กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 29 [END] (8/08/12) <ปิดจอง> กรงเกล็ดมังกร และบัลลังก์+สัตยา ถึง 17/10
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 29 [END] (8/08/12) <ปิดจอง> กรงเกล็ดมังกร และบัลลังก์+สัตยา ถึง 17/10  (อ่าน 125750 ครั้ง)

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

**************************************************

รอบนี้เปิดจองแบบยกเซ็ต 3 เรื่องเลยนะคะ เลยจะเปิดยาวๆ2เดือนเลย จะได้เก็บเงินกันทันนะคะ ^ ^


ระยะเวลาการจอง 18 สิงหาคม 2555 - 17 ตุลาคม 2555

แต่การจองรอบนี้เซียร์จะส่งหนังสือค่อนข้างช้า เพราะถึงช่วงปิดจองเซียร์ึคงจะต้องทำงานประจำแล้ว ดังนั้น เซียร์จะมีการแจ้งความคืบหน้าเป็นช่วง ๆ หลังปิดการจองเท่าที่ทำได้ผ่านทาง http://www.facebook.com/ZiarNovel ค่ะ



กรงเกล็ดมังกร

ภาพปก





เพิ่มตัวอย่างที่คั่นหนังสือของกรงเกล็ดมังกรค่ะ




สำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้เชิญทดลองอ่านได้>>>ที่นี่<<<

ข้อมูลหนังสือ

ผู้แต่ง+ภาพ+everything : Ziar
ราคา : 500 บาท/ชุด (ชุดละ2เล่ม)

============================================





นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ใน บัลลังก์ปีกหงส์ นะคะ


สารบัญ

ตอนที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27, 28, END
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-10-2012 20:38:12 โดย ZIar »

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #1 เมื่อ10-11-2011 17:07:03 »

กรงเกล็ดมังกร


-1-


   ชิงหลง จูเชว่ ไป๋หู่ เสวียนอู่ เสาหลักทั้งสี่ของฮ่องกงซึ่งปกปิดตัวตนในโลกเบื้องหลังไว้ภายใต้ฐานะนักธุรกิจใหญ่ และมีอำนาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในเกาะแห่งนี้ เรียกได้ว่า เพียงพวกเขาขยับมือ เกาะฮ่องกงก็พร้อมจะสั่นสะเทือน ด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่นั้นย่อมไม่อาจปล่อยไว้ในมือของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ด้วยเหตุนั้นอำนาจจึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วน และมีการตั้งกฎเกณฑ์ระหว่างกันอย่างชัดเจน

   ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

   หากผู้ใดทำสิ่งใดไว้ย่อมต้องแลกสิ่งตอบแทนด้วยราคาเดียวกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามแต่ พวกเขาจะต้องจัดการกับอีกผู้หนึ่งด้วยมือของพวกเขาเองด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน และจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ให้ผู้อื่นรับรู้ เรื่องทุก ๆ อย่างจะต้องเกิดและจบเป็นการภายใน ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องบานปลายและส่งผลต่อองค์กรนั่นเอง

   สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกถ่ายทอดให้แก่รุ่นต่อรุ่น เด็กชายและเด็กหญิงซึ่งจะกลายเป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรมในอนาคต เป็นเสมือนการขีดเส้นชะตาให้แก่คนผู้หนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสจะได้ใฝ่ฝันถึงอนาคตอันแสนหวานเช่นคนอื่นทั่วไป และต้องแบกรับภาระอันหนักหนาเฉกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษก่อร่างสร้างกันมา

   ตระกูลเซิน คือหนึ่งในตระกูลหลักทั้งสี่ นับแต่บรรพบุรุษรุ่นแรกย้ายจากจีนแผ่นดินใหญ่มาปักหลักในฮ่องกงแห่งนี้ ก็ได้จับมือกับอีกสามตระกูลตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา โดยตระกูลเซินเลือกชัยภูมิทางใต้ของเกาะซึ่งแม้มีเนื้อที่น้อยและเป็นแหลมยื่นไปในทะเล แต่ก็มีเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจายมากมาย ในสายตาคนอื่น ๆ มองว่าเป็นเขตที่ปกครองยากจึงยกให้แต่โดยดี ถึงอย่างนั้นสำหรับหัวหน้าตระกูลเซินผู้มองการณ์ไกลแล้ว เขาได้เล็งเห็นว่าเกาะเล็กเกาะน้อยเหล่านี้จะใช้เป็นสถานที่เก็บซ่อนสิ่งผิดกฎหมายได้ดี ยากที่หน่วยงานรัฐจะยื่นมือเข้ามาข้องเกี่ยวและตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนั้นทางใต้ของเกาะฮ่องกงจึงกลายเป็นถิ่นฐานของคนตระกูลเซินนับแต่นั้น พร้อม ๆ กับตำแหน่ง จูเชว่ หงส์แดงผู้ปกครองทิศใต้ตามคติจีนโบราณ

   มาถึงรุ่นปัจจุบัน ฐานอำนาจของตระกูลเซินแผ่ขยายและฝังรากลงในเกาะฮ่องกง และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับอีกสามตระกูลที่ปกครองในแต่ละเขต ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันคือ เซินจง เขาเป็นคนหัวโบราณตัดสินใจจะใช้ชื่อจีนที่บิดาตั้งให้มากกว่าชื่อตะวันตกแม้ว่าฮ่องกงจะยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ก็ตาม

   แต่แม้เป็นคนหัวโบราณอย่างไรก็มีข้อยกเว้นเสมอ เมื่อเขาเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไม่นาน เขาก็ได้พบรักกับหญิงสาวต่างชาติ ทั้งสองมีลูกด้วยกันโดยที่ไม่ได้แต่งงานเพราะผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงไม่เห็นด้วยที่จะให้บุตรสาวลงหลักปักฐานในเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ สิ่งที่เธอเหลือเอาไว้ให้เซินจงจึงเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่มีผมสีน้ำตาล และรูปจมูก รูปปากที่เหมือนผู้เป็นแม่อย่างไม่ผิดเพี้ยน

   ในตอนที่บุตรชายเกิด มีเด็กชายหญิงหลายคนที่ไม่ได้ใช้ชื่อตะวันตกอีกต่อไป เขาจึงตั้งชื่อให้แก่บุตรชายว่า เซินหมิงเฟิ่ง

   ช่วงชีวิตของเซินจงมีหลายสิ่งเกิดขึ้นและส่งอิทธิพลต่อผู้เป็นบุตรชายเช่นกัน เขาเป็นผู้นำตระกูลเซินและหน้าที่ของเขาคือการเคี่ยวเข็ญให้เซินหมิงเฟิ่งกลายเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่เด็กน้อยย่อมต้องการความรักมากกว่าความเข้มงวด และเมื่อเซินจงตกหลุมรักอีกครั้งหนึ่งกับหญิงสาวชาวฮ่องกง เขาและเธอจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกันโดยไม่ฟังคำทัดทานของใครทั้งสิ้น การตัดสินใจครั้งนั้นได้ส่งผลดีกับเด็กน้อยเซินหมิงเฟิ่ง ทำให้เขาได้กลายเป็นเด็กที่สมบูรณ์พร้อม ถึงอย่างนั้นเวลาแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน หญิงสาวจากไปด้วยโรคร้ายโดยไม่มีลูกให้แก่เซินจงแม้แต่คนเดียว ชีวิตของเซินหมิงเฟิ่งจึงกลับสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง

   เมื่อแม่เลี้ยงเสียชีวิต เซินหมิงเฟิ่งก็ถูกบิดาส่งตัวไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และเมื่อเขาอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เขาก็ได้กลับมาเยือนเกาะฮ่องกงอีกครั้งหลังจากที่ต้องจากไปหลายปี

-------------------->

   ไฟลท์บินจากอังกฤษเพิ่งมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงได้ไม่นาน ชายหนุ่มคนหนึ่งทอดสายตามองรอบตัวเพื่อมองหาคนที่น่าจะพอคุ้นหน้าคุ้นตา ถึงอย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์เพราะเขาไปจากที่นี่เกือบสิบปี ซ้ำตอนเขาจากไปก็ยังอายุน้อย ตอนนี้ทุกคนที่เขารู้จักคงเปลี่ยนไปหมดแล้ว

   ชายหนุ่มลากกระเป๋าใบโตยี่ห้อดังไปที่มุมหนึ่งเพื่อหลบความพลุกพล่านของผู้คน และจะได้เป็นที่สังเกตของคนที่มารับง่ายขึ้น ซึ่งมันก็ได้ผล เพียงไม่นานก็มีคนเดินเข้ามาหาเขา เป็นผู้ชายในชุดสูทสีดำดูเรียบร้อยสองคน การแต่งกายแม้ดูเป็นทางการแต่ก็ไม่ได้ผิดสังเกตจากคนอื่น ๆ ภายในท่าอากาศยาน ทำให้ไม่มีใครสนใจหันมามองพวกเขาจนดูเหมือนตัวประหลาด

   “นายน้อย พวกเรามารับแล้วครับ” ชายคนหนึ่งพูดเบา ๆ พร้อมโชว์สัญลักษณ์รอยสักที่ข้อมือเป็นรูปหงส์สีแดงให้เขาเห็น

   “ถ้าอย่างนั้น ฝากนี่ด้วยนะ” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแบบตะวันตกเลื่อนกระเป๋าให้คนทั้งสอง แล้วเดินตามไปยังรถที่จอดรออยู่ในลานจอดของท่าอากาศยาน ดูเหมือนทางบ้านเองก็จะรู้ดีว่าของน่าจะเยอะ จึงได้ส่งรถคันใหญ่มาและสามารถยัดกระเป๋าเดินทางใบเขื่องลงไปได้

   “ฝีมือเหล่าซือแน่ ๆ ใช่ไหม?” เขาถามชายในชุดดำที่เป็นคนขับ

   “ครับ พ่อบ้านหวางสั่งมาแบบนี้ครับ” เมื่อได้รับคำตอบ ชายหนุ่มก็พยักหน้าแล้วนึกขำในใจ ทั้งที่จากไปนานแต่เขาก็รู้สึกว่าคุ้นชินกับนิสัยแบบนี้ของหวางซือ พ่อบ้านประจำตระกูลเซินเป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะทุกครั้งที่เขาได้รับโทรศัพท์จากทางบ้าน หวางซือมักจะกำชับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาด้วยทุกครั้งเหมือนกับเป็นพ่อคนที่สองทีเดียว นั่นยังไม่ได้รวมถึงจดหมายและพัสดุที่ฝ่ายนั้นส่งมาให้เป็นประจำอีก

   เขาหวังว่าที่บ้านจะยังคงเหมือนเดิมก่อนที่เขาจะจากไป ถึงจะรู้ว่าตนเองจะไม่คุ้นเคยได้ในเร็ววันก็ตาม

   เซินหมิงเฟิ่งยังจำได้ ในวันที่ครอบครัวตัดสินใจส่งเขาไปเรียนที่อังกฤษ เขาร้องไห้และอ้อนวอนให้พ่อเปลี่ยนความคิด แต่มันก็ไม่ได้ผล พ่อของเขาใจแข็งยิ่งกว่าเพชรและที่ยิ่งกว่านั้น ยังจัดการเตรียมทุกอย่างให้เขาอย่างพร้อมสรรพ แม้แต่การอยู่กินที่ต่างแดน

   เขาถูกส่งไปอยู่บ้านแม่....แม่แท้ ๆ ที่ไม่เคยคิดว่ามีตัวตน

   ครอบครัวของแม่ต้อนรับขับสู้เขาเป็นอย่างดี ไม่มีท่าทีของการต่อต้านเลยทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลูกนอกกฎหมาย และแม่เองก็มีครอบครัวใหม่ของตัวเองแล้ว

   การอยู่ที่อังกฤษราบรื่นกว่าที่คิด เขาสามารถเข้ากับน้องต่างพ่อได้ดีและได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย จนกระทั่งพ่อเรียกตัวเขากลับ

   และตอนนี้ ยานพาหนะที่เขาโดยสารก็มาถึงรั้วบ้านหลังหนึ่งซึ่งเมื่อมองเข้าไปข้างในจะเห็นบ้านขนาดใหญ่โตจนใครผ่านไปมาก็คงรู้ฐานะเจ้าของบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย และที่ข้างรั้วก็มีป้ายติดไว้ว่า ‘เซิน’ ใช่แล้ว นี่คือบ้านตระกูลเซิน บ้านใหญ่ที่หัวหน้าตระกูลอาศัยอยู่ บ้าน....ของเขา

   ประตูรั้วเปิดออกด้วยระบบออโตเมติก รถจึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปด้านในและขยับไปหยุดนิ่งที่หน้าทางเข้าบ้าน เมื่อเซินหมิงเฟิ่งลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าใบเขื่อง รถก็ขยับเลื่อนออกไป ไม่นานนักก็มีชายสูงวัยวิ่งออกมาจากในบ้าน เขาพินอบพิเทาเข้าไปหาเซินหมิงเฟิ่งอย่างสุภาพ

   “นายน้อย...”

   “เหล่าซือ?” เซินหมิงเฟิ่งจดจำชายสูงวัยที่เข้ามาทักทายได้ทันที เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานถึงเกือบสิบปีแต่ผู้ชายคนนี้ยังดูไม่เปลี่ยนไปเลย

   “โถ นายน้อยของเหล่าซือ ไม่ได้เจอกันหลายปี โตขึ้นเยอะจนเหล่าซือจำไม่ได้เลย” หวางซือ พ่อบ้านใหญ่ประจำตระกูลเซินเข้ามาลูบแขนลูบมือเป็นการใหญ่ เขามีโอกาสได้เลี้ยงดูนายน้อยคนนี้แค่เพียงวัยเด็กเท่านั้น ยังไม่ทันจะได้ย่างเข้าสู่วัยรุ่นก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศแล้ว การติดต่อก็ได้แต่ทางไกลไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลยนอกจากรูปถ่ายที่นาน ๆ ครั้งเซินหมิงเฟิ่งจะส่งกลับมาที่บ้าน

   “แต่ผมจำเหล่าซือได้แม่นเลย แล้วอาซิงล่ะครับ? คุณอาซานกับคุณเหม่ยด้วย” เซินหมิงเฟิ่งทวนถึงคนตระกูลหวางทุกคน หวางซิงคือหลานชายคนเดียวของหวางซือ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเซินหมิงเฟิ่งจึงเปรียบเสมือนพี่ชายที่สนิทสนมด้วยที่สุด หวางซานและฮว่าเหม่ยคือพ่อและแม่ของหวางซิง และเป็นเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเซินหมิงเฟิ่งเช่นกัน

   หวางซือใบหน้าสลดลงเล็กน้อย

   “อาซิงยังไม่กลับจากมหาวิทยาลัย ส่วนอาซานก็ไปทำงานกับนายท่านครับ ส่วนอาเหม่ย....เสียไปได้ 5 ปีแล้วครับนายน้อย”

   เซินหมิงเฟิ่งอึ้งไป เขาขมวดคิ้ว

   “เกิดอะไรขึ้นครับ?”

   “เฮ้อ...อาซานกับอาเหม่ยตัดสินใจจะมีลูกอีกคนหนึ่ง....” หวางซือเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและดูเหนื่อยล้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาโศกเศร้ากับเรื่องนี้มากแค่ไหน “แต่อาเหม่ยสุขภาพไม่ค่อยดี พออาซิ่วเกิดอาเหม่ยก็เสีย แต่เหล่าซือไม่อยากให้เรื่องนี้กวนใจนายน้อยที่กำลังตั้งอกตั้งใจเล่าเรียนอยู่ทางนั้นเลยไม่ได้เล่าให้ฟัง หวังว่านายน้อยคงไม่ถือโทษเหล่าซือนะครับ”

   เซินหมิงเฟิ่งรู้สึกใจหายวาบ ไม่คิดว่าเมื่อกลับมาจะพบเจอข่าวร้ายอย่างนี้ แต่เขาก็ถือโทษโกรธหวางซือไม่ได้ อีกฝ่ายต้องแบกรับความโศกเศร้าจากการตายของลูกสะใภ้ไปพร้อม ๆ กับการดูแลความเป็นอยู่ของคนในบ้านและยังคอยเอาใจใส่เขาที่อยู่อีกฝากโลกเสมอ การที่ไม่บอกเรื่องนี้กับเขา หวางซือคงมองว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า

   “เอาเถอะเหล่าซือ ผมไม่ว่าอะไรหรอก เราเข้าบ้านกันเถอะ” เซินหมิงเฟิ่งผ่อนลมหายใจออกแล้วให้ครับใช้ยกกระเป๋าเข้าไปในบ้าน “พ่อล่ะครับ?”

   “นายท่านมีงานด่วนเลยรีบไปเมื่อครู่นี้เองครับ ความจริงแล้วนายท่านอยากจะรอพบนายน้อยมาก...” เหล่าซือยังพูดไม่ทันจบ เซินหมิงเฟิ่งก็ยกมือขึ้นปรามแล้วยิ้มบาง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าที่หวางซือพูดนั้นแค่อยากจะให้เขารู้สึกดีใจ เขารู้จักพ่อตัวเองดี เซินจงเป็นผู้ชายเจ้าระเบียบและเหมือนคนไร้หัวใจ นับแต่แม่เลี้ยงเสียชีวิตเขาก็สัมผัสได้ถึงการปิดกั้นตัวเองของผู้เป็นพ่อ ตัวเขาในสมัยเด็กแทบจะจำไม่ได้เลยว่าเซินจงเคยยิ้มให้เขาสักกี่ครั้ง เคยอุ้มชูเขาด้วยมือคู่นั้นสักกี่หน และเคยพูดสักครั้งไหมว่ารักเขามากแค่ไหน

   เป็นการกลับบ้านที่เงียบเหงาและว่างเปล่า ไม่มีใครแม้สักคนที่มารอต้อนรับแล้วกอดทักทาย...

   เซินหมิงเฟิ่งเดินนำขึ้นไปบนห้องชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอน เขาจดจำห้องนอนตัวเองได้ว่าเคยตั้งอยู่ตำแหน่งใด และมันก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่มีใครมาครอบครองแทนหรือถูกเปลี่ยนสถานะเป็นอย่างอื่น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องยังอยู่ในที่ที่ควรอยู่ และถูกทำความสะอาดอย่างดีเหมือนกับห้องที่เตรียมรอรับแขกที่มาพักอยู่ทุกเมื่อ

   ชายหนุ่มเดินไปยังเตียงแล้วลูบเบา ๆ บนเนื้อไม้ก่อนพบว่าไม่มีฝุ่นจับเลยแม้แต่น้อย

   “นายน้อยครับ กระเป๋านี่....” คนรับใช้ที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ในห้องเอ่ยขึ้นเพราะไม่รู้ว่าตนควรทำอะไรต่อไป เซินหมิงเฟิ่งหันไปมองแล้วยิ้มให้

   “วางกระเป๋าไว้ตรงนั้นแล้วไปทำงานต่อเถอะ ที่เหลือฉันจัดการต่อเอง”

   “แต่พ่อบ้านหวาง....”

   “ฉันสั่ง เหล่าซือไม่ว่าหรอก” เขายืนยันคำสั่งเดิมทำให้คนรับใช้ถอยออกไป เซินหมิงเฟิ่งเพียงแค่ต้องการสัมผัสสิ่งที่เป็นของเขา สถานที่ของเขาในบ้านหลังนี้เพียงลำพัง เพื่อให้รู้สึกถึงความคุ้นชินในสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว การจากไปนานแสนนานทำให้เขาแทบจะหลงลืมบรรยากาศในบ้านหลังนี้ไปเสียแล้ว

   เซินหมิงเฟิ่งลากกระเป๋ามาใกล้ ๆ เตียง แล้วจัดการเอาเสื้อผ้าออกมาเรียงไว้อย่างเรียบร้อย ตอนอยู่ที่บ้านแม่ที่อังกฤษ เขาถูกสั่งสอนให้ดูแลตัวเองโดยไม่มีใครมารับใช้เคียงข้างเหมือนตอนอยู่ที่นี่ กระเป๋าเดินทางจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเลย

   ใช้เวลาเพียงไม่นานสำหรับตัวเขา เสื้อผ้าก็เข้าไปจัดเรียงในตู้อย่างเรียบร้อย ส่วนเสื้อผ้าที่ยับจนน่าเกลียด เซินหมิงเฟิ่งก็จัดแยกไว้เพื่อนำไปให้แม่บ้านรีด

   เขาคิดว่าตัวเองใช้เวลาไม่นาน แต่เมื่อมองไปที่นาฬิกา เขาก็พบว่าเป็นเวลาเย็นทั้งที่เขามาถึงหลังเที่ยงเพียงเล็กน้อย

   เสียงเคาะประตูดังขึ้น

   “ครับ?” เขาขานออกไปตามนิสัย ตอนอยู่กับแม่ เขามักจะต้องขานแบบนี้เมื่อมีคนเคาะประตูเพราะอาจจะเป็นแม่หรือสามีของแม่เป็นคนมาเคาะมากกว่าน้อง ๆ ต่างพ่อของเขา

   “ผมเองครับ”

   เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้ว เสียงไม่คุ้นหู น่าจะเป็นคนรับใช้ในบ้าน

   “มีอะไรหรือ?”

   “พ่อบ้านหวางสั่งให้ผมมาเชิญนายน้อยไปทานอาหารเย็นได้แล้วครับ”

   เป็นคนรับใช้อย่างที่คาดเดา เซินหมิงเฟิ่งไหวไหล่ เขาอาจจะต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตที่ห่างหายไปนานนี้จริง ๆ ชีวิตที่จะมีคนรับใช้ล้อมหน้าหลังเหมือนกับสมัยเด็ก และคงไม่สามารถคาดหวังกับชีวิตอิสระได้เลยหลังจากนี้ไป....

-------------------->

   เซินหมิงเฟิ่งเดินลงมาข้างล่าง และในห้องอาหาร เขาก็พบโต๊ะกลมขนาดใหญ่ทำจากไม้เนื้อดี นั่งได้ราว ๆ 6 คน แต่ตอนนี้มีสำรับอาหารเพียงชุดเดียว

   “พ่อยังไม่กลับหรือครับ?” เขาหันไปถามหวางซือ

   “ระยะนี้นายท่านกลับบ้านดึกทุกวันครับ เห็นว่ามีงานมาก แล้วยังเป็นช่วงปลายปีแบบนี้ด้วย” เซินหมิงเฟิ่งฟังที่หวางซืออธิบายก็พยักหน้าเข้าใจ ตัวเขานั้นไม่ได้เรียนรู้งานบริหารเท่าไหร่นักในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่เขาก็สามารถรับรู้เรื่องสามัญได้หลาย ๆ อย่าง อย่างเช่นการปิดงานปลายปีและการทำโครงการใหม่ ๆ จะว่าไป ตอนที่นั่งรถกลับมาจากสนามบิน เขาก็เห็นสถานที่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ และหน้าทางเข้าก็มีสัญลักษณ์ของเครือธุรกิจตระกูลเซินประดับไว้เด่นหรา ไม่รู้ว่าเป็นการขยายเขตใหม่หรือเขตเดิมที่มีอยู่แล้วกำลังปรับปรุงกันแน่

   “ก็แสดงว่ามีผมคนเดียว” ชายหนุ่มมองโต๊ะแล้วพึมพำออกมา

   ใช่แล้ว เขาเริ่มจำได้ถึงชีวิตในสมัยเด็ก เขาเองก็มักจะต้องกินข้าวคนเดียวบ่อย ๆ เพราะพ่อติดงานยุ่งอยู่เสมอ ถึงแม้หวางซิงจะเป็นเสมือนพี่ชายแต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาตให้ร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนาย ความเหงาหงอยบนโต๊ะอาหารเป็นเหมือนชีวิตประจำวันของเขาจนกระทั่งพ่อแต่งงานใหม่ แม่เลี้ยงที่เขาแทบจะจำหน้าไม่ได้คือแขกคนสำคัญบนโต๊ะอาหารและในที่สุดก็กลายเป็นภาพที่เขาคุ้นตาที่จะมีหญิงสาวคนหนึ่งคอยหยอกล้อกับเขาระหว่างมื้ออาหาร

   แม้เมื่อเขาต้องไปอยู่บ้านแม่แท้ ๆ ที่ต่างประเทศ โต๊ะอาการที่นั่นก็ไม่เคยว่างเว้นผู้คน ครอบครัวเล็ก ๆ ที่แสนน่ารักนั้นมักจะให้ความสำคัญกับอาหารเย็นเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้า และเขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

   แต่ในวันนี้ เขาได้ย้อนกลับไปสู่วันวานอันเงียบเหงา ที่มีเขาอยู่เพียงคนเดียว

   เซินหมิงเฟิ่งนั่งลงที่โต๊ะอาหาร และลงมือจัดการกับสิ่งต่าง ๆ บนโต๊ะที่หวางซืออุตส่าห์ทำเพื่อเขาเป็นพิเศษ อาหารแต่ละชนิดล้วนทำจากวัตถุดิบคุณภาพดี เต็มไปด้วยเครื่องบำรุงสุขภาพ กลิ่นหอมของสมุนไพรทำให้เขานึกถึงคืนวันเก่า ๆ บรรยากาศเก่า ๆ สิ่งที่เขายังไม่เคยแน่ใจว่าควรจะลืมหรือจดจำถึงจะดีกว่ากัน

---------------------->

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #2 เมื่อ10-11-2011 17:13:29 »

   เซินหมิงเฟิ่งได้ยินเสียงประตูเปิดแต่ไม่มีเสียงรถเมื่อเขาจัดการกับมื้ออาหารของตนเองเรียบร้อย เขาเดินออกไปดูว่าใครมาโดยที่ในใจแน่ใจว่าไม่ใช่พ่อแน่นอน และเขาก็เดาถูก

   ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งคนหนึ่งจูงเด็กชายเข้ามาในบ้านแล้วยิ้มทักทายหวางซือที่ออกไปเปิดรับ

   “ขอโทษที่กลับค่ำนะครับคุณปู่ ผมไม่คิดว่าจะติดงานชมรมเอาวันนี้พอดีก็เลยไปรับอาซิ่วช้าด้วย” ชายหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยรีบเอ่ยขอโทษขอโพยด้วยความรู้สึกผิด เขารู้ดีว่าวันนี้เป็นวันสำคัญเพราะนายน้อยแห่งตระกูลเซินจะกลับมาจากต่างประเทศ ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่สามารถปฏิเสธงานชมรมที่มหาวิทยาลัยได้ และรู้ดีว่าจะต้องโดนปู่ของเขาดุเอาแน่ ๆ

   “อาซิง แกยังไม่รู้จักลำดับความสำคัญก่อนหลังของงานอีกหรือไง? ปู่สอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจำเสียที” หวางซือบ่นแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย หวางซิงยิ้มรับแหย ๆ ปู่ของเขาจริงจังกับงานในบ้านก่อนทุกสิ่งเสมอจึงไม่ค่อยเข้าใจตัวเขาที่ต้องจดจ่อทั้งงานมหาวิทยาลัยและงานในบ้าน รวมถึงการเรียนรู้งานที่บริษัทไปพร้อม ๆ กันได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ถือสาเพราะในอนาคตเขาเองก็คงไม่ต่างจากปู่มากนัก

   “ยังจะมายิ้มอีก รู้ไหมว่านายน้อยน่ะ....”

   “พอเถอะครับเหล่าซือ” เซินหมิงเฟิ่งเห็นว่าหวางซือตั้งท่าจะดุว่าต่อก็รีบออกมาห้ามไว้ “อาซิง ผมกลับมาแล้วครับ” เขายิ้มให้กับพี่ชายในความเคารพที่แทบจะจำไม่ได้ หวางซิงเปลี่ยนไปมากสำหรับเขา ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและสุขุมขึ้นกว่าเดิม

   “นายน้อย...” หวางซิงหันมามองเซินหมิงเฟิ่งแล้วยิ้มกว้าง ท่าทางเหมือนอยากจะเข้ามากอดแทนความคิดถึงแต่ก็ทำไม่ได้ หวางซิงโตมากพอที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายและตัวเองมีช่องว่างระหว่างฐานะกว้างเกินกว่าจะกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนตอนเด็ก ๆ ได้

   “ยินดีต้อนรับกลับมาครับ” หวางซิงเลือกที่จะพูดเช่นนั้นแทนการกอด

   “แล้วเด็กคนนี้....” เซินหมิงเฟิ่งก้มลงมองเด็กคนหนึ่งที่แอบอยู่หลังหวางซิงเพราะเห็นเขาเป็นคนแปลกหน้า

   “นายน้อย นี่คืออาซิ่ว หลานของเหล่าซือเองครับ” หวางซือกวักมือเรียกหลายชายคนเล็กให้มายืนข้าง ๆ หวางซิงจึงส่งมือน้องชายให้กับปู่ หวางซิ่วมองหน้าเซินหมิงเฟิ่งแล้วรีบไปหลบหลังปู่ของตนเองทันที การพบเจอคนแปลกหน้าทั้งที่ในบ้านหลังนี้ยากที่จะพบเจอคนนอก และมักมีคนน่ากลัวเข้าออกเป็นประจำทำให้หวางซิ่วไม่ชินต่อการพบปะผู้คนแม้แต่กับเพื่อนที่โรงเรียน

   เซินหมิงเฟิ่งนั่งลงให้ระดับสายตาอยู่เท่ากับเด็กน้อยวัย 5 ขวบแล้วยิ้มให้

   “อาซิ่ว ฉันชื่อหมิงเฟิ่ง เซินหมิงเฟิ่ง ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เขายื่นมือไปด้านหน้าโดยไม่ได้คาดคั้นการตอบรับ ในตอนแรก หวางซิ่วก็ดูหวาดกลัว แต่เมื่อเห็นเซินหมิงเฟิ่งยังยิ้มให้เงียบ ๆ โดยไม่ได้บังคับให้เขาทำอะไร เด็กน้อยก็ค่อย ๆ ยื่นมือไปจับแทนการตอบรับ

   “อาซิ่วไม่ค่อยชินกับคนแปลกหน้าน่ะครับ คงเพราะสภาพแวดล้อมด้วย” หวางซิงหัวเราะเบา ๆ แล้วจับบ่าน้องชายตนเอง

   “ฉันพอจะเข้าใจอยู่” เซินหมิงเฟิ่งหัวเราะตอบ ตอนเขาเด็ก ๆ เขาเองก็กลัวหลาย ๆ สิ่งในบ้านหลังนี้ บ้าน...ของมาเฟียใหญ่แห่งฮ่องกง ผู้คนที่อาศัยล้วนแต่เป็นคนรับใช้ การ์ด แต่ไม่มีญาติผู้ใหญ่แม้แต่คนเดียว หลาย ๆ ครั้งที่มีคนน่ากลัวเข้ามาในบ้าน พวกเขาคือหัวหน้ากลุ่มใต้ปกครองที่มาประชุมกันเป็นครั้งคราว ในตอนนั้นบรรยากาศรอบบ้านจะดูเคร่งเครียดกดดันมากขึ้นจนเด็กอย่างเขาต้องวิ่งขึ้นไปหลบบนห้องนอน ไม่น่าแปลกอะไรที่เด็กคนหนึ่งจะรับรู้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไปได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

   ตอนที่เป็นแบบนั้น เขาจำได้ดีว่าหวางซิงจะขึ้นมาหาเขาพร้อมกับแม่เลี้ยง ทั้งสามคนจะกอดกันกลมบนเตียงจนกระทั่งเขาหายกลัว

   ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หวางซิ่วก็คงเผชิญกับสิ่งที่ไม่ต่างจากนัก....

   “เราเข้าบ้านกันเถอะ ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย” เซินหมิงเฟิ่งเอ่ยชวน หวางซือและหวางซิงจึงช่วยกันต้อนหวางซิ่วเข้าบ้าน

   เซินหมิงเฟิ่งรู้ว่าเด็ก ๆ มักใจอ่อนกับการให้ แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าหวางซิ่วเกิดตอนไหนจึงไม่ได้ซื้อของฝากส่วนของหวางซิ่วมา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ เขานำขนมที่ซื้อมาจากทางนั้นเพื่อกินเล่นยกให้หวางซิ่วแทน แน่นอนว่าเด็กชายดีอกดีใจเป็นการใหญ่ อยากจะแกะขนมออกกินซะเดี๋ยวนั้น แต่ก็ถูกห้ามเอาไว้

   “กินขนมตอนค่ำไม่ได้นะ ไป ๆ ไปกินข้าวเย็นก่อน” หวางซือจัดการไล่หลานชายทั้งสองคนไปกินข้าวเย็นให้เรียบร้อย

   แต่พอหวางซือไล่หลายชายทั้งสองไปไม่นาน ก็มีเสียงรถเคลื่อนมาหน้าบ้าน เซินหมิงเฟิ่งเห็นหวางซือรีบวิ่งออกไปที่หน้าประตูทันที

   พ่อบ้านแซ่หวางคนนี้ยังกระตือรือร้นกับงานที่แสนรักเหมือนเดิม

   เซินหมิงเฟิ่งมองแล้วก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้

   เขาเดินออกไปมองฝ่าความมืดไปที่ประตูหน้า เห็นรถสีดำคันใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาเป็นขบวน เดาไม่ยากเลยว่าใครกลับมาบ้าน

   รถที่อยู่ตรงกลางขบวนขับมาจอดที่หน้าประตูทางเข้าตัวบ้าน การ์ดคนหนึ่งเปิดประตูรถออกให้ชายคนหนึ่งท่าทางภูมิฐานก้าวลงมา อีกด้านเป็นชายอีกคนที่อ่อนวัยกว่าจะดูท่าทางสุภาพอ่อนน้อม

   เซินหมิงเฟิ่งยืนอยู่ตรงนั้น มองดูชายทั้งสองเดินเข้ามาก่อนจะเอ่ยทัก

   “สวัสดีครับ พ่อ”

   ผู้ชายที่อายุมากกว่าเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าเมื่อได้ยินเสียง เขาใช้เวลานานในการจับจ้องคนที่ไม่ได้พบกันมานานปีเพื่อเก็บรายละเอียดบางอย่างที่ปรากฏบนใบหน้านั้น บางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยและปลุกความรู้สึกโหยหาอาทรที่หลบซ่อนอยู่ข้างใน

   “กลับมาแล้วหรืออาหมิง” เขาว่าแล้วส่งกระเป๋าให้คนข้าง ๆ ซึ่งน่าจะเป็นเลขา “เอาของไปเก็บก่อนอาซาน ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

   หวางซานโค้งรับอย่างเงียบ ๆ แล้วนำของเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง เซินจงเดินเข้าไปหาลูกชายแล้วตบลงบนบ่าหนัก ๆ

   “โตขึ้นมาเลยนะ”

   “ครับ พ่อเองก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน” เซินหมิงเฟิ่งพูดตอบแล้วพยุงอีกฝ่ายเข้าบ้าน  พ่อเปลี่ยนไปจากในความทรงจำของเขามากจริง ๆ ทั้งท่าทางเหนื่อยอ่อนไม่กระฉับกระเฉงเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ผมก็ดูบางลงและแซมด้วยสีขาวประปรายทั้งที่อายุเพิ่งย่างเข้าเลขสี่ไม่นาน ซ้ำยังต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัว ดูเหมือนขาของพ่อจะมีปัญหาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ละวางท่าทีเข้มงวดเหมือนที่เคยเป็น “งานที่บริษัทเป็นยังไงบ้างครับ?”

   “แกเพิ่งกลับมาจะมาถามเรื่องงานทำไม” เซินจงปัดมือเลี่ยงการสนทนา

   “งั้น...พ่อทานข้าวมาหรือยังครับ? ผมจะให้คนรับใช้เตรียมให้ดีไหม?”

   “เรียบร้อยจากที่บริษัทแล้ว อาหมิง แกไปรอที่ห้องนั่งเล่นก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะลงมาคุยด้วย” ชายผู้เป็นพ่อกล่าวแล้วปลีกตัวจากไป เซินหมิงเฟิ่งถอนหายใจ พ่อของเขายังเหมือนเดิมเรื่องนิสัย ลูกคนเดียวกลับมาทั้งทีไม่มีแม้แต่คำต้อนรับซาบซึ้งหรือการหลั่งน้ำตา อีกฝ่ายพูดคุยกับเขาเหมือนเขาเพิ่งออกจากบ้านไปเมื่อเช้าแล้วกลับมาในตอนเย็น

   เซินหมิงเฟิ่งเดินไปรอในห้องนั่งเล่น เมื่อมองไปรอบ ๆ เขาก็พบว่าการตกแต่งไม่คุ้นตา บางทีคงเป็นเพราะเขาจำการตกแต่งแบบเดิมไม่ได้ซะมากกว่า

   ชายหนุ่มมองไปยังมุมหนึ่งที่วางรูปไว้หลายรูป เมื่อเดินไปดูใกล้ ๆ เขาก็พบว่ามีภาพแม่ของเขาที่เคยถ่ายไว้กับพ่อด้วย ทั้งสองคนดูรักกันดี พ่อยังอายุน้อยและหัวแข็งถึงได้มีเขาออกมา แต่ก็เหมือนว่าจะมีแค่ภาพนั้น เพราะกรอบใกล้ ๆ กันเป็นภาพของพ่อกับหญิงสาวอีกคน แม่เลี้ยงของเขา...

   มีภาพผู้หญิงเพียงสองคนในที่วางนี้ เพราะต่อจากแม่เลี้ยงของเขา พ่อก็ไม่มีข่าวแต่งงานใหม่อีกเลย

   เซินหมิงเฟิ่งยิ้มออกมาอีกครั้ง

   มีภาพเขาสมัยเด็กอยู่ด้วย แต่เขานึกภาพพ่อจ้องมองภาพเขาด้วยความคิดถึงไม่ออกเลย พ่อของเขาเก็บความรู้สึกได้ดีเกินกว่าจะทำเรื่องแบบนั้น

   เสียงเคาะปลายไม้เท้าพร้อมเสียงก้าวเดินดังขึ้นจากทางเดิน เซินหมิงเฟิ่งวางภาพในมือลงที่เดิมแล้วเดินไปนั่งรออย่างสงบเสงี่ยม เพียงไม่นาน เซิงจงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมชุดลำลอง เขาเดินเข้ามาแล้วปิดประตูอย่างเรียบร้อยก่อนเดินเข้ามานั่งตรงข้ามกับลูกชายตนเอง

   “ไปอยู่ทางนั้น แม่แกสบายดีสินะ?”

   “ครับ แม่ฝากความคิดถึงมาด้วย” เซินหมิงเฟิ่งพยายามพูดเท่าที่จำเป็น แต่พ่อก็คงรู้เรื่องทางนั้นอยู่มากพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งเขาไป

   เซินจงพยักหน้ารับ เขาเงียบไปแล้วทำท่าคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

   “แต่แกก็กลับมาแล้ว แกคงรู้ใช่ไหม?”

   เซินหมิงเฟิ่งฟังคำพ่อแล้วรู้สึกโหวงในอก ใช่ เขากลับมาแล้ว...พร้อมกับฐานะการเป็นทายาทของจูเชว่ หัวหน้ามาเฟียที่ครอบครองเขตทางใต้ของฮ่องกง พ่อของเขาคล้ายต้องการจะตอกย้ำเรื่องนี้เพื่อให้เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเช่นคนปกติได้อีก ทุก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ราวกับจะเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น หลังจากนี้เขาต้องทำตัวเป็นทายาทของจูเชว่อย่างเป็นทางการ

   “ฉันจะให้เวลาแกปรับตัวนิดหน่อย อาทิตย์หน้าจะมีงานเลี้ยง คิดซะว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับก็ได้”

   “ครับ ผมจะเตรียมตัวไว้” เซินหมิงเฟิ่งรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิปฏิเสธ ได้แต่ทอดถอนใจในอก หลังจากงานเลี้ยงครั้งนี้ ชีวิตปกติของเขาคงจะจากหายไปอย่างไม่มีวันหวนคืนจริง ๆ

   “ในงานนี้ ผู้นำอีกสามคนจะมาด้วย ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามอาซือไว้ให้เรียบร้อย”

   “ครับ....”

   “คู่หมั้นแกด้วย”

   .......

   อะไรนะ?

   “คู่หมั้น ผมยังไม่ได้....”

   “ฉันจัดการให้แล้ว คู่หมั้นของแกเป็นลูกสาวของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มาลงทุนในเขตของเรา นี่รูปและประวัติ” เซินจงวางซองน้ำตาลลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้น “เตรียมตัวให้ดี” แล้วเขาก็เดินออกไป

   เซินหมิงเฟิ่งจ้องมองซองน้ำตาลตรงหน้าด้วยสมองที่ว่างเปล่า เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานเลย แต่อยู่ ๆ พ่อก็บอกว่าหมั้นให้เขาเรียบร้อยแล้ว ซ้ำยังเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่ถามเขาแม้สักคำเดียวว่าต้องการหรือเปล่า และเพราะเหตุนั้นทำให้เขาอยากรู้ขึ้นมาว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนยังไง....

   ชายหนุ่มเลื่อนซองน้ำตาลเข้ามาหาตัว เปิดซองออก แล้วนั่งศึกษาคู่หมั้นของตน...

TBC

Crossley

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #3 เมื่อ10-11-2011 18:37:24 »

 :mc4:
เปิดตัวมาก็มีคู่หมั้นล่ะ เป็นชะนีอีกตะหาก
ติดตามกันต่อไป

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-6
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #4 เมื่อ10-11-2011 20:20:03 »

ตัวละครท่าทางจะเยอะ  จะจำได้หมดไหมเรา

ติดตามต่อจ้า

 :L2: :L2:

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #5 เมื่อ10-11-2011 20:50:19 »

กรี๊ดดด คุณเซีย
นี่มันมีตัวละครเดิมๆอยู่ด้วยนี่นา
แต่ก็ยังแอบงงๆกับเรื่องอยู่นะ แล้วเซินเฟยล่ะ??

ออฟไลน์ yoyo

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #6 เมื่อ10-11-2011 21:12:59 »

งงนิดๆเหมือนกันจ้า
เป็นแนวๆโลกคู่ขนานรึเปล่าเอ่ย

แต่ดีใจที่ได้อ่านเรื่องแนวนี้อีกมากเลย

ออฟไลน์ Still_14OC

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-7
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #7 เมื่อ10-11-2011 21:30:10 »

เห็น ชื่อ เซียร์ปุ๊บโดดเข้ามาอ่านปั๊บ 
ขอไปอ่านก่อน จะกลับมาเม้นต์

------------------------------------------------------------------------

อ่านแล้วพอจะเดาๆอะไรออกแระ หึหึ

เรื่องนี้ มาจากเรื่องนั้น ซินะ คนที่คุณอยากรู้ว่าใคร :o8: :-[
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-11-2011 22:09:49 โดย Still_14OC »

ออฟไลน์ murasakisama

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1489
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-4
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #8 เมื่อ10-11-2011 21:46:52 »

อ่านแล้วคุ้นๆน้าคุณเซินก็เป็นจูเช่วนี่นา รึเป็นคนละรุ่นกัน :really2:

ออฟไลน์ Aimiya

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #9 เมื่อ10-11-2011 21:55:21 »

โอ๊ะโอ เรื่องใหม่มาแล้ววววว
แต่ชื่อตัวละครและบรรยากาศมันเหมือนเดิม
หรือเป็นเรื่องราวก่อนที่เซินเฟยเกิด มาเรื่องราวของพ่อบุญธรรมแทน ฮาๆ
คู่หมั้นนั่นคือนายหญิงซากุระหรือป่าว จำได้ว่าเป็นนายหญิงตามกฏหมายแสดงว่ามันต้องมีอย่างอื่นแอบแฝงในเนื้อเรื่อง(ฮาๆ)
ชอบค่ะ หุหุหุ =w= รอตอนต่อไปนะคะ^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
« ตอบ #9 เมื่อ: 10-11-2011 21:55:21 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Whatever it is

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3960
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +380/-8
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #10 เมื่อ10-11-2011 21:59:58 »

อ่า ไมมีชื่อคุ้นๆ แต่บางคนก็ไม่รู้จัก งงๆ 555

ออฟไลน์ Karn12

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-2
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #11 เมื่อ10-11-2011 22:09:35 »

รอตอนต่อไปนะครับ

ออฟไลน์ loveview

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1915
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-10
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #12 เมื่อ10-11-2011 22:20:48 »

น่าติดตามมากค่ะ ตอนแรกรู้สึกงงๆเพราะเหมือนจะเคยอ่านค่ะ แล้วนี่เป็นภาคต่อหรือเปล่าคะ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #13 เมื่อ11-11-2011 03:49:21 »

เห็นมีหลายคนสงสัย ขอโทษค่ะที่ลืมอธิบาย ;w;
คือนี่เป็นเรื่องของรุ่นก่อนเซินเฟยรุ่นนึง ย้อนเวลาจากเรื่องบัลลังก์ปีกหงส์กลับมาน่ะค่ะ

Jacknight

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #14 เมื่อ11-11-2011 04:33:19 »

มารออ่านเรื่องใหม่คร้าบบบบ แฮ่ๆๆ

ออฟไลน์ sam3sam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-4
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #15 เมื่อ11-11-2011 06:39:45 »

เห็นชื่อคุณเซียเลยรีบจิ้มเข้ามาอ่าน :กอด1:
เห็นชื่อจูเชว่แล้วคิดถึงเฟยเฟย
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพ่อบุญธรรมเฟยเฟยสินะ
รออ่านตอนต่อไปจ้า :bye2:

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 1 (10/11/11)
«ตอบ #16 เมื่อ15-11-2011 18:58:08 »

เพิ่งเห็นว่าเอามาลงที่นี่ ( ไปอ่านมาจากอีก web เรียบร้อยแล้ว )
ชอบชื่อเรื่องจังเลย บ่งบอกข้อสันนิษฐานบางประการที่เราจิ้นไว้จากเรื่องที่แล้ว  :laugh:
ช่างน่าติดตามเหมือนเคยนะค่ะ... o13

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #17 เมื่อ20-11-2011 17:47:11 »

-2-


งานเลี้ยงต้องรับถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตการปกครองของจูเชว่ เชิญคนใหญ่คนโตมากหน้าหลายตาอย่างที่หาโอกาสที่คนเหล่านี้จะมารวมตัวกันได้ยาก มีนักข่าวเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้สิทธิเข้ามาในงานในฐานะผู้สังเกตการณ์โดยห้ามการนำอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงเข้ามาด้วยอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าการ์ดของจูเชว่สามารถจับตัวผู้ลักลอบเข้างานและอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงขนาดเล็กได้มากมาย โดยคนเหล่านั้นและสิ่งของเหล่านั้นจะถูกโยนออกไปนอกงานทันที

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สำหรับเซินจงแล้วจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพียงแค่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดสำหรับพวกนักข่าวจอมยุ่งเท่านั้น ถึงแม้เขาจะกำชับไปกับพวกบก.ของสำนักข่าวแล้ว แต่ดูเหมือนสัญชาตญาณการสอดรู้สอดเห็นของพวกที่ทำงานหาข่าวจะบังคับกันไม่ค่อยได้

เซินหมิงเฟิ่งอยู่ในห้องน้ำ เขาแต่งตัวมาจากที่บ้านแล้วแต่ดูเหมือนสำหรับหวางซิง นั่นจะยังไม่เรียบร้อยพอ
สิ่งหนึ่งที่เซินหมิงเฟิ่งเรียนรู้ก็คือ หวางซิงกลายเป็นคนที่เจ้ากี้เจ้าการกว่าเดิมมากทีเดียว

“ทรงผมของผมมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถึงจะเสยยังไงก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอกครับ” เขาพยายามอธิบายให้หวางซิงฟังตั้งแต่ราว ๆ ชั่วโมงก่อน และแน่นอนว่า หวางซิงไม่ได้สนใจเลย เจ้าตัวยังคงพยายามใช้เจลจำนวนมากดึงเส้นผมเหล่านั้นให้เรียบสนิทติดหนังหัว

“มันก็ช่วยได้นิดหน่อยนะครับ” หวางซิงว่าแล้วหัวเราะเมื่อเห็นเซินหมิงเฟิ่งปั้นหน้าเหยเก

“ถ้ามันกระดกกลางงานขึ้นมา อาซิงคงไม่เอาเจลไล่ป้ายหัวผมกลางงานเลี้ยงหรอกใช่ไหม?” เซินหมิงเฟิ่งเอ่ยถามซึ่งฝ่ายตรงข้ามก็ยิ้มเงียบ ๆ ไม่ได้ตอบอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำไม เซินหมิงเฟิ่งจึงสามารถตีความรอยยิ้มนั้นได้ว่า เจ้าตัวอาจจะทำจริง ๆ

“ผมล้อเล่นน่ะครับ” หวางซิงรีบแก้ต่างให้ตัวเองเมื่อเห็นสีหน้าของเซินหมิงเฟิ่ง

“ใกล้ได้เวลาแล้วนะครับคุณหวาง” การ์ดที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องน้ำโผล่หน้าเข้ามาเรียก หวางซิงจึงยกนาฬิกาขึ้นดูและพบว่าใกล้เวลาเปิดงานเข้าไปทุกที แต่เขายังรู้สึกหนักใจกับผมของเซินหมิงเฟิ่งไม่หาย นายน้อยคนนี้มีผมที่เหมือนคนยุโรปมากกว่าคนเอเชีย จึงจัดทรงได้ยากกว่าปกติ แต่เมื่อเวลาไม่รอท่า เขาก็ต้องยอมโอนอ่อนให้บ้างในบางสถานการณ์ หวางซิงจัดการโปะเจลก้อนสุดท้ายลงบนผมของเซินหมิงเฟิ่งแล้วเกลี่ยให้ทั่ว ได้แต่หวังว่ามันจะไม่กระดกขึ้นมาในไม่กี่นาทีข้างหน้าเท่านั้น

เซินหมิงเฟิ่งมองตัวเองในกระจกแล้วนึกอยากจะเอาหัวจุ่มถัง เพราะผมสีน้ำตาลไหม้ของเขาเรียบสนิทตึงเป๊ะจนดูแปลกตาและคล้ายจะประหลาดมากกว่าดูดี

“รีบไปกันเถอะครับ”

“อาซิง ผมไม่คิดว่าแบบนี้จะดีนะ ดูประหลาดออกจะตายไป”

“เพราะว่านายน้อยไม่ชินน่ะสิครับ” หวางซิงให้เหตุผลที่ดูค่อนข้างน่าเชื่อถือ ในสายตาของหวางซิง เซินหมิงเฟิ่งไม่ได้ดูประหลาดแต่อย่างใด

ในที่สุด เซินหมิงเฟิ่งก็ถูกลากออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่เจ้าตัวไม่พึงประสงค์ แต่หวางซิงดูพออกพอใจ เช่นเดียวกันกับเซินจง เขายิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นผมเรียบกริบดูสุภาพสมกับงาน

เซินจงลุกขึ้นยืนแล้วกระทุ้งปลายไม้เท้ากับพื้น เสียงที่จอกแจกจอแจก็ค่อย ๆ เงียบลงอย่างช้า ๆ จนกระทั่งทุกสรรพเสียงเงียบสนิท เซินจงจึงเริ่มพูด

“ทุกท่าน ขอบคุณที่มารวมตัวกันในวันนี้ อย่างที่ทุกท่านทราบ ลูกชายของผมเพิ่งกลับมาจากประเทศอังกฤษ เขาคือลูกชายคนเดียวของผมและจะเป็นทายาทสืบทอดทุก ๆ อย่างที่ผมมี เซินหมิงเฟิ่ง” เซินจงจบการเกริ่นอย่างง่าย ๆ แล้วโบกมือให้เซินหมิงเฟิ่งขึ้นมายืนข้างตัวก่อนจะใช้มือกระตุ้นแผ่นหลังให้เริ่มพูดอะไรบางอย่าง

เซินหมิงเฟิ่งอึกอัก เขาไม่ค่อยชินกับการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสายตาของคนแต่ละคนไม่ได้แสดงความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย กลับกัน สายตาบางคนยังคล้ายกำลังทิ่มแทง สำรวจตรวจตรา หรือประเมินค่าตัวเขาเสียด้วยซ้ำ

“ผมขอขอบคุณทุก ๆ คนที่มารวมกันในงานวันนี้ ถึงแม้จะยังไม่เคยมีใครในที่นี้รู้จักผม นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งใจ” เซินหมิงเฟิ่งค่อย ๆ นึกคำพูดที่ฝึกซ้อมกับหวางซิงตลอดช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาท่องจำจนแน่ใจว่าพูดได้คล่องปาก แต่พอถึงเวลาจริงก็ยังประหม่าอยู่นิดหน่อย “ผมยังอ่อนด้อยประสบการณ์ในวงการนี้ ผมจึงหวังใจว่าทุก ๆ คนจะให้โอกาสและให้การสนับสนุนผมในอนาคต ขอขอบคุณอีกครั้งครับ”

เสียงปรบมือตามมารยาทดังขึ้นจากทั่วโถงและไม่นานก็เงียบไป

“และแน่นอนว่าวันนี้ยังมีข่าวดีอื่นอีก” เซินจงโอบมือไว้บนบ่าเซินหมิงเฟิ่ง อีกนัยหนึ่งคือการจับยึดไม่ให้เดินหนีไปเสียก่อน

มีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากด้านโถง คล้ายกำลังกระซิบกระซาบกันว่าอีกข่าวนั้นจะเป็นอะไร

จากมุมที่เซินหมิงเฟิ่งยืนอยู่ เขาสามารถมองเห็นอีกด้านที่มีการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน หญิงสาวคนหนึ่งในชุดราตรีกำลังค่อย ๆ เดินแหวกทางมายังด้านหน้าพร้อมผู้ชายที่คล้ายจะเป็นพ่อ

“ทุกท่านคงรู้จักคน ๆ นี้ดี คุณมินาโมโตะ จากญี่ปุ่นที่เพิ่งเข้ามาลงทุนกับเครือตระกูลเซินไม่กี่ปีมานี้ ผมและเขาได้ตัดสินใจร่วมกันที่จะเกี่ยวดองเป็นญาติมิตร ผมจึงขอประกาศการหมั้นหมายระหว่างลูกชายของผม กับซากุระ ลูกสาวของคุณมินาโมโตะอย่างเป็นทางการ”

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่หญิงสาวที่เดินแหวกทางผู้คนจะเดินขึ้นมาแล้วยิ้มให้เซินหมิงเฟิ่ง

ชายหนุ่มมองใบหน้าคู่หมั้นของตนเอง เธอเป็นผู้หญิงที่สวยและสง่างามแม้จะอายุน้อย เครื่องหน้าทุกอย่างประกอบรวมกันอย่างพอดิบพอดี และยิ่งแต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อน ๆ พร้อมรอยยิ้มอย่างสำรวมกริยา ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของเธอดึงดูดให้น่ามองพิศอย่างถอนสายตาไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ช่างน่าแปลก ใบหน้าของเธอไม่มีเคร้าโครงของผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย แม้แต่เรือนผมของเธอก็ยังหยักศกเป็นลอนม้วนสีน้ำตาลอ่อนอย่างเป็นธรรมชาติคล้ายไม่ได้ผ่านการดัดหรือแต่งด้วยเครื่องมือเลย

กระนั้นเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เซินหมิงเฟิ่งกลับสัมผัสได้ถึงความทุกข์ระทมซึ่งแอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ช่างเป็นผู้หญิงที่สวยงามแต่มีดวงตาเศร้าสร้อยเหลือเกิน เขาคิดเช่นนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน บรรยากาศงานก็กลับเข้าสู่ช่วงปกติที่ทุกคนต่างพูดคุยในเรื่องของตนเอง งานเลี้ยงอย่างนี้กนับเป็นเวลาดีในหลาย ๆ สาขาอาชีพที่จะฝากฝังตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ผูกมิตรเพื่อความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในองค์กรหรือสายอาชีพที่สังกัด

เซินจงและพ่อของซากุระพากันจากไปอีกฟากหนึ่ง ทิ้งให้ชายหนุ่มและหญิงสาวที่เพิ่งเคยพบกันอยู่ด้วยกันตามลำพังอีกด้านหนึ่งของงาน

“คงเป็นเรื่องน่าลำบากใจสำหรับคุณสินะคะ” ฝ่ายหญิงเป็นผู้เริ่มบทสนทนาก่อน เพราะเซินหมิงเฟิ่งไม่รู้ว่าตนเองควรพูดอย่างไรกับอีกฝ่าย แม้เขาจะศึกษาประวัติของซากุระมาอย่างดี แต่พื้นเพด้านนิสัยหรือกระทั่งความสนใจของเธอ เขากลับไม่รู้เลยสักอย่างเดียว คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยจนถึงเมื่อวานนี้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคู่หมั้นคู่หมาย เซินหมิงเฟิ่งก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้คิดอย่างไร และเมื่อเธอเป็นฝ่ายเริ่มสนทนา เขาจึงรู้สึกประหม่าขึ้นมา

“ถ้าผมบอกว่าไม่ ก็คงเป็นเรื่องโกหก ความจริงแล้วเราสองคนเพิ่งจะรู้จักกันวันนี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักคุณด้วยซ้ำไป” เซินหมิงเฟิ่งเลือกที่จะตอบตามตรงเพราะเขาไม่อยากเสียมารยาทกับฝ่ายหญิง

“นั่นสินะคะ แต่ฉันกลับรู้จักคุณดี”

เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้ว

“ผมกับคุณเคยพบกันเหรอครับ?” เมื่อเขาถามออกไปเช่นนั้น ซากุระก็หัวเราะเบา ๆ

“ไม่เคยหรอกค่ะ แต่ฉันแวะไปนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณพ่อของคุณเซินอยู่บ่อย ๆ ท่านดูเหงา ๆ ตอนคุณไม่อยู่เลยพูดถึงคุณให้ฉันฟังหลายอย่างเลยค่ะ”

พ่อของเขา....

เซินหมิงเฟิ่งเริ่มนึกหวั่นใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องอะไรของเขาบ้าง หวังแต่ว่าจะไม่ใช่เรื่องขายหน้าเท่านั้น

“คอแห้งหรือเปล่า ผมจะไปเอาเครื่องดื่มให้”

“ถ้าได้ก็ดีค่ะ” ซากุระกล่าวด้วยรอยยิ้ม เธอรู้ว่าอีกฝ่ายประหม่าจึงขอเวลาปลีกตัวสักพัก ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะซากุระรู้ดีว่าหากอีกฝ่ายไม่ประหม่า ก็อาจเป็นตัวเธอเองที่เป็นเช่นนั้น

---------------------->

เซินหมิงเฟิ่งเดินมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม เขาถอนหายใจออกมา ซากุระไม่ใช่ผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกกดดัน กลับกัน เธอพยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ถึงอย่างนั้นการทำใจให้สนิทสนมกับใครสักคนทันทีกลับกลายเป็นเรื่องยากเมื่อความสัมพันธ์กระโดดข้ามขั้น หากว่าพวกเขาเพียงเป็นเพื่อนกัน คงจะสามารถทำใจให้สนิทสนมและพูดคุยกันได้สะดวกกว่านี้

“ถ้าเธออยากให้ผู้ชายคนนั้นสนใจ เธอต้องทำตัวให้มีเสน่ห์หน่อยสิ”

“พูดแบบนี้แปลว่าฉันไม่มีเสน่ห์หรือยังไงกัน”

“ฉันก็ไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ว่าผู้ชายที่โต ๆ แล้วเขาชอบผู้หญิงที่ยั่วยวนน่ะ”

เซินหมิงเฟิ่งได้ยินเสียงสนทนาดังเข้ามาใกล้ จนกระทั่งทั้งสองมายืนที่โต๊ะเครื่องดื่ม หางตาของเขาจึงได้เห็นเด็กหนุ่มสาวที่ใบหน้าคล้ายคลึงจนสามารถระบุได้ทันทีว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกันอย่างแน่นอน ซึ่งหากจะเจาะจงให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งสองน่าจะเป็นฝาแฝดกัน

“หลางเมี่ยวเจิน หลางเมี่ยวอิน?” เขาลองเรียกชื่อทั้งสอง ทำให้คู่เด็กหนุ่มสาวที่กำลังสนทนาชะงักแล้วหันมามองเขา

“เซินหมิงเฟิ่ง? ใช่จริงด้วย” เด็กหนุ่มนามหลางเมี่ยวเจินร้องขึ้นมาก่อน “เสี่ยวอิน พี่หมิงของเธอไงล่ะ”

“พี่หมิงจริงด้วยสิ ตอนเห็นไกล ๆ ไม่ทันสังเกตเลย” หลางเมี่ยวอินปรบมือเข้าหากัน

เซินหมิงเฟิ่งจำทั้งสองคนได้ค่อนข้างชัดเจน เพราะทั้งสองเป็นหลายชายและหลานสาวของเสวียนอู่คนปัจจุบัน สมัยก่อนนี้ เสวียนอู่แวะเวียนไปที่บ้านตระกูลเซินนาน ๆ ครั้ง ตัวเขาที่เป็นลูกโทนจึงเห็นเด็กทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นคนสำคัญ พอจะจากกันทีไรก็ต้องร้องห่มร้องไห้เสียทุกครั้ง พอนึกถึงตอนนั้นขึ้นมาเขาก็อดขำขันตัวเองไม่ได้ น่าเสียดายที่ขาดการติดต่อกันไปเกือบสิบปี การที่ทั้งสองยังจำเขาได้จึงนับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

“โตจนฉันจำไม่ได้เลย”

“ก็เกือบสิบปีแล้วนี่นา” หลางเมี่ยวเจินว่าแล้วหัวเราะ “พี่หมิงเองก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน เห็นว่าประกาศหมั้นแล้วด้วยใช่ไหม? ผมมาช้าก็เลยไม่ทันเห็น”

“อา...จะว่าแบบนั้นก็ได้น่ะนะ คุณซากุระยืนรออยู่ทางนั้นน่ะ” เซินหมิงเฟิ่งเบือนหน้าไปทางหนึ่งซึ่งซากุระกำลังยืนรออยู่ไม่ได้ขยับไปไหน “ฉันแค่มาเอาเครื่องดื่มทางนี้”

“อะไรกัน ไหมพี่หมิงว่าจะแต่งงานกับฉันไงล่ะ” หลางเมี่ยวอินพูดถึงสัญญาสมัยเด็กแล้วก็พากันหัวเราะทั้งสามคน ในตอนนั้นเซินหมิงเฟิ่งจำได้ว่าตนเองติดสองพี่น้องคู่นี้มากทีเดียว แต่ทำไมถึงพูดเรื่องแต่งงานออกไปนั้นเขาเองก็จำไม่ได้

“คุณตาเองก็มาด้วย พี่หมิงจะไปทักทายท่านหน่อยไหม?”

เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้ว เสวียนอู่ที่อายุมากขนาดนั้นแล้วยังอุตส่าห์มางานนี้ด้วยหรือ? เขาจะไม่ไปทักทายก็คงจะเสียมารยาทมากทีเดียว

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปบอกคุณซากุระก่อนจะดีกว่า”

“ไปด้วยกันเลยก็ได้ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าคู่หมั้นของพี่หมิงจะสวยแค่ไหน โอ๊ย! เจินเจิน หยิกฉันทำไมน่ะ!” หลางเมี่ยวอินร้องแล้วหันไปถลึงตาใส่พี่ชายฝาแฝดพลางลูบแขนป้อย ๆ แต่หลางเมี่ยวเจินกลับยิ้มรับเงียบ ๆ ไม่มีท่าทีจะขอโทษสักนิด

“ทั้งสองคนยังขยันทะเลาะกันเหมือนเดิมจริง ๆ” เซินหมิงเฟิ่งเห็นสองพี่น้องเล่นกันแล้วก็หัวเราะก่อนจะเดินนำไปหาซากุระที่หันมายิ้มรับทันที

“ขอโทษที่ให้รอนานนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็กำลังเหม่อ ๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” หญิงสาวรับเครื่องดื่มจากมือเซินหมิงเฟิ่งแล้วจึงสังเกตเห็นคนที่ตามมาด้วย เธอค้อมให้ทั้งสองอย่างสุภาพ

“คุณซากุระ นี่...เป็นเพื่อนของผม หลางเมี่ยวเจิน กับหลางเมี่ยวอิน” เซินหมิงเฟิ่งหันไปแนะนำทั้งสองคนซึ่งยื่นมือออกมาสัมผัสมือกับซากุระทีละคน

“ยินดีด้วยนะครับเรื่องการหมั้น” หลางเมี่ยวเจินว่า

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันเองก็ต้องขอแสดงความยินดีกับพวกคุณด้วย ได้ยินว่าได้รับมอบกิจการส่วนตัวให้ดูแล”

หลางเมี่ยวเจินและหลางเมี่ยวอินเลิกคิ้ว

ปีนี้พวกเขาอายุ 18 จึงได้รับมอบกิจการเล็ก ๆ ให้ดูแล คล้าย ๆ เป็นผู้จัดการสาขาย่อยเพื่อเป็นการเรียนรู้และทดสอบความสามารถการบริหารของพวกเขา ถึงอย่างนั้น ข่าวนี้ก็ไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ไม่มีแม้แต่การพูดคุยในวงสนทนา เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงตกลงกันและจัดการบรรจุพวกเขาเข้าไปในฐานะผู้ฝึกงานก่อน ถึงอย่างนั้นซากุระกลับรู้ข่าวนี้ ช่างเป็นผู้หญิงที่ประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ

“คุณซากุระทราบด้วยหรือครับ?” หลางเมี่ยวเจินกล่าวเพื่อไม่ให้บทสนทนาขาดตอน

“ฉันพอจะได้ยินมาบ้างน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ได้เจาะจงว่ารู้มากน้อยแค่ไหนหรือรู้มาจากเส้นทางใด แสดงว่าเธอน่าจะคุ้นชินกับวิถีในโลกของพวกเขาอยู่บ้าง

“ถ้าแบบนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะ ฉันเองก็ขอแสดงความยินดีกับพวกเธอด้วย” เซินหมิงเฟิ่งว่า เขารู้สึกว่าบรรยากาศชักจะตึงเครียดจึงต้องพยายามเบี่ยงประเด็น “คุณซากุระ ผมจะไปทักทายคุณหลางสักหน่อย คุณจะไปด้วยกันไหม?”

“ดีสิคะ” ซากุระรับคำของอีกฝ่าย ทั้งสี่คนจึงพากันเดินไปยังจุดที่เสวียนอู่อยู่

เสวียนอู่คนปัจจุบันเป็นชายชราที่ดูโรยราไปตามวัย กระนั้นก็ให้ความรู้สึกน่าเคารพด้วยบุคลิกภูมิฐานและเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ถึงแม้จะอายุมากแล้ว เขาก็ยังไปไหนมาไหนด้วยตัวเองโดยไม่ส่งตัวแทนหากว่าสามารถไปไหวและเป็นงานสำคัญ ทำให้ทุกคนต่างเคารพยกย่องเขาอยู่มาก กิตติศัพท์ของชายชราคนนี้มักจะมุ่งไปในด้านความเข้มงวด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวกลับเป็นชายแก่ที่ดูโอบอ้อมอารีกว่าที่ใคร ๆ จะคิดถึง คนที่เคยพบต่างคิดเหมือนกันว่าลักษณะภายนอกไม่เหมือนกิตติศัพท์ที่ร่ำลือเลยและเซินหมิงเฟิ่งก็เป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #18 เมื่อ20-11-2011 17:50:22 »

“คุณตา เซินหมิงเฟิ่งครับ” หลางเมี่ยวเจินเป็นคนเข้าไปหาและแนะนำเซินหมิงเฟิ่งให้อีกฝ่ายรู้จัก

“เซินหมิงเฟิ่ง” เสวียนอู่ทวนคำแล้วยิ้ม “เป็นเด็กหนุ่มที่ดูดีนะ คล้ายพ่อตอนสมัยหนุ่ม ๆ อยู่มากทีเดียว”

“ขอบคุณครับ” เซินหมิงเฟิ่งรับคำยิ้ม ๆ แล้วหันไปหาซากุระ “คุณหลาง นี่คู่หมั้นผมครับ มินาโมโตะ ซากุระ”

เสวียนอู่หันไปมองซากุระช้า ๆ แล้วพยักหน้าก่อนยื่นมือเหี่ยวย่นไปหา ซากุระตอบรับมือข้างนั้นโดยไม่ได้แสดงท่าทางประหม่าแม้คนตรงหน้าจะเป็นผู้นำตระกูลหลาง ผู้บริหารสูงสุดของเครือธุรกิจใหญ่หนึ่งในสี่ของฮ่องกง

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณหลาง”

เสวียนอู่หัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจ

“ฉันขอแสดงความยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะ แล้วจะมีข่าวดีในเร็ว ๆ นี้ไหม?”

“เอ่อ...ผม....” เซินหมิงเฟิ่งอึกอัก แค่เรื่องหมั้นก็ปัจจุบันทันด่วนแล้ว เรื่องงานแต่งเขาจึงไม่รู้เรื่องเลย พ่อของเขาคงตั้งใจจะบอกเขาเอาทีหลังให้ตื่นเต้นเล่นอีกล่ะมั้ง...

“พวกเรายังต้องการเวลาศึกษากันอยู่ค่ะ ทั้งฉันและคุณเซินต่างก็ยังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องชีวิตคู่ แล้วฉันเองก็ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก” ซากุระทำหน้าที่อธิบายแทนเซินหมิงเฟิ่งได้อย่างดี ซึ่งนั่นได้แสดงถึงศักยภาพในการเจรจาของเธอให้ผู้นำคนหนึ่งได้ประจักษ์

เสวียนอู่หัวเราะร่าทันทีเมื่อฟังจบ

“ดูเหมือนคุณตาจะถูกใจคู่หมั้นของนายนะพี่หมิง” หลางเมี่ยวเจินขยับไปกระซิบกับเซินหมิงเฟิ่ง

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น” เซินหมิงเฟิ่งเหลือบตามองคู่หมั้นตนเอง เขาคิดว่าคนที่พ่อหาให้จะเป็นแค่ผู้หญิงที่รูปสวย รวยทรัพย์ และไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก คู่ชีวิตที่ดีสำหรับอาชีพอย่างพวกเขามีอยู่สองแบบ คือเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับโลกฝั่งนี้เลย หรือไม่ก็เป็นคนในโลกฝั่งนี้เต็มตัวและสามารถบริหารงานเอื้อประโยชน์ให้กัน แต่ซากุระดูเหมือนจะไม่ใช่ทั้งสองแบบ พ่อของเธอเป็นเพียงนักธุรกิจธรรมดาที่เข้ามาลงทุนในฮ่องกงเพื่อขยายกิจการและเปิดโรงงานในจีน ถึงอย่างนั้นเขากลับรู้สึกว่าซากุระมีอะไรมากกว่าที่เห็น

พ่อของเขาคิดอะไรอยู่นะ?

ในขณะที่เขาคิดเช่นนั้น เขาก็เห็นหลางเมี่ยวเจินมองไปยังทางหนึ่ง เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้วแล้วหันมองตามไปจึงได้เห็นกลุ่มผู้หญิงทั้งวัยรุ่นและสาวใหญ่กำลังเกาะกลุ่มกันล้อมรอบผู้ชายคนหนึ่ง เซินหมิงเฟิ่งรู้ว่าคนที่อยู่กลางวงเป็นผู้ชายเพราะเขาตัวสูงมากพอและกลุ่มผู้หญิงไม่ได้หนาตามากนัก ถึงอย่างนั้นเรือนผมสีขาวโพลนก็ทำให้เกือบเข้าใจผิดว่าเป็นคนแก่

“นั่น....”

“ไป๋หู่” หลางเมี่ยวเจินตอบ “พี่หมิงคงไม่รู้จักแต่ค่อนข้างมีข่าวฉาวเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวอยู่บ่อย ๆ”

เซินหมิงเฟิ่งพยักหน้ารับ ดูจากท่าทีของผู้หญิงในงานแล้วเขาก็ไม่แปลกใจนัก

“แล้วชิงหลงล่ะ?” เพราะเขาไปอยู่ต่างประเทศเสียนาน ทำให้ไม่ค่อยรู้จักคนในวงการเดียวกันนัก หรือหากพูดว่าไม่รู้จักเลยน่าจะถูกกว่า ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้แล้วว่าจูเชว่ เสวียนอู่ และไป๋หู่เป็นใคร เหลือแต่เพียงชิงหลงเท่านั้นที่เขายังไม่เคยเห็น

“ฉันยังไม่เห็นเขาเหมือนกัน บางทีเขาคงจะไม่ได้มา”

เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้ว น่าแปลกที่ขาดชิงหลงไปทั้งที่เป็นงานของจูเชว่ อีกฝ่ายไม่คิดว่าจะเป็นการเสียมารยาทเกินไปหน่อยหรือ?

“ฉันเห็นตัวแทนของเขา เห็นว่าติดธุระอยู่ต่างประเทศก็เลยกลับมาไม่ทันน่ะ” หลางเมี่ยวอินเข้ามาร่วมวงด้วยเพราะเห็นว่าตาของตนเองกำลังพูดคุยกับคู่หมั้นของเซินหมิงเฟิ่งถูกคอจึงไม่อยากเข้าไปขัด

เซินเหมิงเฟิ่งเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา

ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่ผู้นำทั้งสี่คนดูเหมือนจะเฉยชาต่อกันอยู่มาก ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่ เขาเองก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้

“กำลังคิดอะไรอยู่หรือคะ?”

เมื่อได้ยินเสียงทัก เซินหมิงเฟิ่งก็หันไปมอง พบว่าซากุระมายืนข้างตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ได้

“คุณหลางบอกว่าจะขอปลีกตัวกลับก่อน คุณเซินจะไม่ไปลาเหรอคะ?”

อ้อ....

เซินหมิงเฟิ่งพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปเอ่ยอำลาเสวียนอู่ การที่อีกฝ่ายขอปลีกตัวกลับทั้งที่งานยังดำเนินไปไม่ถึงค่อนคืนไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะเสวียนอู่แก่ชรามากแล้ว แม้ร่างกายแข็งแรงดีแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถออกมาข้างนอกและอยู่ในงานรื่นเริงนาน ๆ ได้ ด้วยเหตุนั้น เซินหมิงเฟิ่งจึงไม่รู้สึกถือสาอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขายังรู้สึกเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำที่ชายชราซึ่งเขาจดจำใบหน้าไม่ได้ยอมมาร่วมงานของเขาด้วยตนเอง

“แล้วพวกเธอจะกลับด้วยเลยไหม?” เขาหันไปถามหลางเมี่ยวเจินและหลางเมี่ยวอิน

“ฉันจะกลับก่อน แต่เสี่ยวอินคงอยู่ต่ออีกสักพัก”

เซินหมิงเฟิ่งและซากุระเดินออกไปส่งเสวียนอู่และหลางเมี่ยวเจินด้านนอกและรอจนกระทั่งลับสายตาไป ทั้งสองเดินกลับเข้ามาในงานอีกครั้ง

“คุณเซินจะไปทักทายแขกท่านอื่น ๆ ไหมคะ? คงดูไม่ดีนักถ้าพวกเราไม่ไปทักทายพวกเขา” ซากุระเอ่ยแนะนำโดยไม่ได้แสดงท่าทีของการบังคับ เซินหมิงเฟิ่งนึกทบทวนในใจแล้วพยักหน้ารับ คงจะเป็นการไม่ดีจริง ๆ เพราะเขาเพิ่งจะกลับมา สำหรับทุก ๆ คนในวงการและในที่นี้ เขาก็เหมือนกับเด็กใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก แม้จะมีเครดิตว่าเป็นทายาทของจูเชว่ก็ตาม การฝากเนื้อฝากตัวเอาไว้จะทำให้เส้นทางของเขาสะดวกขึ้น เพราะไม่ว่าใครก็ชื่นชอบคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ซากุระพาเซินหมิงเฟิ่งไปทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการก่อน การมีซากุระอยู่ข้างกายทำให้เซินหมิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนมีผู้ให้คำแนะนำที่รู้ใจ หญิงสาวคนนี้รู้ถึงธรรมเนียมปฏิบัติหลาย ๆ อย่าง ทั้งยังรู้จักคนในวงการมากมาย อีกทั้งรู้วิธีเจรจาให้ผู้อื่นรู้สึกเอ็นดู

หรือว่าเหตุผลที่พ่อของเขาเลือกซากุระให้เป็นคู่หมั้นก็เพื่อให้เธอคอยชี้นำเขาที่ห่างหายจากวงการนี้ไปนานกันนะ?

“คุณซากุระ ทำไมถึงยอมหมั้นกับผมหรือครับ?”

เท่าที่เขาสังเกต ซากุระดูเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ ไม่น่าจะยินยอมกับการถูกคลุมถุงชนแบบโบราณซ้ำยังไม่มีการดูตัวกันก่อนแบบนี้ นอกจากนั้น ซากุระก็ไม่เคยเจอกับเขาเลยจนกระทั่งวันนี้ ถึงจะบอกว่ารู้จักเขาเพราะได้พูดคุยกับพ่อของเขาบ่อย ๆ แต่การรู้จักกันผ่านปากผู้อื่น กับการได้พบเจอกันจริง ๆ มันก็ไม่มีทางจะเหมือนกันได้ ผู้หญิงคนนี้แน่ใจได้อย่างไรว่าตัวเขาจะเป็นคนที่เธอรู้จักผ่านพ่อของเขาจริง ๆ

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ เมื่อฟังคำถาม เหมือนกับว่าคำถามนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าสงสัยเลยแม้แต่น้อย

“แล้วทำไมคุณเซินถึงยอมหมั้นกับฉันล่ะคะ? ทั้งที่คุณเซินสามารถประกาศถอนหมั้นกลางงานทันทีเลยก็ได้”

เซินหมิงเฟิ่งอึกอัก แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่เขาทำได้ ซึ่งเมื่อเขาทำก็จะไม่มีใครสามารถบังคับเขาได้อีกแม้จะเป็นพ่อก็ตาม แต่ว่า...การกระทำเช่นนั้นจะเป็นการหักหน้าหญิงสาวผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนนี้ไปด้วย

“ถ้าผมประกาศถอนหมั้น นั่นก็จะเป็นความสมัครใจของผมคนเดียว ผมน่าจะปรึกษากับคุณเรื่องนี้ก่อน แต่คุณคิดเห็นเหมือนผม เราจะคุยกับทางผู้ใหญ่ด้วยกัน”

ซากุระดูจะแปลกใจในความคิดของเซินหมิงเฟิ่งไม่น้อย เธอเลิกคิ้วแล้วหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“คุณเซินทราบหรือเปล่าคะ ความแตกต่างด้านสถานะของชายหญิงตะวันออก” เธอเกริ่นแล้วหันไปหยิบเครื่องดื่ม “ผู้ชายคือผลกำไร ส่วนผู้หญิงคือต้นทุน”

เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้วสงสัย แนวคิดแบบนั้นเขาไม่เคยได้ยินจากแม่ของเขาเลยสักครั้ง

“ในสังคมสมัยเก่า ลูกชายคือผู้นำมาซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้แก่ครอบครัว ส่วนลูกสาวหากได้สามีที่ดีก็เป็นกำไร หากได้สามีไม่ดีก็คือขาดทุน” หญิงสาวจิบเครื่องดื่มเล็กน้อยให้รู้สึกคล่องคอก่อนจะว่าต่อ “สิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ก็คือการคืนกำไรให้ผู้เลี้ยงดู ตระกูลเซินเป็นผู้นำด้านธุรกิจในฮ่องกง ถือว่าเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตาในสังคมระดับสูง และคุณเซินเองก็ได้รับการศึกษามาอย่างดีไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย หากฉันได้แต่งงานกับคุณก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพ่อของฉันจะภาคภูมิใจแค่ไหน”

คำตอบนั้นทำให้เซินหมิงเฟิ่งนิ่งอึ้งไป ไม่นึกว่าหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาจะมีวิธีคิดอย่างเป็นระบบเช่นนี้ หากเขาพบหญิงคนอื่นที่ถูกคลุมถุงชน เธออาจจะตอบแค่ว่าขัดขืนไม่ได้ หรือไม่ก็แสดงความสนใจในตัวเขา แต่คำตอบของซากุระเสมือนการนั่งฟังทฤษฏีทางวัฒนธรรมในห้องเลกเชอร์

เขาควรจะรู้สึกยังไงดีนะ?

เธอแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าไม่ได้สนใจตัวเขามากเท่ากับฐานะของเขา ซึ่งความสนใจเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดจากตัวเธอเองแต่เป็นเรื่องของครอบครัว

แล้วความรู้สึกจริง ๆ ของซากุระล่ะ?

“แล้ว...ตัวคุณจริง ๆ คิดยังไงหรือครับ?” เขาตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ หญิงสาวจึงคลี่ยิ้มกว้างขึ้น

“ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณมากกว่า ในความเป็นจริงแล้วฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องคู่ชีวิตเลย เพราะฉันรู้ตัวดีว่าคงไม่มีสิทธิเลือกมาแต่แรก”

คำตอบของซากุระทำให้เซินหมิงเฟิ่งคิดหนัก หลาย ๆ ครั้ง คำพูดของคนในวงการนี้ก็เชื่อถือไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาแสดงเจตจำนงว่าไม่ได้ต้องการการหมั้นครั้งนี้ บางทีซากุระอาจจะแค่แสดงท่าทางให้เขารู้สึกสงสารและยกย่องความเข้มแข็งของเธอไปพร้อมกันและทำให้เขาไม่คิดจะถอนหมั้นอีก แน่นอนว่าเขากำลังรู้สึกเช่นนั้น แม้จะรู้จักกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซากุระก็ทำให้เขารู้สึกชื่นชมตัวเธอได้อย่างไม่มีข้อตำหนิ ทุกการกระทำของเธอดูเป็นธรรมชาติ หากเธอกำลังแสดงละคร เธอคงไม่พ้นตำแหน่งดาราตุ๊กตาทอง

“คงไม่เชื่อสินะคะ”

เหมือนกับถูกอ่านใจ เซินหมิงเฟิ่งเผลอสะดุดลมหายใจตัวเองก่อนจะรีตีสีหน้าเป็นปกติ

“เปล่าหรอกครับ ผมกำลังคิดว่าคุณน่าชื่นชมมากทีเดียว”

“แล้วคุณเซินล่ะคะ? คิดยังไงบ้าง?” เมื่อถูกถามกลับ เซินหมิงเฟิ่งก็นิ่งไปชั่วครู่ เขาควรจะตอบอย่างไรจึงจะไม่ทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกไม่ดีนะ หรือว่าเขาควรจะพูดความจริง แต่ว่าเขายังไม่รู้จักอีกฝ่ายดี การเปิดเผยมากเกินไปจะเป็นอันตรายเสียเปล่า ๆ

“ผมคิดว่าคุณเป็นคนแปลก ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงพยายามทำให้ผมรู้สึกพอใจหรือไม่ก็รู้สึกสงสาร แต่คุณเป็นคนที่ฉลาดกว่าผู้หญิงเหล่านั้น”

“นั่นถือเป็นคำชมสินะคะ?” ซากุระไม่ได้รุกเร้าว่าทำไมอีกฝ่ายจึงคิดเช่นนั้น อาจเป็นเพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ความคิดเห็นของพวกเขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ครอบครัวพวกเขาตกลงกันเอาไว้ เป็นต้นทุนเพื่อกำไรในอนาคต

------------------->

เมื่อเริ่มดึก คนในงานก็เริ่มน้อยลงและเมื่อเลยช่วงตี 1 คนก็ทยอยออกจากงานไปจนเกือบหมด

“โชคดีนะครับ” เซินหมิงเฟิ่งบอกลาซากุระเมื่อมาส่งถึงรถ

“แล้วพบกันใหม่ค่ะ” หญิงสาวกล่าวตอบก่อนจะขึ้นรถแล้วจากไป เซินหมิงเฟิ่งถอนหายใจ เมื่อเขาได้สนทนากับซากุระแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ กว่าที่คิด ซ้ำยังดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือพิษภัยอะไร แล้วก็เป็นอย่างที่ซากุระบอกไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาน่าจะเป็นเพื่อนกันมากกว่า

“คุณหนูมินาโมโตะเป็นยังไงบ้างครับ?” หวางซิงเดินมายืนใกล้ ๆ แล้วกระซิบถาม

“ก็เป็นคนที่ดีนะ แต่ผมก็ยังสงสัยว่าทำไมพ่อต้องให้ผมหมั้นกับเธอด้วย สำหรับผมที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในวงการมาแต่ต้น เลือกผู้หญิงในวงการเดียวกันน่าจะดีกว่า”

“ผมคิดว่า...อาจจะเป็นเพราะนายน้อยห่างหายไปจากวงการนานเกินไป การได้คู่ครองที่สามารถปรับตัวเข้ากับวงการธุรกิจและใต้ดินได้ และมีพื้นฐานใกล้เคียงกันน่าจะเหมาะสมกว่าล่ะมั้งครับ” หวางซิงคาดเดาความคิดของผู้เป็นนายเท่าที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุด หากจะอยากรู้ความเห็นที่ใกล้เคียงความจริงกว่านี้น่าจะลองถามพ่อหรือปู่ของเขาที่ใกล้ชิดนายท่านเซินจงมากกว่า

“ก็อาจจะเป็นแบบนั้น” เซินหมิงเฟิ่งไหวไหล่ “จริงสิ ถ้าที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนได้ไหม? ผมยังไม่ค่อยชินกับเวลาที่นี่เลยยังเพลีย ๆ อยู่”

“ผมคิดว่าไม่น่ามีอะไรแล้วนะครับ ถ้านายน้อยเพลียจะกลับไปพักก่อนก็ได้ ผมจะเรียนนายท่านให้เอง”

เซินหมิงเฟิ่งพยักหน้ารับแล้วเรียกการ์ดจำนวนหนึ่งให้ไปนำรถมา เขาอยู่ตะวันตกนาน พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องฝืนไม่หลับตอนกลางวันเพื่อที่จะได้นอนตอนกลางคืนเป็นปกติ ซึ่งการฝืนร่างกายสลับขั้วเวลาเช่นนี้ทำให้ร่างกายของเขาค่อนข้างอ่อนเพลีย กระทั่งน้ำหนักตัวยังลดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ลำบากเท่ากับช่วงแรก ๆ ที่กลับมา บางทีร่างกายเขาคงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วก็เป็นได้

“จะกลับบ้านเลยหรือครับ?” การ์ดที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยถาม

“อืม กลับเลยดีกว่า” เซินหมิงเฟิ่งก้าวขึ้นรถแล้วผ่อนลมหายใจ เขาเรียกการ์ดมาเพียง 3 คันรถเพราะคิดว่ายามดึกดื่นแบบนี้คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำพ่อของเขาน่าจะต้องการการ์ดมากกว่า ชายหนุ่มเบือนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่าง เขารู้สึกว่าฮ่องกงกลายเป็นสถานที่ที่เขาไม่รู้จัก ทั้งร้านรวง และความเจริญที่ก้าวหน้าไปไม่เคยหยุดหย่อน สถานที่หนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกที่หนึ่ง ช่วงเวลาที่เขาจากที่นี่ไป ก็คล้ายกับว่าเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่อีกแล้ว เขาอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะทำความคุ้นเคยทำเกาะเล็ก ๆ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้

เมื่อนั่งรถไปเรื่อย ๆ เซินหมิงเฟิ่งก็เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา ร่างกายของเขาคงไม่ชินกับงานเลี้ยงใหญ่โตจริง ๆ จะว่าไปแล้ว ขาของเขาก็ปวดล้าไปหมดจากการเดินทกทายคนทั่วงานไปพร้อมกับซากุระ เขานึกสงสัยว่าทำไมผู้หญิงที่เดินบนรองเท้าส้นสูงถึงได้เดินทนนัก เธอดูไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งบอกลากัน ส่วนเขากลับรู้สึกเหนื่อยจนอยากแอบกลับก่อนหลายครั้ง

ชายหนุ่มค่อย ๆ หรือตาหลังลง

เอาเถอะ...พอได้พักแล้วพรุ่งนี้เขาคงจะรู้สึกสดชื่นกว่านี้เอง...

TBC

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #19 เมื่อ20-11-2011 18:23:21 »

แล้วเรื่องนี้ใครจะคู่อะไรกับใครล่ะเนี่ย ยังเดาไม่ออกจริงๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
« ตอบ #19 เมื่อ: 20-11-2011 18:23:21 »





ออฟไลน์ loveview

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1915
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-10
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #20 เมื่อ20-11-2011 18:58:10 »

เหมือนจะไม่มีคู่พระเอก นายเอกเลยค่ะ อ่ะนะแอบเดาเล็กๆแต่ไม่น่าจะเป็นไปได้
เข้าใจแล้วว่านี่เป็นเรื่องราวที่ย้อนอดีต เพราะอ่านตอนแรกค่อนข้างแปลกๆค่ะ

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #21 เมื่อ21-11-2011 20:15:14 »

นี่...เป็นที่มาของคุณหนูซากุระที่กลายมาเป็นนายหญิงซากุระในเวลาต่อมาสินะ
เดาจากที่อ่าน ๆ มา ผู้หญิงคนนี้คงช่วยเหลือและเป็นกำลังให้เซินหมิงเฟิ่งมาโดยตลอด
ที่เคยสงสัยว่า เซินหมิงเฟิ่งหายไปไหน ? อะไร ? อย่างไง? ก็ต้องมารออ่านในเรื่องนี้

MadamLilac

  • บุคคลทั่วไป
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 2 (20/11/11)
«ตอบ #22 เมื่อ22-11-2011 05:40:08 »

งงกับตัวละคร และชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นเหมือนกัน แต่มิเป็นไร อ่านไปเดี๋ยวก็จำได้เอง
แต่ชอบวิธีบรรยายแบบค่อยๆ เล่าเรื่องแบบนี้
ชอบค่ะ

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 3 (24/11/11)
«ตอบ #23 เมื่อ24-11-2011 18:50:47 »

-3-



   เซินหมิงเฟิ่งขยับตัวยืดออกเพราะรู้สึกเมื่อยขบ เขาหลับไปนานมากหรือยังไงนะถึงไม่รู้สึกง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขารู้สึกเมื่อยไปทั้งตัวเหมือนนอนในท่าเดิมนานเกินไปเสียมากกว่า ถึงอย่างนั้นสัมผัสที่แผ่นหลังเขาก็เป็นเตียงนอน แสดงว่าเขาหลับไปในรถแล้วใครบางคนอุ้มเขามาที่เตียงงั้นหรือ? น่าแปลก ปกติแล้วการ์ดจะปลุกให้เขากลับมาที่ห้องเองถึงจะถูก เพราะการ์ดและคนรับใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาที่ชั้นนี้หากไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือเป็นคำสั่งจากคนที่มีอำนาจสั่งการในบ้าน

   เสียงกระดูกลั่นตามแขนขาบ่งบอกได้ดีว่าเขาขดในท่าเดิมมานานแค่ไหน เซินหมิงเฟิ่งขยับตัวจนแน่ใจว่ากระดูกกระเดี้ยวเข้าที่ดีแล้วจึงลืมตาขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆ

   .....

   นี่ไม่ใช่ห้องของเขา...

   เซินหมิงเฟิ่งจดจำห้องของตัวเองได้ดี ถึงแม้จะได้นอนที่นั่นเพียงอาทิตย์เดียวนับแต่กลับมาจากอังกฤษ แต่นี่ไม่ใช่ห้องของเขาแน่ ๆ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นไม่เหมือนเดิม มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชุดเฟอร์นิเจอร์ แต่มองอย่างไรก็แน่ใจว่าไม่ใช่ห้องของเขาแน่ ๆ

   เกิดอะไรขึ้น?

   ชายหนุ่มลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่ประตู ก่อนอื่นเขาต้องรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่เมื่อเขาพยายามขยับลูกบิดเขาก็พบว่ามันล็อค ซ้ำยังเป็นลูกบิดแบบไม่มีกลอนกดล็อค มีเพียงรูกุญแจที่อยู่ต่ำลงมาจากตำแหน่งลูกบิดเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากจะเปิดย่อมต้องใช้ลูกกุญแจ แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ ก็ไม่พบลูกกุญแจวางอยู่ที่ใดเลย

   เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงด้วยความร้อนรน ต้องโทรขอความช่วยเหลือ....แต่มือถือของเขาก็หายไป ในกระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อของเขาไม่เหลืออะไรอยู่เลย ทั้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ กระทั่งกระเป๋าสำหรับเก็บการ์ดต่าง ๆ เซินหมิงเฟิ่งสูดหายใจเข้าลึกแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ห้องนี้มีหน้าต่างเพียงบานเดียวและมันถูกปิดไว้ด้วยม่าน เขาตลบมันออกและได้เห็นว่ามันถูกปิดไว้ด้วยผ้าดำทึบก่อนจะเป็นกระจกอีกชั้นหนึ่ง เซินหมิงเฟิ่งลองขยันกระจกดูและพบว่ามันถูกล็อคเช่นเดียวกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะดึงผ้าดำนั้นออกเพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายนอก

   ไม่มีอะไรต้องสงสัยแล้ว เขาถูกลักพาตัวอย่างแน่นอน...

   เซินหมิงเฟิ่งพยายามเตือนสติตัวเองให้ใจเย็น แต่ก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน เขาไม่เคยมีประสบการณ์ถูกลักพาตัวมาก่อนและไม่เคยคิดอยากจะมีสักครั้ง เขาต้องคาดเดาก่อนว่าคนที่จับตัวเขามามีจุดประสงค์อะไรเพื่อที่จะต่อรองได้สะดวก

   เงิน?

   อำนาจ?

   พวกที่กล้าจับตัวทายาทมาเฟียอย่างเขามาคงไม่ใช่พวกพ่อค้าแรงงานเถื่อนหรืออวัยวะ บางทีเป้าหมายของคนที่ทำเรื่องนี้น่าจะเป็นพ่อของเขา หรือการสั่นคลอนอำนาจของจูเชว่ เขาไม่มีความรู้เรื่องของจูเชว่มากเท่าไหร่ แต่เขาก็รู้ได้ด้วยประสบการณ์สมัยเด็กว่าอำนาจในมือพ่อของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด แน่นอนว่ามีคนมากมายไขว่คว้าปรารถนาและพยายามเข้าหาด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งแบบละมุนละม่อมและรุนแรง

   แต่ทำไมเขาถึงพลาดท่าได้ล่ะ?

   การ์ดที่ทำหน้าที่อารักขาเขาอ่อนประสบการณ์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการ์ดทุกคนที่ไปในงานครั้งนี้ต่างเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้มาตั้งแต่อายุยังน้อยและคัดเลือกอย่างดีว่าไม่มีประวัติด่างพร้อยใด ๆ นอกจากนั้นยังมีฝีมือดีอย่างหาตัวจับยากทั้งนั้น

   คนที่จับตัวเขามาสามารถฝ่าวงล้อมของการ์ดเข้ามาถึงตัวเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวได้ยังไง?

   แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ นอกจากว่า....

   เซินหมิงเฟิ่งกลั้นหายใจ เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย

   หรือว่าเกลือจะเป็นหนอน...

   บ้าจริง....

   ชายหนุ่มเผลอขบเล็บตัวเองโดยแรง เพราะหากสถานการณ์เป็นเช่นที่เขาคิด มันจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ หากมีคนทรยศ และคน ๆ นั้นเป็นคนในที่ใกล้ชิดกับจูเชว่ ย่อมหมายความว่าคน ๆ นั้นรู้ความเคลื่อนไหวของทางฝ่ายจูเชว่ทุกอย่าง ในขณะที่ตัวเขาไม่รู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวและไม่สามารถส่งข่าวบอกทางบ้านได้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีเขาอาจจะถูกใช้เป็นตัวต่อรองกับตำแหน่งของพ่อก็เป็นได้ เขาจะต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าใครคือคนทรยศ จากนั้นค่อยหาวิธีอื่นลักลอบส่งข่าวออกไป

   ถ้าเขามีเวลามากพอ....

   เซินหมิงเฟิ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีประโยชน์มากพอจะให้อีกฝ่ายไว้ชีวิตหรือไม่ นั่นคือปัญหาหลัก

   ไม่สิ ความจริงแล้วทั้งหมดที่เขาคิดอาจจะผิดไปทั้งหมด เพราะเขายังไม่เจอคนที่พาตัวเขามาที่นี่เลย ความจริงแล้วอาจจะไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นนั้นก็ได้

   ต้องใจเย็นไว้ก่อน นั่นคือสิ่งที่เซินหมิงเฟิ่งคิดว่าต้องทำ เขาพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่แล้วลมหายใจของเขาก็ต้องสะดุดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก

   เซินหมิงเฟิ่งค่อย ๆ หันไปทางประตูช้า ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงไขกุญแจ

   “ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน” คนที่อยู่ด้านนอกพูดกับอีกคนหนึ่ง เซินหมิงเฟิ่งได้ยินเสียงตอบรับและเดินจากไป จากนั้นบานประตูจึงเปิดออก ผู้ชายที่เดินเข้ามามีรูปร่างสูงโปร่ง รูปบ่าค่อนข้างกว้างเหมือนคนตะวันตก นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะในฮ่องกงคงหาคนที่เลือดไม่ผสมยากอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นเซินหมิงเฟิ่งกลับรู้สึกสะดุดตากับเรือนผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้านหลังยาวจนถึงเอว เขาไม่เคยเจอผู้ชายที่ไว้ผมยาวขนาดนี้มาก่อน กระทั่งเขาเองสมัยวัยรุ่นก็ไว้เพียงเลยบ่าไปเล็กน้อยเท่านั้น

   เจ้าตัวก็เหมือนจะรู้ว่ากำลังถูกมอง จึงเงยหน้าขึ้นสบสายตากลับมา

   “คุณเป็นใคร?” เซินหมิงเฟิ่งชิงออกตัวถามก่อน เพราะอีกฝ่ายคงรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร

   “ฉินเว่ยหลง หรือหากจะเรียกให้ถูกต้อง คือชิงหลง”

   ชิงหลง...

   เซินหมิงเฟิ่งรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา ผู้ชายคนนี้คิดจะล้อเขาเล่นหรือยังไง เอาชื่อชิงหลงแห่งฮ่องกงมาล้อเล่นแบบนี้ออกจะเกินไปสักหน่อยแล้ว

   “ผมได้ยินว่าชิงหลงติดธุระที่ต่างประเทศ”

   “แต่ก็กลับมาได้ สมัยนี้เรามีเครื่องบินใช้ หรือว่าคุณเกิดผิดยุคสมัยกัน” ฉินเว่ยหลงตอบกลับและเหน็บแนมอีกฝ่ายไปด้วย เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นทายาทของจูเชว่ที่ดูน่าเกรงขามกว่านี้ ที่ไหนได้ อีกฝ่ายไม่ต่างกับผู้ชายที่เพิ่งพ้นช่วงวัยรุ่นทั่ว ๆ ไปเลย ซ้ำยังไม่คิดจะดิ้นรนเอาตัวรอดแม้แต่น้อยทั้งที่เขาทิ้งไว้ในห้องคนเดียวตั้งนาน อย่างน้อยก็น่าจะหยิบอะไรสักอย่างเป็นอาวุธและพยายามจู่โมเขาไม่ใช่หรือ? หรือว่าอีกฝ่ายกำลังคิดบางอย่างแล้วตบตาเขาด้วยการไม่ตอบโต้ ผู้ชายคนนี้ฉลาดหรือว่าโง่กันนะ?

   เซินหมิงเฟิ่งจ้องมองคนตรงหน้าตนเอง เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกประเมินค่าซึ่งไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าจากจุดเดิมอย่างช้า ๆ เหมือนกำลังสำรวจห้องไปในตัว

   “ถ้าอย่างนั้น ชิงหลง คุณต้องการอะไรจากจูเชว่” การที่เขาอ้างชื่อนี้ขึ้นมาไม่ใช้การกล่าวที่เกินเลย เพราะเขาคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียว การที่มีใครสักคนคิดจะทำอะไรกับเขานั่นหมายถึงการท้าทายอำนาจของจูเชว่ด้วย ซึ่งตัวเขาก็ไม่เคยคิดว่าหนึ่งในสี่ผู้นำจะสิ้นคิดเช่นนั้น

   ชิงหลงเคลื่อนสายตามองตอบกลับมาอย่างเฉยเมย แต่ไม่ได้มีแววของการเย้ยหยันชื่อที่ถูกอ้างถึง

   “การทวงถามสิ่งแลกเปลี่ยน”

   เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้วก่อนจะเปลี่ยนเป็นการมุ่นคิ้วในนาทีต่อมา

   “ขอโทษด้วยที่ผมไม่เข้าใจ จูเชว่ไปติดหนี้อะไรคุณไว้งั้นหรือ?” เขาลองถามหยั่งเชิง ตอนนี้เขาต้องรวบรวมสิ่งที่ควรรู้ให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรทำอะไรต่อไป การที่ศัตรูคือชิงหลงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย อีกทั้งอาจจะนำไปสู่ความเสียหายอย่างยิ่งยวดต่อองค์กรทั้งสองหากเขาผลีผลามทำอะไรเกินตัว ถึงอย่างนั้น คนอย่างเขาที่ร้างราจากวงการนี้ไปเป็นคนธรรมสามัญแล้วเพิ่งจะกลับเข้าวงการได้เพียงอาทิตย์เดียว จะมีอะไรต่อกรกับผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจและคุณสมบัติอันเหมาะสมกับตำแหน่งได้นะ?

   “ดูท่าจะไม่รู้อะไรจริง ๆ สินะ?” นัยน์ตาสีดำแหลมคมตวัดจ้องมองเขาจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นั่นคือนัยน์ตาของมังกรที่สามารถทำให้คนทุกผู้สยบลงแทบเท้า เซินหมิงเฟิ่งสูดหายใจเข้าลึก เขาเองก็ไม่ได้มีชาติกำเนิดแตกต่างจากอีกฝ่าย แค่ห่างจากวงการนี้ไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

   เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เซินหมิงเฟิ่งจึงหันไปเผชิญหน้าและจ้องตอบดวงตาคู่นั้นโดยตรง

   การกระทำเช่นนั้นคล้ายจะจุดรอยยิ้มที่มุมปากของชิงหลงได้เล็กน้อยก่อนที่มันจะเลือนหายไป

   “ถ้าอย่างนั้น คุณก็ควรรู้เอาไว้ ว่าพ่อของคุณไม่ใช่คนดีอย่างที่คิดไว้หรอก” ชิงหลงว่าเช่นนั้นพร้อมกับสาวเท้าเข้าไปหาเซินหมิงเฟิ่ง เมื่อประชิดกัน ชายหนุ่มร่างสูงก็เหลือบตาลงมองคนที่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เซินหมิงเฟิ่งเหลือบตาขึ้นมองตอบความเยือกเย็นนั้นโดยไม่หลบเลี่ยง

   “คุณไม่มีสิทธิมาว่าพ่อของผม ในเมื่อคุณเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาสักเท่าไหร่”

   “ในด้านหน้าที่การงาน ก็คงเป็นแบบนั้น” ชิงหลงไม่ได้แก้ต่างให้ตนเอง เขารู้ดีว่าจุดยืนของตนเป็นเช่นไร และไม่ได้สนใจจะมองให้มันสวยงามกว่าความเป็นจริง

   “เรื่องแบบนั้นผมรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้คุณมาตอกย้ำ คุณเพียงแค่เอาตัวผมมาเพื่อพูดเรื่องนี้น่ะหรือ? หรือว่าคุณอยากให้ผมสละตำแหย่งทายาทจูเชว่?”

   “เรื่องภายในของจูเชว่ผมไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งอยู่แล้ว”

   เซินหมิงเฟิ่งมุ่นคิ้วเข้าหากัน สรุปว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรกันแน่?

   “เลิกพูดวกไปวนมาเถอะ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่นิสัยของคุณหรอกจริงไหม?”

   ชิงหลงเงียบไป ไม่ได้พูดอะไรออกมาและทิ้งช่วงความเงียบยาวนานโดยที่ทั้งสองยังจ้องตากันและกันโดยไม่มีใครยอมใคร

   ลมหายใจเซินหมิงเฟิ่งเข้าและออกเป็นจังหวะหนัก เขาไม่ได้สงบอย่างที่ภายนอกแสดง แต่เขากำลังเล็งอะไรบางอย่างอยู่และพยายามมุ่งสมาธิไปที่นั่นอย่างแนบเนียน

   ดูเหมือนชิงหลงจะมีประสบการณ์กับบรรยากาศกดดันอยู่มาก เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเป็นเช่นนั้นเมื่อยืนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดขององค์กรหนึ่งซึ่งทรงอิทธิพลล้นฟ้า ด้วยเหตุนั้นจึงหาโอกาสที่เซินหมิงเฟิ่งกำลังรออยูได้ยาก อีกฝ่ายไม่ยอมคลายความตึงเครียดรอบตัวลงแม้แต่นิดเดียว กลับกัน ราวกับจงใจให้มันดำเนินไปเช่นนั้นโดยที่ไม่ได้เพิ่มหรือลดไปกว่าเดิม

   ดูเหมือนเขาคงต้องเสี่ยงเองแทนที่จะรอเวลา

   “ผมขอถามคุณหน่อยได้ไหม?”

   ชิงหลงเลิกคิ้วในเชิงอนุญาต

   “การที่ผมมาอยู่ที่นี่ แสดงว่ามีคนทรยศ ผมอยากรู้ว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร” เซินหมิงเฟิ่งกัดริมฝีปากเพื่อคิดต่อไปเล็กน้อยว่าควรจะพูดอะไรต่อ เขาไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายตอบทันที แต่ต้องการให้ฝ่ายนั้นมีช่วงที่ละความสนใจไปจากเขาสักเล็กน้อยก็พอ “หรือบางที คุณอาจจะไม่อยากบอกผมเพราะเกรงว่าผมจะส่งข่าวไปบอกทางจูเชว่และเก็บคนทรยศผู้ภักดีของคุณ”

   ชายหนุ่มร่างสูงมีการเคลื่อนไหวนัยน์ตาเล็กน้อยเหมือนกำลังขำขัน ชั่ววินาทีนั้น เซินหมิงเฟิ่งรู้ว่าเกราะกำบังกายของอีกฝ่ายลดลงเล็กน้อยแล้ว และรีบคว้าโอกาสนั้นไว้อย่างไม่ลังเล เขาพุ่งมือไปยังกระเป๋าเสื้อสูทที่เห็นชิงหลงหย่อนกุญแจห้องเอาไว้ตอนก้าวเข้ามา

   แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้

   ชิงหลงคาดเดาไว้อยู่แล้ว เขาคว้าเข้าที่ข้อมือของเซินหมิงเฟิ่งแล้วบิดโดยแรงก่อนกระชากอีกฝ่ายให้ล้มคว่ำลงไปบนพื้นอย่างง่ายดาย

   “ยังอ่อนประสบการณ์ คุณเซิน” ชิงหลงดึงเสื้อตนเองให้เรียบร้อยพร้อมกับกล่าวตำหนิ

   เซินหมิงเฟิ่งพลิกตัวนั่งบนพื้นแล้วจับข้อมือตนเองที่ถูกบิด อีกฝ่ายไม่ยั้งแรงกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่ากระดูกข้อจะหลุดซะแล้ว

   โอกาสเล็ก ๆ หลุดลอยไปอย่างง่ายดาย เซินหมิงเฟิ่งนึกเจ็บใจตัวเองแต่พูดออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงส่งสายตาเจ็บแค้นไปยังอีกฝ่ายและเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว ถึงอย่างนั้นชิงหลงก็ไม่ได้แสดงท่าทีสะทกสะท้านอะไรออกมา เจ้าตัวหยิบกุญแจห้องออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยท่วงท่าเรียบง่าย ไม่มีท่าทีเย้ยหยันหรือดูแคลนในความพยายามอันสูญเปล่าของคนตรงหน้า

   เขาสาวเท้าไปที่ประตูก่อนจะหันกลับมาที่เซินหมิงเฟิ่ง

   “เห็นแก่ความพยายาม ผมจะตอบคำถามนั้นให้ก็ได้”

   ว่าแล้วชิงหลงก็เปิดประตูออก ทำให้เซินหมิงเฟิ่งได้เห็นคน ๆ หนึ่งยืนอยู่ที่นั่น ใครบางคนที่คุ้นตาเขาอย่างไม่น่าเชื่อ

----------------------------->

   เซินจงนั่งอยู่ในห้องโถงของบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การ์ดทุกคนที่ไปงานเลี้ยงในคืนที่ผ่านมาถูกเรียกตัวเข้ามาทั้งหมด แต่ละคนหน้าซีด มองหน้ากันไปมาอย่างไร้ทางออก ข่าวการหายตัวไปของเซินหมิงเฟิ่งถูกแจ้งให้ทราบเมื่อเซินจงกลับมาถึงบ้าน ด้วยความเหนื่อยล้า สุขภาพ และความชราทำให้ชายวัยกลางคนผู้เป็นเสาหลักของบ้านถึงกับทรุดฮวบลงจนต้องให้คนรับใช้ช่วยกันพาไปส่งถึงห้องนอน

   ยังไม่ทันเช้าดี เซินจงที่รวบรวมกำลังได้พอสมควรก็ลุกขึ้นมาเรียกประชุมการ์ดทุกคนโดยด่วน สีหน้าของเขายังซีดเซียวและอิดโรยเพราะไม่อาจข่มตาหลับได้แม้แต่วินาทีเดียว

   ฝ่ามือกร้านกระแทกลงกับโต๊ะไม้เนื้อแน่น ก่อให้เกิดเสียงดังเฉพาะตัวที่ทำให้ทุกคนสะดุ้งไหว

   “ไม่มีใครตอบคำถามฉันได้สักคนเลยเรอะ! แค่ทายาทคนเดียวพวกแกยังดูแลไม่ได้ ฉันจะฝากชีวิตกับพวกแกได้ยังไง!” เซินจงเค้นเสียงเฉียบขาดแล้วมองการ์ดแต่ละคนที่หายใจไม่ทั่วท้อง แต่แล้วบรรยากาศตึงเครียดก็พังทลายลงเมื่อคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องประชุม ทุกสายตาจับจ้องไปยังเด็กสาวที่กำลังหอบหนักเพื่อรอฟังว่าเธอนำข่าวด่วนอะไรมารายงานถึงกล้าเข้ามาในโถงตอนนี้

   “พ...พ่อบ้านหวางให้มาเรียนว่า พบรถที่นายน้อยโดยสารและทีมการ์ดที่ไปด้วยแล้วค่ะ”

   ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เซินจงก็ผุดลุกขึ้นทั้งที่ยังไร้เรี่ยวแรง แต่ก็ฝืนใช้ไม้เท้ายันตัวเองไว้

   “พวกมันอยู่ไหน?”

   “กำลังกลับมาค่ะ” คนรับใช้สาวหัวหด เสียงของนายท่านต่ำลึกและคล้ายกำลังคำราม ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังโกรธได้ที่

   “พอพวกมันกลับมาถึง ให้พามาหาฉันทุกคน”

   หญิงสาวรีบรับคำแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากโดนลูกหลงไปด้วย ทำให้บรรยากาศในห้องโถงกลับมากดดันเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้นเซินจงกลับนั่งลงบนเก้าอี้เงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่เมื่อไม่มีคำสั่ง ก็ไม่มีใครกล้าขยับออกไปจากที่ตรงนั้น ต่างคนต่างได้แต่รอเวลา….

   ครึ่งชั่วโมงถัดมา หวางซือก็เดินเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทีนอบน้อม

   “เหล่าซือ ฉันสั่งไปไม่ชัดหรือยังไง”

   “ครับนายท่าน”

   “แล้วไอ้พวกไร้ประโยชน์พวกนั้นอยู่ไหน!” เซินจงกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะโดยแรง หวางซือเดินเข้าไปใกล้นายเหนือหัวแล้วกระซิบข้างหูเบา ๆ เรียวคิ้วหนาสีดำเทาขมวดเข้าหากันก่อนที่ชายวัยกลางคนจะค่อย ๆ พยักหน้าอย่างแช่มช้าแล้วพยุงตัวเองลุกขึ้นด้วยไม้เท้าคู่กาย ทั้งสองเดินออกไปจากโถงด้วยกัน การ์ดทุกคนในโถงจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาคล้ายกับว่าตลอดช่วงการรอคอยนั้นพวกเขาไม่ได้หายใจเลยสักเฮือกเดียว จากนั้นคนที่เป็นหัวหน้าทีมจึงเดินตามเซินจงและหวางซือออกไป

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 3 (24/11/11)
«ตอบ #24 เมื่อ24-11-2011 18:52:35 »

   พวกเขาพากันออกมาถึงด้านนอก ซึ่งชายในชุดสีดำหลายคนถูกลำเลี้ยงลงจากรถในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก คล้ายถูกทำร้ายสาหัสเช่นการหักกระดูกหรือถูกตีที่ศีรษะจนเลือดแตกซิบ

   “เกิดอะไรขึ้น” เซินจงกระแทกปลายไม้เท้าแล้วเอ่ยถาม

   การ์ดที่ได้รับบาดเจ็บและเล่าความได้ต่างมองกันและกันก่อนที่คนหนึ่งจะเป็นผู้บอกเล่าออกมา

   “นายน้อยเรียกพวกเรามาคุ้มกันตอนที่ตัดสินใจจะกลับก่อน พวกเราเอารถออกมา 3 คัน กับการ์ดทั้งหมด 8 คน ผมอยู่ในรถคันหลังเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรถที่นายน้อยนั่งอยู่ แต่อยู่ ๆ รถคันนั้นก็เบี่ยงออกจากเส้นทางปกติเหมือนมีคำสั่งให้ไปที่อื่นก่อนพวกเราจึงวิ่งตามกันไป แต่ว่ารถคันนั้นก็พาพวกเราไปจอดที่หนึ่งที่ลับตาคนและตังแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ รถของพวกเราโดนล้อมโดยคนที่มีอาวุธครบมือ” การ์ดผู้ที่เล่าเรื่องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องราวตอนนั้นเหมือนกำลังพยายามเรียบเรียงความทรงจำ “พวกเขาไม่ได้คิดจะฆ่า ไม่มีการใช้อาวุธปืนหรือของมีคม แต่เป็นมืออาชีพแน่นอน พวกเราค่อย ๆ ถูกทำร้ายจนหมดสติไปทีละคนอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”

   เซินจงรับฟังด้วยความเงียบสงบ แต่ริมฝีปากกลับค่อย ๆ ขบเม้มเข้าหากัน

   “เกลือเป็นหนอน” นั่นคือสิ่งที่เขาคิด เป็นสิ่งเดียวกับที่เซินหมิงเฟิ่งคาดเดาไว้ไม่มีผิด เพราะในการคุ้มกันที่หนาแน่นของการ์ดที่ถูกผึกมาอย่างดีซ้ำยังเป็นคนที่รับใช้มานาน มีหรือจะหละหลวมจนโดนทำร้ายไม่เป็นท่าซ้ำคนที่คุ้มครองยังถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา

   “พวกแกไปกัน 8 คน แต่กลับมาแค่ 7 ใครคือคนที่หายไป ใครมันเป็นคนทรยศ!” เซินจงกระแทกปลายไม้เท้าลงกับพื้นอีกครั้งและกวาดตามองทุกคนอย่างถ้วนถี่จนกระทั่งคน ๆ หนึ่งตอบกลับมา

   “คิมหันต์ครับ”

   “คิมหันต์....” เซินจงสูดลมหายใจเข้าออกหนักหน่วง

   เจ้าคนไม่รู้คุณคน!

   “ส่งคนไปสืบมา! หามาให้ได้ว่ามันทำงานให้ใคร แต่...ทำให้เงียบที่สุด” เซินจงสั่งกับหวางซือแล้วทำสีหน้าเคร่งเครียด “อย่าให้ข่าวการหายตัวไปของอาหมิงรั่วไหลไปได้ ต้องไม่มีข่าวนี้บนโทรทัศน์ หน้าหนังสือพิมพ์ หรือกระทั่งวงซุบซิบนินทา จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยภายในวันนี้”

   “เข้าใจแล้วครับ” หวางซือรับคำแล้วรีบเร่งเดินจากไปเพื่อทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายทันที

-------------------------->

   เมื่อ 13 ปีก่อน เด็กคนหนึ่งเดินไปตามถนนที่ตนเองไม่คุ้นเคย ในตัวเขาไม่มีอะไรอยู่เลย ติดตัวเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ ชุดหนึ่ง ณ ที่นั่น ที่เขาได้พบกับกลุ่มคนที่ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ไม่ใช่ที่ภายนอกแต่เขารู้สึกเช่นนั้น เด็กน้อยอายุสิบปีตามพวกเขาเข้าไปในซอยเล็ก ๆ และกลายเป็นประจักษ์พยานการแลกเปลี่ยนของเถื่อนอย่างลับ ๆ ซึ่งไม่ควรจะมีใครมาเห็น

   เด็กน้อยคนนั้นไม่รู้ความ จึงเผลอทำให้เกิดเสียงดังจนคนเหล่านั้นรู้ตัว

   แม้จะเป็นเด็ก แต่ก็ถือเป็นพยานได้ หากเด็กคนนี้เอาไปบอกใครเข้าจะต้องไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน

   คนเหล่านั้นตัดสินใจจะปิดปากเด็กทันที และดูเหมือนเด็กชายก็รู้ได้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย เขารีบวิ่งหนีออกมาเมื่อคนเหล่านั้นหันมาจ้องมองเขาด้วยดวงตาน่ากลัวและขยับตัวหยิบบางสิ่งในกระเป๋า

   “ถ้าใช้ปืนเดี๋ยวก็แตกตื่นกันหมด” เขาได้ยินเสียงใครในกลุ่มนั้นเตือนเพื่อนเสียงกร้าว จากนั้นจึงเป็นเสียงสบถและค้นของบางอย่างจากขยะใกล้ ๆ นั้น

   เด็กชายวิ่งออกมาจากซอยเล็กแคบเพื่อเอาตัวรอด แต่ความเร็วของเด็กมีหรือจะเท่าความเร็วของผู้ใหญ่ได้ เขาถูกคว้าตัวเอาไว้ก่อนจะออกไปถึงปากทางเพียงเสี้ยววินาที แล้วถูกโยนกระแทกลงบนพื้น ท่อเหล็กฟาดเข้าที่ขาเมื่อเขาพยายามจะลุกขึ้นวิ่งหนีทำให้ร่างเล็กแกรนของเด็กชายล้มลงบนพื้นอีกครั้ง แต่กระนั้น กลับไม่มีเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว...

   “พาเข้าไปข้างในก่อนดีกว่า”

   เขาได้ยินเสียงคนเหล่านั้นคุยกัน เหมือนกำลังตกลงว่าจะเอายังไงกับเขา เด็กชายยังไม่อยู่ในวัยที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่ก็รู้ว่าไม่น่าจะดีกับเขา

   “ปิดปากมันก่อน” คนเหล่านั้นกระซิบกันเพราะตรงนี้ใกล้ทางออกมาก หากเด็กชายร้องตะโกนขึ้นมา จะต้องมีใครสักคนเอะใจพากันมามุงดูเป็นแน่ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่สมัยนี้จะไม่สนใจใยดีกับเรื่องของคนอื่นมากนักโดยเฉพาะกับเมืองที่เจริญด้านวัตถุอย่างที่นี่ แต่ก็อาจจะมีคนบางคนที่อยากจะทำตัวเป็นพลเมืองดีขึ้นมา ซึ่งหากเป็นแบบนั้น คงจะพากันซวยหมด

   เด็กชายเห็นว่าคนเหล่านั้นยังตกลงเกี่ยวกับตนเองไม่ได้ จึงค่อย ๆ ขยับอย่างช้า ๆ แม้ขาจะเจ็บร้าวจนไม่อยากขยับก็ตาม

   แต่ถึงอย่างนั้น....เขาก็รู้ดีว่าคงไม่สามารถหนีไปได้ไกล ดีไม่ดี หากคนพวกนั้นเห็นเขากำลังหนีคงจะตีเขาให้ตายตรงนี้แน่ ๆ เด็กชายไม่ได้อยู่ในวัยที่คิดเล่ห์เหลี่ยมได้มากมาย แต่ก็เป็นเด็กฉลาด เขากัดฟันขยับด้วยความเงียบไปยังผนังโดยไม่ได้เร่งร้อน แค่ทำท่าขยับหนีจากรัศมีท่อเหล็กโดยไม่แสดงพิรุธใด ๆ แต่ตอนนั้นเองที่มีคนหันมาเห็นเข้าพอดี เด็กชายจึงตัดสินใจในชั่ววินาที กัดฟันออกแรงผลักถังขยะเหล็กข้างตัวให้ล้มลงกระแทกพื้นเสียงดัง และเรียกความสนใจจากคนภายนอกได้อย่างชะงัด

   สายตาหลายคู่จ้องมองเข้ามาในซอยด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวหยุดชะงักลง

   เด็กชายเห็นโอกาส จึงรีบคลานออกมาภายนอก มือข้างหนึ่งของผู้ชายในซอยคว้าที่ผมเขา

   “เจ้าเด็กเลี้ยงไม่ซื่อ คิดจะขโมยของหรือไง!” มันเป็นมุกตื้น ๆ ที่ทำให้คนอื่น ๆ เลิกสนใจ นั่นคือการยัดเยียดความผิดให้กับผู้เป็นเหยื่อและลงมือทำร้ายโดยไม่ให้อีกฝ่ายแก้ตัวได้ทัน และทุกครั้งที่มันได้ผล...

   เด็กชายถูกจิกหัวลากกลับเข้าไป ทว่าในเวลานั้นเองที่เสียงทุ้มต่ำแทรกเข้ามาในบรรยากาศ
   “ทำอะไรกัน?”

   เด็กชายรู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อเสียงนั้นดังขึ้น มือที่จิกลากเขาก็ปล่อยทันที ซ้ำยังมีท่าทีคล้ายหวาดกลัวกึ่งเกรงอกเกรงใจชายตรงหน้า

   เขาเงยหน้าขึ้นมอง ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าเข้มงวดท่าทางภูมิฐานกำลังมองต่ำลงมา ข้างตัวชายคนนั้นมีเด็กชายอยู่อีกคนหนึ่งซึ่งน่าจะอายุน้อยกว่าเขาไม่มากนัก นั่นคือครั้งแรกที่คิมหันต์ได้พบกับจูเชว่และเซินหมิงเฟิ่ง ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้มาอยู่ที่บ้านตระกูลเซินในฐานะเด็กเลี้ยงและถูกนำไปฝึกฝนให้เติบโตขึ้นมาเป็นบอดี้การ์ดของบ้านหลัก ส่วนชื่อของเขานั้น ได้รับการบอกเล่าว่ามีกระดาษเล็ก ๆ ติดอยู่ในเสื้อของเขา เขียนด้วยอักษรไทยหวัด ๆ ที่ไม่มีใครอ่านออก แต่บังเอิญการ์ดคนหนึ่งมีเพื่อนเป็นคนไทยจึงสามารถถอดภาษาออกมาได้

   ตั้งแต่นั้นมา ตลอด 13 ปี คิมหันตืก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตระกูลเซินท่ามกลางสายตาคนรอบข้างมาโดยตลอดและไม่มีพิรุธใด ๆ ให้ใครรู้สึกสงสัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

   แต่ว่าในตอนนี้ เขากลับกลายเป็น....คนของชิงหลง

   “ทำไม....”

   เซินหมิงเฟิ่งถามขึ้นเมื่อชิงหลงออกไปจากห้องและทิ้งคิมหันต์กับเขาไว้ตามลำพัง เซินหมิงเฟิ่งไม่รู้ว่าชิงหลงทำแบบนี่เพื่ออะไร เพื่อตอกย้ำให้เขารู้อย่างนั้นหรือว่าคนของเขานั้นเลี้ยงไม่เชื่องแค่ไหน กลายมาเป็นคนของผู้อื่นอย่างง่ายดายเช่นนี้ทั้งที่เลี้ยงดูมาหลายปี

   “ผมเป็นคนของชิงหลงมาแต่แรกแล้วครับ” คิมหันต์ตอบเสียงเรียบ ไม่มีคลื่นของการเสแสร้งแทรกผ่านเข้ามาแม้แต่น้อย

   “แต่เราเอาคุณมาเลี้ยง! เราดูแลคุณอย่างดี! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง!?” เซินหมิงเฟิ่งตะคอกใส่คิมหันต์แล้วก้าวเท้าเข้าไปหาก่อนกระชากเสื้อชายหนุ่มให้เปิดออก บนอกของคิมหันต์มีรอยสักรูปหงส์แดงอยู่ เป็นสัญลักษณ์ของจูเชว่ เป็นสัญลักษณ์ที่บางบอกว่าคน ๆ นี้เป็นสมบัติของใคร “คุณคิดว่าบนร่างกายของคุณมีตราประทับของใครอยู่ ของชิงหลง หรือจูเชว่!”

   คิมหันต์ไม่ได้ตอบโต้การกระทำที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลของเซินหมิงเฟิ่ง เขาก้มหน้ารับคำต่อว่าด้วยท่าทีสงบนิ่ง

   เซินหมิงเฟิ่งสะบัดมือออกจากเสื้อของฝ่ายตรงข้ามแล้วถอยออกมาเสยผมเพื่อพยายามระงับความโกรธเคืองที่คุกรุ่น เพราะบางที อารมณ์ของเขาอาจถูกชิงหลงใช้เป็นเครื่องมือได้ เขายังไม่รู้จุดประสงค์ของผู้ชายคนนั้น ดังนั้นเขาควรจะทำตัวให้สงบและไม่เดินไปตามเกมของอีกฝ่ายจะดีที่สุด

   “เอาล่ะ คุณมีอะไรจะอธิบายให้ผมฟังไหม? อะไรที่จะไม่ทำให้ผมพยายามฆ่าคุณเมื่อมีโอกาส”

   การ์ดหนุ่มหลุบตาลง ค่าของคนทรยศมีเพียงความตายเท่านั้น เขารู้ดีและเตรียมใจไว้แต่ต้น และรู้ว่าไม่มีคำแก้ตัวใดที่จะทำให้เขาพ้นจากข้อกล่าวหานี้ไปได้

   “ผมคงไม่สามารถทวงสิทธิให้ชีวิตตัวเองได้ เพราะชีวิตผมไม่ใช่ของผมมาแต่แรก”

   เซินหมิงเฟิ่งมุ่นคิ้วแล้วนั่งลงบนเตียงก่อนประสานมือไว้ด้านหน้าอย่างครุ่นคิด

   “หมายความว่ายังไง?”

   คิมหันต์เลื่อนสายตาไปทางประตูคล้ายกำลังชั่งใจว่าตนเองมีสิทธิที่จะพูดได้ถึงขั้นไหน

   “ผมถูกลักพาตัวมาจากบ้านเกิดตั้งแต่ยังเป็นทารก นั่นคือสิ่งที่ใครบางคนเล่าให้ผมฟังในสมัยเด็ก ธุรกิจค้าขายที่ผิดกฎหมาย ทั้งเด็กและผู้หญิง แรงงานที่ถูกหลอกลวงและคนที่ถูกพรากมาโดยไม่เต็มใจ คนของท่านชิงหลงรุ่งก่อนพบผมและนำมาเลี้ยง มอบชื่อและชีวิตใหม่ให้ผม นั่นคือบุญคุณที่ผมไม่มีวันตอบแทนได้แม้จะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นช่วงเวลาก่อนที่ผมจะได้พบคุณและท่านจูเชว่”

   ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกเมื่อฟังจบ เขาประติดประต่อได้หลาย ๆ อย่างจากคำพูดของคิมหันต์ ใช่...สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นแผนการที่ถูกวางเอาไว้ มันเป็นแผนการซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 13 ปีก่อน ตั้งแต่วันที่พวกเขาได้รับเด็กชายแปลกหน้าที่น่าสงสารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านตระกูลเซิน

   แต่ว่า...มันถูกวางไว้โดยใคร? ชิงหลงรุ่นก่อนที่สิ้นลมไปแล้ว หรือว่าชิงหลงรุ่นนี้ซึ่งในตอนนั้นเป็นแค่เด็กชายคนหนึ่ง หากนี่เป็นแผนการที่ผู้ชายคนนั้นคิดขึ้นตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็ก ชิงหลงก็เป็นผู้ชายที่น่ากลัวมากกว่าที่เขาคิดไว้และไม่อาจต่อกรโดยตรงได้เลย....

   แล้วมันเกี่ยวข้องกับเขาหรือพ่อของเขาตรงไหนกันนะ?

   เป้าหมายของชิงหลง เป็นเพียงการลิดรอนอำนาจของจูเชว่ หรือว่าแค่การข่มขู่เล่น ๆ กันแน่ ถึงแม้จะรับรู้ถึงแผนการที่ตนเองพลาดท่า แต่เซินหมิงเฟิ่งก็ยังไม่อาจรู้ถึงเป้าหมายได้เลย

TBC

ออฟไลน์ Cherry Red

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-0
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 3 (24/11/11)
«ตอบ #25 เมื่อ25-11-2011 09:47:54 »

ในที่สุด ชิงหลง ก็ออกมาแล้ว !!!
ไม่แปลกใจ(แม้แต่น้อย)ที่เป็นชิงหลง แต่ทึ่งกับแผนการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ส่งคนมาแทรกซึมได้เป็นสิบปี(ตั้งแต่เด็กอีกต่างหาก) นี่แค่ จุดเริ่มต้นเองนะ
เรื่องนี้คงได้หักเหลี่ยม เฉือนคม สถานการณ์พลิกผัน เกินจะจินตนาการแน่ ๆ  o22

ออฟไลน์ Maprang_W

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-2
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 3 (24/11/11)
«ตอบ #26 เมื่อ25-11-2011 15:37:50 »

สนุกค่ะ แต่ชื่อจำยากไปหน่อย
ไม่เห็นแววพระเอก นายเอก
ใช้ภาษาสวย แต่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
จะติดตามต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 4 (27/11/11)
«ตอบ #27 เมื่อ27-11-2011 19:12:13 »

-4-



“ได้เวลาอาหารแล้วครับ” คิมหันต์เคาะประตูก่อนจะเดินเข้ามาทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่จำเป็นเลย ผู้ชายคนนี้คือคนถือกุญแจ หน้าประตูมีการ์ดเฝ้าสองคน และไม่มีทางเปิดล็อคจากด้านในได้ ถึงอย่างนั้นคิมหันต์ก็ยังเคาะประตูเช่นนี้ทุกครั้งเสมือนกับว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาและอีกฝ่ายเป็นผู้น้อยที่ต้องทำตามกฎที่กำหนดไว้ระหว่างชนชั้นอย่างเคร่งครัด

เซินหมิงเฟิ่งนั่งเงียบ ๆ อยู่บนเตียง ข้างตัวเขามีหนังสืออยู่หลายเล่มซึ่งคิมหันต์นำเข้ามาให้อ่านแก้เบื่อ

“เจ้านายของคุณไปไหน?” เซินหมิงเฟิ่งเอ่ยถาม

“ท่านชิงหลงติดธุระอยู่ครับ คิดว่าอีกสองหรือสามวันคงจะจัดเวลาว่างมาที่นี่ได้อีกครั้ง ถ้ามีเรื่องจะถามก็ฝากไว้กับผมได้ครับ” คิมหันต์ตอบแล้ววางถาดลงบนโต๊ะ เซินหมิงเฟิ่งสังเกตชุดอาหารมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว มันถูกจัดอย่างเรียบร้อยด้วยชุดเครื่องถ้วยชามที่ดูมีระดับซ้ำอาหารยังถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่นี่เป็นโรงแรมอย่างแน่นอน และต้องเป็นโรงแรมที่ชิงหลงเป็นหุ้นส่วน หรือไม่ก็เป็นของตระกูลฉิน แต่คนที่จับตัวเขามาที่นี่กลับไม่ได้พักอยู่ด้วย หลังจากสนทนากับเขาเมื่อวานนี้เจ้าตัวก็หายไป แต่ก็มีการส่งเสื้อผ้าและหนังสือรวมทั้งของใช้จำเป็นมาให้ รวมทั้งที่เมื่อครู่คิมหันต์อาสาเป็นผู้รับฝากคำพูด แสดงว่าชิงหลงติดต่อกับคิมหันต์เป็นระยะแม้เจ้าตัวจะไม่ได้มาอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง และยังทิ้งการ์ดไว้อีกจำนวนหนึ่งด้วย

ชิงหลงไม่ใช่คนโง่เลย...

ผู้ชายคนนั้นไม่ไว้ใจคิมหันต์ แม้อีกฝ่ายจะเสี่ยงชีวิตและทุ่มเทเวลาเพื่อแสดงความจงรักภักดีและตอบแทนบุญคุณถึง 13 ปีในบ้านตระกูลเซิน แต่ชิงหลงเองก็คงรู้ดีว่าเวลา 13 ปีนั้นสามารถเปลี่ยนอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ถึงแม้คิมหันต์จะรำลึกถึงบุญคุณของคนตระกูลฉินและชิงหลงรุ่นก่อน แต่ใครจะรับรองได้ว่าใจของคิมหันต์ที่ถูกหล่อหลอมในบ้านตระกูลเซินมาสิบกว่าปีนั้นยังสามารถคงความภักดีต่อคนตระกูลฉินได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

คิมหันต์เองก็รู้ฐานะของตนเองดี เจ้าตัวไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาแต่ยอมที่จะถูกกักตัวไว้กับเขาโดยไม่เรียกร้องอะไรแม้แต่คำเดียว ทั้งที่ปกติคนที่ยอมสละช่วงเวลาสิบกว่าปีของชีวิตเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรควรจะมีสิทธิเรียกร้องรางวัลให้กับตนเอง

สถานะในเวลานี้ของเขาและคิมหันต์อาจจะไม่ได้ต่างกันเลย ต่างก็ถูกจับตาดูอยู่ภายใต้สายตาของคนผู้หนึ่งซึ่งมีอำนาจและภาวะของการตัดสินใจที่พวกเขาไม่อาจหยั่งถึง

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” คิมหันต์เองก็ดูเหมือนจะอย่างอยู่ห่างจากเขา เซินหมิงเฟิ่งรู้สึกเช่นนั้น บางทีการอยู่ข้างกายเขาอาจมีผลอะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายก็เป็นได้

“เดี๋ยวก่อน”

“ครับ?” เมื่อถูกเสียงรั้งไว้ คิมหันต์ก็หยุดนิ่งกับที่แล้ววาดมือไขว้หลังเป็นท่าเตรียมรับคำสั่ง

“ตอนผมอยู่ที่อังกฤษ บ้านแม่ของผมอยู่กันเป็นครอบครัว เวลาว่างส่วนมากพวกเราจะนั่งด้วยกันในห้องรวม พูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ ดูโทรทัศน์ เล่นกับเด็ก ๆ....น้องต่างพ่อของผม”

“ครับ” คิมหันต์รับคำเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองกำลังฟัง แม้ใจจะสงสัยว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไรแต่หน้าที่ของเขาคือการรับฟังและปฏิบัติตาม และให้ถามเมื่อคำสั่งไม่ชัดเจนเท่านั้น

“ผมหมายถึงว่า...ผมไม่ชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ แล้วนี่ก็วันนึงมาแล้ว” เซินหมิงเฟิ่งผายมือไปทางนาฬิกา “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะให้คุณอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกันนิดหน่อยจนกว่าผมจะทานเสร็จแล้วคุณก็ออกไปได้” เขายื่นข้อเสนอที่เรียบง่าย ถึงอย่างนั้นคิมหันต์กลับมีสีหน้าลำบากใจปรากฏขึ้นชั่วครู่หนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่น้อยนิดแต่เซินหมิงเฟิ่งที่จับจ้องอยู่ก็สามารถเห็นได้

คิมหันต์ชั่งใจอยู่นานเหมือนไม่แน่ใจว่าตนเองควรทำหรือไม่

“ผมไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ ขอโทษด้วยครับ”

เซินหมิงเฟิ่งสังเกตได้ถึงความอึดอัดใจ คิมหันต์รับรู้สถานะตนเองจริง ๆ และรู้ว่าตนเองไม่ควรจะสร้างสถานการณ์ให้ตนเองถูกสงสัยเพิ่มอีก แต่สำหรับเซินหมิงเฟิ่ง คิมหันต์เป็นตัวเลือกและความหวังเดียวที่เขามีอยู่หากต้องการออกไปจากที่นี่และเปิดเผยแผนการของชิงหลงให้คนอื่น ๆ รู้ก่อนที่ชิงหลงจะลงมือทำอะไรก็ตามที่เจ้าตัวคิดอยู่ บางที คิมหันต์อาจรู้รายละเอียดก็เป็นได้

“เอาเถอะ ผมเข้าใจ” เขารู้ว่าตนเองไม่ควรกดดันอีกฝ่ายมากเกินไป หากคิมหันต์รู้ว่าเขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง คงจะไม่ยอมเข้าใกล้เขาอีกต่อไป “ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ให้การ์ดคนหนึ่งเข้ามาด้วย กุญแจห้องฝากไว้กับคนด้านนอก แล้วก็ปิดประตูให้เรียบร้อย จากนั้นเราควรทานข้าวด้วยกัน แน่นอนว่าผมไม่ค่อยสะดวกใจกับการกินข้าวต่อหน้าการจ้องมองแบบจับผิด แต่ถ้ามันช่วยให้คุณสบายใจได้ก็เอาแบบนี้แล้วกัน”

คิมหันต์ไตร่ตรองข้อเสนอนั้นด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะเดินออกไปหาการ์ดที่หน้าประตู เขาเรียกคนหนึ่งเข้ามาและเอากุญแจฝากไว้ที่อีกคน

“ผมคงทำได้แค่เป็นเพื่อนคุย เพราะผมทานเรียบร้อยแล้ว คุณเซินคงไม่ถือสานะครับ”

เซินหมิงเฟิ่งแค่นยิ้มเล็ก ๆ กับวิธีเรียก ก่อนหน้านี้เขายังเป็น “นายน้อย” แต่ตอนนี้กลายเป็น “คุณเซิน” ไปเสียแล้ว

“ไม่เป็นไร ผมแค่อยากมีเพื่อนคุยบ้างนอกจากหนังสือพวกนี้” เซินหมิงเฟิ่งทำไหวไหล่ไม่ใส่ใจ

การ์ดที่ทำหน้าที่เข้ามาเป็นพยานการสนทนาถอยไปยืนอยู่ข้างประตู คิมหันต์เลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้เตียง แต่อยู่ในรัศมีที่เซินหมิงเฟิ่งเอื้อมไม่ถึง ทั้งที้ทั้งนั้น คิมหันต์แน่ใจฝีมือการต่อสู้ของตัวเอง แต่เขาไม่รู้ว่าเซินหมิงเฟิ่งจะมีอาวุธอะไรที่บังเอิญเจอในห้องนี้อยู่กับตัวหรือไม่ แค่ปากกาด้ามเดียวหากแทงถูกจุดเขาก็ตายได้แล้ว

“คุณเซินอยากคุยเรื่องอะไรหรือครับ?”

“นั่นสินะ” เซินหมิงเฟิ่งขยับตัวนั่งที่ขอบเตียงแล้วเลื่อนถาดมาใกล้ ๆ “ฉันมองไม่เห็นข้างนอก จะบอกได้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน ไม่ต้องบอกชื่อชัดเจนก็ได้ เอาเป็นว่าเป็นเขตของชิงหลงใช่หรือเปล่า?” เขารู้ว่าหากถามเจาะจง อีกฝ่ายคงไม่ยอมตอบ เขาจึงถามกว้าง ๆ ก่อน

“ใช่ครับ แต่ผมคงตอบคุณเซินไม่ได้ว่าเป็นส่วนไหน” คิมหันต์รีบดักทางก่อนจะถูกล้วงให้ลึกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาจำต้องเตือนตนเองว่าอีกฝ่ายไม่ใช่นายน้อยของเขาอีกแล้ว และเขาไม่มีหน้าที่ที่จะต้องตอบคำถามทุกอย่างของอีกฝ่าย ตอบได้เพียงสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของตนเองเท่านั้น

“ที่นี่มีหนังสือเยอะหรือ? แสดงว่าปกติชิงหลงอยู่ที่นี่น่ะสิ?”

“เปล่าครับ หนังสือพวกนี้ท่านชิงหลงสั่งให้นำมาจากบ้าน ปกติแล้วไม่ได้พักที่นี่หรอกครับ”

“อ้อ เข้าใจล่ะ” เซินหมิงเฟิ่งพยักหน้า คิมหันต์ท่าทางปากหนักเอาการ กระทั่งที่อยู่ของชิงหลงยังไม่ปริปากบอกสักนิดว่าเป็นลักษณะแบบใด ถึงจะบอกว่าหนังสือถูกนำมาจากบ้าน แต่ก็ไม่มีคำไหนของอีกฝ่ายที่บอกว่าชิงหลงพักที่บ้านที่หนังสือเหล่านี้อยู่ มีความเป็นไปได้ว่าชิงหลงอาจพักที่คอนโดมิเนียมที่มีการคุ้มกันหนาแน่น หรือพักในบริษัทก็ได้ทั้งนั้น เพราะชิงหลงมักจะเดินทางออกนอกประเทศอยู่บ่อยครั้ง คงจะซื้อห้องหรืออาคารที่สะดวกต่อการเดินทางมากที่สุดและอาจจะไม่ใช่บ้านหลักของตระกูล

“แต่อาหารที่นี่อร่อยดี คุณว่าผมจะมีโอกาสออกไปจากที่นี่แบบที่ยังมีชีวิตอยู่ไหม? เพราะถ้าออกไปได้แล้วไม่มีอะไรร้ายแรง ผมคงอยากจะกลับมาทานอาหารที่นี่เป็นครั้งคราว”

คิมหันต์เงียบไปพร้อมหลุบตาลง คำตอบของคำถามเมื่อครู่ต้องใช้ความคิดหนักทีเดียว

“ในเขตของจูเชว่มีร้านอาหารและภัตตาคารมากมายครับ”

เซินหมิงเฟิ่งทำเสียงในคอแบบขัดใจ คิมหันต์ถือว่าฉลาดในการเลี่ยงตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ กระทั่งคำพูดรับรองชีวิตของเขายังไม่มีให้ แบบนี้เขาจะมั่นใจในสวัสดิภาพได้มากแค่ไหนกันนะ?

“คิหมันต์ ผมถามอะไรคุณอีกสักอย่าง” เซินหมิงเฟิ่งว่าแล้วทำเป็นสนใจอาหารในจานด้วยการเขี่ยมันไปมา แล้วกลอกตาหาคำพูดที่เหมาะสมก่อนจะสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย คิมหันต์นิ่งสงบและเฝ้ารอโดยไม่ลุกลี้ลุกลนเลย เซินหมิงเฟิ่งรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงเตรียมใจกับการไล่ต้อนจนปรับตัวได้แล้ว เขาคงจะต้องปล่อยไปก่อนแล้วค่อยหาโอกาสใหม่จริง ๆ เซินหมิงเฟิ่งถอนหายใจออกมา “คิมหันต์ ผมกับคุณอยู่ด้วยกันได้แค่ไม่นาน อืม...5 ปีได้ล่ะมั้ง? ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นคนอ้อนวอนพ่อให้รับคุณเอาไว้ บางทีนี่คงเป็นผลกรรมของผมเอง ผมไม่โทษคุณหรอก แต่ผมอยากรู้ว่าระหว่างที่ผมไม่อยู่คุณเป็นยังไงบ้าง”

“หมายถึงอะไรหรือครับ?”

เซินหมิงเฟิ่งโคลงหัวพลางตักอาหารเข้าปาก

“ผมจำได้...ช่วงแรก ๆ ที่คุณมาที่บ้าน คุณพูดไม่ค่อยคล่อง สำเนียงก็แปลก ๆ ชื่อก็ไม่คุ้นหูออกเสียงยาก ถูกพวกเด็ก ๆ ในบ้านล้อเอาบ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน ผมประทับใจคุณตรงนั้นพ่อเองก็ด้วย พวกเราคิดว่าคุณคงจะเป็นบอดี้การ์ดที่ดีได้อย่างแน่นอน” เขาจงใจพูดย้อนไปถึงเรื่องอดีต เป็นจุดที่อ่อนไหวในความสัมพันธ์ของพวกเขาและทำให้เขาได้เห็นความหวั่นไหวในดวงตาของคิมหันต์ “คุณพัฒนาฝีมือเร็วมากจนพวกเราแปลกใจ แต่ก่อนที่คุณจะโตมากพอผมก็ถูกส่งไปต่างประเทศเสียก่อน ผมอยากรู้ว่าช่วงที่ผมไม่อยู่นั้นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

คิมหันต์ใช้ความคิดอยู่ไม่นานก่อนจะตอบโดยไม่อิดเอื้อน

“ไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ ผมได้รับการฝึกฝนโดยการ์ดของจูเชว่ รวมทั้งสอนให้รู้หนังสือด้วย พออายุ 16 ผมก็เข้าสังกัดทีมการ์ดทีมหนึ่ง ดูเหมือนว่าตอนนั้นคุณเซินจะจากไป 1 ปีกว่าแล้ว ภารกิจแรกของผมคือการอารักขาหัวหน้าแก๊งค์คนหนึ่งไปเจรจางานในสถานที่ใกล้ ๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตลอดช่วงเวลานั้นผมไม่ค่อยจะได้เจอเรื่องเสี่ยงอันตรายมากนัก ทุก ๆ คนก็ดูแลผมดีมาก”

เมื่อพูดไปครู่หนึ่ง คิมหันต์ก็ชะงักไปแล้วหลบตา เซินหมิงเฟิ่งเลิกคิ้ว

“มีอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่าครับ ขอโทษด้วย” ชายหนุ่มว่าแล้วสูดหายใจก่อนเล่าต่อ “พออายุ 20 ผมก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็นหัวหน้าทีมย่อย ถือว่าค่อนข้างเร็วสำหรับการ์ดด้วยกัน ผมเองก็คิดแบบนั้นแต่ท่านจูเชว่บอกว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเมื่อดูจากฝีมือของผม ผมทำหน้าที่นั้นมาตลอดนับแต่นั้นครับ”

เซินหมิงเฟิ่งฟังไปก็หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปาก อาการชะงักของคิมหันต์เมื่อครู่นี้ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายมีใจให้จูเชว่อยู่หลายส่วนทีเดียว เขายังคงมีความหวังอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

“ขอบคุณมากนะคิมหันต์ ผมคลายเหงาขึ้นเยอะเลย” เซินหมิงเฟิ่งยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วเลื่อนถาดคืน

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อนนะครับ” ว่าแล้ว คิมหันตืก็ลุกขึ้นพร้อมถาดใส่ภาชนะ สบสายตากับการ์ดอีกคนหนึ่งที่นิ่งฟังมาตลอด เขาเคาะประตูสองครั้ง ประตูก็ถูกเปิดออกโดยคนที่อยู่ด้านนอก แล้วทั้งสองก็พากันออกไปจากห้องโดยทิ้งเซินหมิงเฟิ่งไว้คนเดียวดังที่ได้รับคำสั่งมา

เมื่อคิมหันต์นำถาดไปเก็บที่รถเข็นแล้วนำออกไปไว้นอกห้องแล้ว ก็มีสายโทรเข้าโทรศัพท์มือถือเขาพอดี คิมหันต์หยิบขึ้นมาดูเบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอและพบว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของชิงหลง

“คิมหันต์ครับ”

“คิมหันต์ เรื่องทางนั้นเรียบร้อยดีใช่ไหม?” ชิงหลงเอ่ยถามจากต้นสายด้วยเสียงเรียบนิ่งอันเป็นเอกลักษณ์

“เรียบร้อยดีครับ คุณเซินเพิ่งทานอาหารเสร็จเมื่อครู่” คิมหันต์รายงานตามสถารการณ์ แต่เขาไม่แน่ใจว่าควรจะเล่าเรื่องที่เซินหมิงเฟิ่งชักชวนให้สนทนาด้วยไหม กระนั้น ในช่วงเวลาที่เขากำลังตัดสินใจ ชิงหลงกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาโดยไม่รอให้คู่สายพิรี้พิไร

“คุณทำงานได้ดีแล้ว จากนี้คุณสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้เองตามสะดวก ผมเหลืองานอีกไม่มากแต่คงจะยุ่งจนไม่มีเวลาโทรมาเช็คได้บ่อย ๆ หวังว่าคุณจะดูแลที่นั่นให้ผมได้”

คิมหันต์กลั้นลมหายใจไว้ในปอด อยู่ ๆ บ่าของเขาก็หนักอึ้งขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ

“ผมจะทำอย่างดีที่สุดครับ”

“ดีมาก ผมภูมิใจในตัวคุณ และพ่อของผมก็เช่นกัน”

ชิงหลงกล่าวจบก็ตัดสายไป คิมหันต์เลื่อนโทรศัพท์มือถือตนเองลงแล้วจ้องมองหน้าจอจนกระทั่งดับสนิท คำพูดเพียงไม่กี่คำของชิงหลงทำให้ความรู้สึกที่เอ่อท้นจากการหว่านล้อมของเซินหมิงเฟิ่งเมื่อครู่มลายหายไปเกือบหมดสิ้น ใช่แล้ว เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหวั่นไหว เขาคือคนของชิงหลง หนี้ชีวิตที่ไม่มีวันทดแทนได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะขอมอบชีวิตนี้ไว้ใต้บัลลังก์มังกรแห่งตะวันออกตลอดไป

------------------->

ออฟไลน์ ZIar

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +210/-1
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 4 (27/11/11)
«ตอบ #28 เมื่อ27-11-2011 19:13:57 »

ชิงหลงนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงทำจากหนังสีดำสนิท ทอดสายตาคมกริบมองโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งตัดสายไปจากใครบางคน เสียงของคิมหันต์บอกเขาตั้งแต่แรกที่รับสายว่าในใจของฝ่ายนั้นมีบางสิ่งบางอย่างทำให้ความมั่นคงที่มีเริ่มหวั่นไหว เขาเดาไว้ไม่ผิด เซินหมิงเฟิ่งคนนั้นไม่ใช่คนโง่ และเล็งเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องมีผลต่อจิตใจของคิมหันต์อย่างแน่นอน

ชายหนุ่มเคาะโทรศัพท์มือถือกับฝ่ามืออีกข้างพลางทอดสายตามองออกไปนอกห้องทำงาน

สำหรับเขาแล้ว คิมหันต์เปรียบเสมือนผืนผ้าที่ถูกย้อมด้วยสีสองสีที่ต่างกัน ในสายตาคนอื่นอาจมองคิมหันต์ได้สองแบบ มองว่าเป็นคนไม่รู้คุณและทรยศเจ้านายเก่ารวมถึงอาจจะทรยศเขาเมื่อใดก็ได้ หรือไม่ก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณและหน้าที่จนไม่ยอมให้บุญคุณอื่นมาแทนที่ได้ แต่หากจะถามเขาว่าคิมหันต์เป็นคนเช่นไร ตัวชิงหลงเองก็ตอบได้ยากเพราะเขาได้พบคิมหันต์เพียงแค่ตอนเด็กนับเวลาตั้งแต่เก็บมาเลี้ยงจนถึงวันที่ส่งไปทำงาน ก็ราว ๆ 7-8 ปี หากเทียบกับเวลาที่ไปอยู่กับจูเชว่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก อีกทั้งช่วงอายุที่ไปอยู่กับจูเชว่นั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตั้งแต่เด็กสู่วัยรุ่น และวัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ ล้วนแต่เป็นช่วงที่มีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรมทั้งสิ้น ทำให้เขาไม่อาจมองคิมหันต์ด้วยมุมมองเดียวกับคนของตัวเองได้

ถึงอย่างนั้นเขาก็เดาได้ถูกต้องเกี่ยวกับเซินหมิงเฟิ่ง คน ๆ นั้นอาจไม่โง่ แต่ยังมีความอดทนที่น้อยนิด อีกฝ่ายรีบร้อนเกินไปกับการเข้าหาคิมหันต์ทำให้เขารู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไป คิมหันต์ยังไม่ใช่คนที่อันตราย เสียงของคิมหันต์ช่วงหลังของการสนทนาบ่งบอกเขาว่าความจงรักภักดียังหวังผลได้

ชิงหลงผ่อนลมหายใจออกมาแล้วพิงหลังบนพนักเก้าอี้ก่อนจะวางโทรศัพท์มือถือตนเองลงบนโต๊ะทำงาน ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“ขออภัยครับ”

“เข้ามาสิ”

จากการอนุญาต เลขาหนุ่มของเขาจึงเปิดเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม ในมืออีกฝ่ายไม่มีเอกสาร สายโทรเข้า หรืออาหาร ชิงหลงเลิกคิ้ว นึกสงสัยว่ามีธุระอะไร

“มีคนมาขอพบครับ”

“ไม่ได้นัดล่วงหน้า?” ชิงหลงมุ่นคิ้ว โดยระเบียบแล้วการขอพบเขาต้องนัดพบล่วงหน้าเสมอ ถือเป็นมารยาทและการให้เกียรติ ไม่ว่าเป็นบุคคลระดับไหนก็ต้องปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันคือเปอร์เซ็นต์ที่เขาจะตอบรับการขอพบ อย่างไรก็ตาม การขอพบอย่างกะทันหันนี้ใช่ว่าจะไม่เคยมีเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ เขาคิดว่าตัวเองเดาคนที่มาพบในสถานการณ์เช่นนี้ได้ไม่ยาก

ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วโบกมือให้เลขาของตนไปจัดการให้เรียบร้อย

ผู้เป็นเลขารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เจ้านายของตนดูจะตกลงง่าย ๆ โดยไม่ถามว่าเป็นใคร กระนั้นเขาก็คงไม่จำเป็นต้องถามเพราะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว และคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่ง เขาจึงล่าถอยออกไปและไปปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมาให้เรียบร้อยที่สุด แม้มันจะเป็นการโบกมือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

ชิงหลงเก็บโทรศัพท์มือถือส่วนตัวใส่กระเป๋า แล้วลุกขึ้น ดึงเสื้อสูทให้เรียบตึงก่อนจะจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย เมื่อเห็นว่าเครื่องแต่งกายไม่มีตำหนิแล้วจึงเดินออกมาจากห้อง การ์ดสองคนยืนอยู่หน้าประตู เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาที่เป็นเช่นนั้น การ์ดทั้งสองค้อมตัวให้โดยไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร เพราะพวกเขาได้ยินที่เลขาของชิงหลงรายงานแล้วและรู้ว่ามีการตอบรับ

ห้องรับแขกที่ชิงหลงเดินไปเป็นห้องรับแขกระดับ VIP สำหรับบุคคลระดับพิเศษโดยเฉพาะ การ์ดที่ยืนอยู่หน้าห้องบ่งบอกได้ชัดเจนว่าบุคคลที่มาขอพบได้รับการรับรองแล้ว

เมื่อเปิดประตูเข้าไป มีใครบางคนนั่งอยู่ที่นั่นดังคาด

ชายหนุ่มผมสีขาวดูแปลกตาและแปลกประหลาดสำหรับคนทั่ว ๆ ไป แต่ผลพวงจากพันธุกรรมที่ผิดปกติไม่ได้ลดทอนความน่าเกรงขามของผู้ชายคนนี้ลงไปเลย เมื่อใดก็ตามที่มีใครบางคนเหลียวมองความแปลกของเขา ก็จะต้องเผลอหลบตาเมื่อเขาหันมองตอบเสียทุกครั้งไป

ชิงหลงเดินเข้าไปในห้อง ชายผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นยืน

“มีธุระด่วนถึงกับต้องขอพบโดยไม่มีการนัดเลยหรือ ไป๋หู่?” ชิงหลงเช็คแฮนด์กับอีกฝ่ายตามมารยาทแล้วเอ่ยถาม

“ก็ราว ๆ นั้น” ไป๋หู่ยกคิ้วสูงแล้วโบกมือ ท่าทีของเขาต่อชิงหลงเป็นไปในทางที่ค่อนข้างสบายและผ่อนคลาย ทั้งนี้ทั้งนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าชิงหลงและไป๋หู่เคยเป็นเพื่อนร่วมสถาบันและชั้นปีเดียวกันสมัยมหาวิทยาลัย อาจเป็นความบังเอิญหรือไม่ใช่ที่ทั้งสองเคยเรียนวิทยาลัยเดียวกันที่อิตาลี จากความรู้จักผิวเผินค่อย ๆ ทำให้ทั้งสองเรียนรู้กันและกันเพราะต่างรู้ฐานะของอีกฝ่ายก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งที่ฮ่องกงเมื่อเรียนจบ

ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วที่พวกเขาจะเรียกกันและกันด้วยตำแหน่งคล้ายการประชดประชันและหยอกล้อไปในตัว ทำให้ในเวลานี้พวกเขาไม่รู้สึกกระดากปากที่ต้องเรียกแทนกันด้วยตำแหน่งแทนชื่อจริงที่น้อยคนจะมีโอกาสได้เรียก

“มีอะไรก็รีบ ๆ พูดเถอะ ฉันไม่ค่อยมีเวลาสักเท่าไหร่” ชิงหลงผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลงก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งเช่นกัน

“ความจริงแล้ว มันก็พูดยากนะ” ไป๋หู่ว่าพลางยิ้ม “เอาเป็นว่าฉันเพิ่งรู้ข่าวที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับทายาทของจูเชว่ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ข่าวที่จะเผยแพร่ได้ทั่วไป แต่สายภายในของฉันเป็นคนบอกมา ฉันเดาไม่ยากเลยว่าใครเป็นคนพาตัวทายาทของจูเชว่ไป นายว่าไหม?” ชายหนุ่มผายมือออกทั้งสองข้างเป็นเชิงว่าเขาอยากจะได้คำอธิบายเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้ฟัง

“นายรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว นายอยากจะให้ฉันพูดอะไร?” ชิงหลงประสานมือบนหน้าตัก เป็นท่าทีของการสงวนปฏิกิริยา หรืออาจจะหมายถึงความต้องการเก็บงำคำตอบบางประการ

“อย่าคิดมากไปสิ ฉันไม่ได้อยากรู้หรอกว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือนายคิดจะทำอะไรต่อไป” ไป๋หู่หยุดคิดไปเล็กน้อย หากเขาไม่ยิงคำถามที่ถูกจุด อีกฝ่ายคงไม่คิดจะตอบ นั่นเป็นวิธีของชิงหลงคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร จะพูดแต่เพียงสิ่งที่อยากพูดเท่านั้น ไม่อย่างนั้นใครมาง้างปากก็อย่าหวังจะได้ยินคำตอบ “ฉันแค่อยากจะรู้ว่า เป็นอย่างที่ฉันคิดหรือเปล่า ถ้าใช่ ทุก ๆ อย่างจะได้ง่ายขึ้น การหายตัวไปของทายาทจูเชว่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ฐานอำนาจฝั่งหนึ่งคลอนแคลน พวกเราก็จะแย่ไปด้วย ทางจูเชว่กำลังพยายามปิดข่าวนี้และฉันก็กำลังตัดสินใจว่าจะช่วยสักหน่อยดีไหม”

ชิงหลงเคาะปลายนิ้วกับหลังมือตนเอง สายตาของเขาไม่ได้หลุบลงต่ำ แต่กลับจ้องมองตรงไปยังคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะด้วยสายตานิ่งสงบไม่มีวี่แววของปฏิกิริยาอื่น ๆ ในดวงตาคู่นั้น ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันมาช่วงหนึ่ง แต่ทั้งเขาและไป๋หู่ต่างก็ไม่สามารถอ่านกันได้ขาดเลยสักครั้ง บางที การจ้องมองกันและกันผ่านความเงียบนี้ อาจเป็นการเสียเวลาเปล่าก็เป็นได้

ชิงหลงหลับตาลงในที่สุดแล้วจึงเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง

“ใช่ เป็นอย่างที่นายคิด”

ไป๋หู่เหน็บยิ้มบางที่มุมปากแล้วเบนสายตาไปรอบห้อง

“งานหนักเอาการแน่” เขาเปรยขึ้นมาลอย ๆ

“นายรู้อะไรที่ฉันไม่รู้หรือเปล่า?” ครั้งนี้เป็นชิงหลงที่เอ่ยถามบ้าง เขาเลิกคิ้วแล้วมองหน้าอีกฝ่ายที่ทำยิ้มหน้าเป็นไม่ย้อนสายตากลับมามองเขาเสียที

“ก็ไม่เชิง วันที่นายกลับมาจากต่างประเทศเป็นวันที่มีการประกาศหมั้นระหว่างเซินหมิงเฟิ่งกับมินาโมโตะ ซากุระ”

“เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว คนของฉันอยู่ที่นั่นและกลับมารายงานให้ฟังระหว่างที่ฉันเดินทางจากสนามบินกลับไปที่บ้าน แต่คนญี่ปุ่นคนนั้นกับลูกสาวดูจะไม่ใช่อุปสรรคของฉันสักเท่าไหร่” ชิงหลงว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง แล้วไขว้หลังแล้วทอดสายตาออกไป “ฉันสืบประวัติของพวกเขามาแล้ว”

“นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ฉันต้องการจะบอก”

“หรือนายคิดว่าเรื่องที่คุณเซินมีคู่หมั้นจะทำให้ฉันอยากเปลี่ยนใจ?”

“ความจริงแล้วสิ่งที่นายไม่รู้คือ คุณหนูมินาโมโตะเป็นผู้หญิงที่ฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง ฉันไม่คิดว่าเธอจะนิ่งเฉยเมื่อรู้ว่าคู่หมั้นหายตัวไป” ไป๋หู่ช่วยแจกแจงให้ฟัง เขาได้สนทนากับซากุระเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนมากเขาจะฟังเสียงร่ำลือจากคนอื่น ๆ ที่เข้ามาล้อมรอบตัวเขา และพบว่าซากุระจะถูกชื่นชมในทางที่ดีเสียส่วนมากแม้แต่สำหรับผู้หญิงด้วยกัน นั่นแสดงถึงความเฉลียวฉลาดในการแสดงออกและการเข้าสังคมของเธอ เธอรู้วิธีวางตัวให้เป็นที่รักและนั่นอาจหมายถึงเธอรู้วิธีแทรกแซงเข้าไปในความคิดของผู้อื่นเช่นกัน

“ฉันไม่คิดจะดึงคนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่หากคุณมินาโมโตะต้องการแบบนั้นฉันก็ไม่มีสิทธิจะขัดขวาง” ชิงหลงตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากมาย “แต่เมื่อเทียบระหว่างเราสองคน คุณมินาโมโตะจะไม่เข้ามาทางฉันอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าฉันและนายจะมีหมากคนละตัวซึ่งมีผลต่อจุดจบของเรื่องนี้ทั้งคู่”

ไป๋หู่ไหวไหล่ เมื่อคิดตามสถานภาพแล้ว สิ่งที่ชิงหลงพูดอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขามีฉายาว่าเป็นเสือผู้หญิง ดังนั้นหากคุณหนูซากุระต้องการล้วงความจริงจากใครสักคน คน ๆ นั้นต้องเป็นเขาที่มีโอกาสสูงที่จะตกบ่วงเสน่ห์อย่างไม่ต้องสงสัย

“นายมั่นใจแค่ไหนว่าคุณมินาโมโตะจะลงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย” ชิงหลงถามเพื่อย้ำความมั่นใจ ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในแผนของเขา หากปล่อยให้เธอเข้ามายุ่งมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดี แน่นอนว่าเขามีวิธีมากมายที่จะทำให้สิ่งที่ตนต้องการเป็นไปอย่างที่ควรเป็น แต่การแทรกแซงของคนนอกอาจทำให้เกิดจุดจบที่เลวร้ายกว่าที่เขาวางแผนเอาไว้ในตอนแรก

“ฉันไม่รู้ พูดจริง ๆ แล้วจูเชว่เองก็ไม่ใช่คนโง่นายก็รู้” ไป๋หู่ไม่ได้ช่วยยืนยันความมั่นใจให้ชิงหลงเลยแม้แต่น้อย “แต่ถ้าฉันคิดถูก อาจจะเป็นจูเชว่เองที่ชี้นำให้คุณหนูมินาโมโตะลงมาเล่นในเกมนี้ด้วย”

ชิงหลงหลุบตาลงครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในห้อง คนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะรู้ว่าเขากำลังต้องการอะไร และเป็นคนที่มีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันแม้เป้าหมายแท้จริงและจุดจบที่ต้องการจะเป็นคนละแบบก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นเรามาแข่งกันหน่อยไหม ไป๋หู่” เหมือนชิงหลงจะคิดอะไรได้ขึ้นมา “ระหว่างทายาทจูเชว่ในมือฉัน และคุณมินาโมโตะที่อาจจะเป็นหมากในมือนาย ใครจะเป็นตัวหมากสำคัญที่นำไปสู่จุดจบในแบบที่พวกเราต้องการได้ก่อนกัน”

--------------------------->

เซินจงยืนอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น เขากำลังทอดสายตาลงมองรูปภาพมากมายที่ตั้งอยู่บนชั้นวางรวมถึงที่แขวนไว้บนผนัง ภาพเหล่านี้เป็นภาพครอบครัวของเขา ตั้งแต่พ่อของเขาซึ่งเป็นจูเชว่รุ่นก่อน แม่ของเขาที่เสียชีวิตหลังพ่อจากไปไม่นาน น้องชายที่ตกเป็นสายรองเมื่อเขาขึ้นเป็นจูเชว่จึงออกจากบ้านไปมีครอบครัวของตนเอง น้องสาวที่แต่งงานไปกับคนต่างชาติและย้ายไปอยู่ในประเทศที่ห่างไกล ภรรยาคนแรกของเขาที่ถ่ายรูปร่วมกันเพียงรูปเดียวก่อนจะกลับไปกับครอบครัว ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนนั้นซึ่งตอนนี้ถูกใครบางคนจับตัวไปโดยไม่รู้เป็นตายร้ายดี และภรรยาคนที่สองซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว

ชายสูงวัยถอนหายใจออกมา ชีวิตเขาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ความผิดพลาดหลายอย่างก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว บางสิ่งแก้ไขได้ บางสิ่งแก้ไขไม่ได้ก็ได้แต่ทดแทนไปตามความเหมาะสม บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คงเป็นผลพวงจากความผิดพลาดอีกครั้งของเขาก็เป็นได้

“นายท่าน” เสียงเคาะประตูและเสียงแหบของหวางซือเรียกเซินจงให้หลุดจากภวังค์

“มีอะไร? ฉันบอกว่าอยากอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือ?”

“ครับ แต่ว่าสายสืบของเรามีข่าวคืบหน้ามาแล้ว” หวางซือเดินเข้ามาในห้องแล้วจ้องมองไปยังรูปภาพเช่นเดียวกับที่เซินจงทำ

ชายสูงวัยพยักหน้าให้พ่อบ้านของตน

“บางที...ชิงหลง....” หวางซือเอ่ยเสียงเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ สิ่งที่คนของจูเชว่สืบได้กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยออกไปให้ใครรู้ได้แม้แต่คนเดียว เป็นเรื่องภายในที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายได้ แม้แต่ตัวจูเชว่เอง ก็ไม่มีสิทธิจัดการสิ่งใด เพราะนี่เป็นสิ่งที่ชิงหลงทำตามกฎแต่เก่าก่อนของผู้นำทั้งสี่คน เรื่องราวที่น้อยคนจะรับรู้ถึงความเป็นจริงเบื้องหลังความรักที่สวยงาม

“ชิงหลง....และอาจจะมีไป๋หู่ด้วย” เสียงของเซินจงดูเหนื่อยล้าเหลือเกิน ตลอดสองวันที่เซินหมิงเฟิ่งหายตัวไป เขาแทบจะไม่ได้พักเลย เขาไม่อาจข่มตาหลับได้และอาจจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าทุกอย่างจะจบลง แต่การได้ยินว่าอยู่กับชิงหลง นั่นทำให้เขาสบายใจกว่าการที่อยู่ในมือของคนนอก เซินหมิงเฟิ่งเป็นลูกชายคนเดียวของเขา ชิงหลงจึงไม่มีสิทธิทำอันตรายใด ๆ ต่อทายาทเพียงคนเดียวของจูเชว่จนถึงชีวิตหรือทำให้เกิดทุพพลภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าชิงหลงคิดจะทำอะไรกับลูกชายของเขา จิตใจของคนเป็นพ่อย่อมวิตกกังวลและเป็นห่วงเมื่อลูกชายอยู่ไกลหูไกลตาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้

“นายท่านจะทำยังไงครับ....” แม้หวางซือจะรู้ว่าอำนาจของจูเชว่ทำสิ่งใดไม่ได้ แต่เขาก็ต้องถามออกไป

เซินจงเงียบไปนาน ก่อนจะหันกลับมาหาหวางซือ

“พรุ่งนี้ เรียกคุณซากุระมาหาฉัน”

TBC

ออฟไลน์ Rafael

  • เพราะคนเราเกิดมาเพื่อแตกต่าง
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +685/-7
Re: กรงเกล็ดมังกร ตอนที่ 4 (27/11/11)
«ตอบ #29 เมื่อ27-11-2011 20:14:14 »

เข้มข้น และซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่เปลี่ยนเลยนะคะ อิอิ
แต้ก็ยังอยากรู้ว่าเรื่องนี้ใครพระใครนายกันแน่

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด