้ไปจนหมดสิ้น แม้แต่ความทรงจำสมัยเด็กที่มีร่วมกับน้องชายเขาก็จำแทบไม่ได้ นอกจากน้องทั้งสองคนแล้ว คนที่ยังพอจะนึกออกก็มีเพียงครูใหญ่ของบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งพ่อเคยพาไปฝากไว้บ่อยๆ กับลูกของท่าน แต่ถึงพอจะจำได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนึกเรื่องราวต่างๆ ที่เคยทำร่วมกันออก

แล้วทำไม…

ทำไมถึงจำเรื่องของคนคนนี้ไม่ได้เลยสักนิด...แม้จะรู้สึกคุ้นเคย คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมาที่นี่อยู่หลายครั้ง แม้แต่เจ้าของสวนที่เป็นเพื่อนกับพ่อเขาก็ยังพอจำได้

แต่กับคนตรงหน้า…

“ภีม…” เสียงเรียกด้วยความเผลอไผลราวกับกำลังนึกถึงใบหน้าของเจ้าของชื่อทำให้ภีมภัทรสะดุ้งเฮือก ดวงตาคู่สวยจ้องมองคนเรียกโดยไม่คิดขานรับ หากประกายของความหวังที่พาดผ่านกลับไม่อาจควบคุมได้

จักรพรรดิหรี่ตาด้วยความไม่แน่ใจ ยิ่งนึกมากเท่าไหร่ภาพในหัวก็ยิ่งชัดเจน เขามองเห็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล แต่ใบหน้านั้นถูกปกคลุมด้วยหมอกจนมองไม่เห็น

เขารู้จักภีมภัทร…เหมือนจะเริ่มจำได้ว่าเคยเห็นใบหน้านี้มาก่อน

แต่ก็แค่รู้จัก ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่านั้น ภีมภัทรเป็นแค่ส่วนหนึ่งในความทรงจำ และก็เป็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ...ที่เขาจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ว่าเคยมีความทรงจำอะไรร่วมกันบ้าง

“ฉันเคยรู้จักนาย” เมื่อสรุปได้แล้ว คนไม่คิดอะไรก็บอกออกไปตามตรง “รู้สึกได้ว่าเคยรู้จัก แต่นึกไม่ออกสักนิดว่าเคยทำอะไรร่วมกันบ้าง”

เพราะคิดไปแล้วว่าคงไม่สำคัญถึงได้ลืม ดังนั้นถ้าพูดออกไปตรงๆ คนฟังคงจะถอยห่างออกไปตามที่เขาต้องการ…..รวมถึงจะได้หยุดมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นเสียที

“ครับ”

จักรพรรดิหรี่ตามองคนที่ตอบรับหน้าตาเฉยนิ่งงัน แต่เมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใส่ใจก็ดีอยู่แล้ว คิ้วที่ขมวดจึงคลายออก และเตรียมตัวจะหลับตาลงเพื่อรอให้ใครอีกคนออกจากห้องไป เพียงแต่…

“ทานข้าวให้หมดก่อนสิครับ”

“นาย…”

ภีมภัทรอาศัยจังหวะที่คนพูดอ้าปากยัดช้อนข้าวต้มเข้าไปอย่างไม่อ่อนโยนนัก เขาเห็นจักรพรรดิแสดงท่าทีตกใจน้อยๆ เหมือนไม่คาดคิดก็หลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่

“คนละคำไง”

“ใคร...แค่กๆ” คนที่ตั้งท่าจะโวยวายไอค่อกแค่กเมื่อเกิดสำลักกะทันหัน เล่นเอาคนด้านข้างตกใจจนต้องหันไปหยิบน้ำแล้วเลื่อนมือไปลูบหลังให้ด้วยความเป็นห่วง

ภีมภัทรลูบหลังให้จนคนสำลักหายไอ เศษอาหารและน้ำที่ไหลเลอะมุมปากของจักรพรรดิทำให้เขาเผลอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ใช่ว่านึกรังเกียจ แต่เป็นเพราะเห็นคนสำลักเอนกายพิงพนักเตียงอย่างเหนื่อยอ่อย อีกทั้งแขนที่พยายามยกขึ้นยังสั่นเทาจนไม่อาจยกเช็ดหน้าตนเองได้ดั่งใจ จักรพรรดิเกือบบันดาลโทสะตามแรงอารมณ์เมื่ออาการที่นึกชังกลับมาเล่นงานอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ฝ่ามือเรียวขาวของคนที่มองอยู่แต่แรกกลับสัมผัสลงบนมุมปากเขาอย่างอ่อนโยน ขับไล่อารมณ์รุนแรงที่มีจนจางหายไปโดยไม่รู้ตัว

มือขาวสะอาดเช็ดเอาคราบอาหารและน้ำที่ไหลเลอะกรอบหน้าคมออกให้จนหมด ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำและออกมาอีกครั้งพร้อมผ้าขนหนูกับกะละมังอีกใบ ภีมภัทรไม่ได้พูดอะไรออกมายามลงมือถอดเสื้อผ้าของคนป่วยออก ในขณะที่จักรพรรดิซึ่งหมดเรี่ยวแรงครึ่งแรกและครึ่งหลังไปกับการพยายามไปห้องน้ำเองจนล้มไม่เป็นท่ากับการสำลักอาหารทำได้เพียงขยับสายตามองตาม

“ขอโทษ...”

นอกจากน้องชายทั้งสองคน นี่เป็นครั้งแรก...ที่เขาได้รับสายตารู้สึกผิดและเป็นห่วงจากใจจริง

“ผมขอเรียกคุณแบบเมื่อก่อนได้ไหม” คนพูดกัดริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ มือที่กำลังติดกระดุมเสื้อให้คนบนเตียงสั่นเทาจนน่าสงสาร “เป็นภีม...กับพี่จักรเหมือนเดิม”

ถึงจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรด้วยกันบ้างก็ไม่เป็นไร...แค่ยังพอนึกออก...แค่ได้รู้ว่าภีมคนนี้เคยมีตัวตนอยู่ในความทรงจำก็พอแล้ว

ภาพคนตาสวยที่กำลังเม้มปากเกร็งและมือสั่นเทานั้นอยู่ในสายตาของจักรพรรดิทั้งหมด เขาเหลือบตามองนิ้วเรียวยาวที่ถือวิสาสะวางทาบอยู่บนมือเขาโดยไม่พูดอะไร น่าแปลกที่ความรู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจสัมผัสจากคนนอกไม่ได้เกิดขึ้นกับคนคนนี้

เพราะเคยรู้จักงั้นเหรอ…

ไม่...ไม่ใช่…

ก่อนที่จะได้คิดมากกว่านั้น สัมผัสที่เหมือนจะผละออกห่างจากคนข้างกายก็ทำให้สติที่ใกล้ล่องลอยกลับมาสู่ตัวอีกครั้ง จักรพรรดิมองใบหน้าที่เหมือนจะอ้อนวอนของคนด้านข้างนิ่งงัน และสุดท้าย...เขาก็ปิดเปลือกตาลงพร้อมเอ่ยคำพูดแผ่วเบาที่ทำให้คนฟังยิ้มกว้าง

“ตามใจ”

.

.

ท่ามกลางความมืดมืดที่ไร้ซึ่งแสงใด...ท่ามกลางความมืดมิดที่เขามองเห็นทุกครั้งที่หลับตา…และท่ามกลางความเลวร้ายที่ตามหลอกหลอนแม้ในความฝันมาอย่างยาวนาน…

นับเป็นครั้งแรก...ที่บรรยากาศเย็นยะเยือกรอบกายไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บเหมือนเคย ความอบอุ่นสายหนึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่ว ลบเลือนแล้วซึ่งความหนาวเหน็บ

และไม่รู้ว่าที่มาของความอบอุ่นสายนั้น...จะเกิดจากสัมผัสแผ่วเบาที่ปลายนิ้วนี่หรือเปล่า

“พี่จักร…”

“พี่จักร…”

อา...

ดูเหมือนสีดำรอบกาย...จะเริ่มมีประกายแสงกำเนิดขึ้นตอนนี้เอง


——————-




TALK : อาจจะเข็นมาได้ช้าๆหน่อยนะคะ เราจะไม่ค่อยว่างจนถึงต้นเดือนเมษา หลังจากนั้นจะมาสม่ำเสมอแน่นอนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ

ปล.ตอนนี้ออกซิเจนกำลังเปิดพรีแบบเงียบๆ อยู่นะ เข้าไปสั่งที่เว็บ Yholicbooks ได้เลย ช่วงปลายเดือนหน้าหรือต้นกุมภาน่าจะได้เห็นตามร้านค่ะ


 

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด